รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก-บทที่ 3 พี่เลี้ยง...ของลูกชาย - ((100%)) -

โดย  วลัชสิตา / ระย้าแก้ว / วิลาสินี / สร้อยแสงดาว

รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก

บทที่ 3 พี่เลี้ยง...ของลูกชาย - ((100%)) -

.

.........

...

.

.

เมื่อคล้อยหลังเด็กชาย เจ้าของบ้านทรุดกายนั่งตรงข้ามเพื่อนรัก ขณะที่ธนดลมองตามร่างเล็กของนายมด ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัยใคร่รู้

“นี่ไอ้คิราภ์ แกไม่คิดจะบอกแม่แกเรื่องแม่ของลูกแกเหรอไงวะ ยิ่งแกไม่บอก เขาก็ยิ่งมายุ่งกับชีวิตครอบครัวแกนะเว้ย”

“ช่างเหอะ”

น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูอ่อนล้า และระอาใจกับมารดาที่พยายามปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้กับลูกชายตัวน้อยของเขา

“ถามจริงเถอะ แกไม่คิดจะหาเมียใหม่รึไง อายุแกก็ยังไม่ได้มากมาย แค่สามสาม...สามสี่ แล้วฐานะ นิสัย หน้าตาอย่างแก ใครๆ ก็อยากได้ทั้งนั้น”

“ผู้หญิงที่สนใจเรื่องพวกนั้นมันจะไปต่างอะไรกับลิลินล่ะ แกคิดว่าพวกที่สนใจแต่ฐานะ หน้าตา ชื่อเสียงของฉัน สมควรจะมาเป็นเมียฉันรึไง”

“ก็จริงนะ ว่าแต่น้องเนยคนนี้น่ะ ทำไมถึงได้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กวะ”

“อยากรู้ทำไมเอ็งไม่ถามเขาเองล่ะ มาถามข้าทำไม”

สรรพนามที่เริ่มเปลี่ยนไปทำให้ธนดลหุบปากลง แต่เมื่อเห็นริมฝีปากแดงระเรื่อของเพื่อนรัก ที่เริ่มเป็นเส้นตรงเพราะเจ้าตัวเม้มไว้ ทำให้อยากจะลองแหย่อีกนิด ว่าเพื่อนรักของเขารู้สึกพิเศษอะไรกับหญิงสาวหรือไม่

“แล้วทำไมต้องโกรธวะ ฉันแค่ถาม เอาน่า...อย่าคิดมาก ฉันไม่แย่งเจ้าสาวแก เอ้ย! เจ้าสาวลูกแกหรอก”

“วันนี้เป็นอะไรวะ พูดพิลึกเชียว”

“ก็เปล่า เห็นแกดูเอาใจเจ้าสาวของแก เอ้ย! ของลูกแก ก็แปลกใจ เห็นปกติไม่เคยไปรับเองแบบนี้ แล้วก็ไม่เอาตัวไปยุ่งด้วย”

“ยายนุชฝากมาน่ะ”

ธนดลเลิกคิ้วเป็นเชิงถามราวกับไม่เชื่อ ความเป็นเพื่อนกันมานาน ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าไอ้ท่าทีที่ว่าไม่มีอะไรของเพื่อนรัก มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล อคิราภ์ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงนัก โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะมาเป็นพี่เลี้ยง แต่นี่ถึงกับยอมไปรับด้วยตัวเอง ย่อมทำให้ความอยากรู้กระตุ้นให้ถาม แต่คนตรงหน้ากำลังถลึงตามองอย่างปรามๆ เขาจึงได้แต่ยักไหล่ตัดบทไปเสีย

อคิราภ์ขมวดคิ้วมุ่นกับท่าทางของเพื่อนอย่างไม่ชอบใจ เขาเริ่มคิดว่าธนดลพูดอะไรแปลกๆ พิลึกๆ ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ทว่าเขาก็ได้แต่นั่งหน้านิ่ง ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามเรื่องเป็นการเป็นงาน

“แล้วที่มาวันนี้น่ะ มาเรื่องออเดอร์สั่งส้มเพิ่มหรือว่ายังไง”

“ไม่ใช่ๆ คือว่า...พวกพ่อเลี้ยงอาจินต์น่ะ ฉันได้ข่าวว่ามันกำลังจะเริ่มส่งของกันอีกแล้ว”

“เอาอีกเหรอวะ คราวก่อนที่โดนฉันดักทางกันไม่ให้ใช้ทางลงจากเขายังไม่เข็ดอีกหรือไงวะ นี่ฉันก็พูดก็เตือนดีๆ แล้วนะเว้ย”

“แกก็รู้นี่หว่าว่าของพวกนั้นน่ะมันขายได้อยู่ แล้วคนที่เป็นแบ็กก็ต้องมีอำนาจอยู่แล้วล่ะ แต่แกก็น่าจะระวังตัวไว้บ้าง ไปประกาศกับมันแบบนั้น เหมือนเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ หาเรื่องเอาขาล้ำเข้าเส้นตายข้างนึงเลยนะ”

อคิราภ์ทอดถอนใจ เขารู้อยู่หรอกว่าการไปแจ้งข่าวให้ตำรวจมาจับพวกขนยาเมื่อคราวก่อน ทำให้อาจินต์ไม่พอใจเขาอยู่มาก จากที่เคยคิดจะซื้อที่บนเขาด้านทางเดิน ก็หาเรื่องเขาแทบตลอดเวลา แต่ยังไม่หาญกล้าลงมือมากนัก ทว่าเมื่อใกล้ถึงเวลาทำเงินทำทองของพวกมัน อันตรายก็ย่างกรายเข้าหาตัว

“ตอนแรกแกไม่รู้ว่าใครลอบกัดแก แต่ตอนนี้รู้แล้ว ประกาศตัวเป็นศัตรูกันขนาดนั้น ยังไงก็ระวังไว้บ้างนะเว้ยคิราภ์ อย่าลืมว่าแกยังมีลูกต้องเลี้ยงอยู่”

“กัดไม่เลิกเลย เมื่อไหร่จะอยู่อย่างสงบๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องคนลอบกัดบ้างวะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กัน พอใกล้ถึงเวลามันขนไม้เถื่อน หรือลำเลียงยาทีไร ต้องมีเรื่องให้ปวดหัวทุกที”

“มันคิดจะทำอะไรวะ”

“คงไม่เข้ามาลักลอบเผาฟาร์ม แล้วก็สร้างกระแสข่าวว่าฟาร์มแกส่งออเดอร์ไม่ทัน หาเรื่องให้เราเสียผลประโยชน์อีกหรอก เพราะถ้าทำแบบนั้นจริงๆ มันก็คงไม่ได้ผลอีก แกมีมาตรการป้องกันเรื่องนี้แล้วนี่”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราคงต้องเฝ้าระวังกันให้ดีแล้วล่ะ ว่าจะมาไม้ไหน”

“ฉันเห็นด้วย เอาเป็นว่าจะต้องช่วยๆ กัน แล้วนี่แกจะพาน้องเนยไปทัวร์ไร่รึเปล่า”

“อือ แต่คงต้องพรุ่งนี้ เดินทางมาเหนื่อยๆ ฉันว่าให้พักก่อนจะดีกว่า จะได้มีแรงสู้กับนายมด”

อคิราภ์พยักหน้ารับเนิบๆ แม้จะงุนงงอยู่บ้างที่เห็นเพื่อนเปลี่ยนเรื่องเร็ว แต่คนที่ตั้งอกตั้งใจมองท่าทีผิดปกติของเพื่อนก็ได้แต่หงุดหงิดหัวใจ เพราะคนหน้านิ่งยังไม่มีท่าทีอะไรให้จับผิดเหมือนคราแรก

“ดูท่าฝีมือจะสูสีกับนายมดนะ เห็นนายมดหวงซะขนาดนั้น”

“ฉันก็แปลกใจอยู่ คงเคยเจอกันเมื่อปีที่แล้ว ครั้งที่ไปฝากนายมดไว้ที่บ้านนุชตอนทำเรื่องหย่ากับลิลินน่ะ”

“สงสัยล่ะมั้ง”

ธนดลรับคำส่งๆ ก่อนจะหันมามองเพื่อนที่จิบน้ำผลไม้ในแก้วอย่างสบายอารมณ์

“นี่ไอ้คิราภ์”

“หือ? มีอะไร”

“ถ้าฉันจะจีบน้องเนย แกคิดว่าไง”

คนเอ่ยถามนึกอยากลองแหย่ดูอีกครั้ง อยากเห็นสีหน้าหงุดหงิดของคนหน้านิ่งเสียเหลือเกิน ทว่าคิ้วที่กระตุกเพียงเล็กน้อย ก็พอจะให้คนสังเกตพอใจได้ไม่น้อย

“น้องเขาเพิ่งเรียนจบเองนะไอ้ดล ฉันว่าเด็กไป ไม่เหมาะกับแกหรอก จะไล่ตามความเจ้าเล่ห์แกทันรึเปล่าก็ไม่รู้ เห็นใสๆ ซื่อๆ จะตายไป อย่าไปทำให้น้องเขาเสียใจเลยว่ะ ฉันไม่อยากให้ยายนุชมาด่าหรอกนะ ว่าฝากเพื่อนมาทำงานแล้วดูแลไม่ดี ปล่อยให้อกหัก ร้องไห้น้ำตาเป็นเผ่าเต่าน่ะ” อคิราภ์แสร้งเอ่ยเสียงขรึม พลางอธิบายอย่างมีเหตุผล

ทว่าคนที่จ้องจับสังเกตอยู่ก่อนแล้วนั้นนึกขำอยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยแย้งขึ้นอย่างยั่วเย้าอารมณ์คนที่ดูเหมือนจะมีอาการหวงพี่เลี้ยงบุตรชาย

“ไม่เด็กแล้วนะเว้ยไอ้คิราภ์ ยี่สิบสองยี่สิบสามนี่โตแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้วด้วย เรียนก็จบแล้ว บางคนเขาแต่งงานกันไปแล้วมั้ง”

“แกนี่ยังไงวะดล คนอื่นก็มีไม่จีบ ไม่ยุ่ง จะมายุ่งอะไรกับเพื่อนยายนุช ฉันไม่อยากฟังเสียงยายนุชตอนอารมณ์โกรธหรอกนะ ยิ่งตอนกำลังด่าฉอดๆ ด้วยแล้ว ยิ่งไม่อยากฟังเข้าไปใหญ่”

“ไม่อยากโดนด่าหรืออยากเก็บไว้กินเองวะไอ้คิราภ์”

และทันทีที่ถาม ธนดลก็ได้สายตาเรืองรองเข้มจัดของอคิราภ์มาเป็นคำตอบ ธนดลยิ้มเผล่อย่างอารมณ์ดี อคิราภ์ถอนหายใจก่อนจะส่ายหน้าอย่างไม่ชอบใจ ขณะอีกฝ่ายได้แต่ยักไหล่

“ฉันแค่พูดเฉยๆ ความจริงน้องเขาก็ไม่ใช่สเปกฉันหรอก แค่อยากลองดูสักหน่อยว่าเสน่ห์ฉันยังใช้ได้รึเปล่า”

“ไอ้ดล!” น้ำเสียงขรึมเย็นของอคิราภ์ทำให้ธนดลยิ้มกว้าง

“ฉันกลับก่อนดีกว่า ไว้จะลองสืบเรื่องของพ่อเลี้ยงนั่นดู พรุ่งนี้จะเข้ามาดูน้องวัวหน่อยนะ อ้อ! ฝากบอกน้องเนยให้ใส่เสื้อผ้าหนาๆ ห่มผ้าด้วยนะคืนนี้ อากาศมันเริ่มหนาวแล้ว”

ธนดลทิ้งท้ายด้วยการยั่วเย้าอารมณ์เพื่อน ยิ่งเห็นท่าทางหวงก็ยิ่งนึกสนุก ท่าทางของอคิราภ์อาจเหมือนพี่ชายที่หวงน้องสาว แต่เนตราไม่ใช่น้องสาวของพ่อเลี้ยงหนุ่ม แล้วดูท่าทีของเพื่อนเขาจะเอ็นดูเป็นพิเศษ เห็นได้จากน้ำเสียงยามเอ่ยถึง หรือแม้แต่แววตาของอีกฝ่ายยามเอ่ยชื่อหญิงสาว ยิ่งคำเรียกขานด้วยแล้ว...ยิ่งให้ความรู้สึกพิเศษกว่าพี่เลี้ยงเด็ก และยิ่งกว่าน้องสาวอย่างนุชจรีเสียอีก

อคิราภ์ได้แต่มองแผ่นหลังของเพื่อนอย่างขุ่นเคืองใจ เขาไม่เข้าใจธนดลจริงๆ ท่าทางเหมือนจะเอาจริง แต่บางทีก็เหมือนกับล้อเล่น สรุปว่ามันจะจีบหรือไม่จีบเพื่อนของน้องสาวเขากันแน่นะ แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีนัก เพราะธนดลไม่ใช่ผู้ชายที่เนตราสมควรไปยุ่งเลย ผู้หญิงที่เคยผิดหวัง อกหักช้ำชอกจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ คงไม่อยากชอกช้ำกับเรื่องเดิมๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่ไม่มีหางเสืออย่างธนดล

.

.

- - - - - - - - อีก 60% มาแล้วค่ะ - - - - - - - -

.

.........

...

.

เนตราสวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวอ่อนแขนสั้น และกางเกงขาสี่ส่วนสีขาว เธอมองตัวเองในกระจกก่อนจะสะบัดศีรษะไปมา ความฝันเมื่อคืนทำให้เธอยังขนลุกไม่หาย...

ในความฝันเธอกำลังหลับสนิท ทว่าความรู้สึกลื่นๆ ที่มาจากข้อเท้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเธอลืมตาจึงได้เห็นว่าเป็นงูตัวใหญ่ เธอจำได้ว่าพยายามขยับหนีพลางร้องกรี๊ด ทว่าพอตื่นขึ้นมากลับถูกรัดด้วยผ้านวมผืนใหญ่

เธอมันบ้าไปแล้วยายเนยเอ๋ย ฝันไร้สาระแท้ๆ ที่แท้เพราะผ้าห่มรัดตัวอยู่

เนตรายิ้มน้อยๆ กับกระจกอย่างนึกขำตัวเอง

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นพร้อมเสียงทุ้มที่อดไม่ได้จะสะดุ้ง ใช่! มันคือเสียงของญาติผู้พี่ของเพื่อนรัก เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกลัวไอ้ใบหน้าดุๆ ของเขาด้วย

“น้องเนยตื่นรึยังครับ”

เสียงเอ่ยถามและเสียงเคาะประตูที่กระหน่ำขึ้นอีกครั้ง ทำให้เนตราสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ อยู่ด้านหลังประตู

“เอ่อ...ค่ะ ตะ...ตื่นแล้วค่ะ กำลังจะออกไป คุณคิราภ์มีอะไรรึเปล่าคะ”

“งั้นพี่...”

“พ่อคิราภ์คร้าบ...อาเนยตื่นรึยังคร้าบ มดจะพาอาเนยไปขี่จักรยานเที่ยวไร่”

เนตราผ่อนลมหายใจเข้าออกเมื่อได้ยินเสียงเล็กๆ ที่มาขัดบทสนทนา หญิงสาวเปิดประตู ขณะเดียวกับที่มดยิ้มรับพลางจับมือของเธอที่เดินออกมาจากห้อง

“ให้อาเนยทานข้าวก่อนได้มั้ยครับคนเก่ง” เนตราเอ่ยถามพลางยิ้มแย้มให้กับคนตัวกลมตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้ามองคนร่างสูง “อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณคิราภ์”

“ครับ เดี๋ยวทานมื้อเช้ากันก่อน พี่จะพูดเรื่องงานด้วย”

“ได้ค่ะ”

หญิงสาวถอยหลังให้เขาก้าวนำเดินลงบันได ทว่าไม่ทันที่เธอจะก้าวถึงห้องครัว เสียงโทรศัพท์และแรงสะเทือนจากกระเป๋ากางเกงทำให้ต้องหยิบเครื่องมือสื่อสารบางๆ นั่นออกมาดู รอยยิ้มแต้มบนใบหน้า

“มดเข้าไปรออาเนยก่อนนะครับ อาเนยคุยโทรศัพท์แป๊บเดียว”

“ครับ” ร่างกลมป้อมของเด็กน้อยพยักหน้าแล้วเดินเข้าห้องครัว

อคิราภ์ที่เห็นรูปบหน้าจอที่มีสายเรียกเข้าของหญิงสาว จึงพยักหน้าให้เธอรับสาย ขณะเดินตามบุตรชายเข้าไปในห้องครัว ปล่อยให้เธอได้รับสายนุชจรี

“ว่าไงล่ะนุช”

“แกสิว่าไง”

“จะให้ว่าไงล่ะ ก็ดี พี่ชายแกหน้าดุได้อีก แล้วเมื่อวานก็เจอพี่ดลของแกด้วย...ว่าแต่พี่แกน่ะไม่รู้เหรอว่าแกกับพี่ดลเป็นแฟนกัน”

“ไม่รู้หรอก รู้ได้ที่ไหนล่ะ พี่คิราภ์ชอบบ่นจะแย่ว่าพี่ดลน่ะเจ้าชู้ เคยห้ามขาดเลยว่าห้ามไปหลงคารม ห้ามรักอีตาพี่ดลน่ะ”

“จริงเร้อ...ฉันเห็นแกตกหลุมโครมเบ้อเริ่มเลยนี่”

“ทำเป็นพูดไปแก แต่ดีเลยที่แกอยู่นั่น ฝากเป็นสปายดูพฤติกรรมพี่ดลหน่อยสิ”

“เป็นสปายอะไรล่ะ พี่ดลคงยอมให้ฉันจับได้หรอกนะ รู้อยู่เต็มอกว่าฉันเป็นเพื่อนซี้ปึ๊กของแก”

“เฮ้อ...ก็จริง เอ้อ! ว่าแต่นายมดเป็นไงบ้าง”

“เอาแต่ใจตัวเอง ผิดจากที่ฉันเคยเจออยู่มาก”

“อือ ก็ตั้งแต่ปีก่อนที่ป้าอิงบอกว่าพี่ลิลินจะไม่กลับมาอีก ตอนที่พี่คิราภ์ทำเรื่องหย่ากับพี่ลิลินแล้วเอานายมดมาฝากไว้กับฉันนั่นล่ะ ป้าอิงไม่รู้สาเหตุของปัญหา แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าหย่ากันแล้ว”

“อ๋อ...แบบนี้นี่เอง แต่แกไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันญาติดีกับนายมดได้ ก็ฉันเป็นอาเนย เพื่อนอานุชนี่นะ”

“จ้ะ แม่นางงามรักเด็ก”

“ไอ้บ้า! แค่นี้ก่อนนะ ป่านนี้พี่แกกับหลานแกรอกินข้าวแย่แล้ว”

“อือๆ ตอนเย็นโทร. มาหาด้วยนะ”

“เจ้าค่ะคุณนุชจรี”

เนตราวางสายจากเพื่อนก่อนจะเดินเข้าห้องอาหารที่เจ้าของบ้านกำลังจิบกาแฟ ในขณะที่นายมดกำลังดื่มนมแก้วโตจนเห็นคราบนมที่เหมือนหนวด หญิงสาวเช็ดคราบนมออกจากริมฝีปากด้านบนของเด็กน้อย ก่อนที่เธอจะนั่งที่นั่งด้านซ้ายมือของเจ้าของบ้าน

“ปกติมื้อเช้าน้องเนยทานอะไร”

“ขอกาแฟกับขนมปังสักแผ่นก็พอแล้วล่ะค่ะ”

“อืม...คำป้อไปบอกป้าวรรณเถอะไป”

“ป้อเลี้ยงจะฮับด้วยกะเจ้า”

“อือ แล้วก็ข้าวให้นายมดด้วยนะคำป้อ”

“ได้เจ้า”

เนตรายิ้มขอบคุณหญิงสาวที่นำอาหารเช้าของเธอมาให้ เธอจิบกาแฟและรับประทานขนมปังได้มีกี่คำ ใบหน้าสวยจึงได้ก้มหน้านิ่ง ด้วยเสียงของยุวมาศที่ดังก้องอยู่ในความคิดทำให้เธอพยายามสงบจิตสงบใจ

‘เนยน่าจะรู้ดีว่าตอนนี้ปังเลือกแยม เนยน่าจะรู้ดีว่าชีวิตจริงของคนเราน่ะ ขนมปังมักจะถูกเลือกทานคู่กับแยมรสชาติหวานหอมมากกว่าเนย’

ท่าทางที่เหมือนฝืนจะรับประทานขนมปังปิ้งของหญิงสาวขัดใจเจ้าของบ้านยิ่งนัก แต่เมื่อเห็นท่าทางและสายตาที่เหม่อลอย เขาก็พอจะเข้าใจที่มาของท่าทางนี้แล้ว เขาแตะมือบาง แค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกตัว เนตราชักมือกลับแทบจะทันทีทันใด

“ไม่อยากทานก็ไม่ต้องทาน น้องเนยไม่ต้องฝืนหรอก”

“เอ่อ...เนยไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ”

ท่าทางที่กำลังจะฝืนทานต่อทำให้เขาต้องเรียกคำป้อ

“ทานข้าวต้มแทนก็แล้วกัน ขนมปังนี่คงเก่าแล้ว ก็เลยฝืดคอ รสชาติก็ไม่ดี น้องเนยไม่ต้องฝืนกินเข้าไปหรอก...ไปเอาข้าวต้มมาให้คุณเนยหน่อยไป”

เขาพูดกับเธอก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านวัยสาว คนถูกสั่งกะพริบตาอย่างงงงวย ตั้งแต่ทำงานให้กับพ่อเลี้ยงหนุ่ม ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะบริการ หรือดูแลหญิงสาวคนไหนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพี่เลี้ยงสาวที่มักจะเสนอตัวเข้ามาเพื่อหวังจะใกล้ชิดเขา

“ไปเอามาสิ”

อคิราภ์ย้ำอีกครั้ง และนั่นทำให้คนที่กำลังสงสัยต้องรีบเดินหลบฉากเพื่อไปเอาสิ่งที่นายจ้างต้องการ

“ตะกี้นี่เจ้าอู้ว่าจะใด ป้อเลี้ยงเปิ้นจะเอาเข้าต้มอีกถ้วยแม่นก๋า”

“แม่น ป้อเลี้ยงสั่งตะกี้”

“เอาไปหื้อเปิ้นเต๊อะ”

คำป้อยกถาดข้าวต้มไปให้หญิงสาว ที่กำลังสนใจการรับประทานอาหารมื้อเช้าของเด็กชายด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย เมื่อยกข้าวต้มไปวางไว้หน้าเธอ เจ้าบ้านจึงพยักหน้าคะยั้นคะยอให้หญิงสาวรับประทาน

เนตราไม่ใช่คนรับประทานอาหารหนักๆ ในมื้อเช้า ทำให้การรับประทานอาหารมื้อเช้าของเธอในวันนี้ไม่ได้มากอย่างที่อีกคนต้องการ ในขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของบ้านนั้นคอยสังเกตหญิงสาวเรื่องการรับประทานอาหาร ที่ดูเหมือนจะน้อยนิดราวกับแมวดมในความคิดของเขา

แค่นี่ยังผอมไม่พออีกเหรอแม่คุณ ทานอย่างกับแมวดมแบบนี้ถึงได้ตัวเล็ก ตัวบางขนาดนี้ไงเล่า!

อคิราภ์อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมหญิงสาวในใจ ทว่าความเป็นสุภาพบุรุษก็ทำให้ต้องเอ่ยถามอย่างคนที่รักษามารยาท

“ทานน้อยแบบนี้จะรบกับนายมดไหวหรือครับ”

“คือปกติเนยไม่ทานมื้อเช้าหนักแบบนี้น่ะค่ะ ที่บ้านไม่ค่อยว่าง ปกติก็จะทานกาแฟจากที่บ้าน แล้วก็ไปทานขนมที่บริษัทที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้น่ะค่ะ”

“ครับ แต่คงต้องเริ่มทานหนักๆ บ้าง เพราะนายมดซนใช่เล่น เดี๋ยวจะไม่มีแรงตามตัวแสบนี่”

“ขอบคุณค่ะที่เป็นห่วง แต่เนยไหวค่ะ”

“พี่รู้ว่าเนยไหว ยายนุชบอกไว้แล้วว่าเนยน่ะอดทนทำได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรหนักๆ ตกถึงท้อง เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้ง ไม่สบายเสียเปล่าๆ”

“เอ่อ...ค่ะ” หญิงสาวรับคำพลางยิ้มแห้งๆ ก่อนจะลงมือทานข้าวต้มอีกสามสี่คำ และก็ทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกพอใจไม่น้อย

เมื่อทุกคนรับประทานอาหารมื้อเช้าเรียบร้อย นายมดก็กระโดดลงจากเก้าอี้ ในขณะที่เจ้าของไร่อุ่นรักก็ลุกขึ้น พลางเดินเข้าห้องทำงาน หยิบหมวกสานมาสองใบ ส่วนนายมดหยิบหมวกสานใบเล็กของตนที่แขวนอยู่กับตะปูเกี่ยวในห้องนั่งเล่นซึ่งใช้เป็นห้องรับแขกเช่นเดียวกัน

“วันนี้จะไปเล่นที่ไหนน่ะมด”

“วันนี้จะไปดูลุงปั้นเก็บส้มครับพ่อคิราภ์ อาเนยไปกับมดมั้ยครับ”

“เดี๋ยวพ่อพาอาเนยเราไปดูไร่ก่อน เกิดเราหายไปไหนเขาจะได้ไปหาได้”

“ครับพ่อคิราภ์” มดรับคำบิดา ทว่าไม่วายหันไปยิ้มกว้างกับอาสาวแล้วบอกอีกฝ่ายเสียงอ้อน “ถ้างั้นอาเนยอย่าลืมตามมดไปที่แปลงส้มเขียวหวานนะครับ”

“ครับ เดี๋ยวอาเนยตามไป” หญิงสาวตอบรับด้วยรอยยิ้ม

นายมดยิ้มกว้างอย่างดีใจ แล้วจึงวิ่งไปที่รถจักรยานสี่ล้อของตัวเองที่ปั้นเอามาเตรียมไว้ให้ ก่อนที่ปั้นจะกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง

เนตรามองท้ายรถจักรยานคันเล็กที่ปั่นไปตามทาง ก่อนจะสะดุ้งเมื่อถูกอีกคนแตะข้อศอกให้เดินตามไปอีกทาง เขากุมมือเธอให้เดินตาม เพราะทางเดินไปยังคอกม้านั้นไม่เรียบนัก หญิงสาวขยับมือเมื่อรู้สึกว่ารัดแน่นเกินไป ทว่ามือหนาหยาบกร้านที่ตรากตรำทำงานไร่มาเกือบทั้งชีวิตยังคงจับมือเธออย่างมั่นคง แม้มันจะอบอุ่นเพียงใด แต่เนตรากลับรู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้เธอได้แต่มองแผ่นหลังของชายหนุ่ม

เส้นผมสีดำยุ่งๆ ที่เจ้าตัวไม่คิดจะจัดทรงใดๆ ในหมวกสานใบเก่า บ่ากว้างแข็งแรงในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีพื้น และต้นแขนกำยำที่เห็นมัดกล้ามได้อย่างชัดเจนแม้จะอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ต แขนแกร่งที่พ้นจากเสื้อเชิ้ตนั้นไม่ได้ดูล่ำอย่างน่ากลัว ทว่าดูอบอุ่น และให้ความรู้สึกน่าไว้วางใจเสียมากกว่า ดวงตาคู่สวยไล่จากแขนแกร่งไปยังมือหนาที่จับกุมมือเธอไว้ สีผิวที่ตัดกัน บ่งบอกว่าเขานั้นทำงานกรำแดดมาหลายปี

แผ่นหลังแกร่งที่ตั้งตรงผึ่งผาย ทำให้หญิงสาวดูเล็กลงถนัดตา อคิราภ์ปล่อยมือเมื่อถึงทางเข้าคอกม้า เขามองใบหน้าสวยซึ้งที่กำลังมองม้าสีน้ำตาลไหม้อย่างอยากรู้

“กลัวรึเปล่า”

เนตราส่ายหน้าพลางส่งยิ้มน่ารักให้เขา ชายหนุ่มจึงจับมือบอบบางของเธอยกให้เจ้าม้าได้สูดกลิ่นเพื่อทำความรู้จัก ก่อนที่เธอจะลูบไปตามสันจมูกเพื่อสร้างความคุ้นเคย แล้วเลื่อนไปเกาหลังหูของมันด้วยรอยยิ้ม

“เคยขี่ม้าบ้างรึเปล่า”

“ไม่เคยค่ะ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำขณะเปิดประตูคอกม้าตัวโปรดของเขา

“มันชื่ออะไรคะ”

“กาสะลองครับ”

“กาสะลอง...ดอกปีบเหรอคะ”

“ครับ เดี๋ยวเนยนั่งไปกับพี่ก็แล้วกัน ไว้พี่ค่อยสอนขี่ม้า จะได้สะดวก”

เนตราพยักหน้าก่อนจะหันมองไปทางตัวบ้านที่เธอเพิ่งเดินจากมา เธอเพิ่งสังเกตเห็นต้นดอกปีบ แม้จะมีเพียงสองถึงสามต้น แต่มันก็ออกดอก และหล่นลงมาบนพื้นพอให้เห็น ดอกสีขาวของมันที่ร่วงรอบฐานต้นทำให้เธอยิ้มน้อยๆ ก่อนจะผินหน้ากลับไปมองชายหนุ่มเมื่อมือหนาจับเอวเธอไว้

เพียงพริบตาเดียวเธอก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวโต ก่อนที่เขาจะโหนตัวขึ้นมาซ้อนด้านหลัง แล้ววางหมวกสานไว้บนศีรษะเธอ

แผ่นอกที่ทาบกับแผ่นหลังของเธอ ทำให้หญิงสาวรู้สึกขนลุกซู่ นี่มันเป็นความรู้สึกอะไร เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ขนลุกเกรียว และทำให้เธอต้องเม้มปากแน่นอย่างครุ่นคิด ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้นเธอก็ต้องยิ้มน้อยๆ เมื่อเขาเริ่มกระทุ้งเท้ากับข้างตัวของม้าหนุ่มแล้วมันออกวิ่งตามคำสั่ง

.

.

.

.

.

........

...

.

.

บทที่ 3 มาครบแล้วน้า

.

มีความพาชมไร่ มีความอุ้มขึ้นม้า

มีความเนียนกอด

นี่เพื่อนน้องสาวเนอะ 5555+

ตอนหน้าเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ

.

อ่านแล้วชอบก็อย่าลืมคอมเม้นต์ ให้กำลังใจ และกดติดตามกันน้าาาา

.

ปล. เรื่องนี้ยังไม่ได้อัปอีบุ๊ก อัปแล้วจะมาบอกแน่นอนจ้า

.

.

ฝากไปกดติดตามเรื่องอื่นด้วยนะคะ

ยุทธการทลายคาน (พี่หมี+หนูแพร) >>> http://bit.ly/hongBEAR

อุ้งมือมาเฟีย (พี่หลง + เจินเจิน) >>> http://bit.ly/hongMAFIA

ร้อยเล่ห์บำเรอรัก (กวินท์ + แอลลี่) >>> http://bit.ly/hongVEG

.

ช่วยอุดหนุนอีบุ๊คกันด้วยน้า....

เสิร์หาจากชื่อนามปากกา "วลัชสิตา" ได้เลยนะคะที่เว็บไซต์ www.mebmarket.com หรือ www.fictionlog.com

.

.

ห้ามลืม!!

ไปกดไลก์เพจ เพื่อติดตามข่าวสาร และพูดคุยกันได้เลยยยย

ที่เพจ "วลัชสิตา ระย้าแก้ว วิลาสินี สร้อยแสงดาว" หรือ...
>> http://www.facebook.com/waluchsita <<

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว