หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่39: ฉู่หวังนิยมเอวคอด เฉียงหวงตี้นิยมจริตจิ้งจอก (2)(แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่39: ฉู่หวังนิยมเอวคอด เฉียงหวงตี้นิยมจริตจิ้งจอก (2)(แก้ไข2) 100%

(เฉียงหมินหลง/เฉียงหลงหวงตี้: ความน่ารักนี้ ไม่ทราบอ้ายเฟยไปได้แต่ใดมา จึงไม่ใช่ความผิดเจิ้นแท้ๆ!!!)

บทที่39:ฉู่หวังนิยมเอวคอด เฉียงหวงตี้นิยมจริตจิ้งจอก (2)(แก้ไข2) 100%

ตลอดค่ำคืนน่าหลันซือซือฟื้นฟูพลังงานอยู่ในห้วงแสนสงบแต่ครั้นลืมตารับแสงจ้าแล้ว นางก็ยังง่วงงุนทั้งปฏิกิริยาเฉื่อยชามาก ปกติไม่ค่อยนอนขี้เซาขนาดนี้ ยิ่งเวลาต้องระวังจอมมารอย่างเฉียงหมินหลงด้วย ร่างอรชรพลิกกายบนเตียง ทราบว่าปรากฏเพียงตนเอง ขณะเขาลุกไปไหนนานแล้ว ผ้าปูจึงคลายไออุ่นของคน

น่าหลันซือซือขยี้ตา ก่อนนั่งสะบัดศีรษะ ดวงตาสีอำพันกะพริบสลัดพวกตัวโงกหงุบ ชีรันได้ยินเสียงเคลื่อนไหวประกอบกับเห็นเงานายหญิง จึงขออนุญาตพับม่านขึ้น น่าหลันซือซือย่อมหรี่ตาแคบสนองแสง พลางเหลียวสำรวจเนื้อตัว พอเสื้อผ้าที่สวมอยู่ล้วนผูกมัดแน่นดี ค่อยตวัดหลังเท้าขาวผ่องใส่รองเท้า

“ยะ...ยามอะไรแล้ว”

ยิ่งใกล้คิมหันต์ฤดู ท้องฟ้าจะสางเร็วกว่าเวลา นางมีหน้าที่เข้าเฝ้าหวังหวงโฮ่วตามแบบแผน ไม่รู้ว่าเพราะเฉียงหวงตี้บรรทมค้างคืนที่ไป๋ฮวากง นางพญาหงส์ผู้นั้นจะจิกปากกัดคนจนเลือดโชกกายเลยหรือไม่

ชีรันไม่ทันมองนายหญิงเต็มตา มือยังกำรวบชายม่านทั้งสี่ด้านอยู่

“ยามเฉิน(7.00-9.00)แล้วเพคะเหนียงเหนียง”

หญิงสาวกระเด้งตัวยืนทันควัน

“หา!”

ก่อนนี้ยังกลัวจะโดนเหน็บแนม แต่นี่นาง...นางโดดรายงานความผิดประจำวันด้วย!

ต้องเป็นเพราะเมื่อคืนเหนื่อยมาก หรือเขารมควันสลบคนกันแน่!

น่าหลันซือซือนิ่วหน้าคิดวุ่นวาย ทำให้เด็กสาวคนสนิทสังเกตกิริยานายหญิงบ้าง สายตาบังเอิญเลื่อนหยุดข้างลำคอระหง ก่อนชีรันจะเบิกตากว้างจ้องอยู่ครู่ ค่อยก้มหลบ

“เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเพคะ หวงช่างมีพระบัญชาให้เจ๋อกงกงเดินทางแจ้งหวังหวงโฮ่ว ว่าทรงอนุญาตให้เหนียงเหนียงละเว้นธรรมเนียมเข้าเฝ้าวันนี้เพคะ”

ละเว้นให้แล้ว...อา...

หญิงสาวค่อยสบายใจขึ้น พอมีเวลาหาข้ออ้างกับหวังสีเจี่ยและบุปผาสารพัดพิษอยู่ ถ้าพวกนางคิดลงมือกับผู้อื่น คงต้องพิจารณาความเหมาะสมแล้ว

“เสี่ยวเปาไปอี้เทียนกงแล้วเหรอ...”

“เพคะเหนียงเหนียง”

“หวงช่างก็เสด็จไปเทียนกวานเตี้ยนแล้ว...”

“พะ...เพคะเหนียงเหนียง”

ถือว่าวันนี้นางบกพร่องหลายอย่าง ทั้งถวายการดูแลหวงช่าง ทั้งส่งซาลาเปาน้อยไปเรียนหนังสือ และไม่เข้าเฝ้าหวงโฮ่วยามเฉิน(7.00-9.00)อีก ขณะเตรียมรับมือสถานการณ์ น่าหลันซือซือจึงพลาดสังเกตท่าทีคนสนิท สาวงามถอนหายใจ เท้าก็มุ่งหน้าหาฉากบังตา ข้างหลังเป็นห้องอาบน้ำที่มีเสี่ยวกงปี้สองคนทำงานอยู่ คนหนึ่งจัดวางของใช้จำเป็น อีกคนละลายสมุนไพรบำรุงผิว

ยามสองสาวหน้าแฉล้มเห็นไป๋เฟินเสียนเฟยเข้ามา ยังอดชมชอบความงามกระจ่างตาของน่าหลันซือซือไม่ได้ เรือนผมสีน้ำตาลกำลังสยายยุ่งเล็กน้อยจากการนอนหลับ ลำแขนเรียวขาวชูสูงสองข้าง เมื่อขมวดเก็บด้วยปิ่นปัก เผยวงหน้าขาวผ่องที่แลโดดเด่นเช่นเดียวกับลำคอระหง จากนั้นพวกนางค่อยก้มหัวขัดเขิน ที่แท้ค่ำคืนที่ผ่านมา หวงช่างทรงหลงใหลไป๋เฟินเสียนเฟยขั้นนี้แล้ว...

แก้มเด็กสาววัยกำดัดร้อนผ่าวเฉียบพลัน ในใจบังเกิดความเอียงอายเป็นอย่างมาก!

ทว่าน่าหลันซือซือไม่ทันสนใจใคร เลยโบกมือไล่ตามความเคยชิน ก่อนเปลื้องผ้าลงแช่น้ำ หญิงสาวยังพอใจที่ชีรันสั่งน้ำอุ่นผสมสมุนไพรคลายกล้ามเนื้อไว้ให้ สงสัยเพราะนอนผิดท่าตลอดคืน ทั้งร่างเลยเมื่อยขบ เห็นสมควรกล่าวโทษมังกรตัวโหด ทำเอาผู้อื่นเกร็งหลับ!

นางทำความสะอาดกายเสร็จ ก็ใช้ผ้าซับหยดน้ำ ก่อนสวมชุดคลุมนั่งหน้าคันฉ่อง แล้วชีรันค่อยสอบถามเกี่ยวกับชุดที่จะสวมว่าเหมาะสมหรือไม่ น่าหลันซือซือเห็นชุดชั้นนอกสีฟ้าอ่อน ปรากฏริ้วเมฆมงคลสอดพันช่อหลันฮวา(กล้วยไม้) จึงพยักรับ

จากนั้นหญิงสาวถึงสะดุดรอยแดงข้างลำคอ พอขยับเข้าส่องใกล้คันฉ่อง หัวคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น ใจกำลังฉงนว่าวงสีแดงสองสามจุดคือผื่นแพ้สัมผัสมังกร หรือเป็นไรฝุ่นบนที่นอนแน่ จึงลูบนิ้วสำรวจ มันไม่คัน แต่ลองกดแล้วรู้สึกปวดเหมือนฟกช้ำ

แปลกจริง!

หากเฉียงหมินหลงละเมอบีบคอคน นางคงตื่นมาต่อสู้ตอบแล้ว!

น่าหลันซือซือมุ่นคิ้วมองเงาสะท้อนเด็กสาวคนสนิท ก่อนออกคำสั่ง

“อารัน เห็นทีต้องรบกวนผลัดผ้าปูผืนใหม่แล้ว หมอนกับผ้าห่มก็นำไปตีไล่ฝุ่นกลางแดดด้วย”

พอดีมือข้างหนึ่งชีรันรวบเส้นผมนุ่ม อีกข้างถือหวีเขาสัตว์เตรียมแปรงผมให้เงาสลวยอยู่ แต่ก็เกิดกิริยาชะงักกะทันหัน ยามไร้เสียงคนตอบรับผิดวิสัย น่าหลันซือซือจึงเอี้ยวหน้ามองอย่างสงสัย อีกฝ่ายค่อยได้สติรับปาก

“เพคะเหนียงเหนียง!”

นางไม่โกรธที่ชีรันคล้ายเหม่อคิดอะไรอยู่จนลืมตัว แล้วหันไปสำรวจตัวเองในคันฉ่อง นัยน์ตาสีอำพันพินิจรอยแดงอย่างตะขิดตะขวงใจ คิดว่าไม่ควรปล่อยพวกมันคงอยู่นานนักจะดีกว่า

“ก่อนเรียกคนเข้ามาจัดการเตียง หาหร่วนเกาบรรเทาพิษผื่นผดมาให้สักตลับด้วย”

ชีกงปี้ขยับปากเหมือนจะพูดอะไร สุดท้ายก็แค่รับเสียงแผ่ว

“เพคะเหนียงเหนียง...”

ด้วยกะว่านางแพ้อะไรสักอย่างชนิดไม่มีอาการข้างเคียง น่าหลันซือซือเลยไม่ใส่ใจมาก เมื่อได้ยาช่วยบรรเทาอาการแพ้คงเพียงพอแล้ว หญิงสาวจึงแตะนิ้วป้ายเนื้อหร่วนเกา ก่อนคลึงบนจุดสีแดงที่เห็น แต่ชีรันที่รวบเส้นผมยาวนุ่มอยู่ ใบหน้าสาวน้อยถึงขั้นเห่อร้อนเฉียบพลัน สายตายังปัดป่ายราวกับหาที่วางไม่เจอ

ไม่เพียงบริเวณลำคอปรากฏร่องรอย ทว่าตลอดลาดไหล่ขาวเนียน ยังมีผดผื่นหน้าตาคล้ายกันกระจายตัว ประดุจดอกเหมยพ่ายกระแสเหมันต์ เลยพร่างพรมลงเต็มผืนหิมะ ทำให้คนไม่กล้าสอดตาต่ำ ยามต้นเสียงสรวลแช่มชื่นของหวงช่าง เกิดเพราะบรรยากาศอุ่นระอุนี้เอง!

แต่ชีรันยังสับสนเต็มอก เหตุไรเหนียงเหนียงคนงามจึงย้ำร่องรอยแดงเด่น เป็นอาการแพ้ทางผิวหนังชนิดหนึ่ง หรือคือแผนรับมือบรรดากงอื่น นางย่อมไม่กล้าทักท้วง วันนี้หวงช่างทรงอนุญาตยกเว้นพิธีการ เด็กสาวเลยเลือกทำทรงผมปิดบัง ทว่าไม่นับว่าถูกต้องตามธรรมเนียมชาววัง

ระหว่างเดินออกจากห้อง น่าหลันซือซือเริ่มสังเกตข้ารับใช้ในตำหนัก ทำไมต้องแสดงกิริยาหวาดกลัวเจ้านายเพียงนั้น เห็นหน้าหลบหน้า เห็นหลังหลบหลัง หรือช่วงคนมัวแต่นอนเซาอยู่ เฉียงหมินหลงฉวยโอกาสแผลงอภินิหารข่มพวกเขาเข้า

เพราะไม่สามารถสอบถามชีรันกับเผิงซู่ต่อหน้าหูตาหลายคู่ หญิงสาวเลยจับตะเกียบกินอาหารอย่างเหงาๆ เมื่อซาลาเปาน้อยออกไปเล่าเรียนแต่เช้า แล้วนางก็เข้าเก็บตัวอยู่ในห้องตำรา สักพักหนึ่งผีพระชายาทั้งสามตนค่อยก้าวทะลุผนังเรือนมาหา

น่าหลันซือซือลุกมายอบกายทำความเคารพ ด้วยการยกย่องฐานะสม่ำเสมอ วิญญาณพระชายาสามดวงย่อมเอ็นดูโฉมงาม แต่วันนี้กระทั่งผียังเกิดปฏิกิริยาประหลาดขึ้นมา สายตาพระชายาไร้ร่างต่างจดจ้องลำคอคนเป็น ก่อนลู่กุ้ยเฟยจะประพฤติตัวเป็นผู้ที่ภายนอกกับภายในเหมือนกัน(ปากตรงกับใจ)

‘ซือเอ๋อเมื่อคืนนี้ บรรยากาศในไป๋ฮวากงอิ่มเอิบดีอยู่หรือ’

ตามมาด้วยเสียงกระอักกระไอของผีพระชายาที่เหลือ สายตาพวกนางยังลอยชนผนังทีเพดานที น่าหลันซือซือนิ่วหน้าดูเหล่าวิญญาณ เทียบท่าทีคนในตำหนักแล้วคล้ายคลึงไม่น้อย หญิงสาวเลยทวนทีละคำ

ซือเอ๋อ...เมื่อคืนนี้...บรรยากาศในไป๋ฮวากง อิ่มเอิบดีอยู่หรือ...อิ่ม...เอิบ...ดี...อยู่ คนงามปรายตาหาคนสนิท ชีรันก็ตอกย้ำว่าไม่กล้ามองหน้า ทั้งเอาแต่แอบดูลำคอที่มีจุดผื่นแพ้ของนาง

อิ่มเอิบดี!

จะ...จะเป็นไปได้อย่างไร ก็เมื่อคืนนางหลับเป็นตาย ตื่นมายังเมาขี้ตาตั้งนาน ไหนเลยจะอิ่มเอิบกับใครได้!

น่าหลันซือซือปล่อยยิ้มขัน

“เจี่ยเจียเหนียงเหนียงหยอกล้อหม่อมฉันแล้วเพคะ”

‘ซือเอ๋อ ไม่คาดเวลาจะนำทางเจ้ากลับเป็นยาโถว(เด็กน้อย หรือสาวน้อย)นอกกำแพงหมื่นหลี่แล้ว’

พอจับน้ำเสียงเวทนาจากผีลู่กุ้ยเฟย หญิงสาวคล้ายปัญญาแจ่มแจ้ง จึงใช้สองมือประกบปิดข้างคอ ตลอดกายโดนความอายลวกจนสุกขึ้นมา อะ...อ้า...เป็นนาง เป็นนางที่ขาดความรู้รอบตัว!

ชีรันมองกิริยากระตุกมือไม้ของนายหญิงอย่างงงงัน แล้วจู่ๆ น่าหลันซือซือก็ผลุนผลันวิ่งออกไป ชีกงปี้เลยทิ้งหน้าที่ปิดห้องตำราให้เผิงซู่ ก่อนตามมาส่งเสียงกังวลเรียก

“เหนียงเหนียงเพคะ เหนียงเหนียง...เหนียงเหนียงเพคะ!”

หลังจากย้ำติดต่อกันสามหน ค่อยมีเสียงตอบกลับแผ่วหวิว

“ไม่...ข้าไม่เป็นไร...”

น่าหลันซือซือยืนส่องตัวตรงคันฉ่องบานสูง เพราะกำลังฉุนลางร้าย นางจึงเอียงร่าง สองมือวุ่นวายคลายชุดสองชั้นซีกซ้ายลง ระหว่างนั้น ผีพระชายาสามตนยังเยื้องย่างเข้ามา วิญญาณลู่กุ้ยเฟยพิจารณาด้านหลังหญิงสาว ก่อนตำหนิถึงเจ้าตำหนักมังกร

‘ประทับสัมผัสเยอะแยะขนาดนี้ หวงช่างช่างใจคอแข็งกระด้าง ไม่รู้จักรักถนอมผิวบุปผา ซือเอ๋อก็นอนป่วยประจำไป๋ฮวากงสักวันเถิด’

น่าหลันซือซือเห็นด้วยตาแล้วโดนผีซ้ำด้ำพลอย จึงหลุดกรีดร้องออกมาหนึ่งคำ ก่อนรีบตะครุบปิดปาก เพราะไม่ต้องการให้ใครเข้ามาอยู่ด้วย แต่สาวน้อยประสาทว่องไวอย่างชีรัน กลับใช้พลังห่วงใยทะยานเปิดประตูทันควัน จนนางต้องลนลานจัดชุด

‘ไม่ต้องอายเสี่ยวกงปี้ไป พวกเจ้าสองคนใกล้ชิดกันสองชาติแล้ว เจี่ยเจียว่านางเข้าใจ’

หญิงสาวตวัดตาค้อนผี ขณะที่ชีรันเข้าถึงตัวพอดี เด็กสาวมีสีหน้าผ่อนคลาย ด้วยตลอดกายนายหญิงดูปลอดภัยดี ยกเว้นชุดหลวมหลุดเล็กน้อย กลายเป็นชี้นำจินตนาการสาวน้อยบรรเจิดจัด เสี่ยวซือได้หวงช่างบำรุงเลี้ยงกระแสหยาง ขณะนี้เหมยฮวาดอกน้อยจึงออกสีสดแล้ว

และผันผ่านมาหลายแล้ง ฝนห่าเดียวก็ทำผิวดินชอกช้ำเป็นดวงๆ!

น่าหลันซือซือตอบสนองไม่ถูก จะเคารพเจี่ยเจียเหนียงเหนียงแล้วลาป่วยตลอดวัน สถานการณ์อาจเลวร้ายในภายหลัง แค่คอประดับม่านดอกท้อออกไปอวดโฉมเมื่อครู่ ไม่รู้ข้างในข้างนอกชิงขยายความกันไปกี่ปาก ถ้ายังยืนยันไม่เข้าเฝ้าเจียงหวงไท่โฮ่วอีก ทุกคนต้องสาดสารพัดพิษรุมนางแน่!

หญิงสาวเปิดตลับตบแป้งกลบรอยแดง ทั้งกำชับชีรันพกพาติดกายตลอดวัน หากบรรดาจุดมัจจุราชเผยตัวเมื่อไหร่ ให้หาทางส่งสัญญาณแจ้ง นางจะได้หลบสายตา หรือปลีกตัวไปปราบพวกมันใหม่

‘ซือเอ๋อ เจี่ยเจียว่าชักช้าเกินไปแล้ว ใจกล้าๆ โอ้อวดเข้าไว้ จะได้ไม่เสียทีที่กลมเกลียวกับหวงช่าง’

วิญญาณลู่กุ้ยเฟยขยันแหย่ด้วยอารมณ์ขันที่ไม่ขำ หญิงสาวเลยหนีหน้าผีสามพระชายาเข้าครัวเสีย ระหว่างทางยังบ่นงึมงำ

มังกรตะกละ!

กระทั่งคนหลับยังแทะกระดูก!

เนื่องจากเสียงก่นด่าของนางตกหล่นก่อนบรรลุท้องพระโรงขุนนางทั้งหลายย่อมเห็นพ้องกันว่า ไป๋เฟินเสียนเฟยแห่งไป๋ฮวากงครองความโปรดปรานในเฉียงหลงหวงตี้แน่แล้ว หาไม่หวงช่างจะมีพระอารมณ์แจ่มใสให้พวกเขาขนลุกชันอยู่หรือ!

แม้ไม่อาจล่วงรู้ม่านมุ้งฝ่ายใน แต่ยังนิยามเสียนเฟยชาวหรวนตี้ว่าธรรมดาไม่ได้ บรรยากาศเคร่งดุที่ชอบกำราบฤทธิ์ขุนนางใหญ่ จึงนอนเกียจคร้านเบื้องหลังบัลลังก์มังกร กระนั้นแล้ว พวกเขาก็ระแวดระวัง บางทีหวงช่างทรงแลเล่นงานผู้ใด เคยใช้รอยยิ้มประหัตประหารล้างตระกูลได้ ล่าสุดควรถือสกุลเสวียกับสกุลไอ่เช่นตัวอย่าง ทุกวันนี้ลูกหลานล่มจมขั้นจนปัญญาพลิกฟื้น

หลังเลิกประชุมเช้ากลางท้องพระโรง เฉียงหมินหลงค่อยเรียกมู่ซิวมาเข้าเฝ้าที่เทียนหลงกง ทำให้หวังไท่เว่ยได้ยินเจ๋อกงกงกล่าวเชิญอีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่นอกจากใช้สีหน้าดำมืดออกไป หวังหลิวทงยังปฏิเสธถกความกับขุนนางข้างใด

เหล่าข้าราชสำนักล้วนสังเกตได้ ระยะนี้หวงช่างทรงเหินห่างหวังไท่เว่ยและหวังหวงโฮ่ว แนวประคองสมดุลขุนนางบริหารกับขุนนางทหาร คล้ายดำเนินมาสู่จุดเปลี่ยนแปลง นับแต่มู่เซียง อดีตกุ้ยเฟยต้องยาพิษเสียชีวิตไป และไป๋เฟินเสียนเฟยออกจากตำหนักเย็นพร้อมหวังจื่อฝาแฝด

พวกเขายิ่งตระหนักว่าอากาศมักเปราะบาง!

ภายในห้องทรงพระอักษรประจำเทียนหลงกง จักรพรรดิสวมฉลองพระองค์ทองอร่าม ทั้งเจิดจ้าเรืองอำนาจ ทุกอิริยาบถเปล่งราศีสูงส่งออกมา หลังถวายความเคารพแล้ว มู่เฉิงเซี่ยงจึงประสานมือ ค้อมกายรายงานอย่างเคร่งขรึม

“ทูลหวงช่าง จูเฉิงเซี่ยงจ่างสือ ผู้รับหน้าที่ประสานงานระหว่างหว่านต้าสือหนงกับสมาคมนายวาณิชย์เก้าสกุล ขณะนี้อยู่ระหว่างเดินทางไปตรวจการแนวซีกวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เฉียงหมินหลงคลี่ฎีกาที่กรมกองนำส่ง อ่านไปพลางสนทนาไปพลาง

“เจิ้นไตร่ตรองแล้ว ถ้าแผนระดมเสบียงเป็นการลับ มีเหตุให้หลุดลอดถึงผู้นำแคว้นอื่น อาจส่งผลจำแนกเป็นสามกรณี หากพวกเขายังหวั่นเกรงชื่อเสียงเดินทัพของเจิ้นอยู่ ประเภทที่หนึ่ง คงยอมสงบเสงี่ยมมากเป็นพิเศษ เมื่อรัชศกหมิงหลงที่สิบเอ็ดมาเยือน ครบรอบห้าปีที่ต้องเฉลิมฉลองสันติภาพ เสบียงที่ลดจำนวนไปคราวภัยพิบัติ น่าจะพอเติมเต็มขึ้นมาเพราะกลุ่มนี้ได้ ประเภทที่สอง เพราะความกลัวทำให้คิดป้องกันตัว พวกเขาจึงกักตุนเสบียงเช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงที่อาจทำลายเส้นทางการค้า และประเภทที่สาม คลายความเกรงกลัวเจิ้นไปแล้ว พอเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญผู้คนขึ้นมา ย่อมฉวยโอกาสรุกรานแนวชายแดน แต่เนื่องจากพวกเขาก็ทราบ เจิ้นสั่งเตรียมเสบียงเอาไว้แล้ว อาจเกิดความไม่มั่นใจที่จะเอาชนะกองทัพจิ้น นับข้อดีมีสอง นับข้อเสียมีหนึ่ง มู่เฉิงเซี่ยง หากเกินกำลังปิดบังนัก ก็ปล่อยพวกเขาเล่าลือกันเถิด”

อัครเสนาบดีเฒ่าย่อมค้อมหลังเยินยอ

“หวงช่างทรงพระปรีชาอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

ก่อนเขาจะรีบยืดกาย ตามสุรเสียงที่อยู่ๆ กระตือรือร้นขึ้น

“มู่เฉิงเซี่ยง!รีบเงยหน้าดูสิ่งนี้เร็วเข้า”

ในพระหัตถ์ที่ยื่นมาทางเขาคือถุงผ้าชิ้นเล็ก ร้อยเชือกพู่ถักสีสดใส ลักษณะใกล้เคียงถุงบุหงา รายละเอียดฝีปักยังมองไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ไม่เพียงมู่ซิ่วชะโงกใกล้โต๊ะทรงงาน ยังมีเจ๋อกงกงที่เตรียมส่งสิ่งของจากหวงช่างไปให้เขาพิจารณา ทว่าเฉียงหมินหลงไม่อนุญาตให้ใครสัมผัส ภาระเลยตกหนักกับสายตาคนชราอย่างมู่เฉิงเซี่ยง

“เป็นฝีมือไป๋เฟินเสียนเฟย นางถวายให้เจิ้นเนื่องในเทศกาลกั้วเหนียน ทำให้เจิ้นประทับใจทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นมงคล มู่เฉิงเซี่ยงเห็นเป็นอย่างไร”

ครั้นคำตอบเฉลยตัวแล้ว ม้าแก่รู้ทางเช่นเฉิงเซี่ยงเฒ่ายังชะงักไปอึดใจ ก่อนเขาจะกระตุกยิ้มในสีหน้า

“ไป๋เฟินเสียนเฟยไม่เพียงเลอโฉมเป็นหนึ่ง แต่ยังเปี่ยมความสามารถด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ในใจมู่ซิ่วย่อมแจ่มแจ้งความหมายของหวงช่าง หลังเสด็จหยั่งเชิงนางที่ไป๋ฮวากง เฉียงหลงหวงตี้ก็ตัดสินพระทัยสนับสนุนคำทูลเสนอคราวก่อนแล้ว หว่านต้าสือหนงย่อมปฏิบัติงานเต็มกำลังสะดวก

“มู่เฉิงเซี่ยงมีภาระงานไม่ด้อยกว่าเจิ้น เร่งเดินทางกลับไปดูแลที่เฉิงเซี่ยงฝู่เถิด แต่อย่าลืมกำชับจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือว่า เจิ้นต้องการทราบสถานการณ์แถบซีกวนอย่างละเอียด และเผื่อเวลาแก้ไขสถานการณ์ เจิ้นจะมอบป้ายอาญาสิทธิ์ใช้เข้าออกประตูวังหลวงแก่ท่าน”

เจ๋อจิวซิ่งประคองป้ายหยกชิ้นสำคัญมายื่นตรงหน้ามู่ซิ่ว ความหมายโดยนัยคือหวงช่างทรงอนุญาตให้ผู้ถือเดินทางเข้าวัง และขอเข้าเฝ้าทุกยาม

“รักษาให้ดี จนกว่าเหตุการณ์จะสงบ”

อัครเสนาบดีมู่รับป้ายอย่างถนอม

“ขอบพระทัยหวงช่างที่เมตตา กระหม่อมสาบานว่าจะดูแลให้เรียบร้อยโดยไวพ่ะย่ะค่ะ”

ในที่สุดสัญลักษณ์ประกาศความวางพระทัยอย่างสูงก็อยู่ในมือเขา มู่ซิ่วจึงโศกเศร้านักที่บุตรีชิงจากไปแล้ว หาไม่ด้วยป้ายหยกทองคำแผ่นเดียวกัน เขาสามารถช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ หวังสีเจี่ย...หวังไท่เว่ย ความสูญเสียที่พวกเจ้ามอบมา ข้าต้องตอบแทน!

คล้อยหลังอัครเสนาบดีเจ้าเล่ห์ เฉียงหมินหลงค่อยโบกมือไล่คน เจ๋อจิวซิ่งจึงค้อมกายถอยออกไปเฝ้าประตู ไม่ว่าผู้ใดมาห้องทรงพระอักษรยามนี้ หวงช่างไม่โปรดให้เข้าเฝ้าทั้งสิ้น จนกว่าจะตรัสเรียกเขาเข้ารับพระบัญชา

เมื่อราชองครักษ์ลับปรากฏตัวจากเงาเสา พระเนตรคมดุก็จ้องชายชุดดำที่คุกเข่าลง

“รายงานเจิ้นมา แท้จริงเรื่องราวเป็นเช่นไร!”

ชายร่างสูงใหญ่ประกบกำมือ ว่าไปตามเนื้อข่าวที่แปลสารแล้ว

“ทูลหวงช่าง ทะเลทรายพายัพนอกเจียยวี่กวน(ด่านเจียยวี่ แปลว่า ด่านหุบเขาดีเลิศ เป็นด่านสุดท้ายของกำแพงเมืองจีนทางทิศตะวันตก ปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้เมืองเจียยวี่กวน มณฑลกานซู่ ประเทศจีน)ขนาดกว้างใหญ่ แต่คำว่า‘ซิย่ะ’กลับมีเพียงบางเผ่าทราบความหมาย จึงเสียเวลาค้นหาไม่น้อย ค่อยพบพยานว่าพวกมันมีตัวตนอยู่จริง พวกเขาเป็นชนเร่ร่อนชื่อ‘เผ่าซาไห่’ตามความเชื่อที่สืบทอดมา ซิย่ะเปรียบดั่งคำสาปวนเวียนที่สูบกลืนพลังชีวิตปฐพี ทุกปักษ์ลี่เซี่ย พวกมันจำนวนมหาศาลจะผุดจากภูเขาทราย มีแรงกระหายหิวที่แพร่ละอองพิษสู่อากาศ เหตุผลที่ไม่เคยรุกล้ำเจียยวี่กวนมาก่อน เป็นเพราะจงกั๋วได้พายุกรรโชกกระแสหนึ่งพิทักษ์อยู่ต่างเกราะฟ้าดิน”

ราชองครักษ์ลับทราบเนื้อหาครบถ้วนแล้ว ข้างในกลับถ่วงหนักดั่งแบกภูเขาหิน

“แต่ปีนี้พวกเขาชี้ให้เห็นว่า พายุลมก่อตัวล่าช้ากว่าปกติ ทำให้จะมีโอกาสที่พวกมันมุ่งหน้ามาทางนี้ได้ และซิย่ะหรือที่ชาวเผ่าเกรงกลัวอยู่นั้น ที่จริงเป็นฝูงแมลงสีดำชนิดหนึ่ง วงจรชีวิตพวกมันกำเนิดมาทำลายพรรณไม้ทุกชนิด ถึงช่วงเวลาหนึ่ง ลมทะเลทรายค่อยนำทางย้อนคืนถิ่นกำเนิด ทำการผสมพันธุ์แล้วฝังไข่ปริมาณไม่ถ้วนใต้เม็ดทราย เป็นทายาทฝูงใหม่ในปีถัดไป”

“หลังพิจารณาต้นเหตุธรรมชาติเปลี่ยนแปลงในปีนี้แล้ว คาดว่าพวกมันส่วนใหญ่ไม่อาจหวนคืนทะเลทรายพายัพ ดังนั้นคงมุ่งหน้าล้างผลาญพืชผลราษฎรต่อเนื่อง กระทั่งสิ้นอายุขัยไปเอง แต่สภาพตัวอ่อนซิย่ะจำใช้บรรยากาศทะเลทรายปักษ์ลี่เซี่ยเกิดฝูงใหม่ ฉะนั้นที่เกิดเหตุการณ์โจมตีแคว้นจิ้น พอบรรจบวาระควบคุมจำนวนพวกมันด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

สีหน้าจักรพรรดิยากแกะรอยความคิดแล้ว ราชองครักษ์ลับย่อมแข็งใจทูลต่อ

“นอกจากนี้ ชาวเผ่าซาไห่ยังกล่าวว่า ซิย่ะนำพาโรคชนิดหนึ่งมามอบให้ผู้คน อาการเริ่มต้นจากหายใจติดขัด รายที่สุขภาพอ่อนแออยู่ก่อน มักสิ้นชีวิตเพราะหยุดหายใจกะทันหัน รายที่แข็งแรงดี ก็อาจเจ็บป่วยขึ้นมาได้ พวกเรายังสอบถามกระทั่งพบต้นตอ บริเวณปีกของพวกมันกระจายผงพิษเวลาบิน ทำให้อวัยวะภายในคนป่วยระคายเคือง แล้วทำงานผิดปกติไป ซิย่ะมักรวมตัวเป็นฝูงขนาดใหญ่ ย่อมก่ออันตรายได้มาก ข้อมูลส่วนหลัง เป็นโรงหมอเป่ยเปิดเผยพ่ะย่ะค่ะ”

เฉียงหมินหลงมุ่นหัวคิ้ว

“โรงหมอเป่ย...”

ชายชุดดำแจงรายละเอียด

“พ่ะย่ะค่ะ!แพทย์ที่ประจำการอยู่อย่างถูกกฎหมายคืออดีตเป่ยไต้ฟู นามว่า‘เป่ยหลัว’หลังเขาลาออกจากอี้เทียนกง ก็กล่าวกับคนรู้จักจะเดินทางไปประกอบอาชีพที่บ้านเกิด แต่ด้วยความสามารถหว่านล้อมของประมุขสกุลอู่เหวิน ภายหลังพวกเขาจึงก่อตั้งโรงหมอเป่ยขึ้นมา มีจุดมุ่งหมายรักษาผู้ยากไร้ที่เจียยวี่กวน”

เขาพอทวนความจำได้แล้ว

“เป่ยหลัว...ก็คือไต้ฟูที่ดูแลอาการหมินฉีคราวตกต้นไม้...”

หวงช่างทรงมีความจำเป็นเลิศ!

“พ่ะย่ะค่ะ ในรายงานระบุการทำงานของเขาระยะหลังว่า เป่ยหลัวมักใจเลื่อนลอย หรือหวาดระแวงผู้ร่วมงาน สุดท้ายไม่อาจทนแรงกดดันในอี้เทียนกงได้ จึงขอลาออก”

นัยน์ตาเฉียงหมินหลงดำดิ่งประหนึ่งเหวไร้ก้น ถ้าประมุขสกุลอู่เหวินอย่างเหลาป่านผู้นั้น ลงแรงชุบเลี้ยงเป่ยหลัวที่มีเหตุกระทบกระทั่งหวังสีเจี่ย ไป๋ฮวาเฟยคงมีส่วนเกี่ยวพันด้วย การเคลื่อนไหวพรรคพวกนางมักเร็วกว่าราชองครักษ์ลับก้าวหนึ่ง มิใช่หมายความว่า ขณะที่เขาเพิ่งรู้จักซิย่ะ น่าหลันซือซือก็ทราบวิธีรักษาโรคประหลาดแล้ว

เป็นเพราะพึ่งพาพันธมิตรอย่างอู่เหวินฝูหรือ การข่าวนางจึงคงความถูกต้องสูง หากกล่าวว่าน่าหลันซือซือมีพรสวรรค์เล็งเห็นอนาคตประชาชน ในอีกทางหนึ่งก็คือนางชักเชิดเหตุการณ์ต่างๆ ให้บังเอิญจริงขึ้นมาได้!

“จับตาดูคนต่อไป...”

“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ อีกเรื่องเป็นท่าทีสกุลหวังที่ชายแดน...”

ยิ่งเฉียงหลงหวงตี้ฟังความ เงามืดในดวงตายิ่งขยับขยาย จากนั้นรอยยิ้มมุมปากค่อยฉีกบรรจบอย่างอำมหิต

“มู่เฉิงเซี่ยงจะเป็นหูตาเรื่องนี้ให้เจิ้น พวกเจ้าก็เฝ้ามองหรือสนับสนุนเขาทางลับ แต่ไม่ควรประมาทให้ฝ่ายไหนสืบสาวมา เจิ้นต้องการเลี่ยงศึกหลายด้าน”

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ราชองครักษ์ลับประสานหมัดหนักแน่น ก่อนผุดลุก แล้วเคลื่อนไหวหายไปในเงาห้อง ทำให้เฉียงหมินหลงหมดความสนใจกองฎีกาด้วย ชายฉลองพระองค์สีทองเคลื่อนห่างโต๊ะทรงงาน ขณะก้าวเท้าคิดซับซ้อนอยู่ ในหัวโอรสสวรรค์ยังผูกเงื่อนหลายปมเป็นผืนขึ้นมา

ช่วงบ่ายวันหนึ่งหวังสีเจี่ยฟังหมี่ฉายยวี่กระซิบเกี่ยวกับการจัดซื้อธัญพืชที่หว่านต้าสือหนงกับมู่เฉิงเซี่ยงประสานงานกัน และนำชื่อไป๋เฟินเสียนเฟยใช้สะสมเสบียงเข้าคลังหลวง พระนางก็ลากปลอกเล็บครูดหน้าโต๊ะ สั่งเสียงเยือกแข็ง

“เอาตำราหลันเซียนเชิงในเทียนเฟิ่งหวงกงไปเผาทำลาย จากวันนี้แล้ว กงใดอยากงมงายให้พวกมันงมงายไป แต่ต้องไม่ใช่คนของเปิ่นกง!”

“เพคะหวงโฮ่ว”

หมี่อินยอบกายสนองแล้วออกไปถ่ายทอดทันที หวงโฮ่วผู้ดุร้ายย่อมประทับตามลำพังชั่วขณะ แม้คล้ายนิสัยใจคอพระนางเหี้ยมหาญสมสกุลขุนศึก แต่หวังสีเจี่ยก็ปรารถนาสิ่งพึ่งพิงทางใจบ้าง สุดท้ายกลับต้องกำจัดทิ้งด้วยตนเอง ต๋าน่าหลันซือซือจึงเป็นมารจิ้งจอกที่น่าชิงชังที่สุด!

เมื่อหมี่ฉางยวี่กลับมาพร้อมบสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง โดยมีปี๋สุ่ยติดตามเบื้องหลัง หวังสีเจี่ยค่อยสลัดความโกรธเกลียด แล้วลุกขึ้นต้อนรับหญิงสาวผู้นั้น ทั้งไม่รั้งรอพวกนางถวายความเคารพ สองพระหัตถ์ยังชิงพยุงอีกฝ่ายอย่างกตัญญู

“เหนียง...”

“เจี่ยเอ๋อ...”

สิ้นเสียงเรียกสนิทสนม ทั้งสองก็จับมือมองตาอย่างซาบซึ้งครู่หนึ่ง หวังหวงโฮ่วค่อยสอบถาม

“ภายนอกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

หวังฟูเหรินหรือเจี้ยนสีเจี่ยว ภรรยาเอกหวังไท่เว่ยสีหน้าลำบากใจ

“ก็เป็นอย่างที่ใครๆ ทราบดี สกุลหวังบัดนี้ทะยานถึงที่สุดแล้ว”

คำว่า‘ที่สุด’จุดประกายดุร้ายของหวังสีเจี่ย ทำให้เจี้ยนสีเจี่ยวสะพรึงกลัว ตระหนักว่านิสัยบุตรสาวแปรเปลี่ยนไปแล้ว นางพญาเฟิ่งหวงจึงสลายตะกอนอารมณ์ขุ่นมัวชั่วคราว

“แล้วเตียเสียใจหรือไม่เจ้าคะ ที่เจี่ยเอ๋อดื้อรั้นมาสุดทางนี้”

หวังฟูเหรินกล่อมหลังมือบุตรี ภายใต้ความเหี้ยมโหดที่เพิ่งสัมผัสไป นางยังเห็นแก่นแท้แสนเปราะบาง ยามผู้คนครอบครองสถานะสูงส่ง แวดล้อมด้วยอำนาจบารมี กลับส่งผลทรมานจิตใจให้บิดเบี้ยว

“เตียของเจ้ายังยืนยัน ไม่ว่าทางไหนที่เจี่ยเอ๋อเลือก พวกเราทุกคนสนับสนุน...”

พระนางสูดลมหายใจลึก ไม่คาดสถานการณ์นี้จะมาถึง ทั้งที่ตำแหน่งมั่นคงเหนือใครอื่น แต่ด้วยวัยเสื่อมถอยของเตีย ไม่ช้าอิทธิพลในมือสกุลหวังคงแตกกระจาย อดีตนั้นถือว่าเคยเลือกผิดเป็นมารดาแผ่นดิน การอยู่เคียงข้างเฉียงหมินหลง เสมือนเดินทางกับสัตว์ร้าย บัดนี้เขากวัดแกว่งคมเขี้ยวและกรงเล็บสังหารผู้อื่น ทว่าสักวันอาจหันหาพวกนาง

“เหนียงฝากบอกเตียด้วยเจ้าค่ะ เจี่ยเอ๋อพร้อมแล้ว”

เจี้ยนสีเจี่ยวจำต้องเตือน หลังบุตรสาวเลือกวางเฉยมานาน จู่ๆ ตัดสินใจเช่นนี้

“เจี่ยเอ๋ออย่าวู่วามคิดไป ถ้าเริ่มต้นแล้วจะไม่เหลือทางให้ถอยอีก...”

นางพญาหงสาแดงกุมมือมารดา ฝ่ามือพระนางมักมอบแต่สัมผัสหนาวเย็น ก็คล้ายอิงไออุ่นจากหวังฟูเหริน แล้วคลี่พระโอษฐ์อ่อนโยน

“เจี่ยเอ๋อคิดรอบคอบแล้วเจ้าค่ะ จากนี้ไปไม่อาจทอดเวลานาน คนผู้นั้นไม่ยอมปล่อยพวกเรา เหตุใดสกุลหวังที่สละเลือดเนื้อประสานแผ่นดินจนเป็นปึกแผ่น จะต้องคอยเวลาเขาทำลาย!”

เมื่อราชวงศ์อ่อนแอจากการแก่งแย่งบัลลังก์ พวกเขาเคยมีใจท้าทายวาสนาฟ้าด้วยกำลังในมือ แต่หวังสีเจี่ยทัดทานขอแต่งเข้าตงกง ปัจจุบันได้เป็นหวงโฮ่ว มีบุตรชายเป็นหวงไท่จื่อ ขณะสตรีอื่นที่ร่วมสวามีเดียวกันไม่ประสบอุบัติเหตุคลอดก่อนกำหนด มักครรภ์อ่อนแอ หรือถวายเสี่ยวกงจู่แด่จักรพรรดิ ประดุจคำสาปสกุลเฉียงที่กำหนดทายาทชายจำนวนน้อย

แต่พระนางกลับหัวร่อทุกคราวที่ได้ฟัง ชายผู้นั้นนิสัยร้ายกาจ สามารถเอาชนะพี่น้องต่างมารดา จนเหลือตัวคนเดียว มีหรือจะไปเชื่อถือลมปากไร้สาระ และนางจิ้งจอกนอกด่านยังลอบฟูมฟักบุตรชายสองคนเตรียมไว้ให้เขา ถ้าไม่ตัดสินใจโค่นพวกมันแต่ต้นอ่อน ภายภาคหน้าหมินฉีย่อมถูกข่มเหงให้เจ็บแค้นใจ!

“หากเจี่ยเอ๋อตัดสินใจรอบคอบ เตียของเจ้าคงคิดเห็นทางเดียวกันอยู่ จึงกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืน”

หวังสีเจี่ยมองมารดา สีพระพักตร์เผยความห่วงใย ทั้งยังอบอุ่นอย่างมาก นับว่าสถานะเจี้ยนสีเจี่ยวพิเศษยิ่ง

“เจี่ยเอ๋อทำให้เตียไม่สบายใจมาก เจี่ยเอ๋ออกตัญญูแล้วเจ้าค่ะ”

หวังฟูเหรินรีบปลอบบุตรสาว

“ไม่ใช่ความผิดเจี่ยเอ๋อ เตียคงวิตกอนาคตสกุลหวังเช่นเดียวกัน เกรงว่าพวกเราจะมาสุดทางแล้ว มีแต่ทนทรหดเหมือนหลีฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกร(มีตำนานว่า ถ้าปลาหลีกระโดดหรือว่ายทวนน้ำตก หรือที่เรียกว่าประตูอวี่ สำเร็จ ก็จะกลายเป็นมังกรบินขึ้นฟ้า)ไป”

แต่แววตาหญิงวัยกลางคนปรากฏเงาทุกข์ ฝูงปลาหลีฮื้อข้ามประตูอวี่ไม่สำเร็จ ล้วนมีโอกาสหวนกระโจนปีหน้า ขณะพวกนางไม่รุ่งโรจน์ก็มืดมน

“เหนียง เจี่ยเอ๋อฝากดูแลเตียด้วยเจ้าคะ หากเตียต้องการสิ่งใด ปี๋สุ่ยกับเจี่ยเอ๋อจะเร่งช่วยเหลือ”

หวังสีเจี่ยปรายตาไปทางปี๋จงกงสื่ออย่างเชื่อมั่น เจี้ยนสีเจี่ยวย่อมผุดรอยยิ้ม

“เหนียงทราบแล้ว เจี่ยเอ๋อก็ต้องดูแลตัวเองด้วย”

หลังจากแม่ลูกค่อยสนทนาความเป็นอยู่ หวังฟูเหรินก็จากไปพร้อมปี๋สุ่ย ทำให้บุตรสาวได้เหม่อคิดบ้าง เมื่อเฉียงหลงหวงตี้เริ่มครองบัลลังก์มั่นคง สกุลหวังเคยใช้ลูกไม้บั่นทอนความเชื่อมั่นในราชสำนัก เจตนาให้พระนามฉาวโฉ่ด้วยฐานะจักรพรรดิผู้ลุ่มหลงมารยาหญิงเผ่าหรวนตี้ แต่พระนางชิงใช้มู่เซียงออกระงับแผน ก่อนเฉียงหมินหลงระแคะระคายว่าเหยื่อล่อเกือบโดนพวกเขาฮุบไป จากนั้นจึงวางตัวเหนือปัญหา

ทว่าพวกมันคล้ายผุดพ้นนรกภูมิ กำจัดไปหนึ่งแล้วหวนคืนสาม!

แม้ต้องสูญกายเป็นเถ้าธุลี พระนางก็จะเผาพวกมันจนมอดม้วย!

เจียงเลี่ยงซูฟังคนสนิทรายงานแล้วยิ้มอ่อนหวานตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นก็จ้องอยู่ข้างหลัง บริบททำนองนี้ นางมักสมัครใจเป็นผู้ดู หาได้จำเป็นเข้าร่วมเหน็ดเหนื่อยไม่ หวังสีเจี่ยใช้เวลาปรนนิบัติหวงช่างอย่างยิ่งใหญ่นานปี สติคงเลื่อนเปื้อนเยอะแล้ว เลยหลงลืมว่าเฉียงหมินหลงหาใช่บุรุษนิสัยใจคอธรรมดา แต่เป็นโอรสสวรรค์ที่ยามรบคือแม่ทัพ ยามสงบคือเสนาบดีพระองค์หนึ่ง!

อันเหอลี่ได้กลิ่นขื่นของยาย่อมสำลักออกมาเบาๆ

“แค่ก!แค่กแค่ก!”

นางกำนัลที่ดูแลอยู่จึงตระหนก

“เหนียงเหนียง...หม่อมฉัน...”

สาวงามรีบส่ายหน้าปราม ปัจจุบันนางเป็นอันชงหรง ได้ถือครองเป่าหมานกงแทนอดีตชงอี๋อย่างเสวียซวี่หยา กระนั้นกลับต้อยต่ำกว่าสี่พระชายาขั้นซื่อฟูเหริน และต้องทำตามคำสั่งคนคนหนึ่ง แลกเปลี่ยนเส้นทางมั่นคงของขุนนางสกุลเล็ก

อันเหอลี่ดื่มยาจนหมดค่อยส่งคืน ทว่าแววตานางกำนัลคล้ายรอข้อคิดเห็น หญิงสาวจึงกล่าวเสียงแผ่ว

“สุขภาพข้าอ่อนแอ ไม่เหมาะสมจะยุ่งเรื่องราวใคร”

กงปี้ผู้นี้ค่อยค้อมศีรษะรับ แล้วถอยออกไปให้นายหญิงพักผ่อน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปฏิกิริยาของสามกง ทว่าพระราชวังฉางอันปรากฏเป็นร้อยเป็นพันกงร่วมบริเวณ ฝ่ายในของเฉียงหมินหลงเปรียบเสมือนบึงมังกรถ้ำพยัคฆ์ บรรจุด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด ถ้าจอแจไปบ้าง ย่อมเป็นสามัญวิสัย

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
รอเล่มนะคะ
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Nipapun WebHunsa
ในที่สุด ^~^
เมื่อ 9 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว