หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่40: จะจับโจร ให้จับหัวหน้าโจรก่อน (แก้ไข2) 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่40: จะจับโจร ให้จับหัวหน้าโจรก่อน (แก้ไข2) 100%

(หลัวเฉิง/หลัวจ่างกุ้ย: ประสบการณ์นี้ หาไม่ได้ง่ายในฉางอันแล้ว)

บทที่40:จะจับโจร ให้จับหัวหน้าโจรก่อน (แก้ไข2) 100%

หลัวจ่างกุ้ยใช้เวลาเดินทางสามวันค่อยถึงเจียยวี่กวนยามเฉิน(7.00-9.00) สกุลอู่เหวินเปิดกิจการซีอวี้ลหวี่เตี้ยน(โรงเตี๊ยมหยกตะวันตก)ที่ด่านสำคัญอยู่ก่อนแล้ว เป้าหมายเป็นสถานพักกระบวนสินค้า ทั้งจุดรวมข่าวสารข้ามชายแดน แม้โรงเตี๊ยมสาขาจะทำกำไรปริมาณน้อย เพราะขุนนางท้องถิ่นกับหัวหน้าทหารร่วมมือเอาเปรียบผู้คน ยิ่งห่างไกลหูตาราชสำนัก พวกเขายิ่งบกพร่องจริยธรรม ทำให้ชาวเมืองที่สัญจรข้างทางล้วนใบหน้าอมทุกข์

ส่วนผู้ใดที่ยิ้มรื่นเริงทีท่ากระชุ่มกระชวย มักห้อยตราตำแหน่งหรือสวมเกราะทหาร กลุ่มดังกล่าวนี้ก้าวไปทิศไหน คลื่นคนล้วนแหวกหลบอย่างหวาดผวา หลัวเฉิงเพิ่งมาถึงกลับสัมผัสปัญหายุ่งยากได้แล้ว เขาพาพรรคพวกเข้าพักที่โรงเตี๊ยมหยกตะวันตก ไม่ให้จ่างกุ้ยของที่นี่เปิดเผยฐานะแท้จริงของตน

พอสั่งการลูกน้องแยกย้ายทำงานแล้ว หลัวเฉิงค่อยมุ่งหน้าติดต่อทางการ ได้รับใบอนุญาตที่ออกอย่างถูกต้องโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ท่ามกลางสายตาเหยียดหยันประหลาด ราวกับมีเสียงถามเสียดสี ว่าขี้ข้าเศรษฐีเมืองหลวงจะยึดมั่นกุศลกรรมไปนานเท่าใด

ค่ำแรกในเจียยวี่กวน หลัวจ่างกุ้ยดับไฟนอนดึกดื่น ไม่เพียงครุ่นคิดท่าทางของผู้คน เขายังเขียนรายงานประจำวัน จากนั้นรุ่งขึ้นค่อยเดินเท้าลงสำรวจพื้นที่ เจียยวี่กวนหรือเมืองด่านประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจิ้น มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น แต่บรรยากาศก็อึมครึมพิกล และเต็มไปด้วยทหารเพราะใกล้ค่ายพิทักษ์ชายแดนเจียยวี่

หลัวเฉิงไม่ได้เดินทางมาตามลำพัง แต่เตรียมลูกน้องกับข้ารับใช้จากเมืองหลวงมาด้วย ทุกคนนิสัยขยันขันแข็ง งานหนักไม่เกี่ยง ด้วยถูกจูงใจจากค่าแรงมูลค่าสูงกว่าธรรมดา เมื่อจ่างกุ้ยประจำสาขาให้คำแนะนำ ไม่นานโรงทานที่มีจุดมุ่งหมายเหมือนในฉางอัน จึงได้ฤกษ์เปิดประตูต้อนรับผู้ยากไร้ ทว่าขาดผู้ล่วงข้ามธรณี แม้ตามตรอกบ้านหรือซอกถนนปรากฏกลุ่มคนแต่งกายซอมซ่อ ทำสีหน้าหิวโหยจำนวนมากอยู่แท้ๆ

ครั้นเปิดประตูต้อนรับผู้คนเป็นวันที่สอง ช่วงกลางยามอู่(11.00-13.00)จึงมีทหารเหยียบย่ำเต็มโรงทานหนึ่งกอง พวกเขาไม่เพียงส่งเสียงกรรโชก ยังกระจายนั่งโต๊ะอย่างหยาบคาย มือเท้าเหวี่ยงฟาดพื้นบ้างขาโต๊ะบ้าง บังคับให้คนงานนำอาหารกับเครื่องดื่มมาแจกจ่าย จากนั้นค่อยกินดื่มกันเต็มที่

หลัวเฉิงกำกับสายตาไม่ให้ลูกน้องเหลืออดกับกิริยากักขฬะ แล้วขยับปากแช่งชักพวกทหารออกมา ต่อให้ทุกคนจะโกรธจนตัวสั่นอยู่ เมื่อหัวหน้ากองตะคอกใส่หน้าเขาว่า พวกเจ้าเปิดโรงทานก็ต้องต้อนรับขับสู้คนไม่เลือกหน้าเลือกฐานะ หาไม่ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ จะไปร้องเรียนเจ้าหน้าที่ถอนใบอนุญาตเสียเดี๋ยวนี้

และจากจุดเริ่มต้นวันเดียวนั่น ต่อมาโรงทานกลายเป็นสถานรวมกองทัพอันธพาล พวกเขาล้วนอดทนกับงานเก็บกวาด ทั้งอลหม่านปรุงอาหารสดใหม่ถึงวันละสามหน

ในคืนหนึ่งหลังจากข้ารับใช้ปิดประตูโรงทานด้านหน้าแล้ว ที่ประตูหลังก็มีเสียงเคาะเรียก ด้วยความไม่ไว้ใจเหตุการณ์ พวกเขาจึงตามเจ้านายอย่างหลัวจ่างกุ้ยมา โดยแอบเตรียมอาวุธกันคนละชิ้น เผื่อกลายเป็นพวกโจรร้ายจะได้ช่วยกันทุบตี ทว่ากลับพบหน้ากลุ่มผู้ยากไร้จำนวนสิบกว่าคน หลัวเฉิงเลยสั่งคนปรุงอาหารง่ายๆ มาให้พวกเขา ระหว่างนั้นลองสอบถามเหตุผล ค่อยทราบว่าโดนกองทหารข่มขู่ไว้

พอพวกเขารับข้าวสวยใส่ชามคนละใบ ราดกับข้าวคนละอย่างสองอย่าง คนกลุ่มนี้รีบถือชามโรงทาน แล้ววิ่งหนีหายไป ลูกน้องหลัวเฉิงต่างเวทนาจนประสานถอนหายใจ ก่อนยกโทษให้กิริยาที่มาเร็วแล้วไปเร็วกว่า เมื่อหลัวเฉิงขึ้นห้องนอน เขาจึงเขียนรายงาน ทุกวันเกิดเหตุการณ์วนเวียนเช่นนี้

กระทั่งคืนหนึ่งที่มีคนตั้งคำถาม ระหว่างคอยพวกเขาปรุงอาหารอยู่

“ข้ารู้มาว่าเจ้านายท่านเป็นเศรษฐีจากฉางอัน เหตุใดพวกท่านเห็นสภาพที่นี่แล้ว ก็ยังอดทนทำงาน ไม่กลับไปแจ้งที่ถูกทหารพวกนั้นรังแกทุกวี่วันกับเจ้านาย”

หลัวจ่างกุ้ยเล็งเห็นแต่แรกที่พวกเขาปรากฏตัวแล้ว บุรุษเสื้อผ้ามอซอคนนี้ท่วงท่าสะดุดตาเกินผู้อื่น แม้ใบหน้าใต้แสงสลัวจะมอมแมมเพราะคราบฝุ่นเหมือนๆ กัน แต่ประกายตาเขาก็เฉียบคมโดดเด่น หลัวเฉิงจึงคำนวณคอยแล้วว่าสมควรบอกมากหรือน้อย

“ก่อนอื่น ข้าต้องถามก่อนว่า พวกเจ้าเคยได้ยินชื่อหลันเซียนเชิงหรือไม่”

ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว แต่ด้วยความคาดไม่ถึงมากกว่างุนงง แสดงว่าชื่อเสียงเหล่าหลันขจรขจายไปไกลดีแล้ว หลัวเฉิงจึงยิ้มแย้มกล่าว

“เหล่าหลันได้เปิดโรงทานร่วมกับสกุลอู่เหวินที่ฉางอัน และลดจำนวนผู้อดอยากตายในฤดูหนาวอย่างสำเร็จผล จึงห่วงใยถึงชาวเมืองแถบชายแดน แล้วสั่งพวกข้าเดินทางมาเปิดสาขาที่สองที่นี่ก่อน โดยไม่ได้หวังผลกำไรหรือสร้างชื่อเสียง แต่ฉางอันกับเจียยวี่กวนมีสภาพแวดล้อมแตกต่าง ทำให้พวกทหารที่มาก่อเหตุเดือดร้อนแก่เจ้าของที่ข้างเคียง พวกเราจึงเลือกเปิดประตูสายปิดประตูเร็วกว่ากำหนดเดิมสักหน่อย”

แววตาคนฟังคลายความแข็งกร้าวลงไปมาก

“หลันเซียนเชิงส่งน้ำใจจากถิ่นไกล ข้าย่อมยินดี แต่อยากเตือนพวกท่านว่าที่นี่ยากเปลี่ยนแปลงแล้ว”

หลัวเฉิงเห็นทีท่าจริงใจจากอีกฝ่าย เลยทำทีชะงักคิด ค่อยหยอดถาม

“ในฐานะเป็นคนท้องที่ ท่านเคยพบพวกโจรทะเลทรายบ้างหรือไม่ ข้าได้ยินทหารเกี่ยงกันไปมา ไม่อยากให้ถึงเวรออกลาดตระเวนนอกกำแพงเจียยวี่กวน เพราะกลัวความโหดเหี้ยมกับนิยมบูชาไสยร้ายของพวกโจร...”

ไม่คาดเพียงพริบตาเดียว สีหน้าของคนก็กลายเป็นหมิ่นแคลน เสียงหัวเราะยังแฝงกระแสเกลียดชัง

“หึหึ!ไม่แน่ว่าเปรียบเทียบแล้ว ฝ่ายไหนจะชั่วช้ากว่ากัน”

จ่างกุ้ยหนุ่มย่อมจับเอาไว้ทันท่วงที

“ไฉนท่านจึงกล่าวเช่นนั้นเล่า”

“อยู่ไปแล้ว ท่านก็จะทราบเอง”

ทว่าชายผู้นั้นกลับทิ้งปริศนา แล้วปิดปากสนิท หลัวเฉิงแน่นอนว่าบันทึกอย่างครบถ้วน

ขณะโรงทานใช้กุศลอย่างอดกลั้นฝ่ามรสุมทหารมารยาททรามทางราชสำนักก็ส่งตัวจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือมาตรวจการชายแดน ทำให้ประดาขุนนางขี้ฉ้อแว่วข่าวสารแล้ววุ่นวายทั้งโขยง พวกเขาทราบชื่อเสียงจูเสินฝู่ดีว่า เป็นขุนนางขั้นสามประจำเฉิงเซี่ยงฟู่ นิสัยใจคอเถรตรงอย่างมาก ดีรายงานว่าดี เลวรายงานว่าเลว ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือเหล่ากองทัพพากันสงบเสงี่ยมกิริยาลง

หลัวจ่างกุ้ยออกมาดูขบวนขุนนางเมืองหลวง ท่ามกลางเสียงต้อนรับจอมปลอมจากผู้คน ชั่วขณะหนึ่งจูเสินฝู่ขี่อาชาผ่านหน้าโรงทาน คล้ายใช้สายตาแหลมคมกำหนดตำแหน่งเขาเอาไว้ในใจแล้ว

พอจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือเข้าถึงจวนเจ้าเมือง เขายังมีคำสั่งฟ้าผ่าให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยกว่ารื้อค้นเอกสาร จากทั้งฝ่ายบริหารและการทหาร การกระทำไม่เห็นแก่สินบนชนิดไหนนี้ ทำเอาขุนนางสองกลุ่มไม่พอใจอย่างมาก ดังนั้นพวกเขาย่อมส่งม้าเร็วไปรายงานเบื้องสูง

ขณะที่หลัวเฉิงฟังพวกทหารล้อมวงเดิมพันกันทุกวันที่โรงทาน

“มาซงตี้(พี่น้องผู้ชาย)ทั้งหลายวางเงินกันได้แล้ว คนนี้จะกระเด็นไปภายในกี่วัน”

ผู้ประกาศยึดโต๊ะยาวทั้งตัว ข้างหนึ่งคือกองเงิน ข้างหนึ่งคือพลทหารที่จดรายชื่อกับจำนวนเงินง่วนอยู่

“ข้าห้าวัน หนึ่งเหลี่ยงทอง”

อีกคนปากขากกระดูกไก่ลงพื้น แล้วตบถุงเงินวาง

“ข้าว่ากว่าม้าเร็วจะเดินทางไปกลับ และคอยถือคำสั่งด้วย ก็สักเจ็ดแปดวัน เอาเป็นเจ็ดวัน ห้าเหลี่ยงทอง แปดวันห้าเหลี่ยงทอง!”

จากนั้นพวกทหารยังส่งเสียงเฮฮาขนานใหญ่ แต่เมื่อทหารชั้นล่างผู้หนึ่งวิ่งตะโกนจากหน้าประตู ว่าจูเสินฝู่กำลังเดินตรวจงานมาทางนี้ พวกมันจึงช่วยกันโกยเงินแล้วเผ่นหายทันตา บรรดาข้ารับใช้ล้วนส่ายหัว ก่อนหยิบไม้กวาดทำความสะอาดพื้น บางคนใช้ผ้าเปียกขัดคราบสกปรกตามชุดโต๊ะเก้าอี้

ไม่เกินสองเค่อ(30 นาที) พรรคพวกหลัวจ่างกุ้ยค่อยได้ต้อนรับผู้ตรวจการแต่งตั้งจากฉางอัน จูเฉิงเซี่ยงจ่างสือแต่งกายสีคราม ทั้งเปล่งประกาศอาจองให้ผู้คนยำเกรง เขามองสภาพเละเทะของโรงทาน ทั้งเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษอาหาร รวมถึงกองจานชามที่ถูกทิ้งไว้

“ผู้มาพึ่งบุญคุณของโรงทาน เหตุใดจึงหายตัวไปหมดแล้ว...”

หลัวเฉิงอดกดมุมปากยิ้มไม่อยู่ เขาจึงค้อมตัวคารวะจูเสินฝู่พลางให้คำตอบ

“เพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยต้าเหรินจากฉางอัน จึงเกิดความตื่นกลัวพากันกลับออกไปแล้ว”

จูเฉิงเซี่ยงจ่างสือทำเป็นไม่ได้ยิน สอดสายตาหาที่สะอาด ก่อนชี้โต๊ะเก้าอี้ชุดหนึ่ง

“เช่นนั้นท่านสนทนาความกับข้าสักหน่อย”

หลังจากนั่งลงแล้ว เขายังสำรวจหลัวเฉิงสลับกับสถานที่ ท่าทางเหมือนสอบถามเกี่ยวกับโรงทาน แท้จริงแล้วใจความนั้นไม่เกี่ยวข้อง

“หากมีอะไรจะฝากข้ากลับฉางอัน ก็ให้คนนำมาส่ง ข้าคิดว่าคงปลอดภัยกว่าเจ้าจะเดินสารเอง”

หลัวจ่างกุ้ยมองสบตาอีกฝ่าย ก่อนพยักหน้ารับ

“ขอรับ”

แล้วทั้งสองคนสนทนาเรื่อยเปื่อยครู่หนึ่ง ก่อนหลัวเฉิงจะเดินมาส่งจูเสินฝู่กับผู้ติดตามหน้าประตูโรงทาน โดยไม่รู้ว่ามีสายตาจ้องมองจากเงากำแพง เป็นกลุ่มทหารที่วิ่งหนีไปเมื่อสักครู่นี้

วันรุ่งขึ้นพวกมันกลับมาอาละวาด หนนี้ไม่ทำตัวเป็นภาระสวาปามอย่างหน้าด้านแล้ว แต่ถึงขั้นพังข้าวของกระทั่งโรงทานปิดประตูแต่หัววัน หลัวจ่างกุ้ยยืนเงียบ แวดล้อมไปด้วยสีหน้าขวัญหายของลูกน้อง เขาจำถอนหายใจสั่งเก็บกวาดเศษซาก และตัดสินใจจากนี้ไปจะไม่เปิดทำการ

ทุกคนที่แบกรับความเครียดมาหลายวัน ค่อยกิริยาผ่อนคลาย ดูก็รู้ว่าอดทนกับทหารพวกนั้นมามากแล้ว แต่พวกเขายังแอบปันอาหารที่ประตูหลังโรงทาน ทั้งคิดกันอย่างพอใจ ไม่ต้องเสียของสนองท้องคนเลว ย่อมประเสริฐสุด

ผ่านมาสี่วันหลังจากนั้น จูเสินฝู่กำลังตรวจงานอย่างเคร่งเครียดอยู่ที่จวนเจ้าเมือง รอบกายล้อมด้วยสารนานาประเภทที่ขุนนางถิ่นเจตนาก่อกวน ทำให้ขาดระเบียบจัดเก็บที่ดี และขัดขวางความคืบหน้าคณะขุนนางเมืองหลวงไม่น้อย พอพวกเขาทราบว่ามีม้าเร็วอัญเชิญราชโองการทองคำมาถึง จึงสาวเท้าเร็วรี่ออกจากห้อง แล้วประสานมือคุกเข่า เช่นเดียวกับขุนนางท้องที่ ต่างกันเพียงสีหน้าพรรคพวกจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือราบเรียบ ราวกับคาดการณ์เอาไว้บ้าง เลยไม่ตื่นตระหนกหรือสงสัยเนื้อหา

“เฉียงหลงหวงตี้มีราชโองการ เรียกตัวจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือกลับมาปรึกษาราชกิจเร่งด่วน งานตรวจการที่เจียยวี่กวนให้หวังไท่เว่ยสานต่อกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการ จบราชโองการ!”

จูเสินฝู่น้อมรับหลักฐานพระบัญชาเรียบร้อยแล้ว ไม่รอช้าสั่งลูกน้องเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางกลับฉางอันในเช้ารุ่งขึ้น ท่ามกลางกระแสปรีดาที่ไร้เสียงฉลองของจวนขุนนางและค่ายทหาร คืนนั้นคนของหลัวจ่างกุ้ยจึงนำม้วนกระดาษมาส่งถึงมือเขา

ขณะเคลื่อนขบวนจากกำแพงจวนเจ้าเมืองที่พำนักอยู่เบ็ดเสร็จแปดวันแล้ว จูเสินฝู่ก็เห็นใบหน้าหลัวจ่างกุ้ยปะปนกับชาวเมืองที่มุงดู ก่อนจะมองผ่านเหมือนไม่คุ้นเคย และไม่รับรู้กระทั่งร่องรอยสิ้นหวังของผู้คน รวมถึงสายตาถากถางจากทหารกับขุนนางถิ่น

ระหว่างหลัวเฉิงกำลังยืนส่งกระบวนคน เขาย่อมรับรู้ท่าทีที่ทุกฝ่ายแสดงออก แล้วถอนหายใจ ก่อนหันมามองบุรุษแต่งกายซอมซ่อจากคืนนั้น ใบหน้าเขาเปื้อนคราบฝุ่น ทว่านัยน์กลับจัดจ้าอย่างมาก

“ท่านเข้าใจแล้วหรือไม่ แม้แต่ขุนนางเมืองหลวงก็โดนเรียกตัวกลับไปได้”

จ่างกุ้ยหนุ่มโคลงหัวยิ้ม เรื่องเช่นนี้เขากับประมุขสกุลจูต่างคอยจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

“ข้าพอรู้แต่วันแรกที่มาถึงแล้ว แต่ข้ายังยืนยันจะอยู่ที่นี่ต่อไป”

ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว แววตาราวกับตำหนิคนหัวรั้น

“เหตุใดท่านไม่ห่วงความปลอดภัยตัวเอง คนของท่าน หรือทรัพย์สินที่นำมาบ้าง”

หลัวเฉิงยังยิ้มแย้ม จนฝ่ายมองรู้สึกสับสนหนัก

“เป็นเพราะข้ายังไม่ได้พบคนผู้หนึ่งที่เหล่าหลัน ปรารถนาจะพบสักหนที่เจียยวี่กวน”

เขาค่อยคลายปมคิ้ว ก่อนยิ้มอาสา

“คนคนนั้นเป็นใครกัน เห็นแก่น้ำใจเหล่าหลันและท่าน พวกข้าก็พอจะช่วยเหลือได้ ขอเพียงตัวคนยังอาศัยอยู่ในอาณาเขตเจียยวี่กวน ย่อมต้องพบหน้ากันแน่”

“เหล่าหลันกับข้าตามหาสำนักประดิษฐ์ เคยได้ฟังว่ามีแตงโมทางเหนือสำนักประดิษฐ์”

ไม่เพียงหลัวเฉิงกล่าวจบแล้วเงียบ แต่ชายผู้นั้นก็แปลงสีหน้าไป ในแววตาเจิดจ้ายังคล้ายประเมินกำลังศัตรูด้วย

“เหล่าหลันกับท่าน...คงตามหาคนผิดที่แล้ว”

หลัวจ่างกุ้ยไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ แม้ทุกคนที่มาพร้อมชายลึกลับ จะพ้องใจพองอาวุธใส่เขาแล้ว

“หากหาไม่เจอจริงๆ ข้าคงต้องกลับไป เสียดายแต่เหล่าหลัน เจ้านายของข้ามีความหวังอย่างสูงจะได้พบคนผู้นี้”

ท่าทีบุรุษปริศนาเหมือนห้ามปรามพวกพ้องอยู่ ก่อนจะถามออกมา

“แม้พวกข้าจนใจช่วยเหลือ แต่ขอทราบเหตุผลที่พวกท่านตามหาคนได้หรือไม่”

จ่างกุ้ยหนุ่มย่อมชะโงกหน้ากระซิบ

“เพราะเหล่าหลันกล่าวว่า แตงโมทางเหนือสำนักประดิษฐ์นั้นให้รสหวาน แต่แฝงพิษกัดกร่อนอยู่ ถ้าไม่เตือนคนขจัดออกก่อนสักคำ คงก่อหายนะแก่เขาในอนาคต”

ชายคนนั้นรับฟัง ก่อนปลีกตัวจากไปอย่างหวาดระแวง หลัวเฉิงมองตามพวกเขาที่ถกเถียงกันอยู่ ในใจให้ตระหนักว่ากุญแจ‘เป่ยซีจ้าว’เขาก็ใช้ไขประตูเปิดทางผู้มาเยือนยามวิกาลแล้ว ขอเพียงพวกเขาเป็นตรงข้ามจากรายงานทางการ เหล่าหลันย่อมคุ้มครองชีวิตคนได้!

เปลวไฟอ้าปากเขมือบกระดาษหลายแผ่นแต่พวกมันก็ยังหิวโหยอยู่ พอทราบสถานการณ์ประจำวันของหลัวจ่างกุ้ย กับปากคำผีทหารฝ่ายจ้าวฮองเฮา คือข้อมูลชุดเดียวกัน น่าหลันซือซือเลยเจอต้นตอที่ตำอารมณ์มังกรฉกรรจ์จนเดือดดาล แม้มีโฉมงามใช้ขนมหวานฉอเลาะป้อนถึงโต๊ะ เขายังพื้นเสียกระทั่งข้าราชบริพารคอหด

เห็นต้องขอบคุณความรอบคอบ ที่ทำให้พวกนางแยกโรงหมอเป่ยจากโรงทานเจียยวี่กวน กองกำลังสกุลหวังจึงเห็นเป่ยหลัวเป็นมิตร ยอมให้ดำเนินกิจการอย่างราบรื่น ตรงข้ามกับหลัวเฉิงเจอก่อเรื่องรายวัน กระทั่งโรงทานปิดทำการไปในที่สุด

และน่าหลันซือซือยังพอใจที่เป่ยไต้ฟูยึดถือปณิธานเดิม ทุ่มเทความสามารถชดเชยที่เกือบพรากชีวิตพวกนางไป ฉากหน้าเขาจึงรักษาไม่เลือกทหาร ขุนนางหรือชาวเมือง ฉากหลังก็เตรียมรับภัยพิบัติตามขั้นตอนเหล่าหลัน

ส่วนมู่ซิ่วกับหวังหลิวทงกำลังกดดันกันในท้องพระโรง เริ่มต้นที่มู่เฉิงเซี่ยงถวายฎีกาแต่งตั้งจูเฉิงเซี่ยงจ่างสือออกตรวจการเจียยวี่กวน แล้วเฉียงหลงหวงตี้ลงพระนามอนุญาต ทำให้หวังไท่เว่ยเขียนฎีกาทัดทาน สามวันถัดมายังนำหลักฐานความวุ่นวายมาตีแผ่ด้วย

บรรดาขุนศึกต่างเข้าข้างสกุลหวัง กล่าวหามู่ซิ่วยกใหญ่ว่า แฝงเจตนาแทรกแซงกองทัพ เป็นเหตุอันไม่สมควร ขอหวงช่างทรงพิจารณา ประกอบจี๋อวี่สื่อต้าฝูไม่สามารถสยบการทุ่มเถียงระหว่างขุนนางขั้นหนึ่งด้วยเหตุผล เฉียงหมินหลงจึงออกราชโองการเรียกตัวคน อ้างให้กลับมาช่วยราชการด่วนเพื่อรักษาน้ำใจมู่เฉิงเซี่ยงกับหวังไท่เว่ย

แต่นางกลับขนลุกเฮือกหนึ่ง เบื้องลึกมักซับซ้อนกว่าชั้นผิว เห็นได้ชัดเฉียงหมินหลงกำลังเพ่งเล็งหวังหลิวทงอยู่ เขาจึงปล่อยจูเสินฝู่ไปหยั่งเชิงกองกำลังสกุลหวังถึงเจียยวี่กวน ไม่แน่ว่าตอนออกราชโองการเรียกคนกลับ มังกรดุร้ายท่านนี้อาจเจอทางกุมทัพเรือนแสนของหวังไท่เว่ยแล้ว

ด้วยฐานะไป๋เฟินเสียนเฟยกับหวังจื่อฝาแฝด นางย่อมภาวนาให้เฉียงหลงหวงตี้เก็บงานอย่างเกลี้ยงเกลา ไม่เช่นนั้น พวกนางคงต้องเหนื่อยหนักแล้ว

“เหนียงเหนียง เหตุการณ์ที่นั่นไม่ปกติหรือเพคะ”

บางคราวน่าหลันซือซือจะหารือกับชีรัน เสริมเขี้ยวเล็บให้เด็กสาวเติบโตขึ้น และการชุบเลี้ยงเผิงซู่ไว้ใกล้ตัว แม้อดีตคนสนิทของมู่เซียงจะอันตราย แต่กลับมีข้อดี เผิงกงปี้คล่องแคล่วงานหลากประเภท ชีรันจึงคอยลักจำวิชาอีกฝ่าย ทำให้พัฒนาไหวพริบความสามารถ

“ก็ไม่ถือว่าปกติ แต่ไม่ผิดปกติเท่าไหร่ ยกให้เป็นภาระพวกเขาแก้ไขไป พวกเราคอยเคลื่อนไหวสนับสนุนพอแล้ว ระยะนี้ อารันต้องระวังมากหน่อย ไป๋ฮวากงอาจกลายเป็นเป้าหมาย ต้องอาศัยผ่อนหนักเป็นเบา อดทนเอาไว้ก่อน”

“เพคะ”

เหตุผลที่ให้อดทน ชีรันเข้าใจ สงสารแต่หวังจื่อน้อยๆ ของนาง สมกับที่เหนียงเหนียงกล่าวไว้ในตำหนักเย็น ข้างนอกมีแต่เภทภัย

เมื่อสองนายบ่าวย่างเท้าจากห้องตำรา ก็พบเผิงกงปี้นำทางซาลาเปาน้อยมาหาเสียนเฟยพอดี น่าหลันซือซือกอดหอมพวกเขา ก่อนปล่อยไปล้างหน้าล้างตา แล้วเจอกันที่ห้องครัว พอตั้งโต๊ะมื้อเย็นประสาแม่ลูก เมี่ยนเปาค่อนข้างเจริญอาหาร ข้าวสวยก็เติม ขนมหวานก็เติม

ทว่าเวลาน่าหลันซือซือลูบสำรวจพุงเขา กลับไม่เจอส่วนเกินสักที มีแค่กล้ามเนื้อแข็งๆ เท่านั้น ซาลาเปาลูกนี้หัดเพาะกายเด็ก โตมาคงทำสตรีคลั่งไคล้ยกใหญ่แน่

เปาจื่อกินปกติอย่างละหนึ่งชาม ยังไม่มีส่วนหย่อนคล้อยสะสม เพียงกล้ามเนื้ออ่อนนุ่มกว่าเมี่ยนเปา เมื่อเขาเห็นไป๋เฟินเหนียงเหนียงมองมา ก็เบิกยิ้มเจิดจ้าใส่นาง ทำเอามารดาคนสวยปวดใจ สำหรับซาลาเปาลูกนี้ โตมาคงเรียกลมได้ลม เรียกฝนได้ฝน จะไปมีสาวไหนต้านทานไหว!

หลังจากส่งพวกเขาเข้านอนเรียบร้อยแล้ว น่าหลันซือซือค่อยนำขบวนคนไปเทียนหลงกง มาถึงก็เจอชูกงกงหน้าห้องทรงพระอักษร หญิงสาวเลยทราบว่าเจ๋อกงกงกำลังคอยสนองพระบัญชาอยู่ด้านใน หมายความว่านางเป็นที่ต้อนรับ ชูซือหลิ่งกับเสี่ยวกงปี้ทำความเคารพเสียนเฟยเผ่าหรวนตี้พร้อมกัน เสียงพวกเขาเหมือนรอปฏิกิริยาหวงช่างด้วย

“ถวายพระพรไป๋เฟินเสียนเฟย พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”

พอเจ๋อจิวซิ่งไม่ออกมาระงับคน พวกเขาค่อยผายมือเชื้อเชิญ ทั้งชูกงกงยังลอบกระซิบ

“ทูลไป๋เฟินเสียนเฟย นับแต่หวงช่างเสด็จกลับจากเทียนกวานเตี้ยนยามเว่ย(13.00-15.00)แล้ว ก็ไม่ยอมเสวยพระกระยาหารสักคำเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

โฉมงามไม่อาจเสียกิริยาที่ปรุงแต่งมา นางจึงขมวดคิ้ว ซักถามอย่างห่วงใยกลับสองสามประโยค ค่อยนำทางนางกำนัลประจำตัวสองคนผ่านเข้าห้องทรงพระอักษร ขณะที่ที่เหลือรั้งคอยอยู่ด้านนอก ในหัวย่อมครุ่นคิด พวกเขาคาดหวังอะไร เลยดักบอกหน้าประตู หวงช่างกำลังโมโหคนแล้วยังโมโหหิว เป็นวิธีเตือนให้ระวังตัวดีๆ งั้นหรือ

โฉมสะคราญเยื้องกรายอ่อนช้อย นำกลิ่นหอมหวานของเกสรบุปผา ทั้งลดทอนบรรยากาศกดดันภายในไม่น้อย เพียงก้าวแรก น่าหลันซือซือก็เห็นวรองค์ผ่าเผยประทับหลังโต๊ะทรงงาน คล้ายมังกรหนุ่มผลุบโผล่กลางกระแสฎีกา ใบหน้าหล่อเหลามืดครึ้ม แสดงเค้าพยับเมฆพยับฝน ส่วนเจ๋อกงกงยังปล่อยเสาห้องบีบตัวแบน เห็นจะโดนสวรรค์ลงทัณฑ์ไปหลายสายแล้ว

สิ้นประโยคขานตำแหน่งผู้เข้าเฝ้า ยังมีเพียงเสียงเบื้องบนพลิกกระดาษ น่าหลันซือซือรวมพลังใจเดินเข้าใกล้ เขาย่อมสนใจกองรายงานมากกว่านางอยู่แล้ว โดยเฉพาะมู่เฉิงเซี่ยงกับหวังไท่เว่ยถึงจุดแตกหัก และสกุลหวังตั้งเป้าเป็นเสาค้ำจุนฟ้าดินทดแทน เฉียงหมินหลงคงเคร่งเครียดขั้นลืมกินลืมนอน

ทว่าพิจารณาให้ดี ปัญหาที่ชายแดนสะสมตัวมาหลายปีแล้ว ผู้ถนัดเล็งการณ์ไกลอย่างเขาจะประมาทไปหรือ นางคนหนึ่งล่ะที่ไม่หลงเชื่อมารยาหวงช่าง!

เพื่อกันสกุลหวังไม่ให้สมคบคิดผู้นำแคว้นอื่น เฉียงหมินหลงจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเด็ดขาดและเฉียบพลัน ดังนั้นที่เขาปล่อยปละละเลยมา แน่นอนคงมีวาระซ่อนเร้นอยู่ วิเคราะห์แล้ว หญิงสาวจึงกล้าออกเท้าขึ้นบันได สองมือมั่นคง ประคองถาดของว่าง

ชิ้ว!

แต่ไม่ใช่แค่จู่ๆ ความศักดิ์สิทธิ์โดนเป่าหาย กระทั่งพวกนางยังถูกจู่โจมไปตามๆ กัน เสียงเมื่อครู่นั่นดังจากบัลลังก์มังกรใช่หรือไม่ สบตาเจ๋อกงกงแล้ว น่าหลันซือซือเลยยอบกาย กล่าวประสานเสียงกับชีรันและเจียเก๋อ

“ถวายพระพรหวงช่าง ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่น ปีเพคะ”

เฉียงหมินหลงยกนิ้วถูจมูก ก่อนชักยิ้มทัก

“อ้อ...อ้ายเฟยมาถึงแล้วหรือ”

จากนั้นเขาก็ย้ายไปนั่งตั่งไม้หนานมู่ ขณะทุกคนยังประสาทสัมผัสเฉื่อยช้าเล็กน้อย คล้ายไม่ทันกะพริบตา เฉียงหมินหลงยังเปลี่ยนที่ประทับเสร็จแล้ว ปกติพญามังกรทรงพละกำลังและเปี่ยมบารมี ที่แท้หวงช่างกลับมีอาการแบบคนธรรมดาเหมือนกัน น่าหลันซือซือตามมาจัดชุดของหวาน เจ๋อกงกงจึงกระสับกระส่ายเป็นมดบนกระทะไฟ

เพื่อความเหมาะสม นางยอมล่วงเกินด้วยสุ้มเสียงห่วงใย

“ทูลหวงช่าง โปรดถนอมพระวรกายด้วยเพคะ ฎีการาชการสามารถล่าช้าได้ เพื่อไม่ให้ละเว้นไปกลางคันเพคะ”

เฉียงหมินหลงตบมือกับที่ว่างข้างตัว ทั้งยังสนใจขนมว่างหน้าตาประหลาด

“อ้ายเฟยกล่าวได้ถูกต้อง แต่เจิ้นไม่รู้สึกอยากอาหารหนัก จึงไม่ได้สั่งตั้งโต๊ะ แล้ววันนี้อ้ายเฟยนำอะไรมาหรือ”

เจอขนมแล้วหน้าตาสดชื่นทุกที นางพอรู้นะว่า เขาชอบค่อนแคะเมี่ยนเปาเห็นแก่กินด้วยสายตา สุดท้ายกลายเป็นใครกันแน่!

“หม่อมฉันขอถวายหนิวหน่ายพ่าย(พายนมสด) ไส้หมีโหวเถา(กีวี่)เพคะ”

เห็นคนโหมงานหามรุ่งค่ำ ข้าวปลากินไม่ตรงเวลาสักมื้อ สุขภาพย่อมเสื่อมโทรมเป็นธรรมดา ทั้งขาดสารอาหารคงสมดุลสุขภาพ ในเมื่อนางบังคับกิจวัตรประจำวันเขาเหมือนดุสองเปาไม่ได้ ช่วงหลังน่าหลันซือซือก็เน้นใช้ผลไม้มีวิตามินซีสูง ภาชนะเก็บยังพยายามไม่ให้สัมผัสแสงหรือความร้อน จะได้รักษาคุณสมบัติเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย แต่พอชะลอเวลาเพียงนิดหน่อย เสียงจามชิ้วกลับทำเอาพวกนางตะลึงไปหมด

อาจจะด้วยท้องหิวอยู่หรือรสชาติถูกปาก เฉียงหลงหวงตี้จึงเสวยพายนมสดไส้กีวี่อย่างรวดเร็ว หลังจากรินน้ำผลไม้คั้นจากเหยือกให้เขาดื่มเต็มชามแล้ว นางค่อยเปลี่ยนมาถวายน้ำชาล้างหวาน

“ของว่างอ้ายเฟยทานคล่องคอ แต่ที่พวกห้องเครื่องจัดมา เจิ้นไม่อยากเสียเวลามอง”

นี่...นี่อาการเกี่ยงกินชนิดไหนกัน!

แล้วสายตาบีบคั้นนั่น หวังให้นางอาสาตัวเป็นแม่ครัวอีกตำแหน่งเหรอ ไม่...ไม่มีทางเพคะ!

“ทูลหวงช่าง ยิ่งไม่ทรงอยากเสวยพระกระยาหาร อย่างไรต้องให้หลางไต้ฟูตรวจพระวรกายหน่อยเพคะ”

จอมคนเค้นหัวเราะ ก่อนประทับขึ้นจากตั่ง นางจึงลุกตามมายืนสงบเสงี่ยม ในใจว้าวุ่นเมื่อเงามืดแผ่กระจายจากโอรสสวรรค์ แค่คนไม่อยากเพิ่มงาน ยังต้องพิโรธขนาดนี้ด้วย!

ระหว่างหลบตาคิดเอาตัวรอด มือนุ่มนิ่มก็ถูกตะครุบต่างตัวประกัน ทำให้เงยหน้ามองเขาในที่สุด ก่อนเจอสายพระเนตรแดงก่ำแลเป็นแนวเลือดฝอย น่าหลันซือซือชักอยากร้องไห้แล้ว ไม่นะ นางอยากมีเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่าวันๆ คิดแต่เมนูอาหาร!

“ก่อนนี้เจิ้นพะวงฎีกาที่คอยจะกองหนาตา จึงมุ่งมั่นอ่านอยู่ทุกวัน ทว่าฟังอ้ายเฟยห่วงใยแล้ว พบว่ามีเหตุผลไม่เลว เจิ้นควรพักผ่อนบ้าง เจ๋อจิวซิ่ง!”

พอเจ๋อกงกงเข้ามาคอยพระบัญชา เขายังกล่าวทำนองรู้สึกไม่ค่อยดี อยากจะนอนพักแล้ว แต่ให้ไป๋เฟินเสียนเฟยปรนนิบัติที่เทียนหลงกง จากธรรมชาตินิสัยของเจ๋อจิวซิ่ง ขันทีเฒ่ามักทูลขอตามหมอหลวงเข้าเฝ้าสักหนก่อน แต่ยามพบพระหัตถ์จับพระชายาชาวหรวนตี้ยึดไว้ ค่อยแจ้งเจตนาหวงช่าง จึงตระเตรียมเสียดิบดี จัดแจงให้ชูกงกงส่งขบวนคนของไป๋เฟินเสียนเฟยกลับไปได้

ยามห้าย(21.00-23.00)เกือบล่วงเข้าวันใหม่ สุขภาพเฉียงหลงหวงตี้ยังไม่ค่อยปกติ เจ๋อกงกงจึงเห็นด้วยให้น่าหลันซือซือถวายการดูแลเช็ดพระพักตร์พาหวงช่างเข้าบรรทม วรองค์ร้อนย่อมตระกองกอดสาวงามชิดอก ไม่มีทีท่าแทะเล็มผิวเนียนอย่างทุกคราว ทำให้นางคาดเดาใจไม่ถูก แต่ตัวเขาก็แผ่ไออบอุ่นดีมาก กล่อมจนคนเคลิ้มหลับ ทว่าร่างแน่งน้อยกลับสะดุ้งตื่นจากเสียงไอใกล้ตัว

พอนางเห็นเป็นเฉียงหมินหลงลุกขึ้นมานั่งก่อนหน้าแล้ว เลยรีบลุกไปรินชาสมุนไพรถวาย เขาดื่มสองสามถ้วยค่อยเห็นผลดี แต่เสียงลมหายใจติดขัดชอบกล ผลลัพธ์จากการบ้างาน ก็คือแพ้ภัยไวรัสเช่นนี้นั่นแหละ!

“โปรดให้หม่อมฉันได้เรียกหลางไต้ฟูด้วยเพคะ”

คนที่เพิ่งดีขึ้นส่ายหน้า ก่อนกดไหล่นางลงไปนอนใหม่ ครั้นน่าหลันซือซือยังดึงดันลุก ทีนี้ค่อยโดนตะครุบตัวไปกอดกระชับ ชัดแล้วความอบอุ่นที่พอดีช่วงแรก ตอนนี้ระอุร้อนกระทั่งผิวหน้าอังไอรับรู้ได้ ฝ่ามือนวลขาวถือวิสาสะสอดขึ้นแตะหน้าผาก มันร้อนมาก แต่ไร้หยดเหงื่อ

“ทรงมีไข้นี่เพคะ”

เนื่องจากไม่ทันตั้งตัวกับกิริยาเอาใจใส่ เฉียงหมินหลงจึงหลุดประโยคพิสดารออกมา

“เจิ้นปวดหัวด้วย...”

น่าหลันซือซือขมวดคิ้ว ใบหน้าน้อยๆ ขยับหยุกหยิก คล้ายเรียกร้องอิสระจากอ้อมกักขัง

“หวงช่างจะทรงฝืนพระวรกาย ทำให้ประชวรหนักกว่านี้ไม่ได้นะเพคะ”

ผลลัพธ์หรือ ก็ฝ่ามือใหญ่ๆ กล่อมหัวนางอยู่สองสามป้าบ หญิงสาวย่อมดิ้นขลุกขลัก ทำให้เฉียงหมินหลงรำคาญใจ ตลบผ้ามัดนางเอาไว้กับที่นอน น่าหลันซือซือจึงประท้วงอู้อี้

“หวงช่าง!โปรดทรงปล่อยหม่อมฉันเรียกหลางไต้ฟูเถิดเพคะ”

ไม่ตอบ นางไม่ว่า แต่มาจามใส่หัวคนนี่!

ไวรัสพระราชทานชัดๆ!

“หวงช่าง!ทรงไม่ห่วงพระพลานามัยส่วนพระองค์ย่อมแล้วไป แต่หม่อมฉันอาจพาไข้ไปติดหมินจือกับหมินเหมิง โปรดเมตตาทบทวนด้วยเพคะ”

ยามทราบเบื้องลึกที่โฉมสะคราญดื้อรั้นเรียกหมอหลวง ชายหนุ่มก็สะบัดร่างออกห่าง โกรธหรือย่อมโกรธ แต่จะเรียกคนมาลากนางไปลงไม้ เฉียงหมินหลงยังไม่เด็ดขาดพอ น่าหลันซือซือย่อมอยากตีปากตัวเองนัก เห็นเขาไม่ถือสาหลายเรื่องเข้าหน่อย เลยประมาทให้มันนำสมองแล้ว

หญิงสาวทยอยดึงแขนขาออกจากกองผ้านวม สีหน้ากลัดกลุ้มอย่างมาก ข้อความในใจล้วนกระโจนหลุดหมดแล้ว สวรรค์ยังแย่แน่ นรกต้องยิ่งแย่แน่ๆ!

เสียงความเคลื่อนไหวข้างหลัง ทำให้เฉียงหลงหวงตี้ชี้นิ้วไปที่ประตู

“เจ้า...แค่ก กลับไป๋ฮวากงไปเลยไป!”

อ้า...ลองนางสะบัดตูดกลับจริงละก็ เตรียมเลือกโลงนอนแทนเตียงได้เลย!

“หวงช่าง โปรดประทานอภัยโทษหม่อมฉันด้วยเพคะ...”

กล้ามเนื้อกำยำเกร็งต้านอานุภาพน้ำเสียงอ่อนหวาน ขณะเดียวกันจมูกที่ยังหายใจไม่คล่องคอ ก็ทำให้เขาได้กลิ่นหอมระรวย

“หม่อมฉัน...หม่อมฉันเพียงไม่ปรารถนาให้ทรงละเลยพระอาการ จึงได้ล่วงเกินนำหมินจือหมินเหมิงขึ้นมากราบทูลเพคะ”

ทว่าสภาพที่เฉียงหลงหวงตี้ระเบิดพลังงานลบอย่างต่อเนื่อง ทั้งไม่หันหน้ามาหาสนทนาความกับนาง ยิ่งทำน่าหลันซือซือเคร่งเครียดจนขนหัวลุก ความเงียบคั่นกลางระหว่างคนสองคน และแกร่งกล้าประดุจกำแพงหินสูงยี่สิบฉื่อ แต่มันก็ถูกเจาะเป็นโพรงกว้าง ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาประโยคเดียว

“หรือหวงช่างจะไม่โปรดเสวยพระโอสถ”

นางกดมุมปากไม่ให้กระตุกยิ้ม เมื่อใบหน้าดุดันเปลี่ยนทิศทางทันใด

“หน้าไหนสติเลื่อนเปื้อนพูดว่าเจิ้นกลัวยาออกมา!”

หญิงงามจึงโอนอ่อนดั่งกิ่งหลิวลู่มรสุม

“ทูลหวงช่าง ทั่วใต้หล้าหามีผู้ใดบังอาจเช่นนั้นไม่เพคะ เพียงหม่อมฉันทราบมาว่า โรคระยะเริ่มต้นมักดูแลรักษาง่าย หากปล่อยเรื้อรังแล้วจะกลายเป็นลำบาก ลำพังคนหาเช้ากินค่ำป่วยหนัก ก็ไม่อาจหารายได้จุนเจือครอบครัว แต่หวงช่างทรงเป็นโอรสสวรรค์ เปรียบประดุจดวงแก้วของแว่นแคว้น ถ้าประชวรหนักแล้ว ผู้คนคงรู้สึกหมองมัวตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยามราชการบ้านเมืองหยุดชะงัก เหตุเดือดร้อนทั้งหลายก็ยิ่งฮึกเหิม จากเหตุผลเหล่านี้แล้ว โปรดเมตตาอภัยโทษที่หม่อมฉันทูลล่วงเกินไปด้วยเพคะ”

ดวงตาดำมืดที่จ้องนางอยู่ บัดนี้ทวีความลึกลงไป ก่อนเขาจะเบือนหน้าบึ้งตึง ออกคำสั่งเสียงห้วน

“เรียกเจ๋อจิวซิ่ง!”

เมื่อได้ฟังประโยคนี้ น่าหลันซือซือค่อยหายใจคล่องคอ นางคลานลงไปยอบกายนอบน้อม

“ขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะ ขอหวงช่างทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่น ปีเพคะ”

แล้วไม่รอช้าเดินไปสวมชุดคลุม จากนั้นค่อยส่งเสียงเรียกเจ๋อกงกงเข้ามา เจ๋อจิวซิ่งย่อมตรวจตราหวงช่างก่อน เขาได้ยินเสียงทั้งไอ จาม และที่บันดาลโทสะ สีพระพักตร์คร้ามคมยังเคร่งดุ ทำให้พอวางใจบ้างว่า พระอาการอาจไม่ร้ายแรงนัก

หลังเจ๋อจิวซิ่งเดินทางไปตามตัวหลางไต้ฟู แล้วพาคนมาเข้าเฝ้าถึงห้องบรรทม หลางซื่อจึงพบไป๋เฟินเสียนเฟยประทับร่วมเทียนหลงกงด้วย เขาย่อมกล้ามองนางเพียงหางตา และตรวจพระอาการอย่างเคร่งเครียด หวงช่างทรงลุ่มหลงนางอย่างมาก จนยอมให้อยู่ร่วมตำหนัก หลางไต้ฟูเกิดความรู้สึกผิด ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดใช้ชีวิตพระชายา มาประคองพระชนม์ชีพจิ่นคงหวงไท่จื่อไว้

“พระอาการหวงช่างทรงพักฟื้นวันสองวันย่อมดีขึ้น แต่กระหม่อมทราบว่าราชกิจระยะนี้ไม่ควรล่าช้า กระหม่อมจึงขอจัดเทียบพระโอสถบำรุงพระวรกายถวายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นกระบวนการวินิจฉัยของหลางซื่อ ก็คล้ายมีสายตาคู่หนึ่งจ้องตำหนินาง เพราะเขาไม่ได้ป่วยสาหัสจนประชาชนเดือดร้อน

“เทียบยานี้ หวงช่างควรเสวยสามเวลา ยามเฉิน(7.00-9.00) ยามเว่ย(13.00-15.00) และยามซวี(19.00-21.00) นานสามวัน พระอาการเช่นพระปัสสาสะพระอัสสาสะที่ติดขัด พระนาสิกพระเนตรที่เคืองแดง พระเศียรที่ปวดวิงเวียนเหล่านี้ จะบรรเทาหายไปในที่สุด กระหม่อมทูลขอเตรียมพระโอสถชุดแรกถวายทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

พอพระหัตถ์โบกอนุญาต เจ๋อกงกงจึงตามไปดูหลางซื่อปรุงยา แล้วพวกเขาค่อยกลับสู่อาณาเขตมึนตึงระหว่างหวงช่างกับไป๋เฟินเสียนเฟย เฉียงหมินหลงรับพระโอสถมาเสวยหนึ่งถ้วย ตามด้วยชาอีกหนึ่งถ้วย นอกจากหลางไต้ฟูกำชับเจ๋อจิ่วซิ่ง เขายังเหมือนจะสั่งความน่าหลันซือซือ จึงใช้เสียงที่นางพลอยได้ยิน

ครั้นทุกคนออกไปหมด หญิงสาวย่อมจำนนสู่อ้อมแขนคนป่วย ปล่อยให้เขาก่ายหลับทั้งคืน ในอกยังถอนหายใจลึกล้ำ เวลาป่วยกระทั่งจักรพรรดิล้วนกลายเป็นเด็กได้

โอ๊ยคิดถึงซาลาเปาน้อยจังเลย!

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม2 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์ ราคาสมาชิกสถาพร 289 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 275 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม1 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์ ราคาสมาชิกสถาพร 255 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 245 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

คุยกับแพนด้า:(2/1/19)

นึกว่าจะมาไม่ทันตามสัญญาแล้ว ลูบอก แพนด้าขอยังไม่ตอบเม้นต์ใครต่อก่อนนะคะ ตอนนี้เขียนมือจนจบเล่ม 2 เรียบร้อยแล้ว เย้...เหลือต้องเติมเรื่องให้เต็มในคอมนี่ล่ะค่ะ มีรายละเอียดที่ต้องเก็บเยอะมาก ปัญหาใหญ่ก็อยู่ตรงนี้เอง 55555 หัวเราะแบบบ้าไปล้าว แต่ม่ะ สู้ตายกันสักตั้งกับเดดไลน์ที่คอยอยู่!!!

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง

สถานะสต็อก:ไม่มี (ปั่นสด ตรวจสด)

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (อาจจะเป็นวันไหนก็ได้)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย kitsanabanchang
อยากได้แบบรวดเดียวจบค่ะ
เมื่อ 5 เดือน 5 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย nantayaya25@gmail.com
นสำากสดสดสำนำรรำพรำรำร
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว