รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก-บทที่ 6 ความเจ็บนี้...ไร้เสียง - ((100%)) -

โดย  วลัชสิตา / ระย้าแก้ว / วิลาสินี / สร้อยแสงดาว

รักสุดท้าย...ไร่อุ่นรัก

บทที่ 6 ความเจ็บนี้...ไร้เสียง - ((100%)) -

.

.

.

.........

...

.

.

ปัทวีเดินกลับมายังโต๊ะของตน ก็เห็นใบหน้าสวยของยุวมาศซึ่งกำลังเขี่ยข้าวในจาน แม้ใบหน้าจะยังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ แต่ท่าทางละเลียดข้าวในจานจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ ด้วยห่วงทั้งเด็กในครรภ์และสุขภาพของเธอ

ยุวมาศเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่เพิ่งกลับมาที่โต๊ะ หลังจากขอไปทักทายลูกค้าที่มารับประทานอาหารร้านเดียวกัน ริมฝีปากอิ่มกระจับขยับเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยคนตรงหน้า

“เสร็จแล้วเหรอปัง หิวมั้ย”

“แยมอิ่มแล้วหรือไง ทำไมทานน้อยจังล่ะ”

“ไม่ค่อยหิวน่ะ รู้สึกคลื่นไส้ไงไม่รู้”

“ทานน้อยแบบนี้จะไหวเหรอ เด็กในท้องอีกล่ะ”

“ปังคงห่วงแต่ลูกสินะ”

“คิดอะไรน่ะแยม ไร้สาระน่า บอกตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าคิดมากไงล่ะ”

“แต่ว่า...”

“ทานเข้าไปอีกหน่อยเหอะ เดี๋ยวปังทานเป็นเพื่อน” ปัทวีเอ่ยขัดตัดบท ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามหญิงสาว

เขารู้ว่าเธอคิดมากเพราะคำพูดตัดพ้อเมื่อครู่ แม้จะเดาความในใจของเธอได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เขาก็ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นของเธอได้แม้แต่น้อย เมื่อใจของเขายังคงจดจ่ออยู่ที่เนตราเพียงคนเดียวเท่านั้น

ยุวมาศได้แต่ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร ไม่ใช่เพราะเชื่อฟังเขา หรือหมดความคลางแคลงใจใดๆ แต่ไม่อยากให้เขาได้เห็นน้ำตาที่ปริ่มขอบตาเจียนหยาดหยด และเมื่อสุดทน เธอจึงได้งึมงำขอเข้าห้องน้ำ แล้วลุกจากโต๊ะโดยไม่รอฟังคำอนุญาตของสามี

ช่วยหันมามองคนที่รักปังคนนี้บ้างได้มั้ย

เสียงเรียกร้องที่ดังก้องภายในใจพร้อมหยาดน้ำตา ทำให้เธอได้แต่ปาดมันออก การกระทำที่แสดงออกไปก็เหมือนตีบอลเข้าหากำแพง ยิ่งแสดงออกมาก ยิ่งใกล้ชิดเขามาก สิ่งที่ได้รับมากลับมีเพียงความเฉยชามากขึ้นทุกที เขาไม่ได้ทำร้ายจิตใจเธอโดยตรง แต่กำลังทำร้ายเธอทางอ้อม วันนี้เธออาจจะทนได้ แล้วสักวันหนึ่งล่ะ...เธอจะทนความนิ่งเฉยได้แค่ไหน อดทนกับคนที่หัวใจอยู่กับคนอื่นได้ไหม

แม้คำถามที่ยุวมาศถามตัวเองจะไม่ได้รับคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้เป็นอย่างดีคือ...เธอไม่มีวันเลิกรักเขาได้ หากเขาเป็นเพียงเจ้าของร่างกายเธอ ก็คงดีกว่าการเป็นเจ้าของหัวใจเธอแบบนี้ เธออาจหันหลังให้เขาได้โดยไม่เจ็บปวด ไม่เจ็บช้ำ แต่เมื่อทำไม่ได้เพราะหัวใจที่รักเขา สิ่งที่ทำได้คือยินยอมเจ็บปวดซ้ำๆ ซากๆ เพียงแค่ได้อยู่ข้างเขา

แยมจะต้องทำยังไง ปังถึงจะมีใจให้แยมบ้าง ควรทำยังไงให้ปังอยากอยู่เคียงข้างแยม เหมือนที่แยมอยากอยู่เคียงข้างปัง

คำถามยังคงดังขึ้นภายในใจ เธอจะต้องใช้ความพยายามอีกแค่ไหน จะต้องอดทนอดกลั้นอีกเท่าไหร่...

ปัทวีมองร่างที่เดินออกจากห้องน้ำขณะเรียกบริกรเก็บเงิน เขามองท่าทางนิ่งเงียบของเธออย่างแปลกใจ คิ้วสวยขมวดมุ่นราวกับมีเรื่องให้ครุ่นคิด แม้จะสงสัย แต่เขากลับไม่คิดจะปริปากถาม ด้วยไม่คิดจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น

“ทานยาตามที่หมอสั่งด้วยนะแยม”

“ค่ะ”

ปัทวีทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย บางครั้งก็นึกอยากเป็นคนใจดำ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในตัวของยุวมาศ เลิกรัก เลิกสนใจ เลิกห่วงใย...ทว่าเขาทำไม่ได้นี่สิ แม้เขาจะไม่รัก แต่จะให้เธอทนแบกรับทุกอย่างตัวคนเดียว เขาก็คงได้ชื่อว่าเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานที่มันยังรู้จักรักและเป็นห่วงลูกเมีย ไม่ว่าจะรักหรือไม่รัก ยุวมาศก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาคนหนึ่งของเขา บิดาไม่เคยสั่งสอนให้เขาไข่เรี่ยราด ไม่เคยให้เขาทำตัวใจจืดใจดำ ไร้ความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำ

ชายหนุ่มโยนความผิดให้กับสุราและงานเลี้ยงคืนนั้น ถ้าเขาไม่สนุกจนลืมตัว ถ้าเขาจะยั้งคิดสักนิด ทั้งคู่คงไม่ต้องอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เขาดูออกว่ายุวมาศมีใจให้เขา ทุกการกระทำที่เธอแสดงออกมานั้นใส่ความรู้สึกของเจ้าตัวอย่างชัดเจน แต่เขาไม่เคยมีใจให้เธอสักนิด จะมีก็เพียงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย ในฐานะที่เธอคือผู้หญิงที่อุ้มท้องลูกของเขาเท่านั้น

.

......................

.

.

อคิราภ์ขับรถวนไปรอบตัวเมือง ก่อนจะชะลอรถจอดข้างทางที่มีสายลมพัดเอื่อยๆ ยามลดหน้าต่างรถลง เขาชะโงกหน้ามองร่างบางที่ยังคงซบหน้ากับกระจกหน้าต่าง เห็นเพียงเส้นผมที่ปิดบังใบหน้า เขาเข้าใจความรู้สึกผิดหวัง เสียใจจากความรักเป็นอย่างดี เขาอยากจะช่วยเธออย่างที่นุชจรีร้องขอ ทว่าเขายังหาทางช่วยเหลือเธอไม่ได้เลย ชายหนุ่มทอดถอนใจอย่างครุ่นคิด เขาจะช่วยเธออย่างไร?...จะทำอย่างที่นุชจรีขอร้องได้อย่างไร?

ใบหน้าคมเข้มมองคนที่อยู่ในภวังค์ความเสียใจด้วยความอาทร คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับครุ่นคิดหาทางออกให้ร่างเล็กบอบบาง ที่ยังคงไม่ขยับเขยื้อนกายไปไหน ใบหน้าสวยที่เคยมีรอยยิ้ม เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา

ชายหนุ่มปัดปอยผมที่ปิดใบหน้าสวยออก เห็นแพขนตาเปียกน้ำประทับบนแก้มใส เขาขยับกายเธอเอนนอนบนเบาะ ปรับเบาะเพียงเล็กน้อยแล้วหยิบเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาด้านหลังมาห่มให้อุ่นขึ้น

“พี่จะทำยังไงล่ะนุช เพื่อนเธอยังลืมผู้ชายคนนั้นไม่ได้เลย พี่จะช่วยได้ยังไง”

อคิราภ์พึมพำก่อนจะแล่นรถอย่างช้าๆ สมองกำลังครุ่นคิดหาทางให้เธอลืมความเจ็บปวดเสียใจ เขาจะทำอย่างไร จะช่วยเธอได้ด้วยวิธีไหน จะให้เธอเข้าไร่ ทำงานบ้าคลั่งอย่างเขาคงจะไม่เข้าที แล้ววิธีไหนล่ะถึงจะเหมาะกับรูปร่างเล็กๆ เปราะบางดั่งแก้วที่พร้อมจะแตกทุกเมื่อที่ตกจากมืออย่างเธอ

.

......................

.

.

อคิราภ์เฝ้ามองหญิงสาวที่ทำให้เขาเป็นห่วง ใบหน้าสวยใสทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะงานบัญชี หรือการดูแลเด็กจอมยุ่งอย่างนายมด แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่ใบหน้าเศร้าสร้อยยังคงมีให้เห็นยามพลั้งเผลอ เขาเริ่มเป็นห่วงเธอมากขึ้นทุกทีๆ ชายหนุ่มต้องเห็นเธออยู่ในสายตาทุกครั้งที่เงยหน้าจากงานหรือกลับมาจากไร่ หากไม่เห็นเขาจะต้องวุ่นวายใจอยู่เสมอ

ชายหนุ่มมองร่างบอบบางที่นั่งชันเข่ามองสายน้ำจากน้ำตก ทว่าเสียงเล็กที่เรียกหาคนที่อยู่ในสายตาเจ้าบ้าน พร้อมกับร่างป้อมๆ ของลูกชายที่ปรากฏตัว ซึ่งเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน ทำให้เขาต้องรีบรั้งร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน

“พ่อคิราภ์...อาเนยล่ะครับ”

“พ่อจะถามอะไรเราก่อนจะปล่อยเราไปหาอาเนย ตกลงมั้ย”

“ครับ”

“งั้นไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วเดี๋ยวลงมาหาพ่อที่ห้องนั่งเล่น”

“ครับผม” เด็กชายรับคำขณะวางกระเป๋าสะพายใบเล็กไว้บนโซฟาก่อนจะวิ่งขึ้นบันได

ดวงตาคมกริบละจากร่างบุตรชาย ก่อนจะหันไปจับจ้องร่างบอบบางที่ซบใบหน้าลงกับเข่าอย่างสะท้อนใจ เมื่อคราลิลินจากไป...เขาทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อลืมความเจ็บปวดครั้งนั้น หลังจากความเจ็บปวดทุเลาลง เขาจึงได้มองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น ลิลินอาจจะผิดที่ทรยศและหลอกลวงเขามาตลอด แต่เมื่อหล่อนมีความสุขกับคนที่หล่อนรัก หล่อนก็สมควรจะไปจากเขา

ทว่าในกรณีของเนตราคงต่างจากเขา เธอและชายหนุ่มยังมีเยื่อใยความรักให้แก่กัน แต่เขาคนนั้นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไป

หากปัทวีไม่มีใครล่ะ...

อคิราภ์คิดได้เท่านี้ก็รู้สึกไม่พอใจ จนต้องละสายตาจากเธอแทบทันที เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าอารมณ์ขุ่นเคืองและหงุดหงิดของเขามาจากไหน เพียงแค่คิดว่าเธอจะมีผู้ชายคนอื่นแนบกาย อารมณ์ขุ่นเคืองก็พลุ่งพล่าน

โทรศัพท์มือถือดังขึ้นใกล้ตัวชายหนุ่ม เขาหันมองเพียงครู่ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น เบอร์โทรศัพท์นี้โทร. เข้าหาเจ้าของที่วางลืมไว้วันละหลายๆ รอบ สังเกตได้จากตั้งแต่เขามายืนมองดูเธอ ก็เห็นว่ามันดังอยู่ซ้ำซากจนเขาอดรำคาญไม่ได้ ทว่าเขาก็ไม่คิดก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของหญิงสาว บางทีการที่เธอไม่รับโทรศัพท์คงจะดีเสียกว่า ด้วยหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา...เสียงโทรศัพท์มักจะเป็นต้นตอของอารมณ์เศร้าสร้อย และกระตุ้นบ่อน้ำตาของเนตรา

“พ่อคิราภ์ครับ” เสียงเรียกพร้อมกับร่างป้อมที่นั่งแนบข้าง ทำให้เขาหันมายิ้มให้บุตรชายก่อนเอ่ยถาม

“เมื่อเช้าอาเนยไปส่งเรารึเปล่า”

“ครับ”

“แล้วอาเนยร้องไห้รึเปล่า”

“ไม่ร้องไห้ครับ แต่ทำหน้าแบบนี้” นายมดย่นคิ้วก่อนจะใช้นิ้วกดบริเวณหน้าผากจนเป็นรอยย่น ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ “แล้วก็ยังเป็นหวัดด้วยครับ”

“เป็นหวัดหรือ” อคิราภ์เลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ

“ก็อาเนยเอาแต่สูดน้ำมูกนี่ครับ”

“อย่างนั้นหรือ แล้ววันนี้มดมีการบ้านรึเปล่าน่ะเรา”

“มีครับ คัดลายมือ”

เด็กชายทำหน้ายู่อย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่ออคิราภ์ยีผมสีน้ำตาลอ่อนของเขาจนยุ่ง แม้ผมจะยุ่ง แต่กลับชอบยิ่งนักยามที่บิดาทำเช่นนี้

“พรุ่งนี้วันหยุด มดอยากไปนอนกับย่ารึเปล่า”

“ไม่เอาครับ มดสัญญากับอาเนยว่าคืนนี้จะนอนกอดอาเนยครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ”

“พ่อคิราภ์ครับ อาเนยไม่สบายไม่ยอมหายซะทีนะครับ”

“หือ? ทำไมมดคิดอย่างนั้นล่ะ”

“ก็ตั้งแต่วันก่อนโน้น...ที่เราไปทานข้างนอกกัน ลุงดลบอกว่าอาเนยไม่สบาย นี่ก็ตั้งนานแล้วทำไมยังไม่หายก็ไม่รู้ มดห่วงอาเนยจังเลย”

“มดชอบอาเนยหรือ”

คนถูกถามเอียงคอ ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิดราวกับคิดไม่ตก ทว่ายามนึกถึงใบหน้าของเนตราที่คอยเป็นห่วงเป็นใย รอยยิ้มหวานๆ ของเธอ และการแสดงออกที่แสนอ่อนโยน แม้แต่วาจาก็ไพเราะ ทั้งยังคอยสั่งสอนและตักเตือนอยู่เสมอ ยิ่งนึกก็ยิ่งทำให้เด็กน้อยรู้สึกมีความสุขมากนัก

“ครับ มดรักอาเนย”

“เพราะอาเนยเป็นเพื่อนอานุชรึเปล่า”

คนถูกถามส่ายหน้าดิก ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มบิดเบ้เมื่อไม่รู้จะอธิบายบิดาของตัวเองอย่างไรให้เข้าใจ

อคิราภ์ยิ้มน้อยๆ พลางยีศีรษะเล็ก ก่อนหันไปมองผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อบุตรชายของเขา...ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มดจะเปิดใจยอมรับคนอื่นเข้ามาใกล้ชิด อาจเป็นเพราะเธอคือคนที่มดเคยรู้จัก เคยพูดคุยมาก่อน แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็สามารถชนะใจคนที่อยู่ใกล้

“อาเนยดูแลมดนี่ครับ แล้วมดก็รู้ว่าอาเนยรักมด มดเองก็รักอาเนย”

“แล้วไม่กลัวว่าอาเนยจะมาแย่งพ่อไปแล้วหรือ”

เด็กน้อยขมวดคิ้วจนยุ่ง ก่อนจะยิ้มเผล่แล้วส่ายศีรษะ ก็เขาจะไปกลัวทำไม หากอาสาวกับบิดาจะใช้ชีวิตร่วมกัน เขาก็จะมีแม่คนใหม่ที่รักเขาไม่แพ้ใคร และมีพ่อที่ทั้งรักทั้งห่วงเขา

“มดไม่สนแล้วล่ะ เพราะอาเนยรักมดจริงๆ มดรู้สึกได้นะว่าอาเนยรักมดจริงหรือไม่จริง”

“ดีแล้วล่ะมด อาเนยของเราน่ะดูแลเราเป็นอย่างดี พ่อเห็นก็ดีใจ”

“พ่อคิราภ์ไปเดินเที่ยวไร่กับมดมั้ยครับ มดจะไปชวนอาเนย”

“ไปสิ”

อคิราภ์รับคำ ทว่าเสียงรถที่แล่นเข้ามาก็ทำให้เขาต้องล้มเลิกความตั้งใจ เขาหันไปบอกบุตรชายให้พาเนตราไปเดินเล่นเพียงลำพัง ซึ่งเจ้าตัวก็วิ่งไปหาร่างที่กำลังนั่งกอดเข่าเหม่อมองไปด้านหน้า

อคิราภ์หมุนกายไปหาธนดลทันทีที่ได้ยินเสียงย่ำเท้าเข้าใกล้ ท่าทางของเจ้าของคุ้มอุ่นฮัก ทำให้ผู้มาเยือนได้แต่ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

“มีอะไรรึเปล่าวะคิราภ์”

“ฉันไม่สบายใจเรื่องน้องเนยสักเท่าไหร่ ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่อาการไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ฉันเห็นยังเอาแต่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แทบตลอดเวลา”

“แกคิดอะไรกับเพื่อนน้องสาวรึเปล่า”

“จะคิดแล้วมันแปลกตรงไหน ฉันไม่ได้มีคนรักเสียหน่อย แต่ตอนนี้ฉันกังวลน้องเนยซะมากกว่า สภาพจิตใจเป็นแบบนี้นานวันเข้า กลัวจะแย่เอา”

“แกก็พูดถูกว่าอาจจะแย่ได้ แต่จะให้ทำยังไงล่ะวะ”

“ทำยังไงก็ได้ที่ให้เธอลืมไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นไงล่ะ”

“ต้องการให้ลืมไปเลย หรือว่าเลิกเสียใจล่ะ” ธนดลถามพร้อมหรี่ตามองอย่างจับผิด

อคิราภ์เพียงกดมุมปากยิ้มน้อยๆ อย่างรู้ทันความคิดของเพื่อน ชายหนุ่มทั้งคู่หัวเราะอย่างเข้าใจกันและกัน ก่อนจะหันมาเคร่งเครียดอีกครั้ง

“แกไม่ลองถามน้องนุชล่ะคิราภ์”

“ฉันก็อยากจะถาม แต่คิดว่าไม่ถามจะดีกว่า”

“แล้วแกจะทำไง มีวิธีแล้วรึไงวะคิราภ์”

“คิดว่าพอมีวิธี”

“วิธีจีบสาว หรือวิธีพิชิตใจสาวล่ะวะคิราภ์”

“หึ! ข้าไม่บอกเอ็งหรอก” อคิราภ์เอ่ยพร้อมกับยกมุมปากเจ้าเล่ห์

เมื่อธนดลไม่ซักไซ้ต่อ เจ้าของคุ้มอุ่นฮักจึงหันไปมองร่างกลมป้อม ที่ฉุดมือเรียวของหญิงสาวให้เดินตาม ซึ่งเธอเพียงแต่สาวเท้าเดินช้าๆ ราวกับตุ๊กตาไขลาน ท่าทางโอนอ่อนผ่อนตามเด็กน้อยนั้นไร้ความสดใสร่าเริง ราวกับชีวิตของเธอนั้นไร้เรื่องราวน่าตื่นเต้นอีกต่อไป...

.

.

- - - - - - - - อัปเพิ่มอีก 40% แล้วค่ะ - - - - - - - - -

.

.

......................

.

.

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นหยุดมือที่กำลังทำบัญชีนั้นให้ชะงักค้าง เบอร์โทรศัพท์ที่โชว์บนหน้าจอทำให้เธอกดทิ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า...จนคนลอบมองอดเป็นห่วงไม่ได้ ความเป็นห่วงเป็นใยที่เขามีให้เธอนั้นมันค่อยๆ ถักทอ จนเริ่มพันผูกให้เขาอยากเห็นเธอในสายตา

มือบางหยิบโทรศัพท์ของตัวเองกดค้างเพื่อปิดเครื่อง เธอไม่อยากรับรู้เรื่องราวของเขาอีกต่อไป เธอเสียใจมากพอแล้ว และจะไม่ใช้เวลาที่มีเพื่อเสียใจเพราะเขาอีกต่อไป เธอเคยปฏิญาณกับตนเองไว้แล้วว่า จะไม่ยอมให้เขาทำร้ายเธออีก ทว่าความรู้สึกที่ยังเจ็บหนึบเกาะกินหัวใจที่มีรอยแผล ซึ่งถูกกระหน่ำทำร้ายให้เจ็บช้ำ ยิ่งคิดถึงยิ่งร้อนไปทั้งดวงตา

อคิราภ์มองใบหน้าเศร้าสร้อยที่นิ่งอยู่นาน ความห่วงทำให้เขาหาทางออกให้เธอ ร่างสูงลุกจากเก้าอี้พลางจับจูงมือหญิงสาวให้ลุกจากโต๊ะญี่ปุ่นที่เธอนั่งพับเพียบทำบัญชีอยู่

“ไปไหนคะ”

“พี่สัญญากับนายมดไว้ ว่าจะพาไปดูลูกม้าเพิ่งเกิด แล้วก็จะพาไปเล่นน้ำตกหลังคุ้ม”

“แต่ว่า...”

“เรื่องงานเอาไว้ก่อนก็ได้นะ พักผ่อนซะบ้าง วันนี้วันเสาร์...ป่านนี้เจ้าตัวยุ่งคงตื่นจากนอนเที่ยงแล้วล่ะ”

เนตราเงยหน้ามองนาฬิกาฝาผนัง แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเข็มนาฬิกาที่บอกเวลา หญิงสาวมองหน้าคนที่กำลังกลั้นยิ้มจนกลายเป็นกำลังทำหน้าขรึมดุ เธอยิ้มแหยอย่างรู้สึกผิดที่ทำงานจนลืมเวลา เพราะมัวแต่ใจลอย และเอาเวลาไปคิดเรื่องอื่น จนงานไม่เสร็จอย่างที่ควรจะเป็น

“เนย...”

“อาเนยครับ พ่อคิราภ์ ไปดูลูกม้ากันเถอะครับ”

เสียงเล็กพร้อมร่างกลมๆ ที่วิ่งลงบันไดตรงมายังทั้งคู่ ทำให้คำพูดของเนตราหยุดชะงัก อคิราภ์มองท่าทีของบุตรชายแล้วยิ้มกว้าง

ชายหนุ่มเดินตามร่างเล็กของลูกชายและพี่เลี้ยงสาว ที่จับจูงมือคุยกันไป ใบหน้าหมองเศร้าเมื่อคู่เลือนหายไปยามมีเด็กชายคอยเกาะติด ยิ่งเวลาที่เสียงพูดคุยแสนสนุกสนานเริ่มต้นขึ้น เนตราก็เริ่มส่งเสียงหวานใสของตัวเองอย่างสนุกสนานกับบทสนทนานั้น กอปรกับรอยยิ้มที่แต่งแต้มบนใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ที่มีริ้วรอยแดงอย่างคนมีผิวสุขภาพดี ทำให้อคิราภ์ยิ้มน้อยๆ อย่างเอ็นดู

ภาพครอบครัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นภายในใจ กำลังก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง ความสัมพันธ์ของพี่เลี้ยงสาวและนายมดนั้น มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้นายมดที่เคยตั้งท่ากีดกันพี่เลี้ยงสาวทุกคน กลับเข้ากับเนตราได้เป็นอย่างดี

“โอ๊ะ!”

เสียงอุทานของร่างป้อม ทำให้เนตราต้องรีบฉุดมือเล็กไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะล้มลง แต่เร็วไม่พอที่จะรั้งอีกฝ่ายไว้ได้ เมื่อร่างกลมป้อมลงไปนั่งอยู่กับพื้นเสียแล้ว เธอทรุดตัวลงมองบาดแผลของอีกฝ่าย ก่อนที่อคิราภ์จะเดินมาดู

“เจ็บมากมั้ยน่ะมด” เนตราเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ็บครับ”

ปากบอกพลางบิดหน้าเบ้ ทว่าสายตาที่สบกับดวงตาคมของบิดา ทำให้เจ้าตัวส่งยิ้มแหยก่อนจะสูดปาก เนตราเหลือบมองร่างสูงที่อุ้มร่างป้อมของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย

“เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง อย่าร้องไห้รู้มั้ย”

“ครับพ่อคิราภ์”

“มดต้องทำแผลนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขณะก้าวตามขายาวๆ ของอีกฝ่าย

อคิราภ์พยักหน้ารับขณะวางร่างของบุตรชายบนเก้าอี้ตัวสูง เขาเปิดน้ำจากขวดล้างแผลให้บุตรชาย ซึ่งภาพตรงหน้าทำให้เนตราเบิกตาโต ริมฝีปากสวยบิดเบ้ราวกับเป็นคนโดนเสียเอง ในขณะที่คนบาดเจ็บร้องโอดโอยไม่ขาดปาก แม้ปากจะโวยวายหรือร้องเพียงใด แต่เธอก็ไม่เห็นน้ำตาของเด็กน้อยสักหยด

“น้องเนย ช่วยหยิบกล่องพยาบาลตรงตู้ด้านหลังให้พี่หน่อยนะครับ”

ร่างบอบบางเขย่งหยิบกล่องพยาบาลตามที่ชายหนุ่มบอก พลางหาสำลีและยาให้แก่เขา ท่าทางกระฉับกระเฉงและฉับไวของเขาทำให้เธอได้แต่เลิกคิ้วด้วยความฉงนใจ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีอาการเก้ๆ กังๆ ในการทำแผลให้บุตรชายสักนิด

“มดได้แผลบ่อยจนเจ้าตัวเลิกร้องไห้ไปแล้วล่ะ” อคิราภ์เอ่ยด้วยอ่านใจของเนตราออกผ่านสีหน้าและแววตาของเธอ

ชายหนุ่มติดเทปขณะสบตากับคนที่มองเสี้ยวหน้าของเขาอยู่ก่อนแล้ว รอยยิ้มที่เขามอบให้ทำให้เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าสวยจะก้มหลบเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าของตนนั้นแดงก่ำ และร้อนวูบวาบเหมือนจับไข้ แต่ทว่าครั้งนี้เธอไม่ได้เป็นไข้หวัดเป็นแน่...เธอมั่นใจ

“น้องเนย”

เสียงทุ้มเหนือศีรษะทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดไรผม ทว่าเธอกลับรู้สึกร้อนเหมือนผิงไฟ เท้าที่หมายจะก้าวถอยหนีกลับไม่ยอมขยับ ราวกับมันไม่ยอมเป็นใจ สายตาที่จับจ้องเธอนั้นเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่เธอไม่กล้าแม้จะเอ่ยปากถามเขา ความคิดต่างๆ เหือดหาย ไม่รู้ว่าควรต้องทำอะไร และทำอย่างไรดี

อคิราภ์สบดวงตาสั่นระริกของหญิงสาวด้วยความมุ่งมั่น เขารู้ว่ามันเร็วเกินไปที่จะพูดจะบอกอะไรกับเธอ และเขาเองก็ไม่อยากจะรุกมากนัก เพราะเกรงว่าเธอจะถอยหนีห่างออกไป แม้เขาจะไม่เคยคิดว่าเขาจะสามารถมีความรู้สึกเช่นนี้ได้อีก ทว่าเธอได้ทำให้เขารู้ว่าเจ้าของดวงตาสั่นระริกกำลังปลุกอารมณ์ และความรู้สึกที่เคยหลับใหลให้ตื่นขึ้น จากความห่วงหาอาทร...ถักทอสายใยก่อเกิดเป็นความรัก แม้จะไม่นาน แต่เขาก็มั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง

เนตราหลบสายตาอีกครั้งเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะไปจากที่เคย หญิงสาวตำหนิตัวเองในใจที่เผลอหวั่นไหว ซึ่งเป็นมีต้นเหตุมาจากความอ่อนแอเพราะผิดหวัง เจ็บปวด และสะเทือนใจเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ทำให้เธอเผลอใจ เหมารวมว่าผู้ชายใกล้ตัวคือคนที่จะมาช่วยเยียวยาหัวใจเธอได้ ทว่า...ไม่มีใครช่วยเธอจากความเสียใจนี้ได้ นอกจากตัวของเธอเอง เนตรารู้แจ้งในเรื่องนี้ดี

.

.

.

.

.

.

.........

...

.

.


บทที่ 6 มาครบแล้วจ้า

.

พี่คิราภ์จะปลอบยังไงไม่รู้

แต่นายมดช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ 5555+

อ่านแล้วชอบก็อย่าลืมคอมเม้นต์ ให้กำลังใจ และกดติดตามกันน้าาาา

.

ใครที่อยากอ่านอีบุ๊ค หรือกำลังรออีบุ๊คกันอยู่

เรื่องนี้ยังไม่ได้อัปอีบุ๊คนะคะ รอกันอีกหน่อยน้า

กำลังรีไรต์ 7 ตอนสุดท้าย และกำลังร่างตอนพิเศษสุดพิเศษ 2 ตอน

จากนั้นจะเอาไปจัดหน้า ซึ่งไรท์ทำเองทุกขั้นตอน (ยกเว้นปก 555+)

เพราะรอกันอีกนิด ไม่นานเกินรอจ้า

.

.

ฝากไปกดติดตามเรื่องอื่นด้วยนะคะ

ยุทธการทลายคาน (พี่หมี+หนูแพร) >>> http://bit.ly/hongBEAR

อุ้งมือมาเฟีย (พี่หลง + เจินเจิน) >>> http://bit.ly/hongMAFIA

ร้อยเล่ห์บำเรอรัก (กวินท์ + แอลลี่) >>> http://bit.ly/hongVEG

.

ช่วยอุดหนุนอีบุ๊คกันด้วยน้า....

เสิร์หาจากชื่อนามปากกา "วลัชสิตา" ได้เลยนะคะที่เว็บไซต์ www.mebmarket.com หรือ www.fictionlog.com

.

.

ห้ามลืม!!

ไปกดไลก์เพจ เพื่อติดตามข่าวสาร และพูดคุยกันได้เลยยยย

ที่เพจ "วลัชสิตา ระย้าแก้ว วิลาสินี สร้อยแสงดาว" หรือ...
>> http://www.facebook.com/waluchsita <<

.

**ปล. ช่วงนี้กำลังมีเล่นเกมชิงหนังสืออยู่ อย่าลืมไปร่วมสนุกกันน้าาาา

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว