[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 12

หลังจากสมัครเรียนเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว วันเสาร์ถัดมาก็สามารถเริ่มเรียนทำอาหารได้เลย ครั้งแรกที่ต้องหัดจับตะหลิว โนแอลอาสามาส่งเธอถึงหน้าโรงเรียน โดยจะไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ ระหว่างโมนาอยู่ในชั้นเรียน และวกกลับมารับเธอพร้อมอาหารที่ประกอบในชั้น กลับบ้านตอนเลิกเรียนอีกที

แม้จะเคยใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนตามลำพัง แต่โมนาก็ฝากท้องไว้กับร้านอาหารตลอด เธอถนัดโทร.สั่งอาหารมารับประทานที่บ้านมากกว่า เรียกว่าบอกชื่อภัตตาคารมา โมนาไล่เมนูให้ฟังได้เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์แน่นอน จึงไม่แปลกที่คนใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจะลืมห่วงสุขภาพจนปล่อยให้ตัวเองมีไขมันสะสมเช่นนี้ เพราะที่ที่เธอไปศึกษาจนหอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกลับมาด้วย คือประเทศซึ่งมีคนน้ำหนักเกินมากเป็นอันดับแรกของโลก !

การเข้าครัวที่โมนาทำเป็นมีแค่สองวิธี คือฉีกซองแล้วเทน้ำร้อน กับฉีกซองแล้วนำเข้าไมโครเวฟ ! ชุดครัวราคาหลายแสนที่คอนโดฯ เพิ่งได้ทำงานแลกค่าตัวก็ตอนที่มีโนแอลมาเช่าห้องอยู่ด้วย เพราะก่อนหน้านี้มันมีไว้สำหรับถ่ายรูปอัพเฟซบุ๊ก ต้มน้ำร้อน ชงกาแฟ หรือไม่ก็ล้างจานเท่านั้น

การเข้าห้องเรียนทำกับข้าวในวันนี้จึงน่ากลัวสำหรับโมนาอย่างยิ่ง และความกลัวของเธอก็แสดงออกมาในกิริยาท่าทางชัดเจน เพราะชายหนุ่มซึ่งบังเอิญใช้สถานีทำกับข้าวข้างเธอเอียงตัวมาให้กำลังใจด้วยการบอก

“วันแรกที่มาเรียน ผมก็เป็นอย่างคุณนี่แหละ คือกลัวไปหมด แต่พอหนที่สอง มันก็ไม่น่ากลัวแล้ว เคล็ดลับของผมก็คือทำทุกอย่างให้เบามือครับ แล้วน้ำมันจะไม่กระเด็นใส่คุณ น้ำเดือดจะไม่กระฉอกใส่หน้า ผมรับประกัน”

โมนายิ้มรับคำแนะนำด้วยสีหน้าโล่งอก “คุณพูดจริงนะคะ”

“จริงครับ มีอะไรถามผมได้ ยินดีช่วยเท่าที่ช่วยได้ครับ”

“ขอบคุณมากเลยค่ะ” โมนาหน้าชื่น และรอยยิ้มนั้นคงอยู่บนใบหน้าตลอดอีกหลายชั่วโมงถัดมา

หลังจากครูผู้สอนแนะนำตัว บรรยายสรุปเรื่องคำแนะนำและข้อควรระวังในการเข้าครัวจบแล้ว บทเรียนแรกก็คือการเตรียมเครื่องปรุง ผู้ชายคนเดียวในห้องมือไวมาก ไม่ว่าครูจะสอนให้ทำอะไร เขาก็จัดการในส่วนของตัวเองเสร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีน้ำใจขยับมาสอนเธอทีละขั้นตอนอย่างใจเย็นด้วย

เพียงหมดคาบเรียนครึ่งวันเช้า นอกจากโมนาจะพูดคุยกับเพื่อนใหม่สนิทสนมถึงขั้นเรียกชื่อแทนตัวกันแล้ว นักเรียนทุกคนก็ได้ยำสามกรอบคนละจานเพื่อนำมารับประทานกับข้าวสวยเป็นมื้อกลางวัน โมนานั่งมองจานกับข้าวตรงหน้าด้วยความชื่นชม ทั้งยังถ่ายรูปไว้ทุกมุมมองด้วยความเห่อ

“นอกจากต้มมาม่าแล้ว นี่เป็นอาหารจานแรกที่โมทำเลยนะ” โมนาตักปลากรอบเคลือบน้ำยำรสเข้มข้นชิม “แถมยังทำอร่อยด้วย โอ๊ย ! มีความสุขจัง” เธอใช้ช้อนชี้จานยำของอีกฝ่าย “ขอชิมยำของคุณกฤตบ้างได้ไหมคะ”

“เชิญเลยครับ ตามสบาย ชิมแล้วติชมด้วยนะ” ชายหนุ่มรีบเลื่อนจานมาตรงหน้าเธอ

โมนาตักอาหารใส่ปากแล้วตาโต “พอชิมฝีมือคุณกฤตแล้ว โมว่ายำของตัวเองหวานไปหน่อยแฮะ ของคุณกฤตเปรี้ยวดี อร่อยกว่าของโมอีก”

กฤตยิ้มกว้าง ยกจานกับข้าวสลับกับของโมนา “งั้นแลกกันครับ”

“คุณกฤต ! จะดีหรือคะ”

“ดีสิครับ ถ้าคุณโมไม่ถือนะ”

“โอ๊ย ! ไม่ถือค่ะ ไม่ถือเด็ดขาดเลย แต่สงสารว่าคุณกฤตต้องกินของไม่อร่อยน่ะสิคะ”

ชายหนุ่มตักยำฝีมือโมนาไปชิม “ใครว่าไม่อร่อยครับ นี่ก็ใช้ได้แล้วนะ หวานนำน่ะดีเลย ผมชอบทานหวาน”

“จริงนะคะ ไม่ได้พูดเพราะเกรงใจโม หรือกลัวโมเสียกำลังใจแน่นะคะ”

“แน่สิครับ ผมต้องถือเป็นเกียรติมากกว่าที่ได้กินอาหารจานแรกในชีวิตที่คุณโมทำ”

รอยยิ้มอบอุ่นของผู้ชายตรงหน้าทำให้โมนารีบก้มลงซ่อนยิ้ม เริ่มนึกขอบใจโนแอลอยู่เงียบ ๆ ที่เขาบังคับให้เธอเรียนทำอาหาร มันไม่เลวร้ายอย่างที่กลัวไปล่วงหน้าจริง ๆ ด้วย !

โนแอล เดอแบร์มองต์ ไม่ได้ไปห้างตามที่บอกหญิงสาว แต่เขาไปยังสำนักงานของลียอง ใช้กุญแจสำรองที่แอบทำไว้ล่วงหน้าไขเข้าไปห้องทำงานของเธอ และก็เป็นดังคาด เอกสารที่เขาสงสัย เมื่อมาหยิบแฟ้มหมายเลขเดียวกันที่ห้องโมนาตรวจสอบ ก็พบว่าเนื้อหา ‘ไม่ตรง’ กับสำเนาที่โต๊ะเขาสักฉบับ !

ชายหนุ่มสวมถุงมือยางถ่ายรูปเอกสารเก็บไว้ โดยวางกระดาษเขียนรหัสของแต่ละแฟ้มแนบไว้ด้วย เพื่อใช้เทียบกับตัวจริงที่อยู่กับเขา โนแอลจะต้องตรวจสอบให้ได้ว่าจำนวนเงินทั้งหมดที่ถูกเปลี่ยนมือออกจากบริษัทไปสู่กระเป๋าโมนาและพวกพ้อง รวมเป็นมูลค่าทั้งหมดเท่าไร หลักล้าน สิบล้าน หรือมากกว่านั้น !

หลักฐานที่ยังอุ่นอยู่ในกล้องโทรศัพท์มือถือ ทำให้เขาวางหน้าไม่สนิทนักเมื่อกลับมาสมทบกับหญิงสาว ได้แต่ปั้นยิ้มไว้รอรับ ทั้งหือและอือไปตามเรื่องตามราวจนกลับถึงคอนโด เพียงไขกุญแจห้องผลักประตูเปิดออก โมนาถอดรองเท้าเสร็จก็โผไปทิ้งตัวลงนอนแผ่ที่โซฟา บ่นโอดโอย

“ไม่อยากไปเรียนแล้ว เมื่อยไปหมดเลย คุณรู้ไหมว่าตอนทอดไอ้ของกรอบ ๆ ที่จะเอามายำ ฉันกลัวโดนน้ำมันกระเด็นจนแทบไม่กล้าหายใจเลย คุณกฤตก็ย้ำอยู่นั่นแหละว่าให้หย่อนของลงกระทะเบา ๆ น้ำมันจะได้ไม่กระฉอกมาโดนตัว ปลาหมึกบ้านั่นก็อะไรไม่รู้ พอลงกระทะเท่านั้นแหละ ทำเสียงฟู่จนฉันเกือบหัวใจวาย จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ คุณกฤตยืนขนาบถือตะหลิวคุมเข้มเลย”

เขาหยิบรองเท้าของโมนาเรียงใส่ตู้ แล้วจึงเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศ ขณะฟังสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องรำพันผ่าน ๆ ไม่สนใจจับใจความเลยแม้แต่น้อย

“คุณไม่สบายหรือเปล่า” จู่ ๆ คนที่จ้อมาตลอดทางก็ถามขึ้น ทั้งยังเอื้อมมาดึงข้อมือเขาไปนั่งข้าง ๆ

“ไม่นี่ ผมสบายดี ทำไมถามอย่างนั้น”

“ก็...” เธอบุ้ยปากไปทางหน้าห้อง “ปกติถ้าฉันถอดรองเท้าแล้วไม่เก็บเข้าตู้ คุณจะต้องบ่น ๆ ๆ แล้วก็บังคับให้ฉันไปเก็บเองนี่นา วันนี้คุณเก็บรองเท้าให้ฉัน แถมยังไม่บ่นสักคำ มันผิดปกติมากนะ”

นั่นละ...โนแอลจึงได้สติ เขาควรทำตัวให้เหมือนเดิม อย่ามีพิรุธให้เธอเอะใจเด็ดขาดว่าเขาระแคะระคายเรื่องการทุจริต ไม่เช่นนั้นแทนที่จะได้แฉเธอพร้อมหลักฐาน โมนาอาจระวังตัวมากขึ้นและทำให้เขาขุดคุ้ยยากยิ่งกว่าเดิม

ชายหนุ่มฝืนยิ้ม “ก็เพราะรู้น่ะสิว่าบ่นไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า สู้เก็บ ๆ ไปให้หมดเรื่องหมดราวเลยดีกว่า”

“โดนทักว่าป่วยนิดเดียว ต้องรีบโชว์พาว กลับมาแรงม้าดีฝีปากกล้าอย่างเดิมเชียวนะ แล้ววันนี้ไม่เปิดเพลงเรอะ แปลกชะมัด” โมนาตวัดค้อน ชี้ไปที่เครื่องเสียงด้วยความสงสัย เพราะทุกวันเวลากลับถึงห้อง เขามักเปิดเพลงภาษาฝรั่งเศสคลอไว้ตลอด จากแรก ๆ ที่รำคาญและหนวกหู ตอนนี้เธอกลับชินและเริ่มชอบขึ้นมานิด ๆ แทน

ชายหนุ่มลุกไปกดเปิดเครื่องเสียงให้เล่นเพลงจากแผ่นที่ค้างอยู่ในเครื่อง เพียงเสียงดนตรีดังขึ้น เขาก็ชะงัก เพลงซึ่งเคยฟังรื่นหูอยู่ทุกวัน มาวันนี้กลับ...ขัดกับความรู้สึกของเขาอย่างประหลาด...

C'est si bon

ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนดี

De partir n'importe o?

ที่ได้ไปไหนต่อไหน

Bras dessus bras dessous

มือจูงมือกันไว้

En chantant des chansons[1]

ขับขานบทเพลงมากมาย

โนแอลปัดความรู้สึกที่รบกวนใจออก ฝืนยิ้มหันกลับมาใช้โหมดช่างแหย่เย้าตามคิวอย่างแนบเนียน “ไหนเอาอาหารที่คุณทำในห้องเรียนมาให้ชิมหน่อยซิ อยากรู้จริง ๆ เลยว่ารสชาติจะแย่ขนาดไหน”

แม่ครัวมือใหม่ที่เมื่อครู่ทำท่าจะนอนแผ่หลาหมดเรี่ยวแรง กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงด้วยสีหน้าภาคภูมิตื่นเต้น

“งั้นเดี๋ยวฉันไปอุ่นให้คุณชิมเลยนะ”

“เอาสิ กินเลยก็ดีเหมือนกัน”

โมนาไม่ฟังเขาพูดจบประโยคด้วยซ้ำ แต่รีบกุลีกุจอถือถุงกับข้าวรี่เข้าครัวไปทันที เธอพูดแจ้ว ๆ ขณะมือตั้งใจกับงานตรงหน้า

“ฉันได้ยินชื่อข้าวยำปักษ์ใต้มาตั้งนานละ วันนี้ไม่ใช่แค่ได้เห็นครั้งแรกนะ แต่ได้ทำด้วย มันก็ทำไม่ยากนะ แค่ต้องเตรียมเครื่องเยอะแยะไปหมด อ้อ...ส่วนที่ยากที่สุดก็คือนี่ละ...น้ำข้าวยำ” เธอหยุดมือเงยขึ้นมองเขา “ฝรั่งอย่างคุณจะกินได้ไหมเนี่ย บางคนก็บอกว่ามันเหม็น แต่ฉันลองดมดูตอนอยู่ในห้องเรียน มันก็หอมดีนะ”

คนไม่ค่อยมีความเป็นแม่บ้านนำข้าวสวยที่หุงด้วยน้ำอัญชัญเทผสมกับเครื่องปรุงในชามโคมใบใหญ่ แล้วเคล้าให้เข้ากัน แม้จะเป็นงานง่าย ๆ แต่ท่าทางของเธอก็เก้งก้างทำส่วนผสมกระเด็นเลอะเทอะรอบโต๊ะไปหมด

โนแอลอดทนมองไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปสมทบที่ครัว แล้วดึงชามโคมในมือเธอมาถือไว้แทน อีกมือก็แย่งช้อนไม้มาด้วย

“คลุกเบา ๆ สิ ขืนรุนแรงอย่างนี้ เดี๋ยวผักก็ช้ำหมดหรอก โอ้โห...หั่นผักใหญ่เบ้อเริ่มเลย ยังต้องฝึกอีกเยอะนะเนี่ย อ้าว ! แล้วคุณไม่ใส่พริกมะนาวเหรอ” เขาชี้มะนาวซีกและพริกป่นในถุงพลาสติกที่ยังไม่มีร่องรอยถูกแตะต้อง

“แบ่งขึ้นมาให้ฉันก่อนสิ ขืนใส่พริกเลย คุณก็ทำเผ็ดเกิน ฉันกินไม่ได้กันพอดี” แม่ครัวมือใหม่โวย

โนแอลจึงเดินไปหยิบจานมาตักข้าวยำออกบางส่วน พลางออกคำสั่ง “ตอนดูตารางเรียน เห็นบอกว่าวันนี้จะต้องหัดทำยำสามกรอบกับแกงเขียวหวานไก่ด้วยนี่ คุณไปเทใส่ชามแล้วอุ่นสิ”

“แกงน่ะอุ่นได้ แต่...ยำน่ะ ฉันกินหมดแล้ว”

“อาหารจานแรกในชีวิตที่ทำเองเป็นยังไงบ้าง อร่อยไหม” ชายหนุ่มวางมือซึ่งกำลังทำงานง่วน เงยขึ้นรอฟังคำตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว

“ฉันเติมน้ำตาลมากไปหน่อย มันเลยหวานไปนิด คุณกฤตชอบรสหวาน เราก็เลยเอายำมาแลกกันแทน”

โนแอลไม่รู้ตัวสักนิดว่ารอยยิ้มบนใบหน้าเลือนไปตั้งแต่เมื่อไรและเพราะเหตุใดกันแน่ ระหว่างการรู้ว่าผู้ชายคนอื่นได้ชิมอาหารจานแรกที่เธอทำ หรือตรงที่ได้ยินเธอพูดชื่อผู้ชายคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่กลับจากโรงเรียน !

“อืม ก็ดีสำหรับคุณแล้วละ” หนุ่มปารีเซียงเสหยิบส้มโอมาโรยหน้าข้าวยำแล้วนำไปวางให้เจ้าบ้านเงียบ ๆ ส่วนตัวเองใส่พริกป่นในชามแล้วคลุกเพิ่มจนเข้าเนื้อ แล้วจึงค่อยตักใส่จานอีกใบมาวางที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม

“ทำไมอยู่ดี ๆ ก็เงียบไปอีกแล้วล่ะ” โมนาซึ่งตั้งปุ่มให้เตาไมโครเวฟอุ่นแกงเรียบร้อยแล้วฉงน

“ไม่มีอะไรนี่ ผมก็แค่ไม่รู้จะพูดอะไร”

ดวงตากลมโตกวาดมองใบหน้าเขาอย่างจับสังเกต แล้วจึงเดินมายืนชิดโต๊ะ โน้มตัวมาใช้หลังมืออังหน้าผากเขา “ตัวรุม ๆ นะโนแอล สงสัยเพราะโดนแดดมากไปแหงเลย กินยากันไว้หน่อยละกัน เดี๋ยวฉันไปหายาให้ รอแป๊บนะ”

โมนาเดินหายไปทางห้องนอนนานแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่อาจขยับตัวแม้สักองคุลี รอยอุ่นที่แต้มอยู่ตรงหน้าผากเมื่อครู่คล้ายทิ้งไออุ่นอยู่ตรงนั้นอีกเนิ่นนาน ตลอดชีวิตวัยหนุ่มของโนแอล เดอแบร์มองต์ มีผู้หญิงจำนวนมากผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป บางคนชิดเชื้อกันมากยิ่งกว่ามาก หลายคนคบหาใช้ชีวิตวัยรุ่นสุดเหวี่ยงด้วยกัน แต่...เพิ่งจะมีผู้หญิงคนนี้ที่อาทรความเป็นไปของเขา ห่วงใยเขาโดยไม่เกี่ยวข้องกับความเสน่หาร้อนแรง

“กินพาราก่อนละกัน ในห้องฉันก็มียาอยู่แค่นี้แหละ คุณแค่ตัวรุม ๆ งั้นกินเม็ดเดียวก็พอ ถ้าคืนนี้มีไข้ค่อยกินเพิ่ม” เสียงแจ้วดังมาจากเบื้องหลังอ้อมผ่านตัวเขา ไปรินน้ำมาวางไว้ให้พร้อมกับซองยาในมือ “กินยาซะสิโนแอล”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบเพื่อเรียกสติเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อใกล้ ๆ ผู้หญิงตรงหน้าคว้ามือเขาไปแบออกแล้ววางยาไว้บนนั้น ทุกกิริยาของเธอช่างเป็นธรรมชาติ ดูแล้วเพลิดเพลิน คาดเดาไม่ได้เลย

โนแอลกำมือที่มียาอยู่ในนั้นนิ่ง ๆ แล้วโมนาก็ดึงเก้าอี้ออกจากใต้โต๊ะ กดไหล่เขาให้นั่งลง “คุณนั่งก่อนเหอะ คุณย่าเคยบอกว่าเวลาป่วยห้ามกินของรสจัด” เธอยึดจานข้าวยำไปวางไว้ข้างตัวอย่างรวดเร็ว “งั้นห้ามกินอันนี้ เดี๋ยวฉันออกไปซื้ออาหารอ่อน ๆ มาให้กินแทนดีกว่า”

“ผมไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เขาเพิ่งหาคำพูดแรกพบ หลังจากปล่อยให้พายุหมุนไปรอบ ๆ ตัวจัดแจงอะไรต่อมิอะไร ทั้งยังสั่งเขาไม่ต่างกับที่มารดาเคยกระทำจนวุ่นวายไปหมด เขากินยาที่โมนาจัดมาให้อย่างว่าง่ายแล้วบอกแค่

“ผมคงเหนื่อยเพราะไม่ค่อยคุ้นกับอากาศข้างนอกน่ะ ปกติอยู่แต่ในห้องแอร์ ไปไหนมาไหนก็เฉพาะตอนเช้ากับตอนค่ำ วันนี้เจอแดดตรง ๆ ก็เลยยังไม่ชิน” เขาดึงจานข้าวยำของตัวเองคืนมา “ยิ่งกินดึก เดี๋ยวยิ่งอ้วนนะคุณน่ะ ไม่ได้ออกกำลังกายมาสองวันแล้วนะ ลืมหรือไง”

โมนาหัวเราะคิกคัก “เมื่อก่อนฉันไม่เคยออกกำลังกายเลย ฉันก็ยังอ้วนระดับมาตรฐาน แต่เดี๋ยวนี้ฉันเริ่มออกกำลังกายแล้วนิดหน่อย เพราะฉะนั้นฉันคงไม่อ้วนขึ้นง่าย ๆ หรอก”

“ตรรกะชวนอ้วนจริง ๆ ” เขาส่ายหน้าระอา แล้วเริ่มรับประทานข้าวยำฝีมือของหญิงสาว รสชาติของน้ำยำที่คลุกในข้าวแปร่ง ๆ เพราะเค็มน้อยไปนิดและหวานเกินไปหน่อย โดยมีกลิ่นคาวติดตรงปลายจมูก โชคดีที่มีรสเปรี้ยวของมะนาวและส้มโอช่วยกลบกลิ่นได้บ้าง กระนั้นหากจะเทียบกับข้าวยำปักษ์ใต้ที่มารดาเคยทำให้รับประทาน ก็ต้องบอกว่าอาหารของโมนาห่างไกลจากคำว่า ‘อร่อย’ ค่อนข้างมาก ทว่าคำพูดที่หลุดจากปากกลับเป็น

“อร่อย ! ”

คนรอฟังคำชมยิ้มกว้าง “จริงเหรอ”

“จริง ทำครั้งแรกได้แค่นี้ถือว่าอร่อยแล้ว” เขาให้กำลังใจ “แต่ถ้าทำครั้งที่สองได้แค่นี้ จัดว่าใช้ไม่ได้”

“อี๋...คุณนี่มันปากเสียไม่เคยแรงตกเลยนะ” โมนาตักข้าวยำเข้าปากบ้าง แล้วก็เบ้หน้า รีบเอื้อมไปใช้ช้อนตักน้ำยำที่เหลือติดก้นถุงมาชิม “มันก็อร่อยแล้วนี่นา ทำไมพอเอามาผสมกันแล้วรสชาติมันแปร่ง ๆ อย่างนี้ล่ะ ครูบอกต้องเค็มนำ หวานตาม แต่นี่มันไม่เห็นเค็มเลย”

แม่ช้อยนางรำจำเป็นหัวเราะหึ ๆ “เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมผมถึงบอกว่าถ้าทำครั้งที่สองได้แค่นี้ใช้ไม่ได้”

โมนาหันรีหันขวาง “คุณกฤตบอกว่าถ้าไม่เค็มให้เติมเกลือได้นิดหน่อย รอเดี๋ยวนะ ฉันเอาเกลือมาปรุงเพิ่มดีกว่า” พูดจบผู้หญิงตัวกลมก็ไปหยิบกระปุกเกลือมาโรยใส่จานตัวเอง แล้วยังเอื้อมมือมาเหยาะใส่จานให้โนแอลอีกด้วย “เติมน้อย ๆ ก่อนนะโนแอล คุณกฤตบอกว่าถ้าไม่เค็มแล้วเราใส่เพิ่มได้ แต่ถ้าเค็มไป มันจะแก้ไม่ได้”

ชื่อที่หลุดจากปากโมนาทำให้คนฟังอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูก มือจึงคลุกข้าวในจานหนักมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาตักอาหารใส่ปากโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติดีขึ้นหรือไม่

“อร่อยขึ้นไหม” แม่ครัวยังคงคาดคั้นอยากได้คำตอบ

“ก็กินได้”

“แล้วระหว่างรอฉัน คุณไปเดินห้างเป็นไงมั่ง มีอะไรน่าสนใจไหม” โมนาถามขึ้นเมื่อนึกได้

“ก็...ไม่มีหรอก ผมไปนั่งร้านหนังสือ หาอะไรอ่านรอไปเรื่อย ๆ ” เขาตอบปัด ๆ พอให้พ้นตัว

“หนังสืออะไร ฉันไม่เห็นคุณถือติดมาเลยนี่”

คนโกหกอึกอัก “เอ้อ...ก็...ไปดูพวกคู่มือทำอาหารไว้ให้คุณนั่นแหละ แต่ไม่มีเล่มไหนถูกใจ เลยไม่ได้ซื้อมา”

“พูดถึงหนังสือแล้วนึกได้ มะรืนนี้วันหยุดคุณกฤตชวนฉันไปร้านหนังสือแหละ เขาบอกว่ามีตำราสอนทำอาหารเล่มนึงดีมาก อยากพาฉันไปซื้อ จะว่าไปแล้วคุณกฤตก็เหมาะจะเป็นเป้าหมายรายใหม่ของฉันนะว่าไหม เขาใจดี มีมนุษยสัมพันธ์ แถมยังไม่มองฉันแบบเหยียดว่าฉันเป็นยายอ้วนด้วย โนแอล คุณคิดว่ายังไง”

ฝรั่งตัวโตวางช้อนทันทีทั้งที่เพิ่งกินไปได้ไม่ถึงครึ่ง เขาจิบน้ำหน้าบึ้ง บอกแค่

“ผมอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนนะ” จากนั้นลุกขึ้นหนีเข้าห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้โมนารั้งเขาไว้เลย

หญิงสาวมองตามไปด้วยความงุนงน หน้ายู่มองจานอาหารของอีกฝ่าย

“อย่าให้รู้นะว่าแอบไปอ้วกทิ้งลับหลังฉันน่ะ ถ้าจับได้ฉันวีนนายระเบิดแน่โนแอลเอ๋ย” ดวงตากลมโตตวัดค้อนไปทางประตูห้องนอนที่ปิดสนิทแล้วเบ้ปาก “ไม่อร่อยละสิ สมน้ำหน้า อยากบังคับเค้าไปเรียนทำอาหารดีนัก ก็จงต้องชดใช้กรรมด้วยการทนกินไปนี่ละ”

โมนาตักน้ำแกงเขียวหวานที่ใสแจ๋วแทบไม่มีกลิ่นเครื่องแกงราดข้าวยำรสเฝื่อนปร่า นำเข้าปากด้วยท่าทีผาสุก ใครพูดยังไงเธอก็ไม่สนหรอก อาหารฝีมือใคร คนทำก็ต้องว่าอร่อยอยู่แล้ว ยิ่งมันเป็นอาหารยาก ๆ มื้อแรกที่เธอทำเองด้วยแล้ว ต่อให้รสห่วยกว่านี้ โมนาก็จะว่ามันอร่อยที่สุดในโลกอยู่ดี !

มนุษย์ก็ลำเอียงอย่างนี้ มักเชื่อว่าสิ่งที่ตนทำถูกต้องและดีที่สุดเสมอ

[1] เพลง C’est Si Bon ศิลปิน ฌอง มาร์โค (Jean Marco)


sds



หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย เฟิง เฟิง
okkkkkkkkkkkkkkk
เมื่อ 9 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Yoko
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 10 เดือน 4 วันที่แล้ว

รีวิว