[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 13

เช้าวันถัดมาโมนาก็ต้องแปลกใจอีกคำรบ เมื่อออกจากห้องนอนแล้วพบแต่ความว่างเปล่า อาหารเช้าที่โนแอลเคยใจดีทำเผื่อไว้หนึ่งชุด มีฝาชีครอบวางไว้บนโต๊ะดังเดิม แต่คนทำหายตัวไปไหนไม่รู้ หญิงสาวอุ่นอาหารเช้ารับประทานอย่างเซ็ง ๆ จากนั้นเริ่มต้นทำความสะอาดห้องตามกิจวัตรประจำสัปดาห์ โมนายู่หน้าด้วยความหมั่นไส้เมื่อพบว่าห้องนอนของผู้เช่าล็อกกุญแจไว้ดิบดี มีเพียงตะกร้าผ้าวางไว้หน้าห้อง พร้อมกระดาษโน้ตเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยลายมือเรียบร้อย

อาทิตย์ที่แล้วเชิ้ตตัวนึงซักปลายแขนเสื้อไม่สะอาด

ผมไม่ใส่นะ ช่วยซักใหม่ให้ด้วย ขอบคุณมาก

โมนาอยากจะหยิบผ้าขึ้นมาบิดแล้วจินตนาการว่ากำลังหยิกพ่อคนเรื่องมากให้สาแก่ใจนัก

สั่งเอา ๆ ราวกับเธอเป็นคนรับใช้ประจำตัวอย่างไรอย่างนั้น

กระนั้นเมื่อหยิบเชิ้ตเนื้อเบาตัวหนึ่งขึ้นมาจากตะกร้า หญิงสาวก็ทำรุนแรงไม่ลง เพราะป้ายที่คอเสื้อบอกยี่ห้อแพงระยับ

“ต๊าย ! ตาเว่อร์ เชิ้ตเรียบ ๆ สีพื้นอย่างนี้ ยังต้องใส่กุชชี่ เลยเหรอ ตัวนึงไม่ใช่ถูก ๆ นะ” โมนาหยิบโทรศัพท์มือถือมากดหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตด้วยความอยากรู้ “โหย...ไม่ใช่เว่อร์ธรรมดาละ เว่อร์มากเลยด้วย เสื้อพวกนี้ตัวเป็นหมื่นทั้งนั้นเลย” มือที่รวดเร็วผิดกับรูปร่างคุ้ยหาป้ายยี่ห้อที่กางเกงบ้าง แล้วจึงอุทานอีกคำรบ

“เฮ้ย ! อีตานี่ท่าจะอาการหนักนะเนี่ย กางเกงก็กุชชี่เหรอ เชิ้ตเรียบ ๆ ยังหมื่นกว่า กางเกงมิปาเข้าไปตัวละสองสามหมื่นเหรอ ตาย ! ต้องบอกยายปิ่นละว่าให้ระวังมาก ๆ เวลาซักรีด ขืนทำเสียขึ้นมา ฉันจ่ายค่าชดใช้บานแหง ๆ ”

โมนาจับเชิ้ตวางคืนที่เบามือ แล้วยกทั้งตะกร้ามาหย่อนไว้ข้างประตู จากเดิมที่เคยเอาตะกร้าเสื้อผ้าเตรียมไว้นอกห้องรอเด็กรับใช้ส่วนตัวมารับไปซัก วันนี้พอรู้ว่าราคาของที่อยู่ในนั้นรวม ๆ กันแล้วเฉียดแสน ทำให้เธอตัดใจวางมันไว้ล่อตาโจรอย่างเดิมไม่ลง

หลังจากนั้นดูดฝุ่นห้องรับแขก ล้างห้องน้ำ และเช็ดครัว สุดท้ายโมนามานั่งซับเหงื่อที่โซฟา เธอมองนาฬิกา แล้วหยิบโทรศัพท์กดหาโนแอลอีกครั้ง ก็พบว่า...

“ยังไม่เปิดเครื่องอีก ! นี่เป็นอะไรมากไหมเนี่ย เมื่อวานก็ทำท่าแปลก ๆ วันนี้ก็หลบหน้ากันแต่เช้าเลย บ้าชะมัด ไม่มีอะไรทำแล้วนะ เบื่อ ๆ ๆ ! ” โมนาหน้าบึ้ง สุดท้ายจึงตัดสินใจ “ไปฟิตเนสออกกำลังกายก็ได้วะ”

คนที่หนีออกจากบ้านมาตั้งแต่เช้าอยู่ในโหมดที่ไม่ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก โนแอลมั่นใจว่าเหตุผลที่เขาไม่อยากพบหน้าเพื่อนร่วมห้อง เป็นเพราะวางหน้าไม่ถูกแน่นอน โมนาทุจริตบริษัท แต่ก็ยังตีหน้าซื่อเหมือนว่าไม่รู้เห็น เพียงคิดว่าเธอเป็นคนตีสองหน้าเก่งขนาดนั้น เขาก็ผิดหวังจนบอกไม่ถูกแล้ว

“เครียดหรือจ๊ะแอล วันนี้ดูเหมือนมีอะไรอยู่ในใจ” มธุรสเลื่อนมะพร้าวน้ำหอมทั้งลูกที่เฉาะเปิดฝาและเสียบหลอดไว้มาให้ลูกชาย

“ผมกำลังคิดว่าอาจจะอยู่เมืองไทยไม่นานน่ะแม่ จัดการปัญหาเรียบร้อย ทางปารีสอาจจะเรียกตัวผมกลับ”

“อาไร้ ! เพิ่งมาได้สามอาทิตย์ คิดถึงเรื่องจะกลับแล้วเหรอ ถ้าบริษัทเอาแต่ใจเรื่องมากวุ่นวายอย่างนี้ ลาออกมาอยู่บ้านสวนกับแม่เหอะ หรือไม่ก็กลับไปทำงานเดิมก็ได้ เงินดีออก ไม่ต้องเหนื่อยมากด้วย” แม่คงเหมือนกันทุกชาติทุกภาษา เพราะแค่เห็นลูกรักเหนื่อยหรือท้อ ก็พร้อมจะกางปีกปกป้อง ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไรก็ตาม สำหรับคนเป็นแม่แล้ว ลูกเป็นเด็กเล็ก ๆ ในสายตาท่านเสมอ

“พ่อกับแม่นี่คิดตรงข้ามกันเลยนะ พ่อเกลียดงานเก่าผมจะตาย แต่แม่กลับยุให้กลับไปทำอยู่ได้”

“ไม่ต้องไปฟังพ่อเขา แอลเป็นผู้ชาย ทำงาน ‘อย่างนั้น’ ไม่น่าเกลียด ไม่เสียหายหรอก ก็แค่บริหารเสน่ห์นิด ๆ หน่อย ๆ พ่อกับแม่อุตส่าห์ปั้นให้เกิดมาหล่อขนาดนี้ทั้งที ก็ต้องใช้ความหล่อให้คุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดหน่อยสิ” มือนุ่มนวลเอื้อมมาแตะแก้มเขาอย่างอ่อนโยน “เวลาแอลโกนหนวดเครานี่แม่ชอบนะ เหมือนมีลูกชายคนใหม่ หน้าเด็กกว่าตอนไว้เคราเฟิ้ม ๆ อีก”

“ก็ลุคหล่อเถื่อน ๆ มันขายง่ายกว่านี่แม่ คนที่ซื้อรูปร่างหน้าตาผม เขาชอบแบบนั้น” โนแอลอธิบายปนหัวเราะ

“เดี๋ยวนี้พูดไทยคล่องปร๋อเลยนะ” มธุรสทักอย่างมีเลศนัย “มีโอกาสไปฝึกภาษากับสาวไทยที่ไหนหรือเปล่า”

ลูกชายรู้ทันว่าแม่โยนหินถามทางเรื่อง ‘สะใภ้’ เพราะเขาก็พูดคล่องแบบนี้มาตั้งนานแล้ว จึงรีบตอบคำถามอย่างละเอียด “ไม่มีหรอกครับ ผมว่าแม่อุปาทานไปเองมากกว่า ผมพูดแต่ภาษาอังกฤษตลอดแหละ เพราะที่ออฟฟิศไม่มีใครรู้ว่าผมพูดฟังภาษาไทยได้ ผมเก๊าะฟังเขานินทากันเพลินไปเท่านั้นเอง”

“อายคนหรือที่จะบอกว่ามีแม่เป็นคนไทยน่ะ แม่เสียใจนะยะ” คำพูดเป็นตรงข้ามกับน้ำเสียงล้อเลียนชัดเจน เพราะแม่มีเขาตอนยังสาวมาก ๆ ทั้งยังเลี้ยงมาอย่างให้อิสระเหมือนเด็กฝรั่งเต็มที่ โนแอลจึงสนิทกับมารดา ทั้งยังพูดคุยกันเหมือนเพื่อนมากกว่าจะหงอเหมือนเด็กไทยทั่วไป

“อะไรเนี่ยแม่ จู่ ๆ มางอนอะไรป่านนี้ ดีเลย์ไปสามสิบปีกว่าแล้วมั้ง ผมภูมิใจจะตายที่แม่เป็นคนไทยน่ะ ผมจะได้เคลมว่าตัวเองเป็นคนไทยด้วยไงละ เป็นข้าในพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

มธุรสยิ้มกว้าง “ตอนท้ายพูดดีมาก ไม่งอนแล้วก็ได้ ว่าแต่...ถ้าภูมิใจที่เป็นคนไทย แล้วทำไมไม่ยอมให้ใครรู้ว่าพูดไทยได้ แล้วก็เป็นลูกครึ่ง”

ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครั้ง ชั่งใจแค่อึดใจจึงสารภาพ “หกเดือนที่ผ่านมาลียองเมืองไทยขาดทุนบานเบอะเลยครับ บอร์ดบริหารเลยส่งผมมาตรวจสอบการทำงานที่นี่ ผมมีทางเลือกสองสามอย่าง หนึ่งคือถ้าเจอการทุจริต ก็ต้องจับตัวคนทำมาดำเนินคดีตามกฎหมาย สอง...ถ้าบริษัทขาดทุนเพราะมันห่วยด้วยตัวเอง ผมต้องเชิญคนออกเกือบครึ่ง หรือไม่ทางออกที่สามก็คือต้องจับบริษัทมาแต่งบัญชีขายทอดตลาดให้นายทุนรายใหม่ซื้อไปบริหารแทน

“ไม่ว่ามันจะลงเอยที่ทางเลือกไหน ผม...ควรต้องรู้เรื่องในบริษัทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ตัดสินใจให้ถูกต้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริง การที่พวกเขาคิดว่าผมเป็นคนฝรั่งเศสแท้ ๆ ช่วยให้ผมได้ยินเสียงซุบซิบนินทามากขึ้น ได้อ่านเอกสารที่คนทั่วไปคิดว่าผมอ่านไม่ออกมากขึ้น ความลับวางแผ่หลาอยู่ทุกหนแห่ง พวกเขาไม่รู้ตัวว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ คิดว่าผมแค่มาบริหารงานตามวาระเหมือนซีอีโอคนก่อนเท่านั้นเอง”

“ที่แอลกังวล เพราะกลัวว่าถ้ามีคนรู้วัตถุประสงค์แอบแฝงของแอลแล้วพวกพนักงานจะเกลียดหน้า พานตั้งตัวเป็นศัตรูใช่ไหม”

“ส่วนนึงครับ ผมกลัวพวกเขาไหวตัวแล้วเอาสิ่งที่ผมกำลังค้นหาไปซ่อนด้วย ถ้าเลือกได้ทุกคนก็ต้องอยากทำงานง่าย ๆ อยู่แล้วนะแม่ การหาความจริงบนดินมันง่ายกว่าไปเปิดพรมแล้วคุ้ยหาเยอะ จะว่าไปแล้วตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่ามีคนทุจริต ผมมีรายชื่อของผู้ต้องสงสัยหลายคนแล้ว เมื่อไหร่ที่มั่นใจ ผมลงมือแน่นอน”

“ทุกอย่างก็ฟังดูราบรื่นดีนี่นา แล้วทำไมถึงมานั่งทำหน้ายุ่งอยู่อย่างนี้ล่ะ” มารดาฉงน

“คือ...ผมกำลังสงสัยว่าเพื่อนสนิทของผม เธออาจเป็นแกนนำขบวนการทุจริตครั้งนี้น่ะครับ”

“เธอ? แปลว่าเพื่อนคนนี้เป็นผู้หญิงเหรอ”

“ครับ เพราะสันนิษฐานว่าลิซ่าเป็นคนทุจริตบริษัทนี่แหละ ผมถึงต้องทำอุบายว่ามีผู้หญิงคนนึงพยายามจะจับผม แล้วก็ยัดเยียดตัวเองไปอยู่ที่คอนโดฯ ของเธอ เพื่อใช้โอกาสนี้หาคำตอบที่อาจซ่อนอยู่ที่บ้านเธอ”

“เพื่อนแอลคนนี้เป็นคนชาติไหน” มธุรสถามสิ่งที่กังวลออกมาก่อนเลย

“เธอเป็นคนไทยครับ”

“ตาย ! อย่างนี้ผู้หญิงก็เสียหายแย่สิ ลูกชายฉัน ! จะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษาแม่ นี่มันเมืองไทยนะแอล”

“ผมกับลิซ่าไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่พักอยู่ด้วยกันให้ใครทราบครับแม่ ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก”

“แอล มันเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง เปิดเผยคนก็หาว่าลูกอยู่กินกับแม่หนูนี่ออกนอกหน้านอกตา แต่ถ้าปิดบัง เพื่อนลูกก็จะถูกมองว่าลักลอบคบกับลูกอยู่ดี ไม่ได้ละ แอลต้องย้ายออกจากบ้านเพื่อนให้เร็วที่สุด”

“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกแม่ กว่าจะทำอุบายจนเธอยอมอนุญาตให้ผมไปแบ่งเช่าห้องก็ยากจะตาย ขืนผมยอมย้ายออกมาง่าย ๆ ลิซ่าต้องรู้แน่ว่าผมมีวัตถุประสงค์แอบแฝง อีกอย่าง...ผมก็รวบรวมหลักฐานได้เกือบครบแล้ว ผมเช่าห้องเธออยู่อีกไม่นานหรอกครับ”

“แม่ไม่สบายใจเลยนะ ที่เมืองไทยไม่เหมือนปารีส ผู้หญิงเสียชื่อเสียงไปแล้ว ลูกจะรับผิดชอบเธอไหวเหรอ แม่นี่ก็ไม่รู้พ่อแม่อบรมมายังไง ยอมให้ผู้ชายย้ายเข้าไปอยู่ด้วยง่าย ๆ หรือว่าเพื่อนลูกคนนี้เป็นพวกหัวนอกจ๋า ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเป็นแม่รีแม่แรด หืม”

“ไม่ใช่นะแม่ ลิซ่าเป็นผู้หญิงดี ทีแรกก็ไม่ยอมท่าเดียว เธอพูดเหมือนที่แม่พูดนี่แหละ แต่ผมใช้วิธีของผมบังคับแล้วก็แบล็กเมล์ให้เธอจำเป็นต้องรับปากน่ะ” โนแอลรีบละล่ำละลักแก้ตัวแทน ‘เพื่อน’ จนลิ้นแทบพันกัน

คนเป็นแม่หรี่ตาอย่างใช้ความคิด แต่ไหนแต่ไรมาลูกชายใช้ชีวิตโลดโผนตามประสาคนที่เกิดและโตในโลกเสรี เซ็กซ์สำหรับหนุ่มฝรั่งเศสก็เหมือนอาหารรสเลิศที่ต้องละเลียดประณีตชิม มีไว้เพื่อบำรุงบำเรอความสุขของชีวิต โนแอลให้เกียรติผู้หญิง แต่ไม่เคยถึงขนาดปกป้องชื่อเสียง ห่วงเกียรติยศของใครเช่นนี้

ยิ่งรูปร่างหน้าตาเขาเคยมีกระทั่งคนเอาเงินมาวางกองเพียงเพื่อขอได้ควงกับเขาแค่สักชั่วหนสองหน โนแอลก็ปฏิเสธมาแล้ว ทว่าบัดนี้ลูกชายกลับเอาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับผู้หญิงคนนี้อย่างจงใจ ต่อให้อ้างว่าทำไปเพราะผลประโยชน์เรื่องงานก็ตามที แต่นางรู้...ลูกรักตามใจตัวเองมากเพียงใด หากต้องฝืนใจนัก จ้างให้โนแอลก็ไม่มีวันเข้าไปเกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้เด็ดขาด เขามีวิธีอีกร้อยแปดที่จะล้วงข้อมูลได้ แต่เขาก็เลือกหนทางนี้ !

ตลอดชีวิตหนุ่มแสบของลูกมีผู้หญิงเข้ามาพัวพันมากมาย แต่มีแค่ไม่กี่คนที่โนแอลมาเปิดปากเล่าสู่ให้ฟัง และการที่ ‘เพื่อน’ คนนี้เป็นผู้หญิงคนที่สองซึ่งเขาเอ่ยถึง แสดงว่าเธอต้อง ‘สำคัญ’ ไม่น้อยทีเดียว สงสัยก็แต่ว่าเมื่อไรลูกจะรู้ใจตัวเองเสียทีเท่านั้นเอง !

มธุรสอมยิ้ม จินตนาการและลางสังหรณ์ตามประสาผู้หญิงเริ่มทำงานอย่างหนัก เพียงนึกภาพว่าหากสิ่งที่หวังเป็นจริง อีกไม่นานนางจะมีเจ้าโนแอลตัวน้อย ๆ มาให้อุ้มชู ก็กระชุ่มกระชวยเสียแล้ว

“แปลกเนอะ ทำไมแอลต้องแก้ตัวแทนแม่หนูคนนั้นขนาดนี้ เมื่อก่อนไม่เห็นเคยสนใจว่าแม่จะคิดยังไงกับเพื่อนของลูก นี่ทำยังกับแตะต้องไม่ได้เลยอย่างนั้นแหละ”

เห็นลูกชายชะงักไป มธุรสก็อมยิ้มสมใจ มั่นใจว่ากับคนฉลาดอย่างโนแอล ไม่ต้องบอกตรง ๆ หรอก แค่สะกิดให้คิด เดี๋ยวเขาก็รู้หัวใจตัวเองแล้ว นางขยับเข้าไปใกล้ลูกชาย ตบแก้มเขาเบา ๆ อย่างล้อเลียน แล้วเปรยแค่

“ถ้าแอลว่าเพื่อน แม่ก็จะเชื่อ เอาเป็นว่าแม่เอาใจช่วยให้แอลจัดการปัญหาเรื่องงานให้จบเร็ว ๆ นะลูก”

เมื่อเห็นดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้าตวัดขึ้นสบสานกัน มธุรสก็ยิ้มแฉ่งอย่างอดไม่ได้ เก็บงำประโยคสุดท้ายไว้กับตัวเอง

จัดการเรื่องงานเสร็จแล้ว จะได้มีเวลามาจัดการเรื่องหัวใจให้เรียบร้อยเสียที แม่อยากอุ้มหลานแล้ว !

“น้องโมหายไปไหนมาตั้งสองวัน ผมกะว่าถ้าวันนี้ยังไม่มาอีก พรุ่งนี้จะไปตามที่บริษัทแล้วนะ” เทรนเนอร์รูปหล่อหุ่นล่ำที่เจอหน้ากันแทบทุกวันมาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาจนสนิทสนมและเปลี่ยนมาใช้สรรพนามเรียงพี่เรียงน้องแทน แทบจะพุ่งออกจากห้องออกกำลังกาย ปรี่เข้ามาต่อว่าทันทีที่เห็นเธอออกจากลิฟต์

“โมติดธุระนิดหน่อยน่ะพี่เอก วันนี้เป็นวันอาทิตย์ก็ยังอุตส่าห์มาออกกำลังกายนะคะ เห็นแล้วแทนที่จะชม กลับมาเอ็ดกันย้อนหลังอย่างนี้ โมเสียกำลังใจแย่เลย”

เอกชัยหัวเราะหมดมาด เขาเดินเป็นเพื่อนหญิงสาวไปที่เคาน์เตอร์เพื่อรับกุญแจล็อกเกอร์ “ทำไมวันนี้น้องโมมาคนเดียวล่ะครับ แปลกจังเลย”

“ถ้าไม่มาคนเดียว แล้วพี่เอกจะให้โมมากับใครล่ะคะ”

“ก็...ผมได้ยินพนักงานของลียองคุยกันว่าน้องโมกับโนแอล...”

เสียงที่หายไป แม้ไม่ต้องเอ่ยจบประโยค แต่โมนาก็เดาได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร “เฮ้ย ! พี่เอกคิดไปถึงไหน โมกับเขาไม่ได้เป็นแฟนกันนะ”

“น้องโมพูดจริงหรือครับ” สายตาที่เหลียวมามองเธอบอกความยินดีชัดเจน

โมนาผงะเล็กน้อย “ทำไมพี่เอกต้องดีใจขนาดนั้นคะ”

เอกชัยหยุดเดิน หันมาสบตาเธอตรง ๆ วางรอยยิ้มเปิดเผยไว้บนใบหน้า “ก็เพราะมันแปลว่า...ผมยังพอมีหวังอยู่น่ะสิ เรื่องแค่นี้น้องโมยังต้องให้ผมบอกตรง ๆ อีกเหรอ” ดวงตาเป็นประกายวิบวาวไม่ปกปิดความดีใจ

โมนากะพริบตาปริบ ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอกำลังฝันไปหรือเปล่า ! ในวันที่เธอวิ่งวุ่นไขว่คว้า ทว่าโมนากลับพบแต่ความผิดหวัง ทว่าวันนี้...ยามที่เธอสนใจแค่จะรักตัวเองให้ดีที่สุด ทำตัวเองให้มีความสุขก็พอ จู่ ๆ กลับมีคนมาเสนอตัวทำท่าว่าสนใจเธอให้เห็นพร้อมกันทีละสองคน

นี่ถ้ารู้ว่าออกกำลังกายแล้วฟีโรโมนที่ปนมากับเหงื่อจะทำให้เนื้อหอมอย่างนี้ เธอคงเข้าฟิตเนสตั้งแต่สามสี่ปีก่อน ป่านนี้คงแต่งงานมีลูกสามไปแล้ว ไม่ต้องมาลุ้นติดแหง็กอยู่บนคานเพราะอาถรรพ์ซุ้มเล็บมือนางอย่างนี้หรอก !

“ขอผมพูดกับน้องโมตรง ๆ ได้ไหมครับ”

โอ...คุณพระช่วย ใกล้ชิดกันแค่สองอาทิตย์ เขาจะรุกเธอเลยหรือนี่

“พี่เอก...คือ...เอาไว้รอให้โมออกกำลังกายเสร็จก่อนดีไหมคะ”

“น้องโมรังเกียจผมเหรอ” เขาทอดเสียงอ่อนโยน

นี่เธอจะทำยังไงดี กฤตก็น่ารัก ดูเป็นแฟมิลี่แมนทำกับข้าวเก่งด้วย ส่วนพี่เทรนเนอร์ก็สุดเท่ สาว ๆ กรี๊ดแทบทั้งฟิตเนส เกิดสองคนนี้มาขอความรักเธอพร้อมกัน โมนาจะเลือกใครดี

รักพี่...เสียดายน้อยจังเลย !

“คือโมไม่รู้ว่าพี่เอกจะคุยเรื่องอะไรน่ะค่ะ กลัวว่าเกิดต้องคุยนาน เดี๋ยวโมออกกำลังกายไม่ครบตามตาราง”

“งั้นรอน้องโมออกกำลังกายเสร็จก่อนก็ได้ครับ เพราะบางทีเรื่องที่ผมจะคุยด้วย อาจทำให้น้องโมลำบากใจ”

“ลำบากใจเลยเหรอคะ” หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

“ครับ ผมจะขอน้ำใจจากน้องโม ไม่รู้ว่าน้องโมจะมีใจเมตตาคนที่กำลังตกอยู่ในห้วงรักหรือเปล่า”

สำนวนน้ำเน่าชวนเลี่ยนมาก หักสามคะแนนค่ะพี่เทรนเนอร์ !

โมนารีบยกมือขึ้นห้าม ปรามเสียงสั่น “ไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลังเถอะค่ะ ตอนนี้ขอโมไปออกกำลังกายก่อนนะคะ” เธอหิ้วกระเป๋าวิ่งจี๋ไปรับผ้าเช็ดตัว เผ่นเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

เจ้าของร่างอวบกลมยืนพิงตู้ล็อกเกอร์ มือลูบหน้าอกแรง ๆ เพื่อคลายความตกใจ สมองสับสนวุ่นวายไปหมด

ตายแล้ว ! ทำยังไงดี เธอยังไม่ได้ชอบเอกชัยนะ ก็แค่ปลื้มที่เขาสุดหล่อ เท่ หุ่นดี สาว ๆ ทั้งฟิตเนสกรี๊ด เป็นความสะใจยามผู้หญิงที่สวยกว่ามองมายังเธอด้วยความริษยาเท่านั้นเอง แต่เธอไม่เคยคิดคบเขาเป็นแฟน เธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ ท่าทางตอนเขาเคี้ยวข้าวเป็นยังไงก็ไม่เคยเห็นเลย เกิดเขากินข้าวมูมมาม จับตะเกียบขัดตา เธอจะรับได้หรือ

นี่เธอต้องตอบเขาเลยหรือเปล่า ถ้าต้องการเวลาคิดล่ะจะได้ไหม เอ...แต่ถ้าไม่ชอบเขาก็ควรปฏิเสธไปเลยตรง ๆ จะได้ไม่ต้องให้เขามีความหวังไงละ เอาไงดีวะ ตั้งแต่เกิดมา เคยแต่รอคนมาจีบ แล้วก็รอวันถูกทิ้ง เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่มีโอกาสได้ ‘เลือก’ ว่าอยากรับรักผู้ชายหรือเปล่า

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ชั่งใจว่าควรโทร.ไปปรึกษาเพื่อนในแก๊งเจ็ดนางฟ้าดีไหม ถ้าเกิดเสียงแตก เพื่อนลงมติไม่เป็นเอกฉันท์แล้วเธอจะทำยังไง ไม่เชื่อ...เพื่อนก็งอนแหง ๆ

โมนาเดาะของในมือ ขณะใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มไตร่ตรอง แวบหนึ่งที่นึกถึงกูรูที่ปรึกษาเรื่องการลงคาน แต่แล้วก็ปัดชื่อเขาออกทันที

คนบ้า คนกวนประสาท อยู่ดี ๆ มาหลบหน้ากันดื้อ ๆ ดีละ ! ไม่อยากเจอหน้ากัน งั้นก็ไม่รู้มารู้เรื่องอัพเดทของเราด้วยเลยเหอะ

สาวโสดผู้เกรงกลัวการขึ้นคานยัดโทรศัพท์กลับใส่กระเป๋าแล้วย้ำกับตัวเอง นี่เป็นเรื่องส่วนตัว เธอต้องตัดสินใจเองสิ ทำไมไปคอยฟังคำแนะนำจากคนอื่น ชีวิตเป็นของเธอ เลือกผิดหรือถูก ก็ไม่มีใครมารับผลของการตัดสินใจนอกจากเธอเอง เพราะงั้น...เธอต้องค่อย ๆ คิดว่าจะทำยังไงต่อไป

โมนายังไม่รู้หรอกว่าเอกชัยจะขอความรักตรง ๆ เลยหรือเปล่า และเธอควรตอบรับเขาแบบไหนถึงจะละมุนละม่อมทำร้ายจิตใจกันน้อยที่สุด ตอนนี้หญิงสาวรู้แค่เรื่องเดียว

คานจ๋า...โมนาลาก่อน !

ชัชวินเพ่งมองเอกสารปลอมทั้งปึกที่ยึดจากโมนามาถือไว้ด้วยสายตาเคร่งเครียด ความคิดแรกคือ...เพียงทำลายหลักฐานพวกนี้ ก็จะไม่มีใครเอาผิดเขาได้อีกแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วง เขาประมาทโมนาเกินไป คาดไม่ถึงว่าเธอจะสังเกตเห็นความผิดปกติเร็วเช่นนี้ คำถามที่เกิดขึ้นในใจก็คือ ผู้อำนวยการสาวเริ่มตรวจสอบมานานแค่ไหนแล้ว และโมนามีหลักฐานอะไรในมืออีกบ้าง มันมากพอที่จะเอาผิดคนทุจริตอย่างที่เธอขู่จริงหรือเปล่า

แฟ้มที่เขายึดมามีความหมายกับโมนาแน่นอน หากมีคนถามหาแฟ้มนี้ และหญิงสาวไม่สามารถนำไปแสดงได้ เธอต้องถูกข้อหาสมรู้ร่วมคิดและชิงทำลายหลักฐาน บางที...การเก็บแฟ้มนี้ไว้น่าจะดีกว่าทำลาย เขาอาจใช้มันต่อรองเพื่อขอแบ่งปันข้อมูลที่โมนาพบในภายภาคหน้าได้

ชายหนุ่มเลื่อนแฟ้มไปไว้ข้างโต๊ะ จากนั้นเอนพิงโซฟาพลางหลับตาลง ความคิดคำนึงลิบลอยไปโดยไม่ทันควบคุม แล้วสิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดก็คือ...โมนา

ดวงตาคมกริบลืมโพลงรวดเร็ว ช่วงไหล่ไหวขึ้นจนเห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวถอนใจอย่างแรง ชัชวินปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงแรกเขาคบกับโมนาเพื่อยั่วแหย่แสงดาว แต่เวลาเพียงไม่กี่เดือนที่คบกัน เขากลับไม่แน่ใจว่ายังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า ชีวิตที่มีโมนาเคียงข้างช่างเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย มีความสุข และไร้กังวลโดยสิ้นเชิง

โมนาไม่เคยหวงเงินทอง เธอพร้อมจ่ายสำหรับสิ่งที่ต้องการโดยไม่เคยหยุดคิดหรือเสียดายสักนิด เขาได้เรียนรู้ชีวิตที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนมากมาย ทั้งการเข้าร้านอาหารกินสเต๊กเนื้อญี่ปุ่นจานละหลายพัน ดูคอนเสิร์ตที่นั่งวีไอพี ชมละครเวทีจากต่างประเทศที่มาเปิดแสดงในเมืองไทย หรือแม้กระทั่งจองตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งกะทันหันตอนเย็นวันศุกร์เพื่อไปเที่ยวต่างประเทศกันสองต่อสอง ซึ่งแม้จะเป็นนักเรียนนอกหัวทันสมัย ทว่ายามเดินทางกันตามลำพัง โมนาก็ไว้กิริยาวางตัวดีจนเขา ‘ไม่กล้า’ รุกเร้าล่วงเกินเอาแต่ใจ

แต่แล้วเพียงเพราะความสุขชั่วคราวที่คิดจะตักตวงจากสิริวิมล ก็กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ฉีกเส้นทางของเขาออกจากโมนา เมื่อสิริวิมลไม่ยอมผ่านไปง่าย ๆ ดังคาด ทั้งยังบุกไปแสดงตัวต่อหน้าโมนา ทุกสิ่งที่ชัชวินเคยมีจึงลิบลอยหลุดมือ ชีวิตสุขสบายที่เคยเสพติดกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ ขณะสิ่งที่มุ่งหมายแปรเป็นความว่างเปล่า

ชายหนุ่มมองนาฬิกาที่โมนาซื้อให้เป็นของขวัญวันครบรอบหนึ่งเดือนที่คบกัน เขาเคยนับวันคอยการฉลองครบรอบสามเดือน หกเดือน และหนึ่งปีแล้วด้วยซ้ำ น่าเสียดาย หากทุกอย่างต้องกลายเป็นฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

เพียงความคิดนั้นตกกระทบถึงใจ ชายหนุ่มพบว่าเขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย ชัชวินไม่หยุดชั่งใจด้วยซ้ำ เมื่อกดโทรศัพท์หาโมนา สัญญาณลากเสียงยาว ๆ คอยสายดังครู่เดียว ก่อนกลายเป็นติ๊ดสั้น ๆ บอกให้รู้ว่าโมนาตัดสายทิ้ง เธอปฏิเสธการรับสายของเขา

ชัชวินผุดลุกขึ้น มือเอื้อมคว้ากุญแจรถจากบนโต๊ะผลุนผลันออกจากบ้านเร็วเท่าที่ใจสั่งการ และจุดหมายของเขาก็คือ...คอนโดมิเนียมของโมนา !

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบเปิดประตูกระจกไว้รอท่าทันทีที่เห็นผู้อาศัยในอาคารหิ้วกระเป๋าใส่ของเดินจากสถานีรถไฟฟ้ากำลังตรงมาหา เมื่อหญิงสาวร่างท้วมก้าวผ่านประตูเข้ามาแล้ว เขาก็ทักทายพร้อมกับรายงาน

“สายัณห์สวัสดิ์ครับคุณโมนา มีแขกมารอพบคุณโมอยู่ที่ห้องรับรองของคอนโดฯ ครับ”

“ขอบคุณค่ะ” โมนามุ่งตรงไปที่ห้องรับรองเล็กซึ่งตกแต่งไว้สำหรับให้แขกคอยยามมาพบผู้อาศัยในอาคาร

ขณะกำลังจะผลักประตูกระจกฝ้าเข้าไปนั่นเอง หางตาเธอก็เห็นใครคนหนึ่งเข้าเสียก่อน โมนาหมุนตัวขวับ เดินไปยืนเผชิญหน้าอีกฝ่าย ใช้มือข้างว่างเท้าเอวด้วยความหมั่นไส้

“หายไปไหนมาทั้งวันยะ โทร.ไปก็ไม่รับสาย ฉันเป็นห่วงแทบแย่ นึกว่าคุณหลงทางตกคลองถูกน้ำพัดพาออกปากอ่าวไปแล้ว หรือไม่ก็ถูกหลอกไปขายที่สีลมซอยสี่ละ ปล่อยให้คนอื่นเป็นห่วง คุณนี่นิสัยแย่ชะมัดเลย”

“ผมเหนื่อย อยากพัก ไว้คุยกันพรุ่งนี้นะ” โนแอลทำท่าจะเดินหนีดื้อ ๆ

หญิงสาวเอื้อมไปคว้าแขนเขาไว้ เกือบจะยุดไว้แล้ว แต่ก็แทบไม่จำเป็นเลย เพราะโนแอลชะงัก ขมวดคิ้วนิด ๆ ขณะมองไปทางด้านหลังเธอ โมนาจึงเหลียวไปมองบ้าง แล้วก็พบผู้ชายคนหนึ่งกำลังก้าวออกมาจากช่องว่างระหว่างประตูพอดี เพียงเผชิญหน้ากันชัดเจน ดวงตาคมกริบคู่นั้นก็หลุบลงมองมือของเธอที่ยึดแขนโนแอลอยู่ทันที

“ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณตามลำพังนะโม” ชัชวินจงใจพูดภาษาแม่ ฟังรู้ว่าเจตนากันคนที่ไม่น่าจะเข้าใจภาษาไทยออกจากบทสนทนา

“คุณควรพูดภาษาอังกฤษนะคุณชัชวิน โนแอลจะได้เข้าใจด้วย” โมนาปรามหน้าขรึม

“โอเค ! ” ชัชวินว่าง่าย และประโยคถัดไปก็หันมาจู่โจมหนุ่มปารีเซียงแทน “ถ้าคุณมีธุระกับโม ก็น่าจะไว้คุยกันที่ออฟฟิศนะครับเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์ มาถึงคอนโดแบบนี้ ไม่คิดบ้างหรือว่า ‘เรา’ อาจไม่สะดวกต้อนรับ”

โมนาจิกแขนหนุ่มปารีเซียงแทนการเตือน เกรงเขาจะลืมว่าต้องปิดบังเรื่องที่มาเช่าห้องเธออยู่ ขืนเขาพูดความจริงออกไป ชื่อเสียงเธอจบเห่แน่ !

“ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งออฟฟิศว่าผมกับเชรีกำลัง ‘ดู ๆ ’ กันอยู่ มันก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอถ้าคนจีบกันจะแวะมาหากันในวันหยุด ผมต่างหากที่ควรถามว่าคุณมาทำอะไรที่นี่”

หญิงสาวนึกขอบคุณเขาอยู่ในใจที่พูดคลุมเครือชวนให้เข้าใจไปอีกด้านหนึ่งได้โดยที่ไม่ต้องโกหกเลย

“ปกติวันหยุดโมต้องการพักผ่อน คุณไม่ควรมารบกวนเธอ” ชัชวินแสดงความสนิทสนมต่อเนื่องเป็นการเกทับ

“ก็ตอนนี้มันไม่ปกติ มีคนมาจีบ จะให้เชรีอยู่เฝ้าคอนโดเป็นนางห้องได้ยังไง” โนแอลยิ้มกวน

โมนาปล่อยมือจากแขนชายหนุ่ม และหันไปถามชัชวิน “คุณมาที่นี่มีธุระหรือเปล่าคะ”

“มีสิ ผมต้องการคุยกับคุณ...ตามลำพัง” แม้คราวนี้จะพูดภาษาอังกฤษ แต่เขาก็ยังคงย้ำประโยคเดิม

“ถ้าเป็นเรื่องงาน เอาไว้คุยกันที่ออฟฟิศดีกว่าค่ะ”

โนแอลจึงใช้ถ้อยคำทำนองเดียวกับที่อีกฝ่ายพยายามปั่นหัวเขาบ้าง

“นี่เป็นวันหยุด ‘เรา’ ต้องการพักผ่อน เก็บเรื่องงานไว้คุยพรุ่งนี้เถอะครับ อย่าเอามารบกวนเวลาส่วนตัว ‘ของเรา’ เลย”

แค่เห็นท่าทางฮึดฮัดของชัชวิน ผู้หญิงคนเดียวในที่นั้นก็รู้ว่าเจ้านายจอมแสบก่อกวนจนได้รับชัยชนะในสงครามยกนี้

โนแอลเอื้อมไปคว้ากระเป๋าในมือหญิงสาวมาถือ แล้วชวน “ออกกำลังกายเหนื่อยไหมเชรี อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เดี๋ยวเราข้ามไปฟู้ดแลนด์ซื้อของสดไว้ก่อนดีไหม วันนี้ผมทำกับข้าวให้คุณกินเอง”

โมนาตวัดดวงตากลมโตขึ้นมองเขา ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วค่อยส่งยิ้มหวานไปให้ สีหน้าบอกชัดว่ากำลังตั้งใจ ‘แกล้ง’ เขาเต็มที่

“ฉันว่าคุณทั้งสองคน ‘กลับ’ ไปเถอะค่ะ ฉันอยากพักผ่อนแล้ว ขอบคุณนะคะโนแอลที่เสนอตัวทำมื้อเย็นให้ แต่วันนี้ฉันตั้งใจจะทานแค่สลัดกับโยเกิร์ตเบา ๆ ฉันจัดการเองได้ค่ะ”

ชัชวินขมวดคิ้วและขัดขึ้นกลางคัน “ผมได้ยินเด็กที่ออฟฟิศพูดกันว่าคุณไปออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ได้คิดมาก แต่พอมาได้ยินว่าคุณกินอาหารอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นน่าอร่อยเลย โม...นี่คุณลดความอ้วนเหรอ”

“ฉันจะทำอะไรมันก็เป็นความพอใจส่วนตัวของฉันนะคุณวิน”

“ลดทำไมล่ะคนดี คุณสวยน่ารักอยู่แล้วนะ เชื่อผมสิ” สายตาคมกริบของชัชวินตวัดมองไปทางผู้ชายอีกคน แถมยังกล่าวหาด้วยการโยนความผิด “อย่าบอกนะว่าเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์อยากให้คุณผอม คุณก็เลยต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อตามใจเขาน่ะ”

โมนาเชื่อว่าเธอไม่ได้ลำเอียง แต่น้ำเสียงของชัชวินที่พูดประโยคนี้ฟังเป็นเดือดเป็นแค้นและไม่พอใจอย่างมาก หญิงสาวอยากจะเชื่อเหลือเกินว่าเขารู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ

สาวอวบกวาดตามองชัชวินด้วยความลังเล ขณะที่ ‘หัวใจ’ โน้มน้าวให้เชื่อว่าเขาชอบเธอโดยไร้ข้อแม้ ทว่า ‘สมอง’ กลับสั่งให้ลืมสิ่งที่ผู้ชายคนนี้เคยพูดให้หมด จำไว้ว่าเขาเจตนาเข้ามาใกล้ชิดเพื่อใช้เธอเป็นสะพานข้ามไปสู่หนทางทุจริตบริษัทต่างหาก

โมนามองนาฬิกาที่เขายังคงสวมติดข้อมืออยู่ด้วยความรู้สึกทั้งรักและแค้นระคนกัน เขาไม่ได้รักใคร่เธออย่างที่พูดหรอก ผู้ชายคนนี้เห็นเธอเป็นถังข้าวสารเท่านั้นเอง จำไว้สิโมนา !

“เชรี ขอผมหิ้วกระเป๋าขึ้นไปส่งคุณถึงที่ห้องเถอะนะ” โนแอลทำเสียงหวานเปลี่ยนเรื่องดื้อ ๆ

“ไม่ดีหรอกค่ะ นี่มันดึกมากแล้วนะคะ” โมนาอยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเล่นตามบทสาวถูกจีบไปเรื่อย คนจีบที่ถูกไล่กลับบ้านจะทำยังไง ในเมื่อตอนนี้ ‘บ้าน’ ที่ว่าก็คือคอนโดฯ เธอนี่แหละ

แล้วชัชวินก็เปรยลอย ๆ ขึ้นมาอีก “โมไม่ใช่ผู้หญิงพวกฟรีเซ็กซ์อย่างที่คุณเคยเจอมาหรอกนะ เธอเป็นผู้หญิงไทยที่รู้จักรักนวลสงวนตัว รู้ไว้ซะด้วย”

โมนาตวัดค้อนใส่คนพูด แต่ลึก ๆ แล้วไม่โกรธเลย ออกจะพอใจเสียด้วย “ถ้านั่นเป็นคำชมก็ขอบคุณนะคะคุณชัช แต่โมว่าคุณกลับไปดีกว่า เพราะเกิดแฟนคุณรู้ว่าคุณมาที่นี่แล้วตามมาอาละวาดอีก คราวนี้โมจะไม่ยอมให้มันผ่านไปง่าย ๆ อย่างสองครั้งก่อนแล้วนะ”

ชัชวินถอนหายใจ “โมจ๋า...ผมกับสิรีไม่มีอะไรกันจริง ๆ นะ เราแค่สนุกด้วยกันเท่านั้นเอง”

หญิงสาวรีบยกมือปราม “คุณไม่เบื่อพูด แต่โมเบื่อที่จะฟังแล้วค่ะ” เธอเล่นเกมแก้เผ็ดได้จี๊ดจ๊าดสะใจนัก เมื่อหันมาพยักหน้ากับโนแอล “ฉันเปลี่ยนใจแล้วค่ะ จะว่าไปคุณก็เพิ่งมาถึง ขึ้นไปนั่งพักดื่มน้ำ ดูซีรี่ส์เป็นเพื่อนฉันสักตอนสองตอนก่อนดีกว่า แล้วสามสี่ทุ่มค่อย ‘กลับ’ คุณคิดว่าไงคะ”

ชัชวินกอดอกนิ่ง บอกแค่ “งั้นผมจะคอยอยู่ข้างล่างนี่ รอกลับพร้อมเมอร์ซิเออร์เดอแบร์มองต์ก็แล้วกัน”

“ตามใจคุณเถอะค่ะ บอกไว้ก่อนเลยว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ มันไม่มีผลกับโมทั้งนั้น” โมนาหันมาทางหนุ่มปารีเซียงแล้วบอก “ไปค่ะโนแอล ฉันมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟังด้วย คุณจะต้องชอบแน่เลย”

นี่ต้องเป็นฉากชีวิตที่เธอไม่มีวันลืมแน่ ๆ เมื่อโมนาสะบัดหน้าเมินใส่หนุ่มสุดหล่อคนหนึ่ง ใช้บัตรผ่านอิเล็กทรอนิกส์เปิดประตูกระจกเข้าสู่โถงลิฟต์ โดยมีผู้ชายอีกคนที่หล่อกว่าหิ้วกระเป๋าตามหลังมาอย่างว่าง่าย

โอย...มีความสุขที่สุดในโลก !

แวบสุดท้ายที่ปรายตามองไปทางชัชวิน โมนาสังหรณ์ใจลึก ๆ ว่าเขาอาจอยู่คอยที่ล็อบบี้จนกว่าจะเห็นโนแอลกลับลงมาจริง ๆ ก็เป็นได้

“ผมรู้สึกอยู่คนเดียวหรือเปล่า ว่าเขาห่วงคุณน่ะ” โนแอลเปรยเมื่อประตูลิฟต์ปิดสนิท

“คุณเป็นผู้ชาย น่าจะดูกันออกมากกว่าฉันนะ”

“ถ้าเขารักคุณจริง ๆ ล่ะ” ในที่สุดโนแอลก็ถามในสิ่งที่เธอกลัวคำตอบออกมาดัง ๆ “ไม่คิดว่ามันเป็นไปได้เหรอ”

“ไม่ค่ะ เขามีทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่าฉันเยอะมาก”

“ตราบใดที่ผู้หญิงพวกนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่เขา ‘ต้องการ’ ต่อให้มีตัวเลือกอีกเป็นร้อยเป็นพัน มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ ความรักคือการเลือกคนที่เราต้องการที่สุด ไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่คนอื่นเห็นว่าสมควร”

โมนาถอนหายใจ จะบอกผู้ชายคนนี้ได้อย่างไรว่าเหตุผลแท้จริงที่ชัชวินเข้ามาใกล้ชิดเธอคืออะไร เพราะมันต้องนำไปสู่คำถามที่ตามมาไม่สิ้นสุดแน่นอน และยังเป็นคำถามที่เธอไม่พร้อมตอบอีกด้วย หญิงสาวตัดบทด้วยการยักไหล่ บอกราวกับไม่ใส่ใจง่าย ๆ ว่า

“ช่างมันเถอะโนแอล เอาเป็นว่าฉันรู้ว่าเขาไม่ได้รักฉันจริง ๆ ก็แล้วกัน”

ณ บ้านเดี่ยวหลังเล็กในย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง แสงดาวหยิบหนังสือพิมพ์ใกล้มือขว้างใส่สตรีที่นั่งก้มหน้าบีบมืออยู่ที่หน้าตักบนโซฟาด้วยความหงุดหงิดไม่ได้ดังใจ กระดาษแผ่นใหญ่เนื้อบางปลิวว่อนไม่ทำให้เจ็บปวด แต่น่าจะอับอายกับถ้อยคำผรุสวาทที่ตามมามากกว่า

“นังโง่ ! แกปล่อยให้ยายอ้วนเอาเอกสารตั้งเบิกปลอมไปข่มขู่ให้ชัชวินสารภาพความจริงได้ยังไง แล้วนี่สมองน่ะมีบ้างไหม ผ่านมาตั้งสองวันแล้ว ทำไมเพิ่งมาบอกฉันป่านนี้”

“หนูเพิ่งรู้ว่าคุณโมขู่จะเปิดโปงคุณชัชตอนก๊อปปี้ไฟล์เสียงจากเครื่องดักฟังมาเก็บไว้น่ะค่ะ”

“แล้วชัชว่ายังไงบ้าง” แสงดาวรอฟังคำตอบด้วยความกระวนกระวาย “เขารับสารภาพหรือเปล่า”

“ไม่ได้รับตรง ๆ ค่ะ แต่บอกคุณโมทำนองว่าเขามาใกล้ชิดกับคุณโมเพื่อผลประโยชน์”

แสงดาวปรบมือรัวด้วยความพอใจ สีหน้าระรื่น “จริงเหรอ ชัชบอกจริงเหรอว่าไม่ได้รักยายอ้วนนั่น นี่แปลว่าที่เขาประกาศต่อหน้าพนักงานวันนั้น เขาก็แค่หลอกให้ฉันกังวลเท่านั้นเองน่ะสิ”

คนตกเป็นเบี้ยล่างก้มหน้างุด ไม่แสดงความคิดเห็น พยายามปกปิดความรู้สึกแท้จริงไว้จากสตรีตรงหน้า

แสงดาวเปิดกระเป๋าดึงธนบัตรปึกหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะ “นี่ส่วนแบ่งของแก รับไว้แล้วปิดปากให้สนิทล่ะ”

หญิงสาวผู้ไม่มีทางเลือกเอื้อมไปหยิบเงินมาถือไว้ ดวงหน้ามีรอยเศร้าทาบทาพยายามฝืนยิ้ม ขณะพนมมือทำความเคารพอีกฝ่าย “ขอบคุณคุณดาวค่ะที่กรุณาหนู”

แสงดาวโบกมือ ยิ้มร่าราวกับไม่ถือสา “ช่างมันเถอะ ถือว่าช่วย ๆ กัน ถึงฉันจะไม่ต้องการและรังเกียจแกแค่ไหน แต่ฉันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ยังไงแกก็มีเลือดพ่อฉันครึ่งนึงอยู่ดี ดีนะเนี่ยที่แกใช้นามสกุลแม่ แค่คิดว่าต้องใช้นามสกุลเดียวกับแก ฉันก็ขนลุกละ” แสงดาวยักไหล่ “วันนี้ฉันกลับละ”

“หนูไปส่งค่ะ” เจ้าบ้านรีบลุกขึ้น กุลีกุจอเอาใจ

“ไม่ต้อง ถึงแกจะเป็นน้อง แต่ฉันก็ไม่ได้ต้องการคลุกคลีหรืออนุญาตให้แกทำตัวตีเสมอหรอกนะ”

“หนูไม่เคยอาจเอื้อมขนาดนั้นหรอกค่ะ”

“ดีแล้ว ! เพราะฉันเกลียดที่สุดก็คือพวกไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงานี่แหละ เป็นลูกเมียน้อยก็จงอยู่ส่วนของตัวเองไป อย่าได้คิดเสนอหน้าขึ้นมาอยู่ในสังคมของฉันเด็ดขาด ! ”

แสงดาวคว้ากระเป๋าสะพาย แล้วลุกขึ้นเดินนวยนาดออกจากบ้านหลังเล็กนั้นด้วยมาดนางพญา โดยไม่ชายตามองกลับมายังคนที่อยู่เบื้องหลังเลย

หญิงสาวก้มหน้ากรีดน้ำตา เกลียดความต่ำต้อยของตัวเองเท่ากับที่ริษยาความสูงส่งของพี่สาว และในบางเสี้ยววินาทีนั้นเอง ที่เธอแทบรอให้ถึงวันที่ความจริงถูกเปิดเผยไม่ได้ เพราะเธอคงสะใจที่สุดหากได้เห็นพี่สาวต่างมารดาผู้หัวสูงปีกหักราวกับหงส์ต้องบ่วงนายพราน !

------------------------------------------------

sds



หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Gif Kraiphool
มีปมโผล่มาเรื่อยๆเลย โนแอลจะจับคนผิดที่แท้จริงได้ไหมนะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Yoko
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 8 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว