[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 14

หลังจากเชิดใส่ชัชวินและลากโนแอลขึ้นไปยังห้องพักแล้ว เพื่อนร่วมห้องของเธอก็ขอตัวไปอาบน้ำเพราะตระเวนอยู่ข้างนอกมาทั้งวัน หญิงสาวซึ่งมีเรื่องจะเจรจาจึงย่นจมูกตามหลังไปด้วยความไม่ได้ดังใจ

เกือบสี่ทุ่มโมนาโทร.ไปยังส่วนต้อนรับของคอนโดฯ ก็พบว่าชัชวินยังอยู่เฝ้ารอให้โนแอลกลับจากคอนโดเธอจริง ๆ เธอจึงต้องอัปเปหิโนแอลออกไปแสดงตัว เพื่อไม่ให้ชัชวินจับพิรุธเรื่องที่ทั้งสองแชร์ห้องพักในคอนโดฯ เดียวกัน โนแอลจึงจำต้องผลัดสวมเสื้อผ้าชุดเก่าออกจากห้องตอนสี่ทุ่มเศษ เขาล่อชัชวินไปแล้ว จึงกลับคอนโดในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมา ซึ่งโมนารู้ก็เพราะได้ยินเสียงไขกุญแจ จึงงัวเงียขึ้นดูเวลา

เช้าวันถัดมา เธอรีบตื่นเตรียมอาหารเช้าสไตล์อเมริกันไว้คอยท่าเขา เพราะเรื่องฉุกเฉินนี้ ยังไงก็ต้องการให้โนแอลยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่งั้น...เธอจบเห่แน่ !

หนุ่มปารีเซียงออกจากห้องนอนด้วยสีหน้าอิดโรย ใบหน้ารกครึ้มด้วยไรเขียวรอบปาก แก้ม และคาง ดวงตามีรอยคล้ำข้างใต้นิด ๆ ราวกับว่าเขาแทบไม่ได้นอนมาทั้งคืน

โมนารีบเปิดตู้เย็นรินน้ำส้มสดจากกล่องมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเอาใจ

“ท่าทางคุณไม่สดชื่นเลย ดื่มน้ำส้มหน่อยนะ วิตามินซีจะทำให้กระปรี้กระเปร่าไง”

ดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้าหรี่มองเธออย่างค้นหา

โมนาไม่ยอมเฉลยง่าย ๆ เธอยกแก้วน้ำส้มจ่อริมฝีปากอีกฝ่าย คะยั้นคะยอ “ดื่มก่อนสิ เดี๋ยวจะได้กินอาหารเช้า พอใช้ตะหลิวกระทะเป็น ฉันก็รู้วิธีทอดไข่ดาวไส้กรอกแล้วนะ”

โนแอลเหลือบตามองไข่ดาวที่เกรียมกว่าปกติ กับไส้กรอกทอดหน้าตาเหมือนดอกไม้เบี้ยว ๆ แล้วหันกลับมาทางแม่ครัว “กินได้แน่เหรอ”

“ได้สิ เมื่อวานซืนข้าวยำยังกินได้เลย นี่มันแค่ทอดน้ำมัน ง่ายกว่าทำข้าวยำตั้งร้อยเท่า กินได้แน่นอน”

โมนาคว้าแขนชายหนุ่มลากมานั่ง ยัดส้อมกับมีดใส่มือ แล้วเทซอสมะเขือเทศใส่จานให้อย่างเอาใจ

“นี่ไม่ปกติแล้ว คุณมีอะไรก็ว่ามา”

“กินก่อนสิ ชิมแล้วบอกก่อนว่าอร่อยไหม”

โนแอลส่ายหน้า “ไม่กินหรอก เดี๋ยวคุณทวงบุญคุณ บังคับว่าผมกินข้าวฝีมือคุณแล้ว ไม่ว่าคุณต่อรองให้ทำอะไร ผมจะไม่มีทางถอยไว้ปฏิเสธ”

“โอ๊ย ! ฉันเกลียดคุณ รู้ทันตลอดเลย” จอมวางแผนโอดครวญ “งั้นไม่ทวงบุญคุณก็ได้ ทวงสัญญาแทนละกัน จำได้ไหมที่ฉันบอกคุณไว้ตั้งแต่วันเสาร์น่ะ คุณกฤตชวนฉันไปร้านหนังสือ เขาจะแนะนำคู่มือทำอาหารให้ฉัน”

“ไปห้างในวันหยุดยาวอย่างนี้เนี่ยนะ เดี๋ยวก็โดนคนทับตายหรอก”

“ไม่หรอกน่า คนส่วนใหญ่ไปกินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง มีไม่กี่คนหรอกที่ไปซื้อหนังสือน่ะ”

“แล้วคุณมาบอกผมทำไม”

“ก็คุณบอกว่าจะเป็นอาจารย์ช่วยให้ฉันลงจากคาน” โมนาถอยหลังไปยืนกางมือให้อีกฝ่ายมองเต็มตา “คุณจะไม่เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวให้ฉันหน่อยเหรอ นี่มันรวมอยู่ในข้อตกลงของเรานะ ฉันซักผ้ารีดผ้าให้คุณแล้ว”

“ผมรู้หรอกว่าคุณไม่ได้ทำเอง ผมเคยเจอเด็กที่คุณจ้างไว้ซักรีดเสื้อผ้าแล้ว”

คนโดนจับได้หน้าม่อย “เอาเหอะ ๆ คุณแค่บังคับให้ฉันดูแลซักรีดเสื้อผ้าให้ แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าฉันต้องทำเอง ถ้าฉันไปจ้างต่ออีกทอด มันก็ไม่น่าถือว่าผิดข้อตกลงนะ”

โนแอลส่ายหน้า “ที่ผมบังคับให้คุณทำ ก็เพราะคุณจะได้ใช้พลังงาน เป็นวิธีออกกำลังกายด้วยการทำงานบ้านต่างหากล่ะ หาเรื่องเลี่ยงคัมภีร์ตลอดอย่างนี้ ถามจริง คุณคิดว่าตัวเองจะผอมได้ด้วยวิธีไหนเหรอ”

“อ้าว แล้วก็ไม่บอกแต่แรก นี่ถ้ารู้ก่อนว่าเจตนาของคุณคืออะไร ฉันก็จัดการทำทั้งหมดเองอยู่แล้ว” โมนารีบเอาหน้า “นี่ แล้วตกลงเรื่องที่ฉันนัดกับคุณกฤตนี่จะเอายังไงล่ะ”

ครูฝึกเสน่ห์ส่ายหน้า ใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกเหี่ยว ๆ ใส่ปาก เคี้ยวจนหมดแล้วจึงเอ่ย “ผมรับสินบนคุณมาแล้วนี่ ผมจะทำไงได้นอกจากตกลง กินข้าวสิ เดี๋ยวห้างเปิดแล้วไปซื้อเสื้อผ้ากัน คุณนัดเขากี่โมงล่ะ”

“บ่ายสี่โมงเย็นค่ะ เจอกันที่ห้างเลย”

“ดี...งั้นก็ไปซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แล้วคุณก็ไปทำผม แต่งหน้าที่ห้างเลยละกัน เรามีเวลาหกชั่วโมงน่าจะพอแปลงโฉมนางซินได้อยู่หรอก”

“ขอบคุณ คุณนี่น่ารักที่สุดเลยนะโนแอล” โมนายิ้มกว้างสมใจ แล้วนั่งลงตรงข้ามลงมือรับประทานอาหารเช้าฝีมือตัวเองทันที เธอมัวแต่จินตนาการถึงการนัดหมายกับกฤตในช่วงเย็นวันนี้ จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าผู้ชายช่างยั่วแหย่คนเดิม บัดนี้กลับมีท่าทีเคร่งขรึมแปลก ๆ แถมยังหน้าบึ้งตลอดเวลาอีกด้วย !

โมนามองเงาสะท้อนจากกระจกด้วยอาการตกตะลึง ไม่อยากเชื่อสายตาว่าเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาอ่อนที่ประดับลูกไม้ตรงปกและแขนเสื้อ มีส่วนคอดตรงเอว เมื่อสอดชายเข้าในกางเกงสแล็คเข้ารูปเอวต่ำสีกากีเข้ม คาดเข็มขัดเส้นเรียวเล็กสีกากี จะทำให้เธอดูมีองค์เอวแถมยังผอมผิดตาเช่นนี้อีกด้วย

“ปกติถ้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ๆ ฉันจะต้องดูเหมือนเอาถุงพลาสติกใส ๆ ไปครอบถังน้ำมันเลยนะ นี่คุณทำได้ยังไงเนี่ยโนแอล มันเยี่ยมมากเลย”

คนได้เป็นแฟชั่นนิสตาโดยไม่ตั้งใจส่ายหน้าระอา

“ที่ผ่านมาคุณมัวแต่อายหุ่น ใส่เสื้อผ้าตัวหลวม ๆ โคร่ง ๆ มันก็ยิ่งทำให้มองไม่เห็นอกเอวสะโพกน่ะสิ” เขาหยิบเสื้อยืดจากราวมาส่งให้หญิงสาว “เสื้อพวกนี้น่ะ เขาตัดเย็บให้ส่วนเอวคอดเข้ารูป เวลาสวมจะทำให้เห็นเอวชัดขึ้น คุณจะดูมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ไม่เป็นแท่ง ๆ ถัง ๆ เหมือนที่ผ่านมา”

“คุณแต่งตัวเก่งกว่าผู้หญิงอย่างฉันเสียอีก” เธอยกนิ้วโป้งให้ด้วยความชื่นชม

“แน่ละ คนฝรั่งเศสน่ะยอมอยู่บ้านเฉย ๆ ดีกว่าแต่งตัวห่วย ๆ ออกจากบ้านนะ รู้หรือเปล่า” เขาชี้กางเกงที่เธอสวมแล้วอบรมต่อ “เวลาซื้อกางเกงหรือกระโปรง เลือกแบบที่ยาวคลุมถึงตาตุ่มไปเลย หรือไม่ก็ต้องสั้นอยู่เหนือเข่าขึ้นไป ข้อห้ามของสาวไซส์ใหญ่ก็คือ อย่าใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ยาวเลยเข่าลงมา พวกครึ่งแข้งหรือสี่ส่วนน่ะ ขอร้องนะ มันจะทำให้เห็นส่วนขาของคุณโผล่พ้นร่มผ้ามานิดเดียว ดูแล้วขาสั้นม่อต้อไม่รู้ด้วย” อาจารย์ทั้งสอนทั้งขู่ไปพร้อมกัน

“โอ้โห...ไอ้ที่คุณบอกว่า ‘ควรทำ’ เนี่ย ฉันตัดออกจากรายการเป็นสิ่งแรกตลอดเลยรู้ไหม ฉันไม่นุ่งสั้นเด็ดขาด จะใส่ตั้งแต่หัวเข่าลงมาตลอด มิน่า...ฉันก็ว่าทำไมตัวเองดูเตี้ย ๆ ล่ำ ๆ ”

“ไม่รู้ไม่ผิด แต่จากนี้ถ้าแต่งตัวแล้วออกมาไม่สวยอีก คุณจะโดนทำโทษแล้วนะ” โนแอลคาดโทษ ก่อนชี้รองเท้าสานส้นเตี้ยของเธอพร้อมกับถาม “ใส่รองเท้าสูงเป็นไหม”

“ใส่ได้ แต่ฉันเห็นว่าตัวเองสูงอยู่แล้ว เลยไม่ชอบใส่รองเท้าสูงน่ะ”

ชายหนุ่มเหล่ตามองเธออย่างหมิ่น ๆ “คุณน่ะ อย่างมากก็ร้อยหกสิบเจ็ดร้อยหกสิบแปดเองมั้ง อย่างนี้ไม่เรียกสูงนะ ต้องร้อยเจ็ดสิบห้าขึ้นไปโน่น ถึงจะใช้คำนั้นได้”

“ผู้ชายไทยไม่ได้ตัวสูงโย่งอย่างคุณทุกคนนี่นา ขืนฉันใส่รองเท้าเสริมเข้าไปอีก คราวนี้ละได้เป็นยักษ์ปักหลั่นตัวจริงเลย ทั้งสูงทั้งใหญ่ คนเขาจะพานนึกว่าเป็นกำแพงเอานะ”

โนแอลหัวเราะหึ ๆ “คุณใส่สูงสักสองถึงสามนิ้วได้ เลือกรองเท้าที่ส้นแหลมเพรียว มันจะช่วยให้คุณดูขายาวขึ้น จำไว้ด้วยละ ผมจะสอนเรื่องพวกนี้แค่ครั้งเดียวนะ”

นักเรียนวิชาแต่งตัวยกนิ้วชี้จีบกับนิ้วโป้ง แล้วชูขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าตกลง

ชายหนุ่มชี้เสื้อผ้าแต่ละชนิดบนราว แล้วสอนเคล็ดลับการเลือกให้โมนาทีละชิ้น เขาจับคู่เสื้อผ้าหลายชุดให้เธอเข้าไปลองสวมออกมาให้ดู แบบไหนที่พอใจ เจ้าหล่อนก็เลือกสีและสั่งซื้อเป็นที่เพลิดเพลิน

โนแอลหยิบเชิ้ตสีเทากับกางเกงสีกากีซึ่งโมนาลองเป็นชุดแรก ๆ แยกออกจากกองมาส่งให้พนักงาน สั่งเป็นภาษาอังกฤษช้า ๆ “ช่วยรีดชุดนี้ให้เลยได้ไหมครับ ผมอยากให้เธอเปลี่ยนไปเลย ส่วนที่เหลือนั่นใส่ถุงมาครับ”

เมื่อพนักงานหอบเสื้อผ้าทั้งหมดไปคิดเงิน โมนาก็เอนตัวมาหาเขา “พวกพนักงานตรงโน้นเขามองเรากันใหญ่เลยโนแอล สงสัยเขานึกว่าคุณเป็นแฟนฉัน”

“ตอนไปซื้อเสื้อผ้าออกกำลังกายก็เคยถูกมองมาแล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอ” จอมกวนย้อนถามด้วยสีหน้ายียวน

“ไม่ชินหรอก แต่ชอบนะ” โมนาสบตาชายหนุ่ม “ผู้หญิงที่เป็นแฟนคุณต้องเป็นคนที่โชคดีจริง ๆ เลย”

“ไม่กี่วันก่อนคุณยังหาว่าผมเผด็จการเอาแต่ใจอยู่เลย ทำดีชดใช้นิดหน่อย ผมกลายเป็นเทพบุตรแล้วเรอะ"

“นั่นฉันประชดย่ะ ก็คุณชอบแกล้งฉันนี่นา แต่ความจริงแล้วคุณน่ะทั้งเก่ง ฉลาด หล่อสุด ๆ แถมยังทำกับข้าวเก่งอีกด้วย ถามจริงนะ คุณมีข้อเสียบ้างไหม”

“มี ! เวลาผมรักใคร ผมรักจริง”

“อี๋...น้ำเน่าละ แบบนี้มันเป็นข้อเสียตรงไหนไม่ทราบยะ”

“เพราะผมรู้ตัวไงว่าถ้าผมรักใคร ผมจะรักแบบไม่สนใจเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น ผมถึงเลือกมากไง กว่าจะยอมรักใครสักคน”

“ฉันอยากให้ผู้ชายของฉันคิดแบบคุณบ้างจัง”

“คุณมีสเป็คสูงอย่างนี้นี่เอง ถึงได้เป็นโสดมาจนป่านนี้น่ะ”

“แหม...พ่อคนสเป็คต่ำ ทำมาประชดฉันยังกับตัวเองมีแฟนแล้วงั้นละ คุณก็ยังโสดเหมือนกันนั่นแหละ อายุก็ตั้งเท่าไหร่แล้ว คุณน่ะวิกฤติกว่าฉันอีกนะ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า”

“ถ้าคุณไม่กลัวอาถรรพ์ซุ้มเล็บมือนาง ผมเชื่อว่าคุณก็คงไม่อยากรีบแต่งงานเหมือนกันแหละ ชีวิตคนโสดมันมีความสุขจะตาย”

เขาพูดถูกทุกประการ โมนาจึงได้แต่อึ้งเพราะเถียงไม่ออก

พนักงานนำชุดที่รีดเสร็จแล้วใส่ไม้แขวนมาให้ หญิงสาวจึงเข้าไปใช้ห้องลองผลัดเสื้อผ้าเป็นชุดสวยสุดผอมเพรียวอีกครั้ง พนักงานรับเสื้อผ้าชุดเก่าของเธอไปใส่ถุงให้ด้วยกิริยานอบน้อม

โมนาเซ็นสลิปบัตรเครดิต จากนั้นแบ่งถุงช็อปปิ้งจากคนข้างตัวมาช่วยถือ ครั้นออกจากร้านด้วยกันจึงเอนไปกระซิบบอกชายหนุ่ม “ฉันไม่เคยรู้สึกดีทั้งที่ยังอ้วน ๆ แบบนี้มาก่อนเลย คุณเชื่อไหม”

“เพราะคุณดื้อไง ไม่ยอมทดลองแต่งตัวแนวใหม่ ๆ นี่ถ้ากล้าหยิบเสื้อผ้าเข้ารูปพวกนี้ไปลอง คุณก็คงแต่งตัวเก่งไปตั้งนานแล้ว เสื้อผ้าน่ะ...เขาให้ลองฟรี ไม่คิดเงิน มองดูจากในไม้แขวนมันอาจจินตนาการไม่ออก คุณต้องหัดเข้าแผนกเสื้อผ้าผู้หญิง ลองให้บ่อย ให้มาก แล้วคุณจะเริ่มจับทางได้เองแหละ ว่าควรแต่งตัวยังไงถึงจะเหมาะกับตัวเอง”

“เจ้าค่า...เจ้านาย ! ” โมนาลากเสียงประชด ดวงตาตวัดค้อนคนขี้บ่นอย่างล้อเลียน

ระหว่างพักดื่มกาแฟ โนแอลก็สั่ง “ผมรู้ว่าคุณมีเงิน แต่ถ้าเขาอาสาจะควักกระเป๋า คุณต้องปล่อยให้เขาจ่าย ไม่ต้องทำเป็นคนยุติธรรมยื้อขอแชร์ด้วยล่ะ มันจะทำให้ผู้ชายเสียหน้า เข้าใจไหม”

ครั้นโมนาพยักหน้า อีกฝ่ายจึงเลื่อนกระดาษที่จดหัวข้อเรียงไว้เป็นประเด็นแยกทีละบรรทัดมาตรงหน้าหญิงสาว พร้อมกำชับ “นี่เป็นหัวข้อที่เหมาะจะพูดคุยในเดตแรก ไม่ได้บังคับตายตัวว่าต้องคุยเรียงลำดับหนึ่งสองสามสี่ อยากคุยเรื่องไหนก่อนก็ได้ โยงเรื่องให้แนบเนียนหน่อยก็พอ ขออย่างเดียว...อย่าคุยนอกเหนือไปจากนี้ล่ะ”

“งานอดิเรก...” โมนาอ่านออกเสียงแล้วเงยขึ้น “ฉันรู้ว่าคุณกฤตชอบทำกับข้าว ยังต้องคุยเรื่องนี้อีกเหรอ”

“รู้แล้ว แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ได้ อีกอย่างเขาอาจมีงานอดิเรกอื่นนอกจากทำกับข้าวนี่ จำไว้ว่าผู้ชายน่ะอีโก้จัด เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ฉลาดกว่าเขาหรอก บางทีคุณก็ต้องแกล้งโง่บ้าง”

“โอเค แกล้งโง่ ฉันจะจำไว้” โมนาหลิ่วตาล้อเลียน “แต่ฉันรู้ทันคุณอย่างเดิมได้ใช่ไหม”

“เชิญตามสบายเถอะแม่คุณ ! ” โนแอลกระแทกเสียงด้วยความหมั่นไส้

หลังจากช่วยเพื่อนร่วมชั้นเรียนเลือกหนังสือได้ตามที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว กฤตก็ถือตำราทำอาหารเล่มใหญ่ติดมือมาที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน เขาเสนอตัวชำระค่าหนังสือให้เธอ ซึ่งโมนาก็ตอบรับตามที่ ‘ครูฝึกเสน่ห์’ สอนมา

กฤตรอพนักงานห่อปกใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว จึงรับหนังสือมาส่งให้โมนา “ของที่ระลึกที่เราได้มาพบกันครับ”

ดวงหน้ากลมอิ่มเอิบเมื่อหญิงสาวรับหนังสือไปพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ แหม...คุณกฤตนี่ทำตัวเป็นทางการจัง โมไปไม่เป็นเลยนะคะ”

“ไม่เป็นทางการเลย ผมรู้สึกโชคดีที่มีคุณโมเป็นเพื่อนน่ะ ปกติในห้องมีแต่แม่บ้าน เรียนเสร็จก็ต้องรีบกลับเพราะสามีมารอรับ” เพิ่งมีคุณนี่แหละที่เป็นสาวโสด สดใส แถมยังอัธยาศัยดีอีกด้วย เขาละประโยคสุดท้ายไว้ในใจ

“คุณกฤตเป็นคนใจดีจริง ๆ พูดให้โมรู้สึกดีได้ขนาดนี้เนี่ย” เสียงหัวเราะของหญิงสาวทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้สว่างขึ้นเป็นกอง กฤตมองสตรีที่เดินเคียงข้างด้วยความชื่นชม วันนี้โมนาสวยกว่าครั้งแรกที่พบกันในห้องเรียนจนเขาแทบจำไม่ได้ เชิ้ตตัวหลวมกับกางเกงขาบานสีเข้มที่เธอสวมคราวก่อนน่าจะถูกจับไปประหารนัก เพราะมันซ่อนทรวดทรงองค์เอวของผู้หญิงคนนี้ไว้ภายใต้เนื้อผ้าเชย ๆ แก่ ๆ จนเขาเกือบมองข้ามไปแล้ว

“คุณโมรู้ตัวไหมครับว่าวันนี้คุณโมน่ารักมาก” กฤตโพล่งออกไปอย่างอดไม่ได้

“คะ คุณกฤตว่ายังไงนะคะ” คนฟังตาโต ท่าทางบอกชัดว่าแปลกใจ

“ทำไมต้องทำท่าประหลาดใจอย่างนั้นด้วยครับ คุณโมน่าจะฟังคำชมพวกนี้จนเบื่อแล้วมากกว่า”

“โหย...ใครว่าล่ะคะ คุณกฤตเป็นคนแรกเลยต่างหากที่ให้กำลังใจโมอย่างนี้” เขาชอบเวลาโมนายิ้ม ดวงตาเธอเหมือนมีดาวพราวระยับกะพริบพรายอยู่ในนั้นเลยทีเดียว

“สงสัยคนรอบตัวคุณโมจะสายตาไม่ดี คงต้องแนะนำให้รีบไปตัดแว่นกันแล้วละครับ” กฤตเอาใจแล้วก็อมยิ้มด้วยความพอใจ เมื่อเห็นหญิงสาวก้มหน้าหลบตาทันที ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอคง...อาย !

“เอ้อ...ไหน ๆ คุณกฤตก็ซื้อหนังสือให้โมแล้ว ถ้าอย่างนั้นขอโมเลี้ยงข้าวคุณกฤตสักมื้อเป็นการตอบแทนดีไหมคะ” เมื่อเธอเงยขึ้นอีกครั้ง โมนาก็เสนอด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

ชายหนุ่มยิ้มรับด้วยความสมใจ “ผมขอไม่รับเลี้ยงได้ไหม ให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่า วันนี้แค่คุณโมยอมออกมาเป็นเพื่อนผม ผมก็ยินดีมากแล้ว”

“ได้ยังไงคะ โมเกรงใจแย่เลย อย่างนี้วันหลังโมก็ไม่กล้ารับนัดคุณกฤตกันพอดี”

“รับนัดเถอะครับ โอกาสหน้าผมจะทำอาหารให้คุณโมทาน จะได้อวดฝีมือด้วยว่าผมเรียนเก่งขนาดไหน”

หลังจากต่อรองกันไม่กี่คำ เขาก็พาโมนามายังร้านอาหารอิตาลีในห้าง กฤตจับตามองท่าทางที่หญิงสาวอ่านรายการอาหารด้วยความชื่นชม มาดเธอดี กิริยาท่าทางก็นุ่มนวล พูดจาอ่อนโยน ไม่ดูกระด้างแข็งกร้าวจนน่าหงุดหงิด

ตลอดสองชั่วโมงจากนั้น โมนาชวนคุยอย่างสนุกสนาน เธอช่างซักช่างถาม ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนสำคัญและไม่อยากให้มื้ออาหารจบลงเลย

หลังเรียกพนักงานเก็บเงินตอนหนึ่งทุ่ม เขาพยายามชวนเธอไปดื่มกาแฟหรือทานไอศกรีมด้วยกันต่อ แต่หญิงสาวตอบปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าต้องเตรียมตัวไปทำงานในวันรุ่งขึ้น เขาจึงยอมรามือแต่โดยดี สำหรับผู้หญิงวัยยังไม่ถึงสามสิบที่สำเร็จการศึกษาระดับดอกเตอร์จากอเมริกาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของบริษัทยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส ต้องบอกว่าเขาไม่อยากขัดใจหรือทำให้เธอไม่พอใจแน่นอน

กฤตเสนอตัวจะขับรถไปส่งเธอถึงบ้าน แต่โมนายิ้มอ่อน ๆ ปฏิเสธเสียงหวาน “อย่าเลยค่ะคุณกฤต โมว่าจะไม่เหมาะ เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานเลย”

เขาพอรู้ตัวอยู่เหมือนกันว่า ‘รุก’ หนักไปหน่อย จึงยอมรามือง่าย ๆ

“งั้นไว้เจอกันที่ห้องเรียนวันเสาร์นะครับ”

โมนายืนกรานให้แยกกันตรงหน้าร้านอาหารนั่นเอง เขาไม่อยากขัดใจ เพราะอยากจะสร้างความรู้สึกอันดีมากกว่า จึงโอนอ่อนตามความต้องการของอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

กฤตมองตามหญิงสาวจนเธอลงบันไดเลื่อนลับสายตาไปแล้ว จึงเดาะกุญแจรถหมุนตัวแยกไปยังลานจอดรถบ้างด้วยความรู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ

คงเป็นอย่างที่ใคร ๆ ว่าไว้ คนเป็นคู่กัน ไม่ต้องตามหา ดิ้นรนไขว่คว้า เพราะเมื่อจังหวะ โอกาส และเวลาเหมาะสม ‘ข้างบน’ ก็จะส่งคนที่ใช่มาให้เขา แม้ในสถานที่ที่กระทั่งตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง !

หนุ่มลูกครึ่งไทยฝรั่งเศสนั่งแกร่วอยู่ที่ร้านอาหารไทยแห่งนี้มาสามชั่วโมงกว่าแล้ว เขามองถุงช็อปปิ้งที่ขนซื้อมามากมายบนเก้าอี้ข้างตัวแล้วส่ายหน้า ไหล่หนาไหวนิด ๆ ขณะก้มลงอ่านหนังสือในมือต่อ

“มาแล้ว ๆ รอนานไหมโนแอล” เสียงแจ้วมีรอยหอบแทรกนิด ๆ ดังขึ้น พร้อมกับที่เจ้าของเสียงนั่งแปะลงยังเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่

“ไม่นานเลยสักนิด” เขาย้ำเสียงเข้มประชด

“ขอโทษทีน้า ก็คุณกฤตชวนทานข้าวต่อ ฉันไม่รู้จะปลีกตัวมาโทร.บอกคุณยังไงนี่นา”

“ก็แล้วทำไมไม่ปฏิเสธไปล่ะ เขาชวนหนแรกก็ไปเลย มันดูกระตือรือร้นเกินไปนะ”

“ฉันเห็นคุณจดหัวข้อชวนคุยไว้ให้เยอะแยะ ก็นึกว่าคุณเตรียมไว้ให้คุยระหว่างกินข้าวนี่นา”

โนแอลโบกมืออย่างขี้เกียจเถียง “เอาเหอะ ๆ คุณต้องตะแบงจนชนะจนได้แหละ ผมรู้”

หญิงสาวบรรจงปั้นยิ้มหวาน “ฉันว่าคุณกฤตต้องปิ๊งฉันแน่ ๆ เลยนะโนแอล เขาชมว่าฉันน่ารักด้วยแหละ”

“วันก่อนตอนเจอกันที่โรงเรียนทำอาหาร เขาชมคุณหรือเปล่า” หากเมื่อครู่โมนากำลังอยู่ในความฝันแสนหวานสวยงดงามราวฟองสบู่ ชายหนุ่มก็เพิ่งเอาเข็มจิ้มให้มันแตกด้วยคำถามนี้เอง

โมนากลอกตาไปมา สุดท้ายจึงส่ายหน้า

“งั้นก็แปลว่าผู้ชายคนนี้ใช้ได้ อย่างน้อยเขาก็จริงใจ ไม่ใช่ว่าปากหวานไปเรื่อยโดยไม่สนใจความเป็นจริง”

คนฟังหน้าชื่น “จริงเหรอ ฉันนึกว่าคุณจะบอกว่าเขาชมเสื้อผ้าฉัน ไม่ได้ชมฉันซะอีก”

“นั่นก็ถูกนะ เขาชมว่าคุณแต่งตัวแบบนี้น่ารัก” โนแอลพยักพเยิดไปยังถุงเสื้อผ้าบนเก้าอี้ข้าง ๆ “เอาพวกนี้มาหัดสลับมิกซ์แอนด์แมตช์ให้บ่อยเข้า เดี๋ยวคุณก็จะน่ารักทุกวันเองแหละ”

“ฉันคงใส่เฉพาะวันที่ไปเรียนทำอาหารเท่านั้นแหละ วันทำงานยังไงก็ต้องใส่สูท เดี๋ยวไม่น่าเชื่อถือ”

ชายหนุ่มหัวเราะหึ ๆ ทำท่าเหมือนจะค้าน แต่สุดท้ายก็พยักหน้า

“ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่าชุดสูทพวกนั้นน่าเชื่อถือ เพราะถ้าเป็นที่ปารีส เสื้อผ้าพวกนั้นทำให้คุณเหมือนป้าจอมเฮี้ยบจนไม่มีใครกล้าขัดใจคุณมากกว่า”

------------------------------------------------

sds



หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Thofa Srivoralakhna
Thanks you
เมื่อ 7 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว