[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 17

เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์อ่านข้อความในเอกสารซ้ำถึงสองหนเพื่อให้แน่ใจว่ามิได้เข้าใจผิด ชายหนุ่มขยับแว่นอย่างอึดอัด หันไปเคาะแป้นคอมพิวเตอร์และนำเอกสารแจ้งความของลูกค้าขึ้นมาเทียบกับหน้าจอ แล้วเอ่ยด้วยท่าทีลำบากใจ “ทางธนาคารคงอายัดเช็คใบนี้ตามที่คุณขอไม่ได้หรอกครับ เพราะเช็คใบนี้ถูกนำมาขึ้นเงินไปตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว”

“แต่มันเป็นเช็คเปล่านะคะ จะขึ้นเงินได้ยังไง”

“ขึ้นได้สิครับ เพราะมันเป็นเช็คที่มีลายเซ็นผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทถูกต้อง”

คนฟังอ้าปากค้างตะลึงลาน แค่นึกภาพที่ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ผู้อำนวยการทราบ ก็เห็นอนาคตด้านการงานของตนพังทลายลงต่อหน้าต่อตาแล้ว กระนั้นเธอก็ยังมีสติพอที่จะถามต่อ “จำนวนเงินที่สั่งจ่ายไปคือเท่าไหร่คะ”

“เก้าแสนบาทเศษครับ”

พนักงานบัญชีของลียองอยากเป็นลม “เก้าหมื่นหรือว่าเก้าแสนนะคะ”

“เก้าแสนเก้าพันเจ็ดร้อยหกสิบสองบาทครับ”

หญิงสาวรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก จึงรีบควานมือลงในกระเป๋าหายาดมมาอังที่ใต้จมูกเป็นพัลวัน “พอจะบอกได้ไหมคะว่าใครเป็นคนมาเบิกเงินไป”

“คนที่มาเบิกจ่ายเอาเงินเข้าบัญชีไปครับ แต่ผมไม่มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลพวกนี้ คุณต้องให้ที่บริษัททำหนังสือแจ้งเข้ามา แล้วทางเราถึงจะเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบครับ”

คนกำลังจะต้องขึ้นแท่นประหารเอื้อมมือรับเอกสารการแจ้งความกลับมาพับเก็บใส่กระเป๋า ท่าทางที่เดินออกจากธนาคารบอกชัดถึงความเครียดที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จู่ ๆ เงินเกือบล้านก็ถูกเบิกหายเข้ากลีบเมฆไปโดยเช็คที่เธอสะเพร่าทำหาย นี่เธอควรทำอย่างไรดี ทางเลือกที่ควรกระทำก็คือเข้าไปสารภาพกับโมนาตรง ๆ แต่นั่นเป็นหนทางที่ ‘แย่ที่สุด’ เท่าที่มันจะแย่ได้เลย

หญิงสาวพยายามหายใจเข้าลึก ๆ ลากขาพาตัวเองมานั่งที่ป้ายรถประจำทาง หัวใจเต้นหวิวด้วยความหวาดหวั่น ขณะสีหน้าที่เผือดซีดอยู่แล้วแทบไม่มีสี และก่อนจะรู้ตัวอีกครั้ง เธอก็ได้ยินเสียงหวีดร้องจากรอบด้าน ตามด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหลด้านซ้าย เธอเหลียวไปมองแล้วร้องอุทาน

“กระเป๋า...ช่วยด้วยค่ะ คนกระชากกระเป๋า”

ช้าไปเสียแล้ว เพราะเสียงเร่งเครื่องของมอเตอร์ไซค์ดังกลบทุกสรรพสำเนียงรายรอบ หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าลึก ๆ และตั้งสติเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หูกลับได้ยินเสียงคำพูดแผ่วเบาเป็นสิ่งสุดท้าย พร้อมกับที่สติดับวูบไปอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย ! ช่วยด้วย คนเป็นลม ! ”

เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่ง ๆ มาตลอดทั้งวันเงียบลงตอนเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาทีเป๊ะ โมนาเก็บกระเป๋าแล้วล็อกห้อง จากนั้นก้าวยาว ๆ ไปสุดโถงทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของซีอีโอ วสันต์ซึ่งกำลังจัดเอกสารใส่แฟ้มถึงกับวางมือแล้วหันมาสนทนากับเธอด้วยท่าทางเป็นกันเอง

โมนาคุยกับผู้ช่วยของซีอีโออยู่เกือบสิบห้านาที จนได้ยินเสียงบานพับประตูดังเอียดอาดแผ่วเบา จึงบอกลาวสันต์ “โนแอลมาแล้ว โมคงต้องขอตัวก่อน เที่ยวเขาใหญ่ให้สนุก แล้วก็สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้านะคะคุณสันต์”

หญิงสาวโบกมือให้เพื่อนร่วมงาน แล้วเดินไปสมทบกับผู้บริหารสูงสุดที่หน้าห้อง

“โทษที ผมประชุมติดพันไปหน่อย ไปกันเลยไหม” โนแอลเดินเคียงข้างหญิงสาวไปยังทางออก พลางเอื้อมมาทำท่าจะคว้ากระเป๋าของเธอไปหิ้วให้แทน

โมนารีบเบี่ยงตัวหลบ “นี่มันกระเป๋าถือของฉันย่ะ ไม่ต้องมาทำท่าสุภาพบุรุษถือให้ เดี๋ยวคนมอง”

“อ้าว...ทีปกติผมถือกระเป๋าใส่ของไปฟิตเนสให้คุณ ยังไม่เห็นคุณบ่นเลย” ชายหนุ่มดึงประตูเปิดคอยท่าให้อีกฝ่ายก้าวออกไปยังโถงรอลิฟต์ก่อน

โมนามายืนที่หน้าลิฟต์ซึ่งค่อนข้างโล่ง เพราะพนักงานส่วนใหญ่ทยอยลงไปตั้งแต่ตอนเลิกงานแล้ว “กระเป๋าฟิตเนสมันไม่เหมือนกระเป๋าถือนี่ยะ เวลาคนมองเขาคิดไม่เหมือนกัน นี่คุณจะหาเรื่องกวนฉันหรือไง ไม่ได้ทะเลาะกันแค่ไม่นาน คันปากมากละสิท่า”

ไม่มีเสียงตอบโต้จากคนข้าง ๆ โมนาจึงหันไปมองเขา ก็เห็นโนแอลยืนล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบาย ๆ ดวงตาสีน้ำเงินแกมฟ้ามองมาที่เธอนิ่ง ๆ หญิงสาวมองริมฝีปากบางที่ยกขึ้นช้า ๆ ด้วยความรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก

“ผมคิดถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ชะมัดเลย ดีใจจังที่มันไม่ใช่ความฝัน”

หญิงสาวกะพริบตาปริบด้วยอาการไม่แน่ใจ คล้ายกำลังลังเลว่าหูฝาดหรือไม่ แต่เมื่อเห็นประกายวิบวาวในดวงตาคนตรงหน้า โมนาจึงยกมือฟาดเพียะที่ต้นแขนเขาอย่างอดใจไม่ได้

“ตาบ๊องนี่ เลิกพูดจาแบบนี้กับฉันสักที ถึงฉันจะรู้เต็มอกว่าคุณกำลังสวมบทบาทหนุ่มปารีเซียงคลั่งรักให้แนบเนียน แต่คุณทั้งพูดทั้งมองฉันด้วยสายตาแบบนี้บ่อย ๆ ฉันก็อดหวั่นไหวไม่ได้เหมือนกันนะยะ”

โนแอลหัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ จนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้นแน่นอนแล้ว จึงยกมือขึ้นวางบนศีรษะผู้อำนวยการสาวคลำหากิ๊บที่เหน็บผมเธอไว้ให้เป็นมวยต่ำที่ด้านหลัง เมื่อพบแล้วก็ดึงกิ๊บออก ปล่อยให้ผมดำมันเงางามของโมนาทิ้งตัวหลุดออกจากมวยอย่างรวดเร็ว มือใหญ่ขยี้เส้นผมละเอียดปล่อยให้แผ่กระจายเต็มแผ่นหลังของหญิงสาว

“เอ๊ะ ! โนแอล ! นี่คุณแกล้งฉันอีกแล้วเหรอ”

“ไม่ได้แกล้ง ผมแค่...ชอบมองเวลาคุณปล่อยผมมากกว่าก็เท่านั้นเอง”

“คุณเป็นผู้ชายที่เรื่องมากมากเลยรู้ไหม”

“เพิ่งมีคุณนี่แหละ เป็นผู้หญิงคนแรกที่กล้าประณามผมอย่างนี้ ผู้หญิงคนอื่นเขารู้จักแต่เออออห่อหมกกับสิ่งที่ผมทำนะ ยิ่งถ้าเขารู้ว่าผมชอบแบบไหน เขาก็มีแต่จะรีบทำตัวตามที่ผมชอบด้วย” เขาโวย แล้วหย่อนกิ๊บดำใส่กระเป๋าเสื้อสูท เมื่อเหลือบไปมองที่ช่องด้านบนลิฟต์แต่ละตัวซึ่งมีตัวเลขระบุว่าตอนนี้ลิฟต์อยู่ที่ชั้นไหน และพบว่าส่วนใหญ่มันอยู่ชั้นล่าง และคงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่งกว่าจะกลับขึ้นมารับเขา ชายหนุ่มตีหน้าเรียบ ถามลอย ๆ “ช่วงที่เราหลบหน้ากันไปกันมา คิดถึงผมบ้างไหม”

“ไม่เลย บ้านฉันเงียบขึ้นเยอะ ไม่ต้องทนฟังเพลงฝรั่งเศสที่คุณเปิดให้ลั่น ๆ อยู่ทุกวันด้วย” โมนาลอยหน้าตอบ

“แต่ผมคิดถึงคุณนะเชรี ผมแปลกใจมาก เพิ่งรู้ว่าเราคิดถึงคนที่อยู่ห่างกันแค่กำแพงกั้นได้ด้วย”

โมนาปล่อยให้ถ้อยคำนั้นค่อย ๆ ซึมผ่านความรับรู้เข้าไปชโลมในเนื้อหัวใจทีละนิด ทั้งที่มันเป็นคำพูดแสนธรรรมดาสามัญที่ใครต่อใครก็เอ่ยให้ฟังบ่อย ๆ แต่นี่อาจเป็นครั้งแรกก็ได้ที่โมนารู้สึกว่าคำ ‘คิดถึง’ ของใครสักคน สามารถทำให้หุบเหวลึกแห่งความอ้างว้างในหัวใจเธอตื้นขึ้นแคบลง

“เวลาเราคิดถึงใคร ถ้าคุณไม่บอกมันออกไป ความคิดถึงมันก็มาไม่ถึงสิ คราวหน้ามาเคาะประตูบอกนะ”

“ไม่มีคราวหน้าแล้วเชรี มีอะไรคุยกันตรง ๆ ดีกว่า อย่าเยอะ”

“โอ้โห...นี่ไปอัพเลเวลความปากเสียมาหรือไงเนี่ย หาว่าฉันเยอะ น่าเกลียดที่สุด” โมนาทุบต้นแขนเขาอั้กใหญ่อย่างอดไม่ได้

โนแอลหัวเราะหึ ๆ ลูบแขนป้อย ๆ เมื่อลิฟต์เปิด เขาก็แตะข้อศอกโมนาให้เธอเดินเข้าไปก่อนเช่นเคย

น่าแปลก สัมผัสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับส่งผ่านความอบอุ่นแล่นผ่านจากปลายข้อศอกเข้าไปถึงหัวใจของโมนา หญิงสาวขยับมือออก พร้อมทั้งเดินหน้าเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เขาแตะโดนตัวเธอไปมากกว่านี้ ดูเหมือนโนแอลจะไม่ทันสังเกตเห็นกิริยาของเธอ เพราะเขามัวแต่กดปุ่มลิฟต์ไปยังชั้นใต้ดินอยู่

“เบลอหรือเปล่าเนี่ยโนแอล กดลิฟต์ผิดชั้นเฉยเลย” โมนาบ่นอุบ ชั้นใต้ดินมันเป็นลานจอดรถนี่นา ถ้าจะออกทางประตูหน้าตึกต้องออกทางชั้นล็อบบี้ต่างหาก

“ผมมีเซอร์ไพร้ส์” เขาไม่เถียง และยังตอบแบบนี้มันเดาได้อย่างเดียว...

“เฮ้ย ! อย่าบอกนะว่าคุณซื้อรถแล้วน่ะ”

ชายหนุ่มพยักหน้า คลายปมเน็คไทแล้วรูดออกพลาง “เดาเก่งมาก พอไม่มีเพื่อนเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าด้วยกัน อะไร ๆ รอบตัวก็เหมือนเป็นโลกคนละใบกับที่ผมเคยรู้จัก โลกที่ไม่มีคุณอยู่ด้วยมันกว้างเกินไป เงียบงัน แล้วก็น่าเบื่อที่สุด ผมถึงรู้ว่าผมควรซื้อรถสักคัน เวลาไม่มีคนชวนกินหรือชวนออกกำลังกาย ผมจะได้ไปขับรถเล่นแทน”

“โอ้โห...นี่ฉันมีดีบ้างไหมเนี่ย คุณหาว่าฉันอ้วนจนคับโลกของคุณ พูดมากจนโลกของคุณมีแต่เสียงหนวกหู หาเรื่องปวดหัวมาให้ทุกวันจนคุณไม่เบื่อ แถมวัน ๆ ยังเอาแต่ชวนไปกินกับแค่ออกกำลังกายงั้นเหรอ”

“เก่งตลอด รู้ทันตลอด ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าเวลาไม่มีคนมาคอยขัดคอน่ะ มันเซ็งจะตาย”

โมนาหัวเราะคิกคัก “หายกันละกันนะโนแอล เพราะฉันก็เป็นเหมือนที่คุณว่าทุกอย่างนั่นแหละ เซ็งเป็นบ้าเลยเวลาไม่ได้ต่อปากต่อคำกับคุณน่ะ ว่าแต่...คุณเก็บความลับเก่งจัง ฉันไม่ระแคะระคายเรื่องรถนี่เลยสักนิด”

“ผมคิดเรื่องซื้อรถอยู่นานแล้ว แต่ก็เห็นว่ามันยังไม่จำเป็น แต่จังหวะมันลงตัวกันพอดี แวะเข้าไปดูที่โชว์รูมแล้วรถก็มีอยู่ ไม่ต้องสั่งจอง ไม่ต้องรอ ผมก็เลยคิดไม่นาน”

“เสียดายเนอะ ถ้าเราไม่ได้หลบหน้ากันอยู่ ฉันคงได้ไปลองขับกับคุณด้วย คงสนุกน่าดู”

“คุณหลบหน้าผมขนาดนั้นนะเชรี อย่าว่าแต่เทสต์ไดรฟ์เลย แค่จะเจอหน้ากันยังแทบไม่มี บางวันผมตื่นขึ้นมาแล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า คอนโดฯ ของคุณมันมีประตูทะลุไปมิติอื่นหรือเปล่า เราถึงอยู่ในห้องเล็ก ๆ แบบนั้นด้วยกันโดยที่ไม่ได้เจอหน้าตากันเลยเป็นอาทิตย์ ๆ ได้ขนาดนั้น”

โมนากำมือชูนิ้วก้อยยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย “ฉันขอโทษนะโนแอล ฉันมัวแต่ถือทิฐิโง่ ๆ ทั้งโกรธที่คุณกล่าวหาว่าฉันโกงบริษัท แล้วก็กลัวคุณจะรู้ว่าฉันทำงานบกพร่องด้วย ฉันถึงต้องหลบหน้าคุณอย่างนั้น”

“ผมฟังเหตุผลของคุณจบ ผมก็หายโกรธคุณแล้วละ” เขายกนิ้วมาเกี่ยวกับเธออย่างอารมณ์ดี

“ขอบคุณค่ะโนแอล คุณเป็นกัลยาณมิตรของฉันเสมอเลยนะ” เธอยกคำเดิมที่เคยพูดมาใช้อีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเพื่อปัดความเก้อเขินออกจากบรรยากาศ “แหม...ตื่นเต้นจัง ชักอยากเห็นแล้วสิว่าคุณซื้อรถอะไร ให้ฉันทายนะ ฉันว่า...หนุ่มฝรั่งเศสชาตินิยมอย่างคุณคงต้องซื้อซีตรอง หรือไม่ก็เปอร์โยต์แน่เลย...ใช่ไหม”

“เดี๋ยวก็รู้เอง” เมื่อลิฟต์เปิดที่ชั้นใต้ดิน อุ้งมือแข็งแรงก็ยื่นมาคว้าข้อมือเธอเดินเร็ว ๆ ด้วยท่าทางเหมือนเด็กอยากอวดของเล่นใหม่เต็มแก่แล้ว โมนามองช่วงไหล่กว้างของผู้ชายเดินนำอยู่ตรงหน้า รู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ทุกวันยามเดินไปสถานีไฟฟ้า ขึ้นคอนโดฯ ไปไหนมาไหนด้วยกัน เธอเคยเห็นแนวไหล่บึกบึนนี้อยู่ตรงหน้าตลอด หลายวันที่หลบหน้ากัน พาความเหงาที่เธอเกลียดนักหนาให้กลับมาทักทายกันที่หัวใจอีกครั้งอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

โมนามั่นใจว่าเธอไม่ใช่คนขี้เหงา นับจากวันที่คุณย่าซึ่งเป็นญาติคนสุดท้ายจากไป โมนาก็เหมือนตัวคนเดียวบนโลกนี้ การอยู่ลำพังตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีเพื่อนร่วมห้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเช่าห้องว่าง แต่ส่วนใหญ่โมนาก็แทบไม่สุงสิงกับใครอยู่แล้ว เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวจนชิน ไม่รู้สึกว่าจะต้องมีใครมาแบ่งปันวันเวลาในชีวิต

การมีโนแอลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทำให้เธอคุ้นเคยที่จะหันไปทะเลาะ วีน เหวี่ยง หรือแม้แต่จิกกัดด้วยถ้อยคำที่รู้ทันกันตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งโนแอลต้องกลับไปฝรั่งเศส เธอคงคิดถึงเขามากแน่นอน

เพียงนึกถึงวันเวลาที่ห้องในคอนโดฯ จะว่างเปล่า ไม่มีเสื้อผ้าในตะกร้ารอให้เธอส่งซัก ไม่มีอาหารเช้าวางรอที่โต๊ะ ไม่มีใครให้เธอทำอาหารให้รับประทาน โมนาก็ใจหายแล้ว และวินาทีนั้นเองที่เธอรู้สึก...ไม่อยากให้ผู้ชายคนนี้จากไปไหนเลย หญิงสาวมองข้อมือที่ถูกอีกฝ่ายยึดไว้ด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก จะดีแค่ไหนนะ...ถ้าทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป !

“ท้าดา...นี่ครับ รถผมเอง” น้ำเสียงตื่นเต้นของเขาทำให้โมนารีบกะพริบตากรีดหยดน้ำร้อน ๆ ที่มาเอ่ออยู่ตรงหัวตาให้จางหายไปอย่างรวดเร็ว เธอมอง ‘รถ’ ตรงหน้าด้วยอาการคล้าย ๆ ตกตะลึง

“นะ นะนี่มัน...”

“สวยไหมเชรี” เจ้าของรถกุลีกุจอผายมืออวดพาหนะคันเก่งด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ขอแนะนำให้คุณรู้จักกับดูคาติ ไฮเปอร์โมตาร์ด ของผม”

โมนามองรถจักรยานยนต์คันยักษ์เบิ้มอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตัวรถ ล้อ และทุกอย่างที่เห็นมีขนาดใหญ่กว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่เธอเห็นบนท้องถนนทั่วไปอย่างมาก นี่กระมังที่คนเขาเรียกกันว่าบิ๊กไบค์ !

“คุณซื้อมอเตอร์ไซค์เหรอคะ”

“ใช่ ! รถติดอย่างกรุงเทพฯน่ะ ซื้อรถเก๋งไม่ดีหรอก ไม่คล่องตัว ตอนอยู่ปารีสผมก็ใช้บิ๊กไบค์อยู่แล้ว คันเก่าผมไม่มีที่นั่งให้ซ้อนเลย แต่คันนี้ผมเลือกแบบเบาะยาว ๆ คนซ้อนจะได้นั่งสบาย ๆ สำหรับคุณไงละ”

“ฉันบอกตอนไหนว่าจะซ้อนรถคุณ ไม่เอาหรอก ฉันไม่ชอบนั่งมอเตอร์ไซค์ คุณย่าบอกว่าเนื้อหุ้มเหล็กชัด ๆ ”

“ไม่หรอกน่า ขอแค่ขับขี่อย่างมีสติและไม่ประมาท นั่งมอเตอร์ไซค์หรือรถเก๋งก็ปลอดภัยเหมือนกันแหละ อีกอย่าง...คุณไม่เคยดูหนังเรื่อง Moment of Romance ที่แอนดี้ หลิว แสดงเหรอ พระเอกขี่บิ๊กไบค์อย่างนี้แหละ เท่จะตาย วันนี้ผมจะให้คุณเป็นนางเอกสักวันไงละ” เขายักคิ้วให้อย่างล้อเลียน

“ใครวะ แอนดี้ หลิว” โมนาขมวดคิ้วพึมพำเป็นภาษาไทย ก่อนนึกได้ “คุณหมายถึงหลิวเต๋อหัวตอนแสดงเรื่องผู้หญิงข้าใครอย่าแตะใช่ปะ”

นิ้วเรียวยาวจนน่าอิจฉาดีดหน้าผากเธอเบา ๆ อย่างล้อเลียน “ถูกละ เชรี คุณเก่งเสมอ ตามผมทันตลอดเลยนะ” ชายหนุ่มล้วงกุญแจมาไขเปิดกล่องเก็บของที่ยึดติดกับตอนท้ายของรถ หย่อนเน็คไทเก็บก่อน จากนั้นดึงแจ๊คเก็ตหนังออกมาสะบัด ชี้มาที่เธอ “อากาศค่อนข้างเย็น คุณถอดเสื้อสูทแล้วใส่ตัวนี้แทนดีกว่า”

โมนามองเสื้อหนังตัวใหญ่เท่าบ้านแล้วส่ายหน้า “คุณบอกเองนะว่าฉันต้องใส่เสื้อเข้ารูป จะได้ไม่ดูอ้วน”

“สูทที่คุณสวมอยู่ก็ไม่เห็นเข้ารูปตรงไหนเลย รับรองว่าใส่เสื้อผมจะต้องดูดีกว่าแน่นอน เอ้า ! เปลี่ยนเร็วเข้าสิ เดี๋ยวยิ่งมืดก็หมดสนุกกันพอดี” จอมเผด็จการเอื้อมมือมาดึงเสื้อสูทสีกรมท่าของโมนาออก ทำให้เธอไม่มีทางเลือก จำต้องถอดเสื้อตัวนอก เหลือไว้เพียงเชิ้ตสีขาวด้านในเท่านั้น

โนแอลถือเสื้อหนังไว้คอยท่า โมนาจึงสอดแขนลงไปและสวมเสื้อหนังของชายหนุ่มแต่โดยดี เพียงรูดซิปขึ้นจนสุดตามที่ท่านผู้นำบังคับ โมนาก็ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ โชยมาจากตัวเสื้อ

“นี่คุณเคยซักบ้างหรือเปล่าเนี่ย”

“เสื้อหนังใครเขาซักกันล่ะคุณ” โวยเสร็จ เขาก็หัวเราะลั่น คงเพราะเห็นหน้าตามู่ทู่ของเธอ “ไม่เหม็นหรอกน่า ผมไม่ได้ใส่ไปวิ่งอาบเหงื่อต่างน้ำ”

หญิงสาวก้มลงมองตัวเอง หากมีกระจกสักบานคงมองเห็นความตลกได้ง่ายกว่าจินตนาการเช่นนี้ เธอสวมเสื้อหนังตัวหลวมรูดซิปปิดสูงขึ้นมาถึงระดับเดียวกับกระดุมเชิ้ตเม็ดบน ชายเสื้อคลุมถึงสะโพก เห็นกางเกงแพนท์สูทขาบานสีกรมท่า ส่วนรองเท้าเป็นแคชชูส์หนังส้นเตี้ยสีขรึม นึก ๆ ดูช่างไม่มีอะไรเหมาะกับการไปซิ่งสายฟ้าอย่างที่เขากำลังจะชวนไปเล่นสนุกสักนิด

วันนี้ชายหนุ่มคงงดทำตัวเป็นตำรวจแฟชั่นชั่วคราว เพราะเขาไม่วิพากษ์วิจารณ์เธอสักคำ ทั้งยังหยิบถุงมือหนังจากในกล่องเก็บของออกมาสวมที่มือทั้งสองข้าง จากนั้นจึงนำหมวกกันน็อกแบบเต็มใบจากในกล่องออกมาส่งให้โมนา “เอ้า ! สวมซะ ใบนี้ของคุณ”

โมนารับหมวกที่ค่อนข้างหนักมาสวมลงบนศีรษะอย่างเก้ ๆ กัง ๆ คนมองอมยิ้มตาพราวจึงถูกแหว

“นี่หัวเราะเยาะฉันใช่ไหมเนี่ย” พร้อมกับทำท่าจะถอดหมวกออก

โนแอลรีบยึดมือเธอไว้ แล้วรั้งมือเธอให้ปล่อยจากหมวก เขารัดสายที่ปลายคางให้ผู้โดยสารด้วยกิริยาอ่อนโยน “คุณต้องรัดสายให้แน่น เกิดมีอุบัติเหตุขึ้นมา หมวกกันน็อกจะช่วยปกป้องศีรษะของคุณได้”

โมนายืนนิ่งมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างจากใบหน้าเธอไม่ถึงฟุต พร้อมกับพยายามกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว บางที...เธอก็กลัวตัวเองจะถูกปลุกจากความฝันแสนหวานนี้เช่นกัน !

เมื่อเสร็จจากการช่วยแต่งตัวให้หญิงสาวจนพร้อมแล้ว เขาก็ดึงกระเป๋าหิ้วของโมนาไปถือ “หยิบแต่โทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์ใส่กระเป๋าเสื้อไว้ก็พอ อย่างอื่นเกะกะ เดี๋ยวเอาใส่กล่องเก็บของไว้ก่อน”

โมนาเปิดหน้ากากใสของหมวกกันน็อกเพื่อหยิบของตามที่เขาสั่ง มองชายหนุ่มจับแอร์เมสของเธอยัดใส่กล่องเก็บของแล้วอดบ่นไม่ได้ “ถ้าขโมยรู้ว่ากล่องนี้เก็บอะไรไว้ มันคงยกทั้งกล่องหายไปเลยแหง ๆ ”

“ถ้าแอร์เมสคุณหาย เดี๋ยวผมหามาใช้คืนให้” เขาติดสินบนดื้อ ๆ

หญิงสาวหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “ดีเลย...ฉันกำลังอยากได้กระเป๋าใบใหม่ เดี๋ยวคุณเผลอ ฉันแอบปลดกล่องนี้ทำหล่นข้างทางดีกว่า”

“เชิญตามสบายเถอะแม่คุณ” เขาตวัดเสียงใส่ด้วยความเอ็นดู “ถ้าคุณทำกล่องใส่ของผมหล่น คุณก็ต้องซื้อใช้ผมเหมือนกัน เบอร์กิ้นคุณใบละสามแสน กล่องของผมใบละสามหมื่น ! ”

โมนาตวัดตามองกล่องใบละสามหมื่นของอีกฝ่ายด้วยสายตาประเมิน มือก็เอื้อมไปเคาะกล่องพลาสติกสีดำที่เปิดฝาพับครึ่งออกได้ด้วยซิปเนื้อหนา ความแข็งที่ช่วงล่างและนุ่มตรงส่วนฝาทำให้เบ้ปาก

“พลาสติกอะไรของคุณเนี่ยแพงจัง กระเป๋าฉันแพงเพราะหนังแท้นะ ของคุณน่ะพลาสติกเห็น ๆ เลย”

“ของถูกของแพงมันไม่ได้วัดกันที่ทำมาจากอะไร แต่วัดที่ความพอใจของคนซื้อ ของทุกอย่างมี ‘ราคา’ และ ‘คุณค่า’ ในตัวของมันเองทั้งนั้น คุณต้องหัดซื้อของด้วยความรู้สึกบ้าง ราคาไม่ใช่สิ่งบ่งบอกทุกอย่างหรอกนะ”

ชายหนุ่มกล่าวจบก็หันไปไขล็อกที่ใต้เบาะดึงหมวกกันน็อกอีกใบมาสวม เมื่อเรียบร้อยดีแล้วจึงก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมอานรถ แล้วหันมาทางหญิงสาว “ขึ้นมาสิ รออะไรอยู่ล่ะ”

โมนาหายใจเข้าลึก ๆ แม้จะถูกฝังหัวเรื่องการนั่งมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่เด็กว่าอันตรายนักหนา แต่เพราะความเชื่อมั่นในตัวผู้ชายคนนี้ กอปรกับไอ้ที่เขาชวนมันก็...น่าสนุกดี แทนที่จะทำท่ากรีดกรายโวยวาย เธอจึง...

“ดีเหมือนกัน ฉันก็อยากรู้ความรู้สึกของการซ้อนมอเตอร์ไซค์แบบนางเอกผู้หญิงข้าฯมาตั้งนานแล้ว” เธอเหยียบที่วางเท้าเกาะบ่าโนแอลตวัดขาข้ามไปนั่งซ้อนท้ายอย่างว่าง่าย ทั้งยังซ่าก๋ากั่นพอที่จะชูมือขึ้นอย่างนึกสนุก ทว่ายังไม่ทันซ่าดังปรารถนา เสียงเร่งเครื่องรถก็ครางกระหึ่มกลบทุกสรรพสำเนียงโดยรอบ แล้วม้าเหล็กสองล้อสัญชาติอิตาลีก็เคลื่อนตัวออกจากที่ ก่อนเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นจนคนซ้อนสะดุ้งโหยง รู้สึกถึงสายลมปลิวผ่านเส้นผมที่ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง โมนากอดเอวคนข้างหน้าหมับ หลับตาปี๋ด้วยความตกใจ

เหมือนคนขับรับว่าเธอกลัว เพราะรถชะลอความเร็วลดลง ทั้งยังแล่นเป็นทางตรงไม่สวิงสวายน่าหวาดเสียวอย่างในชั้นแรก โมนาลืมตาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ในที่สุดจึงคลายแขนที่รัดเอวชายหนุ่มออก เปลี่ยนมาจับเสื้อสูทตรงเอวเขากำไว้เป็นหลักแทน ทั้งยังขยับท่านั่งมิให้แนบชิดกับแผ่นหลังอีกฝ่าย

เมื่อความกลัวเปลี่ยนแปรเป็นเคยชิน โมนาจึงมีโอกาสได้สำรวจภาพที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง แผ่นหลังกว้างหนาบึกบึนราวกับกำแพงช่วยกันแรงปะทะจากลมให้เธอได้เป็นอย่างดี สายลมเย็นฉ่ำในช่วงกลางฤดูหนาวจึงไม่อาจแทรกเข้ามากระทบผิวเธอได้ กรุ่นกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อที่โชยมาสัมผัสฆานประสาท บอกยากว่าลอยตามลมมาจากคนข้างหน้า หรือเกิดจากกลิ่นที่ตกค้างอยู่บนเสื้อหนังซึ่งเธอสวมอยู่กันแน่

โมนาหายใจเข้าลึก ไม่สนใจหรอกว่ามันหอมหรือให้ความรู้สึกใดกระทบใจบ้าง รู้แค่ว่า...บางวินาทีนั้น เธอไม่รังเกียจเหงื่อของผู้ชายคนนี้เลย แม้แต่นิดเดียว

------------------------------------------------

ฉากนี้สิริณนึกภาพผู้หญิงข้าฯ ตอนเขียนเลยนะ อิอิ

ณ จุดนี้ลงให้อ่านมาถึง 50% ครึ่งเล่มแล้วนะคะ

ยังเหลืออีกครึ่งนึงแน่ะ

ใครรอไม่ไหว จัดอีบุ๊กไปฟินกันต่อเนื่องเลยค่ะ

รับประกันความเป็นสามีแห่งชาติของโนแอลเลย

ใครอ่านแล้วไม่รักโนแอล

มากอดสิริณได้เลย 5555

sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว