[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 18

ท้องฟ้ายามสนธยาในช่วงเหมันตฤดูเป็นสีฟ้าครามปนส้มระเรื่ออยู่ตรงเส้นขอบฟ้า ดวงตะวันซ่อนตัวอยู่หลังเมฆก้อนหนา แสงสุดท้ายแห่งวันจึงเพียงทอลอดมาให้เห็นเป็นลำสวยแปลกตาไปกว่าทุกวัน โนแอลขี่รถพาโมนาซอกซอนออกจากกลางเมือง ข้ามสะพานปิ่นเกล้ามุ่งสู่ถนนบรมราชชนนี เมื่อรู้สึกถึงแรงกระตุกที่ชายเสื้อ เขาจึงผงกศีรษะเป็นเชิงรับรู้ โดยจับมือโมนาให้เกาะเอวเขาไว้แทนเป็นสัญลักษณ์บอกว่า...นิ่งไว้ เดี๋ยวก็รู้เอง !

ฟ้ายิ่งมืดอากาศก็ยิ่งเย็น บิ๊กไบค์คันโตทำความเร็วได้เพิ่มขึ้นเมื่ออยู่บนถนนเส้นรองที่ออกจากกรุงเทพฯ เพียงทุ่มเศษโนแอลก็พารถวิ่งเลียบแม่น้ำนครไชยศรี ก่อนเลี้ยวเข้าไปตามป้ายร้านอาหารแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มเคลื่อนรถเข้าไปยังพื้นปูตัวหนอนเจาะซึ่งมีมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แล้ว เขาวางขายันพื้นซึ่งมีหญ้าขึ้นแซมเพื่อช่วยประคองรถ จากนั้นถอดหมวกกันน็อกออกแล้วหันมาทางคนข้างหลัง “ถึงแล้ว ผมจะช่วยเป็นหลักให้เกาะ คุณลงจากรถก่อนสิ”

โมนาลงจากรถโดยสวมหมวกกันน็อกเต็มยศ พยายามดึงสายรัดคางเพื่อถอดหมวกอย่างทุลักทุเล

คนมองหัวเราะขัน ๆ รั้งมือเธอไว้ก่อนโมนาจะรัดคอตัวเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ มือเรียวหยิบหมวกตัวเองมาหงายให้เธอดูด้านในแล้วอธิบาย “มันเป็นเงื่อนกระตุก คุณจับชายด้านที่เหลือแล้วดึง มันก็หลุดแล้วละ”

โมนาคลำหาชายสายรัดจนเจอด้วยความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย แล้วดึงเพียงทีเดียวสายรัดก็คลายออก เธอยกหมวกที่ค่อนข้างหนักออกมาส่งให้ชายหนุ่ม “ฉันเกร็งจนปวดตัวปวดหลังไปหมดเลย นี่พาฉันมาที่ไหนเนี่ย”

“อุ้มเข้าไปในร้านด้วยเลยละกัน ขี้เกียจเปิด ๆ ปิด ๆ กล่องเก็บของ” โนแอลอมยิ้ม ใช้อีกมือหนึ่งขยี้ผมชื้นแนบศีรษะจากการสวมหมวกกันน็อกให้สยายออกนิด ๆ พลางหันไปทางร้านอาหารซึ่งสว่างไสวแล้วชวน “อาทิตย์ก่อนผมขี่รถเล่นมาถึงแถวนี้ เลยแวะเข้ามาฝากท้องที่นี่มื้อนึง อาหารของเขาอร่อยดีนะ วันนี้เลยอยากพาคุณมาชิมบ้าง”

“บรรยากาศก็ดีนะ ท่าทางจะอร่อยจริงด้วย คนเพียบเลย ไม่รู้จะได้กินข้าวตอนกี่โมงนะเนี่ย” โมนาถอดเสื้อหนังออกมาทำท่าจะพาดไว้ที่แขน แต่ก็ช้ากว่าโนแอลที่ยื้อมาถือไว้เอง

“มาเหอะ ผมหิวแล้ว วันนี้งดไดเอทวันนึง กินฉลองรับปีใหม่กันให้เต็มคราบไปเลย”

คนกินแต่ปลาแต่ผักและอาหารสุขภาพมาหลายอาทิตย์เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “เฮ้ย ! น่าสนุกมากเลยโนแอล ฉันเห็นด้วยสุด ๆ ” โมนาแทบอดใจไม่ไหว จึงรีบดึงเสื้ออีกฝ่ายลากเขาก้าวไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินกาบผ่านสวนร่มรื่นเข้าไปยังริมน้ำ เมื่อได้ที่นั่งแล้วหญิงสาวก็เริ่มพลิกเมนูหารายการอาหารที่น่าสนใจทันที

“ว้าว...น่ากินทั้งนั้นเลย ทั้งแกงเขียวหวาน ขาหมูเยอรมันทอด เบคอนผัดพริกไทยดำ แล้วก็...”

แค่ได้ยินรายการอาหารที่หลุดจากปาก โนแอลก็อยากจับโมนามาตีนัก

“ที่บอกว่างดไดเอท ผมพูดเล่นน่ะ ช่วงนี้คุณคงต้องฉลองเยอะแหง ๆ เพราะงั้นจงกินอย่างระมัดระวังกว่าเดิมดีกว่า” เขายึดสมุดเมนูคืน พลิกดูรายการแล้วชี้รูปที่ต้องการ โดยมีผู้หญิงตัวกลมชะเง้อมามองด้วยใจจดจ่อ

“อะไรเนี่ย แกงเลียง เมี่ยงปลากระพง แล้วก็หลนปลาเค็ม นี่ ๆ ไอ้อย่างสุดท้ายฉันกินไม่เป็นนะ”

“ตักใส่ปากแล้วเคี้ยว เดี๋ยวก็กินเป็นเองแหละ” เขาเอ็ดแล้วหันไปโบกมือให้สัญญาณพนักงานว่าไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมแล้ว

“มีแต่ผัก” โมนาบ่น

“คุณเรียนทำอาหารไปสามหนแล้ว ยังไม่รู้อีกเหรอว่าการกินผักน่ะดีต่อสุขภาพ อ้อ...เรื่องคุณกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นยังไงบ้าง เจอกันทุกเสาร์ปิ๊งปั๊งกันมากขึ้นไหม”

โมนาพยักหน้ายิ้มเขิน แล้วเล่าความคืบหน้าทางความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกฤตให้เขาฟังตลอดมื้ออาหาร ทั้งยังถามความเห็นในทัศนะของ ‘ผู้ชาย’ จากเขาเป็นระยะอีกด้วย

ผู้ฟังที่ดีนั่งเท้าคางตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเขาโหยหาช่วงเวลาที่ได้พูดคุย ได้แซวเล่น แหย่เย้า รวมถึงกลั่นแกล้งผู้หญิงคนนี้มากแค่ไหน ทุกครั้งที่อยู่กับโมนา เวลาผ่านไปรวดเร็วเสมอ...

เมื่อชำระค่าอาหารเรียบร้อย โนแอลก็ถือของทั้งหมดเดินเคียงข้างหญิงสาวมาที่ลานจอดรถ โดยไม่วายเย้า “ถ้าฟังที่คุณเล่า ก็ต้องบอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่คืบหน้าเร็วมาก อย่างนี้ผมต้องเตรียมยินดีกับคุณแล้วสิเนี่ย”

“บอกตรง ๆ ว่าฉันยังเข็ด กลัวซ้ำรอยคุณชัชยังไงไม่รู้ ตอนคุณกฤตทำงานเขาเจอผู้หญิงสวย ๆ กว่าฉันเยอะแยะ มีครั้งนึงฉันเห็นพวกแขกในร้านนั่งจีบเขาต่อหน้าต่อตาเลยด้วย เขาจะมั่นคงได้อีกสักกี่วันกันล่ะ”

“คิดล่วงหน้าอีกแล้ว รอให้มันเกิดขึ้นแล้วคุณค่อยหาทางแก้ก็ยังทันนะ ความสัมพันธ์ของคนสองคน มันต้องมองกันที่ปัจจุบัน เมื่อไหร่ที่มัวแต่กังวลถึงพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง ก็เท่ากับคุณนับถอยหลังรอวันที่ทุกอย่างจะจบลงแล้ว”

“ฉันไม่ใช่คนสวยนะโนแอล จะมีผู้ชายที่รักฉันจริง ๆ เหรอ” เธอก้มลงมองตัวเอง แล้วเงยขึ้นมาสบตากับเขานิ่ง ๆ ชั่วแวบนั้นที่โนแอลรู้สึกคล้ายกำลังมองเด็กหญิงสักคนที่กลัวจะได้ยินแม่สั่งให้งดกินขนมอย่างไรอย่างนั้น

“เชรี คุณเคยมีตุ๊กตาตัวโปรดไหม” เขาถามยิ้ม ๆ

“เคยค่ะ ตอนเด็ก ๆ ฉันติดหมีตัวนึง มันเป็นสีเทาตุ่น ๆ ตัวนุ่มมากเลย แม่บอกว่าฉันรักมันมาก ขนาดซื้อตัวใหม่มาให้ ฉันก็ไม่สน ยังกอดเจ้าหมีเน่าตัวเดิมอยู่นั่นแหละ คุณถามทำไมเหรอ”

โนแอลอมยิ้มแล้วพยักศีรษะนิด ๆ “ยังต้องถามอีกเหรอว่าผมถามทำไม”

หญิงสาวนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนหัวเราะหึ ๆ ก้มหน้าซ่อนอาการเก้อเขิน “ตายแล้ว ! คุณฉลาดชะมัด ฉันว่าฉันเข้าใจนะว่าคุณต้องการจะบอกอะไรน่ะ”

“เข้าใจก็ดีแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจบอกคุณ เวลารักใครสักคน เราอาจต้องการเหตุผลสักร้อยพันข้อมาอธิบายกับตัวเองและคนรอบข้างว่าทำไมถึงรัก แต่ความจริงแล้ว เพราะเรารักนั่นแหละ เราถึงพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตัวเอง เชรี...คุณไม่ได้เป็นผู้หญิงอ้วนคนเดียวบนโลกนี้นะ ต้องมีผู้ชายสักคนสิที่ชอบคุณแบบนี้”

“คุณกฤตบอกว่าชอบฉัน” ในที่สุดโมนาก็โพล่งออกมาดื้อ ๆ “ตั้งแต่วันที่คุณจดหัวข้อไว้ให้ฉันชวนเขาคุย ฉันก็ไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพิ่ม ว่ามีเรื่องแบบไหนบ้างที่ห้ามพูดถึงตอนเดต นอกจากข้อห้าม ฉันก็คุยเกือบทุกเรื่อง แล้วก็ทำตามที่คุณสอน ยิ้มเยอะ ๆ เล่าเรื่องตัวเองให้น้อยเข้าไว้ เวลาเขาถามอะไรก็ตอบเฉพาะคำถาม ไม่พล่ามยาว ๆ ”

“แปลว่าได้ผลละสิ”

“ฉันเหลือเวลาอีกแค่เดือนครึ่งเองโนแอล” รอยยิ้มบนใบหน้าเธอมีรอยจาง ๆ ของความเศร้าแทรกอยู่ชัดเจน “ถ้าไม่ได้ผลครั้งนี้ ก็คงไม่มีโอกาสใหม่ให้ฉันพยายามแล้วละ”

“คุณเชื่อเรื่องคำสาปบ้า ๆ นั่นจริงเหรอเชรี”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเชื่อเรื่องอาถรรพ์ซุ้มเล็บมือนางมากน้อยแค่ไหน แต่ฉันไม่อยากลบหลู่ จริงอยู่ว่าทุกวันนี้ฉันอยู่คนเดียวได้สบายมาก เพราะฉันยังมีเพื่อน เวลามีปัญหา พวกเขาก็จะสลับกันสละเวลามาอยู่กับฉัน มารับฟังเวลาที่ฉันต้องการ ถ้าวันหนึ่งเกิดฉันเหงา แล้วเพื่อนต้องเอาเวลาไปดูแลลูก สามีและครอบครัว แล้วฉันล่ะ...ฉันจะเหลือใคร ฉันกลัวว่าถ้ารอจนถึงวันนั้น มันอาจสายเกินไป เพราะฉันจะทั้งอ้วนทั้งแก่ แย่ยิ่งเข้าไปใหญ่เลย”

ชายหนุ่มก้มตัวลงมาจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับโมนา แล้วดึงมือเธอข้างที่ไม่ได้อุ้มหมวกกันน็อกมาจับไว้พร้อมกับบีบเบา ๆ

“เชรี...ถ้าผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้หญิงสักคน เขาจะรักเธอคนนั้นทุกวินาทีไม่ว่าจะสวย ผอม หรืออ้วน แก่แค่ไหนก็ตาม แบบนั้นเรียกว่าความรัก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนบอกว่าคุณต้องผอมสิ ต้องแต่งตัวอย่างโน้น ต้องพูดอย่างนี้ แปลว่าเขารักคนที่อยู่ในความฝันในจินตนาการของตัวเอง และพยายามจะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้หญิงคนนั้น รักคือการไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องอดทน ไม่มีเหตุผล ไม่มีอะไรรองรับสักอย่างเลย”

โมนาแต้มยิ้มขึ้นบนใบหน้า ผงกศีรษะซ้ำ ๆ “ขอบคุณมากนะโนแอล ฉันรู้สึกดีขึ้นเพียบเลย นี่ถ้าคุณเป็นเพื่อนผู้หญิงของฉัน ฉันคงต้องขอกอดคุณแล้วแน่ ๆ เลย”

“ผมก็เป็นเพื่อนคุณ จะกอดผมก็ได้นะ ผมไม่ถือ” เขาผายมือออกข้างตัวแล้วพยักหน้าเป็นเชิงเชิญชวน

หญิงสาวหัวเราะร่วน ฟาดมือเพียะที่ท่อนแขนเขาแก้เก้อตามเคย “ไม่เอาหรอก เดี๋ยวกอดแล้วคุณติดใจฉัน จะทำยังไง ฉันจะเก็บตัวอ้วน ๆ กลม ๆ ของฉันไว้ให้แฟนฉันกอดคนเดียวเท่านั้นแหละย่ะ”

โนแอลหัวเราะหึ ๆ ขันวาจาอีกฝ่าย เขาคว้าข้อศอกโมนากึ่งจูงกึ่งลากไปที่รถด้วยกัน แล้วก็เช่นเคย หลังจากโมนาสวมเสื้อหนังเรียบร้อย เขาต้องรัดสายหมวกกันน็อกให้เธอโดยกำชับว่า “เดี๋ยวกลับถึงบ้านแล้ว ผมจะสอนวิธีรัดสายให้คุณดีกว่า คุณจะได้ไม่รำคาญเวลาต้องมาคอยให้ผมทำให้”

“คุณรำคาญที่ต้องดูแลฉัน ต้องฟังฉันพูดฉันบ่นก็บอกมาเหอะ ไม่ต้องมาทำเป็นสำบัดสำนวน” โมนาดันพลาสติกด้านหน้าขึ้นเพื่อต่อปากต่อคำ

“ผมยอมรับนะว่าผมไม่ชอบผู้หญิงพูดมาก แต่เพราะคุณเป็นเพื่อนผม ไม่ใช่ ‘ผู้หญิง’ พวกนั้น เพราะฉะนั้นคุณจะได้รับข้อยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคุณแล้ว ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากกว่าที่ได้ดูแลคุณ เอ้า ! เรียบร้อยแล้ว”

เขาเอียงคอมองผู้หญิงตัวกลมปุ๊กตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนหมุนตัวไปนั่งคร่อมอานรถ รอจนโมนาปีนขึ้นมานั่งซ้อนท้ายเรียบร้อย ดูคาติคันโตจึงเคลื่อนออกจากที่ ทิ้งเพียงเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มไว้เบื้องหลัง และ...หยดน้ำมันเป็นกองที่พื้นคอนกรีตซึ่งถูกหญ้าสีเขียวขึ้นแซมมาบดบังจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นเลย !

เนื่องจากเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว และรถส่วนใหญ่ก็มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง ถนนตามเส้นทางขากลับเข้ากรุงเทพฯจึงโล่งกว่าที่คิด โนแอลทำความเร็วได้ค่อนข้างดี โดยมีคนข้างหลังเกาะเอวเขาไว้หลวม ๆ มองข้างทางทั้งซ้ายขวาชื่นชมทัศนียภาพยามค่ำคืนอย่างแสนสุข

ครั้นเข้าสู่เขตชานเมือง พอมีรถมากขึ้น โนแอลจึงลดความเร็วลงเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อเขาต้องเหยียบเบรกลึกขึ้นกว่าจะชะลอความเร็วได้ดังตั้งใจ จากเลนขวาสุดซึ่งทำความเร็วได้ดี ชายหนุ่มจึงปล่อยรถไหลไปเรื่อยโดยพยายามไม่เร่งเครื่อง และยังเบรกย้ำ ๆ เพื่อให้ความเร็วลดลง แต่ดูเหมือนว่าการพยายามใช้เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังแทบไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

รถทางด้านหลังกะพริบไฟสูงใส่เพื่อเป็นสัญญาณขอทาง โนแอลเห็นเลนซ้ายโล่งหมดจึงเปิดไฟเลี้ยวเพื่อหลบเข้าข้างทาง และมองหาปั๊มน้ำมันซึ่งมีแสงสว่างไปด้วย ทว่าเพียงเปลี่ยนเลนมาทางซ้าย รถคันหลังก็เร่งเครื่องขึ้นมาตีคู่และทำท่าจะแซงทิ้งเขาไป โนแอลมัวแต่มองทางซ้ายเพื่อพารถเข้าข้างทาง จึงมีเพียงปลายหางตาที่เหลือบเห็นโฟร์วีลคันโตเบียดเลนเข้ามาคล้ายมองไม่เห็นรถเขาอย่างไรอย่างนั้น

ประสบการณ์บนหลังอานที่คุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยอยู่ปารีสทำให้ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่า หากไม่เบรก เขาชนแน่นอน แต่ถึงเบรก รถก็ไม่หยุด ผมลัพธ์ไม่ต่าง !

โนแอลตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาหักรถไปทางซ้ายเพื่อให้พ้นจากรัศมีของรถใหญ่ บิดเร่งเครื่องพร้อมกับนับในใจ หนึ่ง...สอง...สาม ! ด้วยสมรรถนะและเครื่องยนต์กำลังสูงจากอิตาลี ซึ่งใช้เวลาในการเร่งรอบเครื่องไม่เกินสามวินาที ดูคาติจึงออกตัวกระชากรุนแรงทำความเร็วตามที่ผู้ขับขี่ประเคนแรงลงในรถ โนแอลโล่งอกเมื่อพบว่าเขายังมีสติอยู่จนนับถึงสาม ทั้งยังพารถแล่นออกจากสถานการณ์คับขันได้หวุดหวิด โมนากอดเอวเขาแน่นด้วยความตกใจ ชายหนุ่มเหลือบมองหน้าปัดดิจิทัลเรืองแสงในความมืดเห็นตัวเลขบอกความเร็วหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วก็เข้าใจ

ทว่ายังไม่ทันหาจังหวะลดความเร็ว รถโฟร์วีลคันเดิมก็ตีคู่ขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้โนแอลไม่ได้คิดไปเองว่ามันจงใจเบี่ยงกินเลนเข้ามาหาเขา ดูจากที่รถขับส่ายไปมาแล้ว คนขับอาจเมาหรือหลับในก็เป็นได้ แต่ส่วนที่แย่ก็คือโฟร์วีลคันนั้นเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น ทั้งยังเบียดชิดเข้ามาจนเกือบจะชนรถเขาแล้ว

โนแอลไม่มีทางเลือก การเบรกตัดทิ้งไปได้เลย ตอนนี้รถเขาวิ่งได้ แต่หยุดไม่ได้ !

ครั้นจะเร่งเครื่องเพิ่มความเร็วเพื่อแซงไปก็ไม่ได้ ระยะหักหลบของเขาไม่พ้นหน้าหม้อรถใหญ่แน่นอน หรือจะเลี้ยวออกซ้ายไปเลย เขาก็อยู่ริมทางแล้ว มีเพียงคูตื้น ๆ ที่หญ้าขึ้นเต็มซึ่งกั้นระหว่างทางหลักกับทางคู่ขนานเท่านั้น เขาขี่รถผ่านถนนเส้นนี้ทุกสัปดาห์ที่กลับมาบ้านนครไชยศรี จึงรู้ดีว่านี่จะเป็นถนนช่วงสุดท้ายที่เป็นคูหญ้า

เขาเงยขึ้นมองป้ายบอกทางอันถัดไป รู้ดีว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่เขตเมือง จะมีแผงเหล็กกั้นข้างทางเพิ่มขึ้น และคูดินจะกลายเป็นคูคอนกรีตสามเหลี่ยมลึกราวครึ่งเมตรแทน หากรอจนถึงตอนนั้น...โอกาสทำตามที่คิดก็เป็นไปได้ยากขึ้น เขาต้องตัดสินใจ...เดี๋ยวนี้ !

ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เมื่อโฟร์วีลไถลเข้ามาเบียดเขาอย่างจงใจอีกครั้ง โนแอลจึงเอี้ยวตัวใช้แขนหนึ่งกอดโมนาไว้ ปล่อยคันเร่งเพื่อให้เครื่องยนต์หยุดส่งแรง แล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์หนึ่งกะทันหัน เพื่อฉุดให้รถชะลอช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งคู่คะมำจากความเร็วที่ลดลงกะทันหัน แต่โนแอลไม่สนใจ เขาออกแรงดึงตัวโมนากระโจนข้ามจากตัวรถไปพร้อมกัน ทิ้งตัวลงคูข้างทาง โดยกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน พลิกให้ตัวเองลงกระแทกพื้นก่อน จากนั้นไถลตัวกลิ้งหลุน ๆ ไปตามคูแคบ ๆ นั้นสองสามตลบเพื่อลดแรงเฉื่อยจนหยุดนิ่งได้ในที่สุด

เอี๊ยด ! เสียงยางบดกับถนนดังสนั่น ตามด้วยเสียงโครมเสียดหู ชายหนุ่มเท้าข้อศอกกับพื้นบังคับตัวเองให้ลืมตามองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างออกไปราวยี่สิบเมตรด้วยอาการตกตะลึง เมื่อโฟร์วีลเบียดดูคาติที่ยังวิ่งต่อไปด้วยความเร็วและแรงเฉื่อยจนเสียหลัก เสียงโลหะครูดกันดังสนั่นขณะบิ๊กไบค์คันโตอัดเข้ากับเสาป้ายบอกทางอย่างแรง แล้วโฟร์วีลคันนั้นเร่งเครื่องหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

โนแอลไม่สนใจรับรู้ชะตากรรมของรถคู่ใจอีกต่อไป เขาหายใจแรงจนไหล่ไหว เมื่อก้มลงมองผู้หญิงในอ้อมกอดด้วยความเป็นห่วง แม้จากการสำรวจด้วยสายตาจะเห็นว่าเธอปลอดภัยดี แต่...โมนานิ่งเงียบไปจนเขาใจเสีย

“เชรี...คุณเป็นยังไงบ้าง” เขาลุกขึ้นนั่งอย่างยากเย็น หัวไหล่จนถึงต้นแขนขวาปวดหนึบ เขาจึงประคองโมนาด้วยมือซ้าย กัดฟันใช้มือขวาปลดสายรัดถอดหมวกกันน็อกให้ตัวเองและโมนาโยนไว้ข้าง ๆ อย่างไม่ไยดี

“อย่าเงียบอย่างนี้สิเชรี” เขาตบแก้มเธอเบา ๆ เพื่อเรียกสติด้วยความร้อนใจ แทบกลั้นหายใจรอดูปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย ใบหน้าเธอซีดเผือด ดวงตากลมโตปิดสนิท ขณะพวงแก้มอิ่มและริมฝีปากแทบไม่ขยับ

วินาทีนั้นยาวนานราวกับนิรันดร์ กว่าเปลือกตาของโมนาจะกระตุกเล็กน้อย แล้วลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า

“โอย...” เสียงครางแผ่วเบาดังจากริมฝีปากบาง ตามด้วยเสียงโวยแหบแห้ง “นี่คุณจะฆ่าฉันเหรอโนแอล”

ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก พร้อมกับรวบตัวคนในอ้อมแขนเข้ามากอดด้วยความยินดี “ขอบคุณพระเจ้า คุณปลอดภัย เชรี...เมื่อกี้คุณนิ่งเงียบไปแบบนั้น ผมแทบเป็นบ้าเลยนะรู้ไหม”

“ไหนว่าเคยขี่บิ๊กไบค์ไง ทำไมขี่รถห่วยอย่างนี้ ฉันงี้ตกใจแทบตาย ตอนคุณเบียดแซงกับโฟร์วีลคันนั้นน่ะ”

โนแอลฟังคำบ่นไปเรื่อย ขณะมือไล่จับแขนโมนาตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงข้อมือทีละข้าง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดแตกหักเสียหาย เมื่อไม่ได้ยินเจ้าตัวร้องอุทธรณ์ใด ๆ ก็เบาใจว่าแขนเธอไม่มีบาดแผลรุนแรง

“คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” โชคดีที่เขาให้เธอสวมเสื้อหนัง จึงช่วยป้องกันร่างกายช่วงบนได้ดีพอสมควร

โมนาดันไหล่เขาออกห่าง พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่...

“โอ๊ย ! ” เสียงสูดปากดังขึ้นเมื่อเจ้าตัวแตะมือที่หัวเข่าไล่ลงไปจนถึงข้อเท้าฝั่งขวา “เจ็บข้อเท้าข้างนี้”

“อย่าเพิ่งขยับ ตอนลงคุณอาจไม่ทันรู้ตัว เลยกระแทกโดนพื้น ผมว่าอย่างมากก็แค่แพลงแหละ” เขาเพิ่งมีโอกาสเหลียวมอง จึงเห็นว่ามีรถสองคันเพิ่งเคลื่อนเข้าจอดชิดคูดิน ทั้งคนขับและผู้โดยสารลงมาเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ ขณะบางคนก็กำลังง่วนโทร.เรียกหน่วยกู้ภัยเสียงดังขรมไปหมด

“เป็นอะไรไหมคุณ” เสียงถามเป็นภาษาไทย

โมนาซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ชิงตอบก่อนเขา “ไม่เป็นอะไรมากค่ะ พี่ช่วยเรียกรถพยาบาลให้หน่อยได้ไหมคะ”

“เรียกแล้วครับ กู้ชีพอยู่ตรงนี้เอง เดี๋ยวก็มา”

“ขึ้นไปอีกนิดก็มีโรงพยาบาลนะเชรี เราโทร.เรียกรถพยาบาลก็ได้” เขาดึงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วก็ถอนใจ “พังซะแล้ว สงสัยคงเพราะกระแทกตอนตกลงพื้น”

โมนาตบกระเป๋าเสื้อหนังหาโทรศัพท์ตัวเองบ้าง แต่กลับไม่พบ “โทรศัพท์ฉันไปไหนก็ไม่รู้”

“ช่างมันเถอะ คุณเดินไหวไหม ผมจะประคองคุณขึ้นไปข้างบนนั่นก่อน โชคดีที่เป็นคูดินมีหญ้าคลุมเลยนุ่มหน่อย ถ้าเป็นคอนกรีตคงมีกระดูกหักกันบ้างละ” ชายหนุ่มลุกขึ้นสะบัดแขนขา อุ่นใจอยู่บ้างที่ไม่มีส่วนไหนหักเสียหาย นอกจากอาการปวดตึง ๆ ที่ไหล่ขวา เขาย่อตัวลงไปประคองโมนาให้ยืนขึ้นบ้าง

“อย่าทิ้งน้ำหนักที่เท้าขวา ยืนเอียงมาพิงผมไว้นี่” เขาพึมพำบอก

โมนาพยักหน้า เงยขึ้นไปทางบรรดาไทยมุง ก็เห็นชายหนุ่มสองคนกระโดดลงมาในคูเพื่อช่วยเต็มที่ หญิงสาวรีบชี้ขาตัวเอง “ขาขวาคงแพลงนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวให้เพื่อนประคองขึ้นไปก็ได้ ขอบคุณนะคะ”

โนแอลขำคนหวงตัว มือที่กอดเอวโมนาไว้เผลอดึงเธอมาใกล้ยิ่งขึ้นอย่างหวงแหน เนื้อตัวนุ่มนิ่มในอ้อมแขนบอกให้รู้ว่าที่จริงแล้วเธออ่อนแอและน่าทะนุถนอมเพียงใด ตรงข้ามกับท่าทีแข็งกร้าวและดุดันที่แสดงออกที่สุด

คูหญ้าตื้น ๆ สูงไม่ถึงเข่าทั้งยังมีทางลาดเพื่อให้ก้าวขึ้นไปง่าย ๆ แต่เพราะสะบักสะบอมจากการกระแทกพื้น ทั้งยังกลิ้งไปตามคูเล็ก ๆ โดยมีน้ำหนักของโมนาอยู่ในอ้อมแขนด้วย ทำให้เขาค่อนข้างอ่อนล้าพอสมควร เมื่อมาถึงทางลาดเพื่อขึ้นจากคู จึงต้องอาศัยรับมือจากบรรดาไทยมุงด้านบนเพื่อรั้งตัวเองขึ้นไป

เพราะโมนาเจ็บเท้าขวา เขาจึงสละแขนซ้ายโอบเอวเธอไว้ มือเดียวที่เหลือว่างจึงเป็นข้างขวา ชายหนุ่มกัดฟันแน่นขณะยื่นมือให้ผู้มีน้ำใจช่วยดึงเขาและประคองโมนาขึ้นมาด้วย อาการเจ็บหน่วง ๆ ที่ไหล่ขวาย่ำแย่หนักขึ้น

โนแอลมองไปทางรถมอเตอร์ไซค์ที่ล้มหมดสภาพอยู่ข้างเสาโลหะด้วยสายตาครุ่นคิด รถของเขาเพิ่งออกจากศูนย์ไม่ถึงสองอาทิตย์ เขาค่อนข้างเชื่อมั่นในความปลอดภัยของรถว่าไม่น่าขัดข้อง แต่อีกใจก็แย้งว่าแม้ระบบเบรกไม่เคยมีปัญหามาก่อน แต่มันเป็นไปได้เช่นกันที่จะเกิดปัญหาหลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง บังเอิญหรือเปล่านะที่คนขับโฟร์วีลคันนั้นเมาหรือหลับในขณะที่รถเฉียดใกล้เขาขนาดนั้น

ชายหนุ่มงำข้อสงสัยไว้เงียบ ๆ ณ ตอนนี้สิ่งเดียวที่ห่วงก็คือโมนา เขาผิดเองที่พาเธอมาเสี่ยง ทั้งที่โมนาก็บอกแล้วว่าไม่ชอบ ’เนื้อหุ้มเหล็ก’ อย่างนี้

เมื่อรถกู้ภัยมาถึงในอีกไม่กี่นาทีถัดมา เขากับโมนาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนจากบริษัทประกันภัยมาจัดการลากซากรถไปยังศูนย์บริการตามที่เขาแจ้งความประสงค์

ที่นั่งแคบซึ่งติดอยู่ทางซ้ายและขวาของกระบะมีแค็บนั่งไม่สบายเลย โนแอลกุมมือคนเจ็บพยายามส่งยิ้มให้กำลังใจ โมนาเอนพิงไหล่เขาแล้วหลับตานิ่ง ริมฝีปากเม้มนิด ๆ เขารู้ว่าเธอพยายามข่มความเจ็บปวดไม่แสดงออกมา

ชายหนุ่มขบกรามแน่น บอกใครไม่ได้ว่าเห็นอย่างนั้นแล้ว...เขาเจ็บยิ่งกว่า ทั้งที่ต้องทนเห็นโมนาในสภาพนี้ และต้องอยู่กับความรู้สึกผิดที่ว่าทั้งหมดนี้เขาเองที่เป็นต้นเหตุ !

---------------------------------------------------------

นับหนึ่งได้เลยค่ะคุณผู้โช้มมมม

จากนี้เขาจะหวานกันยาวๆแล้วนะเคอะ อิอิ

ใครอยากหวานแบบไม่สะดุด

จัดอีบุ๊กกันได้เลยค่ะ

หรือถ้าใครไม่สะดวกโหลดอีบุ๊ก

อย่างน้อยก็ขอกำลังใจ

ไปรีวิวหรือให้หัวใจโนแอลกันคนละไม้ละมือ

ที่ตรงนี้>>https://goo.gl/VrsXdA

sds



หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Gif Kraiphool
โนแอลเริ่มจะรู้ใจตัวเองแล้ว
เมื่อ 9 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว