[อ่านฟรี] หัวใจร้อยดาว

ตอนที่ 21 (100%)

ท้องฟ้านอกม่านโปร่งสีขาวราความร้อนไปมากแล้ว หญิงสาวกระชับผ้าห่มขึ้นคลุมจรดคางด้วยความรู้สึกหนาว ทว่าขณะพลิกกายเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ มือกลับป่ายโดนกำแพงนุ่ม ๆ ซึ่งไม่ควรมีอยู่บนที่นอน หญิงสาวจึงหยีตาอย่างยากเย็น แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเธอไม่ได้นอนอยู่ในห้อง โมนายกหัวขึ้นดูนาฬิกาแขวนผนัง แต่ก็ต้องทิ้งศีรษะลงที่เดิมเมื่อรู้สึกถึงอาการปวดศีรษะหนึบไปหมด คอแห้งผากราวกับขาดน้ำอย่างหนัก ครั้นหลับตาลงและทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ นึกออกว่าเมื่อคืนเธอดื่มหนักมาก เจ้าอาการพะอืดพะอมที่เป็นอยู่ รวมถึงศีรษะที่ปวดตุบ ๆ คงเป็นอาการข้างเคียงจากการเมาค้างนั่นเอง

โมนาฝืนลุกขึ้นนั่ง ครั้นเหลือบมองนาฬิกาเห็นเป็นเวลาบ่ายสองโมงเศษก็ตกใจ เมื่อคืนเธอหลับไปก่อนเคานท์ดาวน์ด้วยซ้ำ นี่เธอนอนน็อกรอบเลยเหรอเนี่ย !

ดวงตาที่ยังอ่อนล้ากวาดมองรอบห้องด้วยความทึ่ง เมื่อทุกหนแห่งสะอาดสะอ้าน ไม่มีร่องรอยปาร์ตี้เมื่อคืนเลย ยิ่งบนโต๊ะข้างหน้าเธอ นอกจากได้รับการปัดกวาดเรียบร้อยแล้ว ยังมีแก้วน้ำ ขวดน้ำ ขวดยาสีชาเล็ก ๆ และกระดาษเขียนภาษาอังกฤษติดไว้ใจความว่า

สวัสดีปีใหม่เชรี...

ผมไปธุระข้างนอก บ่าย ๆ คงกลับ เห็นคุณกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก คิดว่าตื่นขึ้นมาคุณอาจมีอาการเมาค้าง วิตามินบี ๖ ช่วยได้ กินเม็ดนึงก็น่าจะพอ ผมแช่ช็อกโกแลตไว้ในตู้เย็นให้ด้วย กินซะ จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น แล้วก็ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ อาบน้ำเย็น ๆ ด้วย แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น โทร.หาผมนะ ผมจะรีบกลับมาหาคุณ

โนแอล

หญิงสาวอ่านทวนข้อความแล้วทำตาม ‘คำสั่ง’ อย่างว่าง่าย หลังอาบน้ำ อาการหนักศีรษะลดลงเล็กน้อย เธอพาสังขารที่สดชื่นขึ้นกลับมายังโซฟาอีกครั้ง โมนาหยิบโทรศัพท์มาดู ก็พบข้อความอวยพรปีใหม่นอนรออยู่ในกล่องมากมาย แม้จะขึ้นเป็นหมายเลข เพราะโทรศัพท์เครื่องใหม่ยังไม่ได้บันทึกเบอร์ใครไว้ แต่หญิงสาวก็จำสำนวนเฉพาะตัวของแต่ละคนได้ โมนาจึงตอบกลับไปจนครบ โดยเก็บสิบสองข้อความจากกฤตไว้อ่านเป็นลำดับสุดท้าย

โมนาอ่านคำอวยพรจากกฤตทีละอัน แล้วสีหน้าก็แต้มด้วยรอยยิ้ม สิบสองข้อความ แต่มีคำว่าคิดถึงมากกว่าสิบเลยกระมัง กฤตโอดมายาวเหยียดว่าช่วงวันหยุดยาวของคนอื่น แต่เขากลับต้องทำงานหนักกว่าปกติ ร้านอาหารทุกแห่งต่างก็จ้างนักร้องพิเศษเพิ่มเพื่อสร้างบรรยากาศในร้านให้ครึกครื้นสมเป็นเทศกาล เขาอยากมาฉลองกับเธอ แต่ติดที่ต้องทำงาน ครั้นจะโทร.หา เวลาพักผ่อนก็ไม่ตรงกัน และที่แย่ที่สุดก็คือ เป็นช่วงวันหยุดที่โรงเรียนสอนทำอาหารปิดทำการ จึงเท่ากับเขาไม่มีโอกาสได้พบเธอเลย

โมนาพิมพ์ข้อความด้วยความไม่คุ้นเคย โทรศัพท์เครื่องใหม่มาพร้อมความทันสมัยกว่าก็จริง แต่เพราะยังไม่ชินจึงหาปุ่มคำสั่งไม่ค่อยเจอ เธอต้องใช้เวลานานมากกว่าจะพิมพ์คำอวยพรสำหรับตอบกลับให้แก่กฤต

ทว่ายังพิมพ์ไม่ถึงไหน โทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ โมนารับสาย จากนั้นขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำแนะนำตัวและทักทายรับปีใหม่จากอีกฝ่าย

“อ๋อ...สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่เอก” เธอทักทายด้วยน้ำเสียงพยายามให้ฟังสดใสที่สุด

“พรุ่งนี้รบกวนน้องโมแวะมาฟิตเนสหน่อยสิครับ ผมมีบางอย่างจะเซอร์ไพร้ส์” เสียงเขาตื่นเต้นจนโมนาฉงน

“บอกวันนี้ไม่ได้เหรอคะ”

“ไม่ได้ ๆ มันต้องคุยกันตอนเห็นหน้า มานะครับน้องโม ผมจะคอย”

“มีเรื่องอะไรเหรอคะ”

“น้องโมอย่าว่าผมน้ำเน่านะ ถ้าผมจะบอกว่าเป็นเรื่องของหัวใจ”

“เอ่อ...เอางั้นเลยเหรอ นี่พี่เอกยังไม่เลิกคิดเรื่องนั้นอีกเหรอคะ”

“เลิกได้ยังไง ผมยังรอน้องโมเมตตาผมอยู่เลย”

โมหาฝืนหัวเราะเสียงปร่า รีบพากลับเข้าเรื่องเดิมโดยด่วน “พรุ่งนี้โมแวะไปก็ได้ค่ะ เอ่อ...พอดีโมติดธุระนิดนึง ต้องขอวางสายก่อนนะคะ สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะพี่เอก ขอให้พี่มีความสุขและโชคดีในทุก ๆ เรื่องนะคะ”

“ความสุขเรื่องอื่นผมไขว่คว้าเองได้ แต่เรื่องความรัก ส่วนนึงก็ขึ้นอยู่กับน้องโมนั่นแหละ แฮ็ปปี้นิวเยียร์ครับ” อีกฝ่ายทิ้งท้ายแล้วจึงวางสาย

โมนารู้สึกหมดเรี่ยวแรงขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อมีเรื่องมากระทบเพิ่มเติม ทำให้อาการปวดศีรษะที่หลงเหลือจากการเมาค้างกลับมาโจมตีอีกครั้ง โมนาพิงพนักหลับตาลง ใช้ปลายนิ้วนวดขมับเบา ๆ พยายามผ่อนคลายตัวเอง

เสียงคลิกเบา ๆ ดังมาให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงกรุ๊งกริ๊งของกุญแจกระทบกัน และ...

“ผมกลับมาแล้ว ว้า ! คุณท่าทางแย่จังเลยนะเชรี เป็นอะไรมากไหม”

โมนาหลับตานิ่ง ๆ ฟังเสียงนุ่มคุ้นหูกับสำเนียงภาษาอังกฤษที่เธอคิดว่าไพเราะน่าฟังที่สุด เป็นความคุ้นเคยตั้งแต่เมื่อไรก็สุดรู้ ดวงตากลมโตลืมขึ้น แล้วเธอก็เห็นชายหนุ่มกำลังทรุดลงนั่งบนโซฟาข้าง ๆ กันนี่เอง

“ผมแวะซื้อน้ำส้มสดมาให้ด้วย ดื่มซะสิ จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ระวังนะ มันเปรี้ยว” แก้วทรงสูงบรรจุน้ำส้มเย็นเฉียบจนเห็นไอเย็นเกาะข้างแก้วถูกยื่นมาตรงหน้า เมื่อเธอไม่ยอมยื่นมือมารับ เขาจึงวางไว้ที่โต๊ะข้าง ๆ แทน “คุณยังปวดหัวใช่ไหม กินแอสไพรินสักเม็ดละกัน เดี๋ยวผมไปเอาให้” เขาพูดเองเออเอง แล้วลุกหายไปทางห้องครัวครู่ใหญ่ ก่อนกลับมายืนหน้ายุ่ง “คุณมีแต่พาราฯ ขืนกินไปเจอแอลกอฮอล์ ตับพังกันพอดี เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมลงไปซื้อ...”

“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะโนแอล ฉันยังไหว” เธอยืนยันด้วยการยิ้มกว้าง แล้วเอื้อมไปหยิบน้ำส้มมาจิบช้า ๆ

“กินอะไรหรือยัง หิวหรือเปล่า ผมทำอาหารง่าย ๆ ให้รองท้องดีไหม”

ท่าทางเดือดเนื้อร้อนใจนั้นทำให้โมนาลืมความขุ่นมัวจากการพูดโทรศัพท์เมื่อครู่ไปหมด หญิงสาวหัวเราะคิกอย่างอดไม่ได้ “โนแอล ฉันแค่เมาค้างเอง แล้วตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วด้วย ไม่ต้องทำท่าเป็นห่วงขนาดนั้นหรอก”

“ไม่ได้สิ เพราะผมชวนคุณดื่ม คุณถึงเมาแอ๋ขนาดนั้น”

“ฉันแค่เมาแล้วหลับไปเฉย ๆ อย่างนั้นไม่เรียกว่าเมาแอ๋ย่ะ” เธอตบเบาะข้างตัว และโนแอลก็มานั่งข้าง ๆ อย่างว่าง่าย

“ลองว่ายังเถียงคำไม่ตกฟากได้ แปลว่าไม่เป็นอะไรมากจริง ๆ ” ชายหนุ่มยกริมฝีปากขึ้นนิด ๆ “ผมมีคีชผักโขมกับครัวซองต์อร่อยที่สุดในโลกมาฝากด้วย กินรองท้องก่อนดีไหม ระหว่างที่ผมทำ...”

โมนาเดาได้ว่าเขาคงเสนอตัวเป็นคนทำอาหารเย็น จึงรีบขัดขึ้น “ไม่เอาค่ะ ฉันไม่อยากให้คุณต้องเหนื่อยทำอะไรวุ่นวาย วันนี้วันที่หนึ่งมกรา เรามาทำอะไรเก๋ ๆ ที่หนุ่มฝรั่งเศสอย่างคุณไม่ชอบใจกันบ้างดีกว่า”

“อะไร” เขาหรี่ตานิด ๆ อย่างไม่ไว้วางใจ

“อาหารขยะค่ะ ไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ แล้วก็พิซซ่าเป็นไง” หญิงสาววางแก้วน้ำส้มที่ดื่มหมดแล้วไว้บนโต๊ะ

ชายหนุ่มส่ายหน้าทันที “คุณเจ็บขาอยู่ แค่นี้ก็ไปออกกำลังกายไม่ได้หลายวันแล้ว เผาผลาญแคลอรีได้น้อยลง เพราะฉะนั้นก็ควรระวังไอ้ที่จะกินเข้าไปให้มากขึ้น"

“ไหนคุณบอกว่าเราต้องให้รางวัลตัวเองบ้างไงคะ นี่มันวันปีใหม่นะ”

“คุณให้รางวัลตัวเองมากเกินไปแล้วเชรี เข้าฟิตเนสมาเดือนครึ่ง เป็นคนอื่นเขาต้องผอมลงกันสองสามโล เสื้อผ้าลดไปสักครึ่งไซส์ แต่นี่อะไร คุณน้ำหนักเท่าเดิม ใส่เสื้อผ้าขนาดเดิม คุณกำลังจะทำตัวเองให้กลายเป็นความล้มเหลวขั้นร้ายแรงของวิทยาศาสตร์การกีฬานะ”

“บอกตรง ๆ นะโนแอล ตอนนี้ยิ่งรู้เช่นเห็นชาติของชัชวิน ฉันยิ่งหมดแรงจูงใจจะไดเอท ตอนนั้นฉันเคยบอกว่าจะผอมสวยให้เขาซมซานมาสำนึกผิด รู้สึกเสียใจ เสียดายที่ปล่อยฉันหลุดมือไป แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเขาเห็นฉันเป็นสะพานที่ทอดไปสู่ผลประโยชน์มหาศาลของบริษัท ต่อให้ฉันผอมสวยสุดใจ เขาก็ไม่มีทางมาเสียดายฉันแหง ๆ ”

“อ้าว...แล้วไม่คิดอยากผอมเพื่อตัวเองบ้างเหรอ จะได้เคลื่อนไหวสะดวก คล่องตัว ไม่เป็นโรคอะไรพวกเนี้ย”

“ไอ้ประเด็นที่คุณพูดมา มันดูไกลตัวฉันยังไงก็ไม่รู้นะคะ” สาวอวบยิ้มแหย

“ที่ผมพูดเนี่ยไม่ใช่ว่าจะบังคับคุณไปออกกำลังกายต่อเพื่อให้ผอมหรืออะไรหรอกนะ แต่ผมอยากให้คุณสุขภาพดี การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายคุณมีภูมิต้านทาน ไม่เป็นโรคหัวใจ ความดัน หรือแม้แต่เบาหวาน”

“มันก็คงจะทำให้ฉันอยู่ได้นานขึ้นอีกไม่กี่ปีหรอก จากหกสิบก็อาจจะเป็นหกสิบเอ็ด หกสิบสอง” โมนายังตะแบงต่อ

“ทำไมคิดว่าตัวเองจะอยู่ถึงแค่นั้นเองล่ะ”

“ไม่รู้สิ บางทีฉันก็สงสัยนะโนแอล ว่าคนเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ฉันไม่มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู ฉันไม่มีลูกไม่มีสามี ไม่มีใครที่ฉันต้องเฝ้ามองความสำเร็จของพวกเขา อยากกินอะไรฉันก็ได้กิน อยากไปเที่ยวไหนฉันก็ได้เที่ยว ฉันหาไม่เจอด้วยซ้ำว่าชีวิตของฉันอยู่ไปเพื่ออะไร” โมนารำพัน แล้วฝืนหัวเราะตอนท้าย “นี่ฉันพล่ามบ้าอะไรก็ไม่รู้เนอะ วันแรกของปีแท้ ๆ น่าจะพูดแต่เรื่องดี ๆ มากกว่า”

“ไม่บ้าหรอก มันเป็นกันได้ทุกคนนั่นแหละ คุณอาจหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าจะอยู่ไปทำไม แต่ถ้าถามผม ผมอยากให้คุณอยู่ไปอีกนาน ๆ เพื่อให้ใครอีกคนมีโอกาสได้รักแล้วก็ดูแลคุณไงละ”

“ใครคนนั้นที่คุณว่าน่ะ มีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ต้องมีสิเชรี คุณต้องเชื่อมั่นว่า...”

โมนาถอนใจ “บอกตามตรงนะ มีหลายหนเลยที่ฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าต้องอยู่กับผู้ชายคนนึงไปจนชั่วชีวิต ฉันจะทำได้หรือเปล่า แค่ลองคิดภาพตัวเองอยู่กับคุณกฤต ฉันก็รู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้”

“แล้วผมล่ะ ถ้าต้องอยู่กับผู้ชายอย่างผมไปชั่วชีวิต คุณว่าจะทำได้ไหม”

ดวงตากลมโตเหลียวมาสบสานกับเขาด้วยความประหลาดใจ “วันนี้คุณอยู่โหมดไหนเนี่ย ถามประหลาด ๆ นะ เมาค้างหรือเปล่า”

โนแอลวาดมือข้างหนึ่งไปพาดบนพนักโซฟาด้านหลังหญิงสาว แล้วอมยิ้ม

โมนาหัวเราะคิก แต่ไม่ขยับตัวออกห่างแต่อย่างใด “นี่จะมามุกไหนอีกเนี่ย”

“รู้ตัวหรือเปล่าเชรี ถ้าผู้ชายคนอื่นทำอย่างนี้ คุณจะลุกหนี ไม่ก็ถอยออกไปห่าง ๆ ไม่นั่งนิ่ง ๆ อยู่อย่างนี้หรอก”

“ก็แหงละสิ ผู้ชายคนอื่นคงคิดจะฉวยโอกาสกับฉันนี่”

“แล้วไม่คิดว่าผมก็อยากจะฉวยโอกาสกับคุณบ้างเหรอ”

“อย่างคุณแค่พยักหน้าก็มีผู้หญิงเต็มใจอยากเปิดโอกาสให้แล้ว ไม่ต้องมาฉกมาฉวยกับคนที่ไม่เต็มใจหรอก”

“แล้วถ้าผมพยักหน้า คุณจะเปิดโอกาสให้ผมไหม” โนแอลชักขัน เขาพูดขนาดนี้แล้ว แม่คุณก็ยังไม่เอะใจเสียทีว่าเขาหมายความว่าอะไร อุตส่าห์เป็นถึงดอกเตอร์ด้านการเงิน แต่เรื่องความรักกลับหัวช้ายิ่งกว่าเด็กอนุบาลซะอีก !

“แค่เปิดโอกาสจะไปพออะไร ฉันโดดใส่เลยละกัน แถมให้ โทษฐานที่รู้จักกัน ดีไหม” โมนาเย้าปนหัวเราะ

โนแอลเลื่อนมือจากพนักเก้าอี้มาแตะที่บ่าหญิงสาว แล้วรอดูปฏิกิริยาของเธอ

โมนาคงนึกว่าเขาล้อเล่น เพราะเธอยิ้มเหมือนเด็กสาวจอมซน ทั้งยังลอยหน้าลอยตาเชิ้บ ๆ ไปมาอย่างล้อเลียนอีกด้วย

โนแอลหัวเราะหึ ๆ ในคอ “เมื่อไหร่จะรู้ตัวสักทีน่ะเชรี ว่าผมรักคุณ”

เพียงสิ้นประโยค บรรยากาศในห้องก็กลายเป็นสุญญากาศในบัดดล โมนาตะลึง ตัวแข็งไม่กล้าขยับสักนิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างแสดงความตกใจ อาจเพราะเธอรู้สึกว่าใบหน้าเขาอยู่ใกล้เกินไปก็ได้

โนแอลคลี่ยิ้มกว้างขึ้นทีละนิด กลิ่นหอมหวานนุ่มนวลคุ้นจมูกบางอย่างอวลอยู่ในอากาศ ทุกเช้าเธอจะออกมาจากห้องนอนพร้อมกลิ่นหวาน ๆ อย่างนี้ แต่พอช่วงสายมันก็หายไป เขาเคยคิดว่ามันเป็นกลิ่นน้ำหอมเสียอีก เพิ่งรู้วันนี้เองว่ามันคือกลิ่นสบู่ที่ผสมกับเหงื่อจนกลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของเธอ

“เงียบอย่างนี้ เหมือนไม่ใช่คุณเลยนะ ยังเมาค้างอยู่หรือเชรี” เขาล้อเลียนด้วยสำนวนของเธอเอง

โมนากะพริบตาปริบคล้ายเพิ่งได้สติ มือยกขึ้นยันใบหน้าเขาออกห่างทันที “นี่คุณแกล้งฉันอีกแล้วเหรอ เผลอไม่ได้เลยนะ คุณนี่มันจริง ๆ เล้ย”

โนแอลถอนใจ อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะนัก ไม่รู้จะโทษใครดี ที่แซวเล่นกับเธอบ่อยเสียจนโมนาเข้าใจว่าเขาเล่นมุกอีกตามเคย “เชรี ผมไม่ได้แกล้งคุณ ผมพูดจริง ๆ ” จะมีผู้ชายคนไหนบอกรักได้น่าตลกไปกว่าเขาไหมเนี่ย

“หรา...น่าเชื่อมาก” หญิงสาวลากเสียงหน้าเป็น ขนาดใช้ภาษาอังกฤษ แต่ดีกรีความกวนก็มิได้น้อยลงเลย

เขามองใบหน้ากลมอิ่มที่ลอยเฉิบ ๆ อยู่ตรงหน้าด้วยความมันเขี้ยว และก่อนที่ความเหมาะสมจะสั่งการให้ถอยออกห่าง โนแอลกลับปล่อยความต้องการซึ่งอยู่ลึกที่สุดในใจบุกเข้ามาครอบครองพื้นที่ในสมองอย่างยอมจำนน

มือข้างที่อยู่เบื้องหลังโมนาเลื่อนมาประคองต้นคอเธอไว้ ขณะมือขวาซึ่งเจ็บไหล่อยู่คว้ามือนุ่มนิ่มใกล้ ๆ ไว้ ก่อนที่จะก้มหน้าลงไปหาหญิงสาวอย่างเชื่องช้า จนอีกแค่เสี้ยวองคุลีริมฝีปากจะแตะกัน เขาจึงหยุดและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “ถ้าคุณไม่ห้ามผมตอนนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอย่างที่ทั้งคุณและผมต่างก็จินตนาการไม่ได้ เชรี...คุณพร้อมจะเสี่ยงไปกับผมไหม”

ใบหน้าเขาอยู่ใกล้เธอจนมองเห็นริ้วรอยเล็ก ๆ ที่ขมวดขึ้นตรงหว่างคิ้วชัดเจน มือข้างที่ไม่ได้ถูกพันธนาการไว้ขยับยุกยิก และโนแอลก็รู้ทัน รีบใช้มือขวาที่เจ็บ ๆ นั่นแหละคว้ามือเธอทั้งสองข้างยึดไว้ด้วยกัน เขาผ่อนลมหายใจแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว แวบหนึ่งที่ใจหายวาบเมื่อมองเห็นแววตระหนกในดวงตากลมโตทั้งคู่

“กลัวผมหรือ” เขากระซิบถามแผ่วเบา

โมนาพยักหน้านิดเดียวแทนการรับคำ

ชายหนุ่มอยากหัวเราะให้เสียงดังก้องฟ้านัก ใครสักคนข้างบนแกล้งเขาหรือเปล่า ถึงให้ผู้ชายที่ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงจากโลกเสรีมาตกหลุมรักผู้หญิงหัวโบราณอย่างนี้

โนแอลคลายอุ้งมือทั้งสองข้างปล่อยให้โมนาเป็นอิสระอีกครั้ง เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อประทับริมฝีปากที่หน้าผากนูนเกลี้ยงแทน และนิ่งอยู่ในอิริยาบถนั้นชั่วขณะ ก่อนจะถอยกลับมานั่งตัวตรงดังเดิม ใบหน้าขาวของสตรีตรงหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ ขณะโมนาหลุบตาลงต่ำ จนเขาต้องแตะคางให้เธอช้อนสายตาขึ้นมาสบสานกัน

“ถ้าทำให้ตกใจก็ขอโทษด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริง ๆ ผมพยายามอ้อมค้อมบอกคุณตั้งหลายครั้ง แต่คุณก็ไม่ยอมเข้าใจสักที”

“ก็คุณพูดทีเล่นทีจริงตลอด ใคร...เอ่อ...ใครจะไปรู้ล่ะ”

“ทีนี้รู้แล้วใช่ไหม ถ้าไม่รู้จะได้ยืนยันอีกที คราวนี้เอาแบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ เลยเป็นไง” เขาจงใจก้มหน้าลงมาประกอบคำพูด

โมนาผงะเอนตัวไปด้านหลังทันที ขณะละล่ำละลักรับคำ “รู้แล้ว ๆ ๆ ”

ชายหนุ่มไม่หยุดคิดสักวินาทีในอันที่จะขยับเข้าใกล้ โอบมือไปด้านหลังดึงเธอเข้ามากอดด้วยกิริยานุ่มนวลทะนุถนอม พร้อมกับกระซิบแผ่วเบา “เลิกไปเรียนทำอาหารเถอะ ผมไม่อยากให้คุณไปเจอนายกฤตนั่นอีกแล้ว”

“อ้าว ! ไหนว่าจะให้ฉันทำอาหารให้คุณกินไง”

“ไม่ต้องแล้ว ถ้าคุณทำไม่ได้ เดี๋ยวผมทำให้คุณกินเอง”

“นี่คุณแค่บอกรักฉัน ฉันยังไม่ได้รับรักคุณเลยนะ มีสิทธิ์อะไรยะถึงมากะเกณฑ์ว่าฉันต้องทำหรือไม่ต้องทำอะไรน่ะ” โมนาดันไหล่เขาออก ลอยหน้าย้อนถามอย่างกวน ๆ

“ก็ลองดื้อดูสิ ผมมีวิธีจัดการเด็กดื้อแบบของผมอยู่นะ รับรองว่าเห็นผลชะงัดแน่นอน” เขายิ้มเจ้าเล่ห์

โมนาฟาดเพียะที่ต้นแขนคนโฉเกทันที “นี่แน่ะ ! ขู่ฉันเหรอ”

กระสอบทรายจำเป็นเอี้ยวตัวหลบพัลวัน “เฮ้ย ! เบา ๆ หน่อย มือหนักนะคุณเนี่ย ประเดี๋ยวผมก็ช้ำในก่อนจะได้อุ้มคุณเหาะลงจากคานหรอก”

โมนาเม้มปากแน่น แต่ก็ไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าได้อยู่ดี เธอทุบเขาอีกทีก่อนก้มหน้าอุบอิบ “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก ก็บอกแล้วไม่อยากขึ้นคาน แค่คุณชวนเบา ๆ เดี๋ยวฉันก็โดดลงไปหาเองแหละ”

“สมัยเชกสเปียร์นี่ โรเมโอต้องปีนระเบียงขึ้นไปหาจูเลียต แต่ในยุคไอโฟนครองเมือง จูเลียตกระโดดลงมาหาโรเมโอเองเลย ดีจัง”

“นี่ตกลงคุณแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย” โมนายังมีท่าทางลังเลไม่แน่ใจ กลัวถูกอำอยู่ไม่รู้วาย

คนชอบแกล้งจึงหัวเราะร่วน คว้ามือเธอมาจูบแรง ๆ “พูดจริงคร้าบคุณผู้หญิง เดี๋ยวจะพูดซ้ำ ๆ ย้ำบ่อย ๆ เลยดีไหม คุณจะได้เชื่อเสียทีว่าผมไม่ได้ล้อเล่น”

โมนาย่นจมูก พยายามดึงมือออกจากอุ้งมืออีกฝ่ายอย่างยากเย็น เมื่อสำเร็จแล้วจึงเปลี่ยนมาแตะแก้มที่มีตอหนวดขึ้นเป็นรอยเขียวครึ้มอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ฉันต้องกำลังฝันไปแน่เลย”

แทนคำตอบ โนแอลยกมือขึ้นมาซ้อนทับมือหญิงสาวไว้จนฝ่ามือนุ่มนิ่มแนบกับใบหน้าเขา ดวงตาสองคู่ประสานกันเนิ่นนาน ไม่มีคำพูดใดต่อกัน

ชายหนุ่มยิ้มกว้างอย่างมีความสุข นานมากแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่ว่าโลกนี้ช่างงดงามนัก ทำให้เขาอยากยิ้มอยู่ตลอดเวลา และเขาก็ไม่ปรารถนาหาเหตุผลใดด้วย รู้แค่ว่าเขาอยากให้โมงยามเช่นนี้คงอยู่ตลอดไปก็คงดี

แม้จะผ่านโลกมามากมาย พบเจอทั้งเรื่องสุข สมหวัง หรือพลาดหวังมามาก แต่วินาทีนี้ในพจนานุกรมของโนแอลถูกบรรจุด้วยคำว่า ‘ความสุข’ เปี่ยมล้นจนแทบจะเรียกว่าฟุ้งกระจายออกมาจากเนื้อตัวเลยก็ว่าได้


-----------------------------------------------

โนแอลจายเย็น

หวานไม่เกรงใจแบบนี้

คนเขียนเบาหวานกินแล้ววววววว

หัวใจร้อยดาวยาว 501 หน้า

ตอนนี้ลงถึงหน้า 240 แล้ว

ใครอยากหวานแบบไม่สะดุด

จัดอีบุ๊กกันได้เล้ยยยยยย

หรือถ้าใครไม่สะดวกโหลดอีบุ๊ก

อย่างน้อยก็ขอกำลังใจ

ไปรีวิวหรือให้หัวใจโนแอลกันคนละไม้ละมือ

ที่ตรงนี้>>https://goo.gl/VrsXdA

sds

หัวใจร้อยดาว ความยาว 501 หน้า ราคา 315 บาท

mebmarket >>https://goo.gl/VrsXdA

ookbee >>https://goo.gl/fbwrar

Hytexts >>https://goo.gl/726gtc

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่จำนวนไม่มาก

สามารถสอบถามได้ที่m.me/SirinFC

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว