เสน่หาทาสซาตาน [อ่านฟรี-รีอัพ]

ตอนที่ 2 เข้าใจผิด ยิ่งชิงชัง

เมื่อทั้งสองหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหาร ก็พบคุณหญิงเพ็ญพักตร์กับแพรวานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

อาหารมื้อนี้เป็นก๋วยเตี๋ยวราดหน้าทะเล ของโปรดของธีรพัฒน์ คราแรกแพรวาตั้งใจจะนั่งทานในครัวกับเหล่าแม่บ้านและคนรับใช้ แต่เพราะคุณหญิงเพ็ญพักตร์สั่งให้เธอมาร่วมโต๊ะด้วย เพื่อจะได้ทำความคุ้นเคยกับลูกชายของนางไว้ ก่อนจะได้ทำงานร่วมกัน

คุณหญิงเพ็ญพักตร์ประมุขของบ้านนั่งประจำที่ตรงมุมโต๊ะ ด้านขวาเป็นธีรพัฒน์ ฝั่งซ้ายเป็นทินกร ถัดไปเป็นแพรวา ซึ่งระหว่างที่ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตากับอาหารของตัวเองอยู่นั้น ธีรพัฒน์ก็เหลือบมองปฏิกิริยาของเลขาสาวไปด้วย เขาสังเกตเห็นว่าเธอเขี่ยผักคะน้าไว้ข้างๆ ชาม นั่นแสดงว่า ‘เธอไม่กินผักคะน้างั้นสิ’ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เขาคนเดียวที่คอยมองหญิงสาวอยู่

“คุณแพรไม่ทานผักคะน้าหรือครับ” ทินกรสังเกตเห็นคนข้างๆ เขี่ยผักคะน้าออกข้างชาม เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“คือ... แพรไม่ชอบทานน่ะค่ะ รู้สึกว่ามันแข็ง แล้วก็ขมด้วย” แพรวาหันมาตอบพร้อมกับส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้

“ฮึ! มิน่า ถึงไม่โตสักที” ธีรพัฒน์พูดพร้อมเน้นคำว่า ‘ไม่โต’ และใช้สายตาจิกมองที่หน้าอกของหญิงสาว จนเธอหน้าแดงเห่อขึ้นมา

“งั้นคุณแพร แลกผักกะหล่ำกับผมไหมครับ... ถ้าไม่รังเกียจ” ทินกรแสดงน้ำใจกับหญิงสาว พร้อมคำลงท้ายที่เหมือนเป็นการบังคับกลายๆ ที่ใครได้ยินก็ไม่กล้าปฏิเสธ แถมยังขยับชามของตัวเองมาใกล้กับชามของเธอเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของตัวเองอีกด้วย หญิงสาวจึงจำเป็นต้องตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ขอบคุณค่ะ” มือบางขยับชามของตัวเองไปใกล้ๆ กับทินกร เพื่อตักผักคะน้ากับผักกะหล่ำแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของบุคคลร่วมโต๊ะอีก 2 คนไปได้ คนหนึ่งมองด้วยความชื่นชมเอ็นดู ส่วนอีกคนมองด้วยแววตาไม่พอใจ ซึ่งธีรพัฒน์เองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจกับภาพตรงหน้าด้วย และการกระทำของคนทั้งคู่ก็ทำให้ธีรพัฒน์เข้าใจความลับของทินกรที่ปกปิดเขาอยู่ ‘หรือว่า คนที่นายกรแอบชอบคือผู้หญิงคนนี้’ ธีรพัฒน์คิดในใจด้วยความหงุดหงิดอย่างหาสาเหตุไม่ได้

.

หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ทุกคนจึงมานั่งพักผ่อนพูดคุยพร้อมกับรับประทานของว่างและผลไม้ที่ห้องรับแขก

“ธีร์ พร้อมจะไปทำงานแทนแม่เมื่อไรดี แม่จะได้ให้หนูแพรเขาทำหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการกับผู้ถือหุ้น”

คุณหญิงเพ็ญพักตร์เอ่ยถามบุตรชาย ส่งผลให้คนที่นั่งก้มหน้าก้มตาจัดเอกสารที่นำออกมาจากห้องทำงานเพื่อเอากลับไปทำต่อที่บริษัท ต้องหยุดชะงักเพื่อรอฟังคำตอบ

“พรุ่งนี้เลยก็ได้ครับ” ธีรพัฒน์ตอบมารดาอย่างอารมณ์ดี แต่สายตากลับจ้องมองเลขาคนสวยอยู่ตลอดเวลา

“หือ ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ลูก พักผ่อนให้หายเหนื่อยก่อนดีไหม”

คุณหญิงเพ็ญพักตร์บอกด้วยความเป็นห่วงกลัวบุตรชายจะเหนื่อยเกินไป อยากให้พักผ่อนสักระยะค่อยไปทำงาน ยังไงก็ไม่ต้องเดินทางไปไหนอีกแล้ว

“นั่นสิ แกจะไฟแรงไปไหนฮึ นายธีร์ พักสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็ได้นี่หว่า” ทินกรเห็นด้วยอีกคน

“ไม่ละ ฉันไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก อีกอย่างฉันก็ไม่ชอบอยู่บ้านเฉยๆ มันน่าเบื่อจะตาย” คนขยันทำงานเน้นเสียงหนักแน่นด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง บ่งบอกว่าเขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆ

“งั้นก็ตามใจธีร์เถอะ แม่ไม่มีปัญหาหรอก ว่าแต่ หนูแพรทำเอกสารเชิญประชุมทันหรือเปล่าจ๊ะ” ประมุขของบ้านควบด้วยตำแหน่งประธานเอ่ยถามเลขาสาว

“แพรทำหนังสือวันนี้ทันค่ะคุณท่าน แต่คิดว่าทางคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นคงเตรียมตัวมาประชุมพรุ่งนี้ไม่ทันแน่ค่ะ”

“งั้นเธอก็เลื่อนประชุมไปเป็นสัปดาห์หน้าก็ได้นี่ ส่วนฉัน พรุ่งนี้จะเข้าไปศึกษางานคร่าวๆ ดูก่อน” คนที่พูดกลับเป็นเจ้านายคนใหม่ของหญิงสาว ถึงแม้จะยังไม่ได้เป็นเจ้านายกับลูกน้องเต็มตัว แต่เขาก็ใช้สิทธิ์สั่งงานเธออย่างเต็มที่

“ค่ะ” แพรวารับปาก แล้วก้มหน้าจดคำสั่งของเจ้านายคนใหม่ลงสมุดบันทึก

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แพรขอตัวกลับไปทำงานต่อที่บริษัทนะคะ” หญิงสาวขอตัว เพื่อรีบกลับไปทำงานตามที่เจ้านายคนใหม่สั่ง เพราะดูแล้วเขาเป็นคนใจร้อนและเอาแต่ใจน่าดู หากทำอะไรชักช้าไม่ทันใจ มีหวังโดนดุแน่ๆ แพรวาแอบบ่นในใจ

“งั้นเดี๋ยวให้ตากรไปส่งดีกว่านะ เอกสารเยอะด้วย เธอจะได้ไม่ต้องลำบากตอนขึ้นแท็กซี่” คุณหญิงเพ็ญพักตร์บอกกับเลขาของนาง แต่ก็เป็นการทอดสะพานให้หลานชายด้วยนั่นเอง นางหันไปมองทินกรที่พยักหน้าแล้วอมยิ้มเหมือนเป็นการรู้กันสองคน ซึ่งกิริยาดังกล่าว หารอดพ้นสายตมคมๆ ของใครบางคนได้

เมื่อแขกทั้งสองออกไปจากบ้านแล้ว เหลือเพียงแม่ลูกนั่งคุยกันตามลำพัง

“คุณแม่ยิ้มอะไรครับ เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ตั้งนาน” ธีรพัฒน์อดไม่ได้จึงเอ่ยถามมารดาออกไป เพราะเขานั่งมองแม่ตัวเองยิ้มอยู่นานแล้ว

“ธีร์ว่า สองคนนั้นเขาเหมาะสมกันดีไหม” คนเป็นแม่ขอความเห็นจากบุตรชาย

“ใครครับ... เหมาะสมกัน” คนถูกถามแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่เขาเข้าใจในคำถามนั้นดี เพราะเขาเห็นทุกการกระทำของทั้งแม่ตัวเองและเพื่อนรัก ซึ่งนั่นทำให้เขาหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

“ก็หนูแพรกับตากรนั่นไง ธีร์ว่าพวกเขาเหมาะสมจะเป็นคู่รักกันหรือเปล่า” คราวนี้คุณหญิงเพ็ญพักตร์อธิบายชัดเจน ซึ่งทำให้หัวใจของคนฟังกระตุกวูบ

“ผมว่า นายกรก็หน้าตาดี การงานก็มั่นคง ฐานะก็ใช่ย่อย จะหาผู้หญิงดีๆ จริงใจสักคนคงยาก เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ก็หวังแค่ชื่อเสียง เงินทองของเราทั้งนั้นแหละครับคุณแม่” ธีรพัฒน์ตอบมารดาเสียงเรียบ เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับเขา

“แล้วลูกรู้ได้ยังไงว่าหนูแพรจะเป็นผู้หญิงแบบนั้น” คนเป็นแม่เอ่ยอย่างขัดใจ

“ผู้หญิงดีๆ คงไม่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปไหนต่อไหนกับผู้ชายสองต่อสองหรอกครับ ถ้าไม่หวังจะให้ผู้ชายคนนั้นเลี้ยงดูน่ะ” เขาให้คำตอบมารดาพร้อมกับเบ้ปาก เมื่อนึกถึงเลขาสาวแสนสวยของมารดาก่อนจะต่อว่าเธอในใจ ‘ฮึ! ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ’

“เราก็พูดเกินไป หนูแพรเขาทำงานกับแม่มานาน ไม่มีนิสัยแบบนั้นแน่ๆ วันๆ ก็ทำแต่งาน ไปไหนมาไหนก็ไปกับแม่ตลอด เราน่ะคิดมากไปใหญ่แล้ว” คนเป็นแม่ตำหนิบุตรชายอย่างไม่จริงจังนัก

“ผมก็ไม่ได้ใส่ร้าย ปรักปรำอะไรเลขาของคุณแม่นี่ครับ ผมก็แค่ออกความเห็นในทัศนคติของผมก็เท่านั้น” ธีรพัฒน์อธิบายมารดาเสียงเรียบแกมหมั่นไส้เล็กๆ ที่ดูเหมือนแม่ของเขาจะเข้าข้างผู้หญิงหิวเงินคนนั้น

“ดูเหมือนธีร์ไม่ค่อยชอบหนูแพรเลยนะ แล้วอย่างนี้จะทำงานร่วมกันได้หรือ อยากเปลี่ยนเลขาไหม แม่จะได้ย้ายให้หนูแพรไปเป็นเลขาของตากร ส่วนธีร์เดี๋ยวค่อยหาคนใหม่ หรือธีร์มีคนของธีร์ตามมาจากที่โน่นด้วยล่ะ แม่ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ งานจะได้ราบรื่นด้วย” คุณหญิงเพ็ญพักตร์หาทางออกให้บุตรชาย เพราะดูแล้วหากปล่อยให้ไปทำงานด้วยกัน มีหวังเกิดปัญหาตามมาแน่ๆ ยิ่งไม่ชอบหน้ากันแบบนี้และนั่นก็ทำให้หัวใจของธีรพัฒน์กระตุกวูบอีกครั้งแต่ก็ยังรักษาความนิ่งได้ดี

“ไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับ อย่างนี้ก็ดีแล้ว ผมเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ ถ้ามาเจอเลขาใหม่อีก เดี๋ยวจะพากันยุ่งไปใหญ่ แล้วอีกอย่างผมก็ไม่มีใครตามมาด้วย” ธีรพัฒน์ย้ำประโยคท้ายหนักแน่น พลางคิดในใจถึงเลขาของเขาที่โน่น เมธินี ไม่ใช่เลขาของเขาโดยสายงานสักหน่อย และก็ไม่ใช่พนักงานของบริษัทด้วย เธอขอเข้ามาช่วยงานเขาเอง และก็มาทุกวัน อยู่กับเขาตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน จนเขาไม่ต้องมีเลขาส่วนตัว

“งั้นแม่ก็ตามใจธีร์นะ หนูแพรเป็นคนขยัน ทำงานเก่ง แม่เองก็อยากให้เขาทำงานกับเราแบบนี้แหละ ตั้งแต่มีหนูแพร แม่ก็เบาใจไปเยอะ ไม่ต้องอ่านเอกสารมากมาย หนูแพรเขาก็รอบคอบดี อ่านสรุปมาให้แม่ทุกอย่างจนแม่แทบไม่ต้องอ่านเองเลย” คุณหญิงเพ็ญพักตร์เอ่ยชมเลขาให้บุตรชายฟังอย่างอารมณ์ดี

“ฮึ! รวมถึงหว่านเสน่ห์ให้ผู้ชายเก่งด้วยหรือเปล่า” คนหมั่นไส้ไม่วายเหน็บแนม

“เอ๊ะ! ตาธีร์นี่ยังไง แม่ไม่คุยด้วยแล้ว จะขึ้นไปพักผ่อนหน่อย เชิญนั่งจมอยู่กับทัศนคติของตัวเองไปเถอะ สักวันอย่ากลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกัน” ว่าจบ คุณหญิงเพ็ญพักตร์ก็สะบัดหน้าเดินขึ้นชั้นบนไป ปล่อยให้คนที่จมอยู่กับความคิดของตัวเองนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ ‘ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ หวังรวยทางลัด เห็นผู้ชายรวยๆ เป็นไม่ได้ ต้องกระโดดเข้าใส่ หาหนทางสุขสบาย โดยไม่ต้องลงทุนอะไรนอกจากใช้ร่างกายเป็นใบเบิกทาง แพรวา... เธอก็เหมือนผู้หญิงคนอื่นทั่วไปนั่นแหละ’

.

ภายในคฤหาสน์หลังงามของตระกูลดัง เจ้าของธุรกิจนำเข้ารถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสมาชิกในบ้านกำลังนั่งสนทนากันอย่างพร้อมเพรียงอยู่ในมุมพักผ่อนของบ้าน

“คุณพ่อขา... เมนี่ยังไม่ไปทำงานกับคุณพ่อไม่ได้หรือคะ”

เมธินี หรือ เมนี่ กำลังออดอ้อนผู้เป็นบิดา หลังจากที่บิดาของเธอสั่งให้เธอไปช่วยงานที่บริษัทของตัวเอง เพราะเธออยากไปทำงานกับคนที่เธอรักมากกว่า

“ทำไมล่ะลูก พ่อก็เห็นลูกเรียนจบแล้ว ประสบการณ์ทำงานที่โน่นก็มีตั้งหลายปี น่าจะพร้อมมาทำงานให้พ่อได้แล้วนะ”

คนเป็นพ่อยังคงไม่เข้าใจในการปฏิเสธของลูก ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เมื่อไร ว่าลูกสาวตัวเองไปทำงานอยู่กับใครที่โน่นตั้งหลายปี เพียงแต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าฝ่ายชายจะจริงจังกับลูกสาวตัวเองแค่ไหน เพราะไม่เห็นทางโน้นจะออกมาพูดอะไรเลยมีแต่ลูกสาวตัวเองฝ่ายเดียวที่ออกมาป่าวประกาศ

“นั่นสิ ยัยเมย์ กิจการของบ้านเราก็มีออกใหญ่โต งานก็ล้นมือ ลูกจะไปช่วยทางโน้นเขาทำไม เขาก็ไม่ได้มาขอให้เราไปช่วยสักหน่อย” คุณนายสุนีย์ผู้เป็นแม่กล่าวเสริมอีกที ด้วยความไม่พอใจในตัวบุตรสาวที่ดูเหมือนจะไปเสนอให้ฝ่ายชายฟรีๆ

“เมนี่ ค่ะคุณแม่ ไม่ใช่เมย์” เมธินีสะบัดหน้าด้วยความไม่ชอบใจ แล้วหันไปออดอ้อนผู้เป็นบิดาต่อ

“นะคะ คุณพ่อ ให้เมนี่ไปทำงานกับธีร์ก่อนนะคะ นะคะ” น้ำเสียงออดอ้อนของเธอทำให้ผู้เป็นพ่อใจอ่อนยอมให้กับเธอจนได้

“ถ้าลูกต้องการอย่างนั้น พ่อก็ตามใจ แต่ต้องไม่นานนะ เพราะพ่อรอให้ลูกมาช่วยงานของพ่ออยู่”

คนเป็นพ่อใจอ่อนเพราะทนเสียงออดอ้อนของลูกสาวสุดที่รักไม่ไหว แม้จะถูกมองด้วยสายตาพิฆาตจากภรรยาก็ตาม

“จุ๊บ คุณพ่อน่ารักที่สุดเลยค่ะ งั้นเมนี่ไปก่อนนะคะ นัดกับเพื่อนไว้ค่ะ”

เมื่อได้คำตอบที่ถูกใจแล้วจึงรีบออกไปจากตรงนี้ทันที เพราะรู้ดีว่าคนเป็นแม่ต้องขัดใจและรั้งเธอไว้อีกแน่ๆ

“คุณพี่ นะ คุณพี่ ทำไมปล่อยยัยเมย์ไปแบบนี้ ทางโน้นเขาจะดูถูกเราได้นะคะ ว่าลูกสาวเราไปเสนอตัวให้ลูกชายเขาแบบนี้น่ะค่ะ” คุณนายสุนีย์ออกอาการฮึดฮัดขัดใจ ที่คนเป็นสามีตามใจลูกไม่เข้าท่า พาลจะให้เสียหน้ากันทั้งตระกูล

“เอาน่า คุณนี ลูกก็ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหายเมื่อไรกัน เดี๋ยวแกเบื่อแกก็กลับมาเองนั่นแหละ อีกอย่างผมก็ยังไม่แก่ขนาดทำงานไม่ไหวนี่นา ปล่อยลูกไปสักพักเถอะนะ” เมฆา นักธุรกิจรุ่นใหญ่บอกภรรยาอย่างใจเย็น แล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ในมือต่อไป

.

ทางด้านคนที่หอบงานกองโตกลับมาทำต่อที่ออฟฟิศ ตั้งแต่มาถึงเธอก็นั่งทำงานด้วยความตั้งใจอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่หน้าห้องท่านประธาน จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน หญิงสาวรู้สึกว่าทำไมวันนี้เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน หรือเพราะเธอมัวแต่ทำงานก็ไม่รู้

“เฮ้อ... เลิกงานแล้วหรือนี่” ใบหน้าสวยก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นเวลา 17.00 น. พอดิบพอดี

จากนั้นก็เก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงกระเป๋า และจัดเอกสารให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อพร้อมเริ่มงานใหม่ในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะเดินออกจากโต๊ะทำงานของตัวเอง และไม่ลืมที่จะเข้าไปสำรวจความเรียบร้อยในห้องของเจ้านายก่อนเสมอ เธอทำแบบนี้เป็นประจำจนเคยชิน ไม่ว่าเจ้านายของเธอจะมาทำงานหรือไม่ก็ตาม เธอก็ไม่เคยละทิ้งหน้าที่นี้ เหตุผลหนึ่งคือหน้าที่ของเลขาที่ดี แต่อีกเหตุผลหนึ่งมันคือหน้าที่ของหัวใจ ที่สั่งให้เธอเข้ามาเพื่อบอกลาเขาก่อนกลับบ้านทุกวัน

หญิงสาวยืนมองรูปของชายหนุ่มที่อยู่ในห้องเจ้านายของเธออย่างหลงใหล เหมือนอยากจะซึมซับเอารายละเอียดของเขาให้อยู่ในความทรงจำของเธอให้ลึกที่สุด เพราะความเป็นจริงเธอไม่อาจมองเขาแบบนี้ได้ ผู้ชายที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทอง คนอย่างเขาคงมีผู้หญิงที่เพียบพร้อมคู่ควรกับเขามากมาย และเธอก็รู้ดีว่าผู้หญิงอย่างเธอคงไม่มีวันได้อยู่ในสายตาของเขาอย่างแน่นอน

“แพรกลับบ้านก่อนนะคะคุณธีร์ แล้วพรุ่งนี้พบกันค่ะ” หญิงสาวยิ้มหวานบอกคนในรูป เหมือนกับว่าเขามีตัวตนนั่งอยู่ที่เก้าอี้นั่นจริงๆ หลังจากตรวจตรา ดับไฟ ดูความเรียบร้อยภายในห้องเสร็จ หญิงสาวก็ออกมาจากห้องเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

“อ้าว คุณแพร ยังไม่กลับหรือครับ” ทินกรถามหญิงสาวเหมือนไม่ตั้งใจ แต่จริงๆ เขามายืนรอเธอตรงมุมห้องนานแล้วแต่เธอไม่เห็นเขาเอง

“ค่ะคุณกร แพรกำลังจะกลับพอดีค่ะ คุณกรมีอะไรหรือเปล่าคะ”

แพรวาถามอย่างสงสัย เพราะนี่ก็เลยเวลาเลิกงานแล้วด้วย ผู้ที่มีตำแหน่งอยู่ในฝ่ายบริหารอย่างเขา ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่จนถึงเวลาเลิกงานนี่นา

“อ่อครับ ผมก็กำลังจะกลับ พอดีเดินผ่านทางนี้เลยแวะมาดูว่าคุณแพรไปหรือยัง ว่าจะชวนออกไปพร้อมกันเลยน่ะครับ” ชายหนุ่มบอกเจตนาของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

“งั้นเชิญค่ะ แพรพร้อมแล้ว” หญิงสาวพูดพร้อมกับกระชับกระเป๋าสะพาย และผายมือให้ฝ่ายชายเดินนำไปก่อน เธอพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเดินเคียงข้างเขาเพราะรู้ดีว่ามันไม่เหมาะสมนัก แม้จะเป็นเวลาเลิกงานแล้วก็ตาม

“ครับ” ทินกรรับคำแล้วเดินตรงไปยังลิฟต์ โดยไม่ลืมที่จะหันมาคุยกับหญิงสาวที่เดินห่างเขาในระยะกว่าสองก้าวเดิน แพรวามักทำแบบนี้เสมอเวลาเดินกับเขา เธอไม่เคยเดินหรือยืนใกล้ชิดกับเขาเลยยกเว้นแค่ตอนอยู่ในรถเท่านั้น ที่ไม่สามารถถห่างขนาดนั้นได้ การกระทำของเธอไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจข้อนี้เขารู้ดี แต่เพราะกลัวคำครหาต่างๆ นาๆ ที่จะพาให้เสื่อมเสียทั้งเขาและเธอ รวมถึงท่านประธานที่เธอนับถือเป็นอย่างมากด้วย

“คุณแพร ให้ผมไปส่งที่คอนโดนะครับ”

คนเดินนำหันไปบอกหญิงสาว และหวังว่าจะไม่ได้รับการปฏิเสธเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวัง

“ไม่เป็นไรค่ะคุณกร คอนโดแพรอยู่แค่นี้เองค่ะ ปกติแพรก็เดินไปเดินกลับอยู่แล้ว ได้ออกกำลังกายด้วยค่ะ”

หญิงสาวปฏิเสธอย่างมีมารยาท และเธอก็หมายความอย่างที่พูดจริงๆ คอนโดที่เธอพักอยู่ใกล้ๆ แค่สามป้ายรถเมล์ เธอจึงเดินทางสะดวก ไม่ต้องติดเเหง็กอยู่บนรถเป็นเวลานานๆ เธอคิดถูกแล้วที่เลือกซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงานมากกว่าซื้อรถขับ

“ก็เพราะอยู่ใกล้ไงครับ ยังไงผมก็ต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้ว ให้ผมไปส่งเถอะครับ... นะครับ” ไม่ใช่แค่เขาหรอกนะที่ผ่าน เรียกได้ว่าทุกคนที่ออกจากบริษัท ก็ต้องผ่านทางนี้ทั้งนั้นแหละ แต่ยังไงซะ วันนี้เขาก็จะไปส่งเธอให้ได้

“เอ่อ... งั้นก็ได้ค่ะ” แพรวารับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะดูท่าวันนี้เขาเอาจริง เธอเองก็ปฏิเสธเขามาหลายครั้งแล้วด้วย หากยังดื้อดึงปฏิเสธอีก ก็คงเป็นการเสียมารยาท

ทินกรพาหญิงสาวไปขึ้นรถของตัวเอง แล้วพาขับออกไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถสปอร์ตคันหรูของใครบางคนที่จอดอยู่ข้างทางตรงหน้าบริษัท

.

ธีรพัฒน์กำลังจะเลี้ยวรถเข้าอาคารที่ตั้งของบริษัท เขาตั้งใจมาดูสถานที่ก่อนจะมาเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ พอเห็นรถของเพื่อนออกไปพร้อมกับเลขาคนสวยของแม่เขา จู่ๆ ก็เกิดอาการหงุดหงิดไม่พอใจอย่างไม่ทราบสาเหตุขึ้นมา ก่อนจะหันพวงมาลัยรถออกเพื่อติดตามรถของเพื่อนไป ‘ฮึ! นี่ถึงกับเทียวรับเทียวส่งกันขนาดนี้แล้วเหรอ’ เขาสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก

ไม่นานรถคันที่เขาตามก็เข้าไปในคอนโดแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากบริษัทมากนัก ธีรพัฒน์แค่ชะลอรถเพื่อมองให้ชัดๆ ว่าคนที่อยู่ในรถคันนั้นใช่เพื่อนของเขากับเลขาคนดีของแม่เขาจริงๆ พอมั่นใจว่าไม่ผิดแน่ ก็รีบบึ่งรถออกไปให้พ้นจากตรงนั้นทันที โดยไม่หันกลับมามองอีก ‘นี่นะหรือคนดีของคุณแม่ ทีต่อหน้าแม่เขา ทำเป็นเรียบร้อยใสซื่อไร้เดียงสา พอลับหลังก็พาผู้ชายขึ้นคอนโด เธอก็เป็นเหมือนที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด แพรวา... ผู้หญิงหิวเงิน ไอ้กรก็อีกคน ต่อหน้าเขาทำเป็นมีลับลมคมใน ที่แท้ก็แอบไปเจาะไข่แดงกันเรียบร้อยแล้ว ยังจะมีหน้ามาปิดบังเขาอีก’ คิดแล้วมันน่าโมโหนัก จะเพราะอะไรก็ช่าง แต่ตอนนี้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

ธีรพัฒน์ขับรถออกไปบนถนนเรื่อยๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ที่มันพลุ่งพล่านอยู่ตอนนี้ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร ช่วงนี้รู้สึกเขาจะหงุดหงิดบ่อยขึ้นตั้งแต่เจอหน้ายัยผู้หญิงหิวเงินคนดีของคุณแม่คนนี้ ดูเหมือนยัยนั่นจะทำอะไรก็ขัดหูขัดตาเขาไปซะหมด หรือเพราะเขาเกลียดผู้หญิงแบบนี้ ‘ใช่! เขาเกลียดผู้หญิงแบบนี้ ใช่แล้วเขาเกลียดเธอ’ เมื่อหาคำตอบให้กับตัวเองได้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาขับรถและมองไปที่ถนนเบื้องหน้าต่อไป

.

“ขอบคุณค่ะคุณกร”

แพรวากล่าวขณะก้าวเท้าลงจากรถคันใหญ่ของทินกร เมื่อเขาเข้ามาจอดที่หน้าประตูทางเข้าคอนโดของเธอแล้ว

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี พรุ่งนี้เจอกันครับ” จะดีกว่านี้ถ้าเขาได้มาส่งเธอทุกวัน ชายหนุ่มในรถคิดในใจอย่างหมายมั่น

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำส่งยิ้มให้ด้วยความเป็นมิตรก่อนจะเดินเข้าคอนโดไป

เมื่อกลับมาถึงห้องพักของตัวเองแล้ว หญิงสาวก็เตรียมตัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อมาจัดการกับอาหารมื้อเย็นของเธอที่เตรียมไว้ในตู้เย็น ระหว่างที่กำลังหันซ้ายหันขวาจัดการกับเรื่องของตัวเองอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์เครื่องจิ๋วก็ดังขึ้น

‘สวัสดีจ้ะ มล’ เสียงหวานทักทายเพื่อนสนิทที่โทรมาคุยกับเธอบ่อยๆ พิชามล เป็นเพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกันจนกระทั่งเรียนจบ แม้จะอยู่คนละคณะกันแต่เธอกับพิชามลก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอมา

‘สวัสดีจ้ะ แพร’ ปลายสายตอบกลับเสียงใส

‘แพร กินข้าวหรือยัง มลกับพี่วิทอยากกินอาหารญี่ปุ่นเลยโทรมาชวนแพรไปกินด้วยกันน่ะ’ พิชามลถามเพื่อนสาว แล้วหันไปมองพี่ชายสุดที่รักที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ออกอาการลุ้นจนตัวโก่ง อยากให้อีกฝ่ายตอบตกลง

‘ก็ได้จ้ะมล แพรยังไม่ได้กินอะไรเลยเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวเจอกันนะ บายจ้ะ’ แพรวากดวางสายจากเพื่อนรัก แล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้เธอจะเลือกชุดที่สบายๆ เรียบๆ แต่งก็ยังทำให้เธอดูสวยหวานและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างไม่ตั้งใจ

.

ณ ห้างสรรพสินค้าหรูหราชื่อดังใจกลางเมือง แพรวายืนรอเพื่อนรักด้วยใจจดจ่ออยู่ตรงบริเวณทางเข้า

สาวสวยที่มีใบหน้าหวานละไม ยิ่งดูสวยโดดเด่นสะดุดตามากขึ้นด้วยชุดเดรสสั้นแขนกุด ลวดลายดอกไม้สีชมพูหวาน ตัดกับสีผิวขาวสะอาดน่าทะนุถนอม ผมที่ถูกรวบไว้อย่างหลวมๆ เปิดต้นคองามระหงน่าหลงใหล

“แพร ทางนี้จ้ะ” เสียงใสตะโกนเรียก เมื่อแพรวาหันไปจึงเห็นเพื่อนสาวที่เดินมาพร้อมกับพี่ชาย

“มล เป็นไงบ้าง คิดถึงจังเลย” แพรวาเดินเข้าไปหาเพื่อนพร้อมเอ่ยทักทายด้วยความดีใจ ตั้งแต่ต่างคนต่างทำงานก็ไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันบ่อยนัก

“มลก็คิดถึงแพรเหมือนกันจ้ะ” สองสาวสวมกอดกันด้วยความดีใจ

“สวัสดีค่ะ พี่วิท” แพรวายกมือไหว้พี่ชายของเพื่อน เธอมักเจอกับเขาบ่อยๆ เพราะเพื่อนสาวชอบพาพี่ชายไปไหนต่อไหนด้วยเสมอ แต่ก็ยังสงสัยว่า เฉพาะที่เพื่อนมาหาเธอหรือเปล่าที่พี่ชายจะตามมาด้วย

หมอวิทยา ชายหนุ่มที่มีดีกรีเป็นคุณหมอใหญ่มากความสามารถถของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง แถมยังมีใบหน้าหล่อเหลาขาวตี๋ ผิวพรรณขาวเนียนสะอาด สวมแว่นตาดูภูมิฐาน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีทั้งสาวน้อยสาวใหญ่มองกันเหลียวหลังทีเดียว

“สวัสดีครับน้องแพร ไม่เจอกันตั้งนานสบายดีนะครับ” หมอหนุ่มส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรไปให้หญิงสาวที่เขาแอบปลื้มและหมายปองมานาน

เขาแอบชอบเธอตั้งแต่เธอยังเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกับน้องสาวแล้ว แต่เพราะไม่รู้อีกฝ่ายคิดอย่างไรกับเขา เขาจึงไม่กล้าบอกความในใจออกไปสักที ก็มีแต่น้องสาวตัวแสบนี่แหละที่คอยเป็นสื่อและเป็นสะพานให้เสมอๆ

“ค่ะพี่วิท แพรสบายดี” แพรวาตอบพร้อมส่งยิ้มหวานละไมไปให้อย่างเป็นมิตรเช่นเดียวกัน

“นี่! จะทักทายยิ้มหวานใส่กันอีกนานไหมคะ มลหิวจะแย่แล้วนะเนี่ย จะไปกันได้หรือยัง”

แม่สื่อสาวแสนน่ารักอดหมั่นไส้พี่ชายตัวเองไม่ได้ พอเจอหน้าคนที่ชอบปุ๊บ ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่สนใจน้องนุ่งที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยนะ อย่างนี้ต้องแกล้งให้เลี้ยงข้าวจนกระเป๋าฉีกซะเลยดีไหม

“ไปจ้ะมล แพรก็หิวแล้วเหมือนกัน” แพรวารีบออกปากเอาใจเพื่อนสาว

“งั้นแพรกับพี่วิทเข้าไปในร้านกันก่อนนะ มลขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง” สาวหมวยตาคมไม่ลืมทำหน้าที่ของตัวเอง ที่จะเปิดโอกาสให้เพื่อนรักได้อยู่กับพี่ชายของเธอตามลำพัง

“อ้าว งั้นให้แพรปะ...” แพรวากำลังจะเอ่ยขอไปเป็นเพื่อนแต่ก็ถูกตัดบทซะก่อน

“ไม่เป็นไร แพรเข้าไปสั่งอาหารกับพี่วิทเถอะ จะได้กินเร็วๆ ด้วย” เมื่อพูดจบแม่สื่อสาวหมวยก็รีบเดินออกไปทันที

“งั้นเชิญครับน้องแพร”

หมอวิทยาส่งยิ้มให้น้องสาวเป็นการขอบใจที่ช่วยให้เขาได้อยู่กับคนที่แอบชอบ แม้จะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

เมื่อเข้ามานั่งในร้านแล้ว พนักงานต้อนรับนำเมนูอาหารมายื่นให้กับลูกค้าทั้งสองคน ที่ใครต่างก็คิดว่าเป็นคู่รักกัน ฝ่ายชายก็ตี๋หล่อดูสง่ามีภูมิฐาน ส่วนฝ่ายหญิงก็เรียบร้อยสวยหวาน ดูช่างเหมาะสมกันจริงๆ

.

แต่ใครจะรู้ว่าบริเวณหน้าร้านนั้น ยังมีคู่สร้างคู่สมหนุ่มหล่อสาวสวยอีกคู่กำลังเดินผ่านมาทางนี้ ฝ่ายหญิงดูสวยเปรี้ยวด้วยชุดเกาะอกรัดรูป ส่วนชายหนุ่มแม้จะสวมเพียงแค่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสบายตากับกางเกงสแล็คเนื้อดีราคาแพงก็ทำให้เขาดูดีหล่อเหลาสะดุดตาละลายใจสาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ไม่น้อย

“ธีร์คะ เมนี่อยากกินอาหารญี่ปุ่น เรากินอาหารญี่ปุ่นร้านนี้กันนะคะ” เมธินีส่งเสียงออดอ้อนชายคนรัก พยายามบดเบียดทรวงอกนุ่มนิ่มใหญ่โตให้แนบชิดลำแขนแกร่งตลอดเวลา

“อืม... ไปสิ” ธีรพัฒน์บอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ

เขาเองก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน และไม่ได้ตั้งใจจะมาเจอเพื่อนสาวที่นี่ด้วย เพียงแต่เขากำลังเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ พอดีพบกับเมนี่ที่มาช้อปปิ้งกับเพื่อนๆ ของเธอเข้า เธอก็เลยแยกตัวกับเพื่อนแล้วมาเกาะติดเขาแทน เขาเองแม้จะอยู่ในอารมณ์ที่อยากอยู่คนเดียวมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเธอได้ เพราะอย่างน้อยเธอก็คือเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่คบกันมานาน อีกอย่าง การมีเธออยู่ข้างๆ อาจจะทำให้เขาลืมเรื่องบางเรื่องที่กำลังทำให้เขาหงุดหงิดอยู่ตอนนี้ก็ได้

ระหว่างที่กำลังเดินตรงไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่สาวสวยข้างกายบอก สายตาคมก็พลันเหลือบไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งเปิดเมนูเพื่อสั่งอาหารอยู่ในร้านนั้นอย่างสนิทสนมเหมือนคู่รัก ฝ่ายหญิงนั้นเขาจำได้ดี เพราะเป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาตลอดทั้งวัน ผู้หญิงคนนั้นกำลังส่งยิ้มหวานหัวร่อต่อกระซิกกับชายหนุ่มหน้าตาดีขาวตี๋ดูภูมิฐานตรงหน้า เธอช่างหน้าไม่อายจริงๆ แพรวา ‘ฮึ! ตอนเย็นกลับบ้านกับอีกคน พอตกตอนค่ำมาอี๋อ๋อกับผู้ชายอีกคน ฉันอยากจะรู้นักคนอย่างเธอมีอะไรดีให้ผู้ชายพวกนั้นหลงใหลนักหนา’ ชายหนุ่มคิดในใจอย่างหัวเสีย

“ธีร์ หยุดเดินทำไมคะ” เมธินีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ที่จู่ๆ ชายหนุ่มข้างกายก็หยุดเดินเสียดื้อๆ อย่างนั้น

“ผมว่าเราไปกินที่ร้านอื่นกันดีกว่าครับ ในนี้ผมรู้สึกว่ามันร้อนๆ พาลให้หงุดหงิดยังไงบอกไม่ถูก” คนขี้หงุดหงิดเริ่มไม่สบอารมณ์

“งั้นเราไปทานข้างนอกก็ได้ค่ะ แต่คืนนี้ธีร์ต้องพาเมนี่ไปฟังเพลงด้วยนะคะ”

สาวเปรี้ยวต่อรองอย่างได้ใจ เพราะไม่เคยสักครั้งที่ผู้ชายคนนี้จะขัดใจเธอ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอหลงรักได้อย่างไร

เมธินีมั่นใจว่าธีรพัฒน์ต้องมีใจให้เธอไม่น้อยกว่าที่เธอมีให้เขาแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่คบกันยาวนานขนาดนี้หรอก ธีรพัฒน์เป็นคนขี้เบื่อ คบใครไม่นาน โดยเฉพาะผู้หญิง ดินเนอร์กันครั้งสองครั้งพอฝ่ายหญิงเริ่มเข้ามาวุ่นวายในชีวิตของเขา เขาก็จะสลัดทิ้งให้พ้นตัวทันที แต่ไม่ใช่กับเธอ ดังนั้นเธอจึงมั่นใจได้ว่า สำหรับธีรพัฒน์แล้วเธอคือตัวจริงของเขาอย่างแน่นอน

.

.

ขอบคุณที่ติดตาม

^_^

สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่

mebmarket หรือ... ebooks.in.th ...และ...

ookbee

หากสนใจสั่งซื้อในรูปแบบเล่ม สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง

E-mail : oilza24@hotmail.com

โทร : 094-4942566

ไลน์ : oilza_writer

.

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย ผีน้อยชิชา
มองแพรแง่ร้ายจังนะคะ
เมื่อ 1 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย goong_cute
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว