~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 1 สัมผัสมรณะ~~

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 1 สัมผัสมรณะ~~

เม็ดเหงื่อชุ่มฉ่ำไปทั่วร่างของเด็กหนุ่มที่นอนดิ้นทุรนทุรายภายใต้กรอบสี่เหลี่ยม สายน้ำเกลือกวัดแกว่งไปมาโยงระย้าอยู่กับถุงเลือดกรุ๊ปโอที่ต่อสายยาวเจาะลงที่ท่อนแขนจนเขียวช้ำ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับภาพความทรงจำในอดีตที่แสนสาหัส เสียงร้องครวญครางดังขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ และจิตใต้สำนึกที่ตามหลอกหลอนเป็นเสมือนการไล่ล่าภายใต้อำนาจแห่งจิตที่เป็นไปอย่างเลือดเย็น

“ลูกชายของคุณปลอดภัยแล้วครับ” หมอดึงที่ปิดปากออกจนพูดได้อย่างถนัด

“เขา! ไม่...”

“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ เด็กคนนี้ดวงแข็งจริง ๆ ผมเป็นหมอที่นี่มานานกว่าสิบปีพึ่งเจอเคสนี้เป็นเคสแรก” หมอถอนหายใจยาวจนนักสืบเริ่มขมวดคิ้ว

“มันยังไงกันครับหมอ”

“แกหยุดหายใจนานกว่าสองนาที ชีพจรหยุดเต้นจนเรากระตุ้นด้วยเครื่องช่วยหลายครั้งแต่มีค่าแค่ศูนย์ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีเลือดไหลออกมาจากแผลเป็นที่หน้าผากไม่นานเครื่องวัดก็มีเสียงดังขึ้นอีกครั้ง ผมเองยังขนลุกไม่หายเหลือเชื่อจริง ๆ รอดได้ราวปาฏิหาริย์” หมอกระชับแว่นที่หน้าแล้วเดินจากไปปล่อยให้ดนัยยืนงงอยู่เพียงลำพัง

“เดี๋ยวก่อนหมอ!!! อ้าว! นึกจะไปก็ไป” นักสืบมองตามด้วยความสงสัยในใจคิดไปต่าง ๆ นานา ซวยล่ะตูคราวนี้ ไม่มีเมียแต่มีลูก ลำพังจะกินเข้าไปแต่ละวันยังไม่มีบัดซบชีวิตไปเพิ่มดีกรีต่อดีกว่าเรา

“แต่เดี๋ยวก่อน! เจ้าหมอนี่มันกะโหลกแข็งจริง ๆ ขนาดชนเข้าจัง ๆ แบบนั้น มันยังนอนหายใจอยู่แบบนี้ได้ หรือมันจะไม่ใช่คนอย่างเรา ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ ” ตามสันชาตญาณของนักสืบทำให้เขาพึมพำอยู่คนเดียวกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนี่คือผลกรรมที่นักสืบไส้แห้งได้รับที่เหยียบคันเร่งหนีเด็กปางตายคนนั้นแต่เกือบจะเป็นตีนผีส่งเด็กคนนี้ไปยมโลกก่อนวัยอันควร

“ขอโทษคะ คุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่าค่ะ” เสียงหญิงสาวในชุดขาวร้องเรียกมาจากด้านหลังพาให้ชายแก่คราวพ่อสะดุ้งจนอยากจะเคี้ยวหญ้าอ่อนขึ้นมาทันที

“มีอะไรเหรอหนูเดี๋ยวพี่จัดให้” นักสืบรีบเก๊กหน้าหล่อลบรอยตีนกาบนใบหน้าลงฉับพลัน

“ลูกชายของคุณลุงฟื้นแล้วค่ะ จะไม่เข้าไปเยี่ยมแกหน่อยหรือค่ะ” นำเสียงที่ดูอ่อนโยนของหญิงสาวแต่กลับทำให้ยอดนักสืบไส้แห้งคิ้วขมวดด้วยคำว่า ลุง

“เรียกพี่ก็ได้นะจ๊ะหนู ฟังแล้วมันรื่นหูดีกว่ากันเยอะเลย” นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ลูกของแม่ยายทิ้งไป

“ค่ะ! ว่าแต่ว่าตอนนี้คุณลุง ขอโทษค่ะ คุณพี่เข้าเยี่ยมคนไข้ก่อนดีกว่าค่ะ เชิญค่ะ”

“เอาวะ ลูกชายก็ลูกชาย” ดนัยปล่อยเลยตามเลย

“ว่าไงนะค่ะ” พยาบาลสาวร้องถาม

“เปล่า!!! ไม่มีอะไร!!! ขอตัวไปเยี่ยมลูกก่อนนะครับ” นักสืบเป่าปากรีบเปิดประตูเข้าไปในห้องผู้ป่วยทันที

องค์กรเคเอสวัน...

ภายใต้ห้องปฏิบัติการเคมีที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย ทุกคนที่ผ่านเข้าออกในห้องนี้จะต้องถูกตรวจสอบพันธุกรรมอย่างละเอียดไปพร้อม ๆ กับประวัติและบันทึกไว้ในไมโครชิพซึ่งมันจะถูกฝังไว้ที่นิ้วโป้งขวาเพื่อให้หน่วยรักษาความปลอดภัยได้ตรวจสอบทุกคนที่ผ่านเข้าออกห้องนี้อย่างรัดกุม

สารเคมีที่เดือดอยู่ในหลอดแก้วเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ชายชุดขาวต่างเร่งผสมสารเคมีบางอย่างให้ทันเวลาตามคำสั่งของผู้เป็นนาย

“พวกแกออกไปก่อน” เสียงที่ดังลอดผ่านเครื่องกรองสารเคมีทำให้ทุกคนหยุดฟังแล้วทำตามคำสั่งทันที

“นายมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ” ชายชุดขาวละมือจากหลอดแก้วเพื่อรอคำสั่งจากผู้เป็นนาย

“องค์กรของเราเริ่มมีกลิ่นคาวแล้ว” ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีดำกระแทกเสียง

“แสดง!!! ว่า” เสียงที่สั่นเครือพยายามถามกลับทันที

“ใช่! พวกมันรู้เรื่องแล้ว และอีกไม่นานจะต้องส่งกองกำลังมากวาดล้างที่นี่แน่ ๆ”

“ใครเป็นคนคาบข่าวไปบอกพวกมันล่ะนาย”

“มันต้องมีหนอนบ่อนไส้” หลอดแก้วในมือถูกบีบจนแหลกละเอียดเลือดหยดลงพื้นเป็นทาง

“แล้วเราจะทำยังไงกันดี”

“อย่าห่วงไปเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกมันคิดจะเข้ามาหึ...” เสียงหัวเราะในลำคออย่างมีเล่ห์กล

ณ. โรงพยาบาล...

“เป็นยังไงลูกพ่อ เจ็บตรงไหนบ้าง ขอพ่อดูหน่อยสิ” นักสืบรีบสวมกอดเด็กหนุ่มบนเตียงทำทีว่าเป็นลูกชายที่หายตัวไปนานนับสิบปี

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พ่อผิดเองที่ไม่เอาใจใส่แก จนแกคิดจะฆ่าตัวตายแบบนี้” นักสืบใช้มือปิดปากเด็กหนุ่มไว้

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะค่ะคุณลุง”พยาบาลสาวแก้มชมพูฉีกยิ้มให้

“พี่จ๊ะพี่ เรียกผิดอีกแล้วนะ อย่างนี้ต้องทำโทษซะแล้ว” ใบหน้าที่ไม่ต่างจากคนไข้บ้ากามที่ยาเริ่มหมดฤทธิ์กำลังสำแดงผลยัดเหยียดความเป็นภรรยานักสืบให้กับหญิงสาวที่ต้องรีบถอยห่าง

“คุณพี่นี่อารมณ์ดีจริง ๆ เลยนะค่ะ ขอตัวล่ะค่ะ” ทุกอย่างได้ผลนักสืบแสดงได้สมบทบาท ทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลง การซักถามจึงเริ่มขึ้น

“แกเป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน พ่อแม่ทำอาชีพอะไร แล้วมาวิ่งตัดหน้ารถเก๋งฉันทำไม ใครใช้แกมา บอกมาซะดีๆ” เสียงหอบที่เว้นช่วงให้เด็กหนุ่มได้ตอบคำถามบ้าง

“ผมเป็นใคร แล้วผมเป็นใคร” เด็กหนุ่มย้อนความเดิม ๆ จนนักสืบวัยกลางคนเริ่มหงุดหงิด

“ฉันถามแก ไม่ใช่ให้แกมาถามฉัน” นักสืบตบลงที่โต๊ะอย่างแรง

“ผม! ผม! ผมปวดหัว ช่วยด้วย มันจะระเบิดอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มใช้มือกุมไว้ที่หัวแล้วดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียงจนดนัยตกใจต้องรีบกดสัญญาณให้พยาบาลรีบเข้ามา

“รีบไปตามคุณหมอมาเร็วเข้า คนไข้อาละวาดอีกแล้ว” ผู้ช่วยพยาบาลรีบทำตามทันที

“คุณลุงออกไปรอข้างนอกก่อนนะค่ะ ปล่อยไว้เป็นหน้าที่ของคุณหมอจะดีกว่า เชิญค่ะ” ดนัยรับคำรีบออกมาอย่างรวดเร็วและชนเข้ากับชายชุดขาวอย่างจังจนเขาเองต้องขอโทษเป็นการใหญ่แต่สายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้าแล้ว

“นั่นมัน สัญลักษณ์ที่เราเคยเห็นบนหน้าผากของผู้ร้ายฆ่าหันศพที่ถูกวิสามัญฆาตรกรรมเมื่อเดือนก่อนนี่หว่าหรือว่า...” นักสืบบ่นพึมพำอยู่คนเดียวปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปจนคิดได้กระชับปืนขึ้นมาไว้ในมือค่อย ๆ หมุนลูกบิดแง้มดูอย่างช้า ๆ

ชายในชุดขาวช่วยกันจับเด็กหนุ่มไว้ และมัดแขน ขาไว้ด้วยเชือก สารเคมีถูกสูบขึ้นมาจนเต็มหลอด ริมฝีปากแสยะยิ้มด้วยความสะใจ บรรจงปลายเข็มลงที่เส้นเลือดใหญ่ข้อมือซ้ายของเด็กหนุ่มแต่กลับต้องผงะออกด้วยความตกใจ

“พวกแกจะทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!” เสียงร้องที่ทำให้พวกมันต้องเหลียวมองด้วยแววตานิ่งเฉย

“พวกแกเป็นพวกเดียวกับอาชญากรข้ามชาติพวกนั้นใช่ไหม” ชายในชุดขาวไม่สนใจคำพูดของเขาแม้แต่น้อย

“ฉันบอกให้พวกแกหยุด ได้ยินไหม” ปืนพกด้ามสั้นหันลำกล้องไปที่จุดหมายทันที

“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม รับรองไส้พวกแกแตกแน่” นักสืบเริ่มนับอย่างช้า ๆ

ปัง!ปัง!ปัง! เสียงปืนทำให้ผู้คนในโรงพยาบาลพากันแตกตื่นส่งเสียงหวีดร้องวิ่งหนีตายกันอย่างโกลาหน วิถีกระสุนถากที่หัวไหล่ของพวกมันไปอย่างเฉียดฉิว และอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีแต่ดนัยไม่หยุดเท่านั้นวิ่งไล่ตามแม้จะถูกยิงสกัดจนต้องหลบซ้ายทีขวาที ความคล่องตัวในการหลบหลีกวิถีกระสุน ทำให้ดนัยยิ่งมั่นใจว่าพวกมันไม่ใช่มือสมัครเล่นและประมาทเพียงก้าวเดียวนั่นหมายถึงชีวิต

“แน่จริงอย่าหลบสิวะไอ้พวกเดนมนุษย์” ดนัยพยายามยั่วโทสะพวกมัน

“พวกแกมันก็แค่โจรชั้นปลายแถว” ดนัยเอียงตัวพิงเสามองไปรอบ ๆ เสียงหอบของชายวัยสี่สิบกว่า ๆ ดังเป็นจังหวะยืนยันในความชราภาพ

“ปัง!ปัง!ปัง!” เสียงปืนที่ทำให้ดนัยถึงกับผงะก้มหมอบลงที่พื้น

เสียงปืนนั่นดังขึ้นสามนัดมาจากห้องดับจิตทางซ้ายมือของดนัยพอดี ปืนถูกยกขึ้นมาในระดับอกค่อย ๆ สืบเท้าไปทางซ้ายอย่างระวังและหยุดลงที่ห้องต้นเสียง

ลูกบิดประตูมีเขม่าควันติดอยู่เหมือนถูกยิงด้วยอาวุธปืน เขาผลักประตูเข้าไปอย่างแรงตั้งท่าเตรียมเหนี่ยวไกแต่กลับเจอเพียงศพที่ห่มด้วยผ้าขาวนอนเรียงรายอยู่ตามพื้น ดนัยสืบเท้าอย่างระวัง สายตากระสับกระส่ายเหลียวมองพื้นจรดเพดานมีเพียงเสียงเป่าปากด้วยความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่พ่นความเย็นรักษาอุณหภูมิให้กับร่างที่ไร้วิญญาณภายในห้องนี้ แปลกแต่จริงที่ศพถูกวางไว้ที่พื้นแทนที่จะนอนหงายอยู่บนเตียงเหล็กมากกว่า

“ฉันรู้ว่าพวกแกต้องอยู่ในห้องนี้” ดนัยร้องขึ้น

“แกแน่มากที่มาฆ่าคนได้เลือดเย็นแบบนี้” มือขวากำปืนไว้จนแน่นสอดส่ายไปมาอย่างระวัง ปล่อยให้มือซ้ายลูบคลำไปตามผนังห้องกับความคิดที่ชุกขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่เคยถูกพวกมันเล่นงานจนเสียท่ามาแล้ว

นักสืบเป่าปากโล่งอกที่ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ภายในห้องดับจิตไม่มีกลไกที่ซ่อนเร้นใด ๆ ที่จะนำพาความหายนะมาเหมือนครั้งที่ช่วยเจ้าหน้าที่สืบคดีลักพาตัวลูกชายผู้บริหารระดับประเทศ เป็นเหตุให้มีคนบาดเจ็บนับสิบราย แต่ที่สลดที่สุดเห็นจะเป็นยอดผู้เสียชีวิตจากแรงระเบิดจนไม่เหลือซากให้นับจำนวน และดนัยเองยังจำภาพในวันนั้นได้เสมอจนต้องย้อนเวลากลับไปหวนรำลึก

ความหลัง...

การค้นหาตัวลูกชายของผู้บริหารระดับประเทศเป็นไปอย่างยากลำบาก นักสืบที่ร่วมชะตากรรมไม่ได้มีดนัยเพียงคนเดียว ทุกคนต่างเร่งมือค้นหาตัวประกันไปพร้อม ๆ กับการกู้ระเบิดที่คนร้ายซุกซ่อนไว้เพื่อเป็นการต่อรองหากเจ้าหน้าที่ใช้กองกำลังเพื่อวิสามัญอย่างไร้เหตุผล

การเจรจาต่อรองเป็นไปอย่างยืดเยื้อเพื่อถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับนักสืบเอกชนด้วยเหตุผลที่ว่า หน่วยกู้ระเบิดถูกวางยา วิ่งเข้าห้องน้ำกันจนตัวเหลืองนอนสลบอย่างไม่เป็นท่า อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเรียนวิชาแกะรอยมาบ้างถึงแม้จะเรียนแค่แกะรอยคน ไม่ใช่ระเบิดอย่างที่เจ้าหน้าที่ต้องการก็ตามจนต่อมาดนัยเองต้องไปเรียนเพิ่มเติม

วินาทีแห่งความหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อการต่อรองเป็นไปอย่างตึงเครียดจนทุกอย่างยุติลงด้วยการจู่โจมของหน่วยสวาท กองกำลังที่เตรียมรับมือในทุกสถานการณ์ การปะทะกันเป็นเหตุให้นาฬิกาปลุกเริ่มทำงาน และมันจะหยุดก็ต่อเมื่อมีเสียงระเบิดดังขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งของตัวอาคาร

ผู้ก่อการร้ายใช้ปืนปลิดชีพตัวเองก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรวบตัวไว้เพื่อสาวถึงตัวนายใหญ่ มีเพียงสัญลักษณ์บนหน้าผากเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า พวกมันมาจากองค์กรเดียวกัน และเคยก่อคดีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

การค้นหาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นักสืบทุกคนแยกย้ายกันหาตามชั้นต่าง ๆ ดนัยเลือกที่จะไปหาชั้นสิบสามอย่างไม่กลัวอาถรรพณ์ และมั่นใจว่าพวกมันต้องซ่อนเด็กไว้ชั้นนี้แน่ ๆ ทุกย่างก้าวเป็นไปอย่างรัดกุม ปืนในมือสอดส่ายไปมาจนถึงประตูทางออกด้านบันไดหนีไฟ เขาผลักประตูออกและเป็นอย่างที่คิดพบเด็กถูกมัดมือ มัดเท้านอนครางอยู่ในสภาพอิดโรย จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วช่วยกันพยุงฝ่าวงล้อมไทยมุงออกไป น่าแปลกที่ทุกคนกลับไม่พบวัตถุต้องสงสัยแต่อย่างใดจนต่างลงความเห็นว่า เป็นแค่การขู่เท่านั้น ดนัยลังเลใจอยู่พักใหญ่เหมือนมีรางสังหรณ์อะไรบางอย่างจึงรีบวิ่งตามไปถามให้รู้เรื่อง จากปากเด็กซึ่งเขาเองน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ทุกอย่างชัดเจนในสมองของดนัย แต่สายเกินกว่าที่จะร้องให้ทุกคนหมอบลงความผิดในครั้งนั้นเป็นเสมือนตราบาปที่ดนัยเองไม่ได้เป็นผู้ก่อแต่ถูกยัดเยียด ข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการวางระบิดครั้งนี้ มีการตั้งหน่วยสอบสวนพิเศษเพื่อให้สังคมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจแต่อย่างใด เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ใครจะไปรู้ว่าคนร้ายวางระเบิดไว้ที่นาฬิกาข้อมือของเด็กคนนั้น ที่ดนัยเป็นคนถอดออกเองกับมือเพื่อให้การคลายเชือกเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดเขากลับลืมที่จะหยิบมันออกมาจากกลุ่มคน ทั้งนักข่าว พวกเล่นคลิบวีดีโอตามหน้าอินเทอร์เน็ตและไทยมุงทั้งหลาย แรงระเบิดที่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่า มันเป็นระเบิดชนิดไหน สลายกลุ่มชนจนไม่เหลือแม้เศษเนื้อ เสื้อผ้า หรือเส้นผมให้กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบแต่อย่างใด ตามข่าวที่มีการสัมภาษณ์ของผู้เชียวชาญด้านวัตถุระเบิดต่างลงความเห็นว่า เป็นระเบิดนำเข้าจากต่างประเทศ ผลิตด้วยสารเคมีชนิดที่ว่าไม่เหลือซากให้ตรวจสอบ มีขนาดเล็กกว่าหัวไม้ขีดไฟ บ้างก็ว่าจะระเบิดก็ต่อเมื่อถูกแรงกระแทกหรือความร้อนในร่างกายของมนุษย์เท่านั้นและต้องเป็นอุณหภูมิที่พวกมันขีดเส้นตายไว้ เป็นเพียงความเห็นที่เกิดจากการคาดเดาของนักวิชาการพุงยื่นที่จะออกมาพูดก็ต่อเมื่อวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก

ดนัยถูกสังคมพิพากษาจนเกือบจะกลายเป็นบุคคลล้มละลาย บริษัทนักสืบเอกชนที่สร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายจนไม่มีเวลาเหลือให้ครอบครัวต้องปิดลงด้วยหนี้สินท่วมตัวคฤหาสถ์หลังใหญ่กลายเป็นความฝันเหลือเพียงคอนโดย่านใจกลางเมืองและรถเก๋งเก่าๆที่คนใช้ในบ้านทิ้งให้ดูต่างหน้าก่อนที่พวกมันจะยกเค้าทรัพย์สินภายในไปเสวยสุขกันอย่างอิ่มเอม ทุกอย่างถูกขายไปเพื่อนำมาชดใช้หนี้สิน ส่วนภรรยาที่อยู่กินกันมาทนรับชะตากรรมไม่ไหวพาลูกชายหนีไปอย่างไม่ใยดีนับตั้งแต่นั้นมานักสืบที่มีชื่อเสียงในอดีตกลับกลายเป็นนักสืบไส้แห้งที่จมอยู่กับเรื่องในอดีตใช้เงินที่เหลือจากหนี้สินจมอยู่กับความเมามายหวังเพียงให้ลืมทุกอย่างลงได้แม้จะเพียงชั่วข้ามคืนก็ตามที และภาพฝันก็จบลงและกลับมาสู่โลกปัจจุบัน

ไออุ่นจากปลายกระบอกปืนที่จี้อยู่ประชิดตัวทำให้ดนัยตื่นจากภาพในอดีต และระทึกอยู่ในปัจจุบัน มือทั้งสองข้างค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างช้า ๆ ปืนหล่นลงพื้นและถูกเตะไปจนไกลตัว

“พวกแกก็ไม่ต่างจากซากศพ ลงทุนปลอมเป็นศพน่าปรบมือให้เสียจริง ตีบทแตกได้ขนาดนี้” ขณะที่ดนัยกำลังจะปรบมือให้ กลับถูกด้ามปืนฟาดลงที่ปากจนเลือดกลบ

“แกยังคงจำเหตุการณ์ระเบิดเมื่อสิบปีก่อนได้” เสียงที่กระซิบข้างหูทำให้ดนัยถึงกับผงะ

“พวกแกเป็นใครกันแน่” ดนัยสำลักเลือดออกมา

“มือระเบิด!!!” เสียงที่ตอบออกมาอย่างเลือดเย็น

“ว่าไงนะ!!!” เขาร้องขึ้นและพยายามขัดขืนแต่ถูกด้ามปืนตบลงที่หลังจนทรุดตัวลงที่พื้น

“แกมันแส่หาเรื่องเองเหมือนกับตอนนี้ที่กำลังจะตายอย่างทรมาน”

“นายแกเป็นใคร” นักสืบถามกลับ

“เงียบปากแล้วเตรียมตัวตายได้แล้ว” พวกมันจับเขามัดมือไว้กับขอบเตียงรถเข็นคนไข้พร้อมด้วยผ้ามัดปากอย่างแนบสนิท

เข็มฉีดยาปักลงที่ขวดแก้วสูบเอาน้ำสีขาวขุ่น ๆ ขึ้นมาจนเต็มหลอด มันบรรจงจูบลงที่กระบอกเข็มฉีดยาราวกับคนโรคจิต ปากแสยะยิ้มอย่างสะใจ ชายร่างสูงโปร่งใช้ผ้าขาวมัดที่ต้นแขนขวาของดนัยจนแน่น แม้เขาจะพยายามดิ้นรนเท่าไหร่ก็เหมือนว่ามัจจุราชจะเก็บศพเขาให้เร็วขึ้นเท่านั้น ปลายเข็มที่เรียวแหลมเป็นเงาสะท้อนกับแสงไฟภายนอก พวกมันค่อย ๆ ยอตัวลงตรงหน้าดนัย ใช้มือลูบคลำไปบนใบหน้าของเขาอย่างเลือดเย็น น้ำหอมที่โชยกลิ่นทำให้เขามั่นใจว่าต้องมีคนใดคนหนึ่งที่เป็นผู้หญิง ชายวัยสี่สิบห้าปีรวบรวมพลังที่เหลืออยู่อีกครั้ง กลั้นใจ ใช้ปลายเท้าทั้งสองข้างที่ถูกมัดยันเข้าที่หน้าของพวกมันอย่างเต็มแรงจนหน้าหงายไปตาม ๆ กัน ผ้าที่มัดมือไว้คลายออกพอหลวม ๆ จนเขาสามารถดึงมันออกได้ พวกมันประมาทเกินไปที่มัดนักสืบที่เรียนศิลปะป้องกันตัวมาอย่างช่ำชองด้วยผ้าผืนเดียวแบบนี้ ทันทีที่พวกมันตั้งสติได้ ปืนเป็นสิ่งเดียวที่จะหยุดทุกสิ่งได้ ทันทีที่มันเหนี่ยวไก นักสืบวัยกลางคนไม่รอช้าเตะเข้าที่ข้อมือจนปืนตกลง และตามด้วยฟันศอกใส่ที่กลางศีรษะจนล้มลงไปหนึ่ง เหลืออีกหนึ่งที่เขาเองสงสัยว่าจะเป็นสุภาพสตรี แต่คนอย่างดนัยไม่ชอบทำร้ายเพศตรงข้ามนอกจากว่าว่ามันจะเป็นพวกสับสนทางเพศ

“ยอมให้จับซะดีๆ อย่าต้องให้ใช้กำลังเลย สาวน้อย” ดนัยตั้งท่าทำมือทั้งสองข้างคล้าย ๆ กับจะกำอะไรบางอย่างให้เต็มฝ่ามือ

“อะไรยะ จะมาจับกันง่าย ๆ ได้ยังไง” เสียงที่ทำให้ดนัยเปลี่ยนใจมากำหมัดแทน

“ผู้ชายก็ไม่บอก ใช้น้ำหอมซะสาวแตกเลยนะตัวเอง” เขาดัดเสียงจนฝ่ายตรงข้ามเริ่มกัดฟัน

“เดี๋ยวแม่จะอัดไม่เลี้ยงเลยคอยดู” แม่สาวสองร่างโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟหมายเด็ดหัวเขาให้ได้

“เข้ามาเลย” กระดิกนิ้วเชื้อเชิญ

ปัง!ปัง! ดนัยล้มหมอบลงที่พื้นปล่อยให้ร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าค่อย ๆ ล้มลง ปัง! เสียงสุดท้ายที่ทำให้ร่างที่นอนสะบัดอยู่นั้นหลับลงอย่างแน่นิ่ง กระสุนเจาะผ่านจุดสำคัญได้อย่างแม่นยำ เลือดไหลนองและเห็นแผลเป็นที่หน้าผากได้อย่างเด่นชัด

“ขอโทษทีมาช้าไปหน่อยนะเพื่อน” ชายในชุดเครื่องแบบเต็มยศกล่าวทักทายก่อนที่จะเก็บอาวุธลงที่ข้างเอว

“ทำไมแกถึงไม่ยอมจับเป็น อย่าคิดว่ามียศที่บ่าจะวิสามัญใครก็ได้”ดนัยค่อย ๆ ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว ส่ายหน้าอย่างไม่พอใจแล้วถอนหายใจยาว

“แกกำลังเข้าใจผิดนะเพื่อน ไอ้พวกนี้มันสมควรแล้วที่ต้องจบชีวิตแบบนี้”นายตำรวจสูงวัยแก้ต่าง

“โชคดีที่ฉันหันหน้าเข้าหาประตู เจ้าหมอนี่เลยกินไข้โป้งคาที่แบบนี้”

“เมื่อไหร่แกจะเลิกโกรธฉันเสียที เรื่องมันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว”

“ถ้าแก้เป็นพยานให้กับฉันในวันนั้น เรื่องทุกอย่างก็จบลงด้วยดีไปแล้ว แต่แกกลับหักหลังฉันหายตัวไปแบบไร้ร่องรอยปล่อยให้สังคมพิพากษาฉันอย่างเลือดเย็น”

“ฉัน!!!” นายตำรวจถอนหายใจ

“ถ้าวันนั้นไม่ใช่แกกับฉันที่อยู่ในเหตุการณ์และรอดตายออกมาได้เพียงสองคนเท่านั้น ฉันคงไม่ต้องให้แกมาเป็นพยานแก้ต่างให้”

“ฉันขอโทษ”

“มันมีเหตุผลอะไรที่แกต้องฆ่าฉันทั้งเป็นแบบนี้” ดนัยกระแทกเสียง

“สารวัตรครับ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ” เจ้าหน้าที่เข้ามาตัดบทสนทนา

“ดีมาก ไปกันได้แล้ว” สารวัตรพูดเสียงเข้มแล้วเดินผละออกไปจากห้องทันทีปล่อยให้ดนัยยืนถอนหายใจอยู่คนเดียว

ณ. องค์กรเคเอสวัน...

ภายใต้องค์กรที่ถูกครอบด้วยกระจกแก้วขนาดใหญ่มีลักษณะเป็นวงรีแทรกตัวอยู่ชั้นใต้ดินและรองรับด้วยฐานขนาดใหญ่ที่สามารถเคลื่อนย้ายทุกอย่างไปเพียงชั่วพริบตาเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของเหล่านักวิทยาศาสตร์หลายเชื้อชาติที่ก้มหัวให้กับองค์กรลับแห่งนี้

ภายในถูกจัดสรรปันส่วนให้กลายเป็นห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ผลิตอาวุธ และสารเคมีที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมจนทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรข้ามชาติเพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาและหวังเม็ดเงินมหาศาลที่จะได้รับจากองค์กรแห่งนี้

จอภาพขนาดใหญ่เรืองแสงขึ้นท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างขวักไขว่ซึ่งแต่ละคนจะมีแผลที่หน้าผากเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นอัจฉริยะต่างหยุดเพื่อฟังคำสั่งผู้เป็นนาย

“สาวกแห่งข้า พวกเจ้าพร้อมหรือยังที่จะสละชีพเพื่อองค์กรของเรา” ในเงามืดที่เห็นเพียงชายในชุดเสื้อคลุมสีดำที่ปกปิดใบหน้าในจอขนาดใหญ่

“หยุด!!! โห่ร้องแล้วฟังข้า เราจะสู้เพื่อองค์กรต่อต้านพวกมือถือสากปากถือศีลให้หมดไป โลกใหม่ที่น่าอยู่จะโอบอุ้มด้วยมือทั้งสองข้างของพวกเราอาวุธที่เปี่ยมด้วยอานุภาพในการทำลายล้างจะเผาผลาญสังคมจอมปลอมที่สวมหน้ากากเข้าหากัน” เสียงโห่ร้องที่ดังขึ้นการันตีถึงความเป็นปึกแผ่นขององค์กร

ณ. ท้องถนนหลวง...

สัญญาณไฟเหลืองสลับเป็นแดงจนดนัยต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนล้อหลังยกตัวสูงขึ้นแล้วกระแทกลงที่พื้นอย่างแรงมันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักสืบบ้าบิ่นอย่างเขาอยู่แล้ว การสืบสวนจึงดำเนินต่อไป

“แกเป็นใครกันแน่ พวกมันถึงตามมาเอาชีวิตแบบนี้”

“ผมไม่รู้จักพวกมันแม้แต่คนเดียว” เด็กหนุ่มร้องขึ้น

“เป็นไปไม่ได้!!! ขืนไม่พูดความจริงออกมารับรองว่าอีกไม่นานแกเป็นศพแน่ ๆ”

“ปวด! ปวด! ปวดหัว ผม...ผม...ผมเห็น อย่า อย่า” ผ้าพันแผลที่ศีรษะชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดง

“อย่ามาทำเฉไฉ มีเลือดด้วยตีบทแตกเลยนะเจ้าเบื๊อก”

“ศพ...ศพ... หลุม... อย่า...อย่า หายใจไม่ออก ช่วยด้วย ออกไปให้พ้น”

“ศพใคร แกเห็นอะไร ล้อเล่นแบบนี้ฉันไม่เอาด้วยแล้ว”

ดนัยเหยียบคันเร่งสุดชีวิต เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น ฝนเริ่มลงเม็ดหนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระจกพร่าไปหมดและที่ปัดน้ำฝนเริ่มโยกไปมาจนระยะการมองเห็นดีขึ้น เสียงร้องครวญครางดังขึ้นเป็นระยะๆ และสิ่งที่ดนัยคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น มันกระตุก กระชาก และดับลงอย่างสนิท

“โธ่!!! อะไรจะซวยขนาดนี้ บัดซบจริง ๆ ซดน้ำมันยังกับน้ำแบบนี้เอาไว้ฉันจะคิดบัญชีกับแกคอยดู” ชายวัยกลางคนทุบลงที่พวงมาลัยรถอย่างแรง

“เจ้าหนูตื่นสิ แกจะหลับแบบนี้ไม่ได้นะ ตื่น...ตื่น... สงสัยต้องแบกมันไปด้วย ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ไอ้พวกโจรสวะมันต้องตามมาเก็บแน่ ๆ เอาล่ะ”

ทันทีที่ร่างของเด็กหนุ่มออกมาจากรถได้ ดนัยแบกเขาไว้บนหลังอย่างทุลักทุเลท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนาเม็ด แสงไฟสลัว ๆ ทำให้นักสืบอย่างเขาหวนคิดย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อนลูกชายเพียงคนเดียวนอนหลับบนหลังของเขาด้วยอาการเหนื่อยหอบก่อนที่จะถึงมือหมอ ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายผลการตรวจทำให้ดนัยถึงกับอึ้งทำอะไรไม่ถูกได้แต่วิ่งไปเพื่อจะกอดลูกให้อุ่นใจทันทีที่ประตูถูกผลักเข้าไป สายน้ำเกลือแกว่งไปมา หมอนสีขาวตกอยู่ที่พื้น ผ้าม่านปลิวไสวด้วยแรงลม หน้าต่างถูกเปิดออกราวกับมีอะไรบางอย่างกระแทกมันออกไปทุกอย่างมืดแปดด้านดนัยทำได้เพียงทรุดตัวลงมือทั้งสองข้างกุมขมับไว้แน่นเหมือนคนเสียสติ

“น้ำ...น้ำ..ขอน้ำ” เสียงเพ้อที่ทำให้ดนัยตื่นจากเรื่องราวในอดีต

“ชุ่มน้ำขนาดนี้ยังไม่พอใจแกอีกหรือไง แต่เดี๋ยวก่อนนั่นมันรถมูลนิธิที่เราเห็นเมื่อวันก่อนนี่หว่า มันมาทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ตรงนั้นหรือว่า...”ดนัยพึมพำอยู่คนเดียวก่อนที่จะวางเด็กหนุ่มไว้ที่โคนต้นไม้ริมทางแล้วสะกดรอยตามไป

ห่อผ้าสีขาวถูกลากออกมาจากท้ายรถ ชายสองคนพยายามแบกมันขึ้นไว้ที่บ่าอย่างทุลักทุเล มุ่งหน้าไปตามทางที่มองไปไกล ๆ จะเห็นต้นมะพร้าวหลายสิบต้นเรียงรายเป็นทิวแถว ดนัยสาวเท้าไปอย่างช้า ๆ หลบซ้ายทีขวาทีอย่างระวัง และการเดินทางก็จบลงเมื่อถึงคูน้ำที่เป็นล่องทางน้ำไหลที่ขนาบด้วยต้นมะพร้าวจนสุดลูกหูลูกตา พวกมันโยนทุกอย่างลงในคูน้ำอย่างไม่ลังเล และรีบเดินกลับไปขึ้นรถอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ดนัยบ่นพึมพำอยู่เพียงลำพัง

“ไอ้พวกเวร ทำคูคลองสกปรก ทุเรศจริง ๆ ไม่น่าตามมันมาเลยเรา” นักสืบถอนหายใจยาว

“ไปดีกว่า เจ้าเด็กนั่นนอนหนาวตายก่อนพอดี ครืน...ครืน...สั่น...สั่นเข้าไป จะโทรหาสวรรค์วิมานอะไรตอนนี้วะ ว่าไง รีบพูดมา ว่าไงนะ จะให้ช่วยสืบหาใคร ศพ...ศพใคร ทู...ทูต ไม่ ไม่ดีกว่า เรื่องผีสางไม่เล่นด้วยดีกว่า อย่ามากล่อมซะให้ยาก เงินดี เดี๋ยวก่อน เท่าไหร่ เลขหกหลัก เอา เอาสิวะ ว่ามาเลย” เงินมางานเดินตามปณิธานที่ดนัยตั้งไว้หลังตกอับไม่นาน

“มันบอกว่าห่อด้วยผ้าขาว หายไปเมื่อช่วงหัวค่ำ แถมเป็นทูตต่างเมืองอีก ใครจะหาเจอวะ ไอ้ปัญญาอ่อนเอ๊ย!!! แต่ก็น่าคิดมันบอกว่าห่อด้วยผ้าขาวหรือจะเป็น” ดนัยเอะใจต่อสายกลับไปยังบ่อเงินบ่อทองทันที

รถไซเรนนับสิบคันของกองสืบสวนคดี จอดกันเต็มข้างถนนในเวลาไม่กี่อึดใจ นายตำรวจใหญ่รีบตรงเข้าหาดนัยที่ยืนมองด้วยความสับสน นักข่าวสับชัตเตอร์กันอย่างเมามันราวกับว่าเรื่องนี้จะต้องขึ้นหน้าหนึ่งเช้านี้

“ใครใช้ให้แกมา รีบไสหัวไปซะ” นักสืบถีบศีรษะส่ง

“อย่าหยาบคายแบบนั้นสิเพื่อนรัก” นายตำรวจย้อนกลับ

“จมูกแกมันไวจริงๆ”

“ใครว่า มีคนดมให้ฉันตั้งหาก”

“เงินซื้อทุกอย่างได้จริง ๆ”

“แกควรจะพาฉันไปได้แล้ว ดนัยเพื่อนรัก”

“ตามมาสิวะ”

“แต่เดี๋ยวก่อน แกรู้จักเด็กคนนี้หรือเปล่า” นายตำรวจชี้ไปที่โคนต้นไม้ริมถนน

“ฉันพามันมาเอง จะทำไม หรือแกจะสงสัยว่าเด็กคนนี้เป็นฆาตรกร”

“แค่จะบอกว่าควรให้มันเข้าไปนอนในรถก่อนที่จะหนาวตายกลายเป็นศพอยู่ตรงนั้น”

“อาจจะไม่ใช่อย่างที่แกคิดก็ได้ ห่อผ้าจะห่ออะไรก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นศพเสมอไปฉันว่าแกมาเสียเที่ยวแน่ ๆ”

“จม...จม...จมน้ำ มันจมไปแล้ว รีบ...รีบหน่อย หนาว!หนาว! หนาวเหลือเกิน ช่วยผมด้วย อย่าดึง อย่าผมหนาว หายใจไม่ออก ช่วยด้วย ช่วยผมที พวกมันจะฆ่าผม”เสียงที่ดังจากปากเด็กหนุ่มที่นอนเพ้ออยู่เพียงลำพัง

“มันเพ้อเจ้ออะไร รีบไปกันได้แล้ว” นายตำรวจสั่งการ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Sirisupa
thanks you
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย blue2560
ขอบคุณ​มาก​ก​ก​
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว