~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 6 รับน้อง~~

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 6 รับน้อง~~

รถคันหรูค่อย ๆ ลัดเลาะไปตามถนนลูกรังที่มีน้ำขังตามไหล่ทางและเต็มไปด้วยป่าหญ้าคาสีเขียวดูเหมือนว่าถนนหนทางจะไม่สู้ดีนักคนขับรถบอกว่ามันเป็นทางลัดที่จะทำให้ไปถึงโรงเรียนได้เร็วที่สุด ไฟเลี้ยวกะพริบไปทางขวาเมื่อเห็นป้ายบอกทางโรงเรียนอัจฉริยะสหวิทยาคมอีก 500 เมตร รถเลี้ยวเข้าตามป้ายบอกทางแต่ดูเหมือนทางเข้าโรงเรียนทั้งสองฝั่งทางจะเป็นป่ารก เนื้อที่น่าจะประมาณกว่าพันไร่ รกร้าง ป่าเขาจนไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครกล้ามาสร้างโรงเรียนไว้ในที่ทุรกันดารแบบนี้

“สงสัยไอ้สุชาติมันมั่วอีกแล้ว เฮ้ย! เลี้ยวกลับ” ดนัยร้องขึ้น

“เดี๋ยวก่อนพ่อ นั่นป้ายโรงเรียน”

“สงสัยแกได้หาของป่ากินแถวนี้แน่ เจริญได้ใจจริงๆ เอาไว้ฉันต้องไปคิดบัญชีกับไอ้เพื่อนเฮงซวย”

คุณหญิงสายสมร พิทักษ์ราษฎร์ ก้าวเท้าเดินเยี่ยงนางพญา แต่รองเท้าส้นสูงดันไม่เป็นใจจมลงในปรักโคลนจนลูกชายต้องช่วยดึงออกและหยิบรองเท้าเดินตามหลัง ทุกสายตาต่างจับจ้องอมยิ้ม

“มาทันเวลามอบตัวพอดี อยู่ไกลหน่อยนะคะ ชื่ออะไรล่ะเรา” คุณครูคนสวยรูปร่างเพียวลมเอ่ยถามแต่คุณหญิงสายสมรเกือบจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่นั่งปาดน้ำลาย

“ชื่อศัลย์ค่ะคุณครู ลูกชายเดี้ยนเอง มีอะไรถามเดี้ยนได้ค่ะ คุณครูคนสวย” คุณหญิงรีบคว้ามือคุณครูมากำไว้แน่นจนฝ่ายตรงข้ามต้องดึงมือออกอย่างเสียมิได้

“มาช้าแบบนี้สงสัยได้อยู่ห้องท้าย ๆ แน่เลยตามคุณครูมาสิจ๊ะ”

“ครับผม”

“ให้พ่อ ไม่สิ ให้แม่ไปด้วยมั้ยลูกชายสุดหล่อ”

“อย่าดีกว่าค่ะ คุณหญิงรออยู่ที่นี่จะสะดวกกว่า เดี๋ยวคุณครูจะพาไปสนุกกับเพื่อน ๆ ทางด้านโน้น”

“เด็ก ๆ เขาทำอะไรกันหรือค่ะคุณครู” เสียงอันแหบแห้งที่ทำให้คุณครูคนสวยเริ่มเอะใจ

“เสียงคุณหญิงเหมือน” สาวเทียมเริ่มกลืนน้ำลายไม่ทั่วท้อง

“ศัลย์ลูกรัก รีบไปเลย รีบไป เดี๋ยวแม่จะกลับมารับนะลูก” นักสืบทั้งผลัก ทั้งดันหลังลูกชายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ความลับจะแตก

“ไม่ต้องห่วงนะค่ะคุณหญิง ดิฉันจะดูแลให้เป็นอย่างดี”

“ค่ะ ค่ะ ขอบคุณ คุณครูมากเลยค่ะ” ศัลย์ได้แต่เหลียวกลับมามองถอนหายใจยาวกับสิ่งที่พ่อแต่งเติมให้จนยากจะถอนปลายเท้ากลับคงต้องเลยตามเลยจนกว่าจะรู้ตัวตนที่แท้จริง

เสียง ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง กะละมัง หม้อ ไหรั่วกันเป็นจังหวะสารพันเสียงนั้นแว่วมาตลอดทางเดินที่ศัลย์และคุณครูสุดสวยก้าวไปเสมือนเข็มทิศนำทางชั้นดีเลยทีเดียว ปลายเท้าทั้งสองหยุดลงชั่วขณะ สายตามองที่ป้ายขนาดใหญ่ที่มีตัวอักษรบรรจงเขียนไว้ว่า “หอประชุมอเนกประสงค์” เด็กหนุ่มหันมาสบตาคุณครูสุดสวยที่อมยิ้มพยักหน้าให้นักเรียนใหม่รีบเข้าไปเพื่อรายงายตัว

“ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มยกมือไหว้

“รีบเข้าไปรายงานตัวก่อน คงมีอะไรสนุก ๆ รอเธออยู่” ครูสุดสวยอมยิ้มแล้วเดินหันหลังจากไป

นักร้อง และนักดนตรีที่ไม่น่าจะรับเชิญไปออกงานที่ไหน หยุดบรรเลงลงชั่วขณะเสมือนเป็นการต้อนรับนักเรียนใหม่ที่ย่างก้าวเข้าสู่หอประชุมเป็นรายสุดท้าย

“มาสมัครช้าขนาดนี้สงสัยต้องอยู่ห้องท้าย ๆ แน่เลย” เสียงพึมพำที่ดังออกมาอย่างเปิดเผย ทำให้เด็กหนุ่มเหลียวมองก่อนที่จะกระชับแว่นเพื่อแก้เขิน

“ชื่ออะไรล่ะเรา หน้าตาไม่น่าจะเป็นคนในพื้นที่” ชายวัยกลางคนที่ต้องใช้ประโยคที่ว่า “ผมจ๋าหวีลาก่อน”เอ่ยขึ้นก่อนจะส่งปากกาให้เขียนชื่อ

เด็กหนุ่มบรรจงเขียนชื่อตัวเอง ก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม แต่ด้วยเสียงบางอย่างที่แว่วมากระทบกับโสตสัมผัสจนทำให้พยัญชนะตัวสุดท้ายถูกลากและแช่นานอยู่พักใหญ่ เสียงตบโต๊ะดังขึ้นจนเด็กหนุ่มล้มลงกองที่พื้น เสียงหัวเราะดังก้องทั่วหอประชุมซึ่งตัวเขาเองทำได้แค่นั่งเกาหัวด้วยความเขินอาย

“เธออยู่ห้องเก้า สายศิลป์ภาษา ห้องเรียนอยู่ทางป่าด้านโน้น เรียนไปก่อนเดี๋ยวงบประมาณมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่” อาจารย์ฝ่ายวิชาการส่ายหน้าถอนหายใจยาว

“ครับผม” ศัลย์ตอบกลับอย่างไร้อารมณ์ และเดินไปนั่งในแถวของตนเอง

เสียงร้องรำ ทำเพลงของรุ่นพี่ที่มาต้อนรับน้องใหม่ดังขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มกวาดสายตาตามองไปรอบ ๆ ตัวอาคารที่ปกคลุมและรายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวต่างระดับซึ่งนับว่าสถานที่แห่งนี้คงความเป็นธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดีซึ่งต่างจากสังคมเมืองหลวงสิ้นดีที่คงไว้ซึ่งเทคโนโลยีหุ้มเกราะทุกสิ่งถูกตรึงไว้ด้วยอุ้งมือของนักกอบโกยผลประโยชน์สร้างธรรมชาติด้วยอุดมคติเพ้อฝันไปวันๆ ปิดหูปิดตาผู้คนให้หลงในอำนาจของเงินตราละทิ้งผืนแผ่นดินสีเขียวขายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับนายหน้าค้าที่ดินที่แฝงตัวอยู่ในสังคมเมือง เสมือนเห็บ ไร ที่ต่างชอนไชจนน่าขยักแขยงจนยากจะกำจัดให้หมดสิ้นไป

“ศัลย์ พิทักษ์ราษฎร์” เสียงเรียกที่ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับผงะรับคำ

“ครับ”

“เอาคู่มือและข้อบังคับต่าง ๆ เล่มนี้ไปอ่านให้ขึ้นใจ และอย่าถามอะไรจนกว่าจะอ่านมันจนจบเข้าใจไหม” อาจารย์วัยกลางคนกระชับแว่นก่อนที่จะยื่นเอกสารให้กับเขา

“ครับ” เสียงตอบที่ทำให้อาจารย์ฝ่ายวิชาการต้องถอนหายใจยาวกับท่าทีของศัลย์ที่ถามคำตอบคำ

“ผมว่าปีนี้เราคงต้องทำกันอย่างจริงจังแล้วล่ะอาจารย์” เสียงของชายหนุ่มผมดก คิ้วเข้ม ผิวขาว หิ้วกระเป๋าสีดำไม่ต่างจากนักสืบในนิยายเข้ามาทักทาย

“จะไหวหรืออาจารย์ดูแต่ละคนไม่ฉลาดเอาซะเลย” อาจารย์วัยกลางคนส่ายหน้า

“ผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง” อาจารย์หนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะเสยผมเก๊กหน้าหล่อสร้างความเชื่อมั่น

“แล้วท่านอาจารย์ใหญ่ล่ะ เราจะทำอย่างไรดี”

“ผมจะทำเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด รับรองได้ครับอาจารย์” ชายหนุ่มพยักหน้าหรี่ตาและเดินจากไป

ลูกโป่งนับสิบลูกถูกเป่าจนพองโต และถูกมัดด้วยยางแบบง่าย ๆ รุ่นพี่กระชับนกหวีดในมือและเป่าจนสุดลมหายใจ ลูกโป่งหลากสีนับสิบลูกถูกโยนให้เข้าไปในแถวของนักเรียนซึ่งทุกคนเข้าใจกติกากันดีว่า หากลูกโป่งตกอยู่ที่ใครคนนั้นซวยแน่ และชะตากรรมก็ลอยมาตกที่นักเรียนใหม่อย่างศัลย์ได้อย่างจงใจ เสียงนกหวีดดังจนแก้วหูแทบแตก มันอยู่ในอุ้งมือของเขาได้อย่างพอดี เสียงปรบมือปนเสียงโห่เคล้าด้วยเสียงหัวเราะของรุ่นพี่ “อ้าว! ยืนขึ้นสิน้องเดี๋ยวบัดเหนี่ยวเลย” กลุ่มรุ่นพี่แซวขึ้นจนศัลย์เองต้องลุกขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ

“ไหนลองเต้นสิ เอาแบบน่าเกลียดที่สุด หากทำให้พี่ๆ ขำได้แกรอด” รุ่นพี่สาวสวย ผมหน้าม้าสั้นปะบ่าเอ่ยขึ้นอมยิ้มเล็ก ๆ ให้กับความหล่อของเด็กหนุ่มรุ่นน้อง

เสียงเชียร์ดังขึ้นจนลั่นหอประชุม ด้วยกติกาที่บอกไว้ว่า หากมีใครทำให้รุ่นพี่ขำได้แม้แต่คนเดียว วันนี้จะได้กลับบ้านเร็วและไม่ต้องเดินเก็บขยะเหมือนวันก่อนๆ ซึ่งศัลย์เองมาช้าเกินกว่าจะได้ยินกติกาพวกนี้

“แกอย่าทำให้พวกเราต้องเสียหน้ารีบ ๆ ทำอะไรเข้าสิ” เสียงเพื่อนแถวเดียวกันเอ่ยขึ้น

“รีบ ๆ หน่อย ๆ สิน้อง พวกพี่เตรียมจะหัวเราะกันแล้ว” รุ่นพี่หัวโล้นท่าทางจะเมาแดด หน้าแดงก่ำยักคิ้วเชื้อเชิญ

“เดี๋ยวก่อน หนูมีข้อเสนอค่ะ” เสียงหญิงสาวใบหน้ากลมเรียว ผิวขาวเนียนไว้ผมหน้าม้ายกมือขึ้น

“ว่าไงจ๊ะ สาวน้อยมีอะไรจะเสนอพวกพี่ รีบ ๆ ว่ามาสิจ๊ะ” เสียงยั่วยวนกวนประสาทจนหญิงสาวถอนหายใจ

“หนูขอเต้นด้วยคนค่ะ” หญิงสาวหันมาสบตากับศัลย์

“จะไหวรึ ดูท่าทางเอวบางร่างน้อยแบบนี้จะไปได้กี่น้ำ ถ้ากล้าก็เชิญเลย” รุ่นพี่หน้าหมวย ผมเปีย สิวเห่อเต็มหน้ากระแทกเสียงใส่

ทุกอย่างเป็นไปอย่างไม่คาดคิด หญิงสาวดึงมือชายหนุ่มออกไปนอกแถว จับร่างที่แข็งทื้อไม่ต่างจากท่อนไม้ม้วนตัวไปมาซ้ายที ขวาที จนชายหนุ่มหมุนควงเป็นสว่านล้มคะมำลงกับพื้น เรียกเสียงหัวเราะทุกคนในหอประชุมได้อย่างเมามัน ด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ยิ่งทำให้การแสดงที่ไม่ต่างจากจำอวดของหญิงสาวและชายหนุ่มเป็นที่ชอบใจของรุ่นพี่ซึ่งอาจารย์ที่คอยดูแลพฤติกรรมนักเรียนอยู่ห่างยังอดขำไม่ได้ ยิ่งตอนที่ สาวน้อยผมม้าทำท่าไม่ห่วงความสวยใส่ชายหนุ่ม เรียกเสียงปรบมือจนศัลย์เองเดินถอยห่าง และแล้วการแสดงก็ต้องจบลงเมื่ออาจารย์ฝ่ายปกครองหยิบไมโครโฟนแล้วกล่าวคำว่า “สวัสดีนักเรียนที่รักทุกคน” ทุกคนสงบแน่นิ่งสาวนักเต้นและชายหนุ่มรีบเดินกลับมานั่งที่เดิม บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“ครูขอต้อนรับนักเรียนใหม่ทุกคน เข้าสู่รั้วเขียวขาวของเรา ตามคำขวัญที่ว่า มุ่งเรียน มุ่งรู้ มุ่งสู่คุณธรรม นำสังคมก้าวไกล” เสียงปรบมือดังก้องทั่วหอประชุมก่อนจะกล่าวต่อไป

“สังคมจะดีได้ ต้องอยู่ที่การปลูกฝังเยาวชนให้เป็นรู้คิด รู้ทำ รู้อภัย ห่างไกลยาเสพติด และครูเชื่อว่านักเรียนทุกคน ณ ที่แห่งนี้จะเป็นทรัพยากรที่งามค่า งามคุณ พัฒนาประเทศให้ยั่งยืนต่อไป ขอฝากไว้เพียงเท่านี้” ตามด้วยเสียงปรบมือรอบสองที่ดังสนั่นยิ่งกว่าการปราศรัยของนักการเมืองบางคนเสียอีก

“เกือบซวย โชคดีที่อาจารย์อารมณ์ดีไม่งั้นตายกันยกฝูงแน่” รุ่นพี่พึมพำแต่ศัลย์ได้ยินอย่างชัดเจน

“เธอชื่ออะไร เราชื่อฟ้าสวย อยู่ห้องเดียวกับเธอด้วยล่ะ” สาวน้อยผมม้าเอ่ยทักแต่เขาทำได้แค่หันไปสบตา

“สงสัยจะเป็นใบ้ ถ้าอย่างนั้นเราจะใช้ภาษามือแล้วกันนะ เพื่อเธอจะเข้าใจ” หญิงสาวทำท่าตามที่บอกแต่ก็ยังนิ่งเงียบไม่ต่างจากท่อนไม้

“เฮ้ยแก จะเก๊กอีกนานแค่ไหน ฟ้าสวยคุยด้วยทำเป็นหยิ่ง แกหล่อนักหรือไง” ชายหนุ่มเพื่อนร่วมห้องอีกคนสะกิดเตือนแต่ศัลย์ก็ยังนิ่งเฉย

“ไม่เป็นไร เราจะรอเมื่อเธอพร้อมจะคุยกับเรา” ฟ้าสวยได้แต่ทำหน้างงและนิ่งเงียบไปดูท่าทีชายหนุ่ม

“ทำเป็นหยิ่ง ฝากไว้ก่อนเถอะแก” ศัลย์ได้แต่นิ่งเงียบและฟังเท่านั้น

“น้อง ๆ ก็ได้รับโอวาทจากท่านอาจารย์ฝ่ายปกครองไปแล้ว พวกพี่ๆ จะขอนัดหมายน้อง ๆ ทุกคนเกี่ยวกับการเข้าค่ายสามวันสองคืนสำหรับกิจกรรมรับน้องของเรา และอย่าลืมว่าห้ามขาด ห้ามป่วย ห้ามหนี อย่างไม่มีเหตุผลเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงคะแนนความประพฤติที่น้อง ๆ ต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดีตลอดระยะเวลาสามปีที่อยู่ในโรงเรียนอัจฉริยะสหวิทยาคมแห่งนี้” รุ่นน้องทุกคนต่างนั่งส่ายหน้าเป่าปาก กลืนไม่เข้า คายไม่ออก นั่งฟังรุ่นพี่นัดหมายจนจบและแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อเตรียมสัมภาระสำหรับการอยู่ค่ายสองคืนสามวัน

นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันเดินกลับบ้าน บางคนก็รีบไปเอาจักรยานที่ฝากไว้หน้าโรงเรียนแต่นักเรียนส่วนใหญ่ที่นี่จะขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ฝากไว้ในคอกไม้สี่เหลี่ยมที่ขึงไว้ด้วยลวดหนาม กว้างขวางจอดนับได้กว่าร้อยคัน แต่มีบางสิ่งที่ศัลย์เองยังนึกแปลกใจว่าทำไมนักเรียนที่นี่ถึงมีท่าทางแปลก ๆ เหมือนไม่อยากจะเป็นมิตรกับเขา ยกเว้นฟ้าสวยที่พยายามจะพูดคุยกับเขาแต่แล้วเธอก็ต้องผิดหวังไป ดูเหมือนจะพูดยังไม่ทันขาดคำเสียงนั้นดังแว่วมาแต่ไกลจนศัลย์ต้องเหลียวหลังกลับ

“ศัลย์ ศัลย์รอเราด้วยสิ” เสียงร้องเรียกที่ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“เหนื่อย เหนื่อยมากทีหลังเดินช้า ๆ หน่อยสิเราตามไม่ทัน” เสียงลมหายใจหอบเหนื่อยหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งที่พื้น

“แล้วใครใช้ให้ตามมา” ศัลย์ตอบกลับอย่างตัดสัมพันธ์

“นึกแล้วว่านายต้องไม่เป็นใบ้ กว่าจะรู้ชื่อของเธอทำเอาเราต้องเหนื่อยขาแทบหัก”

“มีอะไรก็ว่ามา เราต้องรีบกลับแล้ว”

“เราอยากเป็นเพื่อนกับนาย รู้สึกถูกชะตายังไงก็ไม่รู้ ตั้งแต่แรกเห็น อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เราก็แค่อยากมีเพื่อนเท่านั้น” หญิงสาวยังคงพูดต่อไป

“ได้สิ เราเองก็ยังไม่มีเพื่อนเลยสักคน ดูเหมือนทุกคนจะไม่ค่อยชอบหน้าเราสักเท่าไหร่เลย”

“ คงเป็นเพราะนายมาจากต่างถิ่น นายรู้มั้ยว่านาน ๆ โรงเรียนแห่งนี้จะมีนักเรียนต่างถิ่นเข้ามาเรียน และนายก็เป็นคนที่เก้าที่เป็นนักเรียนต่างถิ่น แต่เสียดายที่ทั้งแปดคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนใคร ๆพากันพูดจนหนาหูว่าผีป่าลักพาไป”

“ ผีป่าลักพาตัวอย่างนั้นหรือ”

“อย่าคิดมากเลย เราก็แค่ได้ยินมาเท่านั้น มันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้” หญิงสาวรีบตัดบทก่อนจะลาแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถกระบะเก่า ๆ ที่เสียงเบรกดังขึ้นจนแสบแก้วหู ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนนิ่ง คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“เสน่ห์แรงนะแก มาแค่วันเดียวมีสาวมาติดซะแล้ว” เสียงนั้นดังมาจากตรงพุ่มไม้

“ก็แค่เพื่อนกันเธออยากเป็นเพื่อนกับผม ว่าแต่ว่าพ่อมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”

“ก็ฉันรู้ว่าแกต้องเดินผ่านทางนี้ แล้วไอ้ชุดคุณหญิงนั่นมันก็ทำผิดเล่นซะคันทั้งตัวแล้วยิ่งคุณครูคนสวยจ้องจับผิดด้วยแล้ว ก็เลยรีบเผ่นออกมาซะก่อน” นักสืบจอมวางแผนปาดเหงื่อ

“พรุ่งนี้ผมต้องเข้าค่ายค้างคืนที่นี่คงได้เจออะไรดี ๆ แน่” ชายหนุ่มกวาดส่ายตาไปรอบ ๆ บริเวณเหมือนสัมผัสกับพลังบางอย่างได้

“แกเป็นอะไรไป” ผู้เป็นพ่อร้องถาม

“ผมรู้สึกเหมือนมี”

“หรือว่าแกเห็นผี ไหน ไหนอยู่ไหน อยากเจอมานานแล้ว” ดนัยลุก ๆ นั่ง ๆ แหวกต้นไม้ข้างทางหาจนลูกชายต้องรีบตัดบท

“ผมอาจหูแว่วก็ได้ครับพ่อ”

“สงสัยแกกับฉันต้องเหนื่อยอีกแล้ว ไอ้สุชาติมันคงมีแผนการอะไรบางอย่างอีกแล้ว ยังไงแกต้องระวังตัวให้มากหน่อยผูกมิตรดีกว่าสร้างศัตรู แล้วจะอยู่อย่างปลอดภัย” ผู้เป็นพ่อตบลงที่บ่าของลูกชายเบาๆ ก่อนจะพากันเดินไปตามทางเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้

ณ. ห้องพัก...

หน้าจอคอมพิวเตอร์ดับลงอย่างสนิท ตามด้วยโคมไฟลายฉลุสีน้ำตาลอ่อน ข้อมือขวาหงายขึ้นแล้วถูกวางทับลงบนหน้าผาก ดวงตาคู่น้อยปิดลงอย่างสนิท จิตใต้สำนึกยังวนเวียนเรื่องราวที่ซับซ้อนกันจนยากจะแยกออกได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริง

เสียงลมหายใจแผดขึ้นจนหอบแห้ง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นไหลรินจนท่วมตัว ปลายเท้าบรรจงเหยียบลงพื้นอย่างหนาวสั่น ก้าวเดินอย่างไร้จุดหมายจนเหยียบย่างเข้าสู่เงามืดที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ร่างที่โรยแรงทรุดลงชันเข่าที่พื้นเงยหน้าเป่าปากมองประกายแสงที่เจิดจ้าบนฟากฟ้า ภาพกำแพงเมืองผุดขึ้นมาดั่งเนรมิตรายล้อมจนสุดเขตแดน เหล็กกล้าในมือของเหล่าทหารถูกยกชูขึ้นส่งเสียงโห่ร้องเฉกเช่นนักรบในสมัยโบราณ คันธนูถูกเหนี่ยวรั้งจนสุดแขน กลองศึกลั่นเป็นจังหวะ ธงสีแดงโบกสะบัดขึ้นเหนือเกล้า สัญญาณมือของขุนศึกผู้ครองเมืองนำพาลูกธนูราวกับห่าฝนพุ่งเข้าหาร่างผู้บุกรุกที่ทำได้เพียงเบิกตากว้างร้องอย่างสุดเสียง

“แกจะร้องทำไมวะ หรือฉันจะละเมอถีบแกเข้า ตื่นขึ้นมาสิวะไอ้ลูกชาย” ดนัยเขย่ามือลูกชายให้ตื่นขึ้นจากห่วงนิทรา

“เอากับมันสิวะ นอนไม่รู้เรื่องแบบนี้น่าเป็นห่วงจริง ๆ” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าก่อนจะดึงผ้าห่มล้มตัวลงนอน

ณ. ค่ายโรงเรียนอัจฉริยะ...

“ศัลย์ พิทักษ์ราษฎร์” เสียงขานรับขาดหายไปชั่วครู่

“เฮ้ย! หูหนวกหรือไง ไอ้นี่เรื่องมากจริง ๆ” รุ่นพี่จอมเก๋าหัวโล้นส่ายหน้า

“มา มา มาครับ” เสียงหอบดังออกจากปากผู้มาสาย

“เอาล่ะ ขอบใจน้อง ๆ ทุกคนที่มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ ไม่มีใครกล้าขาดแม้แต่คนเดียวเลยนะฮะ” รุ่นพี่สวยหล่อในร่างเดียวกันร้องขึ้นจนน้อง ๆ พากันอดที่จะหัวเราะไม่ได้

“พอกันได้แล้วน้อง ๆ จ๋า อย่าชื่นชมพี่ขนาดนั้น เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ ๆ ทุกคนจะให้น้อง ๆ เอาข้าวของสัมภารกพวกนี้ไปไว้ในที่พักก่อน แล้วอย่าลืมว่าให้เปลี่ยนชุดเก่ง ชุดเริด ชุดลุยมาด้วยนะฮะ เราจะไปผจญภัยกันนะจ๊ะ น้องจ๋า” รุ่นพี่ลากเสียงจนแสบแก้วหูแต่กลับเรียกเสียงหัวเราะจากรุ่นน้องได้อย่างสนุกสนาน

“ไปดีกว่าพวกเรา ขี้เกียจหัวเราะจนท้องแข็งอยู่ตรงนี้วะ” เสียงรุ่นน้องเจ้าถิ่นเด็กในพื้นที่ทำตัววางกล้ามว่าได้สิทธิพิเศษอยู่ห้องห้องหนึ่งสายวิทย์-คณิตของโรงเรียน

“เดี๋ยว! เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน เฮ้ย! แกมองอะไรวะ ไอ้หน้าขาว คืนนี้แกระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน แล้วจะหาว่าไม่เตือน ไปเว้ยพวกเราคืนนี้สนุกแน่” เสียงหัวเราะที่ทำให้เด็กหนุ่มต่างถิ่นอย่างศัลย์เริ่มสังหรณ์ใจในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

“ยืนคิดอะไรอยู่ล่ะรีบไปเก็บของกันดีกว่า แล้วไหนกระเป๋า ฟ้าสวยยังไม่เห็นศัลย์ถือกระเป๋าสักใบ หรือว่าลืมเอามา” หญิงสาวพูดเองตอบเองจนชายหนุ่มต้องถอนหายใจยาวและไว้อาลัยกับทุกสิ่งที่ลืมไว้ในรถคันหรูของพ่อ

“ผมไม่ได้เอาอะไรมาเลย” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

“น่าสงสารจังเดี๋ยวเราจัดให้เอง” หญิงสาวเปิดกระเป๋าใบโตรีบหยิบเสื้อและกางเกงออกมายื่นให้ชายหนุ่มอย่างไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย

“นี่มันอะไรกัน อย่าบอกนะว่าเธอให้เรา” ชายหนุ่มกลืนน้ำลาย

“ใช่แล้ว เราให้เธอยืมก่อน มันอาจจะเก่าไปสักหน่อยแต่น่าจะเหมาะกับเธอมากที่สุดแล้ว โชคดีที่เราเอากางเกงมาด้วย” ฝ่ายหญิงยื่นให้จนฝ่ายชายต้องรับเสียไม่ได้

“ขอบใจเธอมาก ไปกันได้แล้ว” ชายหนุ่มตัดบทรีบเดินไปที่พักทันที

ณ. องค์กรเคเอสวัน...

“ไอ้นักสืบกระจอกนั่นเป็นยังไงบ้าง” ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้น

“มันยังไม่ตายแต่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ผมสั่งให้คนของเราปล่อยยาชนิดที่เรียกได้ว่าไปไม่กลับหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มีรับรองว่ามันต้องจอดไปอีกนานครับนาย” สมุนรับใช้เอ่ยขึ้น

“แล้วเจ้าเด็กนั่นล่ะ แกจัดการกับมันยังไง”

“ผมจัดยาชนิดที่เรียกว่าพิการตลอดชีพ ทุกส่วนของร่างกายจะอ่อนแรงลงจนเคลื่อนไหวไม่ได้ยิ่งนานวันเข้าเซลล์ต่างๆ จะถูกทำลายจนหมดสิ้น รับรองว่ามันไม่รอดแน่” ทาสรับใช้ก้มหัวลงอย่างนอบน้อม

“ดีมาก” ผู้เป็นนายกล่าวชม

“ว่าแต่ว่าทำไมนายถึงไม่เป่าสมองมันให้สิ้นเรื่อง เราจะได้หมดเสี้ยนหนาม”

“เป็นคำถามที่ดีมากแต่แกไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะลูกตะกั่วอาจฝังในสมองของแกก็ได้” ผู้เป็นนายค่อย ๆ ดึงปืนด้ามสั้นออกมาจากเสื้อและกระแทกลงที่โต๊ะอย่างแรงจนอีกฝ่ายผงะเผ่นออกจากห้องแบบไม่เหลียวหลัง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย blue2560
ขอบคุณ​มาก​ก​ก​
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว