~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 7 ความลับในเงามืด ~~

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 7 ความลับในเงามืด ~~

สัญญาณนกหวีดดังขึ้นจนแสบแก้วหูพาให้เหล่ารุ่นน้องตัวแสบรีบวิ่งมาเข้าแถวกันจนหน้าตั้ง เสียงเรียกชื่อขานรับจนมาหยุดที่นักเรียนห้องเก้าคนสุดท้าย รุ่นพี่พยายามลากเสียงกระชับแว่นมองหาและจบด้วยเสียงสูดลมหายใจยาว

“ศัลย์ พิทักษ์ราษฎร์... เจ้าหมอนี่มันจะเอายังไง มาก็สายแถวกล้าลองดีกับรุ่นพี่อย่างพวกเรา” รุ่นพี่จอมขี้โมโหหันมาบ่นพึมพำขมวดคิ้วเข้าหากัน

“มา มา แล้วครับ” เสียงหอบดังขึ้นเป็นจังหวะ

“พี่ถามจริง ๆเถอะ น้องจะทำให้เหมือนคนอื่นบ้างได้มั้ย” ใบหน้ารุ่นพี่แปรเปลี่ยนเป็นยักษ์แยกเขี้ยวขึ้นมาทันตาแต่เจ้ารุ่นน้องตัวแสบกลับแสดงสีหน้าอย่างไร้อารมณ์

“ศัลย์! ศัลย์! มาเข้าแถวเร็วเข้า” หญิงสาวกระซิบเรียกโบกไม้โบกมือจนชายหนุ่มถอนหายใจ

“จะมัวยืนบื้ออยู่ตรงนี้อีกนานมั้ย รู้มั้ยว่าเขารีบกันแค่ไหน ฝนฟ้าจะตกลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เอาล่ะน้อง ๆ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ค่ำคืนนี้แม้ท้องฟ้าอาจจะไม่เป็นใจ แต่พวกเราเลือดเขียวขาวจะไม่ย่อท้อ” รุ่นพี่กำหมัดชูขึ้นอย่างมั่นใจ พร้อมกับแสงเทียนที่ลุกโชติช่วงขึ้นสว่างไสวไล่ไปตามขั้นบันไดตลอดแนวทางเดินปลุกเสียงฮือฮาจากรุ่นน้องที่เฝ้ามองอย่างหวั่นใจ บ้างปิดปาก ถอนหายใจยาวกับชะตากรรมในความมืดสลัวที่จะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้

“พี่ครับ จะหลับตาฝันอีกนานแค่ไหนครับ ไหนบอกรีบ” รุ่นน้องนามป๋อง ยิปซี ยักคิ้วใส่

“ใครบอกว่าพี่หลับ พี่กำลังรวบรวมสมาธิ เอาล่ะตามที่เราแบ่งกลุ่มกันไว้ และแกที่ปากดีกล้ายอกย้อนรุ่นพี่นำทางไปกลุ่มแรกตามแสงเทียนตามทางเดิน และอย่าลืมนับเทียนทุกเล่มที่พวกน้องเดินผ่าน” รุ่นพี่แสยะยิ้มตามด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ

“สงสัยคืนนี้พวกเราคงไม่ได้นอนแน่กว่าจะเดินนับเทียนจนหมดคงสว่างพอดีแล้วให้ตามหาบัตรประจำตัวของรุ่นพี่ที่ซ่อนไว้ในแต่ละฐานด้วยแล้ว ซวยแน่งานนี้ ยิ่งมืดยิ่งดึกเท่าไหร่น่ากลัวชะมัด” องอาจเหลือบตาไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว

“เป็นอะไรไปวะ ไอ้อาจเดินตัวสั่นยังกับเห็นผี พ่อแม่แกไม่น่าตั้งชื่อว่าองอาจเลยวะถุย!” เสียงถ่มน้ำลายทำให้บรรดาแก๊งห้าทรชนคนปากสุนัข(หมา)หลบแทบไม่ทันกับสิ่งที่ลอยมาตามเสียงสำรอกในคอ

“จริง ๆ นะพี่กึ๋ย ชาวบ้านที่ชอบมาเก็บหน่อไม้ในป่าข้างโรงเรียนจับไข้หัวโก๋นไปตาม ๆ กัน แค่คิดขนแขนยังลุกขนาดนี้ ถ้าเจอคงวิ่งป่าราบแน่เลยพี่” องอาจลูบแขนสยบทุกรูขุมขนให้มันราบลงไปโดยเร็ว

“เหลวไหลเอาอะไรมาพูด ผีเผลอที่ไหน ลองมาเจอพี่กึ๋ยหน่อย พ่อจะจับลงหม้อถ่วงน้ำให้ดู” เสียงหัวเราะลั่นทำให้สมาชิกในแก๊งที่เหลือรีบประจบสอพอขึ้นทันที

“จริงด้วยพี่ ผมว่าเราถ่วงน้ำยังไม่พอจับไปเล่นจำอวดงานวัดเลยดีกว่ารับรองเงินเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ” ยอดชายหัวเราะลั่นสนับสนุน

“ไอ้ยอด! ทำเป็นเล่นไป ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่สิวะ”

“พระมีอยู่เต็มคอ แกยังปอดแหกอีกหรือวะ ไอ้แสน”

“ใครจะเหมือนแกวะไอ้ป๋อง นั่งแต่จั่วไพ่ ถามจริง ๆ เถอะ แกเคยทำนายชะตาตัวเองบ้างหรือเปล่าวะ” แสนชัยกำคอเสื้อเพื่อนร่างท่วมไว้แน่น

“เฮ้ย! เงียบ ๆ หน่อย พวกแกจะทะเลาะกันอีกนานมั้ย” รุ่นพี่ตะโกนไล่หลังมา

เทียนทุกเล่มสาดส่องพัดริ้วไปตามแรงลมในค่ำคืนอันมืดมิด เสียงปลายเท้าของเหล่านักเรียนมัธยมปลายแห่งโรงเรียนอัจฉริยะสหวิทยาคมยังเร่งก้าวเดินไปตามทางที่มีแสงเทียนโอบขนาบทั้งสองข้างซึ่งหากมองไปรอบๆ บริเวณจะเห็นต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาผลัดใบล่วงหล่นอยู่เต็มพื้นนับว่าสถานที่แห่งนี้คงธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดี รุ่นพี่ส่งสัญญาณมือให้บรรดารุ่นน้องหยุดปลายเท้า และแยกกันเดิน ณ จุดนี้

ฟ้าสวยกางแผนที่ออกเพื่อกำหนดจุดในการเดินเพื่อให้เสียเวลาน้อยที่สุดตามที่รุ่นพี่กำหนดไว้ ส่วนคนอื่น ๆ ในกลุ่มได้แต่ยืนมองศัลย์ที่มีอาการแปลก ๆ หายใจติดขัดในลำคอ มือไม้สั่นไม่ต่างจากคนถูกผีเข้า

“ยืนมองอะไรกันอยู่ อ้าว! นั่นศัลย์เธอเป็นอะไรไป” สาวสวยร้องขึ้นแต่ชายหนุ่มกลับยกมือห้ามไว้

“อย่า! อย่า! อย่าเข้ามา” ชายหนุ่มร้องลั่นจนทุกคนต้องหยุดปลายเท้า

“เธอเป็นอะไรไป” ฟ้าสวยรีบถามกลับแต่ชายหนุ่มกลับมองไปที่อะไรบางอย่างจนทุกคนต้องหันไปมอง และตามมาด้วยเสียงหวีดร้องจนก้องป่า

“หยุด! หยุด! อย่าส่งเสียงดังไป” ศัลย์ตั้งสติแล้วหันมาบอกทุกคน

อสรพิษดำทะมึนผงกหัวไปมาแผ่แม่เบี้ยระวังภัยที่กำลังมาถึงตัวของมัน ทันทีที่ชายหนุ่มเริ่มขยับตัว เสียงขู่ที่ดังออกมาพร้อม ๆ กับปลายลิ้นอันเรียวยาวสองแฉกตวัดไปมาราวจะขย่ำเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าด้วยพิษที่อาบอยู่ปลายเขี้ยวทั้งสองของมัน หญิงสาวค่อย ๆ นั่งลงส่งสายตาไปยังชายหนุ่มให้ระวังในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ฟ้าสวยหยิบกิ่งไม้แห้งยาวขนาดเท่าแขนโยนไปให้ศัลย์ได้อย่างพอดี ชายหนุ่มไม่รอช้ายื่นส่วนปลายที่เป็นง่ามเข้าหาคอของมันทันทีแต่เจ้าดำทะมึนกลับแผ่แม่เบี้ยเอียงคอขู่ฉกใส่ไม้จนทุกคนเสียวไปตาม ๆ กัน

“ทำไมไม่ฟาดลงที่คอของมัน มัวทำอะไรอยู่วะ” เพื่อน ๆ ต่างร้องบอก

“ไก่อ่อนจริง ๆ เลยวะ แค่งูตัวเดียวทำเป็นพ่อพระ มันต้องแบบนี้” ด้ามไม้กวาดผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็วจนศัลย์เองต้องผงะออกล้มลงที่พื้น เจ้าอสรพิษดิ้นขดอย่างทุรนทุรายม้วนหัวไถลไปตามพื้นดินก่อนที่จะถูกยกชูขึ้นอย่างผู้ชนะ

“ทำไมต้องฆ่ามันด้วย” เสียงลมหายใจที่กระชั้นอยู่ในลำคอ

“เคยอ่านนิทานเรื่อง ชาวนากับงูเห่าหรือเปล่าวะ ถ้าพวกเรามาช้าอีกนิดเดียวมีหวังแกได้ตายเป็นผีเฝ้าป่าแน่” หัวหน้าแก๊งห้าทรชนเอ่ยขึ้น

“จริงด้วย ฟ้าสวยว่าเราควรจะขอบคุณพวกเขามากกว่านะ งูจงอางพิษมันร้ายแรงมากเลยนะศัลย์”

“มันกำลังจะหนีไปอยู่แล้ว” ศัลย์เอ่ยขึ้น

“แล้วแกจะเอายังไงวะ ไอ้แว่น”

“ใจเย็นไว้พี่กึ๋ย ไอ้หน้าจืดจะจัดการมันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรายังไม่ได้บัตรสักใบเลยนะพี่กึ๋ยมีหวังคอขาดแน่” ภาพรุ่นพี่หน้ายักษ์ลอยผุดขึ้นมาทันที

“ฝากไว้ก่อนเถอะ วันหน้าแกเจ็บแน่” เจ้าของเสียงพูดเชิงขู่ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทางตามแผนที่

เพื่อน ๆ เป่าปากอย่างโล่งอก จะมีสักกี่คนที่กล้าท้าทายแก๊งทรชนคนสันดานเกินแบบนี้ ศัลย์ยังมองซากงูที่ไร้วิญญาณมันถูกวางพาดไว้บนขอนไม้ผุผุที่ต้องแสงสลัวๆ ชายหนุ่มก้มลงกอบเศษใบไม้และดินบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่จนกลายเป็นหลุมพอที่จะฝังเจ้าอสรพิษตัวดำทะมึนให้สงบอยู่ใต้ร่มเงาและกลายเป็นปุ๋ยในที่สุด

“ศัลย์รีบตามมาเร็วเข้า พวกเราเสียเวลามามากพอแล้ว” หญิงสาวร้องบอกให้ชายหนุ่มรีบตามมาโดยเร็ว

แผนที่ถูกกางขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเงยหน้ามองต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านสาขาปกคลุมกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าคาหลังเล็กฟุ้งกระจายไปด้วยควันธูปส่งกลิ่นชวนให้ขนหัวลุกในยามค่ำคืนเช่นนี้ สายลมเริ่มวิปริตพัดโบกต้นไม้ใหญ่ให้ใบร่วงกรอบอยู่เต็มพื้น แสงไฟภายในกระท่อมสว่างขึ้นจนทุกคนถึงกับผวา แต่ในใจก็ยังคงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น

สมาชิกอีกสามคนเริ่มถอยไปอยู่ข้างหลังปล่อยให้ศัลย์และสาวน้อยเดินนำหน้าตามแผนที่ ดูเหมือนว่ายิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ กลิ่นควันธูปยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้นสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเดินทางทั้งห้ายิ่งนัก

“จะเข้าไปข้างในกันมั้ย” ฟ้าสวยร้องถามทุกคน

“หาข้างนอกกันก่อนดีมั้ย เผื่อว่ารุ่นพี่อาจซ่อนบัตรไว้ตามโพรงหญ้าแถวนี้ก็ได้” เพื่อนที่เหลือลงความเห็น

“แล้วศัลย์ล่ะว่ายังไง” หญิงสาวส่งสายตาให้ชายหนุ่มจนอีกฝ่ายต้องละสายตาหนี

“เข้าไปให้หมดทุกคน หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้” ศัลย์เอียงคอเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากภายใน

“พวกเราได้ยินเสียงอะไรมั้ย” ฟ้าสวยร้องถาม

“ไม่! ไม่! ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย” นักเดินทางร่วมชะตากรรมร้องเป็นเสียงเดียว

“ได้ยินสิ เราได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังสวดมนต์อยู่ข้างใน”

“จะบ้าหรือไง จะมีใครปัญญาอ่อนมานั่งสวดมนต์อยู่ในป่าแบบนี้” บรรยากาศเริ่มวังเวงขึ้นเรื่อย ๆ

“หรือจะเป็นพระธุดงค์ก็ไม่น่าใช่ เวลานี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์แล้ว หากท่านออกธุดงค์จริง ๆ ก็น่าจะนั่งสมาธิอยู่โคนต้นไม้ใหญ่มากกว่าในกระท่อมนะเพื่อน”

“หยุดที่จะคาดเดากันได้แล้ว พวกเราจะเข้าไปพิสูจน์กันทั้งหมดนี่เลยแล้วกัน” ฟ้าสวยหันมาสบตากับศัลย์ก่อนจะเดินนำเข้าไป

“หยุดก่อน!” ศัลย์ร้องขึ้นก่อนจะดึงมือหญิงสาวเอาไว้

“มีอะไรล่ะศัลย์หรือจะเปลี่ยนใจ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น เราขอเป็นคนนำหน้าเข้าไปเองส่วนเธอและเพื่อนๆ เดินตามเรามาดีกว่า” หญิงสาวอมยิ้มจนแก้มปริในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา

ชายหนุ่มผมเกรียนกระชับแว่นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดค่อย ๆ ลากปลายเท้าตามที่ใจคิดจนมาหยุดอยู่ตรงประตูทางเข้า เสียงลมพัดหวิวก้องอยู่ในโสตสัมผัส ใบไม้แห้งร่วงเกลื่อนอยู่ตามพื้นดิน เสียงดังกรอบแกรบเมื่อปลายเท้าทั้งสิบคู่บรรจงเหยียบย่ำลงไป ศัลย์ยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อจะเปิดประตูออกแต่มันกลับพุ่งเปิดออกมาอย่างไม่คาดคิดจนทุกคนผงะล้มลงอย่างไม่เป็นท่าร้องเสียงหลงจนก้องป่า

“อะไร! อะไรอยู่ข้างในหรือหรือศัลย์” หญิงสาวนั่งปิดตาร้องถามชายหนุ่ม

“เธอก็เปิดตาแล้วดูเอาเองสิ” หญิงสาวค่อยๆลุกขึ้นแล้วเปิดฝ่ามือออกทำตามที่ชายหนุ่มว่า

เทียนนับสิบเล่มส่องสว่าง เคล้าไปด้วยควันธูปที่ล่องลอยจนฉุนกึกในโพรงจมูกกระตุ้นต่อมน้ำตาให้ไหลอาบแก้มสะอึกสะอื้นไปตาม ๆ กัน ศัลย์ปาดน้ำตาค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน อากาศภายในเริ่มถ่ายเทควันค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อยม่านตาเริ่มปรับแสงและเห็นทุกอย่างภายในได้เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ปลายเท้าของเขาสะดุดอะไรบางอย่างเข้าจนแทบคะมำลงไปกองกับพื้น โชคดีที่คว้ามือหญิงสาวไว้ได้ทัน

“นั่นมันโลงศพ!!!”หญิงสาวร้องขึ้นจนทุกคนผงะถอย

“เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง ไม่รู้ไปหาโลงศพที่ไหนมา” ศัลย์บ่นพึมพำอยู่คนเดียว

“ฟ้าสวยว่า พวกเรากลับออกไปกันเถอะ บรรยากาศวังเวงชอบกล”

“จริงด้วย ออก! ออกดีกว่า เล่นกันแบบนี้ไม่เอาด้วยแล้ว” สมาชิกที่เหลือคล้อยตาม

“พวกเราดูนี่สิ” ศัลย์หยิบผ้าสีขาวขุ่นๆแล้วส่งให้ทุกคนดูเพื่ออ่านข้อความข้างใน

“เอามือล่วงลงไปในโลงศพแล้วปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายแต่ระวังหน่อยนะเจ้าที่แรงเหลือเกิน” เสียงอ่านจบลงตามด้วยเสียงถอนหายใจ

“รุ่นพี่! ถือว่าเป็นรุ่นพี่จะแกล้งรุ่นน้องยังไงก็ได้หรือไงกัน เราไม่เอาด้วยแล้ว” ฟ้าสวยกระแทกเสียง

“อย่าพึ่งด่วนสรุปสิฟ้าสวย มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้”

“แล้วจะเอายังไง จะทำตามหรือจะถอยกลับ” เพื่อน ๆ ที่เหลือลงความเห็น

ศัลย์ พิทักษ์ราษฎร์ ผู้เป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวของกลุ่มค่อย ๆ ยื่นมือจับที่ฝาโลงจนครบทั้งสองข้างรวบรวมแรงอึดใจบรรจงยกมันขึ้นอย่างช้า ๆ ทันทีที่ฝาไม้ถูกยกขึ้น เปลวเทียนวูบดับลงด้วยแรงลม ทุกคนอยู่ในความมืดมิดไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่คนเดียว มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มที่ค่อย ๆ วางฝาโลงได้สำเร็จ เสียงสวดมนต์ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ท่วงทำนองสรภัญญะเอื้อนเอ่ยจนน่าขนแขนลุก แววตาของผู้เผชิญชะตากรรมทั้งห้าเหลือบมองไปทั่วบริเวณอย่างขุ่นใจ ฟ้าสวยกอดด้านหลังชายหนุ่มไว้แน่นมีเพียงเสียงลมหายใจกระชั้นที่ทำให้ศัลย์รู้ว่าเธอยังไม่นอนพับลงไปกองกับพื้นแต่คนอื่นเหมือนจะไปอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของกระท่อม

ไม้ขีดเสียดสีจนเกิดประกายไฟ และจุดลงที่เทียนต้นใหญ่ไม่ห่างจากโลงศพ แสงสว่างกลับมาอีกครั้งศัลย์โยนก้านไม้ขีดลงพื้นแล้วใช้เท้าเหยียบมันจนดับสนิท แล้วคลายแขนฟ้าสวยให้ห่างจากตัว หญิงสาวมองอย่างแปลกใจที่ชายหนุ่มรู้ได้อย่างไรว่ามีเทียนต้นใหญ่อยู่ตรงจุดนั้นด้วย ชายหนุ่มยักคิ้วก่อนจะเตะไปที่โลงศพอย่างแรงเพื่อให้เสียงสวดมนต์ดังขึ้นอีกครั้ง

“มันดังขึ้นอีกแล้ว”

“ใช่ ถ่านมันคงอ่อนเกินไป สงสัยจะเปิดทิ้งไว้นานน่าดู” ศัลย์ก้มลงหยิบวิทยุขึ้นมาจากโลงศพแล้วยื่นให้หญิงสาว

“มันถูกซ่อนไว้ในโลงศพ แล้วโลงศพไม่มีศพ แล้วศพมันไปไหน หรือศพจะ” ฟ้าสวยถามออกมาชุดใหญ่จนศัลย์ต้องยกมือขึ้นห้าม

“ก็แค่โลงเปล่า ๆ เท่านั้น เธอก็ลองมองลงไปสิ”

“จริงด้วย! มีแค่บัตรประจำตัวของรุ่นพี่แค่ใบเดียว ทำเอาตกใจแทบแย่ เห็นแค่โลงศพก็คิดกันไปเองต่าง ๆนานา น่าอายจริงแต่เดี๋ยวก่อน เธอรู้เรื่องทุกอย่างได้ยังไงกันในเมื่อเราก็เข้ามาพร้อมกัน” ฟ้าสวยเอื้อมหยิบบัตรออกมาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง

“เธอไม่สงสัยเพื่อนทั้งสามคนที่อยู่กลุ่มเดียวกับเราหรือไงและตอนนี้ก็หายเข้ากลีบเมฆกันไปหมดแล้ว”

“หรือจะเป็นรุ่นพี่ที่แอบแฝงเข้ามาแกล้งเรา แต่เอาเถอะแล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าวิทยุอยู่ในโลงศพ”

“ตอนแรกก็ยังสบสนเหมือนกันตอนไฟดับแต่พอตั้งสติได้ เราได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเคาะหรือแกะอะไรบางอย่างอยู่แต่ก่อนหน้าที่ไฟจะดับเหมือนมีคนพยายามจะทำให้ไฟดับซึ่งไม่น่าจะเป็นลมจากธรรมชาติเพราะช่วงนั้นเราร้อนจนเหงื่อท่วมตัวอากาศอบอ้าวมาก แต่เหมือนมีเสียงคนกำลังพยายามโบกอะไรบางอย่างและมันก็คือพัดนี่ไง ฉันเห็นมันตกอยู่ ซึ่งมีหนึ่งคนในกลุ่มเราที่พกมันติดตัวอยู่เสมอ” ศัลย์ก้มหยิบพัดสีดำแกมขาวส่งให้ฟ้าสวยจนหญิงสาวร้องอ๋อขึ้นมาทันทีแล้วเล่าเรื่องต่อจากชายหนุ่ม

“ในช่วงที่ไฟดับ รุ่นพี่คงพยายามทำให้วิทยุดังขึ้นแต่ไม่สำเร็จก็เลยรีบหนีออกไป ก่อนที่แสงเทียนจะสว่างขึ้นอีกครั้งและเธอเองก็ยังเจอรองเท้าของรุ่นพี่ตกอยู่ตรงนั้นใช่มั้ย” หญิงสาวพูดเฉลยจนหมดและชี้จุดที่รองเท้าตกอยู่ ศัลย์ทำได้แค่พยักหน้ารับ

“เหมือนเธอจะเก่งกว่าที่ฉันคิดไว้” ศัลย์พึมพำ

“เธอพูดว่าอะไรนะ” หญิงสาวร้องถามแต่ชายหนุ่มได้แต่ยักไหล่เฉไฉไปเรื่องอื่น

“ทำไมนาฬิกามันถึงเรืองแสงขึ้นมาได้หรือว่า” ศัลย์รีบใช้ฝ่ามือกุมที่ข้อมือซ้ายทันที

“เป็นอะไรไป เจ็บข้อมือหรือไงเดี๋ยวเราช่วยเอง” ฟ้าสวยพยายามจะดึงแขนชายหนุ่มแต่กลับถูกรั้งไว้จนหญิงสาวขมวดคิ้วแปลกใจ

“เราไม่ได้เจ็บอะไรทั้งนั้นเพียงแค่นาฬิกามันมีปัญหานิดหน่อยก็เลยลองเขย่าดูเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มถอนหายใจ

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เราต้องเก็บให้ได้อีกสองจุดจากสี่จุดที่เหลืออยู่ในแผนที่ดูสิว่ารุ่นพี่จะเอาอะไรมาเล่นงานเรา” ฟ้าสวยพับแผนที่เก็บลงกระเป๋ารีบดึงแขนชายหนุ่มให้เดินตามโดยเร็ว

ศัลย์เดินตามหญิงสาวไปด้วยความกังวลใจในหัวสมองเหมือนมีอะไรบางอย่างสั่งให้เขาเดินกลับไปที่ต้นไม้ใหญ่อีกครั้งแต่พยายามหาเหตุผลเข้าแยกแยะว่าเพราะอะไรมันกับทำให้ชายหนุ่มยิ่งปวดหัวหนักขึ้นและลามไปถึงหน้าผากที่ดูเหมือนจะมีของเหลวสีแดงไหลซึมออกมาแม้จะถูกปิดไว้ด้วยซิลิโคลนชั้นดีก็ตามที

“หยุดก่อนฟ้าสวย” ชายหนุ่มร้องขึ้นจนหญิงสาวชะงักหยุดปลายเท้าเหลียวหลังถามกลับ

“มีอะไรเหรอ” หญิงสาวอมยิ้มถาม

“เราขอตัวไปยิง ยิงกระต่ายก่อนนะไม่ไหวแล้ว” ศัลย์พยายามควบคุมสติวิ่งเข้าไปในป่าอีกด้านเพื่อทำภารกิจบางอย่างก่อนที่ความลับจะแตกออกมา

ชายหนุ่มเอียงคอไปมาก่อนที่ตบลงที่ต้นคอเบาๆ ให้ผ่อนคลายลงล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาซับของเหลวสีแดงที่ไหลนองเอ่อล้นออกมาย้ำเตือนจิตใต้สำนึกที่สัมผัสบางสิ่งบางอย่างได้ นาฬิกาข้อมือเรืองแสงขึ้นมาอีกจนได้แต่คราวนี้มันมีเสียงและภาพขึ้นมาพร้อมกันจนศัลย์เองยังไม่เชื่อสายตาตนเองว่ามันมีอย่างนี้ด้วยหรือ ชื่อของชายหนุ่มถูกเรียกขึ้นมากกว่าสามครั้งจนเจ้าตัวต้องรีบยกขึ้นดูและมันตอบสนองด้วยการโชว์ภาพหน้าตาของพ่อกำมะลอจนเขาเองต้องขยี้ตากับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปขนาดนี้

“แกเป็นอะไรไปวะไอ้ลูกรัก ทำหน้ายังกับเห็นผี อย่าแปลกใจไปเลยมีของดีใช้ก็รักษามันไว้ให้ดี เอาไว้แกจะได้ของเล่นใหม่ ๆ อีกเยอะ”ผู้เป็นพ่อเก๊กเสียงหล่อทำหน้าลืมแก่ยักคิ้วใส่ลูกชายภายใต้กรอบสี่เหลี่ยม

“ผมต้องรีบไปแล้วครับหลบออกมาซับเลือดที่หน้าผาก” ชายหนุ่มตอบผู้เป็นพ่อ

“สงสัยของที่ให้ไปคงหมดอายุซะแล้ว ขอโทษที แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนอย่าให้แม่สาวน้อยคนนั้นรู้เรื่องเด็ดขาดเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่เดี๋ยวก่อน! แกเห็นอะไรอีกแล้ว” ดนัยซักไซ้ไล่เรียงต่อ

“ผมรู้สึกเหมือนมีเสียงร้องเรียกให้ผมกลับไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น มันหมุนเวียนวกวนอัดแน่นจนสมองแทบจะระเบิด ภาพต่าง ๆ เลือนรางราวกับฝันไปซึ่งผมเองพยายามควบคุมมันไว้ไม่ให้ฟ้าสวยรู้อะไรไปมากกว่านี้จนต้องขอหลบออกมายิงกระต่ายแบบนี้”

“เอาล่ะอีกไม่นานแม่สาวน้อยคนนั้นคงต้องตามแกมาแน่ ขอให้จำไว้ว่าหากนาฬิกาสั่นหรือเรืองแสงขึ้นมาขอให้แกกดที่ปุ่มสีแดงด้านซ้ายของหน้าปัดทันทีแล้วพยายามหาทางพูดอย่าให้มีพิรุจหรือจะทำเป็นมีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือแล้วแกก็ทำทีเป็นรับสายแล้วก็พูดใส่โทรศัพท์รับรองได้ยินเสียงแน่ ยังมีอีกเรื่องไอ้สุชาติมันบอกว่าให้แกหาตัวหลานสาวท่านทูตให้เจอแล้วสืบหาความลับล้วงข้อมูลมาให้ได้มากที่สุด และอย่าลืมว่ามีคนในหลาย ๆ องค์กรก็ต้องการตัวลูกสาวท่านทูตเช่นเดียวกัน มันอาจฆ่าปิดปากเพื่อตัดตอนความชั่วของพวกมัน ขอให้แกจำไว้อีกว่า “ถึงแม้สิงโตจะเป็นเจ้าป่าแต่มันก็ยังกลัวหนูอยู่ดี เมื่อเราเป็นคนจะกลัวอะไรกับสิงโตแต่ขอเป็นหนูดีกว่า อิอิ พูดเล่นเฉย ๆ” เสียงนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มยืนเกาหัวส่ายหน้าจะพูดทำไมล่ะพ่อ

“ศัลย์! ศัลย์! เสร็จหรือยังไปกันได้แล้ว” หญิงสาวร้องเรียกไล่หลังมาแต่ไกลจนชายหนุ่มต้องรีบย้อนกลับไปหาทันที

ฟ้าสวยเดินจูงมือชายหนุ่มไปตามทางที่แผนที่ระบุไว้จนไปหยุดอยู่หน้าโกดังเก็บของหลังโรงเรียนทางด้านทิศตะวันตกทั้งสองคนเงยหน้ามองอย่างหวั่นใจต่างถอนหายใจ เหลียวซ้ายแลขวาจนรอบด้านก็เจอแต่ต้นไม้และโพรงหญ้าจนสุดลูกหูลูกตาแต่ยังโชคดีที่ทางเข้าโกดังมีไฟส่องสว่างอยู่จึงทำให้เห็นทุกอย่างชัดเจน

“แน่ใจนะฟ้าสวยว่ามันใช่ที่นี่แน่”

“แต่เราดูแผนที่หลายรอบแล้วนะ ไม่เชื่อเธอก็ลองดูสิ” ฟ้าสวยส่งแผนที่ให้ชายหนุ่มเพื่อยืนยันอีกครั้ง

“เดี๋ยวก่อน!!!” ชายหนุ่มคว้าแขนหญิงสาวเข้าไปหลบตรงโพรงหญ้าด้านข้างอย่างเร่งรีบ

“เธอเป็นอะไรไปศัลย์ มาหลบตรงนี้ทำไมเดี๋ยวก็คนแย่หรอก หญ้าคาทั้งนั้นเลยนะ” หญิงสาวขมวดคิ้ว

“มีเสียงคนอยู่ข้างในเหมือนกำลังลากอะไรบางอย่างอยู่ เธอลองฟังดูสิฟ้าสวย” หญิงสาวเอียงหูฟัง

“จริงด้วยสิ ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรกันดี จะเลี่ยงไปทางอื่นหรือจะดูกันต่อไป” หญิงสาวหันมาสบตาชายหนุ่มอย่างกังวลใจไม่น้อยจะเสี่ยงเกินไปมั้ยสำหรับภารกิจนี้

“มันต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลแน่ในโรงเรียนนี้แน่ เราต้องรู้ให้ได้ว่าข้างในนั้นมีอะไร”

“แต่มันเสี่ยงเกินไปนะศัลย์และมันก็ไม่ใช่เรื่องของเราด้วย ฟ้าสวยว่าเรารีบไปกันเถอะก่อนที่ฟ้าจะสว่างซะก่อน ภารกิจของเรายังไม่จบนะ ไปเถอะ! เชื่อเราสิ” หญิงสาวดึงแขนชายหนุ่มอย่างร้อนใจ

“ไม่ทันแล้ว นั่นพวกมันออกมากันแล้ว” หญิงสาวและชายหนุ่มเบิกตากว้างกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า

รถลากสินค้า ลากจูงตู้เหล็กขนาดใหญ่ออกมาจากภายในเรื่อย ๆ มีชายชุดดำเดินตามออกมานับสิบคนอาวุธครบมือไม่ต่างจากฉากหนังนักฆ่าในสงคราม พวกมันสวมแว่นตาสีดำหันซ้ายหันขวาคุ้มกันอย่างรัดกุม หนึ่งในชายชุดดำทำสัญญาณมือเหมือนต้องการเรียกอะไรบางอย่างให้ออกมา และทุกอย่างเป็นไปตามคาด ผ้าใบพลาสติกสีเขียวที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าคาสีเขียวจนกลืนและแยกไม่ออกว่าจะมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายในได้ใหญ่โตขนาดนี้ ทันทีที่ผ้าใบสีเขียวถูกดึงออก รถบรรทุกสิบล้อขนาดใหญ่จอดตระหง่านด้านหลังมีตู้เหล็กอยู่สามใบและมีพื้นที่พอจะให้ตู้ที่เหลือได้บรรทุกไปพร้อม ๆ กัน

ตู้ที่เหลือถูกยกขึ้นและวางลงได้อย่างพอดีแต่ยังเหลือพื้นที่พอให้ชายชุดดำกว่าสิบคนได้ร่วมเดินทางไปด้วย ผ้าใบพลาสติกสีดำถูกคลุมทับลงทันทีแล้วขึงด้วยเชือกจนแน่นหนา พวกมันทำสัญญาณมือกันอีกครั้งเหมือนจะบอกให้เคลื่อนตัวออกไปได้ ประตูโกดังถูกเลื่อนปิดอย่างช้าๆ รถแล่นออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความมืดกลายเป็นปริศนาให้เด็กทั้งสองครุ่นคิดกันต่อนับจากนี้

“พวกมันต้องขนของผิดกฎหมายแน่ถึงต้องระวังตัวกันขนาดนี้แถมมีอาวุธจนครบมือกันทุกคน” ศัลย์เอ่ยขึ้น

“เธอคิดมากไปหรือศัลย์ อาจจะเป็นพวกนักแสดงคิวบู๊ก็ได้นะ ในกล่องนั่นอาจเป็นเสื้อผ้านักแสดงหรือไม่ก็ฉากสำหรับถ่ายทำหนัง” หญิงสาวแก้ต่างจนชายหนุ่มต้องหาเหตุผลเข้าแย้ง

“แล้วทำไมต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ด้วย ขนาดไฟหน้ารถยังไม่ยอมเปิด แล้วยังมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครองมันผิดกฎหมายชัด ๆ” ศัลย์ทิ้งท้าย

“อาวุธนั่นอาจเป็นของปลอมก็ได้ ของเด็กเล่นมีขายอยู่ทั่วไปจนเกลื่อน เราว่าเธอคิดมากเกินไป”

“เอาเถอะฟ้าสวย ถ้าอย่างนั้นเราจะเข้าไปดูข้างในพร้อมกัน” ศัลย์ล้วงหยิบเส้นลวดยาวประมาณสามนิ้วขึ้นมา

“นั่นเธอจะทำอะไร มันอันตรายเกินไปเดี๋ยวพวกมันย้อนกลับมาเราจะแย่นะศัลย์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่านะ” หญิงสาวพยายามรั้งชายหนุ่มไว้

“คิดหรือว่าเจ้าหน้าที่จะสนใจยิ่งอยู่ห่างไกลตัวเมืองแบบนี้ รับรองได้ว่าเงียบสนิทแน่ยิ่งเงินหนาด้วยแล้วจมดินเลยล่ะ เลิกกลัวได้แล้วฟ้าสวย เราก็แค่อยากรู้ว่ามันมีอะไรอยู่ข้างในนั้นรับรองว่าแป๊บเดียวเท่านั้นเชื่อเราสิ” ชายหนุ่มกำเส้นลวดไว้ในมือและมองไปที่ประตูโกดังอย่างมั่นใจ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย blue2560
ขอบคุณ​มาก​ก​ก​
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว