~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 10 ออนไลน์มรณะ 2

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 10 ออนไลน์มรณะ 2

ดนัยกระชับคอเสื้อสวมแว่นดำลูบเคราแพะที่พึ่งติดด้วยกาวชนิดพิเศษการปลอมตัวเป็นสิ่งที่เขาเองต้องรัดกุมมากที่สุดตราบใดที่ร่างกำมะลอของเขายังนอนเป็นคนแก่นิทราห้อยสายน้ำเกลืออยู่ในโรงพยาบาลแบบนั้น

ปืนขนาดต่าง ๆ ถูกเลือกใช้เพียงสามกระบอกรวมถึงปืนไรเฟิลคู่ใจที่บรรจงซ่อนไว้ในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลไหม้ เพื่อให้หยิบจับได้อย่างสะดวกมันคงน่าทึ่งถ้าใครรู้ว่าเขาเองมีสิทธิ์ใช้ปืนในที่สาธารณะไม่ต่างกับตำรวจทั่วๆไปได้อย่างไม่ผิดกฎหมายอาจเป็นความโชคดีที่ครั้งหนึ่งเขาเองเคยได้เป็นตำรวจถือปืนไล่ล่าพวกเดนมนุษย์จนไปเหยียบเท้าลูกท่านหลายเธอเข้าจนถูกบีบให้ออกจากราชการจนกลายมาเป็นนักสืบเอกชนตราบทุกวันนี้แต่สวรรค์ยังมีตาที่ยังมีเบื้องบนบางคนยังเล็งเห็นฝีมือตำรวจหนุ่มนามว่าดนัยเมื่อยี่สิบปีก่อนให้เข้ามาสังกัดหน่วยสืบราชการลับมีอาวุธให้เลือกใช้อย่างครบครันถือปืนครั้งใดถูกจับหายห่วงผ่านทุกขั้นตอนซึ่งเพื่อนซี้อย่างสุชาติยังแอบอิจฉาอยู่นิดๆ แต่ไม่คิดอะไรนอกจากคำว่าเพื่อน

“แกจะไปไหนวะ ช่วงนี้ระวังตัวหน่อยเดี๋ยวพวกมันรู้เข้าจะเสียงานใหญ่” นายตำรวจใหญ่พูดขึ้น

“เกิดเรื่องวะ ไอ้ศัลย์ถูกจับตัวไป ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือจากสัญญาณที่จับได้” นักสืบชี้ที่จอขนาดใหญ่ภายในห้องประชุมที่มีสัญญาณสีแดงกะพริบอยู่

“แล้วแกแน่ใจนะว่าเป็นพวกมันจริงๆ อาจเป็นพวกโจรกระจอกก็ได้ที่ชอบลักพาตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่”สุชาติถอนหายใจยาว

“แกจะถอนหายใจทำไมวะ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วและแกเองก็เป็นคนแนะนำโรงเรียนนี้ให้กับฉันเพื่อส่งไอ้ศัลย์เข้าไปเรียนซ่องโจรชัดๆ”

“ใช่ ฉันแนะนำให้แกส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนี้ด้วยเหตุผลบางอย่างแต่รู้มั้ยว่าลูกชายแกชอบทำอะไรนอกเหนือคำสั่งอุตส่าห์ฝากฝังกับอาจารย์ที่นั่นให้อยู่ชมรมนักสืบเยาวชนแต่ดันอวดรู้ไปสอนอาจารย์ให้สืบเรื่องเงินค่าแป๊ะเจี๊ยใต้โต๊ะกับครูใหญ่ฉันอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี โทรศัพท์รายงานจนสายแทบไหม้”

“แต่มันเรื่องจริงนะเว้ย มันยึดถือความถูกต้อง กินเสา กินปูนโรงเรียนกันทุกปี ขนาดถนนทางเข้าโรงเรียนยังเป็นลูกรัง น้ำขังอยู่แบบนั้นมันก็น่าสืบอยู่หรอกเพื่อน”

“ถ้าไม่ติดเรื่องหลานสาวท่านทูต รับรองลูกชายแกไม่มีทางได้เข้าไปเหยียบในโรงเรียนนั้นแน่ แต่เอาเถอะตอนนี้เราควรส่งคนไปช่วยลูกชายแกก่อน ห่วงอยู่เรื่องเดียว”

“เรื่องอะไรวะ”

“ก็เรื่องลับๆของแกกับลูกชาย ถ้าความแตกขึ้นมารับรองได้ว่ามันส่งคนมาเก็บแกอีกแน่ ยิ่งรู้ว่าแกแหกตาพวกมันรับรองว่านายใหญ่ของมันต้องส่งเอ็มเจ็ดสิบเก้ามาเป็นของขวัญแน่ๆ”

“ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมมันถึงต้องตามฆ่าฉันด้วยไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรพวกมันจะต้องตามล้างตามเช็ดจนย่อยยับทุกทีหรือจะเป็นพวกองค์กรเคเอสวันกรุ๊ปที่เราสืบหาเบาะแสอยู่”ดนัยถอนหายใจ

“อาจเป็นไปได้แต่ตอนนี้ลูกชายของแกอาจถูกนั่งยางหรือไม่ก็กลายเป็นเถ้าโปรยลงแม่น้ำไปแล้วถ้าแกยังขืนชักช้าอยู่แบบนี้ ฉันจะให้หน่วยพิเศษตามแกไปด้วย ปลอมตัวให้ดีอย่าให้ใครรู้ว่านักสืบดนัยออกมาวิ่งไล่จับโจรอยู่แบบนี้ เอาไอ้นี่ใส่ไว้ด้วยเพื่อความไม่ประมาท” สุชาติโยนของสำคัญให้เพื่อนก่อนกดมือถือสั่งการ

ณ. ห้องประชุมองค์กรเคเอสวัน...

ตัวเลขสีแดงกะพริบบนจอพลาสม่าขนาดใหญ่แสดงยอดผู้ลงทะเบียนเข้าเล่นเกมเคเอสวันออนไลน์เวอร์ชั่นวันอย่างเต็มรูปแบบจนตัวเลขเกินหกหลักไปแล้ว ผู้เป็นนายลุกขึ้นปรบมือให้กับโปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรงซึ่งมีดีกรีถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่หาใครจับตัวได้ยากผู้อยู่เบื้องหลังในความสำเร็จสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กับองค์กรจนได้เห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของผู้เป็นนาย

การประชุมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ซักถามในรายละเอียดของเกมออนไลน์เพื่อพัฒนาสู่เวอร์ชั่นที่ไร้ขีดจำกัดและติดลมบนเป็นเกมชั้นนำในระดับประเทศ

“ตอนนี้ตัวเลขยอดผู้เข้าเล่นคงทำให้ทุกคนมั่นใจแล้วนะครับว่าเคเอสวันกรุ๊ปจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างมหาศาล” นักวิทยาศาสตร์หนุ่มพูดขึ้น

“อะไรจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ายอดผู้เข้าเล่นจะติดลมบนอยู่แบบนั้นได้ตลอดไป”

“ขอบคุณครับสำหรับคำถาม ผมคิดในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาที่จะทำให้เกมเคเอสวันออนไลน์เป็นเกมชั้นนำในระดับประเทศ ผมได้พัฒนาเกมถึงเวอร์ชั้นสูงสุดแล้วจะค่อยๆปล่อยออกมาทีละนิดเป็นการยั่วน้ำลายพวกเซียนเกมทั้งหลายรับรองว่าถ้าใครได้เล่นแล้วเลิกยากไม่มีใครหรอกครับที่ลงทุนไปแล้วจะไม่หวังผลกำไร เสียเงินเล่นเกมแล้วก็อยากได้กำไรกันทั้งนั้นยิ่งแลกซื้อขายของกันในเกมได้ด้วยแล้วมันยิ่งกว่ายาเสพติดเสียอีกครับทุกคน มีใครมีคำถามอะไรอีกมั้ยครับผมพร้อมตอบทุกคำถาม”ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด

“เอาเป็นว่าผมขอปิดประชุมเชิญครับ” ทุกคนแยกย้ายไปตามฝ่ายของตนเอง

“ส่วนแกนั่งลงก่อน”โปรแกรมเมอร์หนุ่มหันหลังทำตามทันที

“นายต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือครับ”

“แกอย่าลืมสิ่งที่เคยสัญญาไว้ก็แล้วกัน”

“ครับนาย ผมไม่ลืมแน่” มาร์ค ฟรีแลนด์ รีบตอบรับทันที

“ดีมาก” ผู้เป็นนายหัวเราะในลำคอ

“เร่งปรับปรุงระบบให้เสถียรมากที่สุดเพื่ออาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ไสหัวไปได้แล้ว”ผู้เป็นนายกระแทกเสียงจนอีกฝ่ายต้องเร่งฝีเท้าออกจากห้องไป

“พร้อมแล้วครับนาย”คนขับรถเดินสวนเข้ามา

รถสีดำคันหรูเปิดประทุนแล่นไปด้วยความเร็วสูงจนมาจอดสนิทที่ท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่มีรถยกสินค้านับร้อยคันกำลังเร่งเคลื่อนย้ายตู้เหล็กให้ทันเวลาก่อนที่เรือสินค้าจะมาเทียบท่าลงสินค้าอีกครั้ง ประตูรถเปิดออกจนกว้างรองเท้าหนังมันวาวต้องแสงไฟเยื้องก้าวจนผ่านพ้นประตู ชายหนุ่มหยิบแว่นสีดำขึ้นสวมใส่ก้าวขึ้นเหยียบบนสะพานไปพร้อมๆกับสมุนแว่นดำอีกสองคนไม้ผุๆส่งเสียง ออดแอด! ออดแอด! ทุกครั้งที่น้ำหนักลงสู่ปลายเท้า ชายร่างท้วมลงพุงรีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างนอบน้อม ผายมือให้เข้าข้างในเป็นการใหญ่ สองทรชนกระชับแว่นก้าวนำสังเกตการณ์

ตู้เหล็กเก็บสินค้าถูกวางเรียงรายซ้อนกันเป็นทิวเเถวขนาบทั้งสองข้างเหลือเพียงช่องแคบๆ ให้คนเดินผ่านได้พอตัว ผู้นำทางหยุดปลายเท้าก้มลงใช้มือควานหากุญแจในกระเป๋าหนังสีดำอย่างเร่งรีบเหล่ตามองผู้มาเยือนด้วยหวาดหวั่น โกดังเก็บของขนาดใหญ่ท่วมหัวถูกเปิดออก กุญแจถูกโยนลงกระเป๋า สองสมุนแว่นดำสอดส่ายสายตาและหันไปสบตากับผู้เป็นนาย

“เชิญครับนาย”ชายในชุดสูทสีดำผายมือ

ประตูถูกปิดลงอย่างสนิท ไส้หลอดเรืองแสงขึ้นทีละดวงจนเห็นขวดแก้วใบจิ๋วนับพันถูกลำเรียงด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ทอดสายพานเป็นแนวยาวให้เด็กๆรีบบรรจุลงกล่องปิดผนึกอย่างแน่นหนา

“เราต้องเร่งผลิตให้เร็วกว่านี้”ผู้เป็นนายเอ่ยขึ้น

“แต่เด็กๆ พวกนี้ทำงานไม่ได้พักมาเกือบสามวันแล้ว อั๊วกลัวว่ามันจะซี้ซะก่อนนะนาย”ชายร่างท้วมรี่ตาเอียงคอโบกพัดเข้าหาตัว

“ถ้ามันตายก็หาคนใหม่แรงงานต่างด้าวมีออกมากโข แกจะกลัวอะไร”

“แต่ว่าอั๊ว”

“เดี๋ยวจะมีคนมาเพิ่มแกช่วยสอนงานให้มันด้วย ถ้ามันดื้อด้านนักก็เป่าสมองทิ้งเป็นอาหารปลาได้เลย” ชายหนุ่มฉีกยิ้มหัวเราะในลำคอ

“จะไว้ใจได้หรือนาย อั๊วว่า”

“เอาล่ะอีกสองวันฉันจะเข้ามาใหม่ กำชับคนคุ้มกันสินค้าให้ดี อย่าให้มีปัญหาเด็ดขาด เราจะต้องใช้ยาพวกนี้เพื่องานใหญ่ในอนาคต” ขวดยาถูกหยิบขึ้นมาในระดับสายตาจนน้ำขุ่นๆสีขาวเป็นฟองอยู่ภายใน

“ครับนาย”

“ไปเอารถออก ส่วนแกสองคนไปเอายาขึ้นรถให้ฉันสักสองกล่อง” ชายหนุ่มฉีกยิ้มอย่างมีเล่ห์กล

รถบรรทุกสิบล้อเปิดไฟกะพริบทันทีที่รถป้ายแดงสีดำคันหรูแล่นผ่าน ผู้เป็นนายลดกระจกลงต่ำกระชับแว่นมองผ่านออกมาคนขับส่งสัญญาณด้วยเสียงแตรจนแสบแก้วหูก่อนที่รถเปิดประทุนจะแล่นผ่านไป

ไฟท้ายกะพริบแสงเตือนรถคันสูงค่อย ๆ ถอยหลังเข้าสู่ตู้สินค้าขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บรถสิบล้อได้ทั้งคัน เชือกเส้นใหญ่ถูกแก้ออกลงมากองที่พื้น ผ้าใบผืนใหญ่สีน้ำตาลถูกดึงออกมากองไว้ตามกัน ทุกคนบิดแขนเอียงคอด้วยความเมื่อยล้าลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าจนคนคุมรถทั้งสามกระแทกด้ามปืนลงที่กรงเหล็กอย่างแรงจนทุกคนกระโจนลงไปนั่งที่พื้นตาม ๆกัน

กรงขังสัตว์ขนาดใหญ่ถูกลากลงมาด้วยแรงของชายทั้งสามคนในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ชายร่างท่วมปรบมือเป็นจังหวะ ผู้คุมร่างบึกบึนเผยกล้ามออกมาเป็นมัดๆรีบวิ่งมารายงานตัวฟังคำสั่ง

“พาเด็กพวกนี้ไปลอกคราบหาอะไรใส่ท้องมันหน่อยเดี๋ยวจะตายซะก่อน ส่วนพวกลื้ออีกสองคนช่วยกันเอาสัตว์พวกนี้ไปขังไว้จนกว่าจะมีคำสั่งจากนายใหญ่” เคราสีขาวถูกดึงมาไว้ที่เดียวกัน

สมาชิกใหม่ทั้งเจ็ดคนเดินตามไปแต่โดยดีมีเพียงสายตาชายหนุ่มกระเป๋าเป้สีดำที่สอดส่ายสายตาคิดแผนการอะไรบางอย่างไว้ในใจปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามเกมที่พวกมันวางไว้

“ทำไมกินข้าวอิ่มแล้วรู้สึกมึน ๆ งงแบบบอกไม่ถูกเหมือนถูกไม้ตีหัวลอยๆ ชอบกล”ยอดชายจอมงกซัดไปหลายชามนอนแผ่พุงกลางบนพึมพำ

“ตายอดตายอยากจริงๆเลยนะคุณยอดชายแม่งกินแบบหมาผอมตาย”ป๋อง ยิปซีกระแทกเสียงนั่งลูบพุง

“แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับหมาวะ”องอาจเอ่ยถามกลับ

“ก็แม่งเล่นกินแบบไม่เหลือแล้วหมามันจะเอาอะไรยัดเข้าไปวะ ถามหน่อย” ป๋องส่ายหน้ายังมีคนกินเก่งกว่าเขาอีกหรือนี่

“เออจริงวะ แกคิดได้ไงวะสุดยอด”แสนชัยหยิบประคำในคอพึมพำในใจ

“จะตลกอีกนานมั้ยแทนที่จะหาทางออกจากที่นี่กลับมาตลกบริโภคเดี๋ยวบัดเหนี่ยวเลย”ทรงวิทย์เกาหัวโล้นด้วยความหงุดหงิด

“เราไม่เห็นเธอกินอะไรเลยนะ นอกจากน้ำขวดเดียว” ฟ้าสวยเอียงหน้ามองชายหนุ่ม

“จะต้องหาความจริงให้ได้ว่านายใหญ่ของพวกมันเป็นใคร แรงงานนรกชัด ๆ เด็กๆที่เราเห็นหนังหุ้มกระดูกผอมโซราวกับผีดิบ มันเร่งผลิตอะไรกันแน่ อ้าว! ไหนเป็นแบบนี้” ห้าทรชนนอนกรนน้ำลายยืดขบฟันมีเพียงหญิงสาวที่นอนนิ่งพิงกำแพงปล่อยให้ชายหนุ่มพูดอยู่คนเดียวนานสองนาน

ศัลย์พยายามเขย่าตัวทุกคนร้องเรียกต่าง ๆ นานาแต่ไร้ผลทุกคนหลับลึกจนยากจะรู้สึกตัว ชายหนุ่มสังหรณ์ใจว่าอาหารต้องมีสารบางอย่างเจือปนอยู่แน่โชคดีที่ตนเองไม่ได้แตะมันแม้เพียงปลายเล็บ เสียงปลายเท้ามาหยุดตรงหน้าห้องพัก ศัลย์นอนคว่ำฟุบลงที่พื้นห้องให้เป็นไปตามเกมที่พวกมันวางไว้ ลูกกุญแจเสียบลงดังแก๊ก! แก๊ก! ลูกบิดประตูหมุนเป็นเกรียวจนเปิดออก ร่างชายบึกบึนสามคนพยักหน้าพร้อมลงมือ พวกมันช่วยกันพยุงร่างเด็กๆทั้งเจ็ดคนมาพาดไว้บนบ่าแล้วรีบพาตัวทุกคนออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก ภายในมืดสนิทมีเพียงเสียงกรนปนด้วยเสียงไอ ร่างเด็กทั้งเจ็ดคนถูกวางกองไว้ที่พื้น พวกมันรีบเดินออกไปแล้วปิดประตูอย่างแนบสนิท ศัลย์ค่อยๆขยับตัวจนดวงตาเริ่มปรับแสงได้และมองเห็นทุกอย่างได้พอเลือนราง เด็กๆที่ถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานนอนเรียงรายแออัดแนบชิดติดกันอย่างน่าเวทนา บ้างก็ใช้มือและเท้าก่ายกัน ขบฟัน ละเมอ แต่แปลกที่ทุกคนไม่ลุกขึ้นมาบ่นโวยวายกลับนอนกันเป็นตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายหนุ่มอมยิ้มเล็ก ๆ เหมือนคืนนี้ทางจะสะดวกอย่างที่ตั้งใจไว้ เขาพยายามลุกขึ้นยืนและยอตัวเดินอย่างเบาที่สุดค่อย ๆ ผลักประตูออกไปรับแสงสว่างภายนอก แผ่นหลังแนบชิดติดกำแพงสืบเท้าสอดส่ายสายตาจนแน่ใจแล้วว่าพวกมันคงไม่แห่มาจับเขาโยนกลับเข้าห้องตามเดิม ศัลย์ก้าวลงบันไดทีละขั้นจนไปหยุดอยู่ที่หน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่ ขวดแก้วใบจิ๋วถูกกดด้วยปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งยกขึ้นมาในระดับสายตา สัญลักษณ์บางอย่างที่อยู่ด้านข้างฝาขวดทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนจะหลับตาพยายามเค้นความจริงในหัวแต่มันก็ยังมีค่าแค่ศูนย์ เสียงประตูด้านหน้าโกดังเหมือนมีใครไขกุญแจเข้ามา ศัลย์รีบวิ่งไปหมอบลงด้านหลังเครื่องจักรเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงปลายเท้ากระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ จนหยุดที่ลังบรรจุสารเคมี ร่างชายสูงโปร่งถือไฟฉายส่องไปตามจุดต่าง ๆ ของโกดังหากให้เดาก็คงจะเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเข้ามาตรวจความเรียบร้อยในช่วงเวลาที่กำหนด เลเซอร์ถูกยิงไปตามจุดจนมีไฟสีแดงตอบรับ เสียงเป่าปากของชายหนุ่มทำให้ชายนิรนามหยุดปลายเท้าเหลียวหลังอย่างลังเลใจ

“ใครอยู่ตรงนั้น คิดจะล้วงคองูเห่าหรือไงวะ” ไฟฉายไล่ส่องตามจุดต่าง ๆ

“อั๊วเอง!จะเสียงดังทำไม ลื้อไม่หลับไม่นอนหรือไงวะ” เสียงที่ทำให้ชายหนุ่มในเงามืดเบาใจ

“นึกว่าใคร อากู๋เองหรือนี่ มานั่งทำอะไรมืด ๆ ตรงนั้น”

“อั๊วก็แค่ท้องเสียเพลียหลับไป มาตื่นอีกทีก็เห็นลื้อเดินส่องไฟอยู่ตรงนั้น” ชายร่างท้วมลูบเครา

“ไม่มีอะไร ผมขอตัวไปงีบก่อนนะอากู๋ ไม่ได้หลับมาหลายคืนแล้ว”ชายในเครื่องแบบสีฟ้ากระชับหมวกเดินหาวฟอดใหญ่ใช้มือปิดปากเดินเลี่ยงไป

ลูกชายกำมะลอของนักสืบชื่อดังค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นเหลียวมองไปรอบ ๆ จนเสียงปลายเท้าเงียบหายไป แต่ชายร่างท้วมยังคงยืนอยู่ตรงจุดเดิมมองมาทางชายหนุ่ม

“ออกมาได้แล้ว ไอ้หนู” เสียงเรียกที่ทำให้ชายหนุ่มลังเลใจก่อนที่จะลุกขึ้นยืน

“ผมแค่ออกมาหาน้ำกินเท่านั้น มันคอแห้งชอบกลครับลุง”ชายหนุ่มสนทนากลับ

“ลื้อเอายาคืนมาเดี๋ยวนี้”

“ยาอะไรลุง ผมไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

“ก็ยาที่ลื้อเก็บมันไว้ในกระเป๋าเป้นั่นไง รีบเอามันออกมาเดี๋ยวนี้”

“แต่ว่า”ศัลย์ถอนหายใจยาวส่ายหน้าก่อนที่จะเอื้อมมือหยิบกระเป๋า

“แกต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะไอ้ลูกชาย”

ชายหนุ่มผงะเมื่อได้ยินเสียงที่อีกฝ่ายสบถออกมาเหมือนมันคุ้นเคยยังไงชอบกลแต่ทำได้แค่งงเท่านั้น

“ทำเป็นงง แกเข้าใจถูกแล้วพ่อเอง ส่วนไอ้แก่นั่นพอเก็บมันไว้อย่างดี ปิดปากเงียบสนิทอยู่ในห้องน้ำ แต่เหม็นเป็นบ้าเลยล่ะแก”อดีตนักสืบไส้แห้งรีบดึงซิลิโครนออกเผยโฉมหน้าที่แท้จริง

ศัลย์รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่ผู้เป็นพ่อมายืนอยู่ข้าง ๆ อย่างน้อยถ้าพวกมันโผล่มาเขาเองก็น่าจะรับมือได้

“นึกว่าจะซวยซะแล้ว ชอบทำให้ผมตกใจเล่นอยู่เรื่อย แล้ว!”ชายหนุ่มหันไปมองทางประตู

“ถ้าแกจะถามถึงไอ้ชุดสีฟ้านั่นก็มันตาเหล่ซะขนาดนั้นใครจ้างมันมาเฝ้ายามก็โง่เต็มที ขนาดพ่อใช้ลวดไขประตูตั้งนานมันยังไม่รู้เลย โชคดีจัดการกับไอ้แก่นั่นได้ทันเวลา” ดนัยหยิบวิกผมยาวขึ้นมาใส่พรางตัว

“เราจะทำยังไงกันต่อครับพ่อ”

“เดี๋ยวไอ้สุชาติมันจะส่งคนของมันมา ทางที่ดีแกควรรีบออกไปจากที่นี่ก่อนจะดีกว่า”

“แต่พ่อครับ ฟ้าสวยและเพื่อนๆอีกห้าคนยังถูกขังอยู่ข้างบน เราควรพาทุกคนออกไปพร้อมกัน”

“ถ้าอย่างนั้นตามมา”ดนัยหยิบปืนด้ามสั้นกระชับไว้ในมือ ศัลย์กระชับกระเป๋าเป้ด้านหลังค่อย ๆ เดินตามไปทีละก้าว

นักสืบวัยกลางคนแนบตัวชิดติดกำแพงค่อย ๆสืบเท้าจนถึงประตูไม้เก่าๆที่ศัลย์เองพึ่งหลบออกมา เขาแนบหูฟังจนแน่ใจแล้วว่ามีเพียงเสียงกรนเท่านั้น ลวดเส้นเล็กถูกตวัดขึ้นลงอยู่หลายรอบจนเกิดเสียงดัง แก๊ก! ชายหนุ่มค่อยๆ คลายลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ แต่ต้องพบกับความว่างเปล่าที่มีเพียงความมืดกดทับทุกอย่างให้เงียบสงบ

“อ้าว! ไหงเป็นแบบนี้”

ดนัยสอดส่ายปลายกระบอกปืนไปรอบ ๆ อย่างระวัง ทุกซอกทุกมุมไม่เหลือแม้เส้นผมหรือหลักฐานใดๆที่บ่งบอกได้ว่าพวกมันเก็บแรงงานนรกไว้ในกรอบสี่เหลี่ยมแห่งนี้

บานประตูถูกปิดด้วยแรงผลักจนสองพ่อลูกยังไม่ทันตั้งตัวทำได้เพียงล้มตัวลงหมอบที่พื้นได้ยินแค่เสียงหัวเราะของกลุ่มคนที่อยู่ภายนอก

“คิดจะเข้ามาล้วงคองูเห่า กินหญ้าหรือกินข้าวกันแน่วะ แม่งโคตะระโง่ เตรียมรับชิ้นส่วนเพื่อนๆของแกได้เลย พวกข้าจะสงเคราะห์ให้”

ดนัยแนบหูที่บานประตูฟังการสนทนาที่เกิดขึ้นโดยตลอดจนวิเคราะห์ได้ว่า พวกมันมีกันแค่สามคนเท่านั้นแต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้นั่นก็คือหาทางพังประตูออกไปให้ได้เสียก่อนส่วนเรื่องบู๊ล้างผลาญเอาไว้คิดทีหลัง

“ผมเคยเจอพวกมันแล้วครับ กล้ามเป็นมัด ๆ สูงใหญ่ยังกับยักษ์ หมัดเดี๋ยวคงจอดแบบไม่ต้องแจว”ชายหนุ่มกระซิบ

“แค่แกมั่นใจว่าพ่อจะล้มพวกมันได้เพียงหมัดเดียวเท่านี้ก็ชื่นใจแล้ว”ผู้เป็นพ่อยืดอกรับอย่างวีรบุรุษ

“ผมหมายถึงพวกมันจะล้มเราเพียงหมัดเดียวครับพ่อ”นักสืบวัยกลางคนแทบจะล้มคะมำลงไปกองที่พื้นกับคำพูดของลูกชายกำมะลอ

เสียงของพวกมันเงียบหายไปเหมือนกับจะรีบปลีกตัวไปทางอื่นแล้วค่อยกลับมาคิดบัญชีกับพวกเขาในภายหลัง

“พวกมันไปทางอื่นแล้ว”

“ผมมีลวดครับพ่อ”ชายหนุ่มรีบหยิบอุปกรณ์ในกระเป๋า

“คิดหรือว่ามันจะใช้วิธีเดิมๆขังแกกับฉัน”ชายหนุ่มได้แต่ยืนทำหน้างง

“แล้วจะทำอย่างไรล่ะครับ”

“ต้องแบบนี้”

นักสืบยักคิ้วค่อย ๆสืบเท้าถอยหลังทีละเก้า ยักไหล่กระชับคอเสื้อสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ราวกับกระทิงดุตกมัน และเป็นอย่างที่คิด กระทิงแก่พุ่งตัวทิ้งเข่าเข้าหาบานประตูเสมือนหนังแอ๊คชั่นแต่แล้วประตูสวรรค์กลับไม่เต็มใจ ประตูนรกจึงเปิดขึ้น ร่างนั้นลอยเคว้งออกจากห้องหล่นตุบขาชี้ฟ้าอย่างไม่เป็นท่า

“อ้าว! แล้วใครมันดันมาเปิดประตูล่ะครับท่าน พ่อทำใจดีๆไว้นะครับเดี๋ยวผมจะโทรเรียกรถพยาบาลให้ สงสัยจะหักหลายที่” ชายหนุ่มรีบออกไปประคองผู้เป็นพ่อ

“ไม่...ไม่ต้อง ฉันยังไม่ตายเจ็บแค่นี้สบายมาก อย่าให้รู้นะว่าไอ้สามตัวนั่นมันเป็นใคร” ดนัยลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว

“พ่อจะเป่าสมองมันหรือครับ”

“เปล่า! ฉันแค่อยากจะถามพวกมันว่า ประตูเปิดได้ยังไงแล้วทำไมถึงไม่ยอมล๊อคประตู” นักสืบซี๊ดปากขมวดคิ้วอย่างอาฆาต

“มันอาจจะรีบจนลืมล๊อคกุญแจก็ได้นะครับพ่อ เราประเมินพวกมันสูงเกินไป”

“ใครว่า ฉันคิดอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ก็เลยกะว่าจะทำแบบในหนังสักหน่อย แต่ใครจะคิดว่าประตูมันดันเปิดออกเองแบบนี้ เสียฟอร์มหมด” ดนัยกอดอกถอนหายใจ

“แล้วพ่อรู้ได้ยังไง” ชายหนุ่มยังถามต่อ

“ก็ตอนที่ฉันใช้หูแนบประตูฟังพวกมันอยู่ก็ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย อย่างน้อยก็น่าจะได้ยินเสียงประตูถูกล๊อคหรือวางระเบิดเวลาไว้อะไรทำนองนี้ แกคิดหรือว่าฉันจะกล้าพุ่งใส่บานประตูแบบนั้นถ้ารู้ว่ามันถูกล็อคไว้”

“เป็นอย่างนั้นไป แล้วเราจะทำยังไงต่อดีครับพ่อ” ศัลย์หันซ้ายหันขวาอย่างวิตก

“เราจะตามไปเหยียบพวกมัน แล้วชิงตัวประกันคืนมา มันกล้าท้าทายนักสืบอย่างพ่อ จะสับให้เละเลยคอยดู ส่วนแกรีบเปิดโน้ตบุ๊คในกระเป๋าขึ้นมาก่อนเดี๋ยวจะมีอะไรสนุกๆ ให้ทำ”

ปลายนิ้วทั้งสิบของนักสืบวัยกลางคนสับลงที่ปุ่มตัวอักขระอย่างรวดเร็วและจบลงที่ปุ่มอีเอ็นทีอีอา จอภาพแสดงแผนที่ในโกดังที่พวกเขากำลังยืนอยู่ มีจุดสีแดงเกิดขึ้นอยู่สิบสองจุดจากการวัดค่าความร้อนและอุณหภูมิของมนุษย์ด้วยโปรแกรมที่ดนัยเองสั่งมันขึ้นมาด้วยปลายนิ้วทั้งสิบ สีแดงสองจุดแรกเป็นตัวเขาเองและลูกชาย ส่วนอีกสิบจุดน่าจะเป็นของเด็กทั้งหกคนและที่เหลืออีกสี่จุดน่าจะเป็นพวกมันที่กำลังตามไปจัดการกับเหยื่อซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก

“แผนที่หรือครับพ่อ ไฮเทคจริง ๆ” ศัลย์ร้องขึ้น

“โลกออนไลน์มันไปไกลกว่าที่คิด เอาไว้ฉันจะสอนให้ ตอนนี้แกกับฉันรีบไปช่วยเด็กพวกนั้นก่อน” ดนัยชี้เส้นทางตามจุดต่าง ๆ ให้ลูกชายได้เข้าใจ พร้อมส่งอาวุธให้ติดตัวเอาไว้

ทั้งสองคนเดินไปตามแผนที่อย่างระวัง ผ่านห้องต่าง ๆ ที่มีตัวเลขอารบิคกำกับไว้ตั้งแต่หนึ่งถึงเก้าซึ่งสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นห้องรับรองของผู้คุมระดับหัวหน้าที่มาพักระหว่างการตรวจงานหรือขนส่งสินค้าดูได้จากเฟอร์นิเจอร์ภายในที่มีอย่างครบครัน จุดสีแดงสองจุดเข้าใกล้จุดสีแดงที่เหลือระยะประมาณอีกสองร้อยเมตรและดูเหมือนว่าจุดสีแดงสิบจุดที่เหลือจะรวมอยู่ด้วยกันแล้วในตอนนี้

“พ่อครับ สิบจุดมันรวมอยู่ด้วยกันแล้วครับ แสดงว่าพวกมันหาตัวเพื่อน ๆเจอแล้วสิครับ”

“คงจะใช่ เอาล่ะไอ้สุชาติมันส่งข้อความมาแล้วว่าหน่วยพิเศษกำลังจะมาถึงในอีกสิบนาทีข้างหน้า เราจะต้องหาทางถ่วงเวลาพวกมันไว้ก่อนหรือถ้าเป็นไปได้ก็จัดการพวกมันให้จบไปเลย” ดนัยกระแทกนิ้วลงที่ปุ่มเพื่อยืนยันคำสั่งสุดท้าย หน้าจอโน้ตบุ๊คดับลงทันที

เด็กทั้งหกถูกล้อมไว้ด้วยชายสี่คนแต่ละคนจ่อปลายโลหะในระยะเผาขนมีเพียงเสียงร้องโอดครวญขอชีวิตของแก๊งห้าทรชนคนปากสุนัขจนหญิงสาวได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอา

“จะแหกปากร้องทำไมวะ ขนาดอีนังหนูนั่นมันยังไม่มีน้ำตาสักหยด พวกเอ็งห้าตัวน่าจะหากระโปรงมาใส่วะ”เสียงหัวเราะดังสนั่นแต่เสียงโอดครวญยังดังกว่า

“พวกพี่ๆ จะทำอะไรพวกเราหรือจ๊ะ” ฟ้าสวยเอ่ยขึ้น

“ยังมีหน้ามาถามอีก ใครใช้ให้พวกแกเข้ามา แล้วไอ้สองคนนั่นมันใช่เพื่อนแกหรือเปล่า แต่เอาเถอะอีกไม่นานพวกมันก็จะตามมาตายพร้อม ๆ กับพวกแก”ชายร่างสูงโปร่งในชุดดำเอ่ยขึ้น

“คิดจะฆ่าจะแกงกัน รู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ” เสียงที่แว่วมาจากด้านหลังจนทุกคนต่างเหลียวมอง

“มากันเร็วกว่าที่คิดนึกว่าจะโง่หดหัวอยู่ในห้อง” ปลายโลหะหันมาทางต้นเสียงหนึ่งกระบอก

“ปล่อยเด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก่อนที่จะมีน้ำโห” ดนัยกะพริบตาส่งสัญญาณ

“แกมีแค่สอง ยังปากดี สงสัยอยากกินลูกตะกั่ว” พวกมันกระชับไกปืน

หญิงสาวทรุดตัวล้มลงบิดตัวร้องโอดครวญดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้นเสมือนไส้จะออกมาขดบิดตัวอยู่ภายนอก พวกมันเบิกตากว้างลดปืนลงตะลึงไปชั่วขณะ ดนัยตะโกนลั่นให้รีบเข้าช่วยเหลือ ศัลย์รีบวิ่งเข้าโอบหญิงสาวให้ลุกขึ้นเพื่อช่วยเหลือ ส่งสายตาให้ห้าทรชนรีบสลายตัวไปอีกทาง พวกมันตื่นจากภวังค์ยกปลายกระบอกปืนให้ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวแต่ช้าเกินไปเมื่อทุกคนหาที่กำบังกระสุนได้อย่างพอเหมาะ ปล่อยให้นักสืบมหาชนยิงสกัดจนพวกมันต่างหมอบอย่างไม่เป็นท่า

“แค่ลูกไม้ตื้นๆ เท่านี้ ทำเอาโง่ไม่เป็นท่าไปกินหญ้าแทนข้าวดีกว่านะเพื่อน” เสียงปืนยังดังอย่างต่อเนื่อง

ดนัยพยายามยั่วโทสะถ่วงเวลาแต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะยิ่งสับไกปืนสาดยิงอย่างบ้าคลั่งจนปลอกกระสุนเกลื่อนอยู่เต็มพื้น

“จะให้มันไล่ยิงเราอยู่แบบนี้หรือครับ”

“ก็ยังดีกว่าเป็นเป้านิ่งให้มันยัดลูกตะกั่วใส่นะไอ้ลูกชาย” ดนัยร้องตอบก่อนที่จะมอบลงพื้นสาดกระสุนโต้กลับ

“แล้วเมื่อไหร่หน่วยพิเศษจะมาครับพ่อ”

“คงใกล้จะมาเต็มที่ ว่าแต่ว่าทำไมแกถึงไม่ยิงโต้กลับไปบ้าง ปล่อยให้ฉันโชว์ออฟอยู่คนเดียวเหนื่อยนะไอ้ลูกชายหรือแกใช้มันไม่เป็น” นักสืบหอบจนหืดขึ้นคอ

“คือผม...ผม” ชายหนุ่มอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่หลบอยู่มุมกำแพง

“หยิบมันออกมาสิวะไอ้ลูกชายเดี๋ยวพ่อจัดให้”ดนัยร้องบอก

“ครับ...ครับ”ชายหนุ่มตอบอย่างตะกุกตะกักหยิบโลหะด้ามสั้นขึ้นมามองอย่างลังเล

“แกจะมองมันอีกนานมั้ย สอดนิ้วชี้เข้าไปกระชับมือให้แน่นเล็งไปที่เป้าหมายเหนี่ยวให้เต็มแรง ให้คิดว่ามันเป็นการป้องกันตัว ถ้ามันลั่นกระสุนมาใส่เรา เราก็ควรที่จะสาดกระสุนโต้กลับไปก็เท่านั้นอย่าคิดมากไอ้หนู” ผู้เป็นพ่อกำชับให้ลูกชายทำใจ

เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ก่อนจะยกด้ามโลหะเล็งปลายกระบอกไปที่เป้าหมาย ถึงแม้จะดูขัดๆเกินๆเก้ๆกังๆ สักหน่อยแต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้วิธีใช้ปืนแบบสถานการณ์จริง แม้ว่าเป้าจะมีชีวิตและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาก็ตาม ศัลย์ยิงคุ้มกันสกัดไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใกล้ได้โดยง่าย และไม่อยากให้กระสุนฝังลงที่เนื้อหนังของใครถึงแม้ว่าจะเป็นโจรที่พยายามจะเอาชีวิตเขาอยู่ก็ตามที

“กระสุนใกล้หมดแล้วครับพ่อ”

“ดูเหมือนว่าพวกมันเองก็จะหมดเหมือนกัน แล้วเพื่อนๆ เป็นยังไงกันบ้าง”

“ทุกคนลงไปถึงด้านล่างแล้วครับ ปานนี้น่าจะออกไปจากที่นี่ได้แล้วครับ”

“ดีมาก หมดห่วงสักที คราวนี้เราอาจจะต้องแลกกับมัน”

“พ่อจะสาดกระสุนตัวต่อตัวหรือครับ”

“แกจะบ้าหรือไง ฉันหมายถึงจะแลกหมัดกับมันเว้ย ใครจะบ้าไปแลกกระสุนกับพวกมัน ส่วนแกหาทางหลบออกไปไม่ต้องห่วงพ่อ” ดนัยกำชับลูกชาย

“แต่ว่า”

“มีแค่สามสบายมากแป๊บเดียวจอด”

“ใครจอดครับพ่อ”

“เอาเถอะ รีบไปได้แล้ว” กระสุนยังคงสาดโต้กลับไป

แก๊ก! แก๊ก! เสียงที่ทำให้นักสืบต้องปาดเหงื่อสูดลมหายใจลงไม่ทั่วท้องซึ่งอีกฝ่ายเองก็ไม่น้อยหน้าขว้างปืนทิ้งลงพื้นอย่างไม่พอใจ ดนัยลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ส่งสายตาให้ลูกชายรีบวิ่งหลบไปโดยเร็ว ส่วนตัวเองยืนตั้งท่ากระชับคอเสื้อยักคิ้วกระดิกนิ้วให้ศัตรูดาหน้ากันเข้ามา

“มาสิวะ ไอ้หน้าแหลม” เสียงที่ก่อแรงอาฆาต

ชายร่างทะมึนกำหมัดหักนิ้วจนดัง กอด! กอด! กระแทกหมัดใส่อุ้งมือ เอียงคอไปมาจนเห็นกล้ามเนื้อต้นคอที่ปูดบวมด้วยเส้นเอ็น นักสืบปากดีกลืนน้ำลายมองปลายเท้าที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ในใจเริ่มสวดสรภัญญะ ทันทีที่มันกำลังจะง้างหมัดเข้าซัดปากนักสืบ ไฟทุกดวงดับลงอย่างมืดมิด นักสืบวัยกลางคนอาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสวิ่งเข้าชนซัดอย่างไม่ยั้งมือจนนั่งหอบกองอยู่ที่พื้น ไฟสว่างขึ้นอีกครั้งเหมือนคาดเดาเหตุการณ์ไว้แล้วว่า ชายร่างทะมึนทั้งสามจะนอนกองสะบักสะบอมตาปูดอย่างไม่น่าเชื่อแบบนี้

“อ้าว! เอาซะปางตายเลยหรือพ่อ กว่าจะสับสะพานไฟลงได้แทบแย่” ศัลย์ปาดเหงื่อทรุดลงนั่งอย่างอ่อนแรง

“รีบเอาเชือกมัดพวกมันทั้งสามคนไว้ก่อนแล้วรีบตามมายังเหลืออีกหนึ่งที่เราต้องตามหาให้เจอก่อนที่มันจะแห่กันมามากกว่านี้”

“เดี๋ยวก่อนครับพ่อ ผมอยากจะถามอะไรหน่อย”

“ว่ามา แกสงสัยอะไร”

“พ่อล้มพวกมันได้ยังไง ตัวยังกับยักษ์”

“ง่ายมากก็แค่เอาพริกไทยโปรยใส่หน้าพวกมันตอนไฟดับจากนั้นก็ซัดพวกมันจนหมอบอย่างที่เห็นกว่าจะล้มพวกมันได้ก็เกือบแย่เหมือนกัน”นักสืบนวดที่ฝ่ามือ

“ครับพ่อผมเข้าใจแล้วสุดยอดจริง ๆจะมีสักกี่คนที่ทำได้เหมือนพ่อ”

ทั้งสองคนก้าวเดินไปตามแผนที่ ยังเหลือจุดสีแดงอีกหนึ่งจุดที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากจุดเกิดเหตุ ปลายเท้ากระชั้นอย่างรีบเร่งเสียงหอบรัวเป็นจังหวะจนจบลงที่เป้าหมาย เสียงตะโกนให้หยุดกลับทำให้อีกฝ่ายสาดกระสุนโต้ตอบแบบไม่ยั้งมือ

“เฮ้ย! ยอมให้จับดี ๆ ดีกว่า ยังไงแกก็ไม่รอด” ดนัยร้องเตือนหลบซ้ายทีขวาทีจนเหนื่อยหอบ

“ผมว่าเราไปดักมันตรงทางออกดีกว่าครับ ง่ายกว่าวิ่งไล่ตามกันแบบนี้ เหนื่อยเปล่าครับพ่อ” ศัลย์ร้องบอกจนผู้เป็นพ่อหยุดปลายเท้าและหอบอยู่ข้าง ๆ

“แล้วทำไมพึ่งมาบอกวะไอ้หนู”

พ่อลูกรีบสับปลายเท้าเหลี่ยงไปอีกทางเพื่อไปนัดพบตรงทางออกตามแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นไปตามที่คิดไว้ ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบหน่วยรักษาความปลอดภัยของโกดังวิ่งถือปืนเหนื่อยหอบล้มคะมำลงตรงหน้าอย่างไม่เป็นท่า ดนัยรีบก้มลงกระชากปืนในมือของอีกฝ่ายโยนไปให้ลูกชายกำมะลอรับไว้ แล้วคว้าคอเสื้อของเชลยเพื่อคาดคั้นหาความจริง

“แกเป็นคนของใคร รีบสารภาพออกมาก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน” ดนัยกระชากและบิดคอเสื้อจนอีกฝ่ายไอ และพยายามผลักมือออก

“จะฆ่าก็ฆ่าสิวะ ยังไงกูก็ไม่บอกพวกมึงแน่ ไอ้พวกโจรปล้นโกดัง”

“พูดเพราะๆ หน่อยสิวะเพื่อน ใครกันแน่ที่เป็นโจร ถ้าให้เดาพวกแกต้องเป็นพวกมาเฟียค้าของเถื่อน แถมใช้แรงงานเด็ก หลักฐานก็เห็นอยู่เต็มตา ยังมากล้ากล่าวหาคนอื่นอีก ไอ้สารเลว มันน่าจับไปประหารชีวิตซะให้เข็ด มารสังคมจริง ๆ เลยพวกแก” ดนัยผลักคอเสื้อจนอีกฝ่ายล้มลงกองที่พื้น

“จะเอายังดีครับพ่อ จะจับส่งตำรวจหรือจะปล่อยไป”

“มัดมันไว้ก่อนเดี๋ยวหน่วยพิเศษจะมาตามเช็ดมันเอง ส่วนแกกับฉันจะต้องรีบไปช่วยเด็ก ๆ ที่เหลือให้ออกจากโรงงานนรกแห่งนี้ก่อน ตามมาเร็วเข้า”

ดนัยและลูกชายแอบชำเลืองมองอยู่ข้างๆ กำแพงจนเห็นเด็กคนสุดท้ายขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล เสียงเป่าปากดังขึ้นอย่างโล่งอก และตบลงที่บ่าของลูกชาย

“แกกล้ามากที่เสี่ยงเข้ามาทำงานนี้ หากฉันอายุประมาณแกปานนี้คงฉี่แตกตอนที่พวกมันเล็งปลายกระบอกปืนมาตรงหน้า นึกแล้วว่าฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ ที่จะถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้กับแกเพื่อสืบทอดอุดมการณ์นักสืบไทยให้ยืดหยัดต่อไป” นักสืบกอดอกเก๊กหน้าหล่อจนลืมความเหี่ยวย่นบนใบหน้าไปชั่วขณะ

“กลับบ้านเถอะครับ ผมหิวแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

“ตามมา ตามมา มารความฝันจริง ๆ เลยแก กำลังเคลิ้มเลย” สองพ่อลูกนักสืบเดินลัดเลาะไปตามป่าหญ้าคาเพื่ออ้อมไปยังทางออกอีกทางบริเวณหลังโรงเรียน

ณ. องค์กรเคเอสวัน...

เศษแก้วแตกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ฝ่ามือไหลนองไปด้วยเลือด ผู้เป็นนายกำคอเสื้อกระชากอย่างแรง ฝ่ามือซัดไปที่ใบหน้าชายชุดดำจนแว่นหลุดล้มลงกองที่พื้น

“ไหนแกบอกเรียบร้อย แล้วทำไมพวกมันถึงตามมาดมกลิ่นเจอแบบนี้ มันน่า” ปืนพกด้ามสั้นหันปลายกระบอกเล็งในระยะเผาขน

“ผม ผมผิดไปแล้ว ผมขอแก้ตัวใหม่ครับนาย” อีกฝ่ายยังคงร้องขอชีวิต

“ยังมีหน้ามาขอแก้ตัว แกจะไปเอายาพวกนั้นกลับคืนมาหรือไง ปัญญาอ่อนแบบนี้จะเลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวสุกอีกทำไมกันวะ” ปลายนิ้วเหนี่ยวไกแต่ต้องหยุดด้วยเสียงเคาะประตู

“ไสหัวไปซะ ก่อนที่ลูกตะกั่วจะกลอกปากแก ไป!!!” ทันทีที่ประตูเปิดอีกฝ่ายสับปลายเท้าจนไม่เห็นฝุ่นผู้เป็นนายได้แต่ถอนหายใจ

“นายครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ” เสียงหอบทำให้ทุกอย่างหยุดลงชั่วขณะแต่ตามมาด้วยเสียงตะคอกดังลั่นห้องทำงานหรู

“เกิดเรื่อง !!! มีแต่เรื่อง แต่เรื่องไม่เว้นแต่ละวัน พวกแกมีสมองไว้บนหัวเท่านั้นหรือไงกันวะ ถึงไม่คิดจะแก้กันเองบ้าง ก็ว่ามาสิวะ” เสียงถอนหายใจยาวอย่างไม่สบอารมณ์

“ครับ! ครับนาย ระบบ ระบบออนไลน์ล่ม โปรแกรมรวน ตอนนี้วุ่นวายกันไปหมดแล้วครับนาย”

“อะไรนะ ระบบล่ม แล้วตอนนี้ไอ้มาร์คมันหายหัวไปไหน”

“คุณมาร์คกำลังเตรียมชี้แจงกับสื่ออยู่ครับนาย”

“แทนที่มันจะมาบอกกล่าวกันกับเสนอหน้าออกสื่อแบบนั้น สงสัยต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” ผู้เป็นนายรีบหยิบโทรศัพท์มือถือกระแทกรัวปลายนิ้วแต่กลับมีสายเรียกซ้อนเข้ามา

“แกกำลังจะทำอะไร ทำไมระบบถึงล่ม แล้วจะแก้ปัญหากันยังไง”

“เย็นไว้ก่อนนาย สงสัยนายจะไม่รู้อะไร”

“แกก็พูดมาสิวะ” ผู้เป็นนายกระแทกเสียงใส่

“ระบบมันล่มก็เพราะคนเข้าใช้มากเกินไปครับนาย ผมก็เลยเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่ ที่มีความเสถียรและรองรับจำนวนผู้เล่นได้มากกว่าตัวเก่าอีกหลายเท่า รับรองว่านายจะต้องมีผลกำไรอันมหาศาลในไตรมาสแรกเป็นแน่รวมทั้งสาวกอันซื่อสัตย์อีกนับพันจะมาก้มหัวให้อีกมีแต่ได้กับได้ครับนาย

“คราวหน้า คราวหลังแกช่วยรายงานฉันก่อนจะได้มั้ย”

“ตอนแรกที่ระบบรวน ผมเองยังตกใจนึกว่าจะแย่แต่โชคดีที่บริษัทนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่มาจากต่างประเทศทันเวลาพอดีก็เลยคิดจะเปิดตัวไปซะเลย อย่างน้อยก็จะทำให้ผู้เล่นมั่นใจว่าโปรเจคเกมออนไลน์ของเราจะคงมีอยู่ต่อไป”

“ถ้าอย่างนั้นแกก็รีบจัดไปอย่าให้เสีย” นายใหญ่กดวางโทรศัพท์ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานหลับตาลงหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต

ยามใดที่เขาได้หลับตาลงภาพแห่งความหลังเมื่อครั้งอดีตจะย้อนกลับมาท้วงถามสัญญาที่เคยให้ไว้อยู่เสมอและเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกแล้ว

“แม่ครับ โตขึ้นผมจะต้องมีเงินมากกว่าพันล้านและต้องอยู่ที่สูงกว่าใคร ๆครับ” เด็กน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบพูดขึ้นและถูกตอบกลับด้วยใบหน้าที่อมยิ้มของผู้เป็นเป็นแม่

“เอาสิลูก มีสักพันล้าน ร้อยล้าน พ่อกับแม่จะได้สบายไปร้อยชาติ พันชาติ แล้วเราจะไปอยู่บนเขาสูง ๆ กันดีมั้ยลูก” ผู้เป็นแม่หัวเราะก่อนจะถอนหายใจหันหน้าไปทางพ่อที่กำลังมองบัตรเครดิตอย่างอาลัย

“รูดไม่ได้ใช่มั้ยพ่อ เดือนนี้เราคงต้องกินข้าวต้มกับปลาเค็มอีกแล้วสินะ เมื่อไหร่สำนักงานของพ่อจะเปิดได้สักที ฉันเห็นมันถูกปิดมานานเกินไปแล้วนะ พ่อต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว ลูกเราก็โตขึ้นทุกวัน อีกหน่อยถ้ามันเรียนสูงขึ้นเราจะเอาเงินที่ไหนมาส่งเสียมัน” ผู้เป็นแม่ส่ายหน้า

“เอาเถอะรับรองว่าพ่อจะต้องทำให้บริษัทกลับมามีผลกำไรอีกครั้ง แม่ต้องเชื่อพ่อนะ ไอ้หนูมันจะต้องได้เรียนสูง ๆ มีทุกอย่างที่เพียบพร้อม พ่อให้สัญญา” ผู้เป็นพ่อโอบประคองภรรยาและลูกอย่างมีความหวัง

เวลาผ่านไปเด็กน้อยโตขึ้นและเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งแต่แล้วทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่ฝัน ผู้เป็นพ่อถูกฟ้องร้องด้วยคดีร้ายแรงจนบริษัทมีแนวโน้มจะล้มละลาย ภาพกุญแจมือที่ตรึงข้อมือผู้เป็นพ่ออย่างอาลัยเดินก้มหน้ารับชะตากรรมที่สังคมตัดสินให้ผิดโดยปราศจากการอุทรณ์ใดๆ และแม่ที่ถูกสังคมตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ร้องไห้ฟูมฟายจนเสียสติเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลของรัฐในแผนกผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตอย่างรุนแรงและเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนในเวลาต่อมา ส่วนตัวเขาเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐด้วยอาการของโรคซึมเศร้า แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปศาลกลับมีคำสั่งให้ผู้เป็นพ่อพ้นจากข้อกล่าวหาอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อนจนกลายเป็นแพะตัวหนึ่งในอีกหลายๆ ตัวต้องรับบาปที่สังคมมีสียัดเยียดความผิดให้ เสียงร้องไห้ราวกับคนบ้าของผู้เป็นแม่ดังกังวานจนสมองแทบระเบิดเป็นจุน ช่วยปลุกความพยาบาท อาฆาตแค้นต่อสังคมอันเลื่อมล้ำและผู้เป็นพ่อ ปลุกชีวิตที่เหลืออยู่ให้ตื่นขึ้น และหายตัวไปจากโรงพยาบาลอย่างลึกลับ

“นายครับ” เสียงที่ทำให้ผู้เป็นนายลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์

“มีอะไรอีก ฉันต้องการพักผ่อน ไสหัวไปให้หมด” เสียงอันแข็งกร้าวดังขึ้น

“แต่ว่า คุณมาร์ค ฟรีแลนด์บอกว่า”

“มันมีอะไรอีกหรือมีปัญหา”

“เปล่าครับนายก็แค่ประชุมสรุปงานและเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนทราบครับนาย”

“ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แกไปรอข้างนอกก่อน” ชายหนุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก้มลงเปิดลิ้นชักหยิบสิ่งของบางอย่างใส่ไว้ในเสื้อสูทแล้วเปิดประตูก้าวเท้าไปอย่างรวดเร็ว

ณ. ห้องปฏิบัติการลับ...

การประชุมเป็นไปอย่างตรึงเครียด เมื่อข่าวการเปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่ของบริษัทเคเอสวันกลายเป็นกระแสข่าวใหญ่พาดหัวราวกับพลุแตก ยอดเม็ดเงินในตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอีกเท่าตัว ยิ่งสื่อประโคมข่าวด้วยแล้วจำนวนผู้เข้าลงทะเบียนเกมออนไลน์ยิ่งล้นหลามอีกเท่าตัว แต่ข่าวที่ดังตามมาไม่แพ้กันเห็นจะเป็นข่าวการปล้นฆ่า ชิงทรัพย์ และการตายอย่างมีปริศนาไม่เว้นแต่ละวันซึ่งเจ้าหน้าที่มีสีต่างก้มหน้ากุมขมับก่ายหน้าผากอุดรูหูปิดสื่อเกาะเก้าอี้ภาวนาให้อยู่ไปอีกยาวนานที่สุดจนเบื้องบนต้องเรียกใช้องค์กรลับอย่างพวกเขา

“พวกมันเล่นหนักขึ้นทุกวันเบื้องบนจัดหนักคราวนี้เราจะนิ่งเฉยอย่างเดียวไม่ได้แล้ว” สารวัตรใหญ่ใช้มือทุบลงที่โต๊ะอย่างแรง

“ใช่ เราต้องลุยกับมันสักตั้ง ไอ้พวกเดนสังคม เกิดมาอกตัญญูต่อชาติและแผ่นดินคบคิดกับต่างชาติปล้นสมบัติของชาติตนเอง ฆ่าได้แม้กระทั้งคนชาติในชาติเดียวกัน เลวที่สุด” นักสืบกลางคนสบถคำจนทุกคนหันมามองอย่างแปลกใจ

“เป็นอะไรไปเมาค้างหรือไงวะหรือใครเอาไม้ฟาดหัวแกจนเพี้ยนไป รู้มั้ยว่าพูดอะไรออกมา” นักสืบวัยกลางคนกระชับคอเสื้อนิ่งเงียบเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

“หลักฐานที่มีก็น้อยเกินกว่าจะใช้การณ์อะไรได้ แล้วยิ่งพวกมันบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลมากขึ้นเท่าไหร่ สังคมก็จะไม่ต่างอะไรกับเกราะกำบังชั้นดีของพวกมัน” นายตำรวจลงความเห็นจนทุกคนพยักหน้าตาม

“ความเชื่อ ความเชื่อ เราต้องใช้ความเชื่อล้างความชั่วออกไปให้หมด” ดนัยกระแทกเสียง

“ความเชื่ออะไร ไร้สาระตามแบบฉบับของแกอีกตามเคย”สุชาติส่ายหน้า

“ดิฉันเข้าใจในสิ่งที่คุณดนัยพูด ความเชื่อจะช่วยให้คนบางกลุ่มฉลาดขึ้น”ด๊อกเตอร์สาวเอ่ยขึ้นจนทุกคนเริ่มลงความเห็นจนเสียงดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องประชุม

“เอาล่ะ ทุกคนหยุดก่อนครับ แกมีอะไรจะพูดก็ว่ามา” สุชาติเอ่ยขึ้น

“ไหนบอกว่าไร้สาระไงเพื่อน พอสาวสวยดีกรีด็อกเตอร์พูดเข้าหน่อยแกถึงกับเชื่อฉันขึ้นมาทันทีนี่มันอะไรกันเพื่อนรักเดี๋ยวนี้หลีสาวเป็นด้วยหรือวะ นั่นแน่จมูกบานแบบนี้ใช่เลย” ดนัยเริ่มยั่วยวนกวนประสาท

“มีอะไรดี ๆก็รีบว่ามาก่อนที่ฉันจะสั่งให้จ่าเบิ้มจับแกโยนออกไปเดี๋ยวนี้”จ่าร่างบึกบึนส่งสายตามาพอดี

“พวกมันสร้างเกมออนไลน์ขึ้นมาได้ พวกเราก็สร้างสำนักหมอดูเทวดาขึ้นมาได้เหมือนกัน” ดนัยยักไหล่ฉีกมุมปากอย่างมีเล่ห์กล

“แล้วใครจะเป็นหมอดูเทวดาล่ะเพื่อน หรือว่าแกจะเป็นเองคงตลกดีพิลึก นักสืบตกอับเปลี่ยนอาชีพเป็นหมอดูซะอย่างนั้น”สารวัตรใหญ่ร้องขึ้น

“ถูกต้องนะครับ ผมเองจะสวมบทหมอดูเทวดา ส่วนแกจะต้องหาทำเลรีบสร้างสำนักหมดดูให้ฉันเร็วที่สุด รับรองว่าไม่เกินหนึ่งเดือนสำนักหมอดูจะต้องโด่งดังและทำให้พ่อแม่พี่น้องเลิกหลงผิดคิดจะพาลูกของตนไปตกนรกอยู่กับเกมไร้สาระพวกนั้น”ดนัยยืดอกกระชับคอเสื้อหลับตาฝันหวานกับโปรเจคของตน

“แล้วแกดูดวงเป็นด้วยหรือวะดนัย มันจะไม่เข้าข่ายแหกตาประชาชนโดนข้อหาต้มตุ๋นหรือไง”

“ไม่เอาอย่าพูดอย่างนั้นสิเพื่อนต้องเรียกว่า สร้างความเชื่อให้คนฉลาดขึ้นรับรองได้ว่าได้บุญมากกว่าบาปแน่ ๆ คอยดูตอนต่อไปว่ามันจะสนุกแค่ไหน” ดนัยหัวเราะลั่นจนทุกคนต้องอมยิ้ม

“ใครเห็นด้วยก็ยกมือขึ้นได้เลย” จำนวนคนยกมือเห็นด้วยกับดนัยเกินกว่าครึ่งสรุปว่าทุกคนเชื่อมั่นในตัวนักสืบไส้แห้งคนนี้

“ขอบคุณ ขอบคุณทุกคนที่ยังไว้วางใจนักสืบตกอับคนนี้ รับรองว่างานนี้มีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำกันแน่”

“เอาเป็นว่าเราจะดำเนินการตามนี้ ส่วนแกก็เตรียมตัวเป็นหมอดูได้เลย” นักสืบยักคิ้วอย่างภูมิใจแต่เรื่องกับไม่จบเพียงเท่านี้

“แย่แล้วครับสารวัตร อยู่ดี ๆ เด็กคนนั้นก็ชักดิ้นชักงอราวกับเจ้าเข้า ผมเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้สติ” นายตำรวจรายงานส่วนพ่อกำมะลออย่างดนัยมีหรือจะอยู่นิ่งเฉยพลันกระโดดข้ามโต๊ะประชุมไปอย่างรวดเร็ว

ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรงชนกับฝาผนังอีกด้านจนกรอบรูปตกลงพื้นกระจัดกระจาย ดนัยกระโดดข้ามอย่างไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงร้องที่บ่งบอกถึงอาการของชายหนุ่มที่กำเริบขึ้นบีบรัดสมองให้เห็นเหตุการณ์บางอย่างล่วงหน้า เลือดซึมออกมาตามล่องแผ่นซิลิโครนเนื้อดีไหลนองอยู่กลางหน้าผากหยดรินอยู่ตามพื้น ผู้เป็นพ่อพยายามเรียกให้คืนสติกลับไม่เป็นผล เด็กหนุ่มได้แต่หลับตาเพ้อถึงเรื่องราวอะไรบางอย่าง

“เลือด อย่า อย่า กองทัพใหญ่กำลังมา ข้าไม่รู้เรื่อง อย่า อย่า” ร่างเด็กหนุ่มสั่นไปทั้งตัว

“ตื่น ตื่น เกิดเรื่องอะไรขึ้น แกเห็นอะไร บอกมาสิวะไอ้ลูกชาย ทำไมเลือดถึงออกมามากมายขนาดนี้”

ดนัยพยายามทำทุกวิธีให้ลูกชายคืนสติแต่ไร้ผลแต่มันกลับทำให้ศัลย์ยิ่งเพ้อสั่นไปทั้งตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องลองใช้วิธีแบบชาวบ้าน คว้ากระป๋องใบใหญ่รองน้ำจนเต็มสาดเข้าใส่ที่ร่างเด็กหนุ่มแบบชุ่มช่ำเปียกปอนไปทั่วทั้งตัว แต่กลับได้ผลเกินคาดเด็กหนุ่มลุกขึ้นมานั่งกอดอกหนาวสั่นลืมตาด้วยอาการมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนดนัยยืนถอนหายใจอย่างโล่งอก

“เกิดอะไรขึ้นครับพ่อ น้ำมาจากไหน แล้วผมเป็นอะไรไป” ผู้เป็นพ่อรีบส่งผ้าเช็ดตัวให้

“โรคเก่ากำเริบขึ้นมาอีกจนได้ แล้วคราวนี้แกเห็นอะไรบ้าง ลองว่ามาสิไอ้ลูกชาย”

“ทหารนับพัน ถือดาบ ทวน โล่เหล็ก บ้างขี่ช้าง ม้า ยืนประจันหน้าชี้ดาบมาทางผม เลือดไหลนองอยู่ตามพื้น มีเสียงโห่ร้องดังอยู่อึกกระทึก ผมแสบแก้วหูไปหมดและรู้สึกเย็นเหมือนมีใครเอาน้ำมาสาดใส่”

“ฉันเองที่สาดน้ำใส่แกให้รู้สึกตัว แต่เดี๋ยวก่อนนั่นแสดงว่าสิ่งที่แกเห็นต้องเกี่ยวกับเกมออนไลน์แน่ ๆ ฉันเคยเห็นตัวอย่างเกมบนจอพลาสม่าขนาดใหญ่ มีกองทัพทหารยืนถือดาบอยู่เต็มไปหมด บ้างก็ถูกฟันจนแขนขาดห้อยโตงเตง ไม่รู้ว่าเกมโหดร้ายแบบนี้มันผ่านกองเซนเซอร์มาได้ยังไง อำนาจของเงินมันน่ากลัวจริงๆ” ดนัยถอนหายใจ

“ทำไมผมต้องเห็นอะไรบ้าๆ แบบนี้ด้วย ทุกครั้งต้องปวดหัวจนแทบระเบิด” ศัลย์สูดลมหายใจเข้าออก “มันอาจจะเป็นสัมผัสที่ติดตัวแกมาตั้งแต่เกิด อำนาจของมันอาจทำให้แกกับฉันได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แต่เอาเถอะตอนนี้แกรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนอนพักผ่อนก่อนเดี๋ยวพ่อจะให้คนเอาข้าวต้มร้อนๆ มาให้ พรุ่งนี้วันหยุดเตรียมตัวให้พร้อมพ่อมีเรื่องสนุก ๆ ให้แกทำ”

“ครับพ่อ” ชายหนุ่มขานรับอย่างเต็มใจ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว