~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-~~ตอนที่ 11 ออนไลน์เสมือนจริง ~~

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

~~ตอนที่ 11 ออนไลน์เสมือนจริง ~~

เสียงปลายนิ้วกระแทกลงคีย์บอร์ดอย่างแรก หน้าจอปรากฏกรอบสี่เหลี่ยมให้ยืนยันรหัสผ่านอีกครั้ง ตัวเลขหกหลักถูกพิมพ์ลงไปอย่างรวดเร็วและจบลงด้วยคำว่าตกลงในทันที คำสั่งถูกประมวลผลจนเห็นนาฬิกาทรายหมุนขึ้นลง และยืนยันการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ พร้อมข้อตกลง 5 ข้อในการเล่นเกมออนไลน์ที่ทำให้ดนัยและลูกชายอ่านซ้ำอยู่นานจนรู้สึกเหมือนว่าพวกมันเอาเปรียบผู้เล่นจนเกินไป

“พ่อครับ ข้อหนึ่ง บอกว่าเมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้วให้เข้าเล่นเกมได้เลย อย่าหวังว่าจะออกไปได้ง่ายๆ

มันดูแปลก ๆ ชอบกล

“แกลองดูข้อสอง มันบอกว่า ผู้เล่นทุกคนจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันนั่นก็คือทาส และต้องหาทางเปลี่ยนระดับของตนเอง

“ส่วนข้อสาม บอกว่าผู้เล่นทุกคนจะได้เสื้อผ้าเพียงชุดเดียวเท่านั้น ส่วนพลังชีวิตมีให้เท่า ๆ กัน และอาวุธอื่น ๆ หาเอาเองในเกม นี่เกมหรือครับพ่อ” ศัลย์ส่ายหน้า

“แกลองอ่านข้อสี่ก่อนดีกว่า มันบอกให้ผู้เล่นพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้เพียงสามครั้งเท่านั้น หากครบตามกำหนดจะต้องเสียค่าสมัครเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และจะต้องเริ่มจากระดับที่ต่ำสุดนั่นคือ ทาส มันปล้นกันชัดๆ เด็ก ๆ ถึงพยายามหาเงินจนเกิดอาชญากรขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมือง”สงสารบ้านเมืองจริงๆ มีคนเนรคุณชาติแบบนี้

“ข้อที่ห้าน่าสนใจที่สุดครับพ่อ เมื่อผู้เล่นอยู่ในระดับชนชั้นที่สูงกว่าทาสแล้ว จะได้เข้ารับการฝึกในกองทัพในระดับทหารฝึกหัด และได้เบี้ยเลี้ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจนถึงระดับแม่ทัพใหญ่จะได้โบนัสปกครองหัวเมืองและไพร่พลอีกจำนวนหนึ่ง”ศัลย์พยักหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง

“แกพยักหน้าเหมือนจะรู้แล้วสิว่า พวกมันต้องการอะไรจากเด็กๆ”

“ครับพ่อ”

“พวกมันใช้เกมล้างสมองเด็ก ๆ ให้เชื่อฟังคำสั่งของมัน แถมมีเงินหมุนอีกนับพันล้านหากใครพลาดท่าเสียรู้มันเข้า ถ้าคิดดูแล้วก็แค่เกมออนไลน์หลอกเด็กธรรมดาๆเท่านั้น สร้างภาพกราฟิกให้สวย ๆ ใช้ดาบสู้รบกันจนเลือดนองเท่านี้ มันก็เข้าทางเด็ก ๆ ที่พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยเงิน” ดนัยถอนหายใจ

“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่ควรเล่นเดี๋ยวจะเสียชื่อพ่อเปล่าๆ ถ้าอย่างนั้นปิดเลยนะครับ” ศัลย์กระชับมือที่เมาส์

“อยากจะได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ฉันอยากให้แกลองเล่นดู อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าเจ้าเมืองของมันคือใครถึงต้องการกำลังคนมากมายขนาดนี้”

“แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเกมออนไลน์จะช่วยหาเบาะแสอะไรได้ ผมว่ามันอาจจะสร้างเกมขึ้นมาบังหน้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและสร้างเรื่องที่มันร้ายแรงมากกว่าที่เราคิดไว้ก็ได้นะครับพ่อ”

“ทุกอย่างอาจเป็นไปได้ทั้งหมด เราจะต้องลองสืบในทุกทางเลือกที่มี แล้วเรื่องฟ้าสวยไปถึงไหนแล้ว”

“ผมรู้สึกว่าฟ้าสวยมีอะไรปิดบังผมอยู่ เวลาพูดถึงที่บ้านทีไรจะบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่นทุกที”

“แกรู้มั้ยว่า ท่านทูตที่ตายอย่างมีปริศนามีชื่ออยู่ในผู้ร่วมหุ้นลงทุนสร้างโปรเจคเกมนี้เมื่อหลายปีก่อน พอจบชีวิตลงทุกอย่างก็จบตามไปด้วย”

“แล้วพ่อรู้ได้ยังไงครับ”

“มันเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า พอดีวันนั้นพ่อกำลังหาเอกสารอยู่ มีนายเวรเอาเอกสารบางอย่างมาให้บอกว่ามีเด็กผู้หญิงอายุราว ๆ เจ็ดขวบ มายื่นให้แล้วก็วิ่งหนีไป พออ่านดูมันเป็นรายละเอียดและรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และหนึ่งในนั้นมีชื่อของท่านทูตต่างประเทศขีดเส้นสีแดงเหมือนจะย้ำให้เห็นชัด ๆ พ่อรีบวิ่งตามออกไปดูแต่ก็ไม่เจอเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว”

“มันอาจเป็นไปได้ว่าต้องมีใครอยากให้เราจัดการกับเรื่องนี้โดยเร็ว และรื้อคดีขึ้นมาอีกครั้งหรือจะเป็นญาติของท่านทูตครับพ่อ” ศัลย์เอ่ยขึ้นจนดนัยอมยิ้ม

“แกเรียนรู้ได้เร็วจริง ๆ รู้จักแยกแยะ ตีความ จากหลักฐานที่มี อนาคตฉันจะปั้นให้แกเป็นนักสืบเทวดาที่โด่งดังที่สุดในประเทศ รับรองว่าแกจะต้องสบายไปทั้งชาติไม่ต้องลำบากเหมือนกับฉันอีก”

“เอาเถอะครับ ผมอยากรู้เรื่องนี้มากกว่า ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันครับ หรือจะเป็นฟ้าสวยที่เอาหลักฐานมาให้เราครับพ่อ”

“มันเป็นหน้าที่ของแกที่ต้องไปสืบเรื่องนี้มา ส่วนพ่อจะต้องไปเป็นหมอ” ดนัยยืนยืดอกเก๊กหน้าหล่อจนลืมรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

“อย่าบอกนะว่าพ่อจะปลอมตัวเป็นหมอฟัน”ลูกชายกำมะลอเบิกตากว้างยักไหล่

“ใครว่า หมอดูตั้งหาก เอาไว้ฉันจะให้แกช่วยอีกแรง แต่ตอนนี้ลองเข้าไปเล่นเกมดูสิว่ามันสนุกแค่ไหน มันรอเราอยู่นานเกินไปแล้ว” ดนัยเอ่ยขึ้นสั่งให้ลูกชายรีบเข้าเกมโดยเร็ว

ปลายนิ้วกลางคลิกลงที่คีย์บอร์ดอย่างแรง หน้าจอวาบแสงชั่วพริบตาแล้วตามมาด้วยข้อความบ้าน ๆ ว่ายินดีตอนรับเข้าสู่เกมออนไลน์ที่คุณใฝ่ฝันและหวังว่าจะสุขสันต์กันอีกยาวนานนะครับท่านและข้อความก็ค่อย ๆ สลายหายไปจนเหลือเพียงหน้าจอดำๆ มีแสงมัว ๆ ระยิบระยับเพียงชั่วครู่ภาพหน้าจอเริ่มสั่นไหวรอยแตกร้าวผ่าครึ่งม่านจอสีดำที่ตอนนี้กลายเป็นก้อนอิฐที่ร่วงหล่นราวกับฝนห่าจนปรากฏภาพปราสาทที่ตั้งตะหง่านสูงจนสุดลูกหูลูกตา ภาพกราฟิกอันอลังการที่ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับอึ้งไปชั่วขณะแต่ดูเหมือนการ์ดจอคอมพิวเตอร์รุ่นนี้จะแบกรับกราฟิกหนัก ๆ แบบนี้ไม่ไหว ภาพเริ่มสั่นกระตุก เม็ดสีแตกจนภาพมัวไปทั้งจอ

“สงสัยเราจะอดเล่นแล้วครับพ่อ”

“บอกให้ซื้อรุ่นใหม่ล่าสุด สงสัยมันไปเหมากองละร้อยแถวปากคลองตลาดมาแน่ ๆห่วยสุด ๆ เซ็งเป็ด เห็บหมาจริง ๆ” ดนัยทุบลงบนโต๊ะอย่างแรง

“พ่อครับ ปากคลองตลาดมีคอมพิวเตอร์ขายเป็นกองด้วยหรือครับ ถ้าดอกไม้อันนี้ผมเชื่อ” เด็กหนุ่มถามด้วยใบหน้าอันใสซื่อจนอีกฝ่ายสายหน้า

“เอาเถอะ มันจะขายอะไร ก็ช่างศีรษะมันเถอะครับไอ้ลูกชาย ตอนนี้ฉันขอตัวไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนตั้งใจกัดฟันตื่นแต่เช้ามาหาเบาะแสในเกมสักหน่อย ดันจอดไม่ต้องแจวแบบนี้ วัยรุ่นเซ็งเป็ด เอาไปฝังให้พ่อด้วยนะไอ้ลูกชาย” ดนัยหาวจนปากกว้างทำตาหรี่ ๆ เหมือนพระเอกเกาหลีไม่ยอมกรีดตาสองชั้น

“ครับพ่อ” ศัลย์ส่ายหน้าเสียความรู้สึกและเสียความตั้งใจที่จะเข้าค้นหาความจริงในเกมออนไลน์ที่โด่งดังไปทั่วประเทศแบบนี้

แต่แล้วในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะยกเลิกการเข้าใช้และยืนยันการปิดเครื่อง พัดลมระบายความร้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดขัดข้องจนเขาเองต้องรีบใช้นิ้วอุดรูหูด้วยเสียงที่เกินแปดสิบห้าเดซิเบลจนปวดแก้วหู และนั่งสงบสติอารมณ์มองเครื่องคอมพิวเตอร์เจ้ากรรมที่ก่อเรื่องขึ้นจนได้ แค่เล่นเกมออนไลน์ไม่ได้แล้วยังมีหน้ามาส่งเสียงแหลมรบกวนหัวสมองอีกมันน่าแยกชิ้นส่วนขายแถวคลองถมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ในขณะที่ชายหนุ่มคิดอะไรอยู่เรื่อยเปื่อย เสียงนั้นกลับเงียบหายไปเอาดื้อ ๆ แต่ไฟหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับสว่างวาบแสงขึ้นมาแทนที่ ดวงตาเด็กหนุ่มลุกโพลงชำเลืองมองอย่างหวั่นวิตก แสงนั้นพุ่งตรงผ่านหน้าศัลย์ไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่รู้จบเสมือนภาพสามมิติที่ลอยซ้อนกันจนจับต้นชนปลายไม่ได้ว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภาพอะไรกันแน่ ดวงตากลมโตค่อยๆมืดมิดสนิทในห้วงแห่งสัมผัส ร่างนั้นพลันล้มฟุบลงอย่างไร้สติ

ชายหนุ่มเดินเหม่อลอยเคว้งคว้างท่ามกลางสายหมอกสีขาวที่ทอดตัวเป็นแนวยาวจนสุดสายตา เสียงโซ่ตรวนลากคราดไปตามพื้นดิน ข้อเท้าเขียวช้ำแดงก่ำ มือทั้งสองข้างรั้งโลหะมันวาวที่ตรึงไว้แสดงสัญลักษณ์ของความเป็นทาส เสียงโห่ร้องของผู้กำชัยชนะเหนืออำนาจใด ๆ ในใต้หล้า แม่ทัพ นายกอง ส่งสัญญาณด้วยพลุควันจนเสียงดังอึกกะทึกครึกโครม

“ไปลากตัวมันมารวมกับทาสคนอื่น ๆ เร็วเข้า ข้าจะรีบพาพวกมันกับไปที่ค่ายทหารก่อน ส่วนท่านแม่ทัพรีบมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงก่อนเถอะขอรับ” นายกองร้องขึ้น

แซ่เส้นยาวฟาดลงที่บั้นท้ายสัตว์ลากจูง มันส่งเสียงร้องและสับปลายเท้าไปอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นนายลูบคลำหนวดเคราอยู่ในรถลากอย่างสบายใจ

ศัลย์สะดุ้งตื่นจากภวังค์และรู้สึกแสบที่กลางหลังพยายามใช้มือลูบคลำหาบาดแผลแต่กลับสะดุดโลหะสีน้ำตาลไหม้ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เสียงแซ่ฟาดลงที่พื้นจนฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณยิ่งทำให้ชายหนุ่มพยายามทรงตัวลุกขึ้นยืนแต่ด้วยความอ่อนล้าจิตมิสามารถสั่งกายให้ทำตามที่มันควรจะเป็นได้ ปลายดาบอันมันวาวอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม เพชฌฆาตเลือดเย็นฉีกยิ้มพร้อมบั่นคอผู้ที่ทำให้การเดินทางนั้นล้าช้าออกไป

เสียงเรียกที่แว่วมาจากแดนไกลเหมือนต้องการปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากฝันร้าย แต่แล้วมันกลับหยุดสัมผัสแห่งความตายให้ถอยห่างชายหนุ่มไปอีกหนึ่งก้าว ศัลย์ลุกขึ้นยืนในท่าตรงจนเหล่าทหารหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ

“นั่นมันลุกขึ้นมาได้ยังไง ในเมื่อมันบาดเจ็บขนาดนี้” นายทหารร้องขึ้น

“มันลุกขึ้นมาก็ดีแล้วจะได้รีบเดินทางต่อไป” นายกองส่งสัญญาณมือให้เหล่าทหารเดินทางกันต่อ

“พี่ชายที่นี่ที่ไหนกัน เราจะไปไหนกัน” ชายวัยกลางคนหันมาตอบกลับทันที

“เจ้าแกล้งโง่หรือไม่รู้กันแน่ว่าเฉลยศึกทุกคนจะต้องกลายเป็นทาสรับใช้แต่หากโชคดีอาจได้เลื่อนขั้น”

“เลื่อนขั้น แล้วมันต้องทำยังไงครับพี่”

“เจ้านี่พูดแปลก ๆ พิลึก แต่เอาเถอะข้าจะบอกให้ ทาสทุกคนมีสิทธิ์ได้เป็นทหารรับใช้แต่ต้องได้รับการสอบคัดเลือกเสียก่อนซึ่งเรื่องนี้มีมาช้านานแล้ว” เสียงแซ่ฟาดลงพื้นเมื่อเสียงคุยดังขึ้นจนน่ารำคาญ

ศัลย์รู้สึกเหมือนว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ในเกมออนไลน์และกำลังเล่นมันอยู่แต่ดูจะเหมือนจริงไปสักหน่อย เจ็บจริง ตายจริง การเดิมพันที่ไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าข้างหน้าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างช่างโหดร้ายและไม่ยุติธรรมกับผู้เล่นใหม่ๆอย่างเขาเสียเลย แต่เกมก็คือเกม มันต้องมีแพ้และชนะซึ่งศัลย์เองต้องเป็นผู้เลือก

“ถึงค่ายคงจะสว่างพอดีนะขอรับ ถ้าเราเดินลาดไปทางเชิงเขาด้านโน้น”นายทหารรายงานผู้เป็นนาย

“ใครว่า เราจะหยุดพักตั้งค่ายแถวนี้ก่อน รีบสั่งการไป”

“แต่ว่า มันอาจไม่ปลอดภัยนะขอรับนายท่าน”

“ถ้าเราขืนเดินทางต่อไป พวกทาสอาจจะกลายเป็นศพให้นกแร้งแถวนี้ฉีกเนื้อกินเป็นแน่ เอาอาหารให้พวกมันแล้วจัดเวรยามเฝ้าให้ดี” ผู้เป็นนายสั่งการกระโดดลงจากหลังม้า และนายทหารลากจูงมันออกไป

ทหารเร่งมือในการตั้งค่ายและที่พักจัดแจงเสบียงแจกจ่ายอาหารให้บรรดาทาสที่หิวโซบ้างร้องโอดครวญด้วยบาดแผลตามตัวที่ถูกลากไถลไปกับพื้นอย่างน่าเวทนา

“น้ำ! น้ำ!” ชายชราร้องโอดครวญผายมือไปทางเหล่าทหารที่กำลังแจกจ่ายเสบียง

“ไม่มีหรอกโว้ย น้ำสำหรับพวกทาสเดนตายอย่างพวกแก ถ้าหิวมากก็ตายไปซะ พวกข้าจะได้ไม่สิ้นเปลืองอาหารแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมนายท่านถึงต้องแบ่งอาหารให้พวกมันด้วย สู้ให้พวกมันอดอาหารจนตายรู้แล้วรู้รอดไปก็สิ้นเรื่อง” นายทหารร่างท้วมกระแทกเสียงจนทาสทุกคนต้องก้มหาด้วยความหวาดกลัว

“ลุงครับเดี๋ยวผมจะพาไปดื่มน้ำที่ลำธารด้านโน้นเอง ลุกไหวมั้ยครับ” ศัลย์พยายามพยุงร่างที่สภาพไม่ต่างกับซากศพหนังหุ้มกระดูกรอเพียงเน่าสลายตามกาลเวลา

“นั่นพวกแกจะไปไหน คิดจะหนีหรือไงวะ” เสียงร้องที่ทำให้ชายหนุ่มผู้หวังดีเหลียวมองด้วยหางตา

“ผมจะพาลุงไปดื่มน้ำที่ลำธารใกล้ๆแถบนี้ ถ้ากลัวว่าจะหนีก็ส่งทหารตามมา” ศัลย์พยักหน้า

“ไอ้ทาสคนนี้มันพูดแปลก ๆ ชอบกล เอาเถอะให้พวกมันไปได้ โซ่ล่ามหนาขนาดนี้ ถ้ามันคิดหนีก็คงไม่รอดอยู่ดี สัตว์ป่าแทบนี้ชุมมาก ขนาดพวกเราเองยังเคยโดนมันเล่นงานมาแล้ว ยิ่งเสือโคร่ง เสือสมิงด้วยแล้ว” นายทหารเบ้ปากกลืนน้ำลาย

“ว่าไง”

“รีบไสหัวไปซะไอ้พวกเดนมนุษย์ เฮ้ย! เอ็งทั้งสองตามพวกมันไปด้วย ถ้ามันคิดหนีจัดการมันได้เลย เลี้ยงไว้เปลืองข้าวสุก”นายทหารร่างท้วมสั่งการ

ชายหนุ่มพยายามพยุงมนุษย์ที่ไม่ต่างเฉกเช่นซากศพ ร่างกายนั้นถูกหุ้มด้วยเนื้อหนังอันเหี่ยวย่น กระดูกแต่ละท่อนเรียงตัวจนแทบจะทะลุออกมาจากเนื้อหนังมังสา ภาพสังขารอันน่าเวทนาเช่นนี้มีจริงด้วยหรือในโลกใบนี้ ศัลย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทำตามที่ใจคิด

“ลุงครับ ถึงแล้วครับ”ศัลย์สะกิดเรียกเบา ๆ ก่อนจะถูกผลักให้ล้มลง

“แกเป็นใคร คิดจะมาสืบความลับจากข้าหรือไง ไปให้พ้น” ชายชรารีบใช้มือวักน้ำใส่ปากอย่างหิวกระหายจนชายหนุ่มต้องรีบคว้ามือเอาไว้

“ลุงระวังตกลงไป โซ่มันหนักมาก ถ้าขืนตกลงไปแย่แน่ครับ” ชายผู้นั้นกลับสะบัดมืออกทันควัน

“อย่ามายุ่งกับข้า เอ็งเป็นใครกันถึงใช้วาจาแปลก ๆ เยี่ยงนี้”

“ผมเป็นทาสเหมือนกับลุงนั่นแหล่ะพึ่งเป็นเมื่อกี้สดๆร้อนๆเลยครับลุง พวกมันพาผมมา” ศัลย์ร้องบอก

“แต่ดูจากผิวพรรณของเอ็งไม่น่าจะเป็นคนเมืองนี้ และไม่น่าจะเป็นทาส เอ็งเป็นใครกันวะ”ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเหมือนเคยเห็นหน้าลุงคนนี้ที่ไหนมาก่อนแต่พยายามนึกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออกสักทีถอนหายใจรำคาญตัวเอง

“เอาเถอะสงสัยข้าจะคิดมากเกินไปว่าเอ็งเป็นไส้ศึกคิดจะมาล้วงความลับจากข้า กล้ามเนื้อก็ไม่มี แขนขาก็ดูไม่มีแรงสงสัยจะเป็นแค่ชาวบ้านพลัดหลงในยามสงครามเช่นนี้”

“ผมว่าลุงต้องเป็นทหารแน่ๆและต้องมียศสูงเอามากๆ”ศัลย์พูดขึ้น

“ยศมันเป็นยังไงวะไอ้หนุ่ม ไหนเอ็งลองบอกข้ามาสิ พูดแปลก ๆ พิลึกข้าฟังแล้วงง”

“อ๋อ! ผมหมายถึงบรรดาศักดิ์ขอรับว่าต้องสูงส่งมากขอรับนายท่าน”

“เอ็งมีตาหามีแววไม่ ข้าเป็นเจ้าเมือง” ชายชราหันซ้ายหันขวาก่อนจะตอบกลับไป

“เจ้าเมืองหรือท่าน” ศัลย์ร้องเสียงดังจนอีกฝ่ายพยายามจะใช้มือปิดปากให้

“ก็ใช่สิวะ ข้าแฝงตัวเป็นชาวบ้านมาสืบความลับด้วยตัวเองแต่ดันถูกพวกมันจับได้เสียก่อนเลยกลายมาเป็นทาสแบบเอ็งไงล่ะไอ้หนุ่ม”

“อ้าว! แล้วพวกมันรู้มั้ยว่าท่านเป็นใคร”

“ถ้าพวกมันรู้ ข้าคงกลายเป็นผีเฝ้าสนามรบไปนานแล้ว โชคดีที่คนของข้าที่แฝงตัวเข้ามาด้วยกันตายหมด ความลับก็เลยอยู่ที่ข้าคนเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้เอ็งรู้อีกคนฉะนั้นเหยียบไว้ให้ดี และต้องช่วยข้าอีกแรง”

“แต่เดียวก่อน ทำไมร่างกายท่านถึงเป็นเช่นนี้”

“ข้าคงไม่เหลือความเป็นคนอยู่เลยใช่มั้ย รู้ไว้ว่าทุกคนที่กลายเป็นทาสจะได้รับอาหารวันละมื้อเท่านั้น ส่วนน้ำอย่าหวังจะได้ พวกมันห่วงแหนน้ำมาก”

“ทำไมล่ะท่าน”

“ความแห้งแล้งไงล่ะ เทพเจ้าจะลงโทษผู้ที่ก่อสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตนเอง ความหายนะจะมาเยือนในไม่ช้า พวกมันจะต้องพ่ายแพ้แก่องค์ราชัน” ชายชราลุกขึ้นยืนผายมือมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างมุ่งมั่น

“แล้วใครเป็นนายลุงล่ะ ไม่สิ องค์ราชันนะใครกัน”

“ท่านดามอสเทพผู้ครองเมืองซานโตสอันแสนสงบ ข้าเป็นเจ้าเมืองและเคยเป็นทหารองครักษ์มาก่อนจนกลายมาเป็นทาสอยู่ทุกวันนี้” ชายชราถอนหายใจยาว

“ลุงเป็นเจ้าเมืองตกอับอย่างนั้นสิ”

“ใช่แล้วเจ้าหนุ่ม ข้าเป็นเจ้าเมือง แต่ตกอับมันคือสิ่งใดล่ะพ่อหนุ่ม”

“ตกอับก็คือลำบากเจียนตายไงลุง”

“เจ้าจะเรียกข้าว่านายท่าน หรือลุง ดีล่ะเรียกสลับไปสลับมาแบบนี้ ข้าสับสนว่ะพ่อหนุ่ม”

“ข้าจะเรียกท่านว่าอะไรไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าท่านกับข้าจะหนีพวกมันไปได้ยังไงกัน มีทหารล้อมรอบอยู่มากมายขนาดนี้ ต่อให้เป็นมดข้าว่ายังยากที่จะหนีคมดาบของพวกมัน” ชายหนุ่มส่ายหน้า

ชายชราเอียงคอเเหงนมองบนฟากฟ้ายามพระจันทร์สาดแสงจนเห็นหมู่ดาวนับร้อยดวงกะพริบทอดตัวราวกับสะพานข้ามจักรภพอันไกลโพ้น เมฆสีดำทะมึนล่องลอยบดบังเงาแสงแห่งเดือนเสมือนหนึ่งคำทำนายบนแผ่นศิลาหินอ่อนที่จารึกด้วยหมึกดำไว้กว่าพันปี

“ข้าเคยปกครองหัวเมืองทางเหนือของซานโตสมานานหลายสิบปีจนข่าวเรื่องคำทำนายหนาหูจนทุกอย่างจบลงด้วยการกบฏของฝ่ายใต้ ท่านดามอสนั้นไว้ใจคนใกล้ตัวมากเกินไป พวกมันเข้าสมทบกับฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการผนึกเมืองซานโตสให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับดินแดนอมนุษย์ที่ถือครองเยี่ยงสัตว์ป่า อันว่านารีนี้สำคัญเยี่ยงงูเห่าตีไม่ตายแวงกัดจนบรรลัย” ชายชราส่ายหน้า

“ท่าทางเรื่องนี้จะไม่จบลงง่าย ๆ แน่ ต้องสู้รบกันอีกยาวนาน แล้วสุดท้ายจะเหลืออะไรครับลุง” ศัลย์ย้อนถามจนชายชราหันมาสบตาเหมือนจะบอกใบ้อะไรบางอย่าง

คบไฟส่องสว่าง นายทหารส่งสัญญาณให้ทาสทั้งสองรีบตามมาโดยเร็วแต่แล้วกลับมีเสียงบางอย่างแทรกเข้ามา

“เสียงอะไรกัน” ศัลย์ร้องถามขึ้นหันซ้ายหันขวาอย่างลังเลใจ

“เหยี่ยวเมฆา” ชายชราร้องตอบกลับไปก่อนที่จะแหงนมองบนท้องฟ้า

“นกหรือท่านสงสัยมันคงจะออกหากินเวลากลางคืน เสียงแหลมดีจริง ๆ”

“มันมาส่งข่าว รีบลุกขึ้นตามข้ามาอย่าทำให้พวกมันสงสัย” ชายชราดันหลังชายหนุ่มให้รีบเดินไปตามคำสั่งของพวกมัน

นกเสียงแหลมกังวานร้อง กระพือปีกอยู่กับที่ ต้านกระแสลมยามราตรี ธนูนับร้อยดอกพุ่งเข้าหาราวกับฝนห่า เหยี่ยวขาวทะยานสู่ฟากฟ้าหลบหลีกคมธนูจนลับสายตา ชายชราเป่าปากอย่างโล่งอก

“มันเป็นสัตว์เลี้ยงของท่านหรือไงกัน”

“ใช่ มันเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าเอง”

“มันคงหนีไปแล้วล่ะท่าน”ชายชราหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายรู้สึกแปลกใจ

ณ. องค์กรเคเอสวัน...

ภายในห้องประชุม ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นให้มาร์ค ฟรีแลนด์ดำเนินการสร้างเกมออนไลน์แบบเต็มรูปแบบภายใต้เงินทุนหมุนเวียนกว่าพันล้านในเวลาเพียงสามเดือนเศษๆ และพร้อมที่จะรับเงินปันผลกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยกระแสสังคมที่มีคนบางกลุ่มออกมาประท้วงให้ระงับเกมด้วยเหตุผลที่ว่า “เกมหายนะ” ทำให้ลูกหลานของตนตายทั้งเป็น ชกชิงวิ่งราว ปล้น จี้ ฆ่า อาชญากร กระโดดตึก สำนึกไม่มี ทำให้การทำงานของนักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงต้องหยุดชะงักลง แต่ด้วยอำนาจของเม็ดเงินอันมหาศาลทำให้นักธุรกิจพุงพุ้ยลงความเห็นสวนกระแสของผู้ที่ไม่เห็นด้วยแม้จะต้องเกิดจลาจลขึ้นมาก็ตาม

“ในเมื่อทุกคนยืนยันจะให้โปรเจคนี้ดำเนินการต่อไป ผมเองจะพยายามจนสุดความสามารถครับทุกท่าน เราจะเปิดตัวในรอบสื่อมวลชนให้ยิ่งใหญ่เพื่อกลบกระแสพวกที่ไม่เห็นด้วยกับเรา”นักวิทยาศาสตร์หนุ่มยืนยัน

“แล้วแกจะแน่ใจได้อย่างไรว่าโปรเจคนี้จะเข้าตากรรมการ” ผู้เป็นนายร้องถาม

“แน่ใจสิครับนาย ในเมื่อโปรเจคแรกยังฟันกำไรได้มากมายขนาดนั้นรับรองว่างานนี้ทะลุเป้าเกินบรรยายเชื่อมือผมเถอะครับนาย”

“แล้วไอ้เรื่อง...ที่พูดกันไว้ไปถึงไหนแล้ว”

“นายไม่ต้องห่วง ผมเอาหัวเป็นประกัน”

“เอาเป็นว่าทุกคนเตรียมทุกอย่างให้พร้อมกับงานใหญ่ของเรา ขอปิดประชุม เชิญครับ”หัวหน้าองค์กรผายมือให้ทุกคนแยกย้ายกันไป

“ส่วนแกเดี๋ยวก่อน”

“มีอะไรครับนาย” เจ้าของโปรเจคยักษ์ถูกเชื้อเชิญให้นั่งต่อ

“จะทำอะไรก็ระวังพวกมันไว้ด้วย ถ้าเรื่องนี้ส่งกลิ่นไปถึงพวกมัน แกคงรู้นะว่าอะไรจะเกิดขึ้นไปได้แล้ว”

“ครับนาย” ชายหนุ่มตอบรับอย่างเสียมิได้ก่อนจะลุกออกจากที่ประชุมไป

ศัลย์ พิทักษ์ราษฎร์ นอนสลบแน่นิ่งมากว่าสามวัน ผู้เป็นพ่อกำมะลอเดินวนไป เวียนมาราวกับคนเสียสติ งานการไม่เป็นอันทำบ่นพึมพำจนเพื่อนรักอย่างสุชาติต้องออกโรงเองจัดการนักสืบไส้แห้งให้หายบ้า

“ฉันบอกให้แกพาเจ้าหมอนี่ไปโรงพยาบาลจะมาเดินวนเวียนเฝ้ามันอยู่แบบนี้จะได้อะไรวะเพื่อน”

“ถ้าพามันไปความลับก็แตกสิวะ อุตส่าห์หลบพวกมันมาได้ตั้งนาน”

“แล้วจะปล่อยให้ลูกชายแกนอนสลบอยู่แบบนี้อีกนานแค่ไหน ไม่แน่นะตอนนี้วิญญาณอาจออกจากร่างไปแล้วก็ได้”

“เฮ้ย! พูดเป็นเล่นไปวิญยงวิญญาณอะไร มันก็แค่สลบไปเท่านั้น”

“สลบบ้านป้าแกนะสิ นี่มันจะสี่วันแล้ว หรือแกคิดว่ามันเล่นเกมออนไลน์อยู่หรือไง”นายตำรวจใหญ่กระแทกเสียงจนอีกฝ่ายคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงด้วย ก่อนหน้านั้นเจ้าศัลย์มันกำลังจะเข้าเกมออนไลน์แต่เครื่องมันดันรวน ฉันก็เลยขอตัวไปนอนต่อ แต่พอตื่นขึ้นมาก็เลยกลับไปดูเห็นมันนอนฟุบอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ห่วยๆของแกก็ไม่ได้คิดอะไรนึกว่ามันเล่นเกมจนเพลียแล้วเผลอหลับไปหรือว่าข่าวลือจะเป็นจริง”นักสืบหันมามองหน้าเพื่อนรักขมวดคิ้ว

“ไอ้ข่าวลือที่ว่าเด็กเล่นเกมออนไลน์นรกแล้วหลับไม่ตื่นฟื้นไม่มี แกเชื่อด้วยหรือวะดนัย” สุชาติหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายอยากจะเอาหมัดกระแทกหน้า

“ก็แค่สันนิษฐานเท่านั้น แต่เจ้าศัลย์มันก็ยังมีลมหายใจอยู่”

“สงสัยต้องเรียกหน่วยแพทย์พิเศษมาซะแล้ว”สุชาติเอ่ยขึ้น

“แล้วทำไมไม่เรียกมาตั้งแต่แรกวะเพื่อน”

“ถ้าแกแจ้งฉันมาตั้งแต่แรก เจ้าหนุ่มนั่นอาจไม่ต้องนอนสลบอยู่แบบนี้”

“เอาเป็นว่า ขอบใจแล้วกัน”

“คดีท่านทูตได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมบ้างมั้ย เวลามีไม่มากแล้วอายุความจวนจะหมดแล้ว”

“คดีท่านทูตรับรองว่าได้เรื่องแน่แต่ตอนนี้ไอ้เกมนรกนั่นมันกลับมาอีกแล้วสายรายงานมาว่าพวกมันกำลังหมุนเม็ดเงินกว่าพันล้านในตลาดหุ้นและเตรียมเปิดตัวเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดโกยเงินเข้ากระเป๋าอีกแล้วครับท่าน”ดนัยร้องบอก

“มันต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างแต่ที่แน่ ๆ จะต้องมีเด็กตายเพิ่มขึ้นอีก จลาจลจะต้องเกิดขึ้นแน่”

“ถ้าเจ้าศัลย์มันหลับไปเพื่อเล่นเกมอยู่ตอนนี้มันอาจจะรู้ความลับอะไรบางอย่างแล้วก็ได้แต่มันน่าจะเป็นเรื่องไร้สาระมากกว่า”

“สงสัยแกจะชอบอ่านนิยายเพ้อฝัน มีที่ไหนหลับไปแล้วจะไปเล่นเกม มีแต่หลับไปแล้วจะไปสวรรค์หรือนรกมากกว่าวะเพื่อน”

ดนัยถอนหายใจยาว ก่อนที่หน่วยแพทย์พิเศษจะเข้ามาตรวจวัดชีพจรของชายหนุ่มที่นอนหลับแน่นิ่งลมหายใจรวยระริน

“เป็นไงบ้างครับ”ดนัยเขย่าแขนหมอ

“ชีพจรก็เต้น ลมหายใจก็ยังมี น่าจะเป็นโรคหลับลึก หลับไม่ยอมตื่นจะเป็นกับร่างกายของคนที่อ่อนเพลียพักผ่อนไม่เพียงพอ”

“โรคหลับลึกมีด้วยหรือหมอแน่ใจนะครับ”

“มีคนป่วยด้วยโรคนี้หลายรายแล้ว บางรายนอนหลับไปชีพจรหยุดเต้นไปเฉย ๆ ก็มี ผลการสำรวจพบว่าจะเกิดกับเด็กช่วงวัยนี้เป็นส่วนใหญ่”

“หวังเพียงอย่างเดียวว่าชีพจรจะยังเต้นต่อไป”ดนัยถอนหายใจยาวขมวดคิ้วส่ายหน้า

ณ. แดนออนไลน์...

เด็กหนุ่มสะดุ้งลืมตามองไปรอบ ๆ เหมือนมีใครมาสะกิดที่ปลายเท้าและเป็นอย่างที่คิดมืออันหยาบก้านของชายชราพยายามทำให้เขารู้สึกตัว

“มีอะไรลุง”เด็กหนุ่มกระซิบเบาๆ

“ตามข้ามาแล้วไม่ต้องถามอะไรอีก”

ศัลย์ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ มองไปรอบๆจนแน่ใจแล้วว่าทาสคนอื่นๆ และทหารยามจะไม่แห่ตามมา ชายชราขวักมือให้เขารีบตามไปปลายเท้าสับอย่างกระชั้นจนไปหยุดที่โขดหินใกล้ ๆ ลำธารที่มีน้ำไหลเย็นเชียว ปลายเท้าของทั้งสองเหยียบบนโขดหินที่ส่วนบนแบนเรียบที่ทำให้พวกเขายืนได้อย่างสบาย

“ลุงจะทำอะไรครับ อากาศหนาวชอบกล ลมก็พัดแรงเสียด้วย”ศัลย์ยืนกอดอกหนาวสั่น

“เดี๋ยวก็รู้ ดูให้ดี”

ชายชราแหงนหน้าขึ้นฟ้า ปากพึมพำเหมือนกำลังสวดมนต์ขอพรอะไรบางอย่าง ไม่นานนักเสียงแหลมของนกที่ศัลย์เองได้เจอตัวเป็น ๆ เมื่อเช้าบินถลาโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟากฟ้า ชายชรายื่นแขนออกไปข้างหน้าและแบมือออกเพื่อรองรับอะไรบางอย่างที่หลุดล่วงลงมาจากเบื้องบน

แผ่นหนังสีน้ำตาลถูกม้วนและพันไว้ด้วยเชือกหนังโดยรอบค่อย ๆ ตกลงบนฝ่ามือของชายชราอย่างบางเบา มือนั้นกำมันไว้จนแน่นก่อนจะเอาเข้าไปเก็บไว้ในเสื้อ

“สารลับสิท่าท่านลุงเหมือนในหนังสงครามที่ต้องมีการส่งข่าว อ่านเลยสิครับ”

“เจ้านี่พูดเรื่องอะไรแปลก ๆ แต่เอาเถอะ ข้าจะเปิดอ่านเดี๋ยวนี้”

เชือกหนังถูกบรรจงแก้ออก แผ่นหนังสีน้ำตาลขยายออกจนกว้าง มืออันหยาบกร้านค่อยๆกางมันออกจนสุด ตัวอักษรโบราณเรืองแสงวาบขึ้น ศัลย์เบิกตากว้างจ้องมองแผ่นหนังจนตาแทบไม่กะพริบ ชายชราอมยิ้มหัวเราะในลำคอโยนแผ่นหนังขึ้นไปในอากาศจนเกิดประกายไฟเผาไหม้ไปต่อหน้าต่อตาเหลือเพียงเถ้าธุลี

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว