~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~-++ตอนที่ 14 การกุศล++

โดย  ws-mars

~~Sense นักสืบอย่างข้า คนบ้าเรียกพี่~~

++ตอนที่ 14 การกุศล++

ปลายกระบอกปืนถูกเป่าจนควันค่อย ๆ จากหายไป แววตาจ้องมองที่เป้ายิงในระดับสายตา ชายวัยกลางคนถอนหายใจ วางปืนหยิบผ้าขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้า ในใจคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา และยิ่งลูกชายกำมะลอดันกลายเป็นเจ้าชายนิทราด้วยแล้ว สมองแทบจะระเบิดออกมา ดนัยโยนผ้าในมือทิ้งหยิบปืนลั่นไกลไปที่เป้าจนขาดเป็นจุน

“ใจเย็น ๆ ก่อนเพื่อน อย่าคิดมาก เรื่องที่แล้วไปแล้วก็ช่างมัน ทุกคนให้โอกาสแกเสมอ อย่าลืมสิว่า เรายังมีหมากตัวสำคัญอยู่ในมือ” สุชาติเอ่ยปากจนเพื่อนซี้อย่างดนัยต้องเหลียวหลัง

“แกต้องการจะบอกอะไรฉันวะ รีบ ๆ บอกมายิ่งกลุ้ม ๆ อยู่” ดนัยกำกระบอกปืนไว้แน่น

“มีงานใหญ่ให้ทำรับรองว่าแกได้หายเซ็งแน่” นายตำรวจใหญ่ฉีกยิ้ม

“จะให้ทำอะไรก็ว่ามาไม่ต้องอ้อมค้อมเสียเวลา” ดนัยตัดบท

“คืนนี้คุณหญิงสายสมรต้องออกงานการกุศลเพื่อสร้างภาพให้พวกมันตายใจ รับรองว่าแกได้ระทึกแน่” ดนัยวางปืนหยิบขวดน้ำเดินไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อให้เพื่อนซี้อธิบายงาน มือก็บิดฝาขวดกระดกน้ำรินเข้าปากจนไหลเต็มเสื้อผสมกับเหงื่อที่ไหลอาบตัว

“แล้วมันระทึกตรงไหน หรือแกต้องการให้ฉันไปขโมยอะไรออกมา หรือจะให้ไปสืบหาอะไร”

“ก็แค่รายชื่อคนในองค์กรทั้งหมดของมัน”

“จะเอารายชื่อพวกนั้นมาทำอะไร ยังไงเราก็ไม่มีหลักฐานมามัดตัวพวกมันได้”ขวดน้ำถูกกระแทกลงอย่างแรงจนตำรวจใหญ่เองยังสะดุ้ง

“แกอย่าลืมสิ คนในองค์กรส่วนใหญ่ของมันเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับห้าดาว ใช้ทุนขององค์กรไปร่ำเรียนถึงเมืองนอก เพื่อมาทำชั่วในบ้านเกิด พูดแล้วอยากจะ...พวกมันจริง ๆ ซึ่งถ้าเราได้รายชื่อมาอย่างน้อยก็ยังวิเคราะห์ได้ว่า ไอ้นักวิทยาศาสตร์ตัวไหนมันทำชั่วบ้าง ”

“เอาชื่อพวกมันมาวิเคราะห์แค่นี้ทำไปทำไม เสียเวลาเปล่า สู้มาช่วยกันหาทางถอนรากถอนโคนพวกมันให้สิ้นซากไปเลย เช่นเอาเอ็มสิบหกไปถล่มพวกมันหรือจะเอาระเบิดไปฝากไว้ที่องค์กรของมัน หรือจะเป็น”

“ดนัยเพื่อนรัก สงสัยแกจะเครียดเกินไป อย่าคิดจะทำอะไรแบบนั้น เราต้องรัดกุมและอย่าทำให้พวกมันไหวตัวทัน และตัวแกเองต้องควบคุมสติ อย่าเอาอดีตมาทำให้ปัจจุบันต้องกลายเป็นอุปสรรคในชีวิต”สุชาติตบลงที่บ่าเพื่อนซี้เบาๆ จนอีกฝ่ายถอนหายใจแก้กลุ้มออกมา

“จะไม่ให้เครียดได้ยังไง ลูกชายยังนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่แบบนั้น แถมภารกิจยังล้มเหลวไม่เป็นท่า แกจะให้ฉันฉีกยิ้ม หัวเราะร่าเหมือนถูกรางวัลเลขท้ายสองตัวหรือไงวะไอ้นายตำรวจใหญ่ มีแผนการอะไรก็ว่ามา” ปืนถูกกระชับเก็บลงซอง

ณ. งานการกุศล...

เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเอาการเดินมุ่งหน้าเข้ามาหาคนทั้งสอง ในมือถือถาดที่พร้อมไปด้วยน้ำเปลี่ยนนิสัยสีชาบรรจงวางลงด้วยน้ำเสียงเชิ้อเชิญย่างสุภาพ คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ฉีกยิ้มแบบนี้ ยิ่งทำให้สัญชาตญาณความเป็นนักสืบของดนัยมันพุ่งปี๊ดติดเพดานสมอง ย้อนความทรงจำได้ว่า ใช่เลย คนขับรถวันนั้น และไม่นานสาวสวยร่างเล็ก เอวอ่อนระทวย หมวยอึ๋ม ในชุดพยาบาลสาวพราวเสน่ห์ เดินหน้าเด่งมาพร้อมกันอีกสามคนจนแน่ชัดแล้วในมันสมองว่าพวกนี้คือ มิสเตอร์วัน มิสเค มิสโอ มิสแอล นายตำรวจใหญ่ยืนกอดอกหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายเริ่มขมวดคิ้ว

“ดั่งสุภาษิตที่ว่า ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม แกอย่าขมวดคิ้วแบบนั้นเดี๋ยวรอยตีนแมว เฮ้ย! รอยตีนกามันจะวางแผนที่บนหน้าแกนะเพื่อน” อีกฝ่ายส่ายหน้าถอนหายใจ

“ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่ เอาสาวๆ มาล่อตาล่อใจ แต่พูดอะไรไปไม่ได้ยิน เวลาสั่งงานกัน ฉันไม่ต้องใช้ภาษาใบ้หรือไง ภารกิจครั้งก่อนไม่รู้สามสาวหายไปไหน ไอ้ช่วงที่ชุลมุนกัน นึกว่าถูกเป่าสมองกันไปหมดแล้ว”

“แกรู้หรือเปล่าภารกิจครั้งก่อนที่สามสาวหายไป หล่อนไปทำอะไรกัน ตอนแรกก็คงคอยเฝ้าคุ้มกันแกอยู่ห่าง ๆ หลังจากนั้นพวกเธอแอบเข้าไปในห้องวงจรปิดเพื่อนำข้อมูลแขกที่เข้าร่วมงานทั้งหมดมาวางแผนซึ่งเราวิเคราะห์แล้วว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นนายทุนระดับห้าดาวมีอสังหาริมทรัพย์นับพันล้าน ส่วนอีกสามสิบเป็นเด็กอายุประมาณ 8 ขวบ ย่อมทำให้รู้ได้ว่า พวกมันพยายามระดมเงินทุนมากกว่าพันล้าน และล้างสมองพวกองค์กรเหล่านี้ และเป้าหมายของพวกมันน่าจะเป็นเด็กแปดขวบที่ชอบเล่นเกมออนไลน์และล้างสมองง่ายกว่าพวกแก่เกินวัยอย่างพวกเรา ซึ่งอาวุธที่น่ากลัวที่สุดนั่นคือ มนุษย์”

“แกเองก็เป็นมนุษย์ ถึงว่า น่ากลัวจริง ๆ”

“มนุษย์อย่างเราต่างมี รัก โลภ โกรธ หลง ด้วยกันทุกคนแต่ใครจะควบคุมมันได้ดีกว่ากัน ฉันเองก็เคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งจนเกือบจะเสียเพื่อน ๆ ดีๆ อย่างแกไปนะดนัย” สุชาติหลับตาก้มหน้าสำนึกผิด

“เอาเถอะ ไหน ๆ มันก็ผ่านมานานแล้ว ฉันอโหสิกรรมให้เพื่อนอย่างแกหมดแล้ว เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ฉันพยายามจะลืมมันไปให้หมดเสียที”

“เอาเถอะครับ คุณทั้งสอง ผมว่าเรื่องราวในอดีตให้มันผ่านไป เรามาวางแผนเรื่องราวในปัจจุบันกันดีกว่า สาวสวยทั้งสามเริ่มหงุดหงิดแล้ว”มิสเตอร์วันเอ่ยขึ้น

สุชาติถอนหายใจยาว และกางแผนที่เพื่อกำหนดจุดที่จะลงมือทำภารกิจ กันในค่ำคืนนี้ เป้าหมายคือ รายชื่อคนในองค์นี้ทั้งหมดซึ่งละครโรงเล็กกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

รถสายสืบปฏิบัติการจอดอยู่ไม่ห่างจากโรงละครอันสวยหรูในเนื้อที่นับสิบไร่ มันถูกสร้างขึ้นด้วยเงินทุนการกุศลที่บรรดาองค์กรมือถือสาก ปากถือศีล ร่วมกันระดมเงินกว่าพันล้าน ระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา ซึ่งหน่วยรักษาความปลอดภัยกว่าร้อยชีวิตเดินลาดตระเวนราวกับมดงานหาอาหารยิ่งกว่าการต้อนรับผู้นำระดับประเทศเสียอีก อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม กล้องวงจรปิดติดตามคุณหญิงสายสมร พิทักษ์ราษฎร์ ส่งสัญญาณเสียงและภาพมาอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันในภารกิจครั้งนี้

พนักงานต้อนรับเปิดประตูรถคันหรูเชื้อเชิญคุณหญิงร่างท้วม ทรงโต ให้เข้าสู่ในงาน พยาบาลสาวส่วนตัวทั้งสามคนเดินประกบไม่ห่างเฝ้าสังเกตการณ์ และส่งสัญญาณให้มิสเตอร์วันเริ่มภารกิจได้ทันทีเมื่อรถเข้าสู่ที่จอด

“เชิญทางนี้ครับคุณหญิง งานกำลังจะเริ่มแล้วครับ” พนักงานต้อนรับหน้างานร้องบอกจนหญิงร่างท้วมต้องรีบสับปลายเท้าจนเกือบต้องกลิ้งไป

“ดนัย ดนัย แกได้ยินเสียงฉันหรือเปล่า ถ้าได้ ยินแล้วยักคิ้วข้างซ้ายหน่อย”สุชาติส่งสัญญาณมา

“ยกเท้าแทนได้มั้ยเพื่อน ง่ายกว่าเยอะ”คุณหญิงร่างท่วมตอบกลับจนอีกฝ่ายถอนหายใจแต่ก็ดีใจที่นิสัยแย่ ๆ ของเพื่อนซี้กลับมาแล้ว

“เก็บเท้าของแกไว้โกยหนีลูกปืนเถอะ ทำมาปากดี ฉันขอย้ำว่าภารกิจนี้ต้องรัดกุมที่สุด คุณหญิงสายสมรจะเป็นตัวเดินเกมต่อไป อย่าเสี่ยงหากไม่จำเป็น อ้าวนั่น! ดนัย! ดนัย! ” นายตำรวจกระชับอุปกรณ์ที่หู

สัญญาณถูกตัดในทันทีที่คุณหญิงร่างท้วมผ่านเครื่องแสกนที่เจ้าของงานลงทุนสั่งนำเข้ามา เพื่อใช้ในงานนี้โดยเฉพาะและเป็นครั้งแรกที่มันได้ทำให้เครื่องมือของหน่วยพิเศษล่มลงอย่างไม่เป็นท่า ทุกอย่างนิ่ง เงียบ และมืดแปดด้าน มีเพียงเสียงด่ากราดของนายตำรวจใหญ่และพาลใส่ลูกน้องที่ไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้เลย

“พวกแกจะนั่งเป่าสากกันอยู่แบบนี้ ไม่คิดจะทำอะไรกันเลยหรือไง”

“เราทราบแล้วครับท่าน สาเหตุเกิดจากเจ้าตัวนี้ครับท่าน”สุชาติแหวกทางเข้าหาหน้าจออย่างไม่เกรงใจ

“รีบแก้ไขโดยด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง”

“มันเป็นโปรแกรมแสกนโลหะธรรมดาๆ เท่านั้น”ชายหัวโล้นพูดขึ้น

“เล่นซะระบบล่มแบบนี้ แกอย่างว่าธรรมดาอีกก็แก้กันสิวะ” นายตำรวจขมวดคิ้ว

“ดูเหมือนจะธรรมดาแต่มันพิเศษตรงที่ว่ามันมีโปรแกรมเสริมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ไอ้โปรแกรมธรรมดาๆ ตัวนี้สามารถแสกนดักจับสัญญาณและโปรแกรมแปลกปลอมทุกชนิดอย่างละเอียด”

“ถ้าอย่างนั้น คุณหญิงสายสมรก็แย่สิ”

“มันแสกนเพื่อตัดสัญญาณและทำลายโปรแกรมเท่านั้นแต่ไม่ฟ้องว่าใครเป็นตัวต้นเรื่อง”

“เข้าใจแล้ว มีหลายคนบ่นว่า งานครั้งนี้ไม่ให้ใครเอาเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในงานโดดเด็ดขาด หากไม่เชื่อทางผู้จัดจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็อาจจะมีบางคนที่แอบเอาเข้าไปในงาน”

“ถ้ามันฟ้องว่าใครมีโปรแกรมต้องสงสัยบ้าง สงสัยคงไม่ต้องเข้างานกันพอดี เล่นตัดสัญญาณ ทำลายกันไปเลยง่ายกว่าไม่ต้องมาเสียเวลาตรวจสอบจนมากความ เพราะยังไงไอ้โปรแกรมที่สร้างปัญหามันก็ตั้งถูกทำลายอยู่ดี”สุชาติถอนหายใจยาว

“ไอ้โปรแกรมที่ว่ามันพึ่งพัฒนาจนแล้วเสร็จสมบูรณ์แต่ไม่คิดว่ามันจะเอามาใช้ได้เร็วขนาดนี้ หรือในหน่วยของเราจะมีหนอน”

“หนอนอะไรของแก กินชาเขียวมากหรือไง เพ้อเจ้อ ถ้ามีก็พวกแกกันเองทั้งนั้น”

“แต่ว่า”

“เอาเถอะ ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง ตอนนี้พวกแกทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม หากดนัย และคนอื่น ๆ ไม่ออกมาตามเวลาที่กำหนด เราจะบุกเข้าไปช่วยทุกคน รวมทั้งฉันด้วย”สุชาติส่งสายตาให้ทุกคนอย่างมั่นใจ

พนักงานในเสื้อสูทสีดำผายมือให้คุณหญิงร่างท้วมนั่งลงในที่นั่งพิเศษที่เตรียมไว้รับน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐานของคนปกติทั่วไป ตามมาด้วยเสียงขอบคุณตามมารยาท ดนัยเริ่มรู้สึกเหมือนตนเองถูกปล่อยให้อยู่เพียงรำพัง พยาบาลสาวทั้งสามและคนขับรถหายตัวไปอีกแล้ว ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่มากตามที่นัด หมายกันเอาไว้ และยิ่งสัญญาณขาดหายไปด้วยแบบนี้คงสนุกดีพิลึก

เสียงปรบมือดังขึ้นจนดนัยต้องเหลียวขึ้นไปมองบนเวที พิธีกรชายหญิงกล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติในงาน เชิญผู้จัดงานกล่าวรายงานต่อประธาน บรรยากาศเป็นไปตามขั้นตอนและจบลงด้วยเสียงปรบมือ พิธีกรทั้งสองแยกกันไปตามมุมของเวที ปล่อยให้ผ้าม่านสีแดงสดเปิดออกอย่างช้า ๆ จนเห็นฉากการแสดงที่งดงามตระการตาสามมิติ จนภาพแทบจะหลุดออกมาจากฉากเสมือนวัตถุนั้นสามารถจับต้องได้เป็นเทคโนโลยีที่ประสมประสานกับการละครได้อย่างลงตัว

“คุณผู้หญิงครับ รับน้ำอะไรดีครับ” บริกรหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพและยื่นเครื่องดื่มให้เลือก

“ไม่ล่ะ ขอบใจ”

“ไม่ดื่มให้ใจเย็นก่อนหรือครับคุณหญิง” เสียงนั้นยังตื้อไม่เลิก

“ฉันบอกว่า” ดนัยเห็นอะไรบางอย่างจนต้องชะงักเสียงลง

“เก็บมันไว้เดี๋ยวผมจะบริการอยู่ห่าง ๆ นะครับคุณหญิง” ชายหนุ่มยื่นสิ่งของให้

“ขอบใจนะจ๊ะน้องชาย”

ผ้าม่านสีแดงสดถูกเลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ แสงไฟรี่ลงจนดับสนิท คุณหญิงอาศัยจังหวะนี้รีบก้าวเท้ามองหาทางไปห้องน้ำ อุปกรณ์การแปลงโฉมทุกชิ้นถูกเก็บลงกระเป๋า ชายวัยกลางคนในชุดสีดำแนบเนื้อ ปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด กระชับกระเป๋าในมือแล้วรีบเดินไปตามแผนที่ ที่มิสเตอร์วันหยิบยื่นให้

ตัวหนังสือในแผนที่มีขนาดเล็กมาก ลูกศรก็ดูเหมือนเส้นจะขาด ๆ เกิน ๆ จนดนัยเองต้องพยายามเพ่งมองซึ่งดูเหมือนว่ามิสเตอร์วันจะเร่งรีบในการเขียนจนทำให้ข้อมูลสำคัญหายไป

“ตรงไหนกันแน่วะ เล่นกากบาทไว้ตั้งหลายที่ หรือว่ารายชื่อมันจะแยกชิ้นส่วนกันอยู่ เอาวะไปมันทุกที่มันต้องเจอสักที”ดนัยพึมพำอยู่คนเดียวแล้วรีบก้าวเท้าอย่างเร่งรีบ

นายตำรวจใหญ่สั่งการคัดเลือกหน่วยพิเศษฝีมือดี 2 นายเพื่อเตรียมเข้าไปในโรงละครอีก 3 นาทีข้างหน้าหากคุณหญิงสายสมร และคนอื่นๆ ไม่ออกมา ภารกิจนี้สุชาติต้องการความกระชับและรัดกุมไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นด้วยฝ่ายตรงข้ามอาจมีอาวุธที่ซ่อนความทันสมัยเอาไว้จนทุกคนอาจคาดไม่ถึงก็เป็นได้

“เหลืออีก 30 วินาที เตรียมตัวให้พร้อม อาวุธทุกอย่างห้ามนำติดตัวเข้าไปเด็ดขาด พวกมันต้องเตรียมแผนไว้รับมือแน่ อย่าประมาทถ้าไม่มีคำสั่งจากฉันห้ามทำอะไรเด็ดขาด” เสียงตอบรับอย่างหนักแน่นแต่ใบหน้าของนายตำรวจใหญ่ก็ยังไม่สู้ดีนัก

“เก้า แปด เจ็ด หก ห้า สี่ ... ไป แต่เดี๋ยวก่อน”นายตำรวจถอนหายใจจนอยากจะด่าออกมาเป็นภาษาพม่า

“นี่พวกแกจะไปไหนกัน ฉันบอกให้แปลงโฉมแบบเนียน ๆ กลมกลืนกับสถานที่ แล้วนี่มันตัวอะไร”

หน่วยพิเศษทั้ง 2 คน ที่ผ่านการฝึกขั้นแปลงโฉมมาอย่างโชกโชน ยืนบิดตัวไปมาราวกับข้านี้งามสะท้านไปสามโลกหรือมันกลับชาติมาเกิดแค่ 2 คน ยิ่งแป้งบนใบหน้าด้วยแล้วขาวปานแป้งมันร้านหอยทอด ริมฝีกปากสีชาดงามสดซดไม่ลง เส้นผมดัดยักศกดกดำหยิกหยอย เสื้อกระโปรงลายดอกเจ็บถึงทรวง รองเท้าส้นสูงสีทองกองไว้ตรงนั้นถอดเดินสบายกว่าสรุปแล้วปลอมตัวหรือตัวประหลาดกันแน่

“งามอย่างมีคนฆ่า ไม่ใช่สิ งามอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่คนบ้าก็คงบอกว่าสวยครับท่าน”

“สวยพิลึก ดึก ๆ หมาเห่าสิไม่ว่า”สุชาติพึมพำส่ายหน้าถอนหายใจกุมขมับจับหัวใจใครก็ได้ลากพวกมันไปทิ้งที

“ถ้าท่านกังวลใจ พวกผมขอแปลงโฉมใหม่อีกรอบ คราวนี้ สวยเด็ด เก็จมณียังอายครับท่าน”ชายหนุ่มยืนตรงอย่างหนักแน่น

“ถ้าพวกแกแปลงโฉมอีกรอบ รับรองว่าไอ้พวกข้างในคงโดนเก็บหมดแน่ ไม่ต้อง รีบตามฉันมาเลย” สุชาติส่ายหน้า คราวหน้าอย่าได้เจอ

นายตำรวจใหญ่กระชับสูทสีดำสนิท ดึงหนวดจนม้วนเป็นลอนใช้มือโอบคุณหญิงทั้งสองแล้วเร่งฝีเท้ารีบแสดงบัตรและเดินเข้าไปอย่างไม่เหลียวหลัง เครื่องแสกนแสดงไฟสีเขียว สุชาติเป่าปากอย่างโล่งอก พนักงานต้อนรับเชื้อเชิญและนำทางไปในที่นั่งที่จัดไว้

“พวกแกนั่งรอที่นี่ก่อนเดี๋ยวฉันมา” สุชาติกระซิบชำเลืองมองแล้วก้าวเท้าไปทันที

ทางด้านนักสืบ...

เสียงกดชักโครก ตามด้วยเสียงถอนหายใจ ข้าศึกโจมตีดนัยอย่างหนักจนเหนื่อยหอบยิ่งรีบก็ยิ่งช้าดูเหมือนโชคจะไม่ค่อยเข้าข้างนักสืบวัยกลางคนสักเท่าไหร่ตั้งแต่ลูกชายกำมะลอกลายเป็นเจ้าชายนิทรามานานกว่าหนึ่งเดือนทำอะไรก็ดูจะผิดพลาดไปทุกเรื่อง แล้วยิ่งล่าสุดดันไปได้สูตรอาหารมาทำให้ทุกคนในที่ประชุมขำกันจนบ่อน้ำตาแตก ส่วนตัวเขาได้แต่กุมขมับขยับไปไหนไม่ถูกอายจนแทบจะขุดรูอยู่ และถ้าครั้งนี้พลาดอีกนั่นหมายถึงชะตากรรมการพักงานหรือไปบวชล้างความซวยให้มันรู้ไปเลยว่าคนอย่างดนัยจะกลับมายืนหยัดไม่ได้อีก

ในระหว่างที่นั่งหวนคิดถึงวันเก่าๆ ในห้องส้วมอันแสนหรู มีเสียงกระซิบแว่วมาจากห้องข้าง ๆจนจับใจความได้ว่า

“นายบอกว่ามีประชุมลับสุดยอด หลังละครการกุศลจบ เหมือนพวกคุณหญิงคุณนายจะหอบเงินมาลงทุนนับพัน พัน ล้าน”เสียงนั้นแว่วออกมาอย่างต่อเนื่องจนดนัยต้องเอาหูแนบกับผนัง

“ยอดคนเข้าเกมออนไลน์ทะลุติดลมบนยิ่งกว่าหนังไทย เรื่องอะไรวะ น่าจะเป็นเรื่องอะไรหว่า อะไรมาก ๆโหนงๆ นี่แหล่ะ ไปต่อแถวซื้อบัตรไม่ทันวะคนยังกับหนอน ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไรสมองจำอะไรไม่ค่อยได้สงสัยยาที่ด๊อกเตอร์ให้มามันหมดอายุ ”

“แกไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือจำให้รกสมอง เอาเป็นว่าตอนนี้แกรีบกดน้ำเถอะ ห้องน้ำมีตั้งหลายห้องเสือกมาใช้โถเดียวกันเหม็นเป็นบ้า ไส้เน่าหรือไงวะ อยากจะอวก”เสียงนั้นยิ่งทำให้ดนัยติดตาม

“เดี๋ยวฉันเอาข้อมูลทั้งหมดไปลงในโปรแกรมก่อน ส่วนแกรีบไปจัดห้องประชุมรอนายได้เลย อย่าชักช้าเดี๋ยวเป็นเรื่องเหมือนครั้งก่อนอีก ระวังอย่าให้ใครสะกดรอยตามเหมือนครั้งก่อน คราวนี้นายเอาตายแน่”

“แกแน่ใจนะว่าในห้องน้ำไม่มีใคร นอกจากแกกับฉัน” เสียงนั้นทำให้นักสืบวัยกลางคนสะดุ้ง

“ก็ตรวจดูมันทุกห้องก็สิ้นเรื่อง หากเจอก็เป่าสมองมันแล้วแยกชิ้นส่วนจับยัดลงชักโครกไปเลย นายเราใหญ่อยู่แล้ว ทำอะไรไม่เคยผิด รวยซะอย่าง”

ชายหนุ่มทั้งสองคนในชุดทักซิโด้สีดำผูกโบสีแดงที่คอเสื้อค่อย ๆ เดินใช้เท้าถีบประตูห้องน้ำไปที่ห้อง ในขณะที่ดนัยได้แต่ปาดเหงื่อกะพริบตาหาทางเอาตัวรอด มองไปทางไหนก็มืดแปดด้านจะปีนเพดานลอดตามช่องขึ้นไปก็คงรอดสายตาพวกมันไปได้ยาก ตอนนี้ทำได้แค่ท่อง นะโมสามจบหรือชีวิตจะจบก่อนก็ไม่รู้ เสียงถีบประตูดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ดนัยประสานมือระดับอกหลับตาพึมพำบทสวดไล่มารผจญ สายตาของพวกมันจ้องมาที่ห้องสุดท้าย พยักหน้าหรี่ตาปานเหยี่ยวจะขยำเหงื่อ ส่วนดนัยลืมตาแล้วตั้งสติกำหมัดไว้แน่นเตรียมซัดฝ่ายตรงข้ามให้หงายก่อนจะเข้ามาถึงตัว

“แกจะรออะไรวะ ห้องสุดท้ายแล้ว ถีบเข้าไปเลย”เหล็กปลายแหลมที่เจาะกระดาษถูกดึงออกมาจากเสื้อสูทสีดำจนเห็นเป็นแสงสะท้อนกับไฟ

“ใครโทรมาตอนนี้วะ เดี๋ยวบัดเหนี่ยวเลย” เสียงชายหัวโล้นร้องขึ้นจนชายอีกคนต้องชะงักปลายเท้าก่อนจะถีบเข้าไป

“ครับนาย พวกผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ อะไรนะครับ เลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง ครับ ครับ ผมจะรีบไปเตรียมการเดี๋ยวนี้เลย”

“นายบอกให้รีบไปเตรียมการด่วน ไปกันได้แล้ว”

“แต่ว่า”ชายร่างโย่งยังลังเล

“บอกให้ตามมา พอแล้วไม่ต้องหาแล้ว หมาสักตัวยังไม่เห็น ถ้ามีก็น่าจะเป็นควายที่มากินหญ้าในห้องน้ำหรู ๆ แบบนี้”ชายหัวโล้นดึงแขนเพื่อนให้ตามไป

ดนัยเป่าปากโล่งอกใช้มือปาดเหงื่อบนหน้าผากสะบัดลงพื้น หัวใจเต้นแรงปนเสียงหอบเป็นจังหวะ จมูกบานเข้าบานออก ทรุดตัวลงนั่งที่โถชักโครกทุบลงที่ผนังเจ็บใจตัวเองที่ต้องมากินหญ้าแทนข้าวกับสิ่งที่พวกมันยัดเหยียดความเป็นสัตว์มาให้ ส่วนเรื่องเอาคืนนักสืบขอเก็บไว้ก่อนเพราะเรื่องแรกในตอนนี้คือตามพวกมันไปล้วงเอาความลับและนั่นอาจจะเป็นตัวแปรที่ตามหาอยู่ก็ได้ นักสืบรีบเปิดประตูแล้วสะกดรอยตามไปทันที

สุชาติเดินสวนกับเพื่อนซี้เพียงแค่เสี้ยววินาที นายตำรวจเดินเข้าห้องน้ำส่วนนักสืบเดินไปอีกมุมหนึ่งของโรงละครติดตามสองทรชนไปแบบห่าง ๆ เพื่อสืบความลับที่พวกมันทิ้งไว้ก่อนจะเร่งรีบทำภารกิจตามคำบัญชาของผู้เป็นนาย

“มันไปอยู่ส่วนไหนของโรงละครวะ หาจนทั่วยังไม่เจอแม้เงาหรือจะถูกจับได้”นายตำรวจพึมพำอยู่คนเดียว

“งานใกล้เลิกแล้วครับท่าน”ชายหนุ่มในชุดซาฟารีสีกรมท่าพูดขึ้น

“คุณหญิงอยู่ไหน”

“ปลอดภัยดีครับท่าน”มิสเตอร์วันวักน้ำใส่หน้า

“ค่อยโล่งอกหน่อย ฉันนึกว่าถูกจับได้ซะแล้ว”

“เมื่อสักครู่ ผมเห็นคุณหญิงเดินไปทางบันไดทิศตะวันตก คงจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างซึ่งผมเองสั่งให้หญิงใบ้ทั้งสามคนคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ไม่ให้ผู้คนในงานแตกตื่นครับท่าน”

“สัญญาณขาดหายไป ฉันกลัวว่าจะถูกจับได้ก็เลยเข้ามาสนับสนุนพร้อมด้วยหน่วยพิเศษอีก 2 นายแปลงโฉมนั่งหน้าบานอยู่ทางด้านโน้น”สุชาติเบนหน้าไปตามทิศที่เดินมา

“ผมว่าท่านและอีกสองคนควรรีบออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วคอยหาทางหนีทีไร่เมื่อภารกิจเกิดล้มเหลวขึ้นมา หากอยู่ในนี้จะเข้าตาจนกันทั้งหมด”มิสเตอร์วันผู้ชำนาญการพลางตัวและอาวุธทุกประเภทชี้ทาง

“เอาเป็นว่าช่วยไปบอกเรื่องนี้ให้ไอ้สองคนนั่นรู้ที ส่วนฉันจะไปช่วยดนัยอีกแรง ช่วงนี้ไอ้นักสืบเพื่อนฉันมันยิ่งเหม่อลอยชอบกล บอกตามตรงกลัวมันจะลาโลกก่อนวัยอันควร”

“แต่ท่านครับ”

“เอาเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้ฉันและเพื่อนจัดการเองจะดีกว่า ส่วนเธอและคนอื่น ๆ ออกไปรอข้างนอกได้เลยอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าฉันและดนัยยังไม่ออกไปให้รีบออกไปจากพื้นที่โรงละครได้เลยโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น”สุชาติกำชับเรื่องส่วนอีกฝ่ายพยักหน้ารับคำ

มิสเตอร์วันแยกตัวไปอีกทางของโรงละครส่วนสุชาติมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปช่วยเพื่อนรักอีกแรง

ทางด้านนักสืบการสะกดรอยตามเป็นไปอย่างกระชั้นชิด ทรชนทั้งสองแยกกันทำภารกิจซึ่งดนัยเลือกที่จะติดตามชายหัวโล้นในชุดทักซิโด้ที่กำลังจะเอาข้อมูลบางอย่างไปลงในโปรแกรมที่เตรียมไว้เพื่อใช้ในการประชุมลับในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

“มันจะเดินไปถึงไหนกันหรือมันจะถ่วงเวลาวะ”ดนัยบ่นแก้เซ็ง

“เหมือนจะรู้ เปิดเข้าไปเลยแล้วลงข้อมูลของแกซะจะได้จบเรื่องสักที” ลูกบิดถูกหมุนไปจนสุด บานประตูหมายเลข 8 เปิดกว้างพาร่างชายหัวโล้นแทรกผ่านเข้าไปได้อย่างสบาย

“เอาล่ะ คราวนี้ฉันจะต้องทำให้สำเร็จ”ดนัยพึมพำ

ดนัยมองซ้าย มองขวา หาจุดโฟกัสของกล้องวงจรปิด แต่แปลกที่ภายในโรงละครไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรสักตัวเดียว ยิ่งคิดก็ยิงระแวงเพราะตั้งแต่เดินเข้ามาดูเหมือนการรักษาความปลอดภัยด้านในโรงละครจะแตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ไม่ใช้คนมากแถมวงจรปิดลืมไปเลย สันชาตญาณความเป็นนักสืบผุดขึ้นมาบนหัวชายวัยกลางคนว่าพวกมันอาจกำลังจัดฉากซ้อนแผนปิดประตูตีแมวเก้าชีวิตอย่างเขาอยู่ก็เป็นได้ ในหัวสมองมันสับสนหวาดระแวงไปต่าง ๆ นานาจนทุกอย่างนั้นเฉลยมาด้วยสิ่งนี้

“แกต้องการอะไร”เสียงแหบแห้งกระตุ้นหัวสมองนักสืบให้ตื่นขึ้นจากห้วงแห่งความคิด

“เอามันออกไปจากเอวฉันก่อนสิวะ”ลำกล้องมันวาวยิ่งแนบเนื้อเข้าไปอีก

“แกไม่มีสิทธิ์มาต่อรอง ถ้าไม่อ้าปากบอกไส้แตกแน่”ชายหัวโล้นสบถคำ

“ก็แค่เดินผ่านมาเข้าห้องน้ำเท่านั้น อย่าทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่หน่อยเลยน่ะพี่ชาย”ดนัยพยายามถ่วงเวลาให้นานที่สุด

“คงไม่คิดสิว่าปลายกระบอกปืนจะมาแนบชิดอยู่ด้านหลังแบบนี้”ชายหัวโล้นหัวเราะในลำคอจนอีกฝ่ายขมวดคิ้ว

“ก็บอกแล้วว่าไม่รู้ ไม่เห็นอะไรเลย”

“ใครจะเชื่อวะ แกแต่งตัวแบบนี้ยังกับพวกนักสืบ สารภาพมาซะดี ๆ เร็วเข้า”

“จะให้สารภาพอะไร ถ้าบอกว่าเป็นคนขับรถ พี่ชายจะเชื่อไหมล่ะ ส่วนชุดก็เจ้านายให้ยืมมาก็เท่านั้น”ถ้าการโกหกทำให้ชีวิตที่เหลือน้อยของดนัยยังคงอยู่และความลับไม่แตกเขาเองก็คงคิดว่ามันคือการแสดง

ชายหัวโล้นเริ่มคล้อยตามแต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อความลังเลใจและไม่หนักแน่นพอเป็นเหตุของจุดจบมานักต่อนักแล้ว หากปล่อยเวลาให้ฝ่ายตรงข้ามได้มีเวลาคิดมากขึ้นเท่าไหร่ย่อมเป็นแบบนี้

“วางปืนลงซะ! ก่อนที่ม้ามและหัวใจของแกจะมีเลือดซึมออกมา” เสียงนั้นกระชากจิตให้คืนกลับมาพร้อมปลายแข็ง ๆ ที่จ่ออยู่แผ่นหลัง

“พวกแกเป็นใครกันแน่”

“ฉันบอกให้แกทำ วางมันลงก่อน ส่วนไอ้หน้าหม้อนั่นจะยืนแข็งตายอยู่ตรงนั้นหรือไง มาช่วยกันมัดไอ้โล้นหัวมันหน่อยสิวะ”สุชาติฉีกยิ้มที่ครั้งนี้เขามีไพ่เหนือกว่า

นายตำรวจใหญ่หยิบปืนขึ้นไว้ในมือ ส่วนเจ้าโล้นพยายามดิ้นรนคลายเชือกรองเท้าทั้งสองเส้นที่ดนัยขอยืมจากรองเท้าของมันเองและบรรจงมัดทั้งมือ ขา ส่วนปากแค่ถุงน่องของคุณหญิงสายสมรก็เอาอยู่

“เป็นยังไงบ้าง”สุชาติร้องถาม

“ขอบใจ”ดนัยกล่าวเพียงสั้น ๆ แต่อีกฝ่ายไม่หยุดแค่นั้น

“ว่าไงนะ ฉันไม่ค่อยได้ยินวะ”

“ขอบใจแกมากวะเพื่อน เกือบไปเหมือนกัน”สุชาติทำหน้างงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“ข้อมูลอยู่ไหน ส่งมาซะโดยดีมิเช่นนั้นแกจะต้องโดนไอ้นี่”สุชาติหยิบไม้ปั่นหูแบบมีสำลีพันรอบส่งให้ดนัย

“แกจะทำอะไร ทรมานมันด้วยไอ้นี่นะหรือ”

สุชาติหยิบอุปกรณ์การทรมานเบื้องต้นชูขึ้นตรงหน้าทรชนคนหัวโล้นจนมันต้องเบือนหน้าหนี ก่อนจะเร่งขอข้อมูลรายชื่อแขกผู้มีเกียรติในงานการกุศลครั้งนี้แต่มันก็ยังดื้อดึงเหมือนทำหูทวนลมจนนายตำรวจใหญ่ต้องใช้วิธีที่ไม่ต้องเสียเลือด เสียเนื้อแต่เร้าใจ ขนลุก สั่นเกร็ง เสียวสันหลัง สะท้านไปทั้งตัว แม้มันจะบิดตัวงอเข้างอออกไม่ต่างจากกุ้งที่ดิ้นพล่านบนน้ำร้อนหม้อบาบีคิวแต่การทรมานก็ยังดำเนินต่อไปแม้ไม้พันสำลีจะต้องหมดเป็นร้อยก็ตาม

“นั่นมันพยักหน้าจะบอกอะไรเรา”

“ยอมแล้วสิ ช่างมีความอดทนสูงจริง ๆ ว่าไงนะ! อยู่ในกระเป๋า แล้วมันกระเป๋าอะไร เฮ้ย! มีคนเดินมารีบลากมันไปเก็บไว้ก่อน”สองสหายช่วยกันลากอย่างทุลักทุเล

ผู้คนในโรงละครเริ่มทยอยกันออกด้วยอีกไม่ถึงสิบนาทีงานเลี้ยงกำลังจะเลิกลาบ้างก็เดินไปถ่ายรูปตามมุมรูปปั้นตัวละครในเทพนิยายกรีกโรมัน ส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานและไม่ทันสังเกตเห็นเงาของคนสามคนที่อยู่ในมุมมืดของตัวอาคารซึ่งในขณะนั้นนักสืบและนายตำรวจใหญ่ก็พยายามค้นหาข้อมูลจากตัวชายหัวโล้นแต่แล้วก็เจอเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เขียนข้อความสั้น ๆ ว่า “ไอ้หน้าโง่ ควายยังฉลาดกว่า”

“เจ็บใจจริง ๆ แสดงว่าพวกมันซ้อนแผนเรา รีบหนีก่อนเถอะ”สุชาติร้องบอกเพื่อน

กระดาษถูกขยำเป็นก้อนแล้วเอาไปยัดไว้ในปากของเจ้าของก่อนที่ทั้งสองจะสับปลายเท้าหาทางออกอย่างเร่งด่วน กล้องวงจรปิดนับสิบตัวโผล่ออกมาจากเพดานด้านบนหาจุดโฟกัสของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวปริศนาเรื่องนี้จบลงด้วยความสงสัยที่ว่า “ทำไมไม่มีวงจรปิดสักตัว” บันไดหนีไฟถูกกั้นไว้ด้วยกำแพงเหล็กที่เลื่อนออกมาด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมันกลมกลืนจนแยกไม่ออกว่ามีอะไรซ่อนอยู่

“มันปิดประตูตีแมวหรือวะ”ดนัยร้องถามแต่เท้าก็ยังสับต่อไป

“มันจะตีอะไรตอนนี้ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่าเราจะปีนออกไปจากที่นี่ได้ยังไง”สุชาติถอนหายใจยาว

“แล้วคนขับรถและพยาบาลส่วนตัวของคุณหญิงมันหายหัวไปไหนหมด แกจ้างใครมาวะ หายทุกครั้งที่มีเรื่อง หรือพวกมันจะเป็นหนอน”

“ทั้งสี่คนไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่ แกเอาอะไรมาพูด รีบขึ้นไปข้างบนดาดฟ้าก่อน แถวนี้กล้องวงจรเต็มไปหมด ข้างบนน่าจะปลอดภัยอย่างน้อยก็ไม่เป็นเป้าสายตาให้พวกมันส่งใครมาเก็บเราได้ง่ายๆ”สุชาติพยักหน้าให้เพื่อนรีบตามมา

ประตูบานใหญ่ถูกผลักขึ้นไปด้านบน ศีรษะชายทั้งสองค่อย ๆ ลอดผ่านพ้นแทรกตัวผ่านช่องแคบ ๆ ขึ้นไปจนมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน บรรยากาศหนาวเหน็บด้วยแรงลมทีพัดมาอย่างไม่ขาดสายจนชายทั้งสองสั่นสะท้านไปทั่วกาย ความเวิ้งว้างว่างเปล่าทำให้ทั้งสองคนเริ่มไม่แน่ใจว่าด้านบนนี้มันจะปลอดภัยจริงอย่างที่คิดหรือไม่ หากพวกมันดมกลิ่นตามมาเจออาจเข้าสำนวนที่ว่า “หนีเสือปะจระเข้”ก็เป็นได้

“เอาไงดีเพื่อน เราจะมายืนให้ลมพัดเล่นอยู่แบบนี้ ถ้าจะไม่ดีเท่าไหร่”นายตำรวจใหญ่ยืนเหนื่อยหอบก้มลงใช้มือจับที่หัวเข่า

“ฝ่ายสนับสนุนหายหัวไปกันหมด ถ้าฉันบินได้จะเหาะลงไปข้างล่างนั่น”ดนัยยืนจับหน้าอกวัดชีพจรที่เต้นจนจะเด้งออกมา

“อีกไม่นานพวกมันต้องแห่มาลากแกกับฉันไปลงทัณฑ์แน่ รีบหาทางเรียกหน่วยเสริมมาช่วยโดยด่วน”

“ไม่ทันแล้วเพื่อน ดูนั่น...”นักสืบเบิกตากว้างด้วยกองกำลังเสื้อน้ำเงินมือถือตระบองมาแต่ไกล

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆๆๆๆ
เมื่อ 5 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว