ที่ตรงนั้นมีตะวันดวงเดียวกัน

ธมปุระนาคา

เสียงจ๊อกแจ็กจอแจ ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ลมพัดโหมกระหน่ำเหมือนกับจะหอบเอาอะไรหลายๆ อย่างให้ปลิดปลิวหลุดลอยหรือว่าหอบเอาบางอย่าง หลุดหลงเข้ามาออกไป ดุจหนึ่ง มึนงงจนไม่อาจขยับตัว อาการเหมือนโดนยาสลบ อยากขยับตัวแต่ไม่มีเรี่ยวแรงได้ยินเสียงคนพูดอะไรหลายอย่างที่ ดุจหนึ่ง ไม่เข้าใจ

“พรุ่งนี้เช้าก็คงจะถึงแล้ว”

“เร่งฝีเท้าหน่อย ฝนตั้งเค้าถ้าตกตอนนี้จะไม่มีที่พัก” เสียงสั่งการดังอยู่ห่างๆ ดุจหนึ่ง พยายามลืมตาแต่ไม่เป็นผล

เสียงลมพัดอื้ออึงข้างนอกนั่น ลมเย็นปะทะร่างกาย ดุจหนึ่ง สะลึมสะลือแต่ยังยกมือขึ้นกอดอกแน่น ดีที่มีผ้าคลุมไหลมาด้วย

“ฝนตกได้อย่างไร เหมันต์แท้ๆ” เสียงข้างนอกยังวิพากษ์วิจารณ์ ดุจหนึ่งหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้กับรู้สึกสบายอย่างประหลาด ที่นอนโยกเยกไปมาเหมือนการกล่อมนอน

เสียงฝนเริ่มตกลงมาเบาๆ และแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ถึงบ้านท่านแรกตะวันแล้ว ไปหลบฝนก่อนพวกเรา” เสียงตะโกน ดังเป็นทอดๆ ดุจหนึ่งพยายามลืมตาแต่ทว่ากลับรู้สึกศีรษะหนักอึ้ง ลำคอแห้งผากรู้สึกว่าตัวเองจับไข้เสียแล้ว

“นางห้าม เล่า” เสียงเข้มตะโกนถาม

“อยู่ข้างใน ขอรับท่านแรกตะวัน” ผ้าม่านที่กั้นอยู่บนห้องที่ทำไว้สำหรับโดยสารบนเกวียน ถูกเลิกสูงขึ้นใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาขมวดเข้าหากัน ดุจหนึ่งนอนนิ่งพยายามลืมตาแต่ไม่สามารถลืมตาตื่นได้หนังตาหนักอึ้ง มือใหญ่เอื้อมมาแตะหน้าผากเนียน สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะชักมือกลับ

“สงสัยจะไข้ เดินทางมาหลายเดือน คงจะลำบากน่าดู” เป็นประโยคบอกเล่า ที่เหมือนจะรำพึงรำพันมากกว่า สอดมือซ้อนร่างบางเข้าสู่อ้อมแขน มองสภาพเสื้อผ้าของ ดุจหนึ่ง ด้วยความฉงนแต่ไม่ปริปาก เดินลิ่วเข้าสู่ตัวบ้าน ที่ถูกสร้างด้วยศิลาแลงก่อขึ้นเป็นทอดๆ จนเป็นสัดเป็นส่วนมีโถงกว้าง มีทางเดินทอดยาว เหมือนตัวปราสาททั่วไป ทว่ากับมีลักษณะเหมือนบ้านมากว่าโดยไม่มียอดปรางค์เหมือนปราสาทให้เห็น วางร่างบางลงที่นอนผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้มด้วยสีย้อมธรรมชาติบนเตียงหินทั้งก้อน ที่ถูกสลักเสลาจนเป็นรูปร่างเตียงแกะสลักลวดลายวิจิตรบ่งบอกฐานะและยศศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของ

“เอาน้ำมาเช็ดตัว ให้นางห้าม” สาวใช้ ใบหน้างดงามชดช้อยสองคนยก คนโทน้ำเข้ามาข้างใน แรกตะวันนั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าซีดเผือดนั้นเหมือนกลับสงสัยอะไรบางอย่าง

“นายแรก นางห้ามไข้สูง คงต้องใช้ยา” ขยม (ทาส) ออกความเห็นแต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าสบตาใบหน้าเข้มดุนั้น

“เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าให้นางห้าม แล้วเอายานี่ป้อน” ยื่นขวดยาเล็กตรงหน้าขยมสาว แบมือข้างขวาใช้มือข้างซ้ายแตะด้านล่างของข้อศอกอย่างนอบน้อม แรกตะวัน หย่อนขวดยาลงบนฝ่ามือโดยไม่ให้สัมผัสโดนตัวขยมสาว แรกตะวันเดินออกไปข้างนอก ยืนมอง หยาดฝนที่โปรยปรายใน เหมันต์ฤดู ภาพใบหน้าแปลกตาของนางห้าม ไหนใครร่ำลือว่า อินทุอร สวยงามอ่อนหวาน แม้คนที่นอนอยู่จะงดงามเกินคำบรรยาย แต่ตามที่เห็นจมูกเชิดรั้น แสดงถึงความถือดี แรกตะวันเคยเห็นอินทุอร เมื่อยังเยาว์ภาพความทรงจำเมื่อครั้ง กูรุงแมนสรวงวรมันรับตัวแรกตะวันและพิรามมายัง ธมปุระนาคา เสียงเล็กๆ และหยาดน้ำตาบนแก้มเล็กๆ นั้น

“พี่แรกไม่ไป พี่แรกมาเล่นกับน้องก่อน” เสียงร้องไห้ของอินทุอร ยังก้องอยู่ในหูแม้เวลาจะผ่านมา สิบห้าปีแล้วก็ตามในขณะนั้นเขาและพิรามอายุแค่แปดขวบ ส่วนอินทุอรอายุ สี่ขวบพอดี

พิรามก้าวเดินเข้ามาเกือบประชิดตัว แรกตะวันหันไปพอดี

“ยืนคิดอะไร แรก”

“นางห้ามคนใหม่” พิรามขมวดคิ้ว

“มีอะไร เป็นพิรุธ” พิรามจับสังเกตในแววตาของแรกตะวันได้เพราะรู้ใจกันเป็นอย่างดี

“แปลกตรงที่ไม่คุ้นหน้า ไม่เหมือน...อินทุอร” พิรามขมวดคิ้ว

“คิดมาก หรือว่ายังไม่เลิกคิดเรื่องน้องสาวตัวเล็กที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งตอนที่มาอยู่ธมปุระนาคา จะมาเป็นนางห้ามของกูรุง” พิรามสัพยอกแรกตะวันส่ายหน้า

*กูรุง แปลว่า พระราชา

“มาเป็นนางห้าม หากโปรดปราน ก็สบายไม่มีอะไรต้องกังวล” ใจไหวเอนเมื่อพูดถึงเรื่องโปรดปรานหากไม่โปรดปรานเล่าจะตายอย่างทรมาน โดนสะกดวิญญาณจองจำกลายเป็นบาทบริจาริกาในร่างสลักนางอัปสรก็ดีหน่อย หรือไม่ก็ถูกสักหน้าผากเป็นหญิงกลางเมืองปรนเปรอชาย มากหน้า พิรามตบบ่าแรกตะวันเบาๆ

“ให้เราไปดูหน้า นางห้ามบ้างได้ไหม” พิรามเอ่ยปาก

“นางไข้ ขยม เช็ดตัวให้อยู่ คงยังเข้าไปไม่ได้” พิรามพยักหน้า วันนี้กูรุงเรียกหารือเรื่องกองทัพอาณาจักรสุโขทัย และที่ขาดเสียไม่ได้คือการส่ง ขยม (ทาส) ไปบูรณะเมืองให้แม่เมืองยังธมปุระนที เมืองแม่ที่แรกตะวันและพิรามถือกำเนิดที่นั่นก่อนจะถูกนำตัวมาถวายและได้รับการดูแลเลี้ยงดูโดยกูรุง แมนสรวงวรมัน แม่เมืองซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่ของกูรุงและเป็นย่าของเขาและแรกตะวัน เป็นคนที่ส่งอินธุอรนางห้ามคนนี้มา

“ทำใจให้สบายเถิด ท่านแรกข้าไม่เห็นว่าจะมีเรื่องใดให้กังวล เราสองคนหากแม้นคนเดียวก็พอเอาตัวรอดได้ยิ่งเราสองคนรวมกันทุกอย่างย่อมสัมฤทธิผล” พิรามรู้ดีว่าแรกตะวันเป็นคนจริงจังแค่ไหนผิดกับเขาที่ไม่ค่อยจะจริงจังกับสิ่งใด

สายสังวาลสะพายแล่งผ้านุ่งโจงกระเบน และกำไลแขนยาวจนเกือบถึงข้อศอก ท่อนอกเปล่าเปลือยเต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง แรกตะวันหยิบ ชฎาสีทองอร่ามบนโต๊ะใกล้ๆ ขึ้นสวมศีรษะแบบเดียวกับพิราม ชนชั้นสูงหรือพระญาติอย่างแรกตะวันและพิรามที่เป็นทั้งเสนาบดีและพระญาติต้องแต่งองค์ให้สมกับฐานะในการออกว่าราชการหรือการหารือข้อราชการ

พิรามเดินนำออกมาด้านนอกแรกตะวันเดินตามสู่ช่องทางเดินทอดยาวคดเคี้ยว เข้าสู่ใจกลางของธมปุระนาคาอันกว้างใหญ่ ซึ่งแบ่งเป็นที่ประทับของกูรุง และพระมเหสี และสนมหรือนางห้าม รอบนอกนั้นจัดให้อยู่เป็นสัดส่วน โดยเรียกว่าบ้านของใครของมันแต่ ช่องทางเดินมักจะเชื่อมต่อกันเสมอ สามารถเดินอีกจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้สะดวกสบายเพราะมีหลังคาคุ้มกันแดดฝนมีช่องลม อยู่เป็นระยะๆ ช่องลมนั้นใช้หินทรายสลักจนเป็นท่อนสวยงามใส่ไว้บน ช่องหน้าต่างเป็นลูกกรง กว้างเมตรครึ่งยาวเมตรครึ่งผิดแต่ลูกกรงนั้นทำจากหินทราย บางช่องก็เว้นว่างไว้บางช่องกลับเป็นกำแพงทว่าด้านนอกเป็นลูกกรง ระหว่างช่องลมมีทหารยืนอยู่ประจำ เป็นจุดๆ ไป มองออกจากช่องที่ว่างเปล่า กลับเห็นบาราย (ที่กักเก็บน้ำ) เป็นสระสี่เหลี่ยม บัวสาย สีชมพูออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม แรกตะวันเคยนึกภาพดวงหน้าของอินธุอร จะสวยงามเช่นดั่งดอกบัวบานไหม แต่คนที่เห็นเมื่อเช้ากลับแปลกไปไม่เหมือนที่จินตนาการไว้แม้แต่น้อย ขนตายาวดำขลับกับใบหน้าเนียนสวยทว่าจมูกกับเชิดหยิ่ง เหมือนคนไม่ยอมใคร ไม่เหมือนอินธุอรที่เขาคุ้นเคย

“นางห้ามของกูรุงแม้มากมายแต่ไม่มีใครให้กำเนิดโอรสธิดา” เสียงของ พิรามปลุกแรกตะวันให้ตื่นจากจินตนาการ

“แม่เมือง จึงส่ง นางห้ามใหม่ ต้องโฉลกตามหลัก ของพราหมณ์มาถวายแก่กูรุง แม้มเหสีจะ ทัดทานก็ไม่เป็นผล” แรกตะวันพยายามไม่เอ่ยชื่อของอินธุอรซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามของนางต้องห้ามของกูรุงหากใครมาได้ยินเข้า

“เมื่อนางเป็นนางต้องห้ามของกูรุง ไม่แม้นแต่จะพูดถึง” พิรามเตือนด้วยความหวังดีแรกตะวันยิ้มหยันยังคงเดินตามทางเดินทอดยาวเข้าสู่ใจการของธมปุระนาคา

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว