Disenchanted-You Shall Bite The Hand That Feeds: Act I, Scene I

โดย  femmetyrant

Disenchanted

You Shall Bite The Hand That Feeds: Act I, Scene I

ช่วงเวลาของเรานั้นช่างแปลกประหลาด และก็คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากดยุคและดัชเชสที่เพิ่งกลับมาจากการเยี่ยมเยือนราชสำนักหลวง จตุรัสเครกมาการ์แน่นไปด้วยคาราวานคณะละครจากทางตะวันออกและพ่อค้าจากทั่วทั้งดินแดนที่มุ่งหน้ามาทางนี้ตามเสียงกระทบกันของเหรียญทองในถุงผ้าของพวกเรา “ไม่มีใครใส่ชุดแบบนั้นหรอก” แวนด้า เมอร์เรย์ เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นชุดกระโปรงยาวทำจากผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่ดูหนาที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมา งานปักลายลูกไม้สลับกับด้ายทองชวนทำเอาคันคะเยอไปทั้งตัวถึงแม้ว่าอุณหภูมิของเราจะต่ำกว่าเมืองตอนล่างอยู่มากก็ตาม แต่ก็อย่างที่บอก มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกประหลาด และความหรูหราก็ล้นทะลักเข้ามาพร้อมด้วยเสียงดนตรีจากยุโรปแผ่นดินใหญ่ ถึงแม้ว่าจนกระทั่งวันสุดท้ายที่แลร์ดผู้ล่วงลับของเราจะยังมีชีวิตอยู่ ทั่วทั้งโลกค่อนข้างจะมั่นใจเสียเหลือเกินว่าเครกมาการ์นั้นล้าหลัง

ป้าเฮนเรียตต้าปลุกฉันตั้งแต่ที่เสียงระฆังแรกดังขึ้นในตอนเช้า ผู้คนในชุดที่ดีที่สุดของพวกเขามายืนรออยู่เต็มหน้าธนาคารของเรา มันคือการเสพติด ฉันสรุปได้แบบนั้น การอวดร่ำอวดรวยของดินแดนห่างไกลอิทธิพลทางสังคมของเมืองหลวงนี่น่ะ เหรียญเงินและทองแดงของเราหมดลงก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ส่วนเหรียญทองก็เหลืออยู่ก้นหีบตอนที่มื้อเช้าถูกยกออกมาตั้ง ขนมปังใส่ไข่แบบพวกฟรังเซียกับโกโก้ร้อนจากแอฟริกา มันไม่พอจะทำให้หายหิวเสียด้วยซ้ำ แต่เวลานั้นมีค่ามากยิ่งกว่าอะไร โดยเฉพาะกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินตราและความไม่นึกคิดให้ถี่ถ้วนของมนุษย์ ป้าเฮนเรียตต้าทำจนแน่ว่าฉันจะจดจำเรื่องนี้ไปตลอดชีวิตก่อนที่แวนด้า เมอร์เรย์ จะโผล่พรวดเข้ามาภายในห้องรับรองของเราพร้อมด้วยเงินกระดาษสั่งจ่ายเป็นโครนา และยืนยันว่าฉันต้องออกมาเห็นตลาดด้วยตาของตัวเอง

“มาร์เซลี” สแตนลีย์ เฟรเซอร์ รั้งข้อศอกฉันไว้เมื่อเราเดินผ่านกัน “คืนนี้ผมจะได้เจอคุณหรือเปล่า ?” เขากำลังพูดถึงงานสังสรรค์ของลิซเบ็ธ เกรกอรี ซึ่งทุกคนรอคอยตั้งแต่ที่เห็นเงาหัวของหล่อนผ่านกำแพงเมืองเข้ามาในรถม้าคันเดียวกับแลร์ดตระกูลเกรกอรีคนใหม่

โอ, ใช่ พวกเขาชอบให้ถูกเรียกว่าดยุคและดัชเชสมากกว่า คำว่าแลร์ดนั้นฟังแล้วขยาดรูหูอันศิวิไลซ์

“จำไม่ได้หรือไง ลิซเบ็ธเกลียดขี้หน้าฉัน” เพราะฉันหัวเราะเยาะเธอที่แต่งงานกับผู้ชายแก่คราวพ่อเพื่อเงิน และทำเหมือนพวกเรา––เราที่เคยนั่งหลังแข็งในวิชาเย็บปักของมาดามเดอ แมร์ดง มาด้วยกัน––ต่ำต้อยกว่าเพียงเพราะชุดกระโปรงของเธอลงแป้งซะแข็งทื่อ แต่ฉันไม่ได้พูดต่อ ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

“อา, เหมือนจะพอคุ้นๆ อยู่” เขาล้อ แถมยังฉีกยิ้มให้ฉัน “แต่คุณควรมานะ ลิซเบ็ธทำอะไรคุณไม่ได้หรอก”

“ถ้าคืนนี้เรามีพอร์ตไวน์ดีๆ แล้วป้าเฮนเรียตต้าเข้านอนเร็ว บางทีฉันอาจจะออกไปได้สักพัก”

“ผมจะให้เด็กรับใช้เอาไปส่งให้” ฉันชอบที่สแตนลีย์ เฟรเซอร์ รู้ทันฉันราวกับว่าเรากำลังอ่านหนังสือบรรทัดเดียวกันอยู่ ฉันนึกสงสัยว่ากวีขับลำนำจะพูดถึงเราว่ายังไง ถ้าหากว่าฉันคือเจ้าหญิงจากแดนไกล ส่วนเขาก็เป็นอัศวินบนม้าขาว

“รักแรกไม่ยั่งยืน แต่ความขมขื่นนั้นหยั่งลึก”

คงจะอะไรประมาณนั้น

ฉันผละออกจากบทสนทนาของเราทันทีที่ตระหนักได้ว่าแม้กระทั่งจิตใต้สำนึกของฉันก็ไม่เป็นบทไม่เป็นกลอนขนาดนั้น ทั้งสายตาและสัญชาตญาณต่างก็หยุดชะงักที่ใต้ต้นยูว์ฉันโบกมือลาสแตนลีย์ เฟรเซอร์ อย่างรีบเร่ง ให้คำสัญญาเลื่อนลอยกับเขาว่าเราจะเจอกันคืนนี้โดยไม่ทันคิด ที่อีกฝั่งของต้นไม้ ฉันรู้สึกได้ บทกวีนั่นมาจากตรงนั้น ซึ่งมันอาจเป็นแค่ความบังเอิญ แต่ความบังเอิญไม่มีอยู่จริง

ตอนนั้นฉันไม่นึกแปลกใจว่าทำไมถึงได้ยินเสียงของเขาชัดก้องขนาดนี้ แต่ความพึงพอใจมีการทำงานที่แปลกประหลาด บางครั้งการไม่รู้ก็ถูกย้อมด้วยช็อคโกแล็ตเคลือบน้ำตาลไหม้ รสชาติคล้ายบงบง

“มันแปลว่าอะไร ?” แวนด้า เมอร์เรย์ บนเก้าอี้โลหะสนิมเขรอะก้มลงจนหน้าผากแทบจะแนบไปกับโต๊ะ เพ่งมองอะไรบางอย่าง ชุดของเธอต้องพังแน่ “โอ, มาร์เซลี ! มาดูเร็วเข้า, คำทำนายของฉัน” หล่อนร้องเรียกเมื่อสังเกตเห็นฉันในที่สุด

“ฉันนึกว่าเป็นกวีขับลำนำเสียอีก”

ผู้ชายตรงหน้าเรา มีบางอย่างเกี่ยวกับเขาที่ฉันไม่สามารถบอกได้ ฉันไม่คิดว่าจะจำใบหน้าของเขาได้ถ้าหากมีใครถามแม้จะกำลังจ้องมองอยู่ก็ตาม เขาดูไม่เหมือนมนุษย์ ดูไม่เหมือนฉันหรือแวนด้าที่ช่างเป็นรูปธรรมจนน่าหวาดหวั่น ร่างของเขาเหมือนกำแพงหมอกในฤดูหนาว ถึงจะมีอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีอยู่จริง และในขณะที่เห็น ก็พูดไม่ได้ว่าได้เห็นซะทีเดียว ร่างกายสูงโปร่ง นิ้วมือเรียวบางและขาวโพลนเต็มไปด้วยแหวนอัญมณีหลากสีเหมือนคำบอกเล่าเกี่ยวกับหญิงชั้นสูงในพระราชวัง เสื้อผ้าหรูหราผิดธรรมชาติ ไม่มีกวีหรือนักเดินทางคนไหนซื้อเสื้อผ้าแบบนั้นได้ อันที่จริง ไม่มีใครนอกจากครอบครัวเลนน็อกซ์อย่างเราในเครกมาการ์ที่สู้ราคาสิ่งของฟุ้งเฟ้ออย่างพวกมันไหว และแม้แต่พระราชาก็ยังต้องกังวลหากจะถูกพบเห็นในเครื่องแต่งกายแบบนั้นถ้าไม่อยากให้ประชาชนตั้งแง่ ทั้งเสื้อตัวในที่ทอด้วยผ้าไหมละเอียดยิ่งกว่าชุดสั่งตัดจากตะวันออกไกลราคาหนึ่งหีบเหรียญทองของฉัน หรือเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำขลับร้อยด้วยสายโซ่ทองประดับไข่มุกที่ถูกวางพาดเอาไว้บนเก้าอี้ว่างอย่างไม่แยแส

เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย หลังจากผายมือเชิญให้ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวสุดท้ายตรงข้ามกับราวแขวนเสื้อแก้ขัด “ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่จากนักพยากรณ์ร่อนเร่”

ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครนึกแปลกใจไปกับความมั่งคั่งของนักพยากรณ์ร่อนเร่ข้างตัวเราเลยสักนิด

มันคือช่วงเวลาที่แปลกประหลาดจริงๆ นั่นล่ะ

“อยากจะเห็นอนาคตหรือเปล่า คุณผู้หญิง ?” เขาเสนอ ในขณะที่แวนด้า เมอร์เรย์ ยังคงพยายามวิเคราะห์คำทำนาย––ที่ฉันเดาว่าคงกำกวมอยู่ไม่น้อย––ของหล่อนต่อไป

ฉันบอกเขาว่าฉันมีแต่เงินกระดาษ แต่นั่นไม่สำคัญ เขาว่า “เพราะทั้งหมดที่ผมเห็นคือการแยกจาก”

อยู่ดีๆ แวนด้า เมอร์เรย์ ก็แทบจะเกยคางบนไหล่ของฉัน ลืมเรื่องคำทำนายของตัวเองไปจนหมดสิ้น “อย่างแยกออกไปแต่งงานอย่างนี้น่ะเหรอ ? พระเจ้า เธอคิดว่าจะเป็นสแตนลีย์ เฟรเซอร์ หรือเปล่า ?”

ไม่ ฉันไม่คิดว่าจะเป็นสแตนลีย์ เฟรเซอร์ และฉันไม่คิดว่าเธอจะอยากให้เป็นสแตนลีย์ เฟรเซอร์ ด้วย แต่นั่นมันก็นอกเรื่อง

“ทำไม ?” ฉันถาม ภาวนาว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับการหลุดพ้นจากป้าเฮนเรียตต้า

แล้วคราวนี้มันก็แทบจะชัดแจ้ง ใบหน้าของเขาที่ฉันไม่รู้มาก่อนว่าโหยหาจะได้พบเห็น เส้นผมสีเข้ม เบ้าตาลึก โครงหน้าตอบ แต่ในความแข็งกร้านกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่อาจแหลกสลายหากโดนเข้ากับความสกปรกของมนุษย์ สีม่วงแดงที่ฝาดไปทั่ว ผิวกลิ่นเหมือนแสงแดด เขาดูเหมือนภาพวาดของฑูตสวรรค์ที่ลงมายังพื้นโลกหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลง เทวดาที่ล้างเลือดบนพื้นดินด้วยน้ำตา เศร้าโศกต่อการจากไปของปีศาจร้ายที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าพี่น้อง

เขาคือสิ่งที่อยู่ในเดรา ดอร์ชา

ฉันกำข้อมือของแวนด้า เมอร์เรย์ แน่น “มันต้องไม่เป็นไร” เธอปลอบฉัน นึกว่าฉันกังวลเรื่องคำทำนาย แต่นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันพอจะนึกออกในตอนนี้

เดรา ดอร์ชา ป่าต้องสาปแห่งความมืดมิด แหล่งสิงสู่ของความชั่วร้าย มีบทเพลงกล่อมเด็กที่กล่าวไว้ อย่าเข้าไปในนั้น และอย่าเชื่อใจคนที่กลับออกมา โอ, แต่ฉันรู้ว่าบุรุษปริศนาตรงหน้าไม่ได้ทั้งเข้าไปหรือกลับออกมา เขาคือความชั่วร้ายที่ในเนื้อเพลงนั้นกล่าวถึง สิงสถิตและดื่มกินชีวิต ฉันรู้, ฉันรู้, ฉันรู้

ฉันแค่รู้

และเขารู้ว่าฉันรู้

มุมปากของเขากระตุกขึ้นคล้ายจะแสยะยิ้ม “เพราะเจ้าจะกัดมือที่คอยป้อน” ภาษาเกลิคนั่นสมบูรณ์แบบราวกับจะบอกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป ฉันถอดแหวนจากนิ้ววางลงบนโต๊ะเป็นค่าตอบแทน คำเตือนที่เคยเมินเฉยเล่นวนในหัว อย่าติดหนี้พวกภูติ ก่อนจะรีบดึงแวนด้า เมอร์เรย์ กลับไปทางจตุรัสเครกมาการ์ที่ตอนนี้แทบจะว่างเปล่าเว้นแต่พวกคาราวานที่เริ่มก่อกองไฟและเล่นดนตรีต้อนรับพระจันทร์แรก เวลานั้นใกล้จะพลบค่ำ เรานั่งอยู่ใต้ต้นยูนานนับชั่วโมงในความเป็นจริง ทั้งๆ ที่รู้สึกเหมือนแค่ชั่วครู่เพิ่งผ่านไป

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Sirisupa
thank thanks
เมื่อ 2 สัปดาห์ 4 วันที่แล้ว

รีวิว