หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่61: แม้แต่ตระกูลต๋ายังต่างจิตต่างใจ 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่61: แม้แต่ตระกูลต๋ายังต่างจิตต่างใจ 100%

(ต๋าเชอตานเจี๋ยยวี๋(สถานะผี): บิดาาา...ท่านอย่าได้หลงผิดไปเลย!)

บทที่61:แม้แต่ตระกูลต๋ายังต่างจิตต่างใจ 100%

บรรยากาศการกระชับสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นน้อยใหญ่และชนเผ่าต่างๆ กับจอมจักรพรรดิหนุ่มแห่งจงกั๋วกำลังดำเนินโดยราบรื่นอยู่อีกฟากตำหนัก ขณะที่ห่างออกมาเพียงด้านหนึ่งกลับแตกต่างไปมาก มวลอากาศรอบบริเวณบรรยายได้ว่าค่อนข้างขรุขระ ทั้งแวดล้อมกลิ่นอายแฝงอันตรายที่หมอบซุ่มในซอกกิริยาของผู้คน ดวงตาสี่คู่ซึ่งสืบเชื้อสายบรรพบุรุษชาวนอกด่านล้วนสะท้อนลักษณะอันแบ่งอาณาเขตพวกเขา เสมือนเบื้องหน้าคือแนวผาดิ่งลึกพันจั้ง มีความกว้างกว่าร้อยจั้ง ย่อมเกินความสามารถมนุษย์จะกระโดดข้ามภายในหนึ่งวัน

ครั้นสังเกตรายละเอียดของต๋าปาหนานชานหยู กาลเวลาฉุดสภาพร่างกายเขาให้ถดถอยไม่น้อย เพราะสถานการณ์สงบสุขจากภัยสงคราม ผู้นำเผ่าจึงสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางอาณาจักรภูเขาอย่างผ่อนคลายกว่าคนก่อน ทว่าริ้วรอยบนผิวหน้ากับเส้นดำลึกยังย้ำหนาขึ้นรอบกรอบตา ท่านอาคนนี้เห็นจะสบายกายใจเข้าหลายปีหน่อย ก็แสวงหาความสุขเหนือชั้นไปอีก

ความทรงจำของต๋าน่าหลันซือซือยามอาศัยอยู่บ้านเกิดค่อนข้างกระจ่างชัด หลายคราวระหว่างรับทัณฑ์ตำหนักเย็นในพระราชวังฉางอัน เด็กสาวมักโหยหาจะกลับคืนสู่ช่วงเวลาเก่าก่อน จึงทราบว่าเวลาพวกนักรบต่อสู้แลกชีวิตกับสัตว์ดุร้ายบนเขาแล้วรอดกลับมาได้ นิยมใช้วิธีบำบัดความเครียดหลังเฉียดตายหนึ่งอย่าง ในอีกโลกที่เป็นต้นกำเนิดดวงวิญญาณของนางจำกัดความพวกมันว่า‘ยาเสพติดชนิดออกฤทธิ์ผสมผสาน’สามารถกด กระตุ้นและหลอนประสาทระหว่างสูบหรือสูดดม

แม้การบำบัดความตึงเครียดประเภทนี้ ทำให้พวกเขาล่องลอยบนแดนฝันแสนสุข ทว่าเมื่อสมุนไพรคลายฤทธิ์ลงยามใด ก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นจริงที่ออกไปล่าสัตว์ร้าย แล้วนำเนื้อหนังนำกระดูกกลับมาเลี้ยงดูครอบครัว ถึงกระนั้นกลับเป็นวิถีนิยมอันดับหนึ่ง ดังนั้นชาวหรวนตี้จึงมีฝีมือด้านแกะสลักพอตัว

นอกจากนี้เวลาทำศึกระหว่างเผ่าอื่นๆ หรือปล้นสะดมตามแนวชายแดนแคว้นใหญ่ เหล่านักรบยังได้รับสมุนไพรที่ว่าเป็นรางวัลจากบรรดาผู้นำ วิเคราะห์แล้วอาจหมายถึงกลยุทธ์การปกครองคนชนิดหนึ่ง โดยชนชั้นหัวหน้าจะควบคุมปริมาณสมุนไพรให้ในระดับพอเหมาะ เพราะถ้านักรบของพวกเขาสูบหรือสูดดมมันมากเกิน ย่อมส่งผลกระทบกับความเข้มแข็งทางกายและใจ หากสลับเป็นมอบให้จำนวนน้อยเกินควร นักรบทั้งหลายมักไม่พอใจ คิดไปว่าหนึ่งชีวิตของตนเองคงด้อยคุณค่าในสายตาผู้นำ อาจนำมาซึ่งภัยทรยศภายหลังได้

วิธีควบคุมกลุ่มคนแบบนี้ทวีบริบทที่ชัดเจนขึ้น หลังจากอดีตชานหยูผู้เป็นบิดาของต๋าน่าหลันซือซือล่วงลับไปแล้ว ชวนสงสัยนักว่าท่านอาผู้นี้ของนาง กริ่งเกรงตัวเองจะหลงใหลพิษสมุนไพรจนสุขภาพเสื่อมโทรมฝ่ายเดียวอยู่ เลยสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งมุ่งหน้าสู่ทางมรณะพร้อมกัน

เมื่อหญิงสาวสังเกตผสมครุ่นคิดมาถึงจุดนี้ ด้วยสภาพแวดล้อมเดียวกันแล้ว ต๋าปาหยุนทูฉีที่เป็นบุตรชายคนโตของเขา ท่วงท่าและลักษณะภายนอกน่าจะคล้ายคลึงกับบิดาอย่างต๋าปาหนาน ทว่าคนหนุ่มกลับเปล่งประกายตามธรรมชาติโดยแตกต่างออกมา จนใจจะทราบจริงๆ เพราะอายุเขายังน้อย ทำให้ร่องรอยการใช้สมุนไพรยังไม่ปรากฏชัดเจนหรือไม่

ช่วงที่ต๋าน่าหลันซือซือถูกส่งตัวเข้ามาเป็นสตรีบรรณาการที่วังหลวง เด็กหนุ่มลูกพี่ลูกน้องซึ่งอายุน้อยกว่านางสองปีกำลังครองตำแหน่งทูฉีเพียงสถานะ ส่วนเบื้องหลังของเขามีหัวหน้านักรบสกุลชีอย่างบิดาของชีรันคอยดูแล ต่างจากขณะนี้ที่ต๋าปาหยุนเติบใหญ่เป็นนักรบเต็มตัว สังเกตได้ที่เครื่องประดับเงินกับเขี้ยวหมาป่าที่คล้องลำคออยู่ น่ากลัวว่าที่เผ่าหรวนตี้อาจสงบเสงี่ยมเพียงฉากหน้า!

หลังต่างฝ่ายต่างตรวจตราว่าจำนวนปีที่ผ่านมา พัดพาพวกเขาที่อาศัยห่างไกลไปในทิศทางไหนบ้างแล้ว คำตอบที่ได้กลับคลุมเครือไม่เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นต๋าปาหนานชานหยูจึงเปิดปากเจรจาเป็นภาษาเผ่าก่อน ทำเอากลุ่มทหารองครักษ์กับขันทีสกุลชูเดือดเนื้อร้อนใจฉับพลัน

“นานปีเจอหน้าคนในครอบครัวหนหนึ่ง เจ้าก็ดูสมบูรณ์พูนสุขดีไม่เลว...”

น้ำเสียงหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันแหบลึกอยู่ในลำคอ ฟังคล้ายข่มขู่คู่สนทนาถึงหกส่วน ทว่ากลับหาได้ส่งผลกระทบถึงต๋าน่าหลันซือซือที่มีวิญญาณดวงใหม่ไม่ ยิ่งเปรียบเทียบเขากับจอมจักรพรรดิอย่างเฉียงหมินหลงแล้ว ต๋าปาหนานชานหยูยิ่งคล้ายเด็กเพิ่งหัดพูดระคายหู หากไม่สั่งสอนเดี๋ยวนั้น ก็หมายถึงว่าไม่ถือสา

“อาไม่คิดว่าการจำใจส่งตัวหลานสาวอย่างเจ้ามาหยุดสงคราม สุดท้ายจะยังทำให้เกิดเรื่องราวมากมายอีก แต่อย่างไรก็ต้องกล่าวขอบคุณความเสียสละของเจ้าแทนชาวหรวนตี้ พวกเขาจึงเหลือชีวิตเอาไว้ฟื้นฟูความเป็นอยู่กลับคืนมาได้ วันนี้ทุกคนอาจมอบบรรณาการจำนนต่อศัตรู แต่ไม่ได้หมายความว่าวันหน้า ชาวหรวนตี้จะต้องละเว้นจงหยวน!”

จากนั้นผู้นำชนเผ่านอกกำแพงหมื่นลี้ก็กางมือหมุนตัวโอหัง

“พระราชวังหลวงของหวงช่างแห่งจิ้นที่ฉางอันแห่งนี้ พวกอามาเยือนกี่หนก็ช่างยิ่งใหญ่สะท้านใต้หล้า ทั้งสง่างามทั้งอลังการด้วยประกายทองคำทิ่มแทงนัยน์ตา สิ่งของแต่ละชิ้นยังประณีตและมากสีสัน เสบียงอาหารก็อุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำ มีผืนดินดำให้หว่านปลูกพืชพันธุ์ ผู้คนภายในนี้ล้วนสีหน้าอิ่มสุขราวกับไม่เคยสัมผัสธรรมชาติอันโหดร้าย แตกต่างกับผู้คนของพวกเรา ชาวหรวนตี้ แม้ชานหยูคนแรกจะหาสถานที่ให้ลงหลักปักฐานพบ แต่ยามทุกหนแห่งถูกปกคลุมด้วยหิมะเหมันต์ กลับยากจะปลูกพืชหรือล่าสัตว์มายังชีพ ยังมีภัยฝูงสุนัขป่าหิวโหยบนภูเขาที่ชอบลอบจู่โจมสัตว์เลี้ยง เด็กและคนชรา...”

ต๋าปาหนานชานหยูหดแขนกลับคืนข้างตัว แล้วยืนนิ่ง

“เมื่อฤดูหนาวที่เพิ่งผ่านมา อาทราบข่าวจากครอบครัวนักรบสกุลหู่ ว่ามีครอบครัวหนึ่งในหมู่พวกเขากำเนิดบุตรชายที่แข็งแรง แต่เพราะพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ ความหนาวและเสบียงที่หมดลง ทำให้ทารกน้อยไม่อาจต่อสู้มาถึงฤดูร้อนได้ แม้จะอาลัยรักบุตรชายเพียงใด พวกเขาก็มีกันหลายคน...”

น่าหลันซือซือแม้ไม่พอใจฟังโศกนาฏกรรม ทว่านางกลับรักษาสีหน้าสงบเอาไว้มั่นคง ตรงข้ามกับเด็กสาวคนสนิทที่กำหมัด นัยน์ตาฉายแววเกรี้ยวกราด กลุ่มนักรบสกุลหู่คือพรรคพวกของสกุลชี การที่ชาวเผ่าจะอยู่รอดในแต่ละช่วงฤดูหนาวของปีนั้น กว่าครึ่งขึ้นกับการจัดเตรียมเสบียง เห็นได้ชัดว่าต่อให้สงครามสงบ ถ้าได้ชานหยูด้อยความสามารถ พวกเขามักสูญเสียคนในครอบครัว เจตนาที่ท่านอาเจรจาให้ฟังชักชัดเจนบ้างแล้ว

“นั่นเป็นเพราะอาต้องสั่งเกณฑ์เสบียงมาเป็นบรรณาการแคว้นจิ้น ทำให้ตลอดฤดูร้อนที่ผ่านมา พวกเราไม่สามารถรวบรวมเสบียงได้เพียงพอกับจำนวนคน ย่ำแย่พอๆ กับช่วงที่บิดาของเจ้าทำศึกเพื่อรวมเผ่าเล็กเผ่าน้อย”

ไม่ใช่ขุดวิญญาณบิดาของนางมาตำหนิด้วยหรอกหรือ ที่การรวบรวมชนเผ่ากลายเป็นภาระแก่ชานหยูคนถัดมาอย่างเขา ช่างถนัดหาข้อดีของด้ายหนึ่งเส้น แต่ไม่พิจารณาข้อดีของเชือกถักบ้าง ดวงหน้างดงามยังคงราบเรียบ แม้ในใจจะโต้แย้ง

“อาก็แย่จริง พอเจอหน้าหลานสาวอย่างเจ้า กลับมาเจรจาอะไรให้ฟัง คงเป็นเพราะตลอดเส้นทางกว่าจะมาถึงวังหลวง ประกอบด้วยขุนเขาเขียวขจี สองข้างทางมีเรือกสวนไร่นา หากได้อาศัยเบื้องหลังแนวกำแพงหมื่นหลี่แหล่งนี้ เป็นอาเอง อาก็คงลืมทุกข์ยากจากภายนอกเช่นกัน”

เมื่อคนฟังอย่างหวงกุ้ยเฟยไม่มีวี่แววจะกระสับกระส่าย ผีบุตรสาวของเขากลับแสดงออกมา

‘บิดา! ท่านจะกล่าวดังนั้นไม่ได้ พวกท่านหารู้ไม่ว่าข้างนอกนั้นดีกว่าสถานที่นี้นัก วังหลวงอาจโอ่อ่ายิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยกว่าเผชิญหน้ากับธรรมชาติหรือสัตว์ป่า ชาวจงหยวนล้วนถนัดใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อพรากชีวิตผู้คน บางคนยังเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน ความโหดร้ายทำนองนี้อันตรายยิ่งกว่าภัยบนภูเขา บิดาอย่าพยายามข้องแวะกับราชสำนักแคว้นจิ้นเลย เมื่อนำบรรณาการมามอบให้หวงช่างครบถ้วนแล้ว ท่านก็รีบพาพวกเขาเดินทางกลับเผ่าไปเถิด ตราบเท่าที่เฉียงหลงหวงตี้ยังไม่ใส่พระทัยพวกท่าน ชาวหรวนตี้ก็จะปลอดภัย!’

น่าหลันซือซือพยายามรักษาสีหน้าไม่ให้เผลอเห็นด้วยไปกับความคิดเห็นอันชวนตะลึงจากวิญญาณลูกพี่ลูกน้องตนนี้ เสียดายก็แต่พวกเขาพ่อลูกคู่นั้นไร้พรสวรรค์สาปส่ง ย่อมไม่อาจฟังที่ต๋าเชอตานตักเตือน ชานหยูวัยกลางคนจึงมุ่งหน้าใกล้ธรณีประตูผีทีละก้าว

“หากภายหน้า เผ่าหรวนตี้ครอบครองดวงแก้วประดับใต้หล้าเช่นเฉียงหวงตี้บ้าง ทุกคนคงจะได้เสพสุขไปตลอดกาล ที่ใครๆ บรรยายว่าสรวงสวรรค์บนภพมนุษย์ น่าจะเป็นดังนี้แล้ว”

ฮืม...นอกจากหวังสีเจี่ย ก็มีคุณอาชานหยูของนางที่จินตนาการเจิดจ้า!

‘ไม่!ท่านเข้าใจผิดแล้ว สถานที่นี้ไม่ใช่สวรรค์บนภพมนุษย์ หาไม่ข้าจะจบชีวิตลงเยี่ยงนี้หรือ บิดา!ท่านเปลี่ยนใจใหม่เถิด!’

วิญญาณสาวน้อยไม่ละความพยายาม ยังยืนตะโกนกรอกข้างหูบิดาอย่างอดทน ดังนั้นฝ่ายรำคาญจึงมีแต่พรรคพวกผีวังหลวง น่าหลันซือซือย่อมยากจะไม่ขมวดคิ้วแล้ว ทว่าในสายตาคนธรรมดา พระอัครชายาสกุลต๋ากลับคล้ายจะคล้อยตามเล็กน้อย จึงปรากฏแววตาสองชนิด จำพวกที่มากกว่าย่อมเป็นความคิดหวาดหวั่นแกมระแวง ที่พอใจจึงมีอยู่หนึ่งเดียวจากต๋าปาหนาน

‘พี่ชาย!พี่ชาย!เหตุใดท่านยังเงียบอยู่อีกเล่า แสดงความคิดเห็นของท่านออกมาเร็วเข้า ท่านต้องหยุดเจตนาที่คอยมุ่งร้ายชาวหรวนตี้ แล้วขวางบิดาของเราเอาไว้ให้ได้!’

ต่อให้ผีสาวน้อยโก่งคอตะโกนจนพลังงานแตกซ่าน บุคคลไร้ประสาทสัมผัสพิเศษเหล่านี้ย่อมเฉยเมย ต่างจากน่าหลันซือซือและบรรดาดวงจิตติดบ่วง พวกเขาจึงเริ่มถลึงตาดุร้ายใส่ต๋าเชอตาน ขณะเดียวกันก็ตั้งใจฟังทุกประโยคไปด้วย เพราะเกี่ยวพันถึงไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยกับเสี่ยวเปา

“ยามเจ้าแต่งกายด้วยแพรพรรณงดงาม แลดูรูปโฉมเปล่งปลั่ง ราศีผุดผ่องกลมกลืนเป็นชาวจงหยวน เทียบกันแล้ว อากลับเหมือนคนสกปรก...”

ต๋าปาหนานไม่รู้คิดอะไรอยู่ จึงกล่าววาจาดูแคลนวิถีบรรพบุรุษ ทำให้ทูฉีหนุ่มชะงักงัน เปลี่ยนสายตาจากมองลูกพี่ลูกน้องสะคราญโฉมมาหาบิดา สำหรับชาวเผ่าเยี่ยงพวกเขาต่างทระนงในหนังสัตว์และเขี้ยวเล็บที่ได้จากการล่า นี่เป็นการเสี่ยงชีวิตเอาชนะมาได้ ย่อมให้คำยกย่องมากกว่าเครื่องนุ่งห่มเนื้อหยาบ

“ฮ่า...ข้าชานหยูเฒ่าคนนี้ พูดเพ้อเจ้อไปหลายคำแล้ว เมรัยของพวกเจ้าเรี่ยวแรงใช้การได้ไม่เลว”

จะแก้ตัวไปย่อมเท่านั้น คนเราในเมื่อเปล่งเสียงออกมาได้ แปลว่ามีความคิดอยู่ข้างในแล้ว สาวงามผ่อนลมหายใจ นางอุตส่าห์เปิดช่องเจรจา สุดท้ายได้ฟังแต่เรื่องเหลวไหลของคนเมา...

“ชานหยู...ท่านอายุก็ไม่น้อยแล้ว การดื่มแต่น้อยจึงจะช่วยถนอมสุขภาพของท่าน...”

แรกฟังคำเรียกขาน หัวหน้าเผ่านอกด่านยังยิ้มแย้มไหว สักพักใบหน้าจึงกลายเป็นโกรธจัด ทว่าด้วยเป้าหมายที่ปรารถนา เขาย่อมเค้นเสียงเอ็นดู

“หลานสาวห่วงใย อาอย่างข้าต้องรับฟัง”

น่าหลันซือซือยิ้มสนอง นัยน์ตามองแสงไฟอีกฟากตำหนัก ก่อนจะวกกลับมา

“ข้าปลีกตัวนานพอสมควรแล้ว หากยังไม่กลับไปอีก อาจถูกติเตียนว่าไม่เคารพธรรมเนียมเอาได้ ถ้าพวกท่านชานหยูและทูฉียังมีเรื่องราว ค่อยเจรจากันหนหน้า”

ถึงต๋าปาหนานชานหยูสนทนาภาษาเผ่า ทว่านางตอบด้วยภาษาฮั่นทุกประโยค ทำให้ชูกงกงและทหารองครักษ์พอจะใจปลอดโปร่ง สามารถคาดเดาคำพูดระหว่างสองฝ่ายได้บ้าง

“เมื่อมีธรรมเนียมของวังหลวงบังคับอยู่ อาย่อมไม่รู้ว่าจะได้พบหน้าหลานสาวอีกเมื่อไหร่ ชานหยูเฒ่าคนนี้ขอรับพระเมตตาจากไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยสักหน ว่าทรงทราบหรือไม่ ต๋าเชอตาน บุตรสาวคนที่ห้าของข้าต้องโทษตายไปแล้ว ก่อนหน้าท่านจะพ้นทัณฑ์ตำหนักเย็นออกมาไม่นาน...”

ต๋าปาหยุนทูฉีเปลี่ยนสีหน้าวางเฉยเป็นยุ่งเหยิงทันตา น่าหลันซือซือก็เพียงยกมุมปากยิ้ม แล้วนัยน์ตาสีอำพันค่อยจ้องใบหน้าหยาบกร้านของหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันอย่างเยือกเย็น

“ดังนั้นข้าก็ขอทราบก่อนว่า จะให้ผลแตกต่างอย่างไรกับท่านหรือไม่ชานหยู...”

สายตาทูฉีหนุ่มจึงเปลี่ยนมาทางดวงหน้าพิลาสล้ำ ร่องระหว่างหัวคิ้วของเขาเริ่มกดลึก

“ต๋าน่าหลันซือซือ!เจ้ายังจะกล้ายอกย้อนเอาอีกหรือว่า ไม่ได้รับอภัยโทษตำหนักเย็นจากหวงช่าง ก็เพราะมันแลกด้วยชีวิตลูกพี่ลูกน้องเจ้าอย่างลูกสาวของข้า!ด้วยความหยาบคายดังนี้แล้ว หากเจ้าไม่เห็นแก่หัวจิตหัวใจบิดาเยี่ยงอา ก็ขอให้คำนึงถึงดวงวิญญาณบิดามารดาของเจ้า การที่พยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นชาวจงหยวน และตัดขาดพวกเราชาวเผ่า พี่ชายกับพี่สะใภ้ของข้าต้องร่ำไห้เป็นธารเลือดอยู่ในหลุมแน่!”

อา...ไม่เพียงรู้วิธีเล่นงานคน เขายังเชี่ยวชาญพฤติกรรมผีไม่ด้อยไปกว่านางด้วย หญิงสาวอยากโคลงหัวชื่นชม ทว่าสภาพที่แวดล้อมด้วยหูตาผู้อื่น กลับไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร น่าหลันซือซือจึงมองคนที่กำลังวางท่าเหนือกว่าเบื้องหน้า ตอนนี้ต๋าปาหนานชานหยูชักจะเข้าเค้าตัวร้ายบ้างแล้ว พอดีกับต๋าเชอตานเงียบเสียงโหวกเหวก แววตาหญิงสาวเลยอ่อนพลังลง

“ความอยากรู้ของข้า เหมือนจะทำให้พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว...”

ผีสาวน้อยคิดว่าไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยจะถูกบิดากดดัน กระทั่งประสบชะตากรรมดุจเดียวกับตนเอง ร่างโปร่งใสจึงพลังงานว้าวุ่น จู่ๆ ก็พุ่งวูบเข้าหาน่าหลันซือซือ ทว่าความว่องไวกลับไม่อาจเทียบวิญญาณทหารวังหลวง นางย่อมผงะหยุดอย่างตกใจเค้าหน้าถมึงทึงที่ขัดขวางระยะประชิด ทำให้ได้แต่ส่งเสียงตะโกนห้ามปราม

‘พี่สาวอย่าไปฟังบิดา!พี่สาวก็มีบุตรชายตั้งสองคนอยู่มิใช่หรือ ท่านต้องห่วงอนาคตของพวกเขาก่อนพวกเรานะ!’

นางยังตั้งท่าจะคัดค้านอีกหลายประโยค หากไม่มีเสียงหนึ่งสนองโดยหงุดหงิดกลับมาเสียก่อน

‘เจ้ายังจะแหกปากไปไยเล่า น่ารำคาญจริงเชียว!ก็สมควรรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่ตายแล้ว ใช่ว่าพวกเขาสามารถได้ยินคำพูดผีบ้าอย่างเจ้าสักหน่อย!’

วิญญาณสามพระชายาปรากฏตัวพร้อมขบวนผู้ติดตาม เนื่องจากผีทหารตนหนึ่งไปทูลรายงาน ทำให้ต๋าเชอตานถึงขั้นเบิกตาเผชิญกับกลุ่มสตรีหน้าตางดงาม แต่งกายหรูหราประกาศฐานะที่สูงส่งของฝ่ายใน ทั้งแต่ละตนยังมีวิญญาณข้าราชบริพารห้อมล้อมจำนวนมาก นางจึงหวาดผวาจนรัศมีสั่นไหว หนึ่งในสาเหตุที่ดวงจิตไม่ยอมผูกติดกับสถานที่นี้ นอกจากห่วงใยถึงครอบครัวที่เผ่า ผีเด็กสาวชาวหรวนตี้ก็เกรงกลัวเจ้าถิ่นอย่างพวกเขา

ความชุลมุนต่างภพอาจไร้คนสังเกตการณ์ ทว่าส่งผลให้หัวใจที่เต้นอยู่หลายดวงปั่นป่วน ดังเช่นชูซือหลิ่งที่เหงื่อแตกสายตามแนวสันหลัง ต๋าปาหนานชานหยูผู้นี้กินดีหมีหัวใจเสือขนานไหนมา จึงเหยียบย่ำธรรมเนียมการทูตระหว่างอาณาจักร ทั้งไม่รู้จักศึกษาจากไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยอีก!

เหล่าทหารองครักษ์ที่รักษาเส้นทางอยู่ ไม่ถนัดวิเคราะห์ความซับซ้อนเท่าชูกงกง พวกเขาถึงได้แค่เฝ้าระวังสัญญาณร่างกายของฝ่ายตรงข้าม ขอเพียงคนใดคนหนึ่งทำท่าจะจู่โจมพระอัครชายาสกุลต๋า ทั้งคู่ต้องข้ามกองศพก่อน ค่อยสามารถล่วงเกินเจ้าตำหนักไป๋ฮวา

โฉมสะคราญที่เหล่าทหารพร้อมพลีชีพปกป้องคล้ายใคร่ครวญคิดเป็นครู่ นางจึงเผยท่วงท่าสุขุม แต่น้ำเสียงโศกเศร้าเบาบาง

“คงเป็นเพราะข้าขาดแคลนความสามารถอย่างแท้จริง แม้แต่เถ้ากระดูกของญาติสายรองอย่างต๋าเชอตาน ต่อให้วันนี้ข้าเป็นไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟย ก็ยังไม่อาจนำมามอบแก่ท่านผู้เป็นบิดา ถ้าทำให้ชานหยูโกรธเคือง ข้าย่อมสมควรยอมรับเอาไว้เอง”

ทุกคนต่างตะลึงงัน ไม่เว้นคนสนิทอย่างชีรันที่เฝ้าพิทักษ์นายหญิงอยู่

“หึ!...”

ต๋าปาหนานชานหยูพ่นหัวเราะหนึ่งคำออกมา สัมผัสได้ว่าบังเกิดโทสะจนอารมณ์บิดเบี้ยวแล้ว ฉะนั้นท่าทางของเขาจึงส่งผลให้ทหารเตรียมรับมือฉับพลัน แล้วอยู่ๆ หัวหน้าเผ่าคนเดียวกันนี้ ก็สลายสีหน้ามืดครึ้มราวกับลอกมันทิ้งไปกลางอากาศ แม้สายตาจะดูธรรมดา แต่จุดดำมืดกลับขยับเขยื้อนอยู่ยามจับจ้องน่าหลันซือซือ

“ความโกรธของข้า เฮ้อ...ย่อมต้องไร้พละกำลัง แต่ของเจ้ากลับแตกต่างไป...”

อีกฝ่ายไม่ทันเจรจาจบประโยค พระอัครชายาโฉมงามก็ส่ายหน้า นัยน์ตาสีอำพันยังเยือกแข็งลงหลายชั้น นางหายกังขาแล้วว่าเป้าหมายของทั้งสองคือสิ่งใด หวังจะมาผลักพวกนางสี่ชีวิตเหมือนต๋าเชอตานหรือ

ให้ไปเป็นไส้ศึกล้วงคอมังกรน่ะเหรอ!

ที่แท้ก็อยากเรียนรู้คำว่าไม่ตายดี แต่จำเป็นด้วยหรือที่ต้องมาชวนคนอื่น!

“จะยึดมั่นหนึ่งชีวิตที่กลับคืนสู่แผ่นดินและแผ่นฟ้า แล้วปล่อยหลายพันหลายหมื่นชีวิตที่มีอยู่ไปหรือไม่นั้น ชานหยู...ท่านสมควรย้อนไปไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เพราะอันตัวข้านั้นพอใจกับขณะนี้”

พอได้ฟังคำยืนยันจากปากไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยถนัดหู ทูฉีหนุ่มกลับเสมือนปลดหัวคิ้วออกไปในที่สุด สายตาที่ใช้สังเกตลูกพี่ลูกน้องโน้มไปทางยกย่องเกินหกส่วน ผิดแผกจากชานหยูผู้เป็นบิดาของเขา บรรยากาศรอบกายชายวัยกลางคนแปรทิศทางกะทันหัน แต่พวกเขากลับไม่ทันสานบทเจรจาต่อ เสียงฝีเท้าตึกตึกจากทางหนึ่งก็ดึงดูดสายตาทุกคู่

เจ้าของจังหวะสอดคั่นผู้ใหญ่เป็นเด็กชายวัยหกขวบ ผิวพรรณพวกเขาเนียนขาว ยังเกล้าเรือนผมขึ้นด้วยกวานเนื้อหยกนมแพะ ขับเครื่องหน้าหล่อเหลาสะดุดตาผู้คน ทั้งสวมชุดสีขาวสะอ้านอีก มองอย่างไรก็เหมือนเซียนน้อยวิ่งซุกซนลงมาจากประตูสวรรค์

ร่างเปล่งประกายเข้าขนาบไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยข้างละคนอย่างกระตือรือร้น ทำให้เรียวปากอิ่มเอิบเผยแนวเส้นโค้งสดใส ลักษณะเหนือปุถุชนพอรวมตัวกันแล้ว ช่างเจิดจ้าจนพวกเขาแสบลูกตาไปหมด ทว่าก็ไม่อาจกะพริบหลบสักปริบเดียว

เจียเก๋อที่โดนทอดทิ้งอยู่ข้างหลังองค์ชายฝาแฝดค่อยหยุดวิ่ง เป็นเดินหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยแทน ภายหลังที่นายหญิงลุกไปตำหนักเฉพาะนานผิดปกติ หวังจื่อองค์น้อยทั้งสองของพวกนางก็เริ่มกระสับกระส่าย สุดท้ายยังอ้างว่าปวดธุระเบาพร้อมกันเพื่อตามหาพระอัครชายา

“ไป๋เฟินเหนียงเหนียง!”

สองปากกล่าวทักมารดาเต็มกระแสยินดี เมื่อเห็นไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยยิ้มแย้มตอบ พวกเขาค่อยคลายปมกังวลที่ม้วนก้อนอยู่ในอกได้ จากนั้นก็เริ่มแสดงท่าทีระวังบุรุษแปลกหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ชาวจงกั๋ว ซ้ำรูปร่างยังสูงใหญ่ผิดสามัญ ประกอบกับที่พวกเขาคลุมเสื้อหนังสัตว์ ห้อยเขี้ยวห้อยกระดูกตกแต่งแลรุงรัง เทียบกับบรรยากาศละเอียดอ่อนภายในวังหลวงแล้ว ละม้ายประกาศนิสัยก้าวร้าวยิ่ง

สายตาแข็งกระด้างสองคู่จ้องตอบหวังจื่อฝาแฝด ถึงเค้าหน้าเด็กๆ จะแสดงสายเลือดมังกรเกินครึ่ง ทว่าสีผมและนัยน์ตากลับทำให้ยากจะปฏิเสธว่าไม่ได้สืบทอดคุณสมบัติของชาวหรวนตี้มาด้วย

เพราะหัวข้ออันตรายที่เพิ่งถูกยับยั้งไป น่าหลันซือซือย่อมไม่แนะนำบุรุษทั้งคู่กับบุตรชายเป็นแน่ ท่ามกลางสายตาที่พร้อมผูกเรื่องสร้างราวภายในราชสำนัก หญิงสาวหมายให้ทั้งเผ่าหรวนตี้และขุนนางจับตาลำพังนาง มิใช่ซาลาเปาน้อย

และท่าทางต๋าปาหยุนทูฉียังเหมือนจะเข้าใจ ดังนั้นด้วยไหวพริบของเขากับคำพูดจากต๋าเชอตาน ย่อมถือว่าเกินคาดที่อีกฝ่ายยอมให้ต๋าปาหนานชานหยูเจรจาเอาข้างเดียว ขณะเดียวกันปฏิกิริยาเงียบไปของหวงกุ้ยเฟย ทำให้ชานหยูวัยกลางคนเจตนาพูดภาษากลาง

“เป็นเอ๋อจื่อของจื๋อหนี่(หลานสาว)นี่เอง”

ในเมื่อหลานสาวต้องการปิดบัง อาที่ดีอย่างเขาย่อมต้องเปิดเผย ทว่าการกระทำนี้กลับย้ำว่าเขาสามารถใช้ภาษาฮั่นได้ดี ยังจงใจพูดภาษาเผ่าอำพรางเนื้อหาบางอย่าง น่าหลันซือซือจึงจ้องดุดันแวบหนึ่ง ก่อนวางเฉยประหนึ่งสถานการณ์ยั่วยุไม่อาจบั่นทอนสติปัญญา

ต๋าปาหนานชานหยูจึงแค่นหัวเราะคับแค้นคำหนึ่ง ก่อนหันหลังเดินจากไปอย่างเหิมเกริม หลายสายตามองไม่พอใจกิริยาของเขา แต่หญิงงามกลับใส่ใจแค่บุตรชาย ครั้นต๋าปาหยุนทูฉีทำความเคารพอำลา นางค่อยผงกศีรษะสนอง ผู้อื่นถึงตระหนักที่แท้ไม่ใช้ตาจ้อง พระอัครชายายังรับรู้ความเคลื่อนไหวอีกฝ่าย

คล้อยหลังบิดาและพี่ชายที่สาวเท้าตามกันไป ผีต๋าเชอตานย่อมรีบพุ่งตามติดแผ่นหลังพวกเขา ส่วนกลุ่มวิญญาณวังหลวงก็กระจายงานสอดส่องอย่างฉับไว หลายตนเริ่มหายตัวเพื่อล้วงความลับคนเป็น ทว่าพวกเขากลับขาดแคลนผีที่สามารถเจรจาหรือแปลภาษาต่างถิ่นอยู่ บางตนจึงรับคำสั่งจากดวงจิตลู่กุ้ยเฟย ก่อนมุ่งหน้าไปเสาะหาผีมีคุณสมบัติดังกล่าวที่โรงทาน

น่าหลันซือซือก้มลงมองซาลาเปาขาวผ่องสองลูก ก่อนจะลูบแก้มกลมยุ้ยของพวกเขาอย่างเอาใจใส่

“ผิวเย็นเฉียบเชียว แล้วนี่กำลังจะไปที่เดียวกับเหนียงหรือ...”

นางถามเป็นนัยถึงตำหนักเฉพาะทาง ศีรษะน้อยๆ ผงกพร้อมกันทันที

“ขอรับ”

ทว่าเสี่ยวเปาทั้งสองกลับไม่ได้ปวดหนักหรือเบา ยกเว้นปวดที่หัวใจ เมื่อมารดาลุกหายไปนาน ย่อมต้องตามหาตัวให้พบต่างหาก ด้วยดวงตากระจ่างใสสองคู่ที่เปี่ยมประกายสุกสกาวต่างจากสักครู่นี้ จึงทำให้น่าหลันซือซืออุ่นวาบกลางอก ทั้งยังหลงรักพวกเขาขึ้นมาจนบรรยายไม่ถูกแล้ว

“มา...งั้นเหนียงจะพาไป”

หญิงงามยื่นมือเรียวขาวให้จูงคนละข้าง ก่อนหางตาจะสังเกตชูกงกงที่กิริยากระสับกระส่ายชอบกล รอยยิ้มเกรงใจจึงผลิบานออกมาช้าๆ บนใบหน้าไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟย

“ชูกงกง ในเมื่อตรงนี้ก็มีทั้งกงกงทั้งกงปี้ขบวนใหญ่แล้ว ตลอดเส้นทางยังจะแนวทหารองครักษ์คุ้มครอง แมลงหนึ่งตัวยังไม่สามารถก่อเหตุการณ์ ข้าย่อมไม่รบกวนให้ท่านติดตามย้อนกลับไปอีกหน ชูกงกงจงเดินทางล่วงหน้าก่อนเถิด”

เขาทำท่าอยากรั้งรอ เพราะยังกังวลว่าพระบัญชาแรกจากเฉียงหลงหวงตี้ไม่ลุล่วงดีเสียทีเดียว แต่เหตุเผชิญหน้าระหว่างชานหยู ทูฉีกับไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟย กลับสำคัญนัก พอกงกงหนุ่มทบทวนไปมาในเสี้ยวลมหายใจหนึ่ง ชูซือหลิ่งก็โค้งกายทูลลาผู้สูงศักดิ์ทั้งสามคน

“กระหม่อมขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ!”

--ต่อค่ะ--(หมดเรื่องเครียด เราก็จะผ่อนคลายสไตล์เฮีย น้องซือและลูกเปากันค่ะ 55555)

ยามได้จูงมือมารดาเดินเคียงข้างกันสักระยะ เปาจื่อก็แหงนหน้าถาม ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลกลับมีรอยคร่ำเคร่งซุกซ่อนอยู่มิดชิด ประกอบกับน้ำเสียงกระจ่างภายใต้เงาครึ้มของห้วงรัตติกาล ย่อมช่วยอำพรางผู้คนจนมองเอ็นดูเหมือนเจอเด็กชายช่างสงสัยคนหนึ่ง

“ไป๋เฟินเหนียงเหนียง พวกเขาเป็นนักรบนอกด่านชาวหรวนตี้ ที่เข้ามาถวายบรรณาการฟู่หวงหรือขอรับ เปาจื่อศึกษาจากตำราภาพ นับว่าลักษณะและคำบรรยายค่อนข้างใกล้เคียงมากเลยขอรับ”

ที่จริงปราศจากตำราอุปโลกน์ขึ้นมาเอง จิ่นติ้งหวังก็มั่นใจถึงสิบส่วนว่าตนเองถูกต้อง หาไม่ชายแปลกหน้านั่นจะบังอาจเรียกไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยว่าหลานสาวได้เยี่ยงไร ทว่าจำเป็นต้องแสร้งถามอย่างไร้เดียงสา นอกจากเพื่อปกป้องสถานะของสองสายเลือด เด็กชายยังปรารถนาให้มารดาอธิบายเนื้อหาถึงบรรดากำแพงมีหู ประตูมีช่องพวกนั้น คำเล่าลือเพี้ยนๆ จะได้ไม่ก่อตัวใหญ่โตนัก ฟู่หวงอย่างเฉียงหลงหวงตี้ ยิ่งพื้นนิสัยเป็นบุรุษอัจฉริยะ ที่ให้เอาดีก็ไม่ไหว ให้เอาร้ายก็ไม่ได้ดีอีก

น่าหลันซือซือย่อมเทใจให้เสี่ยวเปาลูกน้อยๆ สองใบหมดดวง

“เก่งมาก ทว่าพวกเขาก็ไม่ใช่นักรบชาวเผ่าโดยสามัญ นั่นคือต๋าปาหนานชานหยูเชียวนะ หากนับตามเชื้อสายแต่กำเนิดของเหนียง ชานหยูผู้นี้เป็นตี้ติของต๋าว่ายกง(ท่านตา สกุลต๋า หมายถึง ต๋าโมเหยียน อดีตชานหยูที่เป็นบิดาของต๋าน่าหลันซือซือ)เขายังมากับต๋าปาหยุนทูฉี ทายาทซึ่งจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งชานหยูคนถัดไป ความจริงแล้วยามอาศัยอยู่ที่เผ่าหรวนตี้ เหนียงไม่ใคร่สนิทสนมด้วยเท่าไหร่”

พอนางแง้มรายละเอียดเล็กน้อยออกมา ซาลาเปาน้อยแก้มป่องกลับเล็งทะลุได้ทั้งสองคน ว่าไป๋เฟินเหนียงเหนียงเพิ่งจะเตือนโดยนัย ให้พึงระวังท่าทีพวกญาติๆ ชาวหรวนตี้เอาไว้ก่อน เนื่องจากอดีตหาเคยมีไมตรีกันมาไม่ บัดนี้กลับจะมาทักทายกันไพเราะ คงคาดหวังสิ่งที่อันตรายอย่างมากแน่นอน!

บทบาทแรงกล้าที่จะต้องผดุงคุณธรรม และกตัญญูต่อบุคคลที่ห่วงใยยิ่ง ปลุกเร้าให้เจ้าเปาลูกหนึ่งโมโหขึ้นมา ใบหน้าน้อยๆ อมก้อนโทสะจนถึงที่สุด ค่อยระเบิดออก

“ไป๋เฟินเหนียงเหนียง หากพวกเขารังแกท่าน พวกเราจะจัดการเองขอรับ!”

เมี่ยนเปากระชับฝ่ามือนุ่มนิ่มของมารดาคนงาม สีหน้าของเขาทั้งขึงขังทั้งดุดัน ดูน่ารักน่าชังอย่างยิ่ง มันก่อกวนหัวใจนางจนแทบกระโจนเข้าปล้ำกอดบุตรชายแล้ว ทว่าการแสดงกิริยารักใคร่เกินควรภายนอกไป๋ฮวากง อาจจะไม่เหมาะสมตามฐานะเท่าใด หญิงสาวจึงแย้มยิ้มหวานใส และผงกศีรษะรับการปกป้อง เด็กน้อยถึงยืดอกสง่างาม ทำเอาแฝดพี่เกิดพลังงานริษยาทันควัน

“ไป๋เฟินเหนียงเหนียง...ระหว่างที่ลุกไปแล้ว เสี่ยวเปาได้ชมการแสดงกลหวาดเสียวด้วยขอรับ พวกเขามาจากเผ่าเล็กๆ ทางซีกวน มีวิชาจับคนใส่หีบไม้ ก่อนจะเสียบดาบเข้าไปหลายสิบเล่ม ปลายดาบทะลุไปอีกฝั่งหีบด้วยขอรับ แต่คนข้างในกลับยังหัวเราะร่าเริงอยู่ น่าสนใจจริงๆ ขอรับว่าเป็นไปได้อย่างไร”

เปาจื่อพยายามยื้อแย่งสายตารักใคร่ของมารดากลับมาที่เขา ไม่สามารถทนแฝดน้องทำตัวเป็นผู้พิทักษ์หญิงงามได้นาน เมี่ยนเปาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกระตุกมือน่าหลันซือซือ พยายามเล่าบ้าง

“มีวิชาร่ายรำกระบี่ที่พลิ้วไสวมาก ขณะเดียวกันก็ต้องหลบอาวุธลับทุกจังหวะที่ออกท่าด้วยขอรับ!”

แต่การแสดงที่เกี่ยวพันกับการใช้อาวุธประกอบทำนองนี้ น่าหลันซือซือย่อมทราบว่าพวกมันมักเป็นของปลอมแปลง ถึงนักแสดงจะลงจังหวะพลาดไปบ้าง ก็จะไม่อันตรายถึงชีวิต เพราะการขึ้นเวทีประกาศความสามารถต่อพระพักตร์จักรพรรดิ ล้วนผ่านวิธีคัดกรองเข้มงวดจากกรมพิธีการที่ตรวจสอบร่วมกับกองราชองครักษ์ ด้วยรอบบริเวณปรากฏแต่บุคคลสำคัญของแคว้น

เมื่อสององค์ชายน้อยในเฉียงหวงตี้ต่างแก่งแย่งนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ที่พวกเขาประทับใจ ตลอดเส้นทางย่อมต้องคลายเหงาเป็นธรรมดา เหล่าผู้แอบฟังบางทียังเผลอขมวดคิ้วคิด ยามปกติจิ่นติ้งหวังมักสงวนกิริยาเคลื่อนไหวไร้บกพร่อง พูดจาเฉลียวฉลาดเข้าขั้นกว่าสหายเรียน มารยาทล้วนสง่างาม หลายครั้งบรรยากาศพาให้คนลืมเสียสนิท ว่าอายุแท้จริงก็แค่เจ็ดขวบปีเท่านั้น บัดนี้พวกเขาค่อยประจักษ์นิสัยหุนหันอันคล้ายคลึงจิ่นลี่หวังบ้างแล้ว ไม่เพียงยกเรื่องไร้สาระมาอรรถาธิบาย ยังจะ...ยังจะแย่งกันเขย่ามือไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยจนแลน่าขัน

ยามที่ขบวนองค์ชายฝาแฝดกับพระอัครชายาสกุลต๋ามุ่งหน้าสู่ตำหนักเฉพาะกิจ พวกทหารองครักษ์ล้วนคลายกล้ามเนื้อเครียดตึง ในใจเริ่มฟังไปฟังมาชักเพลินหู น้ำเสียงตื่นเต้นของเด็กๆ ทำให้ช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาสดใสทันตา มือที่กุมทวนประจำกายขยับกำแล้วปล่อย พยายามทำลายรอยยิ้มบนหน้าตาสุดกำลัง

ขณะเดียวกันนั้น ชูซือหลิ่งก็มาถึงตำหนักที่ประทับของจักรพรรดิ เขามุ่งหน้าไปเข้าเฝ้าหวงช่าง หลังจากเจ๋อกงกงให้สัญญาณอนุญาต ชูกงกงค่อยถวายคำรายงานข้างพระกรรณ สายตาคนฟังยังจับจ้องการแสดงเบื้องล่าง หูกลับคอยฟังเสียงกระซิบควบคู่ ผิวเผินเหมือนไม่ได้ใส่พระทัย ทว่ารายละเอียดเล็กน้อยที่ขันทีหนุ่มบอกเล่ามา ล้วนหามีรั่วหล่นไปไม่

ดังนั้นเมื่อกลุ่มคนของไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยนั่งประจำที่ ทั้งสามคนแม่ลูกคล้ายจะสัมผัสรัศมีดำมืดขยับขยายพื้นที่จากด้านหลังบัลลังก์มังกรเป็นระยะๆ

โฉมงามอดร้อนกลางอกแกมกลัดกลุ้มขึ้นมาไม่อยู่ ทั้งที่ทราบแก่ใจแล้วว่า ชูกงกงต้องแล่นมาขายนางกับนายเหนือหัวอย่างพญามังกรท่านนั้น ก่อนจะเริ่มพร่ำบ่นรายตัวไปจนถึงคู่ชานหยูกับทูฉี วันดีคืนดีได้ฤกษ์เข้าดินแดนจงหยวน พวกเขายังจะทักทายด้วยวิธีกวนน้ำขุ่น ไม่ทราบหวังฉวยโอกาสจับปลาหรือลูบเกล็ดจอมคน!

ท่าทางสันติภาพของใต้หล้าละม้ายเยื่อกระดาษแผ่นบาง ยามนี้กำลังคั่นกลางระหว่างสองฝักฝ่ายอยู่ คนหนึ่งจิ้มนิ้วโอ้อวดรูหนึ่ง อีกคนย่อมข่มขวัญโต้เสียสองรู ประเดี๋ยว...ประเดี๋ยวมันก็พรุนจนขาดแคว่กเอา!

คุยกับแพนด้า:(6/8/19)

แพนด้ากลับมาแล้วจ้า จริงๆ ตั้งใจจะลงวันพรุ่งนี้นะคะ(7/8/19) แต่พอดีวันนั้นน่าจะยุ่งๆ เลยชิงลงก่อน ขณะนี้สถานะงานเขียนส่วนของเล่ม3 เป็นไปตามขั้นตอนที่แพลนไว้อยู่ค่ะ แพนด้าเลยขอแจ้งคนอ่านเกี่ยวกับการลงตอนหลังจากวันนี้เป็นต้นไปนิดหน่อย

1.อย่างเร็วจะเปิด 1 ตอน/อาทิตย์แต่กรณีมีเหตุให้ล่าช้า แพนด้าอาจใช้เวลามากกว่า 1 อาทิตย์ในการลง 1 ตอน อย่าโกรธแพนด้าน้า แพนด้าอาจติดธุระหรือลาป่วย จนลงนิยายตามกำหนดอย่างเร็วไม่ได้ ฮือออ

2.การลงเรื่องจะแบ่งเนื้อหาในหนึ่งตอนเป็นสูงสุดไม่เกิน 4 หน้าเอสี่เวิร์ด/วันโดยจะทยอยลงติดต่อกันเช่นวันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์...เรื่อยๆ จนครบ 100% ของตอน แล้วแพนด้าก็จะหยุดลง ก่อนกลับมาเปิดตอนใหม่ในรอบอาทิตย์ถัดไป อันนี้ก็เหมือนข้อ 1 อย่าโกรธแพนด้า ถ้าจะเว้นวันลงไปบ้าง บางทีก็มีธุระฉุกเฉินเข้ามาทำให้ไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์เลยค่า

สองข้อข้างต้นฟังยุ่งยาก แต่แพนด้าก็ยังอยากแจ้งให้ทราบ เผื่อกรณีที่เกิดคำถาม เอ...ทำไมแพนด้าหายไป แพนด้าจะทิ้งเรื่องแล้วหรือเปล่า ฯลฯ อะไรทำนองนี้นะคะ

*****ดังนั้นใครไม่ชอบอ่านทีละนิด ช่วยรอจนกว่าที่ชื่อตอนจะครบ100% ค่อยอ่านทีก็ได้ค่ะ และใครที่กลัวจะอ่านไม่ทันแล้วแพนด้าลบตามกำหนดไปก่อน ให้เข้ามาอาทิตย์ละ 1 หนก็ยังดีค่ะ รับรองไม่พลาดอย่างที่เคยแน่ค่ะ*****

ในส่วนของเล่ม 3 แพนด้าขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำจีนนิดหนึ่งค่ะปกติคำว่า'พ่อ/บิดา'คนทั่วไปในคำพูดของตัวละครก็จะเรียก'เตีย'ถ้าเตียเป็นจักรพรรดิ องค์ชายองค์หญิงก็จะเรียก'ฟู่หวง'แต่ถ้าตัวละครพูดภาษาเผ่าหรือภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาจีนกลางแล้ว แพนด้าก็จะใช้คำว่า 'พ่อ/บิดา' ตรงๆ ในคำพูดนะคะตัวอย่างเช่น "เตียกินข้าวหลายคำหน่อย" ถ้าพูดภาษาเผ่าหรวนตี้หรือภาษาอังกฤษ ก็จะกลายเป็น "พ่อ/บิดากินข้าวหลายคำหน่อย"

ที่มาของเรื่องนี้ก็คือว่า แพนด้าอ่านภาษาจีนไม่ออก 5555 จึงไม่สามารถค้นคว้าตำราเกี่ยวกับเผ่าหรวนตี้โบราณจริงๆ ว่าใช้คำเรียกอะไรกันบ้าง ที่แน่ๆ ไม่น่าจะเหมือนภาษาจีนกลาง เพราะจีนกลางกับจีนแต้จิ๋ว ของชิ้นเดียวกัน อักษรตัวเดียวกัน ยังอ่านไปกันคนละทางเลย พอจะค้นตำราภาษาอังกฤษ ก็จะเขียนทับศัพท์มาเลย แพนด้าก็เกาหัว ออกเสียงมาไม่ถูกต้องอยู่ดี ฮือๆๆๆ และคิดว่าลำพังศัพท์จีนกลางที่บางทีไม่คุ้นหู คนอ่านก็ปวดหัวหนักแล้ว มาเพิ่มสำเนียงนอกด่านให้อ่านอีก คนอ่านอาจจะรักแพนด้ามาก จนมีเปลือกทุเรียนก็เก็บไว้ปาให้แพนด้าแน่นอน ฮาาาา

และสุดท้ายแล้วค่า มีใครอ่านหลงฮวาเล่ม 2 กันแล้วบ้างคะ ชอบตอนพิเศษแนวนี้ไหมเอ่ย สบายๆ ไม่ต้องเคร่งเครียดอะไรเนอะ ผ่อนคลายๆ 5555

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ ตอนนี้อยู่ในส่วนเนื้อหาเล่ม3 (มีทั้งหมด 4 เล่มจบ)

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง 1 ตอน/อาทิตย์ (อย่างมาก 4 หน้าเอสี่เวิร์ด/วัน จนกว่าจะครบ 100%ของตอน)

สถานะสต็อก:มีต้นฉบับเขียนมือ ดังนั้นจึงพิมพ์และตรวจลงหน้าเว็บสดๆ ร้อนๆ

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (เป็นวันไหนก็ได้ในอาทิตย์)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม2 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 289 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 275 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม1 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 255 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 245 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Puma1008
ขอบคุณค่ะรอๆๆๆ
เมื่อ 1 เดือน 2 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย sugar_caxah
ขอบคุณค่ะ....รออ่านต่อนะคะ
เมื่อ 1 เดือน 6 วันที่แล้ว

รีวิว