รสรักคนสวน

อ้อมกอดคนสวน

เมื่อเย็นนับเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่กุลธิดารู้สึกแจ่มใสต่างจากวันอื่นๆ เธอได้ยิ้มแบบสดใสได้หัวเราะออกมาจากหัวใจไม่ใช่แค่ฝืนเพื่อคนรอบข้าง ลุงเข้มช่วยปัดเป่าม่านหมอกของความเศร้าหมองให้คลายลงทำให้เธอได้กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง

จริงอยู่ว่าโลกใบนี้มีแต่ความเจ็บปวดแต่นั่นเป็นเพราะเธอเลือกจะมองแต่ด้านนั้นต่างหาก รอบๆ ตัวยังมีสิ่งให้รื่นรมย์มากมายเพียงแค่เปิดตาและที่สำคัญเปิดใจให้ชีวิตดำเนินต่อไปอีกครั้ง เธอได้ยินมานานแต่ก็ไม่เคยสนใจเรื่องธรรมชาติบำบัดที่เขาพูดกันเป็นประโยคสวยๆ เช่น กลับสู่ธรรมชาติ , ธรรมชาติบำบัด อะไรประมาณนั้น เพิ่งรู้ว่ามันจริงก็เมื่อตอนเย็นนั่นเอง

ตอนที่นั่งข้างๆ ลุงเข้ม รอบกายมีแต่ต้นไม้ใบหญ้า เธอลืมสิ้นถึงความเจ็บปวดที่คอยทิ่มแทงจิตใจ ในหูก็แว่วแต่เสียงสายลมโชยอ่อนๆ สีเขียวของใบไม้ สีแดงของกุหลาบ สีเหลืองของดาวเรืองและอีกสารพัดสีความสดใสของโลกใบนี้แต่เธอกลับมองข้ามทั้งที่มันอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ

การอาลัยรักสามีและมารดาที่ล่วงลับไม่ใช่เรื่องผิดแต่การจมปลักอยู่กับมันจนลืมใช้ชีวิตของตัวเองต่างหากที่ผิดจนไม่น่าให้อภัย กุลธิดาตระหนักได้ตอนนั้นเองว่าทั้งสองคนที่อยู่บนสวรรค์คงเสียใจมากกับสิ่งที่เธอเป็นตอนนี้

“หนูแก้มสัญญาค่ะคุณลุงว่าจะทำชีวิตให้ดีกว่านี้ ร้านของเราเพิ่งเปิดสาขาใหม่ยอดขายดีมากๆ เลยค่ะ” กุลธิดาหยิบรูปถ่ายของสามีขึ้นมาแล้วบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง

เธอคิดว่าตัวเองบ้ามาตลอดที่ทำแบบนี้แต่ลุงเข้มก็ทำให้เปลี่ยนใจ เราสามารถคุยกับคน สัตว์ สิ่งของได้เสมอถ้าเราเปิดใจให้กว้างพอถึงแม้อีกฝ่ายจะรับรู้แต่ไม่เข้าใจหรือทั้งไม่รับรู้และไม่เข้าใจแต่การได้พูดได้ระบายได้แบ่งปันออกมามันคือสิ่งที่ดี

ร้าน Lemongrass คือร้านสะดวกซื้อสัญชาติไทยที่กุลธิดาและกำธรร่วมกันสร้างขึ้นมา ตอนแรกก็ทำแค่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับตะไคร้ เช่น ชา ยาสระผม ยากันยุงแต่ทำไปทำมากลับได้รับผลตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าหลายๆ คน เรียกร้องให้เปิดเป็นร้านแบบครบวงจร

Lemongrass จึงเป็นร้านสะดวกซื้อที่ขายผลิตภัณฑ์มากมายพร้อมๆ กับรักษ์โลกไปด้วยเพราะร้านนี้ไม่ให้ถุงพลาสติกรวมทั้งหลอดดูด จะซื้อกลับบ้านก็ได้หรือจะนั่งดื่มชาหอมๆ ที่ร้านก็ดีแถมยังมีสลัดและอาหารที่มั่นใจว่าปลอดภัยไร้สารเคมี

ตอนแรกๆ ก็ได้รับการต่อต้านพอสมควรแต่ในเมื่อจุดยืนชัดเจนทั้งสองคนจึงต้องเข้มแข็งและในที่สุด Lemongrass ก็เป็นร้านสะดวกซื้อร้านแรกในประเทศที่ปลอดถุงพลาสติก

“เสียงอะไรนะ” คืนนี้กุลธิดาเปิดหน้าต่างเพราะอยากรับลมเย็นๆ แต่เธอได้ยินเสียงบางอย่างลอยมาตามลม

“ขลุ่ยเหรอ ใครกันมาเป่าแถวนี้” เธอถามตัวเองแล้วเงี่ยหูฟังให้ชัดๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งเคลิบเคลิ้มเพราะหวานจับใจเหลือเกิน

“ไปดูหน่อยแล้วกัน” เธอตัดสินใจแล้วหยิบไฟฉายติดมือไปด้วย

สวนตอนค่ำคืนต่างจากกลางวันโดยสิ้นเชิง มันเย็นสบายกว่าตอนกลางวันมากๆ ทุกสิ่งเยือกเย็นเงียบสงัดอยู่ใต้แสงจันทร์และดวงดารา เมื่อก่อนคุณลุงก็เคยพาออกมาเดินแต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าความสุขแบบตอนนั้นมันเป็นยังไง ตั้งแต่เขาจากไปกุลธิดาก็มีแต่ความเศร้าหมองเกาะกินจิตใจ

“คุณกุลธิดา !” เข้มสะดุ้งโหยงเมื่อคุณนายของบ้านโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มเสียง

“ขอโทษจ้ะที่ทำให้ลุงตกใจ แก้มเดินตามเสียงขลุ่ยมาน่ะจ้ะ เพราะมากเลย”

“ผมรบกวนคุณกุลธิดาใช่ไหมครับ คราวหลังจะได้ไม่เป่าตอนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้”

“เปล่าเลยจ้ะ แก้มกำลังนั่งทำงานเผอิญคืนนี้เปิดหน้าต่างเลยได้ยิน”

“บังเอิญจังเลยนะครับ ผมก็เพิ่งเป่าคืนนี้เหมือนกันหลังจากไม่ได้เป่ามานาน”

“ลุงเข้มเป่าต่อได้ไหมจ๊ะ แก้มอยากฟังอีก”

“ได้สิครับแต่ขอผมพูดอะไรสักนิดนึงได้ไหมครับ”

“ได้สิจ๊ะ”

“เห็นว่าคุณกุลธิดานั่งทำงาน ดึกขนาดนี้ควรจะพักผ่อนวางเรื่องงานก่อนนะครับให้สมองได้หยุดบ้าง”

“จริงจ้ะ คุณลุงก็พูดแบบนี้แหละแต่มันอดไม่ได้ยิ่งตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว…แล้ว ฮือๆๆๆ” อยู่ๆ กุลธิดาก็ตัวสั่นแล้วก็ร้องไห้ใหญ่โตเมื่อพูดถึงสามี เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด ทุกคนในบ้านก็รู้ดีว่าอย่าพูดถึงคนที่ล่วงลับถ้าไม่จำเป็นแต่เป็นเธอเองที่ลืมซะได้

บางครั้งเราก็ควบคุมหัวใจกับความคิดไม่ได้หรอก

“คุณกุลธิดา” เข้มยืนนิ่งเพราะไม่รู้จะทำยังไง ยิ่งคุณนายร้องไห้หนักขึ้นหนุ่มใหญ่ก็ยิ่งแต่สงสารแต่เขาควรจะจัดการยังไงให้คนที่หัวใจแหลกสลายรู้สึกดีขึ้น

“ร้องออกมาเลยครับ ไม่ต้องเก็บไว้” เข้มเดินเข้าไปใกล้แล้วค่อยๆ รั้งกุลธิดามากอดไว้แนบอก ชายหนุ่มนึกออกเพียงเท่านี้จริงๆ เขามีแค่สองมือกับหัวใจที่ภักดี

“แก้มคิดถึงคุณลุง” กุลธิดาสะอึกสะอื้นจนตัวโยนอยู่ในอ้อมกอดคนสวน เมื่อความเจ็บปวดที่อดกลั้นมานานนับปีถูกปลดปล่อยมันก็เหมือนพายุร้ายที่น่ากลัว เธอหวังว่าหลังจากนี้จะได้พบกับท้องฟ้าสดใสสักทีเหมือนที่เขาบอกกันว่า

ฟ้าหลังฝนจะสดใสเสมอ

เธอไม่อยากจมอยู่กับความทุกข์ไปจนตาย หลายครั้งเกือบจะก้าวขาพ้นเพื่อมีชีวิตเพื่อมีความสุขแต่ความผิดชอบชั่วดีก็รั้งไว้ เธอจะมีความสุขได้ยังไงจะยิ้มระรื่นได้ยังไงในเมื่อสามีตายไปแล้ว

“คุณกำธรกับคุณแม่ไม่อยากให้คุณกุลธิดาเป็นแบบนี้หรอกนะครับ” เข้มกระซิบบอกคนในอ้อมกอด

“จริงเหรอคะ แก้มสามารถมีความสุขได้เหรอลุงเข้ม คนอื่นจะไม่ว่าแก้มใช่ไหม”

“จริงสิครับ คุณกำธรเคยบอกกับผมว่าความสุขของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเขา เราสองคนคุยกันบ่อยครับ คุณกำธรเป็นคนดีและรักคุณหมดหัวใจ เขาไม่มีความสุขแน่ๆ ที่เห็นคุณเป็นแบบนี้”

“แก้มไม่รู้ว่าควรจะไว้ทุกข์นานแค่ไหนเพราะแม่กับคุณลุงก็จากไปไล่ๆ กัน แก้มไม่ควรจะทำตัวให้รื่นเริงเกินควรรึเปล่า”

“เมื่องานศพจบลงก็แปลว่าทุกอย่างจบสิ้น คุณกุลธิดาควรจะทำใจตั้งแต่ตอนนั้นแหละครับ มันชัดเจนแล้วว่าคนคนนั้นไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแต่เขาจะอยู่ในใจของเราเสมอ”

กุลธิดาค่อยๆ คิดตามคำพูดของคนสวนแล้วหูตาก็เริ่มสว่าง เธอเคยมีแม่เคยมีสามีช่วยนำทางแต่เมื่อทั้งสองจากไปก็เคว้งคว้างไปหมด เธอพยายามจะกลับมายืนด้วยตัวเองอยากกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิมแต่การต่อสู้เพียงลำพังช่างยากเย็นเหลือเกิน

“คือ…คือแก้มแสบคอค่ะ” ผ่านไปพักใหญ่กุลธิดาก็เริ่มหมดแรง ลำคอที่แผดเสียงสะอื้นจึงเริ่มแสบหน่อยๆ

“มาครับ ผมจะชงชาอุ่นๆ ให้ดื่ม”

รีวิวจากผู้อ่าน

ขณะนี้ยังไม่มีคนรีวิวตอนนี้

รีวิว