หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส-บทที่67: ขึ้นชื่อว่าวิบากกรรม คุณสมบัติย่อมขรุขระ 100%

โดย  จินตธารา/รายาเสน่ห์จันทร์/ศรรกรา/ดาฬ

หลงฮวา ดอกไม้มังกร (龍花) ผ่านการพิจารณากับสนพ.ปริ๊นเซส

บทที่67: ขึ้นชื่อว่าวิบากกรรม คุณสมบัติย่อมขรุขระ 100%

(ผีเป๋ยเสียนเฟย: ซือเอ๋อ ฝนเลือดตั้งเค้าแล้ว เจ้าหาร่มได้สักคันหรือยัง)

บทที่67:ขึ้นชื่อว่าวิบากกรรม คุณสมบัติย่อมขรุขระ 100%

วันแรกที่พวกเขาเคลื่อนขบวนออกจากแนวกำแพงเป่ยกวนร่างกายซาลาเปาน้อยก็เป็นสหายสนิทกับกรอบหน้าต่าง กระบวนเสด็จของจักรพรรดิอยู่ในวงล้อมอารักขากองทัพชายแดน ทหารเหล่านี้เชี่ยวชาญพื้นที่ นำทางได้รวดเร็วและปลอดภัย พวกเขาจะติดตามจนบรรลุจุดนัดพบชาวหรวนตี้

ยามนี้มองไปทิศไหนเจอแต่แผ่นฟ้ากับผืนทราย ท่ามกลางเปลวแดดจัดจ้า พวกเขาเห็นกระทั่งสีสันภูเขาหินที่ตั้งห่างไกล เปาจื่อกับเมี่ยนเปานับแต่กำเนิดก็ไม่เคยพบภูมิทัศน์เวิ้งว้างมาก่อน ตาย่อมโตเท่ากำปั้นทั้งคู่ ทำให้รถม้าของหวงกุ้ยเฟยแว่วบทสนทนาคึกคัก ขณะที่เฉียงหลงหวงตี้ประทับนำหน้าอยู่บนรถม้าอีกคัน

พอเสี่ยวเปาคลายตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ น่าหลันซือซือค่อยมีเวลาเหม่อลอยระหว่างชีรันดูแลพวกเขา หลายหนหญิงสาวใช้ความเงียบปรึกษากับวิญญาณเป๋ยเสียนเฟย และมองนอกรถที่วิ่งโยกเยก บริเวณเปลี่ยวร้างแถบนี้พอมีชุมชนเล็กๆ อยู่บ้าง บางทียากคาดเดาว่าคือชนเผ่าเร่ร่อนหรือชุมโจรปล้นทรัพย์ แต่แม่ทัพหัวเมืองเหนือคนนี้เปี่ยมความรับผิดชอบสูง ออกลาดตระเวนพร้อมลูกน้องบ่อยหน จนเขาเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

และโฉมสะคราญเช่นต๋าน่าหลันซือซือ เลือดจะไหล ภัยจะมา แม้แต่เบื้องบนยังเป็นใจ!

ไม่รู้นางเคยติดค้างอะไรเอาไว้บนท้องฟ้า!

คนงามกลัดกลุ้มที่จู่ๆ กลายเป็นสตรีมีค่าหัว แต่ซาลาเปาน้อยกลับคิดว่ามารดาอาจเจ็บป่วยเพราะการเดินทาง จึงไม่ค่อยเจริญอาหารเหมือนอยู่วังหลวง ดังนั้นพอทหารกำลังตั้งค่ายค้างแรมเสร็จ พวกเขาก็ทั้งเร่งทั้งลากหลางไต้ฟูมาตรวจรักษาถึงกระโจม ข้างหลังเลยปรากฏเงาจอมมังกรติดตามด้วย

หญิงสาวไม่สามารถเผยความในใจ จำใจยื่นข้อมือให้หลางซื่อจับชีพจร เขาจึงสั่งปรุงยาบำรุง และลูกศิษย์จะนำมาถวายหวงกุ้ยเฟยหลังทุกมื้ออาหารสองวันก่อน แม้น่าหลันซือซือคิดแผนรับทางไม่เจอ นางก็ไม่กล้าเบื่ออาหารให้บุตรชายเห็นแล้ว

หลังจากรอนแรมบนทางทราย นางก็ได้ครองกระโจมกับสองเปา แต่เฉียงหมินหลงมีเหตุหารือกับหูไท่เว่ยและแม่ทัพเป่ยกวน เขาจึงคัดสินใจแยกนอนกับภรรยา ยามเสี่ยวเปาหลับสนิท น่าหลันซือซือค่อยขยับแขนขาพวกเขา แล้วคลำทางมาหาผีเป๋ยเสียนเฟย สัญชาตญาณชีรันว่องไว เด็กสาวย่อมผุดลุกขึ้นมาดู ทว่านายหญิงกลับส่งสัญญาณมือสั่งให้นอนลงไป

ภายใต้เวิ้งฟ้าที่ดารดาษด้วยดวงดาว พอปรับสายตาแล้ว ห้วงรัตติกาลก็ไม่ได้มืดทึบเท่าค้างแรมกลางป่า น่าหลันซือซือจึงสามารถรินน้ำดื่ม

‘ซือเอ๋อใกล้จะถึงจุดนัดพบกับชาวเผ่าแล้ว คิดทางแก้ไขออกบ้างหรือไม่’

หญิงสาวผงกหัวให้ดวงจิตบรรพชน เป๋ยเสียนเฟยจึงราศีผ่องใส

‘แล้วเจี่ยเจียต้องช่วยเหลืออย่างไร’

ถึงคราวน่าหลันซือซือป้องปากกระซิบคนเดียวแล้ว

“หม่อมฉันต้องการทราบว่าพวกเขามีจำนวนเท่าไหร่ ระดับวิชายุทธ์เป็นอย่างไร และจะลงมือที่ไหน เมื่อไหร่เพคะ”

เรื่องนี้วิญญาณเป๋ยเสียนเฟยสามารถรับปาก

‘ทันทีที่พวกเขาหารือกันดีหรือไม่’

นางพึมพำขอบคุณฝูงผี ถ้าไม่มีพวกเขาคอยกระซิบ อาจแก้ไขสถานการณ์ลำบากกว่านี้มาก ก่อนจะกลับมานอนระหว่างแขนขาซาลาเปาน้อย เป็นพวกเขาช่วยจุดประกายหนทางให้นางเช่นกัน ฉะนั้นน่าหลันซือซือจึงวางแผนลากเจ้าของปัญหาโขยงนี้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อมีขั้นตอนให้ทำแน่นอนแล้ว หญิงสาวค่อยหลับได้สนิทใจ ขณะเดียวกันดวงวิญญาณเป๋ยเสียนเฟยกับกลุ่มผีก็ล่องลอยออกมานอกกระโจม ก่อนร่างโปร่งใสจะชี้นิ้วไปทางเนินหิน

‘ข้าจะชมสะพานดาวที่นั่น พวกเจ้าก็อยู่สอดส่องที่นี่ แล้วติดตามข้ามาแค่สองก็พอ’

พวกเขาทำตามคำสั่งทันที ที่ต้องดูแลเป๋ยเสียนเฟยก็ไป ที่ต้องดูแลพื้นที่ก็อยู่ กลุ่มผีที่ร่วมกระบวนเสด็จของจักรพรรดินับจำนวนได้ไม่น้อยทีเดียว มีครบครันทั้งขันที นางกำนัลและทหาร

เป๋ยเสียนเฟยสละกายเนื้อแล้ว ลมหายใจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่ยามนางยืนอยู่ใต้ลำธารดวงดาว ผีพระชายากลับปรารภอย่างอารมณ์ปลอดโปร่ง

‘ไม่รู้นานเท่าไหร่ที่ได้ชมจันทร์บนสันทราย พาให้หวนคะนึงว่ากาลเวลาช่างเก่าแก่เหลือเกิน...’

ขณะยังมีชีวิตอยู่ เส้นกำแพงหมื่นลี้เป็นแค่ปราการตามธรรมชาติ นางถือกำเนิดในครอบครัวแม่ทัพแดนเหนือ ยามเจริญวัยค่อยถูกเรียกตัวไปเป็นพระชายาในวังหลวง ทว่าไม่เป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิ ทั้งปราศจากบุตรชายหญิง บั้นปลายไม่ใคร่โลดโผนเท่าลู่กุ้ยเฟยกับเหวยเต๋อเฟย

เสียดายนางหลงลืมสาเหตุที่ทำให้ติดบ่วงชาติภพเดียวนี้ไปแล้ว เป๋ยเสียนเฟยแหงนหน้ามองเบื้อนบน ในใจอดวาดหวังไม่ได้ว่าการเดินทางอาจปลุกคำตอบแก่ตนเองได้

ก่อนรุ่งอรุณพวกทหารส่วนใหญ่พร้อมออกเดินทางแล้วซาลาเปาน้อยพอคุ้นชินภูมิทัศน์ภูเขาทราย ยังเลิกนั่งติดกรอบหน้าต่างทั้งวัน บางทีก็หันมาชวนน่าหลันซือซือ ชีรันและเจียเก๋อเล่นเกมกระดาน ยุทธวิธีหลังจากห่างหายกันไปนานของเปาจื่อพัฒนาขึ้นมาก ทำให้หญิงสาวคิดถึงวิญญาณจ้าวฮองเฮา เมื่อขาดผีอาจารย์ชี้แนะ อีกหน่อยนางอาจพ่ายกลศึกบุตรชาย

นอกจากนี้ซาลาเปาแฝดลูกนี้ยังขยันเล่าเรียนเป็นพิเศษ เขานำตำราใส่หีบส่วนตัวมาด้วยหลายเล่ม ขณะที่เมี่ยนเปาพากระรอกตัวโปรดออกท่องเที่ยว ส่วนมากแฝดน้องจะฝึกฝนสัตว์เลี้ยง ระหว่างที่แฝดพี่คร่ำเคร่งอ่านหนังสือ เจ้าไป๋ไป๋นับเป็นเดรัจฉานแสนรู้ หลายวันนี้มันสร้างเสียงหัวเราะแก่พวกนางบ่อยหน

ส่วนเฉียงหมินหลงกลับเหินห่างจากพวกนางสามคนแม่ลูก เขามักส่งคนมาตามไปร่วมโต๊ะอาหาร โดยปรากฏหูไท่เว่ยและแม่ทัพหัวเมืองเหนืออยู่ที่นั่น ผีเป๋ยเสียนเฟยย่อมสืบความมาให้รู้ว่า เฉียงหลงหวงตี้กำลังรวบรวมท่าทีของชาวเผ่าหรวนตี้จากขุนศึกทั้งสอง นางเลยพลอยขบคิด เห็นได้ชัดว่าความเปลี่ยนแปลงระยะหลังของต๋าปาหนานชานหยู ซ่อนเงื่อนงำบางอย่างแน่นอน

ทั้งลางสังหรณ์เฉพาะตน ก็ส่งเสียงคาดคะเนสาเหตุที่น่าตกใจด้วย แต่น่าหลันซือซือยังไม่กล้าลงมือคำนวณดวงชะตาผู้คนภายใต้หูตาสวามี ใครๆ ย่อมประจักษ์แล้วว่าความจำของจอมคนท่านนั้นไม่ด้อยไปกว่าวรยุทธ์ นางไม่อยากสะกิดคดีคุณไสยขึ้นมาทบทวนใหม่

แต่ตอนนั่งๆ นอนๆ บนรถม้าที่โคลงเคลงไปมา หญิงสาวกลับมีเวลาคิดว้าวุ่นเหลือเฟือ ก่อนนางจะหวนคิดถึงหนึ่งสำรับไพ่ที่ประกอบด้วยหน้าไพ่ห้าสิบสองรูป น่าหลันซือซือจึงทำทีสร้างการละเล่นจากแผ่นกระดาษเพื่อคลายเบื่อ ซาลาเปาน้อยสนใจแนวคิดของมารดา เลยช่วยเหลือจนสำเร็จภายในครึ่งวัน

หลังจากร่วมรับประทานมื้อเย็นกับเฉียงหมินหลงแล้ว พวกนางห้าคนก็ไปรวบรวมขนมหวานมาแบ่งส่วนกัน ก่อนนั่งล้อมวงลองเล่นเกมไพ่อย่างสนุกสนาน ทำให้กระทั่งโอรสสวรรค์ยังถูกสุ้มเสียงคึกคักจากกระโจมไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยดึงดูดเข้ามาดูถึงที่ สุดท้ายชีรันกับเจียเก๋อต้องถอยห่างจากวงไพ่ ปล่อยให้ครอบครัวผู้สูงศักดิ์วางเดิมพันกัน พวกเขาต่างไม่รู้จะคิดอะไรในหัวแล้วจริงๆ เวลาหวงช่างเล่นไปเสวยไป

ขนมที่เอามาเล่นนอกจากจะใช้แทนเงินตรา กลับถูกเฉียงหลงหวงตี้บ้าง เมี่ยนเปาบ้างจับใส่ปากกิน ไม่ช้าย่อมหมดเกลี้ยงเท่ากับทุกคนต้องแยกย้ายไปโดยปริยาย ทำเอาน่าหลันซือซือรู้สึกยากสาธยายไม่แพ้ข้าราชบริพารในกระโจมแล้ว

เมื่อพวกนางส่งเสด็จขบวนจักรพรรดิเรียบร้อยแล้ว เปาจื่อกับเมี่ยนเปาท่าทางเล่นและเอาใจลุ้นชัยชนะจนเหนื่อย จึงหลับสนิทภายในเวลาไม่นาน แต่น่าหลันซือซือกับชีรันกลับนัดแนะกันหลังจากบรรยากาศชักสงัดเงียบ หญิงสาวจุดเทียนแท่งสั้น ก่อนจะลองเสี่ยงทายอนาคตด้วยไพ่ชุดนั้น

หญิงสาวอ่านหน้าไพ่ที่เปิดเผยออกมาทีละตำแหน่ง แล้วยิ่งเปี่ยมความเชื่อว่าแนวโน้มชีวิตสงบเรียบร้อยของตนเองเหมือนอยู่คนละภพ หรือไม่ก็อยู่บนจุดกาลเวลาที่ไกลโข ระหว่างเก็บสำรับไพ่และดับไฟ น่าหลันซือซือยังเจอผีเป๋ยเสียนเฟยพาพรรคพวกเข้ามาถ่ายทอดข่าวสาร

นางถึงกับถอนหายใจ แล้วมองเด็กสาวคนสนิทที่กำลังจ้องสงสัยเช่นกันว่า การเดินทางพร้อมหวงช่างปลอดภัยมาก แต่นายหญิงอยู่ๆ กังวลเรื่องใด

“อารัน...”

น่าหลันซือซือเรียกเสียงแผ่ว ไม่เพียงหลบเลี่ยงสองเปากับเจียกงปี้ นางยังแสดงกิริยากุมความลับกับคนสนิท

“ข้ามีเรื่องที่ต้องใช้ความสามารถมาก...”

สาวน้อยชาวเผ่าย่อมจดจ่อฟัง ไม่ว่าเงื่อนไขอะไร นางก็พร้อมเสี่ยงชีวิตให้เสี่ยวซือกับเสี่ยวหวังจื่ออยู่รอด

“ประมาณยามอู่(11.00-13.00)ของวันรุ่งขึ้น น่าจะไปถึงจุดนัดพบกับพวกเขาแล้ว นับจากนี้ไป อารันไม่ต้องสนใจว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ทว่าจงปกป้องเสี่ยวเปาเอาไว้ให้ดีที่สุด ห้ามให้พวกเขาห่างหายสายตา แม้กระทั่งยามนั้น ข้าจะประสบเหตุการณ์ลำบากถึงชีวิตอยู่ก็ตาม”

“เหนียงเหนียง!”

--ต่อค่ะ--(แพนด้ารู้สึกเหมือนจะโดนคนอ่านกระทืบ แต่ก็เดากันได้เนอะว่าอะไรมา 5555 ว่าแต่น้องอยู่ใกล้เฮียขนาดนี้ ใครจะกล้าาา ฮาาา และ...เปิดตัวละครใหม่เอี่ยม ใกล้จะได้รู้จักพี่ห้าของอารันกันแว้วอิอิ)

เด็กสาวตกใจจนร้องค้าน ทำเอาน่าหลันซือซือกระเด้งหัวสำรวจอีกสามเงา เห็นพวกเขายังหลับสนิทดี ค่อยส่งสัญญาณให้ชีรันระวังหน่อย ก่อนอ้อนถาม

“ทำไมอารันไม่เชื่อใจกันแล้วล่ะ”

บรรยากาศรอบตัวสาวน้อยชาวเผ่ายังดื้อดึง ได้อย่างไร ชีรันเคยสาบานเอาไว้ว่า จะไม่ให้เสี่ยวซือต้องเป็นอะไรอีก ต่อให้แลกเปลี่ยนชีวิตใคร

“ข้าต้องขอร้องแล้ว อารันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ปกป้องเสี่ยวเปา ห้ามให้พวกเขาห่างไกลเด็ดขาด ระหว่างที่ข้าเอาชนะเรื่องนี้ ข้าไม่ต้องการห่วงหน้าพะวงหลัง...”

ชีรันยังคงเงียบงัน หญิงสาวจำใช้น้ำเสียงบีบคั้น แผนเอาชนะภัยที่กำลังมาเยือน จะต้องดำเนินตามลำดับ หาไม่อาจเพลี่ยงพล้ำถึงชีวิตทั้งหมด

“สัญญามาอารัน!”

ยิ่งท่าทางคนตรงหน้าอิดออด น่าหลันซือซือยิ่งใช้เสียงเข้มงวด

“ถ้าอารันไม่รับปาก แน่นอนว่าอันตรายคงเล่นงานพวกเราทุกคนอยู่ดี ดังนั้นจงเชื่อใจว่าข้าจะควบคุมสถานการณ์ได้ แม้ปราศจากอารันป้องกันภัยให้!”

เพราะถูกนายหญิงกดดัน ชีรันจึงรับคำสั่งอย่างไม่เต็มใจ

“เพคะเหนียงเหนียง หม่อมฉันจะเฝ้าพิทักษ์เสี่ยวหวังจื่อทั้งสอง ไม่ให้คลาดสายตาเพคะ!”

นางคลี่ยิ้ม ก่อนยื่นมือไปปลอบอีกฝ่าย

“ขอบใจมาก ข้ารู้ว่าไว้ใจอารันได้เสมอ...”

พอสองนายบ่าวต่างเข้าที่นอน ด้านนอกกระโจมจึงปรากฏเงาดำเคลื่อนไหวออกไป วิญญาณทหารที่ยืนสังเกตพฤติกรรมอยู่ข้างๆ หันหน้าตามทิศทางอีกฝ่าย แล้วค่อยเดินลาดตระเวนต่อ

หลังเสร็จการหารือทางยุทธศาสตร์ประจำวันแล้ว เฉียงหมินหลงย่อมไล่คนออกไป เท่ากับเปิดทางแก่บุรุษไร้นาม เขาแค่เอี้ยวหน้าดูลูกน้องคุกเข่าลงรายงานเสียงเบา เพราะประสาทสัมผัสทั้งห้าล้วนเฉียบคมกว่าธรรมดา โอรสสวรรค์จึงได้ยินฝีเท้านับแต่เขาแฝงเงาเข้ามา หาไม่จะบัญชาการพวกล่องหนราวกับภูตผีได้หรือ

“ทูลหวงช่าง กระหม่อมเพิ่งลอบฟังได้ความว่า ไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยทรงกำชับชีกงปี้อย่างเข้มงวด ต่อแต่นี้ไปหากเกิดเหตุการณ์คับขันประเภทใด ให้นางอารักขาแต่จิ่นติ้งหวังและจิ่นลี่หวังพ่ะย่ะค่ะ”

กิริยาคล้ายไม่สนใจ กลายเป็นหันมากระตุกหัวคิ้วถาม

“นางลอบติดต่อกับหรวนตี้สำเร็จแล้วหรือ”

ราชองครักษ์ลับสงสัยเช่นเดียวกัน แต่จนปัญญาไขปริศนา ว่าเหตุใดหวงกุ้ยเฟยสกุลต๋าจึงออกคำสั่งดังกล่าวกับคนสนิท

“กระหม่อมไม่อาจจับสัญญาณลับได้ และชีกงปี้ยังอยู่ในสายตาตลอดเวลาพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วจำพวกเลียนเสียงฝูงสัตว์กลางคืน ที่จริงอาจหมายความเป็นข้อความได้เล่า”

ข้อสันนิษฐานนี้ พวกเขาที่ซ่อนกายในเงา ย่อมลาดตระเวนจนพบแล้วว่า เส้นทางเวิ้งว้างปรากฏฝูงสัตว์นักล่าอยู่จริง พฤติกรรมยังเป็นไปตามธรรมชาติด้วย

“กระหม่อมกระจายคนสำรวจพื้นที่ และเทียบเสียงที่ได้ยินจากจุดตั้งค่าย แต่เจอสัตว์ทะเลทรายหากินตามวิสัย รอบนอกไม่มีกระทั่งร่องรอยสายโจรพ่ะย่ะค่ะ”

ราชองครักษ์ลับยากจะคาดเดาว่าระหว่างเงียบ โอรสสวรรค์ไตร่ตรองอะไรอยู่บ้าง สำหรับพวกเขาแล้ว พระอัครชายาชาวหรวนตี้คนนี้ ชอบชิงเคลื่อนไหวก่อนเกิดเรื่องใหญ่เสมอ พิจารณาจากภัยพิบัติฝูงแมลงซิย่ะ ล้วนได้นางบงการแผนบรรเทาทุกข์ล่วงหน้า ประชาชนค่อยคลายปัจจัยเดือดร้อน แผ่นดินจึงสงบสุข

เฉียงหมินหลงย่อมเห็นพ้อง ต๋าน่าหลันซือซือมักเป็นปริศนาที่ชวนให้ผู้คนศึกษานัก

“จากนี้ไปพวกเจ้าก็จับสังเกตให้รอบคอบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นย่อมดีกว่า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เขากุมสองมือรับพระบัญชา แล้วค่อยผุดลุก ก่อนกลืนกายแฝงไปกับเงามืด ภายในกระโจมย่อมปรากฏจักรพรรดิเข้านอนพร้อมบรรยากาศคลุมเครือ ต๋าน่าหลันซือซือกลายเป็นสตรีมีความสามารถ นับแต่แสวงทางพ้นตำหนักเย็นมาได้ เฉียงหมินหลงเชื่อมั่นเกินกว่าแปดส่วน ว่านางอาศัยผูกมิตรอู่เหวินฝูและสมาคมนายวาณิชย์ จึงรับข่าวสารนำกองราชองครักษ์ลับ ทว่าบัดนี้พวกเขาอยู่นอกถิ่นฐานของหงอวี้ลหวี่เตี้ยนเหล่าต้า นางก็ยังบังเอิญจะรู้อะไรบางอย่างอีก ประสาทสัมผัสถือว่าเฉียบคมเกินผู้คน

เสียดายที่ราชองครักษ์ลับทึกทักเอาเองว่า ที่พระอัครชายาแอบจุดเทียนขึ้นจับไพ่กับนางกำนัลคนสนิท คือการเล่นแผ่นกระดาษแบบหนึ่ง เหมือนที่เฉียงหลงหวงตี้ทรงร่วมสนุกสนานด้วยแล้ว เขาจึงละเว้นรายละเอียดดังกล่าว รายงานแค่คำพูดที่ได้ยิน แต่ต่อให้แจ้งครบถ้วน น่ากลัวว่าทั้งคู่คงยังเชื่อมโยงไม่ชัดเท่าเห็นผีเป๋ยเสียนเฟยปรึกษากับน่าหลันซือซือทั้งวัน

ร่างสูงใหญ่นอนพับแขนรองหลังศีรษะ ดวงตาทรงอำนาจหลับลงแล้ว แต่ภายในหัวกลับตื่นคิดอยู่ จุดประสงค์ของเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงมุ่งไปทางเจ้าแฝดเปาคู่นั้นหรือ นางจึงบังคับสัญญาจากคนสนิทที่เก่งกาจเชิงยุทธ์ กระทั่งตัวเองตกที่นั่งลำบากถึงชีวิต ยังต้องพิทักษ์เพียงพวกเขา เฉียงหมินหลงคาดเดาหลายตลบ ปรากฏได้หลับแค่ลูกตาจนฟ้าสว่าง

รุ่งขึ้นพวกเขาก็เดินทางมาถึงจุดนัดพบตามกำหนดเวลา คุณสมบัติพื้นที่ทะเลทรายคือปรวนแปรและเปลี่ยนแปลงหน้าตาได้ ทำให้ลำพังพึ่งพาแผนที่รูปวาดมักสับสนทิศทาง เข็มพระอาทิตย์กับวิธีดูเส้นทางดาวแต่ละฤดูจึงสำคัญมาก ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงพอสมควร แล้วแม่ทัพหัวเมืองเหนือผู้รับอำนาจบัญชาการแทนหวังต้าเจียงจวิน ก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม กำลังพลยังเคลื่อนไหวสดชื่น ขณะเสบียงลดปริมาณไม่มาก เนื่องจากรู้รอบบริเวณอันตราย และแหล่งน้ำหายาก

บริเวณนัดพบกับชาวเผ่าหรวนตี้ยังค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เพราะเบื้องล่างมีทางน้ำบาดาลอยู่ จึงปรากฏต้นไม้สีเขียวชอุ่มกระจายตัวเติบโต และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเทือกเขาซับซ้อนข้างหลัง พอถึงเวลาเสด็จกลับ แม่ทัพด่านเหนือต้องนำกองทหารชายแดนมาที่นี่อีกหน ทำให้จากนี้ไปขบวนเสด็จจะมีเผ่าหรวนตี้นำทางกับกองทหารองครักษ์ นับจำนวนยังใกล้เคียงเผ่าใหญ่เผ่าหนึ่ง ทั้งฝีมือส่วนมากผ่านการคัดกรองที่กวดขันเป็นพิเศษ

ปรมาจารย์แพทย์ตระกูลหลางลงจากรถม้าที่เขาโดยสารมาด้วยกิริยากระตือรือร้น ไม่แตกต่างจากยุวชนตัวน้อยอย่างองค์ชายฝาแฝด เห็นได้ชัดว่าที่ยอมลำบากเดินทางไกลกว่าหมื่นหลี่(5,000กิโลเมตร) เขาทรมานสังขารมาเพื่อค้นหาบางสิ่ง อาจเป็นตำรับพิษที่ปรุงขึ้นและตัวยาแก้ในแคว้นจิ้นไม่ได้

เฉียงหลงหวงตี้เสด็จลงมาทักทายต๋าปาหยุนทูฉี ที่นำกลุ่มนักรบมารับรองจักรพรรดิจำนวนไม่น้อยเช่นกัน จึงสามารถเทียบความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างสองเชื้อสายได้ ชาวหรวนตี้นิยมขี่อาชาศึกที่ไร้อานกับบังเหียน แล้วสวมชุดตัดเย็บจากหนังสัตว์เต็มผืน มีกระทั่งส่วนศีรษะของสัตว์นักล่าประดับแต่งอยู่ โดยชั้นในเป็นเกราะเบาเน้นสภาวะคล่องตัวขณะรบประจัญบาน และประการสำคัญที่สุด พวกเขาอาศัยเครื่องแต่งกายอำพรางตัวท่ามกลางธรรมชาติ อาวุธคู่กายนอกเหนือจากถนัดธนูหรือหน้าไม้ ยังปรากฏมีดสั้น ลูกตุ้มหนาม ขวานเดี่ยวหรือขวานคู่ด้วย

ต๋าปาหยุนทูฉีกำลังเจรจาว่าเส้นทางจากจุดนี้ไป ต้องผ่านช่องหินแคบ บางช่วงมีความกว้างพอให้รถม้าหนึ่งคันผ่านได้ หากเคลื่อนขบวนยามนี้ อาจไปถึงช่วงโพล้เพล้ ทำให้เสี่ยงอันตรายจากถูกฝูงสัตว์กลางคืนจู่โจม เฉียงหลงหวงตี้จึงมีพระบัญชาให้ตั้งค่ายค้างแรมที่นี่ก่อน

ชาวเผ่าจึงนำเสบียงมีชิวิตมาเชือดเลี้ยงนักรบกับทหารจงหยวน พวกเขาตั้งกองไฟกระจายกันย่างเนื้อแกะและแพะ แต่แรกทหารราชองครักษ์ค่อนข้างระวังตัวสูง ย่อมไม่กล้ารับประทานอาหารของนักรบหรวนตี้ กระทั่งพวกเขาได้ยินไป๋เฟินหวงกุ้ยเฟยสนับสนุนให้องค์ชายน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อย ถึงจะได้ลิ้มรสวิธีปรุงอาหารแบบชนนอกด่านแท้ๆ กันถ้วนทั่ว

ในกลุ่มนักรบที่สนทนากับโอรสสวรรค์ น่าหลันซือซือย่อมสังเกตเห็นพี่ชายอันดับห้าของชีรัน แต่เวลานี้เขาแสดงท่าทีห่างเหินต่อพวกนาง ทั้งสองนายบ่าวจึงแสดงปฏิกิริยาเฉยชาบ้าง คืนนั้นนางไม่ลืมย้ำคำสั่งกับชีรันซ้ำ ด้วยพรรคพวกผีทราบแผนการแล้ว พวกมันจะใช้ชัยภูมิคับแคบของโตรกเขาลงมือแน่นอน

หลังจากแม่ทัพด่านเหนือแยกกำลังกลับแคว้น ทหารที่เหลืออยู่ก็อารักขาขบวนเสด็จ ระหว่างตามกลุ่มต๋าปาหยุนทูฉีเข้าอาณาเขตเผ่าหรวนตี้ อย่างไรลำพังจำนวนคนก็ยังข่มขวัญโจรหรือเผ่าทั่วไปยำเกรง ไหนจะมีชื่อเสียงหวงหลงที่ประทับอย่างศักดิ์สิทธิ์ในรถม้าคันหน้า ขอเพียงผู้นำพวกเขาตาไม่บอดคงหาทางหลีกลี้แต่ไกล

ทว่าตั้งแต่เริ่มต้นเดินทางข้ามเทือกเขา ซาลาเปาน้อยก็ย้ายกลับไปเกาะหน้าต่าง หลายหนที่พวกเขามองทหารองครักษ์ข้างคันรถเขม็ง ทั้งผลัดกระซิบกันจนน่าหลันซือซือสงสัย

“ด้านนั้นมีอะไรผิดปกติไปหรือ”

ทำเอาเจ้าซาลาเปาน้อยหันมาส่ายหัวดุกดิก จนนางอดยิ้มขำไม่ไหว แล้วค่อยแสร้งว่าไม่สนใจ จึงเห็นพวกเขาหันไปจดจ้องอีก ไม่คาดคราวนี้คนที่ขั้นแรกทำเป็นเฉยเมย และยามมารดาส่งเสียงทักยังก้มหน้าพิจารณาฝุ่นทราย จู่ๆ ก็ยอมสบตาตอบขึ้นมา

คู่แฝดเบิกตากว้าง ปากยังจะอุทานเรียก หากไม่โดนพลังงานขุมหนึ่งพุ่งมาระงับไว้ทัน ทั้งปลุกสัญชาตญาณเฉียบคมของพวกเขา เมี่ยนเปาเริ่มสำรวจอาวุธใกล้มือ เปาจื่อวิเคราะห์สถานการณ์แล้วหวาดวิตก กระทั่งฟู่หวงก็สวมรอยเป็นทหารองครักษ์ และอุปโลกน์ตัวปลอม แปลว่าใกล้เกิดอุปัทวันตรายประเภทไหนกัน!

ครั้นไป๋เฟินเหนียงเหนียงสัมผัสบรรยากาศตึงเครียดแล้วมองมา พวกเขาค่อยผ่อนคลายกิริยา ชี้ชวนกันดูหินรูปทรงประหลาดตาอย่างร่าเริง ที่จริงน่าหลันซือซือห่วงใยทุกชีวิตในขบวนเสด็จจนกระสับกระส่ายพอควร นางยังถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อสองเปาปิดม่าน ก่อนกระโจนมาขนาบข้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่เป๋ยเสียนเฟยเอะอะ

‘ซือเอ๋อ!พวกมันมาแล้ว!’

คุยกับแพนด้า:(23/9/19)

ใครๆ ก็เดาว่าน้องท้อง แพนด้าขอบอกว่ายังนะคะ 55555 น้องแค่ไม่ได้ออกกำลังกายเหมือนสมัยก่อนค่า พอมานั่งรถม้าหัวสั่นหัวคลอนทั้งวัน ขนาดเราๆ นั่งรถยนต์ยังเมื่อยและเพลียเลย หรือเฉพาะแพนด้าไม่รู้ ฮาาา ไม่ได้ขับ เอาแต่นอนหลับ ลงมายังจะเหนื่อยได้อีก แล้วก็เอาแต่เฮียว่าลูกงู้นงี้ แล้วชัดเจนทุกทีว่าเข้าตัวเองทั้งหมดเลย ฮาาาา

ปล.พรุ่งนี้ แพนด้าไม่แน่ใจว่าจะมาลงให้จบตอนทันไหมนะคะ ถ้าไม่ทันก็เจอกันวันพุธน้า

สถานะเรื่อง:ยังไม่จบ ตอนนี้อยู่ในส่วนเนื้อหาเล่ม3 (มีทั้งหมด 4 เล่มจบ)

สถานะการลงเรื่อง:ยังลงต่อเนื่อง 1 ตอน/อาทิตย์ (อย่างมาก 4 หน้าเอสี่เวิร์ด/วัน จนกว่าจะครบ 100%ของตอน)

สถานะสต็อก:มีต้นฉบับเขียนมือ ดังนั้นจึงพิมพ์และตรวจลงหน้าเว็บสดๆ ร้อนๆ

วันนัดเจอตอนต่อไป:ยังระบุไม่ได้ (เป็นวันไหนก็ได้ในอาทิตย์)

จะลงกี่เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งตอน:ระบุไม่ได้ (เท่าที่มีในวันที่ลง)

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม2 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 289 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 275 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจอุดหนุน ดอกไม้มังกร เล่ม1 ของเหม่ยเหรินเจียว/แพนด้า

1.สั่งรูปเล่มกับทางสนพ.สถาพรบุ๊คส์

ราคาสมาชิกสถาพร 255 บาท

2.สั่งแบบอีบุ๊ก ราคา 245 บาท กับ Meb ได้เลยค่ะ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Aiai
ตื่นเต้นๆรอลุ้นตอนต่อไป
เมื่อ 2 สัปดาห์ 6 วันที่แล้ว

รีวิว