พลิกภพพริบพลี

  •   9 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 1,226
  • อัพเดทล่าสุด 11/05/2018 10:00:59

บทนำ

1

หมดเวลา

“ถึงเวลาทานยาแล้วค่ะ”

ฉันยกหลังมือขึ้นเคาะประตูห้องพักพิเศษก่อนจะผลักเข้าไปเพื่อแจกยาให้ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์ ผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงชราร่างผอมบางที่ยังคงเค้าของสาวสวยให้เห็น ก็แน่ล่ะตอนสาว ๆ เธอเป็นถึงนางงามระดับจังหวัด และสวยมาตั้งแต่เด็ก ๆจากรูปถ่ายที่เธอเคยอวดให้ฉันดู เธอละสายตาจากโทรทัศน์มายิ้มให้ แล้วหันไปเรียกบุตรชายที่ยังนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาข้างเตียงผู้ป่วย

“ต้น นี่ไงพยาบาลที่แม่เล่าให้ฟังว่าเกิดวัน เดือน ปี เวลาเดียวกันกับแม่ แถมชื่อเหมือนกันอีกต่างหาก”

บุตรชายของผู้ป่วยอยู่ในวัยกลางคนผิวขาวจัด หน้าตาเข้าขั้นหล่อเหลางัวเงียเพราะนอนหลับไม่สนิท ขยับลุกขึ้นนั่งก่อนจะเอ่ยทักทายฉัน

“สวัสดีครับ คุณพยาบาล”

“สวัสดีค่ะ เชิญตามสบายค่ะ พยาบาลแค่เอายามาให้ทานตามเวลาเฉย ๆ คุณรสสุคนธ์ ยังมีอาการหน้ามืด ใจสั่นอยู่มั้ยคะ?”
ฉันเอ่ยถามผู้ป่วยที่ชื่อเหมือนกับตัวเอง พร้อมกับยิ้มส่งให้อย่างรู้สึกถูกชะตาทั้งที่โดยพื้นนิสัยแล้วไม่ค่อยจะสนิทกับใครง่าย ๆ

“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ต้องขอบคุณ คุณพยาบาลมากนะคะ ถ้าเมื่อวานไม่ได้คุณ ฉันต้องแย่แน่ๆ”

ผู้ป่วยกล่าวขอบคุณไปถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่จู่ๆ ก็หน้ามืดใจสั่น จากอาการภาวะน้ำตาลต่ำ เนื่องจากโรคประจำตัวคือเบาหวาน แต่โชคดีที่ฉันเข้ามาเห็นซะก่อน และช่วยเหลือได้ทันท่วงทีด้วยการให้น้ำหวานและตามแพทย์มาดูแล อาการของเธอจึงไม่เป็นมากถึงขั้นวิกฤต

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พยาบาลทำตามหน้าที่อยู่แล้วค่ะ ทานยาแล้วรีบทานข้าวตามทันทีนะคะ เดี๋ยวยาจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดเร็วเกินไป จะหน้ามืดเอาอีก เวลา 17.30น พยาบาลจะเข้ามาฉีดฮอร์โมนอินซูลินให้นะคะ ระหว่างนี้ถ้าหากมีอาการผิดปกติอะไร สามารถกดออดข้างเตียงเพื่อขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”

“ขอบคุณนะคะ”

ผู้ป่วยยิ้มพลางกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจให้ฉัน เธอยิ้มกว้างอย่างยินดีเมื่อเห็นบรรดาหลาน ๆ เปิดประตูเฮโลเข้ามาเยี่ยมเยียนพร้อมหน้ากัน

ฉันมองภาพผู้ป่วยที่แม้ร่างกายจะไม่แข็งแรงนักด้วยวัยที่มากถึง 60 ปีเท่ากันกับฉัน แต่ก็อดอิจฉาไม่ได้ที่เห็นว่าเธอถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยบรรดาลูกหลาน ฉันถอนหายใจเบา ๆก่อนจะค่อย ๆเดินเลี่ยงออกมาจากห้องพักพิเศษ

ระหว่างทางที่กำลังเดินถือถาดยาเพื่อนำกลับไปเก็บที่ห้องจัดเตรียมยา ฉันครุ่นคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง โดดเดี่ยวและเหงาเหลือเกิน เริ่มจากเป็นลูกคนเดียวที่อยู่กับแม่ตามลำพัง เมื่อแม่จากไปด้วยวัยชรา ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในหอพักพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ บ้านก็ไม่ค่อยได้กลับไปเพราะครองตัวเป็นโสด ตอนที่ยังสาว ๆก็ทะนงตัวว่าอยู่คนเดียวได้ แต่พอตอนนี้แม้จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน แต่เรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงไปทุกทีก็กลัวเหลือเกินที่จะเจ็บป่วยแล้วไม่มีใครดูแล

ฉันครุ่นคิดถึงสิ่งหนึ่งหลายครั้งในช่วงสองสามวันมานี้ ยิ่งใกล้วันที่ต้องเกษียณอายุงานมากเท่าไหร่ความกลัวก็ยิ่งมากขึ้น ฉันกลัว กลัวการที่ต้องอยู่เพียงลำพัง และที่สำคัญ....หากเวลาของฉันหมดลง ฉันกลัวว่าจะไม่มีใครจำได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยมีพยาบาลชื่อรสสุคนธ์ คนนี้อยู่บนโลกใบนี้

“รสสุคนธ์”

เสียงเรียกชื่อที่จะว่าค่อยก็ไม่ใช่ จะว่าดังก็ไม่เชิงแต่มันราวกับก้องอยู่ในหัวของฉันเพียงคนเดียว ทำให้ความคิดเลื่อนเปื้อนของฉันหยุดชะงักลง และดึงให้ฉันเงยหน้าจากถาดยาที่กำลังวางบนเคาน์เตอร์จัดยา หันไปตามเสียงเรียก

ชายแปลกหน้ารูปร่างสูงประมาณ 190 เซนติเมตร อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์กลางเก่ากลางใหม่สีเข้ม ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว กำลังมองตรงมาที่ฉัน แม้หน้าตาของเขาจะหล่อเหลาชนิดที่ฉันไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิตแต่ก็ไม่สามารถระบุได้ถึงเชื้อชาติที่แน่นอน ดวงตาคมกล้าที่มองมานั้นเป็นชั้นเดียวแบบชาวเอเชีย แต่สันจมูกรวมทั้งริมฝีปากบาง ผิวขาวจัด และลักษณะโครงกระดูกกลับแสดงลักษณะของชาวยุโรปชัดเจน

“คุณพูดกับดิฉันเหรอคะ?”

วูบหนึ่งนั้นฉันเกิดความไม่พอใจ ที่ชายแปลกหน้าคนนี้ช่างไม่มีมารยาท เดินผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลเข้ามาได้ถึงในห้องจัดยาแห่งนี้ เมื่อฉันชะโงกหน้าออกไปหน้าเคาน์เตอร์ก็ยังเห็นน้อง ๆพยาบาลและแพทย์นั่งทำงานกันตามปกติ

ผมสีทองสว่างเปล่งประกายระยิบระยับดึงความสนใจของฉันให้กลับมาที่ชายแปลกหน้าตรงหน้าอีกครั้ง

“ใช่ เราพูดกับเจ้า”
ฉันตกใจเมื่อเสียงดังก้องในหัวอีกครั้ง แต่เขากลับไม่ได้ขยับริมฝีปากแม้แต่นิดเดียว!

“คุณทำได้ยังไง?”
ชายแปลกหน้าได้แต่เพียงยิ้ม แล้วยื่นมือตรงมาหาฉัน ฉันส่ายหน้าสั่นรัว รับรู้ถึงความน่ากลัวแปลก ๆของเขา

ยิ่งเห็นว่ามือที่ยื่นส่งมาให้นั้นบริเวณข้อมือสองข้างปรากฏปีกสีขาวบริสุทธิ์คล้ายปีกนก ข้างละคู่ ขนาดพอๆกับปีกนกพิราบตัวเต็มวัยกางสยายออก ฉันก็ยิ่งตกใจกลัว ร่นถอยจนสะโพกด้านหลังเข้าไปชิดเคาน์เตอร์พยายามจะเปล่งเสียงร้องให้เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆที่อยู่ด้านนอกให้ช่วย

แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรออกมา ชายแปลกหน้าก็ยกนิ้วขึ้นดีดกลางอากาศดัง ‘เป๊าะ’ แล้วฉับพลัน ฉันก็รู้สึกราวกับวูบลอยขึ้นในลักษณะของการถูกกระชากขึ้นสู่ที่สูง แล้วตกกลับลงมา ฉันสะบัดศีรษะอย่างแปลกใจในความรู้สึกแปลกประหลาดนี้

“มาเถอะ หมดเวลาของเจ้าแล้วนะ”

คราวนี้ชายแปลกหน้ากลับเปิดปากพูดยิ้ม ๆ แล้วยกมือขึ้นปัดเอาถาดสแตนเลสที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ร่วงลง ตกกระทบพื้นเสียงดัง

“ทำอะไรน่ะ? เชิญคุณออกไปจากบริเวณนี้นะคะ ตรงนี้เป็นเขตจัดยาของพยาบาล ห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาค่ะ”

ฉันส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้กับกิริยาจงใจส่งเสียงดังนั้น รู้สึกเบาใจเมื่อเห็นบรรดาน้อง ๆพยาบาลและแพทย์ที่อยู่บริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้า ต่างวิ่งกรูเข้ามาที่บริเวณห้องจัดยาหลังจากเสียงถาดดัง

อย่างน้อยก็มีคนเข้ามาช่วยฉันออกไปจากเหตุการณ์น่ากลัวตรงหน้า ฉันกำลังจะอ้าปากบอกกับทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องตกใจสุดขีด เมื่อทุกคนกลับวิ่งผ่านตัวฉันไปราวกับร่างกายของฉันไม่มีอยู่!

“เกิดอะไรขึ้น?”
ฉันสงสัย หันไปมองใบหน้าของชายหนุ่มแปลกหน้าคนเดิม ที่ยังส่งยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เห็นเจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังรุมล้อมร่างคุ้นตาร่างหนึ่งที่นอนเหยียดยาวบนพื้น

“ถ้ายังแปลกใจ ก็เดินไปดูให้หายสงสัย จะได้ไปกันเสียที”
ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ชายคนนี้พูดหมายถึงอะไร แต่ก็ยอมเดินเข้าไปดู แพทย์หนุ่มนิสัยดี ที่ฉันมักพูดเล่นด้วยประจำ กำลังทำการกดหน้าอกให้กับร่างในชุดพยาบาลที่นอนราบกับพื้นอย่างตั้งใจ เพื่อที่จะยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ ฉันชะโงกหน้าลงไปมอง ก่อนจะพบว่าพยาบาลที่นอนบนพื้นคือฉันเอง!

“ไม่จริง!”

ฉันกรีดร้องดังลั่น พยายามจะวิ่งหนีออกไป ฉับพลันก็รู้สึกร้อนวาบที่ข้อมือข้างขวา เชือกสีทองสุกปลั่งเปล่งประกายระยิบระยับรัดเข้าที่ข้อมือของฉัน ยิ่งฉันพยายามแกะมันออก มันก็ยิ่งรัดแน่นเข้าจนฉันรู้สึกว่าถ้ายังฝืนดึงต่อไปข้อมือของฉันคงขาดออกจากแขนเป็นแน่ ปลายอีกด้านหนึ่งของเชือกนั้นอยู่ในกำมือของชายแปลกหน้านั่นเอง ตอนนี้ด้วยสัญชาตญาณ ฉันเข้าใจแล้วว่าเขาคงเป็นเทวทูตแน่ๆ เมื่อเห็นเขาสยายปีกสีขาวเปล่งประกายบริสุทธิ์ออก พร้อมกันนั้นก็ปรากฏวงแหวนสีขาวสว่างราวกับปุยเมฆเหนือบริเวณศีรษะ ขนาดปีกนั้นกว้างจนขวางทางเดินเต็มพื้นที่ บริเวณข้อมือและข้อเท้าก็มีปีกสีขาวขนาดเท่าปีกนกพิราบตัวเต็มวัย กางออกทั้งสองข้าง

“คุณเป็นใคร?”

แม้จะรู้แน่ว่าเขาเป็นใครแต่ ฉันก็อดถามไม่ได้

“เราคือ แองเจิ้ล หรือที่พวกเจ้าเรียกว่า เทวทูตนั่นแหละ วันนี้เราได้รับมอบหมายให้มารับเจ้าไปยังที่ที่เจ้าต้องไป บุตรมนุษย์”
จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะข้อมือฉันถูกพันธนาการเอาไว้ สุดท้ายฉันจำต้องผงกศีรษะอย่างยอมจำนน แม้จะยังอาวรณ์ร่างกายที่อยู่ร่วมกันมาถึง 60 ปีก็ตาม แต่อย่างน้อยวิญญาณของฉันก็มีเทวดามารับ ฉันคงได้ขึ้นสวรรค์ไม่ต้องตกนรกเหมือนกับที่เคยคิดกลัว

เทวทูตดีดนิ้วอีกครั้ง ในจังหวะที่ฉันกำลังกระพริบตา พลันรอบตัวก็เปลี่ยนไปกลายเป็นอยู่ท่ามกลางปุยเมฆสีรุ้งโทนพาสเทล ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ความรู้สึกผิดหวังทำให้ฉันนิ่วหน้า นี่ฉันอยู่บนสวรรค์คนเดียวเหรอนี่? คนดีไม่มีอีกแล้วเลยเหรอ?

เทวทูตหัวเราะ ฉันเดาว่าเขาคงรู้ความคิดของฉัน

“ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์หรอก แต่เป็นรอยต่อระหว่างกาลเวลา ที่นี่เวลาจะหยุดอยู่กับที่”

“เวลาหยุดอยู่กับที่?”

“ใช่ สถานที่แห่งนี้มีไว้สำหรับ คนที่ทำความดีและความชั่วก้ำกึ่งกัน ตัดสินให้ชัดเจนไม่ได้ ต้องรอจนกว่าวันพิพากษา จึงจะได้รับการตัดสินว่าจะได้ไปอยู่ที่ใด ระหว่างสวรรค์ หรือ นรก”

“อะไรกัน? นี่ฉันเป็นพยาบาลช่วยเหลือคนไข้มาเกือบตลอดชีวิต ไม่เคยทำร้ายใครให้เลือดตกยางออก หรือฆ่าใครเลยนะคะ ทำไมฉันถึงไม่ได้ขึ้นสวรรค์ล่ะคะ?”
ฉันร้องขอความเป็นธรรมอย่างกระวนกระวาย ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ แม้ฉันจะไม่ได้เป็นคนดีบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจผู้ทรงศีล แต่ด้วยวิชาชีพยังไงก็ทำให้ฉันได้ช่วยเหลือคนมากมาย

“ไม่ผิดหรอก เจ้านั่นแหละที่คงลืมไป ว่าพระองค์ที่ครองอยู่บนสวรรค์นั้น เมื่อมองลงมามิได้เปรียบว่าบาปนั้นมากหรือน้อย แต่รับรู้ว่าทุกคนนั้นมีบาปเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำสอนว่า มนุษย์จะล่วงเข้าสู่แดนสวรรค์ก็ยากยิ่งกว่าอูฐลอดรูเข็มหรอกรึ?”
ฉันได้แต่นิ่งไป ก่อนจะถามต่อ

“แล้วฉันต้องรออีกนานเท่าไหร่คะ?”

เทวทูตทำแค่เพียงยักไหล่

“ไม่มีใครล่วงรู้ เว้นแต่เพียงพระองค์ผู้เดียว”

ฉันกำลังจะอ้าปากถามต่อ ก็ต้องชะงักเมื่อเทวทูต ยกมือขึ้นมาห้าม ก่อนจะล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ มันมีรูปร่างคล้ายแตรสีทองอันเล็ก ๆ ฉันถึงบางอ้อเมื่อเห็นว่าท่านยกขึ้นมาแนบหูเหมือนโทรศัพท์มือถือ

“หืม?”

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสอดเรื่องของเทวดาหรอกนะ แต่ก็เอียงคอมองเมื่อสีหน้าที่เคยยิ้มเย็นของเทวทูต ขณะนี้สีหน้าของท่านที่มองมาทางฉันดูตกใจไม่น้อย เสียงพูดคุยดำเนินต่อไปเพียงไม่นานก็จบลง ก่อนที่ท่านจะเรียกชื่อฉัน

“รสสุคนธ์”

“คะ?”
เทวทูตยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ ถ้าฉันตาไม่ฝาดฉันแอบเห็นว่าชั่วเสี้ยววินาทีนั้น โหนกแก้มของท่านขึ้นสีเรื่อ

“เอ่อ เราจะพูดยังไงดี? เราขอท้าวความก่อนนะ เจ้าจะได้ไม่โกรธเรามาก งานวันนี้ที่เราได้รับมอบหมายให้ไปรับเจ้านั้นเป็นงานแรกในฐานะเทวทูตฝึกหัดของเรา แต่ว่า......”
ฉันยังคงไม่เข้าใจว่าท่านเทวทูตกำลังพยายามจะบอกอะไรกับฉันอย่างนั้นเหรอ?

“มันเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เป็นเพราะมีรสสุคนธ์อีกคนหนึ่งที่อยู่บริเวณเดียวกับที่เจ้าอยู่ ทำให้เรารับมาผิดคน”

ฉันเริ่มเข้าใจราง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

“หมายความว่า?”

“ใช่ เจ้ายังไม่หมดอายุขัย”
ฉันร้องวี้ดอย่างดีใจ พลางกระโดดร้องไชโยราวกับเด็ก ๆ โชคดีที่อยู่ในร่างวิญญาณหากเป็นร่างกายเนื้ออวบอ้วนระยะสุดท้ายของฉัน ไม่มีทางจะกระโดดได้สูงขนาดนี้แน่ๆ

“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะได้กลับไปใช่มั้ยคะ? ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำความดีตลอดชีวิตที่เหลือของฉัน ฉันจะได้ไม่ต้องมาตกค้างอยู่ที่ช่องว่างเวลานี้ ฉันจะ.....”

“เดี๋ยวก่อน!”
ท่ายกมือขึ้นข้างหนึ่งราวกับห้ามปรามฉัน ส่วนอีกข้างกำลังยกขึ้นกุมขมับของเทวทูต ขัดจังหวะคำพูดต่อของฉัน ทำให้ต้องหันกลับไปมองด้วยแววตาเต็มไปด้วยคำถาม

“เจ้ากลับไปไม่ได้”

“อะไรกัน อย่าบอกนะว่าท่านคิดจะหมดเม็ดความผิดตัวเอง จะเอาวิญญาณฉันไปซ่อนใช่มั้ย? คอยดูนะถ้าถึงวันพิพากษาเมื่อไหร่ ฉันจะฟ้องร้องท่าน ท่านจะต้อง.....”
“พอก่อน ใช่ที่ไหนกันเล่า นี่แหละเพราะนิสัยชอบตัดสินคนอื่น มองโลกในแง่ร้ายของเจ้า ถึงทำให้เจ้าต้องมาติดแหงกอยู่ที่นี่”

“ก็ถ้างั้น ทำไมฉันถึงกลับไปไม่ได้ล่ะคะ?”
“ก็เพราะตอนนี้ ร่างกายของเจ้าถูกฉีดฟอร์มาลีนไปแล้วน่ะสิ”
“หา!”

“ก็บอกแล้ว ว่าที่นี่เวลาหยุดอยู่กับที่ แต่เวลาที่โลกผ่านไปแล้วถึงสามวัน”
ฉันฟังแล้วอึ้งไป ก่อนจะค่อยๆทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นปุยเมฆนุ่ม ๆอย่างหมดแรง

“โธ่ แล้วนี่ฉันจะทำยังไงดีละเนี่ย?”
ฉันเริ่มร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ แม้ว่าน้ำตามันจะไม่ไหลออกมาก็ตามทีเถอะ ก็เพราะว่าฉันเป็นแค่วิญญาณนี่นา

เทวทูตปล่อยให้ฉันร้องไห้จนพอใจ ก่อนจะกระแอมในคอ

“เอาอย่างนี้ เพื่อไถ่โทษให้กับเจ้า เราจะหาร่างใหม่ให้ เอามั้ย?”

ฉันรีบหันขวับกลับไปทันที

“ได้ แต่ต้องเป็นร่างดี ๆหน่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องร้องท่าน ที่นี่มีหน่วยคุ้มครองวิญญาณผู้บริโภครึเปล่า?”
“เฮ้อ! ขนาดเป็นวิญญาณ เจ้าก็ยังไม่เลิกนิสัยเพ้อเจ้อ ไม่ต้องกลัว เรารู้อยู่แล้วว่าผิดที่เอาวิญญาณมาผิด แต่เจ้าก็คิดในแง่ดีสิว่า อย่างน้อยเจ้าก็มีโอกาสที่จะสร้างความดีเพิ่มขึ้นอีกหน่อยไง”
“ไม่ต้องมาหว่านล้อมเลยค่ะ ฉันรู้หรอกว่าต้องได้มีชีวิตอยู่ต่อแน่ แต่ฉันไม่ยอมจริง ๆด้วย ถ้าได้ร่างที่ดีน้อยกว่าเดิม”

“เอาล่ะ ก็ได้ เราเตรียมร่างไว้ให้เจ้าแล้ว รับรองว่า ร่างนี้เป็นร่างดี อายุ 16 ปีเป็นสาวสวย สวยระดับจังหวัดเลยทีเดียว เป็นลูกสาวเศรษฐี สติปัญญาปกติ ร่างกายไม่ได้พิการ เจ้าพอใจรึไม่?”
ฉันครุ่นคิดตาม คำว่าสาวสวยดูจะชัดที่สุด จนต้องผงกศีรษะยอมรับ ก็ใครใช้ให้ร่างเดิมของฉันหน้าตาธรรมดาเหลือเกินล่ะ พอมีโอกาสก็ต้องไขว่คว้ากันเป็นธรรมดา

“ค่ะ ฉันตกลง”

“ได้ แต่บอกซะก่อนนะ ว่าหลังจากเข้าร่างใหม่นี้เจ้าต้องใช้ชีวิตอีกนานจนเบื่อเลยแหละ เพราะฉะนั้นก็จงตั้งใจทำความดีล่ะ วิญญาณของเจ้านั้นเป็นของพระองค์ตามหลักศาสนาที่เจ้านับถือ หากเจ้าเปลี่ยนใจไปนับถือศาสนาอื่น เจ้าจะต้องรับการพิพากษาบุญและบาปตามศาสนานั้น ๆ จงอย่าลืมว่าพระองค์นั้นทรงหวงแหนลูกแกะของพระองค์ทุกตัว หลังจากเข้าร่างใหม่แล้ว เราก็จะไม่สามารถพบหรือพูดคุยกับเจ้าได้อีก”

“ฉันสัญญาค่ะว่าจะยึดมั่นในความเชื่อเดิมของฉัน ถึงแม้ฉันจะแปลกใจว่าทำไมกัน ทั้ง ๆที่ฉันก็ตั้งใจทำความดีแล้วนะคะ ทำไมยังไม่ถึงมาตรฐานที่จะขึ้นสวรรค์ล่ะคะ?”
เทวทูตยิ้ม แว่วเสียงพูดดังอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะดีดนิ้ว

“ขอเพียงเชื่อและมิได้สงสัย สิ่งสารพัดก็เกิดขึ้นได้”

ชั่วเสี้ยววินาทีที่ฉันกะพริบตาอย่างประหลาดใจนั้น ลมวนที่หมุนรอบตัวก็หยุดลงพร้อมกับฉันยืนอยู่ในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เมื่อเหลียวมองไปรอบ ๆบริเวณนั้น มีคนหลายสิบคนในชุดสีดำ จากลักษณะการแต่งกายและทรงผมของพวกเขา ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้ว

นี่ฉันกำลังหลุดเข้ามาในฉากละครพีเรียดซักเรื่องหรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะหลาย ๆคนพากันร้องไห้ และดูเศร้าโศกจริง ๆ เข้ากันกับเสียงพระสวดซึ่งเป็นพิธีทางศาสนา สิ่งเดียวที่ขัดแย้งไม่เข้าพวกที่สุดคือบรรดาเด็กๆ อายุประมาณ 8-10 ขวบ หลายคน ถือกิ่งไม้ติดดอกชบาสีแดงที่ปลายไม้ พลางวิ่งหลอกล่อเด็กคนหนึ่งที่อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ สภาพหัวหูรุงรัง เนื้อตัวดูสกปรกเปรอะเปื้อนดินทราย ฉันจ้องมองอย่างเวทนากับสภาพของเด็กที่ไม่ปกติที่ไม่ว่าอยู่ที่ใด ยุคใด ก็ไม่พ้นมีคนบางจำพวกไม่เข้าใจและกลั่นแกล้ง มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้คงเป็นเด็กพิเศษหรือออทิสติกเป็นแน่

“อ้าว! ดูท่าจะไม่ทันอีกแล้ว แย่จัง”

เสียงของเทวทูตดึงความสนใจของฉันให้กลับไปมองใบหน้าของท่านอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะชี้นิ้วไปยังกลางแท่นสี่เหลี่ยมยกสูงที่มีไฟสีแดงลุกโพลง

“นั่นแหละ ร่างที่เจ้าจะต้องไปอยู่ แต่เสียดายชาวบ้านกลัวโรคระบาดกันถึงได้รีบเผาซากศพทิ้ง”

ฉันตกใจ รีบเขม้นมองก็พบว่ากลางกองไฟนั้นเป็นศพคนจริง ๆ นี่มันยุคไหนกันเนี่ย เล่นเผาคนกันจะจะแบบนี้

ดูเหมือนทุกความคิดของฉันจะถูกล่วงรู้ทั้งหมดเมื่อเทวทูต จูงเชือกสีทองที่ผูกอยู่กับข้อมือของฉันให้เดินเข้าไปดูศพนั้นใกล้ ๆ

“นี่เป็นปีที่ห่างจากเวลาที่เจ้าจากมาประมาณ 80 กว่าปี หรือจะพูดอีกอย่างก็ได้ว่า เราย้อนยุคมา”

“ก็แล้วทำไมเราต้องมาที่นี่ด้วยล่ะคะ?แล้วดูซิร่างที่ฉันต้องอยู่ไหม้เป็นตอตะโกแบบนั้น ฉันจะสิงได้อย่างไรกันเล่า?”
เทวทูตหัวเราะ

“เจ้าก็ใช้คำแรงไป สิงเลยเรอะ! เหตุผลที่เราต้องพาเจ้ามายุคนี้ ก็เพราะว่าในช่วงเวลานี้ไม่มีใครที่มีความดีความชั่วเสมอกับเจ้าเท่าหญิงสาวคนนี้ เอาอย่างนี้มั้ย? เรากลับไปรออยู่ที่เดิม แล้วรอให้ถึงวันพิพากษาทีเดียว”

ฉันฟังคำบอกปัดของเทวทูตแล้วค้อนขวับทันที

“ฉันไม่ยอมนะคะ ถ้าฉันกลับไปรอที่เดิมก็หมดโอกาสที่จะสร้างความดีให้สามารถขึ้นบนสวรรค์ได้ นี่ไม่ใช่ความผิดของฉันซักหน่อย ท่านต้องหาร่างใหม่ให้ฉันนะ ไม่งั้นเมื่อถึงวันพิพากษา ฉันจะฟ้องว่าท่านทำผิด ผิดตั้งแต่แรกที่เอาวิญญาณฉันมาทั้งที่ยังไม่ถึงฆาต....ว้าย!”

ขนาดเป็นวิญญาณฉันยังสะดุ้งตกใจ เผลอกระโดดหนีเมื่อศพที่กำลังถูกเผานั้นกลับลุกขึ้นนั่งได้ ฉันยกมือขึ้นทาบอกอย่างเรียกขวัญตัวเอง แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นเพราะเส้นเอ็นที่ถูกความร้อนจึงหดทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา แต่ก็ยังหลอนไม่หาย นับประสาอะไรกับชาวบ้าน สมัยที่ความรู้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้านัก เมื่อเห็นดังนั้นก็ตกใจพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น ไม่เว้นแม้แต่พระ จีวรปลิวเลยทีเดียว คงมีแต่เทวทูต ท่านเดียวที่ยืนหัวเราะอย่างขบขัน

ฉันค้อนปะหลับปะเหลือกให้กับเทวทูตที่ไม่เข้าใจความกลัวผีของมนุษย์เอาซะเลย เห็นใจกับภาพอันวุ่นวายของชาวบ้านที่ บ้างก็วิ่งผ้าถุงหลุดลุ่ย บ้างก็วิ่งชนกัน บ้างก็หกล้มลุกคลุกคลาน หลาย ๆคนวิ่งผ่านตัวของฉันไป ไม่อยากจะคิดว่าตอนนี้ตนเองมีสภาพไม่ต่างจากผีเร่ร่อน จึงหันไปมองที่อื่นตามเรื่องตามราว ก่อนจะสะดุดตาเมื่อเห็นว่ามีสองแขนชูขึ้นโบกไหวไปมาสลับกับศีรษะที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำเป็นระยะอย่างขอความช่วยเหลือ มีคนจมน้ำ!

“ท่านเทวทูตมีคนจมน้ำ ช่วยเค้าที”

ฉันหันไปร้องขอความช่วยเหลือ สลับกับหันไปมองทางที่มีคนจมน้ำเป็นระยะ แสงสีแดงฉานของพระอาทิตย์ในช่วงใกล้ตกดิน ทำให้พอเห็นว่าคนที่จมน้ำไร้คนช่วยเหลือคือเด็กออทิสติกคนนั้น

แต่ดูเหมือนเทวทูตจะไม่สนใจ เอาแต่คุยโทรศัพท์รูปทรงแตรประหลาดอยู่นั่น นี่แหละน้าเทวดา คงไม่มีหรอกมนุษยธรรม

“ท่านเทวทูตช่วยเด็กคนนั้นทีเถอะ ฉันขอร้อง”

ฉันรู้สึกว่าตัวเองวิงวอนอยู่นาน เพราะเริ่มเห็นว่าแขนและศีรษะของเด็กคนนั้นกำลังแผ่วแรงลงไปเรื่อย ๆ แต่จู่ ๆเทวทูตก็พูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

“นี่ เราหาร่างใหม่ให้เจ้าได้แล้วนะ”

ความเป็นความตายของคนคนนึงที่อยู่ต่อหน้า ทำให้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะคิดถึงเรื่องร่างกายใหม่ จึงรีบบอกปัด

“อย่าพึ่งคุยเรื่องนี้เลยค่ะ ช่วยคนก่อนเถอะค่ะ”

ฉันขอร้องอีกครั้ง ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ริมคลอง เดินไปบนสะพานไม้ก่อนจะนั่งแล้วโน้มตัวลงไป พยายามยื่นแขนลงไปช่วยจับมือเล็กๆนั้น แต่ก็คว้าได้แค่เพียงอากาศ

“ร่างใหม่ของเจ้านี้ เป็นร่างที่งดงามมาก มีลักษณะพิเศษที่หาได้ยากในมนุษย์ ในรอบร้อยปีจะเจอซักหนึ่งคน หากคิดทางสถิติ ในประชากรนับหลายล้านคนขึ้นไปจึงจะเจอซักคนนึง เจ้าตกลงจะรับร่างนี้มั้ย?”

“จะมามัวถามอะไรตอนนี้ ช่วยคนก่อนเถอะค่ะ”

“ก็ตอบมาก่อนสิ ถ้าเจ้ายอมรับ เราก็จะช่วยเด็ก”

“ค่ะ ฉันยอมรับแล้ว ช่วยเด็กซะทีเถอะค่ะ”

ฉันไม่ลังเลด้วยซ้ำเมื่อตอบรับไปทั้ง ๆที่ไม่ได้ตั้งใจฟังซักนิด พลางหันหน้าไปส่งสายตาวิงวอนให้เทวทูตช่วยเด็กที่น่าสงสารคนนี้ เทวทูตยิ้มอย่างใจดี ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วผลักฉันตกลงไปในน้ำ!

+เอานิยายที่เคยแต่งลงอ่านให้พลางๆก่อนระหว่างรอเรื่องใหม่นะคะ

+ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเม้นท์ให้ขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ รัตนวิมล

รีวิวล่าสุด

ความเห็นโดย รัตนวิมล
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะคะ ขอบคุณค่ะ รัตนวิมล
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว อ่านไปถึง อาฆาต

ความเห็นโดย kendall
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 1 ปี 5 เดือนที่แล้ว อ่านไปถึง ร่างใหม่ ดีกว่าเก่า?