เสน่ห์รักนักเขียน

  •   7 ตอน  (ยังไม่จบ)
  • 570
  • อัพเดทล่าสุด 25/05/2018 20:02:00

บทนำ

บทนำ

“โอ๊ย! จะบ้าตายแล้วนะ”

เสียงหวานแหลมสูงด้วยอารมณ์ที่เดือดดาลดุจไฟโลกันต์ ใบหน้าเรียวบูดบึ้งจนไม่มีผู้ใดกล้าเสวนาวาจาด้วย ทำได้เพียงเฝ้ามองห่างๆ แล้วคอยสังเกตการณ์ว่าเมื่อไหร่อารมณ์ของสาวเจ้าจะเข้าที่ แต่… เห็นทีวันนี้คงไม่มีวี่แววว่าเธอจะใจเย็นลงแต่อย่างใด ดวงตากลมโตกวาดมองเพื่อนทุกคนด้วยสายตาหงุดหงิด

“นี่พวกแกจะนั่งเงียบไปถึงเมื่อไหร่ ฉันเครียดจะตายอยู่แล้วนะเว้ย” เสียงหวานโวยวายใส่กลุ่มสหายที่นั่งหน้าสลอน

“พวกฉันก็เครียด!”

ทุกคนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

“พวกแกเครียดอะไรกันวะ เห็นนั่งกินผัดไทไม่หยุดปาก” คนพูดเท้าเอวมองอาหารเบื้องหน้าที่ร่อยหรอลงภายในพริบตาเดียว

“เครียดมันก็ส่วนเครียด กินมันก็ส่วนกินปะวะ อีกอย่างแม่แกก็ทำอาหารอร่อยสุดยอด พวกฉันก็แค่กินให้หายอยาก”

“สาบานว่าแค่กินให้หายอยาก เหลือแค่ซากแถวบ้านไม่ได้แค่อยากแล้วนะ เขาเรียกว่ายัดห่าถึงจะถูก” ผู้เป็นเจ้าบ้านแหวเสียงดัง มารดาที่ยกถาดผลไม้เดินเข้ามาส่ายหัวพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูในตัวบุตรสาว

“อะไรกันอีกลูก เสียงดังไปสามบ้านแปดบ้าน” น้ำเสียงใจดีเอ่ย

“พวกเรา ผลไม้”

บรรดาเพื่อนฝูงตาโตเมื่อมองถาดใบใหญ่ที่บรรจุผลไม้หน้าตาน่ารับประทานอันมาพร้อมกับพริกเกลือสูตรเด็ด ทุกคนกรูเข้ามาราวกับรอคอยสิ่งนี้มานาน ไม่มีใครสนใจอาการบึ้งตึงของเพื่อนรัก

“เครียดโว๊ย!!!”

สุดท้ายเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวตะเบ็งเสียงขึ้นขัดจังหวะการรับประทานผลไม้กรุบกรอบแสนอร่อย ทุกสายตาเบนไปยังร่างบาง แม้จะมีรูปร่างสวยสง่าหากสาวเจ้ากลับแต่งกายเรียบง่ายและมีบุคลิกห้าวหาญเกินสตรี

“จะเครียดอะไรนักวะ แค่โดนแก้งานแค่เนี้ย!” หนึ่งในเพื่อนสนิทเอ่ย ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

“ทำยังกับว่าไม่เคยโดนงั้นแหละ”

“ลำพังแก้งานฉันจะเครียดหาพระแสงอะไร แต่ที่คิดจนหัวหมุนแปดล้านตลบนี่มันไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียวเว้ย!” เสียงหวานจริงจัง ลุกจากเก้าอี้หน้าจอคอมฯ มาร่วมวงกับบรรดาเพื่อนพ้อง ตั้งท่าเล่าความอย่างเต็มเปี่ยม

“เจ้านายใหม่ของฉันมันน่ารำคานมากที่สุดในสามโลก แกเชื่อไหมว่ามันสั่งให้ฉันทำนั่นทำนี่ราวกับฉันไม่ใช่คน ทั้งๆ ที่ฉันเป็นคนนะเว้ย ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินได้”

“ทำไมวะ เจ้านายแกโหดขนาดนั้นเลยเหรอ?” เพื่อนอีกคนถาม

“ใช่!” หญิงสาวผู้มีปมรีบตอบทันควัน แววตานั้นเจ็บแค้น “คิดดูนะ คอลัมน์ที่ฉันเขียนส่งไปไม่มีอันไหนถูกใจสักอัน”

“มันก็เป็นเรื่องปกติปะวะ ขนาดฉันออกแบบบ้านให้ลูกค้าเป็นร้อยแบบเห็นจะได้ เขายังไม่ชอบเลย”

“โอ๊ย! มันไม่เหมือนกันเว้ย” สาวเจ้ารีบแย้ง

“ไม่เหมือนกันยังไงวะ” แล้วก็เป็นเพื่อนคนเดิมที่เอ่ยถาม

“พวกแกฟังฉันดีๆ นะ ในสิ่งที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้จงฟังดีๆ” ร่างบางโน้มใบหน้าลงต่ำในวงผลไม้ ทำเอาเพื่อนทุกคนต้องก้มหน้าลงตามเจ้าตัว

“เออ เหลามา!”

ทุกคนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน...

--------------------------------------------------------

เหตุการณ์เมื่อสามวันก่อน...

ปัง!

เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว มือหนายังคงสัมผัสกับโต๊ะทำงานยี่ห้อดังไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าถมึงทึงดุดันจนผู้อื่นต้องพากันหลุบตาลงต่ำ มองพื้นมองเท้าซึ่งกันและกัน

“เงยหน้าทุกคน!”

เสียงเข้มสั่งด้วยความโมโห ทุกคนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว บางคนลมแทบจับ บางคนมือสั่นเท้าสั่นราวกับเจ้าเข้า บางคนหน้าซีดปากเซียวคล้ายจะเป็นลม จะมีก็แต่เธอผู้นี้ที่...

“คุณรุจิรา” น้ำเสียงแข็งกร้าวเรียกชื่อของสาวน้อยร่างบาง

“คะ”

คนถูกเรียกทำหน้าเหลอหลาเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านั้นเธอกำลังกระซิบกระซาบกับลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกัน ชายหนุ่มหยัดกายขึ้นเต็มความสูงเดินอ้อมโต๊ะทำงานขนาดใหญ่มาหาเธอ สำรวจสาวเจ้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ใบหน้ารูปไข่ผมเผ้ามัดหลวมๆ ตรงกลางท้ายทอย เสื้อยืดคอกลมอันมาพร้อมกับเสื้อกั๊กสียีนส์สวมทับอีกตัว กางเกงสีดำขายาวเต็มไปด้วยรอยขาดรูเล็กรูน้อย ปิดท้ายด้วยผ้าใบสีขาวที่มองแล้วไม่ได้ผ่านการทำความสะอาดมาสามชาติ! ความจริงเขาก็พอจะรู้มาบ้างว่ามันเป็นแฟชั่น แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันสวยตรงไหนกับการทำให้เสื้อผ้าเป็นรูเป็นร่อง หรือสวมรองเท้าที่ดำมอมแมมมาทำงาน

ทำราวกับพวกอนาถาที่ไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่...

ฝ่ายหญิงสาวพอเจอสายตาดูแคลนกวาดมองก็แทบทนไม่ไหว หากคำว่า ‘เจ้านาย’ มันค้ำคอเลยจำต้องฝืนใจนิ่ง

“ก่อนอื่นผมขอติงคุณเรื่องการแต่งกายเสียก่อน คุณรู้ใช่ไหมว่าบริษัทฯ ของเรามีระเบียบการแต่งกายเหมือนบริษัทฯ ทั่วๆ ไป” เสียงเข้มเอ่ยถาม

“ทราบค่ะ”

“ทราบแล้วทำไมคุณยังแต่งกายแบบนี้อีก!” คราวนี้คนพูดหงุดหงิด ใบหน้ายียวนของหญิงสาวยิ่งทำให้เขาเกิดอารมณ์

“ท่านประธานยังไม่ว่าอะไรเลย ท่านบอกว่าพึงใจแต่งแบบไหนก็แต่งไป เพราะท่านดูคนที่ผลงานไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก” ว่าจบ รุจิรา ก็ยิ้มร่า

แต่สีหน้าของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นคือตกใจสุดขีด ไม่คิดว่าหล่อนจะกล้าต่อปากต่อคำกับรองประธาน แถมยังพ่วงตำแหน่งบุตรชายของประธานบริษัทฯ อีกด้วย!

“นี่คุณกล้าเถียงผมเหรอ?!”

“ฉันเปล่าเถียงนะคะ ฉันแค่ชี้แจงให้ฟังค่ะ” ว่าจบก็ส่งยิ้มหวานอีกตามเคย หากมันเป็นรอยยิ้มที่จงใจปั่นอารมณ์คนตรงหน้าให้เดือดดาล

“คุณรุจิรา!”

ชายหนุ่มชี้หน้าหญิงสาว พยายามระงับความโกรธที่ไหลทะลักในเรือนกาย ดวงตาคมกริบมองหล่อนที่ทำหน้าทะเล้นไม่เลิกรา มือหนาคว้าแฟ้มงานส่งกลับคืนให้ผู้เป็นเจ้าของ

“เอาคืนไป”

“ค่ะ”

รุจิรารับแฟ้มสีน้ำเงินมาถือไว้ในมือ มั่นใจนักหนาว่างานของตนต้องผ่านฉลุยอย่างแน่นอน ฝีมือระดับหล่อนซะอย่างยากที่จะหาใครมาเทียมทาน แต่ปรากฏว่าทันทีที่มือเรียวเปิดแฟ้มใหญ่ออกดูเนื้อหาด้านใน ทุกสิ่งที่คิดไว้กลับไม่เป็นดั่งใจหวัง

“นี่มันอะไรกันคะท่านรอง”

“ก็งานคุณไง” เสียงเรียบตอบกลับ

“ฉันรู้ว่างานฉัน แต่มัน… เนี่ย มันถูกกากบาทขนาดนี้ได้ยังไงคะ ทำไมถึงได้” ความโมโหทำให้รุจิราพูดไม่ได้ศัพท์ คอลัมน์ที่เธอเพิ่งปริ้นส่งมีแต่รอยแดงขีดฆ่าเต็มไปหมด

“งานของคุณไม่ผ่านการพิจารณา!”

“ไม่ผ่านได้ยังไงคะ!” เสียงหวานสวนทันควัน ชายหนุ่มที่มีศักดิ์ทางหน้าที่การงานเหนือกว่าถลึงตามองผู้พูด

“ไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ผมต้องการไอเดียใหม่ๆ จะเขียนรีวิวก็ควรทำให้มันแตกต่าง ไอ้ที่คุณทำนี่มันเอาท์แล้ว” เจ้านายหนุ่มโวยวายเสียงลั่น

“ฉันเขียนรีวิวร้านอาหารที่ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ลูกค้าเหนียวแน่นเพราะรสชาติที่อร่อยถูกปาก แล้วมันเอาท์ตรงไหนไม่ทราบคะ!” รุจิราเดินเข้าไปประจันหน้ากับผู้ชายตัวโต เพื่อนร่วมงานรีบดึงแขนเรียวเอาไว้แต่เธอก็สะบัดทิ้งไม่ใยดี

“ยุคสมัยเปลี่ยนงานเขียนของคุณก็ควรเปลี่ยนไปด้วย เดี๋ยวนี้ใครอยากจะอ่านรีวิวร้านอาหารที่มีป้ากับลุงแก่ๆ เป็นคนทำ มันต้องขาว สวย หมวย เอ็กซ์ ถึงจะมีคนสนใจ” คำอธิบายที่คนฟังถึงกับอ้าปากค้าง

“แบบนั้นเข้าข่ายสนองนี๊ดความใคร่ของตัวเองหรือเปล่าคะบอส” หญิงสาวเบ้ปากใส่ร่างสูง

“นี่คุณ!”

ชายหนุ่มชี้หน้าหญิงสาวที่เถียงคำไม่ตกฟาก กัดริมฝีปากแน่นพยายามระงับความร้อนรุ่ม ผู้หญิงคนนี้ปากกล้าเหลือร้าย ขนาดเป็นแค่ลูกน้องกินเงินเดือนยังกล้าผยองใส่ตนผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา อีกทั้งยังรั้งตำแหน่งลูกชายเจ้าของบริษัทฯ ที่หล่อนทำอยู่ ไม่ได้มีความเกรงอกเกรงใจกันแม้แต่น้อย

“ไปหาร้านอาหารตามคอนเซ็ปต์ที่ผมบอก พวกร้านเก่าแก่พ่วงด้วยอายุคนขายรวมกันเป็นร้อยกว่าปีผมไม่ต้องการ หนังสือของผมต้องมีสิ่งแปลกใหม่ที่ท้าทายสายตาคนอ่าน เข้าใจไหม!” ประโยคสุดท้ายเสียงเข้มเบนสายตาไปยังลูกน้องคนอื่นๆ

“เข้าใจค่ะ/ค่ะ” ทุกคนประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน

“ไม่เข้าใจ!” รุจิราเป็นคนเดียวที่แข็งข้อ “คอนเซ็ปต์แบบนั้นฉันไม่เขียนให้เสียมือหรอกค่ะ”

“พอเถอะยัยเข็ม แกอยากโดนไล่ออกหรือไงหะ!”

ลิลลี่ สาวประเภทสองรีบห้ามปรามเพื่อนรักแล้วกระซิบข้างใบหูขาวสะอาด เธอไม่กล้าสบตากับบุคคลเบื้องหน้า น่ากลัวปานนั้นเพื่อนของเธอต่อปากต่อคำด้วยได้ยังไง

“ถ้าโดนไล่ออกขึ้นมาบ้านแกจบเห่แน่ อย่าลืมสิยะว่ามีหนี้สิ้นท่วมหัว” คำเตือนสติจากเพื่อนทำให้รุจิราคิดได้ สาวเจ้าทำท่ากระแอมไอเล็กน้อยด้วยกลัวว่าจะเสียฟอร์ม

“โอเค แก้ก็แก้” เสียงหวานยอมจำนน

คนฟังถึงกับอมยิ้มที่ตนมีชัยเหนือกว่า...

“แต่จะหาร้านแบบที่ท่านรองต้องการได้ไหมก็อีกเรื่อง!”

รีวิวล่าสุด

ความเห็นโดย Thofa Srivoralakhna
Thanks you
เมื่อ 1 ปี 4 เดือนที่แล้ว อ่านไปถึง บทที่ 1 - ชีวิตแสนวุ่นวาย ( 100% )