ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

มหายุทธหยุดพิภพ 武动乾坤

ผู้แต่ง 天蚕土豆
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ตระกูลหลินนับเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแว่นแคว้น ลูกหลานของพวกเขาแบ่งออกเป็นหลายสาย ทุกสายให้ความสำคัญกับผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ทว่าวันหนึ่ง กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทำให้ครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลิน... หลินเจิ้นเทียนจำต้องพาบรรดาบุตรและภรรยาหลบฉากออกมาสร้างครอบครัวใหม่ในเขตชานเมืองอันห่างไกล ด้วยความหวังที่ว่าสักวันหนึ่ง ลูกหลานของเขาจะผงาดขึ้นมาและได้รับการยอมรับจากต้นตระกูลหลินอีกครั้ง... ณ ที่แห่งนั้นเอง หลินต้งผู้เป็นหลานชายก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เขามาพร้อมกับความหวังและความฝันของครอบครัว แต่... เขาคงเป็นเพียงเด็กชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่สามารถสานฝันและแก้แค้นให้กับบิดาและท่านปู่ได้... หากไม่มีเจ้าสิ่งนั้น หินลึกลับที่เขาพบโดยบังเอิญ!

บทนำ

武动乾坤

Author: 天蚕土豆

Translator: Hongsamut

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

 

ตระกูลหลินนับเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแว่นแคว้น ลูกหลานของพวกเขาแบ่งออกเป็นหลายสาย ทุกสายให้ความสำคัญกับผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ทว่าวันหนึ่ง กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นทำให้ครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลิน... หลินเจิ้นเทียนจำต้องพาบรรดาบุตรและภรรยาหลบฉากออกมาสร้างครอบครัวใหม่ในเขตชานเมืองอันห่างไกล ด้วยความหวังที่ว่าสักวันหนึ่ง ลูกหลานของเขาจะผงาดขึ้นมาและได้รับการยอมรับจากต้นตระกูลหลินอีกครั้ง... ณ ที่แห่งนั้นเอง หลินต้งผู้เป็นหลานชายก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เขามาพร้อมกับความหวังและความฝันของครอบครัว แต่... เขาคงเป็นเพียงเด็กชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่สามารถสานฝันและแก้แค้นให้กับบิดาและท่านปู่ได้... หากไม่มีเจ้าสิ่งนั้น หินลึกลับที่เขาพบโดยบังเอิญ!

--------------------------

 

สารบัญ

หลินต้ง

           “อูยยย...”

            หลังจากที่หลินต้งรวบรวมพละกำลังที่มีทั้งหมดยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น เขาก็เห็นห้องขนาดเล็กห้องหนึ่ง บรรยากาศที่คุ้นเคยทำให้ต้องกะพริบตาด้วยความสับสน เด็กหนุ่มไม่เข้าใจได้ว่าทำไมตนถึงมาอยู่ที่นี่ จากนั้นไม่นานก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เป็นอย่างที่คิดไว้ เขาเห็นร่างของชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้อง

            “ท่านพ่อ ท่านแม่…”

            ทันทีที่หลินต้งเหลือบไปเห็นทั้งคู่ เขาก็รู้สึกโล่งใจและไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

            “ต้งเอ๋อ... ฟื้นแล้วหรือลูก”

            เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรชาย หญิงตรงหน้าก็รีบหันกลับมามอง ในที่สุดหลินต้งก็ลืมตาขึ้นเสียที ใบหน้าของนางฉายแววโล่งอก การแต่งกายที่เรียบง่าย อายุอยู่ในวัยประมาณสามสิบปี ใบหน้างดงามฉายความมีเมตตา ดูแล้วเดาได้ไม่ยากว่าเป็นหญิงที่ใจดีคนหนึ่ง

            นางคือมารดาของหลินต้ง... หลิ่วเหยียน

            “ไร้ฝีมือแล้วยังคิดจะไปประลองกับผู้อื่น เจ้ามันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”

            ผู้ที่นั่งถัดมาคือชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี เขามีร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ ในยามนี้คิ้วของเขาขมวดด้วยความกังวลใจ ท่าทางเหมือนได้รับบาดเจ็บจากการถูกจู่โจมที่รุนแรงมานาน สีหน้าที่ซีดเซียวบ่งบอกถึงความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

            เขาคือบิดาของหลินต้ง... หลินเซียว

            หลินต้งหันไปเผชิญกับสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นประจำของบิดา เขาสาดสีหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวเล็กน้อย หดคอลง ไม่นานนักก็ตะโกนย้อนออกไปว่า “ใครใช้ให้พวกมันเรียกพ่อข้าว่า ‘คนไร้ค่า’ ต่อหน้าข้าเล่า”

            ในขณะที่พูด หลินต้งยังคงรับรู้ถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลบนหน้าอก เขากัดฟันแน่น วันนี้เป็นหนึ่งในวันทดสอบประลองฝีมือของ ‘สกุลหลินสาขาชิงหยาง’ และเขาก็พ่ายแพ้ราบคาบ ความพ่ายแพ้ในวันนี้ทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองลง อาจเพราะว่าเพิ่งจะได้รับการฝึกฝนเป็นเวลาครึ่งปีเท่านั้น เขาจึงไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะมีพัฒนาการไปมากเท่าไรนัก แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่าถ้าตนเองฝึกซ้อมอย่างหนักเป็นประจำก็จะไม่มีทางพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด

            หลังจากการทดสอบจบลง หลินต้งที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านบังเอิญพบกับคู่อริที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ตอนแรกเขาตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉยๆ แต่มันกลับยั่วยุกันอยู่หลายครั้ง จนเขารู้สึกทนไม่ไหว ระเบิดอารมณ์โกรธออกมาในที่สุด หลินต้ง...เด็กหนุ่มเลือดร้อนลงมือจู่โจมผู้ที่มาก่อกวน ผลที่ได้กระจ่างชัดในทันทีที่เขาปล่อยหมัดหนักอึ้งใส่คู่อริจนทรุดลง

            “หลินซัน จำไว้ด้วยว่าหากยังมีคราวหน้าอีก ข้าสาบานว่าจะทุบหัวเจ้าด้วยไม้ ไม่อย่างนั้นอย่ามาเรียกข้าว่า หลินต้ง!”

            หลินต้งกัดกรามแน่น หลินซัน---ที่ถูกกล่าวถึงคือผู้ที่ยั่วยุเขา ซ้ำยังเป็นศัตรูอันดับหนึ่งในใจของหลินต้งเสมอมา บิดาของทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน หลินซันคอยแต่จะหาเรื่องหลินต้งอยู่เป็นประจำและเหตุการณ์ล่าสุดนี้ก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้นับครั้งไม่ถ้วน

            ในขณะที่กำลังขบกรามแน่น หลินต้งก็คิดในใจอย่างหมดหวังไปด้วย แม้หลินซันจะทำตัวอันธพาลขนาดไหนแต่กำลังภายในของฝ่ายนั้นก็รุดหน้าไปถึงขั้นสี่เรียบร้อยแล้ว เทียบกับลูกหลานคนอื่นๆ ในสกุลหลินสาขาชิงหยาง หลินซันถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ยิ่งเทียบกับหลินต้งที่กำลังภายในอยู่ในขั้นสอง ฝ่ายนั้นย่อมเหนือกว่าแน่นอน

            ในวิถีของการฝึกยุทธ์ ร่างกายควรได้รับการฝึกฝนก่อนสิ่งอื่น เพราะท้ายที่สุดแล้ว...ร่างกายของมนุษย์คือสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล

            กล่าวกันว่าการฝึกกำลังภายในก็คือการพัฒนาร่างกายของคนคนหนึ่ง ให้แข็งแกร่งจากจุดกำเนิดของร่างกาย เมื่อความแข็งแกร่งภายในนี้พอกพูนขึ้น ก็จะแผ่พลังอำนาจฉายแสงสู่ภายนอก ก่อให้เกิดขุมพลังมหาศาลที่กระดูกและกล้ามเนื้อสามารถดึงไปใช้ได้ เมื่อร่างกายแข็งแรงในระดับที่มั่นคงแล้ว ‘ขุมพลังหยวน’ ก็จะก่อกำเนิดขึ้นในร่างกาย นี่ถึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริง

            กำลังภายในแบ่งออกเป็นเก้าขั้น ความแตกต่างระหว่างสามขั้นแรกมีไม่มากนัก... สามขั้นแรกเป็นเพียงการพัฒนาร่างกายขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อร่างกายถูกพัฒนามาจนถึงขั้นที่สี่ผลจากการฝึกฝนจะค่อยๆ ปรากฏให้เห็น เมื่อถึงระดับนี้ผิวหนังจะค่อยๆ แข็งแกร่ง บางคนอาจแข็งแกร่งถึงขั้นทนทานต่อการทุบกระแทกได้เหมือนดังหินหรือไม้ เมื่อนั้น... พละกำลังและความคล่องแคล่วจะก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล

            ขณะที่หลินซันได้เข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่ หลินต้งกลับย่ำอยู่ที่ขั้นสองเท่านั้น วิทยายุทธของหลินซันจึงเหนือกว่าหลินต้งอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเหตุผลที่สองคนนี้แตกต่างกันมาก ถึงแม้ทั้งสองจะอายุเท่ากันก็ตาม

            ในวิถีของการฝึกยุทธ์ พรสวรรค์ไม่ใช่กุญแจสำคัญ ในความเป็นจริงทุกคนสามารถฝึกฝนกันได้ แต่ใครจะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งและความหลงใหลส่วนตัวของพวกเขาทั้งสิ้น เหนือสิ่งอื่นใดในการที่จะไปถึงกำลังภายในขั้นเก้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุปสรรคที่เหนื่อยยากก็คือการเอาชนะขีดจำกัดของร่างกายให้ได้เสียก่อน ถ้าทำได้ร่างกายจะค่อยๆ เติบโตไปสู่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง

            การทดสอบขีดจำกัดความสามารถของร่างกายมนุษย์ คือการให้ผู้ทดสอบปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างออกมา หากร่างกายของมนุษย์ผู้นั้นไม่แข็งแกร่งพอ ไม่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วหลังจากการปลดปล่อยพลังที่รุนแรงออกมาได้ การทดสอบนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายทุกส่วน จะเกิดอาการบาดเจ็บสาหัสและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

            ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการครอบครองกำลังภายในขั้นสูง คนผู้นั้นจำเป็นต้องดื่ม ‘ยาวิเศษ’ เข้าสู่ร่างกายจำนวนมากเพื่อใช้แทนยาบำรุงระหว่างที่ทำการฝึก อย่างไรก็ตามยาวิเศษที่ว่านี้ราคาสูงลิ่ว ผู้ที่มีเงินจำกัดจึงไม่สามารถเอื้อมถึง

            นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์ต้องมั่งคั่งร่ำรวย

            เหตุผลที่หลินซันมีความสามารถเหนือกว่าหลินต้งถึงสองขั้น ไม่ใช่เพราะเขาฝึกฝนมามากกว่าครึ่งปี แต่เป็นเพราะบิดาของเขาเป็นผู้ดูแลการเงินของครอบครัว หลินต้งไม่ได้โชคดี และไม่ได้มีเงินมากพอที่จะหาซื้อ ‘ยาวิเศษ’ มาบำรุงร่างกายได้ ดังนั้นการฝึกฝนจึงเป็นไปด้วยความล่าช้า

            ทันทีที่หลินเซียวได้ยินหลินต้งบ่นพึมพำ เขาก็กำหมัดที่วางอยู่บนโต๊ะแน่น ท่าทางเกรี้ยวกราดขึ้นมาก ด้านหลิ่วเหยียนเมื่อเห็นว่าสามีมีท่าทีเปลี่ยนไปก็รีบเหลือบตาไปยังหลินต้ง ส่งสัญญาณบอกให้บุตรชายรับรู้ หลินต้งรีบปิดปากเงียบ

            “เอาน่า... ไม่จำเป็นต้องบ่นพร่ำ ตั้งใจฝึกซ้อม ประเดี๋ยวคนอื่นก็เงียบปากไปเองแหละ”

            หลินเซียวเอ่ยขึ้นมาบ้างว่า “หลิ่วเหยียน เอาโสมแดงที่เราเก็บไว้มาต้มให้ต้งเอ๋อ โสมแดงจะช่วยให้การฝึกฝนของเขาก้าวหน้าเร็วขึ้น เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งปีก็จะถึงการประลองใหญ่ของลูกหลานทุกคนในครอบครัวแล้ว ถ้าต้งเอ๋อไม่พยายามฝึกฝนถึงที่สุด ก็คงจะนำความอับอายกลับมาให้พวกเราเป็นแน่”

            “อาเซียว โสมแดงนั่นสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของท่านได้…” หลิ่วเหยียนพูดขึ้นก่อนที่นางจะเงียบเสียงลงอย่างทดท้อใจ

            “ข้ากลายเป็นคนไร้ค่าไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะรักษาอย่างไรล้วนแต่เปล่าประโยชน์ วันหน้าข้าจะพยายามขึ้นเขาไปตามเก็บยาวิเศษเพื่อสะสมเอาไว้ให้ต้งเอ๋อ” หลินเซียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันพลางส่ายศีรษะไปมา

            “ท่านพ่อไม่ได้เป็นคนไร้ค่า ท่านพ่อของข้าเคยเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในครอบครัวของเรา รวมถึงท่านปู่ด้วย!” เมื่อหลินต้งได้ยินคำพูดของหลินเซียวสีหน้าของเขาก็พลันแดงก่ำ สำหรับบุตรทุกคน บิดาก็คือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในหัวใจ

            “จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดน่ะรึ…” หลินเซียวกำหมัดแน่น ผุดลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางเหนื่อยล้า พร้อมพูดเสริมขึ้นว่า “หลิ่วเหยียน เจ้าต้มยาบำรุงให้ลูกเถอะ อาการบาดเจ็บของข้าดีขึ้นแล้ว นี่มันก็ผ่านมานานหลายปีนัก รากของโสมแดงจะสามารถช่วยอะไรข้าได้อีกเล่า?”

            หลินต้งมองไปยังแผ่นหลังห่อเหี่ยวของบิดาด้วยสองตาที่แดงก่ำ ใครจะคิดว่าชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยโดดเด่น มีฝีมือไม่เป็นรองใครในเมืองชิงหยางจะตกต่ำลงถึงเพียงนี้

            “อย่าร้องไห้สิท่านแม่ ข้าสัญญาว่าจะมุ่งมั่นฝึกซ้อมอย่างหนัก เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะหาหนทางรักษาท่านพ่อได้อย่างแน่นอน” หลินต้งพูดปลอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

            “ต้งเอ๋อ อย่าโกรธที่พ่อเขาเข้มงวดกับเจ้านักเลย นั่นเป็นเพราะเขาไม่เหลืออะไรแล้ว เจ้าเป็นเพียงความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของเขา” หลิ่วเหยียนบ่นพึมพำเบาๆ พลางก้มหน้าลงเช็ดคราบน้ำตาตนออก นางลูบหัวของบุตรชายเบาๆ มองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ตรงหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง

            “ท่านแม่ ข้าได้ยินข่าวมาว่าผู้ชนะการแข่งขันสามอันดับแรกในการประลองของสกุลหลินสาขาชิงหยาง จะได้รับยาวิเศษขั้นที่สามคือ ‘ผลไม้สีเลือด’ ข้าเคยได้ยินท่านลุงบอกว่ามันมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการรักษาอาการบาดเจ็บ ถ้าหากข้าได้รับมันคงจะสามารถรักษาบาดแผลบนร่างของท่านพ่อได้อย่างแน่นอน”

            “ผลไม้สีเลือด…” หลิ่วเหยียนได้ยินชื่อก็สะดุ้งเฮือก นางส่ายหน้าไปมาอย่างหมดหวัง “มันไม่ง่ายเลยนะที่จะเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกในการประลองของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง แต่ก็ดีแล้วที่เจ้ามีความตั้งใจจริง แม่จะไปต้มโสมแดงให้เจ้าก่อน” พูดจบก็เดินออกจากห้องไป

            ทายาทปัจจุบันของตระกูลหลินสาขาชิงหยางมีเพียงไม่กี่คนที่ประสบความสำเร็จจนน่ายกย่อง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ง่ายสำหรับหลินต้งที่จะเข้าไปเป็นสามอันดับแรก และได้รับผลไม้สีเลือดมาครอบครอง หลิ่วเหยียนจึงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

            เด็กหนุ่มมองดูแผ่นหลังของมารดาที่เดินจากไป ก่อนจะเม้มริมฝีปากแนบสนิท กำหมัดแน่น “ท่านแม่ วางใจข้าเถอะ ข้าจะทำทุกวิถีทางให้ได้ผลไม้สีเลือดมารักษาท่านพ่อให้จงได้”

            ในขณะที่เขานึกถึงอาการบาดเจ็บของหลินเซียว แววตาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ที่บิดาของตนต้องถูกคนในตระกูลเยาะเย้ย ทั้งหมดเป็นเพราะคนผู้นั้นเพียงคนเดียว!

            ตระกูลหลินสาขาชิงหยางของหลินต้งเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองชิงหยางเท่านั้น สำหรับชาวบ้านร้านตลาด พวกเขาไม่ได้เป็นที่นับน่าถือตาเท่าไรนัก ตระกูลหลินสาขาชิงหยางที่ดูไม่ได้ใหญ่โตตระกูลนี้หากใครเคยเข้ามาคลุกคลีอย่างแท้จริง และรู้ถึงรากแท้แก่นลึกของตระกูลหลินสาขาชิงหยางแล้ว เป็นต้องปากอ้าตาค้างไปเสียทุกคน เพราะพวกเขาล้วนสืบเชื้อสายมาจากหนึ่งในสี่ตระกูลขุนศึกคู่บ้านคู่เมืองของ ‘แคว้นต้าเหยียน’ อันเกรียงไกร

            ‘ขุนศึกตระกูลหลิน!’

            บ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง ครอบครัวเล็กๆ ในเมืองชิงหยาง แท้จริงแล้วเคยเป็นหนึ่งในลูกหลานคนสำคัญของตระกูลหลินที่โด่งดังคับเมืองหลวง หลินต้งซึ่งไม่เคยเดินทางออกจากเมืองชิงหยางไกลเกินสองร้อยลี้ ไม่เคยรับรู้ว่าอำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินที่มีต่อแคว้นต้าเหยียนว่าลึกซึ้งเพียงใด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างห่างไกลจากเด็กอย่างเขาเหลือเกิน

            สิ่งที่หลินต้งรับรู้เป็นข้อมูลเพียงหยิบมือที่ได้ยินจากบิดาของตน ท่านพ่อเคยเล่าว่าครอบครัวของเขาแท้จริงแล้วเคยเป็นหนึ่งในยอดขุนศึกตระกูลหลิน เรื่องราวนี้เกิดขึ้นหลังจากการศึกในอดีต ท่านปู่ของหลินต้งพ่ายแพ้ในการต่อสู้นำผู้คนไปสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของตระกูล ด้วยเหตุนี้ท่านปู่จึงถูกขับไล่ออกจากตระกูลและถูกเนรเทศไปยังเมืองชิงหยาง

            ณ เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ท่านปู่ก่อตั้งบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางแล้วอยู่อาศัยมานานกว่าสิบปี ท่านปู่พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อเติมเต็มความฝันในชีวิตบั้นปลาย นั่นคือ...การกลับเข้าไปเป็นหนึ่งในขุนศึกตระกูลหลินที่เมืองหลวงอีกครั้ง และแน่นอน... ความพยายามทั้งหมดของท่านก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งหมดที่ท่านได้ทำไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึง เทียบไม่ได้กับความยิ่งใหญ่ของตระกูลหลินเลย ดังนั้นสิ่งเดียวที่ท่านสามารถทำได้คือหันเหความสนใจของตัวเองไปที่สิ่งอื่นแทน นั่นคือ... ‘การประลองยุทธ์ของตระกูลหลิน’ ที่สิบปีจะจัดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

            นี่คือการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกหลานสายต่างๆ ในตระกูลหลิน มิหนำซ้ำยังเปิดโอกาสให้กับคนนอกอีกด้วย จึงนับเป็นการแข่งขันที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นต้าเหยียน งานใหญ่เช่นนี้ถูกจัดขึ้นทุกๆ สิบปีเพื่อมอบโอกาสทองให้แก่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้เข้าแข่งขันจะมีหน้ามีตา ยิ่งถ้าชนะก็จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและปูทางสู่อนาคต

            ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันอันยิ่งใหญ่นี้มีรางวัลมากมายรออยู่ ท่านปู่ของหลินต้งย้ำนักย้ำหนาในกฎระเบียบข้อหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า... ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถเข้าไปเป็นสิบคนแรกของการประลองครั้งนี้ได้ เขาผู้นั้นก็จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลินไปโดยปริยาย อีกทั้งยังได้รับเกียรติและการปฏิบัติเสมอเหมือนกับลูกหลานของตระกูลทุกประการ ต่อให้เขาเป็นคนนอกก็ตาม!

            ดังนั้นการประลองในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างให้กับความปรารถนาอันยาวนานของท่านปู่ แต่ด้วยอายุที่มากเกินไป ท่านจึงไม่สามารถเข้าร่วมประลองได้ จึงได้แต่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่บุตรชายทั้งห้าที่เกิดจากภรรยาทั้งห้าของตน ผู้ที่โดดเด่นที่สุดจากทุกคนอย่างเห็นได้ชัดคือบิดาของหลินต้ง หลินเซียวจึงกลายเป็นแสงสว่างและความหวังหนึ่งเดียวของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง

            ถึงแม้ว่าบิดาของหลินต้งจะแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้บนบ่า แต่เขาก็ไม่เคยทำลายความคาดหวังของทุกคน ในบรรดาพี่น้องทั้งห้า เขาคือคนแรกที่ผ่านการฝึกฝนจนสามารถก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นเก้าและสามารถเพาะ ‘ขุมพลังหยวน’ ขึ้นในกายได้

            จากนั้น... ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงสี่ปี บิดาของหลินต้งก็สามารถฝึกพลังหยวนได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นอันดับสองของสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านหยวนของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง รองจากท่านปู่หลินเจิ้นเทียน

            ความก้าวหน้าที่น่าประทับใจนี้เป็นเหตุให้ท่านปู่เกิดความปีติยินดี ท่านมีรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขบนใบหน้าทุกครั้งที่ได้เจอบิดาของหลินต้ง พูดได้ว่าสิบปีที่ผ่านมา นี่เป็นช่วงเวลาที่ท่านปู่มีรอยยิ้มมากที่สุด

            อย่างไรก็ตาม เมื่อ ‘การประลองยุทธ์ของตระกูลหลิน’ ที่สิบปีจะจัดขึ้นสักครั้งหนึ่งมาถึงเข้าจริงๆ ผลการแข่งขันกลับทำให้สมาชิกในตระกูลหลินสาขาชิงหยางสะเทือนใจอย่างที่สุด เหลือไว้เพียงความสิ้นหวังดังตกนรกทั้งเป็น

            จากการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว หลินเซียวพ่อของหลินต้ง... แสงสว่างแห่งความหวังของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง กลับพ่ายแพ้อย่างน่าเจ็บปวด

            ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นในตอนเริ่มต้นแข่งขันของคู่แรกในงานประลองเสียด้วย!

            หลายปีแห่งความหวังและการเฝ้าฝึกซ้อมกลับถูกขยี้เป็นฝุ่นผงภายในพริบตา รางวัลสุดท้ายสำหรับผู้พ่ายแพ้คือสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนที่จ้องมองพวกเขาเหมือนตัวประหลาด ทุกคนพากันดูถูก เย้ยหยันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำเสมือนพวกเขาเป็นฝูงสุนัขเร่ร่อน พวกเขากลับมาเมืองชิงหยางอย่างพ่ายแพ้หมดรูป

            ในค่ำคืนนั้น บิดาของหลินต้งหนีจากครอบครัวและย้ายไปอาศัยบนหุบเขาเล็กๆ อย่างโดดเดี่ยวห่างไกลครอบครัวสกุลหลินให้มากที่สุด ตั้งแต่นั้นมาหลินเซียวก็ไม่เคยแตะต้องธุรกิจการงานหรือของสิ่งใดที่เป็นของครอบครัวอีกเลย เพราะเขาไม่มีหน้าไปเจอใครอีกแล้ว

            ถึงอย่างนั้นโชคชะตาก็ยังคงเล่นตลก ความโชคร้ายไม่ได้หยุดลงเท่านี้

            หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับหลินเซียวไม่เพียงแต่ทิ้งความเศร้าสลดไว้ให้ ครอบครัวยังต้องเศร้าโศกเสียใจต่อไปอีกเมื่อพบว่า คู่ต่อสู้ไม่ได้ชนะเขาด้วยฝ่ามือข้างเดียว แต่ยังไร้ซึ่งความปรานี ใช้วิชามารทำลาย ‘ขุมพลังหยวน’ ภายในร่างของเขาจนย่อยยับ อาการบาดเจ็บถึงขั้นที่หลินเซียวต้องสูญเสียกำลังภายในที่ฝึกปรือทั้งหมดไปในชั่วพริบตา เขากลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บสาหัสยังส่งผลกระทบต่อทุกส่วนในร่างกาย บางส่วนแตกหักและบางส่วนก็ถูกปิดกั้น ไม่ว่าเขาจะทำการฝึกฝนวิธีใด ก็ไม่เป็นผลทั้งนั้น

            สำหรับบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง หลินเซียวที่เคยได้รับแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถือ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการทอดถอนใจและความสิ้นหวัง…

            เมื่อพบเจอแต่ความโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดหลินเซียวก็สิ้นหวังกับทุกสิ่ง ทุกครั้งที่มึนเมาก็มักจะทุบอกตนเองด้วยความคับแค้นใจ เสียงทุบที่ดังก้องทำหัวใจของผู้เป็นภรรยาแทบแตกสลาย นางแอบยืนมองเงียบๆ และเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเบาๆ ถึงหลินต้งจะยังเด็กที่เห็นภาพเหตุการณ์เข้า แต่เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกแล่ออกเป็นชิ้นๆ ทีละน้อย...ละน้อย ในขณะเดียวกันหัวใจของเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ปลูกฝังความเคียดแค้นที่มีต่อบุรุษผู้ที่ทำให้บิดาของตนเองต้องอับอายขายหน้า และทำลายความหวังทุกสิ่งของครอบครัวเล็กๆ นี้ลง

            คนผู้นั้นไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของพ่อข้า แต่ยังทำลายครอบครัวของข้าอีกด้วย!

            ชายปริศนาผู้นั้น ภายหลังหลินต้งบังเอิญได้ยินท่านลุงและคนอื่นๆ พูดถึงด้วยน้ำเสียงที่เคียดแค้นชิงชังแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

            เล่ากันว่าเขาผู้นั้นเริ่มฝึกซ้อมกำลังภายในตอนอายุได้เพียงสิบปี

            สิบสองปี เขาก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นที่เก้า และเข้าสู่การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งขุมพลังหยวนเข้าสู่ร่าง

            สิบสี่ปี เขาพัฒนาเข้าสู่พลังหยวน---ระดับตี้หยวนจิ้ง (ระดับปฐพี)

            สิบเจ็ดปี เขาพัฒนาเข้าสู่ขุมพลังหยวน---ระดับเทียนหยวนจิ้ง (ระดับเทพยุทธ)

            ยี่สิบห้าปี ขุมพลังหยวนในร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นหยินหยาง ในที่สุดก็สามารถก่อเกิด ‘หยวนตัน’ ขึ้นมาในร่างของตนได้ เปรียบเหมือนปลาคาร์พที่กลายร่างเป็นมังกร บินจู่โจมได้ฉับพลัน เขาเข้าไปเป็นหนึ่งของขุนศึกของแคว้นต้าเหยียนเพื่อพัฒนา ‘หยวนตัน’ ของตนเอง และทั้งหมดนี้เขาทำสำเร็จก่อนอายุจะถึงสามสิบปีเสียด้วยซ้ำ

            เรื่องราวชีวิตของเขาคือสุดยอดตำนานอย่างแท้จริง

            ชื่อของเขาคือ... หลินหลั่งเทียน

            หลินต้งกำหมัดแน่น ความเกลียดชังก่อตัวขึ้นอย่างแน่นหนาในแววตา

 

กำปั้นทะลุฟ้า

ในช่วงพักของเช้าวันหนึ่ง

            บนยอดเขาสูงชันที่ถูกล้อมรอบไปด้วยหมอกสีขาวหนาทึบ ทำให้การมองเห็นเป็นไปด้วยความยากลำบากนัก

            “ฟุบ ฟุบ”

            ท่ามกลางป่าไม้รกทึบบริเวณด้านหลังยอดเขา มีเสียงลมหายใจหอบถี่ดังขึ้น หากลองมองใกล้เข้าไป ในช่องว่างระหว่างแมกไม้ จะเห็นร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งโหนตัวอยู่บนกิ่งไม้ที่ทั้งหนาและแข็งแกร่งด้วยมือทั้งสอง เนื่องจากเขายังเป็นเด็ก การอาศัยเพียงกำลังแขนในการเคลื่อนไหวไปมาจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถนัดนัก ร่างของเขาในยามนี้จึงอยู่ในท่าทางที่ค่อนข้างประหลาด เพราะการเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องอาศัยกล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายไปพร้อมๆ กัน

            ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีลูกตุ้มเหล็กถ่วงน้ำหนักติดอยู่บนแขนและข้อเท้าของเขาอีกด้วย หยาดเหงื่อซึมผ่านเสื้อผ้าและตุ้มเหล็ก ไหลโชกไปทั่ว เจ้าของร่างเล็กๆ นี้คือหลินต้ง

            หลินต้งต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกันค่อนข้างมาก เขาไม่เคยใส่ใจเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยและการใช้ชีวิตที่หรูหราตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย เพราะบิดาจะคอยย้ำอยู่เสมอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกยุทธ์คือ...จิตใจอันกล้าแข็งและความพากเพียรพยายาม หากว่ามีสองสิ่งนี้ เขาก็จะกลายเป็นคนที่ได้เปรียบคนอื่นๆ ซึ่งนับว่ามีค่าเสียยิ่งกว่าความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นไหนๆ

            เหงื่อหยดหนึ่งไหลเข้าไปในดวงตาจนสร้างความระคายเคืองให้ หลินต้งขบกรามแน่นเป็นการตอบรับ เริ่มรู้สึกปวดร้าวจากการออกกำลังเกินขีดจำกัด เมื่อถึงจุดนี้คนส่วนมากเลือกที่หยุดและพักก่อน ทว่าเขากลับระลึกได้ถึงสิ่งที่บิดาสอนไว้ เพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่จะสามารถทำลายขีดจำกัดของตนเองได้ ฉะนั้นเขาต้องอดทน

            เขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่นอน!

            เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันภายในบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางในอีกครึ่งปีที่จะมาถึง เขาจำเป็นจะต้องฝึกซ้อมราวกับชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย!

            ปฏิกิริยาที่ได้รับเมื่อคนผู้นั้นเข้าใกล้ขีดจำกัดของร่างกายก็คือ เขาจะรู้สึกวิงเวียนคลื่นไส้ ถึงตอนนี้หลินต้งก็ยังกัดฟันแน่นไม่ลดละและมุ่งมั่นต่อไป จู่ๆ เขาก็รับรู้ถึงพลังความร้อนที่ไหลวนอยู่ในร่างของตน ในชั่วพริบตา... พลังที่ว่าก็เติมเต็มขึ้นมาเรื่อยๆ จนเปี่ยมล้น แผ่ขยายไปทั่วร่าง หลินต้งรู้สึกว่ากำลังกายและกำลังภายในของตนสูงขึ้นอีกหนึ่งระดับ

            มันคือผลพวงที่ได้จากการกินโสมแดง!

            สองสามวันที่ผ่านมา รากของโสมแดงที่ครอบครัวของหลินต้งสงวนไว้เพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของหลินเซียวนั้น หลินเซียวพูดย้ำยืนกรานว่าจะยกให้หลินต้งแทน

            อย่างที่ใครๆ เขาว่ากัน ยาวิเศษชนิดนี้ส่งผลอย่างแรงกล้ากับกำลังภายในขั้นต้นของร่างกายผู้ฝึกยุทธ์อย่างหลินต้ง ในเวลาเพียงไม่กี่วันของการฝึกซ้อม หลินต้งรู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณ แข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            แต่ถึงแม้โสมแดงจะกระตุ้นการฝึกซ้อมของหลินต้งได้มากมายมหาศาลเพียงไร พลังของยาวิเศษก็มีอยู่อย่างจำกัด ยาวิเศษอย่างโสมแดงเป็นเพียงยาวิเศษขั้นที่หนึ่งเท่านั้น นับจากวันนี้ต่อไปอีกห้าวัน ประสิทธิภาพของยาจะค่อยๆ ถดถอยลง

            ถึงประสิทธิภาพของยาวิเศษจะลดน้อยลงกว่าวันแรกๆ แต่มันก็ไม่ได้หายไปเสียทั้งหมด เป็นเพราะตอนนี้ร่างกายของหลินต้งยังอยู่ในขั้น ‘เริ่มต้นกระบวนการฝึกกำลัง’ ดังนั้นจึงไม่สามารถดูดซับประสิทธิภาพของยาได้อย่างหมดจด แต่กระนั้นฤทธิ์ของยาก็ยังคงซ่อนอยู่ในซอกหลืบที่ลึกที่สุดภายในร่างของเขา คงต้องเป็นตอนที่ร่างกายของหลินต้งออกกำลังสุดความสามารถเท่านั้น มันจึงจะถูกกลั่นและนำออกมาใช้ได้หมดจดตามแรงกระหายของร่างกาย

            ความร้อนของฤทธิ์ยาค่อยๆ แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของเขา หลินต้งรู้สึกได้ว่าทุกอณูในร่างกำลังสานต่อเข้าด้วยกันราวกับใยแมงมุม ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและบาดแผลที่ได้รับค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นพละกำลังและความกระปรี้กระเปร่า

            “หืม…”

            หลินต้งปีนขึ้นบนกิ่งไม้และเหวี่ยงร่างอย่างรุนแรงด้วยการตีลังกา พลิกตัวกลางอากาศและร่อนลงสู่พื้นดินอย่างมั่นคง เขาทำการยืดกล้ามเนื้อแผ่นหลัง จู่ๆ เสียงกระดูกบนร่างกายก็ลั่นดัง ความปลื้มปีติของหลินต้งทะยานสูงยิ่งกว่าเดิม ด้วยพบว่าร่างกายแข็งแกร่งทนทานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “กำลังภายในขั้นที่สาม!”

            หลินต้งกำหมัดแน่นขึ้น ขณะกำลังเพลิดเพลินกับพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นของกล้ามเนื้อ ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นยินดีออกมา เนื่องจากฐานะทางครอบครัวไม่ค่อยดีนัก ตั้งแต่เริ่มต้นการฝึกซ้อมจนมาถึงวันนี้ เขามีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะเข้าถึงยาวิเศษ ดังนั้นเขาจึงไม่คาดหวังว่าผลจากการใช้เพียงครั้งเดียวจะได้ผลออกมายอดเยี่ยมเช่นนี้

            “อืม…ไม่เลว…”

            ในขณะที่หลินต้งยังคงเฉลิมฉลองกับพัฒนาการของตน จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากทางด้านข้าง เขารีบหันไปมอง เห็นหลินเซียวยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

            หลินเซียวผงกศีรษะพลางเดินเข้ามาหาบุตรชาย สำรวจร่างกายของอีกฝ่าย ก่อนจะเผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าเอ่ยว่า “กำลังภายในขั้นที่สาม ไม่เลวเลยนี่”

            “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณโสมแดงเสียแล้ว” หลินต้งหัวเราะเบาๆ

            “โสมแดงเป็นเพียงยาวิเศษขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ผู้อื่นจะดื่มกินเข้าไป ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนเพื่อพัฒนากำลังภายในจากขั้นที่สองไปสู่ขั้นที่สามได้ นี่เป็นผลลัพธ์จากความอดทนและฝึกซ้อมอย่างหนักของเจ้าต่างหากเล่า” หลินเซียวถอนหายใจเบาๆ มองไปที่หลินต้งที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขารู้ดีว่าหลินต้งต้องพยายามมากเพียงใดที่จะผลักดันตนเองมาถึงจุดนี้ได้ หลายต่อหลายครั้งที่เขาต้องทนเห็นน้ำตาของภรรยา ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ในฐานะผู้นำครอบครัว เขาก็รู้สึกเจ็บปวดใจไม่น้อย

            หลินเซียวเข้าใจดีถึงเหตุผลที่หลินต้งต้องฝึกซ้อมไม่หยุดหย่อน บุตรชายของเขาคงต้องการจะเอาชนะในการประลองของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางที่กำลังจะมาถึงในอีกครึ่งปีข้างหน้า นี่อาจเป็นหนทางที่จะกู้ชื่อเสียงและเกียรติยศของบิดาเช่นตนให้กลับคืนมาได้

            หลินต้งฉีกยิ้มด้วยความยินดี เมื่อได้รับรู้ว่าความอดทนและความมุ่งมั่นที่ได้ทุ่มเทตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มออกดอกออกผล เขารู้สึกว่ากำลังไต่ลำดับขึ้นไปสู่การเป็นผู้เรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในตระกูลหลินสาขาชิงหยาง

            “มาถึงตรงนี้เจ้าก็สามารถโยนตุ้มเหล็กถ่วงน้ำหนักทิ้งไปได้ ในเมื่อเจ้าเชี่ยวชาญกำลังภายในขั้นที่สามแล้วก็นับว่ามีคุณสมบัติมากพอในการฝึกทักษะการต่อสู้ พ่อจะสอนวิธีการใช้กำปั้นให้กับเจ้าเสียก่อน” หลินเซียวเอ่ยบอก เมื่อหลินต้งได้ยินแววตาก็ลุกวาวขึ้นมา

            ถึงแม้ในที่สุดเขาจะเอื้อมถึงกำลังภายในขั้นที่สาม แต่ก็ยังไม่รู้วิธีต่อสู้อย่างถูกหลักการ เวลาต่อสู้กับผู้อื่นจึงอาศัยแต่แรงกายเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ทักษะการต่อสู้เหล่านี้เพื่อเพิ่มพูนหนทางในการต่อกรกับคู่แข่ง

            ตามธรรมชาติสภาพร่างกายของเด็กยังไม่แข็งแกร่งมากพอ บิดาจึงยังไม่คิดที่จะสอนทักษะการต่อสู้อะไรให้กับเขา ในตอนนี้เมื่อมีโอกาส เขาจึงปลื้มใจอย่างเห็นได้ชัด

            “ทักษะการต่อสู้ทั้งหลายบนโลกใบนี้ล้วนแบ่งออกได้เป็นเก้าขั้นและสามส่วน ในขั้นที่หนึ่ง สอง และสาม อยู่ในส่วนพื้นฐาน ในขณะที่ขั้นที่เจ็ด แปด และเก้าจัดอยู่ในส่วนที่สูงที่สุด ที่เหลืออยู่ในส่วนกลาง สิ่งที่พ่อกำลังจะสอนเจ้าคือส่วนของขั้นพื้นฐานขั้นที่หนึ่ง---วิธีการใช้กำปั้น เราเรียกการฝึกในขั้นนี้ว่า ‘กำปั้นทะลุฟ้า’…” หลินเซียวอธิบาย หลินต้งพยักหน้ารับคำ ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง แม้ว่านี่จะเป็นแค่การเรียนรู้ขั้นพื้นฐานเท่านั้น

            หลินต้งเข้าใจดีว่าคนเราต้องเรียนรู้ไปทีละขั้นตอน สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่คือโอกาสทองที่ได้เรียนรู้ทักษะการต่อสู้ขั้นที่หนึ่ง ซึ่งหากเทียบกับลูกหลานโดยทั่วไปของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางแล้ว ระดับของทักษะการต่อสู้ที่สูงที่สุดในครอบครัวเพิ่งจะอยู่ขั้นที่สี่เท่านั้นเอง อีกทั้งวิชาการต่อสู้เหล่านี้ก็ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากการจดจำของท่านปู่ในยามที่ร่ำเรียนฝึกซ้อมอยู่กับตระกูลขุนศึกใหญ่ในเมืองหลวง

            “ถึงแม้ทักษะการต่อสู้จะมีมากมายหลายระดับ ส่วนสำคัญที่สุดคือตัวของผู้ฝึกเอง หากกลเม็ดเด็ดพรายเหล่านี้อยู่ในมือผู้ที่มีความแข็งแกร่ง ต่อให้เป็นเพียงทักษะขั้นที่หนึ่ง ก็จะทรงพลังและสมบูรณ์แบบยิ่งนัก ดังนั้นยิ่งร่างกายของผู้นั้นแข็งแกร่งมากเท่าใด พลังในการจู่โจมคู่ต่อสู้ก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เราจึงจำเป็นต้องฝึกฝนกำลังภายในให้ยอดเยี่ยมเสียก่อนที่จะเข้าสู่การฝึกออกท่า” หลินเซียวยื่นฝ่ามือออกไปและให้สัญญาณกับหลินต้ง “เข้ามาสิ ใช้กำลังทั้งหมดที่เจ้ามีโจมตีพ่อ”

            หลินต้งกะพริบตา ถอดตุ้มถ่วงน้ำหนักทิ้ง ก่อนจะกระโจนตรงเข้าไปปล่อยหมัดเข้าใส่หลินเซียว

            ในขณะที่หลินเซียวรับแรงกระแทกจากพละกำลังของหลินต้ง หลินเซียวเพียงยืดฝ่ามือดันไปข้างหน้าออกไปไขว้กับแขนเสื้อของบุตรชาย เสียงกระดูกลั่นดังขึ้นตามหลังอาการสะดุ้งโหยงด้วยความเจ็บปวดของหลินต้ง เด็กหนุ่มอดทนขบฟันแน่น รีบม้วนแขนเสื้อกลับก่อนจะพบว่าแขนทั้งสองข้างของตนกลายเป็นสีแดงก่ำ

            “กำปั้นทะลุฟ้า เคล็ดลับคือต้องออกแรง ‘เกาะติด’ กับเสื้อผ้าของคู่ต่อสู้ไปทุกกระบวนท่า ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะวาดแขนไปทางไหนเจ้าก็ตามให้ทัน เมื่อครู่...ถ้าพ่อออกแรงมากกว่านี้หรือแม้จะใช้ขุมพลังหยวน แขนทั้งหมดของเจ้ารวมถึงกระดูกชั้นในก็จะแตกละเอียดแน่นอน” หลินเซียวอธิบายต่อคร่าวๆ “การที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้กำปั้นทะลุฟ้า เจ้าต้องฝึกซ้อมกับเสื้อผ้าของตนเอง ในเมื่อทักษะการต่อสู้ชนิดนี้เน้นการออกแรงในขณะเกาะติดใกล้กับเสื้อผ้าของคู่ต่อสู้ ตอนที่เจ้ากำลังฝึกฝนทักษะนี้อยู่ เสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายของเจ้าจะเกิดเสียงในทุกการเคลื่อนไหวด้วย”

            หลินเซียวออกท่าทางให้บุตรชายดู “การใช้กำปั้นที่ถูกต้องจะมีอยู่ทั้งหมดเก้ารูปแบบ แต่ละรูปแบบจะเกิดเสียงสะท้อนที่ต่างกันออกมา หรืออาจเรียกอีกอย่างว่าเสียงสะท้อนทั้งเก้า นั่นเป็นเพราะเมื่อเจ้าออกหมัดออกมาแบบหนึ่ง เสียงทะลวงอากาศจะดังขึ้นทีหนึ่ง เมื่อการออกหมัดแต่ละรูปแบบถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องกัน เสียงสะท้อนทั้งเก้าจะดังก้องออกมาพร้อมกันในที่สุด ระดับพลังสามารถเทียบได้กับทักษะการต่อสู้ในขั้นที่สองได้เลยทีเดียว... เจ้าควรจะสังเกตอย่างใกล้ชิดและจดจำรูปแบบทั้งเก้านี้ไว้ให้ดี!”

            หลินเซียวอธิบายพลางยืดแขนออกไปและจัดท่าทางการยืนของตน มันช่างดูดุร้ายราวกับเสือ เมื่อเขาเริ่มออกแรงเคลื่อนไหว ก็ดูว่องไวราวกับลิงป่า เสียงออกหมัดเป็นชุดดังออกมาจากเสื้อผ้าของเขาอย่างต่อเนื่อง

            หลินต้งตั้งอกตั้งใจมองในขณะที่กำปั้นของบิดาเคลื่อนไหวไปมา ใจของเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สรรพสิ่งรอบกายล้วนถูกเมินเฉย แววตาของเขาสะท้อนเพียงภาพของวิธีการใช้กำปั้นเท่านั้น!

            เนื่องจากต้องสอนเด็กเช่นหลินต้ง หลินเซียวจึงตั้งใจจะเคลื่อนไหวกำปั้นให้ช้าลงกว่าที่ควรจะเป็นและทำซ้ำในแต่ละท่วงท่าอีกครั้ง

            เขาค่อยๆ เคลื่อนไหวให้ช้าจนกระทั่งหยุดลงในที่สุด ก่อนจะหันหน้าไปถามหลินต้งว่า “พอจะจำได้บ้างหรือไม่?”

            หลินต้งพูดพึมพำกับตนเองสักพักก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดท่านพ่อจึงไม่แสดงออกมาทั้งหมดเลยเล่า?”

            หลินเซียวมีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย จริงอยู่ เขาเลือกที่จะลดทอนความเร็วในการเคลื่อนไหวลงเพราะเคล็ดวิชากำปั้นทะลุฟ้าทั้งเก้าไม่ได้เรียนรู้กันง่ายนัก ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่หลินต้งฝึกออกหมัด หากเขาแสดงให้ดูทีเดียวทั้งเก้าขั้น บุตรชายจะสามารถจดจำได้หมดจริงๆ น่ะหรือ

            หลังจากที่เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงความประหลาดใจของบิดา หลินต้งก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นกำปั้นทั้งสองออกไป เริ่มทำการร่ายรำเพลงหมัดให้ดูบ้าง ถึงแม้จะมีจุดผิดพลาดและเชื่องช้า แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหลินต้งเป็นคนหัวไวมิใช่น้อย รอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเกิดขึ้นบนใบหน้าของหลินเซียว ยิ่งเขาแสดงให้ดูมากขึ้นเท่าไร บุตรชายก็ยิ่งลอกเลียนแบบและจดจำได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

            ในที่สุดหลินต้งก็สามารถผ่านทักษะการออกหมัดแบบกำปั้นทะลุฟ้าทั้งเก้าได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าฝีมือของเขายังอ่อนหัดและไม่แม่นยำมากนัก แต่ความสำเร็จก็ยังคงเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่เป็นครั้งแรกในการฝึกซ้อมอีกด้วย เป็นการบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มมีพรสวรรค์และเป็นผู้ฝึกที่มีความสามารถพิเศษ

            พอค้นพบความจริงเรื่องนี้ อารมณ์ของหลินเซียวก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความเปรมปรีดิ์ เขารู้ดีว่าบุตรชายได้รับการสืบทอดศักยภาพเช่นเดียวกันกับตัวเขา ในตอนที่มีอายุเท่าๆ กัน

            “ท่านพ่อ ทำไมเวลาที่ข้าออกกำปั้นทะลุฟ้า ไม่เห็นมีเสียงอะไรออกมาเลย?” หลินต้งอดที่จะถามไม่ได้ เขาฝึกเสร็จไปอีกหนึ่งรอบ ก็ยังคงไม่ถูกต้องและเชื่องช้านัก

            “เจ้าเด็กเหลือขอ ถ้ามันเกิดเสียงได้ง่ายดายเช่นนั้น การฝึกชุดนี้คงจะไม่สมกับชื่อของมัน” หลินเซียวติเตียนก่อนจะสอนต่อว่า “จำไว้... ในขณะที่เจ้าฝึกยุทธ์ทุกครั้ง เจ้าจะสัมผัสได้ถึงพลังที่ไหลเวียน ตราบใดที่เจ้าสามารถทำให้เสื้อผ้าเคลื่อนไหวตามพละกำลังของเจ้า และไม่หลุดไปในทิศทางอื่นได้ เจ้าถึงจะสำเร็จผลในการฝึกทักษะการต่อสู่ขั้นที่หนึ่งนี้... มาเถอะ พยายามอีกสักหน่อย”

            หลินต้งขยับริมฝีปาก ท่องจำคำพูดนี้อยู่สักพัก ก่อนจะลองเปลี่ยนจากทฤษฎีไปเป็นการเคลื่อนไหวอย่างที่เขาเคยฝึกซ้อมมา ขณะเดียวกันหลินเซียวก็คอยยืนอยู่ข้างๆ บุตรชาย ชี้จุดบกพร่องและข้อผิดพลาดให้

            บนพื้นที่ว่างเปล่าที่ล้อมไปด้วยป่าไม้ ร่างของเด็กหนุ่มยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้หยาดเหงื่อจะอาบไปทั่วร่างแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียสมาธิเลยแม้แต่น้อย ใบหน้ามุ่งมั่นยังคงแน่วแน่

            ช่วงเวลาบ่ายผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว หลินต้งยังคงฝึกซ้อมต่อเนื่องไม่หยุดพัก และแล้วความพยายามของเขาก็ไม่เปล่าประโยชน์ หลินต้งค่อยๆ ชำนาญขึ้นในการใช้กำปั้นทะลุฟ้าทั้งเก้าขั้น ถึงแม้จะยังไม่สามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนใดๆ ออกมา ทว่าความมุ่งมั่นก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

            “เอาละ การฝึกซ้อมในวันนี้จบลงแล้ว เจ้าสามารถทบทวนบทเรียนได้ต่อในวันพรุ่งนี้” หลินเซียวพูดขึ้นในขณะที่แหงนหน้ามองท้องฟ้า สักพักก็หันกลับมามองหลินต้งที่เปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อทั่วร่าง ผลลัพธ์ของการทุ่มเทและมุ่งมั่นเมื่อครู่นี้ได้ปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว การเคลื่อนไหวของหลินต้งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ หลินเซียวถอนหายใจเบาๆ ต้องโทษความสิ้นหวังที่สะสมกันมาหลายปีของเขา สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันทำให้บุตรชายของเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก

            “อ่า ท่านพ่อกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าขออยู่ที่นี่อีกสักพัก ประเดี๋ยวจะกลับเอง” หลินต้งตอบกลับ ทั้งๆ ที่หมัดของเขาไม่หยุดพัก ใจจดจ่อมุ่งมั่นอยู่กับคำสอนของหลินเซียว เขาพยายามจับสังเกตการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของลำแขน และเปลี่ยนให้มันกลายเป็นขุมพลังที่ไหลเวียนผ่านกล้ามเนื้อ

            พอได้ยินบุตรชายตอบ หลินเซียวอดที่จะส่ายหัวไม่ได้ ความก้าวหน้าของหลินต้งโดดเด่นนัก แต่การที่จะทำให้เกิดเสียงสะท้อนของกำปั้นทะลุฟ้าได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลินเซียวเองยังต้องฝึกซ้อมเป็นอาทิตย์กว่าจะประสบผลสำเร็จ

            ผู้เป็นบิดาออกปากบอกหลินต้งให้รีบกลับบ้านก่อนจะวางฝ่ามือไว้บนไหล่ของบุตรชาย พอเบือนตัวมาอีกทางหลินเซียวก็อมยิ้มกับตนเอง ความมุ่งมั่นและความสามารถที่หลินต้งแสดงให้เห็นในวันนี้ทำให้เขาปลื้มใจอย่างที่สุด

            ‘เด็กคนนี้ไม่ธรรมดามีทั้งความเฉลียวฉลาดและความหลงใหลในการต่อสู้ พละกำลังของเขายังเหนือชั้นกว่าข้าในวัยเดียวกันเสียอีก การฝึกซ้อมที่จะตามมาไม่นับว่ายากเกินไปสำหรับเขา…’

            “พ่า!”

            ในขณะที่หลินเซียวกำลังคิดอยู่ในใจ เสียงสะท้อนที่ดังชัดเจนก็บังเกิดขึ้น

            “พ่า!”

            เสียงนี้จู่ๆ ก็ดังขึ้นที่ด้านหลังของหลินเซียว สีหน้าของเขาพลันตะลึงค้าง แววตาของเขาถูกจุดจนเปล่งประกายสว่างไสว

            ‘ที่แท้แล้วการฝึกไม่ได้ยากเย็นเกินไปสำหรับหลินต้ง แต่ง่ายดายอย่างมากต่างหากเล่า…’

 

บ่อน้ำ

            “นี่มันเสียง!”

            ภายในผืนป่ากว้างขวาง หลินต้งจ้องมองที่กำปั้นของตนอย่างงุนงง สีหน้าปลาบปลื้มค่อยๆ ปรากฏขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นร่างของหลินเซียวเดินลับออกจากป่าไปอย่างช้าๆ

            “หึหึ วันพรุ่งนี้ข้าจะแสดงให้ท่านพ่อดู ท่านจะต้องตกตะลึงด้วยความยินดีแน่นอน” หลินต้งยกยิ้มขึ้น จู่ๆ ความเจ็บปวดก็แพร่กระจายไปทั่วแขน เขารีบถกแขนเสื้อขึ้นพบว่าทั่วทั้งแขนของตนมีรอยห้อเลือดอยู่เต็มไปหมด มากเสียจนกระทั่งผิวหนังคล้ายจะลอกออก มีเลือดซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง

            “อา…”

            ก่อนหน้านี้เขามัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมจึงไม่รู้ตัว ตอนนี้พอหยุดฝึก ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนก็แทรกเข้ามาทันที หลินต้งหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวด ด้วยรู้ดีว่าความเจ็บปวดนี้เกิดจากการฝึกซ้อมทักษะกำปั้นทะลุฟ้า บาดแผลนี้คงจะเกิดจากการเสียดสีกันหลายครั้งเป็นเวลานานของผิวหนังกับเสื้อผ้า

            “บางครั้งข้าก็อยากไปที่นั่น ไปแช่ตัวสักพัก…” หลินต้งพึมพำกับตัวเอง แหงนหน้ามองสีของท้องฟ้าก่อนจะรีบวิ่งไปยังด้านหลังของภูเขา

            เกือบหนึ่งก้านธูปต่อมาก็ปรากฏหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า เด็กหนุ่มกวาดตาสำรวจไปรอบด้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะเดินลงไปตามทางที่หินก้อนหนึ่งชี้ออกมาจากหน้าผา หินก้อนนี้ไม่ได้พบเห็นได้ทั่วไป แต่หลินต้งจำมันได้ดีเพราะเขานำมันมาใช้ต่างสัญลักษณะเพื่อจะได้จดจำเส้นทางลับเส้นนี้ได้

            หลินต้งคุ้นเคยกับเส้นทางนี้เป็นอย่างดี เขาค่อยๆ ไต่ลงไปเบื้องล่างอย่างระมัดระวัง ถ้ำที่เขาหย่อนร่างลงไปอยู่ในที่ลับตาคน ไม่นานแท่นหินขนาดใหญ่แท่นหนึ่งก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ที่ตั้งของถ้ำถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดและถูกปกปิดด้วยกองหินโดยรอบ หากผู้ใดไม่ได้ตั้งใจจะมองหาก็จะไม่สามารถเห็นมันได้เลย แน่นอนว่าในการเที่ยวป่าตามปกติ ไม่มีใครคิดจะค้นหามันหรอก

            หลินต้งกระโดดเข้าไปในถ้ำ ความรู้สึกเย็นสบายและสดชื่นพัดกลิ่นเหม็นและหยาดเหงื่อบนร่างของหลินต้งจนเหือดแห้ง เมื่อเทียบกับอากาศที่ร้อนระอุภายนอก ในถ้ำแห่งนี้ราวกับอยู่กันคนละโลกเลยทีเดียว มิหนำซ้ำที่นี่ยังใช้เป็นสถานที่ไว้หลีกหนีจากความร้อนได้อีกด้วย

            พื้นที่ภายในถ้ำไม่ได้กว้างขวางมากนัก ห่างไปประมาณสามสี่จั้งมีแอ่งศิลาขนาดใหญ่ปรากฏอยู่ตรงกลางถ้ำ มองแล้วไม่พบว่ามีสิ่งใดพิเศษ หลินต้งเดินตรงไปที่แอ่งศิลา เขาเห็นน้ำใสสะอาดส่องประกายอยู่ภายใน ผิวน้ำด้านบนถูกลมเย็นพัดจนกระเพื่อมไหว หลินต้งเดินมาถึงข้างแอ่งศิลา จัดแจงถอดเสื้อผ้าของตนออกอย่างรวดเร็วแล้วกระโจนลงไปในแอ่งทันที ลมเย็นพัดบางเบาทำให้เขาเนื้อตัวสั่นเล็กน้อย แต่ก็สามารถปรับตัวกับความเย็นรอบด้านได้อย่างรวดเร็ว

            หลินต้งค้นพบถ้ำแห่งนี้ด้วยความบังเอิญขณะที่เขายังเป็นเด็ก มีเพียงชิงถานและเขาเท่านั้นที่ล่วงรู้เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ น้ำในแอ่งนี้เยือกเย็นกว่าลำธารด้านนอกมาก ในช่วงหน้าร้อน หลินต้งจึงมักจะชอบมาที่แห่งนี้และแช่ตัวลงไปในแอ่งศิลา นอกเหนือจากความเย็นและสดชื่นที่ว่าก็ไม่มีอะไรอีก

            ทว่าครั้งนี้ความรู้สึกกลับไม่เหมือนทุกครั้ง ระหว่างที่แช่น้ำเขารู้สึกว่าใจสงบนิ่งและเข้าสู่สมาธิได้รวดเร็วจนน่าประหลาด เดิมทีเขาไม่เคยเห็นข้อดีของความรู้สึกสุขสงบแบบนี้มาก่อน แต่หลังจากที่ได้เรียนรู้วิชากำปั้นทะลุฟ้า เขากลับค้นพบว่าการที่ตนสมาธิแน่วแน่จะช่วยในการฝึกซ้อมได้ดี ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่สามารถสำเร็จวิชากำปั้นทะลุฟ้าได้ในเวลาอันสั้น นี่ยังไม่พูดถึงการที่เขาสามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนขึ้นมาได้ภายในวันแรกที่ฝึกได้อีกด้วย

            “มีแค่ข้าคนเดียวที่ทำได้อย่างนั้นหรือ?”

            ในขณะที่เอนกายพิงขอบหินของแอ่งศิลา หลินต้งวักน้ำขึ้นมาไว้ในมือ มองดูมันไหลออกไปอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาเรียบเฉย ถ้าน้ำนี่เป็นสิ่งอัศจรรย์อย่างแท้จริง เขาคงสำเร็จขั้นหยวนไปแล้ว ฝีมือคงไม่เชื่องช้าเช่นทุกวันนี้หรอก

            “หากข้าฝึกยุทธ์จนกำลังภายในรุดไปถึงขั้นที่หกได้เมื่อไร เมื่อนั้นข้าจะสามารถขัดเกลาแก่นแท้ของหยวนและจะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริงได้เมื่อนั้น!” หลินต้งพูดด้วยความรู้สึกตื่นเต้นพลางตบใบหน้าด้านข้างของตัวเองให้ตื่นจากฝัน แต่ก็อดที่จะรอคอยวันนั้นไม่ได้ อย่างไรก็ตามลูกหลานของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้นที่สามารถไปถึงขั้นนั้นได้

            ‘ขุมพลังหยวน’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการฝึกยุทธ์ อย่างที่ผู้รู้เคยกล่าวไว้ ผู้ฝึกซ้อมที่แข็งแกร่งนั้นสามารถทำให้ฟ้าดินถล่มทลายได้เพียงแค่ปัดฝ่ามือผ่าน การที่เห็นโลกใบนี้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ สำหรับหลินต้งแล้วออกจะยากเกินจินตนาการ เพราะเขายังเป็นเพียงนกน้อยในขั้นแรกเริ่มเท่านั้น

            อาจกล่าวได้ว่า ‘ขุมพลังหยวน’ เป็นพลังที่แสนอัศจรรย์ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก การที่จะซึมซับพลังหยวนจากฟ้าดินได้นั้น ผู้ฝึกจะต้องผ่านการฝึกซ้อมจนรากเหง้าแห่งขุมพลังได้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นร่างกายของผู้ฝึกจึงจะสามารถรับรู้ถึงขุมพลังหยวนได้อย่างแท้จริง

            หลินต้งพิงศีรษะลงบนขอบหินของแอ่งศิลา ในขณะที่เริ่มผ่อนคลาย ใบหน้าของเขาแหงนขึ้นเปลือกตาปิดปรือ ความคิดแล่นไปไกลก่อนจะค่อยๆ หลับลึกลงไปโดยไม่ทันตั้งตัว การฝึกฝนในวันนี้ช่างหนักหน่วงสำหรับเด็กอย่างเขาเหลือเกิน ในที่สุดเขาก็มีเวลาพักผ่อนเสียที ความเหนื่อยล้าของเขาได้รับการปลดปล่อยที่แผ่ลึกเข้าไปถึงชั้นกระดูก

            เมื่อหลินต้งหลับสนิท ภายในถ้ำจึงเงียบสงบ สถานที่แห่งนี้มองเผินๆ ราวกับแอ่งน้ำบนสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

            “แหมะ…”

            ท่ามกลางความเงียบสงบ จู่ๆ เสียงรบกวนก็ผุดขึ้นท่ามกลางผิวน้ำใสสะอาด หยดเลือดเข้มข้นสีแดงก่ำหยดลงจากบาดแผลที่แขนของหลินต้ง ไหลลงแอ่งละลายรวมกับน้ำ

            ในขณะที่เลือดหยดลง ผิวน้ำที่เคยสงบเงียบก็พลันเดือดปุด ฟองอากาศสีเลือดผุดขึ้นมาบนผิวน้ำก่อนจะผุดขึ้นรอบร่างที่พักผ่อนอยู่ของหลินต้ง ของเหลวสีเลือดค่อยๆ กระจายตัวแทรกซึมไปในชั้นบรรยากาศ ราวกับว่าพวกมันมีชีวิต มันเคลื่อนตัวห้อมล้อมร่างของหลินต้ง ก่อนจะแทรกผ่านผิวหนังของเขาอย่างรวดเร็ว

            พอของเหลวสีเลือดนี้แทรกเข้าไป กล้ามเนื้อทั้งหมดบนร่างของหลินต้งก็บีบรัดตัวรุนแรง เหงื่อของเขาไหลพรั่งพรูออกมารวมเข้ากับน้ำในแอ่ง จากนั้นไม่นานหยาดเหงื่อบนร่างก็พากันผุดออกมาพร้อมกับสีดำเจือจาง พวกมันค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากร่างของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้รุนแรงและต่อเนื่องราวกับกำลังบีบคั้นน้ำทั้งหมดออกจากฟองน้ำที่เปียกโชก

            หลังจากเกือบหนึ่งก้านธูปผ่านไป น้ำในแอ่งศิลาก็หยุดเดือด เมื่อผิวน้ำกลับมาสงบลงดังเดิม จู่ๆ หลินต้งก็ตื่นขึ้นและตะโกนออกมว่า “ร้อน!”

            ซ่า!

            เขาร้องตะโกน ผลุบตัวลงใต้น้ำไปอย่างรวดเร็ว แช่ทั้งร่างลงไปในแอ่ง สักพักเขาก็ผุดขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อหายใจ สีหน้างุนงงของเขาปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะตื่นเขารู้สึกราวกับว่าถูกอบอยู่ในเตาไฟ และความรู้สึกเหมือนโดนเผาไหม้นี้ทำให้ต้องร้องตะโกนออกมาอย่างขาดสติ

            “ทำไมที่นี่ถึงได้ร้อนเหลือเกิน?” หลินต้งครุ่นคิดอยู่สักพัก พยายามยืนแช่ตัวในแอ่งศิลาเพื่อทำให้ตัวเย็นลง ก่อนจะตัดสินใจปีนออกมายืนอยู่ด้านข้างของแอ่งศิลา หลินต้งส่ายหน้าโดยไร้คำพูด คว้าเสื้อผ้าขึ้นมาเริ่มสวม แต่สายตาพลันหยุดอยู่ที่ท่อนแขน

            “หา?”

            หลินต้งเบิกตากว้าง มองไปยังแขนของตนอย่างไม่เชื่อสายตา เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้แขนของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดที่ได้มาจากการฝึกซ้อม แต่ในตอนนี้บาดแผลทั้งหมดดูเหมือนจะหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

            หลินต้งลูบเบาๆ บริเวณที่เคยมีบาดแผลบนแขนของตน ทันใดนั้นร่างทั้งร่างก็แข็งทื่อ ท่าทางประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที เนื่องจากเขาค้นพบว่าผิวหนังบนแขนของตนดูแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาได้เข้าใกล้กำลังภายในขั้นที่สี่ไปทุกทีแล้ว

            “มัน…เป็นไปได้อย่างไรกัน?!”

            การค้นพบครั้งนี้ทิ้งปริศนาให้หลินต้งต้องยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ความลับของบ่อน้ำ

“ภาพหลอน…มันคือภาพหลอน…มันต้องเป็นภาพหลอนแน่ๆ”

            หลินต้งจ้องมองแขนตนอย่างงุนงงอยู่สักพัก แล้วหลับตาลงสูดหายใจเข้าสุดปอด ในที่สุดใจของเขาก็ค่อยๆ สงบใจลง เขาลองลูบเบาๆ ที่แขนอีกครั้งทั้งที่ร่างยังคงสั่นไม่หาย

            ภายใต้การสัมผัส เขารู้สึกได้ว่าผิวหนังภายนอกแข็งแกร่งอย่างชัดเจน ถึงแม้ว่ายังไม่ถึงขั้นแข็งแกร่งราวกับหิน เหล็กหรือไม้ แต่ก็แข็งแกร่งมากกว่าก่อนหน้านี้ชัดเจน!

            นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเขากำลังจะก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่ เขาเพียงแต่รอให้ผิวหนังปรับสภาพให้พร้อมกว่านี้อีกสักหน่อย หากทุกอย่างไม่มีปัญหา นั่นหมายความว่าเขาก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่อย่างแท้จริง

            แน่นอน… หลินต้งอ้าปากค้าง สีหน้าประหลาดใจของเขาราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น

            เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นสามในวันนี้ มันยังไม่ถึงครึ่งวันเลยด้วยซ้ำ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จู่ๆ เขาจะก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่?

            ความมหัศจรรย์นี้ทำให้หลินต้งหัวหมุนเลยทีเดียว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็เดินตรงไปยืนที่ข้างๆ แอ่งศิลาที่เพิ่งแช่ ถ้าหากกำลังภายของเขายังคงพัฒนาได้รวดเร็วอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ สามอันดับแรกในการแข่งขันของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว

            ต่อให้เป็นการแข่งขันของตระกูลหลินในเมืองหลวง ที่สิบปีจะมีสักครั้ง เขาก็คงไม่ต้องกังวลอีก

            “นี่มัน…เกิดขึ้นได้อย่างไร?”

            ถึงแม้จะยังคงมึนงง แต่ก็รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น ด้วยหลินต้งมีความเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กปกติทั่วไปในวัยเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงสามารถสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว หว่างคิ้วของเขาผูกกันเป็นปม เด็กหนุ่มเริ่มทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนไม่มีอะไรที่แปลกประหลาดเกี่ยวกับถ้ำแห่งนี้ ครั้นพอมองดูรอบๆ ถ้ำให้ละเอียดถี่ถ้วน สายตาของเขาก็พลันหยุดอยู่ที่แอ่งศิลาซึ่งตนเพิ่งแช่เสร็จ

            “หรือว่า... มีอะไรประหลาดพิสดารเกี่ยวกับแอ่งศิลานี่?”

            เขาทำสีหน้าประหลาดใจ แล้วก็ส่ายหัวในที่สุด ตั้งแต่เด็กมาจนบัดนี้ เขาแช่น้ำในแอ่งแห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์อย่างวันนี้ขึ้น!

            แล้วตกลงเป็นเพราะเหตุใดเล่า?

            ไม่ใช่เพราะโสมแดงแน่ เนื่องจากโสมแดงเป็นเพียงยาวิเศษขั้นหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริงการที่มันช่วยให้เขาไปถึงกำลังภายในขั้นสามได้ภายในระยะเวลาเพียงสิบวัน ถือเป็นความสำเร็จที่เกินกว่าขีดจำกัดของมันแล้ว

            “วันนี้ต้องมีอะไรที่ข้ากิน หรือทำ แตกต่างออกไปจากเดิมแน่นอน” หลินต้งขบริมฝีปากเข้าด้วยกันแน่น ความตั้งใจอันแน่วแน่เกิดขึ้นบนใบหน้า เขารู้ดีว่าการค้นพบปริศนานี้สำคัญกับเขามาก

            “วันนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติ… แน่นอนนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้านอนหลับที่แอ่งศิลา? ข้าเคยนอนหลับตอนที่แช่น้ำมาก่อนตั้งหลายหน…”

            หลินต้งนั่งยองๆ ลงข้างแอ่งน้ำ คิ้วขมวดกันแน่นพลางครุ่นคิด ฝ่ามือเลื่อนไปลูบเบาๆ ที่ท่อนแขนอย่างไม่รู้ตัว แต่แล้วเขาก็แข็งค้างไปทั้งร่าง ก้มหน้าลงจ้องมองไปที่แขนช้าๆ บริเวณที่เคยมีบาดแผลอยู่… บัดนี้

            “เลือด?”

            ดวงตาของหลินต้งเบิกกว้าง จู่ๆ เขาก็ดึงมีดสั้นอันเล็กที่ซ่อนอยู่กรีดเป็นทางยาวลงบนหินรอบๆ แอ่งน้ำ จากนั้นหลินต้งค่อยๆ กรีดปลายนิ้วของตนด้วยมีดสั้น จนเลือดไหล เขาลังเลอยู่สักพักก่อนจะหยดมันลงบนหินรอบแอ่งอย่างระมัดระวัง

            “ติ๋ง!”

            เสียงของเลือดหยดลงในน้ำดังก้องท่ามกลางความเงียบสงบภายในถ้ำ หลินต้งจ้องเขม็งลงบนจุดที่เลือดหยดลง

            เพียงเลือดหยดเดียวสัมผัสลงบนหินรอบแอ่งศิลา พลันบังเกิดคลื่นขึ้นเป็นระลอก ไม่นานสีแดงเข้มของเลือดก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยของเหลวเหนียวข้นที่รวมตัวกันเป็นฟองอากาศ มันผุดปุดๆ ขึ้นจากน้ำที่สงบนิ่ง หลินต้งตื่นตระหนก ที่แท้หยดเลือดสีแดงก่ำของเขาก็ถูกดูดหายเข้าไปในของเหลวนี้

            หลินต้งรู้สึกจุกที่ลำคอ ในขณะที่เขายื่นมือลงไปในน้ำอย่างลังเล ทันใดนั้นฟองอากาศในน้ำก็ระเบิดกลายเป็นของเหลวเหนียวเหนอะสีแดงติดอยู่บนฝ่ามือของเขา ของเหลวนั้นค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังของเขา มันให้ความรู้สึกราวกับถูกแผดเผา ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่เขาสะดุ้งตื่นเมื่อครู่

            ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าขณะที่ของเหลวซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ผิวหนังบริเวณฝ่ามือก็ค่อยๆ แข็งแกร่งทนทานขึ้นเรื่อยๆ

            “มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!”

            เมื่อเขาล่วงรู้ถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง สีหน้าก็พลันเปล่งประกาย

            เขาคาดเดาได้ถูกต้อง! น้ำในนี้ต้องการเลือดเพื่อกระตุ้นพลังวิเศษ!

            เมื่อหลินต้งเข้าใจดีแล้วก็จุ่มแขนลงไปอีกสองสามครั้ง เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าผิวหนังบริเวณฝ่ามือมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นกว่าส่วนอื่นๆ บนร่างกายอย่างแท้จริง ที่มากไปกว่านั้น พัฒนาการนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผิวสัมผัสน้ำในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น สำหรับหลินต้งแอ่งศิลาคือตำนานแห่งการรักษาอย่างแท้จริง และมันอาจจะมีสนนราคาที่สูงว่ายาวิเศษขั้นสาม ที่วางจำหน่ายกันในเมืองชิงหยางเสียอีก

            “อืม น้ำนี่สามารถทำให้เกิดผลที่น่าทึ่งขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ดีกว่ายาวิเศษขั้นสามเสียอีก”

            ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา หลินต้งคิดไปว่าน้ำในแอ่งนี่เป็นเพียงน้ำแร่ธรรมดาทั่วไป ถึงแม้ว่าน้ำจะให้ความสดชื่นมาก แต่เขาก็ไม่เคยคาดว่ามันจะวิเศษถึงขนาดนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้

            หลินต้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ ถูหน้าผากไปมา แอ่งน้ำลึกลับแห่งนี้ทำให้ตื่นเต้นมากจนเกินไป เขาตัดสินใจนั่งลงข้างๆ แอ่งน้ำเพื่อพักหายใจสักหนึ่งยก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถไขปริศนาว่าทำไมน้ำในแอ่งถึงมีพลังลึกลับขึ้นมาได้ แต่การค้นพบครั้งนี้ก็ยังให้ประโยชน์สำหรับเขา

            เดิมทีอาการบาดเจ็บจากการฝึกของตน ต้องลำบากให้ท่านพ่อหาซื้อยาวิเศษจำนวนมากเพื่อมารักษาและดูแลสุขภาพร่างกายให้ ยาวิเศษพวกนั้นราคาสูงและด้วยนิสัยหัวรั้นของหลินเซียว เขาจึงปฏิเสธไม่รับความช่วยเหลือทางการเงินใดๆ ทั้งสิ้นจากบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง เขามักพยายามแสวงหาโชคด้วยตัวเองหรือตามล่าหายาวิเศษด้วยตัวเอง

            ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลินต้งไม่มีสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมฝึกซ้อม ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับคนอื่นๆ ในบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง ดังนั้นความวิเศษของแอ่งน้ำที่เพิ่งค้นพบจึงสำคัญสำหรับเขามาก

            “พลังจากแอ่งศิลานี้ต้องถูกเก็บเป็นความลับให้ถึงที่สุด!”

            หลินต้งกำหมัดแน่น เขารู้ดีว่าตนเองไม่เพียงแต่ต้องการความช่วยเหลือจากน้ำในถ้ำนี้ เพราะถ้าข่าวของแอ่งน้ำแห่งนี้หลุดออกไป มันจะนำพาความวุ่นวายมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงเวลานั้นผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มอื่นๆ อีกมากมายในเมืองชิงหยางอาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และอาจจะเป็นชนวนก่อให้เกิดหายนะกับคนทั้งตระกูลหลินแน่

            “ครอบครองสมบัติไว้ไม่ผิดหรอก แต่สมบัติมักจะนำพาไปสู่ปัญหา!” ถึงแม้หลินต้งจะยังเด็ก ก็เข้าใจหลักปฏิบัตินี้ได้ไม่ยากนัก หลินต้งขบริมฝีปากแน่น วางแผนการไว้ในใจเป็นที่เรียบร้อย

ในขณะที่เขากำลังจะผละไป จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่สะท้อนมาหา เขามองไปตรงด้านบนเพดานของถ้ำ เห็นว่ามีแสงแวววาวสว่างวาบอยู่ตรงนั้น

โดยปกติแล้วถ้าหลินต้งพบเจอสถานการณ์ทำนองนี้ เขาคงไม่คิดจะมองซ้ำ แต่ตอนนี้เขาได้ล่วงรู้ถึงความวิเศษของแอ่งศิลาเข้าโดยบังเอิญ เขาจึงค่อนข้างหวาดระแวงกับความเคลื่อนไหวภายในถ้ำ ด้วยเกรงว่าจะมีผู้อื่นมาล่วงรู้ความลับของเขาเข้า

หลินต้งจ้องเขม็งตรงบริเวณที่เห็นแสงแวววาวสาดออกมา ในขณะที่จ้องมองอยู่นั้น แสงแวววาวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ถึงแสงที่ว่าจะเกิดขึ้นอย่างฉับไว ไม่นานก็เคลื่อนตัวลงมาในแอ่งน้ำแล้วดับลง

การเคลื่อนไหวของลำแสง ทำให้เกิดคลื่นขึ้นเล็กน้อยบนพื้นผิว

หลินต้งค้นหาไปทั่วบริเวณที่แสงจมหาย เขากลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง จำได้ว่าสิ่งที่อยู่ใจกลางแสงแวววาวเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็นของเหลวสีแดงก่ำ ของเหลวนั้น…คือสิ่งที่หลินต้งเห็นหลังจากเลือดของเขาหยดลงไปในน้ำ ต้องเป็นของเหลวชนิดเดียวกันแน่นอน!

“ดูเหมือนว่าจะมีความลับซ่อนอยู่บนเพดานถ้ำเสียแล้ว…”

หลินต้งพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับเบิกตากว้าง เงยศีรษะขึ้นเพื่อมองสำรวจเพดานถ้ำอีกครั้ง

หินลึกลับ

“นี่มันอะไร?”

            หลินต้งจ้องมองวัตถุที่อยู่บนมือด้วยความสงสัย มันเหมือนกับหินสีเทาจางๆ มีขนาดใหญ่ประมาณสองนิ้วของเขารวมกัน แม้ว่าจะดูเหมือนหิน ในขณะที่เขากลิ้งเล่นไปมาบนฝ่ามือ มันกลับให้สัมผัสที่นุ่มนวลอย่างน่าประหลาด สัมผัสนุ่มเช่นนี้แน่นอนว่าไม่มีในหิน แต่มันก็ดูไม่คล้ายหยกหรือไม้อีกด้วย

            เหมือนกับหินแต่ไม่ใช่หิน เหมือนกับหยกแต่ไม่ใช่หยก เหมือนกับไม้แต่ไม่ใช่ไม้

            หลังจากที่หลินต้งพยายามปีนขึ้นไปบนเพดานถ้ำและสำรวจโดยรอบ ในที่สุดเขาก็พบชิ้นส่วนที่ว่านี้ซ่อนอยู่ในร่องหิน จากสถานที่ที่พบ ดูเหมือนว่าของเหลวที่หยดลงในน้ำจะมีต้นกำเนิดจากสิ่งนี้

            มันถูกฝังตัวอยู่ในรอยแยกของต้นปาล์ม ดูเรืองรองแจ่มชัดเจนท่ามกลางความมืดของถ้ำ ถ้าหากลองมองอย่างพิจารณาเข้าไปในรอยแยกนั้น จะพบว่ามันถูกฝังเอาไว้เป็นอย่างดี ทุกเนื้อเยื่อเส้นสายของต้นปาล์มพาดทับมันไปมา ในขณะที่เขาจ้องมองอยู่ จู่ๆ หลินต้งก็นึกขึ้นได้ว่า บางทีอาจจะเคยมีใครสักคนมาที่ถ้ำแห่งนี้เมื่อนานมากแล้ว อาจจะมีใครบางคนค้นพบที่แห่งนี้ก่อนเขาเสียอีก

            “นับเป็นวัตถุที่ลึกลับอย่างยิ่ง”

            ในขณะที่หลินต้งกำลังบ่นพึมพำเบาๆ อยู่นั้น เขาสังเกตได้ว่าชิ้นส่วนหินขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ เหมือนเก็บงำคมประกายบางอย่างไว้ในตัว มันดูราวกับเครื่องรางของขลังที่ไม่สามารถมองประเมินคุณค่าได้ด้วยตาเปล่า แข็งแกร่งคงทน อีกทั้งยังลึกลับ หลินต้งเชื่อมั่นว่าหยดเลือดส่องประกายสีแดงก่ำที่เขาเพิ่งจะได้เห็น ไม่ใช่ภาพหลอนแน่นอน

            “เหตุผลว่าทำไมแอ่งน้ำนี้ได้ครอบครองคุณสมบัติอันล้ำค่าไว้ ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับหินก้อนนี้แน่” หลินต้งครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ก่อนหน้านี้เขาเห็นหยดน้ำที่ว่าไหลลงไปในแอ่งด้วยสองตาของตน และนี่เป็นเพียงหลักฐานเดียวที่สามารถอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมแอ่งน้ำด้านล่างถึงได้มีคุณสมบัติในการเยียวยารักษา

            “กุกกัก กุกกัก”

            ตอนที่หลินต้งหาคำตอบให้กับตนเองอยู่นั้น พลันบังเกิดเสียงคล้ายหินกลิ้งไปมาดังขึ้นมาจากด้านนอกของถ้ำ เขารีบยัด ‘หินลึกลับ’ ในมือเก็บเข้าไปในสาบเสื้อ จุดที่ใกล้กับหน้าอกของตนมากที่สุด

“พี่ต้ง ฮ่าฮ่า ข้าว่าแล้ว พี่ต้องมาที่นี่แน่เลย”

จังหวะที่หลินต้งพยายามซ่อนก้อนหิน เด็กสาวที่สวมเสื้อผ้าดูคล้ายกับผีเสื้อตัวน้อยก็ปรากฏกายที่ปากทางเข้าถ้ำ รูปร่างเล็กบางบ่งบอกว่ายังเยาว์วัย นางมีอายุราวสิบสามสิบสี่ปี สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายสีสันสดใส เสื้อผ้าที่สวมไม่สามารถปกปิดสติปัญญาอันเฉียบแหลมที่ฉายชัดบนใบหน้าเล็กๆ ของนางได้ ถึงแม้เด็กสาวจะยังเยาว์ แต่เครื่องหน้าก็ประณีตละเอียดอ่อน ดวงตากลมโตส่องประกาย ทำให้นางดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก

หลินต้งมองไปที่เด็กสาว ถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก เด็กสาวผู้นี้ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลหลินสาขาชิงหยาง นางถูกมารดาของเขาเก็บมาเลี้ยงหลังจากที่ให้กำเนิดเขาได้ไม่นาน นางอายุอ่อนกว่าหลินต้งเล็กน้อย ดังนั้นทั้งสองจึงเติบโตมาพร้อมกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกี่ยวดองกันในรูปแบบพี่ชายและน้องสาวที่สนิทสนมแน่นแฟ้น

เพราะเป็นเด็กกำพร้า นางจึงไม่มีสิทธิ์ใช้แซ่ของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง ดังนั้นหลิ่วเหยียนมารดาของเขาจึงเลือกเฟ้นชื่อที่เหมาะสมให้กับนางแทน ในที่สุดก็เรียกนางว่า ‘ชิงถาน’

ชิงถานที่เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงราวกับดอกไม้

“พี่ต้ง ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ท่านแม่เรียกหาพี่ได้สักพักแล้วนะ” ชิงถานหัวเราะร่าอย่างสนุกสนานในขณะที่เดินเข้าไปใกล้หลินต้ง มือเล็กๆ ของนางคว้าแขนของหลินต้งหมับพยายามลากเขาออกไปจากถ้ำ นางเดินพลางบ่นพลาง “ถ้าท้องฟ้ามืดลงกว่านี้ พี่คงจะมองไม่เห็นทางเดินแล้วเป็นแน่ อย่าบอกข้านะว่าพี่คิดจะนอนในถ้ำเหมือนเคย?”

เขามองไปยังชิงถานที่พูดจาเจื้อยแจ้วราวกับเสียงนกร้อง หลินต้งอดขำไม่ได้ แขนของเขาค่อยๆ เคลื่อนไปแตะที่บริเวณหน้าอกตนเอง ตรงกลางอกคือหินลึกลับที่ให้สัมผัสเย็นยะเยือก ถึงแม้เขาจะไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของหินก้อนนี้ แต่หลินต้งเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเอง มันต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

แสงสลัวยามค่ำคืนเริ่มแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ความเย็นและสดชื่นของแสงจันทร์ที่ปรากฏช่วยชะล้างความร้อนที่หลงเหลือจากยามกลางวันไปจนหมดสิ้น

คืนนั้นหลินต้งผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็วภายในห้องของตนเอง เศษเสี้ยวของแสงจันทร์สาดลงมาทางหน้าต่าง แสงกลุ่มหนึ่งส่องสว่างฉายอยู่บนร่างเขา จู่ๆ...แสงของดวงจันทร์ก็เริ่มกระเพื่อมราวกับผิวน้ำไหว หลังจากเหตุการณ์ประหลาดได้เกิดขึ้น แสงที่ว่าก็เคลื่อนไปรวมตัวกันตรงบริเวณหน้าอกของหลินต้ง

ราวกับเป็นการตอบรับ ก้อนหินที่ดูพื้นๆ กลับเปล่งประกายออกมาวูบหนึ่ง ในขณะที่หินลึกลับส่องประกาย หลินต้งที่แต่เดิมกำลังหลับสนิทก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น

ก่อนที่ตาเขาจะเปิดกว้างเต็มที่ จู่ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ จนทำให้ตกใจต้องผุดลุกขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาตื่นตระหนกเมื่อพบว่าตนอยู่ในสถานที่ที่มืดมิด ไร้แสงไฟ มีเพียงความเงียบสงัดและหนาวเย็น ทุกอย่างรอบกายคล้ายกับจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว ทำให้ความหวาดกลัวผุดขึ้นภายในจิตใจของเขา ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีเท่านั้น

“หึหึหึ”

ในขณะที่หลินต้งตกใจสุดขีด ฉับพลันก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบท่ามกลางพื้นที่อันมืดมิด ปรากฏเป็นร่างเรืองแสงร่างหนึ่งตรงหน้าเขา เมื่อมองสำรวจอย่างถี่ถ้วน เขาก็ต้องตกตะลึงถึงที่สุด ร่างนั้นเหมือนเขาราวกับถอดแบบกันออกมา ผิดแปลกไปแค่สีหน้าที่ดูนิ่งราวกับหุ่น

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่...”

หลินต้งจ้องมองร่างที่เปล่งประกายอยู่เบื้องหน้าตน ในใจเต็มไปด้วยความสับสน สมองของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะเพราะหวาดกลัวกับสิ่งที่เห็น

“พ่า!”

ในขณะที่หลินต้งยังคงงุนงงอยู่ ‘หลินต้ง’ อีกคนก็เริ่มร่ายรำเคลื่อนไหวเป็นท่วงท่าของการฝึกยุทธ์ที่เน้นการใช้กำปั้นทั้งสองในการส่งพลัง วิธีการออกหมัดแบบนี้ดูจะคุ้นตาเขาเหลือเกิน รึว่า...

“นี่มัน… กำปั้นทะลุฟ้าใช่หรือไม่?”

หลินต้งจ้องมองการออกท่วงท่าเคลื่อนไหวและหมัด ‘กำปั้นทะลุฟ้า’ ของ ‘หลินต้ง’ อีกคนหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ ยิ่งมองสองตาของเขาก็ยิ่งเบิกกว้างอย่างงุนงง ไม่นานสีหน้าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า โอ... นี่มันอะไรกัน... วิธีการการออกหมัดกำปั้นทะลุฟ้าตรงหน้านี้ช่างสง่างามและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าบทเรียนที่บิดาสาธิตให้เขาดูเสียอีก!

พ่า พ่า... พ่า พ่า... พ่า พ่า พ่า พ่า พ่า!

ท่ามกลางความมืดสนิท เงาร่างเปล่งประกายตรงหน้าแสดงท่วงท่าการใช้หมัดให้เขาดูอย่างว่องไว การเคลื่อนไหวของกำปั้นไหลลื่นราวกับลิงป่า และดูเหมือนว่าแรงส่งของหมัดจะคมชัด ทรงพลัง เสียยิ่งกว่าการสาธิตของหลินเซียวด้วยซ้ำ

ในที่สุดเสียงสะท้อนทั้งเก้าก็ดังขึ้น!

หลินต้งจ้องมองร่างที่เปล่งประกายที่เหมือนกับตัวเขาเกือบจะทุกกระเบียดนิ้ว

“เสียงสะท้อนทั้งเก้า…”

ในขณะที่หลินต้งพึมพำกับตัวเองอยู่นั้น เขาก็ต้องตะลึง เมื่อร่างนั้นจบการสาธิตการใช้กำปั้นลง ร่างของมันก็กระตุกแบบประหลาดโดยกะทันหัน บังเกิดเสียงสะท้อนนุ่มลึกดังออกมาจากแขนของมันเป็นหนสุดท้าย

“อะไรนะ…”

เสียงที่เกิดขึ้นนั้นนุ่มลึกสะท้อนเข้าไปในโสตประสาท หลินต้งที่ตั้งใจฟังอย่างตื่นเต้นอยู่ท่ามกลางความเงียบ ได้ยินเสียงสุดท้ายชัดเจนเข้าไปเต็มสองหู

เสียงสะท้อนที่สิบ!

หลินต้งมองดูร่างที่เปล่งประกายเบื้องหน้าด้วยความอัศจรรย์ใจ เขารู้อยู่แก่ใจว่าเสียงที่ได้ยินทั้งหมดคือเสียงสะท้อนทั้งเก้าที่ก่อกำเนิดจากการออกหมัดกำปั้นทะลุฟ้า และแน่นอนเงาร่างลึกลับตรงหน้ายังสามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนที่สิบขึ้นมาได้อีกด้วย!

ณ จุดนี้ หลินต้งค่อนข้างแน่ใจว่าแม้แต่ท่านพ่อของตน ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนสุดท้ายนี้ออกมาได้

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

หลินต้งตื่นตกใจกับสิ่งที่เห็น ในเวลาต่อมาเขาก็สามารถรวบรวมสติอารมณ์และเริ่มไตร่ตรองถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงเขาจะเห็นการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบนั่นเพียงครั้งเดียว แต่ก็สัมผัสได้ว่ากำปั้นทะลุฟ้าที่ถูกสาธิตโดยเงาร่างลึกลับมีความพลิ้วไหวและคมชัดเสียยิ่งกว่าบิดาของตน หรืออาจจะสมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้

เพราะเหตุใดเงาร่างนี้ถึงสามารถแสดงได้อย่างเหนือชั้นเช่นนี้ หลินต้งไม่สามารถหาคำอธิบายได้ ทว่าเขากลับรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองได้ค้นพบสมบัติล้ำค่าอย่างแน่แท้…

ในขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจ เงาร่างเปล่งประกายตรงหน้าก็พลันเลือนหาย แล้วก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับสาธิตการเคลื่อนไหวของกำปั้นทะลุฟ้าเช่นเดิม... ตั้งแต่ต้นจนจบ

ขณะที่หลินต้งจ้องมองเงาร่างตรงหน้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขารู้สึกว่า ‘ความกลัว’ ซึ่งรบกวนจิตใจในตอนแรกได้จางหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย ไม่นานก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าทั้งหมดและพุ่งความตั้งใจอันแน่วแน่ไปที่เงาร่างนั้น ด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งยวด เขามองดูการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จดจำในทุกๆ รายละเอียดของแต่ละการเคลื่อนไหว

สังเกตได้สักพัก ในที่สุดหลินต้งก็ยืนขึ้น เปิดปลายเท้าออก เริ่มเลียนแบบท่าทางของเงาร่างตรงหน้าและค่อยๆ ร่ายรำ ‘กำปั้นทะลุฟ้า’

“พ่า!”

ท่ามกลางความมืดมิด ร่างที่คล้ายกันสองร่างยืนตระหง่านเคียงข้างกัน หนึ่งมนุษย์และหนึ่งเงาเฝ้าฝึกฝนไปพร้อมๆ กันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงออกหมัดดังระรัวเป็นชุดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าส่วนใหญ่เสียงที่เกิดขึ้นจะเป็นเสียงที่มาจากความสำเร็จของร่างเงาก็ตาม แต่หลินต้งไม่ได้รู้สึกท้อแท้แม้แต่น้อย สีหน้าตั้งอกตั้งใจยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าเด็กหนุ่มไม่เลือนหาย เขาปรับการเคลื่อนไหวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เลียนแบบเงาร่างที่เปล่งประกายนั้น ถึงการปรับเปลี่ยนนี้ จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ช่วยประกอบความสมบูรณ์แบบให้กับการออกหมัดในแต่ละขั้นตอน เพื่อเติมเต็มและดึงไปสู่ผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่า

“พ่า! พ่า! พ่า! พ่า!”

ในขณะที่ออกหมัดแต่ละครั้ง การเคลื่อนไหวของหลินต้งก็เริ่มเฉียบคมและพลิ้วไหวราวกับลิงป่า ทันใดนั้นเสียงสะท้อนทั้งสี่ก็ดังขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับมงกุฎแห่งความสำเร็จอันเกิดจากความพากเพียรพยายามที่มากพอ

เสียงสะท้อนทั้งสี่!

แววตาทั้งคู่ของหลินต้งเปล่งประกายขึ้นทันที! เขาไม่คิดว่าเพียงแค่ปรับเปลี่ยนท่วงท่าเล็กน้อยจะสามารถออกหมัดกำปั้นทะลุฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและลื่นไหลเช่นนี้ ในใจรู้สึกเหมือนได้รับการชี้แนะจากจอมยุทธ์ในตำนาน ยิ่งไปกว่านั้น ระดับฝีมือของจอมยุทธ์เงาผู้เชี่ยวชาญตรงหน้ายังสูงล้ำจนน่าขนลุกเลยทีเดียว

หลินต้งรู้สึกปลาบปลื้มใจนัก เขาประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน ถ้าบิดาของเขาได้เห็นคงต้องตกตะลึงแน่ เสียงสะท้อนทั้งสี่นี้บิดาเคยเล่าว่าใช้เวลาเกือบเดือนในการฝึกซ้อม แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หลินต้งนับว่าประสบความสำเร็จได้รวดเร็วกว่าถึงสิบเท่า

หลังจากก้าวหน้าในการฝึก ความมั่นใจของหลินต้งถูกยกระดับให้สูงขึ้น เขาฝึกฝนต่อโดยไม่หยุดพัก เขาเปลี่ยนเป็นท่ายืนที่เตรียมพร้อมจะต่อสู้อีกครั้ง และเคลื่อนไหวเพื่อออกหมัดกำปั้นทะลุฟ้าอีกครั้ง... ทีละท่วงท่า เขาตั้งใจว่าจะต้องเคลื่อนไหวให้สมบูรณ์แบบเหมือนกับเงาร่างตรงหน้าให้ได้

ราวกับวันเวลาได้หยุดชะงักลง หลินต้งเลียนแบบท่าทางของร่างเงานั้นต่อเนื่อง เสียงสะท้อนดังกังวานก้องท่ามกลางห้องนอนที่มืดสนิท เหงื่อของเขาไหลซึมออกจากร่าง กำปั้นทั้งสองเริ่มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกำปั้นของเงาร่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ในห้องที่มืดสนิท ทั้งมนุษย์และเงาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับลิงป่าคู่หนึ่งที่คล่องแคล่วว่องไว ในขณะที่กำปั้นของพวกเขาปล่อยออกมา เสียงดัง ‘พ่า’ ก็สะท้อนไปทั่วอากาศ

กำปั้นทะลุฟ้าเสียงที่เจ็ด

            “โอ้ยยย…”

            ภายในห้องนอน หลินต้งรับรู้ถึงความร้อนของแสงแดดที่สาดกระทบลงบนใบหน้าของตน เขาพยายามจะเปิดเปลือกตาขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองลำแสงจ้า จู่ๆ เขาก็กระโจนออกจากเตียงอย่างว่องไว พอเท้าสัมผัสพื้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แล่นเข้าสู่ร่างกาย จนเขานึกว่าตนได้สูญเสียเท้าทั้งสองข้างไปเสียแล้ว “นี่มัน…”

            ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดกะทันหันนี้ทำให้หลินต้งตื่นตระหนก มันเหมือนเขาเพิ่งใช้เวลาทั้งคืนไปกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วง “มันไม่ได้เป็นแค่ฝันหรอกรึ?!”

            สีหน้าของหลินต้งเหมือนว่าจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จู่ๆ เขาก็กัดฟันแน่นและจัดท่าทางการยืนเพื่อเริ่มทำการฝึกกำปั้นทะลุฟ้าใหม่ เขาพยายามทบทวนความจำที่ผ่านมาเมื่อคืนแล้วก็เริ่มเคลื่อนไหวกำปั้น ถึงในใจจะรู้ว่าตนได้ผ่านการฝึกซ้อมท่าทางเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อคืนก็คือเมื่อคืน... ในความเป็นจริงเขาเพิ่งจะได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวจากหลินเซียวเมื่อวันก่อนเท่านั้น

            ภายในห้อง เด็กหนุ่มเริ่มร่ายรำกำปั้นที่คุ้นเคยด้วยสีหน้าจริงจัง ในที่สุดเสียงของหมัดก็ดังสะท้อนออกมาจากการเสียดสีกันระหว่างแขนของเขากับเสื้อผ้า

            “พ่า พ่า พ่า พ่า พ่า!”

            พอสามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนทั้งห้าออกมาได้ ร่างของหลินต้งก็หยุดร่ายรำ ใบหน้าของเขาผสมผสานระหว่างความตื่นตระหนก สุขสม และหวาดกลัว

            “ข้าสำเร็จมันอย่างรวดเร็วได้อย่างไรกัน…” เขาพึมพำกับตัวเองไปมองฝ่ามือไป แล้วก็สัมผัสได้ว่าเสียงสะท้อนทั้งห้า ไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดของตนแน่นอน แท้จริงถ้าเขาเคลื่อนไหวต่อ ไม่แน่เสียงสะท้อนทั้งเจ็ดก็อาจทำได้โดยง่ายในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ!

            ความก้าวหน้าในการฝึกซ้อมนี้ทำหลินต้งงุนงงถึงที่สุด ในบรรดาลูกหลานของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง มีคนอีกมากมายที่กำลังฝึกซ้อมกำปั้นทะลุฟ้าด้วยเช่นกัน อย่างน้อยเขาก็คือหนึ่งในผู้ที่หายากซึ่งสามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนทั้งเจ็ดได้ภายในวัยแค่นี้ “มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”

            หลินต้งสาดสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วผูกเข้าด้วยกันเป็นปม มือก็เลื่อนไปบริเวณหน้าอกและควานหาหินลึกลับลึกลับก้อนนั้นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านใน นี่คือสิ่งที่เขาค้นพบจากถ้ำเมื่อวาน ถ้าหากมีของชิ้นไหนที่คู่ควรแก่ความสงสัยบนร่างกายของหลินต้ง หินลึกลับคงจะเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน “เจ้าก้อนนี้มีพลังมหาศาลขนาดนี้เชียวรึ?”

            ในขณะที่หลินต้งกำก้อนหินอยู่ เขาพลันสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากฝ่ามือ ความเจ็บปวดบนร่างกายจู่ๆ ก็ค่อยๆ บรรเทาลง เขารู้สึกขอบคุณพลังนี้อย่างแท้จริง

            เขากล้ำกลืนความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อกวนจิตใจลงไป หลินต้งซ่อนก้อนหินกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง สัญชาตญาณบอกกับเขาว่าหินลึกลับนี้ครอบครองพลังบางอย่างซึ่งไม่ธรรมดา และเขารู้ดีว่าถ้าเรื่องการค้นพบนี้แพร่งพรายออกไป มันจะเชื้อเชิญความหายนะมาหาเขาโดยที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นมันคงจะดีกว่าถ้าไม่มีผู้ใดล่วงรู้

            หลังจากที่เก็บหินลึกลับแล้ว หลินต้งก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป อย่างแรกเขาลงมือกินอาหารเช้าที่ถูกเตรียมโดยหลิ่วเหยียนก่อนที่จะกลับไปที่ถ้ำลับ ในตอนนี้ร่างกายของเขาปวดร้าวจากความเจ็บปวด เขารู้ดีว่าถ้าตนเองฝึกซ้อมอย่างหนักต่อเนื่องกันในตอนนี้ การฝึกที่ไม่บันยะบันยังคงจะทำร้ายสุขภาพของเขาอย่างสาหัส

            ต้องขอบคุณกับคุณสมบัติที่แสนมหัศจรรย์ของถ้ำหิน ดังนั้นความอ่อนแรงเมื่อยล้าจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับหลินต้งอีกต่อไป เขาหยดเลือดสดใหม่ลงในแอ่งศิลาและใช้เวลาเกือบสองเค่อเพลิดเพลินกับการแช่ตัวในน้ำก่อนที่จะลุกขึ้น ความเจ็บปวดบนร่างกายของเขาหายเป็นปลิดทิ้ง ปราศจากร่องรอยใดๆ มิหนำซ้ำร่างของเขายังกลับมาสู่สภาวะสมบูรณ์อย่างที่สุดอีกด้วย

            เขารู้สึกว่าผิวหนังบนร่างกายกลับแข็งแกร่งทนทานอีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินต้ง เพราะเขารู้ว่าการรักษาที่รวดเร็วระดับนี้ สามารถส่งเสริมให้ก้าวหน้าในการฝึกฝนได้อย่างแท้จริง ไม่แน่ว่ากำลังภายในของเขาอาจจะกระโดดจากขั้นสามไปยังขั้นสี่ได้ในอีกสิบวันต่อมา

            หลินต้งปีนออกจากแอ่งน้ำ ตัดสินใจร่ายรำกระบวนท่ากำปั้นทะลุฟ้าทั้งหมดอีกครั้ง หนนี้เขาใช้พลังทั้งหมดที่มี โดยไม่จำกัดขอบเขตใดๆ ทั้งสิ้น

            “พ่า พ่า พ่า พ่า พ่า พ่า พ่า!”

            เสียงสะท้อนทั้งเจ็ด!

            กำปั้นหยุดลงเมื่อจบครั้งที่เจ็ด ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น คราวนี้เขามั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าถ้ามีโอกาสประมือกับหลินซันอีกครั้ง มันจะไม่จบลงด้วยการพ่ายแพ้แบบครั้งล่าสุดแน่นอน เขาคงจะไม่ถูกเอาชนะได้อย่างง่ายดายอีกแล้ว

            ความตื่นเต้นของหลินต้งค่อยๆ หายไป เขากลับมาสงบจิตใจได้อีกครั้ง พลางหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ปีนออกจากถ้ำไป เริ่มต้นการฝึกซ้อมประจำวันที่หนักหน่วงของตน ถึงแม้ตอนนี้ เขาจะได้รับการช่วยเหลือจากแอ่งน้ำมหัศจรรย์แล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงไม่ละเลยพื้นฐานของการฝึกซ้อม

            ในหนทางของผู้ฝึกยุทธ์ ตัวเองสำคัญที่สุด ความช่วยเหลือภายนอกแน่นอนว่าสามารถทำให้ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การผจญภัยตลอดเส้นทางของผู้ฝึกยุทธ์นี้จะไปได้ไกลสักแค่ไหน ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งสิ้น

            ดังนั้นถึงแม้เขาจะได้รับการช่วยเหลือจากแอ่งศิลาศักดิ์สิทธิ์นั่น หลินต้งก็เข้าใจดีว่าเขาจำเป็นต้องมุ่งมั่นและพากเพียรอย่างต่อเนื่อง

            วันคืนแห่งการฝึกซ้อมผ่านพ้นไป บางครั้งในยามบ่าย หลินเซียวซึ่งมีท่าทางเข้มงวดจะแวะมาเพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของบุตรชาย อะไรที่เกี่ยวกับหลินต้ง หลินเซียวมักจะเข้มงวดและไร้การผ่อนปรน

            หลังจากเฝ้าดูหลินต้งทำให้เกิดเสียงสะท้อนทั้งสามอย่างต่อเนื่องจากการออกหมัดกำปั้นทะลุฟ้า แม้ว่าหลินเซียวจะพยายามคงสีหน้าเข้มงวดไว้ รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นและปลื้มใจก็หลุดออกมาทางสีหน้าอยู่ดี

            พอมองเห็นสีหน้าของบิดา หลินต้งก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาหัวเราะกับตนเองในใจพลางจินตนาการถึงสีหน้าของหลินเซียวหากรู้ว่าตนสามารถทำให้เกิดเสียงทั้งเจ็ดได้แล้ว... ท่านพ่อจะมีสีหน้าอย่างไรกันนะ?

            ท่ามกลางความอบอ้าวของฤดูร้อน ลูกหลานของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางกำลังฝึกซ้อมกันจริงจัง พวกเขาเข้าใจดีว่าการแข่งขันของครอบครัวที่กำลังจะมาถึงในอีกหกเดือนข้างหน้า มีความสำคัญยิ่งนักสำหรับพวกเขา ในเมื่อบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางเป็นเพียงครอบครัวสายรองที่โดนขับออกมาจากตระกูลใหญ่ พวกเขาจึงไม่ได้มีชื่อเสียง หรือมีอำนาจล้นฟ้า ไม่สามารถให้โอกาสลูกหลานทุกคนในบ้านได้รับการดูแลที่ดีที่สุดได้ ดังนั้นถ้าผู้ใดต้องการที่จะได้รับการฝึกสอนวิทยายุทธที่ดีที่สุด หรือได้รับการจุนเจือยาวิเศษหายากที่ทางตระกูลหลินสาขาชิงหยางพอจะหาซื้อมาได้

            เขาผู้นั้นต้องพิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้โดดเด่นเหนือใคร!

            ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันภายในบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางคือโอกาสสำหรับลูกหลานในการแสดงความสามารถพิเศษและความโดดเด่นเหนือผู้อื่น สำหรับลูกหลานส่วนใหญ่แล้วนี่คือการแข่งขันครั้งแรกในชีวิตอีกด้วย และสำหรับบางคน ผลการแข่งขันจะเป็นตัวชี้ชะตาชีวิตที่เหลือของพวกเขาเลยก็ว่าได้

            ผู้ที่ถูกควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดจากครอบครัว จะสามารถพัฒนาฝีมือไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับผู้ที่ฝึกซ้อมด้วยตัวเอง และแน่นอนว่ามีลูกหลานบางกลุ่มที่ถูกยกเว้นเป็นพิเศษ…

            ในขณะที่ทุกคนเตรียมตัวกันอย่างเข้มข้นสำหรับการแข่งขันภายในครอบครัวที่กำลังจะมาถึง หลินต้งกลับไม่ได้พบเจออุปสรรคมากมายเท่าไรนักในช่วงเวลานี้ และในสิบคืนต่อมาหลังจากที่เขาหลับไป เขาจะได้พบ ‘อาจารย์’ ที่สมบูรณ์แบบ เด็กหนุ่มรอคอยอีกฝ่ายท่ามกลางห้องที่มืดสนิท... อีกครั้ง

            การทำให้เกิดเสียงสะท้อนขั้นต่อไปของกำปั้นทะลุฟ้าเป็นงานที่ยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากเสียงสะท้อนที่เจ็ด ความยากลำบากในการใช้พละกำลังก็พุ่งพรวด ดังนั้นหลังจากสิบวันของการฝึกซ้อมที่เข้มข้น หลินต้งแทบจะทำให้เกิดเสียงสะท้อนทั้งเก้าได้เล็กน้อยเท่านั้น ที่มากกว่านั้นคือเขาสงสัยว่าทำอย่างไรที่จะเกิดเสียงสะท้อนที่สิบ... เสียงสะท้อนสุดท้ายออกมาได้

            ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ย่อท้อ เขารู้ดีว่าการที่สามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนทั้งเก้าได้หลังจากสิบวันของการฝึกซ้อม ก็เป็นไปได้ยากแล้ว

            เขารู้ความจริงนี้ได้จากสีหน้าของหลินเซียว หลังจากที่หลินเซียวประเมินผลความก้าวหน้าในการฝึกซ้อมของบุตรชาย หลังจากหลินต้งแสดงให้บิดาเห็นเสียงสะท้อนทั้งหก หลินเซียวเริ่มมองบุตรชายอย่างประหลาดใจ

            แน่ล่ะ ตอนที่หลินเซียวเริ่มฝึกกำปั้นทะลุฟ้า เขาใช้เวลาถึงสองเดือนเต็มๆ ก่อนที่จะมาถึงขั้นนี้ได้ ในขณะที่หลินต้งใช้เวลาเพียงสิบวันเท่านั้น ดังนั้นพัฒนาการที่โดดเด่นของบุตรชายจึงทำให้หลินเซียวถึงกับพูดไม่ออก

            ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากหลินต้งจะฝึกกำปั้นทะลุฟ้า เขายังคงฝึกกำลังภายในของตนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย เมื่อกำลังภายในและกำลังภายนอกถูกขุดมาใช้อย่างต่อเนื่อง ร่างกายย่อมต้องอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปบ้าง ต้องขอบคุณแอ่งน้ำมหัศจรรย์ที่เขาค้นพบกลางป่า มันช่วยให้เขาสดชื่นและฟื้นคืนพลังกลับมาจากการแช่ตัวเพียงสองเค่อเท่านั้น ช่วยให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมในขั้นต่อไปได้โดยไม่มีปัญหา

กำลังภายในขั้นสี่

            ภายในถ้ำที่เย็นเยือก

            หลินต้งผ่อนคลายร่างกายอยู่ในแอ่งศิลา เพลิดเพลินกับความสดชื่นอันลึกลับของของเหลวที่แช่อยู่บนตัว สีหน้าพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

            ในแอ่งศิลาของเหลวสีแดงสดไหลมารวมตัวกันที่ร่างของหลินต้ง ค่อยๆ ซึมผ่านทุกอณูของผิวหนังของเขาเข้าไป บำรุงรักษากล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อยและเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ร่างกายที่หิวกระหายของหลินต้งซดของเหลวราวกับผีดิบผู้หิวโหย

            “ซ่า!”

            ในขณะที่หลินต้งเอนกายพร้อมกับปิดตา เขาพลันรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของน้ำในแอ่ง หลังจากนั้นความเจ็บปวดก็เริ่มก่อตัวขึ้นภายใต้ผิวหนังของเขา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างฉับพลันทำให้หลินต้งตื่นตระหนกถึงที่สุด เด็กหนุ่มรีบลืมตาขึ้นรวดเร็ว เขามองเห็นผิวหนังของตนลอกออกจากร่างทีละแผ่น...ละแผ่น ภาพที่เกิดขึ้นนี้แปรเปลี่ยนสีหน้าที่ตื่นตระหนกของเขาให้กลายเป็นยินดี

            ผิวหนังลอก! สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ฝึกฝนก้าวเข้าสู่กำลังภายในขั้นสี่!

            “ในที่สุดข้าก็มาถึงขั้นนี้จนได้…”

            หลินต้งเลียริมฝีปาก ใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น... กำลังภายในมีทั้งหมดเก้าขั้น สามขั้นแรกเป็นเพียงการพัฒนาร่างกายขั้นพื้นฐาน แต่หลังจากก้าวขึ้นสู่ขั้นสี่แล้ว จะสามารถรับประโยชน์จากการฝึกยุทธ์ได้อย่างแท้จริง หลังจากผิวหนังของผู้ฝึกลอกออก ผิวที่ขึ้นใหม่จะมีความแข็งแกร่งราวกับหินหรือไม้ ยิ่งกว่านั้น พละกำลังและการฟื้นตัวของคนผู้นั้นจะยอดเยี่ยมขึ้นอีกด้วย ดังนั้นกำลังภายในขั้นสี่จึงแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับกำลังภายในขั้นสาม

            ภายใต้การจ้องมองของหลินต้ง ผิวหนังบนร่างของเขาหลุดลอกออกไปอย่างรวดเร็ว หลังจากจบกระบวนการนี้ เขาก็หย่อนร่างลงไปในแอ่งศิลา สัมผัสกับผิวใหม่ด้วยฝ่ามือของตน และค้นพบว่ามันให้ความรู้สึกคล้ายกับสัมผัสไม้หรือหินที่มีความเนียนละเอียด อีกทั้งยังแข็งแกร่งเป็นพิเศษ

            “พ่า! พ่า! พ่า!...”

            เด็กหนุ่มระงับความตื่นเต้นของตนเอาไว้ เริ่มร่ายรำกำปั้นทะลุฟ้าในทันที สายลมไหลลื่นไปกับการเคลื่อนไหวของเขา ฝุ่นละอองบนพื้นดินปลิวถาโถม โบกสะบัดอยู่รอบร่าง หลินต้งลดกำปั้นลง ส่งสายตาไปที่แอ่งศิลาพร้อมกับหัวเราะเบาๆ “ขอบใจนะ!”

            ในขณะที่เขากำลังยิ้มอยู่นั้น หลินต้งพลันผุดคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาทำหน้ามุ่ยพลางมองไปที่แอ่งศิลา กว่าสิบวันของการแช่ตัว เขารู้สึกได้ว่าของเหลวสีแดงสดภายในแอ่งศิลาเหมือนจะค่อยๆ ลดน้อยลง “ดูเหมือนว่าจำนวนของเหลวสีแดงในแอ่งศิลากำลังจะหมด…”

            หลินต้งเกาศีรษะ อดที่จะกังวลกับเรื่องนี้ไม่ได้ เขาหยิบขวดที่มีขนาดเล็กและโปร่งแสงที่ถูกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าเสื้อของตนออกมา เมื่อจ้องมองขวดอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่ามีของเหลวสีแดงประมาณสองหยดถูกบรรจุอยู่ภายใน

            หลังจากพกหินลึกลับไว้บนร่างกายได้สักระยะนึง หลินต้งค้นพบความลับบางอย่าง เขารู้ว่าในทุกๆ ห้าวัน รอยแตกเล็กๆ บนก้อนหินจะเกิดขึ้น จากนั้นก็จะมีหยดเลือดสีแดงไม่รู้ที่มาผุดมาเติมเต็ม หลินต้งคุ้นเคยกับหยดเลือดสีแดงนี้เป็นอย่างดี มันคือของเหลวชนิดเดียวกันกับที่เขาเห็นในแอ่งศิลา ทว่าเมื่อเทียบกับของเหลวสีแดงสดภายในแอ่งแล้ว หยดเลือดสีแดงในขวดมีความเข้มข้นยิ่งกว่า

            “แอ่งศิลานั่นมีหยดเลือดสีแดงเจือจางอยู่อย่างจำกัด” หลินต้งครุ่นคิด ถ้าหลังจากนี้ตลอดทั้งปีเขาไม่แวะเวียนมาที่นี่อีก หยดเลือดสีแดงในแอ่งก็จะหมดไป เพราะก้อนหินที่เป็นแหล่งสร้างหยดเลือดถูกเขาเก็บเอาไว้แล้วนั่นเอง “ดูเหมือนว่าการมาเยือนของข้าในครั้งหน้า ข้าต้องเติมหยดเลือดสีแดงลงในน้ำด้วยตนเอง”

            หลินต้งลูบเบาๆ ที่ขวดขนาดเล็กไม่เต็มใจที่จะแยกจากมันแม้แต่น้อย ของเหลวนี่หายากและมีคุณค่าอย่างยิ่ง เขาใช้เวลากว่าห้าวันเต็มๆ กว่าจะได้สองหยดเล็กๆ มิหนำซ้ำเขายังมีความหวังที่จะหาโอกาสหยดของเหลวนี้ให้หลินเซียวกินอย่างลับๆ ในเมื่อของเหลวนี้มีพลังมหัศจรรย์ เขาเชื่อว่ามันจะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของบิดาได้เป็นอย่างดี

            หลินต้งถอนหายใจเบาๆ พลางเก็บขวดเข้าไปในอก เขาสวมใส่เสื้อผ้า จากนั้นก็กระโจนออกจากถ้ำ กลับไปบริเวณที่ฝึกซ้อม พอเขาเริ่มการฝึกซ้อมอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีร่างร่างหนึ่งวิ่งตรงมาหาอย่างรีบร้อน ตะโกนว่า “หลินต้งข่าวร้าย!”

            “หลินฉางเชียงเกิดอะไรขึ้น?” หลินต้งจ้องไปที่ร่างนั้นก่อนจะโน้มร่างลง ยกหินทั้งสองก้อนขึ้นมาอย่างมั่นคง

            ผู้ที่กำลังวิ่งมามีอายุราวสิบสามสิบสี่ปี รูปร่างค่อนข้างอ้วนกลมราวกับลูกหนังลูกหนึ่ง เด็กผู้นี้มีชื่อว่า ‘หลินฉางเชียง’ เขาคือบุตรชายคนที่ห้าของท่านลุงของหลินต้ง ทั้งสองสนิมสนมกันเป็นอย่างดี ถึงหลินต้งจะรู้ดีว่าอีกฝ่ายยอมเป็นเพื่อนกับเขาเพราะแอบชอบชิงถาน ทว่าหลินต้งนั้นก็เป็นที่น่านับถืออย่างมากสำหรับหลินฉางเชียงด้วย

            “มีบางอย่างเกิดขึ้นกับชิงถาน” หลินฉางเชียงท่าทางเต็มไปด้วยความโกรธเคืองพลางหายใจหอบถี่

            “ตุ้บ!”

            ก้อนหินในมือของหลินต้งหล่นลงกับพื้นเสียงดัง ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว สีหน้าโกรธแค้น ถามกลับไปว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

            หลินต้งหวงน้องสาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยนางเป็นเด็กสาวที่เฉลียวฉลาด ถึงนางจะยังเด็ก แต่ก็ไม่เคยทำตัวเอาแต่ใจเหมือนกับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ขนาดบิดาที่เข้มงวดของหลินต้งยังไม่อาจทำใจโกรธนางลง แม้ว่านางจะไม่ได้เกี่ยวพันทางสายเลือดกับพวกเขา ชิงถานยังคงเป็นเจ้าหญิงตัวน้อยสำหรับครอบครัวของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

            “ต้องเป็นเจ้าบ้าหลินซันแน่ๆ!”

            หลินฉางเชียงเล่าว่า “วันนี้ชิงถานเจอ ‘ต้นตะวันเพลิง’ ที่ป่าหลังภูเขาเข้าโดยบังเอิญ โชคร้ายที่หลินซันกับพวกพ้องของมันเจอชิงถานเข้าพอดี มันจึงไม่ยอมปล่อยนาง”

            “หลินซัน มันอีกแล้วรึ!” เมื่อรับฟังข่าวนี้ ความเดือดดาลก็ลุกเป็นไฟภายในดวงตาของหลินต้ง เขารู้ว่าชิงถานออกไปในป่าก็เพื่อค้นหายาวิเศษมาช่วยเหลือการฝึกซ้อมของเขา นางชอบทำแบบนี้อยู่เสมอ หลังจากที่เหตุร้ายล่าสุดที่เกิดขึ้น นางเกือบจะทำตัวเองบาดเจ็บขณะเที่ยวตามหายาวิเศษ บิดาของทั้งสองจึงห้ามนางไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก

            มิคาดว่าวันนี้นางจะฉวยโอกาสหนีออกไปในป่าอีกครั้ง

            “พาข้าไปที่นั่น” หลินต้งออกคำสั่ง ปัดฝุ่นที่มือทิ้ง

            “หา? เจ้าคนเดียวงั้นรึ? ทำไมถึงไม่พาท่านอาสามไปด้วยล่ะ?” เมื่อเห็นหลินต้งตั้งท่าจะไปตัวคนเดียว หลินฉางเชียงก็พยายามหยุดยั้งอีกฝ่ายเอาไว้ เขารู้เรื่องที่หลินต้งถูกหลินซันกลั่นแกล้งมาเมื่อเร็วๆ นี้ จึงกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิม ถึงแม้เขาจะไม่ชอบหลินซัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝ่ายนั้นแข็งแกร่งมาก

            “อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย ขืนเราชักช้า ชิงถานต้องถูกพวกมันกลั่นแกล้งแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเจ้าคงจะไม่ได้เล่นกับนางอีก” หลินต้งมีสีหน้าเคร่งครึม ท่านอาสามที่หลินฉางเชียงกล่าวถึง คือบิดาของเขา---หลินเซียว อย่างไรก็ตามปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่ควรยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว มิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้

            “ก็ได้เจ้าชนะ ตามข้ามา ถ้าเกิดว่าหลินซันลงมือกับเจ้า ข้าจะช่วยต้านด้วยอีกแรง ถึงอย่างไรข้าก็มีกำลังภายในขั้นสาม” หลินฉางเชียงนำหลินต้งไปหาน้องสาวของเขา

            ขณะที่หลินต้งจ้องมองร่างอันอ้วนกลมของหลินฉางเชียง เขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ไม่นาน... สีหน้าของเขาก็กลับมาเคร่งครึม เม้มริมฝีปากแน่น สาบานกับตัวเองว่า “หลินซัน ครั้งนี้ข้าจะทำให้เจ้าพ่ายแพ้ซมซานเช่นสุนัขเลยทีเดียว!”

ความขัดแย้ง

            ตำแหน่งนั้นเป็นป่ารกทึบอันกว้างใหญ่บนภูเขาด้านหลังบ้านของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง

            หากโชคดี อาจจะมีโอกาสค้นพบยาวิเศษหนึ่งถึงสองชนิดภายในป่าบ้าง ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่มีเวลาว่าง ลูกหลานของตระกูลหลินสาขาชิงหยางจะต้องมาที่แห่งนี้เพื่อทดสอบโชคของพวกเขาอยู่เสมอ

            เวลานี้มีผู้คนจำนวนมากบริเวณปากทางเข้าป่า คนทั้งหมดล้วนเป็นเด็กแรกรุ่นของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง กลุ่มคนที่มีร่างกายแข็งแรงบึกบึนยืนห้อมล้อมอยู่ตรงกลางของถนนเพื่อปิดกั้นทางเดิน เบื้องหลังกลุ่มคนร่างสูงใหญ่พวกนี้คือเด็กสาวในเครื่องแต่งกายสีสันสดใส

            ลักษณะของเด็กสาวราวกับภาพวาด ผิวพรรณของนางขาวผุดผาดราวกับหิมะต้นฤดูที่กำลังจะมาถึง ถึงนางจะยังเยาว์วัย ความงามที่ส่องประกายออกมาจากร่างเล็กๆ ก็ทำให้หลายคนแทบหยุดหายใจ แววตาของนางที่ปกติจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริง กลับกลายเป็นโกรธแค้นในยามนี้ ดวงตากวาดมองไปยังร่างที่รายรอบตัวเอง มือเล็กๆ ที่เปรอะเปื้อนกำพืชสีแดงเพลิงต้นหนึ่งเอาไว้แน่น กลิ่นของมันชวนให้มึนเมา

            “หลินซัน อย่าทำให้ข้าหมดความอดทนกับเจ้า!” ชิงถานมองไปยังหัวโจกของคนกลุ่มนี้ น้ำเสียงฟังดูโกรธเคือง

            “หึหึ ข้าเป็นคนค้นพบ ‘ต้นตะวันเพลิง’ เมื่อวานและตั้งใจจะมาเก็บเอาวันนี้ แต่เจ้ากลับมาขโมยของที่เป็นของข้าไป แล้วยังมีหน้ามาลอยหน้าลอยตา บอกว่าตัวเองหมดความอดทนอีกรึ?” ร่างที่อยู่ตรงหน้าคือกลุ่มเด็กหนุ่มที่มีอายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี พวกเขากำลังยิ้มเยาะ สองมือเท้าใส่เอว จ้องชิงถานอย่างโกรธเคือง

            “ไร้สาระสิ้นดี!” ได้ฟังหลินซันที่กำลังพยายามบิดเบือนความจริง ใบหน้าเรียวเล็กของชิงถานพลันแดงก่ำด้วยความแค้นเคือง นางพยายามอย่างหนักในการตระเวนเสาะหา ‘ต้นตะวันเพลิง’ คนขี้โกงเหล่านี้จะพบมันก่อนได้อย่างไร? และถึงพวกเขาจะพบมันก่อนจริงๆ เหมือนตามที่กล่าวอ้าง เขาจะปล่อยมันทิ้งไว้ที่เดิมโดยไม่ดึงกลับไปจริงหรือ? พวกเขากลายเป็นคนใจกว้างตั้งแต่เมื่อไร?

            “ข้าไม่ได้พูดจาไร้สาระ…” หลินซันจ้องมองชิงถานผู้ที่ยังคงน่ารักกระทั่งยามโกรธ เขายิ้มร่าเริงพลางเอ่ยว่า “ชิงถาน ส่ง ‘ต้นตะวันเพลิง’ มาและข้าจะปล่อยเจ้าไป”

            “ฝันไปเถอะ!” ชิงถานกัดฟันแน่น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางเฝ้าดูหลินต้งฝึกซ้อมราวกับเอาชีวิตของเขาเป็นเดิมพัน นางรู้ด้วยว่าหลินต้งอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรในการแข่งขันของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยางที่กำลังจะมาถึง ทั้งเขา บิดาและมารดาของเขาต้องเจ็บปวดแสนสาหัสกับผลลัพธ์เลยทีเดียว

            ดังนั้นในช่วงเวลานี้ นางจึงมักมาที่ป่าแห่งนี้อยู่บ่อยครั้งด้วยความหวังในการค้นพบยาวิเศษสักชิ้น หากพบแล้วล่ะก็ นางคงสามารถช่วยให้หลินต้งเพิ่มความก้าวหน้าในการฝึกซ้อมได้ นางเพียรหาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็พบ ‘ต้นตะวันเพลิง’ ต้นหนึ่ง หลังจากใช้ความพยายามค้นหาอย่างยากลำบากมานาน นางจะส่งมันให้กับคนขี้โกงพวกนี้ได้อย่างไรกัน?

            “ดูเหมือนว่าเจ้าอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่ทั้งคืนกระมัง” หลินซันหัวเราะเยาะ จ้องมองไปยังชิงถานก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้เจ้าหลินฉางเชียงจอมขี้ขลาดวิ่งหนีไปแล้ว มันต้องไปตามเจ้าหลินต้งมาแน่ เยี่ยม... ครั้งก่อนข้ายังอัดมันไม่สะใจเลย”

            จบคำพูดนี้ สีหน้าของชิงถานก็เปลี่ยนไป อันที่จริงแล้วหลินต้งและหลินซันไม่เคยประมือกันจริงจังมาก่อน พวกเขาเอาแต่แหย่กันทุกครั้งที่เจอหน้า และทุกครั้งที่พวกเขาต่อสู้ หลินต้งมักจะถูกหลินซันเอาชนะได้โดยง่าย

            “ส่ง ‘ต้นตะวันเพลิง’ มาแล้วข้าจะไม่ทำร้ายหลินต้ง ฟังดูน่าสนใจไหม?” เห็นสีหน้าของชิงถานเปลี่ยนไป หลินซันระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างหลงระเริง

            “เจ้าพวกขี้โกง!”

            ชิงถานกัดริมฝีปากแน่น นัยน์ตาแดงก่ำ สีหน้าท่าทางของนางทำให้หลายคนรู้สึกสงสาร ถึงแม้ชิงถานมิใช่ส่วนหนึ่งของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง แต่ด้วยนิสัยที่น่ารักร่าเริง และความงามที่ปฏิเสธไม่ได้ของเด็กสาว ทำให้นางได้รับการยอมรับจากหลายคนในสกุล... กระทั่งผู้คนทั่วเมืองชิงหยางด้วย

            ถึงกลุ่มเด็กที่รายล้อมจะรู้สึกสงสารนางจับใจและรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่หลังจากไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขาตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเอ่ยคำใดออกไป หลินซันค่อนข้างมีอิทธิพลในบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง เขาไม่เพียงแค่มีพละกำลังมหาศาล บิดายังเป็นถึงผู้ดูแลการเงินของบ้านอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากจะเข้าไปยุ่มย่ามกับเขานัก ครั้นพอมีคนไม่เห็นด้วยนำเรื่องนี้ไปฟ้องกับผู้ใหญ่ อย่างมากหลินซันก็จะถูกกักบริเวณสองสามวัน หากโชคร้าย... หลังจากถูกปล่อยตัวออกมา หลินซันก็จะตามมาล้างแค้นคนที่เอาเรื่องไปฟ้องอย่างแน่นอน ดังนั้นในกลุ่มลูกหลานของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง จึงมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าต่อกรกับเขา

            “เจ้าจะส่งมาหรือไม่? หากมัวแต่ลีลามากเรื่องอยู่ล่ะก็ หลินต้งอาจจะมาถึงเร็วๆ นี้ ก็ได้…” หลินซันเหน็บแนมพลางแสดงท่าทางทำเป็นสำรวจไปรอบๆ ราวกับว่าเขารอคอยการมาถึงของหลินต้ง

            “เอาไป!” น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลออกมาจากดวงตาของชิงถาน นางดึงดันต่อไปไม่ไหวแล้ว ในมือกำ ‘ต้นตะวันเพลิง’ ไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้าย กัดฟันกรอดก่อนจะขว้างมันไปข้างหน้าหลินซันอย่างโกรธแค้น

            “หึหึ เด็กดี” หลินซันก้าวออกมาข้างหน้าอย่างร่าเริงเพื่อคว้า ‘ต้นตะวันเพลิง’ ที่ถูกโยนมา ในขณะที่เขากำลังจะโน้มร่างลงหยิบ จู่ๆ ร่างร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น พลิ้วผ่านกลุ่มคนเข้ามากระแทกร่างเขาอย่างแรง

            แรงที่กระแทกทำให้หลินซันกลิ้งบนพื้นไปสองตลบ

            สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ผู้คนรอบด้านอยู่ในอาการตกตะลึงสุดขีด พวกเขารีบหันกลับไปมองผู้มาเยือนก่อนจะหันไปมองหลินซันอีกรอบหนึ่ง

            “ไอ้สารเลว!” หลินซันตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้น ไม่สนใจร่างกายที่เปรอะเปื้อน เขามองไปที่ร่างเด็กหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่ในจุดที่เขายืนก่อนหน้า ความพยาบาทลุกโชนขึ้นในแววตาทันที หลินซันเอ่ยวาจาเย้ยหยันว่า “ที่แท้ก็หลินต้งเองหรอกรึ... เยี่ยม... ดูเหมือนระยะเวลาสองสามวันที่เราไม่ได้เจอกัน เจ้าจะใจกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว สงสัยครั้งล่าสุดข้าคงออมมือให้เจ้ามากไปสักหน่อย บทเรียนที่ได้รับเลยไม่เพียงพอที่ซึมซับเข้าสมอง”

            “หลินซัน ข้ามอบ ‘ต้นตะวันเพลิง’ ให้เจ้าไปแล้วนี่ ยังต้องการอะไรอีก?” ชิงถานพูดด้วยความโมโห ใบหน้าเรียวเล็กของนางเปลี่ยนไปเมื่อเห็นท่าทีเคียดแค้นของหลินซันเข้า นางรีบหยิบ ‘ต้นตะวันเพลิง’ ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วโยนไปให้หลินซันอีกหน

            “วันนี้ข้าจะครอบครองยาวิเศษนั่นแล้วจะกระทืบมันด้วย!” หลินซันหยิบต้นตะวันเพลิงขึ้นมาพลางพูดเย้ย

            “เจ้า!” ใบหน้าเรียวเล็กของชิงถานร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น มือเรียวบางของนางกำหมัดแน่น นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าหลินซันจะเกเรถึงเพียงนี้

            หลินต้งไม่เหมือนน้องสาว เขาหัวเราะเยาะในความหยาบช้าและไร้สาระของหลินซัน เขาดึงชิงถานมาข้างกาย ย้อนคำพูดของหลินซันอีกหน “วันนี้ข้าจะครอบครองยาวิเศษนั่นแล้วจะกระทืบมันด้วย! ฮ่าฮ่าฮ่า!”

            คำพูดยอกย้อนของหลินต้งทำให้หลินซันได้แต่งุนงง เขารีบดึงสติกลับระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ส่งสายตาเยาะเย้ยมองไปยังจุดเดิม พูดว่า “ดูเหมือนข้าคงจะตีหัวเจ้าแรงไปหน่อยใช่ไหม ครั้งล่าสุดนั่นน่ะ?”

            ทุกคนที่รายล้อมพากันมองไปยังหลินต้งด้วยความงุนงง ถึงแม้มันจะเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง แต่หากผู้ใดก้าวก่ายขอบเขตความอดทนของหลินซัน ผู้นั้นย่อมหาเรื่องใส่ตัว ทั้งสองเคยต่อสู้กันอยู่หลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ทุกครั้งจะจบลงที่หลินต้งถูกโจมตีจนน่วม

            “ต้งเอ๋อ อย่าไปมีเรื่องกับมันเลย เราไม่ต้องการต้นตะวันเพลิงนั่นหรอก” มองเห็นหลินต้งอยากปะทะกับหลินซันอีกครั้ง ชิงถานดึงเขาไปข้างหลังทันที เสียงของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจ

            “จริงด้วย หลินต้ง ใครคือลูกผู้ชายที่แท้จริงคนทั่วไปย่อมมองออก ไปประมือทั้งๆ ที่เราเสียเปรียบทำไมกัน มิสู้กลับไปฝึกซ้อมให้นานกว่านี้สักระยะ ค่อยกลับมาสอนบทเรียนให้เจ้าสารเลวนี่” หลินฉางเชียงที่วิ่งตามหลังหลินต้งมาติดๆ เปิดปากแนะนำทันที

            “อยากจะกลับงั้นรึ? มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!” หลินซันพูดจบก็พุ่งร่างไปข้างหน้า เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็มาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าหลินต้ง นิ้วทั้งห้าของหลินซันกำหมัดแน่น ปล่อยกำปั้นต่อยตรงไปที่หน้าอกของหลินต้งทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเสียงฝ่าอากาศดังขึ้น

            “พ่า!”

            หลินต้งจ้องมองกำปั้นทรงพลังของหลินซัน มุมปากกระตุกขึ้นอย่างเย้ยหยัน เขาไม่หลบหลีกใดๆ ทั้งสิ้น กลับกัน... ฝ่ามือของเขายื่นออกมาหยุดหมัดของหลินซันแทน ทำให้ผู้คนพากันมองด้วยความประหลาดใจ

            ในช่วงจังหวะที่กำปั้นปะทะกับฝ่ามือ เสียงดังสนั่นราวกับหินกระทบกันก็ดังขึ้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนต่างพากันประหลาดใจก็คือ หลินต้งสามารถต้านทานหมัดของหลินซันได้อย่างสบายๆ “กำลังภายในขั้นสี่?”

            หลังจากที่หมัดและฝ่ามือปะทะกัน หลินซันสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติไป คู่ต่อสู้ของเขามีผิวหนังที่สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งไม่ต่างจากเขาเลยก็ว่าได้!

            ชัดเจนว่านี่เป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีกำลังภายในขั้นสี่เท่านั้น!

            “จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? เจ้าเหลือขอนี่เพิ่งจะมีกำลังภายในขั้นสอง เมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมานี่เอง จู่ๆ มันจะฝึกขึ้นมาถึงกำลังภายในขั้นสี่ได้อย่างไร?!” หลินซันตกตะลึง ขบกรามแน่น ถึงแม้เจ้าหลินต้งจะสามารถเพิ่มพูนกำลังภายในขึ้นมาถึงขั้นสี่แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่ใช่สู่ต่อสู้ของเขา!

            “กำปั้นหินถล่ม!” หลินซันถอนกำปั้นออกพลางตะโกนก้อง เส้นเลือดสีเขียวเริ่มปูดขึ้นแล้วขยายไปทั่วท่อนแขนอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นภาพหมัดที่หนักราวกับหินก็ปรากฏขึ้น หมัดชุดนั้นรัวซ้อนเข้าโจมตีศีรษะของหลินต้งอย่างร้ายกาจ พลังที่ว่าราวกับหินที่ถูกระเบิดออกมาต่อเนื่อง

            “ทักษะการต่อสู้พื้นฐานขั้นที่หนึ่ง กำปั้นหินถล่มรึ?” เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลินซันเริ่มเรียนรู้ทักษะการต่อสู้บ้างแล้ว โชคไม่ค่อยเข้าข้างหลินต้งเอาเสียเลย ผู้คนพากันส่งเสียงร้องอึกทึกหลังจากเห็นสถานการณ์ปัจจุบันที่หลินต้งกำลังเผชิญ

            หลินต้งมองภาพหมัดที่รัวซ้อนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตานิ่งเฉย แม้ว่ากำปั้นหินถล่มของหลินซันจะไม่ได้ด้อย แต่เขากลับสงสัยว่าทำไมมันถึงเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดในสายตาของเขา เด็กหนุ่มปราศจากความลังเลใดๆ ตรงเข้าไปรับมือด้วยกำปั้นทะลุฟ้าในทันที “พ่า! พ่า! พ่า!”

            แขนเสื้อของเขาฟาดเข้าที่แขนของหลินซัน ทำให้เกิดเสียงที่ชัดเจนและดังก้องสะท้อนออกมา ในเวลาเดียวกัน หมัดของหลินต้งก็ประสานเข้ากับหมัดของหลินซัน

            “ปัง!”

            เพียงแค่หมัดของทั้งคู่ประสานเข้าด้วยกัน ร่างของหลินซันก็สั่นระรัวราวกับถูกกระแทกอย่างหนัก หลังจากความตื่นตระหนกและประหลาดใจของเขา คลื่นแห่งความเจ็บปวดก็แผ่กระจายไปที่กำปั้นหินอันแข็งแกร่งทั้งสองข้าง

            “กำปั้นทะลุฟ้า เสียงสะท้อนทั้งสาม? มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?!” แววตาของหลินซันเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขาพอได้ยินชื่อเสียงของกำปั้นทะลุมาบ้างแล้ว มันเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะทักษะการต่อสู้ขั้นที่หนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพ เดิมทีหลินซันก็วางแผนจะเรียนรู้ แต่เขาไม่สามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนใดๆ ได้ สิบวันหลังจากการฝึก เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมแพ้ ใครจะคาดคิดว่าหลินต้งผู้ที่ล่าสุดพ่ายแพ้ให้แก่เขา กลับสามารถประสบผลสำเร็จได้ถึงเพียงนี้?

            “มันไม่ใช่เสียงสะท้อนแบบสาม มันคือแบบสี่ต่างหาก!” หลินต้งยิ้มเยาะอย่างเย็นชา แขนของเขาสะบัดทำให้เกิดเสียงสะท้อนดัง ตามมาด้วยหมัดอันหนักหน่วงปะทะเข้าที่หมัดทั้งสองข้างของหลินซัน

            “ปึก!”

            เผชิญหน้ากับเสียงสะท้อนทั้งสี่ของกำปั้นทะลุฟ้า กำปั้นหินถล่มของหลินซันก็หมดท่าทันที เขากระเด็นออกไป ทีละก้าว...ละก้าว โซเซถอยหลังก่อนจะล้มลงท่ามกลางความตกตะลึงของฝูงชน

            ในขณะที่หลินซันกำลังล้มลง จู่ๆ ก็มือหนึ่งคว้าไหล่ของเขาไว้ ด้วยการผลักที่เบาแรง หลินซันก็สามารถทรงตัวได้

            “ปับ!”

            หลินซันรีบหันกลับไปมองร่างที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเขาทันที ใบหน้าที่เห็นทำให้เขาดีใจอย่างสุดขีด สีหน้าของผู้คนโดยรอบพลันแปรเปลี่ยน ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นในแววตา

หลินหง

            ชิงถานและหลินฉางเชียงออกอาการกระสับกระส่ายด้วยความวิตกกังวล

            ทันทีที่เห็นร่างที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังหลินซัน แม้แต่หลินต้งสีหน้าก็พลอยเคร่งขรึมไปด้วย เขามองไปยังชายหนุ่มที่สวมอาภรณ์สีขาวกระจ่างที่กำลังวางฝ่ามือลงบนไหล่หลินซันเพื่อประคองไม่ให้ล้ม

            ชายหนุ่มผู้นี้อายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ อย่างผู้ที่ไม่แยแสโลก หลินต้งสัมผัสถึงไอสังหารเย็นยะเยือกที่แฝงมาในรอยยิ้มนั่น

            ‘หลินหง’ เป็นพี่ชายของหลินซัน และเป็นบุตรหลานที่เก่งกล้าโดดเด่นของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง เขาสามารถฝึกฝนจนบรรลุกำลังภายในขั้นห้า ในวัยเพียงสิบห้าปีเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้เหลือเพียงการฝึกขั้นตอนสุดท้ายอีกขั้นเดียว ก็จะสามารถบ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งหยวน’ ให้ก่อกำเนิดและฝังรากลึกลงในกายได้ และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามบุตรหลานที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลหลินสาขาชิงหยาง

            “ท่านพี่!” แม้ว่าหลินซันเป็นคนเอาแต่ใจเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่เขากลับเชื่องเหมือนลูกแกะยามที่อยู่ต่อหน้าหลินหง

            “มีฝีมือแค่นี้ยังจะออกมาทำให้ตัวเองขายหน้า ทำไมไม่อยู่บ้านฝึกฝนให้เก่งกล้ากว่านี้อีกสักหน่อยเล่า?” หลินหงหัวเราะ คลายมือที่ประคองน้องชายออก

            “ข้าประมาทเลินเล่อจนเกินไป หากมีโอกาสได้แก้มืออีกหน ข้าไม่มีทางพลาดเป็นครั้งที่สองแน่!” ใบหน้าหลินซันแดงก่ำ คำพูดของหลินหงทำให้เขานึกละอาย ความจริงก็คือ...หมัดของหลินต้งทำให้เขาถึงกับล่าถอยไม่เป็นกระบวน แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่ธรรมดานัก

            “กำปั้นทะลุฟ้าเสียงสะท้อนทั้งสี่ไม่ใช่กระบวนท่าที่เจ้าจะสามารถรับมือได้หรอก" หลินหงหันไปจ้องมองหลินต้ง ไตร่ตรองก่อนเปรยว่า “น้องชาย มิคาดว่าเจ้าจะเป็นเสือซุ่มมังกรหมอบ ถ้าเช่นนั้นบางที...” หลินหงรู้ดีถึงความยากลำบากในการฝึกกำปั้นทะลุฟ้า การที่จะฝึกฝนจนฝีมือก้าวขึ้นมาถึงขั้นที่สี่ได้ ต้องใช้ความพยายามนานนับเดือน สถานการณ์เมื่อครู่นับว่าประหลาด เพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าหลินต้งเคยฝึกทักษะการต่อสู้ชนิดนี้

            “เป็นแค่กลอุบายหลอกๆ ที่ข้าเอาไว้ล้อเล่นเท่านั้น ไม่ควรค่าให้พี่หงมาใส่ใจหรอก” มุมปากหลินต้งยกขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงยิ้มรับ ความรู้สึกเป็นศัตรูคู่แค้นนี้บ่มเพาะมาตั้งแต่รุ่นบิดาของพวกเขา แม้ว่าต่อหน้าอาจจะโอภาปราศรัยกันดี แต่ในใจ... หลินหงกับน้องชายยังคงหวาดระแวงหลินต้ง ส่วนหลินต้งก็ไม่เคยรู้สึกดีกับพวกเขาเช่นกัน

            แม้ว่าหลินหงจะดูสุภาพและเป็นมิตร แต่หลินต้งรู้ดีว่า ‘คนพี่’ เมื่อเทียบกับ ‘คนน้อง’ โหดเหี้ยมและแข็งแกร่งกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่ว่า เหตุใดหลินซันที่ค่อนข้างเอาแต่ใจและเกเรจนบิดาปรามไม่อยู่ ยังไม่กล้าถือดีกับหลินหงผู้เป็นพี่ หลินต้งเคยได้ยินหลินเซียวพูดว่า หลินหงเคยเข้ามาทาบทามสู่ขอชิงถานให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายเมื่อหกเดือนก่อน โชคดีที่หลินเซียวปฏิเสธการทาบทามนี้

            ทว่าเรื่องนี้ได้เพิ่มรอยร้าวและความเป็นปฏิปักษ์ให้ฝังลึกลงในใจของทั้งสองฝ่าย

            “พี่ต้ง เรารีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ” ชิงถานดึงแขนเสื้อของหลินต้ง เคลื่อนกายเข้ามากระซิบ แม้นางจะรู้สึกประหลาดใจที่หลินต้งสามารถเอา​​ชนะหลินซันได้ แต่หากเป็นหลินหงผู้ที่เหนือชั้นกว่าหลินซันทั้งด้านกำลังยุทธ์และสติปัญญาลงมือ... ย่อมไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างแน่นอน

            “ฮ่าฮ่า ชิงถาน ไม่ได้พบกันนานเลยนะ” หลินหงหัวเราะ หันมามองชิงถาน แววตาทอประกายแปลกประหลาด แม้ว่าชิงถานจะยังเด็ก แต่ความงามของนางกลับโดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญท่ามกลางหมู่หนุ่มสาวในเมืองชิงหยาง ชายหนุ่มหลายคนหลงใหลในตัวนาง รวมถึงเขาด้วย “ต้องขออภัยที่หลินซันชอบทำตัวเกเร แต่ว่าชิงถาน... หากว่าเจ้าต้องการสิ่งใดสามารถมาบอกข้าได้นะ ยาวิเศษชั้นดีที่มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่า ‘ต้นตะวันเพลิง’ นี่ ข้าก็หามาให้เจ้าได้ทุกเมื่อ”

            เมื่อได้ยินหลินหงพูดคุยกับตนอย่างสนิทชิดเชื้อ ชิงถานก็ขมวดคิ้ว นางยังฝังใจกับความอยุติธรรมที่ตัวนางได้รับเมื่อครู่ จึงไม่ตอบรับหลินหงแม้แต่คำเดียว

            “บัดซบ คนผู้นี้น่ารังเกียจยิ่งนัก ในภายภาคหน้าข้าจะเอาชนะ ส่งมันไปตายให้ได้" หลินฉางเชียงพึมพำอยู่ข้างหลังหลินต้ง หลังจากที่ได้ยินคำพูดเกี้ยวพาราสีของหลินหง

            “ต้องขอบคุณพี่หงมากสำหรับความปรารถนาดี แต่พวกเราอยากจะเสาะหายาวิเศษด้วยตัวเอง ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง พวกเราต้องช่วยกันประหยัด” หลินต้งยิ้มโดยไม่สนใจเสียงบ่นพึมพำของหลินฉางเชียง หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเขาต้องเผชิญหน้ากับหลินหง หลินต้งหวังเพียงว่าตนจะหาทางหนีทีไล่ได้ทันก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายใดขึ้น แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาได้ครอบครองหินลึกลับ เขารู้ว่าการที่จะอยู่เหนือกว่าหลินหงมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้อีก

            ขึ้นอยู่กับเวลาเพียงเท่านั้น

            “อ้อ มิคาดว่าน้องต้งจะจองหองเหมือนบิดา ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ!” แม้ว่าหลินหงจะยิ้มแย้ม แต่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นกลับสื่อถึงการเยาะเย้ยถากถาง

            ความโกรธปรากฏในดวงตาหลินต้งทันที เมื่อได้ยินคำหมิ่นแคลนที่ว่า

            “แต่เอาเถอะ ต้นตะวันเพลิงนี่ถูกพบโดยชิงถาน เราก็จะคืนให้ ชิงถาน... เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป หลังจากนี้ข้าจะเป็นคนสั่งสอนเด็กเกเรพวกนี้ให้เอง” หลินหงคว้าต้นตะวันเพลิงออกจากมือของหลินซัน ส่งรอยยิ้มให้พลางกวักมือเรียกให้ชิงถานเข้าไปรับ

            ชิงถานเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อดึงเอาต้นตะวันเพลิงคืนมา นางกังวลว่าหลินหงอาจฉวยโอกาสนี้จะสร้างความเดือดร้อนให้กับหลินต้งอีกก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่อยากจะได้ต้นตะวันเพลิงนี่แล้ว

            หลินหงยิ้ม ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

            “ว้า... พี่หงใจดีกับแค่กับบางคนเท่านั้นเองรึ” หลินต้งขัดจังหวะพร้อมส่งเสียงหัวเราะ ภายใต้การจับตามองของฝูงชน เขาก้าวไปใกล้หลินหง ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าต้นตะวันเพลิง

            การกระทำของหลินต้งทำให้หลินหงตกใจ เขาจ้องเข้าไปยังดวงตาเยียบเย็นดุจน้ำแข็งของอีกฝ่าย แน่ล่ะ เจ้าเด็กนี่ทำกร่างกับเขาต่อหน้าฝูงชน ถือเป็นการดูหมิ่นเขายิ่งนัก

            ครั้นหลินต้งจ้องมาเขาก็จ้องกลับ ขณะเดียวกันก็พยายามออกแรงมากขึ้น เพื่อที่จะคว้าต้นตะวันเพลิงมาไว้ในมือให้ได้ ฝ่ามือของหลินหงกำต้นตะวันเพลิงไว้แน่นราวกับเหล็ก หลินต้งยิ้มและถามว่า “สงสัยพี่หงคงจะนึกเสียดาย เลยกลับคำ... ไม่มอบให้แล้ว”

            เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้หางตาของหลินหงพลันกระตุกถี่ เขาค่อย ๆ คลายมือออก จ้องมองดวงตาของหลินต้ง หัวเราะกล่าวว่า “น้องต้ง ข้าสนใจในกำปั้นทะลุฟ้าของเจ้ามาก หวังว่าเจ้าจะยินดีแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชากับข้าสักรอบ”

            โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ หลินหงก็ปล่อยหมัดออกไปด้านหน้าทันที เป้าหมายคือหน้าอกของหลินต้ง เสียงออกหมัดรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครั้งที่หลินซันโจมตีมากนัก

            เมื่อเห็นหลินหงเปิดฉากโจมตีทันทีที่พูดจบ ด้านมืดของหลินต้งก็แสดงออกมาให้เห็น เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว

            “ผัวะ!”

            ขณะที่ทั้งสองประมือกันอยู่ หลินต้งรู้สึกถึงความรุนแรงของพลังที่แม้จะโดนแค่แฉลบๆ แต่ก็สร้างความเจ็บปวดที่แขนของเขาได้ชัดเจน หมัดที่โจมตีมากดดันให้เขาต้องถอยร่นมาข้างหลังถึงสิบก้าว โชคดีที่เขาพื้นฐานแน่น จึงทำให้ยังทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มไปกองกับพื้น

            “ก่อกำเนิดพลังหยวนขั้นแรกเริ่มได้... หมายความว่ากำลังภายในของหลินหงต้องแตะขั้นหก ไปแล้วแน่ๆ” หลินต้งยืนหยัดร่างได้อย่างมั่นคง พึมพำกับตนเองในขณะที่ลอบชำเลืองหลินหง เห็นได้ชัดว่ามีแสงสว่างเรืองรองครอบคลุมร่างของอีกฝ่ายไว้เบาบาง หลังจากที่ปล่อยหมัดแรกออกมา แสงนี้เป็นผลมาจากพลังหยวน!

            นี่หมายความว่า หลินหงได้เข้าสู่ขอบเขตของกำลังภายในขั้นหกแล้วจริงๆ ขุมพลังหยวนกำลังก่อกำเนิดขึ้นมาในร่างของเขา!

            เมื่อเห็นว่าหลินต้งยังไม่ล้มลงไป หลินหงก็ขมวดคิ้วแน่น ความจริงที่ว่า เขาล้มเหลวในการเอาชนะอีกฝ่ายภายในหนึ่งกระบวนท่าเป็นเรื่องค่อนข้างเหนือความคาดหมาย แต่เขาก็ยังคงมีความมั่นใจว่าสามารถเอาชนะหลินต้งได้ภายในห้ากระบวนท่าแน่นอน มิใช่ว่าตนประสบความสำเร็จในการฝึกกำลังภายในขั้นหกแล้วหรอกหรือ! “น้องต้งมีฝีมือแท้จริง มา มาลองกันอีกสักตั้ง”

            แววตาของหลินหงฉายแววอันตราย ครั้งนี้หลินหงไม่มีทางที่จะปล่อยให้หลินต้งจากไปได้อย่างง่ายดาย เขาหัวเราะพร้อมกับวิ่งไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้ฝูงชนอ้าปากค้างกับความรวดเร็วของเขา ผู้คนรอบด้านเห็นชัดว่า ร่างของหลินหงปกคลุมไปด้วยแสงอ่อนๆ

            ในขณะที่หลินต้งจ้องมองหลินหงที่เพิ่มระดับอันตรายขึ้นมาเรื่อยๆ ความโกรธในดวงตาหลินต้งก็ยิ่งทวีความรุนแรงตาม เขากัดฟันแน่น เตรียมที่จะเปิดฉากออกกระบวนท่ากำปั้นทะลุฟ้า แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะปะทะกันอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเสียงๆ หนึ่งตะโกนปรามออกมาด้วยความโกรธ

            “พวกเจ้าทั้งคู่หยุดเดี๋ยวนี้!”

            หลินหงหยุดฝีเท้าทันทีที่ได้ยินเสียง พอหันไปมองก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งเดินแหวกฝูงชนออกมา ความโกรธปรากฏบนใบหน้างดงามจนแดงก่ำ

            หญิงสาวผู้นี้สวมอาภรณ์สีแดง อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี นางอาวุโสกว่าทุกคนในที่นี้เล็กน้อย ใบหน้าของนางเรียกได้ว่าสะดุดตา ผมหางม้าสีน้ำตาลถูกรวบขึ้นทิ้งตัวยาวลงจรดเอวบาง ขนตาเรียงเป็นแพงอนสวย ทำให้ผู้มองเคลิบเคลิ้ม จนอาจนึกได้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับวีรสตรีเลยทีเดียว

            “นั่นพี่หลินเสีย!”

            หญิงสาวหนึ่งในฝูงชนตะโกนขึ้น

            “อา นั่นดูเหมือนพี่หลินเสียนะ” หลินหงยิ้มให้หญิงสาวที่สวมอาภรณ์สีแดง

            “หลินหง พวกเราทั้งหมดเป็นลูกหลานตระกูลเดียวกัน เหตุใดจึงต้องใช้พลังหยวนมาประหัตประหารกันด้วย?” หลินเสียถามหน้ามุ่ย พลางกวาดมองสำรวจฝูงชนเรียงตัว

            “เราหยอกล้อกันเล่นเท่านั้น เอาเถอะ พี่หลินเสียเอ่ยปากปราม พวกเราย่อมต้องหยุดมือ” หลินหงบ่นพึมพำ

            หลินต้งถอนหมัดกลับ ต้อนรับหลินเสียอย่างสุภาพ หญิงสาวนางนี้เป็นบุตรสาวของท่านลุงใหญ่ ถึงแม้นางจะเป็นหญิง แต่ก็โดดเด่นที่สุดในกลุ่มลูกหลานของบ้านตระกูลหลินสาขาชิงหยาง เคยมีข่าวลือว่านางฝึกจนบรรลุกำลังภายในขั้นหกไปได้เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา และตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่านางก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว

            หลินเสียมีชื่อเสียงดีงามในหมู่คนรุ่นใหม่ของเมืองชิงหยาง ตระกูลหลินเองก็จัดให้นางมีสถานะที่เหนือกว่าลูกหลานคนอื่นๆ แม้กระทั่งหลินหงก็ยังไม่กล้าที่จะขัดใจนาง

            “จุดประสงค์ของการต่อสู้กับพี่น้องในตระกูลเดียวกันคืออะไร? ถ้าพวกเจ้ามีความสามารถจริงๆ เมื่อเมืองชิงหยางเริ่มเทศกาลล่า พวกเจ้าก็อาสาไปแข่งขันกับตระกูลอื่นเขาสิ ถ้าหากชนะผู้อื่นได้จึงจะถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือตัวจริง” หลินเสียโต้ขึ้นมา ทุกคำพูดของนางมีน้ำหนักราวกับเป็นหัวหน้าพรรค

            “พี่หลินเสียกล่าวได้ถูกต้อง” หลินหงตอบผ่านๆ เดินเข้าไปใกล้หลินต้ง พร้อมกับโยนต้นตะวันเพลิงในมือให้ เขากระซิบเบาๆ พอจะได้ยินกันสองคนกับหลินต้งว่า “ข้าจะเป็นหนึ่งในสามของผู้ชนะการประลองของตระกูลที่จะจัดขึ้นในอีกหกเดือนข้างหน้า หลังจากนั้นข้าจะขอให้ท่านปู่อนุญาตให้ข้าได้หมั้นหมายกับชิงถาน ระหว่างนี้... โปรดดูแลเจ้าสาวในอนาคตของข้าด้วยก็แล้วกัน”

หลังจากพูดจบ เขาก็ตบไหล่หลินต้งราวกับว่าเกี่ยวดองเป็นญาติกันเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะส่งยิ้มไปรอบด้านแล้วเดินจากไปพร้อมหลินซัน

หลินต้งจ้องแผ่นหลังของหลินหง กำหมัดแน่น ดวงตาส่องประกายเย็นชา เขาไม่มีทางยอมให้เจ้าหมอนี่ได้แต่งกับชิงถานอย่างแน่นอน!

“ต้องการจะเป็นสามอันดับแรกงั้นรึ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก!”

แม้ว่าความสามารถของหลินหงจะเหนือกว่าเขามาก แต่หลินต้งยังคงเชื่อมั่นว่าหินลึกลับและการฝึกหนัก จะทำให้ตนตามหลินหงทันก่อนที่จะถึงวันประลองแน่นอน!

กิ่งหยกทองคำ

            หลินเสียมองหลินหงกับน้องชายเดินจากไป

            ก่อนที่จะยิ้มให้หลินต้ง “น้องต้ง เจ้าไม่เป็นไรนะ”

            “ข้าไม่เป็นอะไร ขอบคุณมากพี่สาวมาก” หลินต้งพยักหน้ารับรู้ หลินเสียและบิดาของนางดีกับเขามาตั้งแต่เล็ก ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงเป็นไปในทางที่ดี แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลินเสียจำต้องฝึกฝนอย่างหนัก ทำให้ไม่มีเวลาว่าง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงเบาบางลงกว่าแต่ก่อน

            “ข้าเห็นเจ้ากับหลินซันประมือกันแล้ว ขอเดาว่าเจ้าบรรลุกำลังภายในขั้นที่สี่แล้ว ใช่หรือไม่?” หลินเสียถามด้วยความประหลาดใจ นางรู้ว่าหลินต้งเพิ่งจะเริ่มฝึกวิชา อาจจะน้อยกว่าหนึ่งปีเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับก้าวหน้าได้กำลังภายในขั้นที่สี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

            “เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น” ไม่ง่ายเลยที่จะซ่อนความจริงที่ว่าเขาฝึกจนมาถึงกำลังภายในขั้นที่สี่แล้ว เพราะพลังของมันจะแสดงออกให้เห็นผ่านทางผิวกายภายนอก ดังนั้นหลินต้งจึงไม่พยายามที่จะปิดบัง จึงพยักหน้าตอบรับหลินเสีย

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับการถ่ายทอดความสามารถจากบิดา” คนฟังคลี่ยิ้ม ใบหน้าแสดงออกถึงความยินดีชัดเจน “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เจ้ายังเป็นรองหลินหง ตามที่ข้ารู้มา เขาก้าวหน้าถึงกำลังภายในขั้นหก สามเดือนที่ผ่านมาเขาได้ก่อเกิดขุมพลังหยวนในร่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการดีที่สุดหากเจ้าหลีกเลี่ยงที่จะต่อสู้กับเขา ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องพ่ายแพ้ยับเยิน”

            “เรื่องนั้นข้ารู้ดี” หลินต้งไม่ได้พยายามจะทำตัวเก่งกาจอาจหาญ ตัวเขาเองย่อมรู้ดีว่าตอนนี้ตนยังไม่ใช่คู่ประมือของหลินหง แต่กระนั้นก็ยังคงมั่นใจว่าในภายภาคหน้าเขาจะสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน!

            “ไม่เป็นไร ตั้งใจฝึกมากๆ เข้าล่ะ ข้ากำลังจะกลับแล้ว จำไว้ว่าจะต้องฝึกให้หนักเพื่อการประลองภายในตระกูลหลินที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เจ้าควรรู้ดีว่าบิดาของเจ้าคาดหวังกับการประลองในครั้งนี้มาก” หลินเสียยิ้มขณะที่ลูบหัวของหลินต้งเบาๆ นางทักทายชิงถานและหลินฉางเชียง ก่อนที่จะเหวี่ยงผมหางม้า เดินจากไปอย่างสุภาพ

            “ฮ่าๆ พี่หลินเสียนี่เก่งจริงๆ กระทั่งหลินหงยังต้องเกรงกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้านาง เจ้ารู้ไหม ท่านปู่โปรดนางมาก บางครั้งท่านปู่ยังสอนวิทยายุทธแก่นางด้วยตัวเองเลย” หลินฉางเชียงเอ่ยอย่างอิจฉา ทอดสายตาไปตามเรือนร่างเพรียวบางของหลินเสีย

            “เจ้าก็แค่ขี้เกียจ” หลินต้งหรี่ตามองหลินฉางเชียง เมื่อหมดความกังวลแล้ว เขาจึงส่งสัญญาณให้ชิงถานเตรียมกลับ หลินฉางเชียงเดินตามสองพี่น้องมาเพียงระยะสั้นๆ แต่เมื่อเห็นท้องฟ้าเริ่มมืด จึงขอตัวกลับบ้านไปเช่นกัน

            “พี่ต้ง ข้าต้องขอโทษจริงๆ ข้าสัญญาว่าจะไม่แอบออกไปหาสมุนไพรบำรุงอีกแล้ว...” ชิงถานร้องไห้อย่างน่าสงสาร นางดึงแขนหลินต้งระหว่างทางเดินกลับบ้าน

            “ไม่เป็นไร มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าหรอก” แม้ว่าในตอนแรกหลินต้งวางแผนจะดุนางสักเล็กน้อย แต่พอเห็นใบหน้าที่น่าสงสารของนาง ก็เหมือนมีถังน้ำเย็นสาดเอาเปลวไฟแห่งความโกรธในหัวใจให้มอดลง เขาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่ายหัวก่อนจะตบที่หน้าอกตัวเองพร้อมกับหัวเราะ

            “ข้าอยากจะฝึกด้วย!” ชิงถานพูดขึ้น พลางย่นจมูกแบบน่ารักน่าเอ็นดู

            “เจ้าไม่กลัวว่าการฝึกหนักจะทำให้ตัวเองอัปลักษณ์รึ?” หลินต้งถามติดตลก

            “ไม่มีทาง ดูความงดงามของพี่หลินเสียสิ ถ้าข้าเก่งเหมือนนางแล้วล่ะก็ หลินหงจะไม่กล้าหาเรื่องพี่ต้งอีกต่อไป” ชิงถานตอบคำถามได้น่ารัก แลบลิ้นสีชมพูออกมาจากปากเล็กๆ ของตน

            หลินต้งยิ้มพร้อมกับส่ายหัว ดีดนิ้วเข้าที่หน้าผากชิงถานทีหนึ่ง เตือนนางว่า “เมื่อเรากลับถึงบ้าน ห้ามบอกใครเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เข้าใจไหม?”

            “เจ้าค่า...” ชิงถานลากเสียงน่ารักน่าเอ็นดูตอบ ทว่าคิ้วของนางก็ขมวดขึ้นในจังหวะเดียวกัน

            แม้ว่าหลินต้งได้เตือนชิงถานไม่ให้พูดถึงเหตุการณ์ในวันนี้ สุดท้ายเขาเองกลับไม่ประสบความสำเร็จที่จะปกปิด

            “เจ้าต่อสู้กับหลินซันและพี่ชายของมันในช่วงบ่ายวันนี้สินะ” หลินเซียวเปรยขึ้นระหว่างทานอาหารค่ำ ในขณะที่ถือตะเกียบไว้ในมือ

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลินต้งและชิงถานตัวแข็งทันที หลิ่วเหยียนเองก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่ายหัวไปมาเพื่อบอกเป็นนัยว่าไม่เห็นด้วยกับลูกๆ

            “ท่านพ่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่ต้ง ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าเอง...” ชิงถานยิ้มแหยๆ

            หลินเซียวเหลือบมองไปยังบุตรทั้งสอง สีหน้านิ่งเรียบ เขาจ้องไปยังหลินต้ง ถามว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเอาชนะหลินซันได้”

            หลินต้งเกาหัว ยิ้มบางๆ ก่อนจะพยักหน้า

            “ไหนขอดูมือหน่อย” หลินเซียวตาเป็นประกายหลังจากที่หลินต้งส่งมือให้ เขาจับมือบุตรชายพลิกดูหลังแขน ค่อยๆ แตะ จากนั้นรอยยิ้มสายหนึ่งก็ผุดขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่จะเอ่ยว่า “กำลังภายในขั้นที่สี่รึ?”

            “ขอรับ” หลินต้งพยักหน้าตอบอีกครั้ง

            “ฮ่าๆ ดี!” เมื่อได้รับการยืนยันจากหลินต้ง หลินเซียวก็หัวเราะออกมาทันควัน บ่งบอกถึงความยินดีและความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

            ในขณะที่เฝ้าดูหลินเซียวหัวเราะเต็มที่ หลินต้งก็ลอบถอนหายใจ ดูเหมือนว่าจะไม่โดนท่านพ่อด่าแล้ว...

            หลิ่วเหยียนไม่รู้จะเอ่ยอะไร ริมฝีปากของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยิ่งเมื่อนางเห็นรอยยิ้มจริงใจของหลินเซียวที่มองไปยังหลินต้งด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง นางก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าหลินเซียวทำทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้เพื่อหลินต้งแล้ว

            หลินเซียวมักตำหนิตัวเองที่สูญสิ้นความเป็นอัจฉริยะและทำลายความหวังของตระกูลหลิน ด้วยความดื้อรั้น เขายังหวังอยู่เสมอที่จะส่งมอบอัจฉริยะสักคนให้ ‘กลับมา’ อยู่ในตระกูลหลินแทนที่ตัวเอง และอัจฉริยะที่เป็นความหวังนี้ แน่นอนว่าย่อมต้องเป็น---หลินต้ง

            “ถ้าข้าจำไม่ผิด เจ้าเพิ่งจะบรรลุกำลังภายในขั้นที่สามเมื่อสิบวันที่ผ่านมานี่? เจ้ารุดหน้ารวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร?” แม้เขาจะมีความสุข แต่หลินเซียวกลับมีข้อสงสัย การที่จะก้าวหน้าจากขั้นสามไปสู่ขั้นสี่ ภายในเวลาสิบวันมันรวดเร็วมาก หลินต้งได้ใช้สมุนไพรบำรุงตัวใดในการช่วยเพื่อให้บรรลุความสำเร็จนี้หรือไม่?

            “ข้าก็ไม่แน่ใจนัก... นับตั้งแต่ข้ากินโสมแดง ความคืบหน้าของการฝึกฝนของข้าง่ายดายกว่าก่อนมาก” หัวใจของหลินต้งเต้นรัวเมื่อได้ยินคำถามของบิดา หลังจากลังเลเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะโกหกนิดหน่อย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เห็นสมควรว่าจะไม่เปิดเผยความลับของหินลึกลับ เพราะอาจจะนำมาซึ่งภัยพิบัติได้

            “โอว?” หลินเซียวขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบของหลินต้ง โสมแดงเป็นเพียงสมุนไพรบำรุงขั้นหนึ่ง มันมีประสิทธิภาพถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

            “บางทีร่างกายต้งเอ๋ออาจมีความสัมพันธ์พิเศษกับสมุนไพรบำรุง และสามารถดูดซับคุณสมบัติของพวกมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น? ข้าเคยได้ยินว่า บางคนมีพรสวรรค์ทางด้านนี้โดยเฉพาะ ทำให้ร่างกายของพวกเขายังสามารถดูดซับสมุนไพรบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนส่วนใหญ่” หลิ่วเหยียนเสนอคำอธิบายที่อาจเป็นไปได้ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ

            “นั่นสิ... อาจจะเป็นเช่นนั้น” หลินเซียวพยักหน้า เขาก็เคยได้ยินเรื่องราวที่คล้ายกันแบบนี้มาก่อน หากหลินต้งครอบครองร่างกายที่น่าอัศจรรย์ได้ตามนั้นจริง การจะฝึกให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็ย่อมเป็นไปได้

            “ดูเหมือนในอดีตข้าได้ละเลยเรื่องนี้ไป ถ้าต้งเอ๋อมีพรสวรรค์เช่นนี้ การประลองประจำตระกูลที่จะมาถึงคงไม่ยากสำหรับเขา” หลินเซียวยิ้มอย่างพึงพอใจ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบเอาม้วนผ้าออกมาด้วยท่าทางระมัดระวัง วางมันลงบนโต๊ะ เมื่อเขากางผ้าออก กลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่วห้องพร้อมๆ กันนั้น กิ่งสมุนไพรสีทองปรากฏขึ้นสู่สายตาทุกคู่

            กิ่งสมุนไพรนี้เป็นสีทอง ภายในกิ่งสีทองก็มีของเหลวสีเขียวอ่อนไหลออกมาคล้ายกับหยก

            “นี่มัน... ยาบำรุงขั้นสองกิ่งหยกทองคำนี่?” หลิ่วเหยียนอ้าปากค้างในขณะที่จ้องมองมัน

            “มันเป็นยาบำรุงขั้นสองรึ?” หลินต้งเอ่ยถามขณะลอบมองที่กิ่งหยกทองคำด้วยความอยากรู้ มุมปากของเขาลู่ต่ำลงเล็กน้อย ถึงมันดูจะแตกต่างจากสมุนไพรสามัญอย่างโสมแดงก็จริง แต่ปริมาณพลังที่บรรจุอยู่ภายในช่างเล็กน้อยนักเมื่อเทียบกับของเหลวที่หยดออกมาจากหินลึกลับของเขา

            “หึหึ เมื่อวานข้าเข้าไปในป่าหลังภูเขา โชคดีที่ได้เจอกับมันเข้า หลิ่วเหยียน เจ้าช่วยเอามันไปต้มยาบำรุงสำหรับต้งเอ๋อในวันพรุ่งนี้ที” หลินเซียวยิ้มอย่างยินดี แต่ฉับพลันใบหน้าของเขากลับซีดลง พร้อมกับไออย่างรุนแรง

            “ท่านพ่อ ข้าไม่ต้องการมัน ได้โปรดเก็บไว้สำหรับรักษาอาการบาดเจ็บของท่านเถิด” หลินต้งเอ่ยอย่างเร่งรีบ

            “ไม่ต้องห่วง ข้าใช้พลังเล็กน้อยจัดการกับสัตว์ป่าเมื่อวาน ได้ยาบำรุงนี่มาก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว... ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างบาดแผลของข้าก็ผ่านมาเนิ่นนานหลายปี สมุนไพรเหล่านี้แทบจะไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใดต่อร่างกายข้าอีกแล้ว” หลินเซียวโบกมือไปมาอย่างเฉื่อยชา “นอกจากนี้ อีกไม่กี่เดือนก็จะมีการประลองภายในตระกูล เจ้าควรฝึกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องของสมุนไพร เรื่องนี้ให้พ่อจัดการเอง”

            ดวงตาหลินต้งเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของบิดา หลายปีที่ผ่านมาใบหน้าหลินเซียวมักจะปรากฏความเคร่งเครียดมาโดยตลอด หลินต้งไม่มีคำใดจะเอ่ย ทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆ พึมพำกับตัวเองว่า “ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”

            “ดึกแล้ว ไปนอนเถอะ เจ้าต้องฝึกแต่เช้า” หลินเซียวโบกมือไล่ให้หลินต้งไปเข้านอน

            “ขอรับ... ท่านพ่อ”

            หลินต้งกับชิงถานลุกจากโต๊ะเดินไปที่ห้องนอนของตน ขณะที่พวกเขาเดินกลับห้อง ก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะร่าของหลินเซียว

            เป็นเสียงหัวเราะที่พวกเขาไม่ได้ยินมานานแล้ว...

            จังหวะที่หลินต้งกำลังจะหันมาบอกลาชิงถานเพื่อไปยังห้องนอน เขากลับเห็นใบหน้างดงามของนางซีดเซียวจนกลายเป็นสีขาว ไอความเย็นค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างกายนาง จนทำให้น้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็ง ฉับพลัน... ความเย็นที่ว่าก็ลุกลามไปบนพื้นรอบร่างนาง

            “โอ ไม่นะ...โรคหนาวสุดขั้วกำเริบอีกแล้ว!” หลินต้งรีบวิ่งไปหาชิงถานอย่างรวดเร็ว