บนลานกว้าง
เมื่อซูหลิงและคนอื่นๆ จ้องมองไปที่ศิษย์พี่หอตะวันตกที่ยืนอยู่บนพื้นที่ที่สูงกว่า รัศมีของพวกเขาก็วูบลงทันที ยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวนามว่าหงหลิง แวบแรกดวงตาของพวกเขาฉายแววหลงใหลได้ปลื้ม แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็จางหาย หญิงสาวผู้นี้คือผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริงในสำนักศึกษาเป่ยหลิง ขนาดในหอตะวันออกยังมีคนแอบคลั่งไคล้นางไม่น้อย
“โอ้...พี่มู่ นางคือศิษย์พี่หงหลิงแห่งหอตะวันตกนี่นา ลือกันว่าพี่มู่เคยชอบนางตอนเด็ก” ซูหลิงโน้มตัวไปหามู่เฉินแล้วกระซิบถามพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
หลังจากที่ได้ยิน มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่ ถึงเขาจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนางในช่วงวัยเยาว์ก็จริง แต่อายุเท่านั้นใครจะไปรู้ล่ะว่าชอบคืออะไร? เขาเพียงต้องการเพื่อนเล่น อีกอย่างยิ่งหลังๆ พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยลงรอยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆ แยกจากกันไป ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
มู่เฉินส่ายหัวไปมาอย่างจนใจ จากนั้นเขาก็มองไปที่หลิวเช่อที่มีสีหน้ายั่วโทสะ คลื่นพลังอ่อนจางพล่านออกมาจากร่างของมู่เฉินขณะที่เขาค่อยๆ ประกบมือทั้งสองข้างแน่น
“มีอะไรจะพูดก็รีบพูดเข้า”
มู่เฉินมองไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่บนลานสูงไม่ไกล สายตาของเขาหยุดไปชั่วขณะเมื่อมองผ่านร่างบางระหง เพียงแวบเดียวเขาก็ละสายตาจาก “ถึงจะมีพวกศิษย์พี่อยู่ แต่ถ้าข้าอยากจัดการเจ้า แม้พวกเขาจะเข้ามาหยุด เจ้าคงได้เจ็บตัวแน่”
ความหยิ่งผยองของพวกหอตะวันตกทำให้มู่เฉินไม่ชอบเอาเลย
“เจ้า!”
หลังจากที่หลิวเช่อได้ยินคำพูดของมู่เฉิน ดวงตาก็แสดงถึงความโกรธออกมา ทว่าก่อนที่จะแผดเสียง เขาก็สังเกตเห็นว่ามู่เฉินเม้มปาก ใบหน้านุ่มนวลในทีแรกค่อยๆ เผยให้เห็นความเย็นชาออกมา ความรู้สึกที่เยือกเย็นนี้แผ่กลิ่นอายอันตรายรอบด้าน ราวกับใบมีดที่เย็นเยือกและแหลมคม
ความรู้สึกเหมือนกับไปกระตุ้นให้พายุโหมเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เผยความบ้าคลั่งรุนแรงผิดธรรมดา
กลิ่นอายแบบนี้ ไม่มีทางที่เด็กหนุ่มอ่อนวัยอย่างมู่เฉินจะสามารถมีได้
หลิวเช่อกลืนคำพูดลงคอ เขาจ้องมองมู่เฉินอย่างประหลาดใจ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นหวาดกลัวพลังของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อครั้งที่มู่เฉินประลองกับเซียตงศิษย์ชั้นแดนดินของหอตะวันตกเขาก็อยู่ที่นั่นด้วย
“โอ้โห…อวดดีเหลือเกินนะ”
ศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าหอตะวันตกที่ยืนอยู่บนลานสูงได้ยินคำพูดเหล่านั้นอย่างชัดเจน พวกเขาพากันยกคิ้ว ความรู้สึกเสียหน้าตีขึ้น เป็นเพราะว่ามีหงหลิงยืนมองอยู่ด้วยนั่นเอง
หงหลิงค่อนข้างจะประหลาดใจกับมู่เฉิน นางไม่คิดมาก่อนว่าคนที่ดูอ่อนโยนเช่นเขาจะมีด้านกล้าแกร่งและสู้คนถึงขนาดนี้ เขาดูแตกต่างจากเด็กชายคนเดิมเมื่อครั้งอดีตนัก
ศิษย์หลายคนของชั้นแดนฟ้าหอตะวันตกรู้สึกทนไม่ได้ก็กระโดดลงมาจากลานสูงและก้าวเข้ามาหา เมื่อเห็นพวกเขาเดินตรงมา ทำให้ซูหลิงและศิษย์คนอื่นๆ พากันถอยหลังตั้งท่าเตรียมพร้อม
สังเกตได้ว่าหงหลิงไม่มีทีท่าว่าจะห้ามการตะลุมบอนนี้เลย นางเป็นคนของหอตะวันตก มิหนำซ้ำนางก็ต้องการเห็นตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่นางคิดมาเสมอว่าเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว เขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร
“พี่ถง….” พอหลิวเช่อเห็นว่ามีคนออกหน้า เขาก็รู้สึกยินดี แววตาเขาฉายความภาคภูมิใจอีกครั้ง ขณะที่เหลือบไปมองยังมู่เฉินและศิษย์หอตะวันออก
พอเห็นมู่เฉินก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฏอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยของเขาสักริ้วเดียว แม้ว่าพวกหอตะวันตกจะเป็นถึงศิษย์ชั้นแดนฟ้า ทว่าขุมพลังของพวกนั้นก็อยู่แค่ ‘ระดับหลิงต้งขั้นต้น’ เท่านั้น หากว่าคนเหล่านั้นต้องการจะประลองจริงๆ มู่เฉินก็ใช่ว่าจะไร้หนทางรับมือ
ศิษย์พี่ที่ถูกเรียกว่า ‘พี่ถง’ พยักหน้า สายตาตวัดมองไปยังมู่เฉิน เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากไม่ไกล
“ถงก้วน! เจ้าเป็นศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าหอตะวันตก กลับมาระรานศิษย์น้องชั้นแดนดินของเรา เจ้าไม่เห็นหอตะวันออกอยู่ในสายตาเลยใช่ไหม?”
เสียงตะโกนที่ดังขึ้นฉับพลันทำให้ทุกคนหยุดนิ่งอยู่กับที่ จากนั้นก็มีกลุ่มคนกรูเข้ามาจากที่ไม่ไกล คนที่วิ่งนำหน้าเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงเพรียว เสื้อผ้าของนางสีดำราวกับน้ำหมึกซึ่งถูกออกแบบให้โค้งไปตามสัดส่วน ใบหน้านางอ่อนหวานพริ้มเพรา เรือนผมสีดำถูกรวบขึ้นเป็นทรงหางม้า ขาเรียวยาวระเหิดระหง ความงามของนางไม่ด้อยไปกว่าหงหลิงเลย
เด็กสาวที่เพิ่งมาตีสีหน้าเย็นชา กวาดสายตาจ้องมองไปยังพวกถงก้วน คนด้านหลังนางก็มีสีหน้าไม่เป็นมิตรเช่นกัน
“นั่นศิษย์พี่เชียนเอ๋อนี่”
เมื่อซูหลิงเห็นเด็กสาวชุดดำ เขาก็ดูตื่นเต้นขึ้นมา ความไร้เดียงสาค่อยๆ เปลี่ยนใบหน้าของเด็กหนุ่มให้กลายเป็นสีแดง ทั้งหงหลิงและเชียนเอ๋อเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา ‘สองดาวเด่นแห่งสำนักศึกษาเป่ยหลิง’ บรรดาชายหนุ่มให้ความสนใจกับพวกนางมากมาย ตัวเขาเองยังไม่คาดมาก่อนว่าจะพบนางที่นี่
“โอ้ เชียนเอ๋อนี่เอง”
เมื่อถงก้วนเห็นเด็กสาวในชุดดำ เขาก็อึ้งไป สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้คนในโรงเรียนให้ความสนใจ แต่ขุมพลังของนางแตะถึงระดับหลิงต้งขั้นกลาง ในชั้นแดนฟ้าหอตะวันออกของโรงเรียน นางถูกจัดว่าเป็นผู้มีฝีมือคนหนึ่ง
ถังเชียนเอ๋อเดินมาหยุดอยู่ข้างกายมู่เฉิน ดวงตาของนางหรี่แคบจ้องไปที่ถงก้วน แล้วก็ตวัดไปมองหงหลิงที่ยืนอยู่บนลานสูง หญิงสาวทั้งสองสบตากัน จ้องกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับจะมีประกายไฟพุ่งออกมาจากดวงตาของพวกนางก็มิปาน
“พวกเจ้ามาทำอะไรกันถึงที่นี่?” ถังเชียนเอ๋อละสายตาออกและเอ่ยถามอย่างเย็นชา
“โห ดูพูดเข้า แม้ว่าเราจะเป็นคนหอตะวันตก แต่หอตะวันออกก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาไม่ใช่เหรอ ดังนั้นการที่เราจะมาที่นี่บ้างก็ไม่ผิดอะไรนี่?” ถงก้วนยักไหล่และยิ้มตอบ
ถังเชียนเอ๋อส่งเสียงอืมเยือกเย็นออกมา นางยื่นมือเรียวบางออกมาตบไปบนไหล่ของมู่เฉินเบาๆ เชิดคางแล้วกล่าวว่า “มู่เฉินเป็นศิษย์ของหอตะวันออกคนหนึ่ง ถ้าเจ้ากล้ามีปัญหากับเขา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
ขณะที่พูดนางก็สะบัดผมทรงหางม้าสีน้ำหมึก วางท่าราวกับนายหญิงใหญ่
“เจ้าช่างมีดวงนารีอุปถัมภ์ซะจริง” ถงก้วนยิ้มให้กับมู่เฉิน เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันระคนริษยา ความจริงก็คือถงก้วนเองก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กับถังเชียนเอ๋ออยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่เคยได้ไมตรีตอบกลับจากนางเลยสักครั้ง
“ดวงนารีอุปถัมภ์ก็ถือเป็นฝีมืออย่างหนึ่งนะ” มู่เฉินยิ้มตอบ ทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดดูแคลนของถงก้วนเลย เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในสงครามเทพยุทธ์ ถงก้วนอ่อนหัดอย่างแท้จริง
จากบนลานสูง หงหลิงก็มองมายังมู่เฉิน สายตาผิดหวังก่อนจะละสายตาจาก เขายังเฉื่อยชาและขี้ขลาดเหมือนแต่ก่อนใช่ไหม?
“ช่างเถอะ วันนี้พวกข้าไม่ได้มาหาเรื่องพวกเจ้า ข้าแค่ต้องการบอกเรื่องหนึ่งให้เจ้าได้รู้”
พอเห็นว่าไม่สามารถยั่วอารมณ์มู่เฉินได้ ถงก้วนก็แอบเซ็ง เขาโบกมือให้กับมู่เฉินและคนอื่น สาดรอยยิ้มเย็นกล่าวว่า “มู่เฉิน ข้ารับหน้าที่แทนพี่ใหญ่หลิ่วหยังมาส่งสารให้เจ้า อีกสิบวันหลังจากนี้ในงานประลองของทั้งสองหอที่จะจัดขึ้น เขาจะเลือกเจ้าเป็นคู่ประลอง”
“หลิ่วหยัง?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้สีหน้าของซูหลิงและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป หลิ่วหยังคือที่ลำดับหนึ่งชั้นแดนดินแห่งหอตะวันตกที่แท้จริง ว่ากันว่าไม่นานมานี้ขุมพลังของเขาบรรลุระดับหลิงต้งแล้วเช่นกัน
“อา ใช่แล้ว ข้าจะบอกอะไรอีกสักอย่าง สามวันก่อนตอนที่พี่ใหญ่หลิ่วหยังทำการทดสอบ พวกเขาพบว่าพี่หลิ่วหยังมี ‘เส้นหลิง’ แล้ว แม้จะอยู่แค่ขั้นเหยินก็ตาม...” หลิวเช่อแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ เหลือบสายตาไปทางมู่เฉิน
“เส้นหลิงขั้นเหยิน?!!!”
เมื่อคำเหล่านั้นถูกกล่าวออกมา ไม่เพียงแต่สีหน้าของพวกซูหลิงที่เปลี่ยนไป แม้กระทั่งสีหน้าของถังเชียนเอ๋อก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเช่นกัน ภายในสำนักศึกษาเป่ยหลิง จำนวนคนที่มีเส้นหลิงมีไม่เกินหยิบมือแน่นอน ไม่คิดว่าหลิ่วหยังจะเป็นหนึ่งในนั้น?
“เส้นหลิงขั้นเหยิน...” ถงก้วนจุ๊ปากพลางส่งสายตาเวทนาไปยังมู่เฉิน หลิ่วหยังมีขุมพลังระดับหลิงต้งขั้นต้นเช่นกัน ยิ่งถ้าบวกกับพลังของเส้นหลิงขั้นเหยิน ขนาดผู้ฝึกที่สำเร็จระดับหลิงต้งขั้นกลางก็ยังยากที่จะเอาชนะได้ มู่เฉินดวงไม่ดีเอาเลย
“พี่ใหญ่หลิ่วหยังยังบอกว่า ถ้าเจ้าไม่ตอบตกลงก็ไม่เป็นไรแค่อย่ามาเสนอหน้าวันนั้นก็พอ เขาไม่อยากบังคับเจ้าหรอกนะ” หลิวเช่อส่งยิ้มประหลาดออกมา ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากมู่เฉินไม่ปรากฏตัวในวันประลอง ชื่อเสียงของเขาในหอตะวันออกก็จะย่อยยับป่นปี้
“แกล้งกันเกินไปแล้ว!” ถังเชียนเอ๋อขมวดคิ้วขณะตะโกนว่า
“ศิษย์พี่เชียนเอ๋อโทษพวกข้าไม่ได้นะ คนเราควรอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าโอหังเพียงเพราะโชคดีได้เข้าร่วมกับสงครามเทพยุทธ์ซะจะดีกว่า” หลิวเช่อกล่าวพลางเบ้ปาก
“เจ้า!!!”
อารมณ์โกรธของถังเชียนเอ๋อพุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ก่อนที่นางจะพุ่งตัวไปข้างหน้า ก็ถูกใครบางคนจับข้อมือไว้ เมื่อหันกลับไปมองนางก็พบกับรอยยิ้มละมัยปรากฏขึ้นบนในหน้าของมู่เฉิน “ตกลง ฝากไปบอกหลิ่วหยังด้วยว่าข้าจะรอเขา”
“กล้าหาญจริง! ดี ข้าจะคอยชมฝีมือของเจ้า”
หลิวเช่อยกนิ้วโป้งให้กับมู่เฉินพร้อมกับยิ้มกริ่ม เดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าเขาอยากให้ถึงวันประลองในอีกสิบวันข้างหน้าเร็วๆ
หลังจากที่หลิวเช่อ ถงก้วนและคนอื่นๆ จากไป หงหลิงก็มองมาทางมู่เฉินแวบหนึ่งแล้วหันหลังจากไป
“พี่มู่ เจ้าจะรับคำท้าของหลิ่วหยังจริงหรือ? ไม่ง่ายเลยนะที่จะรับมือเขาในตอนนี้ อย่าลืมว่าเขามีเส้นหลิงอยู่นะ” ซูหลิงและคนอื่นๆ มองไปทางที่กลุ่มของถงก้วนเดินจากไปด้วยสายตากังวล
“ข้าจะทำให้ดีที่สุด” มู่เฉินตอบอย่างเฉื่อยเนือย
“เฮ้อ เจ้านี่โง่จริงๆ พวกนั้นตั้งใจยั่วเจ้า คำท้าแบบนี้ไม่เห็นต้องทำตามเลย!” ถังเชียนเอ๋อบ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“พี่เชียนเอ๋อไม่ต้องห่วงหรอก ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” มู่เฉินยิ้ม
ถังเชียนเอ๋อขมวดคิ้วอย่างสับสน สองตาของนางจ้องมองไปยังใบหน้าซื่อตรงของมู่เฉิน เขายังคงมีรอยยิ้มที่สดใสและอ่อนโยน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาคู่นั้น
“หึ... ยังไงคนที่อับอายก็ไม่ใช่ข้าอยู่แล้ว” ถังเชียนเอ๋อเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง
“พี่เชียนเอ๋อดูห่วงข้ามากนะ?” มู่เฉินมองไปยังใบหน้างดงามที่กำลังหงุดหงิด ก็อดขำไม่ได้
“เป็นห่วงก็บ้าล่ะ” ใบหน้าของถังเชียนเอ๋อเห่อแดงขึ้น นางหลบตาอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ข้าแค่กังวลว่าเจ้าจะถูกตีจนตายหักหน้าคนหอตะวันออกน่ะสิ”
มู่เฉินยิ้ม บิดาของถังเชียนเอ๋อเป็นหนึ่งในผู้ปกครองเขตของมณฑลเป่ยหลิงและมีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของเขา ทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันตลอด ดังนั้นความสัมพันธ์ระว่างเขากับถังเชียนเอ๋อก็เลยดีมากเช่นกัน
“จริงสิ มีข่าวหนึ่งข้าเพิ่งได้ยินมาไม่นาน” ถังเชียนเอ๋อโบกมือให้ซูหลิงพาคนที่เหลือออกไป นางมองไปยังมู่เฉิน “ข้าได้ยินมาจากอาจารย์ใหญ่ว่า... ‘สงครามเทพยุทธ์’ ครั้งนี้จบลงแล้ว”
ร่างของมู่เฉินกระตุก เขาเงยหน้าขึ้นในแล้วถอนหายใจ จบเสียที...
“ลือกันว่ามีคนมากพรสวรรค์จำนวนมากปรากฏในสงครามเทพยุทธ์ครั้งนี้ ในนั้นมีคนคนหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากกว่าใคร รู้สึกว่าเขาจะมีเส้นหลิงขั้นเทียน ซึ่งหายากมากในหมื่นปี คนจากภาคเบญจภาคีตีกันเกือบตายเพื่อแย่งชิงตัวเขาเลยล่ะ”
เส้นหลิงแบ่งออกเป็นสามขั้นคือ เทียน-ตี้-เหยิน... เส้นสายเหล่านี้จะนำประโยชน์มากมายมาสู่ผู้ฝึก โดยปกติผู้ที่ครอบครองเส้นหลิงจะมีอัตราการฝึกที่เร็วกว่าคนทั่วไป หลายปีที่ผ่านมา ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงยังไม่เคยมีใครที่มีเส้นหลิงขั้นตี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขั้นเทียน สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าผู้ฝึกที่มีเส้นหลิงขั้นเทียนหายากเพียงใด
ถังเชียนเอ๋อแลบลิ้นอย่างน่ารัก “เส้นหลิงขั้นเทียนที่ว่าข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ก็อย่างที่ลือกันว่าผู้ฝึกที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับสงครามเทพยุทธ์ส่วนมากไม่ประหลาดก็วิกลจริตทุกคน... อืม จริงสิ เจ้าเองก็เคยเข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์นี่นา รู้หรือไม่ว่า ‘เขาผู้นั้น’ เป็นใครกัน?”
“น่าจะเป็น...จีเฉวียนมั้ง?” มู่เฉินตอบเสียงแผ่วเบา นั่นเป็นชื่อที่เขาจดจำได้อย่างแม่นยำในความทรงจำ
“เจ้ารู้จักเขาด้วยหรอ?” ถังเชียนเอ๋อถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ข้ารู้จักเขา เขาเป็นคนเก่งกาจมากเลยทีเดียว” มู่เฉินยิ้ม ลดสายตามองต่ำพูดต่อ “ข้าเกือบจะฆ่าเขาไปหนหนึ่งด้วย”
ดวงตาของถังเชียนเอ๋อเบิกกว้าง นางจ้องมองใบหน้าใสซื่อตรงที่เหมือนจะเปลี่ยนเป็นหนาวจับใจทันที นางถามเสียงตะกุกตะกักว่า “จริงหรือ?”
“ล้อเล่นน่า ศิษย์พี่เชื่อจริงๆ รึ? ข้าเป็นคนที่ถูกไล่ออกมากลางคัน ไหนเลยจะมีฝีมือเทียบเคียงกับอัจฉริยชนที่เก่งกาจจนคนของภาคเบญจภาคีต้องการตัวได้ล่ะ?” สีหน้าเย็นชาของมู่เฉินหายวับไป เขาจ้องมองถังเชียนเอ๋อที่มีสีหน้าตกใจ หลุดหัวเราะออกมา
ถังเชียนเอ๋อขบฟันด้วยความขุ่นเคือง ทำท่าอยากจะกระโดดกัดเขาสักสองคำ สุดท้ายก็อดทนไว้ นางกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ “เอาเถอะๆ... เจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับหลิงต้งขั้นต้นเท่านั้น เจ้ายังไม่ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาใช่ไหม? ข้าได้ยินมาว่าหลิ่วหยังเริ่มฝึกซ้อมแล้วนะ”
“เคล็ดวิชาหรือ ข้าจะเรียนรู้เมื่อกลับบ้านครั้งนี้ ถึงเวลาแล้ว ท่านพ่อสั่งให้ข้าไปหาหลังจากที่ข้าบรรลุขุมพลังหลิงต้งน่ะ” มู่เฉินยิ้มพลางกล่าว
“อืม งั้นข้าไปก่อนนะ” ถังเชียนเอ๋อพยักหน้ารับรู้ บิดาของมู่เฉินเป็นหนึ่งในเจ้าครองเขตในมณฑลเป่ยหลิง เขาน่าจะเสาะหาวิชาที่เหมาะสมให้กับมู่เฉินเพื่อเพิ่มพูนความสามารถอยู่แล้ว ดังนั้นนางเลยไม่ได้พูดอะไรมาก โบกมืออำลา ผมหางม้าของนางแกว่งไปมาขณะที่นางหมุนตัวกลับเพื่อแยกไป
“จริงสิ”
ถังเชียนเอ๋อก้าวย่างท่วงท่าสง่างาม จากนั้นก็ชะงักหันกลับไปมองมู่เฉิน นางคิดอยู่ครู่หนึ่งกล่าวว่า “หากเจ้าคิดว่าไม่มีโอกาสชนะ... จะให้ข้าช่วยสู้กับหลิ่วหยังไหมล่ะ? แม้ว่าหลิ่วมู่ไป๋อาจจะย้อนกลับมาแก้แค้น...”
“เชื่อในตัวข้าสักนิดไม่ได้เลยรึ?” มู่เฉินรู้สึกอับจนหนทาง นางมัวแต่คิดหาวิธีอะไรกัน?
“อืม... คนที่มีน้ำใจอย่างข้า เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
ถังเชียนเอ๋อกล่าวอย่างโมโห ถ้าเป็นคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ นางอาจจะปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับไม่สนที่จะอ้อนวอนนางสักนิด พอคิดถึงจุดนี้ นางก็สะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความโกรธเคือง
มู่เฉินมองตามแผ่นหลังถังเชียนเอ๋อที่ลับหาย เขาเผยรอยยิ้มบ่นอุบอิบออกมา “ในเมื่อสงครามเทพยุทธ์จบลง นางก็น่าจะเข้าศึกษาที่ภาคเบญจภาคีแล้วสินะ? ไม่รู้ว่านางจะเข้าสำนักไหนกันแน่?”
เขาเผลอคิดย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ตัดสินใจเดินออกจากการฝึกสงครามเทพยุทธ์ ตอนนั้น... ท่ามกลางป่าไม้ที่เขียวชุ่ม เด็กสาวที่มีเรือนผมสีเงินยวงยาวก็ใช้ดวงตาสีเขียวมองมายังเขา
“ข้าจะรอเจ้าที่ภาคเบญจภาคี ถ้าเจ้าไม่มา...”
ภายในมือบางถือกระบี่เล่มหนึ่ง นางยกขึ้นจ่อตรงหน้าอกเขา สะกิดลงไปเบาๆ ที่ตำแหน่งหัวใจ “ข้าจะฆ่าเขาแทนเจ้า แต่...”
หญิงสาวมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่ใสราวกับผลึกแก้ว
“ข้าไม่ชอบคนที่ยอมรับความล้มเหลว มิหนำซ้ำครั้งนี้เจ้าไม่ถือว่าแพ้ อย่างน้อยข้าก็ชอบนะ”
สายลมอ่อนพัดผ่านแผ่วเบา ยกเรือนผมสีเงินสว่างตาของเด็กสาวที่มีท่าทางมั่นใจ บนใบหน้าเย็นชาและขาวนวลของนางมีสีแดงจางๆ ปรากฏอยู่ แม้ว่าจะจางมาก แต่ยังให้ความรู้สึกที่งดงามจับตา
ดังนั้นเจ้าต้องมาให้ได้นะ!