ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

หนึ่งในใต้หล้า 大主宰

ผู้แต่ง 天蚕土豆
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หนึ่งในใต้หล้าจากปลายปากกาของเทียนฉานถูโต้ว กล่าวถึงมู่เฉิน เด็กหนุ่มจากสำนักศึกษาเป่ยหลิง ผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าฝึกในสงครามเทพยุทธ์ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าคนเก่งกาจ ทว่า... อยู่ดีๆ เขากลับถูกขับไล่ออกมาด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครล่วงรู้ มู่เฉินพยายามฝึกหนักอีกครั้งเพื่อจะพาตัวเองกลับเข้าไปในเส้นทางแห่งนี้ เขาจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้เป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าศึกษาที่ภาคเบญจภาคี เพื่อ... ปกป้องหญิงสาวที่ตนรัก และยิ่งกว่านั้นคือเพื่อค้นหาเบาะแสของมารดาที่หายสาบสูญไป ‘มหาพันภพ’ เป็นที่ที่มิติทั้งหลายเชื่อมต่อกันในระบบสุริยจักรวาล สถานที่แห่งนี้มีขั้วอำนาจมากมายอาศัยอยู่ จักรพรรดิที่มาจากพิภพเขตล่างต่างเป็นตำนานที่ผู้อื่นปรารถนาขึ้นไปบนเส้นทางแห่งกฎของโลกไร้ขอบเขตนี้ แคว้นหวู่จิ้งฮั่ว เทพจักรพรรดิอัคคีควบคุมเปลวเพลิงกวาดข้ามสวรรค์ แคว้นหวู เทพจักรพรรดิสงครามผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทั้งสวรรค์และโลกหวาดกลัว ตำหนักซีเทียน จักรพรรดิสัประยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่มีผู้ใดเทียบเท่า ในเนินเขารกร้างทางเหนือ ดินแดนวั้นมู่ของจักรพรรดิอมตะครองเหนือภพ เด็กหนุ่มจากมณฑลเป่ยหลิงออกท่องยุทธภพกับวิหคโลกันตร์คู่ใจ มุ่งหน้าสู่โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยสีสัน ใครกันที่จะเป็นผู้กุมชะตากรรมในเส้นทางการเป็นหนึ่ง? ในมหาพันภพที่สงครามนับหมื่นอุบัติ ข้าคือผู้กุมชะตาฟ้าดิน... . . . เรื่องนี้เป็นภาคต่อของมหายุทธ์หยุดพิภพ พระเอกออกแนวพลังจิต ผิดกับหลินต้งที่ออกแนวกำลังภายในเป็นส่วนใหญ่ (มีพลังจิตบ้างแต่ไม่โดดเด่นเท่ามู่เฉิน) มู่เฉินอาศัยอยู่ที่มหาพันภพเขตแดนส่วนบนของสุริยจักรวาล เป็นพิภพที่ใหญ่ที่สุด ส่วนหลินต้งอาศัยอยู่ในพิภพเขตล่าง (เขตแดนส่วนล่างของสุริยจักรวาล เหมือนกับเป็นดาวดวงเล็กๆ อยู่ด้านใต้มหาพันภพ) ยุคของมู่เฉินจะห่างจากหลินต้งหลายร้อยปี เพราะฉะนั้นตอนที่มู่เฉินยังเป็นเด็ก หลินต้งกลายเป็น ‘เทพจักรพรรดิสงคราม’ ที่สร้างชื่อระบือไปทั่วสุริยจักรวาลแล้ว ใครที่ยังไม่หายคิดถึง ได้เจอพวกเขาในเล่มของมู่เฉินเล่มนี้แน่นอน confirm!!!

บทนำ

Author: 天蚕土豆

Translator: Hongsamut

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

          หนึ่งในใต้หล้าจากปลายปากกาของเทียนฉานถูโต้ว กล่าวถึงมู่เฉิน เด็กหนุ่มจากสำนักศึกษาเป่ยหลิง ผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าฝึกในสงครามเทพยุทธ์ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าคนเก่งกาจ ทว่า... อยู่ดีๆ เขากลับถูกขับไล่ออกมาด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครล่วงรู้ มู่เฉินพยายามฝึกหนักอีกครั้งเพื่อจะพาตัวเองกลับเข้าไปในเส้นทางแห่งนี้ เขาจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้เป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าศึกษาที่ภาคเบญจภาคี เพื่อ... ปกป้องหญิงสาวที่ตนรัก และยิ่งกว่านั้นคือเพื่อค้นหาเบาะแสของมารดาที่หายสาบสูญไป

          ‘มหาพันภพ’ เป็นที่ที่มิติทั้งหลายเชื่อมต่อกันในระบบสุริยจักรวาล สถานที่แห่งนี้มีขั้วอำนาจมากมายอาศัยอยู่ จักรพรรดิที่มาจากพิภพเขตล่างต่างเป็นตำนานที่ผู้อื่นปรารถนาขึ้นไปบนเส้นทางแห่งกฎของโลกไร้ขอบเขตนี้

            แคว้นหวู่จิ้งฮั่ว เทพจักรพรรดิอัคคีควบคุมเปลวเพลิงกวาดข้ามสวรรค์

            แคว้นหวู เทพจักรพรรดิสงครามผู้ยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทั้งสวรรค์และโลกหวาดกลัว

            ตำหนักซีเทียน จักรพรรดิสัประยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่มีผู้ใดเทียบเท่า

           ในเนินเขารกร้างทางเหนือ ดินแดนวั้นมู่ของจักรพรรดิอมตะครองเหนือภพ

           เด็กหนุ่มจากมณฑลเป่ยหลิงออกท่องยุทธภพกับวิหคโลกันตร์คู่ใจ มุ่งหน้าสู่โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยสีสัน ใครกันที่จะเป็นผู้กุมชะตากรรมในเส้นทางการเป็นหนึ่ง?

           ในมหาพันภพที่สงครามนับหมื่นอุบัติ ข้าคือผู้กุมชะตาฟ้าดิน...

.

.

.

            เรื่องนี้เป็นภาคต่อของมหายุทธ์หยุดพิภพ พระเอกออกแนวพลังจิต ผิดกับหลินต้งที่ออกแนวกำลังภายในเป็นส่วนใหญ่ (มีพลังจิตบ้างแต่ไม่โดดเด่นเท่ามู่เฉิน) มู่เฉินอาศัยอยู่ที่มหาพันภพเขตแดนส่วนบนของสุริยจักรวาล เป็นพิภพที่ใหญ่ที่สุด ส่วนหลินต้งอาศัยอยู่ในพิภพเขตล่าง (เขตแดนส่วนล่างของสุริยจักรวาล เหมือนกับเป็นดาวดวงเล็กๆ อยู่ด้านใต้มหาพันภพ) ยุคของมู่เฉินจะห่างจากหลินต้งหลายร้อยปี เพราะฉะนั้นตอนที่มู่เฉินยังเป็นเด็ก หลินต้งกลายเป็น ‘เทพจักรพรรดิสงคราม’ ที่สร้างชื่อระบือไปทั่วสุริยจักรวาลแล้ว

           ใครที่ยังไม่หายคิดถึง ได้เจอพวกเขาในเล่มของมู่เฉินเล่มนี้แน่นอน confirm!!!

.

.

.

.

จากผู้แปล ขออธิบายเรื่องขุมพลังหลิง แต่ละระดับจะมีการแยกย่อยขั้นต่างกันไป

1. ระดับกั่นยิ่ง---การสัมผัสพลังบนโลก เริ่มขั้นพื้นฐานของการฝึกฝน

2. ระดับหลิงต้ง---การเคลื่อนพลัง ขั้นต้น-กลาง-ปลาย

3. ระดับหลิงหลุน---การหมุนวนคลื่นพลัง ขั้นต้น-กลาง-ปลาย

4. ระดับเสินพั่ว---การซับแก่นวิญญาณ แบ่งออกเป็นขั้นต้น-กลาง-ปลาย

5. ระดับหยงเทียน แบ่งออกเป็นขั้นต้น-กลาง-ปลาย

6. ระดับฮว่าเทียน แบ่งออกเป็นขั้นต้น-กลาง-ปลาย

7. ระดับทงเทียน แบ่งออกเป็นขั้นต้น-กลาง-ปลาย

**ก่อนจะเข้าสู่ระดับจื้อจุนจะต้องผ่านภับพิบัติทั้งสามทาง ภัยพิบัติทางกาย ภัยพิบัติทางพลังยุทธ์ ภัยพิบัติทางจิตวิญญาณ

8. ระดับจื้อจุน แบ่งออกเป็น 9 ขั้น

9. ระดับตี้จื้อจุน ขั้นต้น-ขั้นปลาย-ขั้นเต็ม

10. ระดับเทียนจื้อจุน ขั้นหลิง-ขั้นเซียน-ขั้นเซิ่ง

11. ระดับจู๋ไจ่ ขุมพลังเทียบเท่าเทพจักรพรรดินิรันดร์

12. ระดับต้าจู๋ไจ่

 

**ระดับซานเทียน เป็นการเรียกรวมของขุมพลังหยงเทียน-ฮว่าเทียน-ทงเทียน

 

หลิงเจิ้นซือ : ผู้สร้างค่ายกลพลังจิต จะกลั่นสัญลักษณ์หลิงยิ่งออกมาแล้วถักทอเป็นค่ายกล(ความคิดผู้แปล...ลักษณะการสร้างคล้ายๆ กับเกมเล่นพันด้าย)

1. หลิงเจิ้นซือ แบ่งออกเป็นห้าขั้น

   ขั้น 1 เทียบเท่าขุมพลังหลิงหลุน

   ขั้น 2 เทียบเท่าขุมพลังเสินพั่ว

   ขั้น 3 เทียบเท่าขุมพลังหยงเทียน ในขั้นนี้เมื่อก่อสมาธิลึกซึ้งจะเกิด 'สภาวะค่ายกลเชื่อมใจ' ซึ่งปกติหลิงเจิ้นซือจะสร้างได้ในขั้นนี้ แต่ทำได้บางคนเท่านั้น

   ขั้น 4 เทียบเท่ากับขุมพลังฮว่าเทียน

   ขั้น 5 เทียบเท่าขุมพลังทงเทียน...

2. หลิงเจิ้นต้าซือ เทียบเท่าขุมพลังจื้อจุนขั้น 1-9

   ขั้นเหยิน ระยะต่ำ-กลาง-สูง

   ขั้นตี้

   ขั้นเทียน

3. หลิงเจิ้นจงซือ เทียบเท่าขุมพลังตี้จื้อจุน

    ขั้นเหยิน-ขั้นตี้-ขั้นเทียน

4.หลิงเจิ้นต้าจงซือ เทียบเท่าขุมพลังเทียนจื้อจุน

   ขั้นหลิง-ขั้นเซียน-ขั้นเซิ่ง

    

 

จั้นเจิ้นซือ : ผู้บัญชารัศมีจั้นยี่ของกองทัพ โดยใช้คลื่นจิตรวมรวมกระแสความมุุ่งมั่นของเหล่านักรบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างวิญญาณสงครามที่ประกอบด้วยลวดลายจั้นเหวิน จำนวนของลวดลายจั้นเหวินจะเป็นตัวบ่งถึงระดับของจั้นเจิ้นซือ

1. วั่นเหวินจั้นเจิ้นซือ (วั่นเหวิน = 10,000) สร้างได้ตั้งแต่หมื่นลาย

2. สื่อวั่นเหวินจั้นเจิ้นซือ (สื่อวั่น = 100,000)

3. ไป่วั่นเหวินจั้นเจิ้นซือ (ไป่วั่น = 1,000,000)

4. เชียนวั่นเหวินจั้นเจิ้นซือ (เชียนวั่น = 10,000,000)






 

 

สารบัญ

สำนักศึกษาเป่ยหลิง

ดวงอาทิตย์ลุกไหม้ราวกับเปลวเพลิง

ลำแสงร้อนแรงส่องลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ผืนดินแตกระแหง ต้นหลิวทุกต้นกิ่งก้านห้อยต่ำและใบโกร๋น ดูราวกับติดโรคระบาด

ในพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง แสงตะวันส่องลอดผ่านกิ่งก้านลงมา คนหลายร้อยกำลังนั่งขัดสมาธิกันอยู่อย่างเงียบเสียง พวกเขาเป็นกลุ่มเด็กหนุ่มสาว ยามนี้ทุกคนกำลังหลับตาและมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคราวก็ผ่อนลมหายใจเป็นจังหวะ ขณะที่หายใจเข้าออก แสงละเอียดที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นรอบร่างของพวกเขา

สายลมโชยมาเบาๆ พัดเสื้อผ้าสะบัดพลิ้ว ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจ

เบื้องหน้าร่างหลายร้อย มีแท่นหินตั้งตระหง่าน บนแท่นมีร่างคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอย่างสงบเช่นกัน มือประสานกันไว้ นิ้วมือไขว้ซ้อนกันขณะที่หลับตา ทำราวกับว่าเขาได้เข้าสู่การฝึกฝนขั้นตอนที่สำคัญ

ร่างนั้นยังดูอ่อนเยาว์ เขามีผมนุ่มสีดำหลุดลุ่ย แต่ใบหน้าเรียวเล็กแลดูใสซื่อ ทำให้ใครก็ตามที่มองรู้สึกสบายใจ

ยามนี้ประกายแสงมากมายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากำลังล้อมรอบตัวเด็กหนุ่ม และภายใต้แสงเหล่านั้น มีพลังงานลึกลับบางอย่างกำลังพุ่งเข้าสู่ร่างของเขา

ด้านล่างแท่นหิน ผู้ฝึกหลายคนค่อยๆ ลืมตาขึ้น พวกเขามองแสงที่ห้อมล้อมรอบตัวเด็กหนุ่มด้านบน อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก ความอิจฉาปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทำลายความเงียบก่อนหน้านี้

“พี่มู่น่าทึ่งจริงๆ พวกเราทุกคนยังอยู่เพียงระดับ ‘กั่นยิ่ง’ สามารถสัมผัสพลังฟ้าดินได้เท่านั้น แต่พี่มู่กลับเลื่อนชั้นเข้าสู่ระดับ ‘หลิงต้ง’ ไปแล้ว สมแล้วที่เขาเป็นลำดับหนึ่งในของชั้นแดนดินของหอตะวันออก”

“เฮ้ แน่นอนอยู่แล้ว อย่าว่าแต่หอตะวันออกเลย ข้าว่าคนรุ่นเดียวกันที่สามารถเทียบกับพี่มู่ได้ทั่วสำนักศึกษาเป่ยหลิงคงมีเพียงไม่กี่คน”

เด็กหนุ่มในชุดสีเทาที่อยู่หน้าสุดดูเหมือนจะคุ้นเคยกับคนบนแท่นหินพอสมควร เมื่อได้ยินที่ทุกคนกระซิบจึงอดยิ้มไม่ได้ เขาลดเสียงลงและพูดว่า “พี่มู่เป็นคนที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วม ‘สงครามเทพยุทธ์’ เชียวนะ ทั้งมณฑลเป่ยหลิงก็มีเพียงพี่มู่ผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์นี้ พวกเจ้าน่าจะรู้ว่าคนที่เข้าร่วมสงครามนี้ได้ล้วนเก่งกล้าร้ายกาจแค่ไหน? ปีนั้นทั้งมณฑลก็เคยวุ่นวายไปหมดเพราะเรื่องนี้ ว่ากันว่าคนที่ผ่านสงครามนั้นมาได้ล้วนถูก ‘ภาคเบญจภาคี’ จองตัวไว้เลยนะ”

“ภาคเบญจภาคีรึ?” หลายคนได้ยินคำดังกล่าวก็ทำให้พวกเขาตื่นเต้นกันยกใหญ่และกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก ความปรารถนาพลุ่งพล่านในดวงตาของพวกเขา ที่นั่นถือเป็นความฝันอันสูงสุดของคนรุ่นใหม่ทุกผู้ทุกนาม แต่ไม่ใช่ว่าใครก็จะเข้าได้ เพราะว่าการเลือกเฟ้นคนเข้าสู่ ‘ภาคเบญจภาคี’ โหดหินนัก คนที่จะเข้าได้ล้วนเป็นอัจฉริยะทั้งสิ้น ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าได้สำเร็จ พวกเขาจะมีอนาคตอันสดใสรออยู่

“พี่มู่น่าทึ่งมาก... ตะ... แต่ดูเหมือนว่าพี่มู่จะเข้าร่วมแค่ปีเดียวเท่านั้น... ข้าได้ยินคนอื่นๆ พูดว่าพี่มู่เป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกก่อนเวลาอันควร...”

เด็กหนุ่มลังเลและพูดออกมาด้วยเสียงเบา แต่ไม่นานก็กล่าวเสริมว่า “เราทุกคนก็รู้ถึงขีดความสามารถของพี่มู่ แม้แต่อัจฉริยชนที่มาจากทั่วทุกมุมโลกซึ่งรวมตัวกันอยู่ในสงครามเทพยุทธ์ พี่มู่ก็ไม่มีทางเป็นรองใคร เขาถูกไล่ออกเพราะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมแน่!”

หลายคนมองหน้ากัน เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับภายในโรงเรียน แม้แต่คนทั่วทั้งมณฑลก็ยังรู้ ขณะที่พวกเขาเกิดความรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้ ก็ยังมีความอยากรู้เต็มอก พวกเขาอยากรู้ว่าเหตุใดพี่มู่ที่เฉลียวฉลาด พี่มู่ที่พวกเขาศรัทธา จึงถูกไล่ออกจากสงครามเทพยุทธ์ได้

เด็กหนุ่มในชุดสีเทาทำปากยื่นและพูดอย่างไม่เห็นด้วย “ฮึ่ม ต้องเป็นเพราะว่าพวกคนที่ไปฝึกอิจฉาพี่มู่ เลยทำทุกวิถีทางเพื่อบีบเขาออก แต่ไม่เป็นไรหรอก ด้วยความสามารถของพี่มู่ เขาจะเข้าร่วม ‘ภาคเบญจภาคี’ ได้ในที่สุด ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะเข้าใจเอง”

ทุกคนเข้าใจความหมายนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าพี่มู่ที่พวกเขากำลังพูดถึงเป็นคนมีพรสรรค์ แต่ภาคเบญจภาคีก็ไม่ได้เข้ากันง่ายๆ ถึงอย่างไรพี่มู่ก็แค่เคยฝึกฝนในสงครามเทพยุทธ์มาหนึ่งปี ไม่อาจเรียกได้ว่าฝึกสำเร็จ เมื่อเทียบกับเหล่าอัจฉริยชนทั้งหลายที่ฝึกจบออกมาจริงๆ ย่อมต้องมีความแตกต่างบ้างเป็นแน่

“ปุ!”

ทว่าขณะที่พวกเขากำลังคุยกันเรื่องนี้ จู่ๆ ก็มีเศษไม้ชิ้นหนึ่งลอยมาจากบนแท่นหินกระแทกตรงหน้าผากของเด็กหนุ่มชุดสีเทาพอดิบพอดี ตามมาด้วยเสียงด่าที่แฝงด้วยความขบขัน “ซูหลิง เจ้านินทาต่อหน้าราวกับข้าเป็นของประดับเลยรึ? เชื่อไหมว่าข้าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องอาจารย์โม่ให้พวกเจ้าได้อยู่ติวเข้มตลอดหยุดยาวครั้งหน้า?”

หลายคนรีบเงยหน้ามอง พวกเขาเห็นคนที่นั่งฝึกอยู่บนแท่นลืมตาแล้ว ดวงตาทั้งคู่สีดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามราตรี จุดที่มีพลังเต็มเปี่ยมที่สุดก็คือริมฝีปากซึ่งกำลังแย้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและสดใสเหมือนตกแต่งทุกอย่างให้สมบูรณ์ นี่ทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มดูหล่อเหลายิ่งขึ้น

พวกเขายอมรับว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดูดีจริงๆ

“แหะๆ พี่มู่ อย่าเลย พวกเราเพิ่งมีโอกาสได้ปิดเรียน ข้ายังอยากกลับไปสนุกที่บ้าน ถ้าท่านพ่อรู้ว่าข้าทำเรื่องบ้าบอที่นี่ ข้าโดนตีตายแน่ๆ” ซูหลิงเอามือจับหน้าผากและอมยิ้ม

เด็กหนุ่มเด็กสาวที่อยู่บริเวณนั้นพากันหัวเราะออกมา ทำให้บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

“เจ้ายังรู้ดีนี่ว่าพ่อเจ้าดุมาก ถ้าเจ้าเลื่อนเข้าสู่การฝึกระดับหลิงต้งไม่ได้ภายในสามเดือน เจ้าถูกตีจนน่วมแน่” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าว่ามู่เฉินส่ายหน้า เอ่ยพร้อมกับทอดถอนใจ

“การเลื่อนเข้าสู่ระดับหลิงต้งทำได้ง่ายซะที่ไหนล่ะ ข้าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์เหมือนพี่มู่ที่สามารถร่วมในสงครามเทพยุทธ์ได้สบายๆ นะ” ซูหลิงทำปากยื่น ฉับพลันก็เอามือปิดปาก แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ความลับ ผู้คนก็รู้กันทั่วมณฑล อีกทั้งมู่เฉินก็ไม่ได้ห้ามถ้าจะพูด แต่การถูกไล่ออกก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจนัก

มู่เฉินยิ้มออกมา สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องกิ่งไม้ที่มีจุดตัดแสง ดวงตามีแววระลึกถึงความหลังอย่างเห็นได้ชัด

สงครามเทพยุทธ์ อืม...

อยากรู้เหลือเกินว่าคนพวกนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง พวกเขาคงฝึกจบกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นอีกไม่นานพวกเขาก็จะได้เข้าร่วมกับภาคเบญจภาคีแล้วล่ะสิ

นางก็ด้วย…

มู่เฉินเม้มปาก ภาพเด็กสาวชุดสีดำที่มีใบหน้างดงามเย็นชาและเรือนร่างผอมบาง ซ้ำยังชอบแบกกระบี่ยาวสีดำไว้ที่หลังตลอดเวลา แวบเข้ามาในความคิด

เมื่อภาพของเด็กสาวเคลื่อนไหว ผมสีเงินที่ส่องประกายเหมือนทางช้างเผือกก็ปลิวไสวไปตามแรงลม

เด็กสาวผู้เย็นชาและลึกลับ กลับทำให้ผู้อื่นรู้สึกเหมือนว่านาง ‘เสียสติ’ ทันทีที่เริ่มการฝึก ผู้ที่ไล่ตามเขาตลอดเวลากว่าครึ่งปีตอนที่อยู่ในสงครามนั่นเพื่อจะฆ่าเขา...ก็คือนาง เหตุผลเบื้องหลังของการไล่ฆ่าที่ทำให้มู่เฉินต้องกัดฟันกรอด ก็เพราะว่าเขาเคยช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่ง

ทว่าเมื่อสุดท้ายเขาถูกไล่ออกจากที่นั่น นางกลับเป็นคนแรกที่ถือกระบี่กันคนให้ออกห่างโดยไม่ลังเล

เมื่อนึกถึงใบหน้าที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ซ้ำยังเป็นคนที่สามารถก่อเกิดหายนะและแสดงเจตนาฆ่าอย่างเยือกเย็น... มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์

อดีตที่แสนหวาน

“โอ้ นั่นไม่ใช่น้องมู่หนึ่งเดียวของมณฑลเป่ยหลิงที่ได้เข้าร่วมสงครามเทพยุทธ์ไปแล้วหรอกรึ? นี่เจ้าพาคนอื่นๆ มาร่วมฝึกอีกแล้วเหรอ? มิน่า... อาจารย์โม่ถึงได้ไว้ใจเจ้านัก”

ขณะที่มู่เฉินจมอยู่กับความรู้สึกซับซ้อน ก็มีเสียงทิ่มแทงของใครคนหนึ่งดังขึ้น ใบหน้าสงบนิ่งของเขาเงยขึ้นและเห็นคนสิบกว่าคนเดินอาดเข้ามาอย่างช้าๆ คนนำเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาเย่อหยิ่ง ตอนนี้เขากำลังเคี้ยวปลายหญ้าในปากและยิ้มขณะมองมายังมู่เฉิน

“หลิวเช่อ คนจากหอตะวันตกมาทำอะไรที่หอตะวันออก? อยากโดนเล่นงานรึไง?!” เด็กหนุ่มที่มู่เฉินเรียกว่าซูหลิงกลับมีสีหน้ามืดครึ้มลง เขายืนขึ้นและยิ้มเยาะเมื่อเห็นคนกลุ่มนี้

ฟึ่บ!

ศิษย์หอตะวันออกหลายร้อยคนในลานโล่งลุกกันพึ่บพั่บ พวกเขามองกลุ่มผู้มาเยือนด้วยสายตาไม่ต้อนรับ จากจำนวนคนแล้ว พวกเขาแกร่งกล้ากว่าเยอะ

สำนักศึกษาเป่ยหลิงแบ่งออกเป็นสองหอคือ...ตะวันออกและตะวันตก ทั้งสองหอมีการประลองกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งศิษย์จากหอตะวันตกจะแข็งแกร่งกว่าศิษย์จากหอตะวันออกเสมอ ต่อหน้าศิษย์หอตะวันตก ศิษย์หอตะวันออกหลายคนพยายามที่จะหลีกเลี่ยง แต่ปีนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก เหตุผลเบื้องหลังก็คือมู่เฉิน

เมื่อสามเดือนก่อน มีการประลองระหว่างศิษย์ที่ร่ำเรียนอยู่ทั้งสองหอในชั้นแดนดินสองคน เซียตง--ลำดับสามศิษย์ของชั้นแดนดินแห่งหอตะวันตก พ่ายแพ้ให้แก่มู่เฉิน--ศิษย์ชั้นแดนดินหอตะวันออก... เรื่องนี้ทำให้ศิษย์หอตะวันออกหลายคนได้ระบายความรู้สึกอัดอั้นออกมาและยังทำให้พวกหอตะวันตกลดความหยิ่งผยองลงด้วย

และตอนนี้คนจากหอตะวันตกก็จงใจมาเพื่อยั่วยุมู่เฉิน ซูหลิงและคนอื่นๆ ไม่มีทางทนได้

“โอ้ งั้นที่พวกเขาว่า... ศิษย์หอตะวันออกทำตัวกร่างขึ้นก็จริงน่ะสิ พวกเจ้าคิดว่าแค่มีมู่เฉินแล้วพวกเจ้าจะท้าทายหอตะวันตกได้งั้นรึ?”

หลิวเช่อเห็นกลุ่มศิษย์จากหอตะวันออกมีมากกว่าฝั่งตน ก็ยังไม่เผยความรู้สึกเกรงกลัวในใบหน้า เขากลับยิ้มที่มุมปากและชี้ไปบนลานสูงที่อยู่ไม่ไกลกล่าวว่า “พวกเจ้ากล้ามาสู้กับพวกข้าไหมล่ะ?”

พวกซูหลิงมองตามไปทางนั้น พวกเขาเห็นว่ามีคนหลายคนยืนอยู่บนลานสูง คนที่เหลือก็มองไปเช่นกัน หลังจากเห็นหลายใบหน้าที่คุ้นตา สีหน้าของพวกซูหลิงก็เปลี่ยนไป

“นั่นพวกศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าของหอตะวันตกนี่...”

ภายในสำนักศึกษาเป่ยหลิง ไม่เพียงแบ่งเป็นหอตะวันออกและหอตะวันตกเท่านั้น แต่ยังแบ่งศิษย์เป็นสองชั้นเรียนคือชั้นแดนดินกับแดนฟ้า มู่เฉินกับคนที่รายล้อมอยู่ในชั้นแดนดิน ส่วนคนที่ยืนอยู่บนลานสูงนั้นเป็นรุ่นพี่ทั้งหมดของชั้นแดนฟ้าหอตะวันตก พลังของพวกเขามีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

วินาทีนั้นสีหน้าของซูหลิงและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป กลุ่มศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าพากันหัวเราะเยาะมาจากด้านบนและเริ่มคุยกัน

“เจ้านั่นคือมู่เฉินแห่งหอตะวันออกรึ? ตอนนี้เขาเป็นคนดังของสำนักศึกษาเป่ยหลิงและมณฑลของพวกเราเลยนะ ไม่อยากเชื่อว่าเขาเลื่อนเข้าสู่ระดับหลิงต้งได้ตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ ถึงจะยังเป็นแค่ระดับหลิงต้งขั้นต้น แต่เขาก็มีคุณสมบัติเทียบเท่าพวกเราที่เรียนในชั้นแดนฟ้าได้เลยทีเดียว น่าทึ่งมากๆ”

“ไม่เลวเลย ในที่สุดก็มีผู้มีพรสวรรค์ปรากฏขึ้นที่หอตะวันออก เมื่อเขาขึ้นเรียนในชั้นแดนฟ้า พวกเราหอตะวันตกจะได้รู้สึกกดดันบ้าง”

“ว่ากันว่าเด็กคนนี้ถูกเลือกให้เข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์ แต่เขาถูกไล่ออกโดยไม่รู้สาเหตุ แปลกมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องแบบนี้”

“เป็นไปได้ไหมว่ามีการเลือกคนผิดก็เลยไล่เขาออก?”

“ฮ่าๆ”

ในกลุ่มมีเด็กหญิงชุดสีแดง นางมีรูปร่างอรชรและมีผิวขาวราวกับหิมะ ใบหน้ารูปไข่งดงามมีเสน่ห์ นางยืนพิงราวกั้น ดวงตางดงามมองออกไปที่ลานโล่ง แล้วสายตาของนางก็หยุดที่มู่เฉินราวกับว่านางสนใจเขาเป็นอย่างมาก

“ฮ่าๆ หงหลิงรู้สึกว่าเจ้าจะรู้จักกับมู่เฉินไม่ใช่เหรอ?” ศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าคนหนึ่งถามยิ้มๆ จากตำแหน่งเห็นได้ชัดว่านางเป็นจุดศูนย์กลางของคนกลุ่มเล็กๆ นี้

“ใช่ บิดาของเขาเป็นหนึ่งในผู้ปกครองมณฑลเป่ยหลิง ถือว่ารู้จักมักคุ้นกับบิดาข้าอยู่ด้วย เราเล่นด้วยกันตอนสมัยเด็กๆ น่ะ” สาวน้อยนามว่าหงหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“เล่ากันว่า... เดิมทีเขาเหมือนจะชอบเจ้าใช่ไหม?”

หงหลิงกะพริบตา นางมองไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งเหยียดขาตรงอยู่ไม่ไกล ตอนนี้แสงอาทิตย์ส่องลอดกิ่งไม้ใบไม้กระทบใบหน้าของเด็กหนุ่ม ทำให้มองเห็นแสงโค้งจางๆ ซึ่งน่าดูมาก ภาพตรงหน้าทำให้เด็กหญิงจ้องอย่างใจลอยอยู่ครู่หนึ่ง นางหวนนึกภาพเงาของเด็กชายที่ไล่ตามนางเมื่อครั้งยังเล็กได้ เพียงแต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ดูน่าสนใจขนาดนี้ นางเองก็ยังไม่ได้สนใจในตัวเขามากนัก แต่ใครจะคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ พอเติบโตแล้วแยกห่างจากนางไป เขาจะกลายเป็นหนึ่งเดียวที่มีคุณสมบัติได้เข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์ของมณฑลเป่ยหลิงไปได้ ตอนนั้นมู่เฉินเป็นคนดังพอตัว แต่ชื่อเสียงที่ได้รับก็ค่อยๆ ซาลงไปเมื่ออยู่ๆ เขาก็โดนไล่ออกมา

“เรื่องตอนเด็กๆ จะเรียกว่าชอบได้ยังไง?” หงหลิงยิ้มราวกับว่านางไม่ใส่ใจ แต่สายตาของนางกลับมองไปยังมู่เฉินอีกครั้ง หลังจากที่มู่เฉินเข้ามาร่ำเรียนในสำนักศึกษาเป่ยหลิง เขาก็เริ่มเปิดเผยพรสวรรค์โดดเด่นออกมา แม้ว่าเขาจะยังไม่เป็นลำดับหนึ่งของโรงเรียน แต่ข่าวลือที่ว่าเด็กหนุ่มแสนวิเศษคนนี้เคยชอบนาง ก็ทำให้นางภูมิใจเล็กๆ แม้นางจะรู้อยู่ลึกๆ ว่าเรื่องนี้เป็นแค่ข่าวลือมากกว่า แต่เด็กผู้หญิงในวัยอย่างนางย่อมอดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้

“ฮ่าๆ รสนิยมของหงหลิงไม่จืดชืดขนาดนั้นหรอก แม้ว่ามู่เฉินคนนี้จะเก่งพอดู แต่เขากลับไม่สามารถทำให้หงหลิงชอบเขาได้ พวกเจ้าไม่เห็นเหรอว่าแม้แต่หลินซิวยังล้มเหลวมาแล้ว? นั่นน่ะเป็นยอดฝีมือลำดับเจ็ดของสำนักศึกษาเป่ยหลิงเลยนะ เขาบรรลุระดับหลิงต้งขั้นกลางมาแล้วด้วย มีช่องว่างที่ใหญ่มากทีเดียวระหว่างเขากับมู่เฉิน”

“ดูเหมือนว่าคนคนเดียวในสำนักศึกษาเป่ยหลิงที่ทำให้หงหลิงชายตามองเป็นครั้งที่สองได้ก็คือพี่ใหญ่หลิ่วมู่ไป๋สินะ”

ทันทีที่พูดชื่อหลิ่วมู่ไป๋ แม้แต่ศิษย์พี่ที่เรียนอยู่ในชั้นแดนฟ้าก็ยังมีสีหน้าชะงักงันราวกับรู้สึกกดดันขึ้นมา

หลิ่วมู่ไป๋เป็นศิษย์ลำดับหนึ่งของสำนักศึกษาเป่ยหลิง บิดาของเขายังเป็นผู้ปกครองเขตใหญ่ที่สุดในมณฑลเป่ยหลิง และได้ชื่อว่าทรงพลังมาก

ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ความแข็งแกร่ง หรือแม้แต่ประวัติอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล ชื่อของหลิ่วมู่ไป๋ก็เป็นที่ดึงดูดสาวๆ ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงให้คลั่งไคล้เขาได้ไม่ยากนัก

ในสายตาของศิษย์หอตะวันตก ทุกคนรู้ว่าหลิ่วมู่ไป๋กับหงหลิงสนิทกันพอสมควร แม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้คว้าดาวแห่งหอตะวันตกไปครอง ก็รอเพียงเวลาสอยดาวเท่านั้น

ถ้ามู่เฉินสำเร็จการฝึกจากสงครามเทพยุทธ์และมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมกับภาคเบญจภาคี ชื่อเสียงของเขาย่อมเหนือกว่าหลิ่วมู่ไป๋แน่นอน แต่โชคร้ายที่เขาถูกไล่ออกจากที่นั่นเสียก่อน

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสองคนนี้ พวกเขาจะมีแต่หัวเราะเยาะมู่เฉินเท่านั้น

 

เด็กหนุ่มที่ถูกเตะออกจากสงครามเทพยุทธ์

บนลานกว้าง 

เมื่อซูหลิงและคนอื่นๆ จ้องมองไปที่ศิษย์พี่หอตะวันตกที่ยืนอยู่บนพื้นที่ที่สูงกว่า รัศมีของพวกเขาก็วูบลงทันที ยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวนามว่าหงหลิง แวบแรกดวงตาของพวกเขาฉายแววหลงใหลได้ปลื้ม แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็จางหาย หญิงสาวผู้นี้คือผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริงในสำนักศึกษาเป่ยหลิง ขนาดในหอตะวันออกยังมีคนแอบคลั่งไคล้นางไม่น้อย

“โอ้...พี่มู่ นางคือศิษย์พี่หงหลิงแห่งหอตะวันตกนี่นา ลือกันว่าพี่มู่เคยชอบนางตอนเด็ก” ซูหลิงโน้มตัวไปหามู่เฉินแล้วกระซิบถามพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

หลังจากที่ได้ยิน มู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาใส่ ถึงเขาจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนางในช่วงวัยเยาว์ก็จริง แต่อายุเท่านั้นใครจะไปรู้ล่ะว่าชอบคืออะไร? เขาเพียงต้องการเพื่อนเล่น อีกอย่างยิ่งหลังๆ พวกผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยลงรอยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆ แยกจากกันไป ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

มู่เฉินส่ายหัวไปมาอย่างจนใจ จากนั้นเขาก็มองไปที่หลิวเช่อที่มีสีหน้ายั่วโทสะ คลื่นพลังอ่อนจางพล่านออกมาจากร่างของมู่เฉินขณะที่เขาค่อยๆ ประกบมือทั้งสองข้างแน่น

“มีอะไรจะพูดก็รบพูดเข้า”

มู่เฉินมองไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่บนลานสูงไม่ไกล สายตาของเขาหยุดไปชั่วขณะเมื่อมองผ่านร่างบางระหง เพียงแวบเดียวเขาก็ละสายตาจาก “ถึงจะมีพวกศิษย์พี่อยู่ แต่ถ้าข้าอยากจัดการเจ้า แม้พวกเขาจะเข้ามาหยุด เจ้าคงได้เจ็บตัวแน่”

ความหยิ่งผยองของพวกหอตะวันตกทำให้มู่เฉินไม่ชอบเอาเลย

“เจ้า!”

หลังจากที่หลิวเช่อได้ยินคำพูดของมู่เฉิน ดวงตาก็แสดงถึงความโกรธออกมา ทว่าก่อนที่จะแผดเสียง เขาก็สังเกตเห็นว่ามู่เฉินเม้มปาก ใบหน้านุ่มนวลในทีแรกค่อยๆ เผยให้เห็นความเย็นชาออกมา ความรู้สึกที่เยือกเย็นนี้แผ่กลิ่นอายอันตรายรอบด้าน ราวกับใบมีดที่เย็นเยือกและแหลมคม

ความรู้สึกเหมือนกับไปกระตุ้นให้พายุโหมเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เผยความบ้าคลั่งรุนแรงผิดธรรมดา

กลิ่นอายแบบนี้ ไม่มีทางที่เด็กหนุ่มอ่อนวัยอย่างมู่เฉินจะสามารถมีได้

หลิวเช่อกลืนคำพูดลงคอ เขาจ้องมองมู่เฉินอย่างประหลาดใจ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นหวาดกลัวพลังของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อครั้งที่มู่เฉินประลองกับเซียตงศิษย์ชั้นแดนดินของหอตะวันตกเขาก็อยู่ที่นั่นด้วย

“โอ้โห…อวดดีเหลือเกินนะ”

ศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าหอตะวันตกที่ยืนอยู่บนลานสูงได้ยินคำพูดเหล่านั้นอย่างชัดเจน พวกเขาพากันยกคิ้ว ความรู้สึกเสียหน้าตีขึ้น เป็นเพราะว่ามีหงหลิงยืนมองอยู่ด้วยนั่นเอง

หงหลิงค่อนข้างจะประหลาดใจกับมู่เฉิน นางไม่คิดมาก่อนว่าคนที่ดูอ่อนโยนเช่นเขาจะมีด้านกล้าแกร่งและสู้คนถึงขนาดนี้ เขาดูแตกต่างจากเด็กชายคนเดิมเมื่อครั้งอดีตนัก

ศิษย์หลายคนของชั้นแดนฟ้าหอตะวันตกรู้สึกทนไม่ได้ก็กระโดดลงมาจากลานสูงและก้าวเข้ามาหา เมื่อเห็นพวกเขาเดินตรงมา ทำให้ซูหลิงและศิษย์คนอื่นๆ พากันถอยหลังตั้งท่าเตรียมพร้อม

สังเกตได้ว่าหงหลิงไม่มีทีท่าว่าจะห้ามการตะลุมบอนนี้เลย นางเป็นคนของหอตะวันตก มิหนำซ้ำนางก็ต้องการเห็นตัวตนที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่นางคิดมาเสมอว่าเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว เขาจะเปลี่ยนไปอย่างไร

“พี่ถง….” พอหลิวเช่อเห็นว่ามีคนออกหน้า เขาก็รู้สึกยินดี แววตาเขาฉายความภาคภูมิใจอีกครั้ง ขณะที่เหลือบไปมองยังมู่เฉินและศิษย์หอตะวันออก

พอเห็นมู่เฉินก็ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวปรากฏอยู่บนใบหน้าเรียบเฉยของเขาสักริ้วเดียว แม้ว่าพวกหอตะวันตกจะเป็นถึงศิษย์ชั้นแดนฟ้า ทว่าขุมพลังของพวกนั้นก็อยู่แค่ ‘ระดับหลิงต้งขั้นต้น’ เท่านั้น หากว่าคนเหล่านั้นต้องการจะประลองจริงๆ มู่เฉินก็ใช่ว่าจะไร้หนทางรับมือ

ศิษย์พี่ที่ถูกเรียกว่า ‘พี่ถง’ พยักหน้า สายตาตวัดมองไปยังมู่เฉิน เหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาจากไม่ไกล

“ถงก้วน! เจ้าเป็นศิษย์พี่ชั้นแดนฟ้าหอตะวันตก กลับมาระรานศิษย์น้องชั้นแดนดินของเรา เจ้าไม่เห็นหอตะวันออกอยู่ในสายตาเลยใช่ไหม?”

เสียงตะโกนที่ดังขึ้นฉับพลันทำให้ทุกคนหยุดนิ่งอยู่กับที่ จากนั้นก็มีกลุ่มคนกรูเข้ามาจากที่ไม่ไกล คนที่วิ่งนำหน้าเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงเพรียว เสื้อผ้าของนางสีดำราวกับน้ำหมึกซึ่งถูกออกแบบให้โค้งไปตามสัดส่วน ใบหน้านางอ่อนหวานพริ้มเพรา เรือนผมสีดำถูกรวบขึ้นเป็นทรงหางม้า ขาเรียวยาวระเหิดระหง ความงามของนางไม่ด้อยไปกว่าหงหลิงเลย

เด็กสาวที่เพิ่งมาตีสีหน้าเย็นชา กวาดสายตาจ้องมองไปยังพวกถงก้วน คนด้านหลังนางก็มีสีหน้าไม่เป็นมิตรเช่นกัน

“นั่นศิษย์พี่เชียนเอ๋อนี่”

เมื่อซูหลิงเห็นเด็กสาวชุดดำ เขาก็ดูตื่นเต้นขึ้นมา ความไร้เดียงสาค่อยๆ เปลี่ยนใบหน้าของเด็กหนุ่มให้กลายเป็นสีแดง ทั้งหงหลิงและเชียนเอ๋อเป็นที่รู้จักกันดีในฉายา ‘สองดาวเด่นแห่งสำนักศึกษาเป่ยหลิง’ บรรดาชายหนุ่มให้ความสนใจกับพวกนางมากมาย ตัวเขาเองยังไม่คาดมาก่อนว่าจะพบนางที่นี่

“โอ้ เชียนเอ๋อนี่เอง”

เมื่อถงก้วนเห็นเด็กสาวในชุดดำ เขาก็อึ้งไป สีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้คนในโรงเรียนให้ความสนใจ แต่ขุมพลังของนางแตะถึงระดับหลิงต้งขั้นกลาง ในชั้นแดนฟ้าหอตะวันออกของโรงเรียน นางถูกจัดว่าเป็นผู้มีฝีมือคนหนึ่ง

ถังเชียนเอ๋อเดินมาหยุดอยู่ข้างกายมู่เฉิน ดวงตาของนางหรี่แคบจ้องไปที่ถงก้วน แล้วก็ตวัดไปมองหงหลิงที่ยืนอยู่บนลานสูง หญิงสาวทั้งสองสบตากัน จ้องกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ราวกับจะมีประกายไฟพุ่งออกมาจากดวงตาของพวกนางก็มิปาน

“พวกเจ้ามาทำอะไรกันถึงที่นี่?” ถังเชียนเอ๋อละสายตาออกและเอ่ยถามอย่างเย็นชา

“โห ดูพูดเข้า แม้ว่าเราจะเป็นคนหอตะวันตก แต่หอตะวันออกก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาไม่ใช่เหรอ ดังนั้นการที่เราจะมาที่นี่บ้างก็ไม่ผิดอะไรนี่?” ถงก้วนยักไหล่และยิ้มตอบ

ถังเชียนเอ๋อส่งเสียงอืมเยือกเย็นออกมา นางยื่นมือเรียวบางออกมาตบไปบนไหล่ของมู่เฉินเบาๆ เชิดคางแล้วกล่าวว่า “มู่เฉินเป็นศิษย์ของหอตะวันออกคนหนึ่ง ถ้าเจ้ากล้ามีปัญหากับเขา ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

ขณะที่พูดนางก็สะบัดผมทรงหางม้าสีน้ำหมึก วางท่าราวกับนายหญิงใหญ่

“เจ้าช่างมีดวงนารีอุปถัมภ์ซะจริง” ถงก้วนยิ้มให้กับมู่เฉิน เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันระคนริษยา ความจริงก็คือถงก้วนเองก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กับถังเชียนเอ๋ออยู่เหมือนกัน แต่เขาไม่เคยได้ไมตรีตอบกลับจากนางเลยสักครั้ง

“ดวงนารีอุปถัมภ์ก็ถือเป็นฝีมืออย่างหนึ่งนะ” มู่เฉินยิ้มตอบ ทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดดูแคลนของถงก้วนเลย เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ในสงครามเทพยุทธ์ ถงก้วนอ่อนหัดอย่างแท้จริง

จากบนลานสูง หงหลิงก็มองมายังมู่เฉิน สายตาผิดหวังก่อนจะละสายตาจาก เขายังเฉื่อยชาและขี้ขลาดเหมือนแต่ก่อนใช่ไหม?

“ช่างเถอะ วันนี้พวกข้าไม่ได้มาหาเรื่องพวกเจ้า ข้าแค่ต้องการบอกเรื่องหนึ่งให้เจ้าได้รู้”

พอเห็นว่าไม่สามารถยั่วอารมณ์มู่เฉินได้ ถงก้วนก็แอบเซ็ง เขาโบกมือให้กับมู่เฉินและคนอื่น สาดรอยยิ้มเย็นกล่าวว่า “มู่เฉิน  ข้ารับหน้าที่แทนพี่ใหญ่หลิ่วหยังมาส่งสารให้เจ้า อีกสิบวันหลังจากนี้ในงานประลองของทั้งสองหอที่จะจัดขึ้น เขาจะเลือกเจ้าเป็นคู่ประลอง”

“หลิ่วหยัง?”

เมื่อได้ยินชื่อนี้สีหน้าของซูหลิงและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไป หลิ่วหยังคือที่ลำดับหนึ่งชั้นแดนดินแห่งหอตะวันตกที่แท้จริง ว่ากันว่าไม่นานมานี้ขุมพลังของเขาบรรลุระดับหลิงต้งแล้วเช่นกัน

“อา ใช่แล้ว ข้าจะบอกอะไรอีกสักอย่าง สามวันก่อนตอนที่พี่ใหญ่หลิ่วหยังทำการทดสอบ พวกเขาพบว่าพี่หลิ่วหยังมี ‘เส้นหลิง’ แล้ว แม้จะอยู่แค่ขั้นเหยินก็ตาม...” หลิวเช่อแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ เหลือบสายตาไปทางมู่เฉิน

“เส้นหลิงขั้นเหยิน?!!!”

เมื่อคำเหล่านั้นถูกกล่าวออกมา ไม่เพียงแต่สีหน้าของพวกซูหลิงที่เปลี่ยนไป แม้กระทั่งสีหน้าของถังเชียนเอ๋อก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเช่นกัน ภายในสำนักศึกษาเป่ยหลิง จำนวนคนที่มีเส้นหลิงมีไม่เกินหยิบมือแน่นอน ไม่คิดว่าหลิ่วหยังจะเป็นหนึ่งในนั้น?

“เส้นหลิงขั้นเหยิน...” ถงก้วนจุ๊ปากพลางส่งสายตาเวทนาไปยังมู่เฉิน หลิ่วหยังมีขุมพลังระดับหลิงต้งขั้นต้นเช่นกัน ยิ่งถ้าบวกกับพลังของเส้นหลิงขั้นเหยิน ขนาดผู้ฝึกที่สำเร็จระดับหลิงต้งขั้นกลางก็ยังยากที่จะเอาชนะได้ มู่เฉินดวงไม่ดีเอาเลย

“พี่ใหญ่หลิ่วหยังยังบอกว่า ถ้าเจ้าไม่ตอบตกลงก็ไม่เป็นไรแค่อย่ามาเสนอหน้าวันนั้นก็พอ เขาไม่อยากบังคับเจ้าหรอกนะ” หลิวเช่อส่งยิ้มประหลาดออกมา ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากมู่เฉินไม่ปรากฏตัวในวันประลอง ชื่อเสียงของเขาในหอตะวันออกก็จะย่อยยับป่นปี้

“แกล้งกันเกินไปแล้ว!” ถังเชียนเอ๋อขมวดคิ้วขณะตะโกนว่า

“ศิษย์พี่เชียนเอ๋อโทษพวกข้าไม่ได้นะ คนเราควรอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าโอหังเพียงเพราะโชคดีได้เข้าร่วมกับสงครามเทพยุทธ์ซะจะดีกว่า” หลิวเช่อกล่าวพลางเบ้ปาก

“เจ้า!!!”

อารมณ์โกรธของถังเชียนเอ๋อพุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ก่อนที่นางจะพุ่งตัวไปข้างหน้า ก็ถูกใครบางคนจับข้อมือไว้ เมื่อหันกลับไปมองนางก็พบกับรอยยิ้มละมัยปรากฏขึ้นบนในหน้าของมู่เฉิน “ตกลง ฝากไปบอกหลิ่วหยังด้วยว่าข้าจะรอเขา”

“กล้าหาญจริง! ดี ข้าจะคอยชมฝีมือของเจ้า”

หลิวเช่อยกนิ้วโป้งให้กับมู่เฉินพร้อมกับยิ้มกริ่ม เดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่าเขาอยากให้ถึงวันประลองในอีกสิบวันข้างหน้าเร็วๆ

หลังจากที่หลิวเช่อ ถงก้วนและคนอื่นๆ จากไป หงหลิงก็มองมาทางมู่เฉินแวบหนึ่งแล้วหันหลังจากไป

“พี่มู่ เจ้าจะรับคำท้าของหลิ่วหยังจริงหรือ? ไม่ง่ายเลยนะที่จะรับมือเขาในตอนนี้ อย่าลืมว่าเขามีเส้นหลิงอยู่นะ” ซูหลิงและคนอื่นๆ มองไปทางที่กลุ่มของถงก้วนเดินจากไปด้วยสายตากังวล

“ข้าจะทำให้ดีที่สุด” มู่เฉินตอบอย่างเฉื่อยเนือย

“เฮ้อ เจ้านี่โง่จริงๆ พวกนั้นตั้งใจยั่วเจ้า คำท้าแบบนี้ไม่เห็นต้องทำตามเลย!” ถังเชียนเอ๋อบ่นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“พี่เชียนเอ๋อไม่ต้องห่วงหรอก ข้ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” มู่เฉินยิ้ม

ถังเชียนเอ๋อขมวดคิ้วอย่างสับสน สองตาของนางจ้องมองไปยังใบหน้าซื่อตรงของมู่เฉิน เขายังคงมีรอยยิ้มที่สดใสและอ่อนโยน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาคู่นั้น

“หึ... ยังไงคนที่อับอายก็ไม่ใช่ข้าอยู่แล้ว” ถังเชียนเอ๋อเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง

“พี่เชียนเอ๋อดูห่วงข้ามากนะ?” มู่เฉินมองไปยังใบหน้างดงามที่กำลังหงุดหงิด ก็อดขำไม่ได้

“เป็นห่วงก็บ้าล่ะ” ใบหน้าของถังเชียนเอ๋อเห่อแดงขึ้น นางหลบตาอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ข้าแค่กังวลว่าเจ้าจะถูกตีจนตายหักหน้าคนหอตะวันออกน่ะสิ”

มู่เฉินยิ้ม บิดาของถังเชียนเอ๋อเป็นหนึ่งในผู้ปกครองเขตของมณฑลเป่ยหลิงและมีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของเขา ทั้งสองครอบครัวไปมาหาสู่กันตลอด ดังนั้นความสัมพันธ์ระว่างเขากับถังเชียนเอ๋อก็เลยดีมากเช่นกัน

“จริงสิ มีข่าวหนึ่งข้าเพิ่งได้ยินมาไม่นาน” ถังเชียนเอ๋อโบกมือให้ซูหลิงพาคนที่เหลือออกไป นางมองไปยังมู่เฉิน “ข้าได้ยินมาจากอาจารย์ใหญ่ว่า... ‘สงครามเทพยุทธ์’ ครั้งนี้จบลงแล้ว”

ร่างของมู่เฉินกระตุก เขาเงยหน้าขึ้นในแล้วถอนหายใจ จบเสียที...

“ลือกันว่ามีคนมากพรสวรรค์จำนวนมากปรากฏในสงครามเทพยุทธ์ครั้งนี้ ในนั้นมีคนคนหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากกว่าใคร รู้สึกว่าเขาจะมีเส้นหลิงขั้นเทียน ซึ่งหายากมากในหมื่นปี คนจากภาคเบญจภาคีตีกันเกือบตายเพื่อแย่งชิงตัวเขาเลยล่ะ”

เส้นหลิงแบ่งออกเป็นสามขั้นคือ เทียน-ตี้-เหยิน... เส้นสายเหล่านี้จะนำประโยชน์มากมายมาสู่ผู้ฝึก โดยปกติผู้ที่ครอบครองเส้นหลิงจะมีอัตราการฝึกที่เร็วกว่าคนทั่วไป หลายปีที่ผ่านมา ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงยังไม่เคยมีใครที่มีเส้นหลิงขั้นตี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขั้นเทียน สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่าผู้ฝึกที่มีเส้นหลิงขั้นเทียนหายากเพียงใด

ถังเชียนเอ๋อแลบลิ้นอย่างน่ารัก “เส้นหลิงขั้นเทียนที่ว่าข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ก็อย่างที่ลือกันว่าผู้ฝึกที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับสงครามเทพยุทธ์ส่วนมากไม่ประหลาดก็วิกลจริตทุกคน... อืม จริงสิ เจ้าเองก็เคยเข้าร่วมในสงครามเทพยุทธ์นี่นา รู้หรือไม่ว่า ‘เขาผู้นั้น’ เป็นใครกัน?”

“น่าจะเป็น...จีเฉวียนมั้ง?” มู่เฉินตอบเสียงแผ่วเบา นั่นเป็นชื่อที่เขาจดจำได้อย่างแม่นยำในความทรงจำ

“เจ้ารู้จักเขาด้วยหรอ?” ถังเชียนเอ๋อถามอย่างประหลาดใจ

“ใช่ ข้ารู้จักเขา เขาเป็นคนเก่งกาจมากเลยทีเดียว” มู่เฉินยิ้ม ลดสายตามองต่ำพูดต่อ “ข้าเกือบจะฆ่าเขาไปหนหนึ่งด้วย”

ดวงตาของถังเชียนเอ๋อเบิกกว้าง นางจ้องมองใบหน้าใสซื่อตรงที่เหมือนจะเปลี่ยนเป็นหนาวจับใจทันที นางถามเสียงตะกุกตะกักว่า “จริงหรือ?”

“ล้อเล่นน่า ศิษย์พี่เชื่อจริงๆ รึ? ข้าเป็นคนที่ถูกไล่ออกมากลางคัน ไหนเลยจะมีฝีมือเทียบเคียงกับอัจฉริยชนที่เก่งกาจจนคนของภาคเบญจภาคีต้องการตัวได้ล่ะ?” สีหน้าเย็นชาของมู่เฉินหายวับไป เขาจ้องมองถังเชียนเอ๋อที่มีสีหน้าตกใจ หลุดหัวเราะออกมา

ถังเชียนเอ๋อขบฟันด้วยความขุ่นเคือง ทำท่าอยากจะกระโดดกัดเขาสักสองคำ สุดท้ายก็อดทนไว้ นางกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ “เอาเถอะๆ... เจ้าเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับหลิงต้งขั้นต้นเท่านั้น เจ้ายังไม่ได้เรียนรู้เคล็ดวิชาใช่ไหม? ข้าได้ยินมาว่าหลิ่วหยังเริ่มฝึกซ้อมแล้วนะ”

“เคล็ดวิชาหรือ ข้าจะเรียนรู้เมื่อกลับบ้านครั้งนี้ ถึงเวลาแล้ว ท่านพ่อสั่งให้ข้าไปหาหลังจากที่ข้าบรรลุขุมพลังหลิงต้งน่ะ” มู่เฉินยิ้มพลางกล่าว

“อืม งั้นข้าไปก่อนนะ” ถังเชียนเอ๋อพยักหน้ารับรู้ บิดาของมู่เฉินเป็นหนึ่งในเจ้าครองเขตในมณฑลเป่ยหลิง เขาน่าจะเสาะหาวิชาที่เหมาะสมให้กับมู่เฉินเพื่อเพิ่มพูนความสามารถอยู่แล้ว ดังนั้นนางเลยไม่ได้พูดอะไรมาก โบกมืออำลา ผมหางม้าของนางแกว่งไปมาขณะที่นางหมุนตัวกลับเพื่อแยกไป

“จริงสิ”

ถังเชียนเอ๋อก้าวย่างท่วงท่าสง่างาม จากนั้นก็ชะงักหันกลับไปมองมู่เฉิน นางคิดอยู่ครู่หนึ่งกล่าวว่า “หากเจ้าคิดว่าไม่มีโอกาสชนะ... จะให้ข้าช่วยสู้กับหลิ่วหยังไหมล่ะ? แม้ว่าหลิ่วมู่ไป๋อาจจะย้อนกลับมาแก้แค้น...”

“เชื่อในตัวข้าสักนิดไม่ได้เลยรึ?” มู่เฉินรู้สึกอับจนหนทาง นางมัวแต่คิดหาวิธีอะไรกัน?

“อืม... คนที่มีน้ำใจอย่างข้า เจ้าไม่เข้าใจหรอก”

ถังเชียนเอ๋อกล่าวอย่างโมโห ถ้าเป็นคนอื่นมาขอความช่วยเหลือ นางอาจจะปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ แต่เขากลับไม่สนที่จะอ้อนวอนนางสักนิด พอคิดถึงจุดนี้ นางก็สะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความโกรธเคือง

มู่เฉินมองตามแผ่นหลังถังเชียนเอ๋อที่ลับหาย เขาเผยรอยยิ้มบ่นอุบอิบออกมา “ในเมื่อสงครามเทพยุทธ์จบลง นางก็น่าจะเข้าศึกษาที่ภาคเบญจภาคีแล้วสินะ? ไม่รู้ว่านางจะเข้าสำนักไหนกันแน่?”

เขาเผลอคิดย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ตัดสินใจเดินออกจากการฝึกสงครามเทพยุทธ์ ตอนนั้น... ท่ามกลางป่าไม้ที่เขียวชุ่ม เด็กสาวที่มีเรือนผมสีเงินยวงยาวก็ใช้ดวงตาสีเขียวมองมายังเขา

“ข้าจะรอเจ้าที่ภาคเบญจภาคี ถ้าเจ้าไม่มา...”

ภายในมือบางถือกระบี่เล่มหนึ่ง นางยกขึ้นจ่อตรงหน้าอกเขา สะกิดลงไปเบาๆ ที่ตำแหน่งหัวใจ “ข้าจะฆ่าเขาแทนเจ้า แต่...”

หญิงสาวมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่ใสราวกับผลึกแก้ว

“ข้าไม่ชอบคนที่ยอมรับความล้มเหลว มิหนำซ้ำครั้งนี้เจ้าไม่ถือว่าแพ้ อย่างน้อยข้าก็ชอบนะ”

สายลมอ่อนพัดผ่านแผ่วเบา ยกเรือนผมสีเงินสว่างตาของเด็กสาวที่มีท่าทางมั่นใจ บนใบหน้าเย็นชาและขาวนวลของนางมีสีแดงจางๆ ปรากฏอยู่ แม้ว่าจะจางมาก แต่ยังให้ความรู้สึกที่งดงามจับตา

ดังนั้นเจ้าต้องมาให้ได้นะ!

 

เขตแดนตระกูลมู่

มณฑลเป่ยหลิงแบ่งออกเป็นเก้าเขต

แต่ละเขตมีชนชั้นปกครอง บ้างก็เป็นพันธมิตรต่อกัน บ้างก็เป็นศัตรู ซึ่งนี่เองที่มณฑลเป่ยหลิงใช้ถ่วงดุลเขตการปกครองทั้งเก้าเอาไว้

นอกเหนือจากเขตทั้งเก้านี้ ยังมีกลุ่มทรงอิทธพลอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือสำนักศึกษาเป่ยหลิง ทว่าเมื่อเทียบกับเขตทั้งเก้าที่ก่อข้อพิพาทกันอยู่เสมอ สำนักศึกษาเป่ยหลิงวางตัวเป็นกลางไม่ได้เข้าไปวอแวเรื่องใด พวกเขาไม่มีความทะเยอทะยานจะแย่งชิงดินแดนกับใคร พวกเขาต้องการเพียงสถานที่ของตนเพื่อปลูกฝังเหล่าศิษย์ ด้วยปณิธานที่ตรงไปตรงมา ทำให้สำนักศึกษาเป่ยหลิงมีชื่อเสียงไปทั่วมณฑลเป่ยหลิง

สำนักศึกษาเป่ยหลิงเป็นบันไดสำหรับเหล่าจอมยุทธ์ฝึกหัดเพื่อก้าวเข้าสู่ภาคเบญจภาคี ซึ่งนับเป็นความปรารถนาของเหล่าเจ้าครองเขตด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่าถึงจะมีฐานะมั่นคง แต่ก็ไม่สามารถเทียบกับภาคเบญจภาคีได้ ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงนิยมส่งทายาทเข้ามาร่ำเรียนยังสำนักศึกษาเป่ยหลิงเมื่ออายุถึงเกณฑ์

ด้วยเหตุนี้ต้องเข้าใจว่าสถานที่ที่ไม่ควรรุกรานที่สุดก็คือสำนักศึกษาเป่ยหลิงแห่งมณฑลเป่ยหลิงนั่นเอง

 

ดินแดนตระกูลมู่ เมืองมู่

ทันทีที่มู่เฉินก้าวเท้าออกจากประตูมิติ เสียงจอแจก็กระหึ่มเต็มสองหู เด็กหนุ่มมองเมืองมู่ที่เจริญรุ่งเรืองเบื้องหน้าก่อนจะยกริมฝีปากยิ้ม

เมืองมู่เป็นเมืองหลักที่ตั้งอยู่ในเขตมู่ บิดาของเขา---มู่เฟิงเป็นผู้ปกครองที่แห่งนี้

“คุณชาย”

“คุณชายกลับมาจากสำนักศึกษาเป่ยหลิงแล้วหรือขอรับ?”

“เร็วเข้า รีบไปแจ้งใต้เท้าเร็ว”

ไม่ไกลจากบริเวณที่ตั้งของประตูมิติ หน่วยอารักขาที่เฝ้าเขตแดนตระกูลมู่ยืนตรวจตรากันอย่างแข็งขัน เมื่อพวกเขาเห็นเด็กหนุ่มก้าวเท้าออกมาจากบานประตู พวกเขาก็ตะลึงงันไปชั่วครู่ แต่จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยินดีปรีดา รีบก้าวเข้ามาต้อนรับทันที

“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก ข้าไปหาท่านพ่อเองได้” มู่เฉินส่งยิ้มให้กับเหล่าผู้คุมกัน เด็กหนุ่มเติบโตมาจากที่นี่ จึงคุ้นเคยกับผู้คนรอบด้านเป็นอย่างดี แม้จะมีศักดิ์เป็นถึงบุตรชายของเจ้าครองเขต แต่มู่เฉินก็ยังมีนิสัยเรียบง่าย ทำให้เป็นที่รักของผู้คน

มู่เฉินบอกลากับหน่วยอารักขาอย่างสนิทสนมและเคลื่อนตัวไปยังใจกลางเมือง ไม่นานนักคฤหาสน์มหึมาบนที่ดินขนาดใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา ด้านหน้ามีตัวอักษรใหญ่สลักไว้ว่า ‘คฤหาสน์ตระกูลมู่’

คฤหาสน์ตระกูลมู่มีหน่วยอารักขาเฝ้ายามอย่างแน่นหนา แต่มู่เฉินไม่ได้ใส่ใจ เขาวิ่งตรงเข้าไป ผู้คุ้มกันส่งยิ้มอบอุ่นให้เมื่อพวกเขาตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มคือใคร หลายคนโค้งคำนับทำความเคารพก่อนจะหันกลับไปทำงานของตนต่อ

“ท่านพ่อ!”

มู่เฉินพุ่งเข้าไปในคฤหาสน์ ตรงรี่เข้าโถงรับแขกเป็นอันดับแรก เด็กหนุ่มสังเกตเห็นร่างสองร่างนั่งอยู่ คนที่นั่งบนเก้าอี้เจ้าบ้านเป็นชายสวมเสื้อยาวสีดำ ร่างกายกำยำเหยียดตรงแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์ ใบหน้าแสดงถึงความเด็ดเดี่ยว เส้นผมสีดอกเลาแซมอยู่บ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนวัยหนุ่ม แต่เค้าโครงหน้าของหนุ่มรูปงามในอดีตก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง

ชายผู้นั้นคือบิดาของมู่เฉิน เจ้าครองเขตผู้ปกครองดินแดนตระกูลมู่---มู่เฟิง

ที่นั่งด้านขวาของมู่เฟิงมีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมนั่งอยู่ ม่านตาของเขามีแววอันตรายซุกซ่อนอยู่ ให้ความรู้สึกอึมครึมไม่ชัดเจน ริมฝีปากบางเฉียบชี้ชัดถึงความเข้มงวดเอาจริง หากแต่ความเข้มงวดคลายลงเมื่อเขามองเห็นมู่เฉิน คิ้วที่ขมวดเป็นปมแน่นค่อยๆ คลายออก รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า

“กลับมาก็ดีแล้ว ทำไมต้องตะโกนด้วยล่ะลูก?” มู่เฟิงวางสิ่งของในมือลง จับจ้องบุตรชายที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา อดไม่ได้ที่จะดุเบาๆ แต่กลับมีความอบอุ่นฉายชัดอยู่ในส่วนลึกของดวงตา

“นายท่านไม่บ่อยนักที่เสี่ยวเฉินจะกลับบ้านก็ต้องรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเผยรอยยิ้มขณะกล่าวทัดทาน

“มีแต่ลุงโจวที่เข้าใจข้า” มู่เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ ฉีกยิ้มกว้างให้ชายร่างผอม หากพิจารณาจากวิธีการพูดของทั้งสองก็พอจะบอกได้ถึงความสนิทสนม ลุงโจวมีชื่อเต็มว่าโจวเหยี่ย เขาเป็นเพื่อนตายคอยอยู่เคียงข้างกับบิดาของมู่เฉินมาทั้งชีวิต ในอดีตโจวเหยี่ยติดตามมู่เฟิงและสังหารศัตรูในมณฑลเป่ยหลิง สุดท้ายก็สนับสนุนให้มู่เฟิงขึ้นเป็นเจ้าครองเขตมู่ ทั้งยังคอยดูแลเลี้ยงดูมู่เฉินดั่งบุตรของตน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่จึงแน่นแฟ้นมิอาจตัดขาด

“หืม เจ้าบรรลุระดับหลิงต้งแล้วรึ” มู่เฟิงเผยรอยยิ้มและกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ สายตาจ้องมองไปยังบุตรชาย

พอได้ยินโจวเหยี่ยก็กวาดสายตามองไปยังมู่เฉินด้วยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน ดังคาดเขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่โอบล้อมร่างของมู่เฉินอยู่

“ข้าเลื่อนขึ้นมาไม่นานนี่เอง” มู่เฉินพยักหน้า ไม่รู้สึกตื่นเต้นนักที่พูด เพราะไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ

“ดูเหมือนเจ้ากลับบ้านมาเพื่อค้นหาตำรายุทธ์ล่ะสิ” มู่เฟิงยิ้ม มีเพียงผู้ฝึกที่ผ่านระดับหลิงต้งแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถศึกษาเคล็ดวิชายุทธ์ต่างๆ ได้ และเมื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาต่างๆ อย่างช่ำชองแล้ว ก็จะสามารถปลดปล่อยคลื่นหลิงออกมาได้อย่างสมบูรณ์

“อีกสิบวันข้าต้องประลองกับคนผู้หนึ่ง คงจะเป็นปัญหาแน่หากไม่มีวิชาไว้รับมือ” มู่เฉินบิดมุมปากและอธิบายที่มาที่ไปเกี่ยวกับคำท้าของหลิ่วหยัง เมื่อมู่เฟิงและโจวเหยี่ยจ้องมองมาอย่างสงสัย

“คนตระกูลหลิ่วแย่ทั้งนั้น”

หลังจากที่โจวเหยี่ยได้ยินก็ฉายแววตาเหี้ยมขึ้นหลายส่วนและพูดว่า “ตระกูลหลิ่วผยองขึ้นเรื่อยๆ ในหลายปีนี้ แม้ว่าเขตหลิ่วจะเป็นอันดับหนึ่งของมณฑลเป่ยหลิง แต่พวกมันคิดว่าเขตมู่อ่อนแอนักรึไง?”

มู่เฟิงเผยรอยยิ้มไร้กังวลกล่าวว่า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าหลิ่วหยังก็มีเส้นหลิงเหมือนกัน ตระกูลหลิ่วโชคดีนัก”

“เฮอะ... ก็เป็นเพียงเส้นหลิงขั้นเหยินเท่านั้น”

โจวเหยี่ยกล่าวพลางขมวดคิ้วเป็นปมขณะที่พูด เขาจ้องมองไปยังมู่เฉิน “กำลังภายในของหลิ่วหยังนั่นก็อยู่ในระดับหลิงต้งขั้นต้น เมื่อผสานเข้ากับเส้นหลิงขั้นเหยิน ลุงขอเตือน... กระทั่งผู้ฝึกระดับหลิงต้งขั้นกลางยังเอาชนะได้ยาก เจ้าหนูคิดว่าจะรับมือกับมันไหวหรือ?”

มู่เฉินยิ้มแย้ม ขนาดผู้ฝึกที่มีเส้นหลิงขั้นเทียนเขาก็สู้มาแล้ว ทำไมต้องมากังวลกับคนที่มีเส้นหลิงขั้นเหยินเท่านั้นด้วยล่ะ? หากเปรียบเทียบกับเหล่าจอมยุทธ์ฝึกหัดในสงครามเทพยุทธ์แล้ว หลิ่วหยังก็เป็นเพียงลูกเจี๊ยบที่ไร้ประสบการณ์

มู่เฟิงมองตรงไปยังใบหน้าไร้กังวลของบุตรชาย เขารู้สึกว่าบุตรชายของเขาเปลี่ยนแปลงไปหลังกลับมาจากเส้นทางการฝึกอันหฤโหด แม้บุตรชายสุดที่รักยังคงสุภาพอ่อนโยน แต่มู่เฟิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเยือกเย็นและเฉียบแหลมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยนไร้เดียงสานั่น นั่นคือความแข็งแกร่งที่ได้จากประสบการณ์การล่าสังหาร

กลิ่นอายที่คมกล้านี้เป็นดั่งมังกรหลับ หากยังไม่สำแดงฤทธิ์คำรามร้องก็ไม่นับเป็นภัย แต่เมื่อใดที่พลังระเบิดออกมา ก็ย่อมผลาญทุกอย่างได้ในชั่วพริบตา

การเปลี่ยนแปลงของบุตรชายสร้างความประหลาดใจให้กับมู่เฟิงแฝงมาด้วยความยินดี มู่เฟิงเป็นกังวลต่ออนาคตของบุตรชายคนเดียวมาก ถึงเรื่องที่มู่เฉินถูกขับไล่ออกจากการฝึกกลางคันจะทำให้เขาสงสัยในใจ แต่มู่เฟิงก็ไม่ได้ไต่ถามบุตรชายแต่อย่างใด เขาเชื่อมั่นว่ามู่เฉินจะไม่มีวันทำกระการใดที่จะก่อความเสื่อมเสียต่อบิดาและวงศ์ตระกูล

“ตามพ่อมา พ่อจะพาเจ้าไปเลือกตำรายุทธ์ที่เรามีอยู่” มู่เฟิงว่าพลางลุกขึ้นยืน กวักมือเรียกบุตรชายจากนั้นก็เดินไปยังสวนหลังคฤหาสน์ มู่เฉินคำนับลาโจวเหยี่ยก่อนจะรีบรุดตามไป

เขาเดินตามมู่เฟิงผ่านสวนด้านหลัง สุดทางเดินมีหน่วยอารักขายืนยามเฝ้าประตูหินอย่างแน่นหนา คลื่นหลิงแข็งกล้าสายหนึ่งแผ่ออกมาจากมือของมู่เฟิงเปลี่ยนเป็นแสงสว่างจ้าครอบคลุมไปทั่วบานประตูหิน

มู่เฉินที่อยู่ด้านหลังรู้สึกถึงการไหลวนของพลังจำนวนมหาศาล เขาอดไม่ได้ที่จะแลบลิ้นเลียริมฝีปาก บิดาของเขาเป็นจอมยุทธ์ขุมพลังเสินพั่ว คลื่นหลิงช่างทรงพลังเหลือเกิน

กระบวนการฝึกฝนขุมพลังหลิงนั้น อันดับแรกเริ่มต้นจากระดับกั่นยิ่ง ในระดับนี้ผู้ฝึกจะสามารถรับรู้และสัมผัสได้ถึงกระแสพลังภายในฟ้าดิน ตามมาด้วยระดับหลิงต้ง ซึ่งจะดูดรับคลื่นพลังหลิงเข้ามาในอยู่ในร่าง เมื่อสำเร็จแล้วก็จะไปฝึกต่อในระดับหลิงหลุนคือการรวบรวมคลื่นพลังในร่างให้เคลื่อนไหวเป็นวงจร ระดับนี้จะทรงพลังกว่าระดับหลิงต้งมาก

เมื่อสำเร็จระดับหลิงหลุนก็จะเข้าสู่ระดับเสินพั่วซึ่งเป็นการแบ่งพลัง มู่เฟิงนับว่าเป็นจอมยุทธ์ในระดับนี้ ผู้ใดก้าวเข้าสู่ระดับนี้ได้ ผู้คนจะกล่าวขานว่าเป็นจอมยุทธ์ตัวจริงที่มีอำนาจในมณฑลเป่ยหลิง บุคลลระดับนี้มีพลังการต่อสู้ที่สูงกว่าในระดับหลิงหลุนเหลือคณานับ นี่เป็นเพราะหากไต่เข้าสู่ระดับเสินพั่วสำเร็จ ก็จะสามารถมีพลังพิเศษเพิ่มขึ้น นั่นคือการชำระ ‘ลูกแก้ววิญญาณสัตว์อสูร’

ที่เรียกว่าลูกแก้ววิญญาณสัตว์อสูรก็คือดวงจิตของเหล่าสัตว์อสูรนับล้านในใต้หล้า เมื่อนำเข้าสู่ร่างก็จะสามารถได้รับพลังของสัตว์อสูรเหล่านี้ได้ เมื่อรวมเข้ากับคลื่นหลิงในตัว พลังการต่อสู้ก็จะพุ่งทะยานขึ้น

ใต้หล้านี้มี ‘บันทึกหมื่นอสูร’ ที่แบ่งแยกเหล่าสัตว์อสูรออกเป็นสองระดับคือฟ้าและดิน ลูกแก้ววิญญาณสัตว์อสูรที่มู่เฟิงชำระและผสานร่วมเป็นดวงจิตที่พบด้วยความบังเอิญ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘อินทรีมังกรเพลิง’ จัดเป็นสัตว์อสูรลำดับที่แปดสิบห้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามู่เฟิงเดินทางไปทั่วมณฑลเป่ยหลิงเพื่อขยายอิทธิพลให้กับเขตมู่ อินทรีมังกรเพลิงมีส่วนร่วมช่วยเหลือในการต่อสู้มากมาย

แอ๊ด...

ขณะที่มู่เฉินใจลอยชื่นชมกับพลังของบิดา ประตูหินเบื้องหน้าก็ค่อยๆ เลื่อนออกพร้อมเสียงดังลั่น

เมื่อบานประตูเปิดกว้าง กลิ่นอับและกลิ่นฝุ่นก็ปะทะเข้าใบหน้าอย่างจัง มู่เฟิงใช้มือปัดเบาๆ ก้าวเข้าไปภายใน โดยมีมู่เฉินก้าวเท้าตามไม่ห่าง

เบื้องหลังประตูหินเป็นห้องห้องหนึ่ง ภายในห้องจะพบว่ามีไฟแสงสลัวจำนวนมาก มีชั้นหินเรียงรายเป็นแถวยาวปรากฏอยู่เบื้องหน้า บนชั้นหินมีม้วนตำราและคัมภีร์ที่ส่องประกายบางเบา

ดวงตามู่เฉินสว่างวาบขณะที่จับจ้องไปยังตำราต่างๆ ที่บรรจุอยู่ภายในห้อง เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดว่าตำราเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับศาสตร์การต่อสู้ทั้งสิ้น

มู่เฟิงถูมือเข้าด้วยกัน แล้วกวาดตาไปทั่วห้องก่อนจะหยุดชะงักอยู่ที่มุมมืดลึกสุดชั่วครู่ จากนั้นก็พูดอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มบางๆ “ตำรา คัมภีร์ และบันทึกทั้งหมดที่พ่อมีอยู่ในห้องนี้ เจ้าจะเลือกเล่มไหนก็ได้ ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าจะเลือกเล่มไหนไปบ้าง”

 

คัมภีร์ต้าฝูถู

ดวงตาสีดำของมู่เฉินโชนแสงขณะจับจ้องภายในห้องศิลา

ในฐานะเจ้าครองเขตมู่ มู่เฟิงนับเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งคนหนึ่งของมณฑลเป่ยหลิง ตำรายุทธ์ที่เขาสะสมมาหลายปีย่อมแข็งแกร่งและทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

ต่อหน้าบิดา มู่เฉินไม่จำเป็นต้องเก็บท่าที เขาวิ่งเข้าไปในห้องศิลาเหมือนเด็กน้อยได้ของถูกใจ เลือกตำรายุทธ์มาม้วนหนึ่ง แสงสว่างจากตัวอักษรบนปกตำราเรืองรองราวกับเปลวไฟ

นี่คือเคล็ดวิชาระดับฝานขั้นกลาง...วิชาเมฆาไฟ

มู่เฉินกะพริบตา โดยปกติเคล็ดวิชาจะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบทั้งวิทยายุทธการโจมตีและการป้องกัน เป็นต้น ในส่วนต่างๆ นี้ก็จะถูกแบ่งย่อยไปอีกหลายระดับคือเสิน-หลิง-ฝาน นอกเหนือจากนี้ยังถูกแบ่งเป็นขั้น สูง-กลาง-ต่ำ อีกด้วย

‘เคล็ดวิชาเมฆาไฟ’ ที่อยู่เบื้องหน้านี้อยู่ในระดับฝานขั้นกลางของการฝึกวิทยายุทธ

มู่เฉินลูบคลำม้วนตำราอยู่ชั่วครู่ก่อนจะวางลง ชัดว่าเขาไม่ค่อยสนใจวิชานี้เท่าไร เท้ากลับตัดสินใจก้าวเดินเข้าไปในส่วนลึกอย่างช้าๆ มือคว้าหยิบม้วนตำราตรงนั้นตรงโน้น แต่ก็วางลงทุกครั้ง

มู่เฟิงเดินตามบุตรชายไปเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้มู่เฉินได้เลือกด้วยตัวเอง

เคล็ดวิชาร้อยกระบี่ระดับฝานขั้นสูง

เคล็ดวิชาภูผาพังภินท์ระดับฝานขั้นสูง

 

เบื้องหน้ามู่เฉินมีตำรายุทธ์มากมายอยู่

แม้ส่วนมากจะถูกจัดให้อยู่ในระดับฝาน แต่มู่เฉินก็รู้ว่าหากสิ่งเหล่านี้ถูกนำออกไปผู้คนในยุทธภพคงกรูกันเข้ามาแย่งแน่ สมบัติของมู่เฟิงไม่ได้เป็นของที่หาได้ทั่วไปในมณฑลเป่ยหลิง

เมื่อเดินได้สักพักมู่เฉินก็มาหยุดอยู่ตรงส่วนที่ลึกที่สุดของห้องศิลา แต่ก็ยังหาตำราที่ถูกใจไม่พบ เด็กหนุ่มเงยหน้ามองชั้นหินชั้นสุดท้าย ก็เห็นหีบหยกสามหีบเปิดอ้าอยู่

“เจ้าลูกคนนี้หัวสูงซะจริง รู้หรือไม่ว่าพ่อของเจ้าต้องเสี่ยงตายขนาดไหน กว่าจะได้ของด้านบนนั้นมา” มู่เฟิงจ้องหีบหยกสามหีบที่บุตรชายหมายตา ลอบยิ้มขัน

พอได้ยิน มู่เฉินก็เดินเข้าไปใกล้อย่างนึกสงสัย มือค่อยๆ เอื้อมไปหยิบม้วนตำราออกมาจากหีบหยกม้วนหนึ่ง ตำราในมือเขาส่องแสงสว่าง ไอร้อนบังเกิดขึ้นเมื่อฝ่ามือสัมผัสถูก นี่ไม่ใช่ตำรายุทธ์ระดับสามัญแน่

“คัมภีร์เหยียนหลง วิชาเปลวเพลิงมังกร...” มู่เฉินกวาดตาไปทั่วตำรา ดวงตาฉายแววประหลาดใจ “นี่เป็นการฝึกวิทยายุทธระดับหลิงขั้นต่ำใช่ไหมขอรับ?”

เด็กหนุ่มเข้าใจมูลค่าของเคล็ดวิชาระดับหลิงดี หากถูกนำไปประมูล ผู้ที่คิดจับจองก็ต้องยอมจ่ายเงินอย่างน้อยล้านเหรียญเป็นอย่างต่ำ

“ใช่ พ่อเองก็ฝึกเคล็ดวิชานี้เช่นกัน ได้มาตอนที่ชำระลูกแก้ววิญญาณอินทรีมังกรเพลิงน่ะ” มู่เฟิงเอ่ยพลางพยักหน้า

มู่เฉินลูบคลำตำราอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหยิบสองม้วนที่เหลือ หนึ่งในนั้นชื่อ คัมภีร์เจิ้นเทียน ‘ยุทธการสะท้านสวรรค์’ อีกม้วนหนึ่งชื่อคัมภีร์จู้หลิง ‘วิชากักวิญญาณ’ ทั้งสองอยู่ในระดับหลิงขั้นต่ำ

มู่เฉินมิอาจวางตำราทั้งสามลงได้ เขาลังเลใจชั่วครู่เพื่อตัดสินใจว่าควรจะเลือกตำราม้วนใด

“เลือกได้หรือยังลูก? ตำราทั้งสามนี้มีพลังเทียบเท่ากันหมด เจ้าจะฝึกฝนม้วนไหนก่อนก็ได้ แล้วค่อยย้อนมาเลือกวิชาอื่นก็ไม่เสียหาย” มู่เฟิงพูดพลางส่งยิ้มบางๆ ให้แก่บุตรชาย

มู่เฉินลังเลชั่วครู่ มือโฉบไปมาเหนือตำราทั้งสามม้วน สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจวางมือลงบน ‘วิชากักวิญญาณ’ แม้เคล็ดวิชานี้จะไม่ได้โดดเด่นด้านโจมตี แต่เป็นการดีสำหรับการปูพื้นฐานพลัง

มู่เฉินหยุดมือนิ่งที่ ‘วิชากักวิญญาณ’ ทว่ายังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ตัดสินใจเลือกหยิบ จู่ๆ หัวใจเขาก็สะท้านไหว ดวงตาเลื่อนไปยังเงาของหีบหยกทั้งสามโดยไม่รู้ตัว ณ ตรงนั้นมีม้วนตำรายุทธ์สีดำคลุกฝุ่นอิงแอบอยู่อีกม้วนหนึ่ง

“นั่นอะไรกัน?”

มู่เฉินออกอาการตกใจครู่หนึ่ง มือยื่นไปหยิบตำราปกสีดำด้านบน เด็กหนุ่มกวาดตามองและสังเกตเห็นอักษรเลือนรางๆ ลอยขึ้นมาจากปกของตำรา

“คัมภีร์ต้าฝูถู?”

มู่เฉินหยุดสายตาจับจ้องที่ตัวอักษร ดวงตาเต็มไปด้วยความฉงน เหตุใดจึงไม่มีการเขียนว่าวิชานี้อยู่ระดับไหนของวิทยายุทธ?

มู่เฉินส่งสายตางุนงงให้บิดาแต่กลับต้องประหลาดใจหนักกว่าเดิม เวลานี้มู่เฟิงมีสีหน้าซับซ้อน สายตาจับจ้องไปที่ตำราม้วนสีดำ ช่างเป็นสายตาที่เปี่ยมความคะนึงหา

“ท่านพ่อ” มู่เฉินส่งเสียงร้อง โบกม้วนตำราไปมาในมือ “วิชานี้คืออะไรกัน? ทำไมถึงไม่ระบุอะไรเลยล่ะ?”

“ก็แค่... วิชาพื้นๆ ทั่วไปน่ะ เลือกม้วนอื่นเถอะลูก” มู่เฟิงปรายตามองจ้องม้วนตำราและกล่าวอย่างช้าๆ

มู่เฉินขมวดคิ้ว มือลูบคลำเล่น ความเงียบปกคลุมระหว่างสองพ่อลูกไปชั่วขณะ ในที่สุดมู่เฉินก็ยิ้ม เอ่ยว่า “ข้าอยากได้ม้วนนี้!”

มู่เฟิงสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาจับจ้องไปยังมู่เฉิน สีหน้าบุตรชายมีความดื้อดึงแฝงเร้นภายใต้ใบหน้าไร้เดียงสา

“เจ้าจะเลือกจริงหรือ?” มู่เฟิงถามหลังจากนิ่งไป

มู่เฉินพยักหน้า “ไม่รู้ทำไม แต่ข้ารู้ว่าตัวเองจะเสียใจแน่ถ้าไม่เลือกมัน ท่านพ่อ ท่านได้คัมภีร์นี้มาได้อย่างไร?”

มู่เฟิงมองตำราด้วยแววตาซับซ้อน ชั่วครู่หนึ่งก็ถอนหายใจยาว หัวเราะอย่างขื่นขม ปรารภกับตัวเองเบาๆ “จิ้ง...เขาสมกับเป็นลูกของเจ้าจริงๆ”

“แม่ของเจ้าทิ้งเอาไว้ กล่าวให้ถูกคือนางทิ้งไว้ให้เจ้า แต่นางกำชับข้าไว้ว่าหากเจ้าไม่เลือก ก็ให้ข้าปล่อยทิ้งไว้ในกองฝุ่นเช่นนี้” มู่เฟิงกล่าว

“ท่านแม่”

ร่างมู่เฉินสะท้านเล็กน้อย เขาเอ่ยคำที่ไม่คุ้นออกมาจากปาก น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความคะนึงหาสุดซึ้ง เขาไม่เคยได้พบหน้ามารดาสักครั้ง มีเพียงแต่เงาร่างบอบบางที่ไม่ชัดเจนซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

ตั้งแต่ที่มู่เฉินจำความได้ เขาไม่เคยถามมู่เฟิงเกี่ยวกับมารดาเลยสักครั้ง มู่เฟิงเองก็ไม่เคยหยิบยื่นเรื่องราวของมารดามาเล่าสู่กันฟัง ราวกับทั้งพ่อลูกตระกูลมู่ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขาคนนั้น

“ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? ท...ท่านอยู่ที่ไหนหรือ?”

มู่เฉินจับคัมภีร์แน่น ลังเลใจไม่นานก่อนจะยิงคำถามที่ดวงใจปรารถนาจะได้คำตอบเหลือเกิน เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เขาสลักไม้นับไม่ถ้วน รูปแกะสลักนั้นเหมือนกันหมดทุกชิ้น คือไม่มีใบหน้าที่ชัดเจน นั่นเป็นเพราะมารดาที่เป็นต้นแบบของรูปเหล่านี้ ก็คือร่างบอบบางที่ซ่อนอยู่ในใจ

ท่านแม่ของเขาสลักอยู่กลางใจแต่ไร้ใบหน้า รูปแกะสลักทุกรูปเป็นเพียงร่องรอยของความหวังและความคะนึงหา

“เรื่องราวเกี่ยวกับแม่เจ้าซับซ้อนมาก ไม่เป็นการดีหากข้าจะเล่าให้เจ้าฟังตอนนี้ แต่หากใจปรารถนาทราบก็จงฝึกฝนคัมภีร์เล่มนี้ เมื่อไต่ไปได้ระดับหนึ่งแล้วเจ้าจะรู้เอง” มู่เฟิงเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะตอบ มือกำหมัดแน่น จ้องมองใบหน้าบุตรชาย

“ที่ท่านแม่จากไปเป็นเพราะข้าเหรอ?” มู่เฉินกล่าว

“เจ้าเป็นคนที่นางรักและห่วงที่สุด เพราะเจ้าทำให้นางยินยอมละทิ้งทุกสิ่งไป”

มู่เฟิงไม่ได้ตอบตรงๆ เขาลูบหัวบุตรชายและเอ่ยด้วยน้ำเสียงชิงชัง “เป็นเพราะพ่อของเจ้าไม่ดี ข้าไม่ได้มีความสามารถ จึงไม่อาจทำให้แม่ของเจ้ามาอยู่เคียงข้างเจ้าได้”

“พ่อเคยพยายามแล้ว แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า... พ่อขอโทษ”

มู่เฉินพยักหน้า รอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าไร้เดียงสา “ท่านพ่อ ท่านปรารถนาจะพบท่านแม่อีกไหม?”

“ทุกคืนวัน...ข้าปรารถนานัก อยากให้ครอบครัวเรากลับมาอยู่ร่วมกันอย่างที่สุด” มู่เฟิงเงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

มู่เฉิงกำมือแน่น คัมภีร์สีดำหยาบในฝ่ามือส่งไออุ่นออกมา ไม่นานนักเด็กหนุ่มก็เงยหน้าส่งรอยยิ้มน้อยๆ ให้ผู้เป็นบิดา “ข้าขอเลือกคัมภีร์นี้ ท่านพ่ออย่าได้เป็นกังวล ข้าจะสานต่อสิ่งที่ท่านทำไม่สำเร็จให้จงได้ ขอท่านโปรดไว้ใจในข้า ข้าจะทำให้ครอบครัวเรากลับมาอยู่ร่วมกัน ใครก็เข้ามาขวางไม่ได้!”

มู่เฟิงจ้องบุตรชายที่มีใบหน้าไร้เดียงสาหากแต่แฝงด้วยดวงตาขึงขัง คลื่นความขมขื่นสาดซัดเข้ามาในใจเขาทำให้ดวงตารื้นน้ำและแดงก่ำ เขาพยักหน้าตอบรับสัญญาของบุตรชาย

จิ้ง... ลูกของเราไม่ธรรมดา

 

มหาพันภพ

ตะวันสาดแสงกล้าในสวนเขียวชอุ่ม

ก่อแสงพริบพราวซึ่งภายในมีลำแสงเส้นน้อยเคลื่อนไหวราวกับเต้นระบำอยู่ ชวนให้สวนทั้งสวนดูสุกสว่าง

มู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หิน มือข้างหนึ่งเท้าคางอีกข้างพลิกคัมภีร์สีดำไปมา สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกที่จะศึกษาคัมภีร์ต้าฝูถู---วิชามหาเจดีย์ นี่เป็นสัญญาที่เขามอบให้กับบิดา

ทว่ามู่เฟิงไม่ทราบถึงระดับที่แท้จริงของคัมภีร์ต้าฝูถู เขาก็บอกได้เพียงว่าวิชานี้มีพลังมหาศาลแฝงอยู่ เหตุผลที่มู่เฟิงยืนยันเช่นนี้ก็เพราะมารดาของมู่เฉินเป็นสุดยอดจอมยุทธ์ทรงพลัง...

ท่านแม่ของเขาทรงพลังมากงั้นรึ?

มู่เฉินกะพริบตา มู่เฟิงสามารถยกทั้งตระกูลเหนือกว่าผู้อื่นและสร้างอาณาเขตมู่ปกครองอย่างแข็งขันด้วยตนเอง ซ้ำยังนับเป็นจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงเกริกไกรในมณฑลเป่ยหลิง ซึ่งนี่ก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่ขนาดท่านพ่อเอ่ยปากชมท่านแม่ว่าทรงพลัง แล้วนางจะยิ่งใหญ่เพียงใดกัน?

“ถ้าท่านแม่เก่งกาจเพียงนั้น แล้วทำไมนางถึงแต่งให้กับท่านพ่อล่ะ?” มู่เฉินนึกขำ บิดาของเขาจะพบรักกับมารดาเมื่อครั้งยังหนุ่ม ดูท่าคงเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ

มู่เฉินจัดแจงความรู้สึกวุ่นวายภายในใจพักหนึ่ง แล้วเพ่งสายตาจดจ้องอยู่กับคัมภีร์สีดำในมือ เขาจะต้องประมือกับหลิ่วหยังในอีกสิบวันข้างหน้า หลิ่วหยังมีขุมพลังหลิงต้งขั้นต้นเรียบร้อย มิหนำซ้ำยังมีเส้นหลิงขั้นเหยินอีกด้วย ถึงแม้มู่เฉินจะเคยเจอนักสู้ที่มีเส้นหลิงสูงกว่าขั้นนี้มาก่อนในสงครามเทพยุทธ์ ทว่าวิธีฝึกที่นั่นหฤโหดต่างจากคนทั่วไป

สงครามเทพยุทธ์มีการคัดสมาชิกเข้าร่วมที่ยุ่งยากมาก ผู้ก่อตั้งการฝึกนี้คือคนของภาคเบญจภาคี โดยที่สงครามเทพยุทธ์จะเปิดรับสมาชิกใหม่ทุกๆ สามปี วิธีการเข้าก็ผิดแผกไปกว่าที่อื่นๆ ผู้ที่เข้าร่วมเส้นทางนี้ไม่ได้ถูกคัดเลือกจากใครทั้งสิ้น แต่ต้องเลือกผ่านจากอาวุธสรรค์สวรรค์ที่เรียกว่า ‘กระจกเลือกเฟ้น’ การคัดเลือกคนโดยวิธีนี้ค่อนข้างแปลก ทว่าคนที่รับคัดเลือกล้วนเป็นอัจฉริยะผู้เก่งกาจ โดยปกติผู้ฝึกที่ได้รับเลือกให้เข้าสู่สงครามเทพยุทธ์ เมื่อสิ้นสุดการฝึกฝนก็สามารถเข้าร่วมกับภาคเบญจภาคีได้เลย

สงครามเทพยุทธ์ถูกสร้างไว้ในมิติหนึ่ง ในมิติประหลาดแห่งนั้นไม่มีผู้ใดสามารถปลดปล่อยพลังของตัวเองได้ กล่าวได้ว่าไม่ว่าจะเป็นคลื่นหลิง คลื่นโต้วหรือคลื่นหยวนของพิภพเขตล่าง ก็ไม่มีใครสามารถใช้พลังในมิติแห่งสงครามเทพยุทธ์ได้

บรรดาผู้ฝึกที่ถูกเลือกจะต้องเผชิญกับอุปสรรคความเป็นตายนานัปการเมื่อเข้าสู่เส้นทางนี้ ภายใต้ข้อจำกัดห้ามใช้คลื่นหลิงพวกเขาจะใช้ได้เพียงพละกำลัง ความว่องไวและสติปัญญาในการแก้ไขอันตรายหลากหลาย กลวิธี ‘หมาจนตรอก’ จะต้อนให้จนมุมเพื่อให้ผู้ฝึกดึงพลังที่แท้จริงของตนมาใช้ เช่นนี้จะถือเป็นการฝึกฝนขั้นพื้นฐานที่ได้ผลเร็วกว่าวิธีอื่นๆ

เมื่อผู้ฝึกเหยียบย่างเข้าสงครามเทพยุทธ์จะได้รับคำบอกกล่าวว่าถ้าปรารถนาในพลังมหาศาล เขาหรือนางจะต้องไม่สั่นไหวไปกับปัญหา เพราะนี่คือพื้นฐานของการเป็นจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่ง

พันปีหมื่นปีที่ผ่านมา เจ็ดถึงแปดส่วนของจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดมาจากภาคเบญจภาคีก็เคยเข้าร่วมการทดสอบของสงครามเทพยุทธ์นี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสงครามเทพยุทธ์จึงมีผู้คนชาญฉลาดมากหน้าหลายตาปรารถนาจะเข้าร่วมและเดินตามปณิธานราวกับเป็ดน้อยเดินตามหลังกันต้อยๆ

“ภาคเบญจภาคี...”

มู่เฉินกำมือแน่น เขาจะต้องเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นให้ได้ ไม่เพียงเพราะสัญญาที่ให้ไว้กับนาง แต่การจบการศึกษาในสำนักจากภาคเบญจภาคีเท่านั้น ถึงจะทำให้เขามีสิทธิ์ออกไปท่องยุทธภพได้

แท้จริงแล้วมู่เฉินไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับเรื่องโลกนอกเขตแดน แต่เขาเคยได้ยินเรื่องราวเป็นครั้งคราวจากปากของมู่เฟิง ‘มหาพันภพ’ ที่เขาอาศัยอยู่นี้เป็นสถานที่ที่กว้างใหญ่จนไม่รู้ว่าจบที่ตรงไหน มีตระกูลนับไม่ถ้วนตั้งรกรากอยู่ที่นี่ มณฑลเป่ยหลิงเป็นเพียงเม็ดทรายเม็ดหนึ่งในมหาสมุทร ซึ่งเป็นสถานที่เล็กๆ ที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ‘มหาพันภพ’ ยังมีการเชื่อมต่อกับพิภพอื่นๆ อีกมากมาย ทว่าพิภพต่างๆ ดังกล่าวถูกเรียกขานว่า ‘พิภพเขตล่าง’ อาจเป็นเพราะพิภพที่มู่เฉินอาศัยอยู่เป็นเขตบนและเป็นใจกลางของมหาพันภพทั้งปวง

ทว่าจอมยุทธ์เก่งกาจจากพิภพเขตล่างที่สามารถเดินทางข้ามมหาพันภพได้ คนผู้นั้นครอบครองพลังหนึ่งเดียวในพื้นพิภพของเขาจึงจะสามารถทำได้ พวกเขาเหล่านั้นคือสุดยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในพิภพของตน เพราะการข้ามผ่านเส้นกีดขวางระหว่างพิภพไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย

มู่เฉินแอบได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับ ‘เหล่าจอมยุทธ์ที่มาจากพิภพเขตล่าง’ ในการประชุมชั้นสูงของสำนักศึกษาเป่ยหลิง มีมหาบุรุษอยู่สองคนที่เป็นที่โจษจันไปทั่ว มู่เฉินไม่ทราบชื่อของพวกเขาทั้งสอง รู้เพียงแต่ฉายาที่ผู้คนกล่าวขวัญถึง

คนแรกมีฉายาว่าเทพจักรพรรดิอัคคี

และคนที่สองก็คือเทพจักรพรรดิสงคราม

จอมยุทธ์ทั้งสองล้วนเป็นที่ยำเกรง ถึงแม้จะมาจากพิภพเขตล่าง แต่จากการใคร่ครวญของมู่เฉิน ถึงจะอยู่ในมหาพันภพ ทั้งสองก็เป็นยอดยุทธ์เหนือใครๆ เล่ากันว่าครั้งหนึ่งเทพจักรพรรดิสงครามได้สร้างความวุ่นวายใหญ่ในมหาพันภพ เขาบุกเดี่ยวไปเยือนที่กลุ่มแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งนั่นคือเผ่าเทพน้ำแข็ง ทั้งเผ่ารวมพลังกันก็ไม่สามารถต่อกรกับชายผู้ถือคทาแสงได้ ศึกครั้งนั้นสั่นสะเทือนไปถึงสวรรค์ เมื่อข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กระจายไปทั่วมหาพันภพ ดินแดนต่างๆ ก็พากันตื่นตระหนกไปทั่ว ผู้คนลือกันหนาหูว่าเทพจักรพรรดิสงครามกระทำการทั้งหมดเพียงเพื่อช่วยเหลือหญิงอันเป็นที่รัก

ตรงกันข้ามเทพจักรพรรดิอัคคีไม่ได้ทำตัวหวือหวา แต่มีข่าวลือว่าจอมยุทธ์ผู้นี้ก็เคยเข้าไปเยือนในเผ่าเทพอัคคี ทางเผ่าต้องเชิญผู้อาวุโสที่มีวัยวุฒิมากออกมาประลอง ทว่ากลับพ่ายแพ้ให้กับเทพจักรพรรดิอัคคี จำต้องปล่อยผู้บุกรุกออกไปแบบทำอะไรไม่ได้ เรื่องนี้สร้างความตระหนกแก่เผ่าเทพอัคคีเป็นอย่างมาก

ยอดยุทธ์ที่มาจากพิภพเขตล่างสุดยอดขั้นเทพจริงๆ แม้จะอยู่ในมหาพันภพก็ตาม

โลกภายนอกเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสัน ทำให้ผู้คนตื่นเต้นจิตใจสั่นไหวแท้จริง

มู่เฉินรู้ตัวดีว่าตนยังมีฝีมือไม่ถึงขั้นนั้น แต่เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าตนสามารถไปถึงระดับนั้นได้หากมีเวลามากพอ

มู่เฉินจ้องคัมภีร์สีดำในมือ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ถ้าเช่นนั้นเริ่มจากสิ่งนี้เลยดีกว่า...

มู่เฉินประกบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน ดวงตาปิดลงอย่างช้าๆ คัมภีร์ในมือแผ่ไออุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน

ดวงตาของเด็กหนุ่มถูกแทนที่ด้วยความมืด เขาบังคับเคลื่อนไหวความคิดกระตุ้นคลื่นหลิงในร่างให้ไหลผ่านเส้นสายต่างๆ บริเวณแขน จากนั้นก็ไหลตรงสู่คัมภีร์ที่เขาถืออยู่กลางฝ่ามือ

วาบบบ

เมื่อคลื่นหลิงไหลเข้าสู่ม้วนคัมภีร์ ฉับพลันก็มีเสียงร้องกระหึ่ม จากนั้นความมืดก่อนหน้าก็ถูกฉีกออก ดูเหมือนกับมีบางสิ่งแทรกเข้ามาในร่างของมู่เฉินผ่านฝ่ามือ

“เปรียบร่างของเจ้าเหมือนเจดีย์ทรงกลมและเส้นทางฝึกพลังที่แท้จริงจะบังเกิด...”

บทสวดลึกลับและคลุมเครือราวกับเสียงของระฆังโบราณ ดังก้องเงียบๆ อยู่ในใจของมู่เฉิน เด็กหนุ่มรีบรุดปกป้องจิตของตนพร้อมกับจดจำบทสวดนี้ไปด้วย

เสียงค่อยๆ จางหายไปในที่สุด บทสวดนี้บรรจุข้อมูลมากมาย หลายอย่างเป็นข้อมูลที่มู่เฉินไม่เคยได้ยินมาก่อน ดังนั้นเขาจึงเลือกวางไว้อย่างฉลาดและเลือกจดจำเฉพาะส่วนที่เขาพอจะเข้าใจ ทว่าความคลุมเครือของบทสวดก็ทำให้เขาปวดหัว มู่เฉินไม่เคยพานพบบทสวดที่ลึกลับซับซ้อนถึงเพียงนี้มาก่อนเลย

แน่ชัดว่ามู่เฉินมีความสามารถโดดเด่นซ่อนเร้นอยู่ มิเช่นนั้นเขาคงไม่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกจากสงครามเทพยุทธ์ได้ ภายในบทสวดที่ลึกลับ เขาเข้าใจถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเคลื่อนคลื่นหลิงตามบทสวดที่ท่องไว้ การหมุนเวียนของลมปราณภายในเส้นสายค่อนข้างแปลกประหลาด ถ้าผู้ฝึกสามารถปะติดปะต่อเส้นทางลมปราณไปได้นั้น จะรู้ว่ารูปแบบการเคลื่อนนี้มีรูปทรงประหนึ่งเจดีย์ทรงกลมสร้างอยู่ภายในร่าง

พลังภายในร่างของเขาเดินตามเส้นสายประหลาดล้ำก่อนจะหมุนเวียนเป็นวงจร วงจรแรกดูดกลืนพลังของเขาไปมหาศาล ทว่ามู่เฉินก็สามารถต้านทานความเหนื่อยล้าและทนทำกระบวนการหมุนคลื่นหลิงจนสำเร็จ

รูปแบบทางเดินของลมปราณนี้ ทำให้กระบวนการหมุนเวียนเป็นไปอย่างยากเย็น แม้มู่เฉินจะพยายามควบคุม แต่ก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมถอดใจหรือเร่งรัดให้เสร็จๆ ไป เขายังคงรักษาอาการสงบนิ่งและทำการหมุนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระบวนการนี้ยาวนานไปครึ่งค่อนวัน ในที่สุดหลังจากการล้มเหลวมาไม่รู้กี่ครั้ง คลื่นหลิงน้อยนิดก็เล็ดลอดผ่านเส้นลมปราณสุดท้ายภายใต้การควบคุมอย่างระมัดระวังของเขา

เมื่อคลื่นหลิงข้ามผ่านไปถึงเส้นสายสุดท้ายได้ คลื่นหลิงที่โปร่งใสแต่เดิมก็แปรเปลี่ยนค่อยๆ กลายเป็นสีเข้มและทึบขึ้น

ตอนนี้คลื่นหลิงสามารถเรียกว่าเป็นมวลพลังได้อย่างแท้จริง แม้จะมีสีเข้มทึบและดูสงบราบเรียบ แต่มู่เฉินกลับสัมผัสได้ว่าภายใต้ความสงบมีความร้อนแรงเหลือคณานับซ่อนอยู่

แน่ชัดว่าคลื่นพลังที่ออกมาจากทางเดินรูป ‘เจดีย์’ ในร่างของเขามีคุณภาพค่อนข้างสูง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตำรายุทธ์พื้นฐานธรรมดาจะทัดเทียมได้

สิ่งที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ช่างน่าอัศจรรย์อะไรเช่นนี้! มู่เฉินปรารภในใจด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ร่างเปียกปอนไปด้วยเหงื่อ

คลื่นหลิงสีเข้มทึบค่อยๆ ถูกเก็บในจุดชี่ไห่ของมู่เฉิน ตราบเท่าที่เขายังคงฝึกฝนอย่างหมั่นเพียรคลื่นพลังก็จะขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาที่คลื่นหลิงกำลังครอบคลุมไปทั่ว ร่างของมู่เฉินก็กระตุกอย่างแรง ทันใดนั้นความรู้สึกวิงเวียนก็ระเบิดขึ้นในหัว เขารับรู้ได้ถึงบางอย่างที่สะท้อนอยู่ภายในร่างกาย เป็นสัมผัสที่น่ามหัศจรรย์ เริ่มต้นที่ตำแหน่งหัวใจก่อนจะค่อยๆ จางหายไป

“เมื่อครู่อะไรกัน?”

มู่เฉินดึงสติคืนมาอย่างรวดเร็ว ประสาทสัมผัสตื่นตัวเต็มที่ พยายามสำรวจภายในร่างของตน ทว่าน่าประหลาดที่เขาไม่อาจหาความผิดปกติใดๆ ได้ ราวกับเมื่อครู่นี้เขาคิดไปเองอย่างนั้น

แต่... มู่เฉินเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าตนไม่ได้คิดไปเอง

“หรือนี่จะเป็นเพราะวิชามหาเจดีย์?”

มู่เฉินพิจารณาอย่างรวดเร็วและรุดสำรวจคลื่นหลิงสีเข้มภายในจุดชี่ไห่ของตน เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แต่ก็ยังไม่อาจหาข้อเชื่อมโยงใดๆ สุดท้ายจึงปล่อยวาง วิชามหาเจดีย์เป็นสมบัติที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาโดยเฉพาะ แม้เขาจะไม่เคยเห็นนางมาก่อน แต่ใจก็เชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่ามารดาจะไม่มีทางทิ้งอะไรที่เป็นภัยต่อเขาไว้แน่!

“หรือเป็นเพราะสิ่งนั้น”

ฉับพลับมู่เฉินก็เคลื่อนจิตไปยังจุดชี่ไห่ เด็กหนุ่มเห็นของสิ่งหนึ่งที่มีรัศมีสีดำแวววาวกำลังลอยเหนือคลื่นหลิงสีดำของเขาในจุดชี่ไห่

รัศมีสีดำวูบวาบก่อนจะกลายกลับเป็นรูปร่างเดิม... นั่นคือกระดาษสีดำแผ่นหนึ่ง บนกระดาษไม่มีอักษร มีเพียงลายเส้นยุ่งเหยิงที่ไม่ชัดเจน

กระดาษสีดำลอยอย่างสงบนิ่งและมอบไออุ่นให้กับคลื่นหลิงสีดำของเขา ภายในกระดาษแผ่นเล็กๆ ไร้การตบแต่งแผ่นนี้ มีความลับที่มิอาจบรรยายได้แฝงอยู่

มู่เฉินมองกระดาษสีดำที่ลอยอยู่ด้วยความสับสน ของชิ้นนี้เขาได้มาเมื่อครั้งที่ฝึกอยู่ในสงครามเทพยุทธ์ ทว่าหลังจากที่ได้มาก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ในใจเขารู้สึกคลุมเครือว่ากระดาษลึกลับไร้ที่มาแผ่นนี้ไม่ใช่วัตถุธรรมดาแน่ เพียงแต่เขายังไม่มีพลังพอจะสามารถไขความลับออกได้

หรือว่าอาการกระตุกตัวเมื่อครู่จะเป็นเพราะกระดาษแผ่นนี้?

มู่เฉินคิดอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ส่ายหัว แม้กระดาษแผ่นนี้จะดูลึกลับแต่ก็ไม่น่าใช่ต้นตอของความวุ่นวายเล็กๆ เมื่อครู่...

มู่เฉินไตร่ตรองอย่างจริงจัง แต่นั่นก็ไม่มีประโยชน์ เขาได้แต่ปล่อยปัญหาข้อนี้ไป แล้วหันกลับมาเพ่งมองที่คลื่นหลิงสีดำในจุดชี่ไห่ของตนอีกครั้ง จากเนื้อหาบทสวดวิชามหาเจดีย์แบ่งออกเป็นสามขั้น ได้แก่ขั้นต้นการวางรากฐาน ขั้นกลางการขึ้นโครงร่าง และขั้นปลายการก่อเป็นรูปเจดีย์

ทว่าเขายังไม่แม้แต่จะเริ่มเข้าสู่ขั้นต้น กล่าวได้ว่าเขาเพียงเข้าสู่ระยะแรกเริ่มฝึกเท่านั้น หากเขาต้องการจะบรรลุขั้นต้นก็อาจต้องพยายามมากกว่านี้

ภายในสวน มู่เฉินค่อยๆ คลี่เปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ เขามองไปยังเม็ดเหงื่อที่ผุดไหลตามร่างของตัวเอง อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว วิชามหาเจดีย์ฝึกฝนยากเย็นอะไรเช่นนี้ เพียงแค่แรกเริ่มก็หนักหนาสาหัสแล้ว ไม่รู้ว่าการไต่ไปสู่ขั้นปลายจะยากเย็นเพียงใด

“สงสัยจริงว่าวิชามหาเจดีย์จะช่วยขยายคลื่นหลิงได้สักเท่าไร?”

หัวใจมู่เฉินสั่นสะท้าน สีหน้าฉายแววสงสัย การฝึกเคล็ดลับวิชามีบทบาทสำคัญในการช่วยขยายคลื่นหลิง โดยทั่วไปแล้ววิทยายุทธระดับฝานขั้นสูงจะช่วยขยายคลื่นหลิงไปถึงห้าระดับ ระดับหลิงขั้นต่ำจะช่วยขยายคลื่นพลังถึงสิบระดับ ยิ่งขยายระดับได้มากเท่าไร ความแข็งแกร่งของคลื่นพลังก็ย่อมมากขึ้นตามกันไป

วิธีการนี้สามารถใช้ประเมินระดับของเคล็ดวิชาในร่างของผู้ฝึกแบบคร่าวๆ ได้

เมื่อคิดดังนี้ความสงสัยในดวงตาก็ยิ่งทบทวี เขาหมุนมือ ก่อนจะปลดปล่อยคลื่นหลิงสีดำออกจากฝ่ามือหนึ่ง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ กำมือ แววตาของเขาเริ่มเดือดพล่าน

เอาล่ะ... เขาจะทดสอบว่าวิชามหาเจดีย์นี้ทรงพลังเพียงใดกัน!

 

การขยายคลื่นหลิง

ภายในสวน

ร่างของมู่เฉินยืดตรง ฝ่ามือทั้งสองงอเข้าหากันเล็กน้อย คลื่นหลิงสีดำถูกรวบรวมเป็นก้อนภายใต้ฝ่ามือ มีความผันผวนคมชัดพล่านออกมา

มู่เฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นหลิงภายในฝ่ามือ เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงแนบเนียนที่บังเกิดภายใน ชั่วครู่ดวงตาของเขาก็ค้างนิ่ง คลื่นหลิงสีดำที่นิ่งสงบอยู่ใจกลางฝ่ามือก็พลันสั่นระรัวอย่างรุนแรง

ราวกับหยดน้ำที่ตกกระทบผิวกระทะอันร้อนฉ่า

ภายใต้การสั่นสะเทือน ความผันผวนของคลื่นหลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฝ่ามือมู่เฉินสั่นเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นหลิงที่เริ่มไต่ระดับขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ระดับหนึ่ง... ระดับสาม... ระดับห้า... ระดับแปด...

เมื่อคลื่นหลิงพุ่งขึ้นสูงถึงระดับเก้า แรงสั่นสะเทือนภายใต้ฝ่ามือยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไป มีแววว่าจะเกินขอบเขตการควบคุมของมู่เฉินอีกด้วย

“นี่เป็นแค่ระดับเก้าเท่านั้น ยังไม่พอ”

มู่เฉินขมวดคิ้วเป็นปม เขากำฝ่ามือแน่นขึ้น คลื่นหลิงที่บ้าคลั่งราวกับม้าศึกทะยานขึ้นอีกครั้ง

ระดับสิบสาม!!!

คลื่นหลิงสีดำครอบคลุมฝ่ามือมู่เฉิน เขาจ้องมองอย่างเคร่งเครียด ครู่ต่อมาก็เคลื่อนไหวมืออย่างแรงแล้วงอนิ้วจนเหลือเพียงสองนิ้ว ตั้งท่าดัชนี้พิฆาตส่งแรงไปยังเสาหินตรงหน้าด้วยความเร็วประดุจแสง

เสียงของลมถูกตัดดังไปทั่ว!

นี่คือวิทยายุทธระดับฝานขั้นกลางชื่อว่า... ดัชนีขยี้กายา!

สองนิ้วมู่เฉินทะลวงลึกถึงแก่นในของเสาหิน รอยแตกเริ่มกะเทาะจากบริเวณที่เขาแทงนิ้วลงไป

มู่เฉินมองรอยแตกก็ดึงนิ้วออกมาพลางพึมพำกับตนเอง “ระดับสิบสาม”

เขาพยักหน้า นี่เป็นเพียงการฝึกเส้นแรกเริ่มของวิชามหาเจดีย์เท่านั้น แต่เขาก็สามารถไต่ระดับขยายขอบเขตคลื่นหลิงได้ถึงระดับสิบสาม เพียงเท่านี้ก็มากพอจะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของวิชานี้ได้ เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าการขยายพลังจะยิ่งมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความสามารถของตัวเขา

“คัมภีร์ต้าฝูถูอย่างน้อยก็ต้องนับเป็นวิทยายุทธระดับหลิงขั้นสูงเลยทีเดียว”

มู่เฉินยิ้มกริ่ม สิ่งที่มารดาเขาทิ้งไว้ไม่ธรรมดา เขารู้ดีว่ายากเพียงไรที่จะตามหาวิทยายุทธระดับหลิงขั้นสูงแบบนี้ได้ในมณฑลเป่ยหลิง ทว่าวิชานี้ก็ยากที่จะฝึกฝน แม้ว่ามู่เฉินจะมีความมั่นใจว่าตัวเขามีพรสวรรค์ที่สามารถบ่มเพาะได้ แต่การทำความเข้าใจกับหลักคัมภีร์ก็ยังยากอยู่ดี

“ก็แค่เวลา ข้ามีเหลือเฟือ” มู่เฉินพึมพำพลางปัดมือแล้วหันหลังกลับบ้าน ดูท่าเขาจะต้องทุ่มแรงกายแรงใจในการฝึกวิชามหาเจดีย์อย่างเต็มกำลังแล้ว

ไม่ไกลจากสวน มู่เฟิงที่ลอบมองอยู่ก็เป็นประจักษ์พยานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาอดยิ้มไม่ได้ รอยยิ้มเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจเป็นอย่างมาก “พรสวรรค์การฝึกของเจ้าลูกชายโดดเด่นจริงๆ ก่อนหน้าข้าเคยฝึกวิชามหาเจดีย์ แต่กว่าจะหมุนเวียนคลื่นหลิงผ่านขั้นแรกไปได้ก็ปาเข้าไปห้าวัน และการขยายพลังก็ไปได้ถึงขั้นเจ็ดเท่านั้น...”

“แต่เจ้าลูกคนนี้สามารถฝึกฝนสำเร็จในครึ่งวัน มิหนำซ้ำการขยายขอบเขตพลังยังน่าทึ่ง เขาหักหน้าข้าจริงๆ” แม้มู่เฟิงจะกล่าวเช่นนี้ แต่ถ้อยคำก็มิอาจปิดบังความภาคภูมิใจและความยินดีในดวงตา

“ฮาๆ พรสวรรค์ของเสี่ยวเฉินช่างน่าอัศจรรย์ ในอนาคตเขาจะต้องข้ามหน้าข้ามตาคนรุ่นเก่าอย่างพวกเราแน่นอน” โจวเหยี่ยยิ้มแย้มพลางพยักหน้า น้ำเสียงแทรกซึมด้วยความเอ็นดู

“ใช่...แม้ว่ามณฑลเป่ยหลิงนับว่ายิ่งใหญ่สำหรับเรา แต่สำหรับมู่เฉินกลับเล็กเกินไป...”

 

วันถัดมา

มู่เฉินตั้งเป้าในการฝึกฝนวิชามหาเจดีย์ แม้ว่าจะดูเกียจคร้านบ้างตามประสาเด็ก หากแต่ลึกลงไปแล้ว เขาก็มีพื้นนิสัยดื้อคนหนึ่ง ความดื้อดึงนี่เองที่ทำให้เขาสามารถสร้างชื่อเสียงในสงครามเทพยุทธ์ จวบจนสร้างเหตุใหญ่โตที่ทำให้อัจฉริยชนทุกคนพากันตกตะลึง

การตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนทำให้คลื่นหลิงในจุดชี่ไห่ของมู่เฉินเพิ่มขึ้นและก่อตัวเป็นมวลหนาภายในเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน เขาสามารถศึกษาวิชามหาเจดีย์ได้มากก็จริง ทว่ายังไกลกับขั้นการวางรากฐานมากนัก พอคิดแล้วเด็กหนุ่มก็ส่งเสียงอย่างไม่พอใจออกมา วิชามหาเจดีย์เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา

ขณะที่การฝึกฝนเป็นไปได้ด้วยดี มู่เฉินก็ผ่อนคลายลงและเริ่มทำอย่างอื่นไปพร้อมๆ กัน เขาเฟ้นหาตำราวิทยายุทธที่ใช้สำหรับการโจมตีบ้าง

แม้เขาจะมีพื้นฐานของคลื่นหลิงแล้ว แต่เขาก็จำเป็นต้องเรียนรู้วิทยายุทธการโจมตีควบคู่กันไปด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้

เนื่องจากหลิ่วหยังไม่ใช่คนธรรมดาสามัญทั่วไป มิหนำซ้ำยังอยู่ในลำดับหนึ่งของสำนักศึกษาเป่ยหลิงในชั้นแดนดิน นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพลังเขาแข็งแกร่งเพียงใด นอกจากนี้บิดาของเขาก็ยังเป็นเจ้าครองเขต เขตหลิ่วเป็นพื้นที่ที่แข็งแกร่งที่สุดในมณฑลเป่ยหลิง พวกเขามักมีเรื่องขัดแย้งกับเขตมู่อยู่บ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายไม่กินเส้นกัน แม้ว่าเขตหลิ่วจะไม่สามารถแทรกแซงการฝึกสอนของสำนักศึกษาเป่ยหลิงได้ แต่พวกเขาให้การสนับสนุนที่ดีที่สุดแก่หลิ่วหยังได้...

แต่คิดหรือว่ามู่เฉินจะยอมให้ใครเหยียบหัวง่ายๆ? อัจฉริยชนมากหน้าหลายตาในสงครามเทพยุทธ์ยังทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วตัวหลิ่วหยัง... จะทำได้รึ

 

บริเวณลานฝึกเต็มไปด้วยท่อนหินเรียงราย

ร่างร่างหนึ่งส่งแรงทำให้ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ภายในฝ่ามือมีคลื่นพลังสีดำหมุนเวียนเป็นจังหวะ ทำให้เกิดการผันผวนตอดเวลา

ชี่!

คลื่นหลิงสีดำปกคลุมบนดัชนีทั้งสอง พุ่งออกไปปะทะกับท่อนหินราวกับเข็มสีดำที่แหลมคม

แกร๊ก!

เศษหินกระจาย รอยแตกวิ่งเป็นทางยาวก่อรอยร้าวไปทั่วท่อนหิน ภายในนัยน์ตาสีดำของเด็กหนุ่มมีประกายแสงเยือกเย็นลอดผ่าน ดัชนีทั้งสองที่ฝังลึกอยู่ในท่อนหินก็สั่นสะเทือนอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงการทำลายล้างที่แผดก้อง ท่อนหินขนาดเท่าเอวถูกแทงทะลุออกไป

เมื่อท่อนหินระเบิดออก เด็กหนุ่มก็ไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว ดัชนีเปลี่ยนเป็นฝ่ามือ ภายใต้การช่วยเหลือของคลื่นหลิงสีดำเขาโจมตีท่อนหินด้วยหลังฝ่ามือครั้งเดียว

ทันทีที่มือสัมผัสกับท่อนหิน เด็กหนุ่มก็ใช่ขาข้างเดียวยึดมั่น ส่วนอีกข้างก็เตะตัดโจมตีท่อนหินอีกท่อน

ปัง! โครม!

เสียงอื้ออึงสองเสียงดังขึ้น ท่อนหินทั้งสองแตกออกกระจายไปกับพื้นทันที เศษหินกระเด็นไปทั่วพื้นที่โล่ง เด็กหนุ่มวางขาข้างที่โจมตีลงและยืนด้วยท่าทางสงบนิ่ง คลื่นหลิงเข้มข้นในมือค่อยๆ จางแสงลง

แปะ แปะ

เสียงปรบมือดังขึ้นจากด้านข้าง มู่เฉินเห็นมู่เฟิงยืนอยู่นอกบริเวณลานฝึกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ใบหน้ามีความพึงพอใจต่อการแสดงความสามารถของบุตรชาย การปะทะเมื่อครู่ราวกับพายุจิตสังหารที่ถูกซ่อนอยู่ในความเฉียบแหลมของทุกท่วงท่า ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่านักรบที่ผ่านสมรภูมิเลือดมามากมาย ดูท่าบุตรชายเขาไม่ได้ปล่อยเวลาในสงครามเทพยุทธ์ให้เสียไปอย่างเปล่าๆ ปลี้ๆ

“ท่านพ่อ”

มู่เฉินปัดฝุ่นออกจากแขนและเดินตรงไปหามู่เฟิง

“เจ้าจะกลับไปสำนักศึกษาเป่ยหลิงวันพรุ่งนี้ใช่ไหม?” มู่เฟิงถามด้วยรอยยิ้ม

มู่เฉินพยักหน้า

“หากเจ้าสามารถเอาชนะการแข่งขันครั้งนี้ เจ้าคงเลื่อนชั้นเป็นศิษย์ชั้นแดนฟ้า เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็มีคุณสมบัติลงชื่อเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ที่จะเข้าศึกษาในภาคเบญจภาคี” มู่เฟิงตบไหล่บุตรชาย กล่าวพลางยิ้ม

“สิทธิ์เข้าศึกษาในภาคเบญจภาคีรึขอรับ?”

มู่เฉินบิดขี้เกียจ รอยยิ้มขี้เล่นผุดบนใบหน้าเยาว์วัย “ท่านพ่อวางใจเถอะ ข้าจะช่วงชิงตำแหน่งนั่นมาให้จงได้...”

 

มู่หยวน

เมืองเป่ยหลิง

เมืองนี้สร้างขึ้นจากสำนักศึกษาเป่ยหลิงจึงวางตัวเป็นกลางไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดในมณฑลเป่ยหลิง นอกจากนี้ผู้ปกครองเมืองก็คือคนจากสำนักศึกษาเป่ยหลิง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงไม่ถูกความขัดแย้งระหว่างเขตแดนมารบกวน ดังนั้นที่นี่จึงเป็นศูนย์รวมของความความคึกคัก หากไม่นับเมืองใหญ่ของเขตตระกูลต่างๆ แล้ว เมืองเป่ยหลิงก็นับเป็นเมืองอันดับต้นๆ ของมณฑลเป่ยหลิงเลยก็ว่าได้

ในเมื่อเมืองถูกสร้างขึ้นมาเพราะสำนักศึกษาเป่ยหลิง ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่เมืองแห่งนี้จะเปรียบดังสวรรค์ของบรรดาศิษย์ ในเมืองไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าต่อกรกับศิษย์ของสำนักศึกษาเป่ยหลิง ไม่นับสถานะของสำนักศึกษาเป่ยหลิง เพียงเพราะศิษย์ส่วนใหญ่ที่เข้ามาศึกษาที่นี่หลายคนมีภูมิหลังไม่ธรรมดา บรรดาบุตรธิดาของเหล่าขุนนางต่างๆ ก็อยู่ท่ามกลางศิษย์เหล่านี้ด้วย คงไม่เป็นการดีนักหากไปหาเรื่องเอาเข้า

 

บริเวณประตูมิติ

เมื่อมู่เฉินก้าวเท้าออกมา ก็เห็นภาพเมืองคึกคัก เขาลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ เพราะเวียนหัวจากการเดินทางที่ไวเหนือแสง จากนั้นก็หันไปมองประตูมิติด้านหลัง

การสร้างประตูมิตินั้นค่อนข้างยุ่งยากมาก มีแต่เมืองใหญ่ไม่กี่เมืองเท่านั้นจะสามารถทำได้ ที่เมืองเป่ยหลิงมีนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากความช่วยเหลือของสำนักศึกษานั่นเอง

มู่เฉินเดินออกจากบริเวณที่วางประตูมิติมาที่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เขาเดินตรงไปยังสำนักศึกษาเป่ยหลิงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง

สองข้างถนนมีห้างร้านเรียงราย พ่อค้าร้านตำรายุทธ์ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางร้านรวงต่างๆ ตะโกนเรียกลูกค้าเสียงดัง ทว่ามู่เฉินไม่มีความคิดจะหยุดมองร้านเหล่านั้นเลย บิดาของเขาเป็นหนึ่งในเก้าเจ้าครองเขตมณฑลเป่ยหลิง คลังวิชาของบิดาเขาย่อมเลอค่ากว่าของที่อยู่ในร้านเหล่านั้นอย่างมิอาจเทียบ พอคิดแบบนี้ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องหยุดมอง

หลังจากเดินเลี้ยวผ่านมุมถนนหลายครั้ง สำนักศึกษาเป่ยหลิงโอ่อ่าก็ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า เหล่าลูกศิษย์เดินกันขวักไขว่บนท้องถนน เมื่อกลุ่มเด็กหนุ่มสาวมารวมตัวกันเสียงหัวเราะครึกครื้นก็ดังสะท้อนไปทั่ว ความมีชีวิตชีวาของวัยเยาว์แผ่ไปทั่วอาณาบริเวณ

มู่เฉินตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบด้าน เด็กสาวรูปงามหลายคนส่งสายตาฉายแววอยากรู้ปนเขินอายให้กับเขา สำหรับสำนักศึกษาเป่ยหลิง มู่เฉินนับเป็นศิษย์ที่โด่งดังพอควร

ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่บอกว่าเขาเคยเข้าร่วมฝึกสงครามเทพยุทธ์ ก็เพียงพอจะสะเทือนวิญญาณของเด็กหนุ่มสาวเหล่านั้น เนื่องจากเขาเป็นผู้เดียวที่สามารถเข้าไปยืนในจุดนั้นได้

เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ไม่อาจล่วงรู้ถึงสาเหตุที่มู่เฉินถูกขับไล่ออกจากสงครามเทพยุทธ์หลังจากเข้าฝึกฝนได้เพียงแค่หนึ่งปี แต่ก็ช่างเถอะ จะมีคนธรรมดาที่ไหนเล่าจะสามารถเข้าร่วมสงครามเทพยุทธ์ได้?

มู่เฉินไม่สนใจสายตาที่ส่งผ่านมาหา บางครั้งเขาถึงกับส่งยิ้มกลับไปด้วย ด้วยใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยนสดใส นัยน์ตาคมเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรี แม้ว่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับคนอื่นๆ แต่มู่เฉินก็ครอบครองบุคลิกพิเศษที่คนรุ่นใหม่คนอื่นๆ ไม่มี

บุคลิกนี้เมื่อผนวกเข้ากับใบหน้าได้รูป ก็พาให้พวงแก้มของเด็กสาวรุ่นหลายคนร้อนผ่าวมีสีเลือดฝาดปรากฏขึ้น เมื่อแอบกวาดสายตาไปยังเด็กหนุ่ม

จู่ๆ ก็มีเสียงวุ่นวายดังขึ้นที่ด้านหน้าถนน ศิษย์หลายคนกระจายตัวออก มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาฉายสีหน้ากังวล พวกเขามองไปรอบๆ ก่อนจะมองจ้องมู่เฉินด้วยสายตาตื่นเต้นดีใจ

“พี่มู่!” เสียงตะโกนอย่างดีใจเล็ดลอดออกมาจากปากคนกลุ่มนั้น

“หลัวตง นี่พวกเจ้าทำอะไรกัน?” มู่เฉินมองหน้าตาคุ้นเคยอย่างงุนงง พวกเขาอยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน ความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันระหว่างมู่เฉินและพวกเขาจึงเป็นไปด้วยดี

“พี่มู่ไปช่วยซูหลิงเร็วเข้า เจ้านั่นกำลังถูกมู่หยวนอัด!” หลัวตงตะโกนร้องอย่างเร็วรี่

“มู่หยวนรึ?”

คนล้อมรอบถึงกับอ้าปากตกใจเมื่อได้ยินชื่อนี้ ศิษย์อันดับสองของสำนักศึกษาเป่ยหลิงชั้นแดนดินมู่หยวนคนนั้นน่ะรึ? เด็กหนุ่มคนนี้มีนิสัยก้าวร้าวและมีพลังน้อยกว่าหลิ่วหยังเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเหตุใดซูหลิงจึงไปมีเรื่องกับคนเช่นนั้นได้?

“เกิดอะไรขึ้น?” มู่เฉินขมวดคิ้ว ซูหลิงเป็นเพื่อนสนิทที่ดีที่สุดของเขาในสำนักศึกษาเป่ยหลิงแห่งนี้

“เมื่อครู่มู่หยวนมาพูดเรื่องไร้สาระ เจ้านั่นบอกว่าพี่มู่จะต้องแพ้พรุ่งนี้แน่ๆ ซูหลิงทนฟังพี่มู่ถูกเหยียดหยามไม่ได้ก็เลยเถียงกลับ จึงถูกมู่หยวนฟาดเข้าให้ พวกหอตะวันตกกร่างจริงๆ” หลัวตงเอ่ยอย่างขมขื่น

มู่เฉินเม้มปากลง ทำเอาหลัวตงที่ยืนข้างๆ ตกใจตามไปด้วย หากใครคุ้นเคยกับมู่เฉินดีจะทราบได้ว่าสีหน้าแบบนี้แสดงว่าเขากำลังเริ่มโกรธแล้ว

“พาข้าไปที่นั่น” มู่เฉินบอก

“อ่า” พวกหลัวตงพากันอึ้งไป พวกเขารีบแย้งว่า “พี่มู่ ข้าว่าเราควรไปหาอาจารย์ก่อนนะ มีคนมากมายอยู่ฟากมู่หยวน อย่างเซียตงที่เจ้าเคยเอาชนะมาก่อนหน้า แล้ว...เซียวคุนศิษย์อันดับหกของชั้นแดนดินก็อยู่...”

“ไม่เป็นไร พาข้าไปเร็ว” มู่เฉินยิ้มร่าตบบ่าศิษย์ร่วมรุ่นเบาๆ

พอเห็นรอยยิ้มของมู่เฉิน พวกหลัวตงก็หันมาสบตากัน พวกเขากัดฟันก่อนจะพยักหน้า อย่างมากก็แค่โดนอัดมั้ง เรื่องอะไรจะปล่อยให้พวกหอตะวันตกมาดูถูกหอตะวันออกอยู่ได้ล่ะ?

พวกเขารีบเดินไปพร้อมกับมู่เฉินเพื่อมุ่งหน้าไปหามู่หยวน เหลือแค่ศิษย์คนอื่นที่อยู่บนท้องถนนเพราะว่าตื่นตะลึงไม่หาย แต่หลังจากตั้งสติได้ก็รีบวิ่งตามไปอย่างเร็วรี่

พิจารณาจากอากัปกิริยาของมู่เฉิน เขาวางแผนจะต่อสู้กับศิษย์ชั้นแดนฟ้าทรงพลังอันดับต้นๆ ของหอตะวันตกถึงสามคนจริงๆ น่ะหรือ? เหตุการณ์วันนี้ร้อนระอุแน่

 

ปัง!

เสียงทุ้มต่ำดังไปทั่วบริเวณ ร่างร่างหนึ่งกระเด็นถอยออกไปอย่างแรง เด็กหนุ่มถลาออกไปเป็นทางยาว ทิ้งรอยลากยาวไว้บนพื้น

“ช่วงนี้ศิษย์หอตะวันออกมั่นใจเหลือเกินนะ แม้แต่พวกดาษๆ อย่างเจ้านี่ยังริอาจมาตะโกนด่าข้ามู่หยวนปาวๆ... อยากรู้นักว่าพวกเจ้าไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน”

เด็กหนุ่มในชุดสีดำยืนกอดอกแสยะยิ้ม ดวงตาฉายแววเยาะเย้ยมองไปที่ศิษย์สิบกว่าคนที่นอนพังพาบบนพื้น ผู้นำของศิษย์กลุ่มนี้ก็คือซูหลิงที่กำลังสาดสายตาคับแค้นใจออกมาพลางกัดฟันกรอด

เบื้องหลังเด็กหนุ่มชุดดำเป็นเด็กหนุ่มอายุอานามไล่เลี่ยกันสองคน สีหน้าพวกเขายิ้มเย้ยหยัน ดวงตาอัดแน่นด้วยความหยิ่งยโสที่ไม่อาจปกปิดได้

รอบๆ บริเวณยังมีศิษย์ยืนอยู่อีกมาก ทว่าไม่มีใครกล้าเอ่ยห้ามปราม ในสำนักศึกษาชั้นแดนดินมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าต่อปากต่อคำกับศิษย์สามคนนี้

“ชิ มู่หยวนเลิกทำท่าจองหองซะทีเถอะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้พี่มู่ไม่มา ไม่งั้นตำแหน่งอันดับสองของศิษย์ชั้นแดนดินที่เจ้าได้มา หายวับกับตาแน่!” ซูหลิงตะโกนอย่างโกรธเคือง

“มู่เฉิน?” มู่หยวนเลิกคิ้วท้าทาย ขณะที่คนเบื้องหลังส่งเสียงกระแอมอย่างเย็นชา เขาคนนี้ก็คือเซียตงที่พ่ายให้กับมู่เฉินครั้งก่อน

“เจ้านั่นก็พอมีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง แต่คนอย่างข้าไม่กลัวหรอก ฮ่าฮ่า ข้าว่าหลังจากจบการแข่งขันพรุ่งนี้ หอตะวันออกจะได้รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำซะบ้าง” มู่หยวนเผยยิ้มเยาะสายหนึ่งกล่าวต่อ “พี่หลิ่วจะสั่งสอนให้เจ้านั่นรู้จักทำตัวสงบเสงี่ยม ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงพวกเราหอตะวันตกคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!”

“ข้าล่ะอยากจะเห็นหน้าตาของมันตอนที่แพ้ซะจริง” เซียตงเบ้ปากเยาะ

“งั้นข้าขอจัดการพวกขยะเปียกหอตะวันออกก่อนก็แล้วกัน” มู่หยวนพูดพลางประสานนิ้วเข้าหากันแน่น เสียงบิดกระดูกดังกรอบแกรบไปทั่ว เขาย่างสามขุมเข้าไปหาพวกหอตะวันออกด้วยแววตามุ่งร้าย

เมื่อเห็นว่ามู่หยวนไม่คิดยั้งมือ พวกซูหลิงก็หน้าซีดเผือด เขาฮึดลุกขึ้นตะโกน “พวกเรา... สู้ตายกับมันเลย!”

“สู้!”

เด็กหนุ่มกลุ่มนี้ยังพอมีความกล้าหลงเหลืออยู่บ้าง หากพวกเขาไม่แสดงฝีมือต่อหน้าคนมุงดูกลุ่มใหญ่ก็น่าขายหน้าเกินไปแล้ว ทุกคนกัดฟันกรอดพุ่งทะยานเข้าหามู่หยวน

“พวกรากหญ้าที่ไม่แม้แต่จะบรรลุระดับหลิงต้งกล้าโจมตีข้างั้นรึ? มั่นใจเกินไปแล้วมั้ง” มู่หยวนหัวเราะลั่น คลื่นพลังหลิงอ่อนจางไหลเวียนจากฝ่ามือ

“ปัง!”

เขากระทืบเท้าอย่างหนักหน่วงลงบนพื้นดินแล้วพุ่งตัวออกไปประหนึ่งลูกศรยิงออกจากแล่ง กระโดดข้ามคนที่พุ่งตรงมาเพื่อหวังมุ่งโจมตี ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าซูหลิงที่ตื่นตระหนก ยิ้มเยาะฉายบนใบหน้า หมัดหลุ่นๆ หอบลมกลุ่มหนึ่งซัดใส่ใบหน้าซูหลิง

ซูหลิงจับจ้องหมัดของมู่หยวน แต่ก็สายเกินที่จะป้องกันหรือหลบหลีก เขาเห็นเพียงหมัดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะสายตา เปลือกตาปิดแน่นในใจเริ่มปลดปลง สงสัยคราวนี้เขาคงต้องนอนพักรักษาตัวหลายวันแน่

อา...

เมื่อดวงตาปิดสนิท ซูหลิงก็ได้ยินเสียงร้องระงมทั่วบริเวณ จากนั้นก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่ด้านหน้า คลื่นแรงระเบิดมหาศาลทำให้ใบหน้าเขาสั่นสะเทือนเล็กน้อย ความเจ็บปวดที่คิดไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

พอซูหลิงหรี่ตาแอบมองก็ต้องตกตะลึง ท่อนแขนยาวข้างหนึ่งยื่นออกมาจากทางด้านหลังเขา หยุดลมใต้ฝ่ามือจากหมัดของมู่หยวนได้อย่างง่ายดาย

ซูหลิงรีบหันไปมอง ก็พลันเห็นใบหน้าที่พาให้รู้สึกโล่งใจ

“พี่มู่!” ซูหลิงตะโกนร้องด้วยความดีใจ

“เจ้าทำได้ดีมาก อย่างน้อยก็ไม่ทำให้หอตะวันออกเสียหน้า”

มู่เฉินส่งยิ้มให้ จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปมองมู่หยวนและศิษย์หอตะวันตก สีหน้าเปลี่ยนไปทีละน้อย “ความมั่นใจของพวกเขามาจากข้า... พวกเจ้ามีปัญหาอะไรไหม?”

 

หลิ่วหยัง

“ความมั่นใจของพวกเขามาจากข้า... พวกเจ้ามีปัญหาอะไรไหม?”

เมื่อเห็นมู่เฉินตัวเป็นๆ ยืนยิ้มร่าต่อหน้า พวกมู่หยวนก็มีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป รอยยิ้มเยาะเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นขึงขังขึ้นอีกหลายส่วน ชัดว่าศิษย์หอตะวันตกมีความยำเกรงต่อมู่เฉินอยู่บ้าง

“หืม ผยองจริง”

ทว่ามู่หยวนก็ได้สติคนแรก เขาสาดสายตาคมกริบมองมู่เฉินและถอนหายใจเสียงเย็นออกมา เขาเพิ่งสำเร็จระดับหลิงต้งขั้นต้นเมื่อเจ็ดวันก่อน ส่วนเซียตงและเซียวคุนก็กำลังจะฝึกสำเร็จอีกไม่นาน เมื่อมีพรรคพวกแบบนี้หนุนหลัง มู่เฉินจะกล้าทำอะไรพวกเขาอีกเรอะ?

เซียตงและเซียวคุนก็คิดไม่ต่างกัน ความหุนหันแรงกล้าพาดผ่านสองตา ความกลัวในใจถดถอยลงไปมาก

“ข้าแค่สั่งสอนพวกมันเล็กๆ น้อยๆ ในสำนักศึกษาเป่ยหลิงศิษย์หอตะวันออกไม่ควรพูดแทรกหากศิษย์หอตะวันตกกำลังพูดอยู่” มู่หยวนประกบมือเข้าด้วยกัน ปรายสายตาเยาะเย้ยส่งไปยังมู่เฉิน “สำหรับเจ้า ข้าว่า... คงไม่กล้าอ้าปากพล่ามอีก ถ้าผ่านพรุ่งนี้ไป”

บรรดาศิษย์ที่ยืนล้อมรอบได้แต่ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้จะเปล่งเสียง พวกเขาจ้องมองไปที่มู่หยวนจอมยโส ศิษย์หอตะวันออกเคียดแค้นสุดใจ แต่ก็ทำได้เพียงกักเก็บความเกลียดชังไว้กับอก

หลังจากพูดจบ มู่หยวนก็โบกมือเรียกให้พวกของตนที่เหลือกลับ เขาวางตัวเหนือศิษย์ทุกคน เพื่อทำลายความมั่นใจของศิษย์หอตะวันออกลง

พวกซูหลิงพากันโกรธแค้น กำหมัดแน่น ทว่าอีกฝั่งมีพลังเหนือกว่ามาก แม้มู่เฉินจะปรากฏตัวแต่ถ้าต้องประมือกันจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าจะสูสี

“ขอถามหน่อย...”

เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังพวกเขา พวกมู่หยวนชะงักฝีเท้าไปชั่วครู่ แล้วหันไปมองคนที่ยืนขวางตรงหน้าซูหลิง รอยยิ้มบนใบหน้ามู่เฉินเย็นยะเยือก

“จะไปเฉยๆ โดยไม่ขอโทษก่อนเหรอ?”

รอบข้างเงียบกริบลง เด็กหนุ่มสาวพากันอึ้งขณะมองมู่เฉินที่ยิ้มราวกับมีมนตร์ขลัง แม้ว่ารอยยิ้มจะไม่ต่างจากปกติ แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาก็เป็นที่สังเกตได้

พวกซูหลิงยืนทื่อไป ใบหน้าแดงก่ำ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ มู่เฉินก็ยังคิดจะเอาคืนให้พวกเขา

“ขอโทษรึ?”

สีหน้ามู่หยวนแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เขาเหยียดปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน “...ทำไมล่ะ?”

มู่หยวนเป็นที่รู้กันดีว่าหยิ่งยโสมากในสำนักศึกษา ดูท่ามู่เฉินคงจะเสียสติไปแล้วที่บอกให้อีกฝ่ายขอโทษ?

“สงสัยคงเปล่าประโยชน์ที่จะพูดต่อ”

มู่เฉินพยักหน้า ไม่พูดอะไรมาก เขาย่างเท้าตรงไปยังหาพวกอันธพาลแห่งหอตะวันตก

มู่หยวน เซียตง และเซียวคุนจ้องมู่เฉินด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เมื่อทั้งสามแลกเปลี่ยนสายตากัน ก็พบกับความเย็นชาในสายตาของอีกฝ่าย

ภายในสำนักศึกษาเป่ยหลิง มู่เฉินมักทำตัวสงบนิ่งไม่โดดเด่น นอกจากชัยชนะเหนือเซียตงแล้ว เด็กหนุ่มก็ไม่เคยก่อเรื่องอะไรเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองเลยสักครั้ง ทว่า... ไม่มีศิษย์ชั้นแดนดินคนไหนในโรงเรียนที่จะกล้าประเมินเขาต่ำ แม้แต่คนที่ไม่ยี่หระต่อกฎระเบียบอย่างมู่หยวนยังมีความยำเกรงให้เขาอยู่หลายส่วน คนมีสิทธิ์เข้าร่วมสงครามเทพยุทธ์ได้จะธรรมดาได้ยังไง?

ดังนั้น...

“เอาเลย!”

มู่หยวนแผดเสียงร้อง คลื่นหลิงป่าเถื่อนพุ่งออกมาอย่างรุนแรงจากท่อนแขน เขากระทืบเท้าบนพื้นทะยานไปหามู่เฉิน เบื้องหลังเซียตงและเซียวคุนต่างเร่งรุดตามเข้ามาที่ด้านข้าง การเคลื่อนไหวสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน

ผู้คนรอบข้างแตกตื่น พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าพวกมู่หยวนจะเด็ดขาดเช่นนี้ พวกเขาเข้าโจมตีพร้อมกันโดยไม่ลังเลสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสามยังอยู่ในสิบอันดับแรกของจอมยุทธ์ฝึกหัดรุ่นเยาว์แห่งหอตะวันตกชั้นแดนดินอีกด้วย

มู่หยวนแก่กล้าที่สุดในสามคน เขาบรรลุระดับหลิงต้งขั้นต้นเรียบร้อย ดังนั้นการโจมตีจึงดุดันที่สุด คลื่นหลิงห่อหุ้มฝ่ามือสร้างกระแสลมคมกริบราวกับมีดดาบ เขาพุ่งตรงอย่างเคียดแค้นไปยังมู่เฉิน

ทว่าก่อนที่ฝ่ามือลมจะปะทะมู่เฉิน อีกฝ่ายก็ขยับตัวไปด้านข้างครึ่งก้าว หลบการโจมตีของมู่หยวนได้พอดี คิ้วบนใบหน้าหล่อเหลากดต่ำลง ประหนึ่งกระบี่ถูกถอดออกจากคมฝัก ใบหน้านิ่งขรึมในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นก้าวร้าวเย็นชา

มู่เฉินไม่ได้โจมตีมู่หยวนก่อน แต่กลับเลือกจู่โจมเซียตงและเซียวคุนที่ยืนเยื้องหลังมู่หยวนไป เมื่อเขาหลบมู่หยวนได้ คลื่นหลิงสีดำก็วาบล้อมรอบนิ้วมือ ขณะที่แบมือออกเสียงลมหนักหน่วงได้ยินอย่างแผ่วเบา เมื่อคลื่นหลิงเพิ่มสูงขึ้นเขาก็ปล่อยการโจมตีไปยังเซียตงและเซียวคุน

เซียตงและเซียวคุนตกใจกับการเคลื่อนไหวของมู่เฉิน ทว่าพวกเขาไม่มีเวลาจะหลบหลีก ได้แต่กัดฟันโต้กลับด้วยพลังหมัดสุดแรงเกิด

ตราบใดที่พวกเขาหยุดมู่เฉินชะงักเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอให้มู่หยวนมีโอกาสเข้ามาร่วมปะทะอีกแรง ถ้าแผนนี้สำเร็จ มู่เฉินจะถูกล้อมกรอบตกเป็นเป้าของการโจมตีเลยทีเดียว

การที่เซียตงและเซียวคุนมีลำดับต้นๆ ของหอตะวันตกชั้นแดนดิน ก็แปลว่าพวกเขาไม่ใช่ศิษย์ธรรมดาๆ ทั่วไป แต่โชคร้ายที่พวกเขาประเมินพลังและความรุนแรงจากการโจมตีของมู่เฉินต่ำไป

เมื่อสองหมัดเข้าใกล้ ฝ่ามือของมู่เฉินเคลื่อนผ่านหมัดพวกเขา แล้วพลิกมือเลื่อนจับข้อมือทั้งคู่เอาไว้พร้อมดึงเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว

ร่างทั้งสองถูกกระชากเข้าตามแรงดึงและแรงพุ่งไปข้างหน้า นั่นทำให้ร่างพวกเขาสั่นคลอนยืนไม่มั่นคง ลมใต้ฝ่ามือของมู่เฉินเคลื่อนผ่านแขนทั้งคู่อย่างรวดเร็วดุจงูเห่าพุ่งออกจากรัง กระแทกลงบนอกคู่ต่อสู้ทั้งคู่อย่างไร้เมตตา

ปัง!

เสียงกระแทกต่ำดังไปทั่วบริเวณ ร่างเซียตงและเซียวคุนกระเด็นไปด้านหลังภายใต้สีหน้าตื่นตะลึงมากมาย ร่างถลากับพื้นอย่างรุนแรง เสียงร้องโหยหวนดังลั่น เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อผ้าบริเวณอกเสื้อหายไปอย่างไร้ร่องรอย

แค่ปะทะกับฝ่ามือเดียวของมู่เฉิน เซียตงกับเซียวคุนก็พ่ายแพ้ไม่เป็นท่า

เมื่อเซียตงและเซียวคุนส่งเสียงร้อง คนรอบด้านก็ได้สติ ศิษย์ในโรงเรียนอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง ไม่เร็วไปหน่อยรึ?

“มู่เฉิน!”

เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง เมื่อมู่หยวนเห็นเหตุการณ์ เขาหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ในใจไม่เคยคาดฝันว่าคนอย่างมู่เฉินจะวางแผนหลบหลีกกระบวนท่าของตน แล้วตรงเข้าจัดการเซียตงและเซียวคุนจนหมอบราบ

“ฝ่ามือเปลวอัคนี!”

คลื่นหลิงสีแดงเพลิงพุ่งออกมาจากมือมู่หยวน เมื่อคลื่นพลังทวีความรุนแรงมันก็ลุกลามเหมือนเปลวไฟ ย้อมอากาศรอบด้านจนร้อนระอุ

ศิษย์ที่ยืนล้อมรอบอุทานอย่างตกใจ นี่คือพลังของอันดับสองแห่งหอตะวันตกชั้นแดนดินหรือ?

มู่เฉินหันกลับมามองใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธของมู่หยวน มือกำหมัดแน่น โดยไม่มีท่าทางว่าจะหลบหลีก หมัดที่ล้อมรอบด้วยคลื่นหลิงสีดำก็ระเบิดออก

หมัดและฝ่ามือปะทะกันอย่างรุนแรง แรงปะทะทำให้เกิดมวลลมกวาดออกมา คลื่นสีแดงเข้มอ่อนตัดผ่านกันและกัน ทว่านั่นกลับทำให้สีหน้าของมู่หยวนแดงก่ำ ร่างสั่นสะท้าน ตามด้วยเสียงปุ เขาพ่นเลือดออกมาเต็มปาก แล้วเดินโซเซถอยหลังไปหลายก้าวนั่งแปะลงกับพื้น ก้นจ้ำเบ้า

แลกหมัดเพียงครั้งเดียว ชัยชนะก็เป็นที่ประจักษ์กันทั่ว

แม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ในระดับหลิงต้งขั้นต้นเหมือนกัน แต่เห็นได้ชัดว่ามู่เฉินมีคลื่นหลิงที่หนาแน่นและแหลมคมกว่ามู่หยวน โดยที่อีกฝ่ายมิอาจทัดเทียมได้

เซียตงและเซียวคุนที่ถูกอัดจนล้มกลิ้งกับพื้นเมื่อครู่ก็ฉายสีหน้าตกตะลึง มู่หยวนมีขุมพลังหลิงต้งขั้นต้น ทำไมจึงไม่สามารถรับแรงปะทะจากหมัดของมู่เฉินได้ล่ะ?

“เป็นไปได้ไง!” มู่หยวนมีสีหน้าไม่เชื่อขณะที่ยังนั่งแปะอยู่กับพื้น เขาสติหลุดจนขนาดลืมเช็ดเลือดที่ทะลักออกจากปาก

“พี่มู่เจ๋งไปเลย!”

พวกซูหลิงอึ้งกันยกใหญ่ จากนั้นสีหน้าก็เต็มเปี่ยมไปด้วยปลื้มปริ่ม พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่ามู่เฉินจะได้เปรียบอย่างท่วมท้นเมื่อประมือกับคนถึงสามคนได้

ทว่ามู่เฉินยังคงนิ่งสงบ เขามองไปทางมู่หยวนที่มีท่าทีกระอักกระอ่วนก่อนจะเผยรอยยิ้ม “ทีนี้จะขอโทษได้หรือยัง?”

ใบหน้ามู่หยวนเปลี่ยนสี กัดฟันกรอด ตะโกนลั่น “ฝันไปเถอะ!”

มู่เฉินคาดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องกล่าวแบบนี้ รอยยิ้มของเขากว้างกว่าเดิม เขาพยักหน้าสาวเท้ารุดหน้าไปยังมู่หยวน คลื่นหลิงสีดำปรากฏขึ้นช้าๆ รอบฝ่ามือ

มู่หยวนจ้องมู่เฉินที่เดินเข้ามาหา ตอนนี้อีกฝ่ายปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้น ทว่าไม่รู้ว่าทำไมตัวเขากลับรู้สึกเย็นยะเยือกเมื่อเห็นรอยยิ้มนั่น

มู่เฉินเดินเข้าใกล้มู่หยวนเรื่อยๆ คลื่นหลิงสีดำเหนือฝ่ามือทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่า...เมื่อเท้าข้างหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้ามู่หยวนก็มีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นทางด้านข้าง

“ฮ่าฮ่า สมกับเป็นผู้เข้าร่วมการฝึกสงครามเทพยุทธ์ แต่การกระทำของเจ้าไม่หยามเกียรติศิษย์หอตะวันตกไปหน่อยรึ?”

มู่เฉินเอียงหัว มองคนที่ยืนตรงช่องแยกระหว่างผู้คน คนผู้นั้นค่อยๆ ก้าวย่างเข้ามาใกล้พร้อมด้วยรอยยิ้ม เมื่อศิษย์คนอื่นเห็นคนที่มาใหม่ ก็ทำได้เพียงก้าวเท้าถอยกรูด ดวงตาเต็มไปด้วยความขลาดกลัว

ภายใต้อาการหวาดกลัวของคนรอบข้าง เด็กหนุ่มที่มาใหม่เดินมาหามู่เฉิน ใบหน้าเขานับว่าหล่อเหลาใช้ได้ แต่ทว่ามุมปากได้รูปกลับเผยให้เห็นความดื้อดึงและอาการถือตัวที่ปกปิดไม่มิด เขากอดอก กวาดสายตามองมู่เฉินราวกับพรานจ้องมองเหยื่อ

ศิษย์ลำดับหนึ่งแห่งหอตะวันตกชั้นแดนดิน...หลิ่วหยัง!!!

 

ปะหน้า

“หลิ่วหยัง...”

มู่เฉินจ้องมองเด็กหนุ่มที่ยืนกอดอก สีหน้าไม่ได้มีความประหลาดใจทักคนมาใหม่เสียงเรียบ “เจ้าดูปาหี่นี่มาครึ่งค่อนวัน เบื่อแล้วเรอะ ถึงตัดสินใจโผล่หัวออกมา?”

มู่หยวน เซียตงและเซียวคุนจ้องมองหลิ่วหยังตาไม่กะพริบ พวกเขามีท่าทีดีใจปากร้องตะโกนเรียกพี่หลิ่วๆ ไม่หยุด เมื่อสายตาย้อนกลับไปจับจ้องที่มู่เฉินอีกครั้ง แววหยิ่งยโสและแกร่งกล้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

มู่เฉินมีชื่อเสียงไม่ได้อ่อนด้อยในสำนักศึกษาเป่ยหลิงชั้นแดนดินเลย ยิ่งไปกว่านั้นเขาเพิ่งจัดการศิษย์ชั้นเดียวกันทีเดียวถึงสามคน แต่พลังของพวกนี้ก็มีช่องว่างระหว่างกับลำดับหนึ่งของชั้นแดนดิน เมื่อมีหลิ่วหยังก้าวเข้ามาหนุนหลัง ศิษย์หอตะวันตกจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวมู่เฉินอีก

หลิ่วหยังจดจ้องสหายร่วมหอที่มีสภาพน่าอดสู คิ้วขมวดเป็นปมพลางส่งสายตาเย็นชาไปยังคนฝั่งตรงข้าม “มู่เฉิน เจ้าต้องมีคำตอบให้หอตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องวันนี้ด้วย?”

“คำตอบรึ?”

มู่เฉินจดจ้องศิษย์มีชื่อเสียงเลื่องลือในหอตะวันตกชั้นแดนดินพลางฉีกยิ้ม “พวกเขาอัดคนหอตะวันออกแบบไร้สมอง จากที่เห็น เจ้าต่างหากควรเป็นคนหาคำอธิบายมากกว่า”

ศิษย์ที่ยืนล้อมรอบแอบยิ้ม ขณะที่ดูการเผชิญหน้าของลูกเสือทั้งสอง เด็กหนุ่มสองคนนี้โดดเด่นที่สุดในสำนักศึกษาเป่ยหลิงชั้นแดนดิน พวกเขากำลังจะมีนัดล้างตากันวันพรุ่งนี้ ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่าจะมีการปะทะกันนอกรอบจะเกิดขึ้นที่นี่

หลิ่วหยังหรี่ตา รังสีอำมหิตปรากฏขึ้นในดวงตาแวบหนึ่ง ถ้าพูดถึงชั้นแดนดินของสำนักศึกษาเป่ยหลิง ก็ไม่มีใครกล้าพูดจากับเขาแบบนี้ แม้ว่าจะเคยได้ยินเรื่องราวของมู่เฉินมาบ้าง แต่เขาก็ยังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของชั้นแดนดินอยู่ดี

“เจ้ายโสใช้ได้เลยนี่...”

หลิ่วหยังเหยียดรอยยิ้มหยัน สายตาจับจ้องไปยังมู่เฉิน “ข้าล่ะสงสัย คนที่ใช้แค่โชคผ่านการทดสอบเข้าสงครามเทพยุทธ์และถูกไล่ออกเหมือนหมูเหมือนหมาอย่างเจ้า ไปเอาความหยิ่งยโสนี้มาจากไหน?”

ความโกรธเคืองวูบไหวในนัยน์ตาของซูหลิงและศิษย์ร่วมหอเมื่อได้ยินคำว่าร้ายมู่เฉิน แต่ในใจก็รู้ดีว่าหลิ่วหยังไม่ใช่คนที่พวกเขาสามารถต่อกรได้ พวกเขาได้แต่เก็บกักความเกลียดชังไว้ในใจพลางกัดฟันกรอด

“ได้สิทธิ์เพราะโชคดีจริงรึเปล่า มาลองสักตั้งก็รู้เองแหละ” เทียบกับความโกรธของสหาย มู่เฉินเพียงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ม่านตาหลิ่วหยังหดเกร็ง เห็นชัดว่าเขาไม่คิดว่ามู่เฉินจะกล้าตอบกวนประสาทกลับมาแบบนี้ เสียงเย็นลงอีกหลายส่วน “ข้าวางแผนจะจัดการเจ้าในการประลองวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าเจ้าวอนนัก ข้าก็จะจัดการเดี๋ยวนี้เลย พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลากำจัดขยะ”

พูดจบหลิ่วหยังก็ก้าวมาข้างหน้า คลื่นหลิงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นแข็งแกร่งกว่ามู่เฉินมาก

เมื่อเห็นหลิ่วหยังแสดงออกเช่นนี้ พวกซูหลิงก็อ้าปากค้าง หลิ่วหยังตั้งใจจะโจมตีตอนนี้เลยรึ?

พวกเขามองไปยังมู่เฉินอย่างเป็นกังวล แต่ก็เห็นใบหน้าที่มีอายุใกล้เคียงกันฉายความไร้เดียงสาซึ่งปราศจากความกลัว ดวงตาสีดำสะท้อนประกายคมกล้าออกมา

พอเห็นความนิ่งที่ไม่ยี่หระของมู่เฉิน ความกังวลของซูหลิงและคนอื่นก็คลายลงไป แม้ว่าหลิ่วหยังจะเป็นศิษย์ลำดับหนึ่งในสำนักศึกษาเป่ยหลิงชั้นแดนดิน แต่มู่เฉินก็ไม่ใช่จะเคี้ยวง่ายๆ คงเป็นการยากที่หลิ่วหยังจะปราบมู่เฉินได้

“ไม่รู้จักพอจริงๆ”

มู่เฉินสั่นหัว เม้มริมฝีปากรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าเย็นชาลง บนฝ่ามือมีคลื่นหลิงสีดำเริ่มไหลเวียนไปทั่วปลายนิ้ว

บรรยากาศรอบด้านตึงเครียด ศิษย์จำนวนมากเบิกตากว้าง ชายสองคนที่แข็งแกร่งสุดในสำนักศึกษาเป่ยหลิงชั้นแดนดินกำลังจะประจัญบานกัน พวกเขาตื่นเต้นสงสัยว่าใครกันที่แข็งแกร่งกว่า

“หยุด!”

เมื่อการปะทะกันกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เสียงตะโกนก็ดังมาจากบริเวณไม่ไกลนัก กระแสลมกรูเข้ามา ร่างร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขวางขึ้นระหว่างทั้งสองคน

“อาจารย์โม่!”

เมื่อเหล่าศิษย์เห็นว่าใครมาถึง พวกเขาก็ออกอาการตกตะลึงและรีบกล่าวคำทักทาย

ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์โม่มีท่าทีขึงขัง ในร่างมีคลื่นหลิงไหลเวียนอย่างน่าเกรงขาม ทำให้ศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รับรู้ถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นอาจารย์ แม้แต่หลิ่วหยังจอมยโสก็ยืดตัวตรง คนตรงหน้าเป็นจอมยุทธ์ตัวจริง แม้แต่ในสำนักศึกษาเป่ยหลิง กระทั่งในมณฑลเป่ยหลิงเขายังมีฐานะเป็นบุคคลชั้นสูง แล้วหลิ่วยังจะกล้าไปเถียงได้ยังไง

“ถ้าพวกเจ้าอยากสู้กันจริงๆ ไปที่ลานประลองเลย พวกเจ้าอยากถูกลงโทษในฐานหยามเกียรติผู้อื่นนอกลานประลองรึไง?” อาจารย์โม่มองไปรอบด้าน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“โอ้ ท่านอาจารย์คิดอะไรอย่างนั้น? พวกข้าแค่แลกเปลี่ยนความรู้กันเท่านั้นเอง”

หลิ่วหยังยิ้ม ในใจรู้ทันทีว่าวันนี้ไม่อาจทำอะไรมู่เฉินได้ ดวงตาจดจ้องไปยังอีกฝ่ายชี้นิ้วใส่เอ่ยว่า “ข้าจะรอเจ้าที่ลานประลองในวันพรุ่งนี้”

หลังจากพูดจบ หลิ่วหยังก็หมุนตัวพาคนอื่นๆ กลับไปด้วย แต่ก็ยังมีเสียงบ่นให้พอได้ยิน “เขาก็แค่คนที่ถูกเตะออกมาจากสงครามเทพยุทธ์กลางคันก็เท่านั้น...”

พวกซูหลิงได้ยินเสียงบ่นแบบตั้งใจจากหลิ่วหยัง ใบหน้าก็เปลี่ยนสี พวกเขาขบฟันเสียงดัง “พี่มู่ เจ้านั่นหยิ่งเกินไปแล้ว อย่างน้อยพี่ก็ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมสงครามเทพยุทธ์ เจ้านั่นคิดว่าตัวเองเป็นใคร?”

มู่เฉินมองซูหลิงที่โกรธจนตัวสั่น อดไม่ได้ที่จะยิ้มขัน มือตบบ่าสหายสนิทกล่าวว่า “เจ้าจะโกรธไปทำไม? ถ้าเจ้าโดนหมากัด เจ้าจะกัดตอบรึ?”

“ถึงอย่างนั้นข้าก็รู้สึกไม่ดี”

“ก็ถูก เป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกแย่บ้างน่ะ” มู่เฉินหัวเราะหึ ความเย็นชาปรากฏบนใบหน้าไร้เดียงสา “แม้ว่าข้าจะไม่กัดมันตอบ แต่ข้าก็สุขใจดีที่จะเอาไม้ฟาดปากพวกมันเพื่อที่จะไม่เห่าเสียงดังอีก”

“บุตรชายตระกูลหลิ่วนิสัยช่างคล้ายบิดาของเขานัก... น่าอดสูจริง”

อาจารย์โม่มองไปยังทิศที่หลิ่วหยังเดินจากไป เขาขมวดคิ้วแฝงความไม่พอใจก่อนจะหันหน้าไปหามู่เฉินและส่งยิ้มกล่าว

“พูดได้ดี”

“แต่ข้าได้ยินมาว่าหลิ่วหยังฝึกฝนขุมพลังหลิงไปถึงระดับหลิงต้งขั้นต้นแล้ว ทั้งยังมีเส้นหลิงขั้นเหยินอีกต่างหาก ดังนั้นพลังของเขาเทียบเท่ากับผู้ฝึกระดับหลิงต้งขั้นกลางได้เลย เจ้าแน่ใจหรือว่าจะล้มเขาในการแข่งขันพรุ่งนี้ได้?”

“อาจารย์โม่โปรดวางใจ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านเสียชื่อ” มู่เฉินยิ้ม อาจารย์โม่เป็นผู้ดูแลหอตะวันออก หากหอตะวันออกแพ้ในการแข่งขันวันพรุ่งนี้ เขาก็จะเสียหน้าไปด้วย

“พวกเราขอตัวก่อนขอรับอาจารย์”

อาจารย์โม่มองมู่เฉินที่ออกไปพร้อมกับซูหลิงและคนอื่นๆ ก็โบกมือพลางเม้มปาก เด็กหนุ่มคนนี้ยังเยาว์นักแต่กลับมีบางอย่างในตัวแตกต่างไปจากเด็กหนุ่มคนอื่นๆ เขาไม่เย่อหยิ่งจองหอง แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเฉียบคมที่อัดแน่นในท่วงท่าสุภาพ... เด็กคนนี้

“สมแล้วที่เป็นคนไปสร้างเรื่องวุ่นวายใหญ่โตในสงครามเทพยุทธ์ ถ้าเขาได้ฝึกจนครบก็คงจะเป็นตัวเต็งที่ภาคเบญจภาคีต้องแย่งชิงกันเลยทีเดียว และเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็ไม่ต้องจมอยู่กับที่นี่แล้ว”

อาจารย์โม่ถอนหายใจ ที่จริงแล้วเขาตั้งตารอชมการแข่งขันระหว่างสองหอในวันพรุ่งนี้เช่นกัน ลือกันว่าเด็กหนุ่มจากตระกูลหลิ่วเตรียมตัวมาอย่างดี ใครจะรู้ว่าคนที่หัวเราะคนสุดท้ายในการแข่งขันเพื่อขึ้นเป็นมือหนึ่งของชั้นแดนดินคือใคร?

สีของท้องฟ้ายามราตรีเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ภายในห้องพัก มู่เฉินนั่งขัดสมาธิสองมือประสานกัน เขากำลังเข้าสมาธิเพาะบ่มพลัง รอบๆ ร่างกายมีคลื่นหลิงจากทั่วฟ้าดินไหลเวียน ก่อนจะผสานรวมกับลมหายใจแล้วเคลื่อนไปภายในร่างของเด็กหนุ่ม

เมื่อกระแสคลื่นหลิงเข้าไปในร่างของมู่เฉินมากขึ้นเรื่อยๆ ลำแสงสีดำเข้มก็วาบขึ้นบนชั้นผิวของเขา

ภายในจุดชี่ไห่ คลื่นสีดำกำลังไหลวนเป็นวงจร ความหนาแน่นของคลื่นครั้งนี้มีมากกว่าครั้งแรกที่เขาเริ่มฝึกฝนอย่างเทียบชั้นไม่ติด ชัดเจนแล้วว่ามู่เฉินทุ่มแรงกายแรงใจฝึกฝนอย่างไม่เสียเปล่า

กระแสคลื่นหลิงหมุนเวียนรอบเส้นทางคดเคี้ยวตามหลักของวิชามหาเจดีย์ ในที่สุดก็หลอมรวมจนกลายเป็นคลื่นหลิงสีดำและเคลื่อนที่ไปตามจุดชี่ไห่ของเขา ทำให้เกิดความหนาแน่นที่ทวีคูณความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้มู่เฉินเข้าใจวิชามหาเจดีย์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถแตะถึงขั้นวางรากฐานได้ ทว่าริ้วความรู้สึกในใจบ่งบอกว่าขั้นต่อไปก็อยู่ไม่ไกลแล้ว

มู่เฉินไม่ได้รีบร้อนหรือหมดความอดทน เขาปล่อยคลื่นหลิงให้เข้าหลอมรวมกับลมปราณอย่างช้าๆ เมื่อริ้วคลื่นหลิงเส้นสุดท้ายเดินเข้าสู่จุดชี่ไห่แล้ว เขาก็รับรู้ถึงแรงสั่นไหวภายใน คลื่นหลิงสีดำสนิทภายในจุดชี่ไห่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังวังชาไหลเวียนไปทั่วแขนขา

มู่เฉินอึ้งไปกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เขาหลุดหัวเราะร่าเสียงดัง เขาไม่คาดว่าตนจะบรรลุได้ ณ เวลาแบบนี้ด้วย

 

ศึกประลองศิษย์

รุ่งอรุณมาเยืยน

เมื่อแสงอาทิตย์ร้อนสาดส่องลงมาเหนือเมือง ความร้อนระอุก็เพิ่มขึ้นในสำนักศึกษาเป่ยหลิงทันที

สำนักศึกษาเป่ยหลิงแบ่งออกเป็นหอตะวันตกและหอตะวันออก เกิดการแข่งขันมากมายระหว่างหอทั้งสอง แต่ต้องยอมรับว่าคนผู้หนึ่งจะเติบใหญ่ได้ก็ด้วยการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้เลยทำให้สำนักศึกษาเป่ยหลิงผลิตเหล่าศิษย์ที่มีคุณภาพมากมายตลอดสองปีที่ผ่านมา

ส่วนการแข่งขันระหว่างสองหอที่เผ็ดร้อนที่สุดก็คือศึกประลองศิษย์ระหว่างสองหอซึ่งจัดขึ้นทุกไม่กี่เดือน อันดับจอมยุทธ์ฝึกหัดในโรงเรียนจะถูกจัดด้วยการประลองนี้ เหล่าคนหนุ่มสาวต่างกระหายกับการเป็นหนึ่งนำหน้าผู้อื่น นอกจากนี้ใครล่ะที่ไม่อยากจะอวดต่อหน้าสาวงามทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง? ด้วยเหตุนี้ศิษย์หลายคนจึงพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในการแข่งขัน

มีลานกว้างใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของสำนักศึกษาเป่ยหลิง ลานประลองจำนวนมากถูกจัดตั้งภายในสถานที่แห่งนี้ รอบๆ ลานมีอัฒจรรย์หินล้อมให้ผู้คนนั่งชมการแข่งขัน ตอนนี้ที่นั่งเหล่านี้เต็มไปด้วยคลื่นฝูงชนเบียดเสียดกันแน่น

ทุกสรรพเสียงของการสนทนาและการกระซิบดังรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังมีเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กสาวชวนให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระชุ่มกระชวย

ภายในลานใหญ่มีผู้คนมากมาย ทว่าเห็นได้ชัดเจนว่าถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ฟากหนึ่งคือศิษย์หอตะวันตก อีกฟากคือศิษย์หอตะวันออก เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่บนการแข่งขันทำให้พวกเขาเย้าแหย่หาเรื่องกันเรื่อย เกิดบรรยากาศครึกครื้นอย่างยิ่ง

“ศิษย์หอตะวันออกครองตำแหน่งการจัดอันดับสี่ในสิบคนแรกของศิษย์ชั้นแดนดิน มิหนำซ้ำสามลำดับแรกยังเป็นคนจากหอตะวันตกทั้งหมด ไม่รู้ว่ารอบนี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันหรือไม่”

“หอตะวันออกก็มีศิษย์มากฝีมือหลายคน มีข่าวลือว่าหลิวเฟิงและถานชิงซันก็ใกล้จะบรรลุระดับหลิงต้งแล้ว หากพวกเขาทำสำเร็จ หนึ่งในห้าลำดับแรกของชั้นแดนดินก็ยังพอมีหวัง”

บนที่นั่งหอตะวันออก ศิษย์กลุ่มหนึ่งกำลังสนทนากันอย่างออกรส ซูหลิงที่นั่งไม่ไกลได้ยินบทสนทนาก็ยื่นปากไม่พอใจกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่เข้าใจจุดประสงค์หลักของศึกประลองศิษย์เลย ถึงหอตะวันออกของเราจะมีที่นั่งสิบลำดับแรกน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่พี่มู่คว้าที่หนึ่งมาได้ พวกลูกหมาหอตะวันตกจะไม่กล้าเห่าใส่เราอีก”

ศิษย์หอตะวันออกได้ยินก็มองหน้ากันไปมาแล้วพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ แม้ว่าสิ่งที่ซูหลิงกล่าวจะเป็นความจริงทุกประการ ทว่าถ้ามู่เฉินต้องการเป็นที่หนึ่งของชั้นแดนดิน เขาต้องเอาชนะหลิ่วหยังให้ได้เสียก่อน แต่ได้ข่าวว่าอีกฝ่ายมีเส้นหลิงขั้นเหยินในตัวแล้ว...

“พี่มู่ ครั้งนี้ชาวหอตะวันออกคงต้องหวังพึ่งพี่” ซูหลิงยิ้มกว้างหันไปพูดกับเด็กหนุ่มตรงหน้า

มู่เฉินส่งรอยยิ้ม แต่แววตากลับจดจ่ออยู่ที่ลานประลอง แม้ว่าการแข่งขันจะยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแต่ก็มีศิษย์กลุ่มหนึ่งก็เริ่มการประลองกันบนลานแล้ว

เมื่อสายตามู่เฉินจ้องอยู่ที่ลาน เสียงโครมครามก็ดังขึ้นข้างหลัง กลิ่นหอมกรุ่นแตะนาสิกประสาท เมื่อร่างบอบบางสง่างามเยื้องย่างมาข้างเขา เสียงหวานดังขึ้น “นี่!”

มู่เฉินเอียงหัวจ้องไปที่ถังเชียนเอ๋อที่เข้ามานั่งข้างๆ วันนี้นางแต่งชุดสีหยก ผมหางม้าสีดำเงางามที่กระเด้งตามจังหวะเคลื่อนไหวและใบหน้าน่ารักดึงดูดสายตาเร่าร้อนจากด้านข้าง

ถังเชียนเอ๋อเป็นศิษย์หอตะวันออกชั้นแดนฟ้าที่มีรูปโฉมงดงาม ซ้ำนางยังนิสัยดีน่าคบหา ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกกับการยกให้นางเป็นดาวแห่งหอตะวันออก ไม่ว่านางจะย่างกรายไปที่ใดก็ดึงดูดสายตาเร่าร้อนไปได้ทุกที่

“เจ้ามาที่นี่ทำไม?” การปรากฏตัวของถังเชียนเอ๋อที่นี่ ทำให้มู่เฉินประหลาดใจไปบ้าง ตอนนี้เป็นคาบเวลาฝึกฝนของศิษย์ชั้นแดนฟ้าไม่ใช่รึ?

“ข้าก็มาให้กำลังใจเจ้าไงล่ะ” ถังเชียนเอ๋อยิ้มพราวพลางกล่าวติดตลก “แล้วถ้าเจ้าโดนอัดเละ ข้าจะพาเจ้ากลับไปด้วย”

“แหม ขอบใจจริง” มู่เฉินส่ายศีรษะอย่างอารมณ์เสีย

“เฮ้ เจ้าไหวจริงๆ แน่นะ? เจ้ามีเรื่องกับหลิ่วหยังเมื่อวาน เขาคงไม่ไว้หน้าเจ้าวันนี้แน่” ถังเชียนเอ๋อส่งสายตาแสดงความกังวล การหยอกล้อเมื่อครู่ก็แค่ขำๆ นางเข้าใจความสำคัญของศึกวันนี้ดี มิเช่นนั้นนางคงจะไม่แอบโดดเรียนวิชาเพาะคลื่นพลังแล้วมาที่นี่หรอก

“ข้าจะทำให้ดีที่สุด” มู่เฉินยิ้ม แต่ขณะที่กำลังจะพูดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนฉับพลัน เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังอีกฝั่ง ตรงกลางของที่นั่งศิษย์หอตะวันตกมีแววตาเย็นยะเยือกจ้องตรงมาที่เขา นั่นก็คือหลิ่วหยัง

คนอื่นอย่างมู่หยวนและเซียตงก็ยืนล้อมรอบหลิ่วหยัง ยามนี้พวกเขาก็ส่งสายตาท้าทายมายังที่นั่งหอตะวันออก

มู่เฉินและหลิ่วหยังสาดสายตาใส่กันในระยะไกล พื้นที่ตรงจุดตัดเกิดประกายไฟแล่นเปรียะเป็นระยะ

ทั้งสองเป็นที่รู้จักในหอของตนและหลายคนรู้ดีว่าการประลองหลักของวันนี้คืออะไร ด้วยเหตุนี้การเผชิญหน้าของทั้งสองผ่านการปะทะกันทางสายตาจึงทำให้ผู้ชมยิ้มกริ่ม ดูเหมือนการประลองวันนี้คงไม่หนีจากพวกเขาไปได้

หลิ่วหยังจ้องตามู่เฉินก่อนที่จะผละสายตาไปหาถังเชียนเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาอดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอด เมื่อเลื่อนสายตากลับมามองมู่เฉิน แววตาก็เยือกเย็นลงอีกหลายส่วน

“ความสวยก็เป็นปัญหานะเนี่ย...” มู่เฉินสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของฝ่ายตรงข้าม เขามองหน้าถังเชียนเอ๋อ ทุกคนในสำนักศึกษาเป่ยหลิงรู้ว่าหลิ่วหยังชอบถังเชียนเอ๋อ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับน้ำใจจากสาวงามแต่อย่างใด นอกจากเรื่องเบาะแว้งระหว่างตระกูลมู่และตระกูลหลิ่วแล้ว มู่เฉินอดคิดไม่ได้ว่าที่หลิ่วหยังเหม็นขี้หน้าตนมากคงจะเป็นเพราะแรงหึงหวงที่ถังเชียนเอ๋ออยู่ใกล้เขาบ่อยครั้ง

“ถ้าเจ้าคิดว่าข้าสร้างปัญหาให้ ข้าก็จะไป” ถังเชียนเอ๋อเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบ

มู่เฉินอดหัวเราะไม่ได้ ดวงตาสีดำเหลือบมองถังเชียนเอ๋อ แววตาสุกสกาวของเด็กหนุ่มสร้างสีชมพูระเรื่อบนแก้มเด็กสาว แต่ด้วยนิสัยดื้อดึง นางจึงจ้องตอบอีกฝ่ายตรงๆ

“หากเป็นเขา ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร” มู่เฉินกล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“หืม เจ้าคุยโวซะจริง พูดหลังจากชนะก่อนเถอะ”

ถังเชียนเอ๋อยื่นปาก ดวงตางดงามเลื่อนไปมองลานประลอง สีหน้าเปลี่ยนไปพลางกระซิบ “เจ้านั่นก็มาด้วยหรือนี่...”

มู่เฉินเลื่อนสายตามองตามไป อารมณ์เขาเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นทว่าศิษย์หอตะวันออกที่นั่งอยู่ก็เงียบเสียงลงทันที

สายตาของพวกเขาไปยึดติดกับที่นั่งหอตะวันตก ที่นั้นมีกลุ่มคนอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี พวกเขาอายุมากกว่าศิษย์ชั้นแดนดินเล็กน้อย คนเหล่านั้นยืนพิงตรงระเบียงคั่นลานประลองกับที่นั่งชม บางครั้งก็เล่าเรื่องขำขันพากันหัวเราะ ความสนใจของคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่การประลองเลย

ตรงกลางมีจอมยุทธ์ฝึกหัดสองคนที่ยืนเด่นเป็นสง่า เป็นหนุ่มสาวคู่หนึ่ง หญิงสาวสวมชุดสีแดง ดวงตาหงส์น่าดึงดูด นางก็คือหงหลิงแห่งหอตะวันตก

อีกคนเป็นชายหนุ่มสวมชุดสีขาว เขาเป็นชายร่างสูงเครื่องหน้าหล่อเหลา ตอนนี้ดวงตาเขาทอดผ่านไปยังที่นั่งบริเวณหอตะวันออก เมื่อถูกจ้องตรงที่ถูกมองผ่านก็เงียบกริบราวกับมีแรงกดดันบางอย่าง

“ชิ...หลิ่วมู่ไป๋สินะ ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะมาที่นี่ด้วย...” ซูหลิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แห้งผาก

ถ้าเผชิญหน้ากับหลิ่วหยังชาวหอตะวันออกยังพอมีแรงที่จะสู้บ้าง ทว่าการเผชิญหน้ากับหลิ่วมู่ไป๋ จิตใจก็ไม่อาจผลิตความหาญกล้าออกมาได้เลย

เพราะหลิ่วมู่ไป๋คืออันดับหนึ่งตัวจริงของสำนักศึกษาเป่ยหลิง ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาศึกษา ก็ไม่มีผู้ใดสามารถชิงตำแหน่งที่หนึ่งจากชายหนุ่มผู้นี้ไปได้

แววตามู่เฉินจ้องไปที่ร่างสง่าในชุดสีขาว ดวงตาสีดำแลกเปลี่ยนสายตากับอีกฝ่าย แม้ระยะจะห่างกัน ก็พอดูออกถึงแรงกดดันที่ทั้งสองส่งผ่านข้ามลานมาได้

สายตาแลกเปลี่ยนอย่างไม่มีใครยอมใคร แต่ในใจมู่เฉินไม่ได้มีความกลัวแบบที่ศิษย์คนอื่นในโรงเรียนมีต่อหลิ่วมู่ไป๋ แววตาสงบนิ่งของเขาสร้างความประหลาดใจให้อีกฝ่ายเล็กน้อยจนอดทำหน้านิ่วไม่ได้

“โอ้ เจ้านั่นกล้าดีนี่” ข้างหลิ่วมู่ไป๋ พวกศิษย์พี่แห่งหอตะวันตกก็มีอาการประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นมู่เฉินไม่มีท่าทีเกรงกลัวหลิ่วมู่ไป๋

แววตาของหงหลิงจดจ้องไปที่มู่เฉินเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นเขาแลกสายตากับหลิ่วมู่ไป๋ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเยาว์วัยกว่าอีกฝ่าย แต่กลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกสงบอย่างประหลาด ราวกับว่าอิทธิพลของจอมยุทธ์ฝึกหัดลำดับหนึ่งของโรงเรียนก็มิอาจทำให้สะทกสะท้านได้

นางอดไม่ได้ที่จะจ้องราวกับตกอยู่ในภวังค์ เด็กน้อยขี้ขลาดเมื่อวันวานที่คอยตามนางต้อยๆ เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้เชียวหรือ...

“พี่ใหญ่!”

เสียงตะโกนร้องดังขึ้นในบริเวณไม่ไกลนัก หลิ่วหยังยืนยิ้มร่าขณะมองมาทางนี้

หลิ่วมู่ไป๋พยักหน้าให้หลิ่วหยังก่อนมือจะจับราวกั้นแน่น ไม่มีการเปล่งคำพูดใดๆ ทว่าบรรยากาศของศิษย์ฝั่งหอตะวันออกก็ดิ่งลงไปมาก ตรงกันข้ามกับหอตะวันตกที่ฮึกเหิมมากขึ้น

ชัดว่าหลิ่วมู่ไป๋มาเพื่อสร้างแรงกดดันใส่ ด้วยฐานะของเขาในสำนักศึกษาเป่ยหลิง กระทั่งศิษย์ชั้นแดนฟ้าหอตะวันออกก็ยังไม่กล้าที่จะท้าทายเขา

ท่วงท่าของหลิ่วมู่ไป๋ที่กดดัน ฉับพลันเสียงระฆังก็ดังแทรกขึ้น หลายคนกะพริบตาตั้งตัวได้จากอารมณ์ชั่วครู่ ทุกคนหันมาให้ความสนใจกับเสียงดังกล่าว นี่เป็นการประกาศว่าศึกประลองศิษย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว