ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ขุมพลังเปลี่ยนโลก天珠变

ผู้แต่ง 唐家三少
ผู้แปล องครักษ์ขั้นสี่
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
กล่าวกันว่า มนุษย์ทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับลูกแก้ววิญญาณประจำตนที่หลับใหลอยู่ภายในร่าง หากฝึกฝนวิชาจนถึงขั้นก็อาจจะปลุกลูกแก้วเหล่านี้ให้ตื่นได้ ลูกแก้วที่ข้อมือขวาคือค่าพลังอำนาจฝ่ายบู๊เรียกว่า 'ถี่จู' ยิ่งจำนวนลูกแก้วมากค่าพลังก็ยิ่งสูง ลูกแก้วที่ข้อมือซ้ายคือค่าพลังฝ่ายบุ๋นเรียกว่า 'อี้จู' ยิ่งค่าพลังมากก็จะยิ่งเฉลียวฉลาดหลักแหลม แถมยังควบคุมธาตุต่างๆในธรรมชาติได้อีกด้วย... ขวาคือกำลัง ซ้ายคือปัญญา... แต่ผู้ที่จะปลุกลูกแก้ววิญญาณของตนได้นั้นมีน้อยมากๆ ลูกแก้วเหล่านี้จะอยู่คู่กับผู้ฝึกไปจนตายไม่หายไปไหน เมื่อพัฒนาระดับฝีมือสูงขึ้นพลังของมันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ร่ำลือกันว่าผู้ที่ได้ขุมพลังระดับสูงสุด แม้แต่โลกใบนี้ก็ไม่อาจต้านทาน แต่ใครเล่าจะได้ครอบครองขุมพลังระดับนั้น

บทนำ

天珠变

Author: 唐家三少

Translator: องครักษ์ขั้นสี่

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

กล่าวกันว่า มนุษย์ทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับลูกแก้ววิญญาณประจำตนที่หลับใหลอยู่ภายในร่าง หากฝึกฝนวิชาจนถึงขั้นก็อาจจะปลุกลูกแก้วเหล่านี้ให้ตื่นได้ ลูกแก้วที่ข้อมือขวาคือค่าพลังอำนาจฝ่ายบู๊เรียกว่า 'ถี่จู' ยิ่งจำนวนลูกแก้วมากค่าพลังก็ยิ่งสูง ลูกแก้วที่ข้อมือซ้ายคือค่าพลังฝ่ายบุ๋นเรียกว่า 'อี้จู' ยิ่งค่าพลังมากก็จะยิ่งเฉลียวฉลาดหลักแหลม แถมยังควบคุมธาตุต่างๆในธรรมชาติได้อีกด้วย... ขวาคือกำลัง ซ้ายคือปัญญา...  แต่ผู้ที่จะปลุกลูกแก้ววิญญาณของตนได้นั้นมีน้อยมากๆ ลูกแก้วเหล่านี้จะอยู่คู่กับผู้ฝึกไปจนตายไม่หายไปไหน เมื่อพัฒนาระดับฝีมือสูงขึ้นพลังของมันก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ร่ำลือกันว่าผู้ที่ได้ขุมพลังระดับสูงสุด แม้แต่โลกใบนี้ก็ไม่อาจต้านทาน แต่ใครเล่าจะได้ครอบครองขุมพลังระดับนั้น

 

--------------------------

1. สำหรับท่านที่ชอบความสดใหม่ บันเทิงรายวัน ได้อ่านก่อนใคร... เรื่องนี้ "มี" เปิด donate อ่านแบบรายตอนครับ แต่จะไม่มีขายในรูปแบบอีบุคและหนังสือ

2. เรื่องนี้เป็นหนังสือทดลองอ่านที่ซื้อ ลข. มาแปลเฉพาะ "ภาคแรก" เท่านั้น

3. หลังจากลงจบภาคแรก เราทยอยติดหมูให้อ่านกันทีหลัง ใครไม่สะดวก donate ก็รอติดหมูได้ครับ

 

 

 

สารบัญ

พี่สาว...เกรงว่านี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด

บนถนนสายหลักแห่งเมืองเทียนกง เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนกง

อาณาจักรเทียนกงนั้นเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแผ่นดินใหญ่ ไม่อยู่ภายใต้อาณาจักรอื่นมีสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของมนุษย์เป็นที่สุด

วันนี้อากาศสดใส ท้องฟ้ากว้างทอดยาวราวกับคริสตัลสีฟ้าที่ไม่มีที่ติ อย่างเดียวที่อาจจะขัดใจใคร ๆ ได้ ก็คืออากาศที่สดใสเสียจนแสงอาทิตย์แยงตา โชคยังดีที่ถนนสายหลักถูกรายล้อมไปด้วยต้นมะเดื่ออายุกว่าร้อยปี ทอดกิ่งใบหนาประสานกันกลายเป็นร่มเงาให้คนเดิน ที่นี่คือถนนหลวงที่ใคร ๆ ในอาณาจักรเทียนกงต่างรู้จัก ยาวเกือบหนึ่งร้อยลี้ไปจนถึงเขตป่า

เมืองเทียนกงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ จะบอกว่าไม่เป็นสองรองใครเลยก็อาจได้ นั่นเป็นเพราะเมืองหลวงแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยผืนป่าขนาดใหญ่เปรียบเสมือนกับอัญมณีที่ส่องประกายอยู่ท่ามกลางแมกไม้ และแม้ว่าอาณาจักรเทียนกงจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่เมืองหลวงของอาณาจักรกลับมีชื่อเสียง ป่าที่รายล้อมอยู่นั้นถูกขนานนามว่าป่าแห่งดวงดารา เพราะว่าป่าแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวบนทวีปนี้ที่ต้นดวงดาราเติบโตขึ้น แก่นกลางของต้นดวงดารานั้นเป็นวัตถุดิบที่สำคัญยิ่งสำหรับการทำธนูและด้วยเหตุนี้เอง เมืองเทียนกงจึงมีรายได้มหาศาล

ปรากฏเด็กหนุ่ม อายุราว ๆ 15 - 16 ปีผู้หนึ่งเดินเลียบอยู่ในถนนใหญ่ พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง

“การเป็นนักรักนั้นก็เพื่อฝึกฝนจิตใจ การมีชู้นั้นก็เพื่อฝึกฝนหัวใจ การวิ่งไล่ตามสาว ๆ ช่วยให้เราไม่แก่ตัว ได้จีบใครสักคนนับว่าเป็นยารักษาโรค และถ้ายังตกหลุมรักใครสักคนได้ ย่อมหมายความว่าหัวใจยังอ่อนเยาว์ ส่วนการอกหักก็เป็นยารักษาโรคนอนไม่หลับชั้นเลิศ บางคนกล่าวว่าวีรบุรุษไม่ควรล่วงเกินสาวบริสุทธิ์ เอาจริง ๆ นะ...วีรบุรุษคนไหนจะคิดเช่นนี้กัน? วีรบุรุษควรจะทิ้งสาวงามไว้ให้ชาวบ้านธรรมดาจีบหรือไง? แล้วสาวงามจะคิดยังไง นางไม่ใช่อยากครองคู่กับวีรบุรุษหรอกเหรอ”

เขาหยุดไปพักหนึ่ง จึงว่าต่อ

“เขายังว่ากระต่ายจะไม่กินหญ้าใกล้โพรงที่ตัวมันอาศัย อันนี้ก็อีกนั่นแหละ... กระต่ายจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน? จะโง่ปล่อยให้กระต่ายตัวอื่นมากินหญ้าใกล้โพรงของตัวเองเหรอ? ต่อให้เป็นต้นหญ้าก็คงไม่คิดซับซ้อนขนาดนั้นหรอก จะกระต่ายตัวไหนสุดท้ายมันก็ถูกกินเหมือนกันแหละ ดังนั้นถูกกินโดยคนคุ้นเคยย่อมดีกว่าเป็นแน่ !”

คิดไปคิดมา ก็พูดเสริมอีกว่า

“แล้วเขายังว่าไว้ว่าหากมีเงินทองอยู่ในมือ จะเรียกผีมาโม่แป้งก็ยังได้ แต่จริงเร้อ... ผีจะยอมทำให้เปล่า ๆ หรือไง? เมื่อมาโม่แป้งให้ย่อมต้องหวังรางวัลตอบแทนบ้างสิ แต่ก็อย่างว่าแหละนะ เงินรางวัลมากมายถ้ามอบให้ผีไปซะก็อาจปลอดภัย เพราะผีไม่โลภ แต่หากมอบให้คนก็คงไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ”

เด็กหนุ่มที่บ่นไม่หยุดคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และลาดไหล่กว้างดูแข็งแรง ดวงตาและผมมีสีดำสนิท สวมใส่เสื้อเชิ้ตพับแขน เผยท่อนแขนสีทองแดงดูสุขภาพดี ลักษณะผึ่งผายราวกับวีรบุรุษ

เด็กหนุ่มไม่ได้หล่อเหลาราวกับเทพบุตรแต่กลับดูน่ามองอย่างยิ่ง

หากตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว คำว่าเรียบง่ายและซื่อสัตย์ดูจะเหมาะสมเป็นที่สุด

หากแต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขา กลับตรงกันข้ามกับคำว่าเรียบง่ายและสัตย์ซื่ออย่างสิ้นเชิง แต่ก็ไม่แปลก คนเราย่อมแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา ยามที่ปราศจากสายตาของคนภายนอกจ้องมอง

“เฮ้อ...การที่ข้าไม่สามารถฝึกฝนพลังสวรรค์ได้ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า ใบหน้าหล่อลากดินของข้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง มีเพียงพลังสวรรค์และบรรดาลูกแก้วบ้าบอพวกนั้นถึงจะมีค่าหรอกเรอะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ! เหตุใดพวกท่านจึงกลั่นแกล้งข้า ให้ข้า โจวเหว่ยชิง เกิดมามีลมปราณที่ติดขัดแต่กลับมีใบหน้าหล่อลากดินถึงเพียงนี้ การที่พวกท่านไม่ยอมให้ข้ามีลูกแก้ววิญญาณเป็นของตัวเอง เป็นเรื่องที่น่าเสียของไหมล่ะ” แน่นอนว่าใบหน้าที่หล่อเหลาที่เขาพูดถึงนั้นมาจากความคิดของเขาแค่คนเดียว และระหว่างที่พูดอยู่นั้นเด็กหนุ่มถึงกับชูนิ้วกลางขึ้นท้องฟ้าอย่างหยาบคาย

แต่เขาไม่ได้ต่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว หลังจากชูนิ้วกลางขึ้นเย้ยฟ้าท้าดินเขาก็กล่าวปลอบใจตัวเองว่า “เอาเถอะ การไม่สามารถฝึกฝนพลังสวรรค์ก็มีข้อดีเหมือนกัน แค่นี้ตาแก่ก็เข้มงวดมากพออยู่แล้ว ถ้าข้าฝึกพลังสวรรค์ได้จริง ชีวิตของข้าคงแย่กว่านี้ร้อยเท่าพันเท่าเป็นแน่ อย่างน้อยตอนนี้ตาแก่ก็ถอดใจกับข้าแล้ว และการได้ใช้ชีวิตอยู่ในฐานะลูกชายของขุนนางผู้ร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียวนี่ ข้าไปแช่น้ำดีกว่า!”

ระหว่างที่เด็กหนุ่มพูดใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มแสนซื่ออันเป็นคุณลักษณะประจำตัว แต่ใครที่รู้จักโจวเหว่ยชิงดีย่อมรู้ว่ารอยยิ้มนี้มีไว้เพื่อปกปิดธาตุแท้ที่เป็นอันธพาลของเขาเท่านั้น

แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถปลุกพลังสวรรค์ แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ปีนี้เขามีอายุเพียง 13 แต่กลับดูราวกับว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกไปเสียแล้ว อย่างน้อยในแง่นี้เขาก็เป็นลูกไม้ใต้ต้นของผู้เป็นบิดา

หลังจากเดินไปตามถนนหลวงมุ่งหน้าสู่ป่าแห่งดวงดาราได้ราวห้าลี้ โจวเหว่ยชิงก็หักเลี้ยวเข้าไปในป่า

เขาเติบโตขึ้นในป่าแห่งนี้ หลังจากอายุครบ 8 ปีและพบว่าลมปราณของเขาติดขัด ไม่สามารถจะฝึกฝนพลังสวรรค์ได้ บิดาของโจวเหว่ยชิงก็ไม่บังคับให้เขาฝึกอีก ดังนั้นโจวเหว่ยชิงจึงชอบใช้เวลาส่วนมากวิ่งเล่นอยู่ในป่าเพียงลำพัง

ป่าแห่งนี้ชื่อว่า 'ป่าดวงดารา’ ไม่มีสัตว์ประหลาด สัตว์อสูรอะไรทั้งนั้น นับเป็นผืนป่าที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในทวีป

หลังจากเข้ามาในป่าแห่งดวงดารา โจวเหว่ยชิงสามารถเดินไปเดินมาโดยไม่ต้องเปิดตาเสียด้วยซ้ำ เขาคุ้นเคยกับทุกตารางนิ้วของป่าผืน หลังจากเดินมาได้ราวหนึ่งชั่วโมง เขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหล แสดงว่าใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว เพียงนึกถึงทะเลสาบที่มีน้ำใสไหลเย็น โจวเหว่ยชิงก็พลันเร่งฝีเท้า วันนี้อากาศร้อนอบอ้าว นั่นยิ่งทำให้เขาอยากดำผุดว่ายผุดในทะเลสาบให้สดชื่น

ไม่ห่างจากจุดที่เขาอยู่มากนัก มีทะเลสาบที่น้ำในนั้นผุดขึ้นมาจากธรรมชาติ กว้างเพียง 100 เมตรและรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้น้อยคนนักที่จะรู้จักทะเลสาบแห่งนี้

ในอดีตโจวเหว่ยชิงค้นพบสถานที่แห่งนี้ด้วยความบังเอิญ โดยธรรมชาติแล้วเขาชื่นชอบน้ำเป็นพิเศษ และด้วยเขาไม่คบหามิตรสหาย เขาจึงใช้เวลาส่วนมากไปกับการเล่นน้ำในทะเลสาบ

เมื่อพ้นแนวต้นไม้ใหญ่ทะเลสาบน้ำแข็งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า โจวเหว่ยชิงไม่ได้รีบร้อนดำดิ่งลงไปในทะเลสาบแต่เขากลับถอดเสื้อผ้าออกมาวางเรียงไว้ก่อนที่จะค่อยๆหย่อนตัวลงริมน้ำเพื่อจ้องมองเงาของตัวเองที่สะท้อนบนผิวน้ำพลางกล่าวเบา ๆ “อั๊ยย่ะ คนอะไรหล่อขึ้นทุกวัน”

ระหว่างที่เขาจ้องมองเงาของตนอย่างหลงใหลอยู่นั่นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงน้ำสาดกระจาย เขามองตามเสียงนั้นและสิ่งที่เห็นทำให้เขาอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจป

อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบมีใครบางคนเพิ่งกระโดดลงมาทำให้น้ำกระจายเป็นละออง

เมื่อแสงแดดส่องกระทบผิวน้ำทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นสีทองอร่ามราวกบอ่างทองคำ ใจกลางของน้ำที่แตกกระจายเป็นคลื่น ปรากฏศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีชมพู ดึงดูดความสนใจของโจวเหว่ยชิงให้หันไปมอง

น้ำในทะเลสาบน้ำแข็งนั้นค่อนข้างตื้น มีความลึกราวหนึ่งเมตรเท่านั้น เด็กสาวที่กระโจนลงมาในทะเลสาบหันหลังให้โจวเหว่ยชิง ผิวน้ำสูงเพียงบั้นท้ายของนาง

โจวเหว่ยชิงเห็นเอวบางและรูปร่างที่เย้ายวนอย่างชัดเจน

“อุ...อูยยย....” ทันใดนั้นเลือดสดๆก็ไหลลงมาจากรูจมูกทั้งสองข้างของเขา แม้เด็กหนุ่มจะเคยฝันใฝ่ถึงประสบการณ์ทางเพศมาก่อนแต่เขาก็ยังถือพรหมจรรย์เพราะอายุแค่ 13 แม้ว่าจะแก่แดดแก่ลมอย่างไร แต่พอได้เห็นร่างเปลือยของสาวน้อยใกล้ขนาดนี้เป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นเสียจนเลือดกำเดาไหล

“แม่เจ้าโว้ย แจ่มแจ๋วที่สุด” โจวเหว่ยชิงกลั้นหายใจ สายตายังจับจ้องยังเด็กสาวจนลืมไปว่าเขาเองก็อยู่ในที่แจ้ง เขา ได้แต่ตะโกนบอกตัวเองในใจให้นาง หันมา ! หันมา !

ราวกับเด็กสาวผมสีชมพูได้ยินเสียงที่ดังอยู่ภายในใจของเขา นางค่อย ๆ หันมาอย่างช้า ๆ นางดูตื่นเต้น มือทั้งสองระอยู่บนผิวน้ำยามหันหน้ามาทางโจวเหว่ยชิง

พี่สาว...เกรงว่านี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ลูกตาของโจวเหว่ยชิงเบิกกว้าง... ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริง

แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น “ฝ่าบาท ระวัง! มีคนอยู่ทางโน้นเพคะ”

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเด็กสาวผมสีชมพูก็สั่นเหมือนลูกนก นางรีบหลุบตัวลงไปให้สายน้ำให้ช่วยบดบังเรือนร่างพลางมองไปรอบด้านอย่างตื่นตระหนก

ก่อนที่โจวเหว่ยชิงจะได้สติ เขาก็รู้สึกว่าร่างกายเบาลง ราวกับโลกหมุนไปรอบตัว ในหัวได้ยินเสียงเป๊าะ ทันใดนั้น เขาก็ลงไปกองอยู่กับพื้น

“เกิดอะไรขึ้น?” แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถฝึกฝนพลังสวรรค์แต่เขาก็ได้รับการฝึกกำลังภายในจากบิดาผู้เข้มงวดมาแต่เล็ก ร่างกายของเขาอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรงกว่าคนธรรมดามากนัก เขากลิ้งไปกันพื้นก่อนที่จะลุกขึ้นยืนอย่างงงๆ

ราวสามเมตรเบื้องหน้า ปรากฏร่างหญิงสาววัย 20 ปียืนจ้องตาเขาอยู่ หน้าตานางจืดสนิท แต่งกายด้วยเกราะหนัง มีดาบอยู่ในมือและมีคันธนูทำจากไม้จากต้นลูกดาราห้อยอยู่ด้านหลัง

ตอนนั้นเอง โจวเหว่ยชิงเห็น 'ดอกดารา’ ที่ติดอยู่บนเกราะหนังของหญิงสาว มันเป็นสัญลักษณ์ที่มีเพียงคนของราชวงศ์เท่านั้นที่จะใช้ได้ หรือว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเป็นองครักษ์?

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของโจวเหว่ยชิงมากที่สุดคือลูกแก้ว 3 ลูกที่อยู่รอบข้อมือของหญิงสาว ลูกแก้วทั้ง 3 ล้วนทำมาจากหยกต่างชนิดกัน ด้วยสายตาที่คมกล้าของเขาบวกกับประกายเจิดจ้าของหยก เขารู้ได้อย่างชัดแจ้งว่ามันประกอบด้วยหยกขี้ผึ้ง 30 ส่วน หยกน้ำแข็ง 30 ส่วน และหยกหินมังกร 40 ส่วน

แม้ว่าตัวของโจวเหว่ยชิงเองจะไม่สามารถฝึกฝนพลังได้แต่เขาก็รู้ดีว่าลูกแก้วทั้งสามที่ข้อมือของหญิงสาวหาใช่เครื่องรางใด ๆ แต่มันคือสัญลักษณ์ของพลัง

ในโลกใบนี้ ว่ากันว่ามนุษย์ทุกคนจะได้รับพลังจากสามทาง

1.ได้รับพลังจากการมานะฝึกฝน หรือที่เรียกว่า ‘พลังสวรรค์’ พลังนี้จะได้จากการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่ง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 ชั้นคือ

- พลังสวรรค์ชั้นเทียนจิงลี่ (แยกย่อยออกเป็น 12 ระดับตั้งแต่ ระดับเทียนจิงหนึ่ง ถึงระดับเทียนจิง 12) ผู้ที่ฝึกพลังสวรรค์ชั้นเทียนจิงสูงกว่าระดับ 3 ขึ้นไป จะสามารถปลุก ‘ก้อนลูกแก้วแห่งพลัง’ ที่หลับใหลในตัวให้ตื่นได้ มนุษย์เชื่อกันว่าทุกคนมีก้อนลูกแก้วอยู่กับตัวมาตั้งแต่เกิด

- พลังสวรรค์ชั้นเทียนเสินลี่ (แยกย่อยออกเป็น 12 ระดับตั้งแต่ ระดับเทียนเสิ่นหนึ่ง ถึงระดับเทียนเสิ่น 12)

- พลังสวรรค์ชั้นเทียนซือลี่ (แยกย่อยออกเป็น 12 ระดับตั้งแต่ ระดับเทียนซือหนึ่ง ถึงระดับเทียนซือ 12)

- พลังสวรรค์ชั้นเทียนเต้าลี่ (แยกย่อยออกเป็น 12 ระดับตั้งแต่ ระดับเทียนเต้าหนึ่ง ถึงระดับเทียนเต้า 12)

เล่าขานกันว่าผู้ที่สำเร็จระดับสูงสุดของพลังสวรรค์ชั้นเทียนเต้าลี่ จะสามารถควบคุม สร้าง และทำลายพลังแห่งจักรวาล อีกทั้งยังมีอายุยืนยาวเป็นอมตชน และไม่ว่าจะเป็นผู้ควบคุมลูกแก้วแบบใดก็ตาม พลังสวรรค์ก็เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด หากมีพลังสวรรค์ไม่เพียงพอ จะหาลูกแก้วแห่งพลังมาครอบครองมากแค่ไหนก็คงไร้ผล

2. ได้รับพลังจากลูกแก้ว ‘ถี่จู’ หรือ ‘ลูกแก้วพลังกาย’ มันก็คือลูกแก้วแห่งพลังกายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาหลังจากที่ผู้ฝึก ฝึกฝนร่างกายจนผ่านระดับที่สามของเทียนจิงลี่ไปแล้ว ลูกแก้ว‘ถี่จู’ นี้จะรัดรอบมือขวาเหมือนกำไลข้อมือประจำตัวเจ้าของ ลักษณะของมันเป็นเม็ดๆเหมือนลูกประคำ เป็นตัวช่วยเสริมพลังในการต่อสู้ (บู๊) เรียกได้ว่าในชีวิตหนึ่งๆของคนธรรมดาจะมีได้แค่เก้าลูกเท่านั้น

3. ได้รับพลังจากลูกแก้ว ‘อี้จู’ หรือ ‘ลูกแก้วพลังจิต’ มันก็คือลูกแก้วแห่งพลังจิตที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาหลังจากที่ผู้ฝึก ฝึกฝนร่างกายจนผ่านระดับที่สามของเทียนจิงลี่ไปแล้ว ลูกแก้ว‘อี้จู’ นี้จะรัดรอบมือซ้ายเหมือนกำไลข้อมือประจำตัวเจ้าของ ลักษณะของมันเป็นเม็ดๆเหมือนลูกประคำ เป็นตัวช่วยเสริมพลังสมองทำให้ชาญฉลาด (บุ๋น) เรียกได้ว่าในชีวิตหนึ่งๆของคนธรรมดาจะมีได้แค่เก้าลูกเท่านั้น

เพราะมีได้สูงสุดแค่ 9 ลูก...  วิธีง่ายๆที่จะบอกความแข็งแกร่งของผู้ควบคุม ‘ถี่จู’ หรือ ‘อี้จู’ ส่วนมากจึงจะดูจากจำนวนลูกแก้วที่ครอบครอง

ผู้ที่ครอบครองลูกแก้ว 1 ถึง 3 ลูกส่วนมากจะอยู่ในระดับอาจารย์ทั่วไปในยุทธภพ

หากครอบครองลูกแก้ว 4 ถึง 6 ลูกจะอยู่ในระดับอาจารย์ใหญ่

และหากครอบครองลูกแก้ว 7 ถึง 9 ลูกก็จะอยู่ในขั้นปรมาจารย์ ในแต่ละระดับชั้นก็ยังแบ่งออกเป็นขั้นสูง กลาง ต่ำ อีกด้วย

ไม่ต้องไปไหนอื่นไกล เขาว่ากันว่าการฝึกฝนพลังสวรรค์ชั้นเทียนจิงลี่ก็เป็นเรื่องยากแล้ว เรียกได้ว่ายากพอ ๆ กับตายแล้วเกิดแล้วตายถึงสามครั้งเลยทีเดียว มีประชากรที่ฝึกสำเร็จไม่ถึงหนึ่งส่วน ในเมื่อโจวเหว่ยชิงมีเส้นลมปราณที่ติดขัด ไม่สามารถฝึกพลังได้ เขาก็ย่อมไม่ใช่ผู้โชคดีหนึ่งในนั้น เขาเป็นได้เพียงคนธรรมดาเท่านั้น

องครักษ์เบื้องหน้าโจวเหว่ยชิงนางนี้ เป็นผู้ควบคุมกายลูกแก้วถี่จูระดับอาจารย์-ขั้นสูง แม้จะไม่ได้เป็นถึงปรมาจารย์ แต่เขาก็ไม่ควรประมาทนาง

อาณาจักรเล็ก ๆ เช่นเทียนกงมีผู้ควบคุมลูกแก้วอยู่ไม่ถึงร้อยคน นางผู้เป็นองครักษ์หลวงที่อยู่เบื้องหน้าเขาคนนี้เห็นทีจะอยู่ใน 50 อันดับแรกของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรด้วยซ้ำไป อีกทั้งนางยังมีกายลูกแก้วถึง 3 ลูกบนข้อมือ ย่อมหมายความว่านางได้ฝึกฝนพลังสวรรค์ชั้นเทียนจิงลี่จนถึงระดับ 10 ไปแล้วเป็นอย่างน้อย หรืออาจจะถึงชั้นเทียนเสินลี่ไปแล้วด้วยซ้ำ

ด้วยพลังระดับนี้ นางสามารถเอาชนะทหารทั่ว ๆ ไปหนึ่งร้อยคนได้เพียงลัดนิ้วมือ

ลูกแก้วพลังกายจะประกอบขึ้นจากอัญมณีหลากหลายชนิด โดยมากจะเป็น 6 ชนิดนี้แต่ละชนิดบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางกายภาพ ได้แก่ หยกน้ำแข็งที่บอกขีดจำกัดของพละกำลัง หยกขี้ผึ้งที่บอกถึงความยืดหยุ่นของร่างกาย หยกเหลืองจะแสดงถึงความทนทาน หยกหินมังกรจะแสดงให้เห็นความว่องไว หยกแดงบ่งบอกความสามารถของการควบคุมและวางแผน และสุดท้ายคือหยกดำซึ่งแสดงถึงความทรหดอดทน

ลูกแก้วประกอบด้วยหยกชนิดไหนมากที่สุด เจ้าของลูกแก้วก็จะโดดเด่นด้านนั้น ๆ อย่างเช่นองครักษ์หญิงตรงหน้า ลูกแก้วของนางทำมาจากหยกขี้ผึ้งและหยกน้ำแข็งอย่างละ 30 ส่วน, หยกหินมังกร 40 ส่วน ย่อมบ่งบอกว่าหากลูกแก้วลูกหนึ่งมอบความแข็งแกร่งทางร่างกายให้ 100 ส่วน ใน 100 ส่วนนั้นจะแบ่งเป็นความยืดหยุ่นของร่างกาย 30 ส่วน ความแข็งแกร่งของร่างกาย 30 ส่วน และความคล่องตัวว่องไว 40 ส่วน นับว่าเป็นส่วนประกอบที่สมดุลไม่น้อย

เพียงสัมผัสได้ถึงโทสะและไอสังหารในลูกตาของนาง โจวเหว่ยชิงพลันรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ไหลออกมา เขาเอ่ยอ้างอย่างรวดเร็วว่า “พี่สาว ข้าเกรงว่าท่านจะเข้าใจผิดแล้ว”

“เข้าใจผิดงั้นรึ” องครักษ์หลวงนางนั้นชักดาบขึ้นมา ดาบของนางเปล่งประกายของพลังสวรรค์อันเต็มเปี่ยม เพียงชั่วพริบตา นางก็ตวัดดาบมาพาดที่ลำคอของโจวเหว่ยชิง หากนางออกแรงแม้เพียงน้อยนิด ชีวิตของเขา คงจบสิ้นลงในทันที

“พี่สาว มันเป็นการเข้าใจผิดจริง ๆ อีกอย่างข้าก็ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ปล่อยข้าไปเถอะนะ” โจวเหว่ยชิงกล่าวพลางมองไปยังองครักษ์หลวงนางนั้นอย่างอ้อนวอน สีหน้าของเขาดูราวกับทุกสิ่งที่เอ่ยล้วนจริงแท้ ฟังแล้วน่าเห็นใจยิ่งนัก

พี่สาว...เกรงว่านี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด

 

องครักษ์หลวงนางนั้นถูกสีหน้าท่าทางที่จริงใจของเขาทำให้ฉงน โทสะในดวงตาพลันคลี่คลาย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “จะปล่อยเจ้าไปหรือไม่นั้น หาใช่ข้าที่จะตัดสินใจ หากแต่เป็นองค์หญิง”

“องค์หญิง? สวรรค์ ! ท่านใช่หมายถึงองค์หญิงตี้ฟูหย่าหรอกหรือ?” โจวเหว่ยชิงถามด้วยความตระหนก

“เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?” น้ำเสียงถือตัวเย็นชาดังออกมาจากด้านหลังองครักษ์หลวงนางนั้น กลิ่นอายของความเคืองแค้นแผ่ออกมาอย่างชัดเจน

แสงสว่างวาบขึ้นตรงหน้าโจวเหว่ยชิงแวบหนึ่ง

ฉับพลัน องค์หญิงตี้ฟูหย่าก็ปรากฏกายขึ้นด้านข้างขององครักษ์หลวง ผมสีชมพูของนางเปียกชื้นพาดอยู่บนไหล่ นางสวมใส่อาภรณ์สีชมพูปกคลุมเรือนร่างสะโอดสะองชวนหลงใหล สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนใบหน้าก็คือดวงตาสีฟ้าเข้ม ทรวงอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงโมโห

ตาสบตา ทั้งสองเอ่ยขึ้นมาทันควัน “เป็นท่าน?”/ “ที่แท้ก็เจ้า?”

โจวเหว่ยชิงหน้าแดงด้วยความอับอาย คิดในใจว่าเขาตกที่ลำบากเป็นแน่แล้ว “ถวายพระพรองค์หญิง กระหม่อมไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอพระองค์ที่นี่” เขาพยายามวางท่าจริงใจอย่างที่สุด

โชคดูเหมือนจะไม่เข้าข้าง... องค์หญิงตี้ฟูหย่าผู้นี้ไม่ใช่ว่าใครจะมาปั่นหัวเอาได้ง่ายๆ เมื่อความประหลาดใจผ่านพ้นไป ใบหน้างามกลับฉาบด้วยโทสะอีกครั้ง นางกำหมดแน่นด้วยความโกรธ “เป็นเจ้าซินะ เจ้าสวะ กล้าดียังไงถึงตามมาแอบดูข้าถึงที่นี่ ! หนีหย่า ฆ่าเขาซะ !”

หนีหย่าก้าวมาเบื้องหน้าตามคำสั่งของเจ้านายอย่างเคร่งครัด แม้ว่านางจะคิดว่าเรื่องที่เกิดเป็นการเข้าใจผิด เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญไม่น่าจะแอบตามมาได้โดยที่นางไม่รู้ตัว แต่อย่างไรเสีย เขาได้เห็นร่างเปลือยขององค์หญิงเข้า ให้แล้ว และนั่นย่อมเป็นเหตุสมควรแก่โทษตาย

“อ่ะ...เดี๋ยว” โจวเหว่ยชิง แม้เคยพบปะพูดคุยกับองค์หญิงเพียงไม่กี่ครั้งแต่ก็รู้กิตติศัพท์ความถือตัวขององค์หญิงเป็นอย่างดี เขาไม่คาดคิดว่านางจะสั่งฆ่าเขาในทันที และหากเขาไม่พูดอะไรออกไปบ้าง ชีวิตของตนก็คงต้องดับสูญเป็นแน่

หนีหย่ารามือเพียงเล็กน้อย

โจวเหว่ยชิงเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวว่า “จะฆ่าข้าได้ยังไง ข้าเป็นคู่หมั้นขององค์หญิงนะ”

หนีหย่าถึงกลับตื่นตะลึง นางหันไปมองสีหน้าขัดเขินของผู้เป็นนาย

“อวดตัวสิไม่ว่า ข้าจะไปมีคู่หมั้นที่ไร้ค่า หยาบคายและน่าขยะแขยงอย่างเจ้าได้ยังไง อีกอย่าง...กล้าดียังไงมาแอบมองข้าอาบน้ำ หนีหย่า... จัดการเลย เรื่องนี้ข้าจะรับผิดชอบเอง” ตี้ฟูหย่าตะโกนออกมาด้วยความโกรธราวกับสิงโตตัวเมียที่ถูกทำให้คลั่ง

ใจของนางแค้นเคืองเป็นที่สุด นางเพิ่งขอให้เสด็จพ่อยกเลิกการหมั้นหมายเมื่อวานนี้เอง พอวันนี้โจวเหว่ยชิงก็แอบมาดูนางอาบน้ำเสียแล้ว

เจ้าบ้าโจวเหว่ยชิงคงจะได้ยินข่าวเรื่องคำขอถอนหมั้นล่ะสิ เลยคิดจะมาหยามเกียรตินางถึงที่

ชิ... ตัวเองแค่ฝึกพลังสวรรค์ขั้นแรกยังทำไม่ได้ ยิ่งคิดนางก็ยิ่งโมโห

หนีหย่ามองที่องค์หญิงอีกครั้ง แล้วจึงหันไปมองโจวเหว่ยชิง กล่าวอย่างลังเล “ท่านก็คือบุตรชายของแม่ทัพใหญ่โจว งั้นรึ?”

โจวเหว่ยชิงทำสีหน้าราวกับไม่ใส่ใจ “ใช่... ข้าคือโจวเหว่ยชิง ! บุตรชายไม่เอาไหนของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ คู่หมั้นขององค์หญิงตี้ฟูหย่า... คนนั้นนั่นแหละ แต่ที่ไม่ใช่ก็คือ... ข้าไม่ได้มาแอบถ้ำมองนางนะ ข้ามาว่ายน้ำที่ทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำอยู่แล้ว เรื่องที่เกิดล้วนแต่บังเอิญ”

หนีหย่ามองหน้าองค์หญิงตี้ฟูหย่าแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท ครั้งนี้คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ คุณชายคงไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้นหรอก นอกจากนี้เขายังเป็นถึง...”

“หุบปาก!” คิ้วของตี้ฟูหย่าขมวดแน่นด้วยเพลิงแห่งโทสะ นางผลักหนีหย่าให้พ้นทาง แล้วก้าวไปยืนประจันหน้ากับโจวเหว่ยชิง “ข้าไม่มีคู่หมั้นเช่นเจ้า ข้าตี้ฟูหย่า อนาคตจะแข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า สามีของข้าต้องเป็นคนเหนือคนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คนไร้ค่าเช่นเจ้า เอาอะไรมาคู่ควร”

สีหน้าประจบประแจงที่โจวเหว่ยชิงเพียรสร้างขึ้นเพื่อเอาตัวรอดพลันถูกแทนที่ด้วยความโกรธ ต่อให้เป็นคนใจเย็นแค่ไหน ความอดทนก็ย่อมมีขีดจำกัด เขาจ้องมองนางด้วยสายตาคมปลาบ “แล้วถ้าข้าแอบมองเจ้าจริง ๆ จะมีปัญหาอะไร... ในเมื่อตามกฎของอาณาจักรนี้ เจ้าเป็นคู่หมั้นของข้า ต่อให้ข้าขืนใจเจ้าในตอนนี้องค์จักรพรรดิคงไม่ทำอะไรข้าด้วยซ้ำ ถ้าข้าอยากจะ ‘ทำตัวน่ารังเกียจและหน้าไม่อาย’ ใส่คู่หมั้นของตัวเอง กฎหมายข้อไหนจะมาตัดสินข้าได้? และเจ้า...ไม่ว่าอย่างไร เจ้าก็ต้องแต่งงานกับคนไร้ค่าที่น่ารังเกียจแบบข้านี่แหละ! ไม่ภูมิใจก็ช่วยไม่ได้... ตัวเจ้าเองก็แค่โชคดีที่เกิดมาสูงศักดิ์แถมยังสุขภาพแข็งแรง ถ้าข้าไม่ได้เกิดมามีลมปราณติดขัด ป่านนี้เจ้าคงร้องไห้กระงืด ๆ ขอให้ข้ามาแอบดูเจ้าอาบน้ำแล้วล่ะมั้ง คิดว่าข้าอยากจะแต่งกับผู้หญิงเย่อหยิ่งสิ้นคิดเช่นเจ้าจริง ๆ น่ะรึ?”

หลังจากเขาพูดจบเด็กหนุ่มก็หันหลังแล้วเดินจากไป แม้โดยปกติแล้วเขาจะเจ้าเล่ห์แสนกลแต่ในยามที่โมโห  เขาก็ดื้อรั้นหัวแข็งไม่แพ้ใคร

ถ้าพูดกันถึงเรื่องบรรดาศักดิ์ แม้ตี้ฟูหย่าจะเป็นถึงองค์หญิง แต่โจวเหว่ยชิงก็หาได้เกรงกลัวนางไม่ แม้คนทั่วไปจะเห็นว่าการมีตัวตนอยู่ของเขาเป็นเรื่องตลก แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเทียนกง

มากไปกว่านั้นบิดาของเขายังได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดและเปรียบเสมือนเสาหลักของอาณาจักรก็ว่าได้ จักรพรรดิตี้เฟิงหลิงและบิดาของโจวเหว่ยชิงนับถือกันเป็นพี่เป็นน้อง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงหมั้นหมายโจวเหว่ยชิงกับตี้ฟูหย่าตั้งแต่เกิด

คำพูดของโจวเหว่ยชิงยิ่งทำให้ตี้ฟูหย่าโมโหมากขึ้น นางไม่ต้องการแต่งงานกับตัวตลกแห่งอาณาจักรแต่ก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของพระบิดาได้ ความคับข้องใจที่สะสมอยู่เดิมผสมกับโทสะที่เพิ่งเกิด ส่งผลให้สีหน้าของตี้ฟูหย่าขาวซีด องค์หญิงยกมือซ้ายขึ้นสูง ลำแสงสีแดงเรืองรองขึ้นรอบข้อมือของนาง

ทันใดนั้นลูกแก้วสองลูกก็ปรากฏขึ้น

หากเปรียบกับลูกแก้วของหนีหย่าแล้ว ลูกแก้วที่ล้อมรอบข้อมือซ้ายของตี้ฟูหย่าทั้งสองลูกล้วนเป็นทับทิมสีแดงสด อันเป็นลักษณะของ ‘ลูกแก้วอี้จู’ ที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก   

ปีนี้องค์หญิงอายุได้ 16 ชันษา นับเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งแห่งราชวงศ์ นางฝึกพลังสวรรค์จนบรรลุระดับ 7 ของชั้นเทียนจิงลี่ไปเรียบร้อยแล้ว และยังได้ควบคุมลูกแก้วลูกแก้วพลังจิต ถึง 2 ลูกอีกด้วย

อี้จูนั้นแตกต่างจากถี่จู ผู้ควบคุมอี้จูจะไม่ได้แข็งแกร่งทางกายภาพ แต่กลับสามารถใช้พลังจิตของตนควบคุมธาตุต่าง ๆ ได้

ขณะที่ถี่จูจะแบ่งระดับความสามารถด้วยหยกชนิดต่าง ๆ อี้จูกลับแบ่งความสามารถด้วยอัญมณีหลากหลายสี สีของลูกแก้วจะแสดงให้เห็นถึงธาตุที่ผู้ครอบครองจะสามารถควบคุมได้ อย่างเช่นทับทิมขององค์หญิงตี้ฟูหย่านี้จะสื่อถึงธาตุไฟ แล้วยังมีไพลินที่สื่อถึงธาตุน้ำ เพชรที่สื่อถึงธาตุดิน ทัวร์มาลีนที่สื่อถึงธาตุลม มรกตที่สื่อถึงแสงสว่าง ไข่มุกดำที่สื่อถึงความมืด ตาแมวที่สื่อถึงอากาศ และหยกเขียวที่สื่อถึงพลังชีวิต เช่นนี้แล้ว การแยกแยะธาตุที่ผู้ควบคุมอี้จูสามารถควบคุมได้ จึงไม่ยากนัก

พี่สาว...เกรงว่านี่คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด

“องค์หญิงอย่าเพคะ!” หนีหย่าตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว หวังจะหยุดตี้ฟูหย่า

แต่ตี้ฟูหย่าถูกโทสะเข้าครอบงำเสียแล้ว นางใช้มือขวากันหนีหย่าออกห่าง ส่วนมือซ้ายชี้ตรงไปยังโจวเหว่ยชิง

แม้หนีหย่าจะสำเร็จพลังสวรรค์ชั้นเทียนจิงลี่ระดับ 9 สูงกว่าองค์หญิงของนางถึง 2 ระดับก็ตาม แต่นางก็ยังไม่ได้ปลดปล่อยลูกแก้วถี่จูออกมา อีกทั้งยังเกรงว่าตัวเองจะพลั้งมือทำร้ายตี้ฟูหย่า เพียงมือขวาของตี้ฟูหย่าจึงเพียงพอที่จะหยุดหนีหย่าเอาไว้

ตี้ฟูหย่าปล่อยพลังไปโจมตีโจวเหว่ยชิง อย่างแรง

ลูกแก้วสีทับทิมลูกแรกบนข้อมือของตี้ฟูหย่าเปล่งแสงสีแดงสด ปรากฏเป็นลูกไฟขนาดเท่าศีรษะคน พุ่งตรงไปที่แผ่นหลังของโจวเหว่ยชิงและระเบิดกัมปนาท เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

โจวเหว่ยชิงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

แรงระเบิดระดับนี้ทำให้เขากระเด็นไปไกลถึง 5 เมตร เนื้อหนังตรงแผ่นหลังไหม้เกรียม โลหิตแดงฉานไหลออกจากร่าง

“เจ้า...เจ้า...” โจวเหว่ยชิงพยุงตัวขึ้นด้วยกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ จ้องมองไปที่ตี้ฟูหย่าที่ตกใจสุดขีด เด็กหนุ่มไม่คาดว่านางจะกล้าทำร้ายเขาอย่างรุนแรงเช่นนี้

หลังจากลงมือไปด้วยโทสะตี้ฟูหย่าจึงรู้ตัวว่าได้กระทำสิ่งใดลงไป ใบหน้าของนางซีดเผือดลงด้วยความตกใจ นางรู้ดีว่าลูกแก้วไฟจากทับทิมบนข้อมือของตนมีอำนาจทำลายล้างสูงเพียงใด และไม่ว่านางจะเกลียดขี้หน้าเขาขนาดไหน โจวเหว่ยชิงก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่

อย่างไรเสีย ตอนนี้ก็สายเกินจะแก้แล้ว

หนีหย่าเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เหงื่อผุดขึ้นทั่วร่างของนาง หากว่าการลงมือครั้งนี้ขององค์หญิงทำให้โจวเหว่ยชิงตาย ทั่วทั้งอาณาจักรต้องลุกเป็นไฟแน่ ที่แย่ไปกว่าก็คือ...ทั้งนางและตี้ฟูหย่าล้วนไม่มีพลังในการรักษา หญิงสาวทั้งสองรู้สึกไร้ทางออก

ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นดำมืด

ฟ้าผ่าตามมาด้วยเสียงฟ้าร้อง

ความมืดเข้าปกคลุมทั่วทั้งอาณาบริเวณ จนทั้งสองนางรู้สึกเย็นเยือกไปถึงหัวใจ

“ข้า...ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ตี้ฟูหย่าพึมพำ

หนีหย่าพลันได้สติ ดึงตัวตี้ฟูหย่าแล้วออกวิ่ง “องค์หญิง อากาศไม่ดีเสียแล้ว เรารีบกลับไปที่พระราชวัง ตามหาผู้รักษา (note: ผู้ควบคุมลูกแก้วอี้จูที่มีพลังในการรักษา) มาช่วยคุณชายเถอะเพคะ” แม้นางจะรู้ดีว่าโจวเหว่ยชิงไร้ซึ่งพลังสวรรค์ โอกาสรอดของเขานับว่าน้อยยิ่งนัก แต่นางก็ต้องพาองค์หญิงออกจากบริเวณนี้ให้เร็วที่สุด หากมีผู้ใดพบเห็นพวกเขาเข้า จะต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน

แม้จำนวนผู้ควบคุมลูกแก้วอี้จูธาตุไฟจะมีอยู่เพียงน้อยนิดในอาณาจักรเทียนกงแต่ก็หาใช่จะมีเพียงองค์หญิงคนเดียวไม่ เมื่อไม่ได้ถูกจับคาหนังคาเขา ทางรอดก็ย่อมมี

 

โจวเหว่ยชิงนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

แม้สติสัมปชัญญะจะถอยห่างหากแต่เขายังได้ยินเสียงฝีเท้าสองคู่ที่วิ่งไกลออกไป เขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกราดด้วยลาวาร้อนจากภูเขาไฟ โลหิตที่ไหลอยู่ทั่วร่างร้อนเหมือนน้ำเดือด และทุกลมหายใจก็ทรมานยิ่งนัก

ด้านหลังที่ถูกลูกไฟระเบิดใส่ไม่เจ็บปวดอีกต่อไปแล้วเพราะมันกลายเป็นความด้านชา แต่พิษจากลูกไฟกลับแพร่กระจายไปทั่วร่าง หากได้ผู้รักษามาช่วยอย่างทันท่วงทีเขาอาจยังมีโอกาสรอด แต่ตอนนี้ที่พิษจากไฟเข้าจู่โจมอวัยวะภายในไปหมดแล้ว

ชีวิตของเขาก็เริ่มนับถอยหลังเป็นวินาที

โดยธรรมชาติ... โจวเหว่ยชิงนับว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาเป็นถึงบุตรชายของแม่ทัพใหญ่ การที่เขาไม่สามารถฝึกพลังได้แต่ยังควบคุมตนเองไม่ให้ซึมเศร้าไปด้วย ก็นับว่าเขาจิตแข็งมากแล้ว

เขายังไม่อยากตาย ยังมีอะไรอีกมากที่เขาอยากทำ และแม้เขาจะเป็นนักจินตนาการตัวยงแต่ก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมาดับสูญด้วยน้ำมือของคู่หมั้นของตัวเอง

อันที่จริงแล้ว เขาไม่เคยเกลียดชังนางเลย จะโกรธก็เพียงสวรรค์ที่มอบร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์มาให้ แต่กลับไม่มอบพรสวรรค์ที่จะฝึกฝนพลังมาด้วย

หากเขาสามารถเป็นผู้ควบคุมลูกแก้วได้เหมือนนักรบคนอื่นๆทุกสิ่งทุกอย่างคงจะไม่ลงเอยเช่นนี้ ความเศร้าโศกเสียใจและความแค้นปะทุขึ้นในอกของโจวเหว่ยชิง เขาสาบานกับตัวเองว่า “ตี้ฟูหย่า หากวันนี้ข้ารอดไปได้ ข้าสาบานกับตัวเองว่าวันหนึ่งจะทำให้เจ้าต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ข้ายอมแต่งเจ้าเป็นภรรยา และข้าก็จะปฏิเสธเจ้าต่อหน้าเหมือนที่เจ้าทำในวันนี้ด้วย”

หลังเอ่ยคำสัญญากับตัวเองในใจ สติสัมปชัญญะของโจวเหว่ยชิงก็คล้ายจะหลุดลอยไป แม้ความเจ็บปวดทางกายก็ไม่รู้สึก “หรือชีวิตข้าต้องจบลงเช่นนี้?” คำถามปรากฏขึ้นในหัวเป็นวูบสุดท้าย

ทันใดนั้น มีเสียงระเบิดติดต่อกันดังขึ้นเหนือศีรษะของเขา ปลุกให้โจวเหว่ยชิงที่สติใกล้ดับวูบพลันค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

กลุ่มควันสีดำปรากฏขึ้นในอากาศราว 3 ฟุตจากตัวเขา เหมือนมีดวงตาสีดำสนิทลอยอยู่บนฟ้า

โจวเหว่ยชิงอ้าปาก... ทันใดนั้นเลือดสด ๆ ก็ทะลักออกมาก

ในพริบตานั้นเอง ก็มีแสงสว่างส่องออกมาจากด้านหลังกลุ่มควันสีดำ

จากนั้นก็มีวัตถุทรงกลมขนาดเท่ากำปั้นทารก สีดำราวกับถ่าน ปกคลุมด้วยลำแสงสีเขียวน้ำทะเลและสีเงินลอยออกมากองเลือดที่โจวเหว่ยชิงสำลักเมื่อครู่ กระเด็นไปสาดใส่ลูกทรงกลมดังกล่าวและหลอมรวมกัน ในที่สุดก็กลายเป็นไอเย็นสายหนึ่งที่พุ่งกลับเข้าไปในร่างของโจวเหว่ยชิง

ร่างของเขากระตุกเล็กน้อย เขาไม่รู้สึกร้อนอีกต่อไปแต่กลับรู้สึกหนาวราวกับถูกแช่แข็ง

ความเย็นปลุกให้เขาฟื้นคืนสติขึ้นและเห็นสิ่งของต่าง ๆ รอบตัวอย่างชัดเจน

ไข่มุกดำเม็ดนั้นเหมือนถูกดึงดูดด้วยอะไรบางอย่างในร่างกายของเขา หลังจากมันเข้าไปในปาก โจวเหว่ยชิงก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งลำคอ และทั่วร่างเหมือนกลายเป็นน้ำแข็ง สติที่มีอยู่พลันรางเลือน

เขาสลบไป

กลุ่มควันด้านบนค่อย ๆ คลายความหนาแน่น เพียงชั่วพริบตาท้องฟ้าก็กลับสดใส พระอาทิตย์สาดแสงสว่างลงมาปกคลุมผืนป่าดวงดารา แสงจากดวงอาทิตย์กับพื้นน้ำบนทะเลสาบน้ำแข็ง... ส่องประกายระยิบระยับ

ไข่มุกดำประหลาดเม็ดนั้น

ณ ทะเลสาบน้ำแข็ง ป่าแห่งดวงดารา

โจวเหว่ยชิงสลบอยู่บนพื้นดิน แขนทั้งสองข้างแผ่ออก ในขณะเดียวกันนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดบางอย่างก็เกิดขึ้นกับตัวเขา

แสงสีดำปรากฏขึ้นรอบร่างกายของเด็กหนุ่ม แม้แสงแดดจะส่องไปทั่วบริเวณแต่กลุ่มแสงสีดำที่เปล่งออกมาจากร่างกายของเขากลับครอบร่างของเขาไว้เหมือนดักแด้ บาดแผลด้านหลังที่เกิดจากลูกไฟของตี้ฟูหย่าค่อยๆสมานตัวในพริบตา และที่น่าประหลาดไปกว่านั้น กระดูกกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะภายใน แม้กระทั่งเส้นลมปราณของเขา ก็ถูกครอบคลุมไปด้วยกลุ่มพลังงานสีเทาเข้ม

สีเทาดังกล่าวนั้นไม่เหมือนสีเทาทั่ว ๆ ไป แม้จะให้ความรู้สึกเยือกเย็นยิ่งกว่าแสงสีดำที่โอบรอบตัวเขา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความมีชีวิตชีวาและพลังแห่งชีวิต แสงสีเทาค่อย ๆ ขยายตัวไปแทนที่แสงสีดำที่คลุมตัวโจวเหว่ยชิงต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รายรอบตัวเขาเมื่อแสงสีเทาแผ่ไปถึงกลับเหี่ยวเฉาลงอย่างน่าประหลาด ในขณะที่ร่างกายของโจวเหว่ยชิงกลับฟื้นตัวเร็วขึ้นไปอีก ความชั่วร้ายแผ่ไปทั่วทั้งบริเวณ

แสงสีเทาผสมเข้ากับแสงสีดำก่อตัวหนาขึ้น หนาขึ้น ในขณะที่บรรยากาศรอบด้านกลับหม่นลง กลิ่นอายของความชั่วร้ายและปีศาจปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

ตอนนี้ร่างของโจวเหว่ยชิงมีรัศมี 4 ชั้นปกคลุม ร่างของเขากระตุกเล็กน้อย ลำแสง 3 เส้นเป็นสีเขียวฟ้าและเงินจากไข่มุกสีดำที่เขากลืนลงไปพุ่งออกมา วูบวาบอยู่เหนือร่างของเด็กหนุ่ม

ลำแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่อบอุ่นก็ยังไม่สามารถสาดส่องเข้ามาถึงบริเวณที่โจวเหว่ยชิงสลบอยู่ได้ ตัวอักษรอ่านได้ว่า ‘ราชัน’ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ บนหน้าผากของเขา รอยสักสีดำค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวหนัง ด้านล่างยังปรากฏรอยสักสีเทาอีกด้วย รอยสักทั้ง 2 รอยก่อให้เกิดเป็นภาพสามมิติ ปกคลุมทั่วร่างไปจนถึงใบหน้าของโจวเหว่ยชิง

เหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นยาวนานเป็นชั่วยาม

จนลำแสงทุกสีค่อย ๆ จางกลับลงไปในร่าง รอยสักบนตัวก็หายไปด้วย

โจวเหว่ยชิงเดิมมีผิวสีทองแดงดูเข้มคมกลับกลายเป็นขาวซีด แต่ใบหน้ากลับคมชัดกว่าที่เคยเป็น แผ่นหลังที่ถูกลูกไฟทับทิมพวกพลอยหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีรอยแผลเป็นแม้เพียงน้อยนิด ราวกับเขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน

ต่อมาอีกไม่นาน ปลายนิ้วของโจวเหว่ยชิงที่สลบอยู่พลันเคลื่อนไหว สติสัมปชัญญะของเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นคืน

เมื่อเขาลืมตาขึ้น ร่างกายกลับสั่นเทิ้มด้วยความหนาว แม้เขาจะไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่สลบไป แต่ความเย็นนั้นยังคงอยู่ในตัวของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหัวใจที่เย็นราวกับน้ำแข็ง ความรู้สึกนี้แม้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แต่ทำให้เขาไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

“ข้ายังไม่ตายหรือนี่?”โจวเหว่ยชิงยันตัวขึ้นจากพื้น รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นกว่าแต่ก่อน เมื่อเอื้อมมือไปแตะที่แผ่นหลังก็พบเพียงผิวหนังเรียบเนียน เขาแทบไม่เชื่อความรู้สึกของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

“หรือว่าฝันไป” โจวเหว่ยชิงกวาดสายตาไปรอบ ๆ แล้วสะดุดเข้าที่เศษเสื้อผ้าของตนที่ตกอยู่ พุ่มไม้รอบ ๆ ตัวก็เหี่ยวเฉา ยืนยันว่าเขาไม่ได้ฝันไป

โจวเหว่ยชิงยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก ไม่ช้าความทรงจำก็ค่อย ๆ ไหลคืน

“เหมือนว่าไข่มุกสีดำประหลาดเม็ดนั้นจะลอยเข้ามาในร่างของข้า?” ไม่ช้าโจวเหว่ยชิงก็สามารถจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะสลบไปได้ ในตอนนั้นเขารู้สึกเย็นไปทั่วทั้งช่วงท้องจนหมดสติไปและจำอะไรไม่ได้อีก ที่พุ่มไม้รอบตัวเหี่ยวเฉา เขาก็พาลเข้าใจไปว่าเป็นเพราะลูกไฟของตี้ฟูหย่า

เพราะโจวเหว่ยชิงเกิดมามีเส้นลมปราณติดขัด เขาจึงต้องเข้าเรียนสำหรับคนธรรมดา ซึ่งไม่ได้สอนบทเรียนเกี่ยวกับพลังของผู้ควบคุมลูกแก้วประเภทต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ เขาจึงเดาไปเช่นนั้น

อันที่จริงแล้ว หากลูกไฟของตี้ฟูหย่าสามารถสร้างความเสียหายในระดับนั้นได้ นางคงไม่ได้เป็นแค่อัจฉริยะธรรมดา ๆ และลูกไฟที่ทรงพลังขนาดนั้น คงจะเผาโจวเหว่ยชิงเป็นจุณไปแล้ว

“ไข่มุกดำนั่นมันอะไรกัน?” แม้ความทรงจำของโจวเหว่ยชิงจะไม่ปะติดปะต่อ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจอย่างยิ่งก็คือตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และไข่มุกดำเม็ดนั้นช่วยให้เขารอดชีวิตมาได้

“ข้าเป็นคนดีขนาดนั้นเชียวหรือ? กรรมดีคงช่วยข้าไว้แน่ ๆ” โจวเหว่ยชิงคิดอยู่ในใจพลางตื่นเต้น แม้เขาจะพยายามไม่ใส่ใจความโชคร้ายที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่เขาก็โตมาในครอบครัวที่สูงศักดิ์ ดังนั้นเขาจึงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นคนแข็งแกร่ง

เด็กหนุ่มมองไปรอบ ๆ แล้วก็เห็นต้นดวงดาราขนาดใหญ่ จึงตัดสินใจจะใช้มันเป็นเป้า

ใบของต้นดวงดารามีรูปร่างเป็นรูปห้าเหลี่ยมเหมือนกับดวงดาว มันจึงได้ชื่อว่าต้นดวงดารา ต้นดวงดาราที่อายุ100 ปีนั้นนับว่าโตเต็มที่ เนื้อไม้ทั้งเหนียวทั้งทนทาน แต่ก็ยังยืดหยุ่นทำให้มันขึ้นชื่อว่าเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับประกอบเป็นธนู

โจวเหว่ยชิงสาวเท้าก้าวเข้าไปหาต้นดวงดาราที่หมายตาเอาไว้ ยกกำปั้นขึ้นแล้วก็ชกเข้าไปที่ลำต้นหนาด้วยพลังที่มี

“ปังงง”

“โอ๊ยยยย!”

เสียงแรกนั้นเป็นเสียงตามธรรมชาติเมื่อวัตถุกระทบกับต้นไม้อย่างแรง

ส่วนเสียงที่ตามมาทีหลังฟังดูแล้วราวกับเสียงแมวที่ถูกเหยียบหาง ตะโกนโหวกเหวกออกมาไม่เป็นภาษา

โจวเหว่ยชิงกลัวความเจ็บปวดมาตั้งแต่ครั้นยังเยาว์ ต้นดวงดาราไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อยแต่ตัวเขากลับกระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ เอามือคลำกำปั้น มือขวาเจ็บปวดสาหัสจนกลายเป็นชาไร้ความรู้สึก และผิวหนังด้านบนของมือขวาก็เป็นรอยถลอกลึก เขาเจ็บจนต้องกระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่กว่า 10 นาทีจนรู้สึกดีขึ้น

“แม่งเอ๊ย !” เด็กหนุ่มผรุสวาทพลางเป่าลมเบา ๆ ไปที่แผลพลาง “ไม่น่าเลย หาเรื่องแท้ ๆ” โชคยังดีที่เขายังหนุ่มแน่น และพละกำลังที่ลงไปในกำปั้นก็ไม่มากนัก กระดูกจึงไม่ถึงกับแตก เมื่อความเจ็บปวดบรรเทา เขาจึงเก็บเศษเสื้อผ้าขึ้นมา ไปหยิบเสื้อคลุมข้างทะเลสาบและเดิมออกจากบริเวณนั้น

โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเลือดของเขาที่เปื้อนอยู่บนลำต้น ไม่ช้าเนื้อไม้รอบ ๆ ก็เริ่มเหี่ยวเฉา บรรยากาศรอบ ๆ เหมือนมีคลื่นสีเทา ๆ ลองฟุ้งไปทั่ว ต่อมาอีก 3 วัน ต้นดวงดาราอายุกว่า 50 ปีต้นนั้น ก็อันตรธานหายไปจากป่าโดยสิ้นเชิง และแน่นอนว่า โจวเหว่ยชิงไม่ทราบถึงเรื่องดังกล่าวแม้แต่น้อย

ไข่มุกดำประหลาดเม็ดนั้น

บนถนนหลวงที่มุ่งเข้าสู่ตัวเมืองจากป่าดวงดารา

โจวเหว่ยชิงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห แม้เขาจะรอดมาได้ด้วยปาฏิหาริย์อันใดก็ตาม แต่ความประทับใจที่เขามีต่อคู่หมั้นของตัวเองนั้นเรียกได้ว่าติดลบ หากไม่มีไข่มุกดำเม็ดนั้นแล้วละก็ ชีวิตของเขาคงดับสิ้นไปในป่าแล้ว

“ตี้ฟูหย่า รอก่อนเถอะ วันหนึ่งข้าจะแก้แค้นและเจ้าจะต้องเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้” โจวเหว่ยชิงกล่าวอย่างอาฆาตมาดร้ายพลันรู้สึกเกลียดชังนางอย่างที่ไม่เคยเกลียดใครมาก่อน แม้ว่าแต่เล็กจนโตจะมีผู้คนถากถางเขามากมายแต่คนพวกนั้นก็ไม่เคยลงไม้ลงมือกับเขา ตี้ฟูหย่านอกจากจะลงมือกับเขาอย่างรุนแรงแล้ว สาเหตุก็ล้วนมาจากเรื่องเข้าใจผิด ความแค้นในครั้งนี้ โจวเหว่ยชิงได้สลักเอาไว้ในใจ

เมื่อใกล้จะถึงตัวเมืองเทียนกง โจวเหว่ยชิงก็อารมณ์เย็นลงบางส่วน ตอนนี้ทั้งตัวเขาสวมแค่เสื้อคลุมเท่านั้น โชคยังดีที่พอจะมีทองคำสองสามเหรียญอยู่ก้นกระเป๋า บิดาของเขาค่อนข้างเข้มงวดดังนั้นจึงไม่ปล่อยให้เขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย

“ข้ากลับบ้านดีไหมนะ?” โจวเหว่ยชิงหยุดฝีเท้าเพื่อตัดสินใจ “ข้ากลับบ้านสภาพนี้ไม่ได้แน่ ตี้ฟูหย่า เจ้าตัวร้ายกาจคงไปฟ้ององค์จักรพรรดิว่าข้าแอบถ้ำมองนางไปแล้ว ถ้าท่านพ่อรู้เข้าครั้งนี้คงไม่ใช่แค่ตีเหมือนคราวก่อน ๆแน่” แค่คิดถึงสายตาคมกริบของผู้เป็นบิดา เขาก็สั่นเสียแล้ว

แต่เล็กจนโต หากเขาสร้างปัญหา บิดาจะฟาดเอาแรง ๆ ทุกครั้งไป และครั้งนี้ ถ้าบิดาเชื่อนางว่าเขาแอบถ้ำมองแล้วล่ะก็ เขาคงหมดหนทางจะแก้ตัวได้อีก ดังนั้นเพื่อรักษาเนื้อรักษาตัว เขายังไม่ควรจะกลับบ้าน

แต่ถ้าจะไม่กลับบ้าน ทองแค่สองสามเหรียญจะเลี้ยงชีพไปได้กี่วันเชียว?

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้เขาจะสูงใหญ่ดูแข็งแรงแต่เขาก็เพิ่งจะอายุ 13 ปี นอกจากนี้ยังไม่มีทักษะใด ๆ ที่จะใช้เลี้ยงชีพได้อีกด้วย ถ้าเขาไม่กลับบ้านจริง ๆ เขาจะใช้ชีวิตตามลำพังได้อย่างไรกัน

โจวเหว่ยชิงสาวเท้าไปตามถนนอย่างท้อแท้ ไม่นานเขาก็มาถึงประตูใหญ่ของเมืองเทียนกง

“เอ๊ะ คนมากมายมาทำอะไรกัน?” เมื่อใกล้จะถึงประตูใหญ่โจวเหว่ยชิงเห็นคนหลายร้อยมารวมตัวกันอยู่บริเวณกำแพงข้างประตู ยังมีนายทหารคอยคุ้มกันบริเวณโดยรอบอยู่ด้วย

เขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ไวเท่าความคิด เขาก้าวเข้าไปเพื่อหาคำตอบ โชคดีที่แม้คนจะมุงกันอยู่เต็มบริเวณ แต่ยังพอเหลือที่ว่างให้แทรกตัวเข้าไป เขาค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปจนถึงด้านหน้าสุด

ด้านหน้ากลุ่มคนนั้นมีโต๊ะยาววางเรียงเป็นแถวล้อมรอบด้วยผู้คน ด้านหลังโต๊ะมีประกาศว่า ‘รับสมัครทหาร’ ติดไว้ข้างใต้ เขียนคำอธิบายเอาไว้ว่า ‘เพื่อปกป้องเขตแดนแห่งอาณาจักรของเราเมืองเทียนกงเปิดรับสมัครนายทหารใหม่ 3000 นาย ตามหาชายอายุ 16-26 ปี ร่างกายแข็งแรง ผู้ที่มีพลังสวรรค์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ  ประเทศชาติมาก่อนเรือนนอน เข้าร่วมกับกองทัพ ปกป้องประเทศและเรือนนอน จึงนับว่าไม่เสียชาติเกิด”

พลังสวรรค์ตามประกาศนั้น หมายถึงพลังสวรรค์ระดับ 1 หรือ 2 เท่านั้น เพราะผู้ที่ฝึกฝนจนถึงระดับ 3 และปลุกลูกแก้ววิญญาณของตนได้แล้วไม่จำต้องสมัครรับราชการด้วยวิธีนี้แต่อย่างใด พวกเขาสามารถสมัครโดยตรงเพื่อเข้าเรียนโรงเรียนฝึกทหารหรือแม้แต่โรงเรียนสำหรับฝึกสอนการควบคุมลูกแก้ววิญญาณ ซึ่งเป็นหนทางสู่อนาคตที่สดใสกว่ามาก

โดยทั่วไปแล้ว ลูกแก้ววิญญาณจะถูกปลุกก่อนพวกเขาอายุ 16 ปี หาไม่ก็อาจทำไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต อันที่จริง การคัดเลือกในครั้งนี้ เหมือนว่าจะหาพลทหารเสียมากกว่า

“หรือข้าจะสมัครเข้ากองทัพดี” ประกาศนั่นล่อใจเขายิ่งนัก หากเขาสมัครเข้ากองทัพจริง ๆ เขาก็ไม่จำต้องกลับบ้าน เขาจะมีข้าวกินแถมยังได้รับเบี้ยเลี้ยง นอกจากนี้ถ้าเขาทำตัวดีๆก็อาจจะสร้างชื่อให้ตัวเองในกองทัพได้ บิดาจะได้เลิกมองเขาเป็นคนไร้ประโยชน์เสียที โอกาสคราวนี้ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจส่งมาให้

เพราะเด็กหนุ่มยังเยาว์นักแถมยังกำลังตื่นเต้นดีใจเขาจึงไม่ได้คิดถึงความยากลำบากที่จะต้องพบเจอเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้การโดนถากถางว่าไร้ค่าแถมบิดาเองก็เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งทำให้เขาไม่อยากกลับบ้านมากขึ้นไปอีก

เมื่อตกลงปลงใจแล้วเสร็จ โจวเหว่ยชิงแทรกเข้าไปแถวหน้าสุดและบอกแก่นายทหารผู้ประจำการว่า “พี่ชาย ข้าต้องการสมัครเป็นทหาร”

แม้ว่าจะมีผู้มามุงอ่านประกาศจำนวนมากแต่ผู้สมัครกลับไม่มากตามไปด้วย เมืองเทียนกงนั้นเป็นเมืองหลวงที่มั่งคั่ง ผู้คนอยู่กันอย่างสุขสบาย ทว่าแม้อาณาจักรเทียนกงจะมีขนาดเล็กแต่ก็มีการกระทบกระทั่งกับอาณาจักรรอบข้างอยู่เสมอ ๆ การสมัครเข้ากองทัพนับว่าเป็นงานอันตราย อย่าว่าแต่ผู้ที่มีฐานะเลย แม้คนธรรมดาก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก

มีนายทหารราว 20 นายดูแลเรื่องการรับสมัครอยู่ด้านหลังโต๊ะ พวกเขาล้วนเคยผ่านศึกมาแล้วทั้งสิ้น แต่ละคนมียศไม่ต่ำกว่าหัวหน้าหมู่ นายทหารที่โจวเหว่ยชิงพูดคุยด้วยนั้นมีอายุราว 30 ปี และแม้เขาจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีรูปร่างสูงใหญ่ดูแข็งแรง สีหน้าเขาดูเบื่อหน่าย หากใครเคยผ่านงานในกองทัพมานานพอก็จะรู้ดี

“น้องชายอยากเป็นทหารรึ?” เมื่อเห็นว่าในที่สุดก็มีคนเข้ามาสมัครกับเขา หัวหน้าหมู่นายนั้นดูเบิกบานขึ้นมาก มีนายทหารรอรับสมัครกว่า 20 นาย และโจวเหว่ยชิงเลือกเดินเข้ามาหาเขาคนนี้

“ใช่แล้วข้าอยากเป็นทหาร” โจวเหว่ยชิงกล่าวอย่างมั่นใจ มองเห็นเหล่านายทหารที่นั่งอยู่ในชุดเกราะอย่างสง่าผ่าเผย เขายิ่งรู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว

หัวหน้าหมู่นายนั้นพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยถามว่า “เยี่ยมมาก แล้วเจ้าอยากเข้าทำงานให้กับหน่วยไหนล่ะ?”

“เอออออ?” แม้บิดาของโจวเหว่ยชิงจะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ แต่ตัวเขาเองกลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบภายในของกองทัพแม้แต่น้อย เขาจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างขลาด ๆ ว่า “มันต่างกันด้วยหรือพี่ชาย?”

“มันต่างกันอย่างแน่นอน แม้เราจะปฏิบัติต่อทหารใหม่ทุกนายเหมือน ๆ กัน แต่คุณสมบัติ แบบทดสอบ และการฝึกของแต่ละหน่วยนั้นย่อมแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นหน่วยทหารราบจะเน้นความคล่องตัว เพราะในสนามรบพวกเขาจะต้องวุ่นวายที่สุด วิ่งไปมาตลอดเวลา หากมีความคล่องตัวและสามารถวิ่งได้รวดเร็วแล้ว จะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูง อันที่จริงแล้ว หน่วยอื่น ๆ ก็ต้องเริ่มจากการฝึกเป็นทหารราบนั่นแหละ นอกจากนี้ทางกองทัพยังมีหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ เช่นหน่วยขนส่ง หน่วยยานพาหนะ หน่วยเสบียง แต่หน่วยพวกนี้จะไม่ค่อยมีโอกาสก้าวหน้าหรอกนะ” เมื่อเขาเอ่ยถึงช่วงท้าย ริมฝีปากก็แสยะออกเป็นเชิงดูหมิ่น

ทันทีที่โจวเหว่ยชิงได้ฟังเรื่องการเอาตัวรอดในสนามรถ ไฟที่พลุกพล่านอยู่ในใจเมื่อครู่ก็พลันดับมอดลง เขาลืมไปเสียสนิทว่าการสมัครเป็นทหารย่อมหมายถึงการออกไปรบ ซึ่งเขาไม่มีทักษะมากขนาดนั้น ถ้าต้องตายในสนามรบ แล้วใครจะคอยดูแลบิดาเขาตอนแก่ล่ะ

“พี่ชาย คือ...ข้าขอเวลาคิดอีกนิดได้ไหม?” โดยธรรมชาติแล้วทุกคนล้วนกลัวตายทั้งนั้น โดยเฉพาะโจวเหว่ยชิงที่เพิ่งจะมีอายุเพียง 13 ปี แม้ภายนอกจะดูราวกับเป็นหนุ่มแล้วก็ตาม

ไข่มุกดำประหลาดเม็ดนั้น

“ว่าไงนะ!เจ้าล้อข้าเล่นงั้นรึ?” หัวหน้าหมู่ยืนขึ้นด้วยความโกรธ ร่างสูงใหญ่ถึง 190 เซนติเมตร เมื่อยืนแล้วบังโจวเหว่ยชิงจนมิด เขายังข่มขวัญโจวเหว่ยชิงด้วยการคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มไว้แล้วยื่นใบหน้าบูดบึ้งเข้ามาจ้องระยะประชิด

“คือ...เปล่าๆข้าเปล่า ข้าแค่จะบอกว่าต้องการเวลาเพื่อเลือกสาขาน่ะพี่ชาย” โจวเหว่ยชิงรีบชิงตอบด้วยรอยยิ้มฝืนๆบนใบหน้า หากไม่กล่าวไปเช่นนั้นเห็นทีคงจะถูกกระทืบเป็นแน่ อันที่จริงหากโจวเหว่ยชิงเปิดเผยฐานะที่แท้จริงพวกเขาทั้งหมดล้วนต้องคุกเข่าลงเพื่อทำความเคารพ แต่แม้โจวเหว่ยชิงจะเป็นคนเจ้าเล่ห์แต่เขาก็เชื่อฟังคำสั่งของบิดาอย่างเคร่งครัด ตอนเขายังเป็นเด็ก บิดาพร่ำสอนเสมอว่าลูกผู้ชายตัวจริงนั้นต้องยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ใช่ชื่อสกุล ดังนั้น

โจวเหว่ยชิงที่มีบรรดาศักดิ์สูงส่งในอาณาจักรจึงไม่เคยใช้มันเพื่อหาประโยชน์จากผู้ใดเลย ไม่เหมือนกับองค์หญิงตี้ฟูหย่า

ที่จริง หากโจวเหว่ยชิงเปลี่ยนใจไม่สมัครเข้ากองทัพในตอนนั้น หัวหน้าหมู่ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้อยู่ดี น่าเสียดายที่เขายังเด็กและอ่อนประสบการณ์ จึงจำต้องตกลงไปอย่างไม่เต็มใจ

หลังจากได้ยินคำตอบจากโจวเหว่ยชิง หัวหน้าหมู่ก็นั่งลงพร้อมกับยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาจ้องมองโจวเหว่ยชิงแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ งั้นก็รีบตัดสินใจแล้วก็เขียนใบสมัครซะ จะได้ไปทำการทดสอบ ข้าขอบอกไว้เลยนะเจ้าหนุ่ม ว่าเจ้าโชคดีมากที่สมัครเป็นคนแรก ๆ เพราะเรายังไม่เคร่งกับบททดสอบมากนัก ไม่อย่างนั้น...คิดจริง ๆ รึว่าใครก็จะสมัครเข้ากองทัพได้โดยง่ายน่ะ หืม?”

“พี่ชาย ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหม เวลาอยู่ในสนามรบ เป็นหน่วยไหนที่จะได้ยืนอยู่ด้านหลังและไม่ต้องปะทะกับข้าศึกเหรอ?”

โจวเหว่ยชิงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เด็กผู้ชายทุกคนล้วนมีความฝันอยากเป็นวีรบุรุษ เขาไม่อยากเข้าร่วมหน่วยขนส่งหรือไปทำกับข้าว หากเขาจะต้องเป็นทหารจริงๆก็อยากจะอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หาไม่ หากบิดารู้เข้าคงเอาเขาถึงชีวิตเป็นแน่ ตัวเขาเองก็ไม่อยากจะทำตัวเองขายหน้า

แต่โจวเหว่ยชิงก็ยังคงต้องการจะอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดในสนามรบ เพราะสำหรับเขา การรักษาตนให้พ้นภัยถือเป็นคติประจำใจ เขาก็คนธรรมดาทั่วไป หาใช่วีรบุรุษที่จะท้าทายความตายไม่

ดวงตาของหัวหน้าหมู่หรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ ตอบอย่างรวดเร็วว่า “ง่ายมาก ก็ต้องเป็นพลธนูอยู่แล้ว ปกติเราจะให้พลธนูอยู่แนวหลัง แม้ว่าในตอนเริ่มปะทะพวกเขาจะต้องอยู่ด้านหน้าสุด แต่เมื่อปะทะกันจริง ๆ แล้ว พลธนูก็จะถอยกลับไปประจำที่ด้านหลังเองนั่นแหละ พลธนูไม่จำต้องปะทะกับข้าศึกโดยตรง ยกเว้นแต่เราจะพ่ายแพ้และถูกกุดหัวเรียบทั้งกองทัพ”

ได้ยินดังนั้นโจวเหว่ยชิงก็พอใจและตอบกลับไปว่า “ยอดเยี่ยม ข้าลืมนึกถึงหน่วยที่โด่งดังที่สุดของอาณาจักรเทียนกงไปซะได้ พี่ชายข้าขอสมัครเป็นพลธนู” ปกติแล้วพลธนูจะรบจากแนวหลัง อย่างน้อยก็จากที่เขารู้

เมื่อหัวหน้าหมู่เห็นว่าแผนการของตนสำเร็จเขาหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ ลุกยืนและหยิบปากกาออกมาเขียนชื่อ “จงบอกชื่อและอายุของเจ้ามา”

“ข้าชื่อโจว...” โจวเหว่ยชิงเกือบบอกชื่อจริงออกไป แต่ก็หยุดตัวเองไว้ทัน “โปรดเรียกว่าว่า ‘โจวเสี่ยวพั่ง’ (note: เจ้าอ้วนน้อยแซ่โจว) ปีนี้ข้าอายุ 16 แล้ว”

แม้โจวเหว่ยชิงอายุยังน้อย แต่เขาก็เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวขุนนางชั้นสูง เขาจึงรู้อะไรมากกว่าเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เมื่อเขาตัดสินใจเข้าร่วมกับกองทัพเพื่อหนีให้พ้นจากบิดา เขาก็ตัดสินใจใช้ฉายาแทนชื่อ มันเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกเขาเมื่อยังเด็กซึ่งไม่ได้ใช้มากว่าทศวรรษ แทบจะไม่มีทางเลยที่บิดาจะตามเขาเจอจากชื่อนั้น

“โจวเสี่ยวพั่งงั้นรึ? เจ้าเอาอะไรมาอ้วนกัน!” หัวหน้าหมู่กล่าวกับตัวเองระหว่างเขียนลงไปในกระดาษ เขาไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าอันที่จริง โจวเหว่ยชิงอายุไม่ถึง 16

ไม่นาน การลงทะเบียนก็เสร็จสิ้น เขาส่งใบสมัครให้โจวเหว่ยชิงก่อนจะชี้ให้เด็กหนุ่มไปเดินไปที่บริเวณข้างเคียง “เอาล่ะ เจ้าไปตรงนู้นเพื่อทำการทดสอบเข้าเป็นพลธนู หากว่าผ่านเจ้าก็จะกลายเป็นทหารของอาณาจักรเราอย่างเป็นทางการ”

“ขอบคุณพี่ชายยิ่งนัก” โจวเหว่ยชิงรับใบสมัครมาด้วยความตื่นเต้น ในใจเขาคิดว่าหนทางนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว เขาได้สมัครเข้ารับใช้ชาติในหน่วยที่ไม่อันตรายมากเกินไปนัก ทุกอย่างช่างสมบูรณ์แบบ

โจวเหว่ยชิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งอย่างตื่นเต้นไปที่บริเวณทดสอบร่างกาย มีนายทหารสวมเครื่องแบบสีดำและเทารวมตัวกันอยู่ประมาณ 4-5 คน พวกเขาสวมเกราะหนังและปลอกข้อมือ บนหัวก็มีหมวกเพื่อป้องกันแสงแดด ทุกนายสะพายธนูไว้ด้านหลังพร้อมกระบอกลูกดอก อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของพลธนู เมื่อสวมใส่แล้วดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

แม้ในตอนนั้นยังไม่มีใครมาทดสอบร่างกาย แต่พลธนูที่ยืนอยู่ก็ยังคงอยู่ในท่ายืนตรง

โจวเหว่ยชิงรู้ดีว่าโดยเนื้อแท้แล้วบิดาเป็นคนเข้มงวดเพียงใด หากบิดาเข้มงวดกับเขาขนาดนั้น บิดาย่อมต้องปกครองกองทัพด้วยระเบียบที่เข้มงวดไม่แพ้กัน ทำให้อาณาจักรเทียนกงถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก มีทหารแค่หลักหมื่น แต่ทุกนายล้วนมีระเบียบและมีความสามารถพอที่จะรับมือกับศัตรูจำนวนมากกว่าได้

บิดาของโจวเหว่ยชิงไม่เคยแพ้สงคราม ชื่อเสียงของบิดาเขาเป็นที่เลื่องลือไปถึงอาณาจักรรอบข้าง

“สวัสดีพี่ชาย ข้ามาเข้ารับการทดสอบ” โจวเหว่ยชิงมอบใบสมัครให้หนึ่งในพลธนูที่ยืนอยู่ พลธนูมองเขาและกล่าวว่า “น้องชาย ดีมาก ยินดีด้วยที่เลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยเรา หน่วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพ เอาละ รับนี่ไปแล้วลองดึงดู” พลธนูผู้นั้นปลดธนูของเขาแล้วยื่นให้โจวเหว่ยชิง

โจวเหว่ยชิงรับธนูยาวคันนั้นมาตรวจดูใกล้ ๆ มันทำจากไม้ของต้นดวงดารา สูง 180 และกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร ส่วนหน้าโค้งเป็นรูปโดม ในขณะที่ส่วนหลังตั้งตรง ด้ามจับกว้างราว ๆ 4 เซนติเมตรแล้วค่อย ๆ เรียวลงจนถึงปลายที่ถูกพันไว้ด้วยเอ็น

ธนูแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นตามกาลเวลาจากวัตถุดิบตามแต่จะหาได้ในแผ่นดินใหญ่ แต่ก่อนธนูส่วนมากจะเป็นหน้าไม้ที่ยาวไม่เกิน 120 เซนติเมตร ยิงได้ไกลสุด 200 เมตร มีระยะหวังผลที่ต่ำกว่า 100 เมตร และพลังทำลายล้างก็ต่ำกว่ามาก

เมื่อเวลาผ่านไปหน้าไม้ก็ถูกพัฒนาจนมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการค้นพบวัตถุดิบชั้นยอดอย่างไม้ดวงดาราทำให้คนหันมาใช้ธนูยาวเพิ่มมากขึ้น พลธนูแห่งอาณาจักรเทียนกงใช้ธนูยาวแบบนี้กันอย่างแพร่หลาย อานุภาพของธนูนี้ถึงตาย แม้จะเป็นคันธนูธรรมดาๆยังมีระยะยิงถึง 400 เมตร ระยะหวังผลสูงถึง 250 เมตร นับเป็นสองเท่าของหน้าไม้แบบเก่าเลยทีเดียว

ธนูยาวยังสามารถยิงได้ถึง 10 ถึง 12 ดอกต่อนาที หากผู้ยิงเป็นคนมีฝีมือ ความแม่นยำก็จะสูงเข้าไปอีก ธนูยาวยังมีน้ำหนักเบา ใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการปะทะเล็กน้อยหรือการประจัญบานก็ล้วนเหมาะ นอกจากนี้รูปลักษณ์ของมันก็ทำให้หน้าไม้ดูล้าสมัยไปเลย

ณ ตอนนี้ หากจะกล่าวว่าธนูยาวเป็นเจ้าแห่งสนามรบ ก็คงไม่เกินไปนัก

ถ้ายิงด้วยพละกำลังทั้งหมดที่

มี ลูกธนูที่พุ่งจากธนูยาวจะมีอานุภาพราวกับปืนใหญ่ เมื่อหน่วยทหารราบพุ่งไปข้างหน้า พลธนูที่แนวหลังก็จะยิงธนูขึ้นฟ้าเป็นวิถีโค้งเพื่อสังหารศัตรู หน่วยทหารราบมีข้อเสียตรงที่พวกเขาไม่ได้สวมเกราะเต็มยศเพราะต้องเน้นการเคลื่อนไหว ทำให้ลูกธนูจากฝ่ายตรงข้ามที่ยิงด้วยกำลังเต็มที่ สามารถเจาะทะลุเกราะเบาที่สวมใส่ได้ จึงจำเป็นจะต้องมีพลธนูแนวหลังคอยยิงวิถีโค้งเพื่อให้ความคุ้มครอง

ไข่มุกดำประหลาดเม็ดนั้น

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของธนูยาวก็คือผู้ยิงต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งและข้อมือข้อเท้ามั่นคง อีกทั้งยังต้องมีทักษะหลายด้าน และสามารถทำงานเข้าขากับหน่วยของตนได้เป็นอย่างดี ดังนั้นพลธนูจึงต้องได้รับการฝึกฝนและผ่านการต่อสู้มาด้วยกันก่อนที่จะพร้อมใช้อาวุธดังกล่าว

ธนูเป็นอาวุธที่สำคัญยิ่งสำหรับกองทัพ ในข้อนี้คงไม่มีใครกล้าเถียงโดยเฉพาะกองทัพแห่งอาณาจักรเทียนกง

เมื่อครั้งบิดาของโจวเหว่ยชิงยังเป็นเพียงหนุ่มน้อย ดำรงตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพ เขาเคยนำหน่วยพลธนูเขาร่วมรบในสงคราม และสงครามครั้งนั้นก็นับเป็นต้นแบบของพลธนูรุ่นหลังๆเลยทีเดียว ศัตรูในตอนนั้นคืออาณาจักรเค่อเหลยชีทางตอนใต้ซึ่งมีแต่พลทหารม้าเต็มกองทัพ

รองแม่ทัพโจวในตอนนั้น เลือกเนินลาด ๆ แห่งหนึ่งเพื่อดักซุ่มยิงใส่กองทัพของเค่อเหลยชี

ตอนนั้นกองพลธนูของเทียนกงมีพลธนูเพียง 200 นาย แบ่งย่อยออกเป็น 3 หน่วย

หน่วยที่ดูแลพื้นที่ทางซ้ายพรางตัวอยู่ตามต้นไม้และท้องร่อง หน่วยที่ดูแลพื้นที่ด้านขวาใช้แม่น้ำเป็นปราการธรรมชาติ ส่วนหน่วยสุดท้ายซึ่งนำโดยรองแม่ทัพโจว ประจำอยู่หลังของสองหน่วยแรก

เบื้องหน้าของพวกเขาคือทหารม้าราว 150 กอง ถืออาวุธครบมือจัดกระบวนทัพเป็น 6 แถว แต่พลธนูของเทียนกงก็สามารถเอาชนะศึกครั้งนั้นได้แม้จะต้องรับมือกับข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่าถึง 3 เท่า อีกทั้งยังเป็นทหารม้าที่ติดอาวุธครบครัน การศึกครั้งนั้นทำให้รองแม่ทัพโจวโด่งดังไปทั่ว และยังทำให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายทหารระดับสูงของกองทัพเทียนกงอีกด้วย

ยิ่งรู้ว่าบิดาเคยเก่งกล้าสามารถเพียงใดยามมีธนูอยู่ในมือ เขาก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลและตื่นเต้นมากเท่านั้น

เขาเคยฝึกใช้ธนูยาวมาก่อน แต่ได้มาใช้ธนูที่เป็นอาวุธจริง ๆ ทำให้เขารู้สึกแตกต่าง

โจวเหว่ยชิงหายใจเข้าจนเต็มปอด มือซ้ายถือธนู ใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้และนิ้วกลางดึงสายอย่างเชี่ยวชาญ เขาใช้พละกำลังที่มีง้างจนคันธนูโก่งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว หมายจะยิงออกไปด้านหน้า

สายตาของนายทหารที่เฝ้าดูอยู่เบิกกว้าง กล่าวอย่างยินดีว่า “เยี่ยม ! น้องชาย เจ้าเคยยิงธนูมาก่อนใช่หรือไม่ ท่าทางใช้ได้เลยนะ มาดูกันดีกว่าว่าเจ้าจะแม่นยำสักแค่ไหน พลธนูอย่างพวกเรา ตราบใดที่ยิงได้อย่างแม่นยำ ก็จะช่วยกองทัพได้มาก”

โจวเหว่ยชิงตั้งท่าได้ถูกต้องถึงเพียงนี้ เขาจะยิงไม่แม่นได้อย่างไร?

นอกจากนี้ เวลาที่บิดาอยู่บ้านก็มักชอบทรมานเขาเล่น โดยการบังคับให้ฝึกฝนไปเรื่อย แม้ว่าโจวเหว่ยชิงจะไม่สามารถปลุกพลังลูกแก้ววิญญาณภายในร่างได้ แต่หากเป็นการใช้อาวุธและการต่อสู้ตัวต่อตัวแล้วนั้น เขานับว่าถูกฝึกมาโดยครูฝึกที่ยอดเยี่ยมที่สุด แม้แต่ยามที่บิดาไปราชการ ก็ยังคงออกคำสั่งให้โจวเหว่ยชิงฝึกจนเสร็จ และตัวบิดาเองจะกลับมาดูผลทุกครั้ง หากเขาไม่ผ่านแล้วละก็

หึหึ...

การฝึกฝนที่บิดาพร่ำสอน ไม่เพียงทำให้โจวเหว่ยชิงรู้วิธียิงธนู แต่ยังยิงได้แม่นยำอีกด้วย มันเป็นหนึ่งเหตุผลที่เขารู้สึกว่าเลือกหน่วยได้ถูกต้องแล้ว พลธนูแห่งอาณาจักรเทียนกงมีชื่อเสียง อีกทั้งบิดาก็ฝึกให้เขายิงธนูมายาวนาน

หลังค้างอยู่ในท่านั้นพักหนึ่ง โจวเหว่ยชิงก็ค่อย ๆ ลดธนูในมือลง เขาไม่ได้ถอนหายใจ ยืนแผ่นหลังตั้งตรง เขาไม่อาจยืนค้างอยู่ท่านั้นได้นานนัก ต่อให้จะแข็งแรงกว่าเด็กในวัยเดียวกันทั่วไปแต่ก็ยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัวอยู่ดี

“เอาล่ะพอแล้ว น้องชาย... จากนี้ไปเจ้าเป็นหนึ่งในพี่น้องแห่งกองพันธนูของเรา กองพันของเราเป็นส่วนหนึ่งของกรมที่ 5 แห่งกองทัพ และภายในกรมที่ 5 ก็ประกอบไปด้วย 10 กองพันย่อยอีกที ซึ่ง 4 ในนั้นเป็นพลธนูล้วนๆ กองพันของเรามีชื่อเรียกว่า ‘กองธนูกลุ่มสาม’ นะ”

ในแผ่นดินนี้ อาณาจักรต่าง ๆ จะจัดกองทัพในรูปแบบคล้ายคลึงกันเช่น

ทหาร 10 นายเป็น 1 หมู่ (สิบคน)

ทหาร 10 หมู่เป็น 1 กองร้อย (หนึ่งร้อยคน)

ทหาร 10 กองร้อยเป็น 1 กองพัน (หนึ่งพันคน)

ทหาร 10 กองพันเป็น 1 กรม (หนึ่งหมื่นคน)

ทหาร 10 กรมเป็น 1 กองทัพสนาม (หนึ่งแสนคน)

กองทัพของอาณาจักรเทียนกงประกอบไปด้วย 5 กรม ดังนั้นจะมีทหารรวมทั้งสิ้น 500,000 นาย

“ทดสอบเสร็จแล้วหรือพี่ชาย?” โจวเหว่ยชิงถามอย่างงง ๆ

พลธนูตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะว่า “ทำไม? เจ้าคิดว่ามันจะยากกว่านี้หรือ? พวกข้ามาคัดเลือกทหารใหม่ ไม่ใช่มาคัดลูกเขยเข้าบ้านเสียหน่อย ขอแค่ผู้สมัครแข็งแรง ลักษณะดี และดึงธนูยาวได้ ก็ผ่านแล้ว เจ้าบื้อ เจ้าคงเพิ่งจะครบ 16 มาไม่นานล่ะซิ ยังไงซะ เจ้าก็จะสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ เจ้ายังจะต้องเข้าร่วมการฝึกทั่วไปก่อนอีก 3 เดือน เรายังไม่ได้ส่งเจ้าไปรบในทันทีหรอกนะ เอาล่ะ ทีนี้ให้เดินไปทางโน้น ไปรับอุปกรณ์ของเจ้าซะ นี่ ! น้องชาย ขอบอกว่าเจ้าโชคดีแล้วที่ได้เข้าร่วมกองพันที่ 3 ของเรา เดี๋ยวเจ้าเห็นผู้พันของเราแล้วก็จะรู้เอง ท่านแจกอุปกรณ์อยู่ทางด้านโน้นแน่ะ” ระหว่างที่พูด เขาก็กาเครื่องหมายผ่านบนใบสมัครของโจวเหว่ยชิง ก่อนยื่นมันคืนให้เด็กหนุ่ม

พลธนูบอกให้โจวเหว่ยชิงเดินไปที่ศูนย์บัญชาการกองพันชั่วคราวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามทดสอบนัก เหมือนว่าศูนย์บัญชาการจะเพิ่งตั้งเสร็จ รถบรรทุกมากมายวิ่งเข้าออกเพื่อลำเลียงของกินของใช้

“เราจะได้เป็นทหารจริง ๆ แล้ว” โจวเหว่ยชิงถูกบิดาตอกย้ำว่าไร้ค่าเป็นประจำตั้งแต่เด็กๆและไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเท่าวันนี้ แม้บททดสอบที่ผ่านมาจะง่ายดาย หากแต่เขาก็ผ่านมันมาได้ด้วยตัวเอง โจวเหว่ยชิงอดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้นอย่างเต็มภาคภูมิระหว่างที่เดินเข้าไปในศูนย์บัญชาการ

เมื่อก้าวเข้าไปในศูนย์บัญชาการ เขาใช้ใบสมัครที่ถือไว้เป็นบัตรผ่านทางระหว่างเดินผ่านจุดรักษาความปลอดภัย เมื่อผ่านเข้ามาได้ เขาก็เจอศูนย์บัญชาการกองพันที่ 3 อย่างง่ายดาย ด้านหน้าคลังสินค้ามีป้ายเขียนไว้ว่า ‘ทหารใหม่รายงานตัวตรงนี้’

โจวเหว่ยชิงสาวเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปด้วยความตื่นเต้น เขายกมือขึ้นหมายจะเปิดม่าน อาจเรียกได้ว่าสวรรค์เป็นใจ วินาทีที่เขายื่นมือออกไปใครบางคนก็เดินออกมาพอดี ม่านที่ขวางกั้นอยู่เป็นเพียงผ้าบางๆเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อนคงใช้เพื่อกันแมลงเท่านั้น และเพราะโจวเหว่ยชิงกำลังตื่นเต้น เขายกมือขึ้นคว้าพรวดนอกจากจะโดนผ้าม่านแล้ว เขายังจับโดนอะไรบางอย่างมีลักษณะทรงกลม ทั้งนุ่มและดีดตัว

โดยไม่รู้ตัว โจวเหว่ยชิงบีบเข้าให้ทันควัน

ทันใดนั้น เสียงคำรามต่ำ ๆ ก็ดังมาจากหลังม่าน ก่อนที่เขาจะถูกถีบจนกระเด็น

แม้ว่าแรงถีบจะไม่รุนแรงแต่โจวเหว่ยชิงก็ถึงกับกระเด็นไป 7 ก้าว เกือบจะก้นฟาดพื้น

ทันใดนั้นผ้าม่านก็ถูกเปิดออก ใครคนหนึ่งก้าวตามออกมา

ผู้ที่ก้าวออกมาเป็นเด็กสาวหน้าตาสะคราญโฉม ดูเหมือนว่าจะเพิ่งอายุ 16 ปีเท่านั้น นางสูงราว ๆ 170 เซนติเมตร รูปร่างบอบบาง ผมสีฟ้าของนางรวบไว้ด้านหลังเป็นหางม้า เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเครื่องแบบสีดำสนิท เครื่องแบบที่โจวเหว่ยชิงจำได้ดีว่าเป็นของ ‘นายพัน’ แม้นางจะไม่ได้สวมใส่เสื้อเกราะเต็มยศก็ตาม

หญิงสาวที่ยืนตรงหน้ารูปโฉมงดงามยิ่ง แม้องค์หญิงตี้ฟูหย่าที่ขึ้นชื่อว่างดงามก็ไม่อาจเทียบกับนางเบื้องหน้าเขาได้ ผิวของนางนวลเนียนราวกับนมสด อวัยวะที่โดดเด่นที่สุดก็คือดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนที่ดูอ่อนโยน ทั่วทั้งร่างของนางบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ใครได้ยลโฉมย่อมต้องรู้สึกถึงสายน้ำอันสงบนิ่ง

เมื่อเขามองหญิงสาวอย่างชัดเจน โจวเหว่ยชิงถึงกับตกตะลึง เขารู้ว่านางคือใครแม้จะเคยเห็นนางจากระยะไกล แต่ก็ประทับใจในตัวนางมานานแล้ว

หญิงสาวตรงหน้าเป็นถึงยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งอาณาจักรเทียนกง นอกจากนี้ความงามของนางก็ยังเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว... ชื่อของนางคือซั่งกวนปิงเอ๋อร์

กล้ามเนื้ออกของท่านผู้พันช่างไม่เลวเลย

โจวเหว่ยชิงเคยเห็นซั่งกวนปิงเอ๋อร์เพียงครั้งเดียวในงานประดับยศของนาง

อาณาจักรทั้งหลายในแผ่นดินใหญ่เรียกขานขุนนางด้วยชื่อเรียกคล้ายคลึงกัน ยศทั้ง 6 ที่ใช้เรียกขุนนางเรียงลำดับจากต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด เรียงได้ตามนี้

1. ชวินเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านลอร์ดของฝั่งตะวันตก)

2. หนานเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านบารอนของฝั่งตะวันตก)

3. จื่อเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านไวท์เคาท์ของฝั่งตะวันตก)

4. โป๋เจว๋ (เทียบเท่ากับท่านเคาท์ของฝั่งตะวันตก)

5. โหวเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านมาควิสของฝั่งตะวันตก)

6. กงเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านดยุกของฝั่งตะวันตก)

อำนาจที่แต่ละคนได้รับในแต่ละอาณาจักรก็อาจแตกต่างกันไป

เดิมทีซั่งกวนปิงเอ๋อร์ถือกำเนิดในครอบครัวสามัญ แต่นางได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘ชวินเจว๋’ ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีต่อมาก็ถูกเลื่อนขึ้นเป็น ‘หนานเจว๋’ ปีนี้นางอายุ 15 แล้ว แก่กว่าโจวเหว่ยชิงเพียง 2 ปีแต่กลับดำรงตำแหน่งเป็นถึง ‘จื่อเจว๋’ เท่าเทียมกับเขา

หากให้เปรียบกันจริง ๆ นางได้ยศมาโดยความสามารถของตัวเอง แตกต่างจากยศของโจวเหว่ยชิงที่ได้มาเพราะบิดาล้วน ๆ ต่อให้เป็นองค์หญิงตี้ฟูหย่าที่เปรียบดั่งดวงดาวส่องประกายของราชวงศ์ เมื่อเทียบกับซั่งกวนปิงเอ๋อร์แล้ว รัศมีขององค์หญิงก็ยังหมองลง

ยิ่งไปกว่านี้ ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ที่อ่อนกว่าองค์หญิง 1 ปี กลับได้ควบคุมลูกแก้ววิญญาณไปแล้วถึง 2 ลูก นอกจากนี้นางยังสามารถปลุกได้ทั้งถี่จู และอี้จูภายในร่างกาย

เมื่อนางอายุเพียง 12 นางก็ฝึกฝนพลังสวรรค์จนมีกำลังภายในถึงระดับ 3 อีกทั้งยังปลุกลูกแก้ววิญญาณที่ข้อมือทั้งซ้ายขวาได้สำเร็จ ความสามารถของนางนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หายากยิ่งกว่าตั้งครรภ์ลูกแฝดเสียอีก โดยเฉพาะในอาณาจักรเล็ก ๆ เช่นเทียนกง

อาณาจักรเทียนกงมีจำนวนผู้ควบคุมพลังสวรรค์น้อยจนน่าสมเพช สาเหตุที่ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘จื่อเจว๋’ ตั้งแต่ยังเยาว์ ก็เป็นเพราะนางคือผู้ควบคุมพลังสวรรค์คนที่ 2 ของอาณาจักร ส่วนผู้ควบคุมพลังสวรรค์คนแรกนั้นก็คือบิดาของโจวเหว่ยชิง... แม่ทัพใหญ่โจวนั่นเอง

แม้จะมีบิดาเป็นผู้ควบคุมพลังสวรรค์แต่โจวเหว่ยชิงก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก ลมปราณของเขาติดขัดตั้งแต่ยังเด็ก แม่ทัพใหญ่โจวมองว่าเขาไม่เอาไหน และไม่เคยเล่าเรื่องการควบคุมพลังสวรรค์ให้เขาฟังเลย โจวเหว่ยชิงเพียงรู้ว่าผู้ควบคุมพลังสวรรค์นั้นก็คล้าย ๆ กับผู้ควบคุมถี่จูและอี้จูนั่นแหละ แม้ว่าจะมีความเหมือนมากมาย แต่ในแง่ของการฝึกฝนและพัฒนาแล้วก็มีความแตกต่างกันอยู่มาก

ลูกแก้วและความสามารถของลูกแก้วแต่ละลูกที่ผู้ควบคุมพลังสวรรค์ครอบครอง ก็แตกต่างจากลูกแก้วของผู้ควบคุมถี่จูและลูกแก้วของผู้ควบคุมอี้จู อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ไม่รู้ว่าความแตกต่างนั้นคืออะไรบ้าง เขาเพียงแต่รู้ว่าผู้ควบคุมพลังสวรรค์แข็งแกร่งกว่ามาก ตัวเขาเองเคยฝันกลางวันว่าได้เป็นผู้ควบคุมพลังสวรรค์อยู่เสมอ

ครั้งแรกและครั้งเดียวที่โจวเหว่ยชิงได้เห็นซั่งกวนปิงเอ๋อร์ก็คือวันที่นางได้รับการแต่งตั้งเป็นจื่อเจว๋โดยองค์จักรพรรดิ แม่ทัพใหญ่โจวพาเขาไปด้วยเพื่อร่วมชมพิธี ดังนั้นแม้เขาจะเคยเห็นนางมาก่อนและจดจำนางได้เป็นอย่างดี ซั่งกวนปิงเอ๋อร์กลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย

แต่ตอนนี้ สีหน้าของโฉมงามนางนี้กลับไม่น่ามองเสียแล้ว ดวงหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็ง คิ้วโก่งสูงด้วยความโกรธ แขนสองข้างยกขึ้นกอดอกอย่างเข้มงวด

ซั่งกวนปิงเอ๋อร์รู้สึกหัวเสีย นางเพิ่งเดินออกมาจากศูนย์บัญชาการในจังหวะที่เด็กหนุ่มตรงหน้าดึงผ้าม่านอย่างสะเพร่า เขาถึงกับเผลอจับโดนจุดที่อ่อนไหวของนางอีกด้วย แต่เล็กจนเติบใหญ่ไม่เคยมีชายใดแตะต้องบริเวณนั้นของร่างกายนางมาก่อน

นางไม่รู้ว่าบิดาของนางคือใคร ตลอดเวลาก็มีเพียงมารดาที่คอยเลี้ยงดู อันที่จริง หากนางไม่รู้สึกว่าต้องป้องกันบริเวณอันอ่อนไหวของตัวเองไว้เช่นนี้ นางคงเตะโจวเหว่ยชิงอย่างแรงไปแล้ว

ตอนนั้นเอง โจวเหว่ยชิงก็คืนสติ

เขาพลันนึกถึงคำพูดของพลธนูที่กล่าวไว้ จึงรู้ในทันทีว่าสาวงามตรงหน้าเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา

ผู้บังคับบัญชาการกองพันที่ 3 ผู้ที่จะต้องมอบเสื้อผ้าอุปกรณ์ของใช้ให้แก่เขานั่นเอง

นอกจากนี้ เพียงสังเกตสีหน้าของซั่งกวนปิงเอ๋อร์ โจวเหว่ยชิงก็นึกรู้ว่าอวัยวะทรงกลมที่เขาจับโดนเข้าเมื่อครู่ คือส่วนใดของร่างกาย

เมื่อครู่... ในป่าแห่งดวงดารา เขาก็เพิ่งจะได้เห็นแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าขององค์หญิงตี้ฟูหย่า รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด ตอนนี้เขายังได้สัมผัสซั่งกวนปิงเอ๋อร์ เขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ ในวันเดียวเขาก็ได้สร้างสายสัมพันธ์อันแสนกำกวมขึ้นกับหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในอาณาจักรถึง 2 นาง ยิ่งเขาคิดวนเวียนเกี่ยวกับส่วนนั้นที่เขาจับโดนเมื่อครู่ เลือดกำเดาพลันไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง... อีกแล้ว

ทีนี้ แม้เขาจะพยายามปั้นหน้าให้ดูจริงใจเพียงใด เลือดกำเดาเจ้ากรรมก็แฉให้เห็นถึงความคิดสกปรกที่อยู่ในใจจนหมดสิ้น

“เจ้าเป็นใคร?” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เมื่อเห็นว่าโจวเหว่ยชิงเลือดกำเดาไหลก็ยิ่งมีโทสะเพิ่มมากขึ้น นางชักดาบออกมาชี้หน้าเขาพร้อมกับตะโกนเสียงกึกก้อง

“อ๊ะ ! มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเป็นทหารใหม่ ข้ามารายงานตัวเพื่อรับอุปกรณ์” โจวเหว่ยชิงรีบชูใบสมัครขึ้นตรงหน้านาง

ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ก้าวเข้ามาตรงหน้าโจวเหว่ยชิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงใบสมัครไปจากมือของเขา ดวงตานางอ่อนแสงลง คงเพราะนางรู้ว่าแม้จะโกรธเขาเพียงใด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น

“แล้วเจ้ามายืนบื้อใบ้อะไรอยู่แถวนี้ล่ะ?” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เก็บดาบ รังสีเข่นฆ่าในดวงตาก็พลันสลายไปด้วย แต่น้ำเสียงที่ใช้พูดยังคงเย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ จะมีหญิงใดกันเล่าจะควบคุมอารมณ์ไว้ได้ หลังจากถูกจับต้องเช่นนั้น

โจวเหว่ยชิงสังเกตสีหน้าท่าทางของนางแล้วเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก แม้ซั่งกวนปิงเอ๋อร์จะเกิดในครอบครัวสามัญชน แต่มโนธรรมของนางกลับสูงส่งกว่าองค์หญิงเสียอีก เมื่อครู่นางเองย่อมได้รับความอับอายไม่น้อยไปกว่าองค์หญิง แต่การกระทำของนางสองคนช่างแตกต่าง เขาถึงกับคิดอยากให้นางเป็นคู่หมั้นของเขาแทนองค์หญิงเสียจริงๆ

“ตามข้ามาข้างใน” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เปิดม่านแล้วก้าวเขาไปภายในศูนย์บัญชาการ

ในขณะที่โจวเหว่ยชิงกำลังจะก้าวเข้าไปด้านในนั้นเอง ชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาขนาบข้างเขา ตอนนั้นเอง โจวเหว่ยชิงเพิ่งสังเกตว่ามีนายทหารติดตามซั่งกวนปิงเอ๋อร์ออกมาจากศูนย์บัญชาการเมื่อครู่ด้วย เขาสวมเกราะป้องกันจุดสำคัญของร่างกาย และสวมหมวกเหล็กประดับด้วยขนนกสีเหลือง อันเป็นเครื่องหมายของนายกอง ก่อนหน้านี้โจวเหว่ยชิงไม่ทันสังเกตชายคนนี้มาก่อน ย่อมเป็นเพราะเขาทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ผู้เลอโฉม

เสียงแผ่วเบา ดังขึ้นข้างหูราวกับเสียงแมลง “เจ้าหนุ่ม รู้สึกเป็นไงบ้าง?”

โจวเหว่ยชิงคิดคำตอบอยู่ในใจ แต่กลับตอบออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “กล้ามเนื้อหน้าอกของท่านนายพันนั้น ไม่เลวเลย !”

นายกองผู้นั้นเพียงแต่ล้อเขาเล่นด้วยความอิจฉาเท่านั้น หาได้คาดว่าเจ้าหนุ่มจะตอบออกมาด้วยเสียงอันดังเช่นนี้ ช่างขัดกับบุคลิกภายนอกที่ดูซื่อ ๆ อย่างยิ่ง คำตอบที่ตอบออกมา ก็บอกเพียงได้ว่า เจ้าหนุ่มนี้ไม่กลัวตายเสียแล้ว !

แสงสว่างจ้าส่องเข้าที่ดวงตาของโจวเหว่ยชิง เขารู้สึกถึงเส้นขนที่ลุกชันทั่วทั้งกาย ผ้าม่านด้านหน้าถูกตัดออกเป็นสองท่อน ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ยืนตะหง่านอยู่บริเวณประตูเบื้องหน้าเขา ในมือของนางถือดาบคู่กาย จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นเยียบพร้อมกับกล่าวว่า “หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหล ข้าจะตอนเจ้าเป็นขันที !”

           “ท่านนายพัน ข้าผิดไปแล้ว ข้าเสียใจ” โจวเหว่ยชิงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขากล่าวออกมา ในทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก เขารู้ตัวว่าเขาพูดเสียงดังมาก และซั่งกวนปิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้ ๆ คงได้ยินอย่างแน่นอน เขาจึงรีบขอรับผิดและกล่าวขอขมาด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

ซั่งกวนปิงเอ๋อร์คำรามด้วยความโกรธก่อนที่จะหันหลังกลับเข้าไปในศูนย์บัญชาการ นายกองคนนั้นเห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็ยกนิ้วโป้งให้โจวเหว่ยชิงก่อนจะวิ่งหลบไป แม้ซั่งกวนปิงเอ๋อร์จะไม่ถือสาและควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี แต่เขาได้เห็นความโหดเหี้ยมของนางในสนามรบมาก่อน ดังนั้นจึงไม่อยากอยู่ให้นางขัดหูขัดตาอีก

กล้ามเนื้ออกของท่านผู้พันช่างไม่เลวเลย

“โจวเสี่ยวพั่ง มานี่ซิ” เสียงเข้มงวดของซั่งกวนปิงเอ๋อร์ดังขึ้นจากด้านใน โจวเหว่ยชิงงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำขึ้นมาได้ว่านางเรียกเขา จึงรีบก้าวตามเข้าไป

อาคารกว้างใหญ่นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางการทหาร โดยเฉพาะสำหรับพลธนู ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ยังไม่ได้เก็บดาบของนางแต่กลับวางมันลงบนโต๊ะด้วยเสียงอันดัง นางออกคำสั่งแก่นายทหารหน่วยขนส่งนายหนึ่ง “เอาอุปกรณ์ที่ต้องใช้มาให้เขาซะ แล้วก็ให้ไสหัวไป”

มีนายทหารหน่วยขนส่งกว่า 10 นายดูแลการแจกจ่ายอุปกรณ์ พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ จึงงุนงงว่าเหตุใดท่านนายพันที่ปกติมีจิตใจโอบอ้อมอารีกลับโมโหทหารใหม่นายหนึ่งราวกับโกรธกันมาแต่ชาติก่อน เห็นดังนั้น  เหล่าทหารจึงรีบหยิบชุดธนูมามอบให้แก่โจวเหว่ยชิง

โจวเหว่ยชิงสำรวจอุปกรณ์ที่ได้รับมา มันประกอบไปด้วยเครื่องแบบ 2 ชุด มีถุงเท้า รองเท้าและเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังมีชุดเกราะหนัง มีธนูยาวที่สูงกว่าตัวโจวเหว่ยชิง กระบอกธนู 2 กระบอก และหมวกขนาดใหญ่อีกหนึ่งใบ

พลธนูเป็นเพียงหน่วยเดียวในกองทัพที่ต้องสวมหมวก ไม่ใช่เพื่อป้องกันลมแต่เพื่อป้องกันไม่ให้แดดแยงเข้าตาได้ เพราะพลธนูนั้นต้องสามารถมองเห็นบริเวณได้โดยรอบ หากต้องไปประจำอยู่ในที่ที่แดดส่องจัด ๆ แล้ว ย่อมมีผลต่อความแม่นยำในการยิง ดังนั้น พลธนูทุกนายจึงต้องสวมหมวกเพื่อป้องกันดวงตาและเพิ่มความแม่นยำ

จากนั้นนายทหารนายเดิมยังได้มอบเหรียญทอง 3 เหรียญให้แก่โจวเหว่ยชิงพลางบอกว่า “นี่คือเบี้ยหวัดปีแรกของเจ้า เจ้ามีเวลา 1 วันเพื่อกลับบ้านไปจัดการธุระให้เรียบร้อย จงกลับมารวมตัวที่นี่พรุ่งนี้ตอนบ่าย และจำไว้ว่าอย่าเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ได้ไปใช้ผิด ๆ พรุ่งนี้ให้ใส่เครื่องแบบมาด้วย เข้าใจไหม?”

“เข้าใจ!” หากไม่มีเหตุการณ์ที่เกิดกับซั่งกวนปิงเอ๋อร์ก่อนหน้านี้ ตอนนี้โจวเหว่ยชิงคงจะตื่นเต้นเป็นอันมากที่ได้รับอุปกรณ์ของตน แต่เขายังคงคิดวนเวียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บอกตัวเองว่าเขาจะไม่ล้างมือไปอีกสักพักใหญ่ ๆ

ตามขั้นตอนปกติ ซั่งกวนปิงเอ๋อร์จะต้องกล่าวระดมขวัญและกำลังใจในฐานะท่านนายพัน แต่ตอนนี้ นางคงไม่สามารถปั้นหน้าทำเช่นนั้นได้อีก สิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คือจ้องมองโจวเหว่ยชิงอย่างคุกคาม เด็กหนุ่มเกรงกลัวสายตาคู่นั้นยิ่งนัก ไม่กล้าอยู่นาน เขาหยิบสัมภาระแล้วรีบออกจากศูนย์บัญชาการในทันที

ซั่งกวนปิงเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของโจวเหว่ยชิงแล้วสัญญากับตัวเองในใจ “เจ้าโจวเสี่ยวพั่ง วันหนึ่ง ข้าจะให้เจ้าได้ชดใช้ !”

หากโจวเหว่ยชิงอ่านใจคนได้และได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่ซั่งกวนปิงเอ๋อร์คิด เจ้าคนพาลคงจะตอบนางไปว่าเขายินดีให้นางแตะต้องสัมผัสทุกส่วนของร่างกาย แม้กล้ามเนื้อหน้าอกของเขาจะยังไม่เติบใหญ่เท่านางก็ตาม !

เมื่อเขาออกมาจนพ้นศูนย์บัญชาการก็พบว่าบริเวณโดยรอบไร้ผู้คน มองออกไปจึงเห็นห้องน้ำที่มีสัญลักษณ์ประหลาดที่เขาไม่รู้จัก

เขาหยิบเสื้อผ้าแล้วรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่สะอาดและไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างที่เขาคิดไว้แต่แรก แม้มันจะเป็นเพียงคอกเล็ก ๆ กั้นด้วยประตูไม้ก็ตาม

โจวเหว่ยชิงวางของใช้ของเขาไว้ในบริเวณที่สะอาดจากนั้นจึงถอดเสื้อผ้าออก เสื้อผ้าที่เขาสวมก่อนหน้านี้ถูกทำลายจนเกือบสวมใส่ไม่ได้ ในเมื่อได้เครื่องแบบใหม่มาแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะสวมใส่มันในทันที

เขาถอดเสื้อคลุมออกทั้งร่างกายเปลือยเปล่า ยังไม่รีบร้อนใส่เสื้อผ้าชุดใหม่แต่กลับยืนปลดทุกข์อย่างสบายอารมณ์

ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก เขาเหลียวไปด้านหลังด้วยความตกใจ เพียงเพื่อจะได้เห็นซั่งกวนปิงเอ๋อร์เดินเข้ามา

เมื่อซั่งกวนปิงเอ๋อร์เดินเข้ามาในห้องน้ำ สิ่งแรกที่นางเห็นก็คือบั้นท้ายเปลือยเปล่าของโจวเหว่ยชิง ในขณะที่เขากำลังสะบัด ‘น้องชาย’ ของตนหลังทำธุระเสร็จ การกระทำของโจวเหว่ยชิงทำให้นางตกตะลึง พร้อม ๆ กับที่เขาหันหน้ากลับมา

ตาสบตา ทั้งสองกรีดร้องประสานเสียงกันด้วยความตกใจ

ที่แปลกก็คือ เสียงร้องของโจวเหว่ยชิงนั้นกลับดังยิ่งกว่าของซั่งกวนปิงเอ๋อร์เสียอีก

ใบหน้าที่สะสวยของซั่งกวนปิงเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเพราะความอาย นางรีบก้าวออกไป โจวเหว่ยชิงรีบสะบัด ‘น้องชาย’ ให้เสร็จก่อนที่จะสวมใส่เครื่องแบบ เขาคิดวนเวียนไปมาว่าควรต้องทำอย่างไรต่อ ตัดสินใจสะพายธนูยาว เอากระบอกธนูพาดบ่า สวมหมวก แล้วก้าวออกไปจากห้องน้ำ คิดว่าตนควรจะวิ่งออกไปให้เร็วที่สุด

“หยุดเดี๋ยวนี้ !” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ตะโกนใส่โจวเหว่ยชิงด้วยความโกรธ ใบหน้าของนางซีดเผือดเพราะแรงโทสะ “เจ้าคนวิตถาร รออยู่ตรงนั้น ข้าจะจัดการกับเจ้าเอง !” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์พูดพลาง ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปตรงห้องน้ำ

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอุบัติเหตุที่ไม่น่าเชื่อ... ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

เดิมทีซั่งกวนปิงเอ๋อร์เผลอเข้าไปในห้องน้ำโดยไม่ได้ดูให้ดีเสียก่อน เพราะห้องน้ำห้องนี้ เป็นห้องน้ำส่วนตัวของนาง นอกจากนี้สัญลักษณ์ประหลาดที่ปรากฏอยู่หน้าห้องน้ำ ก็แสดงว่าใช้สำหรับผู้บังคับบัญชาการกองพันเท่านั้นแม้ว่าอย่างไรนางก็เป็นสตรีเพศแถมยังเป็นผู้ควบคุมพลังสวรรค์ที่เป็นดั่งความหวังของอาณาจักร ไม่แปลกเลยที่ท่านรองแม่ทัพจะมอบสิทธิพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นห้องน้ำส่วนตัวให้แก่นาง

เมื่อโจวเหว่ยชิงเผลอสัมผัสนางครั้งแรก นางก็กำลังจะไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเขากลับไป นางจึงใจเย็นลง และรู้สึกว่าต้องไปเข้าห้องน้ำอีกรอบ นางไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอเขาในสภาพเปลือยทั้งตัวแบบนี้อีก นางไม่เพียงแต่อับอายและโกรธ แต่ยังสับสนเป็นอย่างมากด้วย นอกจากนี้นางยังปวดเข้าห้องน้ำจนเกินทนแล้ว แม้นางจะอยากกระทืบโจวเหว่ยชิงให้สาสมเพียงใด แต่ตอนนี้นางต้องทำ ‘ธุระ’ ส่วนตัวให้เสร็จเสียก่อน

“ให้รอตรงนี้นะหรือ?”โจวเหว่ยชิงคิดกับตัวเอง “คงมีแต่คนโง่เท่านั้นละที่จะเชื่อหวังว่าพรุ่งนี้ท่านคงใจเย็นลงแล้วน่ะ”

ทหารใหม่นายนี้ขัดคำสั่งของท่านนายพันอย่างสิ้นเชิง เขารีบวิ่งออกไปพร้อมธนูที่ได้รับมอบ เมื่อพ้นตัวค่าย เขาก็มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองเทียนกง เมื่อซั่งกวนปิงเอ๋อร์เสร็จธุระออกมาจากห้องน้ำ เจ้าคนวิตถารโจวเหว่ยชิงก็หายตัวไปเสียแล้ว นางโมโหจนต้องแสยะยิ้มออกมาอย่างเกลียดชัง

เมื่อมาถึงตัวเมืองเทียนกง โจวเหว่ยชิงก็มองหาโรงเตี๊ยมเพื่อซุกหัวนอนนอกจากนี้เขายังเตรียมปากกาและกระดาษเพื่อเขียนจดหมายหาบิดา

“ท่านพ่อ ในเมื่อท่านบอกเสมอว่าข้าไร้ค่าเพียงใด ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นกับตัวเอง ดังนั้นข้าจะไม่อยู่เป็นปัญหาของท่านอีกแล้ว อย่างที่คนโบราณกล่าวไว้ หนังสือหมื่นเล่มก็ไม่เทียบเดินทางหมื่นลี้ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจจะออกเดินทางและหาเลี้ยงตัวเองเพื่อสร้างชื่อเสียง นอกจากนี้ข้าใคร่ขอให้ท่านพ่อยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างข้ากับองค์หญิงตี้ฟูหย่าด้วย ข้าเป็นเพียงคนไร้ค่าในขณะที่นางนั้นสูงส่ง ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงชีวิตนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนางเองก็ไม่ได้ชื่นชอบข้าแต่อย่างใด ที่ข้าจะพูดก็มีเพียงเท่านี้ โปรดดูแลท่านแม่แทนข้าด้วยและโปรดอย่าออกตามหาข้า ท่านพ่อก็รู้ว่าข้ากลัวตายมากกว่าใครทั้งนั้น เพราะข้ากลัวตายนี่แหละ... ข้าจึงจะต้องมีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างปลอดดภัย โปรดอย่ากังวล”

เมื่อเขียนจดหมายเสร็จเด็กหนุ่มจึงก็นำจดหมายออกไปส่ง โดยกะให้ไปถึงบ้านในวันพรุ่งนี้จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่ร้านตีเหล็ก สิ่งแรกที่เขาคำนึงถึงในการเป็นทหารก็คือความปลอดภัยของตัวเอง เป็นเช่นที่เขาเขียนในจดหมายส่งถึงบิดา เขากลัวความตายยิ่งกว่าผู้ใด ในเมื่อวันนี้เขามีเวลาว่างเขาก็ต้องการจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกลับไปฝึกในวันพรุ่งนี้

โจวเหว่ยชิงเติบโตขึ้นในเมืองเทียนกง ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับทุกตารางนิ้วของเมืองดี เมื่อเขายังเป็นเด็ก ถ้าเขาอยู่บ้านก็มักจะถูกตะคอกดุด่า ดังนั้นเขามักหนีออกจากบ้าน รู้สึกเหมือนนกที่ได้บินออกจากรัง ไม่รู้สึกคิดถึงบ้านเลยแม้แต่น้อย

ไม่นาน โจวเหว่ยชิงก็มาถึงร้านตีเหล็กที่ใกล้ที่สุด