โจวเหว่ยชิงเคยเห็นซั่งกวนปิงเอ๋อร์เพียงครั้งเดียวในงานประดับยศของนาง
อาณาจักรทั้งหลายในแผ่นดินใหญ่เรียกขานขุนนางด้วยชื่อเรียกคล้ายคลึงกัน ยศทั้ง 6 ที่ใช้เรียกขุนนางเรียงลำดับจากต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด เรียงได้ตามนี้
1. ชวินเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านลอร์ดของฝั่งตะวันตก)
2. หนานเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านบารอนของฝั่งตะวันตก)
3. จื่อเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านไวท์เคาท์ของฝั่งตะวันตก)
4. โป๋เจว๋ (เทียบเท่ากับท่านเคาท์ของฝั่งตะวันตก)
5. โหวเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านมาควิสของฝั่งตะวันตก)
6. กงเจว๋ (เทียบเท่ากับท่านดยุกของฝั่งตะวันตก)
อำนาจที่แต่ละคนได้รับในแต่ละอาณาจักรก็อาจแตกต่างกันไป
เดิมทีซั่งกวนปิงเอ๋อร์ถือกำเนิดในครอบครัวสามัญ แต่นางได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘ชวินเจว๋’ ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีต่อมาก็ถูกเลื่อนขึ้นเป็น ‘หนานเจว๋’ ปีนี้นางอายุ 15 แล้ว แก่กว่าโจวเหว่ยชิงเพียง 2 ปีแต่กลับดำรงตำแหน่งเป็นถึง ‘จื่อเจว๋’ เท่าเทียมกับเขา
หากให้เปรียบกันจริง ๆ นางได้ยศมาโดยความสามารถของตัวเอง แตกต่างจากยศของโจวเหว่ยชิงที่ได้มาเพราะบิดาล้วน ๆ ต่อให้เป็นองค์หญิงตี้ฟูหย่าที่เปรียบดั่งดวงดาวส่องประกายของราชวงศ์ เมื่อเทียบกับซั่งกวนปิงเอ๋อร์แล้ว รัศมีขององค์หญิงก็ยังหมองลง
ยิ่งไปกว่านี้ ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ที่อ่อนกว่าองค์หญิง 1 ปี กลับได้ควบคุมลูกแก้ววิญญาณไปแล้วถึง 2 ลูก นอกจากนี้นางยังสามารถปลุกได้ทั้งถี่จู และอี้จูภายในร่างกาย
เมื่อนางอายุเพียง 12 นางก็ฝึกฝนพลังสวรรค์จนมีกำลังภายในถึงระดับ 3 อีกทั้งยังปลุกลูกแก้ววิญญาณที่ข้อมือทั้งซ้ายขวาได้สำเร็จ ความสามารถของนางนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หายากยิ่งกว่าตั้งครรภ์ลูกแฝดเสียอีก โดยเฉพาะในอาณาจักรเล็ก ๆ เช่นเทียนกง
อาณาจักรเทียนกงมีจำนวนผู้ควบคุมพลังสวรรค์น้อยจนน่าสมเพช สาเหตุที่ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘จื่อเจว๋’ ตั้งแต่ยังเยาว์ ก็เป็นเพราะนางคือผู้ควบคุมพลังสวรรค์คนที่ 2 ของอาณาจักร ส่วนผู้ควบคุมพลังสวรรค์คนแรกนั้นก็คือบิดาของโจวเหว่ยชิง... แม่ทัพใหญ่โจวนั่นเอง
แม้จะมีบิดาเป็นผู้ควบคุมพลังสวรรค์แต่โจวเหว่ยชิงก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก ลมปราณของเขาติดขัดตั้งแต่ยังเด็ก แม่ทัพใหญ่โจวมองว่าเขาไม่เอาไหน และไม่เคยเล่าเรื่องการควบคุมพลังสวรรค์ให้เขาฟังเลย โจวเหว่ยชิงเพียงรู้ว่าผู้ควบคุมพลังสวรรค์นั้นก็คล้าย ๆ กับผู้ควบคุมถี่จูและอี้จูนั่นแหละ แม้ว่าจะมีความเหมือนมากมาย แต่ในแง่ของการฝึกฝนและพัฒนาแล้วก็มีความแตกต่างกันอยู่มาก
ลูกแก้วและความสามารถของลูกแก้วแต่ละลูกที่ผู้ควบคุมพลังสวรรค์ครอบครอง ก็แตกต่างจากลูกแก้วของผู้ควบคุมถี่จูและลูกแก้วของผู้ควบคุมอี้จู อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ไม่รู้ว่าความแตกต่างนั้นคืออะไรบ้าง เขาเพียงแต่รู้ว่าผู้ควบคุมพลังสวรรค์แข็งแกร่งกว่ามาก ตัวเขาเองเคยฝันกลางวันว่าได้เป็นผู้ควบคุมพลังสวรรค์อยู่เสมอ
ครั้งแรกและครั้งเดียวที่โจวเหว่ยชิงได้เห็นซั่งกวนปิงเอ๋อร์ก็คือวันที่นางได้รับการแต่งตั้งเป็นจื่อเจว๋โดยองค์จักรพรรดิ แม่ทัพใหญ่โจวพาเขาไปด้วยเพื่อร่วมชมพิธี ดังนั้นแม้เขาจะเคยเห็นนางมาก่อนและจดจำนางได้เป็นอย่างดี ซั่งกวนปิงเอ๋อร์กลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้ สีหน้าของโฉมงามนางนี้กลับไม่น่ามองเสียแล้ว ดวงหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็ง คิ้วโก่งสูงด้วยความโกรธ แขนสองข้างยกขึ้นกอดอกอย่างเข้มงวด
ซั่งกวนปิงเอ๋อร์รู้สึกหัวเสีย นางเพิ่งเดินออกมาจากศูนย์บัญชาการในจังหวะที่เด็กหนุ่มตรงหน้าดึงผ้าม่านอย่างสะเพร่า เขาถึงกับเผลอจับโดนจุดที่อ่อนไหวของนางอีกด้วย แต่เล็กจนเติบใหญ่ไม่เคยมีชายใดแตะต้องบริเวณนั้นของร่างกายนางมาก่อน
นางไม่รู้ว่าบิดาของนางคือใคร ตลอดเวลาก็มีเพียงมารดาที่คอยเลี้ยงดู อันที่จริง หากนางไม่รู้สึกว่าต้องป้องกันบริเวณอันอ่อนไหวของตัวเองไว้เช่นนี้ นางคงเตะโจวเหว่ยชิงอย่างแรงไปแล้ว
ตอนนั้นเอง โจวเหว่ยชิงก็คืนสติ
เขาพลันนึกถึงคำพูดของพลธนูที่กล่าวไว้ จึงรู้ในทันทีว่าสาวงามตรงหน้าเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา
ผู้บังคับบัญชาการกองพันที่ 3 ผู้ที่จะต้องมอบเสื้อผ้าอุปกรณ์ของใช้ให้แก่เขานั่นเอง
นอกจากนี้ เพียงสังเกตสีหน้าของซั่งกวนปิงเอ๋อร์ โจวเหว่ยชิงก็นึกรู้ว่าอวัยวะทรงกลมที่เขาจับโดนเข้าเมื่อครู่ คือส่วนใดของร่างกาย
เมื่อครู่... ในป่าแห่งดวงดารา เขาก็เพิ่งจะได้เห็นแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าขององค์หญิงตี้ฟูหย่า รู้สึกตื่นเต้นสุดขีด ตอนนี้เขายังได้สัมผัสซั่งกวนปิงเอ๋อร์ เขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ ในวันเดียวเขาก็ได้สร้างสายสัมพันธ์อันแสนกำกวมขึ้นกับหญิงสาวที่โด่งดังที่สุดในอาณาจักรถึง 2 นาง ยิ่งเขาคิดวนเวียนเกี่ยวกับส่วนนั้นที่เขาจับโดนเมื่อครู่ เลือดกำเดาพลันไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้าง... อีกแล้ว
ทีนี้ แม้เขาจะพยายามปั้นหน้าให้ดูจริงใจเพียงใด เลือดกำเดาเจ้ากรรมก็แฉให้เห็นถึงความคิดสกปรกที่อยู่ในใจจนหมดสิ้น
“เจ้าเป็นใคร?” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เมื่อเห็นว่าโจวเหว่ยชิงเลือดกำเดาไหลก็ยิ่งมีโทสะเพิ่มมากขึ้น นางชักดาบออกมาชี้หน้าเขาพร้อมกับตะโกนเสียงกึกก้อง
“อ๊ะ ! มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเป็นทหารใหม่ ข้ามารายงานตัวเพื่อรับอุปกรณ์” โจวเหว่ยชิงรีบชูใบสมัครขึ้นตรงหน้านาง
ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ก้าวเข้ามาตรงหน้าโจวเหว่ยชิงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงใบสมัครไปจากมือของเขา ดวงตานางอ่อนแสงลง คงเพราะนางรู้ว่าแม้จะโกรธเขาเพียงใด แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น
“แล้วเจ้ามายืนบื้อใบ้อะไรอยู่แถวนี้ล่ะ?” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เก็บดาบ รังสีเข่นฆ่าในดวงตาก็พลันสลายไปด้วย แต่น้ำเสียงที่ใช้พูดยังคงเย็นชาและเต็มไปด้วยโทสะ จะมีหญิงใดกันเล่าจะควบคุมอารมณ์ไว้ได้ หลังจากถูกจับต้องเช่นนั้น
โจวเหว่ยชิงสังเกตสีหน้าท่าทางของนางแล้วเกิดความประทับใจเป็นอย่างมาก แม้ซั่งกวนปิงเอ๋อร์จะเกิดในครอบครัวสามัญชน แต่มโนธรรมของนางกลับสูงส่งกว่าองค์หญิงเสียอีก เมื่อครู่นางเองย่อมได้รับความอับอายไม่น้อยไปกว่าองค์หญิง แต่การกระทำของนางสองคนช่างแตกต่าง เขาถึงกับคิดอยากให้นางเป็นคู่หมั้นของเขาแทนองค์หญิงเสียจริงๆ
“ตามข้ามาข้างใน” ซั่งกวนปิงเอ๋อร์เปิดม่านแล้วก้าวเขาไปภายในศูนย์บัญชาการ
ในขณะที่โจวเหว่ยชิงกำลังจะก้าวเข้าไปด้านในนั้นเอง ชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาขนาบข้างเขา ตอนนั้นเอง โจวเหว่ยชิงเพิ่งสังเกตว่ามีนายทหารติดตามซั่งกวนปิงเอ๋อร์ออกมาจากศูนย์บัญชาการเมื่อครู่ด้วย เขาสวมเกราะป้องกันจุดสำคัญของร่างกาย และสวมหมวกเหล็กประดับด้วยขนนกสีเหลือง อันเป็นเครื่องหมายของนายกอง ก่อนหน้านี้โจวเหว่ยชิงไม่ทันสังเกตชายคนนี้มาก่อน ย่อมเป็นเพราะเขาทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ผู้เลอโฉม
เสียงแผ่วเบา ดังขึ้นข้างหูราวกับเสียงแมลง “เจ้าหนุ่ม รู้สึกเป็นไงบ้าง?”
โจวเหว่ยชิงคิดคำตอบอยู่ในใจ แต่กลับตอบออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “กล้ามเนื้อหน้าอกของท่านนายพันนั้น ไม่เลวเลย !”
นายกองผู้นั้นเพียงแต่ล้อเขาเล่นด้วยความอิจฉาเท่านั้น หาได้คาดว่าเจ้าหนุ่มจะตอบออกมาด้วยเสียงอันดังเช่นนี้ ช่างขัดกับบุคลิกภายนอกที่ดูซื่อ ๆ อย่างยิ่ง คำตอบที่ตอบออกมา ก็บอกเพียงได้ว่า เจ้าหนุ่มนี้ไม่กลัวตายเสียแล้ว !
แสงสว่างจ้าส่องเข้าที่ดวงตาของโจวเหว่ยชิง เขารู้สึกถึงเส้นขนที่ลุกชันทั่วทั้งกาย ผ้าม่านด้านหน้าถูกตัดออกเป็นสองท่อน ซั่งกวนปิงเอ๋อร์ยืนตะหง่านอยู่บริเวณประตูเบื้องหน้าเขา ในมือของนางถือดาบคู่กาย จ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาเย็นเยียบพร้อมกับกล่าวว่า “หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหล ข้าจะตอนเจ้าเป็นขันที !”
“ท่านนายพัน ข้าผิดไปแล้ว ข้าเสียใจ” โจวเหว่ยชิงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขากล่าวออกมา ในทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก เขารู้ตัวว่าเขาพูดเสียงดังมาก และซั่งกวนปิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้ ๆ คงได้ยินอย่างแน่นอน เขาจึงรีบขอรับผิดและกล่าวขอขมาด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
ซั่งกวนปิงเอ๋อร์คำรามด้วยความโกรธก่อนที่จะหันหลังกลับเข้าไปในศูนย์บัญชาการ นายกองคนนั้นเห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็ยกนิ้วโป้งให้โจวเหว่ยชิงก่อนจะวิ่งหลบไป แม้ซั่งกวนปิงเอ๋อร์จะไม่ถือสาและควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี แต่เขาได้เห็นความโหดเหี้ยมของนางในสนามรบมาก่อน ดังนั้นจึงไม่อยากอยู่ให้นางขัดหูขัดตาอีก