ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อยากกินไหมล่ะ 美食供应商

ผู้แต่ง 会做菜的猫
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ณ ประเทศตะวันออกที่ห่างไกลมีร้านอาหารเล็ก ๆ แปลก ๆ แห่งหนึ่งที่อาจหาญกล้า 'ปฏิเสธการจัดอันดับสามดาว‘ โดย Michelin Guide อยู่หลายครั้ง อาหารที่นี่ราคาแพงมาก ข้าวผัดธรรมดาจานหนึ่งกับซุปหนึ่งชาม ราคาก็ปาเข้าไป 288 หยวนแล้ว (ประมาณ 1500 บาท) เคี่ยวขนาดนี้ก็ยังมีคนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจะรอกิน อ้อ... ที่นี่เขาไม่รับจองคิวด้วยนะ! แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนจำนวนมากนั่งเครื่องบินส่วนตัวมาเพื่อจองคิวอีก! ทำไมต้องนั่งเครื่องบินน่ะเหรอ ก็เขาไม่มีที่จอดรถให้น่ะสิ ที่นี่บริการแย่ ลูกค้ากินแล้วต้องล้างจานเช็ดโต๊ะเอง ไม่รู้เจ้าของร้านคิดอะไรอยู่... สงสัยคงเป็นคนบ้าคนหนึ่ง

บทนำ

美食供应商

Author: 会做菜的猫

Translator: สมปองน้องสมชาย

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

ณ ประเทศตะวันออกที่ห่างไกลมีร้านอาหารเล็ก ๆ แปลก ๆ แห่งหนึ่งที่อาจหาญกล้า 'ปฏิเสธการจัดอันดับสามดาว‘ โดย Michelin Guide อยู่หลายครั้ง อาหารที่นี่ราคาแพงมาก ข้าวผัดธรรมดาจานหนึ่งกับซุปหนึ่งชาม ราคาก็ปาเข้าไป 288 หยวนแล้ว (ประมาณ 1500 บาท) เคี่ยวขนาดนี้ก็ยังมีคนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจะรอกิน อ้อ... ที่นี่เขาไม่รับจองคิวด้วยนะ! แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนจำนวนมากนั่งเครื่องบินส่วนตัวมาเพื่อจองคิวอีก! ทำไมต้องนั่งเครื่องบินน่ะเหรอ ก็เขาไม่มีที่จอดรถให้น่ะสิ ที่นี่บริการแย่ ลูกค้ากินแล้วต้องล้างจานเช็ดโต๊ะเอง ไม่รู้เจ้าของร้านคิดอะไรอยู่... สงสัยคงเป็นคนบ้าคนหนึ่ง

 

--------------------------

สำหรับท่านที่ชอบความสดใหม่ บันเทิงรายวัน ได้อ่านก่อนใคร... เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบรายตอนครับ

สำหรับท่านที่รอได้ ไม่มีเวลามาตามรายตอน ชอบอ่านแบบรวดเดียวเยอะๆ เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบ ebook ครับ 

แต่เรื่องนี้จะไม่ได้ออกเป็นรูปเล่มหนังสือครับ 

 

แพลนงานแปล "อยากกินไหมล่ะ"
เรื่องนี้จะแบ่งแปลเป็นส่วนๆ ส่วนละสามร้อยบทนะครับ
ส่วนหนึ่งจะแปลบทที่ 1-300 (ออนไลน์เรียบร้อยแล้ว)
ส่วนสองจะแปลบทที่ 301- 600 (ออนไลน์เรียบร้อยแล้ว)

ส่วนที่สามจะแปลบทที่ 601-900(อยู่ในระหว่างการแปลและออนไลน์)

ส่วนที่สี่จะแปลบทที่ 901-1200 (ดำเนินการเรื่องลิขสิทธิ์)

สารบัญ

เซอร์ไพรส์ที่น่ายินดี

          บุปผชาติจางกลิ่นไปในเดือนเมษา ส่วนบุหงาในวัดบนภูเขานั่นเล่า เพิ่งแรกแย้มบาน

          ในมหานครอันใหญ่โตนี้ ร้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บนแยกที่ถนนวงแหวนที่สองและที่สามมาตัดกันนั้นช่างดูไม่โดดเด่นสะดุดตาเอาเสียเลย มันดูไม่ต่างอะไรจากแมลงวันตัวจ้อยที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ภายในร้านสลัวแสงแห่งนี้ หยวนโจวดูเหมือนจะไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก

          “ปัดโธ่เว้ย!” หยวนโจวนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดียวของร้านที่ขาเก้าอี้ยังสมบูรณ์ดีอยู่ เขามองไปรอบห้องเล็กๆ นั่น ทอดถอนใจขณะปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป

          นอกจากเงินห้าหมื่นหยวนแล้ว ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็เป็นมรดกเพียงอย่างเดียวที่เขาได้รับตกทอดมาจากพ่อแม่

          ร้านสองชั้นนี้ตั้งอยู่บนถนนที่วุ่นวาย ด้านหลังติดกับอาคารสำนักงาน ก่อนหน้านี้มันคือบ้านอันอบอุ่นบนชั้นสอง ขณะที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ชั้นล่าง

          นับตั้งแต่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน เขาก็ไม่แวะเวียนมายังร้านที่ชั้นหนึ่งนี้อีกเลย เวลาเขาจะออกไปข้างนอกก็จะออกทางประตูหลังเท่านั้น

          ตัวอาคารนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ โต๊ะเก้าอี้พังพินาศไม่มีชิ้นดี ขณะที่ถ้วยชามรามไหและตะเกียบกระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่ว บนชั้นสองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก นอกจากส่วนที่เขาเดินไปเดินมาอยู่บ่อยๆ แล้ว ที่เหลือก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากสามปีที่แล้วเลยแม้แต่น้อย

          เขาไม่ได้คาดหวังมากนักว่าจะมีคนมาซื้อต่อร้านนี้ไป นี่ก็สองปีเข้าไปแล้วนับตั้งแต่เขาปิดประกาศขาย

          ด้วยใบหน้าที่อัดแน่นด้วยความคับข้องใจและความหมดอาลัยตายอยาก หยวนโจวลุกขึ้นมองไปรอบๆ ร้านอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับว่าเขาจะจดจำสภาพร้านก๋วยเตี๋ยวโทรมๆ แห่งนี้เอาไว้ในความทรงจำของเขาไปตลอดกาล

          แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็อยู่ในอารมณ์นี้ไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ ก่อนที่เขาจะเหยียบอะไรเข้าก็ไม่รู้ เขาทิ้งตัวลงแนบหน้าลงกับพื้นห้อง ทำเอาฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นเป็นก้อนเมฆขนาดย่อมๆ

          “ให้ตายเหอะ หน้าฉัน” หยวนโจวนวดหน้าด้านซ้ายของตัวเองขณะที่เขากำลังพยายามลุกขึ้นด้วยท่าทางดูเจ็บปวด

          “เพื่อนเอ๊ย รอหน่อยนะ พรุ่งนี้ก็จะมีคนมาซื้อกิจการไปแล้ว” หยวนโจวลุกขึ้นยืน เขาไม่รู้สึกเจ็บที่ใบหน้าแล้ว

          เขาปัดฝุ่นออกจากตัวเบาๆ เขาพึมพำอะไรบางอย่างกับอาคารโกโรโกโสแห่งนี้ รู้สึกทอดถอนใจ เขาไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว

          เขาเดินผ่านทางเดินที่รกรุงรังจนมาถึงที่ที่เคยเป็นครัวมาก่อน ใกล้กับประตูหลังมีบันไดซ่อนตัวอยู่ มันกว้างพอสำหรับคนคนเดียวจะเดินได้

          ระหว่างเดินขึ้นบันได หยวนโจวไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ใดๆ มือของเขานวดเฟ้นไปตามร่างกายในส่วนที่สัมผัสกับพื้นเมื่อสักครู่

          บันไดนี้ไม่สูงเลย มันมีเพียงแปดขั้นเท่านั้น เขาเดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงชั้นสอง บนนี้มีแสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามาถึงมากกว่าชั้นหนึ่ง

          ใกล้กับบันไดมีตู้รองเท้าสีขาวครีมตั้งอยู่ มันเกรอะกรังไปด้วยฝุ่น ชั้นแรกมีรองเท้าหนังเก่าโทรมสองคู่ ชั้นที่สองเต็มไปด้วยรองเท้าผู้หญิงเชยๆ หลายคู่ รองเท้าที่อยู่บนชั้นสามดูดีกว่ามาก มีรองเท้ากีฬาที่ทำความสะอาดไว้จนขาวสะอาดเอี่ยม และยังมีรองเท้าหนังที่ดูใส่สบายอีกสามสี่คู่

          หยวนโจวไม่สนใจปริมาณฝุ่นของตู้ใส่รองเท้านี้เลย เขาถอดรองเท้าแตะออก เอามันใส่ในตู้ และเดินเปลือยเท้าเข้าไปในห้องนั้น

          ชั้นสองที่เรียบง่ายนี้ถูกซอยออกเป็นสามห้อง สองห้องนั้นตั้งอยู่เคียงกัน ส่วนห้องที่สามมีประตูไม้สีเหลืองตั้งอยู่สุดห้องฝั่งขวา สองห้องที่อยู่ติดกันนั้นดูจะไม่ทำให้ทั้งชั้นดูน่าอึดอัดเท่าไหร่นัก ตัวหนังสือจีนอวยพรให้โชคดีและอวยพรให้เดินทางปลอดภัยนั้นถูกแปะเอาไว้อยู่บนบานประตูสีขาวทั้งสอง ตัวหนังสือดูชราภาพ กระดาษที่เคยเป็นสีแดงสดก็กลายเป็นเก่าซีด

          “ช่า!” เสียงอันดังนี้เกิดขึ้นเมื่อเขาเปิดประตูห้องด้านขวาที่มีตัวหนังสืออวยพรให้เดินทางปลอดภัยแปะอยู่บนประตู เสื้อผ้าสกปรกเกลื่อนทั่วห้อง กองอยู่บนพื้นก็มี ตู้ข้างหัวเตียงเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง เสื้อผ้าในตู้นั้นพับวางซ้อนกับไว้อย่างเป็นระเบียบ แล็ปท็อปสีดำวางอยู่บนตู้นั้น มีแสงกะพริบวิบๆ แสดงให้เห็นว่ามันยังทำงานอยู่

          เตียงขนาด 4.5 ฟุตดูจะเป็นวัตถุที่สะอาดที่สุดในห้องนี้ ผ้าห่มและหมอนถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยเช่นกัน

          เขามองดูฝุ่นบนตัวเขาด้วยความรังเกียจ หยวนโจวคว้าเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากตู้เสื้อผ้า ปล่อยให้ประตูตู้เสื้อผ้าเปิดเอาไว้อย่างนั้น แล้วเดินตรงไปยังประตูสีเหลือง

          เมื่อเก็บเสื้อผ้าที่เหลือออกไปแล้ว หยวนโจวก็ไปล้างหน้าในอ่างล้างมือ กระจกที่แขวนอยู่เหนืออ่างสะท้อนภาพชายอายุราวสามสิบ ใบหน้าดูเป็นผู้ใหญ่ มีดวงตาทรงเสน่ห์ บุคลิกของเขาแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่และสุขุม ช่วยเพิ่มความน่าหลงใหลให้กับใบหน้าของเขาที่ดูธรรมดาๆ

          หยวนโจวมีแผลถูกของร้อนลวกที่มองเห็นไม่ชัดนักบนมือของเขา และยังมีรอยแผลถูกของมีคมบาดบนนิ้วมือด้วย นิ้วมือของเขาดูไม่ดีนัก ตรงกันข้าม กล้ามเนื้อแขนของเขานั้นกลับดูสวยงามทีเดียว ส่วนร่างกายส่วนอื่นๆ นั้นก็ดูธรรมดาทั่วไป

          แม้ว่าเขาจะอยากมีกล้ามท้องเอาไว้อวดสาวๆ บ้าง แต่เขาก็ล้มเลิกความตั้งใจไปเมื่อเขามองดูหน้าท้องของตัวเอง แล้วพบว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยหลังจากสามเดือนผ่านไป

          เมื่อซักเสื้อผ้าและเปลี่ยนชุดแล้ว เขาก็กลับไปยังห้องของตนเอง ตอนนั้นเองที่โทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาเช็ดมือให้แห้งแล้วกดอ่านข้อความจากหวัง เจ้านายของเขา แล้วข้อความก็ปรากฏขึ้น

          “หยวนโจว ฉันได้คนมาทำงานที่นี่แล้วนะ พรุ่งนี้นายไม่ต้องมาทำงานแล้ว ถึงกลางเดือนแล้วฉันจะโอนเงินเดือนให้”

          เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าเขาจะลาออกมาได้ครึ่งเดือนแล้วก็ตาม แต่เจ้านายบอกให้เขารอจนกว่าจะหาพนักงานมาแทนได้ หยวนโจวอยากจะไปจากร้านที่เต็มไปด้วยความเศร้าหมองและออกไปเผชิญโลกกว้างมานานแล้ว

          เขามองดูภาพกลับหัวกลับหางที่วางอยู่บนโต๊ะ หยวนโจวรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกรำคาญใจเมื่อเขาคิดถึงลูกค้าที่จะเข้ามาดูบ้านในวันพรุ่งนี้

          พ่อแม่ของเขาวาดหวังเอาไว้กับร้านเล็กๆ นี้ไม่น้อย และยังหวังว่าลูกชายของพวกเขาจะรับช่วงกิจการนี้ต่อแม้ว่าเขาจะไม่ประสบความสำเร็จอื่นใดเลยก็ตาม แต่เขาเองก็ไม่เคยพยายามจะเปิดร้านขึ้นอีกครั้งเลยนับตั้งแต่พ่อแม่ของเขาจากไป หนำซ้ำตอนนี้เขากลับจะปล่อยเช่าร้านให้กับคนอื่น พอคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้หยวนโจวรู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมา เขายื่นแขนออกไปผลักรูปนั้นให้ห่างตัวออกไป

          เขานอนเขลงอยู่บนเตียง เหม่อมองท้องฟ้านอกหน้าต่างค่อยๆ มืดลง เขาปิดตาลง เคลียร์จิตใจที่ยุ่งเหยิง และเตรียมตัวนอนหลับทั้งสภาพอย่างนั้น

          “ติ๊ดๆ...เราได้ทดสอบแล้วว่าร่างสถิตนี้มีสภาพจิตใจปกติ เหมาะสำหรับการประสาน เริ่มการประสานได้ การประสานเสร็จสิ้น”

          เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่เขาไม่เคยคาดถึงมาก่อนดังขึ้นในห้วงความนึกคิดของเขา หยวนโจวลืมตาขึ้น สีหน้าของเขาเรียบเฉยแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

          “ระบบงั้นรึ” หยวนโจวอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ

          “ร่างสถิตเอ๋ย ข้าอยู่นี่” เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่จริงจังและเยือกเย็นโต้ตอบกับความอยากรู้อยากเห็นในจิตใจของเขา

          “ห๊ะ” หยวนโจวรู้สึกสับสนไปหมดแล้วตอนนี้

          “นี่มันอะไรกันเนี่ย” หยวนโจวมองไปทั่วห้องเพื่อหาต้นตอของเสียงลึกลับ หรือดูว่ามีอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานนี้หรือไม่

          แน่นอนว่าเขาไม่พบอะไรในบ้านของเขาเองนอกเสียจากกล่องอาหารในถังขยะ วันนี้เขาเป็นคนโยนมันลงไปนั้นเองหลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ

          “ร่างสถิต เจ้าไม่ต้องมองหาข้าหรอก ระบบนี้ฝังเข้าไปในสมองของเจ้า.... ” เมื่อเสียงอิเล็กทรอนิกส์พูดถึงสมอง หยวนโจวก็ยกมือขึ้นจับหัวตัวเองอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า เขาคลำสำรวจไปทั่วอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ไม่พบแม้กระทั่งร่องรอยหรืออะไรสักอย่าง

          “เฮ้ย เดี๋ยวๆ ระบบอะไรกันวะ” หยวนโจวหาต้นตอของเสียงนั้นไม่พบ เขาจึงนั่งลงบนเตียงแล้วเอ่ยปากถาม

          “ระบบสุดยอดเชฟ เพื่อที่จะไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานอีก คำอธิบายเกี่ยวกับระบบนี้ถูกแสดงเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในความนึกคิดของเจ้าแล้ว เจ้าแค่ต้องรวบรวมสมาธิเพื่อที่จะมองเห็นมัน” เสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่เย็นเยียบนั้นก็พลันหายไป

          คำอธิบาย: ระบบนี้มาจากกาแล็คซีที่เจ้าไม่รู้จัก มันถูกสร้างขึ้นโดยดอกเตอร์เอผู้โด่งดัง เพื่อเปิดทางให้มนุษย์เข้าถึงระดับจิตวิญญาณที่สูงขึ้น มันถูกส่งมายังโลกมนุษย์เมื่อ 2,500 ปีก่อนและนับแต่นั้นก็ได้ประสานเข้ากับร่างสถิตแล้วถึงสิบร่าง เจ้าคือร่างที่สิบเอ็ด

          เป้าหมาย: ระบบนี้จะช่วยให้เจ้ามีความรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับอาหาร ทั้งอาหารตะวันตกและอาหารจีน เพื่อที่เจ้าจะกลายเป็นสุดยอดเชฟของโลก

          ร่างสถิต: หยวนโจว (มนุษย์ธรรมดา สัญชาติ: จีนฮั่น)

          เพศ: ชาย

          อายุ: 24 ปี

          คุณภาพทางกายภาพ: ระดับซี (จากการประเมินโดยทั่วไปของการตอบโต้ของระบบประสาท ความแข็งแกร่ง การสอดประสาน ความว่องไว ฯลฯ)         

          ความสามารถในการทำอาหาร: ไม่ทราบ

          ทักษะ: ไม่มี

          เครื่องมือ: ไม่มี

          ผลการประเมินการทำอาหารทั้งห้ามิติ: ระดับมือใหม่

          (เจ้าเป็นเพียงมือใหม่ในวงการทำอาหารเท่านั้น เจ้ายังไม่สามารถสำเร็จวิชาการทำข้าวผัดไข่ได้เลย แม้ว่าจะมีประสบการณ์ทำอาหารสองปีแล้วก็ตาม)

          [ภารกิจ]…

ภารกิจแรก

          หยวนโจวลุกขึ้นเดินรอบห้องถึงสองรอบอย่างตื่นเต้น ก่อนที่เขาจะได้เห็นว่าภารกิจนั้นคืออะไรเสียอีก จนกระทั่งเขารู้สึกว่ากำลังทำตัวไร้สาระอยู่จึงนั่งลงอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เปิดปิดโทรศัพท์อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง

          ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา แต่สิ่งเดียวที่รวบรวมเอาความรู้สึกของเขาตอนนี้เอาไว้ทั้งหมดก็คือ “ระบบสุดยอดเชฟงั้นรึ ในที่สุดแล้วฉันก็กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตและกลายเป็นคนมีชื่อเสียงแล้วเหรอเนี่ย”

          เขารู้ดีว่าร้านเล็กๆ แห่งนี้คือความสำเร็จของพ่อแม่จากการทำงานหามรุ่งหามค่ำมาหลายสิบปี โชคร้ายที่ทำร้านมาได้แค่สองปี พ่อแม่ของเขาก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างออกไปซื้อของเขาอยู่ปีสามตอนที่เกิดอุบัติเหตุนี้ อยู่ดีๆ เขากลายเป็นเด็กกำพร้า กลายเป็นคนที่ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิต เขาอยู่ในภาวะช็อกอย่างรุนแรงจากอาการเศร้าโศกเสียใจ สติแตกจนไม่สามารถเรียนหนังสือต่อได้ เขาต้องหยุดเรียนไปช่วงหนึ่งและเกือบจะไม่ได้ปริญญาในปีต่อมาด้วยซ้ำ

          ในมหานครที่แสนจะเจริญแห่งนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหางานดีๆ ด้วยวุฒิการศึกษาเพียงเท่านี้ แต่แล้วเขาก็ได้งานเป็นผู้ช่วยในครัวของภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ในช่วงแรกเขาตั้งใจจะเรียนรู้วิชาการทำอาหารซึ่งจำเป็นในการสานต่อความฝันของพ่อ แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการจะเป็นพ่อครัวได้ต้องมีทักษะไม่น้อยเหมือนกัน

          “หรือว่าไอ้เจ้าระบบนี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของชะตาชีวิต เป็นความหวังใหม่ของเรากันแน่นะ” ระหว่างที่คิดวนเวียนอยู่นั้น หยวนโจวก็คลิกไปที่ภารกิจเบื้องต้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยายอย่างยิ่ง

          [ภารกิจ] มีร้านของตัวเองให้ได้

          (เคล็ดลับของภารกิจนี้: ในฐานะที่เจ้ากำลังจะเป็นสุดยอดเชฟ เจ้าจะไม่มีร้านของตัวเองได้ยังไงกัน ไอ้หนุ่มเอ๋ย เจ้าจงต่อสู้เพื่อสิ่งนี้)

          “นี่มันเคล็ดลับภาษาอะไรกันวะเนี่ย มันพยายามจะบอกอะไรฉันกันแน่ ไอ้เจ้าระบบซื่อบื้อเอ๊ย” หยวนโจวห้ามใจไม่ให้บ่นไม่ไหวเมื่อเขาได้อ่านเคล็ดลับที่อยู่ภายในวงเล็บหลังจากคลิกเข้าไปดูภารกิจ

          “มีร้านของตัวเองให้ได้งั้นรึ งานนี้คงต้องให้พระเจ้าทรงโปรดแล้วล่ะ” หยวนโจวทอดถอนใจด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมดเมื่อได้อ่านภารกิจนี้

          นี่อาจจะเป็นความคาดหวังของพ่อแม่ก็ได้ ความหวังว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งร้านแห่งนี้ไป

          ความคิดที่กระจัดกระจายของเขาค่อยๆ กลายมาเป็นความตั้งใจ หยวนโจวคว้ามือถือที่วางไว้บนโต๊ะแล้วกดหาเบอร์ของลี่ลี่ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กดโทรออก

          มีเสียงตอบรับหลังจากโทรศัพท์ดังไปสามกริ๊ง

          “สวัสดีค่ะ นี่ลี่ลี่พูดค่ะ” เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวดังออกมาจากอีกปลายสาย

          “วะ...วะ...หวัดดีครับ นี่หยวนโจวพูดนะครับ เจ้าของร้านเลขที่ 14 บนถนนเถาซี่น่ะ”

          หยวนโจวเพิ่งเคยพบลูกค้าสาวคนนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เธอคือคนที่จะมาเช่าร้านจากเขา ใบหน้าของเธอสวยคม สวมสูทแบบนักธุรกิจมืออาชีพและเกล้าผมเป็นมวยสวยงามเอาไว้ด้านหลัง พูดกันตามตรงแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังนึกไม่ออกว่าเธอจะเช่าร้านแห่งนี้โดยไม่ดูสภาพภายในหรือแม้แต่ต่อราคาค่าเช่าอย่างนั้นเลยหรือ ตอนนี้เขาต้องกลับคำพูดเสียแล้ว ทำให้เขารู้สึกละอายตัวเองพอควรเลยทีเดียว

          หญิงสาวขัดจังหวะเขาขึ้น “อ้อ คุณนั่นเอง คุณจะโทรมาถามเรื่องข้อตกลงใช่มั้ยคะ รอสักครู่นะคะพอดีฉันมีเรื่องด่วนเข้ามา คุยกับพี่ชายฉันก่อนนะ เขาจะเป็นคนดูแลร้านน่ะ”

          “ผมจะไปเซ็นต์สัญญาเช่าที่ร้านคุณพรุ่งนี้บ่ายโมงตรง” เสียงผู้ชายแข็งกระด้างและฟังดูเย่อหยิ่งดังผ่านโทรศัพท์เข้ามาก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ

          “ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ผมโทรมาเพื่อจะบอกว่าผมไม่ปล่อยร้านให้เช่าแล้วครับ” เขาไม่ค่อยสบอารมณ์กับมารยาทของผู้ชายคนนั้นเท่าไหร่นัก และเมื่อคิดถึงจุดประสงค์ที่เขาโทรมาแล้ว เขาก็เลยตัดสินใจโพล่งบอกออกไปตรงๆ แบบนี้เสียเลย

          “คุณหมายความว่าไง นี่กะจะเล่นแง่เรียกค่าเช่าเพิ่มซิท่า” ผู้ชายที่ปลายสายอีกด้านหนึ่งฟังดูไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อว่าหยวนโจวจะปฏิเสธให้เช่าร้านแล้ว

          เขารู้มาด้วยว่าร้านนี้ถูกทิ้งร้างเอาไว้มากกว่าสองปีเข้าไปแล้ว แถมยังหาคนอื่นมาเช่าไม่ได้ด้วย สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าถนนที่ร้านนี้ตั้งอยู่เป็นถนนในย่านที่ไม่คึกคักนัก ไม่ใช่อยู่ในย่านหรูหรา แม้จะมีของขายมากมายในละแวกนี้แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือไม่ก็เป็นพวกของสำหรับตลาดล่าง

          ทำเลของร้านก็ไม่ดี แม้ว่าจะมีอาคารสำนักงานหลายแห่งอยู่ด้านหลังของร้านและมีพนักงานบริษัทมากมาย แต่ใต้ตึกเหล่านั้นก็ล้วนมีร้านอาหารกันทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานบริษัทสมัยนี้จะให้เดินไกลอีกหน่อยเพื่อหาของกินก็ดูจะขี้เกียจกันหมด นั่นทำให้ธุรกิจบนถนนสายรองแบบนี้ไม่คึกคักเอาเสียเลย

          สถานการณ์ก็เป็นแบบนี้ คนที่จะมาเช่าก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย สาเหตุที่เขาไม่ต่อรองค่าเช่าเลยเป็นเพราะเขารู้ข่าววงในมานี่เอง

          ถึงแม้ข้อเสนอที่จะขอซื้อขาดไปเลยนั้นได้ถูกปฏิเสธไปแล้ว แต่แผนที่จะเช่าก่อนแล้วค่อยขอซื้อทีหลังก็อาจจะทำให้เขาฟันกำไรได้มหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้ถึงสถานการณ์ของหยวนโจวเป็นอย่างดี เขาเป็นเพียงลูกกำพร้า แถมยังไม่มีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังด้วย

          “เปล่าครับ มันเป็นปัญหาจากทางฝั่งผมเอง คุณก็ยังไม่ได้เซ็นต์สัญญากับผม ผมก็ยังไม่ได้เงินมัดจำจากคุณ งั้นก็ลืมๆ ข้อตกลงที่เราคุยกันไว้ไปก็แล้วกันนะครับ” เมื่อได้ยินแบบนี้ชายที่อีกปลายสายยิ่งเชื่อว่าเขาต้องการค่าเช่าเพิ่มขึ้นแน่ๆ หยวนโจวหน้านิ่วคิ้วขมวด “เห็นผมเป็นคนชอบเงินอย่างนั้นเหรอ” แต่เขาก็ยังพยายามอธิบายให้เข้าใจ

          “นายหมายความว่าไง สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาซิ นายมากลืนน้ำลายตัวเองแบบนี้ได้ไง นายคิดว่าร้านของนายเนี่ยเป็นที่ต้องการมากงั้นเหรอ เอางี้ดีกว่า ฉันจะเพิ่มค่าเช่ารายเดือนให้อีกหนึ่งร้อยหยวน แล้วนายก็ให้ฉันเช่าร้านซะ” ชายที่อีกปลายสายตะคอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ขึ้นค่าเช่าให้ด้วยความหยาบคาย

          “จริงๆ นะ มันไม่เกี่ยวกับค่าเช่าเลย ฉันไม่ปล่อยเช่าแล้วเพราะฉันจะทำร้านของฉันเอง”

          “นี่แก....”

          หยวนโจวตัดสายก่อนที่หมอนั่นจะได้พูดอะไรต่อ “ขืนปล่อยให้หมอนั่นพล่ามต่อ ต้องได้คุยเกินนาทีนึงแน่ แล้วฉันก็ต้องจ่ายค่าโทรเพิ่มขึ้น” ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ หยวนโจวไม่ใช่คนชอบเงินแต่เขารักเงินเลยล่ะ ในเมื่อยังไม่ได้วางเงินมัดจำและไม่ได้เซ็นต์สัญญา แค่โทรไปบอกแบบนี้ก็คงยกเลิกข้อตกลงได้แล้ว

          ตึก..ตึก..ตึก

          เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นไม้เสียงดังฟังชัด หลังจากส่งแขกและกลับมาที่บ้านแล้ว ลี่ลี่ก็พบว่าพี่ชายของตัวเองกำลังถลึงตาใส่โทรศัพท์มือถือ เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

          “พี่เป็นอะไรเนี่ย ทะเลาะกับโทรศัพท์มาเหรอ” เธอพูดขึ้น

          “ไอ้หมอนั่นมันบอกว่ามันไม่ให้เราเช่าร้านแล้ว” พี่ชายของเธอเริ่มสงบสติอารมณ์ได้และดูจะหงุดหงิดน้อยลง

          “จริงเหรอ ทำไมล่ะ” ลี่ลี่เลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ

          “หมอนั่นบอกว่าจะทำร้านเอง ช่างหัวมันเถอะ ยังไงเราก็ซื้อมาได้ห้าร้านในละแวกนั้นแล้ว” สีหน้าของพี่ชายของเธอเปลี่ยนมาเป็นสีหน้าไร้อารมณ์

          “เอาล่ะ ถ้างั้นพี่มีแผนว่าไงบ้าง” เมื่อเห็นว่าพี่ชายมีสีหน้าแบบนั้น เธอจึงหยุดถามและเปลี่ยนเรื่องคุย

          อีกด้านหนึ่ง หยวนโจวทำจิตใจให้ปลอดโปร่งด้วยการทำสีหน้าจริงจัง นั่งเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยเปื่อย

          “ฉันเป็นคนทำความสะอาดบ้านเองหรือเปล่าวะ หรือว่าฉันเป็นทำความสะอาดบ้านกันแน่ หรือฉันทำความสะอาดบ้านเองใช่มั้ยเนี่ย”

          “เกือบลืมเลย ทุกภารกิจต้องมีรางวัลตอบแทนสิ แล้วนี่รางวัลของฉันอยู่ไหนเนี่ย” หยวนโจวพึมพำกับตัวเอง แล้วเริ่มค้นหารางวัลตอบแทนจากแผงควบคุมในจิตใจของเขา

          [รางวัล] ฝีมือการทำข้าวผัดไข่ขั้นเทพ

          ฝีมือการทำข้าวผัดไข่ขั้นเทพ มันก็ยังเป็นแค่ข้าวผัดไข่อยู่ดีไม่ใช่เหรอ เหมือนกับหัวหน้าขอทานก็ยังเป็นขอทานอยู่ดีนั่นแหละ ไม่มีอะไรแตกต่างเลย

          “นี่ เจ้าระบบ แกคิดว่ารางวัลตอบแทนนี่มันเหมาะสมกับภารกิจของฉันแล้วเหรอ” หยวนโจวหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นว่ารางวัลตอบแทนคืออะไร

          ระบบแสดงประโยคขึ้นมาเพียงประโยคเดียว “ข้าวผัดไข่ที่อร่อยที่สุดในโลก”

          “มันจะอร่อยที่สุดแค่ไหนกันเชียว” หยวนโจวถามจริงจัง

          ไม่มีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม มีเพียงประโยคใหม่แสดงขึ้นมา “กรุณาทำภารกิจให้เสร็จก่อน เจ้าร่างสถิตเอ๋ย”

          “โอเคๆ เป็นคำอธิบายที่ไม่อธิบายอะไรเลย” หยวนโจวบ่นอุบอิบและดูแผงควบคุมในจิตใจของเขาเองต่อ ก่อนหน้านี้เขาตื่นเต้นเกินไปหน่อยที่จะตั้งใจดูมันอย่างจริงๆ จังๆ

          “ทำไมความสามารถในการทำอาหารถึงยังระบุว่าไม่ทราบล่ะ”

          หยวนโจวรู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้มีความสามารถในการทำอาหารที่สูงส่ง แต่ไอ้ที่ว่าไม่ทราบนี่มันหมายความว่าไงกันฟะ

          “ระบบนี้ไม่สามารถตรวจจับความสามารถได้ นอกจากนี้แล้ว ความสามารถของมนุษย์ยังไม่จำกัดและเปลี่ยนแปลงได้ด้วย” มีคำอธิบายขึ้นมาเป็นตัวหนังสือเหมือนเช่นเคย

          “แล้วในเมื่อนายตรวจจับความสามารถไม่ได้ แล้วเอามาโชว์ไว้บนแผงควบคุมทำไมล่ะ” หยวนโจวไม่เข้าใจเอาซะเลย

          “โชว์แล้วมันดูดีกว่าน่ะ” ระบบค้างไปพักนึงก่อนจะแสดงผลออกมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้หยวนโจวฉงนไม่หาย

          เพื่อป้องกันระดับไอคิวของเขาไม่ให้เสื่อมถอยไปมากกว่านี้จากน้ำมือของเจ้าระบบนี่ หยวนโจวจึงตัดสินใจลืมๆ คำถามของเขาไปซะแล้วอ่านแผงควบคุมนั้นต่อ

          “การทำอาหารทั้งห้ามิติงั้นเหรอ”

          ระบบตอบว่า “หมายถึงสีสัน รส รสชาติ รูปร่าง และความหมาย”

          ยังไงก็ตาม ตัวหนังสือสว่างโดดเด่นที่เขียนว่า “มือใหม่” บอกให้หยวนโจวรู้ถึงระดับฝีมือการทำอาหารของเขา ทำเอาเขาแอบเซ็งไปนิดหน่อย แต่เมื่อคิดถึงเจ้าระบบที่เขามีอยู่ในสมองแล้ว เขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันทีสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็เพียงแค่ลงมือทำภารกิจเท่านั้น

ทำความสะอาด

          หลังจากทำความเข้าใจแผงควบคุมอยู่สามรอบ ในที่สุดหยวนโจวก็เริ่มจะเข้าใจมันมากขึ้นบ้างแล้ว เขามองออกไปในความมืดของกลางคืนแล้วจึงดูเวลาบนมือถือของเขา มันเป็นเวลา 20.49 น.

          แม้ว่าจะดึกดื่นแล้วแต่หยวนโจวก็ยังรู้สึกไม่สงบ ดังนั้นเขาเลยเริ่มคิดเรื่องภารกิจ

          “ภารกิจระบุว่าฉันต้องมีร้านอาหารของตัวเอง ตอนนี้ร้านที่ชั้นล่างก็ยังเป็นของฉัน ไม่ว่าจะในทางนิตินัยหรือพฤตินัย แล้วทำไมภารกิจนี้ถึงยังถูกระบุว่าไม่ลุล่วงอีกล่ะ” หยวนโจวเคาะนิ้วไปบนตู้ข้างเตียงระหว่างที่กำลังครุ่นคิด

          “เป็นเพราะฉันยังไม่ได้ติดป้ายร้านหรือเพราะร้านยังไม่เปิดกิจการหรือเปล่านะ”

          เขาสังเกตเห็นว่าระบบไม่มีการตอบสนอง หยวนโจวเลยถามมันตรงๆ “มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ฉันต้องทำให้สำเร็จเพื่อที่จะบรรลุภารกิจการมีร้านเป็นของตัวเอง”

          ระบบตอบว่า “ร่างสถิตจะต้องเป็นเจ้าของร้านอาหารที่เปิดดำเนินธุรกิจ”

          ด้วยคำอธิบายนี้ หยวนโจวก็เข้าใจถึงเงื่อนไขจำเป็นเพื่อบรรลุภารกิจ เขาจึงเริ่มลงมือค้นตู้เสื้อผ้าของเขา

          เขาเลือกเสื้อผ้าชุดหนึ่งออกมา มองดูมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็จับมันยัดกลับคืนตู้ ขั้นตอนเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายนาที จนกระทั่งเขาได้ชุดเหมาะๆ สำหรับการลงมือทำความสะอาด

          หยวนโจวจ้องมองดูเสื้อผ้าในมือของเขา ความคิดหลุดลอยไปไกล

          เสื้อตัวนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม เลอะยากสักหน่อย มันทำจากผ้าฝ้ายร้อยเปอร์เซ็นต์ สวมใส่สบาย ซักทำความสะอาดก็ง่าย ดูผ่านๆ มันก็ดูเหมือนเสื้อยืดคอกลมทั่วไป แต่ด้านหน้านั้นมีตัวหนังสือจีนของร้านก๋วยเตี๋ยวของหยวนโจวติดอยู่

          พ่อแม่ของเขาก็ใส่เสื้อแบบเดียวกันนี้ทำงานในช่วงฤดูร้อนตอนที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เสื้อคอกลมพวกนี้ถูกซื้อมาจากแผงข้างทางตอนที่ครอบครัวของเขาออกไปสนุกสนานกันในช่วงเทศกาลตรุษจีน ตัวหนังสือนั้นถูกพิมพ์ลงบนเสื้อทีหลัง และตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในเสื้อสามตัวที่มีหน้าตาเหมือนกัน

          เสื้อยืดอีกสองตัวนั้นเป็นของพ่อแม่ หยวนโจวเผาแล้วก็ฝังไปพร้อมกับร่างของพ่อและแม่ระหว่างพิธีศพแล้ว

          เขาแต่งตัวอย่างรวดเร็วและหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยวนโจวก็คว้าหมวกแก๊ปทรงทหารและผ้าขนหนูมาจากในห้องน้ำ แล้วเขาก็ลงไปชั้นล่างทันทีที่ใส่รองเท้าแตะเสร็จ

          “แป๊ก” เขาเปิดสวิตช์บนกำแพง ไฟหลายดวงสว่างขึ้น

          ชั้นล่างยังคงสกปรกรกรุงรังเหมือนเช่นเคย แม้กระทั่งร่องรอยที่เขาทรุดตัวลงก็ยังมองเห็นได้อยู่ ร่องรอยที่เป็นรูปร่างของมนุษย์ยังคงปรากฏอยู่บนพื้นกระเบื้องสีเหลือง

          ร้านนี้มีขนาดประมาณสามสิบตารางเมตร มีครัวแยกออกมาจากโถงหลัก กั้นด้วยประตูที่มีความกว้างหนึ่งเมตร โต๊ะยาวสีแดงหกตัววางอยู่ในโถง แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้สี่ตัว แต่ตอนนี้พวกมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว หยวนโจวพังมันเป็นชิ้นๆ ตอนที่เขาสติแตกหลังจากได้ข่าวการเสียชีวิตของพ่อแม่

          กุกกัก

          หยวนโจวลองขยับโต๊ะดูหลายตัว ทุกตัวต่างส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหูทั้งนั้น โต๊ะตัวหนึ่งถึงกับล้มลงมากระแทกพื้นดังปัง

          “ดูเหมือนจะไม่เหลือโต๊ะที่ใช้ได้เลยแฮะ” เขาส่ายหัว หยวนโจวหันมาดูเก้าอี้บ้าง

          เขาพบว่าเหลือเก้าอี้เพียงตัวเดียวที่ยังพอใช้ได้ ก็เป็นตัวเดียวกับที่เขาใช้นั่งนั่นแหละ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม โต๊ะที่เพิ่งล้มลงก็ส่งแรงสะเทือนมากพอที่จะทำให้เก้าอี้ตัวนี้คลอนแคลน ทั้งหมดนี้ต้องถูกเปลี่ยนใหม่หมด

          วอลล์เปเปอร์ก็หลุดร่อนจากกำแพง ทุกอย่างที่อยู่ในครัวถูกใช้หมดเกลี้ยงด้วยฝีมือเชฟประจำร้านคนก่อน เตาแก๊สสองหัวมีสนิมจับกรังและเพียงแค่แตะอย่างแผ่วเบาก็ทำให้ห่วงเหล็กที่อยู่ด้านในหักร่วงลงมา  ถังสเตนเลสที่เคยใช้ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวก็ไม่รู้ว่ายังใช้ได้หรือเปล่า ยังไงก็ตามเขาก็ไม่กะว่าจะใช้ของพวกนี้หรอก เพราะเขาก็ยังทำก๋วยเตี๋ยวไม่เป็นและก็ไม่ต้องการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวด้วยเช่นกัน

          ความมืดเข้าปกคลุม ดวงดาวทอประกาย

          เสียงดังเล็ดลอดออกมาจากอดีตร้านก๋วยเตี๋ยวของหยวนโจวตอนสามทุ่ม ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหันไปมองร้านไร้ป้ายนี้ด้วยสีหน้าแปลกใจ พวกเขาต่างประหลาดใจกับเสียงที่ดังออกมาจากภายในร้าน

          สามชั่วโมงครึ่งต่อมา หยวนโจวก็ปกคลุมไปด้วยฝุ่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบสกปรก หยากไย่ห้อยลงมาจากหมวกของเขา สีเดิมของผ้าขนหนูนั้นแทบจะจำไม่ได้ ขี้เถ้าสีดำเลอะอยู่บนหลังเท้าส่วนที่อยู่นอกรองเท้าแตะ หยวนโจวยืนอยู่ตรงบันได รอยยิ้มจากความพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า แม้ว่าจะทั้งสกปรกและเหนื่อยล้า แต่เขาก็ประหยัดค่าทำความสะอาดไปได้

          เมื่อมองดูโถงร้านและห้องครัวที่เป็นระเบียบสะอาดสะอ้านจากภายนอกแล้ว หยวนโจวก็รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เริ่มจะดูเหมือนร้านอาหารมากขึ้น แต่ก็ยังมีขยะกองใหญ่สุมอยู่นอกประตู

          เขาโยนผ้าขนหนูที่เคยขาวแต่ตอนนี้ดำปี๋ลงไปในถังขยะเสียงดังตุ้บ

          “โอย เอวฉัน” หยวนโจวยืดหลังแล้วเดินตรงขึ้นไปชั้นบน สิ่งแรกที่เขาทำคือล้างเนื้อตัวให้สะอาดในห้องน้ำ เขาไม่กล้ากลับเข้าห้องของตัวเองด้วยสภาพสกปรกแบบนั้น

          ครึ่งชั่วโมงต่อมา

          น้ำหยดลงจากเส้นผมของหยวนโจว เขานั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มจดตารางการทำงานสำหรับวันรุ่งขึ้นลงในกระดาษ

          มือหนึ่งก็เขียนไปอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนอีกมือก็เคาะโต๊ะอย่างช้าๆ

          แม้ว่าผมจะยังไม่แห้งดีนัก หยวนโจวก็จัดการวางตารางสำหรับพรุ่งนี้จนเสร็จแล้วจึงเข้านอน เขายังไม่ทันหยิบผ้าห่มมาคลุมด้วยซ้ำก่อนที่เขาจะหลับปุ๋ยฝันหวาน

          อากาศเดือนเมษาในเมืองเฉิงตูนั้นไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป เหมาะสำหรับการนอนหลับจริงๆ

          สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่ทำหลังจากตื่นนอนคือลืมตาขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สำหรับหยวนโจว

          ด้วยตาที่ยังปิดอยู่ เขาคลำหาทางไปห้องน้ำ หลังจากปลดทุกข์แล้วเขาก็กลับมานอนฝันหวานต่อบนเตียง ทั้งหมดนี้เขาทำได้โดยไม่ต้องลืมตาเลยสักนิด

          แต่พอเอนหลังลงได้ยังไม่ถึงนาที เขาก็ลืมตาโพล่งขึ้น กระเด้งลุกขึ้นจากเตียง

          “เจ้าระบบ!” เขาแหกปากตะโกน

          ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากระบบ

          เมื่อเขาเห็นสถานะของภารกิจภายในจิตใจของเขายังคงระบุว่าไม่ลุล่วง ตอนนั้นเองที่เขารู้ว่าเขาไม่ได้ฝันไป

          นี่ทำให้หยวนโจวอารมณ์ดีมากมาย เขาอาบน้ำแต่งตัวและเริ่มเตรียมตัวเพื่อจบงานต่อจากเมื่อคืน

          เขายืนอยู่หน้าประตู ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเปิดประตูร้านออกดังปัง เสียงนั้นทำเอาคุณถงเจ้าของร้านซักแห้งที่อยู่ติดกับร้านอาหารของเขาตกใจ ร้านซักแห้งของคุณถงนั้นดำเนินกิจการได้ดีที่สุดบนถนนสายนี้ นั่นเป็นเพราะว่าใครๆ ก็มีเสื้อผ้าแพงๆ กันทั้งนั้น และเมื่อพวกเขาซักเสื้อผ้าพวกนั้นเองไม่ได้ ก็ต้องเอามาส่งร้านซักแห้งจนได้

          “ไง หยวนโจว จะออกไปข้างนอกเหรอจ๊ะ”

          คุณถงประหลาดใจมากที่เห็นหยวนโจวเปิดประตูร้านของเขา ร้านนั้นปิดตายมาตั้งสามปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่คุณถงเห็นประตูร้านเปิดออก

          “อรุณสวัสดิ์ครับ ป้าถง” ความคิดของหยวนโจวถูกขัดจังหวะจากคุณถง ขณะที่เขากำลังชื่นชมความสำเร็จจากการทำงานหนักของตัวเองเมื่อคืนที่ผ่านมา

          “นี่ เธอปัดกวาดเช็ดถูร้าน กะว่าจะเปิดกิจการอีกงั้นเหรอ ถ้างั้นนะฉันจะแวะไปชิมอาหารฝีมือเธอเร็วๆ นี้นะ” คุณถงถามด้วยรอยยิ้มแห่งความหวังดีฉายขึ้นบนใบหน้าผอมๆ ของเธอ เธอเดินออกมาจากร้านและมองดูร้านที่สะอาดสะอ้านกับกองขยะหน้าประตู

          “ครับ ป้าถง ผมขอบคุณป้าล่วงหน้าเลย ว่าแต่คนเก็บขยะเขาไม่ได้มาทุกวันเหรอครับ” หยวนโจวถาม เขากำลังนึกถึงเศษเหล็กที่อาจจะพอขายได้

          การจะซื้อของจำเป็นสำหรับกิจการใหม่ของเขาล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น ถ้าไม่นับเงินห้าหมื่นหยวนที่ยังไม่ถูกแตะแล้ว หยวนโจวก็ไม่มีเงินเลยสักสลึง ไม่ว่าเศษเหล็กนั้นจะขายได้เท่าไหร่ มันก็เป็นเงินอยู่ดี นอกจากนั้นแล้ว เขาก็ไม่ต้องออกแรงขนขยะไปทิ้งเองอีกด้วย

          “ใช่ๆ เขามาทุกวันนะ เธออยากขายหมดนั่นเลยเหรอ เดี๋ยวคนเก็บขยะก็คงมาแล้วล่ะ ถ้าเขามาแล้วฉันจะเรียกเธอให้นะ” คุณถงพูดอย่างจริงใจ

          “ครับ ต้องขอโทษที่รบกวนด้วยนะครับ ขอบคุณที่ช่วยเหลือครับ ขอผมไปเรียกช่างมาซ่อมวอลล์เปเปอร์กับครัวก่อนนะครับ” หยวนโจวกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม เขาปิดประตูแล้วจากไป

          “นี่ คุณ ซักสูทตัวนี้ราคาเท่าไหร่”

          คุณถงยังคงใจลอยไปกับอารมณ์ความรู้สึกอยู่ตอนที่ลูกค้าเรียกเธอ เธอตอบเขาแล้วก็กลับเข้าไปในร้านของเธอ

          หยวนโจวไม่ได้ออกมาเดินเล่นบนถนนสายนี้นานมากแล้ว เขาเดินมองไปทั่ว หลายร้านเปลี่ยนไปจากเดิม บางร้านก็ปรับปรุงใหม่ เจ้าของร้านก็ไม่ใช่คนเดิม

          มีเพียงสี่ร้านเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนไป นั่นก็คือร้านของเขา ร้านซักแห้ง ร้านขายเครื่องมือช่าง และร้านขายของเล่นตัวการ์ตูน

          “ใช่เลย ร้านเครื่องมือนั่น...” หยวนโจวเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องมือช่างหลังจากคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

          “คุณจ้าวอยู่ไหมครับ” หยวนโจวถามเมื่อเข้าไปในร้าน

          ร้านขายเครื่องมือช่างยังคงไม่เปลี่ยน ข้าวของในร้านยังอยู่ที่เดิมเป๊ะๆ ราวกับพวกมันไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายเลย

ตกแต่งร้านใหม่

          “มาแล้วๆ” ชายร่างอ้วนและเดินกะเผลกเล็กน้อยเดินออกมาจากห้องด้านใน พร้อมรอยยิ้มใจดีเปื้อนหน้า

          “หยวนโจวใช่มั้ย นี่เธอเองรึ มีเรื่องอะไรรึเปล่า” ชายอ้วนขาเป๋คนนี้คือคุณหวัง เขาถามอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นหยวนโจวยืนอยู่ตรงนั้น

          “ผมกำลังคิดว่าจะเปิดร้านใหม่อีกครั้งน่ะครับ ผมเลยจะมาขอให้คุณหวังไปช่วยดูระบบน้ำทิ้งและท่อแก๊สหน่อยครับ และอยากให้ช่วยติดตั้งเตาแก๊สสองหัวคุณภาพดีๆ ให้ด้วยครับ” หยวนโจวบอกเขาตรงไปตรงมาโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อมเมื่อเห็นว่าคุณหวังเอ็นดูเขา

          “ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจสานต่อกิจการใช่มั้ยล่ะ โอเค งั้นรอเดี๋ยวนะ ฉันไปเอาเครื่องมือก่อน แล้วจะไปที่ร้านของเธอนะ” คุณหวังเป็นคนสบายๆ หลังจากพูดจบก็หันหลังกลับเข้าไปในห้องด้านในเพื่อหยิบเครื่องมือ

          คุณหวังอาจจะดูเป็นมิตรแต่ราคาสินค้าของเขาก็สูงใช่ย่อยแม้ว่าสินค้านั้นจะมีคุณภาพดีก็ตาม ด้วยเหตุนี้แล้ว หยวนโจวจึงเริ่มต่อราคาสะบั้นหั่นแหลกระหว่างเดินทางไปยังร้านอาหารของเขา สุดท้ายพวกเขาก็ตกลงราคากันได้ที่ 1,500 หยวน ซึ่งรวมเตาแก๊ส ท่อน้ำ และท่อแก๊สเอาไว้ในราคานี้ด้วย

          แม้ว่าราคาจะยังสูงอยู่นิดหน่อย แต่หยวนโจวก็ต่อรองจนได้การรับประกันตลอดชีพสำหรับของพวกนี้จนได้ ถ้ามันเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาละก็ คุณหวังก็จะเป็นคนรับผิดชอบให้ พอได้ทุกสิ่งดั่งประสงค์แล้ว หยวนโจวก็ไม่พูดอะไรอีก เขาพาคุณหวังตรงดิ่งไปยังทางเข้าร้านของเขา

          “กลับมาแล้วเหรอ หยวนโจวคนเก็บขยะยังไม่มาเก็บขยะไปเลย...อ้าว นี่คุณหวังเหรอ” คุณถงยื่นหัวออกมาจากร้านเพื่อกล่าวทักทายเมื่อเธอเห็นหยวนโจวและหวังอ้วนเดินผ่านร้านของเธอ

          “คุณถง กิจการของคุณยังดีวันดีคืนเหมือนเคยนะ” คุณหวังร่างอวบตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส

          “ค่ะ เพราะว่าฉันยุติธรรมในการทำธุรกิจเสมอน่ะ” คุณถงชายตามองเขาและตอบแบบกระทบกระเทียบ

          ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณถงเคยขอให้คุณหวังมาซ่อมท่อน้ำที่ร้านเธอ คุณหวังก็ซ่อมได้ดีอยู่หรอก แต่เก็บค่าใช้จ่ายสูงเป็นสองเท่าของราคาตลาด คุณถงจ่ายไปแบบเสียไม่ได้ นับแต่นั้นมาเธอจะหาโอกาสจิกกัดวิธีการทำธุรกิจของคุณถงอยู่เสมอเมื่อเจอกัน

          พอเธอเห็นหยวนโจวเดินนำคุณหวังมาที่นี่ เธอก็รู้ทันทีว่าเขามาเพื่อซ่อมอะไรสักอย่างในร้านอาหารนี้

          เธอเดินออกมาจากร้านและตรงไปหาหยวนโจว เธอชายตามองคุณหวังแล้วลากหยวนโจวถอยไปหลายก้าวระหว่างนั้นก็กระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ไอ้อ้วนหวังนี่มันหน้าเลือดนะ มันเรียกค่าแรงเกินตัวประจำ เธอต้องระวังให้ดีนะถ้าจะจ้างมันละก็”

          หยวนโจวขอบคุณคุณถงด้วยรอยยิ้มแล้วบอกเธอว่า “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณหวังเขาฝีมือดี”

          “คนหนุ่มๆ นี่ไม่รู้เรื่องธุรกิจหรอก ก็ได้ ตามใจ ฉันไม่สนใจละ” เธอกลับไปที่ร้านของเธอ เดินไปก็บ่นไปหลังจากเธอรู้ว่าเขาไม่ฟังคำแนะนำของเธอ

          หยวนโจวไม่ได้ใส่ใจอาการงอนของคุณถงมากนัก เขาหันกลับมาพูดกับคุณหวัง “เราเข้าไปดูท่อน้ำกันดีมั้ยครับ”

          “โอเค”

          คุณหวังยังคงยิ้มร่าราวกับว่าเขาไม่ได้ยินคำค่อนขอดของคุณถงเลย จะทำธุรกิจทั้งทีก็ต้องหนังหนาหน่อย

          หยวนโจวพาคุณหวังเดินดูรอบๆ ร้านอาหารของเขา หลังจากตรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรใหญ่โตต้องซ่อม

          “พ่อแม่ของเธอตัดสินใจถูกแล้ว ดูนี่ซิ ฉันเป็นคนเดินท่อพวกนี้เอาไว้เองตั้งแต่ตอนนั้น มันยังใช้ได้ดีอยู่เลยแม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานมาตั้งนานแน่ะ” คุณหวังดูจะภูมิใจในฝีมือช่างของตัวเองอยู่ไม่น้อยเลย

          “เยี่ยมเลยครับ งั้นซ่อมจุดเล็กจุดน้อยก็ได้ครับ”

          เขากำลังจะพูดต่อตอนที่เห็นคุณถงยืนอยู่นอกร้านกับชายวัยกลางคนในเสื้อผ้าเรียบๆ เขาหันกลับมาถาม “นี่ใช่คนเก็บเศษเหล็กหรือเปล่าครับ”

          “คนนี้คือคุณลี่ เขาให้ราคายุติธรรมเสมอ เป็นคนที่น่าทำธุรกิจด้วยที่สุดเลย” คุณถงยังคงรำคาญเจ้าอ้วนหวังยิ้มแฉ่ง เธออดไม่ได้ที่จะดูถูกเขาด้วยการเหน็บแนม

          “ต้องขอบคุณป้าถงมากๆ นะครับ สวัสดีครับ คุณลี่ นี่คือเศษเหล็กที่ผมอยากขายครับ ลองดูนะครับ” หยวนโจวทักทายเขาอย่างอบอุ่น เขาไม่สนใจการจิกกัดของป้าถง ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่ดี

          “น้องชายเอ๊ย ของพวกนี้มันไม่ค่อยได้ราคาหรอกนะ” คุณลี่พูดระหว่างที่ดูเศษเหล็กเหล่านั้น เขายิ้ม แสดงสีหน้าที่จริงใจ

          “เป็นไปได้ยังไงกันครับ ดูนี่ซิครับ นี่มันทำจากสเตนเลสเลยนะครับ ถังใส่แป้งนี่ก็ยังสภาพดี ยังใช้ได้อยู่เลย อาจจะขายไม่ได้ราคาเหมือนของมือหนึ่ง แต่สำหรับของมือสอง นี่มันยังดูดีอยู่เลยนะครับ” หยวนโจวพูดขึ้นระหว่างที่หยิบขาเก้าอี้และขาโต๊ะขึ้นมา ชี้ไปที่ถังแป้งที่ทำจากอะลูมิเนียมซึ่งตั้งเอาไว้ด้านข้าง

          “สเตนเลสไม่ค่อยมีราคาหรอกนะ แล้วดูนี่...” คุณลี่ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่ายๆ เขาดึงขาเก้าอี้ออกมาอันนึง แล้วเอาให้หยวนโจวดู

          จากนั้นหยวนโจวก็ขุดเอาความรู้วิชาฟิสิกส์สมัย ม.ต้น มาใช้ เขาอธิบายถุงโลหะชนิดต่างๆ และคุณสมบัติของมัน จนสุดท้ายเขาก็ขายพวกมันทั้งหมดได้ 320 หยวน

          คุณถงถึงกับตะลึง คุณลี่ทนไม่ไหวกับอาการพูดไม่หยุดปากของหยวนโจว เขายังช่วยเอาขยะที่เหลือไปทิ้งให้ฟรีๆ อีกด้วย เขาปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก คุณหวังรู้สึกว่าเขาให้ราคาค่อนข้างยุติธรรมทีเดียว ใครจะต่อราคาสู้หยวนโจวได้ ให้ 318 หยวน ยังขอต่อขึ้นมาเป็น 320 หยวนจนได้

          เขาได้เงินมากกว่าที่คาดเอาไว้ หยวนโจวหันกลับมาอย่างสดชื่นแล้วพูดขึ้นว่า “คุณหวังครับ ช่วยเฝ้าร้านให้ผมสักเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ”

          “ไม่มีปัญหา เต็มที่เลย ฉันก็ต้องใช้เวลาสักพักอยู่ดีกว่าจะซ่อมเสร็จ” คุณหวังตอบตกลงทันที ถ้าหยวนโจวยังอยู่ที่นี่และเห็นว่างานซ่อมนี้มันช่างธรรมดาเหลือเกิน เขาคงต้องมาต่อรองราคากับหยวนโจวอีกยกใหญ่แน่ๆ

          หยวนโจวขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบเอกสารต่างๆ ที่เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ออกจากร้านไป

          มันเป็นเช้าวันพุธก่อนเก้าโมงครึ่ง ผู้คนยังบางตาอยู่มาก แต่หลังจากออกจากซอยเข้าสู่ถนนใหญ่ หยวนโจวก็พบว่าสถานการณ์ช่างต่างกันมากมายนัก รถราวิ่งกันขวักไขว่ สาวออฟฟิศอยู่ในชุดสูทธุรกิจ ผู้ชายใส่ชุดสูทราคาถูกเหมือนพวกเซลขายประกัน ส่วนบรรดาสาวสวยทั้งหลายต่างแต่งตัวทันสมัย พวกเขาเดินไปมากันละลานตาท่ามกลางหมู่ตึกสูง

          หยวนโจวใส่กางเกงสีกากี เสื้อทีเชิ้ตยี่ห้อโมกาและรองเท้ากีฬา ถ้าไม่มองหน้าเขาที่ดูเหมือนชายอายุ 30 เขาก็ดูเหมือนเด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัย

          แน่นอนว่ามีเหตุผลที่หยวนโจวแต่งตัวแบบนี้ ช่วงนี้มีสิทธิประโยชน์ให้กับเด็กจบใหม่ แต่จริงๆ แล้วหยวนโจวที่ดูจะมีอายุหน่อยก็เพิ่งเรียนจบมาได้เมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง

          ใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบรับรองสุขอนามัยด้านอาหารจะสมัครได้ง่ายหน่อยถ้าคุณเพิ่งจบใหม่ในช่วงนี้ สำหรับใบรับรองสุขภาพนั้น เขามีอยู่แล้วตั้งแต่สมัยทำงานให้กับร้านอาหารใหญ่ แม้ว่ามันจะต้องต่ออายุใหม่ทุกหกเดือน แต่ฉบับที่เขามีอยู่ในมือตอนนี้เพิ่งออกมาให้เขาเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องนี้

          ระหว่างที่เดินไปเดินมาตามถนนนั้น เขาก็หารถเมล์ที่จะพาไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ขณะที่เขากำลังกรอกแบบฟอร์มอยู่นั้น เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง ชื่อร้านของเขานั่นเอง

          “ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

          หยวนโจวเคาะโต๊ะโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจใส่ชื่อร้านลงไปว่า “ร้านอาหารสุดยอดเชฟ” ส่วนอื่นๆ ที่เหลือนั้นก็เป็นแค่ขั้นตอนทั่วๆ ไป

          จากนั้นเขาก็นำเอกสารไปยื่นที่เคาน์เตอร์ธุรกิจสตาร์ทอัพสำหรับนักศึกษาจบใหม่ พนักงานที่ช่องนั้นมองดูใบปริญญาของหยวนโจวและหน้าตาของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ เขายังตรวจแม้กระทั่งหมายเลขปริญญาของหยวนโจวจากเว็บไซต์ของทางการ หลังจากนั้นจึงใส่ข้อมูลการสมัครเพื่อขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของหยวนโจว

          สำนักงานสาธารณสุขนั้นก็อยู่ไม่ไกลจากสำนักงานอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ หยวนโจวเลยพยายามสมัครเพื่อขอใบรับรองความสะอาดให้ได้ก่อนจะไปทานข้าวกลางวัน ซึ่งเขาก็ขอได้ทันเวลาพอดี ในที่สุดเมื่อเขามองดูเอกสารจากทางการทั้งสองใบในมือ เขาก็อดไม่ได้ที่ชักจะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว

ภารกิจลุล่วง

          เมื่อมองดูเอกสารทางการที่เพิ่งได้มาใหม่ๆ สองใบในมือของเขาเองแล้ว หยวนโจวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะไม่มีเวลาทานข้าวกลางวันเลยก็ตาม

          เขาจึงเดินเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง แล้วสั่งข้าวผัดไข่มาหนึ่งจาน พอนั่งลงในร้านที่ไม่ค่อยสะอาดนักแล้ว หยวนโจวก็เปิดแผงควบคุมขึ้นมาดูอย่างเงียบๆ เพื่อดูความคืบหน้าของภารกิจซึ่งก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่ลุล่วงอยู่เหมือนเคย ตอนนั้นเองที่หยวนโจวมั่นใจแล้วว่า มีเพียงการเปิดธุรกิจของเขาขึ้นเท่านั้นที่จะทำให้ถือว่าภารกิจนี้เสร็จสมบูรณ์

          “นี่ครับข้าวผัดไข่ ตักซุปได้จากในหม้อเลยนะครับ ตักได้มากเท่าที่ต้องการเลย”

          ข้าวผัดไข่ของเขามาถึงโต๊ะ ขัดจังหวะความคิดของเขาพอดี

          ในเมื่อระบบได้มอบฝีมือการทำข้าวผัดไข่ขั้นเทพให้เขาแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะลองชิมรสชาติข้าวผัดไข่ระดับพื้นๆ ดูก่อน

          ข้าวผัดไข่ที่อยู่ตรงหน้าเขาดูธรรมดามาก มีเศษแฮมกระจัดกระจาย ใส่แครอทอีกนิดหน่อย และส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับข้าวผัดไข่คือต้นหอมซอย พร้อมกับผักดองเป็นเครื่องเคียง

          หลังจากตักข้าวใส่ปากอย่างรีบร้อน หยวนโจวก็นึกสงสัยว่าเขาจะทำข้าวผัดไข่ให้ออกมาอย่างสุดยอดได้อย่างไร

          “ฝีมือการทำข้าวผัดไข่ขั้นเทพที่ระบบให้เรามา จะอร่อยเหมือนข้าวผัดที่มันวาวเหมือนในการ์ตูนเรื่องยอดกุ๊กแดนมังกรหรือเปล่านะ” หยวนโจวอดนึกสงสัยในใจเงียบๆ ไม่ได้หลังจากออกมาจากร้านอาหารนั้น

          ระหว่างทางขากลับ หยวนโจวเจอช่างรับทำวอลล์เปเปอร์ เขาต่อราคาลงมาจนเหลือเพียง 18 หยวนต่อตารางเมตรเท่านั้น เขาเดินทางกลับมาที่ร้านของเขาด้วยการขอติดรถยนต์ไฟฟ้าของช่างทำวอลล์เปเปอร์ หยวนโจวจอมเจ้าเล่ห์ก็ประหยัดค่ารถเมล์ไปได้อีก

          คุณหวังซ่อมท่อต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อหยวนโจวกลับมาถึงร้าน เตาแก๊สสองหัวที่ติดตั้งใหม่และครัวที่เป็นระเบียบสะอาดสะอ้านช่างทำให้รู้สึกดีจริงๆ

          หลังจากหยวนโจวจัดการบอกช่างเรื่องวอลล์เปเปอร์แล้ว เขาก็มาคุยกับคุณหวัง “ขอบคุณมากครับ นี่เป็นค่าจ้างนะครับ ลองนับดูก่อนว่าถูกต้องมั้ยนะครับ”

          “ไม่มีปัญหา เงินครบพอดีเป๊ะ ฉันจะกลับล่ะนะ มีอะไรให้ฉันช่วยก็โทรมาได้ตลอดเลยนะ” แล้วเขาก็กลับไปที่ร้านของเขาหลังจากได้รับค่าจ้าง ตรวจนับอย่างถี่ถ้วน และเก็บเงินยัดใส่กระเป๋า

          ร้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงช่างที่กำลังทำงานอยู่ โต๊ะและเก้าอี้ที่เคยมีก่อนหน้านี้ก็กลายเป็นขยะไปแล้ว โถงร้านเลยดูกว้างขวางขึ้นทันตา หยวนโจวเริ่มคิดว่าจะซื้อโต๊ะเก้าอี้แบบไหนดีระหว่างรอให้ช่างทำวอลล์เปเปอร์ให้เสร็จ

          เขาค่อนข้างมั่นใจกับเจ้าระบบที่ฝังอยู่ในสมองของเขา จึงคิดว่าจะหาโต๊ะมาใส่ในโถงของร้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรับลูกค้าให้ได้มากขึ้น

          “ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

          หยวนโจวอดหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้ เมื่อเขาวาดฝันไปถึงลูกค้าที่จะแห่กันมาที่ร้านอาหารของเขา และเขาสามารถเปิดสาขาใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

          ช่างสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานของพวกเขา ถึงกับต้องหันมามองหยวนโจวเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงหัวเราะนั่น ช่างหนุ่มตัวสูงทำหน้าสงสัยมองช่างอาวุโสซึ่งถลึงตาใส่เขาในความหมายที่ว่า “เอ็งกลับไปทำงานของเอ็งเถอะ นั่นไม่ใช่ธุระของเอ็งซะหน่อย”

          ช่างหนุ่มตัวสูงยักไหล่และหันกลับไปทำงานอย่างเอาจริงเอาจังเมื่อเห็นว่า ช่างอาวุโสไม่ค่อยจะสบอารมณ์เขาเท่าไหร่นัก

          หลังจากหัวเราะได้สามสี่ที หยวนโจวก็ดูจะนึกขึ้นมาได้ถึงความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง เขามองไปรอบๆ อย่างตั้งใจและพบว่าไม่มีใครเดินผ่านร้านของเขา มีเพียงช่างสองคนกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเท่านั้น

          การรอคอยนั่นน่าเบื่อหน่ายเสมอ หยวนโจวจึงเริ่มคำนวณค่าใช้จ่ายของวันนี้ 1,500 หยวนสำหรับการซ่อมท่อแก๊สและเตาแก๊ส 1,080 หยวนสำหรับวอลล์เปเปอร์ทั้งหมดหกสิบตารางเมตร 600 หยวนสำหรับใบอนุญาตสองใบ และเตรียมงบไว้อีกราวหนึ่งหมื่นหยวนสำหรับซื้อโต๊ะเก้าอี้และเครื่องครัวอื่นๆ ในส่วนของการทำความสะอาดนั้นมีค่าใช้จ่ายเพราะเขาลงมือทำเอง เมื่อบวกราคาเหล่านี้เข้าด้วยกันทั้งหมดแล้วก็ออกมาเป็นเงินทั้งหมด 13,180 หยวน ทำให้เขาเหลือเงินเพียง 36,820 หยวนจาก 50,000 หยวนที่เขามี แน่นอนว่าเงิน 320 หยวนที่ได้จากการขายเศษเหล็กก็ถูกรวมเข้าไปในฝั่งรายได้แล้ว

          หยวนโจวไม่ค่อยแฮปปี้กับจำนวนเงินที่เหลืออยู่เท่าไหร่นัก เพียงแค่การปรับแต่งร้านเบื้องต้นก็เปลืองเงินของเขาไปโขแล้ว นี่เป็นเรื่องยากที่คนขยันและแสนประหยัดอย่างหยวนโจวจะรับได้

          หยวนโจวรู้สึกแย่ลงไปอีกเมื่อเขาคิดถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อหาโต๊ะเก้าอี้ในบ่ายวันนั้น นี่เกิดขึ้นจากความคิดก่อนหน้านี้ของหยวนโจวที่อยากจะซื้อโต๊ะเก้าอี้ให้มากขึ้น เพราะเขาต้องการที่จะให้ร้านรับลูกค้าได้มากขึ้นในคราวเดียว และหากไม่ใช่เพราะระเบียบเทศบาลเมืองที่เข้มงวดแล้ว เขาก็คงจะหาโต๊ะเก้าอี้อีกหลายตัวมาตั้งบนฟุตบาทหน้าร้านเขาจนเต็ม

          งานวอลล์เปเปอร์รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว นั่นก็เพราะหยวนโจวลอกวอลล์เปเปอร์เก่าออกไปจากกำแพงหมดแล้ว ช่างเพียงแต่ต้องติดวอลล์เปเปอร์ใหม่เข้าไปเท่านั้น หลังจากทำงานเสร็จ หยวนโจวก็จ่ายหนี้ส่วนที่เหลืออยู่ให้กับพวกเขา ทั้งคู่จากไปอย่างรวดเร็ว

          เมื่องานตกแต่งเสร็จลง วอลล์เปเปอร์ลายดอกไม้สีเบจถูกติดไว้อย่างเรียบเสมอกัน กินพื้นไปถึงสองกำแพงครึ่ง ทำให้ร้านมีบรรยากาศที่ดูสบายๆ มากขึ้น และหลังจากทำความสะอาด พื้นก็ดูสะอาดสดใส

ขึ้นด้วย

          เมื่อดึงบานชักลงมาปิดหน้าร้านเอาไว้ หยวนโจวก็นั่งรถเมล์ไปตลาดนัด มีเพียงที่นี่เท่านั้นแหละที่เขาจะแสดงความขยันขันแข็ง ความรู้ค่าของเงิน และความขี้งกออกมาได้อย่างเต็มที่

          แม้ว่าหยวนโจวจะเป็นคนมัธยัสถ์โดยธรรมชาติ เป็นไปได้ว่านิสัยนี้จะถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของเขา แต่คนอย่างเขาก็ไม่ซื้อของมือสองมาใช้หรอก ที่ตลาดนัดมีทั้งของมือหนึ่งและมือสอง ราคาก็ถูกกว่า คุณภาพก็ใช้ได้

          เขายังสืบทอดความสามารถในการเปรียบเทียบราคาของจากหลายๆ ร้านมาจากบรรพบุรุษอีกด้วย หยวนโจวจึงต้องเดินดูให้ทั่วทั้งตลาด ก่อนที่เขาจะเลือกร้านหัวมุมที่ติดป้าย “ลดล้างสต๊อก” เอาไว้ตรงประตู

          ร้านนี้เปลี่ยนเจ้าของแล้วและสินค้าพวกนี้ต้องถูกโละออกไปทั้งหมด

          “พี่ครับ โต๊ะนี้เหลืออยู่กี่ชุด” หยวนโจวเลือกโต๊ะที่มีลายเถาองุ่นสีเขียวและขอบสีขาวครีม เขาชี้ไปที่โต๊ะตัวนั้นและเอ่ยปากถาม

          “น้องชอบชุดนี้เหรอ ชุดนี้คุณภาพดีที่สุดในบรรดาโต๊ะที่เหลืออยู่ในร้านของเราเลยนะ ในโกดังมีเหลืออยู่อีกสี่ชุด น้องอยากซื้อกี่ชุดล่ะ” เจ้าของร้านตอบพร้อมรอยยิ้มใจดี ยกแว่นตาของเขาขึ้น

          “มีแค่สี่ชุดเองเหรอครับ ผมอยากได้หกชุดอะ” หยวนโจวทำคิ้วขมวดระหว่างที่เริ่มเปรียบเทียบขนาดของโต๊ะกับขนาดของร้านอาหาร

          “เอาชุดสีแดงนี่มั้ยล่ะ มีเหลืออยู่หกชุดพอดีเลย” ด้วยว่ากลัวจะเสียลูกค้า เจ้าของร้านชี้ไปที่ชุดโต๊ะสีแดงทันทีพร้อมกับแนะนำหยวนโจว

          สุดท้ายแล้วหยวนโจวก็ซื้อโต๊ะสีขาวมาสี่ชุดและโต๊ะสีแดงมาสองชุด ด้วยสาเหตุที่ทางร้านไม่มีโต๊ะสีขาวครบหกชุด หยวนโจวก็ได้ทีขอต่อราคาลงมาอีก พอได้โต๊ะมาแล้วหยวนโจวก็ไม่ได้สังเกตเห็นเจ้าของร้านที่กำลังปาดเหงื่อ เขาเดินเล่าดูข้าวของต่างๆ ในร้านต่อไปอย่างสุขใจ จนเจอเข้ากับชุดเครื่องครัว เขาตัดสินใจซื้อมันทันทีและแน่นอนว่าเขาต่อราคาสะบั้นหั่นแหลกเช่นเคย

          “พี่ ผมซื้อของร้านพี่เยอะเลย พี่ต้องเอาไปส่งให้ผมที่ร้านนะ”

          ขณะมองดูของของเขาที่ถูกห่ออย่างดี หยวนโจวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองเหมือนเพื่อนซี้กับเจ้าของร้านผู้ซึ่งอยากจะให้เขาออกจากร้านใจจะขาดแล้ว

          “ราคานี้ไม่รวมค่าจัดส่งนะ น้องไปหารถกระบะแถวร้านจอดรถหน้าตลาดดู พวกนั้นรับจ้างส่งของด้วย พี่จะดูของของน้องไว้ให้” เจ้าของร้านตอบปฏิเสธ

          “โห ไม่ใจเลยพี่ ถ้าพี่เอาไปส่งให้ผมโดยไม่คิดเงินไม่ได้ อย่างน้อยก็แนะนำรถให้ผมหน่อยซิ ผมจะรู้ได้ไงว่าคันไหนดีหรือไม่ดี” เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านตอบปฏิเสธอย่างจริงจัง หยวนโจวจึงยอมประนีประนอมและบอกเขาไปแบบนั้น

          สุดท้ายเจ้าของร้านก็อดทนกับมารยาทไร้ยางอายของหยวนโจวไม่ไหว และหารถที่คิดค่าบริการที่ถูกที่สุดมาให้เขา แน่นอนว่าหยวนโจวขอติดรถกลับมาที่ร้านอีกเช่นเคยด้วยข้ออ้างที่ว่าเขาจำที่อยู่ไม่ได้ เขาช่างยอดเยี่ยมอย่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ ในเรื่องนี้ เขาสามารถประหยัดค่ารถเมล์ไปได้สองหยวน เก็บไว้ซื้อไข่หมักชากินได้สองฟองพอดี

          ก่อนฟ้าจะมืด หยวนโจวเก็บกวาดร้านจนเรียบร้อย ยังไม่ทันจะเช็ดเหงื่อให้แห้ง เขาก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ที่ซื้อมาใหม่ รอแทบไม่ไหวที่จะเช็คดูสถานะของภารกิจ

          [ภารกิจ] มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง [สำเร็จลุล่วง]

          เคล็ดลับของภารกิจนี้: ในฐานะที่เจ้ากำลังจะเป็นสุดยอดเชฟ เจ้าจะไม่มีร้านของตัวเองได้ยังไงกัน ไอ้หนุ่มเอ๋ย เจ้าจงต่อสู้เพื่อสิ่งนี้

          ตัวหนังสือจากระบบเริ่มเข้ามาในห้วงความคิดของเขา แต่ก่อนที่เขาจะดีใจได้นั้น ก็มีตัวหนังสือเพิ่มเข้ามาอีก

          ระบบแสดงตัวหนังสือว่า “ภารกิจเบื้องต้นสำเร็จแล้ว ระบบสุดยอดเชฟเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เข้าสู่โหมดการตกแต่งร้านอาหาร”

          ปิงปิง ปังปัง

          “เจ้าระบบ นี่มันหมายความว่าไงกัน” หยวนโจวรีบถามเมื่อเขาได้ยินเสียงดังมาจากในครัว

          ระบบแสดงตัวหนังสือขึ้นว่า “ระบบจะทำการอัปเดตร้านอาหารของร่างสถิตให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่ดีขึ้น”

          อารมณ์บูดค่อยๆ คุกรุ่นขึ้นในจิตใจของหยวนโจว

          “ถ้างั้นแล้วทำไมระบบไม่ทำร้านใหม่ให้เองเลยซะล่ะ”

          ระบบแสดงตัวหนังสือขึ้นว่า “ระบบจะทำการอัปเดตร้านอาหารของร่างสถิตให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่ดีขึ้น”

          “แล้วของที่ฉันซื้อเข้าร้านมาก่อนหน้านี้ล่ะ”

          หยวนโจวรู้สึกเจ็บแปล๊บในใจขึ้นมาทันทีที่เห็นของที่เขาซื้อมาค่อยๆ หายไปทีละชิ้นๆ

          ระบบขึ้นตัวหนังสือว่า “ระบบจะตกแต่งร้านให้ใหม่โดยไม่คิดเงิน ของทุกชิ้นจะถูกนำไปรีไซเคิล”

          “เฮ้ย เวรแล้วไง!”

ฝีมือทำข้าวผัดไข่ระดับเทพ

          “เฮ้ย เวรแล้วไง!”

          เมื่อได้เห็นโต๊ะเก้าอี้ค่อยๆ หายไปทีละตัว หยวนโจวก็ร้องไห้ออกมาดังๆ น้ำตาไหลออกมาเหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เหมือนอย่างในการ์ตูน และเพื่อไม่ให้เจ็บใจมากไปกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจขอรับรางวัลจากการทำภารกิจสำเร็จ อย่างน้อยก็มีอะไรให้ได้ชื่นใจบ้าง

          เขาคลิกที่รางวัลประจำภารกิจและเลือกรับ

          ตัวหนังสือ “ฝีมือการทำข้าวผัดไข่ระดับเทพ” กลายเป็นหนังสือ ขณะที่หยวนโจวจ้องมองหนังสือเล่มนั้นอยู่ แสงก็พวยพุ่งออกมาจากหนังสือเล่มนั้น สาดมาล้อมรอบหัวของเขาเอาไว้ตรงเข้าไปในสมองของเขา แล้วพลันหายไป

          ข้าวผัดไข่จัดว่าเป็นหนึ่งในอาหารพื้นฐานที่สุดของตำรับอาหารจีน ใครก็ตามที่พอมีฝีมือการทำอาหารอยู่บ้างก็พอจะทำอาหารจานนี้ได้ ส่วนคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลยก็อาจจะยังทำอาหารจานนี้เพื่อกินกันตายได้

          แต่ละคนก็มีวิธีทำข้าวผัดไข่ต่างกันออกไป ดังนั้นแล้วข้าวผัดไข่จึงวิวัฒนาการออกไปหลากหลายชนิด ทั้งข้าวผัดหยางโจว ข้าวผัดอัสดง ข้าวผัดแฮม ข้าวผัดไก่สับ ฯลฯ

          สิ่งจำเป็นพื้นฐานหลายอย่างจำเป็นต้องถูกตระเตรียมเอาไว้ในการทำอาหารจานนี้ ไข่จะต้องสดใหม่และนุ่มนวล ขณะที่ข้าวจะต้องไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป นอกจากนี้แล้ว กลิ่นของส่วนประกอบทั้งสองนี้จะต้องผสมผสานกันอย่างดีอีกด้วย

          ในซีรีย์โทรทัศน์เรื่อง “ยอดเชฟจางตงก้วน” ข้าวผัดไข่ถูกระบุไว้ว่า เมล็ดข้าวทุกๆ 3-5 เมล็ดจะต้องคลุกเคล้าเข้ากับไข่ได้เป็นอย่างดี ส่วนในการ์ตูนเรื่อง “ยอดกุ๊กแดนมังกร” นั้น ข้าวผัดสีทองในเรื่องนี้นั้นสามารถทอประกายสีทองได้ด้วย

          สูตรการทำข้าวผัดไข่ที่ได้รับมาจากระบบนั้นไม่สามารถทอประกายสีทองได้หรอก แต่ตั้งแต่การเลือกเมล็ดข้าว น้ำที่ใช้หุง อุณหภูมิในการหุงข้าว ไปจนถึงปริมาณข้าวที่ควรใช้กับไข่ขนาดต่างๆ กัน ข้อมูลและทักษะทั้งหมดมีอยู่ในนี้หมดแล้ว

          เมื่อได้รู้เช่นนี้แล้ว หยวนโจวรู้สึกว่าข้าวผัดไข่ที่ทำมาทั้งหมดก่อนหน้านี้คงมีดีพอแค่เป็นอาหารหมูได้เท่านั้น ไม่ซิ! แม้แต่หมูก็คงไม่กิน

          แสงที่เข้าไปในสมองของเขาก่อนหน้านี้คือรางวัลที่เขาได้รับจากระบบ มันเต็มไปด้วยความรู้จำเป็นทุกอย่างสำหรับการทำข้าวผัดขั้นเทพ ทำให้หยวนโจวมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงขั้นปรมาจารย์ในการทำอาหารจานนี้ ความรู้และทักษะที่หยวนโจวเพิ่งได้รับมานั้นเท่ากับประสบการณ์การทำอาหารราวสิบปีเลยทีเดียว มันเหมือนกับสามัญชนธรรมดาๆ ได้รับกำลังภายในจากอาจารย์ที่ฝึกฝนมาหลายปี แล้วทำให้เขากลายเป็นยอดนักกังฟู

          เขาลืมตาขึ้น หยวนโจวสุดจะต้านทานพลังที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน

          ตุ้งตุ้งตุ้ง

          เขาเดินลงบันไดมา หยวนโจวเตรียมตัวที่จะทดสอบความรู้ในการทำข้าวผัดไข่ขั้นเทพที่อยู่ในหัวของเขา

          แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ระบบแสดงตัวหนังสือระบุว่า “กำลังอัปเดต อีก 8 ชั่วโมงจะเสร็จสมบูรณ์” เมื่อเขาเดินลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายพอดี

          เมื่อโดนแกล้งแรงๆ จากเจ้าระบบแบบนี้ หยวนโจวจะไปทำอะไรได้นอกจากพยายามสงบจิตใจเข้าไว้ เขากลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้งและทิ้งตัวลงนอน

          อีกแปดชั่วโมงก็เป็นวันพรุ่งนี้พอดี แม้จะมีเพียงฝีมือในการทำข้าวผัดไข่เพียงอย่างเดียว เขาก็เชื่อว่าจะถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้โดยไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่นเลย พอคิดได้เช่นนี้แล้วเขาก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยเลย

          ในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังคิดถึงการหาซื้อวัตถุดิบและสิ่งของอื่นๆ ด้วย เขาเริ่มคำนวณดูเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋า และนึกถึงวิธีที่ดีที่สุดในการใช้เงินจำนวนนี้

          หลังจากนอนพลิกไปพลิกมาเหมือนปลาทอดในกระทะ หยวนโจวก็ผล็อยหลับไป ของเหลวที่ไหลย้อยออกมาจากมุมปากของเขานั้น ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะว่ามันคืออะไร

          ในฐานะคนหนุ่มนิสัยดี ซื่อตรงและทะเยอทะยาน ไม่มีอะไรจะทำให้เขาตื่นเต้นไปได้กว่าธนบัตรหนึ่งร้อยหยวนใบแดงๆ อีกแล้ว อ้อ ยกเว้นการฝันหวานถึงภาพสาวงามที่เขาเก็บเอาไว้คอมพิวเตอร์

          หยวนโจวอยากจะเห็นว่าร้านอาหารเล็กๆ ของเขานั้นได้รับการตกแต่งไปถึงไหนแล้ว เขาจึงถลาลงมาชั้นล่างหลังจากทำความสะอาดร่างกายเสร็จ แล้วเปิดสวิตช์ไฟขึ้น

          “อะไรวะเนี่ย”

          เขายังยืนอยู่ตรงบันได อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา

          เขาเดินตรงไปยังกลางโถงของร้านอย่างรวดเร็ว

          ทั้งร้านถูกทำใหม่ให้เป็นครัวแบบเปิดโล่ง แผงห้อยดอกไม้สองแถววางขนาบประตูทั้งสองข้าง มีดอกไม้อะไรก็ไม่รู้ขึ้นอยู่เต็มไปหมด สีฟ้าอ่อนเข้ากับฉากหลังที่เป็นหญ้าสีเขียวได้เป็นอย่างดี

          ในส่วนของโต๊ะนั้น มันกลายเป็นโต๊ะโค้งยาวล้อมครัวเอาไว้เหมือนในหนังเรื่องร้านอาหารเที่ยงคืน ด้านในของโต๊ะนั้นเป็นเคาน์เตอร์ปูด้วยหินสีฟ้าสดใสและอ่างล้างมือสำหรับเตรียมอาหารประเภทต่างๆ ด้านหน้าของโต๊ะเป็นเก้าอี้สูงสีน้ำตาลนั่งสบายสี่ตัว เก้าอี้ดูเป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศของร้าน เก้าอี้อีกสี่ตัวถูกวางไว้ทั้งสองด้านของโต๊ะโค้ง เก้าอี้ทั้งแปดตัวยึดเอาพื้นที่ทั้งหมดของโต๊ะยาวตัวนี้เอาไว้

          “ราคาอาหาร”

          ตัวหนังสือตัวโตเห็นได้ชัด เขียนด้วยลายมือที่สวยงาม แขวนอยู่บนกำแพงด้านหน้าของครัว มีป้ายไม้แขวนอยู่ใต้ตัวหนังสือเหล่านี้

          เขามองไปทั่วร้าน หยวนโจวรู้สึกพอใจทีเดียว นี่มันดีกว่าการตกแต่งมั่วๆ ของเขาที่ทำไว้ก่อนหน้านี้เสียอีก มันดูสดใหม่ ดูเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ดูเรียบง่ายแต่ก็ตกแต่งอย่างมีรสนิยม

          ก่อนหน้านี้ ตรงมุมนั้นจะเป็นถังใส่แป้ง ถัดจากถังแป้งคือเตาแก๊สสองหัว เครื่องปรุงต่างๆ วางเอาไว้รอบๆ หัวแก๊สทั้งสอง อ่างล้างมืออยู่ข้างเตาแก๊สและอยู่ใกล้กับบันได ด้านหลังอ่างเป็นชั้นสำหรับวางถ้วยชาม มีถ้วยชามขนาดต่างๆ วางอยู่

          ครัวดูแคบและเล็ก แม้กระทั่งแค่คนสองคนจะทำงานในครัวนั้นก็ถือว่าไม่ง่ายเลย

          ตอนนี้ครัวดูกว้างขวางและใหญ่กว่าเดิมหลังจากการตกแต่งใหม่ ถังแป้งถูกแทนที่ด้วยแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ซึ่งดูเหมือนโอ่งน้ำดินเผาเนื้อหยาบสีน้ำตาลที่เขาใช้สมัยอยู่บ้านนอกตอนเด็กๆ น้ำที่อยู่ในนั้นใสสะอาด ไม่รู้ว่าลึกแค่ไหน

          เตาแก๊สที่อยู่ข้างแท็งค์น้ำถูกเปลี่ยนเป็นแบบบิลท์อินซึ่งไม่กินพื้นที่มากและยังดูสวยกว่าด้วย หม้อและกระทะจัดวางอย่างมีระเบียบอยู่เหนือเตาให้หยิบใช้ได้สะดวกมือ ยังมีเครื่องกระเบื้องเนื้อเรียบเนียนอีกด้วย

          นอกจากเตาแก๊สสองหัวแล้ว ยังมีแถวลิ้นชักที่มีชื่อของเครื่องปรุงเครื่องเทศต่างๆ ติดอยู่ นอกจากเกลือและซีอิ๊วที่มีลิ้นชักเป็นของตัวเองแล้ว ลิ้นชักอื่นๆ มีชื่อสองชื่อติดอยู่ทั้งนั้น ทั้งหมดมี 22 ลิ้นชัก นั่นก็หมายถึง เครื่องเทศเครื่องปรุง 44 ชนิดไม่นับเกลือและซีอิ๊ว ทั้งหมดเป็นเครื่องเทศที่ใช้เป็นประจำ เช่น โป๊ยกั๊กและเม็ดยี่หร่า ฯลฯ

          แต่น่าแปลกเมื่อหยวนโจวเปิดลิ้นชักอันหนึ่งซึ่งเขียนไว้ว่า ไธม์ กลับพบว่าข้างในว่างเปล่า

          “ฉันคงคิดมากเกินไปแน่ๆ นี่คงเอาไว้ใส่เครื่องเทศที่ฉันจะหามาได้ในอนาคตแน่ๆ” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองแล้วเดินดูร้านต่อไป

          นอกจากตู้ตรงสุดขอบที่เขียนไว้ว่า “ข้าว” แล้ว ตู้ใบอื่นๆ ไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้เลย เมื่อมองดูตู้ที่ใหญ่กว่าที่อยู่ด้านหลัง มีเพียงตู้แรกเท่านั้นที่เขียนไว้ว่า “ไข่” สิ่งที่อยู่ในตู้นั้นล้วนแต่เข้ากับรางวัลชิ้นแรกที่เขาได้รับจากระบบพอดี

          เมื่อคิดได้แบบนี้แล้ว หยวนโจวก็เปิดตู้ที่เขียนไว้ว่าข้าวโดยอัตโนมัติ และพบว่าข้างในมีข้าวอยู่เต็ม

          หยวนโจวดีใจมาก เขาเปิดตู้อีกใบที่เขียนไว้ว่าใช่ทันที และอย่างที่คาดเอาไว้ มันเต็มไปด้วยไข่ขนาดต่างๆ จัดเรียงเอาไว้เป็นอย่างดี

          “เจ้าระบบ ของพวกนี้เป็นรางวัลของฉันด้วยหรือเปล่า” หยวนโจวถามด้วยความดีใจอยู่ภายในใจ

          ระบบขึ้นตอบว่า “ระบบจะจัดหาส่วนประกอบต่างๆ ของแต่ละจานตามแต่ที่ร่างสถิตได้เรียนรู้”

          “ฉันทำอาหารจานอื่นเป็นด้วยนะ อย่างเช่นผัดมันฝรั่งไง” เขาถามด้วยตาเป็นประกาย

          ระบบตอบว่า “ณ ปัจจุบันนี้ ร่างสถิตเพิ่งเรียนรู้อาหารหนึ่งอย่างเท่านั้น”

          “เจ้าหมายถึงอาหารแต่ละอย่างจะต้องดีระดับเดียวกับข้าวผัดไข่ระดับเทพนี่หรอ ฉันถึงจะซื้อส่วนประกอบอื่นๆ มาให้ตัวเองได้น่ะ” หยวนโจวเคาะเคาน์เตอร์หิน

          ระบบตอบว่า “ส่วนประกอบต่างๆ ที่ร่างสถิตจะใช้ในการปรุงอาหารต่างๆ ที่นี่ จะต้องถูกจัดหามาโดยระบบเท่านั้น จะนำเข้ามาจากภายนอกไม่ได้”

          “โอเค งั้นก็ได้ นั่นก็ไม่แย่นักหรอก ฉันไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเองด้วย แต่ยังไงก็เหอะ ตอนนี้ฉันเตรียมแค่จะขายข้าวผัดไข่เท่านั้นแหละ” หยวนโจวแสยะยิ้มเหมือนแมวขโมยปลาย่าง

          ระบบตอบว่า “ข้าวผัดไข่ตั้งราคาไว้ที่ 188 หยวน”

          “นี่แกพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย”

ความเรียบง่ายแสนอร่อยและ...โคตรแพง

          ระบบตอบว่า “ข้าวผัดไข่ตั้งราคาไว้ที่ 188 หยวน”

          “นี่แกพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย”

          หยวนโจวรู้สึกว่าแม้กระทั่งคนหน้าเงินอย่างเขาก็ยังดูยากมากที่จะหาเงินขนาดนี้ได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนระบบจะเหนือกว่าเขามากในเรื่องนี้ มันก็จะดูเข้าท่าอยู่หรอกนะถ้าโรงแรมระดับห้าดาวจะคิดราคาข้าวผัดไข่ 188 หยวน เพราะบรรยากาศร้านที่สุดยอดและบริการชั้นเยี่ยมที่มีให้ แล้วบริการแบบไหนกันที่ร้านของเขาจะมีให้ได้

          ระบบบอกว่า “ร่างสถิตสามารถลองทำอาหารดูก่อนก็ได้”

          นานๆ ทีระบบถึงจะให้คำแนะนำอะไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว หยวนโจวเองก็กระตือรือร้นที่จะลองวิชาข้าวผัดไข่ที่ได้รับมาจากระบบด้วยเช่นกัน

          หม้อหุงข้าวอยู่ข้างอ่างล้างมือ เขาตระเตรียมทุกอย่างสำหรับการเริ่มทำอาหาร หม้อหุงข้าวใบนี้ดูหน้าตาแปลกๆ อยู่

          สำหรับหม้อหุงข้าวทั่วๆ ไปก็จะมีแค่โหมดหุงและโหมดอุ่น หรือรุ่นที่ดีหน่อยก็จะมีให้เลือกโหมดทำซุปและโหมดนึ่ง แต่หม้อหุงข้าวที่ได้มาจากระบบนี้มีให้เลือกโหมดหุงข้าวสำหรับทำข้าวผัดไข่และเลือกปรับอุณหภูมิได้ด้วย

          หยวนโจวเอาข้าวออกมาจากตู้แล้วเริ่มซาวข้าว จากนั้นก็เลือกโหมดหุงข้าวสำหรับทำข้าวผัดไข่ เขารู้สึกว่าข้าวนี้แตกต่างไปจากข้าวที่เขาใช้เป็นประจำ จึงอดไม่ได้ที่จะเอาข้าวขึ้นมาดูใกล้ๆ

          เมล็ดข้าวทุกเมล็ดสะท้อนแสงเป็นเงาวาวและทุกๆ เม็ดก็มีขนาดพอๆ กัน คงไม่มีใครอดใจที่จะไม่ลองชิมข้าวชนิดนี้ได้เมื่อได้กลิ่นของมัน

          “เจ้าระบบนี่ให้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมาใช้เลยนะเนี่ย”

          “ติ๊ง”

          ไม่ถึงครึ่งนาทีข้าวก็หุงเสร็จ

          “ไวจังเลย นี่มันเทคโนโลยีจากนิยายวิทยาศาสตร์อะไรกันเนี่ย” หยวนโจวตะลึง เขาเดินไปเปิดหม้อหุงข้าว น่าแปลกที่ไม่มีความร้อนพวยพุ่งออกมาเลย มีเพียงกลิ่นหอมๆ ของข้าวสุกลอยมาแตะจมูก

          “ข้าวนี่เย็นแล้วนี่” หยวนโจวไม่เคยเห็นข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ แต่เย็นแบบนี้มาก่อนเลย เทคโนโลยีของหม้อใบนี้ช่างน่าประทับใจจริงๆ

          หยวนโจวไม่ใช่คนโง่ เขาจึงเข้าใจทันทีว่า “เทคโนโลยีนี้มันช่วยให้ฉันทำอาหารอย่างข้าวผัดไข่ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย”

          เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหยิบไข่ออกมาสองใบ จากนั้นก็เริ่มตีไข่ในชามขาวสะอาด ไข่แดงนั้นเป็นสีเหลืองทอง ตัดกับไข่ขาวที่สะอาดใส มันยังมีกลิ่นหอมอ่อนแทนที่จะเป็นกลิ่นตุๆ แบบไข่ทั่วไป

          ทั้งไข่และข้าวล้วนแต่เป็นวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ไม่ใช่วัตถุดิบคุณภาพดาดๆ ทั่วไปเลย

          ทันทีที่เขาเริ่มลงมือ ท่วงท่าการทำอาหารของหยวนโจวดูเป็นธรรมชาติและลื่นไหลราวกับหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยและสายน้ำที่เลื่อนไหล เหมือนว่าเขาถูกเทพเจ้าแห่งการทำอาหารเข้าสิงยังไงยังงั้น ไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่สูญเปล่า ทุกท่วงท่าสมควรอยู่ในตำราโดยแท้ ใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของเขาแสดงเสน่ห์ของชายผู้เอาจริงเอาจังและทำงานหนัก

          เขาใช้เวลาทำข้าวผัดไข่นานแค่ไหนน่ะเหรอ

          เพียงแค่เวลาไม่ถึงสามนาที ด้วยการทุ่มหมดใจของหยวนโจว ข้าวผัดไข่ร้อนกรุ่นหนึ่งจานก็เสร็จพร้อมรับประทาน ไม่มีข้าวแม้เพียงเม็ดเดียวต้องถูกทิ้งไป ข้าวสีทองอร่ามถูกจัดวางอย่างบรรจงบนจานสีขาวสะอาด

          อาหารอะไรบ้างล่ะที่เราจะเรียกว่าเป็นอาหารที่ยอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่และเกรียงไกร

          อาหารจานนี้นี่แหละที่เราสามารถเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรอย่างแท้จริง

          ขนาดของข้าวผัดไข่จานนี้เล็กว่าที่ร้านอื่นๆ ทั่วไปเสิร์ฟถึงแปดเท่า แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อดูจากความเงาวาวและกลิ่นอันหอมหวนแล้ว ก็บอกได้ว่านี่เป็นข้าวผัดไข่คนละระดับกันเลย

          กลิ่นหอมของไข่ผสมผสานเข้ากันกับกลิ่นหอมของข้าวซึ่งถูกทำให้หอมมากยิ่งขึ้นจากการผัด นอกจากนี้แล้ว ไข่ยังห่อหุ้มข้าวแต่ละเม็ดเอาไว้อย่างสวยงาม ข้าวทุกเม็ดสวยอร่ามดั่งทองคำที่มีค่า พวกมันถูกกองพูนเอาไว้ราวกันข้าวสาลีเหลืองอร่ามที่ได้รับการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง

          นี่คือข้าวผัดไข่ขั้นสูงสุด มันคือข้าวผัดสีทอง มันดูไม่ต่างไปจากข้าวผัดสีทองในการ์ตูนเรื่องยอดกุ๊กแดนมังกรเลย เพียงแค่ข้าวผัดของเขาสะท้อนแสงเป็นประกายไม่ได้เท่านั้นเอง เขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะสามารถอาหารที่ดูเกินจริงจากในหนังได้เลย

          ไม่เพียงแค่กลิ่นหอมเท่านั้นที่ทำให้ท้องร้องได้ แต่ด้วยหน้าตาของมันก็ทำให้ใครต่อใครอยากจะลองชิมขึ้นมาทันที ช้อนของหยวนโจวตวัดไปมาราวกับพายุหมุนเมื่อเขาลงมือทาน เพียงคำแรกเขาก็แทบไม่เชื่อว่ารสชาติอันยอดเยี่ยมเช่นนี้จะมาจากฝีมือการทำอาหารของเขาเอง เขาไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าอาหารง่ายๆ อย่างข้าวผัดไข่จะอร่อยได้มากมายขนาดนี้ ตอนนี้เองที่หยวนโจวเข้าใจแล้วว่า “อาหารสำหรับราชา” นั้นหมายความว่าอย่างไร

          ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานในครัวของโรงแรมระดับสามดาว หัวหน้าพ่อครัวลองคิดค้นอาหารจานใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็เชิญทุกคนมาชิมและติชมดู มันคือปลิงทะเลใส่ดอกเก๊กฮวย ผสานกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้เข้ากับรสชาติของปลิงทะเล หยวนโจวได้แต่ตั้งหน้าตั้งตากินจนเกือบลืมจะออกความเห็นไปเลย ตอนนั้นเขารู้สึกว่านี่แหละคือการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของสี กลิ่น และรสชาติ

          แต่เมื่อเปรียบกับข้าวผัดไข่ของเขาแล้ว ปลิงทะเลใส่ดอกเก๊กฮวยนั้นก็... ไม่ซิ อาหารสองจานนี้จะเอามาเปรียบกันไม่ได้เลย ข้าวผัดไข่จานนี้มันสมบูรณ์แบบเมื่อสี กลิ่น และรสชาติของวัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้มาผสานกัน

          “เอิ๊ก”

          หยวนโจวลูบท้องอย่างมีความสุข ความรู้สึกถูกเอาเปรียบและถูกควบคุมจากเจ้าระบบมลายหายไปจนหมดสิ้น เจ้าข้าวผัดไข่จานนี้สมแล้วที่จะถูกเรียกขานว่าเป็นอาหารระดับเทพจริงๆ

          ขณะที่หยวนโจวยังคงพิจารณาถึงความอร่อยของข้าวผัดไข่ที่ยังหลงเหลืออยู่ภายในปาก ระบบก็ขึ้นตัวหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง

          ระบบบอกว่า “ขอบคุณที่ชิมอาหาร ทั้งหมดก็ 188 หยวน”

          “ฉันรู้แล้วว่าจะต้องตั้งราคาไว้เท่านั้น ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าอาหารจานนี้สมกับราคาที่ว่านั่นจริงๆ เลยล่ะ” หยวนโจวตอบขณะเลียปากอย่างอารมณ์ดี

          ระบบตอบมาอีกว่า “ร่างสถิตเพิ่งรับประทานข้าวผัดไข่หนึ่งจาน ต้องจ่ายเงิน 188 หยวน”

          “นี่แกกำลังจะบอกว่า ฉันต้องจ่ายเงินค่าอาหารของตัวเองด้วยงั้นเหรอ” หยวนโจวตอบกลับด้วยความไม่เชื่อหูตัวเอง

          ระบบตอบว่า “ขอบคุณที่ชิมอาหาร ทั้งหมดก็ 188 หยวน”

          “เหอะๆ”

          เฮงซวยจริงๆ คงไม่มีคำไหนบรรยายความรู้สึกของหยวนโจวตอนนี้ได้ดีกว่านี้แล้ว

          ระบบขึ้นตัวหนังสือมาว่า “ตอนนี้ร่างสถิตอยู่ที่เลเวลศูนย์ ค่าตอบแทนจะถูกแบ่งเป็น 9 ต่อ 1 โดยที่ 90% ของเงินนั้นจะจ่ายให้กับระบบ และแน่นอนว่าร่างสถิตจะได้เงินเพียง 10%”

          “หมายถึงฉันต้องจ่ายเงินที่ฉันหาได้ให้แก 90% เลยใช่มั้ย” หยวนโจวต้องพยายามเป็นอย่างมากในการเก็บความรำคาญใจเอาไว้และถามเพื่อความแน่ใจ

          ระบบตอบว่า “วัตถุดิบและส่วนประกอบทุกอย่างที่ระบบจัดหาให้ ล้วนแต่มีคุณภาพชั้นเลิศทั้งนั้น”

          “คุณภาพชั้นเลิศงั้นเหรอ ข้าวที่ใช้นี่เป็นข้าวอะไรอะ มันก็แค่ข้าวไม่ใช่เหรอ”

          หยวนโจวถามด้วยความไม่ไว้ใจ แม้ว่าข้าวนั้นจะดูดีมากๆ แต่ที่ว่าคุณภาพชั้นเลิศนี่มันมาจากไหนกัน

          ระบบตอบว่า “ข้าวมาจากเซียงฉุย ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงโบราณ ข้าวเซียงฉุยจัดว่าเป็นอาหารขององค์จักรพรรดิ ข้าวเซียงฉุย ปลาตะเพียนจากทะเลสาบจิงโป๋ และพังพอนจากเขตภูเขา จัดเป็นบรรณาการที่ต้องนำมาถวายองค์จักรพรรดิทุกปี ปัจจุบันนี้ข้าวเซียงฉุยยังใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับชาติที่ศาลาประชาคมภายในรัฐสภาด้วย”เมื่อได้อ่านข้อความตามนี้แล้ว หยวนโจวก็ไม่มีอะไรจะถามต่ออีก นี่น่าประหลาดใจมาก ข้าวเซียงฉุยงั้นเหรอหยวนโจวเคยได้ยินชื่อข้าวชนิดนี้มาก่อนนี่นา

          ว่ากันว่าในทุกๆ ปีนั้น ข้าวเซียงฉุยปลูกได้เพียงไม่ถึงครึ่งไร่ เหตุเพราะข้อจำกัดจากสภาพอากาศและอุณหภูมิในพื้นที่เพาะปลูก มันถูกปลูกและเก็บเกี่ยวด้วยมือเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ปุ๋ยที่ใช้ก็มาจากธรรมชาติล้วนๆ เป็นข้าวพันธุ์หายากมาก คนทั่วไปส่วนมากไม่เคยได้เห็นข้าวชนิดนี้เลยในชีวิตของพวกเขา ไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่จะได้กิน

          “แล้วไข่ล่ะ” ข้าวคือข้าวเซียงฉุย แล้วไข่นี่จะพิเศษยังไงกันนะ

          ระบบตอบว่า “แม่ไก่ที่วางไข่นี้ได้กินอาหารดีกว่าวัววากิวเสียอีก ตลอดเวลา 40 วันนับตั้งแต่วันที่ไข่ถูกเลือกไปจนถึงวันฟักไข่ ไข่แต่ละใบจะถูกรักษาเอาไว้ในอุณหภูมิที่คงที่ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกับร่างกายของแม่ไก่ และยังได้ฟังดนตรีบรรเลงสดจากนักดนตรีระดับโลกวันละสองชั่วโมงทุกวัน หลังจากที่ไข่ฟักออกมาแล้ว แม่ไก่ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะถูกเลือก น้ำที่ให้ไก่กินนั้นมาจากตาน้ำธรรมชาติที่มนุษย์ไม่เคยเข้าถึง หนอนที่ให้เป็นอาหารก็เป็นหนอนพิเศษที่ถูกเลี้ยงมาเป็นอาหารไก่ มีทุ่งหญ้าพิเศษเอาไว้ให้แม่ไก่คุ้ยเขี่ยหากิน มีพื้นที่พิเศษไว้ให้แม่ไก่ได้ออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพ แม่ไก่พวกนี้ถูกพัฒนาสายพันธุ์เพื่อวางไข่โดยเฉพาะ ดังนั้นแล้ว ไข่แต่ละใบจึงเต็มไปด้วยความพิเศษที่หาไม่ได้ในไข่ชนิดอื่น”

          ในสมัยโบราณเราเล่นพิณให้วัวฟัง มาสมัยนี้เราเล่นเปียโนให้แม่ไก่ฟัง หยวนโจวรู้สึกเหมือน 24 ปีของชีวิตที่อยู่มานั้นช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี ชีวิตซังกะบ๊วยของเขามันห่วยแตกเสียยิ่งกว่าชีวิตของไก่...ไม่ใช่ซิ...ยิ่งกว่าชีวิตของแม่ไก่ฟักไข่เสียอีก

          “น้ำมันที่ทานได้ชนิดนี้คือน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีสารใดๆ เจือปนแม้แต่น้อย”

          “เกลือนี้เป็นเกลือสินเธาว์ที่ได้จากบ่อเกลือในมณฑลเสฉวน สมัยก่อนก็เคยใช้เป็นเครื่องบรรณาการองค์จักรพรรดิเช่นกัน บ่อเกลือนี้จะไม่มีรสเปรี้ยวเจืออยู่เลย นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย”

          “ร่างสถิตมีคำถามอะไรอีกมั้ย”

ภารกิจที่สอง

          “ไม่มีแล้วจ้า”

          ข้าวผัดไข่สุดยอดความอร่อยแบบนี้ หยวนโจวอยากจะกินอีกสักสิบจาน แต่ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งบานปลายไปมากกว่าแค่ 188 หยวน

          ในทางตรงข้าม น้ำมันปรุงอาหารดูจะค่อนข้างธรรมดาไปหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นราคาของมันก็ปาเข้าไปหลายร้อยหยวนต่อกิโลกรัมแล้ว แม้ว่าราคาจะไม่เบาเลยแต่เมื่อเทียบกับวัตถุดิบหลักอื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเซียงฉุยและไข่โกเบ เจ้าน้ำมันนี่ก็ไม่ค่อยจะน่าพูดถึงสักเท่าไหร่ ทั้งข้าวและไข่ล้วนเป็นสิ่งที่มีเงินอย่างเดียวก็ไม่สามารถซื้อหาได้

          เรียกว่ารู้สึกเหมือนทำบาปเลยทีเดียวกับการทำข้าวผัดไข่โดยใช้วัตถุดิบที่มีค่ามากเช่นนี้

          เขาค่อยๆ เอาเงิน 200 หยวนไปใส่ในกล่องรับเงิน เงินจำนวนนี้หายไปในพริบตาและปรากฏเงินทอนจำนวน 12 หยวนอยู่ในนั้นแทน แม้ว่าเขาจะรู้สึกกระอักกระอ่วนกับการเริ่มต้นที่ต้องเสียเงินมากขนาดนี้ หยวนโจวก็รู้สึกดีขึ้นบ้างเมื่อเขานึกถึงวัตถุดิบที่เขาเพิ่งทานเข้าไป ทั้งหมดล้วนเป็นของชั้นเลิศ ส่งมาให้อย่างเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเซียงฉุยและไข่โกเบ

          “ฉันไม่ใช่คนขี้งกหรอกน่า ไม่งั้นจะกินอาหารหรูหราแบบนี้ได้เหรอ” เขาบ่นกับตัวเอง

          “นี่ เจ้าระบบ ฉันว่าราคาอาหารจานนี้มันถูกไปหน่อยแฮะ เราขึ้นราคาอีกหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ”

          เมื่อคิดว่าเขาจะได้รับเงินแค่ 10% หรือแค่ 18.8 หยวนต่อจานเท่านั้น แต่วัตถุดิบที่ใช้กลับเป็นของชั้นเลิศแบบนี้ หยวนโจวก็รู้สึกเจ็บใจจนหัวใจต้องหลั่งเลือด เพราะฉะนั้นเขาเลยรีบเสนอไอเดียนี้ให้กับระบบอย่างไม่รีรอ

          ระบบตอบกลับมาว่า “ระดับความสามารถของร่างสถิตยังต่ำเกินไป และไม่สามารถปรับราคาได้ด้วยตนเอง”

          “..................”

          “จะเป็นสุดยอดเชฟได้นี่ต้องผ่านกี่เลเวลกัน ฉันจะได้เงินส่วนแบ่งมากขึ้นมั้ยเวลาถ้าฉันขึ้นไปถึงระดับสูงๆ แล้วน่ะ” พอหยวนโจวเห็นว่าระบบพูดถึงระดับความสามารถ ความคิดเกี่ยวกับส่วนแบ่งกำไรของตัวเองก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาทันที

          ระบบตอบว่า “ระดับความสามารถของร่างสถิตยังต่ำเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับคำตอบ รายละเอียดต่างๆ จะถูกปลดล็อกก็ต่อเมื่อร่างสถิตสามารถขึ้นสู่เลเวลแรกได้สำเร็จ”

          “เออ ได้ ช่างมันเหอะ ฉันไม่ต้องจ่ายทั้งค่าวัตถุดิบและค่าเช่าบ้าน 18.8 หยวนนั่นก็ถือเป็นกำไรล้วนๆ” หยวนโจวคิดบวกขณะที่เขามองจากในร้านออกไปภายนอก

          “เดี๋ยวนะ ทำไมเรามีเก้าอี้แค่แปดตัวเองอะ เจ้าระบบ เก้าอี้มันน้อยไปหน่อยมั้ยเนี่ย” หยวนโจวเห็นว่าโถงของร้านถูกชั้นวางดอกไม้ยึดไปเกือบหมด ยกเว้นเก้าอี้ที่วางเอาไว้รอบโต๊ะโค้ง    

          แบบนี้จะให้เขายอมรับได้ยังไง ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจว่าจะจัดให้มีโต๊ะเก้าอี้มากกว่านี้ เพื่อจะได้รับลูกค้าได้มากขึ้นและยกระดับธุรกิจของเขา

          ระบบตอบว่า “ระดับความสามารถของร่างสถิตยังต่ำเกินไป ตอนนี้ร่างสถิตสามารถปลดล็อกจำนวนเก้าอี้ได้เพียงแปดตัวเท่านั้น”

          เจ้าระบบอธิบายอย่างตรงไปตรงมาและไม่ลังเล ตอนนี้หยวนโจวชักรู้สึกอยากจะตั๊นหน้าใครสักคนขึ้นมาตงิดๆ

          “อย่างน้อยๆ ก็ให้ฉันซื้อเก้าอี้เข้ามาเสริมได้สักหน่อยน่า ฉันคิดว่าเราน่าจะเพิ่มเก้าอี้ได้อีกสักสองตัวตรงนั้นนะ ว่ามั้ย” หยวนโจวมองไปที่โต๊ะยาวที่มีเก้าอี้เพียงสี่ตัว แล้วก็รู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจขึ้นมา

          ระบบตอบกลับว่า “ระบบจะไม่เสิร์ฟอาหารใดๆ ให้กับลูกค้าที่นั่งอยู่บนโต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่ได้รับการจัดหามาจากระบบ”

          “เออๆ ก็ได้ๆ แกเป็นเจ้านายแล้วนี่”

          หยวนโจวบ่นเจ้าระบบอย่างไม่อ้อมค้อม ทันใดนั้นก็มีภารกิจใหม่โผล่เข้ามาในจิตใจของเขา

          [ภารกิจที่ 1] : ร่างสถิตต้องขายข้าวผัดไข่ขั้นเทพให้ได้ 100 จานภายใน 7 วัน เริ่มต้นนับถอยหลัง ณ บัดนี้ (ในฐานะสุดยอดเชฟรุ่นเล็ก มันควรเป็นเรื่องง่ายดายที่จะขายข้าวผัดไข่ให้ได้ 100 จาน)

          [รางวัลที่จะได้] : แพ็คเกจข้าวผัดไข่ระดับเทพ

          “ในแพ็คเกจนี้มีอะไรบ้าง” หยวนโจวถามเข้าประเด็น

          ระบบตอบกลับว่า “ข้าวผัดไข่ขั้นเทพ 1 จาน ไชเท้าดอง 1 จานเล็ก และซุปสาหร่าย 1 ถ้วย”

          โดยทั่วไปแล้ว ร้านอาหารไหนๆ ก็จะเสิร์ฟไชเท้าดองและซุปสาหร่ายให้ฟรีๆ แต่กระนั้นเจ้าระบบก็ยังกล้าเรียกรวมสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นแพ็คเกจ มีแค่สองอย่างเพิ่มมาเท่านั้นเอง หยวนโจวถามต่ออย่างช่างสงสัย “แล้วแพ็คเกจนี้จะขายราคาเท่าไหร่”

          ระบบตอบว่า “กรุณาทำภารกิจปัจจุบันให้เสร็จลุล่วงด้วย”

          ทันทีประโยคนี้ปรากฏขึ้น หยวนโจวก็พบว่าการนับเวลาถอยหลังของภารกิจที่ 1 ก็เริ่มต้นขึ้นทันที

          “ร้านเราเปิดวันนี้หรือเปล่าเนี่ย ฉันยังไม่ได้เตรียมป้ายร้านเลย” หยวนโจวพูดขึ้นด้วยความตกใจเมื่อเห็นระบบเริ่มนับถอยหลัง

          ระบบตอบว่า “ณ เลเวลศูนย์ คุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะแขวนป้ายร้าน”

          “แล้วคนเขาจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าฉันขายอะไรถ้าไม่มีป้ายร้าน” หยวนโจวชักเบื่อหน่ายกับการพร่ำบ่นแล้ว คำตอบของเจ้าระบบก็มีแต่ระดับความสามารถอันต่ำเตี้ยของเขา

          แต่ระบบไม่ตอบเขากลับแล้วในคราวนี้ เวลายังคงเดินถอยหลังต่อไปเรื่อยๆ หยวนโจวรู้ตัวว่าต้องรีบเข้าแล้ว

          เมื่อมองดูตัวเองแล้วเห็นว่ายังใส่เสื้อยืดแขนสั้นและกางเกงสีน้ำเงินเข้มแบบสบายๆ จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า “สงสัยต้องเปลี่ยนชุดก่อนแล้วล่ะ”

          เขากลับขึ้นไปชั้นบนและเริ่มมองหาชุดที่เหมาะสมจากตู้เสื้อผ้าของเขา ชุดยูนิฟอร์มสีขาวของพ่อครัวทั่วไปนั้นไม่ใช่สไตล์ของเขาเลย

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีตัวหนังสือเขียนว่า “โรงแรมยูนิคอร์นทองคำ” ติดอยู่บนเสื้อด้วย ชุดนี้ไม่เหมาะแน่นอน

          ในที่สุดเขาก็เจอชุดแบบฮั่นอยู่ที่ก้นตู้เสื้อผ้า มันถูกตัดมาให้พอดีกับตัวเขาสมัยที่เขาคลั่งไคล้เสื้อผ้าแบบดั้งเดิมช่วงที่เขาจบจากมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ดีไซน์ของมันนั้นเรียบง่าย มีเพียงสองชิ้นคือชิ้นบนกับชิ้นล่าง แขนเสื้อออกจะพอดีหน่อย แต่มันก็เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน สีคละกันระหว่างสีเขียวเข้มและน้ำเงินเข้ม นอกจากนี้แล้วมันยังเลอะยากและทำความสะอาดก็ง่าย

          เมื่ออยู่ในชุดฮั่นแบบดั้งเดิมแล้ว หยวนโจวก็มีกำลังใจมากขึ้นอีกโข เขายืนอยู่หน้ากระจก มองดูตัวเอง เขารู้สึกได้ถึงความสง่างามที่ปรากฏอยู่บนตัวของเขา

          เขาก้าวฉับๆ ลงไปชั้นล่าง

          หยวนโจวสูดหายใจเข้าลึกๆ เขามองไปยังครัวที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและบริเวณโถงที่แม้ดูเรียบง่ายแต่ก็หรูหรา จากนั้นเขาจึงเดินไปเปิดประตู

          ผู้คนบางตาบนถนนด้านนอกนั่น เขาถอนหายใจและบ่นกับ

ตัวเอง “เอาล่ะ ดูแล้วฉันคงต้องใช้วิธีอื่น”

          แสงแดดอุ่นๆ สาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างตึกสูงเข้ามาในร้าน มันเป็นเวลาเก้าโมงเช้า

          “หวัดดีจ้า หยวนโจว เธอเปิดกิจการวันนี้แล้วใช่มั้ย แต่งตัวซะหล่อเชียว จะไปไหนเหรอจ๊ะ” คุณถงจากร้านข้างๆ เห็นหยวนโจวทันทีที่เขาเปิดประตูออก เธอยื่นหัวออกมามองเขา แล้วถามด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าผอมๆ นั่น

          “อรุณสวัสดิ์ครับ ป้าถง ร้านอาหารจะเปิดกิจการวันนี้แล้วครับ” หยวนโจวตอบอย่างสุภาพ มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก

          คุณถงรู้สึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง “งานเปิดร้านอาหารจะดูเป็นงานเป็นการกว่านี้นะ ถ้าเธอเอากระเช้าดอกไม้สวยๆ มาแขวนไว้ที่ประตูร้านน่ะ”

          “ครับ ป้าถง ผมโทรไปบอกร้านดอกไม้เอาไว้แล้วก่อนเปิดร้านครับ อีกสักพักก็คงจะเอากระเช้ามาส่งแล้ว” สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ผู้คนบนท้องถนน หยวนโจวกำลังครุ่นคิดว่าจะขายข้าวผัดไข่อย่างไรให้ได้ถึง 100 จาน

          “เธอจะขายอาหารอะไรเหรอ นี่ฉันยังไม่ได้ทานข้าวเช้าเลยนะ” คุณถงรู้ได้จากท่าทางของหยวนโจวว่าเขากำลังกังวลกับกิจการของเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกันเธอจึงกล้าถาม

          “ผมขายแค่ข้าวผัดไข่เท่านั้นครับ” เขารู้สึกลังเลอยู่สักหน่อย หยวนโจวไม่ได้พูดถึงราคาเพื่อที่จะไม่ต้องอธิบายอะไรมากไปกว่านี้

          “ดีเลยจ้ะ ฉันชอบข้าวผัดไข่นะ เธอช่วยทำให้ฉันสักจานแล้วเอามาส่งให้ที่ร้านได้ไหมจ๊ะ” คุณถงสั่งอาหารเลยทันที เธอคิดว่าหยวนโจวเพิ่งทำธุรกิจเองเป็นครั้งแรก เขาอาจจะเขินๆ หน่อยที่จะต้องขายอาหารให้กับเธอ      

          แน่นอนว่าเธอไม่ได้ถามเรื่องราคาเลย ในความคิดของเธอ ข้าวผัดไข่จานเดียว ขายบนถนนเงียบๆ แบบนี้ ราคาคงไม่เกิน 10 หยวนหรอก

          ระบบบอกว่า “ร่างสถิตยังมีระดับความสามารถต่ำเกินไป ยังไม่สามารถจัดส่งอาหารได้ อาหารทุกจานจะต้องถูกรับประทานภายในร้านเท่านั้น”

          “เจ้าระบบ เราจะทำงานร่วมกันให้มันแฮปปี้กว่านี้ได้มั้ย ฉันจะทำธุรกิจได้ยังไงถ้าแกมีข้อแม้เยอะอย่างนี้” หน้านิ่งๆ ของหยวนโจวเปลี่ยนหน้านิ่วขึ้นมาทันที

          ระบบตอบกลับว่า “กรุณาพยายามให้ดีที่สุดในการทำภารกิจให้สำเร็จ หลังจากนั้นแล้วคุณจะสามารถปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ได้”

          “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะขายข้าวผัดไข่แสนอร่อยนี่ไม่ได้” เมื่อนึกถึงวัตถุดิบชั้นเลิศของข้าวผัดไข่ของเขาแล้ว หยวนโจวก็เรียกความมั่นใจกลับมาได้ในทันใด

          “ต้องขอโทษด้วยนะครับ ป้าถง ผมยังให้ซื้อกลับบ้านไม่ได้ครับ ผมไม่มีกล่องเตรียมไว้เลย” เขามองไปที่เธอ หยวนโจวขอโทษคุณถงเป็นการใหญ่

          “ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะอายที่จะขายอาหารให้ฉันแฮะ สงสัยจะไม่อร่อยเท่าไหร่” คุณถงคิดในใจ

          เธอยิ้มให้และตอบว่า “เอาล่ะจ้ะ ไม่เป็นไรนะ ไว้ฉันมีเวลาแล้วจะแวะไปที่ร้านและลองชิมอาหารฝีมือเธอดูนะ”

          “ครับผม ต้องขอบคุณล่วงหน้านะครับสำหรับความใส่ใจ” หยวนโจวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เขาไม่สงสัยคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย

          “นี่ใช่บ้านเลขที่ 14 ถนนเถาซี่หรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหาหยวนโจวและถามขึ้น เขาขับรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มีดอกไม้สองกระเช้าห้อยท้ายมาด้วย

          “จากร้านดอกไม้ซินซินใช่มั้ยครับ ใช่ครับ คุณมาถูกที่แล้ว”

          หยวนโจวตรวจดูกระเช้าดอกไม้ ดอกไม้ดูธรรมดาแต่ก็สดใหม่ทีเดียว เขาช่วยชายหนุ่มคนนั้นขนกระเช้าลงจากรถ

          กระเช้าดอกไม้ที่หยวนโจวสั่งมานั้นเป็นแบบที่เอามาใช้ใหม่ได้ ถ้าคุณถามเขาว่าที่ซื้อกระเช้าแบบนี้มาก็เพราะราคามันถูกกว่ากระเช้าปกติถึงครึ่งต่อครึ่งหรือเปล่า แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมรับหรอก สาเหตุที่แท้จริงนั้นก็เป็นเพราะว่ากระเช้าแบบนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าต่างหาก ทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมซิ

          “ผมจะกลับมารับกระเช้าในอีกห้าวันจากนี้นะครับ อย่าทำมันพังซะก่อนล่ะ” คนส่งดอกไม้บอกเขา แล้วก็จากไปอย่างรวดเร็วบนรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

          แม้ว่าจะไม่มีป้ายร้านแต่ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็มีหน้าร้านที่ดูรู้ว่าเป็นร้านเปิดใหม่ เมื่อมองดูร้านของเขาแล้ว หยวนโจวก็ฝันถึงวันที่ลูกค้าแห่กันมาแน่นขนัดเต็มร้าน

          แต่หยวนโจวก็ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เขาไม่รู้หรอกว่าการเริ่มต้นนั้นมันยากเย็นแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นธุรกิจที่ต้องเริ่มต้นอยากยากลำบากกว่าธุรกิจอื่นๆ แล้วใครกันจะอยากจ่ายถึงเกือบ 200 หยวนเพื่อเข้ามาในร้านอาหารเล็กๆ แล้วทานข้าวผัดไข่กันนะ

ลูกค้ารายแรก

หิวแล้ว” ซุนหมิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้นนัก เขาเร่งให้หยวนโจวทำข้าวผัดไข่ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ ร้านอย่างพินิจพิเคราะห์

          มันเป็นห้องขนาดเพียง 30 ตารางเมตรเท่านั้น ตกแต่งธรรมดาๆ เขามองดูที่เมนูและเห็นราคาอาหารอยู่ข้างหลัง มันมีเพียงเมนูเดียวจริงๆ ด้วย ข้าวผัดไข่เขียนเอาไว้บนกระดานไม้ แต่ราคาที่แสดงอยู่บนกระดานไม้นั้นทำเอาซุนหมิงคิดว่าตัวเองไม่ได้เข้ามาในร้านอาหารธรรมดาๆ

          เขามองไปรอบร้านในทันทีแล้วหันกลับมามองที่ราคาอาหาร

อีกครั้ง ราคาก็ยังเหมือนเดิม ข้าวผัดไข่ 188 หยวน

          หลังจากนั่งคิดอยู่สักพัก ซุนหมิงก็คิดว่าเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

          “ฮ่า ฮ่า ฮ่า หยวนโจว นายตั้งราคาผิดป่าววะ” ซุนหมิงพูดไปยิ้มไปให้กับหยวนโจวที่กำลังง่วนอยู่ในครัว

          ตอนนั้นเองที่หยวนโจวทำข้าวผัดไข่เสร็จพอดี เขาวางอาหารลงตรงหน้าซุนหมิงแล้วมองดูที่ราคา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถูกแล้วเว้ย ราคาเท่านั้นแหละ”

          ซุนหมิงอารมณ์เสียขึ้นมาทันที หยวนโจวกลายเป็นคนประเภทไหนไปแล้วเนี่ย ในฐานะเพื่อนสนิท เขามาที่นี่เพื่อช่วยกิจการของ

เพื่อนแท้ๆ ดูเหมือนว่าไอ้หมอนี่กะจะตุ๋นเขาเสียแล้ว ข้าวผัดไข่จานเดียวราคา 188 หยวนเนี่ยนะ มันล้อเล่นหรือเปล่าวะ

          เอาเถอะ ช่างหัวมัน เราอาจจะรู้จักหน้าค่าตาแต่ไม่รู้จักหัวจิตหัวใจของเขาก็ได้ เขาตัดสินใจเลิกคบกับหยวนโจวแล้ว แต่ในเมื่อเขารับปากไปแล้วว่าจะจ่ายค่าอาหาร เขารู้สึกไม่สะดวกใจนักที่จะลุกออกจากร้านไปเลย สิ่งที่เขาทำได้คือนั่งทานอาหารเสียก่อน

          มันเป็นเช้าวันพฤหัส ผู้คนส่วนใหญ่ไปทำงานกัน ช่วงนี้คงจะยังไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่เป็นแน่

          อย่างน้อยๆ หยวนโจวก็เคยทำงานในครัวของโรงแรมระดับสามดาวมาก่อน แม้ว่ามันจะแตกต่างจากร้านอาหารเล็กๆ ของเขาอยู่มาก แต่ช่วงเวลาเร่งด่วนก็ดูจะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก เขารู้ได้อย่างแน่นอนว่าในเวลานี้คงจะไม่มีลูกค้า

          หยวนโจวหันกลับแล้วเดินเข้าไปในร้าน เขาเดินไปรอบๆ ครัวและพบว่ามีปุ่มสีแดงอยู่ในจุดลับสายตา

          “เจ้าระบบ นี่มันปุ่มอะไรอะ” หยวนโจวจำได้แม่นว่าไม่มีปุ่มแบบนี้ในครัวของเขาก่อนหน้านี้แน่ๆ

          ระบบบอกว่า “มันคือปุ่มสำหรับการพักผ่อน”

          “ง่ายๆ ตรงๆ แบบนี้เลยรึ” หยวนโจวกดปุ่มนั้นขณะที่ปากก็บ่นเจ้าระบบไปเหมือนทุกที

          เสียงครืดเบาๆ ดังขึ้นแล้วก็มีเก้าอี้โผล่ขึ้นมาตรงกลางร้าน มันดูธรรมดาเอามาก เหมือนกับเก้าอี้ไม้สี่เหลี่ยมที่ใช้กันทั่วไป ที่จะต่างออกไปบ้างก็คือขาเก้าอี้ที่ห่อหุ้มด้วยโลหะที่ปลายขา ให้อารมณ์เหมือนหนังไซไฟ

          หยวนโจวหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ด้วยความอยากรู้แต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรแตกต่าง มันก็รู้สึกดีและนั่งสบายกว่าเก้าอี้ทั่วไป เมื่อเขาค่อยๆ ยืดขาออกก็พบว่าเก้าอี้ตัวนี้เคลื่อนที่ได้ด้วย นอกจากนี้แล้ว เจ้าเก้าอี้เคลื่อนที่ได้ตัวนี้ไม่มีส่งเสียงอะไรออกมาเลย หยวนโจวเล่นกับเก้าอี้ตัวนี้อย่างมีความสุข ราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่

          อารมณ์ดีของเขาอยู่ได้ไม่นานนักเมื่อเขาพบว่ามันเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงครึ่งแล้ว และฝูงคนบนถนนด้านนอกร้านก็เริ่มจะหนาตามากขึ้น

          บางคนมองมาที่ร้านอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดจะเดินเข้ามาข้างใน หยวนโจวชักจะเริ่มกังวลแล้วซิ

          เวลาประมาณเที่ยงยี่สิบนาที คนที่เดินอยู่ด้านนอกก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นไปอีก แต่ก็ยังไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย ไม่มีใครสนใจแม้กระทั่งจะถามราคาอาหารด้วยซ้ำ

          นี่ทำให้หยวนโจวกังวลมากขึ้นกว่าเดิม เขาเดินไปที่ประตูแล้วมองออกไปข้างนอก มีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเปิดใหม่บนถนนสายนี้เช่นกัน เมื่อวานนี้เขาตื่นแต่เช้าเลยไม่ทันสังเกตเห็น แต่วันนี้ป้ายร้านสีเขียวนั้นดูสะดุดตาไม่น้อยเลย

          พวกเขาขายดีใช่ย่อยเลย เมื่อมองผ่านกระจกร้านเขาก็เห็นว่าไม่มีที่นั่งว่างเลย แต่ถึงอย่างนั้นคนที่อยู่ด้านนอกก็ยังเดินเข้าร้านไม่ขาดสาย

          “ฟาสต์ฟู้ดนี่มันวิเศษตรงไหนกัน ต้องอาหารของฉันนี่ ใช้แต่ของดีๆ ทั้งนั้น” เขาบ่นพึมพำแล้วเดินกลับเข้าไปในร้าน

          “กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”

          เสียงโทรศัพท์ดังบาดหูทำลายความเงียบภายในร้าน

          หยวนโจวรับสายและพบว่าคนที่โทรมาคือซุนหมิงนั่นเอง

          ซุนหมิงคือเพื่อนคนแรกของเขานับตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงาน เขาเป็นคนรักเพื่อนมากและมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างกินดีอยู่ดี เขาเข้ากันได้ดีกับหยวนโจวที่เป็นคนไม่ค่อยพูดมากนัก

          เขาเพิ่งจะได้อ้าปากพูดว่า “หวัดดี” เท่านั้นตอนที่คำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

          “หยวนโจว นายเป็นอะไรของนายวะ ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะจัดงานเลี้ยงส่งน่ะ นายยังไม่ได้นัดวันเวลากับฉันเลยนะ”

          “โทษทีวะ ฉันยุ่งมากเลยจนไม่ทันได้บอกนายว่าฉันจะไม่ย้ายไปไหนแล้ว ฉันทำร้านใหม่และตอนนี้ก็กำลังเปิดร้านใหม่พอดีเลย”

หลังจากถูกเตือนความจำ หยวนโจวก็จำได้ว่าซุนหมิงตั้งใจจะเลี้ยงส่งเขาก่อนที่เขาจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เขามัวแต่ตกใจกับเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ที่เจ้าระบบมอบให้ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ จนเกือบลืมเรื่องเลี้ยงส่งนี่ไปเลย

          ซุนหมิงให้อภัยในความสะเพร่าหลังจากหยวนโจวขอโทษเขาเป็นการใหญ่

          “ทำไมนายไม่บอกฉันเรื่องร้านใหม่ของนายหน่อย ฉันจะได้แวะไปหาและเป็นลูกค้าคนแรกของนายไง” ซุนหมิงสอบสวนเขาด้วยความไม่สบอารมณ์นัก

          “ฉันก็ว่าจะบอกนายอยู่พอดี วันนี้เปิดร้านวันแรกน่ะ มันก็ยุ่งๆ หน่อย”

          “เข้าใจละ รออยู่ที่นั่นแหละ เดี๋ยวฉันจะส่งกระเช้าดอกไม้สักสองใบไปแสดงความยินดี ว่าแต่นายเปิดกิจการอะไรวะ”

          “ก็เป็นร้านอาหาร...”

          ซุนหมิงขัดจังหวะหยวนโจวขึ้นมาทันที แล้วพูดแทรกขึ้นมาว่า “ฉันจะแวะไปร้านของนายเพื่อกินข้าวเย็นนะ จะได้ช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้นายด้วย”

          “นายมั่นใจได้เลยว่าฉันใช้แต่ของดีๆ ทั้งนั้น แต่ราคาสูงหน่อยนะ”

          “เพื่อนกันไม่ต้องพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ หรอก ร้านเล็กๆ ของนายจะแพงสักแค่ไหนเชียว รอฉันไปหาคืนนี้นะ” จากนั้นซุนหมิงก็วางสายไป

“บางทีวิธีนี้อาจจะเวิร์คก็ได้แฮะ”

          หยวนโจวเริ่มจะมีไอเดียอะไรบางอย่างหลังจากได้คุยกับซุนหมิง

          เมื่อกลับมาที่ครัว หยวนโจวก็ลงมือทำข้าวผัดไข่อีกครั้ง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วเขาจึงเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอนต่างๆ และแล้วข้าวผัดไข่

สีเหลืองทองก็พร้อมทานในเวลาเพียงชั่วอึดใจ

          “ยังอร่อยเหมือนครั้งแรกเป๊ะเลย”

          ลิ้นของเขายังคงได้รับความหฤหรรษ์แห่งรสชาติเหมือนเช่นเคย หยวนโจวจึงเริ่มทำอีกจานหนึ่งทันทีที่เขาทานอาหารของเขาเสร็จ

          ใช่แล้ว ไอเดียที่หยวนโจวมีก็คือเขาสามารถกินได้อีกหลายจานเลยกว่าจะได้เสิร์ฟเพื่อนของเขา อย่างเลวที่สุดเขาก็แค่ต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตัวเขาเอง เพื่อที่จะได้รับรางวัลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หยวนโจวต้องเสียสละมากมายเสียจริง

          หากแต่ความฝันนั้นย่อมหอมหวาน ส่วนความจริงบางครั้งกลับขมขื่น เจ้าระบบกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

          ระบบบอกว่า “ลูกค้าแต่ละท่านสามารถทานได้เพียงคนละจานเท่านั้น”

          “ปริมาณของแต่ละจานมันไม่เยอะเลยนะ แล้วถ้าลูกค้าทาน

ไม่อิ่มและอยากสั่งเพิ่มล่ะ ต้องทำยังไงล่ะนั่น” หยวนโจวรู้สึกว่าเจ้าระบบนี่พยายามสร้างปัญหาให้เขาทุกทาง มันพยายามป้องกันไม่ให้ใครก็ตามหาช่องว่างของระบบได้เลย

          ระบบบอกว่า “ในฐานะที่จะเป็นสุดยอดเชฟให้ได้ กฎระเบียบและการควบคุมบางอย่างถือเป็นสิ่งจำเป็น”

          หยวนโจวพูดได้เพียง “เออ นายพูดถูกแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะตอบโต้ละ”

          เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าเวลาค่ำจะมาถึง ขณะที่หยวนโจวและเจ้าระบบต่างท้าทายสติปัญญากันไปมา

          “หยวนโจว นี่รีบมากเลยใช่มั้ยเนี่ย ขนาดป้ายร้านยังไม่มีเลย” ซุนหมิงกระเซ้าหยวนโจวหลังจากเขาจอดรถเสร็จและวางกระเช้าดอกไม้ไว้ที่ประตู

          “นายเองรึนั่น พูดจาแบบนี้คงไม่ใช่ใครที่ไหน”

          หยวนโจวตรงไปหาและพาเขาไปนั่งบนเก้าอี้สูง เมื่อเขามองไปด้านหลังซุนหมิงเขาไม่เห็นใครอื่น ทำเอาเขารู้สึกผิดหวังเล็กๆ

          “วันนี้ฉันรีบหน่อยน่ะก็เลยมาคนเดียว ไว้คราวหน้าฉันจะพาเพื่อนๆ มาร้านนายนะ”

          ซุนหมิงมองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้น “ที่นี่ดูหรูหราไม่เบานะ ทำไมมีที่นั่งไม่กี่ที่เอง แต่เอาเหอะ ทำอาหารที่อร่อยที่สุดของนายมาให้ฉันกินที่ซิ”

          “เรามาตกลงกันก่อน อาหารนี่จะต้องเป็นจานเด็ดที่สุดที่นายมีเลยนะ เราเป็นเพื่อนกันก็จริงแต่ตอนนี้ฉันเป็นลูกค้าของนาย เอาอาหารที่แพงที่สุดของนายมาเลย ไม่ต้องห่วง ฉันจ่ายนายแน่นอน” ซุนหมิง

กล่าวแสดงความใจกว้างด้วยท่าทางของเจ้าของที่ดินท้องถิ่นผู้มีกะตังค์

          “โอเค แต่ตอนนี้ฉันมีแต่ข้าวผัดไข่เท่านั้นแหละ ฉันจะทำให้นายที่นึงนะ...” เมื่อซุนหมิงพูดเช่นนั้น เขาจึงยิ้มและตอบกลับ

          ก่อนที่คำว่า “ฉันเลี้ยงเอง” จะหลุดออกมาจากปากของเขา เขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเจ้าระบบอีกครั้ง

          ระบบบอกว่า “ทุกคนที่เข้ามาในร้านคือลูกค้า กรุณาเก็บ

ค่าอาหารเท่ากันทุกคนด้วย”

          หยวนโจวชูนิ้วกลางให้เจ้าระบบอยู่ในใจ เจ้าระบบนี่มันก็หน้าเงินเหมือนกันแฮะ

          “โอเค ได้ ข้าวผัดไข่ เร็วๆ เลย ฉัน

เสน่ห์แห่งข้าวผัดไข่ขั้นเทพ

          ดูจากสีหน้าของซุนหมิงแล้ว หยวนโจวรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่พอใจเรื่องราคาข้าวผัดไข่แน่ๆ แต่เมื่อเขาได้รู้เบื้องหลังของอาหารจานนี้แล้ว หยวนโจวยังอยากจะเพิ่มศูนย์เข้าไปต่อท้ายราคา 188 นั่น หรือไม่งั้นก็เปลี่ยนสกุลเงินเป็นปอนด์หรือดอลลาร์ไปเลย

          ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่พยายามอธิบายอะไรอีก ได้แต่ออกท่าทางเชื้อเชิญให้ซุนหมิงกินอาหารนั่นก่อนที่มันจะเย็นชืดไปเสียก่อน

          ไม่ทันที่ซุนหมิงจะนั่งลงดี กลิ่นหอมๆ ของเจ้าข้าวผัดไข่จานนี้ก็ถลาเข้าไปในจมูกของเขา เขาบอกถึงความแตกต่างได้ทันที กลิ่นนี้ไม่มีกลิ่นของน้ำมันหืนๆ เหมือนข้าวผัดทั่วไป ตรงกันข้าม มันกลับมีกลิ่นหอมอ่อนบางกรุ่นอยู่ ที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดคือเขามองไม่เห็นไข่ในข้าวผัดไข่จานนี้เลย พอมองใกล้ๆ แล้วเขาจึงเห็นว่าไข่นั้นห่อเมล็ดข้าวเอาไว้ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ข้าวเปลี่ยนสีจากสีข้าวปกติเป็นสีเหลืองทองอร่าม

          ซุนหมิงตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็น เขาได้พบกับหยวนโจวช่วงที่หยวนโจวทำงานในครัวของโรงแรมระดับสามดาว ซุนหมิงยังเป็นคนรักการกินอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พ่อแม่ของเขาก็ไม่อนุญาตให้เขาเป็นเชฟ เขาจำต้องเรียนให้จบเสียก่อน เมื่อนั้นเองที่เขาเลือกเดินเข้าสู่ครัวของโรงแรมแห่งนั้นโดยไม่ต้องคิดนานเลย แต่ฝีมือการทำอาหารของเขาไม่ดีเท่าไหร่นัก สุดท้ายแล้วเขาจึงกลายเป็นนักกินตัวยง และหลังจากนั้นก็เปิดร้านขายเสื้อผ้าซึ่งประสบความสำเร็จพอตัวทีเดียว

          “นี่มัน...” เมื่อเขาตักข้าวผัดขึ้นมาหนึ่งช้อน ความขุ่นเคืองในแววตาของซุนหมิงก็เจือจางลง

          หยวนโจวสำเร็จวิชาทำข้าวผัดไข่ถึงจุดที่ไข่นั้นห่อหุ้มเอาเมล็ดข้าวไว้ทั้งหมด ซุนหมิงเชื่อแล้วว่าเพื่อนของเขามีฝีมือในการทำอาหารไม่เบาเลย ความอยากรู้ของเขาถูกปลุกเร้าขึ้นมาในบัดดล

          เขาส่งข้าวช้อนแรกเข้าปาก ไข่ที่อ่อนนุ่มห่มเมล็ดข้าวที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป กลิ่นหอมบางๆ จากข้าวและไข่ผสานเข้ากันได้อย่างดิบดี กลิ่นหอมที่แตกต่างนี้ผสมเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด สร้างให้เกิดรสชาติที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองที่ไหนมาก่อน

          พระเจ้า ข้าวผัดไข่มันอร่อยได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย

          ขณะยังเคี้ยวข้าวผัดอยู่ในปาก ซุนหมิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกรรมการผู้หญิงในหนังเรื่อง “คนเล็กกุ๊กเทวดา” ที่นำแสดงโดยโจวซิงฉือ ที่อิ่มเอมไปกับความเอร็ดอร่อยของเมนูข้าวหมูแดงกับไข่ลวก ซุนหมิงก็กำลังอิ่มเอมไปกับข้าวผัดไข่นี้อยู่เช่นกัน

          ความรู้สึกที่เหมือนถูกโกงตอนแรกนั้นมลายหายไปสิ้น ตอนนี้เขามีเพียงข้าวผัดไข่แสนอร่อยอยู่ในใจ ในดวงตา และในปากของเขา

          กิน กินเข้าไปอีกซี่

          ซุนหมิงรู้สึกว่าราคา 188 หยวนเป็นราคาที่ยุติธรรมทีเดียว

          ไม่ซิ

          เขากลับรู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายได้ด้วยซ้ำแม้ว่าต้องจ่ายด้วยราคาสูงขนาดนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาค้นพบว่า ข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ จะอร่อยได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้

          คำต่อคำ ซุนหมิงหยุดปากไม่ได้เลย เขาไม่ลืมที่จะยกนิ้วให้หยวนโจวผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขาเพื่อแสดงความชื่นชม สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะอะไร ก็เพราะในปากของเขายังเต็มไปด้วยข้าวผัดไข่ แถมเขายังไม่อยากเสียเวลาพูดอีกต่างหาก เขาจึงได้แต่ยกนิ้วให้เพื่อแสดงถึงความรู้สึกจากหัวใจ

          หยวนโจวพยักหน้ารับอย่างสงบเสงี่ยมด้วยท่าทีที่ไม่แสดงความรู้สึกใด ราวกับว่านี่คือสิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้อยู่แล้ว

          จนเมื่อจานถูกเลียจนเกลี้ยงเกลาราวกับถูกล้างมาใหม่ๆ เมื่อนั้นแหละซุนหมิงถึงจะยอมเปิดปากพูด

          “นี่คือข้าวผัดไข่ใช่มั้ย”

          “เออ ก็อย่างที่นายเห็นนั่นแหละ มันคือข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ ก็แค่อร่อยกว่าร้านอื่นๆ นิดหน่อยเท่านั้นแหละ” หยวนโจวตอบด้วยท่าทางเฉยๆ เหมือนกับว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว

          “ฝีมือขนาดนี้เทียบเท่าระดับห้าดาวเลยนะเนี่ย แต่ว่าฉันก็ไม่เคยกินอาหารระดับห้าดาวหรอกนะ นายไปเรียนรู้วิชานี้มาจากหัวหน้าเชฟของโรงแรมห้าดาวมาเหรอ” ซุนหมิงเดาไปทั่วขณะที่เขามองหยวนโจวด้วยความสนใจใคร่รู้

          “ไม่ใช่แน่ๆ เป็นไปไม่ได้ พ่อเฒ่านั่นถนัดอาหารสไตล์เจียงสู ถ้าเขาจะทำข้าวผัดไข่ก็จะต้องเป็นข้าวผัดหยางโจว แต่ของนายนี่ใส่แต่ไข่กับข้าวเท่านั้นใช่มั้ย”

          ซุนหมิงผันตัวมาเป็น เชอร์ล็อก ซุน ในทันที แล้วเริ่มเดาสุ่มไปทั่ว หยวนโจวเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ เขา มองดูเขา เก็บอาการแน่นิ่งสมกับเป็นคนมีพรสวรรค์

          เขาก็สามารถเก๊กขรึมได้ไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย

          หลังจากเดาผิดไปหลายที ซุนหมิงก็หันมามองที่จานเปล่าและพูดขึ้นว่า “เอาเหอะ ช่างมัน ฉันอยากกินอีกจานแฮะ จานนี้มันเล็กไปหน่อย ปริมาณแค่พอถมขี้ฟันได้เท่านั้นเอง”

          “โทษทีวะเพื่อน ลูกค้าแต่ละคนสั่งได้แค่จานเดียวต่อครั้งเท่านั้น” หยวนโจวยักไหล่และตอบด้วยความรู้สึกผิด

          “เฮ้ย เราเพื่อนซี้กันนะเฟ้ย ไปทำมาอีกจานเร็วๆ เลย” ซุนหมิงรุกเร้า เขาลืมไปว่าก่อนหน้านี้ยังคิดจะเลิกคบกันอยู่เลย

          “เราเป็นเพื่อนกันก็จริงนะ ซุนหมิง แต่ไม่ก็คือไม่วะ มันเป็นกฎของร้านฉัน แต่ฉันเลี้ยงเคบับแกจากร้านข้างนอกนั้นได้อยู่นะ” หยวนโจวปฏิเสธอย่างแน่วแน่อีกครั้งหนึ่ง

          “ได้กินข้าวผัดไข่นี่แล้วใครจะไปอยากกินเคบับเนื้อย่างกันเล่า ทำมาให้ฉันอีกที่เถอะนะ” ซุนหมิงยังคงพยายามโน้มน้าวหยวนโจวให้ใจอ่อนอย่างมีความหวัง แต่เมื่อเขาเห็นว่าเพื่อนยังคงส่ายหน้าอยู่อย่างนั้น เขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เขาพูดต่อ “ฉันเรียกแกว่าพี่ชายเลยดีมั้ย หรือเรียกว่าปู่ก็ได้ นายก็รู้นี่ เรื่องกินนี่เรื่องโปรดฉันเลยนา”

          ได้ยินแบบนี้แล้วหยวนโจวจึงเอ่ยถามเจ้าระบบอยู่ในใจ “นี่ไม่ได้จริงๆ เลยเหรอ นี่มันเพื่อนรักฉันเลยนะเฟ้ย”

          ระบบตอบว่า “กฎย่อมต้องเป็นกฎ”

          ที่สุดแล้วหยวนโจวก็มองไปที่หน้าตาเว้าวอนของซุนหมิงแล้วพูดขึ้นว่า “เรามันซี้เหมือนพี่น้องกัน ขออย่าแหกกฎของร้านฉันเลยนะ วันนี้ก็เพิ่งเปิดร้านวันแรก ตามฉันมา ให้ฉันเลี้ยงอย่างอื่นนายแทน ชดใช้ให้กับท้องว่างๆ ของนายก็แล้วกัน”

          เมื่อเห็นว่าหยวนโจวแน่วแน่ขนาดนี้ ซุนหมิงก็ต้องศิโรราบ “ช่างมันเถอะ ฉันกินอย่างอื่นไม่ลงหรอกหลังจากที่กินข้าวผัดไข่ของนายเข้าไป ว่าแต่พรุ่งนี้เปิดร้านกี่โมงวะ ฉันจะมาแต่เช้าเลย”

          “เก้าโมงครึ่ง นายอยากจะพักที่นี่ก่อนมั้ยล่ะ” หยวนโจวถามเมื่อเห็นว่าซุนหมิงกำลังจะไป

          “ถ้านายจะไม่ทำให้ฉันอีกจานนะ ฉันกลับไปนอนแล้วพรุ่งนี้จะได้มาแต่เช้าดีกว่า” ซุนหมิงพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าตัวเอง

          “เพื่อนเอ๊ย เข้าใจฉันหน่อยนะ ฉันจะชดใช้ให้ในอนาคตนะ” หยวนโจวทำอะไรกับเจ้าระบบแสนขี้เหนียวไม่ได้เลย จึงได้แต่พูดออกไปแบบนั้น

          พอได้ยินคำอธิบายเช่นนั้น ซุนหมิงก็เข้าใจว่าเพื่อนเขามีฝีมือมากขนาดนี้ย่อมต้องมีกฎบ้างเป็นธรรมดา นอกจากนี้แล้ว คนมีฝีมือก็มักจะมีอะไรแปลกๆ ในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะพ่อครัวที่สามารถทำอาหารได้อร่อยอย่างน่าอัศจรรย์เช่นนี้

          เมื่อคิดตกแล้วซุนหมิงก็ไม่รู้สึกติดใจอะไรกับเรื่องนี้อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีไอเดียดีๆ อีกด้วย สุภาษิตที่ว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” หรือคำพูดที่ว่า “เพื่อนของคนตะกละย่อมเป็นคนตะกละเช่นกัน” นั้นใช้ได้ดีกับซุนหมิง

          ซุนหมิงตัดสินใจจะพาเพื่อนๆ มาชิมข้าวผัดไข่ในวันพรุ่งนี้ เหตุผลก็เพราะอยากให้พวกเขาได้กินข้าวผัดไข่ที่อร่อยที่สุดในสามโลก ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาจะอดกินจานที่สองหรอกนะ ซุนหมิงเป็นคนนิสัยแย่ขนาดนั้นได้ยังไงกัน

          เมื่อเขาคิดถึงปฏิกิริยาของเพื่อนๆ หลังจากได้ทานจานแรกเข้าไปแล้ว แต่ไม่สามารถสั่งจานที่สองเพิ่มได้ ซุนหมิงก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนดีจริงๆ จากนั้นเขาจึงโบกมือลาหยวนโจวแล้วกลับไปขึ้นรถของเขา

          เขามองดูซุนหมิงขับรถหายไปในแสงสลัวของค่ำคืน หยวนโจวกลับเข้ามาในร้าน คนเดินถนนบางตาลงทุกที หยวนโจวจึงเก็บกระเช้าดอกไม้เข้าไปในร้านแล้วปิดประตู

          เขากลับมาที่ครัวและเตรียมที่จะล้างจานชามใช้แล้วที่กองสุมกันอยู่ เขาเริ่มคิดถึงความจำเป็นที่อาจจะต้องจ้างคนล้างจานเอาไว้ เขาจะมาล้างจานระหว่างที่ต้องทำอาหารและเสิร์ฟลูกค้าไปด้วยไม่ได้

          แต่การจ้างคนเพิ่มย่อมหมายถึงการต้องจ่ายเงินออกเพิ่ม และการจ่ายเงินออกนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายในโลกที่หยวนโจวอยากทำ

          “เจ้าระบบ ลองดูที่มือฉันนี่ซิ” หยวนโจวพูดกับเจ้าระบบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

          เมื่อหยวนโจวเห็นว่าระบบไม่ยอมตอบ เขาจึงพูดต่อว่า “แกน่าจะรู้นะว่าฉันไม่มีสตางค์ จะไปจ้างคนล้างจานมายังไงไหว ถ้าเกิดวันนึงมีลูกค้าเยอะขึ้นมา การทำอาหารก็จะถูกขัดจังหวะจากการล้างจาน และจะกระทบมาถึงชื่อเสียงของร้านได้นะ สิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ แกเคยเห็นสุดยอดเชฟที่ไหนเขาล้างจานเองบ้าง ห๊ะ”

          หยวนโจวยืนอยู่ตรงอ่าง ถือชามอยู่ในมือ เขาพล่ามบ่นอยู่ในใจชุดใหญ่ถึงการที่การล้างจานจะกระทบต่อการเป็นสุดยอดเชฟ ห้านาทีต่อมาเจ้าระบบจึงตอบกลับ

          ระบบบอกว่า “ระบบได้จัดหาเครื่องล้างจานอัตโนมัติมาให้แล้ว ร่างสถิตกรุณาตรวจสอบดูด้วย”

          “ฉันไม่ต้องล้างจานชามเองอีกแล้ว” หยวนโจวมองหาเครื่องล้างจานในครัวอย่างมีความสุข

          กล่องสีดำๆ ที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลยเมื่อเช้านี้ จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างหม้อหุงข้าว มันใหญ่พอๆ กับโน้ตบุ๊คและดูเหมือนกล่องดำๆ ที่มีพื้นผิวราบเรียบ แต่ไม่ยักกะมีสวิตช์อยู่ตรงไหนเลย

          เมื่อมองดูรอบๆ กล่องดำนี้จนทั่ว หยวนโจวก็ยื่นมือออกไปสัมผัสมัน ตรวจดูว่ามันมีความพิเศษตรงไหนบ้าง ตอนนั้นเองที่กล่องเปิดออกเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นที่ว่างสีขาวภายใน หยวนโจวลองเอาจานที่ซุนหมิงเพิ่งใช้เมื่อกี้ใส่เข้าไปข้างใน จากนั้นกล่องก็ปิดลงอัตโนมัติ ไม่เกินสามวินาทีจานใบนั้นก็เผยโฉมขึ้นอีกครั้งอยู่ภายในกล่อง มันสะอาดเอี่ยมเปล่งประกายเหมือนใหม่

          “สะดวกสุดๆ เลยแฮะ นี่มันเทคโนโลยีไซไฟชัดๆ”

          หยวนโจวเอาจานเก็บเข้าที่แล้วกลับขึ้นไปชั้นบนเตรียมตัวเข้านอน แม้ว่าวันนี้จะมีลูกค้าเพียงแค่รายเดียว แต่เขาก็เชื่ออย่างเต็มอกได้อย่างนึงว่า ข้าวผัดไข่ของเขานั้นเป็นระดับเทพจริงๆ และใครที่ได้ลองกินแล้วจะไม่มีวันลืมรสชาติจริงๆ

          ขณะที่เอนกายอยู่บนเตียง หยวนโจวคลิกไปที่แผงควบคุมภารกิจและพบว่า ข้าวผัดไข่ที่เขากินไปนั้นไม่ถูกนับในภารกิจนี้ เขายังคงเหลืออีก 99 จานที่จะต้องขายให้ได้