ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

แหล่งรวมพล คนชั้นเซียน 天火大道

ผู้แต่ง 唐家三少
ผู้แปล ลภัสรดา
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เทียนหัวต้าเต้า เป็นถนนที่มีความยาว 2048 เมตร ในนี้มีร้านค้า 168 ร้านค้า เจ้าของร้านค้าแต่ละร้านต่างก็เป็นคนที่มีพลังอำนาจลึกลับ, นามกร: ซุส เป็นชื่อเรียกของหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มทหารรับจ้างทั้งหมด เขาเปิดร้านจิวเวอรี่ที่นี่หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ในถนนแห่งนี้ ใครๆก็เรียกเขาว่า 'จูเป่าซือ' (่jewelry master)

บทนำ

天火大道

Author: 唐家三少

Translator: ลภัสรดา/ เป่าเหอ/ อริยะ

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

แนะนำนักเขียน: ถังเจียซานเส้า

- เป็นนักเขียนที่รายได้สูงที่สุดของนักเขียนจีน ในปี 2012, 2013, 2014, 2016

- เคยได้รับกินเนสบุ๊คส์ เรคคอร์ดว่า เป็นคนเดียวที่เขียนหนังสือติดต่อกัน 86 เดือนไม่หยุด

 

คำโปรย

เทียนหัวต้าเต้า เป็นถนนที่มีความยาว 2048 เมตร ในนี้มีร้านค้า 168 ร้านค้า เจ้าของร้านค้าแต่ละร้านต่างก็เป็นคนที่มีพลังอำนาจลึกลับ, นามกร: ซุส เป็นชื่อเรียกของหัวหน้าใหญ่ของกลุ่มทหารรับจ้างทั้งหมด เขาเปิดร้านจิวเวอรี่ที่นี่หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ในถนนแห่งนี้ ใครๆก็เรียกเขาว่า 'จูเป่าซือ' (่jewelry master)

 

*** เรื่องนี้เป็นหนังสือทดลองอ่าน ผมอาจแปลไม่จบนะครับ ดังนั้นจะไม่ติดเพชรอย่างเป็นทางการ จะแปลแลกหมูให้อ่านฟรีไปเรื่อยๆ แต่ถ้าใครใคร่อยากจะสนับสนุนเพชรก็ Donate ได้เพราะผมติดไว้สองอย่างทั้งเพชรและหมู ใครไม่สะดวกก็ใช้หมูอ่านฟรีได้ครับ เอาที่สบายใจ***

เรื่องนี้ขายเป็นรายตอนอย่างเดียว ไม่ทำอีบุ๊คและหนังสือครับ

สารบัญ

ร้านอัญมณีของซูส

แสงเจิดจ้าสว่างวาบขึ้นไกลลิบ

เริ่มแรกมันเป็นเพียงจุดเล็กๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเส้น เมื่อเส้นรังสีนั้นประทุเต็มอัตรา ลำแสงนั้นก็เจิดจ้าขึ้น สว่างไสว โดดเด่นเสียจนไม่อาจละสายตา เฉิดฉายราวกับว่ารัศมีของมันสามารถอาบและหล่อเลี้ยงไปทั่วทุกอณูบนผืนพิภพนี้ แต่ในขณะเดียวกัน อานุภาพของมันก็สามารถทำลายล้างโลกใบนี้ทั้งหมดให้เป็นจุณได้ ในชั่วพริบตาเดียว

จักรวาลอันกว้างใหญ่ เป็นอนันต์และไร้ขอบเขต

เบื้องหลังแสงสว่างอันเจิดจ้า มีความมืดมิดซ่อนตัวอยู่อย่างแยบคายเสมอ

เมื่อเพ่งมองไปยังแสงสว่างอันเป็นอนันต์ที่ฉายฉาบอยู่บนท้องฟ้าเบื้องหน้า เขาก็หัวเราะออกมา

“ลาก่อน เฮร่า”

เงามืดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นข้างหลังชายหนุ่ม เขาค่อยๆ ก้าวถอยหลัง เร้นกายกลืนหายไปอย่างเงียบเชียบกับเงานั้น เงาดำสว่างวาบขึ้น ในชั่วพริบตา มันก็อันตรธานและออกเดินทางไปไกลแสนไกล

ณ ดาวสกายไฟร์ เมืองสกายไฟร์ ถนนสกายไฟร์

ตรอกอันเลื่องชื่อนี้ไม่อนุญาตให้พาหนะหรือหุ่นยนต์ใดผ่าน ไม่ต้องพูดถึงพวกหุ่นรบ แม้แต่หน่วยลาดตระเวนยังต้องเดินเท้าเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยแทน ซึ่งเป็นวิธีการที่ดูโบราณคร่ำครึที่สุด เพราะถนนสายนี้เป็นทางสัญจรของเหล่าชนชั้นสูง ซึ่งถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในโลกที่ล้ำยุคด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง

ก้อนหินสดใหม่ถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ 2,048 เมตรของตรอกนี้ บรรดาอาคารน้อยใหญ่ที่ขนาบสองข้างทางล้วนแล้วแต่มีรูปทรงแตกต่างกันออกไป แต่ทุกๆ อาคารต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ทั้งอาคารทรงแหลมแบบกอธิคจากฝรั่งเศส อาคารที่ประดับประดาไปด้วยหยกแกะสลักล้ำค่าแบบจีนโบราณ หรือแม้แต่อาคารทรงโรมัน

ถนนสายนี้ ดูเหมือนจะเรียบง่ายไร้ซึ่งเทคโนโลยีชั้นสูงใดๆ ถูกตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ในพื้นที่ซึ่งเรียกได้ว่าเจริญที่สุดของเมืองสกายไฟร์ จากการคาดเดาคร่าวๆ ที่นี่ พื้นที่ทุกตารางเมตรล้วนมีราคาค่างวดไม่ต่ำกว่าราคาของหนึ่งในรถเหาะรุ่นล่าสุดและดีเยี่ยมที่สุด อย่างเช่นรถเหาะไมเคลี่ รุ่น P-12 ที่สามารถขับเคลื่อนได้แม้ในสถานที่ซึ่งมีชั้นบรรยากาศหนาแน่น

ณ ใจกลางของถนนสกายไฟร์ มีร้านเล็กๆ ไม่โดดเด่น สะดุดตาตั้งอยู่ ส่วนหนึ่งที่ขับให้ร้านดู ‘เล็กกระจ้อยร่อย’ มาจากอาคารและสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่แข่งกันอวดโฉมอยู่รายรอบ ด้านหน้าของร้านกว้างเพียง 17 เมตร ถูกออกแบบอย่างปราณีตให้เข้ากันได้อย่างลงตัวระหว่างความหรูหรา ความคลาสสิค และความเรียบง่ายแบบนีโอคลาสสิค ผนังสีน้ำเงินเข้มวาววับราวกับกระจก หน้าต่างโชว์สินค้าหน้าร้านสีสันสดใส เผยให้เห็นอัญมณีสว่างสดใสและเปล่งประกายแข่งกันอวดโฉม ส่วนบนสุดของร้าน ตรงกลางมีตัวอักษรสี่ตัวส่องแสงเป็นประกายแวววับจากหินแซปไฟร์เขียนไว้เป็นชื่อร้านว่า  Z, E, U, S  

บานประตูทำมาจากโลหะไม่ทราบชนิดสีน้ำเงินเข้ม ไร้เครื่องประดับตกแต่งอื่นใด นอกจากรอยที่ประทับอยู่บนบานประตู หยักเป็นคลื่น รูปทรงอสุนีบาต

‘ซูส’ ราชาแห่งทวยเทพในตำนานปรัมปราของกรีกโบราณ เป็นผู้มีอำนาจควบคุมสายฟ้า

ร้านนี้ก็เลยถูกตั้งชื่อว่า ร้านอัญมณีของซูส

ภายในร้านเป็นดินแดนแห่งแซปไฟร์อย่างแท้จริง ทั้งพรมปูพื้นสีแซปไฟร์ ผนังรอบด้านบุด้วยผ้ากำมะหยี่เนื้อดีแซปไฟร์สีน้ำเงินสวย กระทั่งฐานของตู้โชว์อัญมณีก็ทำด้วยแซปไฟร์

หลังเคาน์เตอร์ตัวหน้าของร้าน มีหญิงสาวสองคนนั่งอยู่ พวกเธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาวคอลึกเหมือนกัน ทั้งสองคนต่างสวยมาก ในแบบฉบับของตัวเอง

หญิงสาวคนแรกสูง รูปร่างสะโอดสะอง คิ้วสวยโก่งขึ้นดั่งขุนเขา ดวงหน้าละมุนเหมือนดอกกุหลาบแรกแย้ม ผมสีดำสลวยแผ่สยายปกคลุมบ่า ไม่ว่าจะพิศดูจากระยะใกล้หรือไกล เธอก็ดูเหมือนภาพวาดอันแสนสวยงาม กระจ่างใส อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิค

ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่งดูละมุนละไม น่าหลงใหล เธอมีผมสั้นสีน้ำเงินอ่อนที่เรียงเส้นสวยเป็นระเบียบ ชุดกระโปรงคอลึกที่หญิงสาวสวมใส่เผยให้เห็นความตระการตาของ ‘เนินเขา’ ทว่านัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มล้ำลึกคู่นั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เจ้าตัวดู… แปลกเล็กน้อย

“เจ้านายคะ ฉันอยากกินไอศกรีม” หญิงสาวผมสั้นเอ่ยอย่างออดอ้อน เสียงแว่วหวานเสียจนสามารถสังหารบุรุษผู้ฟังให้เป็นโรคเบาหวานตายได้

เสียงเอื่อยเฉื่อยตอบกลับมาว่า “แล้วเธอจะกินของฉัน หรือจะให้ฉันกินของเธอดีหล่ะ”

เสียงนั้นดังมาจากทางด้านหลังเคาน์เตอร์ แสดงถึงการมีตัวตนของบุคคลที่สามภายในร้านแห่งนี้ เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มอายุราว 20 กว่าปี นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนซึ่งบุด้วยหนัง มือทั้งสองประสานอยู่หลังศีรษะ นั่งอยู่อย่างสบายอารมณ์ เขามีผมสั้นสีดำ สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงสีดำสนิท ทับด้วยเสื้อนอกสีขาวลายวิหารกรีกโบราณ

“ดีหมดละค่ะ” หญิงสาวผมสั้นตอบพลางหัวเราะคิกคัก

“เคอะเอ๋อ หยุดวุ่นวายเสียที” หญิงสาวผมยาวพูดอย่างอ่อนใจเล็กน้อย

ชายหนุ่มยึดตัวนั่งตรงอย่างสง่าผ่าเผย ทุกท่วงท่าเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและสง่างาม  ถึงแม้ว่าผมของเขาจะยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเท่าไรนัก ใบหน้ายังมีรอยครึ้มเขียวจางๆ ของหนวดเครา แต่กลับไม่ดูพะรุงพะรังรกหูรกตาแม้แต่น้อย

นัยน์ตาของชายหนุ่มสุกสกาวมีชีวิตชีวา แต่ริมฝีปากเหยียดตรงไร้อารมณ์อย่างเฉื่อยชา ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาล้วนแล้วแต่สง่างาม น่าพึงใจ ไม่ว่าใครก็ตามแค่ได้มองผ่านๆ เพียงชั่วครู่ ย่อมรู้ว่าชายหนุ่มได้รับการอบรมกริยามารยาทมาเป็นอย่างดีหลายปีในแบบชนชั้นสูง และเขาก็สามารถนำบทเรียนนั้นมาประยุกต์ใช้จนเป็นวิสัยได้อย่างไม่มีที่ติเสียด้วย

ชายหนุ่มเจ้าของร้านล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อบริเวณหน้าอก หยิบเอานาฬิกาสีเงินขนาดพกพาออกมา ตัวเรือนของมันประดับไปด้วยบรรดาอัญมณีขนาดเล็กจิ๋ว ทว่าดูมีราคา อัญมณีขนาดเล็กนั้นเรียงตัวเป็นภาพท้องฟ้าอันแสนสวยงามพร่างพรายไปด้วยดวงดาว

“ได้เวลาแล้ว ฉันจะออกไปยืดเส้นยืดสายหน่อยดีกว่า ต่อจากนั้นก็จะแวะไปดื่มนิดหน่อย เฉียวเฉียว  เคอะเอ๋อ เธอสองคนก็กลับได้แล้วเหมือนกัน”

เฉียวเฉียว หญิงสาวผมยาวหัวเราะออกมาเล็กน้อยพลางชำเลืองมองชายหนุ่ม “เจ้านายอยากไปทำอะไรก็ไปเถอะค่ะ เราสองคนเฝ้าร้านอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มละไม “เฉียวเฉียว เธอนี่เป็นเด็กดีตลอดเลยนะ”

หญิงสาวผมสั้นทำปากจู๋อย่างไม่พอใจเล็กน้อย ชายหนุ่มเจ้าของร้านจึงรีบกล่าวเสริมว่า “เคอะเอ๋อ ก็เป็นเด็กดีตลอดเหมือนกัน”

“ดิ๊ง ดิ๊ง ดิ๊ง” เสียงใสกังวานเหมือนระฆังเงินดังขึ้น ประตูหน้าร้านเปิดออก หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาภายในร้าน

ตาของชายหนุ่มเจ้าของร้านเป็นประกายสดใสขึ้นทันที เมื่อแลเห็น

หญิงสาวผู้มาเยือนสวยสง่าเป็นอย่างมาก เธอแต่งหน้าค่อนข้างจัด ยากที่จะคาดเดาได้ว่าเจ้าหล่อนอายุเท่าไหร่ เจ้าหล่อนสูงประมาณ 1.7 เมตร ร่างโปร่งบาง หญิงสาวสวมใส่รองเท้าสุดหรูซึ่งสั่งตัดเพื่อเธอเป็นการเฉพาะ ส่วนส้นทำอย่างปราณีตด้วยแร่เงินและคริสตัลจาก แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ ขับให้ปลีน่องดูเรียวสวยยิ่งขึ้น เธอสวมใส่กระโปรงพลีทสีขาวยาวเลยเข่ากับชุดเดรสสั้นสีขาว ผมยาวสลวยคลี่คลุมทั่วศีรษะ ทั้งหมดทั้งมวลส่งผลให้เจ้าหล่อนแลดูเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว

นัยน์ตาคู่สวยมีสีประหลาด เป็นสีของหยกสีเขียว… เขียวลึกล้ำเหมือนมรกต ถ้าหากเพ่งมองเข้าไป อาจตกอยู่ในห้วงมนต์สะกดนั้นได้อย่างไม่รู้ตัว

เธอเดินเข้ามาภายในร้าน เมื่อเดินผ่านตู้โชว์อัญมณี หญิงสาวก็หยุดชะงักเล็กน้อยเพื่อกวาดสายตามอง

เฉียวเฉียวกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับ หญิงสาวยิ้มอย่างเป็นมิตร “ร้านซูสยินดีต้อนรับค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”

หญิงสาวผู้มาเยือนไม่มองสบตาเฉียวเฉียว เธอทอดสายตามองไปที่ชายหนุ่มเจ้าของร้าน “ฉันต้องการสร้อยคอแซปไฟร์สตาร์สีน้ำเงินเข้มหนักอย่างน้อย 50 กะรัต ร้านคุณพอจะมีไหมคะ” ชายหนุ่มเจ้าของร้านเดินไปที่ข้างหลังเคาน์เตอร์ ยิ้มเล็กน้อย เอ่ยขึ้นว่า “มีแน่นอนครับ เฉียวเฉียว พาสุภาพสตรีท่านนี้ไปที่ห้องวีไอพีที”

เฉียวเฉียวผายมือออกอย่างต้อนรับ อีกมุมหนึ่งเคอะเอ๋อก็จัดแจงเปิดประตูห้องวีไอพีเตรียมต้อนรับ ทั้งห้องตกแต่งด้วยเฟอร์ขนสัตว์สีน้ำเงินเข้มหรูหรา

ห้องวีไอพีนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่โต กว้างเพียงแค่ราวๆ สิบตารางเมตรเท่านั้น พรมที่พื้นและผนังรอบด้านเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน มีตู้โชว์จำนวนหกตู้ตั้งเรียงรายแนบชิดติดกับผนัง

ทางด้านข้างของห้องวีไอพี มีโต๊ะและเก้าอี้ 3 ตัววางอยู่ เก้าอี้ตัวหนึ่งหันเข้าด้านใน อีกสองตัวหันออกไปทางด้านนอก

ที่นี่เป็นที่สำหรับการตกลงทำสัญญาซื้อขายกันอย่างเป็นทางการ บรรดาอัญมณีสูงค่าจะไม่ถูกนำออกไปแสดงที่ตู้โชว์ด้านนอกชายหนุ่มเชื้อเชิญให้หญิงสาวผู้มาเยือนนั่งลง เธอนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งทางฝั่งด้านนอกของโต๊ะ

เฉียวเฉียวรินน้ำอุ่นใส่ถ้วยชา นำมาส่งให้ชายหนุ่ม เขารับมาแล้วนำถ้วยชานั้นไปวางไว้ตรงด้านหน้าของหญิงสาวผู้มาเยือน การต้อนรับอย่างมีไมตรีจิตด้วยเครื่องดื่มเล็กๆ น้อยๆ จากเจ้าของร้านโดยตรงย่อมดูมีค่า มีความหมายมากกว่าการต้อนรับจากลูกจ้างธรรมดาภายในร้าน แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทว่าบ่อยครั้งที่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ มีผลชี้ชะตาว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

เฉียวเฉียวปิดประตูห้องวีไอพีเบาๆ ระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนใดๆ ทางร้านมีกฎอันเป็นที่รู้กันอยู่ว่า ถ้าชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของร้านประจำอยู่ เขาจะเป็นคนต้อนรับแขกในห้องวีไอพีทุกคนเป็นการส่วนตัว

ชายหนุ่มเจ้าของร้านเดินไปทางด้านข้าง ส่งถ้วยน้ำชาให้หญิงสาวพลางพูดว่า “จิบน้ำสักนิดเถอะครับ”

หญิงสาวรับถ้วยน้ำชามา จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้น มองตรงไปที่ชายหนุ่ม “ซูส!”

ชายหนุ่มเจ้าของร้านยังคงความสุขุมเยือกเย็น เขายิ้มออกมาอย่างเกียจคร้าน “คุณจำคนผิดแล้วล่ะครับ ผมชื่อ หลั่นเจว๋ ไม่ใช่ซูส คุณหมายถึงชื่อร้านของผมรึเปล่า”

หญิงสาวดูเหมือนจะไม่ได้ยินที่เขาพูด เธอจ้องหน้าชายหนุ่มเจ้าของร้านนิ่งด้วยสายตามุ่งมั่นแรงกล้า “ซูส ฉันอยากให้คุณจัดการบางเรื่องให้หน่อย”

รอยยิ้มที่ระบายบนใบหน้าชายหนุ่มเหือดหายไป เขาดึงถ้วยน้ำชากลับออกมาจากมือหญิงสาว

ประกายไฟลุกพรึบขึ้นที่น้ำในถ้วยน้ำชา น้ำใสๆ ก่อนหน้านี้กลายเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งมีที่มาจากสายอสุนีบาตสายเล็กๆ นับไม่ถ้วนในถ้วยน้ำชา

หลั่นเจว๋มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงบเยือกเย็น ร่างของเจ้าหล่อนกระตุกเล็กน้อย คล้ายกับโดยแรงอะไรบางอย่างมากระทำให้ร่างกายแข็งเกร็งเป็นอัมพาต เธอไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

หลังจากดื่มน้ำที่ตอนนี้เต็มไปด้วยประจุไฟฟ้ารวดเดียวจนหมดแก้ว หลั่นเจว๋ก็เปิดประตูห้องวีไอพีและเดินออกไป

“เธอไม่ได้มาซื้อของ ช่วยพาเธอออกไปส่งด้วย ฉันจะออกไปหาอะไรดื่มหน่อย”

โรงกลั่นไวน์กอธิคเก่าแก่

ไม่มีทางเท้าสัญจรปรากฏให้เห็นมากนักบนถนนสกายไฟร์ เพราะว่าที่นึ่เป็นถนนของอภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินถุงเงินถังจะเข้ามาได้ แต่มีเงื่อนไขข้ออื่นด้วย

อาทิเช่น ผู้ที่จะผ่านเข้ามาได้จะต้องผ่านการประเมิน 1 ใน 17 ประการ จนได้รับเข็มกลัดสกายไฟร์เป็นเครื่องหมายการันตี ซึ่งแน่นอนว่า มีค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน เหตุผลง่ายๆ คือ เพื่อสนับสนุน ‘กองทุนบำรุงรักษาถนนสกายไฟร์เพื่อสาธารณะประโยชน์’

หลั่นเจว๋เดินออกมาจากร้านซูสด้วยสีหน้าเฉยชาไร้อารมณ์ ริมฝีปากสวยได้รูปเผยอยิ้มเล็กน้อย เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ไร้ผลกระทบต่อเขาโดยสิ้นเชิง

ชายหนุ่มมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งตรงข้ามของถนนสกายไฟร์ ที่ซึ่งตึกฝรั่งเศสโบราณสร้างด้วยสถาปัตยกรรมกอธิคตั้งอยู่

ตึกนั้นสูงชะลูด มีหอคอยทรงแหลม ทางเดินโค้งทอดยาว กระจกสีถูกวาดอย่างวิจิตรบรรจงเป็นเรื่องราวจากตำนานต่างๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิล  มีปลายโค้งแหลม ครีบยันลอย และเสาเพรียวชะลูด ซึ่งถึงแม้จะดูบอบบาง ทว่าดูหรูหรา ราวกับว่ามันเป็นสะพานเชื่อมฟากฟ้าเบื้องบนเข้ากับโลกมนุษย์ โครงสร้างของทั้งตึกดูมั่นคงและแข็งแรง เส้นตรงพุ่งชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าของสถาปัตยกรรมโดยรวม เสริมให้ตึกนี้ดูหรูหรา โอ่อ่ายิ่งขึ้น

เมื่อเทียบกับร้านอัญมณีของซูสที่หลั่นเจว๋เป็นเจ้าของแล้ว ตึกทรงกอธิคตรงหน้านี้ก็เหมือนสัตว์ยักษ์ในตำนานอย่างเลวีอาธาน จะว่าไปแล้ว ในย่านถนนสกายไฟร์นี้ก็ไม่มีที่ไหนโดดเด่นดึงดูดสายตาเกินตึกทรงกอธิคนี้เลย

หลั่นเจว๋ผลักประตูเข้าไปในตัวอาคาร เช็ดคราบหนวดเคราครึ้มเขียวบนใบหน้าออกอย่างลวกๆ ชายหนุ่มยิ้มอย่างปลงในชะตากรรมออกมาเล็กน้อย เขากำลังจะถูกเชือดอย่างนิ่มๆ จากเหล่าเพื่อนผู้แสนจะระเบียบจัด ตึงเป๊ะเป็นไม้บรรทัด

“ในที่สุดคุณก็มาเสียที ปรมาจารย์อัญมณี” หญิงสาวสวย ร่างสูงโปร่ง ผมสีทองยาวสลวยเอ่ยทักขึ้น เธออยู่ในชุดกระโปรงยาวจรดพื้นแบบฝรั่งเศสโบราณ เจ้าหล่อนไม่ลืมที่จะทำความเคารพตามธรรมเนียมของฝรั่งเศสอย่างถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว

หลั่นเจว๋พยักหน้าให้เธอเล็กน้อย “สวัสดีอีวา ปรมาจารย์ไวน์อยู่ที่นี่รึเปล่า”

อีวายิ้มออกมาเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันขาวราวไข่มุกเนื้อดีแปดซี่ที่เรียงตัวสวยอยู่ของเธอ “เขาอยู่ที่นี่แหละ ยอดนักชิม กับปรมาจารย์ด้านกาแฟก็อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน”

“อย่างงั้นเหรอ?” นัยน์ตาของหลั่นเจว๋ซ่อนความประหลาดใจไว้ไม่มิด “ยอดนักชิมก็มาด้วยงั้นเหรอ แปลกจริงๆ”

อีวายิ้มรับ “เดี๋ยวฉันพาคุณไปเอง” เธอเอ่ย

โต๊ะตัวยาวหรูหราโอ่อ่าแบบที่จะสามารถเห็นได้ในพระราชวังเท่านั้นวางทอดยาวอยู่ มันสามารถจุคนได้ถึงยี่สิบคนอย่างสบายๆ ในคราวเดียวกัน เก้าอี้หลายตัวถูกจับจองอยู่แล้ว ที่หัวโต๊ะมีชายสูงวัย อายุราว 50-60 ปีนั่งอยู่ เขาอยู่ในชุดสง่าและหรูหราแบบฝรั่งเศส ศีรษะขาวสวมวิกผม ชายสูงวัยนั่งตัวตรงผึ่งผาย ใบหน้าเรียบเฉยนั้นฉายแววเอาจริงเอาจังอย่างเต็มเปี่ยม

ที่นั่งแต่ละด้านของชายสูงวัยนั้นถูกจับจองด้วยชายสองคน คนแรกเป็นชายร่างสูงผอม สวมเสื้อเชิ้ดสีขาวทับด้วยเสื้อนอกสีดำ ผมตัดสั้นเข้าทรงอย่างพิถีพิถัน เขาอายุราว 40 ปี รอยยิ้มอ่อนโยนระบายอยู่บนใบหน้าใจดีนั้น

สมาชิกในโต๊ะอีกคนหนึ่ง เป็นชายหนุ่มอายุราว 35 ปี ร่างสันทัด เขาอยู่ในชุดสู่สีขาวสะอาดสะอ้าน เรือนผมยาวสีทองถูกหวีเรียงเส้นอย่างเป็นระเบียบปิดขมับทั้งสองข้าง ไล่ยาวจนตกระบ่าทั้งสองข้าง น่ามองจนยากที่จะละสายตา คิ้วของชายหนุ่มค่อนข้างหนาเข้ม ดวงตากลมโตใหญ่ ทว่ามีแววเจ้าสำราญและขี้เล่นซุกซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้น ทำให้เขาดู ‘ซุกซน’ เล็กน้อย

มีชายอีกสามคนนั่งอยู่ทางอีกด้านของโต๊ะ เป็นชายสูงวัย ชายวัยกลางคน และชายหนุ่ม

เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นภายในห้อง พวกเขาทั้งสามดูกระสับกระส่ายเล็กน้อย

“ถึงช่วงเวลาแห่งการประเมินอีกครั้งแล้วสินะทุกคน” อีวาพูดขึ้นทำลายความเงียบ หลั่นเจว๋เดินมาถึงโต๊ะยาว เขานั่งลงที่เก้าอี้ข้างชายหนุ่มในชุดสูทสีขาว

“ปรมาจารย์อัญมณี นี่นายไม่โกนหนวดหรือว่าหวีผมมาเลยรึยังไง” ชายสูงวัยที่หัวโต๊ะพูดพลางขมวดคิ้ว

            หลั่นเจว๋เขกหน้าผากตัวเองเบาๆ ก่อนจะพูด “คิดอยู่แล้วว่านายต้องพูดแบบนี้  ข้อนั้น ฉันผิดเอง ที่ถ่อมาที่นี่เพราะอยากให้พวกนายเห็นว่าฉันเปลี่ยนแปลงแล้ว และก็อยากสนิทสนมกับพวกเต่าล้านปีเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง”

“ถ้านายรู้ว่าทำผิด นาบก็ต้องเองยอมรับโทษแต่โดยดีนะ นายเองก็เข้าใจกฏของเราดี” ปรมาจารย์ไวน์เอ่ยขัดขึ้นเย็นชาไร้อารมณ์

ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาว ผู้นั่งข้างหลั่นเจว๋ก้มศีระษะลงต่ำเล็กน้อย พูดขึ้นอย่างสุขุมว่า “เห็นด้วย”

หลั่นเจว๋เหล่ตามองชายหนุ่ม ก่อนจะมองสบตาปรมาจารย์ไวน์ “มื้อเย็นมีอะไรกินบ้าง”

มุมปากของชายหนุ่มสูทขาวหยักขึ้นเล็กน้อยอย่างกั้นยิ้ม ท้ายที่สุด เขาก็ไม่สามารถที่จะฝืนไว้ได้ ชายหนุ่มระเบิดหัวเราะออกมา

ปรมาจารย์ไวน์ที่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะก็หัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้นเช่นกัน “เราจะมาพูดถึงมื้อเย็นกันภายหลังนะ ตอนนี้มาพูดเรื่องนี้กันก่อน เพราะว่านายมีความผิด นายจะต้องรับผิดชอบทำหน้าที่สัมภาษณ์ให้สักสองสามคน นายเชี่ยวชาญหน้าที่นี้กว่าฉันเยอะ”

หลั่นเจว๋รีบสั่นหัว “ไม่นะ มันเป็นอะไรที่เปลืองพลังสมองมาก”

ปรมาจารย์ไวน์เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าผลของการสัมภาษณ์ออกมาน่าพอใจ คืนนี้ฉันจะเลี้ยงไวน์”

“งั้นก็ได้” หลั่นเจว๋รีบตอบรับ

 ชายหนุ่มสูทขาวขยับปากเล็กน้อย ก่อนจะพูดว่า “ไม่คิดจะปฏิเสธหน่อยเลยเหรอ”

“งั้นอย่าดื่มล่ะ” หลั่นเจว๋ตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม

ชายหนุ่มที่สวมเสื้อนอกสีดำซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามของชายหนุ่มสูทขาวพูดขึ้นเป็นครั้งแรก “เห็นด้วย”

พอได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวก็ตอบอย่างขุ่นเคือง “ยอดนักชิม ทำไมนายต้องเข้าข้างเขาอยู่เรื่อยเลย”

“ก็เพราะว่าเขามีรสนิยมดีกว่านายน่ะสิ” ยอดนักชิมตอบทันที

ปรมาจารย์ไวน์ทางหัวโต๊ะ พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย “ใช่เลย” ชายสูงวัยกล่าว

หลั่นเจว๋กวาดสายตามองไปยังแถวหน้าสุด “ทั้งสามคน เริ่มได้เลย เริ่มจากคนแรกก่อน” สำหรับชายหนุ่มแล้ว โอกาสที่จะได้ลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศ ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ เขาไม่อยากรอช้าแม้เพียงวินาทีเดียว

เมื่อถูกกล่าวถึง ชายสูงวัยที่นั่งอยู่ในตำแหน่งแรกก็มีสีหน้าเคร่งขรึมเตรียมพร้อมขึ้นมาทันที

“โปรดถามมา” เขาบอก

            “ที่นี่คือโรงกลั่นไวน์กอธิคเก่าแก่ คุณรู้รึไม่ว่าไวน์ชั้นเลิศเหล่านี้มาจากไหน?” หลั่นเจว๋ถาม

ดูเหมือนว่าชายสูงวัยตรงหน้าจะเตรียมตัวตอบคำถามนี้มาอย่างดี เขาตอบทันทีทันใด “โรงกลั่นไวน์กอธิคเก่าแก่นี้ เป็นธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของถนนสกายไฟร์ ในช่วงแรกนั้นได้จำหน่ายไวน์ชั้นดีจากรัฐดั้งเดิมต่างๆ ในยุคเก่า ไวน์ชั้นดีเหล่านั้นถูกเก็บรักษาไว้ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ ที่สามารถกักเก็บไว้ในรัฐต้นกำเนิดได้ถึงปี 2020 ที่สุดยอดไปกว่านั้นก็คือ เมื่อถูกเปิดดื่มจนหมดแล้ว ขวดไวน์นั้นจะหายไปเอง ด้วยคุณสมบัติทั้งหมด จึงทำให้มันมีราคาที่สูงมาก แต่เมื่อเทียบกับความรื่นรมย์และการลิ้มรสไวน์โบราณเหล่านั้น ชนชั้นสูงทั้งหลายต่างก็ยินดีจ่าย”

หลั่นเจว๋ไม่แสดงทีท่าเห็นด้วยหรือคัดค้านกับคำตอบของชายสูงวัย เขากล่าวถามต่อไป “คุณชอบไวน์แดงชนิดใดมากที่สุด?”

ชายสูงวัยตอบอย่างคล่องแคล่วชัดถ้อยชัดคำ “ผมชอบไวน์ชาโดว์ ลาพิต ไวน์ฝรั่งเศสเก่าแก่ ปี1885 1 ใน 5 ไวน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของรุ่นชาทีอุส ที่เมด็อก ทางริมแม่น้ำฝั่งซ้ายของแคว้นบอร์โด”

หลั่นเจว๋ถามต่อ “ถ้าหากวันนี้พวกคุณเจ็ดคนต้องแบ่งกันดื่มไวน์ลาพิต ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าภาพ จะจัดการอย่างไร จงเล่ารายละเอียดมาหน่อยซิ”

ชายสูงวัยตอบ “ผมจะค่อยๆ เปิดขวด รินออกมาเล็กน้อย สูดกลิ่นหอมของมัน ลิ้มรสดู เมื่อแน่ใจแล้วว่ารสชาติยังดีอยู่จึงรินแบ่งให้ทุกคนได้ลิ้มรสโดยทั่วกัน เพื่อให้ทุกคนได้ลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศนี้อย่างทั่วถึง”

“คุณไปได้แล้ว” หลั่นเจว๋พูดอย่างสุขุมพลางเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์

“ผมผ่านเหรอ” ชายสูงวัยถาม นัยน์ตาฉายชัดเป็นประกายดีใจระคนประหลาดTop of Form

หลั่นเจว๋สั่นศีรษะ “ไม่ คุณตกรอบแล้ว”

“ทำไมล่ะ ผมทำอะไรผิดอย่างงั้นเหรอ” ชายสูงวัยพูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงประหลาดใจ

หลั่นเจว๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วตอบ “คุณเตรียมตัวมาอย่างดีเลย แต่ว่าคุณไม่ได้ชื่นชอบไวน์ ไม่รู้แม้กระทั่งวิธีการดื่มไวน์ที่ถูกต้องด้วยซ้ำ ถ้าหากดื่มไวน์ลาพิตตามวิธีการที่คุณอธิบายมา ก็เสียของแย่น่ะสิ”Bottom of Form

“ไวน์ลาพิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นไวน์ปีไหน ต้องถูกเก็บโดยการวางนอน เมื่อจะนำมาดื่ม ต้องจับขวดตั้งตรงเสียก่อน จากนั้นให้นำไปไว้เก็บไว้ในห้องเก็บไวน์เป็นเวลาสามวันเพื่อรอให้กลมกล่อม จากนั้นจึงค่อยเปิดจุกไม้ก๊อกออก แน่นอนว่า คุณควรลองลิ้มรสมันดูก่อน ไม่ใช่แค่เพื่อตรวจสอบว่าไวน์ยังมีรสชาติดีอยู่หรือไม่ แต่เพื่อตรวจสอบสภาวะของไวน์ เพื่อนำมาใช้ในการตัดสินว่า ควรจะใช้เวลาดีแคนดิ้งนานเท่าไรเพื่อไม่ให้เสียรสชาติ ข้อที่สำคัญที่สุดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ต้องคำนึงอยู่เสมอคือ ไวน์ควรมีเวลาการทำดีแคนดิ้งนานเท่าไรจึงจะไม่เสียรสชาติ โดยทั่วไปแล้ว ไวน์ลาพิตควรจะต้องถูกนำไปเข้าเครื่องช่วยหายใจไวน์เป็นระยะเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง เพื่อให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น หากเร็วหรือช้ากว่านั้น รสชาติที่ได้ก็ไม่ต่างจากน้ำส้มสายชูดีๆ นี่เอง ต้องรอสักพักหนึ่ง ไวน์ถึงจะส่งกลิ่นหอมออกมา ถ้าหากไม่รู้ข้อเท็จจริงข้อนี้ แน่นอนว่าคุณก็ไม่รู้วิธีการที่ถูกต้องในการดื่มไวน์ด้วยเช่นกัน ถ้าให้พูดกันตรงๆ คุณไม่เคยลิ้มรสไวน์ชั้นเลิศสักขวดด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นโปรดอย่าทำให้ผมเสียเวลาเลย”

ชายสูงวัยไม่อยากยอมรับนัก กล้อมแกล้มเถียงหลั่นเจว๋ว่า “แต่ในหนังสือเขียนไว้ว่า…”

หลั่นเจว๋เม้มปากก่อนพูดว่า “คนพวกที่เขียนเรื่องไวน์ลาพิตที่คุณอ่านมาน่ะ ไม่เคยดื่มไวน์ลาพิตจริงๆ สักครั้งด้วยซ้ำ พวกเขาแค่เขียนสิ่งถึงสิ่งที่เคยได้ยิน หรือคนอื่นบอกเล่ามา แบบว่า เปิดจุกขวดออกทันที แล้วก็ดื่มพรวดเลย ไม่ต้องคำนึงถึงอะไรทั้งนั้น ถ้าดื่มไวน์ลาพิตแบบนั้น ก็เหมือนกำลังโยนมันทิ้งลงเครื่องทำความชื้นดีๆ นี่เอง”

ยุคเก่า ยุคกำเนิดใหม่

ในปี 2235 ของยุคเก่า มนุษย์กลุ่มแรกได้อพยพย้ายถิ่นฐานมายังระบบสุริยะของดาวสกายไฟร์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษยชาติก็ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการอพยพย้ายถิ่นฐานสู่ดาวดวงอื่น เป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ ที่ถูกขนานนามว่า ‘ยุคกำเนิดใหม่”

ในห้วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ร้อยปี มนุษยชาติทั้งที่อาศัยอยู่บนดาวสกายไฟร์และที่อาศัยอยู่บนดาวแม่ ก็ตกเป็นอาณานิคม อยู่ภายใต้การจัดการของระบบดาวดวงที่ยี่สิบสาม

            ณ ถนนสกายไฟร์ โรงกลั่นไวน์กอธิคเก่าแก่

เมื่อชายสูงอายุถูกไล่กลับไป พร้อมกับสภาพปลงตก ชายวัยกลางคนและชายหนุ่มอีกสองคนที่เหลือดูกระวนกระวายใจมากขึ้นจนแทบนั่งไม่ติด

หลั่นเจว๋เพ่งสายตาคมกล้าไปยังชายวัยกลางคน “ในยุคเก่า ไวน์แดงของฝรั่งเศสที่แบ่งออกเป็นสองประเภทตามแหล่งผลิตคืออะไรบ้าง?”

“บอร์โดว์และเบอร์กันดี โดยบอร์โดว์แบ่งเป็นเขต’แม่น้ำฝั่งซ้าย’และ ’แม่น้ำฝั่งขวา’” ชายวัยกลางคนตอบ

หลั่นเจว๋ถามต่อ “ชื่อปราสาท ‘บิ๊ก เอจท์’ ในแคว้นบอร์โดว์ เลขแปดในชื่ออ้างอิงถึงอะไร”

ชายวัยกลางคนตอบอย่างคล่องแคล่ว “ชื่อดังกล่าวอ้างอิงถึง ปราสาททั้งห้าหลังซึ่งถูกจัดว่า ‘ยอดเยี่ยมที่สุด’ เมื่อปี 1885 ของยุคเก่า ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของแม่น้ำฝั่งซ้าย แคว้นเมด็อก และ โรงกลั่นไวน์สามแห่งหลักทางแม่น้ำปีกขวาของแคว้นเมด็อก ปราสาททั้งห้าหลังทางแม่น้ำฝั่งซ้าย ประกอบไปด้วย ชาโตลาตูร์ ชาโตลาพิต ชาโตมาร์โกซ์ ชาโตโอต์ บริออง และ ชาโตมูตอง รวมถึงปราสาทอีกสามหลังทางแม่น้ำฝั่งขวา ซึ่งได้แก่ ชาโตโอโซน ชาโตเชอวาล บลอง และชาโตเปตรุส”

 “ยอดเยี่ยม ตามที่เราพูดกันไปแล้วว่า ไวน์ชาโต ลาพิต มีช่วงเวลาดีแคนดิ้งประมาณสองชั่วโมง ไวน์ที่มาจากทางแม่น้ำฝั่งซ้ายก็มีเวลาดีแคนดิ้งที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน พวกคุณคิดว่าต้องใช้เวลาดีแคนดิ้งนานเท่าไร สำหรับไวน์แดงชั้นยอดจากแคว้นเบอร์กันดี อย่างเช่น ไวน์ ‘ลา ตัช’ ของตอแมน เดอ ลา โรมาเน กงติ”

“เอ่อ เรื่องนี้…” ชายวัยกลางคนลังเลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตอบอย่างคลุมเครือว่า “เวลาในการดีแคนดิ้งขึ้นอยู่กับสภาวะของลมในขณะนั้น เช่นเดียวกับสภาวะการเก็บรักษา เป็นอะไรที่ยากจะอธิบาย”

หลั่นเจว๋โพล่งหัวเราะออกมา “คุณคงภูมิใจในตัวเอง ว่าคุณฉลาดทีเดียว”

ชายวัยกลางคนผู้เป็นคู่สนทนาใจฝ่อทันทีเมื่อได้ฟัง

“คุณกลับไปได้แล้ว” หลั่นเจว๋พูด

ชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน ฝืนยิ้มก่อนเอ่ยถาม “ผมทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ”

“ไวน์เบอร์กันดี และไวน์บอร์โดว์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไวน์เบอร์กันดีมีช่วงเวลาในการทำดีแคนดิ้งเพียงน้อยนิด โดยทั่วไปแล้วจะไม่เกินครึ่งชั่วโมง ถ้าหากเป็นไวน์เบอร์กันดีชั้นดีก็ไม่ต้องทำดีแคนดิ้งเลยด้วยซ้ำ จุดประสงค์สำคัญในการดื่มไวน์เบอร์กันดีคือดื่มด่ำในความเลิศรสของมันเพื่อความรื่นรมย์ เมื่อไรก็ตามที่ไวน์สัมผัสกับอากาศ รสชาติก็จะเริ่มเปลี่ยน คุณต้องเคยดื่มไวน์เบอร์กันดีมาก่อนแล้วแน่ๆ แต่เกรงว่าคงไม่มากเท่าไรนัก” หลั่นเจว๋ตอบ

ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน “ขอบคุณมากสำหรับการชี้แนะ” เขาพยักหน้าเบาๆ ให้หลั่นเจว๋และผู้สมัครอีกสามคนที่เหลือเป็นเชิงกล่าวลา ก่อนจะเดินจากไป

ชายหนุ่มที่นั่งถัดจากชายวัยกลางคนเมื่อครู่ลุกขึ้นยืน ส่งยิ้มเฝื่อนๆ ให้หลั่นเจว๋ก่อนกล่าว “ผมขอตัวลากลับไปด้วยดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาสมัครใหม่เมื่อมีประสบการณ์ในการดื่มไวน์มากกว่านี้ดีกว่า”

ปรมาจารย์ไวน์ทอดสายตามองหลั่นเจว๋ “แต่ละครั้งที่นายเป็นคนควบคุมการสัมภาษณ์ มักจะเสร็จภายในเวลาน้อยนิดเสมอ แต่พูดก็พูดเถอะนะ นายเคี่ยวพวกเขาหนักเอาการ”

หลั่นเจว๋ยิ้ม “แต่ทุกคำถามก็ตรงประเด็นเลยใช่ไหมล่ะ ตามสไตล์ของนาย นายไม่อยากจะใจร้ายเกินไป แต่ฉันน่ะเป็นปรมาจารย์ด้านอัญมณี ไม่ใช่ด้านไวน์ พูดตรงๆ ก็คือ ฉันคนนี้เป็นแค่ไอ้ขี้เมาที่อยากจะดื่มไวน์ดีๆ นุ่มๆ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ว่าแต่ว่า วันนี้นายใจดีเลี้ยงไวน์อะไรเราล่ะ”

ปรมาจารย์ไวน์วางแผ่นโลหะเล็กๆ สีเงินเจือขาวบนโต๊ะตรงหน้าพลางพูด “ไปเลือกตามสบายเลยที่ห้องเก็บไวน์อวกาศ แต่แค่หนึ่งขวดเท่านั้นนะ ถ้าหยิบมาเกินกว่านั้น จ่ายมา”

“ไม่มีปัญหา” หลั่นเจว๋รีบลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น เมื่อเดินผ่านปรมาจารย์ไวน์ ชายหนุ่มก็หยิบแผ่นโลหะสีเงินเจือขาวเล็กจิ๋วนั้นมาถือไว้ ก่อนจะเดินลับไปทางด้านหลัง

หลังจากเดินขึ้นไปประมาณ 30 เมตร ชายหนุ่มก็เดินลงบันไดวนไปต่ออีกเป็นระยะทางราวๆ 30 เมตรก่อนจะมาหยุดยืนหน้าประตูใหญ่โตบานหนึ่งที่ดูเก่าคร่ำคร่า สีน้ำตาลไร้ซึ่งการตกแต่งใดๆ

ก่อนจะเปิดเข้าไป หลั่นเจว๋แบมือออก แผ่นโลหะอันจิ๋วในฝ่ามือเหมือนจะจับสัญญาณอะไรบางอย่างได้ มันบินล่องลอยไปในอากาศราวกับมีชีวิต ถลาไปแปะแน่นที่บานประตูตรงหน้า

ทันใดนั้นประตูก็ ‘กระเพื่อมไหว’ ราวกับทำมาจากน้ำ ไม่มีแสงใดๆ เล็ดลอดออกมา แต่ประตูกลับค่อยๆ จางหายไปกับความว่างเปล่าของอากาศเบื้องหน้าอย่างน่าประหลาด ราวกับระเหยกลายเป็นไอ

หลั่นเจว๋เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในห้อง

 ชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งไม่ไหวติง ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเขาดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและบิดเบือนไปหมด แต่หลังจากหลั่นเจว๋เดินต่อไปประมาณครึ่งนาที ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างรอบตัวบิดเบี้ยวนั้นก็จางหายไป มุมมองของหลั่นเจว๋กลับมาปกติดังเดิม

เบื้องหน้าของชายหนุ่มเป็นห้องเก็บไวน์ใต้ดินที่ใหญ่โตอลังการมาก ชั้นวางไวน์แต่ละชั้นถูกทำอย่างปราณีตด้วยไม้โอ๊คสีขาวเนื้อดีที่สุดที่มีอยู่ของฝรั่งเศสยุคเก่า ชั้นวางแต่ละชั้นถูกวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทอดยาวเป็นแนวเดียวกันจนสุดลูกหูลูกตา ถัดไปไม่ไกลมีบาร์เรลใส่ของเหลวที่ทำด้วยไม้โอ๊ควางกองสุมอยู่ กินพื้นที่บริเวณนั้นของห้องไปโดยปริยาย

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่หลั่นเจว๋ได้มาที่นี่ แต่เขาก็อดที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชมในความตระการตาที่เห็นตรงหน้าไม่ได้ ชายหนุ่มจินตนาการไม่ออกเลยว่า ปรมาจารย์ไวน์สามารถหาไวน์ชั้นดีจากยุคเก่ามามากมายขนาดนี้และขนย้ายมาไว้ที่เมืองสกายไฟร์ได้อย่างไร จากนั้นก็ยังหาวิธีการที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อในการเก็บรักษาไวน์เหล่านี้ แค่ชั้นวางไวน์ไม้โอ๊คสีขาวอันเดียวนั้นก็มีแพงหูฉี่กว่า 10,000 ดอลลาร์ในระบบเงินตราของยุคกำเนิดใหม่ ในยุคกำเนิดใหม่นี้ รายรับเฉลี่ยในแต่ละเดือนของครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปอยู่ที่ 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น

ณ สถานที่นี้ กาลเวลาและทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่ถูกแช่แข็งหยุดนิ่ง ถ้าหากบนศีรษะของหลั่นเจว๋ไม่มีแท่งโลหะจิ๋วที่คอยส่องลำแสงเรืองรองอ่อนๆ ครอบร่างชายหนุ่มเอาไว้ตลอดเวลา เขาย่อมถูกแช่แข็งเหมือนกันกับห้องและทุกสิ่งทุกอย่างภายในรัศมีเช่นกัน

การแช่แข็งทั้งเวลาและอากาศเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้สามารถเก็บรักษาไวน์ชั้นเลิศจากยุคเก่าเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีที่ติ

หลั่นเจว๋สาวเท้าเดินลึกไปเรื่อยๆ พลางชำเลืองมองขวดและอ่านฉลากไวน์ชั้นยอดที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบทางเดิน

“ที่นี่มีแต่ไวน์ชั้นยอดทั้งนั้น! ถ้าดื่มไปขวดหนึ่ง โลกก็จะสูญเสียไวน์ล้ำค่าชนิดนั้นไปตลอดกาล” ในขณะสำรวจขวด ชายหนุ่มก็เผลอถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชมเป็นระยะ

ทันใดนั้น หลั่นเจว๋ก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มหยุดนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองไปยังข้างหน้า

ตะเกียงอันน้อยเปล่งแสงสีเหลืองอ่อนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ในสายตาคนทั่วไป คงสังเกตเห็นเพียงตะเกียงธรรมดาอันหนึ่ง แต่สำหรับหลั่นเจว๋แล้ว ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เล็กกระจ้อยร่อยอยู่เบื้องหลังตะเกียงที่ดูธรรมดานี้

มันเป็นเพียงตะเกียงอันจิ๋วธรรมดาอันหนึ่ง แต่กลับเปล่งรัศมีออกมาเรืองรองกว่าที่พึงเป็นมากนัก

ลำแสงสีฟ้าอ่อนค่อยๆ เรืองรองขึ้น ก่อนจะเริ่มแผ่กระจายอาณาเขตมายังบริเวณรอบตัวหลั่นเจว๋ ชายหนุ่มลอยตัวขึ้นจากพื้นดินช้าๆ เมื่อร่างกายของเขาสัมผัสกับรัศมีสีเหลืองอ่อนนั้น โลกทัศน์ของชายหนุ่มเริ่มบิดเบี้ยวอีกครั้ง

“หวือ!” ชายหนุ่มโผล่มาอีกห้อง เมื่อเทียบกับห้องทางด้านนอกแล้ว ห้องนี้ดูเล็กกว่าเล็กน้อย มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 500 ตารางเมตรเท่านั้น การตกแต่งโดยรวมมีรูปแบบเหมือนห้องทางด้านนอกทุกกระเบียดนิ้ว

ชั้นวางไวน์ต่างๆ ตั้งเรียงรายเป็นแถวชิดผนัง แต่ละชั้นเต็มไปด้วยขวดไวน์แดงที่ถูกวางเป็นระเบียบ

เมื่อหลั่นเจว๋เห็นดังนั้น ดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าส่องประกายวาววับทันที… สีฟ้าที่เรืองรองไปด้วยอสุนีบาต

“ช่างเป็นเพื่อนที่ดีอะไรเช่นนี้ นี่มันขุมสมบัติของปรมาจารย์ไวน์ชัดๆ! น่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันเลือกหยิบไปได้แค่ขวดเดียว” ชายหนุ่ม ผู้ซึ่งมักจะสงบเยือกเย็นและสง่างามในทุกย่างก้าว เร่งฝีเท้าอย่างไม่รักษากิริยาอีกต่อไป เขาพุ่งหาชั้นวางไวน์ตรงหน้าแล้วหยิบขวดไวน์แดงขึ้นดู เพ่งอ่านฉลากอย่างมุ่งมั่น นัยน์ตาฉายชัดถึงความหลงใหล ชื่นชม ราวกับว่ากำลังเพ่งมองสาวงามที่ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

ชายหนุ่มหันหลังกลับ มุ่งหน้าเดินไปทางรัศมีเรืองรองสีเหลือง แต่เดินไปได้เพียงหนึ่งก้าว เขาก็หยุดชะงัก

ปรากฎรอยยิ้มชั่วร้ายจางๆ ขึ้นที่มุมปากของหลั่นเจว๋ “จริงๆ แล้ว ปรมาจารย์ไวน์อาจจะขี้เหนียวจนผิดสัญญาก็ได้นะ ฉันจะไม่เปิดโอกาสให้เขาเบี้ยวได้หรอก” ชายหนุ่มพลิกฝ่ามือเบาๆ กลางอากาศ ก่อนจะมีที่เปิดจุกขวดสำหรับเปิดจุกไวน์แดงโดยเฉพาะโผล่ขึ้นมาจากอากาศธาตุที่ว่างเปล่าตรงหน้า

โรมาเน กงติ

เธอเป็นเด็กสาวอายุราว 18 ถึง 19 ปี ผิวขาวราวกับเหมือนหยก เรือนสีไวน์แดงถูกหวีจัดทรงอย่างปราณีตละลงมาจากศีรษะเคลียแก้มละมุน สาวน้อยอยู่ในชุดกระโปรงลายดอกไม้นานาพันธุ์ตามแบบคนชนชั้นสูงในราชสำนักฝรั่งเศสช่วงยุคโรแมนติค ขับเน้นให้เจ้าตัวน่ามองจนยากจะละสายตา

สิ่งเดียวที่ดูอยู่ผิดที่ผิดทางก็คือ เด็กสาวคนนี้กำลังหอบเล็กน้อย ศีรษะทุยสวยลดต่ำอย่างปลงตก ใบหน้าและลำคอที่เรียวสวยเหมือนดั่งหงษ์ บัดนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่อ ขนตายาวงอนสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ของเจ้าตัว ใบหน้าสวยฉายแววสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษค่ะ ฉันมาช้านิดหน่อย”

ปรมาจารย์ไวน์มองเด็กสาวผู้มาใหม่อย่างเคร่งขรึม เขาพูดเรียบๆ

“เธอกลับไปเถอะ การมาสายถือเป็นความผิดที่ให้อภัยไม่ได้”

“ทำไมไม่ให้โอกาสเธอหน่อยล่ะ” หลั่นเจว๋แย้ง

ปรมาจารย์ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง “การมาช้าแสดงถึงความหยาบคาย”

หลั่นเจว๋ยังแย้งต่อ “ตอนเรายังเด็ก เราก็เสียเวลาไปกับการดูแลรูปลักษณ์ แล้วก็แต่งตัวเหมือนกัน ทำไมไม่ให้โอกาสเธอสักครั้งล่ะ คิดซะว่าเพื่อเห็นแก่ฉันก็แล้วกัน”

ปรมาจารย์กาแฟผู้อยู่ในชุดสูทสีขาวพูดขึ้นว่า “เขาต้องการสื่อว่าพวกเราแก่” เขายิ้มน้อยๆ อย่างซุกซนราวกับกำลังบอกว่า ‘ฉันไม่ใช่คนก่อเรื่องนะ’

ปรมาจารย์ไวน์ขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด ยอดนักชิมพูดขึ้นทำลายความเงียบว่า “ปรมาจารย์อัญมณี คราวนี้ฉันเข้าข้างนายละกัน เพื่อเป็นเกียรติแก่ไวน์ในมือนาย”

ปรมาจารย์ไวน์หันไปมองหลั่นเจว๋อย่างไม่รู้ตัว เมื่อเห็นขวดไวน์ในมือชายหนุ่ม เขาก็น็อตหลุด

ปรมาจารย์ไวน์ผู้เงียบขรึม จริงจังอยู่เป็นนิตย์ปรี่เข้าไปหาหลั่น เจว๋ ริมฝีปากและนิ้วสั่นเทาชี้ไปที่ชายหนุ่ม ละล่ำละลักพูด “ฉันบอกนายแล้วนะว่า ให้ไปเลือกหยิบมาอย่างสบายๆ!” ชายสูงวัยพูดอย่างเกรี้ยวกราด กัดฟันกรอด

หลั่นเจว๋ตอบด้วยสีหน้าขึงขัง “ขอโทษที ฉันมันไม่ใช่คนสบายๆ”

“เอาคืนมานะ!” ปรมาจารย์ไวน์คว้าเอาขวดไวน์ชั้นดีในมือชายหนุ่มออกมาอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู

หลั่นเจว๋ไม่หลบแม้แต่นิดเดียว ขวดไวน์แล่นลงสู่มือของปรมาจารย์ไวน์อย่างนุ่มนวล แต่ในมือของหลั่นเจว๋ปรากฏจุกไม้ก๊อกไวน์สมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วนใดๆ มันแผ่ซ่านกลิ่นหอมฟุ้งของไวน์แดงออกมาอย่างอ่อนๆ

“ไอ้ลูกหมานี่! เปิดมันออกจนได้!” ปรมาจารย์คำรามอย่างโกรธเกรี้ยว

“การสบถเป็นความผิดที่ยกโทษให้ไม่ได้สำหรับผู้ดี” หลั่นเจว๋พูดพลางโบกจุกไวน์ในมือเล่นไปทางปรมาจารย์ไวน์

สาวน้อยต้นเรื่องเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นขวดไวน์แดงชั้นดีตรงหน้า นัยน์ตาสีฟ้าใสก็ส่องประกายอย่างยินดี สุกสกาวราวกับแสงเรืองรองจากอัญมณีเลอค่า

ปรมาจารย์ไวน์หายใจขาดห้วงด้วยอารมณ์คุกรุ่น ชายสูงวัยสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ เขาคว้าแผ่นโลหะสีเงินอมขาวเล็กจิ๋วคืนมาจากอีกมือหนึ่งของหลั่นเจว๋ “อีวา เอาน้ำอุ่นกับขนมปังขาวหั่นบาง แล้วก็หั่นแฮมไอเบอเรียบางๆ หมัก 72 เดือนนั่นออกมาหน่อย”

“ได้ค่ะ นายท่าน” หญิงสาวรับคำ

“เดี๋ยวก่อนนะ” ปรมาจารย์ยอดนักชิมรั้งอีวาไว้ สาวเท้าเดินเข้าไปหาหญิงสาว ยิ้มออกมาอย่างแกนๆ ชำเลืองมองไปยังปรมาจารย์ไวน์ ผู้ซึ่งยังคงกอดขวดไวน์แดงเจ้าปัญหาไว้อย่างแนบแน่นหวงแหน “หมายความว่านายมีอะไรดีๆ อย่างแฮมไอเบอเรียสเปนที่หมักมาถึง 72 เดือน แต่ไม่เคยเอาออกมาแบ่ง ไม่คิดว่าตัวเองงกไปหน่อยเหรอ”

ปรมาจารย์ไวน์เถียงอย่างปกป้องตัวเอง “ท่านปรมาจารย์คนเก่าเอาแฮมชั้นดีแบบนั้นมาแค่ 19 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มันเหลืออยู่แค่ 14 ชิ้นเท่านั้น ฉันกะเอาไว้ว่าจะเก็บไว้กินคนเดียว นายกำลังเอาเปรียบฉันนะ”

ยอดนักชิมยิ้มละไมก่อนจะพูด “อย่าฉุนเฉียวนักสิ จิบไวน์ชั้นเลิศ กินของดีๆ ถ้าอารมณ์เสียนี่เสียของแย่นะ อีกอย่าง แฮมชิ้นเดียวก็จริง แต่เอามาแบ่งกินได้หลายมื้อเลยนะ อีวา เอาแฮมออกมาเลย ขอจานใหญ่กว่านี้ให้ทุกคนด้วย แล้วก็เทียน 20 เล่ม เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

อีวาชำเลืองมองปรมาจารย์ไวน์อย่างถามความเห็น ชายสูงวัยพยักหน้าให้เธอเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต คำพูดของยอดนักชิมเมื่อสักครู่ ทำให้เขาคลายความโกรธลงไปได้ไม่น้อย

หลั่นเจว๋เดินไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนเอง มองตรงไปยังเด็กสาวผู้มาใหม่ ซึ่งแอบน้ำลายสอมองขวดไวน์อยู่เงียบๆ

“เธอจำไวน์ขวดนี้ได้งั้นเหรอ?”

เด็กสาวพยกหน้าอย่างกระตือรือร้น หลั่นเจว๋ยิ้มออกมา “เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ” ชายหนุ่มกล่าว

เด็กสาวตรงหน้ารีบตอบทันทีทันใด “นี่คือหนึ่งในไวน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด มันคือไวน์โรมาเน กงติ ซึ่งจัดเป็น ‘ราชา’ ของไวน์ทั้งหมดในแคว้นเบอร์กันดีของฝรั่งเศส มันถือเป็นความภาคภูมิใจของไวน์เบอร์กันดี ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์คนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า ภาพลักษณ์ของไวน์เบอร์กันดีทั้งหมดจะดีรึไม่ ขึ้นอยู่กับโรมาเน กงติ เพียงอย่างเดียว ไวน์ชนิดนี้จัดเป็นไวน์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาชาโตทั้งแปดของแคว้นบอร์โด ในยุคเก่านั้น โรมาเน กงติจัดเป็นไวน์ที่ยอดเยี่ยมและเลอค่าที่สุดในโลก”

“แล้วรสชาติของมัน เป็นยังไง?” หลั่นเจว๋ซักต่อ

นัยน์ตาของเด็กสาวฉายแววความมึนเมา เหมือนกำลังเพ้อฝันถึงอะไรบางอย่างก่อนตอบ “รสชาติของมันช่างดื่มด่ำเหมือนสามารถซึบซาบเข้าไปในทุกอณูของต่อมรับรสและลิ้น เป็นรสชาติที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่ากับมันแทรกซึมลงไปในทุกๆ เซลล์ของร่างกาย กลิ่นหอมและรสชาติของมันติดปลายลิ้นอยู่นาน เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม หนักแน่น แต่ก็ละมุน และเข้มข้นด้วย เข้มข้น กลมกล่อม แต่ก็นุ่มละมุนเหมือนกำมะหยี่เนื้อดี ถูกกลั่นเอาส่วนที่ดีและเข้มข้นที่สุดขององุ่นสายพันธุ์ปิโนนัวร์ ไม่มีอะไรสามารถเทียบเทียม เสมอเหมือน ช่างเป็นไวน์เลิศรสเหมือนมาจากสรวงสวรรค์ แต่หลังจากเข้าสู่ยุคกำเนิดใหม่ สภาพแวดล้อมก็ถูกทำลายไป ดาวบ้านเกิดก็เสื่อมโทรม ทำให้ไม่สามารถผลิตไวน์โรมาเน กงติแท้ได้อีกเลย นับตั้งแต่ปี 2025”

เมื่อเด็กสาวตรงหน้าพูดจบ หลั่นเจว๋ ปรมาจารย์ไวน์ รวมถึงยอดนักชิม ก็มีสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“เธอเคยดื่มมาก่อนงั้นเหรอ?” ปรมาจารย์ไวน์เอ่ยถาม

เด็กสาวพยักหน้ารับเบาๆ อย่างเอียงอาย “ฉันโชคดีมากที่เคยได้ลิ้มรสไวน์โรมาเน กงติเก่าแก่ปี 1981 ค่ะ ถึงจะไม่ใช่โรมาเน กงติปีที่ดีที่สุด แต่รสชาติของมันยังติดปลายลิ้นอยู่เลย ฉันยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ขึ้นใจ”

ยอดนักชิมยิ้มออกมา “สาวน้อยคนนี้มีรสนิยมดีทีเดียว ดูเหมือนว่าปรมาจารย์อัญมณีจะตัดสินใจถูกอีกแล้ว”

หลั่นเจว๋มองตรงไปที่ปรมาจารย์ไวน์ ชายสูงวัยพยักหน้ายอมรับเบาๆ และพูดขึ้น “เพื่อเห็นแก่โรมาเน กงติ ฉันพิจารณาให้เธอผ่านการสัมภาษณ์คัดเลือกครั้งนี้ แต่จงจำไว้นะว่า ในอนาคต ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ชนชั้นสูงต้องไม่ผิดเวลาเป็นอันขาด”

เด็กสาวรับคำ ทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ค่ะ”

“ไปได้แล้ว อีวาจะช่วยเธอทำเรื่อง” ปรมาจารย์ไวน์กล่าว

“ขอบคุณค่ะ” สาวน้อยทำความเคารพอีกครั้ง ครั้งนี้เธอหยุดนิ่งชั่วครู่อย่างชั่งใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามออกมา “ในอนาคต พอฉันได้รับเข็มกลัดสกายไฟร์แล้ว ฉันมาขอซื้อไวน์โรมาเน กงติที่นี่ได้ไหมคะ”

ปรมาจารย์ไวน์หน้านิ่ง ปัดมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนตอบ “ไวน์โรมาเน กงติสงวนไว้ให้เพื่อนๆ ฉันดื่มเท่านั้น”

ใบหน้าเด็กสาวฉายแววความผิดหวังชัดเจน เธอทำความเคารพอีกครั้งแล้วก็หมุนตัวจากไปอย่างรวดเร็ว

พนักงานเสริฟอาหารหลายคนเข้ามาภายในหัอง พร้อมแก้วไวน์ปิโนนัวร์จำนวนสี่แก้ว ขนมปังขาวฝานเป็นแผ่นบาง ถ้วยบรรจุน้ำอุ่นสี่ถ้วย ถาดสีขาวทรงเหลี่ยม และแฮมชิ้นใหญ่ยักษ์ ยาวเป็นเมตร หนาประมาณ 30 เซนติเมตร

ปรมาจารย์ไวน์ทอดสายตามองหลั่นเจว๋อย่างเยียบเย็น “ฉันจะไม่ให้นายช่วยสัมภาษณ์เด็ดขาด”

หลั่นเจว๋ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี “นายต้องเรียนรู้เรื่องความโอบอ้อมอารีมากกว่านี้นะ ของดีๆ น่ะ เขามีไว้ให้แบ่งปันกับเพื่อน”

ปรมาจารย์ไวน์ส่งเสียงฟุดฟิด คว้าเอาขวดไวน์โรมาเน กงติมาถือไว้ นิ้วโป้งกดไปที่บริเวณคอขวดแน่น นิ้วที่เหลืออีกสี่นิ้วกดแน่นที่อีกด้านของขวด ชายสูงวัยอ่านฉลากที่ขวด บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ “โรมาเน กงติปี 2005 จากยุคเก่า… ตัวแสบ นายมันเจ้าเล่ห์นัก”

หลั่นเจว๋เพ่งมองไปที่แก้วไวน์ตรงหน้า “อะไรกัน ฉันเห็นอยู่นะ ว่านายมีโรมาเน กงติปี 1990 อยู่”

ยอดนักชิมตาลุกเป็นประกาย โพล่งออกมาเสียงเขียว “งั้นทำไมนายไม่หยิบขวดนั้นมา ถ้าของปี 2005 จัดเป็นไวน์ชั้นยอด โรมาเน กงติปี 1990 นี่จัดเป็นของดีระดับตำนานเลยนะ!”

หลั่นเจว๋ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คนเราก็ต้องมีขอบเขตกันบ้างสิ อีกอย่าง ฉันยังไม่อยากถูกปรมาจารย์ไวน์หมายหัวนะ”

ยอดนักชิมยิ้มเหยเก ชายหนุ่มจัดเรียงเทียนไขทั้ง 20 เล่มในมืออย่างคล่องแคล่ว “อย่ากังวลไปเลย คนอื่นๆ อาจจะทำอย่างนั้นกับนายได้ แต่ไม่ใช่กับพวกเราแน่ๆ”

ปรมาจารย์ไวน์พูดอย่างบูดบึ้งว่า “นี่พวกนายกำลังแก้แค้นฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย”

หลั่นเจว๋และยอดนักชิมลอบมองกันแล้วอมยิ้ม พูดออกมาพร้อมกันว่า “เพื่อนดื่มหาได้ยากนะ”

ของขวัญจากสวรรค์

ไวน์สีแดงเข้มถูกรินอย่างบรรจงลงแก้ว มันนอนลงอย่างสงบนิ่ง ไร้การกระเพื่อมไหวติง รสชาติของมันนั้นกลมกล่อม ไม่เข้ม และไม่อ่อนจนเกินไป ราวกับว่ารสชาติทั้งหมดถูกกักเก็บควบคุมไว้เป็นอย่างดี

มือของปรมาจารย์นิ่งมาก เขาสามารถกะปริมาณไวน์ให้ทั้งสี่แก้วให้มีปริมาณเท่ากันเป๊ะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปริมาณของเหลวในถ้วยสูงสองนิ้วพอดีเท่ากัน หากพิจารณาดูด้วยตาเปล่า จะไม่อาจแบ่งแยกความแตกต่างของไวน์สี่แก้วนี้ได้เลย

หลั่นเจว๋มองตรงไปที่ไวน์ ส่วนยอดนักชิมมองที่แฮมขนาดยักษ์ตรงหน้าอย่างมุ่งมั่น ราวกับทั้งสองตกอยู่ในมนต์สะกดของอะไรบางอย่าง

เทียนทั้ง 20 เล่มถูกตั้งไว้ในจุดต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ กระจายเป็นวงกว้าง แต่กะให้มีขนาดเล็กกว่าถาดสี่เหลี่ยมที่ถูกนำมาเสริฟเมื่อครู่ ยอดนักชิมปัดมือข้างขวาเบาๆ ไปตรงบริเวณไส้เทียนทั้ง 20 เล่มครั้งหนึ่ง เทียนทั้งหมดก็ติดไฟ ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกัน เปลวไฟที่เกิดขึ้นไม่ได้ลุกโชนสูงนักแต่สุกสว่าง

ยอดนักชิมหยิบถาดขึ้นมา จับบริเวณขอบไว้แน่น แล้วเอาถาดจ่อไปยังรัศมีของเปลวไฟจากเทียนทั้ง 20 เล่มเพื่อให้ความร้อนกระจายอย่างทั่วถึง

ปรมาจารย์กาแฟมองการกระทำของยอดนักชิม ก่อนกล่าวออกมา “ทำไมต้องทำอะไรยุ่งยากด้วย ใช้ไฟของตัวเองก็จบ” ยอดนักชิมไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขา เอ่ยตอบว่า “ก็เพราะอย่างนี้ไง นายถึงยังไร้รสนิยมอยู่อย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะโชค นายก็ไม่ได้ทางได้มาจิบไวน์ชั้นเลิศแบบนี้หรอกนะ หรือแม้แต่มากินแฮมดีๆ ไฟของฉันน่ะเป็นพลังด้านบวกก็จริง แต่มันแห้งแล้วก็ระเบิดง่าย เปลวไฟจากเทียนน่ะ เป็นพลังด้านบวกที่นุ่มนวล อ่อนโยน แล้วก็กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ข้อนี้แหละที่ฉันต้องการ”

ปรมาจารย์แย้งออกมาทันที “ทำไมจะไม่มีทาง ฉันไม่เชื่อนายหรอก! ปรมาจารย์ไวน์ ที่เขาพูดน่ะ จริงเหรอ?”

ปรมาจารย์ไวน์ไม่ตอบ ชายสูงวัยยกก้านจับเรียวยาวของแก้วไวน์ตรงหน้าขึ้นมาสูงให้ต้องแสงเทียน และจ้องมองของเหลวสีแดงเข้มนั้นอย่างหลงไหล

ปรมาจารย์กาแฟหันมองหลั่นเจว๋อย่างคาดหวังเป็นลำดับต่อไป “ยอดนักชิมดูถูกฉัน! เขาเอามูลอะไรมาถึงกล้าวิจารณ์ฉันอย่างนี้?” สายตาของหลั่นเจว๋เพ่งมองไปยังแก้วไวน์ตรงหน้าอย่างตั้งใจเช่นกัน ด้วยท่วงท่าที่แทบจะเหมือนปรมาจารย์ไวน์ ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นสูง จ้องมองของเหลวสีแดงเข้มภายในนั้น

“เขาพูดเรื่องจริงนะ แล้วก็มีเหตุผลที่เข้าท่าเลยด้วย ที่ปรมาจารย์ไวน์ไม่อยากตอบเพราะไม่อยากให้นายเสียใจน่ะ แต่ฉันตอบให้ได้นะ ถือว่าเป็นการเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ กับเรื่องวุ่นๆ ที่นายก่อให้ฉันก่อนหน้านี้ยังไงล่ะ”

“เออ บอกฉันมา” ปรมาจารย์กาแฟพูดอย่างไม่พอใจนัก

หลั่นเจว๋หัวเราะออกมาเบาๆ “ถ้านายอยากเรียนอะไร ก็ต้องจ่ายค่าเรียนมานะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ยกไวน์ในแก้วส่วนของนายให้ฉัน แล้วฉันจะบอก ไม่อยากนั้นจะเรียกว่าเป็น ‘การเอาคืน’ได้ยังไงล่ะ จริงไหม”

ปรมาจารย์ตอบอย่างแค้นเคืองระคนสำนึกผิดเล็กน้อยว่า “ก็ได้ ถ้านายบอกเหตุผลที่เข้าท่ามาว่า ทำไมฉันถึงไม่ควรค่าที่จะได้ดื่มไวน์โรมาเน กงติแก้วนี้ ฉันจะยกส่วนของฉันให้นาย”

หลั่นเจว๋วางแก้วไวน์ในมือลง มองตรงอย่างแน่วแน่ไปที่ปรมาจารย์ก่อนจะพูด “ไม่ต้องคิดมาต่อรองเรื่องนี้เลยนะ ก็เขาถามฉัน ฉันก็ตอบ เป็นความผิดของนายที่ไม่ยอมตอบเขาเองก่อนหน้านี้”

ปรมาจารย์ไวน์ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เหตุผลง่ายๆ ที่เขาไม่ควรค่าจะดื่ม ก็คือเพราะว่าเขายอมสละสิทธ์ในการดื่มไวน์โรมาเน กงติแก้วนี้ให้นาย แค่นี้ก็พอที่จะเป็นคำตอบแล้วล่ะ”

เมื่อได้ฟังคำตอบ หลั่นเจว๋ก็เผยยิ้มออกมา ก่อนจะพูดต่อ “แต่เหตุผลนี้ไม่ดีพอสำหรับเขาแน่ๆ เขาก็จะอ้างว่าเขากระหายในความรู้มากกว่าที่กระหายในการดื่มกิน”

หลั่นเจว๋ยกแก้วน้ำขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะหันไปมองปรมาจารย์กาแฟผู้เป็นหัวข้อในการสนทนา

“จริงๆ แล้ว เหตุผลง่ายๆ ก็แค่ว่า นายเป็นปรมาจารย์ด้านกาแฟ แม้ว่านายจะชื่นชอบกาแฟมากแค่ไหนก็ตาม หรือมีรสนิยมในการกินที่ดีมาก สุดท้ายแล้ว นายก็ยังเป็นปรมาจารย์ด้านกาแฟอยู่วันยังค่ำ”

ปรมาจารย์กาแฟได้ฟังคำตอบของหลั่นเจว๋ก็ทำหน้างงเล็กน้อย ถามต่ออย่างมึนๆ ว่า “นี่ถือเป็นเหตุผลด้วยเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ” หลั่นเจว๋ตอบ “ถ้าเทียบไวน์แดงกับกาแฟ นายก็ชอบกาแฟมากกว่าอยู่ดี ถามหน่อย วันๆ หนึ่งนายดื่มกาแฟกี่แก้วล่ะ”

“สามแก้ว” เขาตอบ

หลั่นเจว์ขยายความต่อ “การดื่มกาแฟเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาย ไม่ว่ากาแฟชั้นดี เข้มข้น หรือทิ้งรสสัมผัสเลิศรสไวได้นานแค่ไหนก็ตาม มันก็ส่งผลและครอบงำต่อมรับรสที่ลิ้นของนายอยู่ดี ก่อนที่จะจิบไวน์แดงชั้นยอดดีๆ สักแก้ว วิธีที่จะดื่มด่ำในรสชาติและกลิ่นหอมได้ดีที่สุดของมัน คือต้องงดดื่มกินอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นทุกชนิด อย่างน้อยเป็นเวลาสามวัน ทั้งกาแฟ ชา หรือว่าช็อคโกแล็ต ก็จัดเป็นของต้องห้ามทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้นแล้ว ต่อมรับรสของนายจะลิ้มรสไวน์แดงชั้นเลิศนี้ไม่ได้เต็มที่ ถึงแม้จะมีขนมปังขาว ช่วยในการดูดซับรสชาติในปากแล้วด้วยก็ตามเถอะ ยังไงก็ยังมีรสชาติหลงเหลืออยู่ดี ส่งผลถึงรสชาติสุดยอดดั่งสวรรค์สร้างที่นายควรจะได้รับอย่างเต็มที่จากการดื่มไวน์ดีๆ ซึ่งถือว่า เป็นการดูหมิ่นไวน์นะ”

หลั่นเจว๋หยุดนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้ปรมาจารย์กาแฟ “แล้วในสามวันที่ผ่านมานี้ นายดื่มกาแฟมารึเปล่าล่ะ”

ปรมาจารย์กาแฟยิ้มแหยๆ “ของมันแน่อยู่แล้ว”

“ขอบคุณมาก” หลั่นเจว๋พูด คว้าแก้วไวน์ตรงหน้าปรมาจารย์กาแฟมา รินของเหลวสีแดงเข้มทั้งหมดในแก้วใส่แก้วไวน์ของตน ก่อนจะส่งแก้วไวน์ที่ว่างเปล่าวางคืนที่เดิม

ปรมาจารย์ไวน์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ชายสูงวัยหมุนแก้วไวน์ในมือ แล้วก็ยกแก้วขึ้นจรดจมูกเพื่อดม ทันใดนั้น แววเคร่งขรึมในดวงตาของชายสูงวัยก็แปรเปลี่ยนเป็นมึนเมาและงุนงง

เขายกแก้วไวน์ขึ้นจิบอึกใหญ่ อมของเหลวไว้ในปากครู่ใหญ่อย่างต้องการจะดื่มด่ำในรสชาติเหมือน ก่อนจะค่อยๆ ส่งมันลงคอไป

หลั่นเจว๋ดื่มบ้าง ค้อมศีรษะลงต่ำเล็กน้อย ชายหนุ่มค่อยๆ ดื่ม เสียงของของเหลวกระทบเพดานปากดังออกมาเบาๆ ชายหนุ่มค่อยๆ ยกศีรษะขึ้น ปล่อยของเหลวให้ไหลรินลงคอไป

นานทีเดียวกว่ามี่สีหน้าของปรมาจารย์จะกลับมาเคร่งขรึมตามปกติ เขาเอ่ย “ผลทับทิมสุกสว่างที่คุณภาพดีสมคำล่ำลือจริงๆ กลิ่นหอมกรุ่นคลาสสิคของโรมาเน กงติ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นของกุหลาบแรกแย้มและพริกไทย นุ่มนวล กลมกลืน แม้เราจะลิ้มรสความเข้มข้น ละมุนนี้ได้อย่างกำจัดเวลาดื่ม แต่รสชาตินี้ค้างติดอยู่ที่โคนลิ้นต่ออีกนานแสนนาน”

ชายสูงวัยพูดพลาดหันหน้าไปมองหลั่นเจว๋ “นายเลือกได้ดีมาก โรมาเน กงติขวดนี้กำลังกลมกล่อมได้ที่เลยทีเดียว”

หลั่นเจว๋ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “มันรวมเอากลิ่นความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมของดอกไม้ได้หอมกลมกล่อมมาก แบบว่าหลอมรวมระหว่างความเข้มข้นและความอ่อนละมุนได้อย่างลงตัว รสชาติของผลไม้แห้งคลุกเคล้าประสานเข้ากับเชอร์รี่ ไวน์ชั้นเลิศนี้เป็นไวน์ที่สวรรค์ส่งมาอย่างแท้จริง สมกับเสียงเล่าลือที่ว่า มันคือ ‘ของขวัญจากสวรรค์’ มันเป็นราชาแห่งไวน์อย่างแท้จริง! ฉันพนันได้เลยว่า ถึงผ่านไปอีกสามวัน กลิ่นและรสหอมกรุ่นนี้จะยังอยู่เหมือนวินาทีนี้ในต่อมรับรสและฟันของฉัน จนไวน์ใดๆ ไม่สามารถมากลบกลิ่นได้เลยในสามวันนี้”

ปรมาจารย์กาแฟลอบสังเกตสีหน้าและอากัปกิริยาพึงพอใจของพวกเขา อดพูดออกมาไม่ได้ว่า “ยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ ปรมาจารย์ไวน์ ฉันขอลองจิบบ้างสิ”

ปรมาจารย์ไวน์มองหน้าชายหนุ่ม ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “จริงๆ แล้ว ฉันเตรียมขนมปังขาวนี่มาเพื่อนายโดยเฉพาะเลยตั้งใจจะให้มันช่วยดูดซับกลิ่นและรสที่ทิ้งค้างอยู่ในต่อมรับรสของนาย นายจะได้ลิ้มรสของไวน์โรมาเน กงติอย่างเต็มที่เหมือนกับคนอื่นๆแต่ก็นะ สุดท้ายแล้วนายก็เสียมันให้ปรมาจารย์อัญมณีไปจนได้  ฉันตั้งใจจะให้นายดื่มแค่แก้วเดียว เพราะงั้นต้องเสียใจด้วยจริงๆ นะ ที่วันนี้นายจะไม่ได้ดื่ม”

ยอดนักชิมยกถาดที่อังเปลวไฟจากเทียนออก วางมันลงอย่างนุ่มนวลลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มตบไหล่ปรมาจารย์กาแฟเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “นี่แหละคือการแก้แค้นของปรมาจารย์อัญมณี ไอ้คนนี้มันเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ”

ปรมาจารย์กาแฟหันหน้าไปทางหลั่นเจว๋ ส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายไปที่ชายหนุ่ม

หลั่นเจว๋ยกของขวัญจากสวรรค์ในมือขึ้นจิบอีกรอบ หรือว่าง่ายๆ คือยกไวน์ชั้นเลิศในมือขึ้นจิบอีกครั้งก่อนพูด “วันก่อน มิสคาร์มิลมาหาฉันที่ร้าน ถึงเธอจะไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมืออะไร แต่แค่มองตา ฉันก็รู้เลยว่าเธอต้องการอะไร”

ปรมาจารย์กาแฟหน้าตึง ถอนหายใจออกมาอย่างหม่นเศร้า “นายชนะแล้ว”

หลั่นเจว๋โน้มแก้วไวน์ของเขาไปทางปรมาจารย์กาแฟ สีหน้าของชายหนุ่มผู้พลาดของดีค่อยๆ กลับไปเรียบเฉยตามเดิม “ฉันปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ ถึงฉันจะดื่มไวน์ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ฉันยังกินแฮมนี่ได้นี่หน่า”

ยอดนักชิมคว้าเอามีดเรียวยาวออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ฝานแฮมชิ้นยักษ์ตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว ทว่านุ่มนวลตรงหน้าออกเป็นชิ้นบางๆ น่าทาน แล้วจัดแจงแบ่งใส่จาน

มือของชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว จนแทบมองไม่ทัน ไม่นานนัก แฮมที่ถูกฝานเป็นแผ่นบางเรียงตัวสวยก็กองล้นจานตรงหน้า

“ทำไมนายถึงต้องเอามันไปย่างก่อน” ปรมาจารย์ไวน์เอ่ยถามยอดนักชิม

ยอดนักชิมตอบทันที “เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า ‘หมูดำ’ ชื่อจริงๆ ของมันคือ หมูป่าไอเบอเรีย โดยทั่วไปแล้ว ในยุคเก่า พวกมันถูกเลี้ยงแถวป่าย่านตะวันตกตอนกลางของสเปน ที่นั้นเป็นที่ดั้งเดิมและมีผืนป่าธรรมชาติ เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์ที่สุด นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์กว้างใหญ่ ต้นโอ๊ค และต้นเอคอร์น ซึ่งก่อให้เกิดชีวิตใหม่ในสเปน หมูที่ถูกเลี้ยงมาในทุ่งหญ้าแบบนี้จะกินผลจากต้นโอ๊คและต้นเอคอร์นเป็นอาหารหลัก ส่วนเมล็ดพันธุ์ของต้นโอ๊คนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำแฮมไอเบอเรียขนานแท้”  

“ขั้นตอนการผลิตก็คือ สไลด์เนื้อหมูเป็นแผ่นบางๆ เสียก่อน จากนั้นก็ค่อยทำการแช่แข็งเนื้อหมู เก็บและรักษาความสะอาดไว้อย่างดี หลังจากทำการรักษาไประยะหนึ่งแล้ว ให้ใช้น้ำเย็นล้างทำความสะอาดคราบเกลือบนแฮม นำแฮมที่ได้ไปเก็บไว้ในคลังสองเดือน เพื่อให้เกิดรสเค็มอย่างทั่วถึง ซึ่งถือเป็นกรรมวิธีในการตากแห้งมันโดยธรรมชาติ หลังจากนั้นให้แขวนมันไว้ที่ถ้ำตามธรรมชาติโดยไม่ต้องไปยุ่งกับมันเป็นเวลาอย่างน้อย 24 เดือนจึงจะได้ที่พร้อมกิน แฮมไอเบอเรียชั้นดีที่แท้จริงต้องผ่านกระบวนการการเก็บรักษาเป็นเวลาอย่างน้อย 48 เดือน”

“แฮมที่นายนำมาเป็นตัวอย่างสุดวิเศษว่า เฉพาะหมูป่าไอเบอเรียแท้ 100% ที่ถูกเลี้ยงด้วยเมล็ดพันธุ์จากต้นโอ๊คเป็นอาหารหลักเท่านั้นที่สามารถผ่านช่วงเวลาการเก็บรักษาที่ถ้ำบนภูเขาอย่างน้อย 72 เดือนได้ แม้แต่ในยุคเก่า แฮมแบบนี้ก็จัดเป็นสิ่งที่ไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว”

“จริงๆ แล้ว แฮมชนิดนี้ก็มีข้อเสียของมันอยู่เหมือนกันนะ ปัญหาคือชั้นไขมันของมันหนาเกินไป แม้รสชาติจะนุ่มลิ้นอร่อยแค่ไหนแต่ก็มีกลิ่นเหม็นหืนจากไขมัน ในขณะที่เคี้ยวมัน ถึงแม้จะเลิศรสมากก็ตาม แต่ก็ยังมีจุดบกพร่องตามอย่างที่เล่าไป ฉันก็เลยเร่งไฟ เฉือนแฮมเป็นแผ่นบางๆ แล้วเอาถาดแฮมไปรมไฟให้ไขมันละลายเสียก่อน ความร้อนจึงจะแผ่ซ่านไปทั่วชิ้นแฮม หอมฟุ้งออกมา ดูสิ ไขมันสีขาวเริ่มโปร่งออกมาให้เห็นแล้ว”

จริงดังว่า ชิ้นแฮมสีแดงปนขาวน่ากินตรงหน้าเริ่มเผยให้เห็นชั้นไขมันสีขาวโปร่งออกมา ดูราวกับเป็นผลึกคริสตัลที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ กลิ่นหอมฟุ้ง แผ่กระจายออกมาจากชิ้นเนื้อหอมกรุ่นตรงหน้า หนาแน่น หอมฟุ้ง ไม่จางหาย

หลั่นเจว๋เอื้อมไปคว้ามาชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าปากอย่างอดไม่ได้ ทันทีที่แฮมเนื้อนุ่มสัมผัสกับน้ำลายในปาก สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป รสชาติของมันทั้งเข้มข้นและบริสุทธิ์อ่อนโยนไปในคราวเดียวกัน ทิ้งรสกลมกล่อมให้ค้างอยู่ในปากนานแสนนานหลังจากกลืนลงคอไป เขายกไวน์โรมาเน กงติขึ้นมาจิบอีกที รู้สึกเมาขึ้นมาอีกครั้ง

ปรมาจารย์ไวน์หยิบชิ้นแฮมหอมหวนเข้าปากเช่นเดียวกัน เมื่อกัดเข้าไปคำหนึ่ง ชายสูงวัยก็มีอากัปกิริยาแทบจะเหมือนกับที่หลั่นเจว๋เป็นเมื่อครู่ เขาหัวเราะออกมาอย่างแกนๆ พลางพูด “ดูท่ารสนิยมการกินอาหารของฉันก่อนหน้านี้จะใช้ไม่ได้แล้วล่ะ”

ยอดนักชิมยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ เขาจิบไวน์แล้วก็กินแฮมไปด้วย “ช่างวิเศษอะไรอย่างนี้นะ ไวน์ก็ของนาย แฮมก็ของนาย แล้วนายก็ยังชมฉันอีก”

หลั่นเจว๋ครางออกมาอย่างสบายอารมณ์ “ของขวัญจากสวรรค์ แฮมไอเบอเรียชั้นยอด ปรมาจารย์ไวน์ผู้แสนดี จากนี้ไป ฉันจะแวะมาเยี่ยมบ่อยๆ นะ”

ปรมาจารย์ไม่มองสบตาหลั่นเจว๋ ดวงตาทั้งสองข้างฉายแววขมขื่น เขารู้ดีว่า ปรมาจารย์อัญมณีไม่ใช่คนหยาบโลน ไร้ความเกรงใจโดยสันดาน แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาตัดสินใจสวมบทคนหยาบโลน ไม่รู้จักเกรงใจแล้ว…

ปรมาจารย์กาแฟเผยยิ้มอย่างขมขื่น มองไวน์แดงชั้นดีตาละห้อย ความหอมหวนของแฮมไอเบอเรียเกินที่เขาจินตนาการไว้มากก็จริง แต่โชคร้ายนักที่เขาไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส ‘ของขวัญจากสวรรค์’ ควบคู่ไปด้วย

จดหมาย เยว่ เฮร่า!

หลั่นเจว๋เดินออกมาจากโรงกลั่นไวน์กอธิคเก่าแก่ กลิ่นหอมของเนื้อยังกรุ่นค้างอยู่ในปาก กลิ่นหอมของ ’ของขวัญจากสวรรค์’ที่เพิ่งได้ลิ้มรสไป ก็ยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในปากและประทับอยู่ในความทรงจำเช่นเดียวกัน ปรมาจารย์กาแฟเมื่อได้รับคำตอบอันน่าพึงใจ ก็ขอตัวกลับไปก่อนเมื่อหลั่นเจว๋ชำเลืองมองยอดนักชิมข้างๆ ชายหนุ่มก็เผลอยิ้มออกมา

ในยุคเก่า จริงอยู่ที่ว่าแฮมไอเบอเรียค่อนข้างหนา แต่วิธีการที่ยอดนักชิมทำชิ้นแฮมให้พวกเขากินนั้น นอกจากจะลดกลิ่นเหม็นหืนที่ว่าแล้ว ยังเกิดผลอีกอย่างตามมาด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือแฮมมีความมันเยิ้มน้อยลง ซึ่งหมายความว่าอร่อยน้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

หลั่นเจว๋แอบเห็นแววแห่งความขมขื่นด้วยความเสียดายฉายชัดในนัยน์ตาของปรมาจารย์ไวน์ ตอนที่เขาเก็บชิ้นแฮมที่เหลือจากการร่วมสังสรรค์เมื่อครู่

“ไปแล้วนะ” ยอดนักชิมโบกมือลา ก่อนจะเดินลับหายไปในความมืดของราตรีกาล

หลั่นเจว๋เดินผ่านถนนสกายไฟร์ เมื่อผ่านร้านซูสของตน ไฟข้างในกลับยังคงเปิดสว่างโล่งอยู่ ทั้งๆ ที่ดึกมากแล้ว ชายหนุ่มมองพลางคิดอย่างประหลาดใจ

ชายหนุ่มผลักประตูเข้าไปในร้าน เฉียว เฉียวกำลังยืนยิ้มแฉ่งต้อนรับอยู่

“เฉียวเฉียว ทำไมยังไม่กลับไปพักผ่อนอีก นี่ก็ดึกมากแล้วนะ” หลั่นเจว๋ถามเธออย่างฉงน

เฉียวเฉียวส่งยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินอ้อม มุ่งหน้ามาทางเขา ในมือถือจดหมายซองหนึ่งอยู่ เธอมอบมันให้แก่ชายหนุ่ม “เจ้านายคะ นี่คือจดหมายที่คุณผู้หญิงคนนั้นทิ้งเอาไว้ค่ะ ฉันเกรงว่าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ส่งถึงมือจะยิ่งล่าช้า ก็เลยรอจนคุณกลับมาน่ะค่ะ จริงๆ แล้ว เคอะเอ๋อก็เสนอตัวจะอยู่เป็นเพื่อนฉัน แต่เธอดูง่วงมาก ฉันก็เลยไล่เธอกลับไปนอนก่อนน่ะค่ะ” หลั่นเจว๋กอดหญิงสาวหลวมๆ อย่างขอบคุณในน้ำใจ

“เธอนี่เป็นคนรอบคอบเอาใจใส่จริงๆ เลย”

เฉียวเฉียวยิ้มรับ “อย่างนั้น ตอนนี้ฉันกลับบ้านได้รึยังคะ”

“ได้เลย กลับไปเถอะ ราตรีสวัสดิ์ แล้วก็เดินกลับบ้านดีๆ นะ มันดึกแล้ว” หลั่นเจว๋จุมพิตที่แก้มหญิงสาวเบาๆ เป็นการกล่าวลา

เฉียวเฉียวสาวเท้าเดินไปจนถึงประตูทางออก ก่อนจะเดินออกไป เธอหันมามองหลั่นเจว๋ ยิ้มกว้างอวดไรฟันขาว “กลิ่นไวน์ที่ฟุ้งออกมาจากตัวคุณวันนี้หอมมากเลยค่ะ”

หลั่นเจว๋หัวเราะลั่น “ถ้าฉันหอมอย่างนี้ทุกคน ปรมาจารย์ไวน์ต้องฆ่าฉันตายแน่ๆ”

เฉียวเฉียวออกจากร้านไป ก่อนจะปิดประตูตามหลัง หลั่นเจว๋อยู่ลำพังภายในร้านแม้ยามค่ำคืน ไม่ใช่เพราะว่าจะอยู่เฝ้ายามหรือทำงาน แต่ที่นี่คือบ้านของเขา

ชายหนุ่มกำจดหมายแน่น ก่อนจะเข้าไปนั่งในห้องวีไอพี เขากดปุ่มหนึ่งบนผนังบุด้วยผ้าสีแซปไฟร์สวยงามนั้น ผนังรอบด้านเปิดออก เผยให้เห็นอีกห้องหนึ่งซ่อนอยู่ภายใน

ที่พักอาศัยของหลั่น เจว๋ไม่ได้ใหญ่มาก มันมีขนาดเพียงแค่ประมาณ 100 ตารางเมตร แต่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบครัน ทุกๆ วัน เคอะเอ๋อและเฉียวเฉียวจะผลัดกันเข้ามาทำความสะอาดให้ ทำให้ทั้งห้องสะอาดหมดจดไร้ฝุ่นแม้แต่เม็ดเดียว

น้ำหอมกลิ่นธรรมชาติที่สองสาวใช้ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในห้องของหลั่นเจว๋จางๆ ชายหนุ่มเกลียดน้ำหอมกลิ่นแรงๆ มาก ซึ่งเฉียวเฉียวและเคอะเอ๋อรู้ข้อนั้นดี

หลั่นเจว๋ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเก่ง ก่อนจะเปิดซองจดหมายออก จริงๆ แล้วเขาไม่อยากจะอ่านอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะไม่อยากจะให้ความรู้สึกสุดวิเศษที่ ‘ของขวัญจากสวรรค์’ มอบให้เมื่อครู่ แต่… ก็นั่นแหละ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เขาเองก็ไม่อาจหลักหนีความจริงข้อนี้ด้วยเช่นกัน ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่า จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่จดหมายธรรมดา

เมื่อเปิดซองออกอ่าน ตัวจดหมายมีเพียงคำสี่จำนวนแค่สี่คำเขียนไว้ ทว่าตัวอักษรง่ายๆ ไม่กี่ตัวในจดหมายนั้น ทำให้เขาลืมรสชาติและความรู้สึกที่ได้รับจาก ‘ของขวัญจากสวรรค์’ เมื่อครู่จนหมดสิ้น

ดวงตาทั้งสองข้างของชายหนุ่มที่มึนเมาเล็กน้อยจากการดื่มไวน์ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าฉับพลัน ซึ่งเกิดจากสายอสุนีบาตที่วิ่งพล่านอยู่ ไฟที่ส่องสว่างในห้องก่อนหน้านี้ เริ่มกระพริบถี่และมืดสลัวลง ดับๆ ติดๆ ส่งเสียงครวญครางประท้วงออกมาเบาๆ

เฮร่า! ยัง! ไม่! ตาย!

คือข้อความสี่คำที่ปรากฏในจดหมาย

นามเฮร่านี้ ในยุคเก่า บนดาวบ้านเกิด เป็นชื่อของราชินีแห่งสรวงสวรรค์ในตำนานกรีกโบราณ

ซูสเป็นราชันแห่งเทพ คู่ครองของซูส เฮร่า จึงเป็นราชินีแห่งสรวงสวรรค์ด้วยโดยปริยาย

ในยุคกำเนิดใหม่นี้ เฮร่า เหมา คือภรรยาของเขา ภรรยาผู้หายตัวไปในเหตุการณ์หายนะครั้งใหญ่ ระเบิดที่นำจุดจบมาสู่การทำลายล้างดวงดาวทั้งดวง ไม่มีใครเชื่อว่าเฮร่ารอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

มันเกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์เลวร้ายหนนั้น หลั่นเจว๋ก็ย้ายมาปักหลักที่นี่

มังกรที่เกรียงไกรมีจุดอ่อนฉันใด หลั่นเจว๋ก็มีจุดอ่อนฉันนั้น

ชายหนุ่มนั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลาร่วมชั่วโมง หลังจากเวลาผ่านไป หลั่นเจว๋ก็เริ่มได้สติอีกครั้ง เขาพลิกดูด้านหลังของจดหมาย พบว่ามีเบอร์ติดต่อเขียนอยู่

หลั่นเจว๋ใช้มือซ้ายกดอะไรบางอย่างกลางอากาศ หน้าจออิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยู่ทางโซฟาด้านหน้าเขาสว่างวาบขึ้น ภาพโฮโลแกรมสามมิติปรากฏขึ้นบนหน้าจอนั้น เป็นภาพของดาวสกายไฟร์ ตอนนี้มือซ้ายของหลั่นเจว๋ถูกปกคลุมซ้อนบางๆ ด้วยแถบแสงหลายสี

นิ้วเรียวยาวของชายหนุ่มพร่าเลือนลงจากลำแสงจ้าที่บดบัง เมื่อเขากดต่อสายอวกาศตามเบอร์ติดต่อทางด้านหลังจดหมายนั้น ภาพโฮโลแกรมที่ปรากฏนิ่งตรงหน้าชายหนุ่มก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว

ภาพของดาวสกายไฟร์ก่อนหน้านี้จางหายไป ภาพของหญิงสาวที่มาเยือนยังร้านของเขาในช่วงเย็นของวันนี้ปรากฏขึ้นแทนที่ เธอยังอยู่สวมชุดกระโปรงสีขาวชุดเดิมกับที่เห็นเมื่อหลายชั่วโมงก่อน แต่แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงภาพโฮโลแกรมจำลองของเจ้าหล่อนเท่านั้น

“ซูส มีเวลาคุยกันหน่อยไหม” ยิ้มละไมระบายบนใบหน้าสวยขณะที่เอ่ยพูด เธอดูเป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจสูงแต่ก็แฝงจริตความเอียงอายเล็กน้อยแบบผู้หญิง

หลั่นเจว๋เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ประกายสีฟ้าจากสายอสุนีบาตก่อนหน้านี้จางหายไปแล้ว “คุณรู้ไหมว่าโทษของการโกหกผมคืออะไร?”

แม้จะถูกกั้นกลางด้วยระยะทางไกลแสนไกล อีกทั้งยังสื่อสารกันผ่านภาพโฮโลแกรมเท่านั้น แต่เมื่อหญิงสาวได้ยินดังนั้น หน้าก็ถอดสีทันที หัวใจเต้นแรงจนทำให้เธอรู้สึกกดดันเหมือนอยู่ใต้น้ำลึก หญิงสาวชุดขาวรวบรวมสติ ก่อนเอ่ยตอบ “เมื่อซูสพิโรธ ทั้งสวรรค์และโลกยังรับรู้ได้ เรื่องนี้ฉันรู้ดี ฉันชื่อเยว่ค่ะ”

หลั่นเจว๋พูดเรียบๆ อย่างเยือกเย็น “พิสูจน์มาสิ”

“ได้ค่ะ” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย ยกสองแขนขึ้น ดึงอะไรสักอย่างเหมือนม่านล่องหนกลางอากาศ จอภาพปรากฏขึ้น

ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอฉายให้เห็นภาพโรงเรียนแห่งหนึ่ง นักเรียนทุกคนล้วนแต่งกายเหมือนกันด้วยชุดยูนิฟอร์ม พวกเขากำลังเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อเข้าห้องเรียน

ร่างของหลั่นเจว๋แข็งเกร็งขึ้นทันที ประกายสีฟ้าจากอสุนีบาตที่อันตรธานหายไปแล้วก่อนหน้านี้ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

เขาเห็นคนๆ หนึ่ง คนที่มีความสำคัญ สลักแน่น ตราตรึงอยู่ในใจเขามิรู้คลาย

สิ่งแรกที่ปรากฏในม่านสายตาของเขา คือ ศีรษะทุยสวยได้รูป ผมดำยาวสลวยเงาวาวเป็นประกายต้องแดด หยักเล็กน้อยเป็นลอนตามธรรมชาติแล้วเข้าเคลียแก้มยาวเรื่อยลงมาถึงเอวบาง ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนที่เจ้าตัวสวมใส่ไม่อาจซ่อนเร้นความงามของท่อนแขนขาวเรียวยาวได้รูป ดูอ่อนละมุนสลักเสลาเหมือนดอกกล้วยไม้ โต๊ะเรียนที่นั่งอยู่บดบังสายตา เป็นม่านกั้นให้ไม่อาจเห็นร่างกายท่อนล่างของเธอได้ถนัดชัดเจน

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจที่สุด คือ ม่านตาสีประหลาดไม่เหมือนใครของเด็กสาว ซึ่งมีสีฟ้าสวยดั่งท้องฟ้ากว้าง ดั่งท้องทะเลใส ยามไร้ซึ่งคลื่นลมและสิ่งปฏิกูลใดๆ เธอกระพริบตาเล็กน้อย ขนตางอนยาวกระพือสวย ดวงตาสีฟ้าลึกล้ำนั้นเป็นจุดเด่นที่สุดของรูปลักษณ์อันตระการตาของเธอ ใครก็ตามเผลอไผลมองสบตาคู่สวยนี้เข้าอาจตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดที่ตราตรึงวิญญาณนี้ได้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เรือนผมสีดำยาวสลวย ตาสีฟ้าลึกล้ำ นั่นคือเธอแน่นอน!

ภาพตรงหน้าจางหายไป เสียงของเยว่แว่วกลับมาอีกครั้ง

“ซูส ตอนนี้เรามาคุยกันฉันฑ์มิตรกันได้รึยัง? ยูนิฟอร์มที่เฮร่าใส่ มาจากโรงเรียนสักที่บนระบบดาวสกายไฟร์นี่แหละ แต่ว่าทั้งหมดมีอยู่มากกว่า 200 แห่งด้วยกัน นอกจากนั้น เธออาจไม่ได้อยู่ในเขตเฉพาะของดาวสกายไฟร์ก็ได้ ฉันขอกระซิบบอกอะไรอีกอย่างหนึ่งนะว่าถ้าหากภายในสิบวันข้างหน้านี้ คุณยังหาตัวเธอไม่เจอ คุณอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

หลั่นเจว๋ หรือ ที่ถูกคือ ‘ซูส’ พูด ตาฉายแววเคร่งขรึม เยือกเย็น พูดขึ้น “ตกลง”

เหลิ่ง หลิงฉี

‘มืดมนอนธการ’ และ ‘กว้างไกลไร้ขอบเขต’ เป็นสองคำที่ไม่ควรอยู่คู่กัน แต่ถ้าหากนำมาใช้อธิบายลักษณะของจักรวาลตรงหน้าตอนนี้ก็นับว่าเป็นอะไรที่เหมาะสม

แม้แต่จักรวาลที่มืดมิด ในบางครั้งก็มีสิ่งสวยงามซ่อนเร้นอยู่ อย่างเช่นที่เป็น ณ ขณะนี้!

ลำแสงสีเงินเรืองรองปรากฏขึ้นที่ฟากฟ้าด้านหนึ่ง ตัดผ่านอวกาศอันมืดมิดเกิดเป็นริ้วสีเงินประหลาดตา ก่อนจะแล่นหายลับไป

ยานอวกาศลำหนึ่งปรากฏขึ้น ยานโดยสารมีอยู่เกลื่อนกลาดให้เห็นทั่วไปในยุคกำเนิดใหม่ หรือที่เรียกกันว่า กระสายขนส่งระหว่างดวงดาว มันมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 534 เมตร กว้างราว 168 เมตร สีขาวเลื่อมทั้งลำซึ่งเป็นสีประจำของสหพันธ์ฝ่ายเหนือ สหพันธ์ฝ่ายเหนือที่กล่าวถึงจัดเป็นขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่แข็งแกร่งที่สุดในสามขั้วอำนาจซึ่งถือกำเนิดขึ้นภายหลังจากมนุษยชาติก้าวเข้าสู่ยุคกำเนิดใหม่

กระสวยขนส่งอวกาศสามารถบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากพร้อมขนส่งสินค้าไปพร้อมกันได้ เส้นทางจะถูกกำหนดไว้แน่นอนตั้งแต่ก่อนการเดินทาง มันจะพาผู้โดยสารเดินทางผ่านรูหนอนข้ามมิติที่มนุษย์ค้นพบเมื่อราวศตวรรษก่อนไปสู่ปลายทางซึ่งก็คือดวงดาวอาณานิคมที่ถูกปกครองโดยมนุษย์อย่างปลอดภัย

ไม่ไกลจากกระสวยขนส่งอวกาศขนส่งลำนั้น มีดาวเคราะห์ขนาดมหึมาปรากฏอยู่ มันเป็นเมืองหลวงแห่งดาวเคราะห์ทั้งหมดทั้งมวลของสหพันธ์ฝ่ายเหนือ ดาวเคราะห์นี่มีชื่อว่า ‘ดาวเคราะห์หลัว’ มันเป็นดาวศูนย์บัญชาการที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวสกายไฟร์ บริเวณพื้นผิวกว่าครึ่งหนึ่งของดาวเคราะห์นี้ มีสภาพภูมิศาสตร์และอากาศเอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์

เมื่อใกล้ถึงจุดหมายปลายทาง กระสวยขนส่งอวกาศก็ลดความเร็วลง เตรียมตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์หลัวตรงหน้า

เมื่อทะยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว ยานอวกาศทุกลำต้องลดระดับความเร็วลง เพราะหากมีความเร็วมากเกินไป ยานอวกาศอาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้

กระสวยขนส่งอวกาศลดระดับความเร็วลงจนเหลือประมาณสามเท่าของคลื่นเสียง จู่ๆ พื้นที่ทางปีกซ้ายของยานก็เกิดการบิดเบี้ยวขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เงามืดเรือนรางเงาหนึ่งจะเข้าไปหลอมรวม

ที่น่าแปลกคือระบบของกระสวยอวกาศไม่รับรู้ถึงความผิดปกตินี้เลยแม้แต่น้อย เรดาร์ตรวจจับสัญญาณที่ปกติแล้วจะรับรู้ความผิดปกติได้อย่างละเอียดอ่อน กลับไม่สามารถตรวจพบการมาเยือนและมีอยู่ของเงาปริศนานี้ได้เลย

ฉับพลันนั้น กระสวยขนส่งอวกาศก็เริ่มกระตุกอย่างรุนแรงจากแรงกระทำลึกลับบางอย่าง ทางปีกด้านซ้ายปรากฏรอยสีฟ้าจางๆ ของอสุนีบาต ยานทั้งลำเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง

“ดิ๊! ดิ๊! ดิ๊!” .

เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมแสบแก้วหูดังขึ้นภายในกระสวยขนส่งอวกาศ!

เบ่ยเซงเป็นนักบินชำนาญการในการขับกระสวยขนส่งอวกาศมากว่า 30 ปีแล้ว เขามีประสบการณ์ในการขับยานมากกว่าหนึ่งแสนชั่วโมง เบ่ยเซงเป็นกัปตันมืออาชีพผู้ชำนาญการอย่างแท้จริง เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนดังลั่น เขาก็หยิบวิทยุสื่อสารมาเพื่อต่อสายไปยังห้องโดยสารอย่างไม่รีบร้อน ไร้อาการตื่นตระหนก

“ ผู้โดยสารทุกท่านครับ โปรดอยู่ในความสงบ นั่งประจำที่ รัดเข็มขัดให้แน่น ยานของเรากำลังประสบปัญหาความผันผวนของไฟฟ้าสถิตย์ในชั้นบรรยากาศเล็กน้อย ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้ยานเคลื่อนตัวผ่านชั้นบรรยากาศช้าลงกว่ากำหนด ทุกอย่างจะกลับมาสู่สภาพปกติโดยไม่ช้า ขณะนี้ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านหลีกเลี่ยงการเข้าสู่โหมดหลับลึกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด”

กัปตันเบ่ยเซงคาดการณ์ถูกต้องทุกประการ เพียงชั่วครู่กระสวยขนส่งอวกาศก็หยุดสั่น ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ

พื้นที่ 70% ของกระสวยขนส่งอวกาศถูกใช้ไปการบรรทุกขนส่งสินค้า ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นส่วนสำหรับเจ้าหน้าที่และห้องโดยสาร

ในส่วนของห้องโดยสารนั้นแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาส ชั้นมาตรฐาน และชั้นประหยัด อันเป็นที่รู้กันว่าเป็นชั้นของสามัญชนทั่วไป

ห้องโดยสารทั้งสามประเภทต่างก็มีราคาค่างวดแตกต่างกันออกไป การบริการ อำนวยความสะดวกก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย

ผู้โดยสารแต่ละคนในชั้นที่นั่งแบบประหยัดมีพื้นที่ส่วนตัวเพียงหนึ่งตารางเมตรเท่านั้น ประกอบไปด้วย ที่นั่งธรรมดา ซึ่งถูกคล้องดึงเอาไว้ด้วยโซ่โลหะ ทำให้ดูเหมือนกับว่าพวกเขาถูกล่ามโซ่เอาไว้เพื่อรอรับการลงทัณฑ์ เมื่อกระสวยขนส่งอวกาศพุ่งทะยานถึงความเร็วแสง ในขณะที่ผู้โดยสารเหล่านี้เข้าสู่การหลับลึก สิ่งเดียวที่รองรับศีรษะของพวกเขาไว้ไม่ให้กระแทกคือหมวกเหล็กอันหนึ่ง ที่ไม่ได้ให้สัมผัสที่นุ่มนวลสบายเท่าไรนัก

ที่นั่งในชั้นโดยสารระดับมาตรฐานดีขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อยก็ยังมีพื้นที่ให้ผู้โดยสารในชั้นนี้นอนเหยียดลงได้เมื่อสวมหมวกเหล็ก เวลาตื่นขึ้นมาจากการหลับลึกพวกเขาจึงไม่รู้สึกทรมานเหมือนผู้โดยสารในชั้นประหยัดซึ่งน่าสงสาร ที่ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง ราวกับถูกทุบตีมาขณะหลับลึก

สำหรับผู้โดยสารที่เลือกเดินทางในชั้นเฟิร์สคลาสนั้น คำกำจัดความที่จะอธิบายได้เห็นภาพชัดที่สุดคือ ‘หรูหรา’ ที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสแต่ละพื้นที่กว้างขวางถึง 12 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย ที่นอนนุ่มสบายดีไซน์สวยงาม เก้าอี้นั่งหรูหราแสนสบายที่สามารถเลือกปรับระดับได้ตามแต่ใจ ไม่ว่าจะนั่งตั้งตรงหรือนอน ไม่รวมถึงฝักบัวและห้องแต่งตัวส่วนตัว

การนอนหลับบนที่นอนหนานุ่มของที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสไม่เพียงแต่จะช่วยให้หลับสบายเต็มอิ่มเท่านั้น แต่ที่นอนแต่ละอันยังปลดปล่อยสารอาหารเหลวออกมา ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยรักษาระดับพลังงานให้แก่ร่างกายของผู้ที่นอนอยู่สูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ รวมถึงชะลอกระบวนการแก่ชราได้อีกด้วย การเดินทางระยะยาวข้ามอวกาศ ส่วนมากมักใช้เวลาเป็นเดือน เวลาที่มากมายนี้ ผู้โดยสารชั้นประหยัดมักจะผ่ายผอมลงไม่ต่ำกว่าสิบปอนด์ ในขณะที่ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสยังมีสุขภาพดีอยู่เช่นเดิมทุกประการ

ราคาของตั๋วโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสสูงเป็นสิบเท่าของราคาตั๋วชั้นมาตรฐาน และแพงกว่าตั๋วชั้นประหยัดถึง 100 เท่า!

กระสวยขนส่งอวกาศโดยทั่วไป มีห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสเพียงราวๆ 30 ที่นั่งเท่านั้น เนื่องจากมีคนจำนวนไม่มากนักหรอกที่จะมีปัญญาจ่ายค่าตั๋วแพงหูฉี่นี้ได้ สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ที่นั่งชั้นมาตรฐานเพียงพอแล้วสำหรับความต้องการพื้นฐานทั้งหมดและไม่ทำให้ร่างกายของพวกเขาบุบสลายเมื่อต้องเดินทางผ่านอวกาศ

เหลิ่ง หลิงฉี ที่ถูกปลุกจากขึ้นด้วยมาตราการรักษาความปลอดภัยระหว่างหลับลึก ค่อยๆ ถูกปลุกขึ้นอย่างนิ่มนวลจากภวังค์ฝัน

“อาห์…หลับสบายจริงๆ” เธอพึมพำ ทอดสายตางัวเงียมองผ่านหน้ากากกันกระแทก แลเห็นปุ่มสีเขียวสำหรับสั่งการเปิดปิดห้องโดยสารของเธอ หญิงสาวกดปุ่มเบาๆ ฝาครอบที่นอนของเธอเปิดออก

เหลิ่ง หลิงฉีนั่งอยู่ท่ามกลางสารอาหารเหลวข้นคลั่กที่ฉาบอยู่ทั่วร่างบางระหง เธอดันหน้ากากกันกระแทกที่บดบังทัศนวิสัยด้านหน้าออก เมื่อได้สูดหายใจลึก เอาอากาศสดชื่นเข้าไปเต็มปอด หญิงสาวก็มีสีหน้าดีขึ้น เธอค่อยๆ ปัดถูเอาของเหลวเหนียวเหนอะหนะที่ปกคลุมอยู่ทั่วแขนออกอย่างรังเกียจ

“หลับลึกในชั้นเฟิร์สคลาสนี่ก็ดีทุกอย่างนะ ยกเว้นไอ้น้ำหนืดๆ น่าแหวะนี่ ทำไมไม่รู้จักปรับปรุงบ้างนะ เปลี่ยนมันเป็นน้ำใสๆ อะไรแบบนี้”

ห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสนี้มีฉากกั้นวางแบ่งแยกห้องโดยสารเฟิร์สคลาสทั้งหมดอยู่ ถึงแม้ว่าห้องโดยสารจะถูกจับจองเต็มหมด ทว่าหากไม่เอาฉากกั้นดังกล่าวขึ้น ผู้โดยสารจะไม่สามารถมองเห็นกัน

หญิงสาวลุกขึ้นออกจากที่นอน หลังจากล้างคราบไคลของเหนียวหนืดของสารอาหารเหลวออกแล้วสวมใส่ชุดสะอาดนุ่มสบายชุดใหม่  เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาก

หญิงสาวยึดเส้นยึดสายด้วยท่าโยคะหลายท่าที่รู้มา ก่อนจะเดินไปเปิดฉากกั้นแบ่งส่วนระหว่างห้องโดยสารออก

ฉากกั้นข้างๆ เธอค่อยๆ เปิดออกอย่างนุ่มนวล ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแบบโลหะออกมาเบาๆ เผยให้เห็นทางเดินจากห้องโดยสารของเธอไปสู่ภายนอก

‘เอ๊ะนี่ มีคนเร็วกว่าฉันอีกเหรอ’ เหลิ่ง หลิงฉีคิดพลางมองฉากกั้นทางด้านซ้ายอย่างประหลาดใจ มันถูกเปิดออกอยู่ก่อนแล้ว มีร่างของบุคคลหนึ่งนั่งอยู่

เขาเป็นชายหนุ่มผมสีดำตัดสั้น อยู่ในชุดออกกำลังกายสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลัก

‘ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสใส่ชุดกีฬาเนี่ยนะ’ เหลิ่ง หลิงฉีคิดอยากประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นผู้โดยสารลักษณะนี้อยู่ในชั้นเฟิร์สคลาส โดยส่วนมากแล้ว ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสจะเลือกสวมชุดสูทสะอาด สบายๆ หรือ เครื่องแต่งกายที่ดูดีมีระดับ เพื่อเตรียมพร้อมไปทำงานทันทีเมื่อลงจากยาน

เหลิ่ง หลิงฉี จัดเป็นข้อยกเว้น เธอสวมชุดออกกำลังกายสีขาวใส่สบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่จัดเป็นข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน จึงกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ของหญิงสาวให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

“สวัสดี หลับสบายดีไหม ว่าแต่ว่า ฉันว่าฉันไม่เห็นคุณตอนขึ้นมาบนยานนะคะ” ตัวตนจริงๆ ของเหลิ่ง หลิงฉีนั้นแตกต่างจากนามสกุลเธอราวฟ้ากับเหว นามสกุลของเธอคือ เหลิ่ง ซึ่งแปลว่า ความหนาวเย็น ไม่เพียงแต่เธอจะไม่ใช่คนเย็นชาเท่านั้น เธอยังเป็นคนอบอุ่นโอบอ้อมอารีอีกด้วย

รอยยิ้มบางๆ อย่างสุภาพ ฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักนั้นของชายหนุ่มปริศนา เขาผงกหัวมาทางเธอเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย “ยินดีที่ได้พบ คุณสุภาพสตรีคนสวย”

อากัปกิริยาที่ชายหนุ่มตรงหน้าแสดงนั้นแสนสุภาพ เปี่ยมล้นไปด้วยมารยาทอย่างชนชั้นสูงและไม่ดูเสแสร้งแม้แต่น้อย “พอตื่นมาก็ได้เจอสุภาพบุรุษผู้หล่อเหลาอยู่เคียงข้างเลย ช่างโชคดีจริงๆ ฉันชื่อ เหลิ่ง หลิงฉีค่ะ”

นัยน์ตาชายหนุ่มฉายแววสนเท่ห์ในความหมายที่หญิงสาวต้องการจะสื่อเล็กน้อย ริมฝีปากสวยได้รูปหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง เขาพูดขึ้น “ด้วยความยินดี ผมซูสเอง!!”

ความลับของอิสตรี

“ซูสงั้นเหรอ?” เหลิ่ง หลิงฉีหัวเราะเสียงใส เผยรอยยิ้มกว้างสวย หญิงสาวเป็นคนสวย ดูละมุนละไม ผมสลวยสีไวน์แดงตัดสั้นอย่างปราณีต ดวงตาสีน้ำตาลเข้มผสานกับรูปร่างงามได้สัดส่วนนั้นสามารถขโมยหัวใจชายผู้พบเห็นได้ไม่ยากเย็น

“เป็นชื่อที่น่าสนใจทีเดียว รู้สึกเหมือนเคยได้ยินมาก่อนเลย” เหลิ่ง หลิงฉีพูด ยิ้มละไม

“อย่างงั้นเหรอ” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเอ่ยถาม มองเธออย่างสนอกสนใจ

“ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใครบางคนตั้งชื่อนี้ ก็มีคนหลายคนเลียนแบบ แต่ก็นะ ชื่อซูสนี่ ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนเดียวกับเขานี่หน่า!”

“ฮ่าๆ” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ

ตาของเหลิ่ง หลินฉีแข็งกร้าวขึ้น เธอพูด “กระสวยขนส่งอวกาศนี้ มีห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสอยู่ทั้งหมด 32 ห้อง มีผู้โดยสารอยู่ 15 ห้อง ถ้าตัดฉันออกคือ 14 ห้อง ฉันจำลักษณะผู้โดยสารอีก 14 ห้องนั้นได้แม่น บอกมาสิว่าว่าคุณมาจากไหน ถึงจู่ๆ โผล่มานี่ มานั่งข้างฉันตอนที่เพิ่งตื่นจากการหลับลึก คุณต้องมีเหตุผลอะไรแอบแฝงแน่ๆ อย่าคิดนะว่าแค่หล่อ แค่หว่านเสน่ห์ใส่ฉันก็รอดแล้ว เพราะตอนนี้ คุณหนีไม่รอดหรอก แต่ขอชมว่า คุณเก่งมาก ยานลำนี้มีคนมากกว่ายี่สิบคน แถมห้องโดยสารแต่ละชั้นยังแยกกันอีก คุณยังแอบย้ายจากที่นั่งชั้นมาตรฐาน มานั่งข้างฉันโดยเฉพาะได้ แต่โชคร้ายหน่อยนะ ที่บังเอิญมาจ๊ะเอ๋เข้ากับฉัน ถ้าคิดว่าผู้หญิงน่ะ ขมขู่เอาได้ง่ายๆ เปลี่ยนความคิดใหม่ซ่ะนะ!”

“ฮ่าๆ” ชายหนุ่มหัวเราะอีกครั้ง

เหลิ่ง หลิงฉี เอนกายลงพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ “คุณนี่ช่างใจเย็นเสียจริง มาดูกันว่าจะเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไหน บอกฉันมาดีกว่า ว่าคุณเป็นใคร ยศอะไร และยอมมอบตัวมาเสียโดยดีอย่างไม่ขัดขืน ฉันจะไม่ทำร้ายคุณ  แค่จะส่งตัวคุณกลับไปให้ตำรวจดาราจักรพิจารณาคดีเท่านั้น ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ยินยอมมาแต่โดยดี!”

รอยยิ้มของเหลิ่ง หลิงฉีจางหายไปอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มเปลี่ยนสรรพนาม “นี่ ตาทึ่ม! ถ้านายไม่โผล่มาที่นี่เองตั้งแต่แรก นายก็รอดแล้ว แถมยังจงใจบอกว่าตัวเองคือซูสอีก ถ้าอัดนายจนน่วมไม่ได้ ก็อย่ามาเรียกฉันว่าเหลิ่งเลย!”

ชายหนุ่มมองเธออย่างงุนงง “ทำไมล่ะ”

เหลิ่ง หลิงฉีปลดเข็มกัดนิรภัยออก ยืนขึ้นเต็มความสูง มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเยียบเย็น “ก็นายพยายามอ้างแล้วก็สวมรอยเป็นไอดอลฉัน โดยการบอกว่าตัวเองคือซูส!”

“ฮ่าๆ” ชายหนุ่มหัวเราะออกมาอีก เหมือนคนเส้นตื้น

เหลิ่ง หลิงฉีพูดขึ้นอย่างฉุนเฉียว “ฉันอ่านแผนของนายออก แต่นายกลับยังหัวเราะร่าเนี่ยนะ”

รอยยิ้มเล็กๆ ระบายไปทั่วของชายหนุ่มขณะพูด “เธออยากรู้ไหมว่า ทำไมฉันถึงหัวเราะ”

“ทำไมล่ะ” เหลิ่ง หลิงฉีถามกลับทันที

ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ในโอกาสพิเศษต่างๆ เสียงหัวเราะ ‘ฮ่าๆ’มีความหมายอีกแบบ ยัยเบ๊อะ!”

สีหน้าประหลาดใจของเหลิ่ง หลิงฉีเริ่มแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย จากความงุนงงในตอนแรก ค่อยๆ หม่นลงเหมือนพายุกำลังตั้งเค้า “นี่นายอยากตายใช่ไหม ได้ เดี๋ยวฉันสงเคราะห์ให้เอง!”

“ฮ่า!”

เหลิ่ง หลิงฉีไม่ได้โกรธขนาดนี้มานานมากแล้ว เธอยอมรับเลยว่า ชายตรงหน้าเธอคนนี้กวนโมโหเธอได้เก่งจริงๆ!

จู่ๆ อากาศในห้องก็เย็นยะเยือกขึ้นราวกับมีน้ำแข็งล่องหนแทรกซึมอยู่ในทุกอณู ปลายตาของเหลิ่ง หลิงฉีเริ่มเป็นสีขาวโพลนทีละน้อย มือขวาของหญิงสาวชี้ไปทางชายหนุ่ม นิ้วเรียวทั้งห้ายืดยาวออกมา สายสีขาวห้าสายที่เต็มไปด้วยความเย็นเยือกจับขั้วหัวใจไหลวนออกมาจากนิ้ว เส้นสายสีขาวเหล่านั้นพุ่งตรงและเข้ารอบล้อมชายหนุ่ม เมื่อพิศดูใกล้ๆ จะเห็นได้ว่ากลุ่มเส้นสายนั้นประกอบไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเล็กละเอียด อุณหภูมิอากาศของห้องโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสขณะนั้นลดต่ำลงมากกว่าสิบองศาเซลเซียส

พลังทัณฑ์น้ำแข็งและคุกคริสตัล!

รากฐานของการใช้พลังคือต้องมีความเชื่อมั่นและในตอนนี้เหลิ่ง หลิงฉีก็มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม หญิงสาวชั่งใจคิดและมั่นใจว่าในเวลานี้ แม้แต่ช้างตัวโต เธอก็แช่แข็งได้ภายในพริบตาเดียว เหลิ่ง หลิงฉีไม่ชอบหน้าหมอนี่นัก หญิงสาวตัดสินใจจะสอนบทเรียนที่เขาจะต้องจดจำไปจนวันตาย

เหลิ่ง หลิงฉีมองลอดไป เห็นใบหน้าประดับรอยยิ้มที่เธอแสนรังเกียจนั้นกำลังจะถูกแช่แข็ง อีกไม่นานเขาจะไม่สามารถฉีกยิ้มแบบนั้นออกมาได้อีก ตอนนี้ไม่มีการหลบหนี การป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มตรงหน้าจะพยายามหนีไปอย่างไรก็ไร้ผล! อีกอย่าง ผู้โดยสารทุกคนก็ไม่สามารถพกพาอาวุธใดๆ ขึ้นมาบนกระสวยขนส่งอวกาศลำนี้ได้

เหลิ่ง หลิงฉีรู้สึกภูมิใจในตัวเองไม่น้อย ระหว่างที่หญิงสาวกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างพึงพอใจอยู่นั้น ดวงตาสีน้ำตาลสวยล้ำลึกก็ต้องเบิกกว้างอย่างตกใจ เพราะว่าร่างกายของชายที่เรียกตัวเองว่า ซูส นั้นกำลังปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!

ใช่ ปริแตก!

ในชั่ววินาทีที่คุกน้ำแข็งจะเข้าครอบงำได้สำเร็จ ร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นสายอสุนีบาตสีน้ำเงินอมม่วงพุ่งเข้าใส่คุกน้ำแข็ง ก่อนจะกรูกันไปล้อมรอบร่างของเหลิ่ง หลิงฉีเอาไว้ เป็นไปได้ยังไง ไม่มีทาง!

เมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดท่าเข้าให้แล้ว เหลิ่ง หลิงฉีก็เสียการทรงตัว เธอสั่นอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ก่อนจะล้มพับลงไปกับพื้น ท่อนแขนเรียวยาว ทว่าแข็งแกร่งยึดร่างของเธอไว้ สายอสุนีบาตสีน้ำเงินอมม่วงพันอยู่รอบแขนเกร่งนั้นเหมือนเป็นเครื่องประดับ

ชายหนุ่มที่แตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อครู่ ตอนนี้ยืนอยู่ข้างหลังเหลิ่ง หลิงฉีในสภาพสมบูรณ์เต็มร้อย รวบร่างอ่อนยวบของหญิงสาวไม่ให้ร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยวงแขนแกร่ง

เหลิ่ง หลิงฉีเปิดเปลือกตาออก รู้สึกสับสนมึนงงเหมือนเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โดนไวรัส ‘นี่ฉันแพ้อย่างนั้นเหรอ’ เธอถามตัวเอง ‘ฉันแพ้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ ที่แย่กว่านั้นคือฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาทำอะไรหรือทำได้ยังไง’

ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!

หญิงสาวใช้พลังทัณฑ์น้ำแข็งได้อย่างคล่องแคล่ว มันเป็นพรสวรรค์ที่เป็นพันธุกรรมของเลเวลหกโดยเฉพาะ เธอได้รับหน้าที่ให้ทำการรักษาความปลอดภัยในงานประมูลสมบัติล้ำค่าของสหพันธ์ฝ่ายเหนือ อีกทั้งยังได้ตำแหน่งผู้ควบคุมหุ่นรบในระดับผู้นำปฏิบัติการที่เก่งที่สุดของสหพันธ์ฝ่ายเหนือมาด้วย แล้ว… แล้วทำไมถึงมาแพ้ราบคาบแบบนี้

ตั้งแต่สามขวบ พลังทัณฑ์น้ำแข็งในกายก็ถูกปลุกเร้าขึ้น จากนั้นก็ได้รับการประเมินว่ามีพรสวรรค์ที่จัดเป็นพันธุกรรมของเลเวลหก หญิงสาวเป็นอัจฉริยะในหมู่ของอัจฉริยะด้วยกัน เธอควบคุมหุ่นรบครั้งแรกตั้งแต่อายุแปดขวบ และเมื่อครบ 12 ก็ได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อที่สถาบันหุ่นรบและอวกาศ ถึงแม้ว่าจะเป็นการละเมิดกฏ เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม พออายุได้ 15 ปี หญิงสาวก็ได้เป็นผู้ควบคุมหุ่นรบสามตัวบนดาวเคราะห์หลัวซึ่งจัดเป็นผู้ควบคุมที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 16 ในประวัติศาสตร์ แล้วก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่สองเมื่ออายุ 17 สุดท้ายเธอก็ได้เป็นอันดับหนึ่งเมื่อเพียงอายุ 18 พอเหลิ่ง หลิงฉีอายุครบ 19 ปี ก็ได้รับแต่งตั้งให้ได้รับลำดับขั้นพิเศษ ขณะนี้ เธออายุ 21 ปี และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมหุ่นรบชั้นเฟิร์สคลาส

แล้วเธอแพ้ได้อย่างไร?

ใจของเหลิ่ง หลิวฉีร้องครวญครางลั่น แต่หญิงสาวไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา กลิ่นหอมระเรื่อของน้ำหอมชั้นดียี่ห้อทริปเปิ้ล คราวน์ ออย เดอ ทอยเล็ตต์ ของจอร์โจ อาร์มานีก็ลอยลมมาเตะจมูก มันผสมผสานระหว่างกลิ่นเทียนหอมของแอฟริกาตะวันตกและกลิ่นเทียนหอมของโซมาเลียได้ลงตัวอย่างน่าประหลาด

“เธอทั้งอ่อนเยาว์ ทั้งบอบบาง” เสียงแผ่วเบาของชายหนุ่มสะท้อนก้องไปในโสตประสาทของหญิงสาว มือเรียวของเขาควานหาจนเจอซิปของชุดวอร์มที่เหลิ่ง หลิงฉีสวมใส่

ชายหนุ่มค่อยๆ บรรจงรูดซิปชุดหญิงสาวอย่างอุกอาจ อากาศหนาวเย็นสัมผัสผิวกายเหลิ่ง หลิงฉีโดยยังไม่ทันตั้งตัว

ข้างในชุดวอร์มนี้ ในบราเซียร์ขอบระบายแซปไฟร์นั้น…

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินเธอนะ… แต่เธอซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในร่องอกนี่หน่า เอาเป็นว่าขอโทษละกันนะ”  เสียงของชายหนุ่มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูคล้ายกับเสียงกระซิบของปีศาจร้าย

นิ้วเรียวยังคงเดินหน้าลุกล้ำสร้อยคอสีเงินที่สวมอยู่บนคอระหง ระโดนผิวกายผุดผ่องไร้ราคีเบาๆ จนขึ้นสีเรื่อ สนองตอบสัมผัสอย่างไม่ตั้งใจ

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต 21 ปีของเธอที่ถูกผู้ชายที่ไม่ใช่คนในครอบครัวสัมผัสอย่างจาบจ้วงขนาดนี้ มันช่าง…

ในสายสร้อยสีเงินนั้นมีจี้ระย้าสีทองอ่อนห้อยทำอย่างวิจิตรบรรจงด้วยหัตถศิลป์ชั้นดี ณ ใจกลางของจี้นั้นมีอัญมณีโปร่งใสรูปทรงเหมือนเกาลัดนอนนิ่งอยู่

ชายหนุ่มพยุงร่างบอบบางเอาไว้ ก่อนจะวางลงอย่างนุ่มนวลกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของเธอตามด้วยกระชับเข็มขัดนิรภัยให้จองจำร่างของเจ้าหล่อนไว้แน่น นิ้วมือเรียวยังคงง่วนอยู่กับจี้ เขาลูบไล้อัญมณีตรงกลางเบาๆ

บรรยากาศโดยรอบเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย รูหนอนขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกินหนึ่งฟุตปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา เทคโนโลยีเดินทางข้ามมิติ!

เหลิ่ง หลิงฉีพยายามรวบรวมกำลังอีกครั้ง แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่ฟังคำสั่งของเธอ

ชายหนุ่มปริศนาเอื้อมมือออกไปควานหาอะไรบางอย่างในรูหนอนข้างหน้า คว้าเอากล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา

กล่องนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ มันทำด้วยโลหะสีดำเมื่อม มีระบบล็อกที่ต้องกรอกรหัสลับสามตัวเป็นปราการด่านแรก ระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนที่ยุ่งยากซับซ้อนที่สุด เพราะต้องทำการกรอกรหัส 32 ตัวให้สำเร็จภายในหนึ่งนาทีจึงจะปลดล็อกได้ ถ้าผิดแม้แต่ตัวเดียว ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกขั้นตอน หากผิดสามครั้ง กล่องจะมีระบบทำลายตัวเองทันที

ชายหนุ่มยังคงกำจี้นั้นอยู่ รูหนอนข้างหลังเขาหายไปแล้ว แสงเรืองรองอ่อนๆ ที่ปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องจากจี้ บัดนี้ก็หายไปด้วยเช่นกัน ร่างแกร่งขยับเข้าไปใกล้เหลิ่ง หลิงฉี สวมสร้อยคืนที่คอเจ้าของ มันไหลลื่นลงไปอยู่ระหว่างกลางเนินอกของหญิงสาวตามเดิมอย่างพอเหมาะพอเจาะ ชายหนุ่มรูดซิปชุดวอร์มของเธอขึ้นจนเรียบร้อยดังเดิม

เหลิ่ง หลิงฉีถลึงตามองชายหนุ่มปริศนาอย่างอาฆาตมาดร้าย กระหายจะทำลายเขาให้แหลกคามือ

“นายไม่มีทางรู้รหัสผ่านหรอก” หญิงสาวโพล่งออกมาอย่างเย็นชา พอพูดจบ ก็ตระหนักได้ว่าความสามารถในการพูดของเธอคืนกลับมาแล้ว

ชายหนุ่มหยักไหล่อย่างสบายอารมณ์ “เธอนี่ไม่เข้าใจอะไรเลย แน่นอน ฉันไม่ได้รู้จากเธอหรอก”

“แล้วนายรู้ได้ยังไง” หญิงสาวระเบิดอารมณ์

“ฮ่าๆ!”

“ไอ้ชั่ว!” ในชั่วชีวิต 21 ปีของเหลิ่ง หลิงฉีไม่เคยรู้สึกจริงจัง แน่ใจกับคำพูดนี้มากเท่ากับวันนี้มาก่อน

ชายหนุ่มผู้ถูกต่อว่าไม่โกรธหญิงสาวแม้แต่น้อย เขาทอดมองหญิงสาวอย่างสงสารและเสียใจ “ฉันเสียใจนะ ที่เราต้องมาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้ เธอเป็นผู้หญิงเก่ง สมบูรณ์พร้อมคนหนึ่งแท้ๆ ลาก่อนนะ”

บทที่ 9 เทวราชย์ทั้งสี่

โถงตรงหน้าถูกจัดแต่งอย่างวิจิตรบรรจง มันมีพื้นที่กว้างกว่า 100 ตารางเมตร เรียบง่ายแต่ทว่ามีความหรูหราซ่อนอยู่ในทุกอณู 

การตกแต่งผนังอย่างปราณีตบรรจงเป็นตัวอย่างชั้นดีของศิลปะแบบฝรั่งเศส เชิงเทียนชุบทองสีทองแดงวางชิดติดผนังช่วยทำให้ห้องโถงนี้สว่างขึ้นในยามมืดมิด โคมระย้าห้อยลงมาจากเพดานด้านบนเป็นสีทองแดง นอกจากภายทองจะชุบทองเช่นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ แล้ว มันยังถูกนำมาฝังทอง แล้วเคลือบด้วยแว็กชั้นดีจนเป็นเงาน่ามอง เหนือขึ้นไปจากโคมระย้าเป็นกลุ่มเทียนนับร้อยเล่ม ส่วนปลายปักแน่นเป็นทรงรีบนวัตถุสีทองซีดรูปทรงคล้ายมังกรขดตัว เปลวไฟบนเทียนแต่ละเล่มสว่างเรืองรองนุ่มนวล

กลางโถงกว้างมีโต๊ะยาวโอ่อ่าตัวหนึ่งตั้งอยู่ ความยาวอลังการของมันสามารถจุคน 20 คนได้อย่างสบาย ทางด้านหัวและท้ายโต๊ะโค้งมน ก่อนจะเหยียดยาวเป็นเส้นตรงไปจนสุดสายตาถึงขอบอีกด้านหนึ่ง

บริเวณหัวโต๊ะถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายทว่าโก้เก๋อยู่ในตัว สร้างความรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวาให้แก่ผู้พบเห็น หากพิศดูใกล้ๆ แล้วจะพบว่าลวดลายที่เห็นไม่ได้สลักแน่นติดอยู่บนเนื้อไม้ ทว่าถูกทำด้วยประติมากรรมแบบนูนสูงซึ่งประกอบไปด้วยเปลือกไม้นานาชนิด หลากสีสัน ขัดเป็นเงาวาว พิสุทธิ์สะอาด เรียงรายกันเป็นกลุ่มลวดลายวิจิตรบรรจงและคลาสสิคนั้น

เก้าอี้ทั้งยี่สิบตัวในชุดเครื่องเรือนนี้นั้นล้วนทำมาจากไม้เนื้อดี ทางด้านหลังของพนักเก้าอี้ทุกตัวถูกออกแบบให้โค้งรับพอดีกับสรีระของมนุษย์ ส่งผลให้แม้จะนั่งเป็นเวลานาน ผู้นั่งก็จะไม่รู้สึกเมื่อยล้าหรือไม่สบายตัวแม้แต่น้อย เก้าอี้ยังถูกฉลุเป็นลายของอีกาสองตัวเกาะนิ่งอยู่ ดวงตาและขนของมันถูกแกะสลักเก็บรายละเอียดไว้ได้อย่างครบถ้วน เหมือนเช่นลวดลายเศษเปลือกไม้ที่ถูกขัดเขาสวยทางหัวโต๊ะ

เครื่องเรือนชุดนี้เป็นรุ่น ‘แบล็ก ดรากอน’ ของฟรานเชสโก้ ในยุคเก่า ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นสูงของชาวอิตาลี ผู้ผลิตเครื่องเรือนของชนชั้นสูงมากมาย

ณ ตอนนี้ เก้าอี้หลายตัวได้ถูกจับจองไว้แล้ว บริเวณหัวโต๊ะ มีชายสูงวัยอายุหกสิบปีนั่งเป็นประมุขอยู่ ผมสีเงินยาวถูกหวีจัดทรงอย่างเรียบสวยไร้ที่ติ  เขาอยู่ในชุดทางการสีดำเคร่งขรึม แสดงชัดถึงสายเลือดขัตติยะอย่างเต็มเปี่ยม

บรรยากาศภายในห้องดูอึดอัดเล็กน้อย ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงหายใจอย่างแผ่วเบาลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บนโต๊ะกว้างนั้นมีถ้วยน้ำชาตั้งอยู่เจ็ดถ้วย สะอาดอ่อง ไร้การแตะต้อง

กริ๊ง กริ๊ง! เสียงแหลมใสดังขึ้นที่หน้าประตูโถง

“เข้ามาได้” ชายสูงวัยเอ่ย

ประตูเปิดออก เผยให้เห็นผู้มาเยือนซึ่งเป็นชายวัยกลางคนท่าทางคงแก่เรียน ในชุดสูทอาร์มานีสีขาว ขอบตาระบายสีทองจาง เขาสาวเท้าเข้าไปหาชายสูงวัยที่นั่งเป็นประมุขอยู่ทางหัวโต๊ะ วางกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งไว้ตรงโต๊ะหน้าชายสูงวัย

“นี่ทั้งหมดเหรอที่สรุปมาได้”

 “ครับ ท่านหลัว” ชายท่าทางคงแก่เรียนกล่าว พยักหน้าเล็กน้อยอย่างนอบน้อม

“เล่าเรื่องให้พวกเขาฟังสิ” ชายสูงมือกล่าว ส่งมือเห็นสัญญาณให้ชายหนุ่มเริ่มได้

“สวัสดีครับ ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกคน ผมชื่อกั่ว ซิน เป็นหัวหน้าผู้ดูแลสำนักงานการประมูลพิเศษเพื่อความเป็นเลิศเนื่องจากว่ามีผู้ขโมยกล่องไซเฟอร์ไป ซึ่งทางเราได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว”

ยังฟังไม่ทันจบประโยคดี เหลิ่ง หลิงฉีก็ลุกขึ้นพรวดด้วยโทสะ ขบฟันแน่น ปล่อยคำพูดลอดไรฟันออกมาคล้ายเสียงคำราม

“ใคร มันเป็นใคร” กั่ว ซินมองหญิงสาวอย่างเห็นใจ ชายหนุ่มเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เธอได้มีโอกาสทำภารกิจสำคัญเป็นครั้งแรกแต่กลับถูกปล้น

“สำรวมหน่อย คุณเหลิ่ง”

ผู้กำกับหลัวผายมือไปทางเหลิ่ง หลิงฉีเป็นสัญญาณให้หญิงสาวนั่งลง หญิงสาวสูดหายใจลึกๆ กลืนก้อนโทสะ ก่อนจะนั่งลงตามเดิม

กั่ว ซินพูดต่อ “ จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ กระสวยขนส่งอวกาศหมายเลข ที25 ที่คุณเหลิ่ง หลิงฉีและอีก 22 คนไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด แต่ระบบภายในเกิดการขัดข้องชั่วคราว คนร้ายทิ้งไว้น้อยนิดไว้เพียงน้อยนิด แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ทางเราก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้น”

“คนร้ายน่าจะแอบเข้ามาสู่กระสวยขนส่งอวกาศระหว่างทางผ่านทางเครื่องกล โดยการปลอมตัวแฝงรอยเข้ามาในช่วงที่ยานลดความเร็วขณะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ทางเรายังไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร แต่คาดว่าเขานั้นจะทำการลอกเลียนกระแสคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าระหว่างดวงดาว ทำให้สามารถเข้าสู่ภายในลำตัวของกระสวยขนส่งอวกาศได้อย่างไร้ร่องรอย เครื่องกลเองก็ยังยึดเกาะอยู่กับเปลวไฟของกระสวยขนส่งอยู่อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม”

“จากนั้นเมื่อผู้ต้องสงสัยเข้ามาในยานได้ เข้าก็มุ่งหน้าไปที่ชั้นเฟิร์สคลาส ในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะมาก เพราะเขาเข้าไปพอดีกับช่วงที่ผู้โดยสารเพิ่งตื่นมาจากการหลับลึก เขาทำให้ทุกคนยกเว้นคุณเหลิ่งหมดสติไปด้วยการใช้พลังกระแสไฟฟ้า จากนั้นจึงค่อยทำให้คุณเหลิ่งเป็นอัมพาตชั่วคราว แล้วก็อย่างที่รู้ เขาฉกเอากล่องไซเฟอร์ไป”

กั่ว ซินพูดต่อ “ระหว่างทำการปล้น เขาได้ต่อสู้กับคุณเหลิ่ง หลิงฉีด้วย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้สิ่งเดียวที่คาใจเราอยู่ก็คือ พวกเราไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในลำตัวกระสวย จนไปถึงตัวยาน แล้วหนีออกไปอย่างง่ายๆ สบายๆ แบบนั้นได้ยังไง”

ผู้บัญชาการหลัวเคาะหัวโต๊ะเบาๆ ขัดจังหวะการรายงานของกั่ว ซิน

“สรุปมาได้แล้ว ฉันขอเนื้อๆ เลย”

กั่ว ซินหยุดชะงัก สีหน้าเคร่งขรึมมากขึ้นแล้วพูด “ตอนนี้ ข้อสรุปของเราคือ สิ่งที่เขาบอกคุณเหลิ่ง หลิงฉีเป็นความจริง ผู้ต้องสงสัยของเราคือ ซูส ซูสคนเดียวกับที่เป็นหนึ่งในเทวราชย์”

ห้องที่เงียบกริบเมื่อครู่อื้ออึงไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างสับสน ความประหลาดใจระคนแตกตื่นฉายชัดบนใบหน้าของสมาชิกทุกคนในห้อง

“เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง! ตาทึ่มนั่น ไม่มีทางเป็นซูสไปได้อย่างแน่นอน!”เหลิ่ง หลิงฉีเกร็งตัวลุกขึ้นพรวด ราวกับแมวที่ถูกดึงหาง “ซูสจะทำเรื่องชั่วร้ายอย่างนั้นได้ยังไง ปล้นของเหมือนพวกสลัดอวกาศเนี่ยนะ! ไม่มีทางเสียหรอก ซูสของฉันไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่!” หญิงสาวกล่าวอย่างสั่นเครือ เธอระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเต็มที่ สายตาของทุกคนในห้องมองเธอเป็นตาเดียว

“ซูสของคุณอย่างนั้นเหรอ?” ผู้กำกับหลัวถามขึ้น

ใบหน้าของเหลิ่ง หลิงฉีขึ้นสีเรื่อ “ซูสเป็นไอดอลของฉันน่ะ เขารู้ได้ยังไงว่า…” ยังไม่ทันไร ภาพรอยยิ้มกวนโทสะของชายหนุ่มคนนั้นก็ลอยมาในความคิดอีกครั้ง

กั่ว ซินพูดขัดขึ้นว่า “’ซูส’ เป็นผู้มีอำนาจควบคุมกระแสไฟฟ้า ใครก็ตามที่สามารถลักลอบเข้ามาในกระสวยขนส่งอวกาศนั้นได้ แถมยังมีทักษะเหนือคุณ ผมเกรงใจว่าอย่างน้อยจะต้องมีความสามารถในระดับเดียวกับเขา”

ตาของหญิงสาวหม่นหมองไร้แวว คำพูดที่ชายหนุ่มปริศนาคนนั้นเอ่ยทิ้งทายกับเธอก่อนจากไป แว่วเข้ามาในมโนสำนึก

………..

‘เธอเป็นผู้หญิงเก่ง สมบูรณ์พร้อมคนหนึ่งแท้ๆ’

……….

หรือ… หรือว่ามันจะไม่ใช่เรื่องจริง เขาแค่เย้าเธอเล่นๆ เท่านั้น ก็เขาเอาแต่บอกว่าฉันเป็นยัยเบ๊อะนี่! ไอ้คนชั่วนั่น!

“เงียบ!” ผู้บัญชาการหลัวคำรามออกมา เสียงอื้ออึงในห้องเงียบลงในบัดดล “หลังจากกล่องไซเฟอร์ถูกขโมยไปทำให้สำนักงานการประมูลพิเศษเพื่อความเป็นเลิศของฉันเสียหายอย่างหนัก ผู้รับผิดชอบโดยตรง เหลิ่ง หลิงฉีถูกลดขั้นเป็นชั้นสอง และปลดจากภารกิจอารักขา คุ้มครองทั้งหมดเป็นเวลาสามเดือน สำหรับคนร้ายนั้น เราจะหาตัวจนเจอให้ได้ เลิกประชุม!”

ผู้บัญชาการหลัวบุกไปเป็นคนแรก ตามด้วยกั่ว ซิน จากนั้นทุกคนก็กรูออกจากห้องตามไป

เหลิ่ง หลิงฉีนั่งนิ่ง ไม่ไหวติง

นิ้วหัวแม่มือซ้ายเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างครุ่นคิด เริ่มแน่ใจว่าชายปริศนาคนดังกล่าวคือซูส!

นิ้วหัวแม่มือขวาเคาะโต๊ะ เริ่มเปลี่ยนใจไปคิดว่าเขาคนนั้นไม่มีทางเป็นซูส!

หญิงสาวเคาะโต๊ะพลางคิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว

หนุ่มผมแดงนามว่าซูเฉิง

ณ ดาวเคราะห์หลัว โรงแรมแอสโทรคอนดิเนนตัล ริมระเบียงของห้องสวีทชั้นธุรกิจ

หลั่นเจว๋เท้าแขนบนราวระเบียงอย่างสบายอารมณ์ ทอดสายตามองวิวทางด้านนอก ในฐานะแขกพิเศษของโรงแรม ชายหนุ่มพึงพอใจในการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักแบบนี้มาก โดยเฉพาะเมื่อจ่ายเพียงน้อยนิด

มือซ้ายของชายหนุ่มกำซิการ์คิวบาร์จากโรงงานในเขตทะเลสาปแอลยุคก่อนไว้ระหว่างนิ้วอย่างสบายอารมณ์ มันมีขนาด 6.5 นิ้ว 56 ริงเกจ โคฮิบา โคโนนาโซ่ รุ่นพิเศษ ซึ่งจัดเป็นลิมิเตด อิดิชั่นในรุ่น 1966 มันหาได้ว่าหายากและเลอค่าที่สุด หากไวน์แดงชั้นดีต้องอาศัยพื้นที่และเทคนิคชั้นเยี่ยมในการจัดเก็บแล้ว ซิการ์ก็ต้องการเครื่องทำความชื้นคงทนที่สามารถใช้งานได้นานหลายศตวรรษฉันนั้น ซึ่งนั่นจะทำให้มันสามารถเก็บรักษากลิ่นหอมของ ‘นันมู’ ได้ จริงๆ แล้ว ปีที่ผลิตไม่ใช่ปี 1966 แต่เป็นปี 2012 ของยุคเก่า ไม่มีเหตุผลแน่ชัดว่าทำไมมันถึงถูกเรียกว่าซิการ์ของปี 1996 ซิการ์คิวบาร์สภาพสมบูรณ์มวนหนึ่งมีราคาเท่ากับไวน์โรมาเน กงติถึงหนึ่งในสามขวดทีเดียว

หลั่นเจว๋ไม่เคยรู้จักกับความยากจน แต่ซิการ์ล้ำค่า หายากและแสนจะแพงหูฉี่นี่เป็นสิ่งที่เขาแทบไม่ได้แตะ วันนี้ซิการ์คิวบาร์ปี 1996 รุ่นลิมิเตด อิดิชั่นติดไฟอ่อนๆ โชยกลิ่นหอมเตะจมูกเขา ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าไปลึก ควันนั้นไม่ผ่านลำคอ มันเข้าไปหมุนวนมอบความหฤหรรษ์ให้ตั้งแต่ปลายจนถึงโคนลิ้น เขาดื่มด่ำในความกลมกล่อมนั้น ก่อนจะปล่อยหายใจออก

รสเข้มข้นของเมล็ดกาแฟและความเลิศรสที่ยังคงหลงเหลือในปากของเขาช่างเป็นอะไรที่วิเศษ ซิการ์ทั้งมวนเคลือบด้วยรสครีม มีรสชาติเหมือนเครื่องหนัง แต่เมื่อสูบเข้าไปครู่หนึ่ง จะเริ่มสัมผัสได้ถึงความหอมหวานเหมือนนมรสช็อคโกแล็ต ยามที่ความเลิศรสนุ่มนวลนั้นสำแดงตน ช่างเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจห้ามใจได้

ถึงแม้ว่าหากสูบซิการ์ชั้นดีสักมวน ควรจะต้องงดจากการจิบไวน์เป็นเวลากว่าอาทิตย์ แต่เพื่อซิการ์คิวบาปี 1966 มวนนี้ ชายหนุ่มต้องยินยอมอย่างไม่มีข้อแม้

“กลิ่นหอมหวาน ช่างหอมหวานเหลือเกิน แต่ว่านะ… ของดีๆ แบบนี้ควรแบ่งกันมากกว่าขี้งกเก็บไว้คนเดียวนะ  น้องสาม นี่น้องคงไม่ได้คิดจะเก็บไว้สูบคนเดียวใช่ไหม” เสียงเอื่อยเฉื่อยลอยอ้อยอิ่งมาในอากาศ บุคคลอีกคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นข้างหลั่นเจว๋ ร่างนั้นยืนโก้งโค้งอยู่ข้างบันไดมองหลั่นเจว๋อยู่

ชายหนุ่มผู้มาใหม่มีอายุใกล้เคียงกับหลั่นเจว๋ ผมสีแดงเพลิงยาวระบ่ากว้าง ดวงตาสีชมพูทำให้เจ้าตัวดูแปลกประหลาดราวกับเป็นปีศาจจำแลง มุมปากเผยอขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มซุกซน เขาไม่ได้หล่อเหลาเท่าหลั่นเจว๋ แต่ก็มีรูปลักษณ์น่ามองไม่น้อย ชายหนุ่มผมแดงคนนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงยีนต์สีดำและรองเท้าสีดำสนิท ราวกับจงใจให้ตัวเองกลมกลืนไปในความมืดมิด จุดเด่นที่ทำให้เห็นชายหนุ่มได้ชัดแม้ในแสงสลัวคือผมสีแดงเพลิง

“นายจะเรียกฉันแบบนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันจะเรียกนายแบบนั้นเหมือนกัน” หลั่นเจว๋เอ่ยตอบอย่างเบาๆ ไม่แม้แต่จะเหลียวมองว่าคู่สนทนาเป็นใคร

รอยยิ้มขี้เล่นที่ระบายอยู่บนใบหน้าชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงหายไป “ทำไมฉันต้องเกิดก่อนนายหลายเดือนด้วย ทำไมฉันต้องเป็นคนที่สอง ก็ได้อาเจว๋ ฉันไม่เรียกนายว่าน้องสามก็ได้”

ในที่สุดหลั่นเจว๋ก็หันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผมแดงเพลิง เมื่อพวกเขามายืนใกล้กัน จึงเห็นว่ามีส่วนสูงไล่เลี่ยกัน “อาเฉิง ขอโทษด้วย”

ชายหนุ่มผมแดงส่ายนิ้วปราม “นายปล่อยให้ความรู้สึกพาไป เหมือนตอนที่ตั้งใจจะรอฉันที่ดาวหลัวไม่มีผิด นายไม่ต้องทำเป็นเสียใจหรอก ฉันก็แค่สงสัยเท่านั้น… ก็นายน่ะ แยกตัวมาอยู่คนเดียวตั้งสามปีดีดัก อะไรดลใจให้ราชันทหารรับจ้างอย่างนายถ่อมาถึงที่นี่ล่ะ”

หลั่นเจว๋ยกซิการ์ขึ้นมาสูบอีกครั้ง พ่นควันหอมกรุ่นออกมา ก่อนจะถ่ายทอดข้อความจากจดหมายฉบับนั้นออกมา ข้อความสี่คำสั้นๆ ทรงพลังที่ทำให้เขาตัดสินใจออกจากดาวสกายไฟร์มาที่นี่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

“เฮร่ายังไม่ตาย” ชายหนุ่มพูด

ชายหนุ่มผมแดงสะดุ้งเล็กน้อยด้วยอารามตกใจ เขายึดตัวให้ตรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “จริงเหรอ”

หลั่นเจว๋พยักหน้าขึงขัง “ที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะว่ามาหาเบาะแสของเธอนี่แหละ”

ชายหนุ่มผมแดงสูดหายใจลึกอย่างชั่งใจอะไรบางอย่างก่อนจะตบไหล่หลั่นเจว๋เบาๆ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ชายคนนี้ช่วยเองนะ”

หลั่นเจว๋ยิ้มเงยหน้าขึ้นมองผู้พูด ดวงตาคู่สวยฉายแววขอบคุณอย่างเต็มเปี่ยม “ตกลง เสียหายไปแค่ไหน”

ชายหนุ่มผมแดงตอบด้วยท่าทางสบาย “ครอบครัวฉันถือหุ้นอยู่แค่ 30% ในศูนย์การประมูลพิเศษ” ขณะพูด เขาก็คว้าเอาซิการ์ในมือหลั่นเจว๋มาสูบ “นี่เป็นของฉันแล้ว นายทำผิด ก็ต้องจ่ายค่าปรับเป็นธรรมดา!”

หลั่นเจว๋นิ่วหน้าประท้วง “นี่ ฉันซื้อมามวนเดียวนะ”

“ไร้สาระหน่า” ชายหนุ่มผมแดงพูดนิ่งๆ พ่นควันซิการ์ออกมาอย่างสบายอารมณ์

หลั่นเจว๋เอื้อมมือไปตีหน้าผากชายผมแดงเบาๆ “ไอ้งั่ง ซูเฉิง นายนี่มันไอ้วายร้ายดีๆ นี่เอง!”

ซูเฉิงถลึงตา “นายเพิ่งขโมยสมบัติของครอบครัวฉัน แล้วมาเรียกฉันว่าไอ้วายร้ายเนี่ยนะ งั้นนายคงเป็นราชนิกูลน่ะสิ ราชนิกูลที่ไหนกันเรียกคนอื่นว่า ไอ้งั่ง วะ”

หลั่นเจว๋พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ “พรุ่งนี้ฉันจะไปแล้ว”

“เฮร่าอยู่ที่นั่นเหรอ แล้วตกลงจะให้ฉันช่วยอะไร” ซูเฉิงพูด

หลั่นเจว๋สั่นหัวเป็นเชิงปฏิเสธเบาๆ

ซูเฉิงพ่นหัวเราะออกมาเบาๆ “โอเค เข้าใจล่ะ ถ้านายยังรับมือไม่ได้ ฉันก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

“คืนนี้อยู่ดื่มกับฉันไหม” หลั่นเจว๋มองซูเฉิงเป็นเชิงถาม

“ได้เลย” ซูเฉิงตอบอย่างหนักแน่น พ่นควันฟ่อนใหญ่ออกมาจากการสูบซิการ์ปี 1966

หลั่นเจว๋กลับเข้าไปในห้อง ทิ้งให้ซูเฉิงยืนสูบซิการ์อยู่ที่ราวระเบียงโดยลำพัง ยิ้มบางยังฉาบอยู่บนใบหน้า

ชั่วครู่หลั่นเจว๋ก็ย้อนกลับมาพร้อมกับขวดบรั่นดีและแก้วสองแก้ว ชายหนุ่มมายืนข้างซูเฉิง วางแก้วลงตรงที่ว่างระหว่างกลาง ก่อนจะรินของเหลวออกจากขวดบรั่นดีในมือ กลิ่นหอมฟุ้งของของมึนเมารวยระรินขึ้นมาปะทะจมูก

ซูเฉิงตาเป็นประกายเมื่อเห็นขวดบรั่นดี “อาเจว๋ ดีจังที่อย่างน้อยนายก็ไม่เคยลืมว่าพี่ชายคนนี้ชอบบรั่นดีแค่ไหน ถึงแม้เฮนเนสซี เอกซ์โอขวดนี้จะไม่ใช่บรั่นดีสุดยอดอะไร แต่ก็ใช้ได้อยู่นะ”

หลั่นเจว๋หยิบออกมาเล็กน้อย “นี่นายชอบใช้ความอาวุโสในการเอาเปรียบคนอื่นเหรอ จะดื่มหรือไม่ดื่มล่ะฮะ  ดูดีๆ สิว่านี่ของยุคไหน ใช่ยุคเก่ารึเปล่า บรั่นดีเอ็กซ์โอนี่หายากมากนะ เอ็กซ์มาจาก’เอ็กซ์เซปชั่นนอล’ที่แปลว่าอย่างยิ่ง โอ มาจาก ‘โอลด์’ที่แปลว่าเก่า บรั่นดีที่เก่าอย่างยิ่งแบบนี้หายากมากนะ จะบอกให้”

ชายหนุ่มพูดพลางรินบรั่นดีลงแก้วทั้งสองในระดับเท่ากันที่ประมาณ 30 มิลลิลิตร

“เอาน้ำแข็งมาด้วยสิ” ซูเฉิงพูด ชูแก้วบรั่นดีที่ปราศจากน้ำแข็งขึ้นมาให้หลั่นเจว๋ดูเป็นการยืนยัน

หลั่นเจว๋มองพี่ชายอย่างเหยียดหยาม “โทษทีนะ ชนชั้นสูงอย่างพวกเราเคยชินที่จะดื่มบรั่นดีแบบอุ่นๆ หน่อยน่ะ”

“บรั่นดีนี่เอาไปอุ่นได้ด้วยเหรอ” ซูเฉิงถามอย่างงุนงง

หลั่นเจว๋วางแก้วลงหน้าชายหนุ่มเบาๆ ไม่ตอบอะไร

ซูเฉิงสะบัดข้อมือซ้ายเบาๆ ไฟขนาดย่อมสองดวงปรากฏขึ้นที่ข้างใต้แก้วบรั่นดี ครู่หนึ่งหลั่นเจว๋ก็ดับไฟลง

ชายหนุ่มยกของเหลวขึ้นสูดกลิ่นอันเป็นส่วนผสมระหว่างองุ่นพันธุ์ดีและแอลกอฮอล์ เขาจิบเล็กน้อย กลิ่นหอมขององุ่นและน้ำอุ่นๆ ไหลผ่านคอไป สร้างความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด จริงอยู่ที่ว่า คุณจะไม่สามารถดื่มด่ำในรสชาติของไวน์ได้อย่างเต็มที่หากเพิ่งสูบซิการ์ดีๆ ไป แต่หากเป็นบรั่นดี ก็นับว่าใช้ได้

“ไม่เลวทีเดียว” ซูเฉิงชมออกมาเมื่อดื่มเข้าไปอึกแรก

ซูเฉิงพูดต่อ “อาเจว๋ รู้ไหม ตอนฉันรู้ว่าคนที่ขโมยของศูนย์ประมูลพิเศษไปชื่อว่าซูสน่ะ ฉันก็แค่ดีใจ แต่พอได้เจอนายตัวเป็นๆ อย่างตอนนี้ ฉันดีใจยิ่งกว่า ในที่สุดน้องชายฉันก็กลับมาแล้ว”

หลั่นเจว๋ดื่มน้ำที่เหลือจนหมดแก้วภายในอึกเดียว

“ขอโทษนะ ที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง”

ซูเฉิงมีสีหน้าตกใจ รีบพูด “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจนะ… นายไม่ได้คุยกับพี่ใหญ่นานแล้วใช่ไหม นี่นายยังไม่หายโกรธเขาอีกเหรอ รู้ไว้นะ ว่าเขาคอยมองอยู่ห่างๆ เสมอ”

หลั่นเจว๋สั่นศีรษะ ไม่ตอบคำถาม “ดื่ม” เขาพูด

“เออ ดื่มกันเถอะ! คืนนี้ฉันอยู่เป็นเพื่อนนายเอง ไม่เมาไม่เลิก!”

___________

เช้าตรู่วันต่อมา

ซูเฉิงจากไป ทิ้งกระดาษแผ่นเล็กฝากข้อความไว้

“ฉันรู้นะว่านายเปิดกล่องไซเฟอร์นั่นเองได้ แต่จะลำบากทำเองทำไมล่ะ จริงไหม ไปหาเฮร่าให้เจอซ่ะ เอาข่าวดีมาฝากด้วยล่ะ พาเธอกลับมาดื่มกับฉัน”

ใต้เนื้อความนั้นมีรหัสลับจำนวนสามบรรทัดเขียนเอาไว้…