ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

อัจฉริยะสมองเพชร 天道图书馆

ผู้แต่ง 横扫天涯
ผู้แปล Hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หนังสือแนวแฟนตาซีที่ฮอตที่สุดในปี 2017, จางเซวียนข้ามไปอีกโลกหนึ่งโดยบังเอิญ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกลายเป็นครูไปเสียแล้ว ซ้ำยังเป็นครูที่ไม่เก่งและกำลังจะถูกไล่ออกอีกด้วย ทว่าจางเซวียนกลับพบความลับอันยิ่งใหญ่ของร่างใหม่ร่างนี้ นั่นก็คือ... เขามีสมองเพชร! ในสมองของครูหนุ่มคนนี้แอบซ่อน 'หอสมุด' ขนาดใหญ่ไว้ด้านใน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จางเซวียนเห็น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ ล้วนถูกเก็บสู่คลังหนังสือในรูปแบบของสมุดเล่มหนึ่ง ก็ถ้าในเมื่อมีไอเท็มสุดยอดนี้อยู่กับตัวแล้ว ใครยังจะกล้าเรียกเขาว่าครูกระจอกอีกรึ?!

บทนำ

天道图书馆

Author: 横扫天涯

Translator: Hongsamut

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

หนังสือแนวแฟนตาซีที่ฮอตที่สุดในปี 2017, จางเซวียนข้ามไปอีกโลกหนึ่งโดยบังเอิญ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกลายเป็นครูไปเสียแล้ว ซ้ำยังเป็นครูที่ไม่เก่งและกำลังจะถูกไล่ออกอีกด้วย ทว่าจางเซวียนกลับพบความลับอันยิ่งใหญ่ของร่างใหม่ร่างนี้ นั่นก็คือ... เขามีสมองเพชร! ในสมองของครูหนุ่มคนนี้แอบซ่อน 'หอสมุด' ขนาดใหญ่ไว้ด้านใน ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จางเซวียนเห็น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ ล้วนถูกเก็บสู่คลังหนังสือในรูปแบบของสมุดเล่มหนึ่ง ก็ถ้าในเมื่อมีไอเท็มสุดยอดนี้อยู่กับตัวแล้ว ใครยังจะกล้าเรียกเขาว่าครูกระจอกอีก?!

----------------------------------

เรียนนักอ่านทุกท่าน มีการสอบถามเข้ามาว่าเรื่องอัจฉริยะสมองเพชรจะมีทั้งหมดกี่เล่ม กี่ตอน ตัวนักแปลเองก็ไม่สามารถตอบได้เหมือนกันแหละครับ เนื่องจากนักเขียนก็ยังคงเขียนอยู่อย่างเมามัน นักแปลทำได้เพียงไล่แปลตามนักเขียนอย่างสุดกำลังเพื่อ digest มาให้ทุกท่านได้อ่าน... แต่ตามสไตล์ของงานเขียนแนวกำลังภายใน โดยมากจะไม่สั้นแน่นอน เอาเป็นว่าใครสะดวกลุ้นก็มาลุ้นไปพร้อมๆกันนะครับ 

 

สำหรับท่านที่ชอบความสดใหม่ บันเทิงรายวัน ได้อ่านก่อนใคร... เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบรายตอนครับ

สำหรับท่านที่รอได้ ไม่มีเวลามาตามรายตอน ชอบอ่านแบบรวดเดียวเยอะๆ เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบ ebook จะพยายามออกทุกเดือนครับ

ชัดเจนแล้วว่าเรื่องนี้จะไม่ทำเป็นรูปเล่มหนังสือครับ

-----------------------

 

สารบัญ

ไอ้คนหลอกหลวง

          “คนหลอกลวง ไอ้ลวงโลก”

          เสียงคำรามก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นตลอดทางเดินหินอ่อนสีฟ้า เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่ว

          จางเซวียนยกมือทั้งสองข้างขึ้นปัดป้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันกับคำพูดที่ทิ่มแทงใจเขาเหล่านั้น “ผมไม่ใช่ไอ้ลวงโลก เป็นแค่อาจารย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์สักคนแค่นั้น ผมไม่ได้ทำอะไรเลวทรามอย่างที่พวกคุณกล่าวหาสักหน่อย ทำอย่างกับผมชั่วช้าไปได้”

          เขานั่งนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการและถอนใจออกมาอย่างหนักอก “ผ่านไปสิบเจ็ดคนก็แล้ว ไม่มีใครยอมเป็นลูกศิษย์เราเลยสักคน ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ลูกศิษย์อีกล่ะก็ เห็นทีต้องเก็บข้าวของและสิ้นสุดสภาพการเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนี้ซะแล้ว”

          แท้ที่จริงแล้ว จางเซวียนไม่ได้เป็นคนที่อาศัยบนโลกใบนี้มาตั้งแต่แรก ในอดีตเขาเป็นเพียงบรรณารักษ์คอยดูแลหอสมุดเล็กๆ ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งเท่านั้น เท่าที่เรียบเรียงเหตุการณ์ได้ หลังจากที่เปลวไฟกองหนึ่งลุกโชน ประกายไฟสว่างไสว ตัวเขาก็อุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้

          โลกใบนี้อาจเป็นเพียงนิยายที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเท่านั้น เป็นแหล่งก่อกำเนิดสรรพสิ่งต่างๆ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะถล่มทลายลงไปในพริบตา

          แต่ในโลกใบเดิมล่ะ เขาก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ไม่มีคุณค่าในสายตาใครๆ บางครั้งเขาเคยคิดอยากกลับไปสู่ช่วงเวลานั้นอีกครั้ง แต่ก็นั่นแหละ เขาทำได้เพียงแค่คิดและกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงตรงหน้า ตอนนี้เขาไม่ใช่บรรณารักษ์ตัวเล็กๆ อีกต่อไป แต่เขาต้องรับบทบาทเป็น ‘อาจารย์’ และที่น่าอดสูไปกว่านั้น เขาคืออาจารย์ระดับปลายแถวของโรงเรียน!

          ห้องเรียนของอาจารย์คนอื่นๆ เก้าอี้แทบจะไม่เพียงพอต่อการรองรับบรรดาศิษย์ที่เข้ามากอบโกยความรู้ ส่วนตัวของเขาน่ะหรือ? มีคนเข้าเรียนเพียงแค่เศษเสี้ยวเทียบไม่ติดฝุ่นอาจารย์คนอื่นๆ เลย และมันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับเขาที่จะดึงดูดศิษย์ให้สนใจในห้องเรียนของตน เพราะสุดท้ายแล้ว เขาก็เป็นเพียงไอ้ลวงโลกในสายตาคนอื่นๆ และจากนั้นไม่นาน ศิษย์เหล่านั้นก็ทยอยลาออกไปจากห้องเรียนของเขาเองแหละ

เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะเขาสิงอยู่ในร่างของอาจารย์ที่ห่วยแตก ขี้แพ้และอ่อนแอที่สุดในโรงเรียนอย่างไรล่ะ

          ไร้ความสามารถ ไร้พรสวรรค์ที่จะดึงดูดศิษย์ให้มาเรียนกับเขา และที่แย่ไปกว่านั้นคือทุกคนต่างก็เข้าใจในตัวเขาผิด ทำให้เขายิ่งเครียดจนแทบจะบ้าตาย

          เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่ใกล้ตาย ไม่มีชื่อเสียงโดดเด่น นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในบัญชีดำของโรงเรียน รั้งตำแหน่งอาจารย์ยอดแย่ที่มีคะแนนเป็นที่โหล่ ไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนกับเขาเพราะไม่เชื่อมั่นในศักยภาพ เด็กเหล่านั้นคงคิดว่าถ้าเข้าเรียนกับอาจารย์ห่วยแตกแบบนี้ อนาคตก็คงเจริญรอยตามความห่วยแตกนี้ไปโดยปริยาย

          จากประวัติการทำงานที่ผ่านมา คะแนนการทำงานของเขายังคงอยู่ที่ศูนย์อีกเช่นเคย น่าสมเพชที่จางเซวียนคนก่อนเลือกที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการร่ำสุรายาเมาจนไม่เป็นอันทำงาน แล้วในที่สุดเขาก็หมดอนาคตและเสียชีวิต โชคร้ายดันมาตกที่จางเซวียนคนนี้ เขาต้องเข้ามาสิงอยู่ในร่างนี้แทนและดำเนินชีวิตห่วยแตกต่อไป

          วันเปิดการศึกษาภาคเรียนใหม่ ทางโรงเรียนได้ยื่นคำขาดกับเขาว่าถ้าเขายังไม่มีลูกศิษย์ในห้องเรียนของตน เขาจะต้องสิ้นสุดสภาพการเป็นอาจารย์ไปโดยปริยาย

          เด็กหน้าใหม่ทั้งหมดสิบเจ็ดคนเดินผ่านห้องของเขาไปอย่างไม่แยแส เขารู้ดีว่าตนไม่มีชื่อเสียงเพียงพอจึงไม่ได้รับการยอมรับ ทุกคนเร่งฝีเท้าเพื่อจะผ่านห้องของเขาไปให้เร็วที่สุด จะเหลือก็แต่เด็กสาวคนหนึ่งที่วิ่งผละออกมาจากข้างกายของชายชรา

          “วันนี้เราต้องหาลูกศิษย์ให้ได้ อย่างน้อยก็คนหนึ่งล่ะวะ” ด้วยความคิดเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาต้องเลือกหาเหยื่อสักคนให้เข้ามาเรียนกับเขา เขาเหลือบเห็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนงุนงงอยู่ตรงประตูทางเข้า

          “นี่ใช่ห้องเรียนของอาจารย์ลู่รึเปล่าคะ?”

          เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะจับใจ อาจารย์ลู่คืออาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ ห้องเรียนของเขามีลูกศิษย์อุ่นหนาฝาคั่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวน้อยคนนี้ถึงได้อยากมาเรียนกับอาจารย์คนดังกล่าว

          “ตามมาสิ ผมจะพาไป” ดวงตาของจางเซวียนเปล่งประกายเมื่อรู้ว่ามีเหยื่อกำลังจะมาติดกับ

          ด้วยบุคลิกท่าทาง ตลอดจนเทคนิคการหลอกล่อที่เขาได้ร่ำเรียนและจดจำมาในอดีต ทำให้ตีบทแตกกับสถานการณ์นี้ได้อย่างง่ายดาย เขาหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้และค่อยๆ แสดงท่าทางดั่งผู้ทรงภูมิ “คุณจะมาสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ฉวินอย่างนั้นรึ?”

          สาวน้อยในชุดสีดำมันเงาพยักหน้าหงึกๆ ตอบรับอย่างมีความหวัง ดวงตาเป็นประกาย “ฉันได้ยินมาว่า อาจารย์ลู่ฉวินเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรงเรียนหงเทียน คนที่ได้เข้าเรียนกับเขาล้วนประสบความสำเร็จและกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วย”

          “บางครั้งข่าวลือก็เป็นเพียงแค่ลมปากที่บอกต่อๆ กันมานะ อาจจะไม่จริงก็ได้ อาจารย์ที่เก่งและดีก็เหมือนกับรองเท้า ต่อให้มีวิธีสอนที่ปราดเปรื่องเป็นที่เลื่องลือแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่ตรงกับเป้าประสงค์ของผู้เรียน ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ การเรียนก็ไร้ค่าอยู่ดี”

          “ฉันเองก็คิดเช่นนั้นค่ะ คุณถอดคำพูดพี่ชายของฉันออกมาเป๊ะเลย” สาวน้อยมีสีหน้าครุ่นคิดกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า “อย่างไรก็ตาม ฉันไม่รู้ว่าฉันควรจะเลือกเรียนกับใครดี”

          ดวงตาจางเซวียนเป็นประกายทันทีที่ล่วงรู้ความกังวลของสาวน้อย เหมือนเห็นเหยื่อกำลังจะกินเบ็ดที่เขาได้วางไว้ เขาวางมาดสุขุมนุ่มลึกดั่งคาร์ล มาร์กและเฟรดเดอริคนักปราชญ์ชื่อดังแห่งยุค พร้อมกับยังคงดำเนินการตามแผนหว่านล้อมต่อ “การเจอกันของเราในครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของโชคชะตาก็ได้นะสาวน้อย ผมเองก็เป็นอาจารย์ในโรงเรียนแห่งนี้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ ผมจะช่วยพัฒนากระบวนท่าความแข็งแกร่ง ช่วยสร้างพรสวรรค์ชั้นเลิศตลอดจนถ่ายทอดบุคลิกภาพที่ดีๆ ให้คุณเอง ยิ่งกว่านั้น ผมจะแนะนำอาจารย์ที่เก่งๆ ให้คุณด้วย”

          “มันจะไม่เป็นการรบกวนคุณมากเกินไปหรือ ฉันเกรงใจจัง” เธอตอบออกไปตามความรู้สึก อาจารย์ท่านนี้ใจกว้างกับเธอเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก

          “ไหนคุณลองแสดงกระบวนท่าพื้นฐานของคุณให้ผมดูหน่อยสิ” จางเซวียนหรี่ตาลง ท่าทีผ่อนคลายมากขึ้นเพื่อรอชมการแสดงจากเด็กสาว

          “ค่ะ”

          “ฟู่ว...” ทันทีที่เด็กสาวปล่อยหมัดออกไป ภายในห้องก็สั่นสะเทือนไปด้วยแรงลม พลังทั้งหมดถูกตีแผ่กระจายไปทั่วห้อง แสดงให้เห็นถึงกำลังภายในอันแข็งแกร่งของเธอ

          “เยี่ยมมาก กำลังภายในของคุณถือว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว คุณเป็นคนที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง” หลังจากที่เด็กสาวปล่อยพลังอีกครั้ง จางเซวียนก็พยักหน้าเบาๆ รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เห็น

          เขาได้เรียนรู้และเลียนแบบวิธีการพูดจากหมอดูเมื่อครั้งที่อยู่บนโลกใบเก่า เขาสามารถเลือกใช้คำพูดที่ดูดีหว่านล้อม ตลอดจนโน้มน้าวเด็กสาวได้อย่างไม่มีสะดุด คำพูดของเขาลื่นไหลไปตามน้ำจนคนฟังไม่อาจตามความเจ้าเล่ห์เพทุบายได้ เขาตบท้ายด้วยคำพูดที่คนฟังคาดไม่ถึง “กำลังขาของคุณมีประสิทธิภาพมาก แข็งแกร่งดั่งมังกรขนด ในทุกๆ ท่วงท่าพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ หากฝึกต่อไปเรื่อยๆ รับรองว่าในอนาคตคุณจะเป็นอัจฉริยะแน่นอน”

          “เดี๋ยวนะคะ! ขาของฉันบาดเจ็บอยู่ แพทย์วินิจฉัยว่าฉันอาจจะต้องกลายเป็นคนพิการได้” เด็กสาวพูดขัดจังหวะการพล่ามและจ้องมองเขาด้วยสายตาสงสัย

          “เอ่อ... ขาของคุณบาดเจ็บหรอกรึ” จางเซวียนสะดุ้งและมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่คนกะล่อนอย่างเขาจะพลิกสถานการณ์ให้กลับมาเหนือกว่าได้อีกครั้ง “ขาของคุณบาดเจ็บ... เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว เพราะกระบวนท่าที่คุณแสดงออกมาเมื่อครู่ต้องใช้พละกำลังของขาที่แข็งแรงเป็นอย่างมากถึงจะทำได้ ด้วยสาเหตุนี้ก็ไม่แปลกหรอกที่ขาของคุณจะบาดเจ็บมากขึ้น ตอนนี้โอกาสเป็นของคุณแล้วนะ ทุกคนจะต้องอิจฉาคุณกับพรสวรรค์ที่คุณแสดงให้ผมเห็นเมื่อครู่นี้แน่ๆ”

          “โอกาส! โอกาสอะไร คุณขยายความให้ฉันฟังได้ไหมคะ?” เด็กสาวตาลุกโพลงกับคำที่จางเซวียนเอ่ยออกมา

          ตั้งแต่ที่ขาของเธอได้รับบาดเจ็บ เธอก็กดตัวเองและคิดว่าตนเป็นคนด้อยค่า ไร้ประโยชน์ใดๆ ดังนั้นจะมีโอกาสอะไรให้เธอได้แก้ไขในความโชคร้ายของตนอีกหรือ?

          “ถ้าคุณคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ คุณจะกลายเป็นอัจฉริยะ คุณจะพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ยากเลยสำหรับคุณ หลังจากนั้นพรสวรรค์ของคุณจะพัฒนาไปเป็นอัจฉริยบุคคลที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม...” จางเซวียนยังคงสาธยายต่อไปและพุ่งเป้าไปจุดที่เขาต้องการ เหมือนหยิบยกฉากนี้ออกมาจากนิยายเรื่องฝ่ามืออรหันต์อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

          เมื่อได้ยินคำพูดที่ยกยอปอปั้นเธอราวกับว่าเธอเป็นอัจฉริยะ ใบหน้าของเด็กสาวมีสีแดงระเรื่อด้วยความเขินและยังคงตั้งคำถามถามเขาต่อไป “แต่อะไรคะ...”

          “แต่...” จางเซวียนถอนใจ มันเป็นเสียงถอนใจที่ดูเสแสร้ง “แต่อาจารย์ที่เก่งขนาดจะเพิ่มศักยภาพให้คุณได้ มีไม่มากนักในโรงเรียนนี้ ถ้านับรวมผมด้วยก็เหลือแค่สามคนเท่านั้น และอีกสองคนได้หยุดรับ

ลูกศิษย์มาได้สามปีแล้ว ดังนั้น... มันจึงเป็นเรื่องยากที่ผมจะไปอ้อนวอนร้องขอให้พวกเขารับคุณเป็นลูกศิษย์...”

          “หยุดรับลูกศิษย์งั้นหรือ?” เดิมทีเด็กสาวตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ความหวังของเธอจึงพังทลายลงต่อหน้าต่อตา สีหน้าของเธอพลันเศร้าหมองและสิ้นหวัง จากนั้น ดูเหมือนว่าเธอจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงกล่าวว่า “พวกเขาไม่รับลูกศิษย์ แต่คุณยังรับอยู่ใช่ไหมคะ?”

          “แน่นอน แต่ผมจะบอกอะไรคุณไว้ก่อนเลยนะว่าผมไม่ได้แยแสกับการมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่สนใจไยดีกับเรื่องโชควาสนาอะไรทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นผมไม่ได้มีเวลาว่างมากนักด้วย!” จางเซวียนแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ถ้าหยกชิ้นนี้ไม่ได้ดีจริง ผมก็ไม่ได้อยากรับมาเก็บไว้หรอกนะ แม้ว่าโชคชะตาจะกำหนดไว้แล้วก็ตาม...”

          ตุบ!

          ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เด็กสาวก็คุกเข่าลงบนพื้นและโค้งศีรษะลง “ฉันรู้ดีว่าคุณเป็นอาจารย์ เป็นผู้ทรงเกียรติแต่ได้โปรดยอมรับฉันเป็นศิษย์ของคุณด้วย ฉันสัญญาว่าฉันจะตั้งใจฝึกอย่างขยันขันแข็งเพื่อไม่ให้คุณขายหน้าคนอื่นเด็ดขาด”

          จางเซวียนรู้สึกดีใจเป็นที่สุด แต่ยังคงเล่นละคร แสร้งทำสีหน้าลำบากใจต่อไป “โชคชะตาลิขิตเราให้มาเจอกันสินะ แต่ขอบอกคุณไว้ก่อน ผมชอบความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย”

          “ในฐานะที่เป็นศิษย์ของคุณ ฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างความวุ่นวายเดือดร้อนกับคุณ เว้นเสียแต่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนจริงๆ!” เห็นหน้าจางเซวียนดูลำบากใจ เด็กสาวจึงตอบรับกฎระเบียบของเขาทันทีด้วยสีหน้าจริงใจ

          “แต่ผมไม่ได้มีลูกศิษย์มากหน้าหลายตาสักเท่าไหร่นะ ดังนั้นทรัพยากรในมือจึงเทียบกับอาจารย์คนอื่นๆ ไม่ได้ บางครั้งคุณอาจจะต้องอดทนกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนข้างนอก...” จางเซวียนยังคงกล่าวต่อ

          “อย่างนั้นรึ... ฉันเคยได้ยินว่าทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนมีความสำคัญ...” เด็กสาวเริ่มลังเล เธอรู้ว่าปริมาณทรัพยากรที่อาจารย์แต่ละคนได้รับมาจากโรงเรียน จะผันแปรไปตามปริมาณของลูกศิษย์ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อีกจำนวนมาก หากมีทรัพยากรไม่เพียงพอ มันจะเป็นเรื่องยากที่จะก้าวหน้าในการศึกษาหาความรู้

          “แค่กๆ ผมก็แค่ต้องการทดสอบคุณ ตอนนี้ผมเห็นความมุ่งมั่นและความจริงใจของคุณแล้ว ผมจะยอมรับคุณเป็นลูกศิษย์ก็แล้วกัน” พอเห็นท่าทีที่เริ่มลังเลของเธอ จางเซวียนจึงรีบขัดจังหวะและกล่าวว่า

“นี่หยกสัญลักษณ์ของคุณ”

          “อ่า...”

          เธอไม่ได้คาดคิดว่าอาจารย์จะพลิกลิ้น เปลี่ยนเรื่องราวได้รวดเร็วราวกับพลิกหน้าหนังสืออย่างนี้ เธอประหลาดใจเล็กน้อย ในช่วงเสี้ยวขณะที่เธอกำลังพิจารณาว่าเธอควรจะยืนหยัดสานความสัมพันธ์การเป็นศิษย์อาจารย์ต่อดีหรือไม่ จางเซวียนก็ดึงมือของเธอแล้วใช้ปลายมีดแหลมคมเจาะ เพื่อหยดเลือดลงบนหยกสัญลักษณ์แทนตัวของเธอเรียบร้อยแล้ว

          วิ้ง! แสงกะพริบขึ้น

          “อ่า...” เด็กสาวตกตะลึงเล็กน้อย

          เขาบอกว่าให้ฉันพิจารณาให้ถ้วนถี่ก่อนตกลง เขาไม่แยแสชื่อเสียงหรือโชคชะตาใดๆ แล้วทำไมเขาถึงรวบรัดตัดความเพื่อตกลงรับฉันเป็นศิษย์ล่ะ นี่เขาเตรียมพร้อมถึงขนาดพกมีดไว้ข้างตัวเสียด้วย?

          “จากนี้ไปคุณเป็นลูกศิษย์ของผม” หลังจากได้หยดเลือดสาบานบนหยกสัญลักษณ์แล้ว จางเซวียนก็ถอนใจด้วยความโล่งอก แต่ยังคงสร้างภาพอาจารย์ผู้แสนสุขุมเคร่งขรึมต่อหน้าเด็กสาว “คุณชื่ออะไร?”

          “หวังหยิ่ง เรียกฉันว่าหวังหยิ่ง” ไหนๆ เธอก็ไม่มีทางย้อนเวลากลับไปปฏิเสธเขาได้แล้ว เด็กสาวจึงไม่พูดอะไรอีก ได้แต่พยักหน้าตอบรับ

          “อืม รับหยกสัญลักษณ์แทนตัวของคุณแล้วไปหาเตียงนอนและตำรับตำราซะ พวกเราจะเริ่มบทเรียนในวันพรุ่งนี้ มาพบผมที่นี่นะ” จางเซวียนโบกมืออำลา

          “ค่ะ” หวังหยิ่งผงกหัวและหันหลังเดินจากไป

          “ฮู้ว! ในที่สุดก็เกลี้ยกล่อมลูกศิษย์ได้หนึ่งคนแล้ว” หลังจากได้หวังหยิ่งเป็นศิษย์คนแรก จางเซวียนก็ถอนใจโล่งอกและยิ้มออกเสียที

          จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่งานง่ายสำหรับเขาเลย นี่ถ้าเขาไม่ได้จำเทคนิคการสร้างภาพให้ดูน่าเชื่อถือจากอินเตอร์เน็ต เขาคงผ่านจุดนี้ไปไม่ได้อย่างแน่นอน

          การมีลูกศิษย์แม้จะเพียงคนเดียวก็น่าจะช่วยให้เขาไม่โดนขับไล่ออกจากโรงเรียนแล้วสินะ จางเซวียนรู้สึกโล่งอกไปอีกเปราะหนึ่ง จิตวิญญาณของเขารู้สึกสงบและผ่อนคลายมากขึ้น ความกังวลลดจำนวนลงเรื่อยๆ พึมพำออกมาว่า “อาจารย์จาง... คุณพักผ่อนอย่างสงบเถอะ ต่อไปนี้ผมจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนคุณเอง”

          จางเซวียนคนก่อนต้องจบชีวิตลงเพราะไม่สามารถหาศิษย์มาเรียนกับตนได้ แต่จางเซวียนคนใหม่นี้มีลูกศิษย์แล้ว ความกังวลของดวงจิตดั้งเดิมหายไปในบัดดล ดวงจิตอันเปล่งประกายสดใสของจางเซวียนคนใหม่จึงค่อยๆ เข้ามาควบคุมร่างกายนี้ได้อย่างสมบูรณ์

          หลังจากที่สามารถควบคุมร่างนี้ได้เป็นอย่างดีแล้ว จางเซวียนคนใหม่ก็มุ่งมั่นที่จะดำเนินการเกลี้ยกล่อมลูกศิษย์คนต่อไป ทันใดนั้นเอง ภายในหัวของเขาก็มีบางอย่างสั่นไหว เขาได้ยินเสียงของระฆังโบราณที่ดังเด่นชัดขึ้นในสมองส่วนกลาง

          “แข็งแกร่งย่อมดีกว่าอ่อนแอ...”

          “ถึงแม้ว่าแสงอาทิตย์และแสงจันทร์จะสาดไปได้ทั่วหล้า แต่มุมมืดทั้งหลายก็ยังส่องไปไม่ถึง...”

          ตึง!

          สุภาษิตที่ลึกซึ้งในทุกๆ ถ้อยคำ ทิ้งเขาให้มึนงงด้วยความตกใจ ไม่นานนักอาคารหลังมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เหนือทางเข้านั้นมีคำสี่คำส่องแสงระยิบระยับสะท้อนบนแผ่นโลหะ

          หอสมุดเทียบฟ้า!

          เขาค่อยๆ เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปด้านใน ชั้นหนังสือนับไม่ถ้วนตั้งสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า มีหนังสือทุกประเภทวางเรียงอยู่บนชั้นหนังสือเหล่านั้น ยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา

          นี่อาจจะเป็นของรางวัลสำหรับการถือกำเนิดบนโลกใบใหม่ แต่ช้าก่อน ผมไม่ได้อยากจะเป็นมันอีกในชาตินี้นะ นี่ของเขาสินะ หอสมุด? แม้ว่าชาติก่อนเขาจะเป็นบรรณารักษ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาตินี้จะอยากทำอาชีพเดิมสักหน่อย ของขวัญเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนอื่นอาจจะได้เป็นผู้สืบทอดกำลังภายในสายต่างๆ อาจจะได้ระบบการจัดการที่ดีเยี่ยม หรือไม่ก็เป็นเจ้าของอุปกรณ์ไฮเทคโนโลยี แต่ทำไมของรางวัลเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาถึงเป็นหอสมุดไปได้ล่ะ?

          จางเซวียนรู้สึกมึนงง เริ่มสิ้นหวังหมดกำลังใจ

          หอสมุด? เพื่ออะไร? นี่ถ้ามีใครมาทำร้ายเขา จะให้เขาเขวี้ยงหนังสือเหล่านี้เป็นอาวุธหรือ?

          “ช่างมันเถอะ เข้าไปดูหนังสือด้านในหน่อยดีกว่า” ในเมื่อไร้ทางเลือกเขาก็ต้องยอมรับไปก่อน เขาเอื้อมมือออกไปคว้าหนังสือจากชั้นวางเพื่อจะศึกษารายละเอียด แต่อนิจจา เมื่อเขายื่นมือของตนผ่านชั้นวางหนังสือ สิ่งที่คว้าไว้ได้คืออากาศธาตุ

          “นี่ล้อกันเล่นรึเปล่า? ยกหอสมุดใหญ่โตมโหฬารให้เราเป็นเจ้าของแต่ไม่ให้จับต้องอะไรได้ สวรรค์ต้องการอะไรกันแน่?” จางเซวียนพูดไม่ออก อยากจะร้องไห้อย่างระทมทุกข์แต่กลับไร้น้ำตา

ความอัปยศอดสู

หลังจากที่เขามองไปรอบตัวและลองเอื้อมคว้าหนังสืออยู่นาน จางเซวียนก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ ทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะหยิบฉวยออกมาได้ คิดได้ดังนั้น เขาจึงเลิกล้มการกระทำที่ไร้สาระนี้

“เที่ยงพอดี เดี๋ยวหลังมื้อเที่ยง เราจะต้องหาลูกศิษย์มาเพิ่มอีกซักสองสามคนให้ได้” เขาจ้องมองออกไปยังนอกหน้าต่างซึ่งพระอาทิตย์กำลังตั้งฉากพอดี เช้าที่ผ่านมา เด็กนักเรียนหลายคนเดินผ่านห้องเขาไปอย่างไม่แยแส ไม่ว่าเขาจะสะกดจิตคนเหล่านั้นอย่างไรก็ดูเหมือนจะไร้ผล ความอดทนของเขาเริ่มน้อยลงทุกที

เขาเป็นคนที่มาจากอีกโลกหนึ่ง แค่นี้ก็มีความพิเศษเหนือใครไปมากแล้ว หากยังไม่สามารถเกลี้ยกล่อมคนในยุคล้าหลังแบบนี้ให้มาเป็นศิษย์ แล้วจะมีอะไรให้เขาภาคภูมิใจกับการเป็นคนโลกยุคไฮเทคโนโลยีอีกล่ะ เขาสะบัดหัวทิ้งเรื่องรกสมองนี้ไป แล้วก็เดินไปยังโรงอาหารของโรงเรียน

เช่นเดียวกับโรงเรียนมัธยมในโลกของเขาก่อนหน้า โรงเรียนหงเทียนมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ห้องอาหารสามารถรองรับคนได้กว่าหมื่น หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในการเกลี้ยกล่อมนักเรียนให้ยอมรับเขาเป็นอาจารย์ได้บ้างแล้ว เขาก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มมื้อกลางวันอย่างมีความสุขกับอาหารอันโอชาสามสี่อย่างในมุมหนึ่งของโรงอาหาร

“คุณคงจะเป็นอาจารย์จางสินะ?” ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับมื้อกลางวัน เสียงเสียงหนึ่งก็ลอยมากระทบหู น้ำเสียงฟังดูหยิ่งยโสโอหัง เขาเงยหน้าขึ้นไปปะทะกับชายเจ้าของเสียงที่จ้องมองมาด้วยสายตายิ้มเยาะ แววตาไร้ความอบอุ่นใดๆ รอยยิ้มที่แสยะออกมาก็เป็นรอยยิ้มจอมปลอม ไม่จริงใจเลยสักนิด

“คุณคงเป็นอาจารย์เฉา?” จางเซวียนจำเขาได้ ชื่อเต็มของอาจารย์เฉาคือเฉาฉง เขาเข้ามาเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนแห่งนี้ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับจางเซวียน เป็นอาจารย์ที่ชอบทำตัวเปรียบเทียบกับอาจารย์คนอื่นๆ เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เจ้าของร่างก่อนคงไม่สามารถทนแรงกดดันเช่นนี้ได้ จึงเป็นสาเหตุที่เขาดื่มหนักจนถึงแก่ความตาย

“วันนี้เป็นวันเปิดรับสมัครศิษย์ ศิษย์จะเลือกอาจารย์ของพวกเขา การรับสมัครของคุณเป็นอย่างไรบ้าง ดูจากความสุนทรีย์ในมื้อกลางวันของคุณวันนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คงไม่เลวเท่าไหร่สินะ นี่คือเหล่าบรรดาลูกศิษย์ของผมที่เพิ่งคัดเลือกมา มีสมัครมาทั้งหมด 12 คน เราเลยมาทานกลางวันเพื่อพูดคุยและสร้างความคุ้นเคยกันมากขึ้นก่อนที่พวกเขาจะไปจัดแจงเรื่องห้องพัก”

อาจารย์เฉาจ้องมองเขาด้วยสีหน้าท่าทางโอ้อวด เริ่มที่จะคุยโม้ถึงความเก่งกาจของตน ไม่ต้องสงสัยว่าเขามาที่นี่ก็เพื่อคุยข่มโดยเฉพาะ ตัวจางเซวียนเองไม่ได้มีเรื่องบาดหมางใดๆกับอาจารย์เฉา แต่เพราะว่าทั้งสองได้ก้าวเข้ามาเป็นอาจารย์ในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ดังนั้นจึงไม่อาจปฎิเสธได้ว่าทั้งสองมักจะถูกคนนำมาเปรียบเทียบกันในเรื่องของความสามารถ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพียงเพราะคิดว่าผลงานจะปรากฎให้เห็นเอง

เด็กๆกลุ่มใหญ่จ้องมองมาที่เขาแล้วก็เริ่มซุบซิบๆๆนินทาอย่างตื่นเต้น พวกเขาดูมีชีวิตชีวาและใคร่รู้ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ทุกท่าน ผมขอแนะนำให้ท่านรู้จัก อาจารย์จาง ดาวเด่นของโรงเรียนของเรา เขาเป็นอาจารย์คนเดียวที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในการสอบประเมิน นั่นคือศูนย์คะแนน นับเป็นผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์อันน่าเลวร้ายให้กับโรงเรียนของเรา” อาจารย์เฉาแนะนำเขาให้บรรดาคนที่อยู่ในโรงอาหารได้รู้จัก...

“สอบประเมินได้ศูนย์คะแนนเนี่ยนะ?”

“โอ้ ฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์เขามาก่อน เคยมีคนบอกว่า ศิษย์ของเขาส่วนใหญ่ไม่ค่อยปกติ ยังมีคนสติไม่สมประกอบด้วยนะ”

“ฉันก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน มีคนเตือนว่าอย่าไปเรียนกับเขาเลย เพราะนอกจากจะไม่พัฒนาไปไหนแล้ว ยังเหมือนกันเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ตอนที่ได้ยินนั้นยังไม่เคยเห็นหน้าอาจารย์จาง ที่แท้ก็หน้าตาแบบนี้นี่เอง”

ทันทีที่ทุกคนในโรงอาหารรู้จักจางเซวียนอย่างเป็นทางการ ความโกลาหลก็เกิดขึ้น

ระดับคะแนนของของผู้ที่เป็นอาจารย์นั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับการประเมินในหลากหลายแง่มุมแล้ว ผลการสอบของบรรดาศิษย์ก็มีผลเช่นกัน ตราบใดที่เขายังพอมีลูกศิษย์อยู่บ้าง คะแนนก็ย่อมที่จะกระเตื้องขึ้นมา และอาจารย์ที่ไม่ได้เลยซักคะแนนเดียวเช่นเขา จึงนับเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์อันยอดแย่นี้

“คุณแนะนำผมจบแล้วรึยัง?” แม้อาจารย์เฉาจะเยาะเย้ยถากถางเขา จางเซวียนก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเพราะคนที่ได้ศูนย์คะแนนคือจางเซวียนคนก่อน ไม่ใช่ตัวเขาในปัจจุบัน แล้วเขาจะเดือดร้อนทำไม? แม้ว่าเขาจะไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่ก็ค่อนข้างรำคาญการกระทำของอาจารย์เฉาที่ยกตนข่มท่านแบบนี้ เขาโบกมือไล่อย่างหมดความอดทนพร้อมกับบอกว่า “ถ้าแนะนำเสร็จแล้ว ก็รีบไปซะ อย่ามาขัดจังหวะมื้ออาหารของผม”

เฉาฉงนึกแปลกใจว่าทำไมชายผู้นี้ถึงไม่มีความละอายแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เรื่องของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะชนและมันค่อนข้างจะน่าละอาย แต่ทำไมเขากลับทำตรงกันข้าม มิหนำซ้ำเขากล้าไล่ตนไปไกลๆอีกด้วย เขาเอาสองมือไขว้หลังแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า “นี่คุณไม่รู้สึกละอายบ้างเลยหรือที่ได้ศูนย์คะแนนในการทดสอบน่ะ  คุณไม่ได้มีความรู้สึกอดสูกับมันเลยงั้นรึ?”

“อดสู? ทำไมล่ะ ผมต้องรู้สึกด้วยหรือ? คุณก็เพิ่งป่าวประกาศต่อหน้าสาธารณชนไม่ใช่หรือว่าผมทำลายสถิติและตอนนี้ผมก็กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงไปแล้ว ศิษย์ใหม่ทุกคนรู้จักผมทั้งนั้น ว่าแต่คุณเถอะ?” จางเซวียนชี้ไปที่บรรดาลูกศิษย์ที่อยู่เบื้องหลังของเฉาฉง “คุณทำคะแนนในการสอบครั้งนี้ได้เท่าไหร่กันเชียว? ก่อนที่ศิษย์เหล่านั้นจะมาถึงโรงเรียน พวกเขาทุกคนรู้จักมักจี่กับคุณมาก่อนรึ... ก็เปล่า? และถ้าไม่ใช่เพราะคุณเรียกร้องจะเลี้ยงอาหารพวกเขา คุณคิดหรือว่าพวกเขาจะยอมรับคุณเป็นอาจารย์จริงๆ? ตอนนี้คุณเป็นอาจารย์ไร้ชื่อไร้นาม ไม่เป็นที่รู้จัก แล้วยังกล้ามาคุยโวต่อหน้าผม มันน่าภูมิใจตรงไหนผมถามหน่อย?”

“อ๋า” ถ้าเป็นคนอื่นที่ได้คะแนนต่ำ เขาต้องเจียมเนื้อเจียมตัวเพราะกลัวคนอื่นจะดูถูกเหยียดหยาม กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เจ้านี่เป็นใครกัน หยิ่งยโสโอ้อวดไม่เหมือนกับคนที่ได้คะแนนต่ำเลย มิหนำซ้ำยังมาว่าอาจารย์เฉาผู้ซึ่งได้คะแนนมากกว่าเสียด้วย

เฉาฉงโกรธจนแทบจะระเบิด เจ้านี่หน้ามันหนาจริงๆ น่าแปลกที่ผลการสอบออกมาแย่เจ้าตัวยังภาคภูมิใจอยู่ได้ บรรดาศิษย์ทำหน้าเหวอไปตามๆกันแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

ชื่อเสียงอะไรไม่สนใจเลยรึ?

อาจารย์ท่านนี้ไม่ไร้ยางอายไปหน่อยหรือ?

ทั้งอัปยศ หน้าด้าน นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย? การที่จางเซวียนคนก่อนได้คะแนนเป็นศูนย์ในการสอบวุฒิการศึกษาก็เป็นเรื่องของเขา มันไม่ใช่เรื่องที่ทุเรศอะไรมากมายนี่ จางเซวียนคนก่อนไม่ใช่ดารานักร้องที่จำเป็นสร้างภาพจอมปลอมทั้งหลายแหล่ และที่สำคัญ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนี่นะ?

หน้าของเฉาฉงแดงกล่ำด้วยความโกรธ “หน้าที่หลักของอาจารย์ยังคงเป็นการสอน วันนี้ผมจะไม่เสียเวลาทะเลาะกับคุณแล้ว ไว้เราค่อยมาว่ากันหลังจากคุณหาลูกศิษย์ได้ จากนั้นก็จะรู้เองว่าศิษย์ใครมีพัฒนาการมากกว่ากัน” เขาพูดทิ้งท้ายไว้ แล้วก็หันหลังเดินจากไป

ทันทีที่เหตุการณ์สิ้นสุดลง มีเด็กสาวกับชายชราคู่หนึ่งกำลังพูดถึงเขาอยู่ด้านหลัง “จริงๆแล้ว อาจารย์คนนั้นก็ไม่ได้แย่นะ ลักษณะบุคลิกท่าทางเขาออกจะดูดี” เสียงเด็กสาวเอ่ยแบบมึนงง แม้จะไม่ได้ชื่นชมโดยตรงแต่น้ำเสียงก็มีความลังเลไม่แน่ใจกับสิ่งที่พูดไปเช่นกัน

“นายหญิงน้อยฟังผมนะ ก่อนที่พวกเราจะมาที่นี่ คุณชายได้มอบหมายให้ผมพานายหญิงน้อยไปฝากเนื้อฝากตัวกับอาจารย์ลู่ฉวิน แต่นายหญิงก็ไม่เชื่อฟังผม กลับหนีไปเลือกเขาคนนี้มาเป็นอาจารย์แทน” เสียงของชายชราคนหนึ่งแหบห้าวแต่ก็ยังคงจับคำพูดได้

“อาจารย์ท่านนั้น... ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณว่า เขา... เขาเป็นคนดี เขาสัญญาว่าจะชี้แนะฉัน เขายังบอกอีกนะว่าถ้าฉันฝึกอย่างถูกต้อง ฉันจะกลายเป็นดาวเด่นของชั้นปี...” เด็กสาวตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่อ้อมแอ้มไม่แน่ใจ

“ถ้าต้องเรียนกับเขา นายหญิงยังหวังที่จะเป็นอันดับต้นๆของรุ่นอยู่อีกงั้นรึ เขาไม่มีทางแนะนำได้แน่นอน นายหญิงน้อย คุณรู้รึเปล่าว่าเขาเป็นใคร? เขาเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ที่สุด ไม่ได้ความที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้ เขาได้ศูนย์คะแนนในการตรวจสอบวุฒิภาวะของอาจารย์... นายหญิงของกระผมต้องรีบถอนใบสมัครของคุณอย่างด่วนที่สุด ไม่อย่างนั้นหากคุณชายรู้จะต้องฆ่าผมแน่...” เสียงชายชราอ้อนวอนเด็กสาว

“พี่ชายใหญ่” ทันทีที่ได้ยินชื่อที่ชายชรานำมาอ้าง สาวน้อยเริ่มที่จะหวาดกลัว ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวและตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ทันทีที่จบบทสนทนาของเด็กสาวและชายชราคู่นี้ ดวงตาเฉาฉงทั้งเปล่งประกายและเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น เขาเดินไปหาที่จางเซวียนที่กำลังกินข้าวอยู่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “อาจารย์จาง เด็กสาวคนนั้นเป็นศิษย์ที่คุณเพิ่งรับมาใช่ไหม? สงสัยคุณจะได้รับข่าวร้ายในไม่ช้านี้เพราะเธอกำลังจะถอนตัวจากคลาสเรียนของคุณ”

กฎที่นี่มีอยู่ว่า อาจารย์สามารถรับศิษย์ได้ด้วยตัวเองและในขณะเดียวกันศิษย์ก็สามารถเลือกอาจารย์ด้วยตัวของพวกเขาเอง และถ้าศิษย์คนไหนค้นพบว่าอาจารย์ไม่เหมาะสมกับพวกเขา พวกเขาสามารถนำหยกสัญลักษณ์แทนตัวมาคืนให้กับครูใหญ่เพื่อทำการยกเลิกได้ เสียงของเฉาฉงดังพอที่จะทำให้ทุกคนในโรงอาหารหันมามอง รวมไปถึงบ่าวและนายหญิงที่กำลังปรึกษากันอยู่

“นายหญิงน้อย คุณตกลงเรียนกับอาจารย์ท่านนั้นรึ ?” ชายชรากล่าวพร้อมจ้องไปที่จางเซวียน

“ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้ารับหงึกๆ

ได้ยินดังนั้นชายชราก็รีบลุกขึ้นและเดินไปหาจางเซวียนอย่างรวดเร็ว “อาจารย์จาง นายหญิงน้อยของตระกูลเราได้ตัดสินใจถอนตัวออกจากการเป็นศิษย์ของคุณแล้ว”

“ผู้เฒ่าหลิว...” เด็กสาวตกใจ เธอไม่คาดว่าชายชราจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาอย่างฉับไว มองไปที่จางเซวียนด้วยท่าทีขอลุแก่โทษแล้วกล่าวว่า “อาจารย์คะ ฉัน...”

ใช่แล้ว เธอหวังหยิ่ง ลูกศิษย์ที่จางเซวียนเพิ่งรับมานั่นเอง

“หวังหยิ่ง คุณรู้ใช่มั้ยว่าผมไม่รับลูกศิษย์ง่ายๆ เหตุผลที่ผมรับคุณเพราะโชคชะตาได้พาเรามาพบกัน ทำไมคุณถึงได้ยอมสละโอกาสที่ดีเช่นนี้ไปเล่า? คุณรู้หรือไม่ว่ามีคนมากแค่ไหนอยากจะมาเป็นศิษย์ผม แต่ผมปฎิเสธพวกเขาไป” แน่นอนจางเซวียนไม่มีทางยอมให้เธอจากไป เขาใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อที่เกลี้ยกล่อมเธอ ไม่มีทางซะหรอกที่จะปล่อยให้เธอหลุดมือ เขาปรับโทนเสียงให้ดูแข็งกร้าวขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจในตัวของบ่าวชรา

“คิดอะไรไร้สาระ...” เมื่อบทสนทนาของเขาดังขึ้น คนที่เพิ่งรู้จักเขาอย่างถ่องแท้รอบโรงอาหารต่างก็รู้สึกตกอกตกใจในความเกรี้ยวกราดของเขา

“พี่ชายทำไมคุณทำตัวไร้ยางอายถึงเพียงนี้เล่า คุณรับลูกศิษย์เพียงเพราะการเดินทางของโชคชะตาเนี่ยนะ? มิน่า ถึงไม่มีใครยอมเป็นศิษย์คุณ...”

“ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจ...” น้ำเสียงที่ดุดันของจางเซวียนทำให้หวังหยิ่งเริ่มที่จะลังเล ก่อนที่เธอจะอธิบายอะไรออกมามากกว่านี้ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกขัดจังหวะเธอขึ้นมา

“อาจารย์จาง นายหญิงน้อย ทายาทอันดับสองของตระกูลเราตัดสินใจจะถอนตัวออกจากคลาสเรียนของคุณ เธอยากที่จะพูดออกมาตรงๆ ดังนั้น ผมจึงขอจะเป็นตัวแทนเธอในการกล่าวถอนตัว”

“ถอนตัวงั้นรึ? “จางเซวียนหางตากระตุก “คุณคิดถี่ถ้วนดีแล้วรึ? ถ้านายหญิงน้อยของคุณถอนตัวจากการเป็นศิษย์ผม อาจารย์คนอื่นๆจะยอมรับเธออีกหรือ? คุณต้องการที่จะทำลายชีวิตนายหญิงน้อยของคุณเพราะความดื้อรั้นของตัวเองแค่นั้นรึ คุณสามารถรับผิดชอบอนาคตของนายหญิงได้เหรอ”

“นี่คุณ...” ผู้เฒ่าหลิวตกตะลึง

แม้ลูกศิษย์สามารถถอนตัวได้ก็จริง แต่การกระทำเช่นนี้ก็นับเป็นการดูแคลนอาจารย์ นอกจากนั้นยังหมายความว่า ถ้าเธอสามารถทิ้งอาจารย์คนแรกได้ก็จะสามารถทิ้งอาจารย์คนอื่นๆได้เช่นเดียวกัน และโดยปกติแล้ว ลูกศิษย์ที่อยู่ในบัญชีดำนี้ จะไม่ได้รับการยอมรับจากอาจารย์คนอื่นๆอีก

ใครกันจะกล้าเปิดใจยอมรับคนที่ดูถูกศักดิ์ศรีของการเป็นอาจารย์ได้ ไม่มีใครยอมรับลูกศิษย์แบบนี้ได้หรอก ยิ่งไปกว่านั้น การยอมรับศิษย์ที่เลือกครูก็เป็นการฉีกหน้าอาจารย์ทุกคนในโรงเรียนเช่นกัน เพราะทุกๆคนคือเพื่อนร่วมงาน มันไม่ฉลาดเลยที่อาจารย์ในโรงเรียนจะยอมแลกสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงานเพื่อเด็กนักเรียนแค่คนเดียว และถ้าศิษย์ที่ว่านี้ได้รับการพิจารณาเข้าเรียนแต่ไม่สามารถหาอาจารย์ได้ ก็จะถูกเพิกถอนสถานะการเป็นนักเรียนไปเอง นั่นหมายถึงอนาคตพวกเขาก็หมดเช่นเดียวกัน

เมื่อนึกถึงความเป็นจริงข้อนี้ ผู้เฒ่าหลิวก็ตกที่นั่งลำบาก เพราะตัวเขาเองเป็นแค่เพียงบ่าวรับใช้ ถ้าอนาคตนายหญิงน้อยต้องสะดุดไป เขาก็ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแบกรับผลที่ตามมา

“ตระกูลนายหญิงน้อยเป็นตระกูลที่เพียบพร้อมไปด้วยพรสวรรค์ชั้นเลิศ ผมสามารถสอนเธอได้อย่างแน่นอนและเธอต้องได้คะแนนที่ดีด้วย ผมรับประกัน...” เมื่อเห็นตาแก่หลิวลังเล จางเซวียนก็เริ่มที่จะเกลี้ยกล่อมเขาอีกทาง ตลกรึไง... เรื่องอะไรจะยอมปล่อยให้เป็ดปรุงสุกแล้วบินหายวับไปกับตา

“เดี๋ยวก่อน ใครบอกกันว่าจะไม่มีอาจารย์ที่ไหนกล้ารับเธอ? สาวน้อย ถ้าคุณถอนตัวออกจากอาจารย์คนนี้ ผมจะยอมรับคุณเป็นศิษย์เอง “

ก่อนที่จางเซวียนจะพูดจบ เฉาฉงก็โพล่งขึ้นแล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญ เขาเพิ่งถูกจางเซวียนหักหน้าไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้โอกาสเอาคืนมาถึงแล้ว เขาจะปล่อยไปได้หรือ?

“เฉาฉงคุณหมายความว่ายังไง?” จางเซวียนยืนตัวแข็ง

“จะทำอะไรงั้นรึ? ผมคิดว่าถ้าเรามีต้นอ่อนที่ดีซักต้น เราจะปล่อยมันให้ลอยหายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไรกันเล่า ถ้าเธอถอนตัวจากคลาสเรียนของคุณ ผมจะรับเธอทันที หลังจากที่พวกนักเรียนมาถึงโรงเรียน มันเป็นเรื่องปกติของพวกเขาในการเลือกอาจารย์ที่ดีที่สุดเพื่อชี้แนะแนวทาง และคนๆนั้นไม่ใช่คนที่ได้คะแนนรั้งอันดับโหล่อย่างคุณหรอก” เฉาฉงหัวเราะเบาๆอย่างสำราญใจ

“แล้วการแย่งศิษย์ของผมต่อหน้าสาธารณชนที่คุณกำลังทำอยู่นี่ล่ะ คุณคิดว่าผมไม่กล้ารายงานต่อสำนักการศึกษากลางอย่างงั้นรึ?” นี่ไม่ได้เป็นเพียงการโต้เถียงกันตามปกติแล้ว หากแต่มันคือสงครามแย่งลูกศิษย์ขนาดย่อมๆ

แม้ว่าโรงเรียนให้อิสระผู้สอนให้เลือกลูกศิษย์ของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เกิดแย่งลูกศิษย์กันเช่นนี้ เพราะมันจะไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์เท่านั้น แต่ทว่ามันจะมีผลต่อวัฒนธรรมของโรงเรียนอีกด้วย

“แย่งลูกศิษย์รึ? คุณก็พูดเกินไป อย่างมากที่สุดก็แค่ให้คำแนะนำที่ดีๆกับเธอก็เท่านั้น จากนั้นก็ให้อิสระเธอเลือกอาจารย์เอง คุณกล้ารับคำท้าการประลองนี้รึเปล่าเล่า?” เฉาฉงเอ่ยท้า

 

ความบกพร่อง

          “การต่อสู้ระหว่างอาจารย์ผู้สอนเพื่อแย่งศิษย์งั้นรึ?”

          สีหน้าของจางเซวียนดูเคร่งขรึมลงไปทันที แม้ว่าเขาจะได้รับการถ่ายทอดความทรงจำจากจางเซวียนคนเก่ามาก่อนหน้า แต่เขาก็ยังไม่ทันจะได้จัดระเบียบข้อมูลเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย อย่างมากเขาก็รู้แค่ความแตกต่างในการสอนเท่านั้น... รู้เท่านั้นจริงๆ

          หากต้องแนะนำคนอื่น... ความสามารถของเขาด้อยกว่าอาจารย์เฉาอย่างไม่ต้องสงสัย หากพวกเขาแข่งขันกันจริงๆ จางเซวียนจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

          “ทำไม คุณไม่กล้ารับคำท้าสินะ?” กฎของโรงเรียนเขียนไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าอาจารย์สามารถแข่งขันกันได้เพื่อช่วยให้ลูกศิษย์ตัดสินใจเลือกทางเดินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้เรียกว่าเป็นการแย่ง เฉาฉงหัวเราะเบาๆ เหวี่ยงแขนไปมาด้วยท่าทางปลอดโปร่ง

          “แล้วพวกเราจะแข่งกันแนะนำเธอเรื่องอะไร?” เขารู้ตัวดีว่า ถ้าเขาไม่จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น ลูกศิษย์ที่เขารับมาในวันนี้คงหนีหายไปหมดแน่ จางเซวียนกัดฟันกรอดมีหลายเรื่องสำหรับอาจารย์ที่พอจะแนะนำลูกศิษย์ได้ เช่นการเพิ่มพูนกำลังภายใน ทักษะการต่อสู้และกำจัดข้อผิดพลาดในกระบวนท่าต่างๆ... อาจารย์แต่ละท่านจะมีความเชี่ยวชาญและให้คำแนะนำที่แตกต่างกัน

ออกไป

          “เอาอย่างนี้ พวกเขาเป็นศิษย์ที่มาใหม่ เราไม่รู้ว่าปกติแล้วพวกเขาฝึกฝนอะไรมาก่อนหน้า มีพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเราจะชี้แนะพวกเขาในจุดบกพร่องของกระบวนท่าที่พวกเขาจะแสดงให้เราดู หลังจากชี้แนะแล้ว ขั้นต่อไปเราจะให้พวกเขาแสดงกระบวนท่าอีกครั้ง เพื่อทดสอบความสามารถว่าเพิ่มมากขึ้นหรือลดน้อยลง ถ้าใครสามารถชี้แนะจนทำให้พวกเขามีคะแนนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมได้ คนคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ เอาอย่างนี้เป็นไง?”

          กับอาจารย์คนอื่นๆ เฉาฉงคงไม่มีความมั่นใจที่จะท้าทายขนาดนี้ แต่นี่คือจางเซวียนผู้ที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโรงเรียน แล้วจะมีอะไรที่ทำให้เขามั่นใจได้มากกว่านี้ล่ะ

          จางเซวียนรู้สึกลังเล

          “ว่าไง ไม่ใช่ว่าคุณไม่กล้ารับคำท้าหรอกใช่ไหม? เมื่อครู่คุณยังคุยโวด้วยความภาคภูมิใจอยู่เลยว่าคุณปฏิเสธลูกศิษย์ไปหลายคน มีหลายคนอยากให้คุณเป็นอาจารย์ของพวกเขา ถ้าคุณมีความสามารถเช่นนั้นจริงก็ออกมาแข่งกัน อย่าปิดกั้นอนาคตของสาวน้อยคนนี้เลย” เฉาฉงบีบคั้น

          “ก็ได้... ตกลง” จางเซวียนผงกหัวรับ

          ไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้ในชีวิตของเขาอีกแล้ว ถ้าเขาปฏิเสธการแข่งขัน แน่นอนว่าเขาย่อมต้องไม่เหลือลูกศิษย์แม้แต่คนเดียว ดังนั้นจึงไม่มีวิธีไหนให้ถอนตัวได้ เพราะถ้าหากเขาทำเช่นนั้น ลูกศิษย์ที่เขาเพิ่งรับมาก็ต้องถอนตัวไปอยู่ดี แต่ถ้าเขาแพ้ เขาก็แค่ ‘มีจุดด่างพร้อยอีกจุด’ ในชีวิต ณ ตอนนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขายังคงต้องเชิดหน้า ไม่หวั่นไหวไปกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์

          “อาจารย์เฉากับอาจารย์จางจะประชันกัน”

          “นายหมายถึงอาจารย์จาง อาจารย์ปลายแถวที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโรงเรียนน่ะหรือ?”

          “ใช่แล้ว”

          “อาจารย์ปลายแถวขนาดนั้น ยังต้องการจะแข่งขันกับคนอื่นอีกงั้นรึ? นั่นเขาจริงสิ? เขาไม่อับอายบ้างหรือเนี่ย?”

          ขณะที่การประชันกำลังจะเกิดขึ้น บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างเบียดเสียดแย่งกันเข้ามาดูการประชันนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง วันนี้เป็นวันสำหรับลงทะเบียนเรียน บรรดาศิษย์หน้าใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นมาของอาจารย์รั้งที่โหล่อย่างจางเซวียน พากันตั้งหน้าตั้งตารอชมเรื่องสนุกอย่างเนืองแน่น

          “ตามกฎทั่วไปแล้ว ผมจะชี้แนะลูกศิษย์ของคุณ และคุณก็จะชี้แนะลูกศิษย์ของผม”

          พอมองเห็นฝูงชนรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น คนยิ่งเยอะ เฉาฉงก็ยิ่งรู้สึกว่ามีแรงจูงใจในการดำเนินการต่อ เขาปล่อยตัวตามสบาย ยิ้มอย่างมั่นใจ

          เพื่อให้มีความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างอาจารย์ จะไม่อนุญาตให้พวกเขาชี้แนะลูกศิษย์ของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการโกง โดยปกติแล้วพวกเขาจะแลกเปลี่ยนลูกศิษย์เพื่อให้คำแนะนำ

          “สาวน้อย ออกมาแสดงผลงานของคุณสิว่าเป็นเช่นไร ใช้ความแข็งแกร่งของคุณจัดการกับเสาหินต้นนี้” หลังจากแจ้งกฎกติกาการแข่งขัน เฉาฉงก็กวักมือเรียกเด็กสาวที่ยังมึนงงอยู่

          “ฉัน...” ใบหน้าของหวังหยิ่งเริ่มแดง เธอแอบมองไปยังจางเซวียนด้วยความรู้สึกประหม่า เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โกรธอะไร เธอก็ก้าวไปด้านหน้าแล้วกางมือออกมา เปล่งพลังปกคลุมเรือนร่างของเธอ

          ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!

          คลื่นเสียงจากหมัดส่งเสียงออกมาตามลม หมัดของเธอถูกปล่อยออกมาอย่างเต็มแรง ถ้าไม่เห็นด้วยตา พวกเขาคงไม่มีใครเชื่อว่าหมัดทรงพลังเช่นนี้จะมาจากเด็กสาวที่มีท่าทางมึนงง

          ท่วงท่าของเธอมั่นคงและเต็มไปด้วยพลัง จากที่มองเห็น เธอสร้างมันออกมาจากพื้นฐานกำลังภายในที่หนักแน่น หมัดที่ต่อยออกมาดูแข็งแรงและหนักหน่วง หลังจากได้เห็นว่าที่ลูกศิษย์ของเขาปล่อยหมัด จางเซวียนก็ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง เขาไม่มีประสบการณ์มาก่อนจึงมองไม่เห็นข้อบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น ไม่แม้แต่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้คะแนนเป็นศูนย์สำหรับการสอบวัดระดับอาจารย์ ตาของเขานั้นไร้ประสิทธิภาพเกินไป ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้

          “อ้า... ใช่เลย เจ๋งมาก ต่อไปใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดของคุณตีไปที่เสาหิน! เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นต้นกล้าที่ดีอย่างแท้จริง” เฉาฉงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดขึ้น

          เสาหินตั้งห่างออกไปไม่ไกลจากพวกเขา มันใช้ในการวัดความแข็งแกร่งของศิษย์ เพื่อที่ศิษย์จะได้รู้ระดับความสามารถของตน

          หวังหยิ่งเดินไปอย่างเขินอาย เธอรวบรวมพลังแล้วต่อยหมัดที่ฝึกเป็นประจำออกไป ระเบิดพลังอย่างเต็มที่ราวกับดาวตก

          ปัง!

          เสาหินส่ายโอนเอนและแล้วก็ปรากฏตัวเลขขึ้น

          53!

          “53 กิโลกรัม พลังหมัดของคุณไม่เลวเลยทีเดียว” เฉาฉงผงกหัวเป็นการตอบรับ

          สำหรับศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอย่างหวังหยิ่ง

สาวน้อยบอบบางผู้ซึ่งไม่เคยได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์คนไหนมาก่อน เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เหลือเกินที่เธอปล่อยหมัดที่มีน้ำหนักมากเช่นนั้นออกมาได้

          “หมัดของคุณแข็งแกร่งและทรงพลัง แต่สิ่งผิดพลาดอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือหมัดของคุณมันสั้นเกินไปหน่อย ถ้าคุณสามารถเพิ่มความเร็วในการหมุนขา ผมว่ามันน่าจะดีกว่านี้เยอะ และถ้าผมดูไม่ผิด ขาของคุณน่าจะได้รับบาดเจ็บ” เฉาฉงกล่าว

          เป็นดังที่คาดการณ์ การรับรู้ของเฉาฉงดีกว่าจางเซวียนเป็นอย่างมาก มองเพียงแค่ครั้งเดียวเขาก็สามารถบอกได้ถึงข้อด้อยของหวังหยิ่งแล้ว หมัดที่เธอออกเป็นประจำ เพียงหมุนขาเบาๆ แค่นั้นเขาก็อนุมานได้ว่าเธอได้รับบาดเจ็บ

          “ใช่ค่ะ” หวังหยิ่งพยักหน้ารับ

          “เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ ทำให้คุณลังเลเล็กน้อยที่จะออกแรงดันขา ให้ผมลองแนะนำวิธีการแก่คุณสักหน่อยไหม รับรองว่ามันจะไม่ทำให้อาการบาดเจ็บที่ขาของคุณแย่ลงไปกว่าเดิมแน่” ต่อจากนั้นเฉาฉงได้พูดถึงวิธีการใหม่ๆและอธิบายมันทุกอย่าง

          “ฉันจะลองดู” แม้เธอจะเป็นแค่เด็กน้อยแต่ความสามารถในการตีความของเธอไม่ได้แย่ เธอใช้เวลาไม่นานในการทำความเข้าใจวิธีการทุกขั้นตอน จากนั้นเธอก็ก้าวมาตรงหน้าเสาหินอีกครั้งและกำหมัด คลื่นความแข็งแกร่งเติมเต็มทั่วทั้งร่างของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมังกรที่ทรงพลัง

          เปรี้ยง!

          63!

          หลังจากที่ฟังคำแนะนำสั้นๆ เมื่อครู่ น้ำหนักของการโจมตีเพิ่มขึ้นอีก 10 กิโลกรัม

          “ระดับความแรงของเธอเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม เรียกว่าเพิ่มขึ้น 20% นั่นคือสิ่งที่ผมได้แนะนำเธอ เอาล่ะ ต่อไปเป็นตาคุณแล้ว!” มองไปที่ผลลัพธ์ เฉาฉงอมยิ้มเล็กน้อยรู้สึกปลื้มปีติอยู่ในใจ การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ลูกศิษย์ถึง 20% ด้วยการแนะนำเพียงครั้งเดียวนับว่าไม่เลวเลย

          “อาจารย์จาง” หลังจากนั้นลูกศิษย์ที่อยู่ด้านหลังของอาจารย์เฉาก็ก้าวออกมาบ้าง และเริ่มต้นปล่อยหมัดที่เขาฝึกฝนเป็นประจำ

          จางเซวียนยกมือขัดจังหวะ “ช้าก่อน”

          “ทำไม? อาจารย์จางต้องการกลับคำพูดอย่างนั้นรึ” เฉาฉงหัวเราะเยาะ

          “กลับคำพูดงั้นรึ? ตลกน่ะ คิดหรือว่าผมจะเปลี่ยนใจ” จางเซวียนกล่าวข่มด้วยน้ำเสียงทรงพลัง แต่ตอนนั้นหัวใจเขาหวั่นวิตกอย่างบอกไม่ถูก ในฐานะผู้ชี้แนะ เขาจะมีปัญญาที่ไหนไปแนะนำใคร ถ้าเปลี่ยนจากการให้คำแนะนำไปเป็นเรื่องของการดาวน์โหลดอะไรจิปาถะหรือไม่ก็ให้แนะนำหนังโรแมนติคสักเรื่อง เขาน่าจะทำได้ดีกว่า

          “ผมแค่คิดว่า...” เขาหันไปสบตาฝูงชนที่กำลังมองมาทางเขาเพื่อรอฟังคำตอบ จางเซวียนทำหน้าหนาหาข้อแก้ตัวมั่วๆ สักข้อ เพื่อหลบหนีจากสถานการณ์เลวร้ายตรงหน้าไปก่อน “เขาเป็นศิษย์ของคุณ เขาก็ต้องฟังคำสั่งของคุณ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาจงใจปฏิเสธที่จะออกแรงเต็มกำลังของตนหลังจากได้รับคำชี้แนะของผมแล้ว? เพราะถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ต้องแพ้สิ จริงไหม?”

          “ผมจะออกแรงอย่างเต็มที่ ขอให้อาจารย์โปรดไว้ใจ” เด็กหนุ่มกัดฟันข่มความโกรธเมื่อได้ยินจางเซวียนเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา

          “เอาละ ผมเชื่อถือศิษย์คนนี้ แต่การต่อสู้ของเราก็ยังคงไม่ยุติธรรมอยู่ดี” ตอนนี้บรรดาศิษย์ทั้งหมดในโรงอาหารได้ยินคำพูดเหล่านั้นของเขาชัดเจน จางเซวียนรู้ว่าเขาจะถูกเยาะเย้ย แต่จะทำอย่างไรได้ เขายังคงต้องดึงดันเช่นนี้ต่อ ดังนั้นเขาจึงทำหน้าหนาและหาข้อแก้ตัวเพิ่ม

          “ไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรมตรงไหนกัน?” เฉาฉงกล่าว

          “หวังหยิ่งเป็นลูกศิษย์ของผม ถ้าผมชนะ เธอยังคงเป็นศิษย์ในการดูแลของผม แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าผมแพ้ ผมจะสูญเสียเธอไปเป็นศิษย์ของคุณ วิธีนี้จะเรียกว่ายุติธรรมได้อย่างไร? มันคือการเดิมพัน

ด้วยชีวิตศิษย์เชียวนะ ถ้าผมชนะคุณก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าผมแพ้ผมต้องมอบอนาคตเด็กคนหนึ่งให้คุณ... นี่หรือที่เรียกว่ายุติธรรมน่ะ?” จางเซวียนกล่าว

          “เอ่อ...” เฉาฉงเริ่มเสียศูนย์

          การประชันในครั้งนี้เริ่มไม่ยุติธรรมซะแล้วสิ!

          เดิมพันนี้มันไม่ต่างอะไรกับการโกงเลย เพราะนอกจากที่เฉาฉงจะไม่มีการสูญเสียใดๆ และหากเมื่ออีกฝ่ายพ่ายแพ้ จางเซวียนจะต้องส่งมอบลูกศิษย์ของตัวเองให้กับเฉาฉงอีกต่างหาก

          หลังจากครุ่นคิดสักพัก เฉาฉงก็ประกาศตอบคำท้าด้วยสัญญาณมือ “เอาอย่างนี้เป็นไง ถ้าผมแพ้ ‘หลิวหยาง’ ที่ก้าวออกมาตรงนี้จะกลายเป็นลูกศิษย์ของคุณ ตกลงไหม?”

          หลิวหยาง ศิษย์ใหม่ที่ก้าวออกมาไม่คาดคิดว่าอาจารย์เฉาจะตัดสินใจเช่นนี้ เขางุนงง ความวิตกกังวลปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา อาจารย์เฉาสั่งให้เขายอมรับจางเซวียนเป็นอาจารย์แทนรึ จางเซวียนผู้ที่ได้คะแนนสอบรั้งท้ายเนี่ยนะ เขาต้องตายแน่ๆ ถ้ามันเป็นเรื่องจริง

          “ไม่ต้องห่วง อาจารย์จะไม่แพ้” เฉาฉงพูดเพื่อสร้างความมั่นใจให้เขา

          “ครับ” เมื่อได้เห็นท่าทางมั่นใจของอาจารย์เฉา หลิวหยางจึงคลายความกังวล เริ่มยิ้มแบบเย้ยหยันแล้วเหล่มองไปทางจางเซวียน ไม่ช้า เขาก็เริ่มปล่อยหมัดที่ฝึกฝนอยู่เป็นประจำออกมา

          “นี่...” ตอนแรกจางเซวียนอยากจะใช้คำพูดปรามาสสักเล็กน้อย เพื่อบั่นทอนกำลังใจให้เด็กหนุ่มรู้สึกท้อแท้และยอมแพ้ แต่เด็กหนุ่มกลับปล่อยหมัดอย่างไม่ลังเล ทำให้เขาไม่มีโอกาสจะพูด จางเซวียนรู้สึกตกใจลึกๆ บอกตามตรง เขาไม่อาจรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของหมัด แล้วเขาจะหาจุดบกพร่องของมันได้อย่างไร? ไร้ประโยชน์ที่จะให้คำชี้แนะ

          “ข้อ... ข้อบกพร่อง ข้อบกพร่องของหมัดนี้...” เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นและค่อยๆ ไหลผ่านหัวของเขาลงมา ถ้าเขาไม่สามารถหาข้อบกพร่องเพื่อให้คำชี้แนะได้ อย่างมากก็แค่อาย และตัวเขาก็จะค่อยๆ ถูกลบออกจากโรงเรียนไปอย่างง่ายดายเพียงเพราะว่าไม่มีลูกศิษย์ยอมเรียนกับตนแม้แต่คนเดียว

          ซูม!

          ขณะที่จางเซวียนกำลังถูกครอบงำด้วยความวิตกกังวล หอสมุดเทียบฟ้าก็ปะทุเข้ามาในห้วงความคิด มันมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนและเสียงดังกึกก้องปานฟ้าผ่า

          หลังจากนั้นก็มีคำสี่คำปรากฏอยู่ด้านบนของชั้นหนังสือ ข้อบกพร่องในหอเทียบฟ้า!

          สี่คำนี้เป็นสี่คำที่มีความสำคัญกับเขามากๆ เป็นคำที่แข็งแกร่งทรงพลังที่จะช่วยทำให้เขาผงาดขึ้นอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีทัดเทียมคนอื่นๆ สี่คำนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นวาง หนังสือที่เขาไม่แม้แต่จะสัมผัสได้ ขณะนี้วางอยู่ตรงหน้าเขา “อะไรกันเนี่ย?”

          หัวใจของจางเซวียนหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขาก้มหน้าลงมองหนังสือในมือ ที่หน้าปกมีคำอยู่สองคำนั่นคือ ‘หลิวหยาง’ ทันทีที่เปิดอ่าน เขาเห็นตัวอักษรมากมายอัดแน่นอยู่ภายใน ‘หลิวหยางมาจากครอบครัวหลิวของเมืองเซี่ยหยุน เป็นศิษย์ของโรงเรียนหงเทียน นับเป็นนักรบขั้นหนึ่ง – จวีซี’

          กระบวนท่าหลักที่ชำนาญ: กระบวนท่าดอกบัวตัดชีพจร

          เคล็ดวิชาที่ฝึกฝนมาแล้ว: หมัดบุปผาล่องลอย – ขั้นมือใหม่, หมัดมังกรทมิฬ - ขั้นเชี่ยวชาญ

          ข้อบกพร่อง: มีทั้งหมด 12 ข้อ ลำดับที่ 1 เขาใช้แรงมากเกินไปสำหรับการหลอกล่อ... ลำดับที่ 2... ลำดับที่ 3... ลำดับที่ 4... ลำดับที่ 12 แม้ว่าแขนซ้ายของเขาจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าแขนขวา แต่การใช้มือขวาของเขานั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่า ดังนั้นการเลือกใช้มือซ้ายจึง

ไม่สามารถที่จะปลดปล่อยความแข็งแกร่งออกมาได้อย่างเต็มที่

          “นี่... นี่มัน...” มองตามไปยังตัวอักษรที่เขียนเรียงกันขยุกขยุยเต็มหน้าหนังสือ จางเซวียนตกใจ รู้สึกเหมือนเขากำลังจะบ้า

          เรื่องจริงหรือนี่ ?

          ในขณะที่เขากำลังนึกถึงข้อบกพร่องของหลิวหยาง หนังสือในหอสมุดเทียบฟ้าก็บอกเกี่ยวกับจุดอ่อนทั้งหมดของหลิวหยางออกมา หากสิ่งที่เขียนในนั้นเป็นความจริงแล้วล่ะก็ นี่คงเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เขาได้รับในฐานะที่เป็นผู้เดินทางมาจากต่างโลก มันช่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังอะไรเช่นนี้

          ทุกคนต่างก็มีข้อบกพร่องเป็นของตัวเอง ทักษะการป้องกันตัวทุกประเภทและทุกการเคลื่อนไหวต่างก็มีข้อบกพร่องเช่นกัน ความสมบูรณ์แบบจริงๆ ไม่มีในโลก เพื่อให้สามารถรับรู้ข้อบกพร่องของคนแต่ละคนได้ หนังสือในหอสมุดเทียบฟ้าจะทะลุขอบเขตแห่งสวรรค์ และบันทึกข้อบกพร่องเหล่านั้นเอาไว้เสียเอง

          เปรี้ยง!

          ในขณะที่จางเซวียนประหลาดใจในการเปลี่ยนแปลงของหอสมุดในสมองของตน หลิวหยางก็ปล่อยหมัดพื้นฐานออกมาเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากเกิดเสียงสั่นสะเทือนดังกึกก้อง ตัวเลขใหม่ก็ปรากฏอยู่บนเสาหิน

          62!

          น้ำหนักที่ปรากฏหลังออกหมัดคือ 62 กิโลกรัม

          “อาจารย์จาง หลิวหยางได้เสร็จสิ้นการออกหมัดของเขาแล้ว คุณจะชี้แนะว่าอย่างไร?” เฉาฉงยิ้ม

          เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น บรรดาผู้ที่รับชมก็ตื่นเต้นจนถึงขีดสุด พวกเขาจ้องมองไปยังจางเซวียน ต้องการจะรู้ว่าอาจารย์ที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในโรงเรียนจะให้คำแนะนำเช่นไรในสถานการณ์แบบนี้

ฉีกหน้า

          “ผม...” เมื่อสักครู่หอสมุดเทียบฟ้าในหัวเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง จุดสนใจของเขาถูกดูดไปยังอีกโลกหนึ่งซึ่งมีแต่จิตของตนเท่านั้นที่จะเข้าถึง พอออกมาได้ก็ยังคงมึนงงอยู่เล็กน้อย อีกอย่าง วิชาหมัดของอีกฝ่ายเรียกว่าอะไรเขาก็ยังไม่รู้ จะให้ชี้แนะอะไรเล่า

          “อาจารย์จาง โปรดช่วยชี้แนะผมด้วยครับ” หลิวหยางก้าวขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว โค้งตัวลงเก้าสิบองศาเพื่อคารวะเขา หวังหยิ่งที่อยู่ข้างๆ กะพริบตาจ้องมอง เธอเองก็อยากรู้เช่นกันว่า ‘เซียน’ ที่ตนพึ่งรู้จักคนนี้จะปรับปรุงแก้ไขเพลงหมัดของหลิวหยางอย่างไร

          “เอิ่ม...” เมื่อสายตาของผู้คนจ้องมองมากเข้า จางเซวียนก็ดึงเวลาต่อไปไม่ได้อีก ขณะที่ตั้งใจจะเปรยมั่วๆ ออกมา พลันนึกถึงจุดอ่อนของหลิวหยางที่บันทึกอยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าขึ้นมาได้ เขาไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เขาไม่พูดมั่วก็คงคิดอะไรไม่ค่อยออก จึงต้องลองพนันดู “เพลงหมัดของเด็กคนนี้มีจุดบกพร่องค่อนข้างมาก เรียกว่ามากถึงสิบสองจุด”

          “อะไรนะ เขาบอกว่ามีจุดอ่อนเยอะมากงั้นหรือ สิบสองจุดเลยหรือ? ฉันคงไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? ฮ่าๆ”

          “นี่เป็นการพูดพล่อยๆ ที่ตลกมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา”

          “เพลงหมัด ‘บุปผาล่องลอย’ ที่หลิวหยางใช้ ถึงจะไม่ถือว่าอยู่ในระดับสูง แต่ก็เป็นเพลงหมัดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในเมืองนี้ ถูกเรียกอีกชื่อว่าเพลงหมัดพื้นฐาน มันถูกพัฒนามานานนับพันปี ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบนักแต่จุดอ่อนก็เรียกว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย น้อยที่สุดในบรรดาเพลงหมัดทั้งหมดก็ว่าได้ แต่อาจารย์ห่วยแตกคนนี้กลับบอกว่ามีถึงสิบสองจุด”

          “พูดมั่วไปอย่างนั้นแหละ คงจะดูอะไรไม่ออกเลยมากกว่า”

          บุคคลรอบข้างเดิมทีคิดว่าเขาจะพูดจามีสาระกว่านี้ เมื่อได้ยินแล้วต่างพากันหัวเราะร่วน

          เพลงหมัดบุปผาล่องลอยนี้เป็นหนึ่งในวิชาหมัดพื้นฐาน ไม่ถือว่าเป็นวิชาขั้นสูง ใครที่ต้องการจะฝึกวิชาก็ล้วนต้องผ่านตามาแล้วทั้งนั้น หลังจากผ่านมานับพันปี เพลงหมัดบุปผาล่องลอยนี้ก็ผ่านการพัฒนาจากปรมาจารย์ขั้นสูงมากมาย ถึงจะไม่แข็งแกร่งอะไรนัก แต่ถ้าจะนับเรื่องของจุดอ่อนแล้วละก็เรียกว่าแทบจะไม่มีเลยทีเดียว กระทั่งเคยถูกคนขนานนามว่า ‘เพลงหมัดไร้จุดบกพร่อง’

          เพลงหมัดระดับเช่นนี้ จางเซวียนกลับบอกว่ามีจุดอ่อนถึงสิบสองจุด... พูดบ้าอะไร

          อย่าว่าแต่อาจารย์ที่สอบได้ศูนย์คะแนนอย่างเขาเลย ต่อให้อาจารย์ใหญ่มาเองก็ยังหาจุดบกพร่องมากมายขนาดนี้ออกมาไม่ได้

          “โอ้... อาจารย์จางนี่อัจฉริยะเสียจริงๆ ถึงกับมองจุดบกพร่องของเพลงหมัดบุปผาล่องลอยได้ถึงสิบสองจุด อย่างนั้นผมก็ขอรับฟังหน่อยแล้วกันนะครับ”

          เฉาฉงเองก็คาดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะเล่นตลกโปกฮากลางที่สาธารณะอย่างไม่นึกอาย เอาเถอะ ถ้าอยากจะเสียหน้าเขาจะช่วยส่งเสริมเอง

          เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ จางเซวียนยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยน เอาเถอะ เขาเองก็คิดไม่ถึงมาก่อนว่าหลิวหยางจะแสดงเพลงหมัดพื้นๆ ที่ทุกคนรู้จักออกมา หากเป็นจางเซวียนคนเดิมอาจจะพอคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่จางเซวียนคนใหม่นี้ยังไม่ทันได้ทบทวนความทรงจำเก่าๆ ของร่างที่ตนสิงอยู่เลยด้วยซ้ำ จะให้ไปจำอะไรได้ “ทำไม... ไม่เชื่องั้นหรือ? ถ้าไม่เชื่อก็อย่าหาว่าฉันไม่ชี้แนะก็แล้วกัน ฉันบอกแล้วแต่ศิษย์ไม่เชื่อเอง... ถ้าอย่างนั้น การแข่งขันครั้งนี้ถือว่าจบไป”

          “เดี๋ยวก่อน พวกเราเชื่อคุณ สอนเขาเลยสิ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะตีจาก เฉาฉงจึงรีบดักหน้าเอาไว้ เขารู้ทันหรอกว่าจางเซวียนกำลังหาทางหนีทีไล่ แต่ในเมื่อโอกาสส่งตรงมายังมือเขาแล้ว จะปล่อยให้อีกฝ่ายบินหนีได้อย่างไรเล่า

          “อืม...” เมื่อเห็นว่าหนีต่อไปไม่ได้แล้ว จางเซวียนจึงนำหนังสือที่อยู่ในหอสมุดเทียบฟ้าออกมาอีกครั้ง “เป็นไงเป็นกัน” อย่างไรก็ไม่มีทางหนีแล้ว สองตาของเขาจ้องมองไปยังจุดบกพร่องบนหนังสือ เขาอ่านจุดบกพร่องสิบสองจุดที่ผิดพลาดอย่างรวดเร็ว เมื่ออ่านจบก็กัดฟันพูดต่อว่า “หมัดที่หลิวหยางใช้เมื่อครู่ออกด้วยมือขวา ผมขอชี้แนะให้คุณลองใช้มือข้างซ้ายดูสิ ลองโจมตีใส่แท่งหินอีกครั้ง”

          ในเมื่อนี่เป็นของรางวัลเฉพาะคนจากต่างมิติ ข้อมูลด้านในอาจเป็นความจริงก็ได้ อีกอย่าง เขาก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วนี่ คนอื่นคิดอย่างไรเขาไม่สน แต่ที่รู้คือตอนนี้เขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว

          “ใช้แขนซ้ายงั้นหรือ?”

          “นี่ถือว่าเป็นการชี้แนะรึ?”

          “พูดบ้าอะไร แขนซ้ายเดิมก็ไม่มีแรงอยู่แล้ว ให้ใช้แขนซ้ายจะไม่ทำให้เพลงหมัดนี้ด้อยลงไปหรือ?”

          เหล่าผู้ชมถึงกับอึ้งไป แต่ละคนหันไปมองจางเซวียนอีกครั้ง สายตาเต็มไปด้วยความดูหมิ่น ใช่แล้ว... แขนซ้ายมักแรงน้อยกว่าแขนขวา นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันดี หลิวหยางเมื่อครู่แสดงเพลงหมัดที่สะท้านสะเทือนอย่างนั้นออกมาได้ มั่นใจได้เลยว่าเขาเป็นคนถนัดขวาอย่างแน่นอน ตอนนี้กลับให้เขาใช้แขนซ้าย... จะพูดเล่นก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยสิ

          เฉาฉงคาดไม่ถึงว่าจางเซวียนจะกล่าวออกมาเช่นนี้ จึงตื่นเต้นจนรีบออกคำสั่งว่า “หลิวหยาง ลองทำตามที่อาจารย์จางบอกสิ จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย”

          ถึงจะเป็นศิษย์ที่พึ่งรับมาใหม่ แต่เขามั่นใจว่าหลิวหยางที่อยู่ตรงหน้านี้ถนัดขวา ไม่ได้ถนัดซ้าย ถ้าใช้แขนซ้ายเข้าไปจริงๆ คงมีพลังไม่ถึงครึ่งของเมื่อครู่ หากก่อนชี้แนะได้พลังหมัด 62 แต่หลังชี้แนะกลับหดเหลือไม่ถึง 30 งานนี้จางเซวียนจะต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน

          ดูสิว่ามันจะยังอวดดีเหมือนเมื่อครู่ได้อีกไหม

          “ครับ” หลิวหยางยิ้มเล็กน้อย เตรียมปล่อยหมัดออกมาอีกครั้ง เขาถนัดข้างไหนตัวเขาเองรู้ดีที่สุด ให้เขาใช้แขนซ้าย เฮอะ... พูดมั่วชัดๆ!

เพลงหมัดบุปผาล่องลอยถือเป็นหมัดพื้นฐาน ถึงการสลับข้างจะไม่ค่อยชินแต่เขาก็ยังพอทำได้ เสียงหมัดผ่าอากาศดังขึ้นทันที

          ‘อย่าหลอกกันนะเว้ย’ จางเซวียนกำหมัดแน่น ภาวนาในใจ คนอื่นๆ เมื่อเดินทางข้ามมิติมายังอีกโลกก็มักจะมีผู้อาวุโสระดับเซียนคอยสอนสั่ง เพียงแค่พวกเขาภักดีต่ออาจารย์ ความรู้ความเชี่ยวชาญต่างๆ ก็จะได้รับการถ่ายทอดออกมาจนหมดสิ้น แต่เขาสิ สิ่งที่เขาได้มาคือหอสมุดขนาดมหึมา มีข้อมูลมากมายแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ และถ้าข้อมูลที่ได้นั้นมันไม่ถูกต้อง เขาคงต้องถูกเชิญออกจากโรงเรียนอย่างไม่ต้องสงสัย

          ฟุ่บ!

          หลังจากลองออกหมัดอย่างรวดเร็ว หลิวหยางก็เดินไปยังเสาหินและยกกำปั้นซ้ายกระแทกไปที่เสา

          วิ้ง!

          ตัวเลขแรกปรากฏขึ้น... 1

          “1... ฮ่าๆ คงได้แค่หลักสิบสินะ” เมื่อเลขหนึ่งปรากฏ เฉาฉงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา เป็นการแสดงออกว่าเขาสะใจมากเพียงใด แต่เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่จะพูดจบ เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่จุกอยู่บริเวณอก สองตาของเขาตกไปที่พื้น

          “123… 123 กิโลกรัม!” คนที่เตรียมจะเยาะเย้ยจางเซวียนว่าโง่ เกิดสภาวะตัวสั่นอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนหน้านี้หลิวหยางมีพลังโจมตีเพียง 62 กิโลกรัม ทว่าตอนนี้มันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 123 กิโลกรัม เรียกว่าเกือบจะหนึ่งเท่าตัว นั่นคือ... เพิ่มขึ้นเกือบจะ 100%

          นี่เรื่องจริงงั้นรึ?

          แม้แต่อาจารย์ที่ได้คะแนนอันดับที่หนึ่งในการสอบวัดระดับก็ยังทำแบบนี้ไม่ได้

          “ผม... ผม... นี่ผมทำหรือครับ...” แม้แต่หลิวหยางยังตะลึง เขามองอย่างมึนงงไปที่เสาหินแบบไม่เชื่อสายตา แน่นอน... เขารู้ว่าตนไม่ถนัดมือซ้าย แต่ไม่เคยคิดว่าความแข็งแกร่งของมือซ้ายตัวเองจะมากมายขนาดนี้ มันคือหนึ่งเท่าของมือขวาเลยทีเดียว

          ฝูงชนประหลาดใจ จางเซวียนลุกขึ้น สีหน้ายินดีเป็นล้นพ้น

          “ใช่จริงๆ ด้วย” ในตอนนี้จางเซวียนก็ได้รับการยืนยันว่าสิ่งที่ถูกรวบรวมไว้ในหอสมุดเป็นความจริงทุกประการ หนังสือเหล่านั้นสามารถมองทะลุถึงเคล็ดวิชาที่ผู้ฝึกฝึกฝน และสามารถชี้จุดบกพร่องได้... ของขวัญสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างโลกอย่างเขานั้นช่างท้าทายสวรรค์เสียจริงๆ

          “แล้วอย่างไรต่อดีล่ะ การชี้แนะของคุณทำให้พัฒนาได้ 20 % ในขณะที่ของผมพัฒนาไป 100% อาจารย์เฉามีอะไรที่ต้องการจะพูดอีกไหมครับ?” จางเซวียนหัวเราะในลำคอ

          “ผม...” ใบหน้าของเฉาฉงซีดเผือดและเริ่มรู้สึกชา เขาเสนอการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อให้คนอื่นๆ ได้เห็นจางเซวียนแสดงความโง่เง่าออกมา แต่ในท้ายที่สุด ผู้ที่ถูกเปิดโปงความโง่ก็คือตัวเขาเอง

          เฉาฉงดึงหยกสัญลักษณ์ออกมาด้วยความอับอาย เขากัดอย่างแรงแล้วหยดเลือดลงไป “หลิวหยาง ผมจะเพิกถอนสถานภาพการเป็นศิษย์ของคุณ คุณไม่ใช่ศิษย์ของผมอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้คุณสามารถรับอาจารย์จางเป็นอาจารย์ของคุณได้”

          หลังจากที่บอกกล่าวจบ เขาเหลือบมองไปที่จางเซวียน “คุณก็อย่าได้ลิงโลดมากนัก ครั้งนี้คุณอาจจะแค่โชคดี ครั้งต่อไปที่เราแข่งกัน ผมจะทำให้แน่ใจว่าชื่อเสียงของคุณจะย่อยยับไม่เหลือซาก...” จากนั้นเขาก็หันกลับแล้วเดินจากไป

          เวลานี้ไม่เพียงแต่เฉาฉงจะสูญเสียชื่อเสียงและลูกศิษย์ในปกครอง ทว่าเขายังถูกฉีกหน้าด้วยการกระทำของตนเองอีกด้วย การสูญเสียเพราะพ่ายแพ้อาจารย์คนอื่น ยังไม่น่าอับอายเท่ากับการพ่ายแพ้ต่ออาจารย์ที่ได้คะแนนรั้งที่โหล่อย่างจางเซวียน

          “อาจารย์ อาจารย์...” เห็นเฉาฉงทำแบบนี้ ใบหน้าของหลิวหยางก็หม่นลง แม้ว่าเขาจะประสบผลสำเร็จจากการท้าทายในครั้งนี้ด้วยคำชี้แนะจากจางเซวียน และตัวเขาเองจะภูมิใจกับผลงานที่ว่า แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังคงไม่เชื่อว่าจางเซวียนมีความสามารถจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายแค่ดวงดีเท่านั้น

          “เอาล่ะ ตอนนี้คุณเป็นศิษย์ของผมแล้ว รีบมารับหยกสัญลักษณ์ของคุณซะ” จางเซวียนไม่สนใจว่าหลิวหยางคิดอะไรอยู่ รู้แต่เพียงว่าชัยชนะในเดิมพันครั้งนี้ทำให้เขามีลูกศิษย์เพิ่ม ตอนนี้เขายังคงดีใจกับสิ่งนี้ เขาตั้งใจโยนหยกสัญลักษณ์ไปให้

          แม้ว่าหลิวหยางไม่ได้ยินดียินร้ายที่จะกลายเป็นลูกศิษย์ของจางเซวียนเพราะผลการเดิมพัน แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับจางเซวียนเป็นอาจารย์ อาจารย์คนอื่นๆ ก็คงไม่ยอมรับเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงหยดเลือดลงไปบนหยกสัญลักษณ์นี้ เพื่อดำเนินการยืนยันความเป็นศิษย์อาจารย์ให้เสร็จสิ้นไป

          “พรุ่งนี้เราจะเริ่มบทเรียนกันที่ห้องเรียนของผม” หลังจากที่เสร็จสิ้นการจัดการกับหลิวหยาง จางเซวียนไม่ได้พูดอะไรกับหวังหยิ่งมากมายนัก ทำเพียงเดินออกจากโรงอาหารไป

          พอกลับไปที่ห้องเรียนของตน จางเซวียนนึกทบทวนความคิดภายในหัวเป็นครั้งที่สอง เพื่อตรวจสอบเส้นทางเข้าออกของหอสมุดเทียบฟ้าอย่างใกล้ชิดและชัดเจนยิ่งขึ้น

          หลังจากตรวจสอบสักพัก ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ เข้าใจในบางอย่างเมื่อใดก็ตามที่มีคนแสดงเคล็ดวิชาหรือทักษะการต่อสู้ต่อหน้าเขา มันจะถูกเก็บรวบรวมไว้ในหนังสือ ‘ข้อบกพร่อง’ โดยอัตโนมัติ

          “ฮ่าๆ เรารวยแน่คราวนี้ เรามองเห็นความผิดพลาดของคนอื่นได้ และครั้งหน้าเราจะไม่ใช่อาจารย์ที่ได้ศูนย์คะแนนของโรงเรียนนี้อีกต่อไป”

          เขาตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่งกับการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง ในฐานะที่เป็นผู้เดินทางมาจากต่างโลก ในที่สุดจางเซวียนก็รู้สึกกระตือรือร้นกับอนาคตบ้างแล้ว

อีกหนึ่ง... นายหญิงน้อย

          “เธอได้ยินข่าวนี้ไหม? อาจารย์เฉาฉงเพิ่งแข่งขันกับจางเซวียน อาจารย์ระดับปลายแถวของโรงเรียน”

          “พวกเขาแข่งกันรึ? คนแพ้คงเป็นอาจารย์จางเซวียนอย่างไม่ต้องสงสัย”

          “ผลมันไม่ได้ออกมาแบบนั้นน่ะสิ อาจารย์จางชนะ คำแนะนำของเขาทำให้ลูกศิษย์เพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นมาตั้งหนึ่งเท่าตัวแน่ะ”

          “เพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าเลยรึ แค่แนะนำคำเดียวเนี่ยนะ? แม้แต่อาจารย์ลู่ฉวินยังไม่สามารถทำแบบนั้นได้เลย เธอฟังมาไม่ผิดแน่หรือ?”

          “คนในโรงอาหารเห็นกันเต็มสองตา แล้วมันจะไม่จริงได้อย่างไร”

          ขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมเป็นสักขีพยานการแข่งขันในโรงอาหารก็พูดคุยถึงเรื่องนี้กันอย่างตื่นเต้น “เพิ่มความสามารถของลูกศิษย์ได้หนึ่งเท่าในการแนะนำเพียงครั้งแรกงั้นรึ?” จ้าวหย่าเย้ยหยัน “แค่ดวงดีรึเปล่า?”

          เมืองไป๋หยูเป็นเมืองที่ใหญ่ติดหนึ่งในสามของอาณาจักรเทียนเซวียน จ้าวหย่าเป็นบุตรสาวเจ้าเมืองไป๋หยู ตั้งแต่เล็กจนโตเธอได้รับการศึกษาจากโรงเรียนชั้นนำของเมืองมาโดยตลอด แรงจูงใจที่ทำให้เธอเดินทางมายังโรงเรียนหงเทียนแห่งนี้ก็คือ... เพื่อได้รับการยอมรับในฐานะศิษย์เอกของลู่ฉวิน เธอไม่อยากจะได้ยินว่าลู่ฉวินด้อยกว่าจางเซวียน นอกเสียจากเธอจะได้พบเจอกับตัวเองจริงๆ โดยปกติแล้วเธอเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อข่าวลือใดๆ ทั้งสิ้น

          “โชคงั้นรึ ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นแค่โชคน่ะสิ แรงหมัดของเด็กคนนั้นเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวเชียวนะ ถ้าเป็นแค่โชค มันจะเกิดขึ้นซ้ำสองไม่ได้หรอก!” เพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเธอแม้แต่น้อย

          “พวกเธอไม่คิดว่าเป็นเพราะโชครึ? อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ อาจารย์จางเซวียนเป็นผู้ที่ได้คะแนนศูนย์ในการสอบประเมินผลของอาจารย์และเกือบจะโดนไล่ออก อะไรที่ทำให้พวกเธอคิดว่าเขามีความสามารถอย่างนั้นถ้าไม่ใช่เพราะดวง ถ้าพวกเธอไม่เชื่อคำพูดของฉัน เดี๋ยวฉันจะฉีกหน้ากากของเขาเอง”

          จ้าวหย่าเป็นสาวน้อยเลือดร้อนมุทะลุมาตั้งแต่เล็ก เมื่อได้ยินใครบางคนยกย่องอาจารย์ที่เลวร้ายที่สุดในโรงเรียน เธอจึงเลือดขึ้นหน้า

          “ดี พวกเราก็ต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับอาจารย์คนนี้ด้วยเหมือนกัน” จู่ๆ เพื่อนสองคนก็ยืนขึ้น ทั้งสามเดินออกมาจากโรงอาหารและหลังจากที่ถามทางคนไปทั่ว พวกเธอก็พบจางเซวียนในห้องเรียนส่วนตัว จึงผลักประตูและเดินเข้าไปข้างใน

          “คุณคืออาจารย์จางเซวียนใช่ไหมคะ?” พอเดินเข้ามาในห้องเรียน พวกเธอก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งยิ้มกริ่มอยู่บนเก้าอี้ รอยยิ้มของเขาไม่น่าประทับใจแต่อย่างใดเลย จนสามสาวที่เข้ามาในห้องเริ่มจะรู้สึกอึดอัด

          “ใช่ ผมเอง” หลังจากที่เห็นการบึ่งเข้ามาอย่างร้อนรนของเด็กสาวตรงหน้า จางเซวียนจึงละสายตาจากหนังสือในหอสมุดเทียบฟ้าและเปลี่ยนไปมองพวกเธอแทน

          “พวกเราได้ยินว่าคุณชนะการแข่งขันกับอาจารย์เฉา ศิษย์ที่คุณแนะนำมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่า”จ้าวหย่ากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ ความไม่เชื่อถือฉายชัดอยู่ในน้ำเสียง “ซึ่งนั่นก็ดี ฉันอยากให้คุณช่วยแนะนำฉันบ้าง ดูว่าคุณจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของฉันได้อย่างที่แนะนำคนอื่นไหม”

          “ผมไม่ว่าง” จางเซวียนโบกมือไล่

          อาจารย์คือผู้ทรงภูมิความรู้ มีหน้าที่ถ่ายทอดสอนสั่งลูกศิษย์ ต้องแนะนำในสิ่งที่ดีๆ ให้ศิษย์อย่างสุดความสามารถ ไม่มีอาจารย์ที่ไหนหรอกที่จะหวงความรู้ แต่อย่างไรอาจารย์ก็คือคนคนหนึ่ง... พวกเขาไม่อาจทำตามความต้องการของลูกศิษย์ไปเสียทุกอย่าง ก็ดูเอาเถอะ ท่าทีที่พวกเธอแสดงออกมานั้นกำลังสื่อถึงอะไร ทำเหมือนเขาไปติดหนี้เธออย่างนั้นแหละ

          “ไม่ว่างรึคะ? ตอนนี้คุณก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่นี่” จ้าวหย่ารู้สึกได้ทันทีว่าตนกำลังโดนปั่นหัว เธอกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ เธอบอกกับเพื่อนๆ ว่าจะมากระชากหน้ากากของอาจารย์จอมปลอม แต่ตอนนี้กลับเป็นคนที่ถูกละเลย ถูกไล่ออกไปโดยไม่ได้สนใจในความสามารถเสียด้วยซ้ำ เธออับอายมิใช่น้อย

          “ผมต้องรับสมัครลูกศิษย์ ไม่ได้มีเวลาว่างพอที่จะมาเล่นเกมอะไรกับเด็กหัวสูงอย่างคุณ” จางเซวียนกล่าวอย่างสุขุมเยือกเย็น

          “นี่คุณ...” จ้าวหย่าโกรธ ดวงตากลมโตของเธอลุกเป็นไฟ เธอเป็นบุตรสาวเจ้าเมือง ไม่ว่าจะผิวพรรณหรือหน้าตาล้วนดูดีมีสกุล เดินไปทางไหนก็มีแต่คนชื่นชมในตัวเธอ แล้วนี่อะไรกัน คนคนนี้ไม่เพียงแต่ปฏิเสธ เขายังบอกอีกว่าเธอกำลังเล่นสนุกไปวันๆ ฟังแล้วช่างน่ารังเกียจอะไรเช่นนี้

          แม้ว่าเขาจะมีศักดิ์เป็นอาจารย์ แต่การกระทำนี้เธอไม่อาจยกโทษให้ได้ “พวกเราต้องทำอย่างไรคุณถึงจะชี้แนะ” เธอขบฟันซี่เล็กๆ ที่งดงามดั่งหยกล้ำค่า

          “ต้องยอมรับผมเป็นอาจารย์ของพวกคุณเสียก่อน” จางเซวียนกล่าวอย่างใจเย็น ตอบจ้าวหย่าด้วยสีหน้าล้อเลียน

          เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองเธอราวกับเป็นคนงี่เง่า จ้าวหย่าก็ลังเล “ก็ได้ ฉันจะยอมรับว่าคุณเป็นอาจารย์ของฉัน แต่... ถ้าคุณสอนผิดหรือหลอกลวง ฉันจะเปิดโปงคำโกหกของคุณ”

          “จ้าวหย่า เธอทำอย่างนี้ไม่ได้! หากเธอรับเขาเป็นอาจารย์ เธอจะไปเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่ฉวินไม่ได้อีกแล้วนะ...” เพื่อนทั้งสองที่มากับเธอแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินข้อตกลงนี้ ทั้งสองพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเลิกล้มความคิด

          พอได้ยินคำเตือนของเพื่อนทั้งสอง จ้าวหย่าเริ่มลังเล เธอตระหนักถึงกฎของโรงเรียน หลังจากที่กลายเป็นศิษย์ของอาจารย์คนไหนแล้ว ถ้าศิษย์ต้องการที่จะรับอาจารย์คนใหม่มาแทนที่ สิ่งที่พวกเขาต้องทำเป็นอย่างแรกคือถอนตัวจากอาจารย์คนปัจจุบันเสียก่อน แต่ถ้าพวกเขาทำเช่นนั้น อาจารย์คนอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธลูกศิษย์อกตัญญูได้เช่นกัน ไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ที่เป็นที่นิยมอย่างลู่ฉวินเลย เธอจะถูกตัดสิทธิ์แน่นอน

          “ไม่กล้าสินะ? ถ้าคุณไม่กล้าพอก็ไปซะ อย่ามากวนเวลาผม... ผมกำลังเปิดรับสมัครลูกศิษย์คนใหม่!” จางเซวียนโบกมือไล่

          “ใครว่าฉันไม่กล้า” แม้เธอยังคงมีท่าทีลังเลใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของจางเซวียน จ้าวหย่าก็ระเบิดลงทันที เธอขมวดคิ้วแน่นและกล่าวว่า “ฉันจะถือว่าคุณเป็นอาจารย์ของฉัน มาเลย มายืนยันความสัมพันธ์ของเรา”

          “ทัศนคติคุณแย่มากๆ แม้คุณจะอยากให้ผมเป็นอาจารย์แต่บอกตามตรง ผมก็ไม่อยากรับคุณอยู่ดี” จางเซวียนโบกมือไล่เธอออกไปอีกครั้ง

          มันเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจารย์ก็ต้องอยากรับศิษย์ที่เชื่อฟังคำสั่งสอน แต่ดูสาวน้อยคนนี้สิ กิริยาท่าทางช่างไม่น่ารักเอาซะเลย ต่อให้เขาไม่มีลูกศิษย์เลยสักคน เขาก็ไม่ยินดีรับเธอคนนี้หรอก

          “คุณ...” เธอไม่ได้คาดหวังคำตอบเช่นนี้ แค่คิดว่าถ้าเธอกัดฟันอดทนต่อกรกับเขาเพียงเล็กน้อยเพื่อรวบรวมข้อมูล เธอก็สามารถเปิดโปงเขาได้แล้ว เธอไม่ได้คาดว่าเขาจะปฏิเสธที่จะยอมรับเธอเป็นศิษย์ จ้าวหย่าโกรธจนตัวสั่น

          เธอมาที่นี่ก็เพื่อต้องการที่จะเปิดเผยกลโกงของเขาโดยเฉพาะ ถ้าเธอกระทืบเท้าปึงปังออกไปด้วยความโกรธ นั่นก็หมายความว่าเธอตกหลุมพรางของเขาน่ะสิ เพราะดูเหมือนเขาก็มีเจตนาจะไล่เธอไปไกลๆ เพราะกลัวว่าการโกงของตนจะถูกเปิดโปงเหมือนกัน เธอจะไม่เดินไปตามหลุมพรางของเขาเป็นอันขาด

          ฮึ!… คงต้องยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของฉันก็แล้วกัน หลังจากที่ฉันเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ มาดูว่าฉันจะทำให้คุณอยู่ที่นี่ต่อได้หรือไม่… เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวหย่าก็ระงับความโกรธในหัวใจลงแล้วตั้งสติ เธอยิ้มบางๆ เผยให้เห็นฟันสีขาวแล้วพูดกับจางเซวียนว่า “คุณอย่าโกรธฉันเลยนะคะ ฉันเป็นคนนิสัยมุทะลุ ใจร้อนแบบนี้เอง แต่ฉันมีความตั้งใจที่จะเป็นศิษย์ของคุณจริงๆ นะ รับฉันเป็นศิษย์เถอะ ได้โปรด”

          “มันต้องอย่างนี้สิ” ทันทีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอ

จางเซวียนก็พยักหน้า “ก็ได้ ผมจะยอมรับคุณเป็นศิษย์ แต่ในเบื้องต้น ผมอยากให้คุณทำความสะอาดห้องเรียนให้ผมหน่อย ผมไม่ต้องการจะเห็นฝุ่นที่นี่แม้สักจุด จากนั้นก็ไปจัดการห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกให้เรียบร้อย ขัดห้องน้ำกับโถชักโครกให้สะอาด เสร็จแล้วผมจะตรวจความเรียบร้อย ถ้าผมพอใจกับการทำงานของคุณ ผมถึงจะรับคุณเป็นศิษย์นะ”

          “ไม่มากไปหน่อยหรือ?” จ้าวหย่าใกล้จะอาละวาด

          นายรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร? ลูกสาวแสนสวยของเจ้าเมืองที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงเชียวนะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยต้องทำงานบ้านหรืองานของบ่าวรับใช้ในครัวมาก่อน แต่คนคนนี้จะให้เธอกวาดห้อง ทำความสะอาดห้องน้ำ ขัดชักโครกด้วย เขาบ้าไปแล้วรึ?

          “ถ้าคุณไม่สามารถแม้แต่จะทำงานทั่วไปได้ คุณก็ออกไปตอนนี้ได้เลย ผมไม่ต้องการรับศิษย์ขี้เกียจที่ทำตัวไร้ประโยชน์” จางเซวียนกล่าว

          ฮ่าๆ สาวน้อย เธอต้องการที่จะเล่นกับฉันงั้นหรือ ประสบการณ์ยังน้อยนัก

          “ใครบอกว่าฉันเป็นคนไร้ประโยชน์ ฉันจะพิสูจน์ให้คุณเห็น ฉันจะทำความสะอาด ฉันจะขัดมันเดี๋ยวนี้เลย” จ้าวหย่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่พอใจ เธอคว้าไม้กวาดและไม้ถูพื้นหมับ จากนั้นก็เริ่มที่จะจัดห้องเรียนให้เป็นระเบียบ

          “จ้าวหย่า เอาแบบนี้ไหม เราลืมเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไปซะ...”

          “ฉันไม่คิดว่าเขาจะมีความสามารถจริงๆ หรอก เขาแค่จงใจให้เธอทำในสิ่งที่มันยากๆ ก็เท่านั้นเอง...” เพื่อนทั้งสองที่มาพร้อมกับเธอ เมื่อเห็นนายหญิงน้อยอันเป็นที่รักของท่านเจ้าเมืองเริ่มต้นทำความสะอาดสถานที่ ทั้งคู่ก็นึกหวาดกลัว พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอเปลี่ยนใจโดยไว

          “พวกเธอทั้งคู่รอข้างนอกก่อน ตั้งแต่เล็กจนโต ฉัน... จ้าวหย่าไม่เคยแพ้ใครมาก่อน วันนี้ฉันได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต่อกรกับเขา” จ้าวหย่าขมวดคิ้ว

          “แต่นั่นมัน...” เพื่อนทั้งสองเข้าใจอารมณ์ของจ้าวหย่า พอเห็นว่าโน้มน้าวไม่สำเร็จ ทั้งคู่ได้แต่มองหน้ากันไปมาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี “เราต้องแจ้งพ่อบ้านเหยาโดยด่วน นี่เขาไม่ได้มากับจ้าวหย่าด้วยหรอกรึ” ถ้าพ่อบ้านเหยารู้ว่าอาจารย์อันดับโหล่สั่งให้นายหญิงน้อยไปขัดโถส้วม ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่

          หลังจากปรึกษาหาทางออกกันมาพักหนึ่ง พวกเธอก็รู้วิธีแก้... สำหรับคนระดับจ้าวหย่า ต่อให้ไม่มีภยันตรายคุกคามใดๆ ในการเดินทางไปโรงเรียนแต่ก็ยังคงมีคนคอยคุ้มครอง และคนที่คุ้มครองเธอก็คือพ่อบ้านเหยา ซึ่งตอนนี้น่าจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก

          “เอาล่ะ เราไปหาเขากันดีกว่า” ไม่มีการลังเลใดๆ อีกต่อไป พวกเธอทั้งสองวิ่งออกจากโรงเรียนทันที

          สำหรับจ้าวหย่าผู้ดื้อรั้นตามประสาลูกสาวของผู้มีอิทธิพลระดับเจ้าเมือง เธอไม่เคยทำงานบ้านมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะปรับตัว อย่างไรก็ตาม ห้องเรียนก็ดูสะอาดเรียบร้อยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ห้องน้ำด้านนอกเธอก็ขัดจนเป็นเงาวับทีเดียว

          “ไม่เลวนี่” จางเซวียนผงกหัวอย่างพึงพอใจ

          “ถ้าคุณพอใจกับสิ่งที่ฉันทำ คุณก็คงยอมรับฉันเป็นศิษย์และให้คำชี้แนะได้แล้วใช่ไหม?” จ้าวหย่าทวงถามหลังจากเสร็จสิ้นข้อตกลงระหว่างเธอกับเขา เธอกัดฟันกรอดเพื่อข่มความโกรธทั้งหมดที่มี ใบหน้าของเธอเหยเกบิดเบี้ยวราวกับว่าอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยคนที่อยู่ตรงหน้าให้ได้

          “นี่หยกสัญลักษณ์ของคุณ” จางเซวียนโยนหยกสัญลักษณ์ไปให้ โดยไม่สนใจสายตาอาฆาตของเธอแต่อย่างใด

          จ้าวหย่าข่มอารมณ์โกรธ หายใจลึกๆ หยดเลือดลงไปเพื่อยืนยันความสัมพันธ์การเป็นศิษย์อาจารย์ระหว่างกัน “อาจารย์จาง ตอนนี้ฉันเป็นลูกศิษย์ของคุณแล้ว ช่วยให้คำชี้แนะฉันสักจุดสองจุดก่อนได้หรือไม่” อีกแค่ครู่เดียวเธอก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ของตนแล้ว เธออยากรีบเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงของคนน่ารังเกียจตรงหน้า จ้าวหย่าระงับความตื่นเต้นในหัวใจและขอคำแนะนำจากเขา

          “แสดงกระบวนท่าสู้พื้นฐานของคุณให้ผมดูก่อน ผมจะตรวจสอบให้” จางเซวียนส่งสัญญาณ

          “ได้” เธอตอบสั้นๆ ไม่มีการพูดจาไร้สาระใดๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลา จ้าวหย่ากุมมือของตนประสานเข้าด้วยกันและโค้งคารวะให้เขา ก่อนที่จะออกกระบวนท่าประจำตัว

          ฟุ่บ ฟุ่บ!

          เสียงสายลมโหยหวน เธอระเบิดพลังเต็มที่

          เธอเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับหวังหยิ่ง แต่พลังที่ระเบิดออกมาทั้งเร็วและแข็งแกร่งกว่าหวังหยิ่งมาก มองเพียงครั้งเดียวก็รับรู้ถึงความพยายามในการฝึกฝน ขณะที่จ้าวหย่าแสดงกระบวนท่าของตน ดวงจิตของจางเซวียนขณะนี้อยู่ที่หอสมุดเทียบฟ้า ภายในหอสมุดมีการสั่นสะเทือนเบาๆ มีหนังสือตกจากชั้นเล่มหนึ่ง บนปกเขียนว่า ‘จ้าวหย่า’

          จ้าวหย่าลูกสาวของเจ้าเมืองไป๋หยู นักรบขั้นหนึ่ง - จวีซี ระดับสูงสุด, กระบวนท่าหลักที่ชำนาญ: เคล็ดวิชาธิดาหยกขาว, ข้อบกพร่องมีทั้งหมด 27 ข้อ... ลำดับที่ 1 บุคลิกของเธอที่ใจร้อนมุทะลุและโกรธง่าย สิ่งนี้ขัดกับธรรมชาติของเคล็ดวิชาธิดาหยกขาวอันสงบและเรียบเย็น ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถนำวิชาออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่, ลำดับที่ 2...”

          หนังสือเล่มนี้เป็นแบบเดียวกับสิ่งที่เขาเห็นก่อนหน้า มันรวบรวมข้อบกพร่องทั้งหมดในการฝึกวิชาของจ้าวหย่าโดยเฉพาะ

          เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!

          หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวหย่าก็เสร็จสิ้นขั้นตอนการออกหมัด เธอหันไปมอบรอบๆ และลงท้ายด้วยการชกเสาหินในห้องเรียนที่ใช้สำหรับวัดความแข็งแกร่ง

          ปรากฏเสียงที่คมชัดออกมา ชุดของตัวเลขก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน

          110 ไม่เลว... จางเซวียนไม่ได้พูดอะไรมาก ได้แต่ผงกหัว การจะมีความสามารถขนาดนี้ได้ต้องฝึกหนักมาก่อน จ้าวหย่านับเป็นบุตรสาวเจ้าเมืองที่มีความแข็งแกร่งไม่ธรรมดา

          หลังจากแสดงวิชา ใบหน้าของเธอไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือมีอาการหอบโยน จ้าวหย่าหันไปมองสบตากับจางเซวียน “เอาล่ะ ชี้แนะฉันที”

แกทำอะไรนายหญิงน้อย?

          เมื่อการแสดงเพลงหมัดเสร็จสิ้น จ้าวหย่าพร้อมที่จะให้เพื่อนของเธอได้เห็นเขาถูกเธอเปิดโปงความชั่วร้าย เธอคิดอะไรเงียบๆ อยู่ในใจ และแอบติด ‘ผลึกบันทึก’ ซ่อนไว้บนแขนของตนอย่างแนบเนียนที่สุด ผลึกบันทึกเป็นวัตถุที่มีความสามารถในการบันทึกภาพและเสียงโดยรอบ เธอตั้งใจที่จะใช้เป็นหลักฐานในการฉีกหน้ากากจางเซวียน ดังนั้นเขาจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อความจริงถูกเปิดเผย

          มาดูกันว่านายจะรู้สึกอย่างไรเมื่อถูกเปิดโปง เลิกเพ้อเจ้อที่คิดจะเปรียบเทียบตัวเองกับอาจารย์ลู่ฉวินได้แล้ว ฝันไปเถอะ!

          เมื่อเธอสามารถคิดวิธีหาหลักฐานเพื่อนำมาลงโทษเขาและระบายแค้นส่วนตัวได้แล้ว ดวงตาของเธอก็เป็นประกายสดใสจนเกือบจะกลั้นความสุขเอาไว้ไม่อยู่ เพียงครู่เดียวเท่านั้น เธอก็ต้องสะดุ้งพรวดเมื่อมีดวงตาคู่หนึ่งประจันหน้าจ้องมองเธอตรงๆ

          “อ่า...” จ้าวหย่าเผลอถอยหลังอย่างตกใจเมื่อเห็นจางเซวียนเดินเข้ามาใกล้ เธอกัดฟันด้วยความโกรธและอุทานว่า “คุณจะทำอะไรน่ะ?”

          “ใจเย็นๆ ผมแค่ต้องการดูเท่านั้น” สองมือของเขาไพล่อยู่ด้านหลัง เขาเดินวนรอบร่างจ้าวหย่าแล้วสั่นศีรษะไปมา จากนั้นก็หยุดอยู่ไม่ไกลนัก

          เธอรับรู้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของเขา รู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก จ้าวหย่าหน้าแดงเรื่อ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยมีผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้ชิดกับเธอขนาดนี้มาก่อน หัวใจของเธอเต้นตึกตัก จากนั้นก็ได้ยินเสียงเบาๆ ผ่านหูว่า “ผมคิดว่าคุณป่วย”

          พอได้ยินคำพูดเหล่านั้น จ้าวหย่าแทบจะล้มทั้งยืน “มีอาการบางอย่างบ่งบอกผมว่าคุณป่วยอยู่...”

          เธอใกล้จะบ้า

          สมองของชายคนนี้ต้องผิดปกติอย่างแรงแน่ เธอแสดงทักษะการต่อสู้ให้เขาเห็น เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพความแข็งแกร่ง แต่เขากลับเปลี่ยนเรื่องบอกกับเธอว่าเธอป่วย ยังมีคนประหลาดแบบนี้บนโลกอีกหรือ?

          “ทำไมคุณถึงได้ดูถูกฉันอย่างนั้นล่ะ”

          จางเซวียนขมวดคิ้วอย่างมึนงง แต่ไม่นานเขาก็เริ่มเข้าใจว่าเธองงอะไรในคำพูดของเขา เขายิ้มจางๆ และบอกกับจ้าวหย่าว่า “ผมแค่บอกว่าร่างกายของคุณมีอาการป่วย ผมไม่ได้ดูถูกคุณซะหน่อย”

          “ฉันไม่ได้ป่วย” จ้าวหย่าเปล่งเสียงตอบอย่างเย็นชา “ในความคิดของฉัน คุณนั่นแหละที่ป่วย สมองคุณมีปัญหาบางอย่างแล้ว” เธอเป็นคนที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและแข็งแกร่ง กำปั้นเดียวของเธอมีพลังโจมตีมากกว่า 100 กิโลกรัม ฉะนั้นเธอรู้ตัวดีว่าเธอมีอาการป่วยหรือไม่

          “อ๊ะๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธคำแนะนำของผมสิ คุณมักจะรู้สึกปวดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ในบริเวณจุดถานจง1 และจุดชีพจรจวี้เชว่2 ใช่หรือเปล่าล่ะ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนพระจันทร์เต็มดวงเมื่ออากาศชื้น สายลมเย็นพัดผ่าน จุดสีแดงจางๆ จะปรากฏบนร่างกายของคุณเต็มไปหมด และคุณก็จะชอบ...” ณ จุดนี้จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยออกมา ทว่าเขายังคงพูดต่อ “ไม่ว่าคุณจะฝึกอย่างไร คุณจะรู้สึกว่าหัวใจของคุณยังไม่สงบ”

          “คุณ...คุณรู้ได้อย่างไร?”

          จ้าวหย่าโกรธ เธอตั้งใจที่จะลบล้างทุกคำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงและตกตะลึง

          ไม่ใช่ว่าเขากล่าวไม่ถูกต้อง แต่เพราะว่ามันตรงเผงจนน่าตกใจต่างหาก

          เมื่อเร็วๆ นี้ ในระหว่างการฝึกเธอมักจะรู้สึกปวดบริเวณถานจงและจวี้เชว่ เธอพยายามอดทนเพราะอาการปวดยังไม่รุนแรงนัก ปมของปัญหาคือ... ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงเมื่อสายลมพัดผ่านจนเย็นไปทั่วร่าง ร่างกายของเธอจะผิดปกติ จะเกิดแรงกำหนัดอันร้อนแรงขึ้นในกาย เธอไม่สามารถระงับอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาได้ เธอค้นพบว่าตัวเองอยากอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายสักคน

          เธอเป็นเด็กสาววัยแรกรุ่น อายุเพียงแค่สิบหกถึงสิบเจ็ดปีที่ยังไม่ผ่านการแต่งงาน ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถบอกได้ว่าอารมณ์นี้คืออะไร เธอเขินอายกับอาการเหล่านี้ ตอนแรก เธอคิดว่าตัวเองจะสามารถอดทนกับมันและมันก็จะผ่านพ้นไปได้ แต่อนิจจา! ความรู้สึกเหล่านี้มันกลับทวีคูณรุนแรงมากขึ้นและมากขึ้น ร่างกายของเธอเติบโตไปตามวัยเช่นเดียวกับที่หน้าอกก็เริ่มขยาย ยิ่งนับวันเธอยิ่งรู้สึกว่าความต้องการมากมายมหาศาลนี้ยากที่จะควบคุม

          ในอดีตที่ผ่านมาเธอต้องรับมือกับมันแต่เพียงผู้เดียว เธอคิดว่าแค่เพียงฝึกวิทยายุทธเพิ่มเติมอีกสักหน่อยก็น่าจะทำให้อาการทุเลาเบาบางลง แต่ตอนนี้แม้จะฝึกสิบรอบก็ไม่เพียงพอสำหรับการบรรเทาอาการดังกล่าว เธอทำได้แค่หยุดยั้งมันเป็นครั้งคราวด้วยการฝึกหนักจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น

          นี่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดจนเธอไม่กล้าบอกใคร แม้เพื่อนที่สนิทที่สุด หรือแม้แต่บิดาที่เป็นเจ้าเมืองก็ไม่มีใครล่วงรู้ความลับนี้ มันถูกเก็บไว้ในความคิดส่วนที่ลึกที่สุดของเธอมาช้านาน

          ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้... แล้วคนผู้นี้ค้นพบได้อย่างไร? ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่สามารถที่จะแบกรับปัญหานี้ไหว เธอจึงสมัครมาที่โรงเรียนแห่งนี้เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหา

          “ผมเป็นอาจารย์ ผมก็บอกได้จากหมัดทั่วไปที่คุณเพิ่งแสดงให้เห็นเมื่อสักครู่” จางเซวียนตอบอย่างใจเย็น

          แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่การออกหมัดพื้นฐานเพียงไม่กี่นาที จะบอกอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเธอได้แม่นยำขนาดนั้น หอสมุดเทียบฟ้าเป็นสมบัติที่แสนวิเศษ ข้อบกพร่องใดๆ ที่เธอมีทั้งหมดจะแสดงในหนังสือเล่มนี้ ต่อให้เป็นข้อบกพร่องที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกก็จะถูกบันทึกไว้ในนั้นเช่นกัน เพราะเขาได้ล่วงรู้ปัญหาดังกล่าว ทำให้จางเซวียนมีลักษณะท่าทางที่แปลกไป

          “คุณมีวิธี...แก้ปัญหางั้นรึ?” จ้าวหย่าขบฟัน เอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เริ่มแดงเรื่อ เธอบุกเดี่ยวเพื่อจะเข้ามาเปิดโปงความชั่วของจางเซวียน แต่กลับจบลงตรงเขาต่างหากที่เปิดเผยความลับของเธอ เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกอับอายมาก

          “มันก็พอจะมีวิธีแก้อยู่ พรุ่งนี้ผมจะอธิบายให้คุณฟัง”

          “จริงหรือคะ?” ดวงตาของจ้าวหย่าลุกโพลงด้วยความดีใจ เธอเป็นกังวลมากกับปัญหาที่เกิดขึ้นในร่างกาย เธอไม่สามารถที่จะควบคุมความปรารถนาบ้าคลั่งเหล่านั้น มันเลยทำให้เธอกลายเป็นคนขี้หงุดหงิดและใจร้อนในทุกสิ่ง ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะปกปิดเรื่องนี้ไว้ในใจ เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีวิธีแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่า อาจารย์ที่แย่ที่สุดในโรงเรียนจะสามารถแก้ปมปัญหานี้ให้เธอได้จากการพูดคุยเพียงไม่กี่ประโยค

          นอกจากนี้... เขายังมีวิธีรักษาอีกด้วย

          “ถ้าคุณไม่ไว้ใจผม อยากจะเปลี่ยนไปมองหาอาจารย์คนอื่นในโรงเรียนก็ได้นะ” จางเซวียนโบกมือ แสดงออกอย่างไม่แยแสเหมือนผู้เชี่ยวชาญที่ทรงภูมิ

          “ไม่ๆ... มีคุณเท่านั้นที่รู้ปัญหาของฉัน” จ้าวหย่ารีบพยักหน้า มันไม่ใช่อาการที่เกิดขึ้นเพียงแค่วันหรือสองวัน แต่เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหานี้มานานนับปี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากมายยังไม่สามารถบอกอาการผิดปกติของเธอออกมาได้ แต่อาจารย์จางเซวียนสามารถบอกได้เพียงแค่มองปราดเดียว ไม่มีใครเทียบเคียงเขาได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเธอจึงคิดว่าเขามีวิธีรักษา

          “ผลึกบันทึกนั่น คุณยังคงตั้งใจที่จะใช้มันอยู่รึ?” จางเซวียนชี้ไปที่แขนของเธอ

          “อ่า...” จ้าวหย่าตกใจ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอติดผลึกบันทึกนี้เพื่อเป็นหลักฐานเอาผิดเขา แต่ตอนนี้ถ้าเนื้อหาของการสนทนาหลุดไปล่ะก็คนที่อายคงไม่ใช่เขา หากแต่เป็นเธอต่างหาก แล้วเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

          “ฉันไม่ได้ ฉันไม่...” เธอออกแรงอย่างมากเพื่อทำลายผลึกนี้ให้พัง... ผลึกบันทึกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

          หลังจากทำลายผลึกแล้ว จ้าวหย่าก็มองไปที่อาจารย์จางอีกครั้ง สีหน้าของเขาดูไม่ได้มีเจตนาร้าย หากแต่มันเป็นสีหน้าที่ยากแก่การหยั่งถึง เธอไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แม้จะมีการปกปิดผลึกบันทึกอย่างรอบคอบ แต่เธอยังคงถูกจับได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอที่ถูกเปิดเผยโดยเขา คนที่มีความสามารถระดับนี้จะได้ศูนย์คะแนนในการสอบประเมินผลของอาจารย์ได้อย่างไร?

          ‘เขาต้องเป็นคนที่ไม่แยแสกับเกียรติยศชื่อเสียง ไม่แยแสกับมุมมองของบุคคลภายนอก ฉันเคยได้ยินว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนคล้ายๆ จะเป็นแบบนั้น’ เมื่อความคิดนี้ปรากฏขึ้นในหัว จากคนโกง คนหลอกลวงคนหนึ่งที่เธอพยายามเปิดโปงความลับ กลับกลายมาเป็นคนพิเศษที่เธอยกให้อยู่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเสียแล้ว

          “อืม รับหยกสัญลักษณ์แทนตัวของคุณไป ออกไปหาที่หลับที่นอนและตำราเรียนซะ เราจะเริ่มต้นบทเรียนในวันพรุ่งนี้ ขอให้ตรงต่อเวลาด้วย...”

          ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็คงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแบบนี้เช่นเดียวกัน ทันใดนั้น พลันมีเสียงขู่คำรามดังมาจากด้านนอก และเพียงครู่เดียวคนคนหนึ่งก็โผล่พรวดพราดเข้ามา เขาเป็นชายวัยกลางคน ดูจากราศีแล้ว น่าจะเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งเลยทีเดียว

          “นายหญิงน้อย” หลังจากที่เดินเข้าประตูมา ชายวัยกลางคนก็หยุดและโค้งคำนับให้จ้าวหย่า

          “ลุงเหยา มาทำอะไรที่นี่?” จ้าวหย่าจ้องไปที่เขาอย่างเฉยเมย

          นี่คือเหยาฮั่น พ่อบ้านจากเมืองไป๋หยูซึ่งเพื่อนทั้งสองคนของเธอได้ไปเชิญมา!

          หลังจากไปส่งจ้าวหย่าที่โรงเรียนเพียงครู่เดียว เพื่อนทั้งสองของเธอก็รีบวิ่งไปแจ้งเขาว่านายหญิงน้อยจะคารวะอาจารย์คะแนนโหล่ให้รับเป็นศิษย์ มิหนำซ้ำเขาคนนั้นยังสั่งให้เธอขัดชักโครกห้องน้ำและทำความสะอาดสารพัด

          ทันทีที่ได้ฟังสิ่งที่เล่า พ่อบ้านเหยาโกรธมาก นายหญิงน้อยสุดที่รักของท่านเจ้าเมือง ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครกล้าออกคำสั่งด้วย อาจารย์คนนั้นกล้าดีอย่างไรสั่งให้เธอกวาดพื้นและขัดโถชักโครกห้องน้ำ

          จะอาจหาญมากเกินไปแล้ว!

          ถ้าจางเซวียนเป็นหนึ่งในอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เขาอาจปล่อยผ่าน แต่นี่เป็นแค่อาจารย์ระดับปลายแถว เขากล้าดีอย่างไรมาทำแบบนี้ แล้วทำไมนายหญิงน้อยถึงยอมตกอยู่ใต้อาณัติของชายคนนี้ด้วย แม้จะอยู่ในเมืองไป๋หยู ผู้ฝึกสอนคนเดิมของนายหญิงน้อยก็ยังมีประสิทธิภาพมากกว่าชายคนนี้เป็นไหนๆ

          “นายหญิงน้อย...” เขาจ้องมองจางเซวียนอย่างเยือกเย็นและปรับระดับสายตามาจ้องที่นายหญิงน้อยของตน

          “ฉันยอมรับอาจารย์จางเป็นอาจารย์ของฉันเรียบร้อยแล้ว” จ้าวหย่าประกาศ

          เขารีบรุดมาที่นี่อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะสายเกินไป ใบหน้าของเหยาฮั่นหมองหม่น เอื้อมมือไปดึงตัวจ้าวหย่ากลับมา เขาจ้องมองจางเซวียนอย่างเย็นชา “คุณรีบถอนชื่อนายหญิงน้อยจากการดูแลของคุณให้ไวแล้วขอโทษซะ เพราะถ้าผมเอาเรื่องขึ้นมา ทุกคนจะช่วยกันประณามว่าคุณหลอกล่อเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาเป็นศิษย์”

          “หลอกล่อเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ? นี่คุณบิดเบือนเรื่องเกินไปรึเปล่า” จางเซวียนส่ายหัว ถ้าคนอื่นได้ยินคำพูดเช่นนี้จะต้องตีความว่าเขาทำมิดีมิร้ายจ้าวหย่าอย่างแน่นอน ฟ้าดินเป็นพยาน ทั้งหมดที่เขาทำก็แค่รับลูกศิษย์ เป็นเจตนาที่บริสุทธิ์มาก

          “อย่ามาตีฝีปากกับผม นายหญิงน้อยจากตระกูลเราเป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถ เธอสูงส่ง คนที่มีคุณสมบัติเช่นคุณคงไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะสอนนายหญิงน้อยของเราอย่างแน่นอน หากคุณถอนชื่อนายหญิงน้อยออกในตอนนี้ เราจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้ายังฝืนปฏิเสธ เห็นทีเราต้องนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับอาจารย์ใหญ่ แล้วคุณจะโดนไล่ออก...”

          เหยาฮั่นโวยวายเสียงดัง แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ จ้าวหย่าก็โพล่งขัดจังหวะเขาจากด้านหลัง “ลุงเหยา คุณกำลังทำอะไรน่ะ? ฉันเลือกเขาแล้ว คุณจะมาสร้างปัญหาให้ฉันทำไมกัน?”

          จ้าวหย่ากระทืบเท้าอย่างขัดใจ เหตุผลที่เธอมาเรียนที่นี่เพราะต้องการแก้ไขปัญหาภายในร่างที่เธอปกปิดมานาน เธอดีใจมากที่อาจารย์จางสร้างความมั่นใจให้เธอว่าปมปัญหานี้จะสามารถแก้ไขได้ แล้วนี่มันอะไร เพื่อนของเธอตามเหยาฮั่นมาที่นี่ทำไม ดูสิ ทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้นไปอีก

          “อิสระที่จะเลือกงั้นรึ” เหยาฮั่นมองไปที่นายหญิงน้อย “คุณคิดว่าคนอย่างเขาสามารถให้คำแนะนำกับคุณได้จริงๆ รึ” นายหญิงน้อยผู้เย่อหยิ่งที่เขารู้จักมาตั้งแต่เด็ก มั่นใจขนาดไหนกันว่าอาจารย์ที่ได้ศูนย์คะแนนอย่างจางเซวียนจะสามารถให้คำแนะนำเธอได้ นั่นเป็นเหตุผลจริงๆ ที่เธอยอมรับเขาหรือ?

          “เขาไม่ได้ทำให้ฉันเก่งขึ้นหรอก? เขาไม่ได้ทำสิ่งนั้นเลย...” จ้าวหย่าส่ายหัว คนคนนี้เพียงชี้ให้เห็นความเจ็บป่วยของเธอ เขาไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการฝึกของเธอสักนิด

          “ก็ถ้าไม่... แล้ว...” เหยาฮั่นเริ่มงง

          “เอาล่ะ ลุงเหยา หยุดถาม” เมื่อเธอนึกถึงอาการป่วยลึกๆ ของตน ใบหน้าจ้าวหย่าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

          เมื่อเห็นนายหญิงน้อยแสดงทีท่าเช่นนี้ เหยาฮั่นได้แต่จ้องมองอย่างงุนงงและสับสน ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็นผลึกบันทึกที่แตกละเอียดอยู่บนพื้น ความโกรธของเขาเริ่มปะทุอีกครั้งและในไม่กี่วินาทีข้างหน้าเขาพร้อมที่จะกลายร่างเป็นสิงโตขย้ำจางเซวียนให้ตายอยู่กับที่

          “เจ้าชั่วช้าสารเลว แกทำอะไรนายหญิงน้อยของเรา แกคิดว่าฉันจะไม่กล้าฆ่าแกตอนนี้อย่างนั้นรึ...”

          ซูม!

          ความโกรธปะทุขึ้นทวีคูณ มีแสงจำนวนมากเปล่งออกมาพร้อมกับเสียงสายลมร้องโหยหวน พื้นดินแตกออกเป็นทางยาว ราวกับว่าไม่สามารถจะแบกรับแรงกดดันอันหนักหน่วงนี้ได้อีกต่อไป

นายเคยถูกทิ้งมาก่อนสินะ

          “ผมทำอะไรงั้นรึ?” จางเซวียนมองไปยังอีกฝ่ายที่เดือดดาลด้วยความโกรธ หมดคำพูดที่จะอธิบาย

          นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะ

          ที่จริง... เขาเข้าใจดีว่าถ้าใครเข้ามาเห็นสภาพหลังจากที่เขาชี้แนะสาวน้อยคนนี้ก็อาจจะคิดมากได้ หนึ่ง เขาทำให้เธอเต็มใจยอมรับเขาเป็นอาจารย์ สอง เมื่อมีการพูดถึงเรื่องนี้เธอยังออกอาการเขินอาย มิหนำซ้ำผลึกบันทึกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ก็เป็นหลักฐานชิ้นเอกที่จะแสดงให้เห็นว่า มีการพยายามทำลายหลักฐานระหว่างที่ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง มันตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้แน่นอน

          จางเซวียนโดนหมายหัวว่าเป็นไอ้บ้ากามโรคจิต อาจารย์ไร้ยางอายและสิ่งเลวร้ายทุกประเภทบนโลกใบนี้ไปแล้ว

          “ลุงเหยา คิดอะไรของคุณน่ะ ถ้ายังคิดต่ำๆ แบบนี้ ฉันจะไม่ยุ่งกับคุณแล้ว”

          พอเหยาฮั่นที่กำลังโกรธได้ยินคำพูดนี้ก็ชะงัก แน่นอน... ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ใบหน้าของเธอหมองลงทันที ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเป็นเด็กสาว ข่าวลือแบบนี้ทำลายชื่อเสียงของเธอได้

          “นายหญิงน้อย...” พอถูกจ้าวหย่าขัดจังหวะเท่านั้น เหยาฮั่นก็ลดความโกรธลง

          “เอาล่ะ ตามฉันไปเก็บเตียง อย่ามาวุ่นวายที่นี่ พรุ่งนี้ฉันยังต้องมาเรียนอยู่อีก” จ้าวหย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แล้วก็เดินออกไปจากห้อง

          เธอไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก เพราะถ้าพูดอะไรไปมากกว่านี้

ลุงเหยาอาจจะกดดันให้เธอเอ่ยถึงอาการป่วยอย่างแน่นอน ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เธอจะบอกออกไปได้อย่างไร เมื่อไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ เธอจึงได้แต่นิ่งเงียบแล้วยอมรับจางเซวียนเป็นอาจารย์อย่างไร้ข้อโต้แย้ง

          “ฮึ่ม” หลังจากที่เห็นนายหญิงน้อยหันหลังกลับแล้วเดินจากไป เหยาฮั่นก็จ้องไปยังจางเซวียนด้วยสายตาครุ่นคิดราวกับกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อะไรบางอย่างอยู่ จากนั้นไม่นาน เขาก็เดินออกไปจากห้อง

          เมื่อครู่ ถ้านายหญิงน้อยไม่ได้ปรามไว้ เขาคงฆ่าจางเซวียนไปแล้วเป็นแน่

          “เขาคนนี้เป็นใครกัน...” เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาเย็นชาของเหยาฮั่น จางเซวียนรู้สึกสับสน เขาก็แค่รับลูกศิษย์เท่านั้น ทำไมถึงคิดไกลไปนู่น ทำอย่างกับเขาเป็นอาชญากรระดับชาติ เป็นไอ้ตัวเลวร้ายอันตรายที่สุดในโลกนี้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย!

          “ลืมๆ มันไปเถอะ วันนี้เรายังพอมีเวลาเหลือ มาดูว่าเราจะรับสมัครลูกศิษย์ได้อีกกี่คน ถ้าจำนวนลูกศิษย์เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าเราจะได้รับทรัพยากรในการสอนมากขึ้นตามไปด้วย”

          อาจารย์โรงเรียนหงเทียนแห่งนี้มีหลากหลายระดับความสามารถ การประเมินในแต่ละครั้งจะตัดสินยืนพื้นจากลูกศิษย์ของพวกเขา ทั้งในด้านจำนวน พัฒนาการ และผลการแข่งขันในทุกประเภท... ยิ่งศิษย์มีพัฒนาการมากขึ้นเท่าไร อาจารย์ที่สั่งสอนก็จะได้รับการยกย่องมากขึ้นเท่านั้น

          และยิ่งระดับคะแนนของพวกเขาสูงขึ้นเท่าไร ผลตอบแทนที่ได้ก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นบรรดาศิษย์ใต้สังกัดของอาจารย์เหล่านั้นก็จะได้รับการดูแลที่ดีตามไปด้วย กล่าวได้ว่าอาจารย์และศิษย์ต่างก็มีผลประโยชน์เอื้อต่อกัน ตอนนี้เขามีศิษย์เพียงแค่สามคน อาจจะยังสามารถรักษาตำแหน่งอาจารย์ไว้ได้ แต่ในส่วนของศักยภาพ แน่นอนว่าเขายังคงรั้งท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเขาต้องการที่จะขยับตำแหน่งของตนให้ไปไกลกว่าเดิม เบื้องต้นเขาคงทำได้เพียงรับลูกศิษย์เพิ่ม

          “เจิ้งหยาง อย่าวิตกไปเลย ก็แค่ถูกอาจารย์หว่างเชาปฏิเสธ”

          สองหนุ่มรุ่นกระทงกำลังเดินคุยกันอยู่บนทางเท้าในโรงเรียน หนุ่มน้อยตรงหน้าพยายามปลอบเพื่อนของเขา

          “โม่วเซียว นายได้รับการยอมรับ นายจะรู้สึกอะไรล่ะ ถ้านายถูกปฏิเสธบ้างจะพูดแบบนี้ไหม” เจิ้งหยางขมวดคิ้ว ไม่พอใจคำปลอบของเพื่อน

          “แค่กๆ ไม่ใช่แบบนั้น ฉันหมายความว่าน่าจะยังมีอาจารย์ที่เก่งกว่านี้อีก ที่นี่ไม่ได้มีแค่อาจารย์หว่างเชาคนเดียวซะที่ไหน” ชายหนุ่มด้านหน้าเกาหัวแกรกๆ อย่างลำบากใจ

          “ไม่เลือกเขาได้รึ? นายคิดดูนะ ตั้งแต่เด็กเราทั้งคู่ได้รับการฝึกฝนวิชาหอก หอกเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของร่างกายพวกเราไปแล้ว เป็นสิ่งที่พวกเราไม่อาจละทิ้งได้ และอาจารย์ที่เป็นหนึ่งในการต่อสู้แขนงนี้ก็มีแต่หว่างเชาเท่านั้น และฉันก็เพิ่งถูกเขาปฏิเสธ นายจะไม่ให้ฉันเสียใจและผิดหวังได้อย่างไร?” เจิ้งหยางเดือดดาล

          “นั่นมันก็...” ถึงเวลานี้ โม่วเซียวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะตอบคำถามนี้อย่างไร ภายในโรงเรียนหงเทียน อาจารย์ผู้สอนแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน บางคนมีความเชี่ยวชาญในเพลงหมัด บางคนเชี่ยวชาญเพลงดาบ ส่วนอาจารย์หว่างเชาคือสุดยอดปรมาจารย์ที่โด่งดังที่สุดของโรงเรียนด้านการใช้หอก

          เด็กหนุ่มทั้งคู่เข้าร่วมทดสอบพร้อมกันด้วยความหวังว่าจะได้กลายเป็นลูกศิษย์ของหว่างเชา ทว่าผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีแค่คนเดียวที่ผ่านการทดสอบ แน่นอนว่าผู้ที่พลาดหวังย่อมเสียใจเป็นธรรมดา

          “อืม นายดูสิ มีห้องเรียนอยู่ที่นี่ด้วย เราเข้าไปดูกันดีกว่า”

โม่วเซียวลำบากใจ ไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร พลันมองไปเห็นห้องเรียนที่ตั้งอยู่ห่างออกไป เขาชี้ไปที่นั่นพร้อมกับชักชวนเพื่อน

          “ไม่เอา...” เจิ้งหยางส่ายหัว

          “เอาน่า ไปดูกัน ไม่แน่นะ ที่นั่นอาจจะมีสุดยอดปรมาจารย์ในด้านเพลงหอกอยู่ก็ได้” โม่วเซียวปลอบประโลมเพื่อนของเขา “มันก็ไม่เสียหายอะไรนี่ แค่เข้าไปดู”

          “ก็ได้” เขาเดินตามโม่วเซียวไปอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก คนที่รออยู่ในห้องเรียนนั้นคือจางเซวียน เขากำลังเตรียมตัวรับสมัครศิษย์ใหม่ทางด้านนอก แต่เด็กหนุ่มสองคนเดินสวนเข้ามาพอดี

          “คารวะอาจารย์” โม่วเซียวคำนับ

          “อืม” จางเซวียนเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย “พวกคุณมาที่นี่เพื่อตามหาปรมาจารย์สินะ”

          “นี่คือพี่ชายของผม เพลงหอกของเขานับว่ายอดเยี่ยมเหนือเด็กในระดับเดียวกันมาก ผมหวังว่าคุณคงจะให้คำชี้แนะกับเขาได้บ้าง” โม่วเซียวรีบกล่าวแนะนำเพื่อนของเขา

          “โม่วเซียว” เจิ้งหยางดึงแขนเพื่อนอย่างไม่เห็นด้วย

          “อะไรรึ” โม่วเซียวถามอย่างสับสน

          “นายมองไปรอบๆ สิ...” เจิ้งหยางขมวดคิ้ว

          ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้น่าจะจุคนได้แค่ประมาณสิบคนเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นห้องเรียนที่เล็กมากๆ ขนาดของห้องเรียนมักจะสะท้อนถึงศักยภาพของอาจารย์ อาจารย์ที่อยู่ในระดับบน ห้องเรียนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งอาจบรรจุลูกศิษย์ได้มากกว่าหนึ่งร้อยคนในเวลาเดียวกัน แต่นี่ดูสิ ห้องเรียนนี้มีขนาดเล็กเพียงแค่อุ้งมือ แสดงว่าอาจารย์ประจำห้องนี้น่าจะอยู่แค่ระดับปลายแถว

          “อืม มันเล็กมากจริงๆ เสียด้วย...” โม่วเซียวสังเกตเห็นขนาดของห้อง หัวใจของเขาเต้นตึกตัก ตอนแรกเขาอยากแค่ช่วยปลอบใจให้กับความผิดหวัง คลายความอึดอัดในใจของเพื่อนก็เท่านั้น แต่มาถึงตอนนี้ ไม่แน่ว่าการปลอบของเขาจะทำให้เพื่อนแย่ยิ่งไปกว่าเดิม เพราะปรมาจารย์ที่เขาตามหาเป็นเพียงแค่อาจารย์ปลายแถวที่มีห้องสอนเล็กเท่ารูหนูเท่านั้น

          “แสดงเพลงหอกของนายให้ฉันดูสิ” จางเซวียนพอเดาความรู้สึกของเด็กหนุ่มทั้งสองได้ เขากล่าวอย่างใจเย็น

          “ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรอาจารย์ท่านนี้ก็ต้องชี้แนะนาย และถ้าเราไม่พอใจหรือไม่เห็นด้วยกับคำชี้แนะของเขา เราก็แค่ปฏิเสธแล้วไปตามหาอาจารย์ท่านอื่นแทน แค่นั้นเอง” โม่วเซียวให้กำลังใจเจิ้งหยางเมื่อเห็นสีหน้าของเขาดูลังเลไม่แน่ใจ

          “อืม ก็ได้” เจิ้งหยางผงกหัว อาจารย์ก็เหมือนกับศิษย์ จะต้องถูกศิษย์ทดสอบศักยภาพความเป็นอาจารย์ เพื่อที่บรรดาศิษย์จะนำมาพิจารณาประกอบการเลือกด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากที่คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เจิ้งหยางก็ดึงหอกจากด้านหลังและประกอบส่วนต่างๆ ของมันเพื่อเตรียมตัวแสดง

          วิ้ง!

          ด้วยความยาวของหอกในมือ ท่าทีของเจิ้งหยางเปลี่ยนไปทันที เช่นเดียวกับประกายสะท้อนจากปลายหอกคมกริบที่เพิ่งถูกดึงออกมาจากฝัก

          ซวบ ซวบ ซวบ ซวบ!

          หอกยาวแทงไปด้านหน้าอย่างแรงจนเกิดคลื่นเสียงกระแทกออกไปดังสนั่นห้อง บริเวณนั้นเหมือนถูกสายลมอันแข็งแกร่งฉีกกระชาก เขาเคลื่อนไหวอย่างผู้เชี่ยวชาญ แม้ว่าเจิ้งหยางจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ความสามารถด้านหอกของเขาก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว

          ฟุ่บ!

          เขาใส่เคล็ดวิชาลงไปเพื่อสั่นสะเทือนปลายหอก และทุ่มพลังโจมตีไปยังเสาหินที่อยู่ไม่ห่างนัก บังเกิดเสียงก้องสะท้อนดังขึ้นในอากาศ จากนั้นตัวเลขก็ปรากฏบนเสา

          110

          อย่างที่คาดไว้ มันมากกว่าร้อยกิโลกรัม ความสามารถด้านการทำลายล้างของมัน แม้แต่นักรบขั้นจวีซีระดับสูงสุดก็ยังไม่สามารถทำได้

“อาจารย์น่าจะพอชี้แนะให้ผมได้บ้าง” เขาจัดหอกพักเป็นแนวตั้ง ยืนตรงรอรับคำชี้แนะอย่างสง่าผ่าเผย สีหน้าไม่ปรากฏให้เห็นถึงร่องรอยความกังวลหรือเมื่อยล้าแต่อย่างใด เหมือนว่าไม่ยินดียินร้ายอะไร

          ถ้าจะวิเคราะห์ตามหลักจากความเป็นจริงแล้ว ด้วยขนาดห้องเรียนเพียงเท่านี้ เจิ้งหยางก็ไม่ได้คาดหวังกับอาจารย์คนนี้ไว้สูง เขาคิดว่าความสามารถของจางเซวียนคงแค่ระดับมาตรฐานทั่วๆ ไป ไม่แย่แต่ก็ไม่ถึงกับเลิศเลอ

          เขานิ่งราวกับพิสูจน์จุดยืนของตนที่มีต่ออาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า จางเซวียนหรี่ตา มันยากที่จะเข้าใจว่าเจิ้งหยางคิดอะไรอยู่ เขาค่อยๆ เปิดตาขึ้นพร้อมกับแอบซ่อนรอยยิ้มเล็กๆ ไว้ตรงมุมปาก “คุณได้รับบาดเจ็บทางอารมณ์ ตีความง่ายๆ คือ... คุณเพิ่งถูกทิ้งมา”

          หลังจากที่ได้ยิน เจิ้งหยางพลันสายตาหม่นหมองและสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

ฉันคือไอ้สวะคนนั้นเอง !!!

          สายตาของเจิ้งหยางดูเลื่อนลอย ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดขาวและดูหม่นลงไปเมื่อได้ยินคำนี้ ในที่สุดเขาจึงยอมเฉลย

“ผมเคยหลงรักเด็กสาวคนหนึ่ง จากนั้น... ผมก็รู้สึกแย่ แต่นั่นมันไม่เกี่ยวอะไรกับคุณและเพลงหอกที่ผมได้แสดงออกไปเมื่อครู่”

          ในอดีตเขาเคยหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เขาสารภาพรักกับเธอแต่ความรักครั้งนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับมาเนิ่นนาน แม้แต่โม่วเซียวที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้ แล้วอาจารย์ตรงหน้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน

          “จริงหรือเจิ้งหยาง ทำไมนายไม่เล่าให้ฉันฟัง เด็กสาวคนนั้นเป็นใคร?” เมื่อเห็นเจิ้งหยางไม่ปฏิเสธ โม่วเซียวจึงแปลกใจและรีบป้อนคำถามเขาหลายคำ

          “ฉันจะเล่าให้ฟังภายหลัง” เจิ้งหยางส่ายหัว ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้อีกต่อไป เขามองอาจารย์และกล่าวว่า “อาจารย์ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของผม ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกับเพลงหอก”

          “คุณคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกันงั้นรึ?” จางเซวียนส่ายหัว “มันเกี่ยวข้องกันอย่างแยกออกไม่ได้เลยทีเดียว”

          “อย่างนั้นหรือ?” เจิ้งหยางสงสัยในคำพูดของอีกฝ่าย การอกหักเกี่ยวข้องอะไรกับการที่จางเซวียนจะชี้แนะเขากันแน่

          “เพลงหอกของคุณดูเด็ดเดี่ยวและมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับบุคลิกของคุณที่ดูมุ่งมั่น ไม่ว่าคุณจะทำสิ่งใด คุณมักมุ่งตรงไปโดยไม่คิดถึงผลของการกระทำ ซึ่งอันที่จริงน่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักรบนะ มุ่งตรงไปข้างหน้า ไม่ต้องกังวลกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่รายล้อม” จางเซวียนมองไปที่เจิ้งหยางอย่างใจเย็นแล้วกล่าวต่อ “แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย

หลังจากเจอประสบการณ์ด้านความรักอันเลวร้าย จิตใจของคุณเริ่มโอนเอน ไม่เด็ดเดี่ยวเหมือนแต่ก่อน มีความกลัวซุกซ่อนอยู่ในตัวคุณและสิ่งเหล่านั้นมันก็ไปแสดงออกที่เพลงหอก นี่คือสาเหตุที่ทำให้อานุภาพเพลงหอกของคุณด้อยประสิทธิภาพลง”

          “คุณ คุณ คุณ... คุณวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้จากเพลงหอกของผมได้อย่างไร คุณสามารถบอกได้ว่าผมผิดหวังเรื่องความรักมาก่อน คุณสามารถวิเคราะห์บุคลิกของผมได้อย่างนั้นรึ ทั้งหมดจากการแสดงเพลงหอกของผมเนี่ยนะ?” เจิ้งหยางตกใจมาก สิ่งที่อาจารย์คนนี้พูดมาไม่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เขารู้สึกเลยแม้แต่น้อย

          เขาเป็นคนมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งรอบตัวเสมอ แต่ความรักในครั้งนั้นทำลายความเชื่อมั่นของเขาจนหมดสิ้น การจะบอกเล่าเหตุการณ์ที่เป็นปมในใจทั้งหมด แม้แต่เรื่องของความรักที่ผิดหวังออกมาได้ เพียงแค่มองการแสดงเพลงหอกไม่ใช่เรื่องง่าย ทำไมอาจารย์คนนี้ถึงได้เก่งกาจนัก

          โรงเรียนแห่งนี้มีอาจารย์ที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อไร?

          ตอนนี้เขากำลังจะบ้า

          ก่อนหน้านี้ เมื่อเขาเข้าไปพบอาจารย์หว่างเชาเพื่อร้องขอให้ยอมรับเขาเป็นศิษย์ อาจารย์หว่างเชาบอกเพียงแค่เขายังไม่เข้าใจวิถีของหอกอย่างแท้จริง แต่เหตุผลที่ลึกไปกว่านั้น อาจารย์หว่างเชาเองก็ไม่สามารถกล่าวออกมาได้ แต่อาจารย์ที่อยู่ตรงหน้ากลับถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตของเขาผ่านเพลงหอกออกมาได้อย่างตรงเผง

          สรุปว่าทั้งหมดทั้งมวลมันเกิดจากการที่เขาถูกทำร้ายทางอารมณ์อย่างนั้นหรือ?

          อาจารย์ท่านนี้มีความสามารถมากกว่าอาจารย์หว่างเชางั้นรึ?

          “ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติ” จางเซวียนยกมือเสริมคำพูดของเขาซึ่งมองแล้วคล้ายกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง “หอกคือภาพสะท้อนจิตใจของผู้ฝึกอย่างหนึ่ง ถ้าจิตใจไม่แข็งแกร่ง เพลงหอกที่ออกมาก็จะสะท้อนความรู้สึกเหล่านั้นตามไปด้วย แม้ว่าทักษะของคุณกับหอกจะเชื่อมโยงกัน แต่มันฟ้องบางอย่างออกมา ในบางความรู้สึกที่คุณอาจจะไม่สามารถรับรู้มันได้ บางอย่างที่คุณยังไม่สามารถตัดมันออกไปได้ ผมมองเพียงแค่ครั้งเดียวก็บอกได้เลยว่ามันคือความรัก”

          “สิ่งนี้...”

          เวลานี้ไม่เพียงแต่ใบหน้าของเจิ้งหยางจะแข็งค้าง แม้แต่ปากของโม่วเซียวที่ยืนข้างเขาก็เปิดกว้างพอที่จะยัดไข่สักใบเข้าไปในปากได้ “อ่า... คุณแน่ใจอย่างนั้นรึ”

          “เพียงแค่มองเพลงหอก คุณสามารถบอกได้ถึงอารมณ์ที่แอบซ่อนไว้และความรู้สึกที่ไม่สามารถตัดได้... นี่ใช่ตาของมนุษย์งั้นรึ”

          โม่วเซียวและเจิ้งหยางมองหน้าสลับกันไปมา ไม่เชื่อในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

          “อาจารย์ คุณจะช่วยชี้แนะให้ผมอีกสักคนได้ไหม” หลังจากตกใจไปพักใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ โม่วเซียวรีบเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าจางเซวียนเพื่อให้เขาคลายปัญหาในการฝึกให้ โดยไม่รอว่าจางเซวียนจะตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเริ่มบรรเลงเพลงหอกให้จางเซวียนได้ชม หอกในมือสั่นระรัว เพลงหอกของเขาเป็นแบบเดียวกับเจิ้งหยางเพียงแต่ดูแข็งแกร่งและสง่างามมากกว่า ความชำนาญเพลงหอกของเขาย่อมเหนือกว่าเพื่อนมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์หว่างเชาเลือกเขาแทนที่จะเลือกเจิ้งหยาง

          ฟุ่บ!

          หลังจากสายลมหยุดพัด โม่วเซียวก็ลดหอกของเขาและยืนตรง เมื่อหอกของเขาเคลื่อนไหว เขาเปรียบเสมือนปีศาจไร้ผู้ต้าน ความแข็งแกร่งที่เห็นนั้นมากล้น แม้แต่เทพและปีศาจก็ไม่อาจต่อกรกับเพลงหอกของเขาได้ แต่เมื่อเขาลดหอกลง เขากลับดูเงียบสงบราวกับรูปปั้น

          เพลงหอกของเขานั้นดูพลิ้วไหว สอดประสานคล้องจองกันทั้งมือและเท้า เขาอาจจะไม่ใช่นักรบอันดับหนึ่งในเพลงหอก แต่ดูจากกระบวนท่า เชื่อว่าต้องเป็นคนหนึ่งที่จะมีพัฒนาการระดับเซียนในอนาคตอันใกล้

“กระเพาะของคุณอ่อนแอ ถ้าผมเดาไม่ผิด วันนี้คุณท้องเสียมาใช่ไหม?”

          เจิ้งหยางหันไปหาเพื่อนเพื่อรอคำตอบ...

          “อ่า...” โม่วเซียวตัวสั่น “คุณสามารถบอกได้ว่าผมท้องเสียจากเพลงหอกงั้นรึ?” ใช่... วันนี้เขารู้สึกไม่ดีนัก เพราะเมื่อวานท้องเสีย วันนี้อาการเริ่มแย่ลง ร่างกายของเขาจึงรู้สึกอ่อนเพลียไปบ้าง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก เขายังคงสามารถแสดงกระบวนท่าออกมาได้เป็นอย่างดี แม้แต่อาจารย์หว่างเชาก็ยังกล่าวชื่นชมเพลงหอกของเขา แต่ชายตรงหน้ากลับสามารถวิเคราะห์ได้ว่า... เขาท้องเสีย

          “นี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”

          สามารถบอกได้ถึงอาการอกหักและท้องเสียจากเพลงหอก เขามีของวิเศษหรือมีตาวิเศษรึ?

          “ผมชี้แนะคุณในเบื้องต้นแล้ว ถ้าคุณต้องการคำแนะนำที่มากกว่านี้ คุณต้องรับผมเป็นอาจารย์”

          ดูจากอาการตกตะลึงของทั้งคู่ จางเซวียนก็รอคำตอบ อันที่จริงไม่ได้ยากเย็นอะไรที่จะชี้แนะพวกเขาทั้งสอง เมื่อทั้งคู่แสดงเคล็ดวิชา หอสมุดเทียบฟ้าก็รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับสองคนนี้มาให้เขาโดยอัตโนมัติ อาการอกหักและท้องเสียเป็นเรื่องธรรมดาที่ปรากฏอยู่ในข้อบกพร่องของพวกเขา จางเซวียนแค่มองและอ่านออกมาดังๆ แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย

          “ศิษย์เจิ้งหยางเต็มใจที่จะรับอาจารย์เป็นที่ปรึกษา” เจิ้งหยางคุกเข่าลงเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของจางเซวียนทันที เขาประทับใจในฝีมือของจางเซวียนเป็นอย่างมาก เพียงแค่สายตาอันเฉียบแหลมและคำชี้แนะที่แสนวิเศษนี้ก็มากพอที่จะฝากชีวิตไว้ได้แล้ว

          “อืม” จางเซวียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขายื่นหยกสัญลักษณ์แทนตัวให้แล้วกล่าวว่า “ยืนยันความสัมพันธ์ของเราซะ”

          “ตกลง” เจิ้งหยางหยดเลือดลงทันทีอย่างไม่รีรอเพื่อยืนยันความเป็นศิษย์อาจารย์

          ทุกขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว

          “ตอนนี้คุณเป็นลูกศิษย์ผมแล้ว ผมเต็มใจที่จะให้คำชี้แนะต่อคุณ ถ้าคุณต้องการเป็นที่ยกย่อง มีคนเคารพนับถือ คุณต้องแสดงความแข็งแกร่งตั้งแต่ ณ วินาทีนี้ เพราะถ้าคุณแข็งแกร่งพอ ผู้หญิงคนนั้นจะเสียดายคุณ ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การคร่ำครวญ แต่จงเปิดใจและให้ความสำคัญในการฝึกฝนเพลงหอก คุณต้องทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอโง่แค่ไหนที่ปฏิเสธคุณไป คุณต้องใช้ความแข็งแกร่งของคุณพิสูจน์ให้คนรอบด้านเห็น...”

          จางเซวียนจำข้อความจากหนังสือ ‘เสริมกำลังใจให้ชีวิต’ ที่เขาเคยอ่านขึ้นมาได้ เขายิ้มจางๆ และกล่าวว่า “แม่น้ำหลีไหลจากที่สูงลงที่ต่ำเพียงสามสิบปีเท่านั้น อย่ารังแกเยาวชนเพียงเพราะพวกเขายากจน”

          เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เจิ้งหยางรู้สึกจุกตรงหน้าอก เขาตื่นเต้นจนใบหน้าเปลี่ยนสี ร่างกายของเขาสั่นเกินกว่าจะควบคุม เพราะว่าเกิดในโลกใบนี้ เจิ้งหยางจะเคยได้ยินคำพูดที่อยู่ในหนังสือจาก ‘อีกโลก’ ของจางเซวียนได้อย่างไร

          ในตอนนั้น ตัวของเขาเหมือนได้รับแสงสว่าง อารมณ์ซึมเศร้าจากอาการอกหักลดลงเหมือนดั่งเพชรที่เริ่มส่องประกายอีกครั้ง

          “ลองแสดงกระบวนท่าใหม่อีกครั้งสิ”

          ครั้งนี้เจิ้งหยางผงาดขึ้นมาด้วยท่าทางที่มั่นใจ ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ บรรยายออกมา ท่าทางของเจิ้งหยางในตอนนี้ช่างแตกต่างกับท่าทางของเขาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

          ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ

          หอกของเขากวาดเป็นรัศมีแล้วส่งเสียงออกมา พลังที่เปี่ยมประสิทธิภาพส่งผ่านปลายหอกและกระจายแรงสั่นสะเทือนออกไปทั่วทั้งห้อง

          เปรี้ยง!

          ในตอนท้าย... เขาแทงเป็นแนวนอนไปทางเสาหิน เสียงกึกก้องอึกทึกมาพร้อมกับแถวของตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนนั้น

          235!

          ใครจะคิด 235 กิโลกรัม!

          ก่อนหน้านี้ต่อให้เขาฟาดลงเต็มแรง ค่าที่ได้ยังมีเพียง 110 แต่ตอนนี้ตัวชี้ความแข็งแกร่งของเขากลับเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่า

          “ขอบคุณอาจารย์”

          ทันทีที่มองเห็นตัวเลข ความสงสัยของเจิ้งหยางพลันสลาย เขาคุกเข่าลงบนพื้น มั่นใจอย่างแท้จริงในความสามารถของอาจารย์ตน

          “เหลือเชื่อ” เมื่อมองไปที่ตัวเลขบนเสาหิน โม่วเซียวก็สั่นสะท้าน

          เขารู้สึกปลื้มปีติที่หาสุดยอดปรมาจารย์ให้เพื่อนได้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกผิดหวังที่เขามาเจออาจารย์ท่านนี้ช้าไป ก่อนหน้านี้ตอนที่อาจารย์หว่างเชาชี้แนะ ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 30% เท่านั้น แต่อาจารย์ตรงหน้ากลับเพิ่มความแข็งแกร่งให้เจิ้งหยางได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว ถ้าเพียงเขารู้ว่ามีอาจารย์นิรนามที่น่ากลัวเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่ เขาจะไม่เสียเวลาไปหาอาจารย์หว่างเชาและจะรีบรุดมาฝากตัวกับอาจารย์ท่านนี้ก่อน

          ตอนนี้เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เสี้ยววินาทีนั้นเขาก็เกิดความสงสัยอยู่ในใจว่า ปรมาจารย์ระดับเซียนเช่นนี้จะไม่เป็นที่รู้จักในโรงเรียนได้อย่างไร

          เขาอดสอบถามไม่ได้ “เนื่องจากคุณได้รับเจิ้งหยางเป็นลูกศิษย์แล้ว จะเป็นอะไรหรือไม่ถ้าพวกเราอยากจะได้รับเกียรติขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของคุณ...” ทันทีที่ได้ยินคำพูดของโม่วเซียว เจิ้งหยางเองก็รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

          เขาประทับใจอาจารย์ท่านนี้มาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านมาก่อน

          “ผมชื่อจางเซวียน” จางเซวียนตอบอย่างใจเย็น

          “จางเซวียน? ชื่อคุ้นๆ นะ” โม่วเซียวนึกในใจ เมื่อคิดอะไรบางอย่างได้ เขาก็เบิกตาโพลง ปากสั่นละล่ำละลักกล่าวออกมาว่า “ผมนึกออกแล้ว... ดูเหมือนว่าอาจารย์ที่ได้คะแนนต่ำที่สุดระดับปลายแถวของโรงเรียนแห่งนี้ก็ชื่อว่าจางเซวียนนะ ชื่อเหมือนคุณเลย”

          “อืม ผมนี่แหละ อาจารย์ห่วยแตกปลายแถวคนนั้น” จางเซวียนพยักหน้า

          “หา...” เจิ้งหยางและโม่วเซียวตกตะลึง

เดิมพัน

          มีข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับอาจารย์ปลายแถวคนนี้มากมายหนาหู ไม่เคยซาออกไปจากโสตประสาทของเขาเลย บ้างก็บอกว่าจางเซวียนไม่มีความรู้ความสามารถ บ้างก็ว่าเขามีวิธีการสอนที่ผิด บ้างก็ว่าเขาด้อยเรื่องชี้แนะทักษะการต่อสู้ นี่คือเรื่องใส่ร้ายทั้งหมดที่พวกเขาเคยได้ยินมา...

          หากใครที่จับพลัดจับผลูเป็นลูกศิษย์ของจางเซวียน วิธีที่ดีที่สุดคือหนีให้ห่างเพราะแม้ว่าเริ่มต้นจะเป็นเรื่องเล็ก แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งหายนะในชีวิตของศิษย์คนนั้นได้ เมื่อเขาสองคนเดินทางมาแสวงหาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงเรียนหงเทียน พวกเขาก็ได้ยินข่าวลือดังกล่าว ทำให้ต้องระมัดระวังในการคัดเลือกอาจารย์ผู้สอนอย่างรอบคอบ ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายแล้ว อาจารย์ที่พวกเขาเลือกกลับเป็นขยะในตำนาน

          “อาจารย์ที่เก่งกาจเช่นคุณ ทำไมถึง...” เจิ้งหยางอดถามไม่ได้ แม้จะเจอกันไม่นาน แต่พวกเขาก็บอกได้ว่าอาจารย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีความสามารถอย่างแท้จริง อีกทั้งท่วงท่าการเคลื่อนไหวก็เต็มไปด้วยความสง่างาม แล้วเขาจะเป็นขยะไปได้อย่างไร? มีคนมากมายบนโลกใบนี้อยากมีพรสวรรค์เช่นเขา แล้วเขาจะเป็นบุคคลไร้ค่าไปได้รึ?

          จางเซวียนเบนสายตามองไปยังต้นเสียง ดวงตาของเขามีแววโศกเศร้าเสียใจราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีใครเข้าใจเขาแม้แต่คนเดียว แม้ใบหน้าของเขาจะไม่ฉายความรู้สึกออกมา ทว่าหัวใจก็โมโหเกรี้ยวกราด หากไม่ได้ความช่วยเหลือของหอสมุดเทียบฟ้าแล้วล่ะก็ ด้วยความสามารถของเจ้าของร่างคนก่อน ไม่มีทางเลยที่เขาจะได้รับคะแนนที่มากกว่าศูนย์

          ศูนย์คะแนนนี่แหละ เหมาะสมกับคนอย่างเขาที่สุดแล้ว!

          “ผมยินดีที่จะช่วยลบล้างคำสบประมาทเกี่ยวกับอาจารย์” เห็นท่าทีของอาจารย์ซึมเศร้า หัวใจของเจิ้งหยางก็สั่นไหว เขาอดที่จะพูดออกมาไม่ได้

          “ช่างมันเถอะ ชื่อเสียงของผมไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ตราบใดที่คุณฝึกซ้อมอย่างหนัก ผมก็พึงพอใจแล้ว รับหยกสัญลักษณ์ของคุณแล้วไปหาที่หลับที่นอนและตำราสำหรับเรียนในวันพรุ่งนี้ซะ ขอให้คุณตรงต่อเวลาด้วย” หลังการเปิดใจเสร็จสิ้น จางเซวียนก็แสดงท่าทีเยือกเย็นออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถซื้อใจและสร้างความประทับใจให้กับศิษย์คนนี้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

          เจิ้งหยางพยักหน้าตอบรับ “ครับ” เขาดึงโม่วเซียวที่ยืนข้างๆ แล้วเดินออกจากห้องไป    

          “ศิษย์สี่คนแล้วโว้ย...” เมื่อทั้งสองเดินลับสายตา จางเซวียนกะพริบตาด้วยความตื่นเต้น คนแรกคือสาวน้อยที่ดูมึนงงชื่อหวังหยิ่ง คนที่สองเป็นคนที่เขาได้มาจากการพนันชื่อหลิวหยาง คนที่สามคือนายหญิงน้อยผู้หยิ่งผยองชื่อจ้าวหย่า และสุดท้ายเป็นเจ้าของเพลงหอกอัจฉริยะชื่อเจิ้งหยาง

          เดิมทีคิดว่าวันนี้คงไม่ต่างจากปีก่อนๆ ที่หาศิษย์ไม่ได้แม้แต่คนเดียว แต่ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เขากลับได้มาถึงสี่คน “ถ้ามีลูกศิษย์มาเพิ่ม แต่หยกสัญลักษณ์ดันไม่พอ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้เราก็อาจจะชวดได้ เราต้องไปขอหยกมาเพิ่มซะแล้ว” หลังจากที่ได้ลูกศิษย์มาถึงสี่คน จางเซวียนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่มีหยกสัญลักษณ์เหลืออยู่อีก

          หยกสัญลักษณ์แต่ละชิ้น อาจารย์แต่ละท่านจะได้มาจากการแบ่งสันปันส่วนของโรงเรียน แต่เพราะชื่อเสียงของจางเซวียนไม่ค่อยดีนัก อาจารย์ที่ดูแลเรื่องจัดสรรทรัพยากรจึงมอบมาให้เขาเพียงแค่สี่ชิ้น ทั้งยังปรามาสด้วยว่าจางเซวียนอาจจะใช้ไม่หมด!

          หยกสัญลักษณ์แต่ละชิ้นนี้จะมีข้อมูลของอาจารย์บรรจุอยู่ เมื่อมีการยอมรับเป็นศิษย์อาจารย์ระหว่างกัน บรรดาศิษย์จะหยดเลือดลงบนหยกเหมือนกับการเซ็นสัญญา ในทางกลับกันหากพวกเขาต้องการที่จะถอนตัวออกจากการเป็นศิษย์ อาจารย์ก็เพียงแค่หยดเลือดลงบนหยก บรรดาข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกลบไปโดยปริยาย

          เขาลุกขึ้น เดินออกจากห้องสอนของตน

          วันนี้ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างสดใสอยู่นอกชายคา คลื่นความร้อนเคลื่อนผ่านร่มเงาของต้นไม้ทำให้เม็ดเหงื่อผุดพราวลงบนใบหน้าของผู้คนที่สัญจรไปมา บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ต่างก็สัญจรบนทางเท้าของโรงเรียน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น การเข้ามาในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และได้รับการยอมรับจากอาจารย์ทำให้พวกเขามีความหวัง เมื่อศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ได้มาเจอหน้าจึงมีรอยยิ้มให้กันและกัน

          จางเซวียนเดินไปตามทางเท้าจนไปหยุดอยู่หน้าอาคารขนาดใหญ่ที่มีป้ายแขวนว่า ‘อาคารทรัพยากร’ ที่นี่คือสถานที่แจกจ่ายหยกสัญลักษณ์แสดงตัวตนของอาจารย์

          “อ้าว... ใครกันล่ะเนี่ย เอ... นี่ไม่ใช่อาจารย์ดาวเด่นของพวกเราหรอกรึ? อาจารย์ที่หาศิษย์ไม่ได้สักคน ฮ่าๆ ถ้าผมเดาไม่ผิด แกคงเอาหยกสัญลักษณ์มาคืนสินะ” พอจางเซวียนก้าวเท้าเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงเสียดสีทันที

          จางเซวียนเงยหน้าขึ้น มองเห็นชายร่างยักษ์จ้องตนอยู่ คนที่น้ำหนักอย่างน้อยสามถึงสี่ร้อยกิโลกรัม เมื่อมองจากระยะไกลก็จะมีลักษณะเหมือนลูกบอลขนาดยักษ์แบบนี้แหละ

          เฉียนเปียว... ชื่อนี้ได้ลอยออกมาจากห้วงความคิดของเขา

          เฉียนเปียวคือหนึ่งในอาจารย์ผู้ดูแลทรัพยากรของโรงเรียนแห่งนี้ เขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น มักจะเข้าไปแย่งส่วนแบ่งของทรัพยากรจากอาจารย์คนอื่นๆ เพราะตัวเขาเองเป็นอาจารย์ระดับล่าง และเพราะรู้ว่าจางเซวียนได้รับเงินเดือนน้อย ทรัพยากรที่ได้รับก็น้อย ดังนั้นจางเซวียนจึงเป็นหนึ่งในคนที่เขาสามารถกดหัวได้

          ด้วยเหตุนี้เอง ทุกครั้งที่เฉียนเปียวเจอจางเซวียน เขาจึงมักพูดจากระทบกระแทกใส่อยู่เสมอ เขารู้ดีว่าก่อนหน้านี้จางเซวียนได้รับหยกสัญลักษณ์เพียงสี่ชิ้น และไม่คาดว่าอีกฝ่ายจะมีโอกาสได้ใช้สักชิ้น

          “ผมใช้หยกสัญลักษณ์ที่ได้มาหมดแล้ว ก็เลยต้องการจะมาขอเพิ่ม” จางเซวียนกล่าวเสียงเรียบ

          “ใช้หมดแล้วงั้นรึ?” เฉียนเปียวตะลึงงันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ ทุกคนมาดูนี่ อาจารย์ปลายแถวที่อยู่อันดับล่างสุดมาที่นี่เพื่อคุยโวว่ามันใช้หยกสัญลักษณ์แทนตัวหมดแล้ว ฮ่าๆ นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดที่เคยได้ยินมาเลย จำได้ว่ารอบที่แล้วผมให้มันไปสี่ชิ้นเลยนะ... ฮ่าๆ”

          “อาจารย์คนนี้แย่ยิ่งกว่าอาจารย์ซุนเอียนเสียอีก ซุนเอียนยังหาได้ตั้งคนหนึ่ง แต่จางเซวียนไม่เคยหาได้ หนำซ้ำยังสร้างตำนาน ‘ศูนย์คะแนนในการสอบวัดระดับของอาจารย์’ อีกด้วย ตอนนี้นึกยังไงมาคุยโววะ... ใครช่วยมาโยนมันออกไปที ไม่โยนวันนี้ยังไงโรงเรียนก็ต้องไล่มันออกอีกไม่ช้าแล้ว”

          เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเฉียนเปียว อาจารย์แผนกทรัพยากรสองสามคนก็เดินเข้ามาสมทบในห้อง พวกเขาจ้องมองไปที่จางเซวียนด้วยสายตารังเกียจ

          อาจารย์ยอดแย่ปลายแถวคนนี้พยายามจะโอ้อวดอะไรกัน?

          ทันทีที่ได้ยินชื่อของจางเซวียน บรรดาอาจารย์ก็วิ่งเข้ามาสมทบด้วย อยากรู้ว่าเขาจะเล่นตลกอะไรที่นี่

          “โอ้โฮ... คุณกล่าวหาว่าผมคุยโวงั้นรึ ดี... งั้นเรามาพนันกันไหมล่ะ?” จางเซวียนไม่ได้โกรธ ตรงกันข้าม เขายิ้มตอบ

          “เดิมพันงั้นรึ? ดี... ถ้าแกต้องการจะแพ้อย่างน่าสมเพช ฉันจะตอบสนองความต้องการให้เอง ว่าแต่... คนที่ยากจน มีเงินเดือนน้อยนิดอย่างแก ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าจะมีปัญญาเอาอะไรมาเดิมพัน?” เฉียนเปียวไม่คาดคิดว่าคนที่เคยก้มหัวให้เขามาตลอด วันนี้กลับมาท้าทายอำนาจเขาด้วยการพนัน

          “เรื่องความยากจนของผมไม่ใช่ปัญหาของคุณนี่ เมื่อผมเสนอที่จะเดิมพัน แน่นอนว่าผมก็ต้องมีของแลกเปลี่ยน” จางเซวียนเบิกตากว้าง

“โอ๊ย... คนอย่างแกจะเอาอะไรมาเดิมพันฉัน เศษเหล็กเก่าๆ หรือว่าของเหลือเดนเรอะ? อะไรที่ทำให้แกคิดว่าฉันจะอยากได้จนเอาชื่อเสียงของฉันไปเกลือกกลั้วกับแกด้วยน่ะ” เฉียนเปียวกล่าวดูถูก

          จางเซวียนเป็นอาจารย์ ‘ระดับล่างของล่าง’ ที่สุดในโรงเรียน เป็นอาจารย์ที่หาลูกศิษย์ไม่ได้แม้แต่คนเดียวแน่นอนว่าเขาไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือ หรือสินน้ำใจใดๆ จากทางโรงเรียน แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่ายากจนที่สุดได้หรือ?

          เขาใช้ชีวิตอย่างอัตคัดและมัธยัสถ์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินทองหรืออุปกรณ์การเรียนการสอน

          “ฮ่าๆ” จางเซวียนไม่ได้ใส่ใจคำถากถางเหล่านั้น เขาหัวเราะเบาๆ และกล่าวต่อ “สิ่งที่ผมอยากจะเดิมพันไม่ได้เป็นเงินทอง แต่มันคือ...

ใบหน้าอ้วนๆ ของคุณต่างหาก ถ้าคุณแพ้ คุณจะถูกผมตบหน้าสามครั้งต่อหน้าทุกคน แต่ถ้าผมแพ้ ผมจะให้คุณตบหน้าผมสามครั้งเหมือนกัน คุณกล้าเดิมพันหรือเปล่าล่ะ?”

          “ตบหน้าอย่างนั้นรึ?” เขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเดิมพันเรื่องนี้ เฉียนเปียวอดที่จะลังเลไม่ได้

          เดิมพันกับอาจารย์ที่ไร้ค่าที่สุดของโรงเรียน ถ้าเขาแพ้เขาก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อ เพราะเขาคงอายมากจนนึกอยากจะลาตาย

          “ว่าไง คุณกล้ารึเปล่า?” จางเซวียนยิ้มให้

          “เฉียนเปียว คุณจะกลัวอะไร? คุณก็รู้ไม่ใช่หรือว่ามันห่วยแตกแค่ไหน?”

          “อาจารย์ห่วยแตกไม่มีลูกศิษย์สักคนอย่างมันยังไงก็แพ้ มันก็วาดฝันไปเรื่อยนั่นแหละ”

          “มันแค่ขู่ให้คุณกลัว ถ้ามีความสามารถจริงป่านนี้มันมีลูกศิษย์หลายร้อยคนแล้ว ปีนี้ลูกศิษย์ที่มันตกเบ็ดได้อาจจะเป็นคนตาบอดหูหนวก หรือไม่ก็ห่วยแตกเหมือนกันนั่นแหละ” อาจารย์คนอื่นๆ ในอาคารทรัพยากรต่างหัวเราะผสมโรง ไม่มีใครเชื่อเลยสักคนว่าจางเซวียนจะสามารถรับลูกศิษย์ได้

          ให้หมูปีนต้นไม้ยังจะง่ายซะกว่า

          “ได้ ฉันตกลง” หลังจากฟังคำของอาจารย์คนอื่นๆ เฉียนเปียวจึงพยักหน้าตกลง

          “ถ้าพวกคุณมั่นใจกันซะขนาดนี้ ทำไมทุกคนถึงไม่ร่วมเดิมพันกับผมพร้อมกันเลยล่ะ เอาเงื่อนไขเดียวกันเลย” พอเห็นเฉียนเปียวตกลง จางเซวียนก็กวาดสายตามองไปยังอาจารย์อีกสามคนในแผนกทรัพยากร อาจารย์ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

          “แกคิดว่าไอ้กระจอกแบบแกจะได้ตบหน้าพวกเราหรือ ได้... ฉันเอาด้วย”

          “ฉันเอาด้วย”

          “ใครเขากลัวแกกัน คุยโวต่อหน้าพวกเราทั้งที่ได้ศูนย์คะแนนแท้ๆ แกนี่มันรนหาที่ตายชัดๆ”

          ในความคิดของพวกเขา จางเซวียนต้องแพ้พนันครั้งนี้อย่างแน่นอน วันนี้มันต้องถูกพวกเขาตบเป็นแน่!

ยกเลิกเดิมพัน

          “เอาล่ะ เมื่อครู่แกบอกว่ารับลูกศิษย์มาสี่คน พาพวกเขามาที่นี่ตอนนี้สิ มาเพื่อให้พวกเราตรวจสอบสิทธิ์การเป็นศิษย์ หรือว่าแกพร้อมจะให้พวกเราตบหน้าแกตอนนี้เลย?” เฉียนเปียวยิ้มเยาะอย่างเลือดเย็น

          “นำศิษย์มาที่นี่งั้นรึ?” จางเซวียนส่ายหัว “คุณเป็นอาจารย์ในแผนกทรัพยากรได้อย่างไรกัน เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ การจะตรวจสอบว่าผมรับลูกศิษย์มาสี่คนจริงหรือไม่ แค่ไปดูที่ฐานข้อมูลก็จะรู้แล้ว เพราะเมื่อไหร่ที่บรรดาศิษย์ลงทะเบียนจับคู่กับอาจารย์ของเขา ข้อมูลเหล่านี้จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติที่แผนกควบคุมระบบการศึกษา และไม่มีทางผิดพลาดไปได้”

          “หลี่หยวน คุณลองไปค้นดูหน่อยสิ ผมอยากจะเห็นว่าถ้าความจริงปรากฏ มันยังจะกล้าลอยหน้าลอยตาอยู่อีกหรือไม่?” หลังจากเห็นท่าทางมั่นใจผนวกกับคำพูดของจางเซวียน เฉียนเปียวก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังไปสั่งการหลี่หยวน

          หลี่หยวนเป็นอาจารย์อีกคนหนึ่งที่เคยพูดจาถากถางเยาะเย้ยจางเซวียนมาก่อนหน้า ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง เขาหันหลังและเดินสาวเท้าออกจากแผนกทรัพยากรอย่างรวดเร็ว การหาข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แผนกควบคุมระบบการศึกษาและแผนกทรัพยากรอยู่ภายใต้การบริหารงานของสำนักการศึกษาส่วนกลาง ใช้เวลาไม่นานนักหลี่หยวนก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าหมองหม่น

          “เป็นอย่างไรบ้าง?” เห็นสีหน้าที่ไม่ดีของหลี่หยวน หัวใจของเฉียนเปียวก็เต้นแรงเป็นทวีคูณ เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีปรากฏขึ้นในหัว

          “มี...ลูกศิษย์สี่คนที่ยอมรับมันเป็นอาจารย์ นี่คือชื่อและข้อมูลของเหล่าศิษย์...” หลี่หยวนหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังคิดว่าเป็นความจริงที่เหลือเชื่อมากๆ

          เด็กทั้งสี่คนตาบอดหรืออย่างไร? มีอาจารย์เก่งๆ จำนวนมากในโรงเรียนหงเทียน ทำไมพวกเขาถึงได้ตาบอดเลือกอาจารย์ห่วยแตกอย่างนี้ได้ ไม่มีใครห้ามพวกเขากันบ้างเลยหรือ?

          “ขอผมดูหน่อย จะดูให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้สรรหาคนพิกลพิการหรือตาบอดมาเรียนด้วย บางคนอาจกำลังจะถูกไล่ออกจากโรงเรียนล่ะมั้ง” เฉียนเปียวคว้ารายชื่อมาดู อาจารย์อีกสองคนกรูเข้ามามุงบ้าง

          มีอาจารย์บางคนที่จำนวนศิษย์ไม่เพียงพอ เลือกที่จะโกงจำนวนศิษย์ด้วยการหาศิษย์ที่กำลังจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน ทำข้อตกลงระหว่างกัน และรับพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาเป็นศิษย์ของตนก่อนเพื่อแก้ขัดไปพลางๆ

          ในความคิดของเฉียนเปียว คนที่เลือกจางเซวียนซึ่งเป็นอาจารย์ระดับล่างๆ มาเป็นอาจารย์ของตน อาจจะเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการก็ได้ การยอมรับศิษย์ไร้ค่ามาอยู่ในสังกัดตน เพื่อเติมจำนวนคนให้ครบ ไม่ได้ทำให้อาจารย์คนนั้นภาคภูมิใจแต่อย่างใด กลับทำให้อับอายขายขี้หน้าเสียมากกว่า

          “หวังหยิ่ง… ผู้หญิงงั้นรึ ? ชื่อเธอไม่คุ้นหูเลยสักนิด เป็นศิษย์ที่สอบเข้ามาด้วยคะแนนต่ำเตี้ยเรี่ยดินสินะ…” พอมองไปที่ชื่อแรก เฉียนเปียวก็แบะปากอย่างดูถูก

          โรงเรียนหงเทียนไม่ใช่สถานศึกษาที่ใครๆ จะสามารถเข้านอกออกในได้ง่ายๆ หากต้องการที่จะลงทะเบียนเรียน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเข้ารับการทดสอบ หลังจากนั้น... พวกเขาจะได้รับการจัดอันดับจากผลคะแนนของตน สำหรับผู้ที่ทำคะแนนเป็นอันดับต้นๆ ของการสอบ แน่นอนว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นเป้าหมายของอาจารย์ผู้สอนที่มีความสามารถระดับเซียน แต่ดูๆ ไปแล้ว... ไม่พบว่ามีชื่อหวังหยิ่งในกลุ่มเด็กคะแนนสูงเหล่านั้น

          ก่อนที่เฉียนเปียวจะคิดตก เขาพลันได้ยินเสียงสั่นเครือของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ยืนข้างๆ

          “ทำไม ศิษย์คนนี้เลวร้ายกว่าที่ผมกล่าวออกไปงั้นรึ?” เฉียนเปียวส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเยือกเย็น ยังคงไล่มองรายชื่อด้านล่าง

          อาจารย์คนนั้นกลับจ้องไปยังข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวของหวังหยิ่งด้วยสายตาตกตะลึง “อยู่ในอันดับหกสิบเจ็ดของการทดสอบ เป็นน้องสาวของศิษย์อันดับหนึ่งหวังเทา ทั้งยังเป็นนายหญิงน้อยของหนึ่งในสี่ตระกูลดังแห่งเมืองเทียนเซวียน”

          “นายหญิงน้อยของตระกูลหวังงั้นรึ น้องสาวของหวังเทา? เธอเป็นน้องสาวของหวังเทาเลยหรือ?” พอได้ยิน เฉียนเปียวก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

          ตระกูลที่โด่งดังในอาณาจักรเทียนเซวียนแห่งนี้มีทั้งหมดสี่ตระกูล และตระกูลหวังก็เป็นหนึ่งในนั้น นายหญิงน้อยจากตระกูลที่มีชื่อเสียงขนาดนี้ เป็นไปได้หรือที่จะยอมรับคนไร้ความสามารถมาเป็นอาจารย์ของเธอ เธอไม่ได้ไปสมัครกับอาจารย์ลู่ฉวินหรอกหรือ

          ตระกูลของหวังหยิ่งเป็นตระกูลหนึ่งที่ทรงอิทธิพลมาก และคนที่ทำให้เฉียนเปียวหวาดกลัวได้มากที่สุดก็คือ หวังเทา พี่ชายของหวังหยิ่ง เขาเป็นศิษย์เมื่อสองรุ่นที่แล้ว และสำหรับการลงทะเบียนของเขาในครั้งนั้น เขาได้คะแนนติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของการสอบ เรียกได้ว่าบรรดาอาจารย์ในโรงเรียนต่างก็หมายตาให้มาเป็นศิษย์ของตน

          ถ้าหากว่าพี่ชายมีพรสวรรค์ถึงขั้นนั้น แล้วน้องสาวจะไม่เก่งเชียวรึ?

          หวังหยิ่งเป็นทั้งทายาทของตระกูลที่ทรงอิทธิพล มีพรสวรรค์ และมีพี่ชายที่เก่งกล้าสามารถ เธอยังจะยอมรับจางเซวียนเป็นอาจารย์ของเธออยู่อีกหรือ?

          นี่ตาของเขาคงบอดไปแล้วสินะ ถึงได้อ่านผิดพลาดไปถึงขนาดนี้ได้ เฉียนเปียวรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดเข้ามาที่กลางใจ เสียงดังกึกก้องรอบตัวทำให้เขารู้สึกเหมือนจะหน้ามืด

          “ดูคนถัดไป...” เขายังคงตัวสั่นเทาด้วยความไม่อยากเชื่อ

          ในขณะที่อาจารย์อีกคนร้องเสียงหลง “มันน่าจะโชคช่วยมากกว่าถึงได้หวังหยิ่งมาเป็นลูกศิษย์ เหลือเชื่อมากๆ”

          เฉียนเปียวยังคงจ้องในใบรายชื่อ เมื่อตาของเขาเห็นรายชื่อถัดไป เขาก็สะดุ้งโหยงอีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังจะเป็นลม “จ้าวหย่า? จ้าวหย่าที่มีผลการสอบยอดเยี่ยมอันดับเจ็ดเนี่ยนะ ลูกสาวของเจ้าเมืองไป๋หยู” เฉียนเปียวรู้สึกเหมือนน้ำตาตกใน เขาเพิ่งโพล่งออกไปว่า ไม่มีทางที่จางเซวียนจะสามารถรับศิษย์ที่เก่งกาจ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังทำไม่ได้... แล้วนี่อะไรกัน มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

          บรรดาอาจารย์รอบด้านต่างพากันตกตะลึง จ้าวหย่าโด่งดังก่อนที่เธอจะสอบเข้าโรงเรียนนี้เสียอีก เธอเป็นบุตรีคนเดียวของเจ้าเมืองไป๋หยู ทั้งรูปสวยและมากความสามารถ อาจารย์อันดับต้นๆ ต่างแข่งขันเพื่อที่จะแย่งเธอ แล้วทำไมแจ็คพอตถึงได้มาตกที่จางเซวียนเสียเล่า?

          เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

          เฉียนเปียวพยายามข่มอารมณ์ เขาเลื่อนรายชื่อลงมาจนเห็นชื่อของหลิวหยางและเจิ้งหยาง ทั้งสองอาจจะไม่ใช่คนที่โดดเด่นอะไรนัก แต่ผลสอบเข้าก็ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ต่ำแต่อย่างใด ยังคงอยู่ในอันดับร้อยต้นๆ

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจิ้งหยางที่มีความสามารถในเพลงหอก แต่เนื่องจากข้อจำกัดในการทดสอบที่ผ่านมา ทำให้เขาไม่สามารถจะออกแรงได้เต็มที่ ด้วยเหตุนี้อันดับของเขาจึงร่วงไปอยู่ลำดับท้ายๆ หากว่าเขาได้รับอนุญาตให้ใช้เพลงหอกทดสอบ ผลที่ได้น่าจะอยู่ในอันดับยี่สิบต้นๆ

          จ้องมองทั้งสี่รายชื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก เฉียนเปียวและอาจารย์ท่านอื่นๆ รู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังจะบ้า “แกต้องใช้วิธีการอะไรบางอย่างล่อลวงให้พวกเขายอมรับแกแน่ๆ หรือไม่พวกเขาก็ไม่รู้กิตติศัพท์ของแก เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขารู้ พวกเขาจะถอนตัวอย่างแน่นอน” เฉียนเปียวขู่คำรามออกมาอย่างอาฆาตมาดร้าย

          อาจารย์ที่สอบวัดระดับได้ศูนย์คะแนนจะสามารถรับลูกศิษย์ที่มีประวัติโดดเด่นได้อย่างไรกัน เขาต้องใช้วิธีการน่ารังเกียจบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ และเมื่อวิธีการเหล่านั้นถูกเปิดเผย ศิษย์เหล่านั้นย่อมจากเขาไปอย่างโกรธแค้น

          “มันไม่ใช่ปัญหาของคุณ ไม่ว่าพวกเขาจะถอนตัวออกจากห้องเรียนของผมหรือไม่ เดิมพันที่พวกเราตกลงกันไว้คือถ้าผมมีลูกศิษย์สี่คนจริงๆ ไม่ได้โม้ ผมจะชนะพนัน” จางเซวียนกล่าวอย่างใจเย็นโดยไม่สนใจสายตาเคียดแค้นของใครเลย

          เฉียนเปียว หลี่หยวน และอีกสองคนมีสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ใช่... เนื้อหาการเดิมพันของพวกเขาครั้งนี้ จะวัดกันที่จางเซวียนมีหรือไม่มีลูกศิษย์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า พวกเขาทั้งหมดแพ้พนัน!

          แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจยอมรับความจริงว่าตนแพ้ ไม่อาจทนให้อาจารย์ที่แย่ที่สุดในโรงเรียนตบหน้า

          “เดิมพันรึ? แล้วถ้าพวกเราปฏิเสธล่ะ?” หลังจากลังเลเล็กน้อย เฉียนเปียวก็ยิ้มเยาะอย่างเย็นชา “อันที่จริง ถึงแม้ว่าพวกเราจะกลับคำ แล้วแกจะมีปัญญาทำอะไรได้ ฮ่าๆ จะทุบตีเรางั้นรึ แกมีความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ? เป็นแค่อาจารย์ที่ห่วยแตกที่สุดในโรงเรียนยังจะกล้าวางท่าโอหังต่อหน้าคนอื่นอีก แกเชื่อรึเปล่า... ต่อให้พวกเรารุมทำร้ายแก ก็คงไม่มีใครมาห้ามหรอก”

          “หยุดวางท่ายโสโอหังได้แล้ว อีกไม่นาน แกก็จะถูกเตะออกจากโรงเรียนแล้ว” หลี่หยวนและคนอื่นๆ เพิ่งเข้าใจความหมายจริงๆ ของเฉียนเปียว พวกเขาต่างยิ้มเยาะจางเซวียน

          จางเซวียนทั้งห่วยแตก สอนแย่ และฝีมือไม่เอาไหน... เป็นธรรมดาที่เฉียนเปียวและพรรคพวกจะไม่เกรงกลัว จางเซวียนไม่ได้แข็งแกร่งมากพอที่จะบังคับให้พวกเขาทำตามข้อตกลงเสียหน่อย หากพวกเขากลับคำพูด แล้วใครจะทำไม

          “อ้อ... จะบอกว่าอาจารย์ทุกคนที่นี่ ไม่มีใครสักคนที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาอย่างนั้นใช่ไหม?” จางเซวียนไม่ได้โกรธ แต่กลับยิ้มอย่างนึกสนุก

          “ใช่... แกคิดว่าแกเป็นใครถึงคิดว่าฉันจะยอมให้แกมาตบหน้า แกเชื่อไหมว่าฉันจะตบแกให้ตายตอนนี้เลยยังได้” ไม่พูดเปล่า เมื่อเห็นว่ามีเพื่อนฝูงให้ท้าย หลี่หยวนจึงฟาดมือไปยังใบหน้าของจางเซวียน

อย่างไม่รีรอ

          ก่อนที่แรงตบนั้นจะกระทบใบหน้า บางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น...

          แม้ว่าหลี่หยวนจะเป็นเพียงอาจารย์ในแผนกทรัพยากร แต่ฝีมือของเขาก็ไม่ได้แย่ เขาเป็นถึงนักรบขั้นสี่ ระดับสูงเชียวนะ

          นักรบนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าขั้น ประกอบด้วย ขั้นหนึ่ง - จวีซี, ขั้นสอง - ตันเถียน, ขั้นสาม - เจิ้นชี่, ขั้นสี่ – ผีกู่, ขั้นห้า - ติ่งลี่, ขั้นหก - พี่เชวี่ย, ขั้นเจ็ด - ทงฉวน, ขั้นแปด - จงซรือ และ ขั้นเก้า - จื้อจุน การข้ามไปอีกขั้นก็เหมือนข้ามไปสู่โลกใบใหม่ ยิ่งปีนสูงขึ้นไปเท่าไร ความยากก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

          แต่ละขั้นถูกแบ่งออกเป็นสี่ระดับ... ต่ำ กลาง สูงและสูงสุด

          จางเซวียนเป็นอาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในโรงเรียน เขาเพิ่งจะอายุสิบเก้า ด้วยเหตุนี้กำลังภายในของเขาจึงอยู่ในขั้นสาม - เจิ้นชี่เท่านั้น

          อาจารย์หลี่หยวนอยู่ในขั้นที่สูงกว่า ความห่างของแต่ละขั้นมันกว้างมากๆ เรียกได้ว่าจางเซวียนไม่มีทางเอาชนะหลี่หยวนได้

          ปั่ก!

          ทุกคนคิดว่าหลี่หยวนจะตบจางเซวียนจนหมดสติ ที่ไหนได้... หลังจากเสียงสะท้อนอันกึกก้อง... แก้มหลี่หยวนกลับแดงเถือกเหมือนเลือดสดๆ ปะทุออกมา ฟันกองใหญ่ร่วงกราวลงบนพื้น “ป...เป็นไปได้อย่างไร?”

          ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ตกตะลึงจนแทบเสียสติ!