ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ปล่อยให้เทพเขาคุยกัน 修真聊天群

ผู้แต่ง 圣骑士的传说
ผู้แปล Churaluck/ Paohe
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
บังเอิญ ‘ซ่งซูหัง’ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มแชทลับออนไลน์กลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มเฉพาะของคนชอบศึกษาเรื่องราวแปลกประหลาด เช่นเรื่องของเทพเซียน ตามหาของวิเศษ ฝึกฝนวิทยายุทธ สมาชิกแต่ละคนของห้องแชทตั้งชื่อไอดีของตัวเองแปลกๆ เช่น เจินเหริน(นักพรต), ฝูจู่ (เจ้าสำนัก), ต้งจู่ (ท่านเจ้าเกาะ), เทียนซือ (หมอหลวง) ฯลฯ แต่ละวันที่คุยกันก็มีแต่หัวข้อบ้าๆบอๆ เดี๋ยวก็จับผี เดี๋ยวก็ตามล่ามนุษย์หมาป่า... ‘ซ่งซูหัง’ อยู่ในนั้นไปอย่างขำๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เขากลับล่วงรู้ว่าทุกอย่างตาลปัตร... เขาพบว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มคนนี้มีตัวตนจริงๆ เป็นของจริงและ ‘ทำได้จริง’ ตามที่พวกเขาเคยอวดอ้าง... เพียงคืนเดียว โลกทัศน์ของซ่งซูหังก็เปลี่ยนไป ใครก็ได้บอกทีว่านี่มันอะไรกันแน่!

บทนำ

修真聊天群

Author: 圣骑士的传说

Translator: Churaluck/ Paohe

Chinese edition copyright by QIDIAN 

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

--------------------------------------------------------------------------------

บังเอิญ ‘ซ่งซูหัง’ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มแชทลับออนไลน์กลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มเฉพาะของคนชอบศึกษาเรื่องราวแปลกประหลาด เช่นเรื่องของเทพเซียน ตามหาของวิเศษ ฝึกฝนวิทยายุทธ สมาชิกแต่ละคนของห้องแชทตั้งชื่อไอดีของตัวเองแปลกๆ เช่น เจินเหริน(นักพรต), ฝูจู่ (เจ้าสำนัก), ต้งจู่ (ท่านเจ้าเกาะ), เทียนซือ (หมอหลวง) ฯลฯ แต่ละวันที่คุยกันก็มีแต่หัวข้อบ้าๆบอๆ เดี๋ยวก็จับผี เดี๋ยวก็ตามล่ามนุษย์หมาป่า... ‘ซ่งซูหัง’ อยู่ในนั้นไปอย่างขำๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เขากลับล่วงรู้ว่าทุกอย่างตาลปัตร...  เขาพบว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มคนนี้มีตัวตนจริงๆ เป็นของจริงและ ‘ทำได้จริง’ ตามที่พวกเขาเคยอวดอ้าง... เพียงคืนเดียว โลกทัศน์ของซ่งซูหังก็เปลี่ยนไป ใครก็ได้บอกทีว่านี่มันอะไรกันแน่!

 

--------------------------

สำหรับท่านที่ชอบความสดใหม่ บันเทิงรายวัน ได้อ่านก่อนใคร... เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบรายตอนครับ

สำหรับท่านที่รอได้ ไม่มีเวลามาตามรายตอน ชอบอ่านแบบรวดเดียวเยอะๆ เรื่องนี้ "มี" ขายอ่านแบบ ebook ครับ (อยู่ในขั้นดำเนินการ)

เรื่องนี้ไม่ได้ทำเป็นรูปเล่มหนังสือขายครับ

----------------------------

เรื่องนี้จะแบ่งแปลเป็นส่วนๆ ครับ 

ส่วนหนึ่งจะแปลบทที่ 1-800 (จบแล้วจะหยุดแปลก่อน รอติดต่อดำเนินการเรื่อง ลข. )

ส่วนสองจะแปลบทที่ 801 เป็นต้นไป (อยู่ในระหว่างการดำเนินการซื้อลิขสิทธิ์เพิ่ม )

สารบัญ

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน และกลุ่มเก้ามณฑล (1)

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2562

สิ้นสุดฤดูใบไม้ผลิ เข้าสู่ฤดูร้อน

ในฤดูนี้ อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนของแคว้นเจียงหนานจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ช่วงกลางวันแม้จะสวมเพียงกางเกงขาสั้น แต่ร่างกายกลับร้อนระอุราวกับเนื้อย่าง พอตกกลางคืนก็ได้แต่นอนหนาวขดอยู่บนเตียงราวกับนกแช่แข็ง

ณ มหาวิทยาลัยเจียงหนาน เวลาบ่ายสองโมงครึ่ง เป็นเวลาที่นักศึกษาทุกจะต้องเข้าห้องเรียนแล้ว แต่ซ่งซูหังยังคงนั่งดูหนังอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ในหอพักอย่างสบายใจ

เดิมทีเขาไม่ใช่คนมีนิสัยชอบโดดเรียน แต่เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงหัวค่ำทำให้เขานอนละเมอและเผลอทำท่า ‘มังกรคู่ทะยานฟ้าเหนือวารี’ จนล้มหน้าคว่ำใส่ผ้าห่มของตัวเอง

และในคืนเดียวกันนั้นเอง อุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างน่าประหลาด ซ่งซูหังที่ใส่แค่กางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียวต้องคลำสะเปะสะปะไปทั่วเตียงเพื่อหาผ้าห่ม แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เลยต้องนอนสั่นสะท้านด้วยความหนาวไปจนถึงเช้า

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นพ้นขอบฟ้า ซ่งซูหังก็โดนพิษของไข้หวัดเล่นงานไปเรียบร้อย หนักถึงขนาดที่เพื่อนร่วมห้องต้องโทรไปแจ้งหยุดเรียนให้กับเขาที่ตอนนี้ทำได้เพียงแค่กลืนยาลงท้องและนอนพักอย่างสงบบนเตียง

ไข้ที่ขึ้นสูงเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้ว แต่ร่างกายของเขายังคงอ่อนแออยู่มาก ด้วยสภาพเช่นนี้จึงไม่สามารถไปเข้าชั้นเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ได้ เลยต้องอาศัยนอนดูหนังในห้องแก้เบื่อไปพลางๆ

แถบแสดงการเล่นหนังบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เลื่อนไปอย่างช้าๆ แต่เพราะฤทธิ์ของยาที่หนักหน่วง ทำให้เปลือกตาของเขาหนักเสียจนดูไม่รู้เรื่อง

“เห้อ เมื่อไหร่ยาจะหมดฤทธิ์เสียที” ซ่งซูหังหาววอด

ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ๊ง

จู่ๆ ที่ตรงมุมล่างด้านขวาของจอคอมพิวเตอร์ ก็ปรากฎเสียงร้องเตือนของโปรแกรมแชทดังขึ้น

มีใครบางคนต้องการเพิ่มเขาเป็นเพื่อนหรือไม่ก็เชื้อเชิญเขาให้เข้ากลุ่มแชทอีกแน่

“ใครแอดมาอีกละเนี่ย?” ซ่งซูหังพึมพำ จากนั้นก็กดข้อความขึ้นดู

[ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานได้ส่งคำขอเพิ่มคุณเป็นเพื่อน]

ข้อมูลเพิ่มเติม : ไม่มี

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน คิดนานไหมกว่าจะตั้งชื่อประหลาดแบบนี้ได้

“หรือว่าจะเรียนอยู่ห้องเดียวกัน?” ซ่งซูหังเริ่มลังเล ไม่แปลกที่เขาจะนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นเรียนสมัยมหาวิทยาลัย

เพราะมีหลายคนที่บุคลิกแปลกประหลาดโดยเฉพาะพวกที่คลั่งไคล้เกมคอมพิวเตอร์

คิดได้เช่นนั้น เขาก็ตัดสินใจกด “ยอมรับ” โดยปริยาย

ทันใด หน้าต่างแจ้งเตือนอีกอันหนึ่งก็เด้งสวนขึ้นมา

[ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานได้เชิญคุณเข้าร่วมกลุ่มแชทชื่อ 'กลุ่มเก้ามณฑล (1)’ คุณจะยอมรับหรือไม่?]

ซ่งซูหังกดปุ่ม “ยอมรับ” ในทันที

'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' ได้ตอบรับการเข้าร่วมกลุ่มเก้ามณฑล (1)

[คุณได้ตกลงเข้าร่วมกลุ่มแล้ว กรุณาแนะนำตัวต่อสมาชิกกลุ่ม]

จากนั้น ระบบก็ส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มมาให้เขาเพื่อเป็นการทักทาย

หลายปีมานี้ บรรดาโปรแกรมแชททั้งหลายได้พัฒนาตัวเองขึ้นมากจนจะคล้ายกับมนุษย์เข้าไปทุกทีแล้ว

หลังจากที่โดนกระหน่ำแจ้งเตือนให้อ่านข้อความ ซ่งซูหังที่ง่วงนอนเสียจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นตัดสินใจปิดการ

แจ้งเตือนทั้งหมดเป็น ‘ไม่แจ้งเตือนโพสใหม่’ เพื่อที่จะได้หนีไปนอนต่อ

หลังจากที่ผ่านการนอนมาอย่างเต็มอิ่ม เขาจึงแวะเข้ามาดูบันทึกการสนทนาของกลุ่มย้อนหลังเพื่อศึกษา

พฤติกรรมของผู้ร่วมสนทนาและเนื้อหาของบทสนทนาอีกครั้ง

ทันทีที่ปุ่มแชทของเขาแสดงสถานะสีเขียว สมาชิกของกลุ่ม ‘กลุ่มเก้ามณฑล (1)’ ที่แอบซุ่มก็เริ่มเคลื่อนไหว

เริ่มด้วย ‘หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือ’ ส่งข้อความเป็นคนแรกว่า “ท่านคือสมาชิกใหม่ที่ท่านราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานได้เชิญเข้ามาใช่หรือไม่? นานนับปีแล้วที่กลุ่มของเราไม่ได้เปิดรับสมาชิกใหม่เลย ขอท่านได้โปรดแนะนำตัวอย่างเป็นทางการด้วย”

ไม่ทันไร 'คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู' ก็ยิงข้อความสวนขึ้นมาทันควัน “นักพรตเต๋าคนใหม่รึ? มาจากแคว้นใดของดินแดนหัวเซี่ยเล่า? บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ถ้ำแห่งใดกัน? นามที่แท้จริงของท่านคือกระไร? แล้วเป็นเซียนระดับไหนแล้ว?”

{หัวเซี่ย - เป็นชื่อดั้งเดิมของประเทศจีน}

คำถามของคนในกลุ่มนี้พิลึกเสียจริง!

ขณะเดียวกัน ข้อความใหม่จากสมาชิกชื่อ ‘กระบี่คลั่งสามคลื่น’ ก็แทรกขึ้น “นักพรตเต๋าท่านนี้เพศใดรึ? เป็นเทพธิดาใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น ได้โปรดบอกขนาดบั้นท้าย เอว และสะโพกของท่าน พร้อมรูปประกอบด้วยจักดีมาก”

เมื่อได้เห็นข้อความใหม่จากคุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูและกระบี่คลั่งสามคลื่น สมาชิกคนอื่นๆ ก็เลือกที่จะสงบนิ่ง

“สหายสามคลื่น ท่านผู้ถืออยู่ในลัคนาราศีมีน ได้โปรดอย่าประมาทด้วยการตั้งคำถามที่อาจจะนำพาตัวท่านไปสู่หายนะดังเช่นในอดีตได้” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือกล่าวเตือน “จะเกิดสิ่งใดขึ้นเล่า หากสมาชิกใหม่ท่านนี้เป็นผู้อาวุโสสูงสุด!”

โดยปกติแล้ว กระบี่คลั่งสามคลื่นเป็นสหายที่น่าคบหายิ่ง ทั้งซื่อสัตย์และมีน้ำใจต่อผู้อื่น ความสัมพันธ์ของเขากับสมาชิกคนอื่นๆ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ทว่าปัญหาเดียวที่มีมาตลอดก็คือ การชอบพูดจาแบบขวานผ่าซากและติดลามกจกเปรตมากไปหน่อย

“ท่านผู้มีเมตตาได้โปรดอย่าเอ่ยคำว่าอาวุโสสูงสุดอีกเลย เพราะพวกเขาคือเงามืดที่เกาะกุมหัวใจดวงน้อยขององค์ชายอย่างข้ามานานแสนนาน” จบประโยค กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ส่งอีโมติคอนรูปหน้าร้องไห้ยาวเป็นบรรทัดออกมา

เมื่อสีปีก่อน ปากพล่อยๆ ของเขาได้ล่วงเกินผู้อาวุโสสูงสุดโฉมงามท่านหนึ่ง ต่อมาเขาเลยโดนลงโทษอย่างหนักเป็นเวลายาวนานกว่าหนึ่งปีสี่เดือน และสิ่งนี้ก็ตามหลอกหลอนเขาให้ได้น้ำตารื้นทุกครั้งที่นึกถึง

ทันทีที่กระบี่คลั่งสามคลื่นโอดครวญจบ อีโมติคอนรูปหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ก็ถูกหน่ำส่งออกมาโดยทุกคนที่ชอบอกชอบใจในความทุกข์ระทมของเขา

“หึๆ มีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นกันมากเลยสินะ ข้า! องค์ชายสามคลื่นจะขอจดจำทุกท่านเอาไว้อย่างขึ้นใจ เพื่อที่รสชาติความแข็งแกร่งของกระบี่เร็วรี่ทั้ง 72 กระบวนท่าจะได้ไม่ถูกนำไปใช้ผิดคน!” เขากล่าวด้วยความโกรธขึ้ง

แต่แทนที่ทุกอย่างจะสงบลง กลับมีอีกหนึ่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์จาก ‘คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู’ ลอยขึ้นมาปิดท้ายพร้อมคำพูดเชิงท้าทาย “จัดประลองตัวต่อตัวกันเลยไหมล่ะ?”

“…..” กระบี่คลั่งสามคลื่นไม่ตอบโต้ นั่นก็เพราะเขารู้ดีว่าไม่มีทางสู้อีกฝ่ายได้แน่นอน

การบำเพ็ญตบะของกระบี่คลั่งสามคลื่นล้ำลึกจนก้าวเข้าสู่ระดับ 5 ของจิตวิญญาณแล้ว อีกเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปดก็จะสามารถพิชิตระดับ 6 ได้ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถเอาชนะคุณชายเจ็ดได้อยู่ดี และแม้เพลงกระบี่ 72 กระบวนท่าของเขาทั้งรวดเร็ว ดุร้ายและบ้าคลั่ง เป็นที่เกรงขามในยามโกรธขึ้ง ซ้ำยังครอบครองวิชาเคลื่อนกายดั่งสายฟ้าฟาดอีก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงแพ้คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูอยู่วันยังค่ำ

เมื่อสามคลื่นปิดปากสนิทไม่ยอมตอบโต้คุณชายเจ็ด สมาชิกที่เหลือก็ได้ทีพากันส่งอีโมติคอนรูปหน้าหัวเราะมาให้ยาวพรืดเต็มบรรทัด

ผ่านไปได้สักพัก หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือก็เอ่ยขึ้น “นักพรตเต๋าคนใหม่ ท่านจะไม่ส่งเสียงทักทายพวกเราหน่อยรึ?”

ถึงตอนนี้ ซ่งซูหังที่สลึมสลือเพราะฤทธิ์ยาแก้หวัดก็ไม่อาจฝืนลืมตาต่อได้อีก

คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู เริ่มอยากจะแสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้บ้าง “ท่านนักพรตเต๋าคนใหม่มีนามว่า 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' มีท่านใดเคยได้ยินชื่อนี้บ้างหรือไม่? นามแบบนี้ฟังดูราวกับบัณฑิตคลั่งตำราก็ไม่ปาน หรือว่าจะเป็นคนของพรรคหรู่เหมิน? ช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้! สองสามปีที่ผ่านมาคนของพรรคหรู่เหมินชอบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ ยากที่จะหาพวกเขาได้เจอ ข้าเคยคิดมาตลอดว่าคนของพรรคหรู่เหมินต่อสู้ได้มันส์กว่าพวกนักพรตเสียอีก ปากก็จัด หมัดก็แรง แถมพอต่อกรกันเสร็จ ก็ยังร่ายกลอนยาวอันแสนไพเราะให้ฟังอีก ข้าชอบประมือกับพวกเขาที่สุดเลย”

“คุณชายเจ็ด เมื่อใดที่มีนักพรตเต๋าคนใหม่เข้ากลุ่ม ท่านจะคอยจ้องแต่เพียงว่าเขาสามารถเป็นคู่ต่อสู้ที่ดีในอนาคตได้หรือไม่ แค่นั้น?” กระบี่คลั่งสามคลื่นส่งอีโมติคอนรูปหน้าร้องไห้ออกมา “นี่มันวิถีของพวกเผด็จการชัดๆ เลย!”

“เอ่อ... คือข้า” คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูรู้สึกอับอายเล็กน้อย

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือยิ้มเยาะพลางกล่าว “หรือท่านอาวุโสสูงสุด ไม่คุ้นชินกับการแชทผ่านโปรแกรมเยี่ยงนี้?”

ที่เขากล่าวขึ้นมาก็เพราะว่าสี่ปีก่อน มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งออกจากการบำเพ็ญเพียรหลังจากเก็บตัวเงียบมากว่าหนึ่งร้อยปี ผู้อาวุโสหญิงท่านนั้นถูกเชิญเข้ากลุ่มโดยราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานและไม่ถูกโฉลกกับโปรแกรมแชทแบบนี้อย่างมาก แม้แต่จะกดแป้นพิมพ์ก็ยังไม่รู้วิธี เหตุนี้นางจึงไม่สามารถสื่อสารกับผู้ใดได้เลย

แต่กระนั้น ใครบางคนที่ชื่อว่ากระบี่คลั่งสามคลื่นก็ได้กล่าววาจาหยาบคาบอย่างสนุกสนานต่อผู้อาวุโสท่านนี้ ด้วยการเซ้าซี้ให้นางโพสรูปสัดส่วนสามอย่างและรูปส่วนตัวแบบไร้มารยาท

สองสามวันถัดมา กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ได้ยลโฉมผู้อาวุโสท่านนี้ด้วยตาของตัวเอง เธอเป็นผู้อาวุโสที่งดงามมาก เปล่งประกายเหมือนดวงจันทร์ที่สุกสว่างสดใสยามค่ำคืน แต่สิ่งที่ตามมาด้วยก็คือ คำสั่งลงโทษองค์ชายสามคลื่นเป็นเวลาหนึ่งปีกับอีกสี่เดือน ก่อนที่นางจะ left group จากไปแบบสะใจสุดๆ

ถึงตอนนี้ สมาชิกนามว่า ‘จ้าวโอสถ’ ก็ส่งข้อความแบบสั้นและไม่ได้ใจความมาว่า “ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน?”

โชคดีที่สมาชิกกลุ่มพอจะเดาความหมายของจ้าวโอสถได้บ้าง ว่าเขากำลังถามถึงราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานอยู่ และเหตุผลที่จ้าวโอสถมักจะส่งข้อความแบบสั้นๆ มาก็เพราะว่า เขากำลังวิดพื้นด้วยสองนิ้วในขณะที่พิมพ์นั่นเอง

“พอส่งคำเชิญเสร็จ ท่านราชันย์ก็ออกจากระบบเพื่อไปไล่ล่ามารสุนัขสุดหวงแหนของตระกูลที่หนีออกจากบ้านไป” กระบี่สั้นสามคลื่นแจ้งข่าว

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ควรจะรอให้นักพรตเต๋าคนใหม่เรียนรู้การใช้งานโปรแกรมแชทเสียก่อน” คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

หนึ่งชั่วโมงถัดมา ซ่งซูหังก็ตื่นนอนด้วยอาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

“จำได้ลางๆ ว่า มีใครบางคนเพิ่มฉันเข้ากลุ่มแชทใหม่ที่ชื่อเก้ามณฑล (1)” เขาพึมพำกับตัวเอง พร้อมกดเข้าไปดูที่แชทของกลุ่มทันที

เขาเลื่อนผ่านแบบลวกๆ “นี่มันกลุ่มประเภทไหนกันเนี่ย? นักพรตเต๋า ถ้ำบำเพ็ญเพียร มีผู้อาวุโสด้วย ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน องค์ชาย ไล่ล่ามารสุนัข นี่มันศัพท์จากนิยายเทพเซียนชัดๆ!”

ทุกคนในกลุ่มล้วนตั้งชื่อด้วยศัพท์โบราณ การพูดคุยก็ดูติดๆ ขัดๆ เหมือนคนสมัยใหม่ที่พยายามจะทำตัวให้ดูเหมือนคนสมัยก่อนด้วยการใช้ภาษาจีนคลาสสิคขั้นพื้นฐาน

“ฮะฮะ หรือนี่จะเป็นกลุ่มคลั่งไคล้นิยายเทพเซียนแบบขั้นสุด?” ซ่งซูหังหัวเราะในลำคอ “หมกมุ่นขนาดนี้ ต้องใช่แน่ๆ”

แต่ทำไมต้องเชิญเขาเข้ากลุ่มด้วยล่ะ? หรืออาจจะแค่ส่งผิด?

โปรดรอข้าหน่อย เพื่อทำนายโชคชะตาของเจ้า

คนมักพูดกันว่า ปีที่สองของการศึกษาคือวัยพยศ

ทุกคนน่าจะเคยผ่านวัยนี้กันมาแล้วทั้งนั้น บางคนเลือกที่จะแสดงออกให้โลกรู้ ขณะที่บางคนเลือกจะเก็บมันไว้ในใจของพวกเขาเอง นี่คือความแตกต่างระหว่างปัญหาที่มองเห็นได้ชัดและปัญหาที่ถูกเก็บเป็นความลับ

ด้วยความที่มีนิสัยโตเกินวัย พอขึ้นปีที่สองของการศึกษา ซ่งซูหังจึงแตกต่างจากเพื่อนร่วมห้องหลายๆ คน ที่ยังคงขลุกอยู่กับนิยายกำลังภายใน การแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์ ชีวิตอมตะ หรือทำท่าปล่อยพลังยอดฮิตอย่าง ‘18 ฝ่ามือสยบมังกร’

เขารู้ดีว่าทุกชีวิตบนโลกนี้อยู่ภายใต้กฎของฟิสิกส์เดียวกันก็คือ ไม่มีใครสามารถใส่กางเกงในตัวเดียวแล้วเหาะเหินออกไปนอกโลกได้ ไม่สามารถกระโดดขึ้นตึกชั้นสามได้ด้วยเท้าเปล่า หรือแม้กระทั่งเสกมังกรทองด้วยฝ่ามือ!

แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องของเทพเซียนหรือพวกยอดมนุษย์ซุปเปอร์ฮี่โร่นั้นเป็นเรื่องเหลวไหล แต่เขาก็เคยแอบหวังที่จะได้เห็นเหล่ามนุษย์อมตะพวกนี้ตัวเป็นๆ บ้าง

หรือว่าการรอคอยจะเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์?

ซ่งซูหังหลุดหัวเราะออกมาก่อนจะปิดหน้าต่างกลุ่มแชทลงชั่วคราว

สำหรับเขาแล้วกลุ่มเก้ามณฑล (1) นั้นน่าสนใจไม่น้อย แม้บทสนทนาของคนในกลุ่มจะดูประหลาดไปบ้าง แต่การได้แอบซุ่มดูอยู่เงียบๆ ก็ทำให้เขาหายเบื่อไปได้เยอะ

บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หนังสยองขวัญยังคงถูกเปิดดูอยู่ แทบจะทุกพล็อตเด็ดของหนังสยองขวัญถูกผู้กำกับชื่อดังเอามายำใส่ในเรื่องนี้กันหมด พิสูจน์ความน่ากลัวได้จากการที่หนังทำให้ชายวัยกลางคนตกใจกลัวจนร้องไห้จ้าและอีกหลายๆ คนที่หวาดผวาจนไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำคนเดียว

แต่ไม่ได้ผลกับซ่งซูหัง เขาไม่เพียงหาววอดออกมาไม่หยุด แต่ยังล้มตัวลงนอนด้วยความเบื่อหน่ายอีกด้วย

หลับไปได้ไม่นานเขาก็เริ่มฝัน... ฝันที่สนุกและเต็มไปด้วยยอดมนุษย์อมตะ ในที่ๆ สามารถเคลื่อนย้ายภูเขา มหาสมุทร ตลอดจนกวัดแกว่งกระบี่โบราณและเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งใจนึก

อังคารที่ 21 พฤษภาคม

ในที่สุด หัวหน้ากลุ่มอย่างท่านราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานก็กลับมาออนไลน์อีกครั้ง โดยมีหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือยิงคำถามใส่เป็นคนแรก

“ราชันย์ 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งภูเขาตำรา' คือผู้ใดรึ? แล้วเขาบำเพ็ญเพียรมาจากที่ไหนกัน?”

“คนที่เพิ่มเข้ากลุ่มเมื่อวาน? พวกท่านยังไม่ได้คุยกันหรอกหรือ? นางคือลูกสาวของสหายเก่าข้าที่เกิดในยุคนี้ ฝีมือของนางไม่เลวเลยนะ แม้อายุยังน้อยแต่กลับฝึกฝนจนพิชิตขั้นสูงสุดของระดับสาม-โฮ่วเทียนได้และเพิ่งจะก้าวข้ามมาแตะระดับสี่-เซียนเทียนได้อีกด้วย” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานส่งอีโมติคอนรูปหน้าหัวเราะปิดท้าย

“พิชิตขั้นสูงสุดของระดับสาม-โฮ่วเทียนรึ? หากนางไม่ใช่อัจฉริยะ ก็ต้องอายุราวๆ 40 ปีเห็นจะได้” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือออกความเห็น “แล้วเหตุใดนางต้องใช้ชื่อไอดีว่า 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' ด้วยล่ะ มันดูไม่เหมือนชื่อของนักพรตเต๋าเลยนะ”

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานโพล่งขึ้นทันทีว่า “หืม... ท่านว่าอะไรนะ? ลูกสาวของสหายเก่าข้าไม่ได้ใช้ชื่อ 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' สักหน่อย!”

“งั้นสมาชิกใหม่ที่ท่านราชันย์เชิญเข้ามาเมื่อวาน ก็ไม่ใช่พวกเดียวกับเราสินะ”

หลังจากลองทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดดู หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือก็เอ่ยขึ้น “ท่านราชันย์ ข้าว่าท่านแอดผิดคนแล้วล่ะ!”

“งั้นขอข้าเช็คดูก่อนนะ”

หลังจากผ่านไปได้สักพัก อีโมติคอนรูปหน้าเจื่อนเหงื่อตกก็ถูกส่งมาจนเต็มเป็นบรรทัด ตามด้วยข้อความสั้นๆ จากราชันย์ว่า “ไม่น่าเลย ข้าแอดคนผิดคนจริงๆ ด้วย! ชื่อไอดีต่างกันเพียงแค่ตัวเลขตรงกลาง แทนที่ข้าจะพิมพ์เลข 8 แต่กลับพิมพ์เลข 9”

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือส่งอีโมติคอนรูปหน้าหัวเราะเยาะเย้ยสวนมาทันที “ว่าแล้วเชียว! แม้จะปรับตัวเข้ากับสังคมสมัยใหม่ได้เร็วเพียงใด ก็ไม่ควรจะตั้งชื่อเต๋าของตัวเองว่า 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' หรอกจริงไหม?”

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานส่งอีโมติคอนรูปหน้าเจื่อนเหงื่อตกมาเต็มบรรทัดอีกรอบ พอตั้งสติได้เขาก็รีบไปกดเพิ่มลูกสาวของสหายรักเก่าเข้ากลุ่มแชทอีกครั้ง

การแจ้งเตือนของกลุ่มเด้งขึ้นมาว่า 'ขกนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์' ถูกเพิ่มเข้าในกลุ่มเก้ามณฑล (1) ชื่อนี้ดูเข้ากันกับแนวของกลุ่มซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเหล่าเทพเซียน

พอสมาชิกใหม่ตอบรับเข้าร่วมกลุ่ม กระบี่คลั่งสามคลื่นจะโผล่มาเซ้าซี้เช่นเคย “ได้ยินว่านักพรตเต๋าคนใหม่เป็นเทพธิดารึ? โปรดแนะนำตัวด้วยการโพสรูปบั้นท้าย เอว สะโพก และรูปถ่ายหน้าเต็มด้วย!”

แม้ราศีของเขาคือปลาทองที่ความจำสั้นไม่เกินสามวินาที แต่ครั้งนี้เขากลับระมัดระวังตัวพอสมควร เมื่อสืบดูเรียบร้อยแล้วว่านางไม่ใช่ผู้อาวุโสที่ไหน แถมระดับการบำเพ็ญเพียรยังสูงแค่ระดับสาม-โฮ่วเทียน กระบี่คลั่งสามคลื่นจึงไม่กังวลใจที่จะกระเซ้าเย้าแหย่อีกฝ่าย

ขกนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์นิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นก็ส่งข้อความมาว่า “ขอแนะนำตัวสักหน่อยเถิด ลูกสาวของข้าติดภารกิจบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนวิชา ตัวข้าจึงใช้ไอดีของนางมาร่วมสนทนาเป็นการชั่วคราว รอจนกว่าท่านราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานจะเพิ่มข้าเข้าในกลุ่มแชทนี้อีกรอบ อะแฮ่ม… ข้าได้ยินมานานแล้วว่า เหล่าจอมยุทธ์แห่งกลุ่มเก้ามณฑล (1) นั้น ท่านสามคลื่นเป็นผู้ไม่ธรรมดาที่สุด เข้ากับคนง่าย มีพรสวรรค์ในเรื่องของการพูด และดูเหมือนว่าคำร่ำลือนั้นจะเป็นจริงเสียด้วย ผู้เฒ่าคนนี้เลื่อมใสท่านเสียจริง หากมีโอกาสขอเชิญมาร่วมดื่มด้วยกันสักครั้งเถอะ”

กระบี่คลั่งสามคลื่นรู้สึกอับอายยิ่งนัก--จีบสาวอยู่ดีๆ พ่อตากลับโผล่มาเจรจาด้วยเสียนี่

โชคยังดี ท่านผู้อาวุโสผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนใจเย็นและเป็นมิตร เขาเพียงแค่แวะมาแนะนำตัวและฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกสาวเท่านั้น ก่อนจะออกจากระบบไป

เมื่อเห็นว่าท่านผู้อาวุโสไปแล้ว กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสท่านนี้จะมีอารมณ์ขันไม่น้อย แบบนี้ข้ากับท่านหญิงขนนกคงจะดองกันได้ไม่ยาก”

“…..” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน

“…..” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือ

สำหรับจ้าวโอสถ ผู้ที่หวงคำพูดดั่งทอง และนานๆ จะโผล่มาร่วมวงด้วยสักครั้ง แต่คราวนี้เขากลับออกความเห็นขึ้นว่า “อย่าหวังมากไป”

“?” กระบี่คลั่งสามคลื่นงุนงง

“สังเกตดูชื่อของสมาชิกใหม่ก่อนไหม?” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือเสริม “ถ้าอยากจะแส่หาเรื่องตายก็ไม่เป็นไร หวังว่าท่านจะเข้าใจที่ข้าเตือน”

“คำว่าเกาะผีเสื้อสวรรค์รึ?” กระบี่คลั่งสามคลื่นออกอาการสงสัย

“ถูกต้อง เกาะผีเสื้อสวรรค์! ชื่อนี้มิได้ทำให้ท่านนึกถึงใครบางคนบ้างเลยรึไง?” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือพยายามชี้ทางให้

ผ่านไปได้สักพัก กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ส่งอีโมติคอนรูปคุกเข่ามา “นะ นักปราชญ์ผู้เลื่อมใสในจิตวิญญาณผีเสื้อ! ผู้ที่ชอบจู้จี้จุกจิกไปเสียทุกเรื่องน่ะนะ?”

ท่านจิตวิญญาณผีเสื้อผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่ง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับท่านนั้นล้วนเป็นเรื่องดี ท่านเป็นคนซื่อตรงและกล้าหาญ ติดที่ว่า... ชอบถกเถียงกับผู้อื่นในเรื่องที่ไร้สาระเกินไปหน่อย เรียกได้ว่าจู้จี้จุกจิกแบบถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว”

มุมปากของหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือเริ่มกระตุก “ข้าถึงได้เตือนอยู่นี่ไง!”

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานถอนหายใจอย่างเอือมระอา “ท่านสามคลื่น สหายเก่าของข้าแค่เพียงแค่พักหน้าจอกลุ่มเอาไว้เท่านั้น หากแต่ยังมิได้ออกจากระบบ”

และนั่นก็หมายความว่า เขายังคงรับรู้ได้ถึงทุกบทสนทนาในห้องนี้!

“บัดซบที่สุด! คราวนี้ข้าไม่รอดแน่เลย” กระบี่คลั่งสามคลื่นเริ่มเห็นอนาคตของตัวเองรำไร ยามนี้นักปราชญ์ผู้เลื่อมใสในจิตวิญญาณผีเสื้อแวะเวียนมาทักทายเขาถึงที่และอาจสำเร็จโทษเขาด้วยวิธีการทรมานทุกรูปแบบอีกครั้ง ดวงตาของเขาเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา “ข้าล่วงเกินผู้อาวุโสสูงสุดเจ้าปัญหาอีกแล้วรึนี่?” สามคลื่นร้อง

โวยวาย “ท่านราชันย์ ช่วยไกล่เกลี่ยให้ข้าด้วยเถิด”

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานส่งอีโมติคอนรูปหน้าเจื่อนมาให้แทน

สมาชิกในกลุ่มพากันเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ไม่สนใจเสียงคร่ำครวญของสามคลื่นที่เหมือนสุนัขกำลังจนตรอกเข้าไปทุกที

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือถามหัวหน้ากลุ่มขึ้นว่า “ท่านจะทำอย่างไรกับ 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา'?”

คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูถามต่อ “ท่านจะลบเขาออกจากกลุ่มหรือไม่?”

“ในเมื่อข้าเป็นคนผูก ข้าก็จะเป็นคนแก้เอง แต่ขอทำนายดวงชะตาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานตอบกลับแบบไม่ให้ตัวเองต้องเสียหน้า การเลือกทำแบบนี้นอกจากผู้คนจะได้

เห็นถึงทัศนคติอันยิ่งใหญ่และสง่างามของเขาแล้ว เขายังได้ลองศาสตร์แห่งการทำนายที่เพิ่งร่ำเรียนมาด้วย

ถ้าเช่นนั้น ควรใช้คู่มือทำนายโชคชะตาเล่มไหนดี? บทกวีแห่งถัง-วลีแห่งซ่งดีไหม?

ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานเริ่มโบกมือออกท่าทางในการทำนาย โดยพลังแห่งการทำนายนี้จะตีความจากเนื้อหาของบทกวีออกมาเป็นรูปทรงสัญลักษณ์สามขีด

การทำนายโชคชะตาครั้งแรกของเขาผ่านไปอย่างราบรื่น มุมปากของเขายกยิ้มด้วยความสุข แต่ไม่นาน ใบหน้าของท่านราชันย์ก็พลันเปลี่ยนเป็นหมองคล้ำ

สัญลักษณ์สามขีดเผยคำทำนายออกมาว่า ‘ปรารถนาดั่งวิหคปีกเคียงคู่บินโผสู่ท้องฟ้า ปรารถนาดั่งไม้คู่ชูก้านสานบนพื้นพสุธา’ กลอนท่อนนี้โดยกวีสมัยราชวงค์ถังนามไป่จื้ออี ผู้ที่ชอบพร่ำพรรณาเกี่ยวกับเรื่องของความรัก

{คำแปล : หมายถึงการปรารถนาอยากมีคู่ครอง}

“ปรารถนาอยากสานกิ่งก้านงั้นรึ?” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานผู้ยิ่งใหญ่จะชอบผู้ชายชื่อ 'แรงกดดันอันมหึมาแห่งขุนเขาตำรา' ได้อย่างไร แถมยังเป็นคู่ชู้ชื่นโรแมนติกสะท้านโลกันต์อีกด้วย! สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงหลงหยางจวินจากสมรภูมิรบดินแดนหัวเซี่ยที่ต้องกลืนกินแมลงสาบลงท้อง “น่าขยะแขยงสิ้นดี!”

หรือที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะระดับความสามารถในการทำนายของเขายังไม่ถึงขั้น “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะลองอีกหน” พูดจบราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานก็เริ่มออกท่าทางทำนายด้วยเคล็ดลับสุดยอดอีกครั้ง “พลังอันล้ำลึกจงบั

งเกิดขึ้นอีกครั้ง”

เขาจ้องมองสัญลักษณ์สามขีดแห่งการทำนายอย่างใจจดใจจ่อ

ทว่า ใบหน้าของเขากลับหมองคล้ำลงอีกครั้ง

“หลังจากได้เคียงคู่ชู้ชื่นยาวนาน หากแม้นต้องพลัดพรากจากลา ความสัมพันธ์จะยังมั่นคงมิแปรเปลี่ยน เสมือนยามรุ่งเป็นยามค่ำ”

“ยามค่ำโคตรเหง้าศักราชแกสิ!” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานจัดวางสัญลักษณ์สามขีดแห่งการทำนายอีกครั้งด้วยความโมโห

รอบนี้ พละกำลังของเขาเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกถึงความพลุ่งพล่านทั่วตัวได้ “สักทีสิน่า!”

สัญลักษณ์สามขีดแห่งการทำนายเผยข้อความขึ้นอีกครั้ง “หันหลังกลับทันควัน พลันพบผู้ที่กำหนดไว้เพื่อเจ้า ยามเมื่อแสงตะเกียงดับลง”

“ช่างน่าเศร้าอะไรเช่นนี้!” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานเงยหน้าขึ้นเหม่อมองท้องฟ้า ก่อนที่จะก้มหน้าลงฉีกบทกวีแห่งถัง-วลีแห่งซ่งทิ้งอย่างเด็ดเดี่ยว “พอกันที ข้าไม่มีพรสวรรค์ในศาสตร์แห่งการทำนายและไม่มีทางจะได้เป็นจ้าวแห่งการกำหนดโชคชะตาได้เลย”

เมื่อโยนชิ้นส่วนหนังสือบทกวีแห่งถัง-วลีแห่งซ่งทิ้งไปแล้ว ท่านราชันย์ก็พิมพ์ข้อความส่งเข้ากลุ่มไปว่า “แรงกดดันอันมหึมาแห่งภูเขาตำราคนนั้น... ให้เขาอยู่ในกลุ่มไปก่อน ข้าเพิ่งทำนายจบไปและพบว่าข้ามีกับความผูกพันกันทางโชคชะตากับเขาไม่น้อย เช่นนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน อาจเป็นโชคชะตาที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”

“งั้นปล่อยไปก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องออกจากกลุ่มในเร็ววันอยู่แล้ว ว่าแต่ผลการทำนายของท่านราชันย์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือบังเอิญได้รู้มาว่าท่านราชันย์กำลังศึกษาศาสตร์แห่งการทำนายโชคชะตาอยู่ จึงสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก

“เชิญท่านทั้งหลายคุยกันต่อได้ตามสบาย ข้ามีเรื่องด่วนต้องไปสะสางพอดี” พูดจบ เขาก็รีบออฟไลน์ออกจากกลุ่มแชทอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทุกคนที่รอคำตอบงงไปตามๆ กัน

สูตรปรุงยาหนึ่งเดียว

พระอาทิตย์ขึ้นบนท้องฟ้าสูงสุดยามเที่ยงตรง

พอเพื่อนร่วมห้องรู้ว่าซ่งซูหังยังอาการไม่ดีขึ้น เขาก็จัดการลาป่วยให้อีกหนึ่งวัน

“ฉันไม่เคยป่วยนานขนาดนี้เลย หรือเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย” ซ่งซูหังสงสัย

ที่ข้างเตียงมีชามโจ๊กไข่เยี่ยวม้าที่เพื่อนร่วมห้องซื้อมาฝากวางอยู่ เขารีบกวาดโจ๊กใส่ปากก่อนที่จะเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นอีกครั้ง จุดสีแดงที่ระบุจำนวนข้อความล่าสุดจากกลุ่มเก้ามณฑล (1) ปรากฎขึ้นทันที

ซ่งซูหังนั่งไล่อ่านแชทของกลุ่มเก้ามณฑล (1) ด้วยความอยากรู้อยากเห็น--พวกคลั่งไคล้เทพเซียนคุยอะไรกันได้ทั้งคืน?

บทสนทนาสรุปได้ประมาณว่า หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือสงสัยเกี่ยวกับผู้มาใหม่ กระบี่คลั่งสามคลื่นกำลังหาวิธีหนีตาย และผู้อาวุโสจากเกาะผีเสื้อสวรรค์ที่น่าสนใจ ยังมีราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานที่อ้างถึงคำทำนายและลิขิตสวรรค์ที่ทำให้พวกเขาได้มารวมตัวกันอีกด้วย

พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้เขาก็ร้องอุทานออกมา “พวกเขาแอดผิดคนเหรอเนี่ย!”

ซ่งซูหังไม่ได้ประหลาดใจมากนัก เพราะถ้าดูจากบทสนทนาแล้ว คงไม่ง่ายที่ใครจะมาเข้าร่วมกลุ่มนี้ได้ตามอำเภอใจ ที่สำคัญ อายุของคนในกลุ่มนี้ก็ดูจะไม่น้อยเลย สมาชิกคนหนึ่งมีลูกสาวแล้วและลูกสาวของเขาก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนรุ่นหนุ่มสาวอีกด้วย

ซ่งซูหังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสถานะเป็นซ่อนตัว คิดแค่เพียงว่าวันใดหมดความบันเทิงวันนั้นค่อยออกจากกลุ่มก็แล้วกัน

กระทั่งผ่านไปได้สิบวัน...

วันเสาร์ที่ 1 วันเด็กแห่งชาติ

กว่าครึ่งของเพื่อนร่วมหอพักเป็นนักเรียนประจำ นั่นแปลว่าพวกเขาจะอยู่แค่วันจันทร์ถึงศุกร์และกลับบ้านช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดังนั้นเมื่อวันหยุดมาถึง ซ่งซูหังจึงถูกทิ้งให้อยู่ที่หอเพียงลำพังเช่นเคย

หลังจากฟื้นไข้ เขาก็ออกไปหาอะไรอ่อนๆ ที่โรงอาหารกิน จากนั้นก็กลับมานั่งอ่านบันทึกการสนทนาของกลุ่มเก้ามณฑล (1) ด้วยความเคยชิน

ช่วงสิบวันที่ซ่อนตัวอยู่ สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่ปรึกษากันว่าควรบุกเข้าไปในดินแดนลึกลับแห่งไหนดีและจะได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังพูดถึงภูตผีปีศาจที่มีทั้งพวกที่กำราบง่ายและพวกที่พยายามจะตัดหัวของพวกเขาอีกด้วย

ซ่งซูหังอดคิดไม่ได้ว่า หากเขาเอาเรื่องราวในบันทึกการสนทนาไปปรับแล้วโพสในโลกออนไลน์ขายเป็นนิยายเทพเซียนจริงๆ คงจะทำเงินได้ไม่น้อย

หลายวันมานี้ เขาเริ่มที่จะจดจำสมาชิกของกลุ่มได้บ้างแล้ว อาทิ หัวหน้ากลุ่มที่หาตัวยากเหลือเกิน ‘ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน’ ยังมีผู้ดูแลห้องแชทสองคนที่ไม่เคยปรากฎตัวเลยตั้งแต่เขาเข้ากลุ่ม นั่นก็คือ ‘ท่านเซียนชีชิว’ และ ‘ท่านเซียนหยู่เยว่แห่งต้าโหลว’ ยังมีนักข่าวหัวหมอ ‘หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือ’ ผู้ที่ชอบรนหาที่ตายอย่าง ‘กระบี่คลั่งสามคลื่น’ ผู้ปรารถนาการต่อสู้กับคนที่พูดหรือไม่พูดก็ได้อย่าง ‘คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู’ และสุดท้าย ‘จ้าวโอสถ’ ผู้หวงคำพูดดั่งทอง

นอกจากนี้ยังมี ‘นักบวชพเนจรทงฉวน’ เสือซุ่มตัวฉกาจที่มักจะแค่ส่งอีโมติคอนรูปหน้าทักทายทุกครั้งที่เข้าร่วมกลุ่มแชท ร่ำลือกันว่า นักบวชผู้สูงส่งคนนี้ได้รับการฝึกฝนการทำสมาธิเงียบ ซึ่งนอกจากจะไม่พูดแล้วเขาก็ไม่อาจส่งข้อความได้อีกด้วย

วันนี้ เมื่อเปิดแชทของกลุ่มเก้ามณฑทล (1) สิ่งแรกที่เขาเห็นคือข้อความจากจ้าวโอสถ

จู่ๆ จ้าวโอสถ ผู้หวงแหนคำพูดดั่งทองก็ส่งข้อความนึงมาว่า “พัฒนาสูตรยาพื้นฐานสำเร็จแล้ว” หกคำในหนึ่งประโยคพอดี! เป็นข้อความที่ยาวที่สุดตั้งแต่ซ่งซูหังเข้ากลุ่มมา

เรื่องของจ้าวโอสถถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในตอนเช้าตรู่

“สูตรยาสำหรับการฟื้นฟูร่างกายประกอบด้วย โสม 3 เหลียง โกจิเบอร์รี่ 4 เหลียง 3 เฉียน น้ำค้างยามเช้าบนหญ้าอาถรรพ์ หินรุ่งตะวัน 3 เหลียง เครื่องเทศพรมจรรย์ 1 เหลียง 3 เฉียน กิ่งศักดินาสด 1 เหลียง และไผ่เพลิงสีแดงสดเก้าหยางฝานบางๆ 4 เหลียง”

{คำแปล : 1 เหลียง = 50 กรัม 1 เฉียง = 5 กรัม}

ส่วนผสมปรุงยาทั้ง 45 ชนิด มีสมุนไพรที่เขาคุ้นเคยอยู่บ้างแล้วอาทิ โสมและโกจิเบอร์รี่ ส่วนชนิดอื่นนั้นนานๆ ทีจะได้ยิน เช่นหินรุ่งตะวัน แล้วยังมีพวกที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำค้างยามเช้าบนหญ้าอาถรรพ์ กิ่งศักดินาสด และไผ่เพลิงสีแดงสดเก้าหยาง เป็นต้น

“ปรุงตามสัดส่วนของสูตรนี้โดยใส่ส่วนผสมทีละชนิดลงไปในหม้อปรุงยา เคี่ยวประมาณ 5 นาที จากนั้นจึงใส่สมุนไพรอย่างที่สองลงไป เคี่ยวต่ออีก 5 นาที แล้วจึงใส่สมุนไพรตัวต่อไปลงในเตาปรุงยา ทำซ้ำแบบนี้อย่างต่อเนื่องจนหมด คอยระวังอุณหภูมิด้วย หากขั้นตอนเสร็จสมบูรณ์แล้ว น้ำสมุนไพรใสๆ จะเปลี่ยนเป็นของเหลวเหนียวข้นสีดำที่มีกลิ่นฉุน”

ในสูตรยา มีส่วนผสมจำนวน 30 ชนิดที่เป็นยาจีนทั่วไป ใช้สำหรับบำรุงชี่และเลือด แต่ยังมีส่วนผสมอีก 15 ชนิด เช่น น้ำค้างยามเช้าบนหญ้าอาถรรพ์ กิ่งศักดินาสด และไผ่เพลิงสีแดงสดเก้าหยาง ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ราวกับว่าจ้าวโอสถได้มโนคิดขึ้นมาเองอย่างนั้น

“เหลวไหลสิ้นดี! ไม่นึกถึงอันตรายของคนที่ลองทำบ้างเลยรึยังไง?” ซ่งซูหังนึกตำหนิจ้าวโอสถ

ถึงจะอยู่ในกลุ่มได้แค่สิบวัน แต่หากใครสักคนในกลุ่มนี้ต้องตายเพราะกินยามั่วๆ นี่เข้าไป เขาก็คงจะเสียใจไม่น้อย

ขณะที่กำลังกระวนกระวายใจอยู่ ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ ก็พิมพ์ข้อความขึ้นมาว่า “หากเทียบกับสูตรยาแบบเก่า สูตรยาแบบใหม่นี้ยังขาดส่วนผสมหายากอีกพอสมควร ทว่ากระบวนการปรุงยานั้นง่ายมากทีเดียว ท่านจ้าวโอสถข้าขอละลาบละล้วงถาม อุณหภูมิของไฟนั้นควรเป็นเท่าไหร่รึ? ข้าพยายามแล้ว แต่กลับล้มเหลวกลางคันร่ำไป แล้วประสิทธิภาพของยาตัวนี้ จะลดลงเท่าไหร่หากเทียบกับสูตรเดิม?”

“มีผล 2:1” จ้าวโอสถตอบ

ประสิทธิภาพของยาเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียวจากสูตรเดิม เนื่องจากสมุนไพรล้ำค่าทั้งหลายถูกใส่เข้าในในปริมาณที่ลดลง แต่ด้วยส่วนผสมของยาที่อุดมไปด้วยสรรพคุณอันเยี่ยมยอด จึงยังคงสามารถนำมาปรุงเป็นยาเพื่อฟื้นฟูร่างกายได้อย่างสบายๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพิจารณาถึงคุณประโยชน์ด้วย

“อุณหภูมิและการกำหนดเวลาที่เหมาะสมท่านต้องค้นคว้าด้วยตัวเอง ข้าก็บอกไม่ได้เหมือนกัน”

จ้าวโอสถส่งประโยคยาวน่าตกใจมาให้อีกครั้ง เขาจะทำเช่นนี้ก็ต่อเมื่อต้องตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนการปรุงยา “และหากวิชาควบคุมไฟของเจ้ายังไม่ดีพอ ข้าขอแนะนำให้เจ้าใช้ของวิเศษเพื่อควบคุมไฟควบคู่ไปด้วย”

“ขอบคุณท่านอาวุโสมาก ข้าจะลองดูอีกหน” ขนนกอ่อนนุ่มส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มให้ จากนั้นก็เข้าสู่โหมดซ่อนตัว

ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ส่งข้อความล่าสุดตอนตีสองครึ่งของช่วงเช้า หากเธอปรุงยาหลังจากที่แชทเสร็จทันทีล่ะ! เธออาจตายได้เลยนะนั่น! ไหนจะพวกสมาชิกที่สติไม่ค่อยสมประกอบอีก หากพวกเขาเผลอกินยาผิดเข้าไป จะไม่บ้าซ้ำบ้าซ้อนขึ้นไปอีกหรือ!”

คุณธรรมฝ่ายดีแล่นเข้ามาในหัวของซ่งซูหังจนเขาต้องตัดสินใจทำบางอย่าง “ทุกคนจะกินยาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ!”

ทันทีที่เขากดปุ่มส่งข้อความ อีโมติคอนรูปหน้ายิ้มขนาดใหญ่ก็โผล่ออกมาจากรูปตัวแทนประจำกลุ่มแชท เขาคือท่านเซียนชีชิว ผู้ดูแลห้องแชทที่ยังไม่เคยปรากฎเลยตัวตั้งแต่ซ่งซูหังเข้ากลุ่ม “สูตรยานี้เยี่ยมยอดที่สุด ข้าทดลองปรุงยาพร้อมกันทีเดียวเจ็ดเตา แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายเสียด้วย ผลลัพธ์ของยานั้นดีกว่ายาฟื้นฟูร่างกายสูตรเก่าถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายในการคิดค้นสูตรนี้มีราคาแค่หนึ่งในสิบของสูตรเก่าเท่านั้นเอง จริงอยู่ว่ายาฟื้นฟูร่างกายอาจจะเป็นยาระดับล่างที่สุดหากเทียบกับยาตัวอื่น แต่ทุกวันนี้จิตวิญญาณชี่ของผู้คนบนโลกเบาบางลงเรื่อยๆ ยาดีก็มักจะราคาแพง และสมุนไพรก็เริ่มจะหายากขึ้นทุกวัน สำหรับพวกเราแล้วสูตรยาของท่านจ้าวโอสถมีคุณค่าดังทองคำ เพื่อให้ได้ยานี้ ท่านจ้าวโอสถทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด และถ้าหากท่านสามารถพัฒนาสูตรยาได้ถึงระดับสามหรือมากกว่านั้น สิ่งที่ท่านอุทิศตนและความเพียรพยายามจะนับเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้จริงๆ”

“เพิ่มเติมอีกนิด สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความยากลำบากในการปรุงยาได้ลดลงไปเยอะแล้ว และนี่คือสิ่งที่สามารถส่งต่อให้นักศึกษาแพทย์ทดลองฝึกฝนปรุงได้”

ท่านเซียนชีชิวเป็นผู้อาวุโสที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่ม และหากมองในแง่ของความแข็งแกร่งแล้ว เขาจัดได้ว่าอยู่ในลำดับชั้นที่สูงกว่าราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานหนึ่งขั้น อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรุงยามาเนิ่นนานแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านการปรุงยามากที่สุดในกลุ่มนี้นั่นเอง

“ขอบคุณท่านอาวุโส ข้าจะทุ่มเทกับงานให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก!” จ้าวโอสถส่งข้อความกลับอย่างกระตือรือร้นแถมยังพิมพ์เร็วมากเสียด้วย

ซ่งซูหังเบ้ปาก มีคนปรุงยาสำเร็จเรียบร้อย ซ้ำยังเต็มใจเป็นหนูทดลองให้อย่างเต็มใจอีกด้วย!

ด่านที่สาม-วิกฤตสายฟ้าฟาดโฮ่วเทียน (โฮ่วเทียนเหลยเจี๋ย) ที่เมืองเอช

พอตั้งสติได้ ซ่งซูหังก็ลบสิ่งที่เขาเคยพิมพ์ในแชททิ้งทั้งหมด

ดูเหมือนสมาชิกกลุ่มนี้จะเกินเยียวยาสำหรับเขา ถึงจะแนะนำอะไรไปก็คงจะไม่มีใครฟัง หนำซ้ำยังเริงร่ากับยาอันตรายเหล่านั้นอีก

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจทำใจทิ้งให้คนพวกเขาอยู่กับยาเถื่อนที่คิดค้นขึ้นเองได้ ยาฟื้นฟูร่างกายนี้อาจออกฤทธิ์ช้าเลยไม่ได้ทำให้ตายทันทีก็ได้

ด้วยความที่มีนิสัยชอบดูแลคนอื่นเป็นทุนเดิม ซ่งซูหังจึงคัดลอกรายชื่อสมุนไพรทั้ง 30 ชนิด ของจ้าวโอสถเพื่อไปปรึกษาพี่สาวที่เป็นญาติห่างๆ ชื่อเสี่ยวหยาหยา เธอร่ำเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ในมหาวิทยาลัยสำหรับแพทย์แผนจีน โดยเขาอยากจะรู้ว่าหากผสมทั้งหมดนี่เข้าด้วยกันแล้วจะสามารถฟื้นฟูพลังชี่และการหมุนเวียนของเลือดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะส่วนผสมที่ชื่อว่า กิ่งทรราชย์สด และไผ่เพลิงสีแดงสดเก้าหยางฝาน

ขณะที่ซ่งซูหังกำลังคัทดลอกสูตรยาอยู่ กลุ่มเก้ามณฑล (1) ก็อยู่ในความสงบเช่นกัน หรือเพราะว่าเป็นวันธรรมดา สมาชิกส่วนใหญ่ที่แม้จะคลั่งนิยายเทพเซียนก็จำต้องออกไปหาเช้ากินค่ำเช่นกัน

แบบนี้ก็ถูกต้องแล้วนี่! ดีไม่ดีบางคนอาจจะยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเหมือนเขาก็ได้

หลังจากคัดลอกส่วนผสม 30 ชนิดจากสูตรยาเสร็จแล้ว ซ่งซูหังก็เอนหลังพักผ่อน แต่ยังไม่ทันจะได้หลับตา เขาก็พลันเหลือบไปเห็นโปรแกรมพยากรณ์อากาศ

มิถุนายน อากาศโปร่งใส

“อากาศดีแบบนี้ ไปออกกำลังกายดีกว่า” ทว่านิ้วมือกลับไม่เชื่อฟัง เขาเผลอไปกดเปิดไอคอนเกมออนไลน์ที่เล่นค้างไว้บนหน้าจอ “อากาศพรุ่งนี้ก็ยังดีอยู่ ไว้ค่อยไปพรุ่งนี้แล้วกันนะ!”

เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่าย เขาก็หยุดเล่นเกมแล้วเปลี่ยนเป็นส่องข้อความในกลุ่มแชทแทน

ขาประจำอย่างหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือกำลังออนไลน์อยู่พอดี “ท่านจ้าวโอสถ มาตรฐานการปรุงยาของท่านทำให้ข้านั้นถึงกับอึ้งเลยทีเดียว ข้าทดลองปรุงยาฟื้นฟูร่างกายจำนวน 10 เตา แต่ประสบความสำเร็จเพียงแค่ 8 เตาเท่านั้น สรรพคุณยานั้นดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก แต่น่าเสียดายที่ยาฟื้นฟูร่างกายนี้มีผลแค่เฉพาะผู้ฝึกตนระดับเริ่มต้นเท่านั้น มันช่วยอะไรไม่ได้มากนักสำหรับข้า แต่สำหรับท่านเซียนหยู่เยว่แห่งต้าโหลวที่มีเหล่าบรรดาศิษย์น้อยใหญ่มากมาย รวมถึงผู้อาวุโสทั้งหลายที่มีลูกศิษย์ลูกหาในปกครอง คงจะได้ประโยชน์จากยานี้ ใครได้สูตรยานี้ไป คงเป็นหนี้บุญคุณท่านจ้าวโอสถอย่างมาก มันคือการช่วยเหลือครั้งยิ่งใหญ่เชียวนะ”

นักบวชพเนจรทงฉวนปรากฎตัวอย่างลึกลับพร้อมกับส่งอีโมติคอนรูปนิ้วโป้งให้

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือหัวเราะโพล่งขึ้นมา “ข้าลืมไปว่าท่านถงเสวี่ยนมีกลุ่มนักพรตน้อยที่ท่านต้องดูแลอยู่ ท่านจ้าวโอสถ ดูเหมือนว่ามีผู้คนที่พร้อมเป็นหนี้บุญคุณท่านเพิ่มขึ้นอีกแล้วล่ะ”

นักบวชพเนจรทงฉวนส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มตอบกลับอีกครั้ง จากนั้นก็เปลี่ยนสถานะเป็นซ่อนตัว

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มตอบกลับไปอันหนึ่ง เขารู้สึกว่าการฝึกฝนสมาธิเงียบของลัทธิพุทธะนี่ช่างชวนน้ำลายบูดเหลือเกิน หากท่านถงเสวี่ยนไม่สามารถส่งอีโมติคอนต่างๆ แทนคำพูดได้ล่ะ เขาคงหมดหนทางที่จะคบค้าสมาคมกับอื่นเลยงั้นสิ?

10 นาทีผ่านไป กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ออนไลน์ “ท่านหญิงขนนก หากท่านอยู่แถวนี้ได้โปรดตอบกลับองค์ชายผู้ต่ำต้อยอย่างข้าด้วยเถอะ!” จากนั้นก็ส่งอีโมติคอนรูปหน้าร้องไห้ยาวเป็นบรรทัด

“หายไปไหนมาตั้งสามวันท่านกระบี่คลั่งสามคลื่น ไปปิดประตูถ้ำเพื่อบำเพ็ญเพียรรึ?” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มเจ้าเล่ห์ให้

“ปิดประตูกับผีน่ะสิ!” สามคลื่นตอบด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน “สามวันก่อน 'ผู้อาวุโสแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์' มาเยี่ยมข้าแล้วก็พักอยู่ที่บ้านข้าถึงสามวัน คงไม่ต้องให้สาธยายต่อแล้วนะ อ๊ากกกกก...”

“ฮี่ฮี่” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือหลุดหัวเราะแบบเยาะเย้ยออกมา--ผู้รนหาที่ตายไม่คู่ควรที่จะได้รับความเมตตา!

“ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ ท่านเทพธิดาขนนกอ่อนนุ่มผู้เลอโฉม ได้โปรดออกมาพบข้าด้วยเถิด! ข้ามีเรื่องที่จะขอร้อง!” สามคลื่นออดอ้อนอย่างน่าเวทนา คลื่นคือนามสกุลของเขา ส่วนชื่อเดิมก็คือ ‘คลื่นที่สาม’

“?” ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ออนไลน์ พร้อมกับส่งเครื่องหมายคำถามมาให้

“ท่านเทพธิดามาโปรดข้าแล้ว องค์ชายผู้นี้มีเรื่องจะขอความช่วยเหลือสักเล็กน้อย ท่านได้โปรดพาบิดาผู้ติดหนึบลูกสาวยิ่งกลับบ้านทีเถิด สามคลื่นขอคุกเข่าอ้อนวอนท่าน” สามคลื่นส่งอีโมติคอนรูปคุกเข่ามาเป็นสาย

“ฮะฮะ” ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มกลับมา “ข้ากลายเป็นผู้เฒ่า ผู้ติดหนึบลูกสาวยิ่งไปแล้วรึ?”

เพล้ง! เสียงหัวใจอันร้าวรานของสามคลื่นแตกสลายลงในทันทีที่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้ไอดีนี้อีกครั้ง

“…..” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนืออดรนทนไม่ได้จึงพูดขัดจังหวะขึ้นว่า “สหายสามคลื่น ดูเหมือนว่าท่านหญิงขนนกกำลังคิดค้นสูตรใหม่ของยาฟื้นฟูร่างกายอยู่นะ”

นี่อาจเป็นสาเหตุที่ท่านหญิงขนนกอ่อนนุ่มไม่ได้ออนไลน์มาสักพัก

ทันใดนั้น กระบี่คลั่งสามคลื่นก็ออฟไลน์ออกจากระบบ... เรียกได้ว่าตั้งสถานะห้ามติดต่อชั่วคราวไปเลยดีกว่า

“ฮ่าฮ่าฮ่า! ซ่งซูหังหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น

เขานั่งอ่านบันทึกการสนทนานี้มาสิบกว่าวันแล้ว ตลอดเวลารู้สึกได้ว่าหลายคนในกลุ่มแชทดูไม่เหมือนผู้ป่วยที่คลั่งไคล้เทพเซียนแบบธรรมดา เพราะสิ่งที่พวกเขาคุยกันเป็นเนื้อหาที่ดูเหมือนเสมือนจริงเอามากๆ ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องที่มาจากจินตนาการบ้าบอในมโนเลย

“หรือว่าฉันจะหมกมุ่นเสียจนเริ่มจะกลายเป็นแบบพวกเขาไปแล้ว?” ซ่งซูหังเริ่มวิตกกังวล

จะว่าไปเขาก็เคยผ่านช่วงอายุของการคลั่งไคล้เรื่องเหนือธรรมชาติมาแล้ว มันเป็นปีของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ วิชากำลังภายใน และความใฝ่ฝันจะเป็นยอดมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คืออดีตที่ดำมืดและเคยทำให้เขารู้สึกอับอายเสียจนอยากจะลาโลกนี้ไปเลย

พอท้องเริ่มจะหิว เขาก็คิดจะปิดหน้าต่างกลุ่มแชทลง แต่ข้อความล่าสุดจากหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือก็ทำให้เขาต้องอยู่ต่อ “คุณชายเจ็ด น้องเล็กของครอบครัวท่านจัดการวิกฤตินั่นแล้วหรือยัง? ทำไมข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรจากเขาเลยล่ะ?

คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูตอบกลับ “ตอนนี้กำลังเตรียมการอยู่ มันกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี่แหละ”

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับอีกหนหนึ่ง “จะหนีวิกฤตินั่นไปที่ใด? ท่านต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?”

“วิกฤตินั้นจะเกิดขึ้นแถวๆ ชานเมืองของเมืองเอช ไม่ต้องกังวลหรอก น้องสิบหกมีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง แค่วิกฤติสายฟ้าโฮ่วเทียนด่านที่สาม นับเป็นเรื่องที่ขี้ปะติ๋วมาก แค่พรมน้ำเล็กน้อยก็สามารถข้ามผ่านไปได้แล้ว พวกท่านอดใจดูน้องสิบหกของข้าเถอะ เขาต้องข้ามผ่านด่านที่สี่-เซียนเทียนในไม่ช้าเพราะเขาต้องการจะมาท้าประลองกับพวกท่าน วะฮะฮ่า” คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูหัวเราะเย้ยหยัน

“ถ้าหากท่านมั่นใจเช่นนั้น ข้าก็โล่งใจ น้องสิบหก--เจ้าหนุ่มผู้มากด้วยพรสวรรค์คนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ ด่านที่สาม-โฮ่วเทียนคงไม่สร้างปัญหาอะไรให้แก่หนุ่มน้อยผู้นี้เป็นแน่” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับ

ซ่งซูหัง ลูบคางตัวเองพลางคิด เมืองเอชรึ? ที่สงสัยก็เพราะว่ามหาวิทยาลัยที่เขาเรียนตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเอช ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ในหัวเซี่ย แม้ว่าจะมีอาณาเขตที่ไม่กว้างนัก แต่สภาพเศรษฐกิจนั้นดีเยี่ยม ที่นี่คือสวรรค์แห่งการจับจ่ายใช้สอยของหัวเซี่ย ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือว่ามีของทุกอย่างขายตั้งแต่สวรรค์ชั้นฟ้ายันบนพื้นโลก และปราศจากของผิดกฎหมายอีกด้วย

“ถ้าวิกฤตินั้นเกิดขึ้นในเมืองเอชจริงๆ งั้นฉันก็สามารถมองเห็นได้จากแคว้นเจียงหนานสินะ?” ซ่งซูหังหัวเราะให้กับความจริงจังของตัวเอง

วิกฤติสายฟ้าฟาดรึ? ด้วยสภาพอากาศที่ไม่มีเมฆสักก้อนเลยในรัศมีหนึ่งหมื่นไมล์ ท้องฟ้าก็แจ่มใสซ้ำยังมีแสงแดดสว่างจ้าแล้วพายุฝนฟ้าคะนองจะเกิดได้อย่างไร! และยิ่งตอนนี้เป็นยุคสมัยแห่งความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศเป็น ไม่มีทางที่เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้จะเกิดขึ้นได้เลย

“ไร้สาระชิบเป๋ง ออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอกดีกว่า” ซ่งซูหังพึมพำ

คำอธิบายจากนักแปล

วิกฤตสายฟ้าฟาด (เหลยเจี๋ย) นี้มาจากตำนานเกี่ยวกับเทพเซียน เล่ากันว่าบรรดานักพรต หรือผู้วิเศษคนใดที่ต้องการกลายเป็นเซียน จะต้องฝ่าด่านฟ้าผ่านี้ให้ได้เสียก่อน ซึ่งความรุนแรงของแต่ละด่านก็แบ่งไปตามลำดับขั้น ขึ้นอยู่กับความปรารถนาในการบรรลุมรรคผลของผู้ฝึก

ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์!

หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ซ่งซูหังเดินไปร้านเช่าหนังสือที่อยู่ใกล้ๆ และยืนอ่านหนังสือตรงหน้าต่างร้านเช่นเคย

ที่เขาชอบยืนอ่านหนังสือไม่ใช่เพราะว่าต้องการประหยัดเงินค่าเช่าหนังสือหรอก แต่มันคืองานดิเรกของเขาไปแล้วมากกว่า และเพื่อไม่ให้เจ้าของร้านเกลียดขี้หน้าหรือไล่ตะเพิด หลังจากอ่านไปได้สักพัก เขาก็จะเช่าหนังสือหนึ่งหรือสองเล่มกลับไปทุกครั้ง

มีคนกล่าเอาไว้ว่า ชื่อนั้นมีความสำคัญยิ่ง และบุคคลผู้นั้นก็จะนิสัยเหมือนกับชื่อของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ซ่งซูหังจึงชอบอ่านหนังสือมาก อ่านได้ทุกประเภทและไม่เคยอคติกับหนังสือเรื่องไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย วรรณคดีคลาสสิค บทประพันธ์คลาสสิค หรือแม้แต่งานเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ

{คำแปล : คำว่า 'ซู' ในซ่งซูหัง หมายถึงหนังสือ}

สองสามวันมานี้ เขาเน้นอ่านหนังสือเกี่ยวกับวิธีการขับรถเพราะวางแผนจะไปสอบใบขับขี่เร็วๆ นี้ การสอบใบขับขี่ในมหาวิทยาลัยมีราคาถูกมากกว่าสอบกับร้านข้างนอกเยอะ โดยราคาจะต่างกันประมาณเจ็ดถึงแปดพันหยวนเลยทีเดียว

พริบตาเตียวก็เป็นเวลาสามโมงเย็นแล้ว

“โอ๊ย เร็วจัง! ยังไม่ได้ตุนเสบียงสำหรับมื้อดึกคืนวันเสาร์เลย” ซ่งซูหังรีบเลือกหนังสือจากชั้นพลางบ่น

ตรงจุดชำระเงิน เจ้าของร้านแสนสวยกำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มโปรดพร้อมกับจิบกาแฟไปด้วย จะมีคนมาเช่าหรือไม่นั้นดูจะเป็นปัญหาเท่าไหร่

เขาแอบอมยิ้มทุกครั้งที่เห็นเธอนั่งอ่านหนังสือด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโอนราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดบนผนัง การได้มองเห็นอะไรแบบนี้มันช่างอบอุ่นหัวใจและเจริญหูเจริญตาจนทำให้ชายหนุ่มหลายคนยอมเปลี่ยนงานอดิเรกจากกบฎวัยรุ่นมาเป็นนักวรรณคดีแทน

อย่างไรก็ตาม มันอาจจะเป็นเพียงแค่ ‘โหมดสงบนิ่ง’ ของผู้หญิงเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่เห็นโหมดโจมตีหรือโหมดบ้าระห่ำก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไป

“ภายในสองวันเธอจะต้องเอาหนังสือมาคืนนะจ๊ะ หากเกินกว่ากำหนด จะมีค่าปรับหนึ่งหยวนสำหรับหนึ่งวัน” เจ้าของร้านแสนสวยย้ำถึงกฎของร้านให้ฟัง

“ครับ” ซ่งซูหังพยักหน้าแล้วหยิบหนังสือเดินออกจากร้านไป

เปรี้ยง!!! เสียงระเบิดชวนแสบแก้วหูดังขึ้น

“อะไรกันวะนั่น!” ซ่งซูหังตกใจแทบฉี่ราด “ฟ้าผ่าตอนท้องฟ้าปลอดโปร่งเนี่ยนะ?”

เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า ซ่งซูหังก็พบกับกลุ่มก้อนเมฆสีดำทะมึนปกคลุมไปทั่วขอบฟ้า ราวกับพายุกำลังจะตั้งเค้า

เมื่อสองสามปีก่อน นักพยากรณ์อากาศคาดการณ์ผิดไป ทำให้ทุกคนต้องทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เมื่อพวกเขาประกาศว่าวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส เป็นอันรู้กันว่าทุกคนจะต้องพกร่มออกจากบ้านไปด้วย และคราวนี้ สงสัยว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเดิมอีกแล้ว

ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวขาวิ่งฝ่าฝนออกไป ฟ้าก็ผ่าลงตรงหน้าดัง เปรี้ยง!

ตรงเส้นขอบฟ้า กลุ่มเมฆดำทะมึนเริ่มบิดเบี้ยวเป็นรูปแปลกประหลาด สายฟ้ารูปงูที่พุ่งออกมาจากก้อนเมฆรวมตัวกันเป็นรูปตาข่าย แล้วตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกระหึ่ม

ซ่งซูหังไม่เคยเจอฟ้าร้องฟ้าผ่าที่รุนแรงแบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะครั้งนี้ที่พร้อมใจกันเทประสานลงมาอย่างโอหัง

เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง

กลุ่มเมฆสีดำยังคงไม่ขยับไปไหน เอาแต่ปล่อยระเบิดตู้มๆ ลงตรงจุดเดิมอยู่แบบนั้น

“โชคร้ายอะไรแบบนี้เนี่ย! กลับไปยืนอ่านหนังสือต่อก็ได้วะ” น่าแปลกที่พอเขาหันหลังกลับ ฟ้าร้องฟ้าผ่าทั้งหลายก็สงบลงทันที กลุ่มเมฆสีดำทะมึนที่ลอยอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าและสายฟ้าผ่ารูปงูหายวับไปในอากาศ ราวกับว่ามีมืออันมหึมาใช้ท้องฟ้าเป็นที่ระบายสีเล่นแก้เหงา

ท้องฟ้าสีดำมืดกลับกลายเป็นโปร่งใสไร้อีกครั้ง ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้าไปทั่วทุกหนแห่ง ผู้คนในร้านหนังสือต่างพากันโจษจันถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ “โลกจะแตกแล้วหรือนี่? ต้องมีใครไปสาบานอะไรไว้กับเทวดาแน่เลย!”

จู่ๆ เด็กคนหนึ่งที่ยืนข้างเขาก็ชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้าแล้วตะโกนขึ้นว่า “ข้าไม่ต้องการเห็นท้องฟ้าแบบนี้ ข้าต้องการผืนดินแบบนี้เพื่อฝังหัวใจของข้า! ข้าต้องการท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำเพื่อหายตัวอย่างไร้ร่องรอย!”

มุมปากของซ่งซูหังเริ่มกระตุก แน่นอนว่าพอโตขึ้น อดีตอันแสนดำมืดในตอนนี้จะคอยตามหลอกหลอนเขาไปตลอดและเขาจะต้องทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากเพื่อที่จะกำจัดเรื่องเหล่านี้ออกไปจากหัวสมองให้ได้ อาจต้องดิ้นทุรนทุรายทุบตีตัวเองบนพื้นพลางร้องตะโกน “ไปตายซะ ไอ้คนน่าอาย”

ทันทีที่เห็นเด็กคนนี้ออกอาการ บันทึกการสนทนาของกลุ่มแชทเก้ามณฑล (1) ก็แว่บเข้ามาในหัวของเขาทันที “เมืองเอช ด่านที่สาม-วิกฤติฟ้าผ่าโฮ่วเทียน”

หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ “จะเป็นไปได้เหรอ? มันคือเรื่องจริงใช่ไหม? แค่เรื่องบังเอิญมั๊ง!” ซ่งซูหังพยายามทำใจให้สงบ แต่คำว่า ‘วิกฤติเมืองเอช’ ก็ยังคงติดอยู่ในหัวเขาตลอด

เขาใช้เวลาสิบแปดปีเพื่อเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโลก สิบแปดปีที่คอยสอนเขาให้เชื่อในวิทยาศาสตร์และปฏิเสธเรื่องราวเหนือธรรมชาติ พวกพายุเมฆดำเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มาผิดเวลาเฉยๆ และไม่ได้มาจากวิกฤติบ้าบออะไรสักหน่อย!

เทพอาจารย์แห่งการทำนาย

“คนพวกนั้นกำลังครอบงำฉัน และฉันจะต้องออกจากกลุ่มแชทบ้าๆ นี่ให้เร็วที่สุด!” ซ่งซูหังยืนกรานกับตัวเอง

ทว่าความเป็นห่วงที่มีต่อสมาชิกในกลุ่มเกี่ยวกับยาฟื้นฟูร่างกายที่อาจมีสารพิษเจือปนก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอด

พอกลับถึงหอพัก สิ่งแรกที่เขาทำก็คือรีบส่งส่วนผสมการปรุงยาให้กับญาติทันที

“พี่หยาหยาครับ สมมุติว่า ถ้าเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้ไปต้มจนเหนียวข้น มันจะกลายเป็นตัวยาที่ใช้ฆ่าคนได้ไหมครับ? ถ้าพี่พอจะมีเวลาสักนิด ช่วยผมดูส่วนผสมหน่อยนะครับ”

เมื่อเขากดปุ่มส่งข้อความเรียบร้อย ซ่งซูหังก็นั่งพิงเก้าอี้เพื่อผ่อนคลายความคิด

เสี่ยวหยาหยาและซ่งซูหังไม่ค่อยได้ติดต่อกันมาสักพักแล้ว เนื่องจากเธอต้องเริ่มฝึกงานที่วิทยาลัย นานๆ จะโผล่มาออนไลน์ที เวลาส่งข้อความไปหากว่าจะได้รับการตอบกลับต้องรอกันเป็นอาทิตย์เลย

ถ้าเลือกได้ เขาก็อยากที่จะถามต่อหน้ามากกว่าแค่ส่งข้อความไป เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดไปว่าเขาสติไม่สมประกอบเสียแล้ว

ถึงจะคิดได้แบบนี้ เขาก็ยังอดที่จะไม่เข้าไปซุ่มอ่านบทสนทนาในกลุ่มเก้ามณฑล (1) อยู่ดี

เช่นเคย หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือออนไลน์อยู่ “คุณชายเจ็ด วิกฤติสายฟ้าหายไปแล้วรึ? แล้วเจ้าหนูสิบหกเลื่อนไปอยู่ระดับไหนแล้วล่ะ?”

ข้อความนี้เพิ่งถูกส่งเมื่อสิบนาทีที่ผ่านมา แต่คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูยังคงไม่ตอบกลับ

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างช่วงวิกฤติสายฟ้านั้นใช่ไหม?” ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ถาม

เธอรู้ดีว่าสำหรับผู้ฝึกตนนั้น แม้จะเป็นวิกฤติเล็กน้อยก็ไม่ควรประมาทเด็ดขาด เพราะหากผิดพลาดเพียงน้อยอาจส่งผลร้ายแรงได้

“แค่ด่านที่สาม-โฮ่วเทียนธรรมดาๆ ไม่น่าจะเกินกำลังคุณชายเจ็ดหรอก” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบ

เพียงแต่ในตอนนี้ คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูยังคงเงียบอยู่ทุกคนเลยไม่อาจวางใจได้

ขณะเดียวกัน ไอดีนิรนามที่ไม่เคยปรากฎตัวอย่าง 'เทพอาจารย์แห่งการทำนาย' ก็ส่งข้อความมาว่า “อย่าได้กังวลใจไป เดี๋ยวเทพอาจารย์แห่งการทำนายโชคชะตาอย่างข้าจะช่วยทำนายให้ก่อนเอง”

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับอย่างนอบน้อม “รบกวนท่านด้วย”

สองสามนาทีผ่านไป เทพอาจารย์แห่งการทำนายก็หัวเราะขึ้น “ฮ่าฮ่า ไม่มีปัญหา ผลจากการทำนายของข้าบอกว่าเป็นเคราะห์ดี คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูและญาติหนุ่มของเขาปลอดภัยดี พวกเรามารอเจ้าหนูสิบหกเอ่ยปากขอท้าประลองกันดีกว่า”

ทว่าหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือกลับไม่ยินดีกับผลของการทำนายนี้เลย เขาส่งอีโมติคอนรูปหน้าโกรธมาให้พร้อมข้อความที่ว่า “แสดงว่าน้องสิบหกมีปัญหาจริงๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่คุณชายเจ็ดไม่ออนไลน์ ตอนนี้มีใครอยู่ใกล้เมืองเอชบ้าง ช่วยไปดูทีว่าคุณชายเจ็ดต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?

กระบี่คลั่งสามคลื่นปรากฎตัวทันที “สิ่งที่พวกท่านยังไม่รู้ก็คือ การทำนายของเทพอาจารย์แห่งการทำนายนั้นไม่เคยถูกต้องเลยสักครั้ง หากผลการทำนายของเขาออกมาดี ท่านควรจะรู้ไว้เลยว่าเคราะห์ร้ายทั้งหลายนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ในทางกลับกัน หากเขาทำนายว่าท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย ท่านควรจะรู้สึกผ่อนคลายเพราะว่าท่านกำลังจะมีโชค ถ้าหากวันใดเขาทำนายว่าจะมีวันสิ้นโลกที่รุนแรงเกิดขึ้น ท่านควรจะจัดงานฉลองเพราะมันคือสัญญาณที่ดีว่าท่านอาจจะหยิบฉวยเครื่องรางอมตะจากที่ไหนได้สักแห่งแน่นอน”

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือเสริม “จากมุมมองที่แตกต่าง ความแม่นยำในการทำนายของท่านเทพอาจารย์นั้นสูงลิบมากเพราะถ้าหากท่านเลือกด้านตรงข้ามของผลทำนาย ท่านจะค้นพบคำตอบที่ถูกเสียยิ่งกว่าถูก”

เทพอาจารย์แห่งการทำนาย “…..”

“ท่านหญิงขนนก ช่วยลองถามบิดาของท่านให้หน่อยได้หรือไม่ ว่าเขามีแผนจะกลับบ้านเมื่อไหร่? เขาอยู่ที่บ้านของข้ามานานมากแล้ว ไม่คิดถึงบ้านบ้างเลยหรือ? โดยเฉพาะลูกสาวสุดที่รักน่ะ”

“แน่นอนท่านผู้อาวุโส หากมีเวลาข้าจะรีบถามท่านพ่อให้เลย” ขนนกอ่อนนุ่มตอบอย่างสุภาพ แต่คำตอบนั้นกลับไม่แน่ชัดว่าเธอจะถามให้เมื่อไหร่และจะขอให้พ่อกลับบ้านแน่รึเปล่า

“คนที่ซุ่มอยู่ มีใครมาจากเมืองเอชบ้างไหม” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือถามทุกคนในกลุ่ม

สมาชิกที่ซุ่มอยู่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาทีละคน แต่ไม่มีใครอาศัยอยู่ใกล้เมืองเอชเลย หัวเซี่ยเป็นเมืองที่ใหญ่มากในขณะที่สมาชิกกลุ่มมีจำนวนแค่หยิบมือ

ซ่งซูหังอยู่ในแคว้นเจียงหนานติดกับเมืองเอชก็จริง แต่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของคุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูมาก่อนเลย แล้วเขาจะเที่ยวออกเดินตามหาใครบางคนที่หายไปเพียงเพราะคำทำนายมั่วซั่วในกลุ่มแชทประหลาดได้อย่างไร

ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์เอ่ยขึ้น “บังเอิญข้ามีธุระต้องไปทำที่เมืองเจ ดังนั้น ข้าจะบินไปที่สนามบินเจียงหนานก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเครื่องไปที่เมืองเจ แคว้นเจียงหนานอยู่ติดกับเมืองเอช ถ้ามีอะไรที่ข้าพอช่วยได้โปรดอย่าเกรงใจ ข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือพี่น้องสหาย”

“ช่างมีน้ำใจเสียจริง” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับ

ผ่านแคว้นเจียงหนานเหรอ?

ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มแชทคนนี้จะมาที่นี่! ซ่งซูหังกระพริบตาปริบๆ

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือพูดอย่างดีใจว่า “ข้าจะพยายามติดต่อคุณชายเจ็ด หากเขาต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะบอกให้ท่านหญิงขนนกทราบโดยเร็ว”

ทันใดนั้น ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานก็ปรากฎตัวขึ้นเพื่อพยายามปลอบขวัญสมาชิก “ลุ่มน้ำเหนือ ไม่ต้องกังวลไปหรอก ตราบใดที่มีคุณชายเจ็ดอยู่ แม้พวกเขาอาจต้องเจอด่านที่สี่-วิกฤติเซียนเทียน ต่ออีกก็ตาม”

“แน่นอน” หมอพเนจรแห่งแห่งลุ่มน้ำเหนือถอนหายใจ “อันที่จริงข้าก็ไม่ได้กังวลอะไรมากกับแค่วิกฤติแสนธรรมดาของด่านที่สาม-โฮ่วเทียน แต่ผลทำนายของเทพอาจารย์แห่งการทำนายต่างหากที่ทำให้ข้ากังวล”

“……” ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซาน

“……” กระบี่คลั่งสามคลื่น

พวกอันธพาลถูกกวาดล้าง

“หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือท่านสบประมาทข้าเกินไปแล้วนะ! เดือนหน้าคืนพระจันทร์เต็มดวงขอเชิญมาประลองฝีมือกันที่ลานประลองสักหน่อยเถิด!”

“เทพอาจารย์จอมปลอม ข้าหาได้กลัวท่านหรอกนะ หากแต่คืนพระจันทร์เต็มดวงของเดือนหน้าข้าไม่ว่าง คงจะต้องขอเลื่อนไปอีกสามเดือนเห็นจะได้ และพอถึงตอนนั้น ช่วยบอกข้าด้วยว่าท่านแปลงร่างเป็นตัวอะไรอยู่ ถุงเท้า หุ่นกระบอก หรืออะไร ข้าจะได้ประลองไม่ผิดตัว”

แท้จริงแล้ว เทพอาจารย์แห่งการทำนายไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการทำนายโชคชะตา แต่กลับเชี่ยวชาญด้านศาสตร์การแปลงร่างมากกว่า หลายครั้งที่เขาจำต้องแปลงร่างหลบหนีสมาชิกในกลุ่ม เพราะทำนายผิดบ่อยเหลือเกิน

“ได้! อีกสามเดือนข้าจะรอท่านอยู่ที่ลานประลองสูงสุด” เทพอาจารย์แห่งการทำนายโกรธจัด

“ตกลงตามนี้!” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือผู้เด็ดเดี่ยวตอบกลับแบบไม่ลังเล

สังเกตการณ์ไปได้สักพัก ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานก็ส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มออกมาพร้อมเปรยว่า “หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือ ตัวท่านติดแหงกอยู่ที่ด่านที่ห้า-ด่านแห่งจิตวิญญาณจักรพรรดิมาก็นานแล้ว ถึงเวลาที่ท่านจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่ง ‘การเปลี่ยนผ่าน’ สักที การประลองนี้จะช่วยให้ท่านได้ขับพลังส่วนเกินออกมาเป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวข้าและสหายทุกท่าน ข้าจะขอขึ้นไปบนลานประลองสูงสุดเพื่อเป็นผู้ตัดสินให้กับท่านทั้งสองพร้อมของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง”

“ท่านช่างรู้ใจข้าเสียจริง!” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ราชันย์ตัวจริงแห่งเขาหวงซานเป็นผู้อาวุโสชั้นสูง เช่นนั้น ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ อาจไม่เล็กน้อยอย่างที่คิด

“ท่านราชันย์ช่างมีน้ำใจยิ่งนัก หากเวลานั้นมาถึง ท่านหมอพเนจรอาจถูกลมหนาวบนลานประลองทรมานจนตายเสียก่อนจะได้อยู่รอรับของกำนัลจากท่านก็เป็นได้” เทพอาจารย์แห่งการทำนายพูดอย่างมั่นใจ

“……” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือ

เจ้าหมอนี่นอกจากจะชอบล้อเล่นกับจิตใจของผู้อื่นด้วยคำทำนายแล้ว ยังมีความคิดที่สกปรกโสมมอีกต่างหาก!

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือบอกกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะต้องไม่พ่ายแพ้ต่อเทพอาจารย์แห่งการทำนายเด็ดขาดแม้ว่าท่านราชันย์จะไม่ไปตามที่รับปากไว้ก็ตาม

หลังจากที่ซ่งซูหังได้อ่านบันทึกการสนทนาจนจบ เขาก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง

คนพวกนี้จะขึ้นไปเล่นพิเรนทร์กันที่ข้างบนนั่นโดยไม่กลัวว่าจะโดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับส่งตำรวจเลยรึ? ไม่ได้ๆ ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องเตือน การทำลายมรดกทางวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องตลก มันผิดกฎหมายใครๆ ก็รู้

เมื่อปิดหน้าต่างแชทลง ซ่งซูหังก็เปิดเว็บของมหาวิทยาลัยภูมิภาคเจียงหนานขึ้นเพื่ออ่านข่าวรายวัน โดยพาดหัวข่าวหลักของวันนี้ก็คือเรื่องของฟ้าผ่าลึกลับเมื่อตอนกลางวัน โดยสถานที่จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้เลย... เมืองเอช

เมืองเอชนั้นตั้งอยู่ใกล้กับแคว้นเจียงหนานมาก บางพื้นที่จึงเกิดเหตุการณ์หม้อไฟระเบิด ตามด้วยไฟดับและเรื่องวุ่นอีกมากมาย เคราะห์ดีที่ไม่ใครเสียชีวิตจากเรื่องประหลาดนี้เลย

ในตอนท้ายมีข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเจียงหนาน เช่นการจัดประกวดดาวและเดือนประจำปี ซึ่งกิจกรรมนี้ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจนโด่งดังไปทั่วประเทศ สืบเนื่องมาจากของรางวัลนั่นก็คือ ผ้าห่มประมูลของรุ่นพี่สาวแสนสวยที่เรียนจบไปแล้วหลายๆ คน

ซ่งซูหังไม่ตื่นเต้นกับข่าวพาดหัวสุดฮอตพวกนี้เท่าไหร่ แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนขับรถแทน โดยราคานักศึกษาสำหรับรถยนต์ทั่วไปจะอยู่ที่ 2500 หยวนเท่านั้น ต่างจากราคาของบุคคลทั่วไปที่สูงถึง 10000 หยวนเลยทีเดียว

ติ๊งต่อง

ทันใดนั้น เว็บไซต์ของโรงเรียนก็แจ้งเตือนเกี่ยวกับข่าวของวิทยาเขต และสิ่งนี้ก็กระตุ้นความใคร่รู้ให้แก่เขาเป็นอย่างมาก

เมื่อยี่สิบนาทีก่อนที่ในซอยติดกับมหาวิทยาลัย มีอันธพาลหลายคนถูกทำร้ายจนหมดสติโดยบุคคลปริศนาผู้หนึ่ง

อันธพาลกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นนักเรียนอยู่ ในขณะที่ส่วนน้อยเป็นนักเรียนที่ลาออกจากโรงเรียนกลางคันหรือไม่ก็เป็นพวกที่เรียนซ้ำชั้น

กบฎวัยเยาว์พวกนี้มักจะรวมตัวกันตามตรอกเพื่อสูบบุหรี่ ชอบทำสีผมฉูดฉาด เจาะและสักทั่วทั้งร่าง งานอดิเรกหลักก็คือการ 'ขอยืมเงิน' หรือ ‘ไล่ทุบตี’ เหล่านักเรียนขี้ขลาดขาตาว

การที่กลุ่มอันธพาลถูกทำร้ายจนหมดสติอาจไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอะไร หากแต่เป็นกลุ่มอันธพาลร่วม 100 คน ที่ถูกไล่ทำร้ายจนหมดสติไปพร้อมๆ กัน

นักเรียนคนหนึ่งบังเอิญถ่ายภาพตอนเกิดเหตุเอาไว้ได้ ซึ่งถ้าใครได้เห็นรูปก็ต้องรู้สึกเวทนาปนขบขันอย่างแน่นอน เพราะแทบจะทุกคนในตอนนั้นมีใบหน้าสีแดงฉานราวกับเพิ่งไปเล่นละครเวทีโอเปร่าที่ปักกิ่งมา การแต่งกายของพวกเขานั้นดูดีเป็นอย่างมาก ทว่าบุคคลลึกลับกลับทุบตีพวกเขาชนิดที่ว่าถ้ากลับบ้านไปหาแม่ คงโดนแม่ยังไล่ยิงเพราะจำหน้าลูกไม่ได้

มีคนออกความเห็นเกี่ยวเรื่องนี้มากมาย บ้างก็แสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจ “ใครกันช่างใจร้าย หึหึ” บ้างก็คาดเดาถึงบุคคลลึกลับกันไปต่างๆ นาๆ “เป็นใครบางคนจากชมรม MMA หรือว่าชมรมเทควันโดหรือเปล่า? หรือว่าจะมาจากชมรมชกมวย?”

แหล่งข่าวล่าสุดรายงานว่า “พวกเขาถูกหามส่งโรงพยาบาลจนครบ แต่ก็ยังไม่มีใครรู้สึกตัวเลยสักคน แถมเบาะแสที่จะสาวถึงตัวคนร้ายก็ไม่มี”

แต่เมื่อนักข่าวลองไปสอบถามจากชาวบ้านละแวกนั้นก็กลับได้คำตอบที่ชวนให้สงสัยมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก เพราะนอกจากจะไม่มีการยกพวกตีกันแล้ว ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ที่ชาวบ้านเรียกยังสามารถต่อสู้เพียงลำพังกับอันธพาลเป็นร้อยได้อีกด้วย

“หรือบางทีอาจจะเป็นคนที่อยู่ในกองกำลังพิเศษของกองทัพก็ได้นะ มีคนเคยเล่าให้ฟังว่า เพียงแค่ไม่กี่นาทีกองกำลังพิเศษก็สามารถเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้เป็นโหลๆ แล้ว ทว่าในครั้งนี้... เขาจะทำมันไปเพื่ออะไรกัน?”

และแม้กองกำลังพิเศษจะเก่งกาจแค่ไหน แต่การถูกสั่งให้มากวาดล้างเหล่าอันธพาลในตรอกข้างโรงเรียน ก็ไม่ต่างจากการต้องขนปืนใหญ่ออกไปไล่ยิงยุงลายหรอก”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกอันธพาลไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลใจอะไรมากมาย

แม้เขาจะสูงเพียงแค่ 175 เซนติเมตร แต่ซ่งซูหังก็ยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในประเภท ‘บ่อเงินบ่อทอง’ แต่อย่างใด อีกทั้งเขาไม่มีวันที่จะได้ไปเกี่ยวข้องหรือผูกสัมพันธ์กับอันธพาลเหล่านั้นแน่นอน

วันต่อมา

2 มิถุนายน วันอาทิตย์ อากาศสดใส

วันนี้ซ่งซูหังตื่นนอนแต่เช้า เพราะหวังว่าจะได้รับข้อความตอบกลับจากญาติผู้พี่บ้าง

หลังจากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ซ่งซูหังก็เปิดโปรแกรมแชทขึ้นดูตามปกติ และแน่นอน ยังคงไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จากญาติของเขา “อีกสองวันถ้ายังไม่ตอบกลับ ฉันจะโทรไปเอง” ซ่งซูหังคิดในใจ

หลังจากนั้นเขาก็เปิดข้อความสนทนาของกลุ่มเก้ามณฑล (1) ขึ้นอ่านอย่างอารมณ์ดี

ข้อความแรกมาจากคุณชายเจ็ดแห่งสกุลซู “ทุกท่านได้โปรดอย่ากังวลใจไป วิกฤติสายฟ้าฟาดของน้องสิบหกมีปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อย แต่ข้าก็ได้จัดการแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว ทว่าเคราะห์ไม่ดี หลังเหตุการณ์วันนั้นจบลง น้องสิบหกกลับคลุ้มคลั่งอย่างหนัก จนควบคุมตัวเองไม่อยู่ มีคนธรรมดาๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกทำร้ายมากมาย ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรมากนักหรอก ทว่าข้าจำต้องขอลาพวกท่านสักสองสามวันเพื่อพาน้องสิบหกไปพักผ่อนที่สำนักหลักของสกุลซู”

นี่คือข้อความที่ถูกส่งมาตอนตีสาม...

ขนนกอ่อนนุ่มกับถนนโหล่ว ซิน

“เคราะห์ยังดีที่ไม่เกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้น งั้นข้าจะรีบแจ้งข่าวนี้ให้แก่ท่านหญิงขนนกอ่อนนุ่มทราบ นางจะได้ไม่วิตกกังวลและเสียเวลาในการเดินทางไปยังเมืองเอชอีก” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบกลับอย่างรวดเร็ว

ซ่งซูหังไม่รู้ว่าหมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือเอาเวลาว่างมาจากไหนเยอะแยะ หรือว่านิสัยชอบออนไลน์ของเขาบังเอิญไปตรงกับเวลาออนไลน์ของซ่งซูหังพอดี และไม่ว่าเขาจะออนไลน์หรือออฟไลน์ เจ้าหมอนี่ก็ยังคงออนไลน์อยู่

หลังจากที่คุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูพูดจบ เขาก็กล่าวลาทุกคนแล้วออกจากกลุ่มไป

ตีห้าของวันรุ่งขึ้น จ้าวโอสถก็ออนไลน์พร้อมส่งรูปภาพของพืชชนิดหนึ่งและเครื่องหมายคำถามมาให้ ลำต้นของพืชชนิดนี้โค้งงอเหมือนมังกรขดตัว ตรงส่วนปลายมีหนามเป็นเส้น ในขณะที่รากมีสีดำอมม่วง ถึงมันจะแปลกแต่ก็มีจุดเด่นที่น่าชื่นชมอยู่มาก

“หญ้าพิษมังกร! จ้าวโอสถท่านต้องการหญ้าพวกนี้ไปทำไมรึ?” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือถามขึ้นเป็นคนแรกอีกแล้ว

“เคยทดลอง แต่ตายหมด” จ้าวโอสถส่งอีโมติคอนรูปหน้าเศร้ามาให้

“เอาล่ะ ข้าและคนอื่นๆ จะติดต่อท่านอีกครั้งหากพบเจอพืชชนิดนี้” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบ

“เอาแบบไม่ตายนะ” จ้าวโอสถย้ำอีกครั้ง

หญ้าพิษมังกร? ดูเหมือนจะไม่ใช่พืชทั่วไปเลย คงไม่คิดจะเอามาเป็นส่วนผสมเพื่อปรุงยาอีกหรอกนะ!

กลุ่มนี้หาเรื่องตายกันเก่งเหลือเกิน! แต่เดี๋ยวก่อน... ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ นะ

ซ่งซูหังนึกถึงข้อความของคุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูแล้วก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้เขาก็กลับไปอ่านมันอีกรอบ

“มีคนธรรมดาๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกทำร้ายมากมาย ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต” ประโยคนี้ทำให้ซ่งซูหังนึกถึงกลุ่มอันธพาลที่โดนกวาดล้างจากบุคคลปริศนา

นี่คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหม? ถ้าหากเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ จำนวนครั้งของมันก็ออกจะเยอะไปหน่อยนะ!

หลังจากนั่งคิดเรื่องนี้ไปได้สักพัก เขาก็บิดขี้เกียจและเตรียมตัวไปวิ่งเพราะร่างกายที่เริ่มจะถดถอยจากพิษของไข้หวัดอันยาวนานกว่าสิบห้าวัน โดยเป้าหมายที่ตั้งไว้จากนี้ก็คือ ต้องวิ่งให้ได้วันละ 1.5 กิโลเมตรตลอดหนึ่งเดือนเต็ม

ขณะเดียวกันที่สนามบินแคว้นเจียงหนาน

สาวสวยผมยาวจรดเอวคนหนึ่งเดินออกจากสนามบินพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ ผิวของเธอขาวละเอียด ตัวสูงเพรียว สวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบที่ยิ่งทำให้ดูอ่อนวัยมากขึ้นไปอีก

“ข้าไม่ชอบสถานที่ใหญ่โตแบบนี้เลย มันทำให้หลงทางได้ง่ายมาก” หญิงสาวบ่นอุบอิบ จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

ซ่งซูหังเหงื่อท่วมจากการวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้า แต่ก็รู้สึกสดชื่นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และด้วยความที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เขาเลยว่างตลอดบ่ายและคิดอยากจะหาอะไรทำแก้เบื่อ

ไปอ่านหนังสือที่ร้านหรือไปกินซาลาเปาดีหว่า... สุดท้าย ก็เลือกที่จะดูเวปไซต์ของมหาวิทยาลัยเพื่อติดตามข่าวสารเรื่องที่กลุ่มอันธพาลถูกทำร้าย อย่างไรก็ดี พวกเขายังคงนอนสลบแบบไม่รู้สึกตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งตำรวจยังคงตามหาบุคคลลึกลับที่ก่อเรื่องนี้ไม่ได้เลย

บรรดานักศึกษาที่ไปเยี่ยมต่างคุยกันหนาหู เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขามักจะร้องครวญครางออกมาอย่างความเจ็บปวดแม้จะยังนอนไม่ได้สติ เสียงร้องอันน่าเวทนาของกลุ่มคนกว่าร้อยชีวิตทำเอาหอพักผู้ป่วยขนาดมหึมาของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความหดหู่จากเสียงก้องกังวาลเหล่านั้น

ในขณะที่ปล่อยให้ความคิดล่องลอยอยู่นั้น เขาจึงเปิดกลุ่มแชทขึ้นดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ (ออนไลน์จากโทรศัพท์มือถือ) เพิ่งจะส่งข้อความมาว่า “ท่านผู้อาวุโสลุ่มน้ำเหนือ ข้าเดินทางถึงสนามบินแคว้นเจียงหนานแล้ว ทางด้านคุณชายเจ็ดแห่งสกุลซูยังต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?”

“ท่านหญิงขนนก ตอนนี้คุณชายเจ็ดตามหาน้องสิบหกพบแล้วและทั้งสองก็เดินทางออกจากเมืองเอชไปอย่างปลอดภัยแล้วด้วย ท่านไปทำธุระที่เมืองเจต่อให้สบายใจเถอะ” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือกล่าว

“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็สบายใจ” ขนนกอ่อนนุ่มตอบกลับ ทว่าสักพักนางก็ถอนหายใจออกมา “อันที่จริง ข้าหวังว่าจะได้พบกับคุณชายเจ็ดที่เมืองเอชก่อนแล้วค่อยเดินทางไปที่เมืองเจด้วยกันเพราะข้าไม่คุ้นเคยกับที่ไหนสักแห่งเลย”

“ตอนนี้โทรศัพท์มือถือมีฟังก์ชั่นที่มีประโยชน์และใช้งานง่ายมากเรียกว่า ‘ระบบนำทาง’ คนสมัยใหม่เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นมันขึ้นมา” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือแนะนำอย่างตื่นเต้นตามแบบฉบับของคนที่ทันสมัยที่สุดในกลุ่มตอนนี้

“ข้าลองดูแล้ว แต่โปรแกรมนำทางไม่สามารถหาสถานที่ที่ข้าต้องการไปได้” ขนนกอ่อนนุ่มตอบกลับอย่างเศร้าหมอง “แม้จะมีป้ายบอกทางเยอะแยะ แต่ข้าก็ยังคงหลงอยู่บ่อยๆ” ขกนกอ่อนนุ่มเสริม

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือปลอบใจนางว่า “ถ้าเจ้าฝึกจนผ่านด่านที่ 5 และสามารถลอยตัวกลางอากาศได้แล้ว เมื่อมองจากมุมสูงเจ้าก็จะไม่หลงทางอีก ตอนนี้เจ้าควรเดินทางโดยแท็กซี่น่าจะดีกว่า คนขับแท็กซี่จะสามารถไปส่งเจ้ายังจุดหมายปลายทางได้”

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมาก ข้าจะลองทำตามที่ท่านแนะนำดู” ขนนกอ่อนนุ่มกล่าวขอบคุณ

หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือพูดเสริมอีกว่า “เจ้าจะเดินทางไปที่ใดรึ?” หากหาสถานที่ไม่เจอจริงๆ ข้าจะลองให้นักพรตที่อยู่ละแวกนั้นช่วยอีกแรงแล้วกัน” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือปลอบใจนางอีกครั้ง

“ข้าจะไปที่ถนนโหล่วซิน ตั้งอยู่ในเมืองเจ ใกล้ๆ กับวิหารโบราณที่ชื่อว่าวิหารตะเกียงวิญญาณ” ขนนกอ่อนนุ่มตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะช่วยหาคนพาเจ้าไปยังจุดหมายปลายทางก็แล้วกัน” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือเสนอ

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสเป็นอย่างมาก” ขนนกอ่อนนุ่มส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มพร้อมข้อความที่ว่า “ข้าจะลองนั่งแท็กซี่ดูสักครั้งก่อนก็แล้วกัน”

ถนนโหล่ว ซิน สายอื่น

ซ่งซูหังอยู่ในแคว้นเจียงหนานพอดี และถึงเขาจะรู้สึกอยากช่วยเหลือแค่ไหน แต่การต้องขับรถสองชั่วโมงจากมหาวิทยาลัยประจำเมืองไปยังสนามบินเจียงหนานที่มีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากพื้นที่โดยรวมของประเทศก็จัดว่าไกลอยู่มาก อีกทั้งเขาก็ไม่คุ้นเคยกับเมืองเจและวัดตะเกียงวิญญาณมาก่อนเลยด้วย

เท่าที่รู้ก็คือ เมืองเจอยู่ติดกับแคว้นเจียงหนาน หนึ่งในเมืองที่มีชื่อเสียงอย่างมากของดินแดนหัวเซี่ย อีกทั้งเป็นเมืองแห่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ซึ่งในทุกๆ ปีบรรดาศาสนิกชนทั้งหลายจะเดินทางมาแสวงบุญกันเป็นจำนวนมาก

“ถนนโหล่วซินรึ? เหมือนข้าจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” ซ่งซูหังพึงพำ

ขณะเดียวกัน ขนนกอ่อนนุ่มลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปยืนสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ที่จุดรอรถแท็กซี่

ไม่กี่นาทีต่อมามีรถแท็กซี่จำนวนมากเคลื่อนมายังเบื้องหน้าของเธอ “คุณผู้หญิง ไปไหนดีครับ” แท็กซี่สีแดงจอดเป็นคันแรก โดยมีชายวัยกลางคน หน้าเหลี่ยม ที่พูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่วเป็นคนขับ

“ขอโทษค่ะ ฉันต้องการไปที่วิหารตะเกียงวิญญาณ คุณพอจะพาไปได้ไหม?” ขนนกอ่อนนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

คนขับรถแท็กซี่ส่ายหัว “วิหารตะเกียงวิญญาณ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับ”

เมื่อเห็นคนขับส่ายหัว ขนนกอ่อนนุ่มก็รู้สึกใจไม่ดี ใบหน้างดงามของเธอพลันหม่นหมองลงด้วยความผิดหวัง

“คุณพอจะรู้ไหมว่ามันตั้งอยู่บนถนนอะไร?”

“รู้ค่ะ ชื่อถนนโหล่วซิน!” ขนนกอ่อนนุ่มตอบอย่างมีหวัง

“ถนนโหล่วซินเหรอ? ผมคุ้นเคยกับย่านนั้นมานาน แต่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อวิหารตะเกียงวิญญาณมาก่อนเลยนะ” คนขับตอบอย่างจริงจัง

“ถ้าเช่นนั้น กรุณาไปส่งฉันที่ถนนโหล่วซินด้วยค่ะ” เธอขอร้องโดยเตรียมแผนสำรองเอาไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

“คุณรีบรึเปล่า? ถ้าไม่รีบ ผมแนะนำให้ขึ้นรถบัสไปจะดีกว่า ระยะทางเท่ากันแต่ราคาต่างกันเยอะเลยครับ” คนขับแท็กซี่อธิบายแบบตรงไปตรงมา

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ส่งฉันให้ถึงที่หมายก็พอ” ขนนกอ่อนนุ่มยิ้มให้เล็กน้อย

“งั้นเชิญครับ” พูดจบเขาก็เดินมาช่วยเธอยกกระเป๋าขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร หญิงสาวร่างบอบบางตรงหน้าก็ใช้เพียงนิ้วเดียวยกกระเป๋าใบโตใส่กระโปรงท้ายเรียบร้อยแล้ว

กระเป๋าเดินทางใบนี้น่าจะหนักประมาณสามสิบกิโลกรัมได้ หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ--ชายหน้าเหลี่ยมยืนคิด

กลุ่มเก้ามณฑล (1)

ระหว่างที่อยู่บนรถ ขนนกอ่อนนุ่มแห่งเกาะผีเสื้อสวรรค์ส่งข้อความเข้ากลุ่มผ่านโทรศัพท์มือถือ “ผู้อาวุโสแห่งลุ่มน้ำเหนือ ข้าอยู่ระหว่างการเดินทางไปถนนโหล่วซินแล้ว ทว่าคนขับรถไม่รู้จักวิหารตะเกียงวิญญาณที่ว่า ข้าเลยตั้งใจว่าจะไปสอบถามจากผู้ที่อาศัยละแวกนั้นแทน”

“ข้าลองถามหลายคนแล้วเช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับวิหารนั่นเลย อย่างไรก็ดี ข้าจะรีบติดต่อกลับหาเจ้าอีกครั้งหากมีความคืบหน้า” หมอพเนจรแห่งลุ่มน้ำเหนือตอบ

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส” ขนนกอ่อนนุ่มส่งอีโมติคอนรูปหน้ายิ้มให้พลางบีบมือของตัวเองเบาๆ

นี่ถือเป็นการเดินทางไกลเพียงคนเดียวครั้งแรกของเธอ ที่ผ่านมาไกลสุดก็แค่แคว้นใกล้เคียงที่อยู่ติดกับเกาะผีเสื้อสวรรค์เท่านั้น และมักจะมีท่านพ่อคอยติดตามไปด้วยเสมอ

ตลอดทั้งวัน ซ่งซูหังไม่ได้อ่านบันทึกการสนทนาของกลุ่มเลยเพราะมัวแต่ไปยืนอ่านหนังสือที่ร้านเช่า

ที่จริงวันนี้ เขาเอาหนังสือที่เคยเช่าไปก่อนหน้าแต่ยังไม่ได้อ่านมาคืนด้วย เพราะสำหรับเขาแล้ว การยืนอ่านในร้านยังไงก็ได้อรรถรสมากกว่า

ซ่งซูหังที่ปกติจะไม่พกโทรศัพท์มือถือติดตัวแต่วันนี้มันกลับตรงกันข้าม “แบตเตอรี่เหลือ 7% น่าจะพอใช้อยู่มั๊ง” เขาบ่นกับตัวเองตอนที่คว้าโทรศัพท์ออกจากห้อง

ผ่านไปราวชั่วโมงครึ่ง ซ่งซูหังก็วางหนังสือเล่มหนาคืนบนชั้นด้านหลัง “หรือว่าเมื่อเช้าจะลุกจากที่นอนผิดท่า?” เขารู้สึกประหลาดที่ไม่สามารถยืนอ่านหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบได้จนจบ ไม่ว่าจะเป็นนิยายแฟนตาซี ทฤษฎีเกี่ยวกับรถ การ์ตูนมังงะ หรือชีวประวัติคนดัง

ยืนคิดไปได้สักพัก เขาก็ตัดสินใจไปเดินเล่นรอบๆ มหาวิทยาลัยแก้เบื่อ รอเวลาให้ร้านอาหารข้างทางแสนอร่อยเปิดในโซนที่เรียกว่า ‘สวรรค์ของนักชิม’

สวรรค์ของนักชิม เป็นร้านอาหารข้างทางที่ตั้งเรียงรายตามสองฝั่งถนนนอกมหาวิทยาลัยเจียงหนาน ทุกความอร่อยหาได้จากจากที่นี่ โดยอาจต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจึงจะเดินได้ทั่วถนนแห่งนี้

ภายใต้แสงอาทิตย์ ป้ายถนนที่ประกอบด้วยอักษรสีทองห้าตัวส่องประกายวิบวับแก่ผู้มาเยือนว่า ‘ถนนโหล่วซิน ยินดีต้อนรับ’

“ชื่อเจ๋งดี” คิดจบเขาก็เดินเข้าไปด้านในทันที

เพียงแค่สี่ห้าก้าวเขาก็ชักขากลับ แล้วเดินมายืนอ้าปากค้างที่หน้าป้ายอีกครั้ง

ถนน... โหล่ว... ซิน!

เวลาอันแสนสั้นตอนเดินเล่นบนถนน

ซ่งซูหังยืนคิดย้อนไปมาอยู่สักพักก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้

“ท่านหญิงขนนกไม่ได้พูดว่าถนนโหล่วซินอยู่ในเมืองเจใช่ไหม? เพราะสถานที่ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นเจียงหนาน หรือว่าเธอจะจำที่อยู่ผิด?” หรือทั้งสองที่จะมีถนนที่ชื่อว่าโหล่วซินเหมือนกัน?”

ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะบางพื้นที่ในประเทศก็มีชื่อซ้ำๆ กันให้เห็นอยู่บ้าง แต่ประเด็นก็คือ ที่ที่ขนนกอ่อนนุ่มจะต้องไปน่าจะเป็นเมืองเจมากกว่าแคว้นเจียงหนานไม่ใช่รึ?

เขาเดินคิดไปกินไก่ม้วนทอดกรอบไป สุดท้ายก็มาหยุดนั่งพักตรงข้ามกับจัตุรัสขนาดใหญ่ของถนนโหล่วซินที่มีคนเดินเข้าออกพลุกพล่าน

อากาศที่เริ่มจะอุ่นขึ้นดึงดูดให้ผู้คนออกมาเที่ยวนอกบ้านกันมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสาวน้อยในเสื้อสายเดี่ยวเอวลอย กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้นเอวต่ำ และรองเท้าส้นสูงปลายแหลมทั้งหลาย ที่เริ่มออกมาแต่งตัวอวดเรือนร่าง ลำคอ ร่องอก เอวบาง และเรียวขากันขวักไขว่

ซ่งซูหังเลือกที่จะนั่งเชยชมเสน่ห์ของถนนเส้นนี้อยู่ตรงฟุตบาทริมทางเดิน ทันใด เสียงๆ หนึ่งก็ทำให้เขาต้องหันไปมองตามอย่างตื่นเต้น

“เห้ยๆ ดูนั่น! ผู้หญิงกระโปรงยาวสีแดงที่ยืนอยู่ใต้จอแอลอีดีทางซ้ายมือ ขาคู่นั้นฉันให้คะแนน 80 ไปเลย ฮ่าฮ่าฮ่า” เด็กหนุ่มร่างท้วมสวมแว่นตาหนาเตอะชี้ไปที่ผู้หญิงคนดังกล่าว

“ไม่อ่ะ คนนี้ฉันให้ 73 คะแนนพอ อาซู่นายมองตามฉันนะ ขาคู่นั้นเรียวยาวก็จริง แต่ถ้าดูภาพรวมตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วออกจะผอมแห้งแรงน้อยไปหน่อย” เด็กหนุ่มรูปหล่อที่ยืนข้างๆ แสดงความคิดเห็นอย่างเชี่ยวชาญ

“อ้าวเหรอ?” เด็กหนุ่มร่างท้วมเกาหัวแกรกๆ

“แต่ฉันให้ 77 คะแนนนะ เพราะถึงจะไม่เรียวสวยแบบพวกดาราดังหรือนางแบบ แต่ก็นับว่าสวยทีเดียว” เด็กหนุ่มผมสั้นบนม้านั่งพูดขึ้นอย่างเกียจคร้าน

ซ่งซูหังแอบมองตามแล้วก็อดยอมรับไม่ได้ว่า หญิงชุดกระโปรงยาวสีแดงนั้นสวยไม่เบาเลยทีเดียว แต่เท่าที่เขาเคยได้ยินมา เวลาเด็กหนุ่มวัยเจริญพันธุ์จ้องมองหญิงสาว เขาจะมองใบหน้าของพวกเธอก่อนไม่ใช่รึ? พอโตขึ้นอีกนิดจึงจะไปสนใจที่หน้าอก และเรียวขายาวสวยในวัยผู้ใหญ่

ถ้างั้น เพื่อนร่วมห้องของเขาก็คงจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เร็วเกินไปสินะ หลังจากที่ชอบพร่ำเพ้อให้ฟังว่าอยากจะคุกเข่าลงเลียเรียวขาของเหล่าดาราคนดังจากประเทศเพื่อนบ้านในทีวีเหลือเกิน

ขาของผู้หญิงก็แค่อ่อนนุ่มกว่าของผู้ชาย ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลย?

“โอ้โหคนนั้น! พี่ให้ไปเลย 100 คะแนนเต็ม” เด็กหนุ่มร่างท้วมพูดขึ้นอย่าง

“คนไหนวะ?” เด็กหนุ่มรูปหล่อกวาดตามองตามเสียง

ที่ตรงใต้จอแอลอีดีในตอนนี้ มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยหุ่นเพรียวบางคนหนึ่งยืนอยู่ ข้างๆ เธอยังมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่

ผมสีดำขลับของเธอยาวจรดเอวราวกับม่านน้ำตกที่กำลังกระเพื่อมไปตามแรงลม และแม้ว่าเธอจะสวมเพียงรองเท้าผ้าใบส้นเตี้ย แต่ความสูงของเธอก็มากกว่าหลายๆ คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเสียอีก

“อาซู่... นายนี่ตาถึงจริงๆ” พูดจบเด็กหนุ่มรูปหล่อก็จัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองยกใหญ่

“คิดจะทำอะไรน่ะ?” เด็กหนุ่มผมสั้นถาม

“ก็เข้าไปจีบไง! เจอแบบนี้แล้วไม่รีบจัดการ จะรอให้หมาคาบไปกินแล้วมานั่งเสียดายทีหลังเหรอ?”

ในเมื่อรางวัลใหญ่ครั้งนี้ไม่ต้องแลกกับอะไรเลย ทำไมเขาจะไม่ลองดูสักหน่อยล่ะ คิดจบเด็กหนุ่มรูปหล่อก็พาตัวเองเบียดเสียดกับฝูงชนเข้าไปหาหญิงสาวผมดำขลับคนนั้นทันที

แต่ไม่นาน เขาก็มีอันต้องเดินคอตกกลับมา

“อกหักเร็วจังวะ?” เด็กหนุ่มร่างท้วมถามด้วยความงุนงง ที่จริงแล้วเขาแอบให้คะแนนความสำเร็จแก่เพื่อนสุดหล่อคนนี้ถึง 90% เลยทีเดียว

“ฉันทั้งวิ่ง ทั้งตะโกนเรียก แต่ก็ไม่ทันเธออยู่ดี ขายาวสวยที่เคยชื่นชมทำพิษเสียแล้ว” เด็กหนุ่มรูปหล่อทำหน้าเศร้า

“.....”

“ฮะฮะฮะ” ซ่งซูหังแอบหัวเราะเด็กหนุ่มทั้งสามจนท้องแข็ง จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินหาอะไรกินเรื่อยเปื่อยต่อ

“ซื้อขนมกลับไปขอบคุณเพื่อนร่วมห้องหน่อยดีกว่า” เขาคิดในใจ

แต่จะซื้ออะไรดีล่ะ มันน่ากินไปซะหมดแบบนี้ ถ้างั้น จัดไปหลายๆ อย่างเลยก็แล้วกัน