ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ตุลาการสองภพ 画骨女仵作

ผู้แต่ง 厘多乌
ผู้แปล นาตยา
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ภายใต้มืออันชำนิชำนาญคู่นี้ คนตายค่อยๆเผยความลับของพวกเขาออกมา กระดูกแต่ละท่อนกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้โลกรู้ นำไปสู่การคลี่คลายคดีปริศนานับไม่ถ้วน

บทนำ

画骨女仵作

Author: 厘多乌

Translator: ลภัสรดา/ เป่าเหอ/ อริยะ

Chinese edition copyright by IREADER

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------------------

นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกของศตวรรษที่ 21 ถูกโชคชะตาเล่นตลกให้ย้อนอดีตไปอยู่ในร่างของคุณหนูสามแห่งเมืองจิ่นเจียงที่ตายเพราะความอดอยาก ชีวิตใหม่ของอาจารย์ผู้นี้ไม่ง่ายเลย บิดาแท้ๆ ตั้งแง่รังเกียจและปฏิบัติกับเธอราวกับเป็นอากาศธาตุ เพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เธอจำต้องงัดเอาวิชาความรู้เดิมออกมาทำมาหากิน... ซึ่งก็คือ... ฝีมือในการวิเคราะห์คดีจากกระดูกของศพคนตายนั่นเอง!

ภายใต้มืออันชำนิชำนาญคู่นี้ คนตายค่อยๆเผยความลับของพวกเขาออกมา กระดูกแต่ละท่อนกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้โลกรู้ นำไปสู่การคลี่คลายคดีปริศนานับไม่ถ้วน

่ส่วนเขา... ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์แสนจะเยือกเย็นดุจดั่งปราการน้ำแข็ง เพียงแค่ได้ยลรอยยิ้มงดงามที่ประดับอยู่บนใบหน้าหวานละมุน เขาก็ละทิ้งความทะนงตนทั้งหมดและติดตามบุปผางามดอกนี้ไปอย่างไม่ลดละ

ทว่าท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่เขาได้รับ คือคำประกาศที่ว่า “ถ้าแตะตัวข้าครั้งหนึ่ง ข้าจะคิดค่าแตะ 1,000 ตำลึงทอง”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจ่าย 10,000 แล้วจุมพิตเลยได้ไหมเล่า!”

"............."

 

SHOW TIME จันทร์--ศุกร์

--------------------------

อัพเดทข่าวสารตุลาการสองภพ

แพลนงานแปล 

เรื่องนี้จะแบ่งแปลเป็นภาค ภาคละ 250++ บทนะครับ 

จบภาคหนึ่งแล้วจะหยุดแปลก่อน รอติดต่อดำเนินการเรื่อง ลข. ของภาคต่อ

และทางเราจะรีบแปลต่อทันทีหลังจากดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณครับ

 

 

 

สารบัญ

1. เปิดโลงแล้วละเลงสี

ซีเจิ้นศกปีที่ 20 แคว้นเป่ยเหลียง เมืองจิ่นเจียง

ณ วันหนึ่งในเดือนแรกของปี อากาศอันแปรปรวนเปลี่ยนท้องฟ้าสว่างใสให้กลับกลายเป็นท้องทะเลสายฟ้าและพายุฝนห่าใหญ่ ถนนหินปูนสายเล็กลื่นไถลได้ง่ายจากตะไคร่น้ำ ซ้ำยังถูกปกคลุมไปด้วยแอ่งน้ำสีขุ่นมัว

จี้อวิ๋นซูกำร่มคันหนึ่งเอาไว้ในมือ ส่วนอีกข้างประคองกอดกล่องไม้จันทน์ซึ่งแกะสลักอย่างประณีตเอาไว้ในอ้อมแขน หญิงสาวก้าวเดินอย่างระมัดระวังเช่นนี้ไปจนถึงประตูทางเข้าจวนตระกูลโจว

ในเดือนที่หนึ่งของปี ทุกบ้านมักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสนุกสนานรื่นเริง ทว่าจวนตระกูลโจวมีเพียงผ้าซาตินสีขาวนวลและโคมไฟสีเดียวกันประดับประดาไว้ตามจุดต่างๆ ที่ด้านหน้าเท่านั้นเพราะเมื่อวานมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นที่นี่ คุณหนูของตระกูลโจวประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าด้วยการพลัดตกจากที่สูง

จี้อวิ๋นซูกระชับร่มและปัดหยาดน้ำฝนที่เกาะพราวบนไหล่บางออกก่อนจะพินิจพิเคราะห์กล่องไม้จันทน์ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง แน่ล่ะ ก็เพราะว่าเจ้ากล่องนี้คืออุปกรณ์ทำมาหากินอันมีค่า ดังนั้นนางจะไม่ยอมให้มันเปียกฝนแม้แต่หยดเดียว!

ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ตรวจการแคว้นเป็นคนมาร้องขอด้วยตนเอง จี้อวิ๋นซูไม่มีทางมาที่นี่แน่ การทำงานตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ถือเป็นลางร้ายชัดๆ

“ในที่สุดก็มาแล้ว... อาจารย์” เด็กรับใช้ของจวนวิ่งตรงมาหานาง เด็กหนุ่มยืนเท้าสะเอวและร้องเรียกหญิงสาวทั้งๆ ที่หอบหายใจอยู่ ไม่แปลกที่เขาจะเรียกจี้อวิ๋นซูว่า ‘อาจารย์’ แทน ‘แม่นาง’ อย่างที่ควรจะเรียกตามเพศสภาพ เพราะว่าตอนนี้หญิงสาวแต่งกายเป็นชายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีตัดเย็บเรียบง่าย

จี้อวิ๋นซูพยักหน้ารับและตามเด็กรับใช้ไปยังศาลาไว้ทุกข์ทางด้านหลังจวน คนรับใช้ทั้งหมดในจวนกำลังคุกเข่าและก้มหน้า แม้กระนั้นก็ยังเห็นได้ชัดว่าน้ำตาไหลพราก พวกเขาพยายามซับน้ำตาออกแต่ดูเหมือนจะไร้ผล

ขุนนางโจวนั่งอยู่ในศาลาไว้ทุกข์ ชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าซาตินยาวสีม่วงสลับดำ ผมของเขาขมวดเป็นปมขึ้นกลางกระหม่อม สีหน้าประมุขของบ้านดูระทมทุกข์ เห็นได้ชัดจากริมฝีปากที่เม้มแน่นจนบางเหมือนเส้นด้าย ดวงตาของเขาแดงก่ำจากความเหนื่อยล้าในใจ

ถัดมาคือฮูหยินตระกูลโจว ซึ่งกำลังร้องไห้และสะอึกสะอื้นปราศจากเสียง นางดูเจ็บปวดและทรมานมากเสียจนความตายยังดูน่าพิศมัยเสียกว่า เมื่อวานนี้ตอนทราบข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของบุตรสาวนางก็เป็นลมไปทันที ถึงตอนนี้โจวฮูหยินก็ยังคงตกใจในความสูญเสียครั้งนี้ จนสาวใช้หลายคนต้องคอยมารุมล้อมและดูแลไม่ให้นางล้มลงไปกองกับพื้นอีก

จี้อวิ๋นซูเคยเห็นฉากนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็อดที่จะสลดไม่ได้ เมื่อขุนนางโจวสังเกตเห็นผู้มาเยือน เขาจึงชำเลืองมองไปยังภรรยาและส่งสัญญาณให้หลบไปด้านข้าง

“คาวระอาจารย์จี้ ต้องขออภัยด้วยที่มารบกวนในเวลานี้ ตอนลูกสาวของเรายังมีชีวิตอยู่ นางชอบสีชมพูมาก ชอบแปรงผมและแต่งกายงดงามตามประสาเด็กสาว อีกทั้งเวลาว่างนางมักจะไปเดินเล่นในสวนเพื่อไปชมดอกบ๊วย แต่เพราะร่างกายไม่แข็งแรงจึงไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อย เมื่อวานนี้… ลูกสาวของเราตกลงมาจากห้องใต้หลังคาและศีรษะชนเข้ากับน้ำพุจำลอง ใบหน้าของนางจึง…”

“ขุนนางโจววางใจเถอะ ข้าทราบรายละเอียดทั้งหมดแล้ว” จี้อวิ๋นซูพูด จากนั้นก็วางกล่องไม้จันทน์ลงกับพื้นและเปิดฝาออก ภายในกล่องเรียงรายไปด้วยเครื่องมือช่างและอุปกรณ์วาดเขียนมากมาย

กล่องไม้จันทน์เหล่านี้มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามชั้น ชั้นบนสุดมีพู่กันวาดเขียนจำนวนแปดด้ามวางนอนอยู่ สันนูนสีเงินของมันสลักเป็นลายนกหลวนอวิ๋นและก้อนเมฆ ชั้นที่สองของกล่องไม้บุ๋มลงไปเป็นช่องหลายช่องมองคล้ายถาดผสมสีที่ใช้ในการวาดภาพ ส่วนชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นล่างสุด อัดแน่นไปด้วยสี 48 หลอด... ดูครบครันในทุกโทนและเฉดสีที่มีในโลก

ภายนอกของกล่องถูกสลักเสลาอย่างอ่อนช้อย ประณีตดั่งงานศิลป์ ส่วนภายในก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์พร้อมสรรพสำหรับการสรรค์สร้าง

สาวใช้หลายคนลอบมองอุปกรณ์ภายในกล่องอย่างสนใจใคร่รู้ พวกนางไม่เคยเห็นมาก่อน เด็กรับใช้ที่เป็นคนต้อนรับจี้อวิ๋นซูในตอนแรก ย้อนกลับมาแล้วพร้อมผ้าไหมผืนหนาในมือ เขาจัดแจงแผ่มันลงกับโต๊ะเพื่อให้หญิงสาวสามารถวาดภาพใกล้โลงศพได้มากที่สุด

ภายในโลงศพที่ตั้งอยู่กลางศาลา คุณหนูตระกูลโจวนอนทอดร่างอยู่ ใบหน้าของหญิงสาวเป็นแผลเหวอะหวะปริแตก เผยให้เห็นกระดูกสีขาวปูดโปนออกมาตรงบริเวณข้างแก้ม ดวงตาทั้งสองข้างหลุดออกจากเบ้า ลูกตาข้างหนึ่งห้อยกระหร่องกระแหร่งลงมา ส่วนอีกข้างถลนขึ้นไปด้านบน กระดูกอ่อนตรงสันจมูกแตกร้าวยับเยิน จุดเดียวบนใบหน้าของหญิงสาวเคราะห์ร้ายที่ยังคงสมบูรณ์ก็คือริมฝีปากและฟัน

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนอธิบายได้เป็นอย่างดีว่าสาวน้อยคนนี้ตกลงมาจากที่สูง ไม่ว่าใครก็ตามที่ปรายตามองร่างบอบบางในโลงศพนี้ ก็คงอดที่จะคลื่นเหียนไม่ได้

จี้อวิ๋นซูพิจารณาเรือนผมที่ขมวดขึ้นเป็นมวยกลางศีรษะและเสื้อผ้าอาภรณ์ของผู้ตายอีกครั้ง คุณหนูผู้สูงศักดิ์ของตระกูลโจวอยู่ในชุดเนื้อดีปักเลื่อมสีชมพูงดงาม ดูประณีตและเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว เครื่องประดับผมสีเงินและทองส่องประกายระยิบระยับแทรกตัวอยู่ภายในกลุ่มเส้นไหมสีดำขลับดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ตระกูลโจวร่ำรวยมั่งคั่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ตรวจการแคว้นจะเป็นคนออกปากขอร้องจี้อวิ๋นซูด้วยตนเอง

หลังจากตรวจสอบร่างผู้ตายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หญิงสาวก็เดินกลับไปที่โต๊ะและหยิบอุปกรณ์วาดเขียนออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็หยิบพู่กันด้ามที่สามมาจุ่มหมึกสีดำและเริ่มวาดลวดลายลงบนผ้าไหม ไม่นานนักเส้นสายเหล่านั้นก็เริ่มประกอบเป็นรูปเป็นร่าง

เมื่อจี้อวิ๋นซูวาดโครงร่างเสร็จแล้ว หญิงสาวก็เติมรายละเอียดและใส่สีสัน

นางยกงานชิ้นล่าสุดขึ้นมามอง ผู้คนที่รายล้อมอยู่รอบตัวต่างตกอยู่ใต้มนต์สะกดในภาพวาดของนาง พวกเขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของยอดศิลปินแห่งเมืองจิ่นที่ทำงานให้กับ ‘หยาเหมิ่น’ คนนี้มาบ้าง

ข่าวลือนั้นเล่าว่า... จิตรกรผู้นี้มีความสามารถพิเศษในการวาดภาพเหมือนคนตาย ไม่ว่าสภาพศพจะเสียหายยับเยิน ไหม้เกรียมเป็นตอตะโกหรือเละเทะจนญาติยังแทบจำหน้าไม่ได้ แม้กระทั่งร่างสูญสลายไปแล้วเหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งส่วนใดของกระดูกก็ตาม

มืออันเชี่ยวชาญและอุปกรณ์ในกล่องไม้จันทน์สามารถวาดออกมาได้เสมอราวกับปาฏิหาริย์ ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่ง จี้อวิ๋นซูก็วางพู่กันลงและปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ

ภาพที่ปรากฎบนผืนผ้าคือ หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนงดงามนางหนึ่งซึ่งกำลังยืนอยู่ใต้ต้นบ๊วย ดวงตาเป็นประกายล้ำลึกประดับอยู่บนใบหน้าขาวอมชมพูดั่งดอกกุหลาบแรกแย้ม จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางที่คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย คางลาดลงดูแหลมเรียว จากการร่ายมนต์ด้วยน้ำหมึกสีดำที่ปลายพู่กันของจี้อวิ๋นซู นางดูมีชีวิตชีวาราวกับเป็นคนจริงๆ

เมื่อขุนนางโจวมองไปยังรูปวาดนั้น ตาของเขาก็แดงเรื่อขึ้นทันที ชายเจ้าของบ้านสั่นสะท้านเล็กน้อยไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย จริงอยู่ว่าผู้ชายก็สามารถร้องไห้ยามที่เกิดเรื่องโศกเศร้าได้ แต่ขุนนางเช่นเขาจะไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาง่ายๆแน่

ขุนนางผู้มีอำนาจกลืนก้อนสะอื้นลงคอแล้วส่งภาพวาดนั้นต่อให้ภรรยาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ “ใช่เลย... นางคือหนิงเอ๋อของเราก่อนที่ความตายจะมาพรากไป ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่… ตอนเจ้ามีชีวิตอยู่ก็เจ็บออดๆ แอดๆ ตลอด แล้วยังต้องมาจากไปอย่างทรมานแบบนี้อีก แม่เสียใจเหลือเกินที่ไม่อาจปกป้องเจ้าได้… ลูกที่น่าสงสาร”

โจวฮูหยินตระคองกอดภาพวาดสาวน้อยผู้วายชนม์แนบอกพลางรำพึงรำพันออกมา น้ำตาของนางร่วงหล่นลงมาจากสองตาไม่หยุด ราวกับสายฝนที่หยดลงยังกลีบดอกท้อ

“ฮูหยินอย่าเศร้าไปเลย คุณหนูหนิงเอ๋อต้องไม่อยากเห็นท่านใจสลายแบบนี้แน่ ความเศร้าอาจส่งผลถึงสุขภาพอีกทั้งท่านขุนนางจะกังวลเอาได้” จี้อวิ๋นซูปลอบ

โจวฮูหยินพยายามข่มไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดออกมา แม้กระนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็ยังแดงเรื่อและเกาะพราวไปด้วยหยาดน้ำตา ครู่หนึ่งหญิงรับใช้จึงพยุงร่างบอบบางของนายหญิงไปพักที่ห้องส่วนตัว

จี้อวิ๋นซูเช็ดล้างอุปกรณ์วาดเขียนและเก็บลงในกล่องไม้จันทน์อย่างเรียบร้อยตามเดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินกลับออกไปทางหน้าจวน

“ไม่ต้องออกไปส่งข้าหรอก” จี้อวิ๋นซูเอ่ยและกำลังจะหันหลังกลับ แต่ขุนนางโจวก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน ชายเจ้าของบ้านยื่นถุงเงินให้นางและพูด “ข้าหวังว่าอาจารย์จะยอมรับสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี่”

“ไม่เป็นไรหรอกท่านขุนนาง นี่เป็นงานของราชการ เดี๋ยวผู้ตรวจการแคว้นจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้ข้าเอง” หญิงสาวพูดและยื่นถุงเงินคืนขุนนางโจว จากนั้นก็ก้าวออกไปจากศาลาไว้ทุกข์

จี้อวิ๋นซูทำงานเป็นผู้ช่วยหยาเหมิ่นและได้รับค่าจ้างจากราชการโดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่ควรรับเงินพิเศษใดๆ เพราะถ้าเกิดยอมรับสินน้ำใจเป็นการส่วนตัวแม้สักครั้งเดียว ต่อไปพวกเขาย่อมติดต่อนางโดยตรงแบบไม่ผ่านทางการแน่ จากนั้นงานก็จะกองท่วมหัวจนลืมเรื่องพักหายใจไปได้เลย

มีคำกล่าวที่ว่า หากไร้ซึ่งมาตรฐานจะทำการใดก็ยากที่จะสำเร็จ

การมีกำหนดการทำงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อยและช่วยกันเรื่องยุ่งยากอีกหลายอย่างไม่ให้ตามมา!

ฝนยังคงตกกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาตลอดทางที่หญิงสาวเดินกลับไปยังส่วนหน้าจวน แม้จะเป็นเส้นทางเดิมแต่จี้อวิ๋นซูก็ตัดสินใจไม่เดินออกทางประตูหน้า นางเบี่ยงตัวและเดินออกทางประตูเล็กด้านข้างแทน

 

ณ ลานบ้านทางทิศตะวันตก

หลวนเอ๋อทอดสายตามองไปข้างนอก บิดมือไปมาอย่างกระวนกระวาย เมื่อสังเกตเห็นว่าจี้อวิ๋นซูกลับมานางก็วิ่งตรงเข้ามาต้อนรับหญิงสาว

“คุณหนูออกไปข้างนอกมาตั้งสี่ชั่วยาม เมื่อครู่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนมาบอกว่าจะมีแขกผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้หลายท่าน แต่โชคร้ายที่คุณหนูไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม พวกเขากลัวว่าท่านจะนำโชคร้ายมาสู่ตระกูลเพราะว่าไปวาดรูปคนตายมาเจ้าค่ะ”

            “คุณหนูคนอื่นๆจะมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วย แต่พวกนางต้องทำเป็นเมินท่านอีกแน่” หลวนเอ๋อบ่นอุบ

“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบเสียงดัง อีกอย่างวันนี้ก็ฝนตกด้วย น่านอนเล่นในห้องจะตายไป” จี้อวิ๋นซูเอามือรองน้ำฝนที่ไหลรินลงมาตามร่องหลังคาเพื่อชำระล้างคราบสกปรกก่อนจะเดินเข้าไปยังตัวบ้าน

หลวนเอ๋อรู้สึกรวดร้าวแทนคุณหนูของตนยิ่งนัก สาวใช้ถอนหายใจและสาวเท้าเดินตามจิตรกรสาวเข้าไปด้านใน เมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวแล้ว จี้อวิ๋นซูก็ถอดเสื้อผ้าบุรุษที่สวมอยู่และล้างเครื่องสำอางบนใบหน้าออกจนเผยให้เห็นผิวขาวใสและละเอียดละออ ดวงหน้าละมุนดูสุขุมเรียบร้อยและฉายแววฉลาดหลักแหลมออกมาอย่างยากจะปกปิด

จริงๆ แล้วภาพหญิงสาวสวยที่สะท้อนออกมาจากกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าไม่ใช่ตัวตนดั้งเดิมของจี้อวิ๋นซู!

เมื่อห้าปีที่แล้ว นางสิ้นใจตายขณะผ่าตัด

พอฟื้นขึ้นมาอีกที จี้อวิ๋นซูก็พบว่ากำลังอยู่ในร่างคุณหนูสามตระกูลจี้แห่งเมืองจิ่นเจียง เด็กสาวมีอายุไม่เต็ม 13 ปีเสียด้วยซ้ำ โชคดีที่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังอยู่ในสมอง หญิงสาวจึงพอปะติดต่อเรื่องราวและดำเนินชีวิตในร่างใหม่ต่อได้อย่างราบรื่น

คุณหนูสามคนนี้เป็นบุตรของอนุภรรยา ซึ่งจัดอยู่ในความอัปยศอดสูของหนึ่งของตระกูล

มารดาของเด็กสาวเป็นคณิกาในหอนางโลมที่พลาดพลั้งตั้งครรภ์ หลังจากมีสัมพันธ์สวาทกับบิดาของนางตอนที่เมามายไม่ได้สติ  ต่อมามารดาของคุณหนูสามก็เสียชีวิตลงในขณะที่ให้กำเนิดบุตร นับตั้งแต่นั้น ผลผลิตที่เกิดจากความไม่ตั้งใจนี้จึงถูกปัดสวะไปให้แม่นมจาง ซึ่งอาศัยอยู่ทางลานด้านตะวันตกของบ้านเลี้ยงดูแทน

ทว่าเรื่องร้ายกับแผ้วพานไม่จบสิ้น  เมื่อไม่กี่ปีก่อนแม่นมจางป่วยหนักและเสียชีวิตลง ไม่ถึงเดือนดี จี้อวิ๋นซูที่น่าสงสารก็ผ่ายผอมจนเหลือแต่กระดูก เด็กสาววัยสิบสามปีสิ้นใจตายตามผู้อุปถัมภ์ไปในไม่ช้าเพราะความอดอยากและขาดคนเหลียวแล ไม่นานหลังจากนั้น ร่างนี้ก็ถูกครอบครองด้วยจี้อวิ๋นซูคนใหม่

หญิงสาวซึ่งทำงานเป็นนักมนุษยวิทยาของแผนกนิติเวชชื่อดังในสาขาโบราณคดี จากศตวรรษที่ 21  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจำลองใบหน้าจากโครงกระดูกถูกผลักเข้ามาแทนนี้ในร่างน้อยๆนี้

เพื่อหาเงินประทังชีวิต จี้อวิ๋นซูคนใหม่จึงต้องงัดเอาความสามารถดั้งเดิมออกมาใช้และผันตัวไปเป็นผู้ช่วยหยาเหมิ่นในการวาดภาพเหมือนคนตาย ซึ่งบางกรณีสภาพศพก็เสียหายยับเยินจนจำใบหน้าไม่ได้ ด้วยเหตุที่มารดาของเจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงคณิกา ทุกคนในครอบครัวจึงตั้งแง่รังเกียจหญิงสาว

อาจเพราะว่าตระกูลจี้เป็นตระกูลที่มีประวัติอันดีงามและมีหน้ามีตาในสังคม ถ้าหากมีข่าวลือหลุดออกไปว่าจี้อวิ๋นซู ซึ่งเป็นคุณหนูสามของครอบครัวไปยุ่งเกี่ยวกับศพคนตายเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง พวกเขาจะต้องเสียหน้าอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่

ดังนั้นจี้อวิ๋นซูจึงแต่งกายเป็นชายทุกครั้งเมื่อออกไปทำงาน และไม่เคยพาดพิงถึงครอบครัวของตัวเองเลย อันที่จริงตระกูลจี้ก็ไม่เคยสนใจใยดีอะไรนางอยู่แล้ว ซึ่งข้อนี้นับเป็นข้อดี จี้อวิ๋นซูจึงมีอิสระที่จะทำมาหากินได้ตามอำเภอใจ

ด้วยเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน หญิงสาวหาเลี้ยงปากท้องและซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ให้ตัวเองได้อย่างสบายๆ

ห้าปีที่ผ่านมา จี้อวิ๋นซูคนใหม่ก็คุ้นเคยกับร่างใหม่ของนาง และสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากร่างเดิมของตัวเองเลยทีเดียว

 

-----------------------

*นกหลวนอวิ๋น = คือนกฟีนิกซ์สีฟ้าตัวผู้ในตำนานเล่าขานของจีน

*หยาเหมิ่น = เจ้าหน้าที่รัฐ

ปล. ทุกๆวันผู้จัดทำจะลงสดไปให้ก่อน หลังจากนั้นอีกสักสองวัน เราจะย้อนกลับมาตรวจคำผิดและรีไรท์อีกหนนะคะ

ขอบพระคุณสำหรับทุกๆคำชี้แนะค่ะ 

2. ศพนิรนาม

ฝนยังคงตกกระหน่ำเรื่อยๆ ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดหนื่อย ก่อนจะหยุดลงในที่สุดเมื่อค่ำคืนมาเยือน

ตระกูลจี้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากเมืองหลวงที่มาร่วมงานเลี้ยงอยู่ทางสวนด้านหน้า ในขณะเดียวกันจี้อวิ๋นซูก็กำลังจัดระเบียบอุปกรณ์วาดเขียนภายในกล่องไม้จันทน์อย่างเบามือ

หญิงสาวเป็นคนลงมือผสมสีทุกหลอดด้วยตนเองกับ ทุกสีล้วนแล้วแต่มันวาวและมีแต่จะสดใสขึ้นเมื่อกาลเวลาผ่านไป ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้จึงมั่นใจได้ว่าภาคทุกภาพที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจะไม่ซีดจาง และสามารถเก็บรักษาได้นานนับปี

ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ หลวนเอ๋อก็วิ่งมาที่ห้องส่วนตัวของหญิงสาวและร้องลั่น “คุณหนูเจ้าคะ ท่านผู้ตรวจการแคว้นต้องการให้คุณหนูเร่งเดินทางไปที่ชานเมืองฝั่งตะวันออกโดยเร็วที่สุด เขาบอกว่าบ้านร้างที่นั่นไฟไหม้และลุกลามจนมีคนตายหลายศพ ตอนนี้ญาติพี่น้องของผู้เคราะห์ร้ายกำลังระบุตัวตนเพื่อจะได้นำศพกลับไปฝัง แต่ก็มีปัญหาเพราะสภาพศพไหม้เกรียมจนไม่สามารถจำเค้าเดิมได้ พวกเขาจึงขอให้ท่านไปช่วยด้วย”

“เกิดเรื่องขึ้นเมื่อไหร่?” หญิงสาวถาม

“เมื่อสองชั่วยามที่ผ่านมาเจ้าค่ะ”

จี้อวิ๋นซูครางออกมาเบาๆ ก่อนจะปิดฝากล่องอย่างไม่รีบร้อนและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชายตามเดิม หญิงสาวคว้าตะเกียงขนาดเล็กและก้าวออกไปท่ามกลางราตรีอันดำมืด

หนิงเอ๋อไม่เคยตามออกไปด้วยเวลาที่คุณหนูออกไปทำงาน สาวใช้ผู้ภักดีจะคอยอยู่เป็นหูเป็นตาแทนจี้อวิ๋นซูเสมอ

การเดินทางในตอนกลางคืนท่ามกลางความมืดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่โชคยังเข้าข้างหญิงสาวอยู่บ้างเพราะว่าชานเมืองฝั่งตะวันตกอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อจี้อวิ๋นซูเดินทางไปถึงที่หมาย ภาพซากปรักหักพังและควันขโมงที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ลอยมาต้อนรับหญิงสาว อากาศทุกอณูอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้ไหม้

ชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันถือตะเกียงและออกมายืนอออยู่ ณ สถานที่เกิดเหตุ

หลายคนกรีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญเมื่อเห็นภาพเลวร้ายที่เกิดขึ้นเต็มตา แต่บางคนก็เพียงแต่ทอดถอนใจออกมาด้วยความเวทนาเท่านั้น

เมื่อจี้อวิ๋นซูเดินไปใกล้ซากปรักหักพัง หญิงสาวก็เห็นร่างไหม้เกรียมนับสิบนอนเรียงรายอยู่บนพื้น ทุกร่างล้วนถูกเปลวไฟเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโกและแน่นอนว่าไม่สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคลได้แม้สักร่างเดียว

เมื่อผู้ตรวจการแคว้นเห็นว่าจี้อวิ๋นซูมาถึง เขาก็ปรี่เข้าไปหาหญิงสาวและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำชัดถ้อยชัดคำว่า “อวิ๋นซู เข้าใจนะว่าถ้าเรื่องนี้มันค่อนข้างตึงมือ หากไม่คอขาดบาดตายจริงๆ ข้าคงไม่ตามเจ้ามาตั้งแต่เดือนแรกของปีให้อัปมงคลหรอก ดูสิ ตอนนี้ทุกคนร้องไห้จะเป็นจะตายแล้ว”

“นี่ก็มืดแล้ว ยิ่งจัดการเรื่องนี้เสร็จเร็วแค่ไหนก็ยิ่งได้กลับเร็วขึ้นเท่านั้น”

“ข้าเห็นด้วย ดีเลย” ผู้ตรวจการแคว้นสั่งให้คนยกโต๊ะมาตัวหนึ่งพร้อมกับกระดาษอีกเป็นปึก ทั้งยังสั่งการให้เหล่าผู้ช่วยกระจายกำลังล้อมรอบพื้นที่เกิดเหตุเพื่อกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

เมื่อได้เห็นร่างไหม้เกรียมนับสิบที่นอนเรียงรายกันอยู่ที่พื้นตรงหน้าถนัดตา ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ของจี้อวิ๋นซูก็ฉายแววตื่นตระหนกออกมาทันที หญิงสาวก็รีบเบือนหน้าหนีและข่มกลั้นอารมณ์ ถึงแม้นางจะเห็นภาพน่าสะเทือนใจเช่นนี้มานักต่อนัก แต่ถึงอย่างไร นางก็ยังมีความเป็นคนจึงอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

หญิงสาวในคราบหนุ่มน้อยสาวเท้าเดินไปหาศพแรกอย่างไม่รีบร้อน นางย่อตัวลงเพื่อสำรวจอย่างถี่ถ้วน ผู้เคราะห์ร้ายรายแรกหน้าบวมเป่งและมีลักษณะเหมือนคนที่มีธาตุไฟแตกซ่าน จี้อวิ๋นซูนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้งด้วยเสียงเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ “ดวงตาลึกลงไปในเบ้าจนผิดรูป กระดูกโหนกแก้มอยู่ต่ำและเรียบแบน กระโหลกหน้าผากกว้างแต่กระดูกบริเวณขากรรไกรแคบ”

เมื่อพูดจบ หญิงสาวก็คว้าถุงมือสีขาวมาสวมแล้วทาบมือลงบนศีรษะของศพ จนสามารถคาดคะเนรูปทรงของกะโหลกศีรษะได้คร่าวๆ จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะ จี้อวิ๋นซูเอาอุปกรณ์วาดเขียนออกมาจากกล่องไม้จันทน์และเริ่มต้นลงมือวาดรูปใบหน้าของเหยื่อเพลิงรายแรก

พอภาพวาดเสร็จสมบูรณ์ ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังมุงดูอยู่ก็เดินแหวกออกมาจากฝูงชน นางตรงเข้ามาหาร่างแรกด้วยน้ำตานองหน้า กรีดร้องราวกับคนเสียสติและละล่ำละลักพูด “ฮือๆ นี่คือสามีของข้า กล้าดีอย่างไรถึงทิ้งข้าไป แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่คนเดียวได้อย่างไรโดยไม่มีเจ้า…”

ตอนนี้จี้อวิ๋นซูย้ายไปสำรวจร่างที่สองต่อแล้ว หญิงสาวพิจารณาและสรุปในใจ ‘กระดูกท้ายทอยแตกร้าว น่าจะเกิดจากการที่ถูกท่อนไม้ตีเข้าระหว่างเกิดเหตุ กระดูกสฟีนอยด์ยื่นออกมา ส่วนขากรรไกรล่างก็บิดไปเล็กน้อย’ ไม่นานนัก ภาพวาดของผู้เคราะห์ร้ายรายที่สองก็ปรากฎออกมา

หนุ่มสาวคู่หนึ่งวิ่งเข้ามาพลางร้องลั่น “ท่านแม่”

ฉากตรงหน้ากลายเป็นโศกนาฏกรรมที่มีแต่เสียงสะอื้นเป็นเพลงประกอบ

จี้อวิ๋นซูใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งก็วาดภาพของทั้ง 17 ร่างเสร็จสิ้น แต่มีเพียง 12 ร่างเท่านั้นที่มีญาติมารับไป ที่เหลืออีกห้าศพยังคงนิรนามและไม่มีญาติมารับไปทำพิธี ผู้ตรวจการแคว้นจึงให้คนเอารูปที่จี้อวิ๋นซูวาดไปให้ชาวบ้านดูเพื่อที่จะได้สามารถระบุตัวตนของพวกเขา

ทว่าน่าแปลกที่ไม่มีชาวบ้านคนไหนจำพวกเขาได้เลย

มีคนแปลกหน้า ‘ห้าคน’ ตายอย่างปริศนาปะปนอยู่ในกลุ่มของชาวบ้านอย่างนั้นเหรอ?

เมืองจิ่นเจียงนี้ไม่ได้กว้างใหญ่ ถ้าชาวบ้านที่นี่ไม่สามารถจำหน้าพวกเขาได้ คำอธิบายเดียวที่มีคือพวกเขาทั้งห้าคงต้องเป็นคนนอก

ถ้าพวกเขาเป็นคนนอก แล้วมาทำอะไรที่ชานเมืองฝั่งตะวันออกอันเงียบเชียบนี้กัน?

“ไม่มีชาวบ้านคนไหนจำพวกเขาได้เลย อวิ๋นซูช่วยวาดภาพเพิ่มหน่อย เดี๋ยวข้าจะให้คนออกไปติดประกาศและตามหาที่มาของพวกเขาอีกที”

จี้อวิ๋นซูเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนและจัดระเบียบอุปกรณ์ในกล่องไม้จันทน์ ก่อนจะกล่าวขึ้น “พรุ่งนี้ข้าไม่ทำงาน เดี๋ยวจะหานักวาดมารับหน้าที่แทนก็แล้วละกัน”

“ได้ ว่าแต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วเจ้าต้องการให้มีใครไปส่งที่บ้านไหม” ผู้ตรวจการแคว้นถามอย่างใจดี

“ไม่เป็นไร ข้าเคยชินกับการเดินกลับบ้านคนเดียวแล้ว”

“แต่... เอ่อ... ข้าเต็มใจนะ” ผู้ตรวจการแคว้นมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเพราะคำตอบขวานผ่าซากของหญิงสาว จี้อวิ๋นซูมักจะเยือกเย็นและดูห่างเหินอย่างนี้เสมอ เมื่อมองด้วยสายตาคนนอกนางอาจจะดูเป็นคนไร้หัวใจเสียด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มอย่างเขาเริ่มกลัวขึ้นมาครามครัน นึกอยากตบปากตนเองที่มาตามตอแยนางอยู่ได้ ทั้งๆที่ครั้งแรกนางก็ตอบปฏิเสธเขาไปแล้ว

นี่เขากำลังหาเรื่องเจ็บตัวอยู่หรือเปล่านะ?

ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังแหวกขึ้นมาจากฝูงชนคราคร่ำ “หลีกทางไป! หลบไปด้านข้าง”

ฝูงชนแหวกออกเป็นสองข้างตามเสียงนั้น ชายฉกรรจ์ราวยี่สิบคนวิ่งฝ่าออกมาและตรวจตราพื้นที่โดยรอบ พวกเขาแต่ละคนเหน็บดาบเล่มยาวไว้ที่เอว เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ล้วนทำมาจากไหม สีหน้าของทุกคนสื่อถึงความเอาจริงเอาจังชวนให้น่าเกรงขาม ชายฉกรรจ์เหล่านั้นมองตรงไปข้างหน้าอย่างขึงขัง

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากฝูงชนและหยุดยืนยังพื้นที่ว่างเปล่าดังกล่าว

ชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ในชุดตัวยาวตัดเย็บมาจากแพรต่วนสีฟ้า ปักเลื่อมอย่างประณีตบรรจงเป็นลวดลายดอกกล้วยไม้สีม่วงอ่อน รองเท้าสีทองอร่ามของเขาดูแวววาวจากหยกที่ประดับอยู่บนพื้นผิว รูปลักษณ์นั้นห่างไกลจากคำว่าธรรมดามากนัก เรือนร่างเขาสูงเด่นเป็นสง่า คิ้วตรงเรียวยาวราวกับดาบ ดวงตาสุกสกาวไม่ต่างกับดวงดาวในคืนเดือนมืด จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากบางซึ่งกำลังเม้มแน่นเป็นเส้นตรง แม้ในความมืดที่มีเพียงแสงอ่อนจางจากตะเกียงก็ยังฉายให้เห็นชัดเจนถึงความเฉลียวฉลาดและเอาจริงเอาจังของบุรุษผู้นี้

ชายหนุ่มในชุดแพรต่วนดูสงบเงียบและสุขุม แต่แผ่กลิ่นไอเย็นยะเยือกออกมาข่มไปทั่วบริเวณ  

มีชายวัยกลางคนร่างสูงกำยำคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา เขามีคิ้วหนาและเหยียดเป็นเส้นตรง ทำให้ใบหน้าดูเอาจริงเอาจัง

จี้อวิ๋นซูจดจำชายวัยกลางคนตั้งแต่แวบแรกที่เห็น เพราะชายผู้นี้คือ ‘จี้ซูฮ่าน’ บิดาแท้ๆ ของนางนั่นเอง หญิงสาวงุนงงเล็กน้อย ตอนนี้เขาควรจะอยู่ต้อนรับแขกสูงศักดิ์ที่ว่าไม่ใช่รึ? หรือว่าแขกคนที่ว่าจะเป็นชายหนุ่มผู้สง่างามน่ายำเกรงในชุดสีฟ้าคนนี้?

ไม่เพียงแต่จี้อวิ๋นซูเท่านั้นที่จำบิดาของนางได้ แต่จี้ซูฮ่านก็จำลูกสาวในไส้ได้ในทันทีเหมือนกัน แม้ว่านางจะพรางตัวในเสื้อผ้าแบบบุรุษเขาก็จำได้แม่นยำ ชายวัยกลางคนเหลือบมองศพไหม้เกรียมที่นอนเรียงรายอยู่ไม่ไกล ความโกรธพลุ่งพล่านอัดแน่นอยู่ในใจ เขาพอจะคาดเดาได้ว่าลูกสาวนอกคอกคนนี้มาทำอะไร ทว่าฉากหน้าที่แสดงให้ทุกคนเห็นยังคงเรียบเฉยและสุขุมดังเดิม

ผู้ตรวจการแคว้นเหลียวมองรอบกายและยกมือเกาศีรษะเบาๆ โพล่งถามบุรุษผู้มาใหม่อย่างงุนงง “ใต้เท้าจี้มีอะไรรึขอรับ?”

“ผู้ตรวจการหลิว ศพทั้งห้านี้เป็นคนของนายท่านของข้า ได้โปรดสั่งให้คนของเจ้าถอยไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้า” จี้ซูฮ่านไม่เคยเห็นผู้ตรวจการแคว้นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว เขาไม่ลังเลที่จะพูดออกไปอย่างดูแคลนและถือตัว

ผู้ตรวจการแคว้นจนคำพูด แต่หากมองในแง่ดี... อย่างน้อยตอนนี้ร่างนิรนามทั้งห้าก็มีผู้มาอ้างสิทธิ์และขอรับผิดชอบไปเรียบร้อยแล้ว เขาไม่อยากจะกวนน้ำให้ขุ่น จึงสัญญาณบอกกลุ่มหยาเหมิ่นที่กระจายตัวกันอยู่ให้หยุดดำเนินการ

“นายท่านจะให้นำร่างทั้งห้านี้ไปไว้ที่ศาลารำลึกเลยหรือไม่ขอรับ” จี้ซูฮ่านขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยถามออกมาด้วยกิริยานบนอบและน้ำเสียงแผ่วเบา

ชายหนุ่มชุดแพรต่วนสีฟ้าไม่ตอบคำถาม เขาขมวดคิ้วและมองตรงไปที่ร่างไหม้เกรียมทั้งห้า แววเย็นชาฉายวาบอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ห้าคนนี้ออกนอกเมืองไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ไม่ใช่รึ?” เขาปริปากพูดออกมาในที่สุด

“เมื่อวานพวกเขาออกเดินทางไปนอกเมืองหลวงแล้วจริงๆ ขอรับ แต่ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ข้าน้อยเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้แปลกเหลือเกิน” ชายวัยกลางคนตอบ

สถานการณ์นี้พิลึกพิลั่นจริงอย่างว่า เริ่มต้นด้วยบ้านร้างที่อยู่ดีๆก็ลุกไหม้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่อจากนั้นนักดาบห้าคนก็มาถูกย่างสดที่นี่อย่างไร้เหตุผล ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทั้งห้าก็มีกำหนดการเดินทางออกนอกเมืองหลวงไปตั้งแต่เมื่อวาน  ซึ่งชานเมืองฝั่งตะวันตกนี้ไม่ใช่ทางผ่านและอยู่คนละทางเสียด้วยซ้ำ เรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างไรกันแน่?

จี้อวิ๋นซูทำความสะอาดและเก็บอุปกรณ์ลงกล่องไม้จันทน์เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวกำลังเตรียมตัวกลับเพราะรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะอยู่ต่อหลังจากบิดาของนางปรากฎตัว นางเดินต่อไปได้ไม่กี่ก้าว พลันต้องหยุดชะงักลงเพราะกระแสเสียงอันเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ดังขึ้น “เผาพวกเขาซะ แล้วเอาขี้เถ้ากลับไปฝังที่เมืองหลวง”

“น้อมรับบัญชา”

‘เผาพวกเขาเลยน่ะหรือ?’ จี้อวิ๋นซูคิด นางรู้สึกกระวนกระวายจนอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าแล้วเหลียวกลับไปมองยังต้นเสียง ก่อนจะแย้งออกมา “ในสถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ ทำไมท่านถึงไม่รอให้เจ้าหน้าที่มาชันสูตรศพพวกเขาก่อน ถ้าเผาไปแล้วหลักฐานทั้งหมดก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านนะ”

ชายหนุ่มผู้นั้นเหลียวกลับมาจ้องหน้านาง ภาพที่กระทบสายตาของเขาคือ หนุ่มน้อยร่างผอมคนหนึ่งซึ่งอยู่ในเสื้อผ้าเรียบง่ายเนื้อดี เขามีผิวพรรณที่ขาวละเอียด เมื่อผนวกรวมกับโครงร่างอ้อนแอ้นแล้ว ส่งผลให้เจ้าตัวมีกลิ่นอายของสตรีเพศที่แสนจะบอบบางอยู่ไม่น้อย

“ศพพวกนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากพอแล้ว ทำไมต้องให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพมาคว้านอกและควักตับไตไส้พุงอีกเล่า” ชายหนุ่มชุดสีฟ้าตอบเสียงเย็น

“แต่คนเหล่านี้ตายปริศนา ท่านไม่อยากหาเงื่อนงำรึ?”

“ตายปริศนางั้นหรือ แล้วเจ้าเล่า... รู้อะไรบ้าง” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย

จี้อวิ๋นซูไม่ตอบ นางสบตาเข้ากับบิดาพอดี ดวงตาของชายวัยกลางคนทอประกายโกรธเกรี้ยวและเกลียดชังออกมาชัดเจนโดยไม่ต้องแปลความหมาย หญิงสาวไม่สนใจ นางคว้าถุงมือสีขาวขึ้นมาสวมอีกครั้งและเดินตรงเข้าไปยังร่างไหม้เกรียมร่างหนึ่ง

จี้อวิ๋นซูหมอบตัวลงก่อนจะหยิบกะโหลกส่วนขากรรไกรล่างขึ้นมาพิจารณา กล่าวว่า  “ร่างกายอาจหลอกตาได้แต่กระดูกพูดความจริงเสมอ”

-------------------

ปล. ทุกๆวันผู้จัดทำจะลงสดไปให้ก่อน หลังจากนั้นอีกสักสองวัน เราจะย้อนกลับมาตรวจคำผิดและรีไรท์อีกหนนะคะ

ขอบพระคุณสำหรับทุกๆคำชี้แนะค่ะ 

3. คลุมถุงชน

กระโหลกขากรรไกรส่วนล่างของเหยื่อเพลิงในมือนางส่งเสียงดังกรอบแกรบประท้วง บางส่วนร่วงกราวลงพื้น

“กระดูกโคนลิ้นของคนเรา เป็นกระดูกอ่อนที่ลากยาวตั้งแต่โคนลิ้นลงไปยังลำคอส่วนต้น ไม่เชื่อมต่อกับกระดูกส่วนใดของร่างกายทั้งสิ้น ธรมมดามันจะอ่อนหยุ่นแต่ของคนผู้นี้กลับทั้งตีบและแข็งเกร็ง ถ้าดูให้ดีๆ เราจะพบว่ากระดูกส่วนแก้มทั้งสองข้างก็แตกร้าว ซึ่งเป็นผลมาจากถูกตีอย่างรุนแรงด้วยของแข็งหนักอึ้งที่ขากรรไกรล่าง” อธิบายได้ง่ายๆ ว่าเมื่อเหยื่อสะบัดหน้าไปด้วยแรงฟาด ผู้จู่โจมก็จ้วงแทงเข้ามาที่ลำคอ

“ที่ส่วนคอมีรอยแผลลักษณะเหมือนถูกเจาะด้วยวัตถุแหลมคม ส่งผลให้ส่วนปลายของกระดูกแตกร้าว ผู้ตายคงจะเสียเลือดมาก แต่เรื่องนี้ตัดสินกันได้ยากเพราะผิวหนังของเหยื่อไหม้เกรียม ข้าคาดการณ์คร่าวๆ ได้จากเนื้อเยื่อกระดูกที่หลงเหลืออยู่บริเวณฟันเท่านั้น จากฟันสามซี่ ข้าคาดว่าเหยื่อน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวาน มันน่าแปลกที่บ้านร้างแห่งนี้เพิ่งเกิดเพลิงไหม้ขึ้นเมื่อสี่ชั่วโมงก่อน ชัดเจนว่าชายทั้งห้าคงถูกพามาที่บ้านร้างหลังจากพวกเขาตายสนิทแล้ว ซึ่งยืนยันได้ดีจากการที่ไม่มีร่องรอยพยายามหนีจากเพลิงไหม้”

‘จิ่งหลง’ เริ่มสนใจใคร่รู้เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหนุ่มน้อยตรงหน้า

จี้อวิ๋นซูเดินไปตรวจสอบเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายต่อไปอย่างใจเย็น หญิงสาวคลำไปที่กระดูกไฮออยด์บริเวณลำคอ “โดยปกติ ร่างกายของคนทั่วไป กระดูกคอส่วนที่อยู่ด้านบนและล่างจะนิ่ม ตรงกลางที่เป็นลูกกระเดือกจะแข็ง แต่ศพชิ้นนี้กระดูกตรงลำคอมีลักษณะเหมือนศพแรก คือตรงกลางที่เป็นลูกกระเดือกกลับนิ่มแต่ด้านบนและล่างกลับแข็ง  คำอธิบายเดียวคือพวกเขาตายเพราะยาพิษ ซึ่งตอกย้ำประเด็นเดิมว่าทำไมพวกเขาถึงไม่หนีในขณะที่บ้านเกิดไฟไหม้”

“โดนยาพิษงั้นหรือ?” จิ่งหลงเอ่ยอย่างเหม่อลอยและก้มหน้าลงมองพื้น

จี้อวิ๋นซูคลึงหน้าผากตัวเองเบาๆ ก่อนจะวิเคราะห์ต่อ “โครงกระดูกของชายทั้งห้านี้มหัศจรรย์มาก บ่งบอกว่าพวกเขาฝึกยุทธมาอย่างหนัก แน่นอนว่าการสังหารพวกเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสองฝ่ายน่าจะมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดไม่น้อยเพราะกระดูกมีร่องรอยเสียหายแตกหัก สุดท้ายดูเหมือนว่าฝ่ายฆาตกรจะเพลี่ยงพล้ำเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ยาพิษแทน ยาพิษที่ฝ่ายนั้นใช้จะต้องสามารถย่อยในระบบทางเดินอาหารเพื่อออกฤทธิ์ต่อจากนั้น นี่คงเป็นสาเหตุที่กระดูกตรงลำคอของชายทั้งห้าผิดปกติ ถ้าจะตรวจสอบต่อ ข้าแนะนำให้เริ่มจากเรื่องอาหาร อย่างเช่น… อาหารที่พวกเขาดื่มกินเป็นครั้งสุดท้ายที่โรงเตี๊ยมนั่นปะไร”

“เจ้าเห็นอะไรผิดปกติอีกไหม” ชายหนุ่มชุดผ้าแพรต่วนเริ่มสนใจ

จี้อวิ๋นซูสั่นศีรษะ หญิงสาวลุกขึ้นยืนก่อนจะถอดถุงมือสีขาวและปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า

“เจ้าเป็นหวู่โจ้ (นักชันสูตร) งั้นรึ” จิ่งหลงถามต่อ

‘ผู้ชายคนนี้มีคำถามมากมายราวกับดาวบนท้องฟ้า!’

“ข้าน้อยเป็นเพียงจิตรกรเท่านั้น เผอิญโชคดีมีความรู้ด้านกระดูกเล็กน้อยก็เลยลองตรวจสอบดู หวู่โจ้ต้องผ่าเปิดช่วงลำตัวและตรวจสอบหัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไตอย่างละเอียด การทำงานของข้ากับพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากนายท่านต้องการจะตรวจสอบต่อ ข้าขอแนะนำให้ส่งศพไปให้หวู่โจ้ที่ชำนาญทางตรวจสอบแทน ไม่มีประโยชน์ที่จะสอบถามเอากับข้า”

จี้อวิ๋นซูไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร ญาติผู้ตายจะพิสูจน์ศพต่อไปหรือไม่ อย่างไร ก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางทั้งนั้น

จิ่งหลงกวาดตามองหนุ่มน้อยจำแลง เมืองเล็กๆ อย่างจิ่นเจียงนี้มีคนที่น่าสนใจแฝงอยู่เหมือนกัน!

บัณฑิตน้อยคนนี้อธิบายมาเสียยืดยาว ถ้าเขายังยืนกรานให้ทำการเผาศพชายทั้งห้าโดยไม่สนใจเหตุผลใดๆ ก็คงดูใจไม้ไส้ระกำเกินไป นอกเหนือจากนั้นชายทั้งห้านี้ก็เป็นคนของเขา พอรู้ว่าทั้งห้าถูกวางยาพิษ จิ่งหลงเองก็อยู่เฉยไม่ได้และอยากจะรู้ความจริงโดยเร็วที่สุดเช่นกัน

‘เป็นไปได้ไหม… ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเมืองหลวง’ ชายหนุ่มคิด

เห็นทีกำหนดการกลับไปยังเมืองหลวงของเขาคงต้องล่าช้าไปอีกครั้งแล้ว!

“หลางโป๋... ให้คนส่งร่างของพวกเขาไปให้หวู่โจ้ตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อรู้ผลแล้วให้บอกข้าทันที เข้าใจหรือไม่”

“ขอรับ” ชายร่างใหญ่คนนี้มีชื่อว่า ‘หลางโป๋’ เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องยกร่างทั้งห้าไปตามคำสั่งของเจ้านาย

จากนั้นจิ่งหลงก็เหลียวมองไปที่จี้อวิ๋นซูพลางกล่าวว่า “ข้าควรจะเรียกคุณชายท่านนี้ว่าอย่างไรดี”

จี้อวิ๋นซูมีสีหน้าเฉื่อยชาอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของหญิงสาวยังประดับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพและมีทีท่าสำรวมดังเดิม “ข้าน้อยเป็นจิตรกรต่ำต้อย ไม่ควรค่าแก่การจดจำชื่อ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ต้องขอตัวกลับไปดูแลบิดาที่ป่วยมาแรมปีเสียก่อน”

‘บิดาที่ป่วยงั้นรึ?’ จี้ซูฮ่านที่ถูกพูดถึงยืนอยู่ไม่ไกล เมื่อได้ยินว่าถูกพาดพิง หางตาเขาก็กระตุกเล็กน้อย

ขณะเดียวกัน จี้อวิ๋นซูก็สอดกระชับกล่องไม้จันทน์ไว้ใต้วงแขนและคว้าตะเกียงขึ้นมาถือ เรียบร้อยแล้วหญิงสาวเดินตรงเข้าไปหาผู้ตรวจการแคว้น กระซิบข้างหูเบาๆ “วันนี้ข้าถูกเรียกสองหน รวมเป็นหกชั่วโมง รองเท้าเปียกสองคู่และเสียถุงมือไปอีกสอง เดือนหน้าอย่าลืมเพิ่มเงินมาอย่างน้อยสิบตำลึงด้วย”

การวางแผนและการคำนวณนี้ช่างตระหนี่ถี่ถ้วนนัก!

ผู้ตรวจการแคว้นได้แต่กำมือแน่นและกลอกตาไปมา แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาลืมไปเสียสนิทว่าตระกูลโจวให้โบนัสพิเศษมา 40 ตำลึง, ศาลกระจายส่วนแบ่งมา 70 ตำลึง, และการมาทำคดีฆาตกรรมที่ชานเมืองฝั่งตะวันออกจะได้รับเพิ่มอีก 20 ตำลึง, ถึงหักเงินพิเศษของตัวเขาเองไป 45 ตำลึงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว ก็ยังเหลืออีก 60 ตำลึงแน่ะ

‘อืม! ยังเหลืออีกเยอะ!’

            แต่ไม่นึกว่าแม่นางตรงหน้ากลับไม่ลืมคิดทุกอีแปะ ช่างเป็นนักคำนวณที่แม่นยำนัก!

“ข้าจะเพิ่มให้ 15 ตำลึงเลย ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว เจ้าควรหาอะไรอุ่นๆ ดื่มนะ” ผู้ตรวจการแคว้นยิ้มอย่างคาดหวัง สีหน้าของจี้อวิ๋นซูยังคงเย็นชาเช่นเดิม นางตอบปฏิเสธข้อเสนอไปสุภาพ ก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในม่านหมอกของราตรีกาลโดยมีแค่ตะเกียงอันน้อยช่วยเปล่งรัศมีเหลืองอ่อนจาง มันส่องประกายระยิบระยับต้านกับความมืด

องค์ประกอบสามอย่างซึ่งก็คือ คน ตะเกียงและกล่องไม้จันทน์ เมื่อมารวมกันกลับเป็นภาพที่สวยงามน่ามองยิ่งนัก

ในขณะเดียวกัน จิ่งหลงผู้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังก็จ่อมจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ‘ถึงแม้ว่าบัณฑิตคนนั้นจะดูผอมบางแต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอ่อนแอเลย’ ชายหนุ่มนิ่งคิด

เมืองนี้เก่าแก่และมีประวัติอันยาวนาน ฉะนั้นเพชรน้ำงามที่แอบซ่อนอยู่คงไม่ธรรมดาตามไปด้วย!

 

เมื่อกลับมาถึงจวนตระกูลจี้ จี้อวิ๋นซูก็รู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด

หญิงสาวเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและรองเท้าใหม่ ก่อนจะนั่งลงที่ข้างเตาไฟอันอบอุ่นและใช้มือคลึงระหว่างคิ้วเพื่อคลายความตึงเครียด

“ยังไม่หลับอีกเหรอเจ้าคะคุณหนู” หลวนเอ๋อถามอย่างแปลกใจ

จี้อวิ๋นซูสั่นศีรษะปฏิเสธและยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดูเหมือนนางกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ ตามคาด เด็กรับใช้คนหนึ่งวิ่งมาที่ลานด้านหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว “คุณหนูสาม นายท่านกำลังรอพบอยู่ที่ห้องรับแขกเล็ก ได้โปรดไปพบเดี๋ยวนี้”

หญิงสาวคำรามออกมาเบาๆ จี้ซูฮ่านบิดาของนาง แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกที่รู้ว่านางยุ่งเกี่ยวกับคนตาย ไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้จี้อวิ๋นซูคลุกคลีกับศพให้เขาเห็นต่อหน้าต่อตา จี้ซูฮ่านยึดถือขนบธรรมเนียมยิ่งชีพ แน่นอน...เขาคงรอไม่ไหวที่จะถลกหนังนางทั้งเป็น!

เมื่อจี้อวิ๋นซูเดินไปถึงห้องรับแขกส่วนหน้าตามที่เด็กรับใช้บอก ก็พบว่าประมุขตระกูลโจวกำลังรอนางอยู่แล้ว พอเขาเห็นนาง สีหน้าชิงชังที่มีอยู่แต่เดิมก็แปรเปลี่ยนเป็นพายุเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยว

‘หน้าตาเขาเหมือนหมาป่ากระหายเลือดเสียเหลือเกิน!’ หญิงสาวแอบคิดในใจ

“ลูกทรพี คุกเข่าลง!” จี้ซูฮ่านตวาดนางอย่างเกรี้ยวกราด เสียงคำรามเล็ดรอดไรฟันออกมา

จี้อวิ๋นซูไม่ชอบโต้เถียง นางมักจะรับมือกับปัญหาด้วยสีหน้าเยือกเย็นและสุขุม นางยอมคุกเข่าลงตามที่บิดาสั่งแต่โดยดี

“ตระกูลจี้ของเรามีประวัติอันดีงามมาตลอด ลูกหลานของตระกูลล้วนแล้วแต่สร้างชื่อเสียง ทั้งเข้ารับราชการเป็นทหารหรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรงเกียรติ แต่แกะดำอย่างเจ้า พอเกิดมาก็เอาแต่พาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวแตะต้องสิ่งอัปมงคล แหกกฎและขนบธรรมเนียมอันดีงามของตระกูล เจ้าทำให้ตระกูลจี้ขายหน้า”

จี้อวิ๋นซูก้มหน้าลงโดยไม่ตอบโต้อะไรสักคำ การกระทำนี้เป็นการจี้จุดโกรธบิดาของนางดีๆ นี่เอง สิ่งที่จี้ซูฮ่านเกลียดที่สุดคือความนิ่งเฉยจนดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรของบุตรสาวคนนี้ มันทำให้เขาโกรธยิ่งขึ้นและเกือบจะหมดความอดทน

“อย่างที่รู้กันอยู่ ตระกูลเหวยมาดูตัวลูกสาวบ้านเราหลายรอบ ล่าสุดข้าเลยตกลงไปเรียบร้อยแล้ว สิ้นปีนี้เจ้าต้องแต่งไปเป็นสะใภ้ตระกูลเหวย ก็ดี บ้านเราจะได้ไม่มีเรื่องให้ต้องอับอายขายขี้หน้าอีก” ประมุขของบ้านพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

ลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปนอกบ้าน เมื่อจี้อวิ๋นซูแต่งเข้าตระกูลเหวย นางก็จะถือเป็นสมาชิกในบ้านของสามี ฉะนั้น... ถ้าหญิงสาวยังคงยุ่งเกี่ยวกับศพก็ย่อมไม่กระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของตระกูลจี้อีก แต่จะเป็นปัญหาของบ้านสามีแทน ดูเหมือนว่าจี้ซูฮ่านจะวางแผนเรื่องนี้มานานแล้ว

เมื่อจี้อวิ๋นซูได้ฟังการตัดสินใจของบิดา นางก็นิ่งงันไปพักใหญ่ พลันนึกถึงคุณชายตระกูลเหวยที่บิดาวางแผนจะให้นางแต่งงานด้วย ชายหนุ่มผู้นั้นผิดปกติมาตั้งแต่เด็ก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่บกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งเรื่องนี้ก็รู้กันไปทั่วทั้งเมืองจิ่นเจียง!

“ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าคุณชายตระกูลเหวยเป็นอย่างไร ถ้าข้าแต่งกับเขา ข้าคง…”

จี้ซูฮ่านตบโต๊ะดังปังเพื่อขัดหญิงสาวให้หยุดพูดกลางคันก่อนที่จะจบประโยค “แต่ไหนแต่ไรมา เรื่องแต่งงานเป็นการตัดสินใจของพ่อแม่ ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นใดๆ ตระกูลเหวยสืบเชื้อสายมาจากแม่ทัพ ตระกูลมีเกียรติขนาดนี้ยอมรับเจ้าไปเป็นสะใภ้ ถือว่าเป็นโชคแค่ไหนแล้ว” บิดาพูดออกมาอย่างยากลำบาก

จี้อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นแล้วสบตากับบิดาของตน ดวงตาสีน้ำตาลไหม้แฝงไปด้วยความดื้อดึง “การแต่งงานที่ปราศจากความรัก ก็เสมือนเป็นม่ายตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต ข้าไม่ยินดีที่จะแต่งงานกับคุณชายตระกูลเหวย ขอเป็นโสดไปจนตายเสียยังดีกว่า”          

“ลูกอกตัญญู! นี่เป็นคำที่บุตรสาวควรโต้เถียงกับผู้บังเกิดเกล้ารึ ถึงแม้คุคณชายตระกูลเหวยจะปัญญาอ่อนแต่เขาก็เป็นทายาทที่มีอยู่เพียงคนเดียว ถ้าเจ้าแต่งกับเขาก็คงจะไม่ทุกข์ยากอะไรมากนัก อีกอย่างเราทั้งสองตระกูลติดต่อค้าขายกันมาด้วยดีตลอด ข้าจะไม่ยอมให้ทุกอย่างพังพินาศป่นปี้ด่วยน้ำมือเจ้าเป็นอันขาด จะชอบหรือไม่เจ้าก็ต้องแต่งงานตามที่ข้าสั่ง”

“ท่านพ่อ…”

จี้ซูฮ่านหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูด้วยความโกรธ “คืนนี้เจ้านั่งคุกเข่าอยู่ที่นี่ห้ามไปไหน นี่คือการลงโทษ สำนึกผิดซะ แล้วถ้ากล้าขัดคำสั่งข้าอีกครั้ง ข้าจะฆ่าเจ้าเสียและจะถือว่าไม่เคยมีลูกสาวอย่างเจ้า” เมื่อพูดจบเขาก็สะบัดชายเสื้อและหันหลังเดินจากไป

ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน คงถือว่าเป็นการแต่งงานทางการเมือง จี้อวิ๋นซูคงไม่ได้มีค่ามากกว่าหมากตัวหนึ่งบนกระดานในสายตาของผู้เป็นบิดา

ไม่สิ… ว่ากันจริงๆ แล้ว ลูกสาวทั้งสี่ของบ้านนี้ต่างก็เป็นแค่หมากในสายตาของประมุขตระกูลจี้เท่านั้น

‘จี้มู่ชิง’ คุณหนูใหญ่ ถูกหมายมั่นปั้นมือให้เป็นพระคู่หมั้นขององค์รัชทายาทตั้งแต่ยังเยาว์วัย และด้วยเส้นสายมากมายของจี้ซูฮ่าน ในปีที่จะถึงนี้จี้มู่ฉิงก็กำลังจะถูกส่งตัวไปยังเมืองหลวง        

‘จี้หว่านชิง’ คุณหนูรอง อ่อนแอและสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เล็ก อย่างไรก็ตามนางก็ได้หมั้นหมายกับบุตรชายของเจ้ากรมพิธีการไปเรียบร้อยแล้ว และอีกสองปีนางจะถูกส่งตัวไปที่เมืองหลวงเช่นกัน

ส่วนคุณหนูสี่ ‘จี้หลิงจือ’ ก็ยังเล็กนัก อายุยังไม่ครบแปดขวบดีเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อหลายปีก่อนตอนที่จี้ซูฮ่านและฮูหยินผู้เฒ่าไปทำธุระที่เมืองหลวง ทั้งคู่ก็ได้ทำการหมั้นหมายนางไว้กับหลานชายของท่านอ๋องจ้าว ซึ่งจัดเป็นเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายอันดับหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ ‘จี้อวิ๋นซู’ ได้รับแตกต่างกับบรรดาพี่น้องราวกับฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน!   

หญิงสาวกระชับผ้าให้คลุมรอบกายแน่นและถอนหายใจออกมา อยากให้นางแต่งงาน... นางยอม

การแต่งงานที่ว่าเป็นการแต่งทางการเมือง... นางก็ยอม

แต่นี่กลับจะบังคับให้นางแต่งงานกับคนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาด้วยเนี่ยนะ!

คราวนี้จี้อวิ๋นซูไม่ยอมเด็ดขาด

ถ้าจำเป็นจริงๆ จี้ซูฮ่านคงต้องจับนางมัดแล้วส่งตัวไปให้บ้านตระกูลเหวยตามสัญญา

ดูท่าว่าไม่ว่าช้าหรือเร็ว จี้อวิ๋นซูคงต้องถูกอัปเปหิออกจากบ้านหลังนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

----------------

*กระดูกไฮออยด์ (อังกฤษ: hyoid bone or Lingual Bone) เป็นกระดูกที่อยู่ในคอ และเป็นกระดูกเพียงชิ้นเดียวในร่างกายมนุษย์ที่ไม่เกิดข้อต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆ เลย กระดูกนี้ค้ำจุนโดยกล้ามเนื้อของคอและทำหน้าที่ช่วยค้ำจุนโคนลิ้น

 

4. เจ้ารู้หรือไม่ ที่แขนของเรามีกระดูกชนิดพิเศษอยู่หนึ่งชิ้น

ค่ำคืนของเดือนหนึ่งเช่นนี้ อากาศมักจะหนาวเย็นเป็นพิเศษ

โคมไฟหลากสีสันและลวดลายถูกแขวนห้อยอยู่แทบทุกชายคา พวกมันแข่งกันส่องแสงและแผ่ความอบอุ่นออกมาตัดกับราตรีกาลอันหนาวเหน็บและมืดมิด

หลังจากนั้นไม่นาน หลวนเอ๋อก็เดินลับๆ ลับๆ มาพร้อมกับผ้าห่มและกอดเตาไฟให้ความอบอุ่นในมือ

“นายท่านก็รู้อยู่ว่า สุขภาพของคุณหนูไม่สู้ดีนักแต่ก็ยังลงโทษให้นั่งคุกเข่าอยู่อย่างนี้ทั้งคืน นี่ตั้งใจจะเอาให้ตายกันเลยหรือเจ้าคะ” หลวนเอ๋อเริ่มร้องไห้

“ทำไมขี้แยอย่างนี้” จี้อวิ๋นซูคว้าเตามาถือเอาไว้ ครู่หนึ่งหญิงสาวก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น

หลวนเอ๋อเช็ดน้ำตาป้อยๆ พลางเอ่ยปาก “ก็เพราะคุณหนูเป็นคนอย่างนี้ ไม่เคยบ่นหรือตอบโต้ คนพวกนั้นถึงได้ใจแล้วก็มักรังแกเราตลอด”

“ใครบอกอย่างนั้นกัน?” จี้อวิ๋นซูถาม

“หลวนเอ๋อไม่ได้ตาบอดนะ ไม่ต้องมีคนบอกบ่าวก็เห็นได้ด้วยตัวเอง คราวก่อนคุณหนูใหญ่แอบขโมยขุดต้นไม้ของเราเอาไปปลูกที่หน้าห้องของนาง แล้วยังวันนั้นอีกล่ะ วันที่คุณหนูสี่ฉีกเสื้อหนาวของคุณหนูจนขาดเป็นชิ้นๆ ทุกเรื่องท่านเคยพูดแย้งออกมาสักคำหรือไม่? คุณหนูเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา แต่มีใครมองเห็นความดีของท่านบ้างไหม? ท่านกำลังทรมานตัวเองโดยไม่มีใครเห็นคุณค่านะเจ้าคะ สุดท้ายคนเดียวที่ต้องเจ็บก็คือท่าน” หลวนเอ๋อกำมือแน่นอย่างแค้นเคือง

“แม่คนนี้นี่ ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าบ่นให้มาก หน้าต่างมีหูประตูมีช่องจำได้ไหม” ถึงแม้ว่าปากจะพร่ำบ่น แต่จี้อวิ๋นซูตระหนักดีว่าหลวนเอ๋อทำทุกอย่างเพราะเป็นห่วงนางเท่านั้น

เมื่อโดนดุ หลวนเอ๋อก็ก้มหน้าสำนึกผิด

ตั้งแต่มาครอบครองร่างนี้ จี้อวิ๋นซูก็มีนิสัยไม่ค่อยจะเหมือนคนเดิม เจ้าของร่างเดิมค่อนข้างเรียบร้อยและเก็บตัว ส่วนจี้อวิ๋นซูคนนี้กลับรู้จักยืดหยุ่น นางสุขุม มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเป็นคนไม่พูดมาก ไม่ชอบขัดแย้ง ชิงดีชิงเด่นและเอาชนะคะคานใคร เรื่องไหนที่พอทนได้ จี้อวิ๋นซูก็จะทนเสมอ ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ นางจะไม่ตอบโต้อะไรทั้งนั้น วางตัวเหมือนผู้อาวุโสไม่ผิด

บางทีอาจจะเป็นเพราะคนอื่นรู้ว่านางข่มได้ ยิ่งนางนิ่งเฉยเท่าไหร่ บรรดาพี่น้องรวมถึงบิดาก็ยิ่งพยายามหาเรื่องนางมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหยุมหยิมเท่าขี้ผงหรือเรื่องใหญ่เท่าช้าง พวกเขาก็จะทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง

ตรงเสียยิ่งกว่ารอบเดือนซะอีก!

เช้าตรู่วันต่อมา

หลังจากที่จี้อวิ๋นซูปฏิบัติตามคำสั่งของบิดาเรียบร้อยแล้ว หลวนเอ๋อก็มาช่วยพยุงให้นางลุกขึ้นยืน ตอนแรกหญิงสาวตั้งใจว่าจะเข้าไปพักผ่อนในกระท่อมหลังน้อยสักหน่อย ทว่าเดินยังไม่ทันพ้นห้องทางทิศตะวันตก ก็เจอกับจี้มู่ชิงเสียก่อน

วันนี้คุณหนูใหญ่ตระกูลจี้สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีขาวราวกับหิมะ ปักด้วยลวดลายสีม่วงดูงดงามอ่อนช้อย เข้าคู่กับรองเท้าปักเลื่อมด้วยดิ้นทองของนาง ผมสลวยเกล้าขึ้นกลางศีรษะและมีปิ่นปักผมเงินและทองประดับไว้ สร้อยไข่มุกน้ำดีที่สุดเท่าที่สรรหาได้คล้องอยู่รอบลำคอระหง ที่ข้อมือของหญิงสาวก็ไม่น้อยหน้า ถูกร้อยรัดไว้อย่างหลวมๆ ด้วยสร้อยข้อมือสีเงินแวววาว ตั้งแต่หัวจรดเท้า... จี้มู่ชิงคนนี้พร่างพราวไปด้วยอัญมณีและไข่มุกสูงค่า แน่นอนว่าทุกชิ้นล้วนแล้วแต่แพงหูฉี่ ไม่อาจจะประเมินค่าได้

สาวใช้สองคนที่มีชื่อว่าฉุ่ยเอ๋อและหลั๋วเอ๋อเดินตามมาข้างหลังเพื่อเตรียมรับคำสั่งจากนายหญิงทุกเมื่อ นิสัยส่วนตัวของจี้มู่ชิงคือเวลาไปไหน มักต้องมีผู้ติดตามไปด้วยเสมอ

“อย่าบอกนะว่าจะลงไปคลุกคลีกับของอัปมงคลอีกแล้ว” น้ำเสียงของหญิงสาวเจือไปด้วยความเย้ยหยัน ริมฝีปากงดงามคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย

จี้อวิ๋นซูหรี่ตา หญิงสาวคร้านจะต่อปากต่อคำกับพี่สาวต่างมารดาตอนนี้ จึงเดินเลี่ยงไปอย่างไม่สนใจ แต่จี้มู่ชิงกลับไม่ยอมให้น้องสาวผละจากไปง่ายๆ นางคว้าข้อมือจี้อวิ๋นซูเอาไว้ ออกแรงดึงมากเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ

“หยาบคายจริงๆ! เจ้าเป็นใบ้รึไง” คุณหนูใหญ่ตวาดลั่น

จี้อวิ๋นซูมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อวานมือข้าไปสัมผัสศพมา ยังไม่มีเวลาไปล้างเลย พี่ใหญ่คงไม่ถือนะเจ้าคะ”

            “อะไรนะ?” จี้มู่ชิงปล่อยข้อมือน้องสาวอย่างรวดเร็วสีหน้าตื่นกลัว รีบคว้าผ้ากันเปื้อนขึ้นมาเช็ดมือตัวเอง ปากก็พ่นคำสาปแช่งไปด้วย “อัปมงคล อัปมงคลจริงๆ เลย มาโดนของน่าขยะแขยงอย่างนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ แย่จริงเชียว”

เมื่อหลวนเอ๋อเห็นสถานการณ์มีทีท่าว่าจะยืดเยื้อก็รีบปรี่เข้ามาขัดจังหวะ “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ เมื่อคืนนี้คุณหนูสามถูกลงโทษให้คุกเข่าทั้งคืน ได้โปรดปล่อยนางไปพักเถอะ…”

เพียะ!.

จี้มู่ชิงยกมือขึ้นตบหน้าหลวนเอ๋ออย่างแรง “สาวใช้ชั้นต่ำอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า” เมื่อพูดจบนางก็จ้องหน้าจี้อวิ๋นซู “เจ้านายแบบไหนกันที่ส่งเสริมให้สุนัขรับใช้กล้าเห่าแบบนี้ เอานังบ่าวชั้นต่ำคนนี้ไปโยนไว้ในโรงเลื่อยไม้แล้วสั่งสอนมันสักตั้งปะไร”

เห็นได้ชัดว่าจี้มู่ชิงกำลังระบายอารมณ์ใส่หลวนเอ๋อ!

จริงๆ แล้วจี้อวิ๋นซูก็มีศักดิ์เป็นน้องแค่ในนามเท่านั้น ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงที่จะต่อกรกับหญิงตรงหน้า ทว่าหลวนเอ๋อเองก็ไม่ใช่สาวใช้ที่นางจะยอมให้ใครมารังแกหรือตีจนตายแล้วก็โยนเศษเงินไม่กี่ตำลึงมาเป็นค่าทำศพเช่นกัน!

หลวนเอ๋อมีค่ามากกว่านั้น!

ฉุ่ยเอ๋อและหลั๋วเอ๋อตรงเข้ามาจะลากหลวนเอ๋อไปตามคำสั่งของนายหญิง

ปกติแล้ว เวลาโดนเอาเปรียบไม่ว่าทางวาจาหรือทางการกระทำก็ตาม จี้อวิ๋นซูมักจะไม่ตอบโต้ แต่ครั้งนี้ที่จี้มู่ชิงล้ำเส้นและจงใจระบายอารมณ์ใส่หลวนเอ๋อ เห็นทีนางจะยอมไม่ได้แล้ว จี้อวิ๋นซูกางแขนปกป้องสาวใช้ประจำตัวไม่ให้ถูกลากไป หญิงสาวเลิกคิ้วและจ้องมองไปที่จี้มู่ชิง สายตาเย็นชาส่งผลให้อีกฝ่ายรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ชอบกล

“พี่ใหญ่ อารมณ์เสียตั้งแต่เช้าแบบนี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเอาได้นะ ให้มันแล้วไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนหลวนเอ๋อเอง”

“สาวใช้หน้าโง่คนนี้ชอบพูดสอด ถ้ารู้ไปถึงหูคนนอก เขาจะพาลคิดกันว่าคนใช้ที่นี่กักขฬะและขาดการอบรม คงไม่ดีแน่ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้สอนมารยาทนางเสียหน่อย”

ประโยคนี้ผู้พูดต้องการบอกเป็นนัยๆ ว่า จี้อวิ๋นซูผู้เป็นนายเองก็เป็นคน ‘กักขฬะ’ เช่นเดียวกัน

จี้อวิ๋นซูแผ่กลิ่นอายชวนขนลุกออกมา อย่างที่ว่าไว้ ก่อนเกิดพายุฝนท้องฟ้ามักจะสดใส “หลวนเอ๋อก็ชอบพูดจาเรื่อยเปื่อยอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้ว พี่ใหญ่อย่างถือเอาคำพูดนางมาเป็นอารมณ์เลย” หญิงสาวกล่าวก่อนจะหันไปดุสาวใช้ส่วนตัว “ทำไมยังไม่ยอมรับผิดอีก?”

หลวนเอ๋อก้มหน้าลง พูดอ้อมแอ้มออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก “บ่าวต่ำต้อยคนนี้สำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ”

จี้มู่ชิงหรี่ตาจนเรียวเล็กและมองตรงไปยังน้องสาว “นี่เจ้าลงทุนเล่นละคร เพื่อปกป้องสาวใช้คนนี้เลยเหรอ”

“สาวใช้ก็เป็นคนเหมือนกับเรา หลวนเอ๋ออยู่รับใช้ข้ามาหลายปีแล้ว พี่ใหญ่ได้โปรดให้อภัยนางด้วยเถอะ ถือว่าเห็นแก่ข้า”

“เหมือนว่าข้าเคยสนคนอย่างเจ้าอย่างนั้นแหละ” จี้มู่ชิงเลิกคิ้วขึ้นสูง ทำไมนางจะต้องไว้หน้าน้องสาวนอกคอกคนนี้ด้วย? คุณหนูใหญ่ตระกูลจี้หันไปจ้องสาวใช้ทั้งสองของตนด้วยสายตาคมกริบเหมือนสุนัขจิ้งจอก ก่อนจะพูดขึ้น “พวกเจ้ารออะไรกันอยู่ ไม่รีบเข้าไปจับนางไปโยนที่โรงเลื่อยไม้ตามคำสั่งล่ะ หรือต้องให้ข้าลงมือเอง”

ฉุ่ยเอ๋อและหลั๋วเอ๋อไม่กล้าขัดคำสั่งคุณหนู พวกนางตรงเข้าไปฉุดรั้งหลวนเอ๋ออีกครั้ง

“ข้าบอกแวหลวนเอ๋อเป็นคนของข้า หากนางผิด ข้าขอลงโทษเอง” จี้อวิ๋นซูแย้ง

“แต่นางก็ถือเป็นคนรับใช้คนหนึ่งของตระกูลจี้เหมือนกัน กฎของเรามีอยู่ว่าหากคนพวกนี้ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมโดยขาดการไตร่ตรอง ต้องได้รับการลงโทษอย่างไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น” หญิงสาวตอบพลางสะบัดมือไปทางสาวใช้ทั้งสอง “เอาตัวนังนี่ไป” นางสั่ง

ทันใดนั้น นิ้วเรียวของจี้อวิ๋นซูก็คว้าหมับเข้าที่แขนของฉุ่ยเอ๋อ สาวใช้รู้สึกว่าร่างโคลงเคลง วินาทีต่อมานางก็ถลาเข้าใส่จี้มู่ชิง

โครม!

คุณหนูใหญ่ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อโดนสาวใช้ล้มทับ “โอ๊ย! นังบ่าวเหลือขอ เจ้าอยากตายใช่ไหม”

ฉุ่ยเอ๋อและหลั๋วเอ๋อกลัวจนลนลาน พวกนางรีบเข้าไปพยุงนายหญิงพัลวัน เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราของจี้มู่ชิงเต็มด้วยคราบดินและโคลน ผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างดียุ่งเหยิงเละเทะไปหมด สภาพหญิงสาวดูกระเซอะกระเซิง สิ้นสง่าราศี ไม่เหลือเค้าเดิมของสาวงามก่อนหน้า

เพียะ!

จี้มู่ชิงเงื้อมือขึ้นตบหน้าฉุ่ยกั๋วฉาดใหญ่ พลางจ้องหน้าสาวใช้อย่างกินเลือดกินเนื้อ “นังบ้านี่ กล้าดีอย่างไรถึงมาล้มใส่ข้า!”

“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะคุณหนู เมื่อครู่เสียการทรงตัว คุณหนูใหญ่ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย” ฉุ่ยเอ๋อคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความกลัว นางคำนับหญิงสาวตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จี้มู่ชิงผู้รักสวยรักงามยิ่งชีพไม่อาจทนเห็นตัวเองมีสภาพแย่เช่นนี้ได้ เรื่องนี้น่าอับอายสำหรับนางมาก ใบหน้าซึ่งแต่งแต้มไปด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดีบิดเบี้ยวเหยเกไปด้วยแรงโทสะ ดูเหมือนตอนนี้นางจะลืมเรื่องความขุ่นเคืองที่มีต่อหลวนเอ๋อไปจนหมดสิ้น จี้มู่ชิงกระทืบเท้าเดินกลับไปยังห้องส่วนตัวเพื่อชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

เมื่อสถานการณ์อันน่าอึดอัดใจนี้ปิดฉากลง จี้อวิ๋นซูก็ดึงหลวนเอ๋อกลับไปยังห้องส่วนตัวก่อนที่จี้มู่ชิงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและออกมาชำระแค้นกับพวกนางต่อ พอมาถึงเรือนด้านหลัง หลวนเอ๋อก็เอ่ยถามขึ้น “เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกับฉุ่ยเอ๋อเหรอเจ้าคะ ดูเหมือนจู่ๆ นางก็ล้มเข้าใส่คุณหนูใหญ่”

จี้อวิ๋นซูหลุดหัวเราะแล้วรินน้ำชาลงถ้วย ท่าทางของนางบอกว่าเรื่องนี้คงต้องอธิบายกันยาวเหยียด “เจ้าอาจจะไม่รู้  ร่างกายมนุษย์น่ะ... กระดูกจะแบ่งออกเป็นเก้าส่วนและกระดูกหลักก็จะประกอบไปด้วยกระดูกย่อยอีกถึงเจ็ดส่วน แขนและขาเป็นแค่สายระโยงระยางที่แยกออกมาจากร่างกายอีกที กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของมือเองก็แบ่งออกเป็นสองส่วนย่อยเช่นกัน ระหว่างกระดูกเหล่านั้นจะมีกระดูกชนิดพิเศษชิ้นหนึ่งแฝงอยู่ ถ้าหากกดลงไปแบบไม่หนักมือมากจะไม่เจ็บแต่จะเสียการทรงตัวและมือเท้าหมดแรงได้ เมื่อครู่ข้าคว้าแขนของฉุ่ยกั๋วและกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย เราสองคนก็เลยหนีออกมาได้”

หลวนเอ๋อทึ่งในคำอธิบายที่ชวนงงของนายหญิง “คุณหนูสุดยอดไปเลย!”

“ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตคนล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกระดูกทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของร่างกายหรือขนาดของอวัยวะ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกชี้ชะตาด้วยทิศทางการเรียงตัวของโครงกระดูก แม้แต่อัตราความเร็วในการเน่าเปื่อยของซากศพอายุนับพันปี หรือเวลาสิ้นสุดอายุขัย ก็สามารถวิเคราะห์ได้จากโครงกระดูก อาจกล่าวได้ว่าส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกายมนุษย์คือกระดูกหุ้มสมองหรือคราเนี่ยลโบน เพราะมันคือส่วนปกป้องสมองซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของร่างกายเรา…”

“พอเถอะเจ้าค่ะ คุณหนูไม่ต้องอธิบายแล้ว!” หลวนเอ๋อร้องขัดขึ้น สีหน้าของหญิงสาวเริ่มซีดเผือดจากความคลื่นเหียนเวียนไส้ซึ่งเข้ามาจู่โจมด้วยเรื่องเล่าและคำศัพท์อันพิลึกพิลั่นของนายหญิง

เมื่อเห็นอาการของสาวใช้ จี้อวิ๋นซูก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างขำขัน ก่อนที่หญิงสาวจะเสียชีวิตลงบนเตียงผ่าตัดและถูกโยนให้มาอยู่ในร่างนี้ นางใช้ชีวิตอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกโบราณนับไม่ถ้วน กระดูกที่ซี่ เส้นเอ็น ข้อต่อ... ทุกๆชิ้นส่วนราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจ

ถ้าจี้อวิ๋นซูขี้กลัวเหมือนหลวนเอ๋อ นางคงต้องเลิกทำอาชีพนักวิเคราะห์โครงกระดูกไปนานแล้ว!

‘เราควรหยุดพล่ามเรื่องพวกนี้เสียที!’

จี้อวิ๋นซูคุกเข่าอยู่ทั้งคืนและเหนื่อยมาก หญิงสาวนอนแผ่หราบนเตียงนอนอันแสนคุ้นเคยและซุกตัวลงในฟูก

ผลอยหลับไปและกรนออกมาเบาๆ

5. มาเยือนถึงถิ่น

ณ สำนักผู้ตรวจการ

ผู้ตรวจการแคว้นยังคงนอนพักเพราะรับศึกหนักมาทั้งคืนที่หมู่บ้านชานเมืองฝั่งตะวันออก หลังกจากจัดการกับคดีไฟไหม้ปริศนา ชายหนุ่มผล็อยหลับไปยังไม่ถึงสองชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ ผู้ช่วยหยาเหมิ่นคนหนึ่งก็มาเคาะประตูอีกแล้ว

“ใต้เท้าขอรับ มีคนมาตีกลองร้องทุกข์”

ผู้ตรวจการแคว้นกลิ้งตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียงแต่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น

“ใต้เท้าขอรับ มีชาวบ้านมาตีกล้องร้องทุกข์” เสียงนั้นพูดย้ำประโยคเดิม

ผู้ตรวจการแคว้นคลานลงมาจากเตียงนอนด้วยท่าทางสะลืมสะลือ เขาคว้าเครื่องแบบและรองเท้าหนังมาสวม ก่อนจะลากร่างครึ่งหลับครึ่งตื่นของตัวเองตรงไปยังห้องโถง เมื่อถึงแล้วก็ทุบค้อนพิพากษากับโต๊ะดังลั่น

“ใครเป็นผู้มาตีกลอง?”

แทนคำตอบ ผู้ชายสองคนก็เดินเข้าแถวเรียงหนึ่งตรงเข้ามาในห้องโถง ชายหนุ่มคนที่เดินนำหน้ามีคิ้วดกหนาให้ความรู้สึกทรนงและเข้มแข็ง ส่วนชายด้านหลังมีคิ้วเหยียดตรงเหมือนดาบ ส่งผลให้เจ้าตัวมีกลิ่นอายของความห้าวหาญและเด็ดเดี่ยว

จิ่งหลงที่เพิ่งเดินเข้ามากวาดตามองสำรวจรอบตัวอย่างเชื่องช้า รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อไม่พบร่างผอมบางของบัณฑิตหนุ่มคนเมื่อวาน

ผู้ตรวจการแคว้นยังไม่ตื่นเต็มตา เขารออยู่นานทีเดียวแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ช่วยประกาศชื่อผู้ร้องทุกข์ตามปกติ จึงตัดสินใจขยี้ตาและมองผู้มาเยือนอย่างเต็มตา

‘นี่มันนายท่านที่มากับจี้ซูฮ่านเมื่อวานนี่’ เขาคิด

“เจ้าเป็นใคร แล้วมาตีกลองร้องทุกข์ มีเรื่องอะไรอย่างนั้นรึ” ผู้ตรวจการถามย้ำตามกฎข้อบังคับที่วางไว้

“ใต้เท้า นายท่านของข้ามาตามหาจิตรกรคนเมื่อวาน คงต้องรบกวนให้ท่านตามเขาคนนั้นมาสักหน่อย” หลางโป๋บอกวัตถุประสงค์การมาเยือน

“มาตามหาอวิ๋นซูอย่างนั้นรึ” ผู้ตรวจการแคว้นพึมพำเบาๆ ชายหนุ่มเงียบไปชั่วครู่เหมือนกำลังร่างแผนการบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาแขกพลางเอ่ยปาก “วันนี้เป็นวันหยุดของอาจารย์จี้ โปรดมาวันหลัง”

“งั้นตอนนี้เขาอยู่ไหน” จิ่งหลงซักต่อ

“แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ที่ไหน เอาเป็นว่าถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร เชิญพวกท่านกลับไปได้แล้ว กลองร้องทุกข์ของหยาเหมิ่นมีไว้ใช้สำหรับเวลาจำเป็นจริงๆ เท่านั้น” ผู้ตรวจการแคว้นอดนอนมา ดังนั้นความอดทนอดกลั้นก็เลยน้อยกว่าปกติ

จิ่งหลงมีสีหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์ ชายหนุ่มชำเลืองมองหลางโป๋แวบหนึ่ง อีกฝ่ายดูเหมือนจะรับรู้ความนัยที่ต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี หลางโป๋เอาเหรียญตราซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวขึ้นมาและแสดงให้ผู้ตรวจการแคว้นดู

“หลิวฉิวผิง ดูให้เต็มตา”

หืม? เจ้านี่กล้าถึงขนาดเรียกผู้ตรวจการแคว้นตรงๆ ด้วยชื่อจริงเลยงั้นเหรอ!

ผู้ตรวจการแคว้นหลิวโกรธจัด เขาตื่นตัวและยกค้อนพิพากษาขึ้นอย่างตั้งใจที่จะเคาะมันลงกับโต๊ะอีกครั้ง แต่เมื่อสายตาไปสะดุดกับอักษรที่สลักอยู่บนเหรียญตราในมือแขกผู้ไร้มารยาทคนนั้น ค้อนไม้ในมือก็หล่นลงกระทบโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น ผู้ตรวจการแคว้นรีบรวบชายเสื้อของชุดเครื่องแบบซึ่งยาวกรอมเท้าและวิ่งลงมาจากยกพื้น ก่อนจะคุกเข่าทิ้งตัวลงกับพื้นด้วยสองขาอันสั่นเทา

ผู้ตรวจการหลิวที่ทรงอำนาจในท้องที่กล่าวต้อนรับผู้มาเยือนทั้งสองอย่างเคารพนบนอบ ผิดกับเมื่อครู่อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ “อะ… หลงอ๋อง กระหม่อมตาต่ำ ไม่รู้ฟ้ารู้ดินแล้วยังเอ่ยปากขับไสไล่ส่งเสียอีก ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความเบาปัญญาของกระหม่อม ขอหลงอ๋องโปรดอภัย” จิ่งหลงมองท่าทางที่เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหวของหลิวชิงผิงอย่างขบขัน ตอนนี้ผู้ตรวจการแคว้นเคารพนบนอบเขาเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อครู่

“ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ข้าไม่ต้องการให้ผู้คนแตกตื่น ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้มากความหรอก ลุกขึ้นเถอะ” เขากล่าว

“ขะ… ขอบพระทัยหลงอ๋อง” ผู้ตรวจการแคว้นเหงื่อแตกพลั่กด้วยความกลัว ขาทั้งสองสั่นเทาเสียจนไม่สามารถที่จะยืนตรงได้ เขาจึงยืนตัวงอเล็กน้อย

หลางโป๋ห่อปากอย่างไม่สบอารมณ์นัก พูดขึ้นอีกครั้ง “แล้วเรื่องที่เราเจรจากันเมื่อครู่ล่ะ ว่าอย่างไร พวกเรามาเพื่อขอพบจิตรกรคนเมื่อวาน เชิญเขามาที่นี่หน่อย”

“แต่…” ผู้ตรวจการแคว้นอ้ำอึ้ง

“แต่อะไรเหรอ เขาเป็นแค่จิตรกรธรรมดาที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร หรือว่าเป็นคนจองหอง?”

ผู้ตรวจการแคว้นรีบสะบัดมือปฏิเสธทันควัน “มะ… ไม่ใช่อย่างนั้น เดี๋ยวกระหม่อมจะส่งคนไปตามเขาเดี๋ยวนี้” พูดและหัผู้ตรวจการรีบออกคำสั่งการผู้ช่วยหยาเหมิ่น “รีบไปตามตัวอาจารย์จี้มา”

“ขอรับ ใต้เท้า” ฝ่ายผู้น้อยรับคำ ก่อนจะออกไปปฏิบัติตามคำสั่ง

ผู้ตรวจการแคว้นกลัวจับใจ เมื่อครู่เขาเผลอล่วงเกินเบื้องสูงเข้า เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเชื้อเชิญจิ่งหลงและหลางโป๋ให้ไปพักที่ห้องรับรองซึ่งอยู่ทางด้านหลังของศาลด้วยรอยยิ้มแสนสุภาพ หลิวชิงผิงรินชาที่ดีที่สุดเท่าที่มีใส่ถ้วยและยกมาเสนอให้แขกทั้งสอง จากนั้นก็นั่งลงข้างๆ เหงื่อกาฬยังแตกพลั่กด้วยความหวาดกลัวแม้ว่าจะพยายามเช็ดเหงื่อกับแขนเสื้อเท่าไหร่ก็ตาม

คนสำคัญขนาดนี้มาเยือนเมืองจิ่นเจียงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

จิ่งหลงยกชาขึ้นจิบ เมืองจิ่นเจียงแห่งนี้มีชื่อเรื่องการผลิตชาพอสมควร ทันทีที่ชายหนุ่มยกแก้วขึ้น กลิ่นหอมหวนของเครื่องดื่มชั้นดีก็ลอยขึ้นมาปะทะโสตประสาท รสชาติของมันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งหอมกรุ่นและเข้มข้นสมคำร่ำลือ

เมื่อจิบชาเสร็จ จิ่งหลงก็เอ่ยถามขึ้น “จิตรกรคนนั้นเป็นใคร”

“เขามีชื่อว่าจี้อวิ๋นซู เป็นช่างเขียนแบบผู้โด่งดังของเมืองเรา” ผู้ตรวจการแคว้นตอบทันควัน

“ที่เจ้าบอกว่า ‘โด่งดัง’ เนี่ยหมายความว่าอย่างไร”

            “หลายปีมานี้ เมืองจิ่นเจียงของเรามีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุการตายที่รุนแรงจนญาติไม่อาจจะจำหน้าได้หลายราย แต่พออาจารย์จี้คนนี้มาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าศพจะเสียหายยับเยินหรือเหลือเพียงแค่กองกระดูกไม่กี่ชิ้น เขาก็สามารถวาดภาพเดิมของผู้ตายออกมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ ไม่ใช่แค่นั้นในหลายคดีเขายังช่วยข้าน้อยคลี่คลายปริศนาอีกด้วย”

ผู้ตรวจการแคว้นดูมีความสุขเมื่อได้เล่าถึงเรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจเหล่านั้น

“ช่างเป็นคนที่วิเศษจริงๆ คนมีพรสวรรค์เช่นนี้มาซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างจิ่นเจียงนับว่าเสียของโดยแท้” หลางโป๋กล่าว เขาเจาะจงพูดกับเจ้านายเป็นพิเศษ

ดูเหมือนจะมีเหตุผลที่แท้จริงบางอย่างแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้!

จิ่งหลงเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะพูดต่อ “เจ้ามีข้อมูลเกี่ยวกับเขาแค่นี้เหรอ”

หลิวชิงผิงนิ่งคิดชั่วครูและตอบ “อาจารย์จี้เป็นคนร้ายกาจคนหนึ่ง”

“หมายความว่าอย่างไร” จิ่งหลงสงสัย

ผู้ตรวจการแคว้นตอบตะกุกตะกัก “เออคือ… เขาไม่ชอบพูด แล้วก็เป็นคนเย็นชา” นิ่งและเย็นเหมือนไร้วิญญาณเลยแหละ

“เย็นชา... อย่างไรเหรอ?” จิ่งหลงเติมน้ำชาลงถ้วยอีกครั้ง ครู่หนึ่งผู้ช่วยหยาเหมิ่นก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาและรายงาน “อาจารย์จี้หลับอยู่ที่บ้าน บอกแค่ว่าวันนี้เขาจะไม่มาทำงาน”

ผู้ตรวจการแคว้นได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดจนแทบกลายเป็นสีเขียว ชายหนุ่มเริ่มเหงื่อแตกอีกครั้ง

ตอนนี้เขากำลังสับสนอย่างมากและไม่รู้ว่าควรจะอยู่ข้างไหนดี ข้างหนึ่งก็คือจี้อวิ๋นซูผู้แสนจะล้ำค่า แต่อีกข้างหนึ่งก็คือเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์

ครั้งนี้เห็นทีเขาคงต้องเลือกอย่างระมัดระวังหน่อยแล้ว!

ผู้ตรวจการแคว้นลอบมองจิ่งหลงด้วยหางตา ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์กำลังหยิบฝาขึ้นมาปิดถ้วยชาของตัวเอง จังหวะการเคลื่อนไหวอย่างเขาไม่ได้เนิบนาบหรือว่ารวดเร็วจนเกินไป เมื่อผนวกเข้ากับสีหน้าไร้อารมณ์ไม่เปลี่ยนนั่น ทำให้ยากที่จะตัดสินว่าท่านอ๋องรู้สึกเช่นไรในเวลานี้

จมูกโด่งเป็นสันของจิ่งหลงกระตุกเบาๆ สองที ผู้ตรวจการแคว้นสังเกตเห็นจึงรีบปรี่เข้าไปอธิบาย “หลงอ๋อง คือว่า... อาจารย์จี้ทำงานหนักติดกันมาหลายวันนี้ เมื่อวานกระหม่อมจึงอนุญาตให้เขาพักผ่อนวันหนึ่ง จะดีกว่าถ้า…”

จิ่งหลงกล่าวขัดขึ้น “จะดีกว่าถ้าข้ามาใหม่พรุ่งนี้ ใช่ไหม”

สำหรับคนอื่น เมื่อได้ยินประโยคนี้อาจจะไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ แต่สำหรับหลิวชิงผิงเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้หลุดออกมาจากปากท่านอ๋องแล้ว จะถือว่าเป็น ‘ความผิดพลาด’ อย่างใหญ่หลวง

ร่างผู้ตรวจการแคว้นสั่นไหวอย่างรุนแรงไปทั่วสรรพางค์ เขาคุกเข่าและคำนับทันที “กระหม่อมผู้ต้อยต่ำไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

จิ่งหลงมองท่าทางตื่นกลัวของข้าราชการหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยถาม “ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐผู้แสนดีคนนี้ ถึงเอาแต่คุกเข่าทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ขึ้น? มีกฎข้อไหนในอาญาสิทธิ์แห่งราชวงศ์ฉิงระบุไว้หรือ ว่าเจ้าต้องคุกเข่าคำนับทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด?”

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” หลางโป๋ตอบ

ใบหน้าของหลิวชิงผิงแข็งตึงพอๆ กับที่ซีดเผือด เขาเป็นถึงผู้ตรวจการแคว้นก็จริงอยู่ แต่… ‘ถ้าเทียบกันแล้ว ฐานะของคนตรงหน้าก็คือเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มีชีวิตดีๆ นี่เอง’ แล้วจะให้เขาทำอย่างไรล่ะ

“ลุกขึ้น เลิกเอาแต่คุกเข่าเสียที”

“ขอบพระทัยท่านอ๋อง” หลิวชิงผิงลุกขึ้นและก้มหน้าลง เขาไม่กล้าจะมองสบตาท่านอ๋องตรงๆ

จิ่งหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง แผ่ซ่านรังสีคุกคามออกมาหนาแน่น เขาเอ่ยถาม “ใต้เท้าหลิว อาจารย์จี้ทำงานอยู่ในหน่วยงานหยาเหมิ่นของท่านใช่หรือไม่ ฉะนั้นเขาคงมีหัวใจที่รักความสงบและยุติธรรมในฐานะผู้รักษากฎหมาย ข้าเข้าใจถูกไหม”

หลิวชิงผิงพยักหน้าอย่างนอบน้อม “ถูกพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้น การตามเขามาช่วยไขคดีฆาตกรรมคนของข้าก็ถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งสินะ”

“ย่อมถือเป็นหน้าที่!” ผู้ตรวจการแคว้นทวนคำอย่างแข็งขัน

จิ่งหลงดูพอใจกับคำตอบที่ได้ “ดีมาก ก่อนที่ชาในถ้วยนี้จะหมด เจ้ามีเวลาไปตามเขากลับมาทำหน้าที่ของเขา”

‘หา? มีเวลาจนกว่าชาในถ้วยจะหมดงั้นเหรอ’

นี่ถือเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย แต่หลิวชิงผิงก็ไม่กล้าเอ่ยขัดออกมา ชายหนุ่มก้าวถอยหลังไปอย่างกระอักกระอ่วนใจ “ดะ…ได้ กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ทันทีที่พูดจบ เขาก็ยกชายเสื้อขึ้นและวิ่งออกไปเหมือนคนเสียสติ

ถึงแม้ใบหน้าคมสันของจิ่งหลงยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ ทว่าภายในใจ ความเคลือบแคลงบางอย่างกำลังประทุและพลุ่งพล่านขึ้น หลางโป๋เองก็กำลังขบกรามแน่นอย่างครุ่นคิด “นายท่าน ถ้าเป็นตามที่ใต้เท้าหลิวเล่า อาจารย์จี้คนนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษในการวาดภาพผู้ตายออกมาแม้ว่าจะเหลือเพียงกระดูก บางที… เขาอาจจะช่วยไขคดีเก่านั่นก็เป็นได้นะขอรับ”

จิ่งหลงไม่ตอบอะไร เขายังคงนิ่งเงียบและขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิดอยู่ ชั่วครู่ดวงตาเรียวเล็กก็ส่องประกายเจ้าเล่ห์ออกมาและปริปากพูดในที่สุด “ถ้านับวันนี้ด้วย พวกเราออกมาจากเมืองหลวงนานเท่าไหร่แล้ว”

“น่าจะมากกว่าครึ่งปีแล้ว”

“แล้วเดินทางผ่านมาทั้งหมดกี่เมือง”

“มากกว่าร้อยเมืองขอรับ”

จิ่งหลงส่งเสียงคำรามเบาๆ ในลำคอแต่สองตายิ้มพราว ชายหนุ่มยกถ้วยชาหอมกรุ่นขึ้นจิบอีกครั้ง

ณ ประตูหลังทางทิศตะวันตกของบ้านตระกูลจี้ หลิวชิงผิงตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ ครู่หนึ่งหลวนเอ๋อก็เปิดออกมา เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร สาวใช้ก็ดูไม่ยินดีนัก

“รีบๆ ไปบอกคุณหนูของเจ้าเสีย เราต้องไปสำนักผู้ตรวจการกัน มีเรื่องใหญ่ที่ต้องไปจัดการ” ใหญ่แบบสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเลยแหละ”

“คุณหนูบอกว่าวันนี้ขอลาหยุด” สาวใช้ตอบเสียงแข็ง

หลิวชิงผิงตบหน้าขาเสียงดัง “อั๊ยย่ะ!” เขาส่งเสียงออกมาอย่างขัดใจ ผู้ตรวจการแคว้นไม่สนใจหลวนเอ๋อ ชายหนุ่มแทรกตัวผ่านรอยแยกของประตูและสาวเท้าตรงเข้าไปที่ลานบ้านทันที

เมื่อเดินออกมาจนมาหยุดอยู่หน้าห้องแล้ว เขาก็ส่งเสียงเรียกหญิงสาว “อวิ๋นซู ข้ามาเชิญเจ้าด้วยตัวเองเลย เราต้องไปที่สำนักผู้ตรวจการเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเห็นทีคงยากที่ข้าจะรักษาหมวกผู้ตรวจการไว้บนหัวต่อไปได้! ได้โปรดเห็นใจข้าด้วยเถิด ช่วยไปสำนักผู้ตรวจการกับข้าที”

การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมาอ้อนวอนสามัญชนแบบนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

จี้อวิ๋นซูที่นอนอยู่ภายในห้อง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเรียกดังลั่นของผู้ตรวจการแคว้น หญิงสาวลุกขึ้นและจัดแจงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชาย นางทำทุกอย่างโดยไม่รีบร้อนแต่ก็ไม่ช้าเนิบนาบจนเกินไป จากนั้นนางก็เหน็บกล่องไม้จันทน์ไว้ใต้วงแขน

จี้อวิ๋นซูโยนเมล็ดบัวเคลือบน้ำตาลเข้าปากแล้วเคี้ยวกร้วมๆ อย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินออกจากห้อง เมื่อก้าวออกจากห้อง ก็เจอเข้ากับหลิวชิงผิงซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทางตื่นตระหนก

“ใต้เท้าเป็นอะไรไป”

ผู้ตรวจการแคว้นไม่อธิบายอะไร เขามีเวลาไม่มากนักจึงกึ่งดึงกึ่งลากจี้อวิ๋นซูออกไปทันที

“เร็วเข้า! ตามข้ามา! มีคนมาตามหาเจ้าที่สำนักผู้ตรวจการ เป็นคนสำคัญมาก ไม่ไปไม่ได้”

จี้อวิ๋นซูก้าวยาวๆ ด้วยถูกลากไป ผู้ตรวจการแคว้นจับข้อมือหญิงสาวไว้แน่นจนไม่อาจขัดขืน นางขมวดคิ้วและเอ่ยถามทันที “ใต้เท้า นี่มันเรื่องอะไรกัน? ข้าบอกผู้ช่วยหยาเหมิ่นคนนั้นไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้ขอลา”

ผู้ตรวจการแคว้นกวาดสายตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความงุนงง ตอนนี้จี้อวิ๋นซูแต่งกายเป็นชายเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังเหน็บกล่องไม้จันทน์คู่กายไว้ใต้วงแขน นี่ไม่ใช่ชุดเตรียมพร้อมออกไปทำงานของนางหรอกเหรอ?

“นี่เจ้าไม่ได้จะไปสำนักผู้ตรวจการกับข้าเหรอ”

จี้อวิ๋นซูส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “เปล่า”

            “งั้นเจ้าจะไปไหน”

“จวนตระกูลโจว”

ความไม่เข้าใจฉายชัดบนใบหน้าของหลิวชิงผิง “เจ้าจะไปบ้านโจวอีกทำไม? พวกเขาจะฝังคุณหนูวันนี้แล้ว รีบตามข้าไปสำนักผู้ตรวจการเร็ว”

“ไม่ต้องสืบเรื่องคดีฆาตกรรมคุณหนูตระกูลโจวเหรอ” จี้อวิ๋นซูถามเสียงนุ่ม

‘อะไรนะ คดีฆาตกรรมของคุณหนูตระกูลโจวงั้นเหรอ?’ หลิวชิงผิงทวนคำอย่างไม่เข้าใจ เขาเบิกตากว้างขึ้น ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีคนมาแทงลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง เริ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “นางไม่ได้ตกมากระแทกก้อนหินในสวนโดยบังเอิญงั้นเหรอ”

จี้อวิ๋นซูจ้องเขานิ่ง “ข้าส่งรายงานเกี่ยวกับคดีให้ท่านทุกครั้งเวลาที่เสร็จงาน นี่ข้ายังไม่ได้ส่งรายงานคดีคุณหนูตระกูลโจวให้ท่านหรอกเหรอ”

“ใช่ ยังไม่ได้ส่ง”

“แล้วข้าเคยพูดกับปากหรือเปล่าว่า คุณหนูตระกูลโจวตกลงมาตายด้วยอุบัติเหตุ”

หลิวชิงผิงนิ่งคิดครู่หนึ่งและส่ายหน้า “เจ้าก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้เช่นกัน” สงสัยเมื่อวานคงยุ่งไปสักหน่อย

เอ...แต่แปลกจริง ไม่ใช่ว่านางตกลงมาจากที่สูงด้วยอุบัติเหตุหรอกเหรอ

จะเป็นคดีฆาตกรรมไปได้อย่างไรกัน?

6. แง้มฝาโลง

ผู้ตรวจการแคว้นดูตื่นตระหนกเหมือนถูกขู่คุกคามอะไรมา จี้อวิ๋นซูประคองกอดกล่องไม้จันทน์แน่นขึ้น มองเขาอย่างงุนงง

“คุณหนูโจวกำลังจะถูกฝังในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้านะใต้เท้า ถ้าเราพลาดโอกาสครั้งนี้ ทางเดียวที่สืบเรื่องนี้ได้คือขุดดินแล้วเอาโลงศพขึ้นมา ถ้าช้าไปกว่านี้เรื่องจะยืดเยื้ออย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นและจะยากขึ้นอีกมาก ข้าแน่ใจว่าใต้เท้าเข้าใจเหตุผลนี้ดี”

ผู้ตรวจการแคว้นถูมือทั้งสองข้างไปมาและส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ คิ้วของเขาขมวดมุ่นด้วยความวิตก “แน่นอนว่าข้าเข้าใจแต่ว่า…”

“แต่ว่าอะไร?”

“มีคนรอเจ้าอยู่ที่สำนักผู้ตรวจการน่ะสิ เอาอย่างนี้ไหม เราไปแวะที่นั่นก่อนแล้วค่อยไปบ้านตระกูลโจว รับรองว่าเราไปถึงงานศพก่อนที่นางจะถูกฝังแน่นอน”

ผู้ตรวจการแคว้นจ้องหน้าหญิงสาวอย่างขอความเห็น หัวใจของเขากำลังกรีดร้องด้วยความคาดหวัง

จี้อวิ๋นซูเลิกคิ้วถาม “ที่สำนักผู้ตรวจการมีอีกศพที่ข้าต้องไปวาดรูปเหรอ”

“ไม่ ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนมาตามหาเจ้า เอ่อ... เป็นนายท่านคนที่อยู่กับบิดาเจ้าในที่เกิดเหตุแถวชานเมืองฝั่งตะวันออกเมื่อวานน่ะ เขามาตามหาเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่เลย”

“งั้นเหรอ? ชันสูตรศพนักดาบห้าคนเสร็จแล้วหรือนี่” จี้อวิ๋นซูแปลกใจ

“ชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันการ! อวิ๋นซูคนดีตามข้าไปที่สำนักผู้ตรวจการเดี๋ยวนี้เถอะ เรื่องคุณหนูโจวน่ะรอได้”

หลิวชิงผิงไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวเถียงสักคำ ผู้ตรวจการแคว้นลากนางออกเดินทางไปอย่างรวดเร็วและดึงดันราวกับถูกไฟลนก้น พวกเขาไปถึงในเวลาเดียวกับที่จิ่งหลงกำลังจิบชาหมดถ้วยพอดี เขา

จิ่งหลงเงยหน้าขึ้นมา เห็นจี้อวิ๋นซูและหลิวชิงผิงกำลังหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้า

น่าแปลกที่จี้อวิ๋นซูซึ่งถูกลากมาด้วยไม่หอบหายใจสักนิด แม้แต่หัวใจก็ไม่ได้เต้นรัวเร็วเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งระยะไกล มา จิตรกรสาวยืนนิ่งและมองตรงไปทางจิ่งหลงที่นั่งทอดกายอย่างสบาย ๆ บนเก้าอี้ไม้

เมื่อคืนนี้... ความมืดมิดของยามค่ำคืนทำให้นางเห็นชายหนุ่มตรงหน้าได้ไม่ถนัดนัก พอมาอยู่ในที่สว่างแจ้งเช่นนี้ จี้อวิ๋นซูจึงเห็นรูปลักษณ์ของเขาชัดเจนทุกรายละเอียด คิ้วหนาเหยียดยาวเป็นเส้นตรงเหมือนดาบประดับอยู่บนใบหน้าคมสัน ส่งผลให้เขาดูห้าวหาญ ไล่ลงมาคือดวงตาเป็นประกายวาววับชุ่มฉ่ำและทรงเสน่ห์จนยากจะถอนสายตา มันล้อมกรอบไปด้วยแพขนตายาวงอน ทอประกายรั้น ความหยิ่งทระนงและเยือกเย็นระบายอยู่ในสีหน้าและอากัปกิริยาทุกท่วงท่า เมื่อหันมาสบตากับจี้อวิ๋นซู นัยน์ตาคมของเขาก็เป็นประกายวาววับ สื่อให้เห็นชัดถึงความสนใจใคร่รู้

สายตาสองคู่สบกัน จิ่งหลงเพ่งพิจารณาจิตรกรสาว ในขณะที่นางเองก็กำลังกวาดตามองเขาทั่วตัวเช่นกัน

ภาพแรกที่เข้ามากระทบสายตาชายหนุ่มคือดวงหน้าขาวละมุนและอมชมพูเล็กน้อยของจี้อวิ๋นซู อาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเพิ่งวิ่งมา เลือดจึงสูบฉีดเต็มพวงแก้ม หรือไม่ก็เป็นด้วยอิทธิพลของสายลมพัดจนประกายแดดหักเหแสง ชายหนุ่มรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเป็นประกายสดใส ดังนั้น… เมื่อจ้องมองไปที่บัณฑิตหนุ่มน้อย เขาจึงไม่รู้สึกขัดหูขัดตาทั้งยังชวนให้เอ็นดูอย่างน่าประหลาด

ผู้ตรวจการแคว้นรีบโค้งคำนับ “หลงอ๋อง กระหม่อมตามตัวจิตรกรที่ท่านต้องการพบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

‘หลงอ๋องงั้นเหรอ?’ จี้อวิ๋นซูทวนคำนั้นในใจอย่างเหม่อลอย มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ปีศาจร้ายอย่างบิดาของนางจะยอมก้มหัวให้ ถ้าไม่ใช่มารดาของตัวเอง ก็ต้องเป็นบุคคลสำคัญ!

จิ่งหลงมองตอบอย่างเย็นชา ก่อนจะสะบัดมือเป็นสัญญาณบอกให้ผู้ตรวจการแคว้นหลบไป จากนั้นท่านอ๋องก็หันไปเผชิญหน้ากับจี้อวิ๋นซูและเอ่ยถาม

“อาจารย์จี้... วันนี้ทานข้าวมาอิ่มหนำสำราญดีไหม?”

“อิ่มมากพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วเมื่อคืนนอนหลับสบายดีอยู่หรือ?”

“เมื่อคืนกระหม่อมแทบไม่ได้หลับเลย”

“ทำไมล่ะ?” จิ่งหลงสงสัย

ก็เพราะว่านางต้องนั่งคุกเข่าอยู่ทั้งคืนตามคำสั่งของบิดาเลยไม่ได้นอนอย่างไรล่ะ แต่จะตอบไปตรงๆได้อย่างไร จี้อวิ๋นซูขมวดคิ้วและเลี่ยงไม่ตอบคำถามแต่กลับเป็นฝ่ายถามแทน “ข่าวว่า หลงอ๋องปกติใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังริมทะเลใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” คำถามแฝงนัยว่าเขาใช้ชีวิตหรูหราเช่นนั้น ถึงได้ว่างมากเสียจนมีเวลามาสนใจเรื่องกินอยู่หลับนอนของคนอื่น หรืออีกเจตนาหนึ่งคือต้องการจะเตือนกลับไปว่า ‘สนใจแต่เรื่องของตัวเองจะดีกว่านะ!’

โชคดีที่จิ่งหลงไม่ใส่ใจความนัยของคำถาม ชายหนุ่มจึงตอบนางอย่างจริงจังแทน “ข้าอาศัยอยู่ในตำหนักหลงที่เมืองหลวงมาตั้งแต่เกิด... ไม่ได้อยู่ติดทะเล อาจารย์จี้สับสนเพราะนอนไม่พอหรือเปล่า”

‘ท่านนั่นแหละที่สับสน! คนเขาว่า ทำเป็นไม่เข้าใจ!’ หญิงสาวแอบคิดในใจ

จี้อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมอง “ท่านอ๋องรับสั่งให้กระหม่อมมาพบเช่นนี้ มั่นใจว่าคงไม่ได้ต้องการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเพียงอย่างเดียว”

“แน่นอนว่าไม่ใช่” จิ่งหลงตอบด้วยสีหน้าจริงจังและเข้าเรื่องทันที “หวู่โจ้ตรวจสอบการตายของชายทั้งห้าเรียบร้อยแล้ว สรุปว่าพวกเขาตายเพราะโดนพิษอย่างที่เจ้าบอกไม่มีผิด”

จี้อวิ๋นซูดูไม่ประหลาดใจสักนิด หญิงสาวถามต่อ “แล้ว?…”

“ข้าต้องขอรบกวนให้อาจารย์ไปที่ศาลารำลึกด้วยกัน ช่วยตรวจสอบบางอย่างให้สักหน่อย เพื่อดูว่ามีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่”

“ทั้งห้าร่างถูกชำแหละหรือยัง”

“เรียบร้อยจนเห็นลำไส้ทุกขด!”

“แล้วกระดูกล่ะเห็นชัดไหม” จี้อวิ๋นซูถาม

“ชัดเจนมาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าถึงถามว่าเจ้าทานอะไรมาหรือยัง เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเห็นศพของพวกเขา”

ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์งั้นรึ?

เขาคงกลัวว่านางจะอาเจียนออกมาเมื่อเห็นภาพไม่น่าดูงั้นสินะ?

จี้อวิ๋นซูลอบยิ้มอย่างขบขัน นางเคยเห็นความน่าสยดสยองทุกรูปแบบในโลกนี้มาแล้ว

อย่าว่าแต่ศพที่ถูกชำแหละจนโชกไปด้วยเลือดเลย ร่างขึ้นอืดจนหนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด นางก็เคยสัมผัสมาแล้ว

หญิงสาวกำลังชั่งใจว่าจะจัดการคดีไหนเป็นอันดับแรก... ระหว่างคดีของคุณหนูตระกูลโจวกับคดีห้าศพของท่านอ๋องจิ่งหลง แล้วการตัดสินใจของนางจะส่งผลให้ผู้ตรวจการแคว้นต้องลำบากใจไปด้วยหรือไม่?

จิ่งหลงเห็นท่าทางลังเลของจี้อวิ๋นซูจึงเดาออกมา “มีอีกคดีงั้นเหรอ”

ผู้ตรวจการแคว้นสบจังหวะ รีบตอบทันที “สองวันก่อนมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ ผู้ตายคือหญิงสาวจากตระกูลสูง ครอบครัวผู้ตายต้องการฝังนางโดยเร็วที่สุด ถ้าเราไม่ตรวจสอบสาเหตุการตายของนางเสียแต่ตอนนี้ กระหม่อมเกรงว่าคงจะสายเกินไป”

สีหน้าของจิ่งหลงดูสุขุม เขาเงียบไปชั่วครู่ ครุ่นคิดก่อนจะหันไปพูดกับจี้อวิ๋นซูว่า “เรื่องของข้าไม่รีบมาก เอาเป็นว่าจัดการคดีที่ตึงมือให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาช่วยข้า เจ้าจะได้ไม่ต้องวอกแวก”

‘อืม! ท่านอ๋องผู้นี้เป็นคนใช้ได้ทีเดียว!’

จี้อวิ๋นซูไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของชายหนุ่มมากนัก ในโลกเดิมของนาง การทำงานมันควรจะ ‘ตามคิว’ อยู่แล้ว มาก่อนต้องได้ก่อน อีกอย่าง... คุณสมบัติพื้นฐานที่คนระดับอ๋องควรมีก็คือความใจกว้างต่อพสกนิกร

“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมขอลา” จี้อวิ๋นซูโค้งคำนับ

“ลาอะไร... ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” จิ่งหลงกล่าวพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

จี้อวิ๋นซูยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม “ท่านอ๋องเป็นถึงราชนิกูลผู้สูงส่ง เรือนร่างมีค่าดั่งทองคำ ตอนนี้ตระกูลโจวกำลังจัดงานศพอยู่ ท่านไม่ควรลดตัวข้องแวะให้แปดเปื้อน”

“สถานะสูงส่งและร่างกายมีค่าดั่งทองคำที่เจ้าว่า” จิ่งหลงพูดพลางหรี่ตา “เป็นสิ่งที่สัมผัสและมองเห็นได้รึ?”

เมื่อได้ยินคำถามยียวนกวนอารมณ์นั้นจี้อวิ๋นซูก็ห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ทัน เผลอจ้องชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ไปด้วยสายตาว่างเปล่า “กระหม่อมเพียงแค่กังวลเท่านั้น…”

จิ่งหลงขัดขึ้นมาก่อนที่หญิงสาวจะทันพูดจบประโยคด้วยซ้ำ “ไม่มีอะไรต้องกังวล ตอนนี้ข้าว่าง สัญญาว่าถ้าให้ไปด้วย ข้าจะไม่ทำตัวยุ่งยากและรบกวนการทำงานของเจ้า”

จี้อวิ๋นซูหน่ายที่จะโต้เถียงเรื่องนี้ จึงตอบตกลง ถึงอย่างไรเขาคนนี้เป็นถึงอ๋อง ส่วนนางในโลกอดีตนี้ มีอาชีพเป็นแค่ช่างวาดเขียนตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น ด้วยฐานะทางสังคมที่มี นางไม่มีสิทธิ์จะโต้แย้งอะไรหรอกนอกจากทำตามคำสั่ง

ผู้ตรวจการแคว้นรวบรวมผู้ช่วยหยาเหมิ่นและเดินแถวไปยังจวนตระกูลโจวตามที่ตกลง

ตลอดการเดินทางไปจวนตระกูลโจว จี้อวิ๋นซูเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนจิ่งหลงเดินรั้งอยู่ท้ายขบวน

ชายหนุ่มชะเง้อมองเงาร่างที่เดินอยู่ข้างหน้า บัณฑิตหนุ่มน้อยผู้นี้มีร่างบางและอ้อนแอ้นไม่ต่างกับสตรีเพศ ก้าวเดินของเขาคล่องแคล่วและพลิ้วไหวราวกับเป็นฝุ่นผงที่ถูกสายลมพัด การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าเป็นจังหวะจะโคนอย่างไร้ที่ติและสง่างาม ช่างเข้ากันได้ดีกับดวงตาไร้อารมณ์ที่ฉายแววฉลาดหลักแหลมออกมาอย่างชัดเจนคู่นั้น

จากรูปลักษณ์โดยรวม ย่อมไม่มีใครคาดเดาได้แน่นอนว่าเขาผู้นี้จะสามารถรับมือกับร่างสยดสยองของผู้เสียชีวิตได้อย่างไม่หวั่นเกรง!

จิ่งหลงรู้สึกผ่อนคลาย มุมปากคลี่ออกมาเป็นรอยยิ้มชื่นชม ชายหนุ่มคิดในใจว่าตัวเองเจอเพชรน้ำเอกเข้าเสียแล้ว

ไม่นานนักพวกเขาก็เดินขบวนมาถึงประตูทางเข้าของจวนตระกูลโจว เสียงร้องไห้และกลิ่นอายแห่งความโศกเศร้าดังระงมออกมาต้อนรับทันที

ตอนนั้น... โลงศพซึ่งบรรจุร่างของคุณหนูตระกูลโจวกำลังถูกขนย้ายมาจนถึงบริเวณนี้พอดิบพอดี

ผู้ตรวจการแคว้นสั่งให้พวกเขาหยุด ชายหนุ่มสาวเท้าเดินเข้าไปหาขุนนางโจวและกล่าวว่า “ใต้เท้าโจว เกรงว่าพิธีฝังศพคงต้องเลื่อนไปก่อน”

ขุนนางมีสีหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“หมายความว่า…”

ผู้ตรวจการแคว้นยังไม่ทันพูดจบ โจวฮูหยินก็ถลาเข้ามาตบหน้าชายหนุ่มก่อนจะกรีดร้องเสียงแหลม “ลูกสาวเราตายอย่างน่าอดสู แล้วนี่เจ้ายังใจจืดใจดำมาขวางไม่ให้ฝังศพอีกเหรอ เจ้ามีปัญหาอะไร? ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่ แม่ทำให้เจ้าผิดหวังนัก! ฮือๆๆ!”

“โจวฮูหยิน ไม่ใช่อย่างนั้น…” โอย... อยู่ๆก็โดนตบหน้า

“งั้นก็รีบหลบไปซะ ลูกสาวของเราต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดตอนที่นางยังมีชีวิต พอตายยังต้องเจอเรื่องหมิ่นเกียรติแบบนี้อีกเหรอ” โจวฮูหยินร้องไห้คร่ำครวญปริ่มจะขาดใจ แต่คราวนี้นางไม่ได้เป็นลม

โจวฮูหยินผู้กำลังระทมทุกข์เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ตรวจการ อีกทั้งข้อโต้แย้งของนางก็ฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย!

ผู้ตรวจการแคว้นยืนเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่จ้องมองไปข้างหน้า ตอนนี้เขาลืมไปแล้วว่าจุดประสงค์ที่มาที่นี่คืออะไร

จี้อวิ๋นซูมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็สั่นศีรษะช้าๆ หญิงสาวก้าวเดินไปข้างหน้าและเอื้อมมือไปพยุงร่างนายหญิงตระกูลโจวเอาไว้ “คุณหนูโจวเกิดมาอาภัพ ถูกคร่าชีวิตไปตั้งแต่อายุยังน้อย ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นางเป็นคนรักสวยรักงาม แต่กลับตายอย่างอเนจอนาถ แม้แต่ใบหน้าจำแทบไม่ได้ ต้องโกรธเกลียดและคับแค้นใจขนาดไหนนะ ถึงทำร้ายกันได้ขนาดนี้”

น้ำเสียงของจี้อวิ๋นซูไม่ได้แข็งกร้าวหรือว่าอ่อนโยนจนเกินไปนัก แต่ใจความนัยที่ซ่อนอยู่นั้นสะกิดเข้ากลางใจของโจวฮูหยินอย่างแรง

นางหันขวับมาทาง ‘อาจารย์จี้’ และคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ทันที ดวงตาคู่นั้นสั่นระริก เต็มด้วยความตกใจถึงขีดสุด

“ท่านพูดอะไรออกมา หมายความว่าอย่างไรที่ว่าโกรธเกลียดแล้วก็คับแค้นใจ ที่ว่าถูกทำร้ายอีก? ลูกสาวข้าถูกฆาตกรรมไม่ใช่อุบัติเหตุงั้นเหรอ?”

“ข้าจะไขข้อข้องใจให้ฮูหยินเอง แต่ได้โปรดสั่งการให้คนรับใช้ยกโลงศพกลับเข้าไปข้างในก่อนเถอะ เจรจากันหน้าประตูอย่างนี้เห็นทีจะไม่เหมาะ”

โจวฮูหยินนิ่งงันไปชั่วครู่เหมือนกำลังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในที่สุดก็พยักหน้าและสั่งให้บรรดาคนรับใช้ยกโลงศพกลับไปข้างใน

ขุนนางโจวซึ่งยืนอยู่ทางด้านข้าง ถามหลิวชิงผิง “ตกลงเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่”

“ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่เงื่อนงำกำลังจะถูกคลี่คลายแล้ว”

‘เงื่อนงำงั้นเหรอ?’ ประมุขตระกูลโจวคิดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาปัดชายเสื้อยาวพะรุงพะรังและเดินตามกลับเข้าไปในบริเวณจวน

ผู้ตรวจการแคว้นกำลังจะก้าวตามแต่ก็โดนจี้อวิ๋นซูดึงเอาไว้ หญิงสาวกระซิบ “ใต้เท้าควรจะรอให้พวกเขาขนโลงศพออกมาพ้นประตูเสียก่อน การไปขวางทางพวกเขาที่ประตูทางออกเป็นเรื่องอัปมงคล”

“ถะ… ถูกต้อง มันไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง”

เมื่อตระหนักถึงความผิดพลาดตามหญิงสาวว่า หลิวชิงผิงก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก มีความเชื่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าหากมีอะไรมาขวางขบวนศพตรงประตูบ้านถือเป็นลางร้าย ถือเป็นการเปิดประตูต้อนรับหายนะให้เข้ามาตลอดทั้งปีอย่างไม่รู้จบ! เขานี่ไร้หัวคิดจริงๆ

จี้อวิ๋นซูเงียบทันทีที่ก้าวขาเข้าไปภายในบริเวณบ้าน บรรยากาศเย็นยะเยือกลงอย่างน่าประหลาด หญิงสาวไม่อยากเสียเวลาแม้เพียงขณะเดียว เริ่มลงมือทำงานทันที

จิ่งหลงซึ่งยืนอยู่ทางท้ายแถวลอบมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้นระคนครึ้มอกครึ้มใจ พลางบ่นพึมพำเสียงใส “เริ่มน่าสนใจแล้วสิ”

โลงศพของคุณหนูผู้น่าสงสารถูกยกไปวางไว้กลางห้องบริเวณด้านหลังของลานบ้านอีกครั้ง ทุกคนกระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วห้องและมองจี้อวิ๋นซูอย่างสนอกสนใจ

“เปิดโลง” จี้อวิ๋นซูสั่ง

เหล่าคนรับใช้หันมาสบตากัน ก่อนจะเหลียวไปมองขุนนางโจวเป็นตาเดียวเพื่อขอความเห็น

ประมุขของบ้านกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกมา “อาจารย์จี้ ถ้าหนิงเอ๋อถูกฆาตกรรมจริงอย่างที่ว่า ทำไมท่านถึงไม่พูดอะไรเลยเมื่อวาน”

“เมื่อวานข้าเหนื่อยเล็กน้อยน่ะ เลยไม่คิดจะสืบสวนอะไร” นางตอบปัดไปอย่างนั้น เพราะขี้เกียจอธิบายมาก

‘ช่างเป็นคนที่อุทิศตนให้กับงานมาก!’ เจ้าบ้านค่อนขอดในใจแต่ไม่ได้หลุดปากพูดออกมา ขุนนางโจวพยักหน้าน้อยๆ สั่งคนรับใช้เป็นเชิงว่าให้ทำตามที่หญิงสาวต้องการ

ฝาโลงศพจึงค่อยๆ แง้มเปิดออกตามคำสั่ง

กลิ่นสาปสางแพร่ออกมารุนแรง ซากศพที่เน่าเปื่อยผสานกับกลิ่นไม้ผุพังโชยออกมาปะทะโสตประสาท ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบคลื่นเหียนเวียนไส้ขึ้นมาฉับพลัน

นี่แหละ... กำลังได้ที่เลย นางรอเวลานี้แหละ!

ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการบีบจมูกและขมวดคิ้ว จี้อวิ๋นซูก็ดึงผงน้ำผึ้งตั๊กแตนออกมาและโรยไปรอบๆ โลงศพอย่างไม่รีบร้อน พลางสังเกตร่างไร้ชีวิตที่นอนทอดกายอยู่ภายในโลงไม้

ตอนนี้ศพของคุณหนูตระกูลโจวดูน่าสะพรึงกว่าเมื่อวาน เนื้อสีแดงก่ำบนใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อน ลูกตาที่เคยห้อยกะร่องกะแร่งตกลงมา ตอนนี้ติดแน่นอยู่กับเรือนผมโดยมีเลือดและน้ำหนองทำหน้าที่เป็นกาวชั้นดี

ความชื้นในอากาศของเดือนหนึ่ง ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวบ่วมอืดจนแทบจะระเบิด กระดูกและเนื้อปะปนกันจนยากที่จะแยกออก เส้นเลือดขดตัวจนเห็นเป็นสีเข้มกว่าเมื่อวาน แผ่เส้นสายแตกระแหงไปทั่วร่าง

ครู่หนึ่งจี้อวิ๋นซูก็สอดมือไปในโลงศพและฉีกชุดสีชมพูซึ่งห่อหุ้มร่างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวซีด

ทุกคนในที่นั้นตระหนกตกใจในการกระทำอันอุกอาจของอาจารย์จี้

คนรับใช้ชายทั้งหลายก้มหน้าลงมองพื้น

“ท่านจะทำอะไรน่ะ” ขุนนางโจวตกใจจนใบหน้าแทบจะกลายเป็นสีเขียว

จี้อวิ๋นซูแตะไปที่ไหล่ของศพ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ “นับว่าโชคดี…”

‘โชคดีอย่างนั้นเหรอ? คนตายไปแล้ว จะโชคดีได้อย่างไร?!’

7. อย่ามาโกหก

 

ขุนนางโจวถามด้วยสีหน้าแข็งตึง ไม่พอใจ “อาจารย์จี้หมายความว่าอย่างไร บุตรสาวข้าตายไปแล้ว ท่านยังบอกว่า ‘โชคดี’ อีกเหรอ”

จี้อวิ๋นซูกลัว่าจะถูกแปลเจตนาผิด จึงรีบอธิบาย “ที่ข้าน้อยหมายถึงคือ… โชคดีที่คุณหนูไม่หลับตาก็เลยทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้ รอยนูนบริเวณไหล่ของนางเกิดจากการบวม”

“การบวมงั้นหรือ ตรงนี้รึ?”

จี้อวิ๋นซูสวมถุงมือสีขาวและเปิดกล่องไม้จันทน์ออก ข้างในไม่ได้มีอุปกรณ์วาดเขียนเหมือนเช่นทุกครั้งแต่กลับเต็มไปด้วยแหนบและกรรไกรหลากชนิดแทน

สายตาทุกคู่จับจ้องทุกการกระทำของหญิงสาว จี้อวิ๋นซูหยิบมีดเล่มเล็กออกมาและกรีดลงไปที่ไหล่ของร่างไร้ชีวิตเพื่อเปิดหนังกำพร้าออก เลือดสีม่วงคล้ำจนเกือบดำที่เริ่มจับตัวรวมกันเป็นก้อนใต้ผิวหนังไหลริน เมื่อผสมรวมกับเลือดสีแดงก่ำซึ่งเกิดจากการที่มีดสั้นกรีดลงไปผังวเนื้อ ภาพที่ออกมาจึงดูเหมือนสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากอาการท้องร่วง

ลำธารโลหิตนั้นไหลลงไปในกลุ่มเส้นผมบนที่กระจายตัวอยู่รอบร่าง ย้อมชุดผ้าไหมเนื้อดีของหญิงสาว ช่างเป็นภาพที่น่าสลดนักจนแม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์อันงดงามตระการตา ยังไม่อาจลดทอนความอุจาดตาของกองอสุภะนี้ไปได้เลย

จี้อวิ๋นซูกรีดลึกลงไปเรื่อยๆ จนเจอต้นตอของการบวม

ถึงแม้ว่าหญิงสาวจะดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนแต่คนอื่นๆ ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นด้วย พวกเขากลัวภาพสยดสยองเหล่านั้นจนใบหน้าซีดเขียวไป บางคนถึงกับยกมือขึ้นป้องปากเพื่อข่มก้อนอาเจียนอย่างสุดความสามารถ

แม้ภาพตรงหน้าจะสยดสยอง แต่จี้อวิ๋นซูก็ไม่สะทกสะท้านสักนิด

หญิงสาวล้างมีดสั้นหน้าตาเฉยและวางลงไปยังกล่องไม้จันทน์ ก่อนจะย้อนกลับไปที่ร่างในโลงศพอีกครั้ง นางคลำกระดูกหัวไหล่ทั้งสองข้างและพิจารณาอาการบวมเป่งที่เกิดขึ้น ครู่หนึ่งก็ได้บทสรุปที่น่าพอใจ

ตามคาด ข้อสันนิษฐานของจี้อวิ๋นซูไม่ได้ผิดไปแม้แต่น้อย

“จากรูปร่างลักษณะของรอยนูนที่เกิดขึ้นนี้ ก่อนเสียชีวิตมีใครบางคนกระชากแขนทั้งสองข้างของนาง ยิ่งไปกว่านั้นคุณหนูยังถูกฉุดข้อมือซึ่งตรงกับร่องรอยการบีบที่ข้าพบก่อนหน้านี้”

ผู้อยู่ในเหตุการณ์ทุกคนพยายามข่มความรู้สึกคลื่นไส้อย่างเต็มที่ เมื่อได้ฟังสิ่งที่อาจารย์พูดพวกเขาก็ทำสำเร็จ เพราะความตกใจมีอำนาจเหนือกว่าจนความรู้สึกอื่นเหือดหายไปสิ้น

ใบหน้าเศร้าหมองของโจวฮูหยินฉายชัดถึงความขมขื่น นางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เจือไปด้วยความสงสัย “อาจารย์จี้ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการตายของลูกสาวข้า”

“เกี่ยวอย่างมาก สองเรื่องนี้เชื่อมโยงกัน” จี้อวิ๋นซูกล่าวอย่างมั่นใจ นางกวาดตามองเหล่าพ่อบ้านและแม่บ้านรวมถึงคนทำความสะอาดภายในห้อง ก่อนจะถามขึ้น “ใครอยู่กับคุณหนูในช่วงเวลาที่นางสิ้นชีพ”

เด็กสาวคนหนึ่งเดินฝ่าออกมาจากฝูงชนด้วยร่างสั่นเทา ก้มหน้ามองพื้นแล้วพูดอ้อมแอ้ม “บ่าวอยู่กับคุณหนูในตอนนั้น”

จี้อวิ๋นซูกวาดตามองเด็กสาว นางเป็นเด็กสาวร่างเล็กอายุน่าจะยังไม่เต็ม 13 ปีดี รูปลักษณ์ดูบอบบางน่าทะนุถนอมและงดงาม มือทั้งสองข้างบีบเค้นไปที่ข้อมือตัวเองอย่างกระวนกระวาย ดูเหมือนเด็กสาวกำลังตื่นกลัวอะไรบางอย่าง

“ขอถาม เจ้ามั่นใจใช่ไหมว่าคุณหนูตกลงมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ”

“บ่าวขอยืนยันว่าคุณหนูตกลงมาเอง บ่าวเห็นกับตาเจ้าค่ะ”

“เจ้าโกหก”

เมื่อประโยคหลุดออกจากปากจี้อวิ๋นซูก็เกิดความแตกตื่นขึ้นในฝูงชนทันที

โจวฮูหยินไม่พูดไม่จา นางเดินตรงไปที่กลุ่มคนรับใช้และตบหน้าเด็กสาวคนนั้นอย่างเหลืออด

“นังชั่ว! สารภาพออกมาเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเป็นคนผลักลูกสาวข้าจนตกลงมาใช่ไหม? ทำไมถึงกล้าทำร้ายหนิงเอ๋อ ทั้งที่นางดีกับเจ้าขนาดนั้น”

“ฮูหญิงเจ้าคะ บ่าวไม่ได้ผลักคุณหนูจริงๆ ถึงแม้จะกล้าขนาดไหนก็คงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้นแน่”

“อาจารย์จี้บอกว่าโกหก ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครกัน? ใครก็ได้ไปจับสาวใช้โสโครกนั่นที ข้าจะให้มันชดใช้สิ่งที่ทำเอาไว้กับหนิงเอ๋อ!”

“ฮูหยิน… ท่านเข้าใจบ่าวคนนี้ผิดแล้ว!” เด็กสาวคนนั้นร้องลั่น

จี้อวิ๋นซูปวดหัวกับเสียงดังโหวกเหวกของทั้งคู่ หญิงสาวขมวดคิ้วและถอนหายใจก่อนจะพูดขัดออกมาก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้ “ฮูหยินโปรดใจเย็น ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากสักคำว่าเด็กสาวคนนี้คือฆาตกร ได้โปรดยั้งมือแล้วรอให้ข้าอธิบายจบก่อนได้ไหม”

ขุนนางโจวรีบดึงตัวภรรยามาข้างๆ และพูดว่า “ฮูหยิน... พอเถอะ สุขภาพของเจ้าไม่สู้ดี โกรธแบบนี้อาการจะยิ่งทรุดลงไปอีกนะ ฟังอาจารย์จี้อธิบายก่อนเถอะแล้วค่อยแก้แค้นให้หนิงเอ๋อ”

โจวฮูหยินกระวนกระวายและเคร่งเครียดมากจนเกือบจะเป็นลมไปอีกครั้ง นางสูดหายใจเข้าลึกๆ และนั่งลงด้านข้างสามีเพื่อสงบสติอารมณ์

“ลุกขึ้นมาเถอะ” จี้อวิ๋นซูก้มลงก่อนจะพยุงร่างสั่นเทาและสะอื้นไห้ของเด็กสาวขึ้นมาจากพื้น

ระหว่างที่ดึงร่างนางขึ้นมา จี้อวิ๋นซูก็ถือโอกาสนี้ปัดปลายนิ้วไปยังบริเวณข้อมือของสาวใช้ สาวใช้หลุดอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าอาการของนางไม่อาจเล็ดรอดสายตาแหลมคมของจี้อวิ๋นซูที่ลอบสังเกตไปได้

หญิงสาวเดินย้อนกลับไปที่โลงศพและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใต้เท้าและโจวฮูหยิน ที่ข้าบอกว่าเด็กสาวคนนี้โกหกก็เพราะว่านางไม่ได้อยู่กับคุณหนูตอนเกิดเรื่อง ถ้านางอยู่ที่นั่นในตอนนั้นจริงคงรู้ว่าคุณหนูโจวเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนที่จะตกลงมาแล้ว จริงๆ แล้วคุณหนูเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อสามคืนก่อนหน้านี้”

“ว่าไงนะ!” ขุนนางโจวร้องลั่นด้วยความตกใจ

ทุกคนซึ่งอยู่ ณ ที่นั่นต่างถกเถียงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกันยกใหญ่ ก็เห็นกันอยู่ว่าคุณหนูโจวตกลงมาจากที่สูงและเสียชีวิตในช่วงเช้าตรู่ของเมื่อสองวันก่อน แล้วเหตุใดอาจารย์จี้คนนี้ถึงบอกว่านางสิ้นชีพไปแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้านั้นล่ะ?

นอกเสียจากว่า…

“อาจารย์คำนวณอะไรผิดไปหรือเปล่า หวู่โจ้ระบุว่านางตายในช่วงเช้าตรู่ของเมื่อสองวันก่อนนะ” ขุนนางโจวแย้งอย่างงุนงง

ผู้ตรวจการแคว้นได้ยินแล้วก็รู้สึกตระหนกเล็กน้อย ด้วยคิดว่าจี้อวิ๋นซูคงคำนวณผิดพลาดจริงอย่างที่เจ้าบ้านบอก “อวิ๋นซูอย่าระบุเวลาผิด งานนี้หวู่โจ้เขามาตรวจสอบศพเรียบร้อยแล้ว” ชายหนุ่มกระซิบบอก

หญิงสาวตอบสั้นๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ผิดพลาดแน่”

ผู้ตรวจการแคว้นจึงเงียบกริบและไม่ถกเรื่องนี้ต่อ

จี้อวิ๋นซูมองไปยังบริเวณไหล่ของร่างไร้ชีวิต จากนั้นก็ใช้มีดเล่มเล็กแหวกผิวเนื้อให้กว้างขึ้นจนเผยให้เห็นกระดูกส่วนไหล่ชัดเจน “อย่างที่เคยพูดไว้ ร่างกายอาจหลอกตาได้แต่กระดูกพูดความจริงเสมอ หวู่โจ้ระบุว่าคุณหนูเสียชีวิตในตอนเช้าตรู่ของเมื่อสองวันก่อน แต่ว่ารอยบวมตรงบริเวณไหล่ทั้งสองข้างจะจับตัวเป็นก้อนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของร่างเสียชีวิตไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว จากความแข็ง รูปร่างและการที่เนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีม่วง ช่วงเวลาการตายของนางคือเมื่อสามคืนก่อนไม่ผิดแน่”

“งั้นแล้วทำไมนักหวู่โจ้ถึงบอกว่าคือเมื่อเช้าตรู่ของสองวันก่อนล่ะ”

“เพราะว่าเขามองข้ามไปจุดหนึ่ง เมื่อสามคืนก่อนมีฝนตกหนัก อุณหภูมิจึงลดฮวบลงจนติดลบหลายองศา…ค่ำคืนนั้นหนาวมากจึงน่าจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของตับ* หวู่โจ้ที่มาชันสูตรจึงถูกเบี่ยงเบนด้วยสภาพแวดล้อม ทำให้ตัดสินเวลาเสียชีวิตของผู้ตายผิดพลาด แต่กระดูกของคนเราไม่เคยโกหก และจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากอุณหภูมิรอบข้าง”

ต้องโทษยุคนี้ไร้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า นางจึงต้องเสียเวลาผ่าเปิดไหล่ของผู้ตายเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน

ทั้งที่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น!

ถึงแม้ว่านายท่านและฮูหยินตระกูลโจวจะไม่เข้าใจรายละเอียดและนิยามทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่หญิงสาวกล่าวถึงชัดเจนนัก แต่พวกเขาก็พอเข้าใจว่าจี้อวิ๋นซูกำลังหมายความว่าอย่างไร

หยาดน้ำใสๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาของนายหญิงบ้านโจว นางเอ่ยถามด้วยเสียงอันสั่นเทา “งั้น… ถ้างั้นสรุปว่าลูกสาวของข้าตายอย่างไร”

“ใช่ ตกลงหนิงเอ๋อตายอย่างไรกันแน่” ขุนนางโจวเองก็กระวนกระวายไม่แพ้กัน

จี้อวิ๋นซูไม่ได้อธิบายต่อในทันที หญิงสาวใช้มือข้างที่ยังคงสวมถุงมือสีขาวง้างขากรรไกรของศพแล้วล้วงเข้าไปในปากอย่างอุกอาจ นางควานนิ้วไปรอบโพรงปากอยู่หลายครั้ง ใบหน้าตรึกตรอง สุดท้ายก็เคลื่อนมือออกมาคว้าเมล็ดบัวจากถุงผ้าที่เหน็บไว้ตรงเอวของตน

จี้อวิ๋นซูโปรยเมล็ดพืชเหล่านั้นเข้าไปในปากของผู้เสียชีวิต ชั่วครู่ก็ควานเอาพวกมันออกมา

เมล็ดบัวซึ่งตอนแรกมีสีส้ม ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีฟ้า

“คุณหนูโจวถูกวางยาพิษ” จี้อวิ๋นซูสรุป

“ยาพิษงั้นเหรอ?” ขุนนางโจวทวนคำอย่างตกใจ “หวู่โจ้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการถูกวางยาพิษเลยสักนิดเดียว”

“แน่นอนว่าเขาตรวจไม่พบเรื่องนี้ เขาคงตรวจสอบลำคอของผู้ตายด้วย แต่พิษชนิดนี้ไม่แพร่เข้าไปในลำคอ จึงตรวจไม่พบร่องรอยอะไรทั้งนั้น เมื่อวานตอนวาดภาพคุณหนูโจว ข้าสังเกตเห็นว่าฟันด้านในของนางเป็นสีดำ”

เมื่ออธิบายถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็ดึงฟันของศพซึ่งโยกเยกอยู่แล้วออกมาซี่หนึ่ง

กระกระทำของนางทำให้ผู้คนถึงกับผงะ

บ้าจริง... บัณฑิตคนนี้จัดการกับศพด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้ายสักนิด!

ฟันมีสีดำอย่างที่นางบอกจริงๆ ผู้มาเยือนจากอนาคตอธิบายต่ออย่างคล่องแคล่ว “พิษชนิดนี้ถูกขนานนามว่า ‘พิษข้าว’ มันมาจากทางภาคตะวันตก ตัวพิษจะไม่ผ่านเข้าไปในลำคอเพราะจะถูกดูดซึมเข้าไปในฟันจนหมดเกลี้ยง ปริมาณเพียงนิดเดียวก็สามารถออกฤทธิ์ถึงตายได้ วิธีการเดียวที่จะตรวจสอบพิษชนิดนี้ได้คือการใช้แป้งเท่านั้น เมื่อพิษสัมผัสกับแป้งมันจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อครู่ เมล็ดบัวถึงเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเมื่อถูกโยนเข้าไปในปากของคุณหนู เพราะเมล็ดบัวสัมผัสโดนพิษนั่นเอง”

เมื่อจี้อวิ๋นซูอธิบายจบ ขุนนางโจวก็แทบล้มทั้งยืน ตาทั้งสองข้างเบิกกว้างและแดงก่ำ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นไหวไปด้วยแรงอารมณ์ “แล้วใครเป็นคนทำร้ายหนิงเอ๋อของข้า? ใครเป็นฆาตกร? ถึงบุตรสาวข้าจะยังเยาว์วัยแต่ก็ฉลาดเฉลียวและมีเหตุผล นางไม่เคยออกไปนอกบ้านหรือนอกบริเวณลานบ้านเลย ไม่มีทางที่นางจะไปไปทำร้ายหรือล่วงเกินใครได้”

“ใต้เท้าโจวโปรดอย่ากังวล คุณหนูไม่เคยออกไปข้างนอกและเสียชีวิตในบ้าน ย่อมสืบสวนหาตัวคนร้ายได้ไม่ยากแน่” จี้อวิ๋นซูสรุปให้

“อาจารย์จี้ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย ถ้าท่านช่วยหาตัวฆาตกรที่ฆ่าลูกสาวเราได้จะเป็นพระคุณต่อตระกูลโจวอย่างยิ่ง” ขุนนางโจวพูด

“ใต้เท้าโจวกล่าวหนักไปแล้ว”

จี้อวิ๋นซูรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยจึงเพียงแต่พยักหน้ารับเบาๆ เท่านั้น นางวางฟันซี่ที่เป็นสีดำซึ่งดึงมาจากศพและเมล็ดบัวสีฟ้าไว้ด้านข้าง จากนั้นก็ถอดถุงมือเปื้อนเลือดออก

จี้อวิ๋นซูก้าวเดินไปยืนเบื้องหน้าบ่าวรับใช้สาวและเอ่ยถาม “เจ้าชื่ออะไร”

สาวใช้ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่ก็เงยหน้าขึ้นตอบคำถาม “บ่าวชื่อเฉียวซินเจ้าค่ะ”

“เฉียวซิน ข้าขอถามอีกครั้งว่าตอนที่คุณหนูโจวตกลงมาจากห้องใต้หลังคา เจ้าอยู่ที่ไหน?”

 

-----------------------------------------

 

*อุณหภูมิของตับ มักใช้ในทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อระบุเวลาเสียชีวิต เพราะไม่ได้แปรผันตรงต่ออุณหภูมิแวดล้อมมากนัก

8. จับพิรุธ

“ข้า… ตอนนั้น ข้าอยู่ข้างล่าง”

“ทำไมถึงอยู่ข้างล่าง”

“เช้าวันนั้นข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายก็เลยไปกินยา จากนั้นก็เดินกลับไปที่ห้องของคุณหนูแต่ปรากฏว่านางไม่อยู่ในห้อง ข้าก็เลยเดินไปดูด้านหลังและก็เจอคุณหนูนั่งอยู่ที่ห้องใต้หลังคา จากระยะไกลข้าไม่เห็นมีใครนั่งอยู่กับนางสักคน ข้าเลยเดินลงมาข้างล่าง ในจังหวะเดียวกันกับที่คุณหนูตกลงมาพอดี และใบหน้าของนางก็กระแทกเข้ากับก้อนหินในสวน”

เด็กสาวเล่าอย่างกล้าๆ กลัวๆ ท่าทางดูเหมือนกำลังพูดความจริง

จี้อวิ๋นซูซักต่อ “แล้วเมื่อสามคืนก่อน เจ้าเจอคุณหนูโจวครั้งสุดท้ายตอนไหน”

เฉียวซินนิ่งไปชั่วครู่เพื่อทบทวนความทรงจำ ก่อนจะตอบกลับ “ข้าเห็นนางครั้งสุดท้ายเมื่อยามไฮ่ (ช่วงเวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่ม) ตอนนั้นตะเกียงในห้องของนางดับ ข้าเลยเข้าไปจุดให้ใหม่ คุณหนูนอนหลับอยู่บนเตียง ไม่มีอะไรผิดสังเกตเลยสักนิด” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้โกหก

มีจุดที่ยังดูน่าเคลือบแคลงอยู่ประเด็นหนึ่งในเรื่องเล่าของสาวใช้ จี้อวิ๋นซูรู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้ ‘คดีนี้อุปสรรคเยอะจริงๆ’ หญิงสาวแอบบ่นในใจ

“อาจารย์จี้” เฉียวซินถามขึ้นบ้าง “ท่านบอกว่าคุณหนูสิ้นชีพไปแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้า แล้วทำไมข้าถึงเห็นนางนั่งอยู่ที่ห้องใต้หลังคาในเช้าวันต่อมาล่ะเจ้าคะ”

“เจ้าเห็นนางจากระยะไกลเท่านั้นจึงบอกได้ยากว่าตอนนั้นนางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ฆาตกรที่สังหารนางคงจัดฉากให้ร่างของนางตกลงมาจากที่สูง จะปล่อยให้สาวใช้อย่างเจ้ามาพบและเปิดโปงแผนการได้อย่างไรเล่า จริงไหม”

เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

จี้อวิ๋นซูสุดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับขุนนางโจว “เรารู้ถึงเวลาและสาเหตุการตายของคุณหนูโจวแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องค้นหาคือแรงจูงใจของฆาตกร เมื่อพบแรงจูงใจก็จะสามารถสาวไปจนรู้ตัวฆาตกรได้ ข้าขอเข้าไปสำรวจห้องนอนของคุณหนูโจวหน่อยได้หรือไม่?”

เจ้าบ้านตอบตกลงทันที “ได้สิ ข้าจะให้คนนำทางท่านไป”

พ่อบ้านคนหนึ่งถูกเรียกออกมาเพื่อพาอาจารย์จี้ไปยังห้องส่วนตัวของผู้ตาย “อาจิง นำทางอาจารย์จี้ไปที่ห้องนอนคุณหนูเพื่อตรวจสอบสักหน่อย”

พ่อบ้านชราโค้งคำนับและรับคำสั่ง “ขอรับ นายท่าน” เขาหันไปมองทางจี้อวิ๋นซู “อาจารย์จี้ ทางนี้ขอรับ” ชายชราพูดจบก็เดินนำไปโดยมีสาวใช้หลายคนเดินตามเพื่ออำนวยความสะดวก

จี้อวิ๋นซูกำลังจะเดินตามพวกเขา แต่เมื่อผ่านหน้าจิ่งหลง ท่านอ๋องก็รั้งตัวนางเอาไว้เสียก่อน

“ไม่คิดมาก่อนเลยว่าอาจารย์จี้ผู้นี้จะมีรสนิยมชอบไปด้อมๆ มองๆ เตียงนอนของสตรี”

จี้อวิ๋นซูเกือบลืมเขาไปเสียสนิท ถ้าจิ่งหลงไม่พูดออกมานางคงนึกว่าท่านอ๋องไม่ได้มาด้วย หญิงสาวแปลกใจนักที่เขาสามารถทำตัวกลมกลืนกับสถานการณ์ได้ดีมากอย่างที่กล่าวอ้าง

กลมกลืนจนหายไปจากสายตาเลยแหละ!

“ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความคิดสกปรก กระหม่อมเพียงแต่สำรวจเผื่อจะได้เบาะแสในการคลี่คลายคดีเท่านั้น ถ้าหลงอ๋องไม่รังเกียจก็เชิญเสด็จไปด้วยกัน”

“ไปสิ ข้าไปแน่... อันที่จริงข้าอยากจะส่องเข้าไปในหัวสมองของอาจารย์จี้มากกว่า ว่ายังมีความรู้ที่ลึกลับอีกมากน้อยแค่ไหนแอบซ่อนอยู่”

ทำไมคำพูดประโยคนี้ของท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ถึงฟังดูคล้ายคำหยอกล้อของพิธีกรรายการทอล์คโชว์ในยุคสมัยของนางนัก? จี้อวิ๋นซูไม่ตอบโต้อะไร เพียงแต่คลี่ยิ้มออกมาอย่างสุภาพและหมุนตัวเดินตามพ่อบ้านและเหล่าสาวรับใช้ไป

จิ่งหลงรู้สึกสนอกสนใจจี้อวิ๋นซูอย่างบอกไม่ถูก ชายหนุ่มมองตามหลังร่างของจิตรกรผู้นั้นไปพลางคิดในใจว่า ‘ชีวิตการทำงานของบัณฑิตผู้นี้ดูน่าตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่าการต่อสู้ หรือละครจำอวดในเมืองหลวงเสียอีก’

คนที่ทำงานอยู่กับศพ นิสัยก็นิ่งเงียบเสียยิ่งกว่าศพ

แต่ผลงานที่ได้กลับน่าทึ่ง!

หลางโป๋เดินเข้ามาใกล้เจ้านาย กระซิบว่า “นายท่าน ดูเหมือนว่าเราจะมองคนไม่ผิด อาจารย์จี้ผู้นี้เป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์โดยแท้”

“มีพรสวรรค์น่ะเห็นได้ชัดอยู่ แต่ก็เป็นคนหัวรั้นเอาการทีเดียว” จิ่งหลงเสริม

“ขอรับ” หลางโป๋เห็นด้วย

“เราไปดูฉากสนุกกันต่อดีกว่า” ท่านอ๋องตัดบทก่อนจะเดินรั้งท้ายฝูงชนไปยังห้องนอนของผู้ตาย พร้อมกับหลางโป๋

ผู้ตรวจการแคว้นรอให้ชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์เดินนำไปก่อนจึงกล้าขยับขาเดินตาม

หลังจากสั่งให้เหล่าสาวรับใช้พาฮูหยินไปพักแล้ว ขุนนางโจวก็เดินตามไปยังห้องนอนของบุตรสาวผู้ล่วงลับ

ห้องนอนของคุณหนูโจวสะอาดเอี่ยม พูดให้ชัดคือเครื่องเรือนทุกชิ้นวาววับไร้ฝุ่นจับสักเม็ด… มันเป็นความสะอาดที่มากจนผิดสังเกตเสียด้วยซ้ำ

เครื่องเรือนและองค์ประกอบทุกอย่างภายในจวนแห่งนี้ถูกจัดระเบียบเรียงตามสี ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องตั้งแต่ผ้าม่านไปจนถึงเตียงนอนล้วนแล้วแต่มีสีแดง ในขณะที่ภายนอกห้องมีสีฟ้าและเขียว ทุกสีถูกจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ไม่ปะปน  เป็นภาพที่สื่อให้เห็นว่าบุคคลที่จัดห้องนี้อย่างเป็นระเบียบ มีอาการของ ‘โรคย้ำคิดย้ำทำ’ หรือ Obsessive–compulsive disorder!

จี้อวิ๋นซูก้าวเข้าไปในห้อง กวาดสายตามองรอบด้านและสะดุดอยู่ที่เครื่องประทินโฉมบนโต๊ะเครื่องแป้งของผู้ตาย แต่ละตลับมีสีคล้ายกันจนแทบจะแบ่งแยกความแตกต่างไม่ออก ที่เหมือนกันคือทุกชิ้นไม่มีฝุ่นผงสักเม็ดเดียวจับอยู่บนตลับ โต๊ะเครื่องแป้งก็สะอาดเอี่ยมอ่อง

เฉียวซินสายตาแหลมคมและพอจะเดาออกว่าจี้อวิ๋นซูกำลังคิดอะไรอยู่ เด็กสาวจึงรีบเข้ามาอธิบาย “คุณหนูของเราเป็นคนรักความสะอาดมากเป็นพิเศษเจ้าค่ะ ถ้าสิ่งใดเคยถูกใช้แล้วหนหนึ่ง นางจะไม่ยอมใช้อีกเป็นหนที่สอง ฉะนั้นเช้าตรู่ทุกวันพวกเราจึงต้องมาคอยเปลี่ยนเครื่องแป้งเหล่านี้ให้เป็นชุดใหม่เสมอ”

จี้อวิ๋นซูเงียบ หญิงสาวยังคงสาวเท้าเดินสำรวจไปทั่วห้องอย่างเนิบนาบตามเดิม และสะดุดตาเข้ากับเชิงเทียนข้างผ้าม่านซึ่งงดงามตระการตาเป็นอย่างมาก

โดยทั่วไปแล้วตามบ้านของผู้รากมากดี เชิงเทียนมักจะถูกสลักเป็นลวดลายดอกไม้ประณีตอ่อนช้อย ทว่าเชิงเทียนตรงหน้าจี้อวิ๋นซู พิเศษกว่าปกติตรงที่มันถูกสลักเสลามาจากคริสตัลทั้งชิ้น เมื่อรวมกับส่วนฐานแล้ว เชิงเทียนนี้มีรูปร่างคดเคี้ยวเป็นเกลียวและงดงามจับใจจนยากที่จะละสายตา

จี้อวิ๋นซูมองมันแล้วก็พูดขึ้น “เชิงเทียนอันนี้สวยมาก คุณหนูของเจ้าคงต้องรักมันมากทีเดียว”

“ค่ะ คุณหนูชอบมันเป็นพิเศษ” เฉียวซินตอบ “ก่อนนอนทุกคืนนางจะต้องจุดเทียนบนนี้ คุณหนูบอกว่ากลิ่นเทียนหอมจะทำให้หลับฝันดี”

“รสนิยมดี” จี้อวิ๋นซูพูด คนรวยมักจะมีความชอบส่วนตัวที่หรูหราไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปนัก

หญิงสาวเดินสำรวจห้องต่อไปและเหลือบไปเห็นแส้สีแดงอันหนึ่งแขวนไว้บนผนังไม่ไกลจากประตู

‘คุณหนูโจวกำลังฝึกศิลปะการต่อสู้งั้นเหรอ?’ จี้อวิ๋นซูคิดเมื่อเห็นแส้ที่แขวนอยู่ จี้อวิ๋นซูนึกสงสัยขึ้นมาครามครันจึงเอื้อมมือออกไปคว้าแส้เส้นนั้นมาพิจารณา ในขณะเดียวกันหางตานางก็เหลือบไปเห็นอากัปกิริยาของเฉียวซิน

พอนางคว้าแส้ ประกายตื่นตระหนกก็ปรากฏขึ้นในดวงตาคู่นั้นทันที

สาวรับใช้เผลอจับข้อมือและก้าวถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ

ความจริงบางอย่างเริ่มกระจ่างชัดขึ้นมา จี้อวิ๋นซูแขวนแส้เส้นนั้นคืนกลับไปยังผนังตามเดิม

หลังจากวางแส้กลับคืนยังที่เดิมแล้ว จี้อวิ๋นซูก็ก้าวถอยหลังแต่กลับเสียการทรงตัวจนเกือบล้มลงกับพื้น โชคดีที่เฉียวซินซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเข้ามาพยุงนางเอาไว้ทัน

จี้อวิ๋นซูโผเข้าหาเฉียวซินและพยายามทรงตัวยืน จังหวะนั้น... หญิงสาวแอบถลกแขนเสื้อสาวใช้ขึ้นอย่างรวดเร็วและชำเลืองมองผิวหนังข้างใต้ ก่อนจะรีบตวัดลงดังเดิมในเวลาเพียงเสี้ยววินาที โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

เฉียวซินถามขึ้นอย่างเป็นห่วง “เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ อาจารย์จี้”

ตอนนี้จี้อวิ๋นซูแต่งกายเป็นชายและตระหนักดีถึงจารีตที่ว่า ‘หญิงชายไม่ควรจะถูกเนื้อต้องตัวกัน’ นางจึงรีบผละออกมาจากเด็กสาวอย่างรวดเร็ว และโค้งคำนับ “ขออภัย”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ดีแล้วที่ท่านอาจารย์ไม่ล้ม”

ตอนนั้นเอง เสนาบดีโจวก็เดินเข้าตามมาในห้อง จี้อวิ๋นซูก้าวเข้าไปหาเจ้าบ้านก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “ใต้เท้าโจว ข้าแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าและเพิ่งรู้ว่าเย็นย่ำมากแล้ว ไม่ทราบว่าถ้าขอพักค้างคืนที่จวนตระกูลโจวคืนนี้จะเป็นการรบกวนหรือไม่”

“ยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านอาจารย์ไม่รังเกียจก็เชิญพักได้ตามสบายเลย ข้าเสียอีกที่เป็นฝ่ายรบกวนท่านเรื่องคดีของบุตรสาว” เสนาบดีโจวตอบด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อพูดถึงบุตรสาวผู้ล่วงลับ หยาดน้ำใสๆ ก็เอ่อขึ้นมาที่ขอบตา เขาก็พยายามอดกลั้นไม่ให้มันไหลริน

ชายสูงวัยผู้นี้จะมีรู้สึกเศร้าโศกแค่ไหนกันนะที่ต้องสูญเสียบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนที่มีอยู่เพียงคนเดียวไปอย่างน่าสลดใจ

“ใต้เท้าโจวไปพักผ่อนเถอะ คดีนี้เป็นหน้าที่ของหยาเหมิ่นและใต้เท้าหลิว ดังนั้นจึงถือเป็นความรับผิดชอบของข้าด้วย วางใจเถอะ ข้าจะทวงความยุติธรรมมาให้คุณหนูเอง”

“บุตรสาวของข้าเป็นคนหัวอ่อนและจิตใจงาม นางไม่เคยทำร้ายใคร ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงมีคนใจจืดใจดำทำเช่นนี้กับนางได้ลงคอ” ขุนนางโจวดูทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด รอยดำรอบดวงตาทั้งสองข้างขยายเป็นวงกว้างและเข้มขึ้น

ตอนนี้จี้อวิ๋นซูยังไม่อาจจะระบุได้ว่าใครคือฆาตกร ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าควรตอบบิดาผู้ตายไปอย่างไรดี

“จะเป็นการรบกวนหรือไม่ ถ้าจะขอให้ท่านจัดเตรียมห้องพักเพิ่มอีกหนึ่งห้อง” เสียงทุ้มนุ่มหนึ่งลอยมาจากทางหน้าประตู

จี้อวิ๋นซูไม่ต้องหันไปมองก็พอจะเดาออกว่าเจ้าของเสียงคือหลงอ๋อง ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงพยายามเข้ามาจุ้นจ้านเรื่องของนางนักนะ?

จิ่งหลงก้าวเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบราวกับเป็นสายลมเย็นพัดผ่าน ทุกท่วงท่าและอากัปกิริยาล้วนสง่างาม อีกทั้งยังแผ่กลิ่นอายสูงศักดิ์สมเป็นเลือดขัตติยะออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ดูขัดกับบรรยากาศหม่นเศร้าที่แผ่คลุมคฤหาสน์โจวในตอนนี้ราวฟ้ากับเหว

“ท่านเป็นใคร” ขุนนางโจวถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

จิ่งหลงเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มทรงเสน่ห์มองสบสายตากับเจ้าบ้าน “ข้าเป็นสหายของอาจารย์จี้ วันนี้เผอิญติดตามมาด้วยพอดี”

“สหายของอาจารย์นั่นเอง ถ้าเช่นนั้นท่านก็นับเป็นแขกคนสำคัญของเราเหมือนกัน” ขุนนางโจวหันไปสั่งการพ่อบ้านข้างกาย “อาจิง ไปจัดเตรียมห้องพักสองห้อง”

“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านรับคำทันที

จี้อวิ๋นซูเหลียวไปมองท่านอ๋องผู้เจ้ากี้เจ้าการ ชายหนุ่มก็หันมาสบตานางพอดี รอยยิ้มละมุนละไมสมใจอยากซ่อนอยู่ภายในดวงตาวาววับคู่นั้น

จี้อวิ๋นซูงุนงงกับสีหน้าท่าทางยินดีของชายหนุ่ม ทำไมเขาถึงอยากพักอยู่ที่นี่ด้วย? ท่านอ๋องอย่างเขาหันหลังให้กับหมอนอันแสนนุ่มและเตียงนอนอันหรูหรา แต่กลับหนีมานอนในเตียงไม้ประดู่งั้นรึ? พฤติกรรมของเขาอธิบายได้อย่างเดียวว่าประหลาด! ท่านอ๋องคนนี้พิลึกคนนัก!

จี้อวิ๋นซูลอบมองจิ่งหลงหลายต่อหลายครั้ง แต่นางยังคงรักษาสีหน้าให้สุขุมไว้เช่นเดิมจึงไม่มีใครสังเกตเห็น

ตะวันตกดินในที่สุด ผู้ตรวจการแคว้นสั่งรวมพลผู้ช่วยหยาเหมิ่นและเตรียมตัวจะกลับ เมื่อหลิวชิงผิงตั้งท่าจะเดินออกไปจากจวนตระกูลโจว จี้อวิ๋นซูก็คว้าแขนและดึงเขามาทางด้านข้าง ก่อนจะกระซิบบางอย่างที่ข้างหู ผู้ตรวจการแคว้นกะพริบตาปริบๆและพยักหน้า จากนั้นก็โค้งคำนับจิ่งหลง “หลงอ๋อง กระหม่อมขอตัวก่อน หากท่านต้องการอะไรส่งคนมาบอกได้ตลอดเวลา”

“พาหลางโป๋กลับไปด้วย คืนนี้ให้เขาพักที่สำนักหยาเหมิ่น” ชายหนุ่มพูด

“อะ… อะไรนะพะย่ะค่ะ?” หลิวชิงผิงตกใจจนตาแทบหลุดออกมานอกเบ้า

จิ่งหลงปราดตามองเขาด้วยสายตาคมกล้า “เจ้ามีปัญหาในการฟังงั้นรึ”

ผู้ตรวจการแคว้นรีบปฏิเสธ

“งั้นก็รีบไปเสียสิ อย่ามาเกะกะขวางทาง”

หลิวชิงผิงพยักหน้ารับและเดินจากไปพร้อมกับหลางโป๋

ความเงียบสงบกลับมาเยือนอีกครั้ง ทั่วทุกตารางนิ้วของจวนตระกูลโจวถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบราวกับเป็นผืนผ้าห่มของรัตติกาล

ร่างสูงสง่างามราวกับรูปสลักยืนอยู่ข้างๆ เงาร่างบอบบางในม่านหมอก

มองเผินๆ เหมือนทั้งคู่เคลื่อนกายลงมาจากปุยเมฆบนฟากฟ้าไม่มีผิด

จี้อวิ๋นซูอมยิ้มเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กระหม่อมยังไม่ได้บอกสักคำเลย ว่าจะไม่ช่วยคลี่คลายคดีของท่าน หลงอ๋องไม่ต้องตามเฝ้าตลอดเวลาเหมือนกลัวกระหม่อมจะหนีไปก็ได้”

จิ่งหลงเผยอปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม ตอบเสียงเรียบว่า “อ๋องอย่างข้าไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงมาคอยจับตาดูใคร ถึงเจ้าคิดจะหนีอย่างไรก็ไม่พ้นมือข้า อย่าลืมนะว่าใต้เท้าหลิวจะรักษาหมวกบนหัวไว้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับข้าคนนี้” เขากระแอมเล็กน้อย “แต่ถ้าเจ้าประพฤติตัวน่าเลื่อมใสและให้ความใส่ใจกับคดีของข้าด้วย ก็จะไม่มีโศกนาฏกรรมอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”

นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า...ขู่เบาๆ

จี้อวิ๋นซูพึมพำในใจ รู้สึกจนคำพูด หางคิ้วของหญิงสาวเลิกสูง ดวงตากลอกไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย

‘ปากดี!’ จี้อวิ๋นซูบ่นในใจ

9. รอจนเที่ยงคืน

พ่อบ้านนำทางพวกเขาทั้งสองไปทางทิศตะวันออกของจวนเพื่อจัดเตรียมห้องรับรองสำหรับคืนนี้ ทั้งสามไปหยุดอยู่ที่กระโจมใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งภายในกั้นเป็นสองห้อง โดยมีห้องนั่งเล่นเล็กๆ กั้นอยู่ตรงกลาง

‘นี่มันเหมือนโรงเตี๊ยมชัดๆ’ นางบ่นในใจเมื่อเห็นเรือนรับรอง

จี้อวิ๋นซูไม่ชอบใจอย่างมาก หญิงสาวเหลียวไปมองพ่อบ้านและเอ่ยถามเสียงเรียบ “ไม่มีห้องอื่นแล้วเหรอ”

พ่อบ้านสูงวัยโค้งตัวลงอย่างนอบน้อม เขาอยู่ในชุดไว้ทุกข์เข้าคู่กับหมวกสีเดียวกันบนศีรษะ ชายชราโค้งลงต่ำจนไม่อาจจะเห็นใบหน้าได้ชัด

เมื่อได้ยินคำถามของจี้อวิ๋นซู พ่อบ้านสูงวัยก็ตอบอย่างสำรวม “สองห้องนี้สะอาดที่สุดในสวนด้านตะวันออกแล้วขอรับอาจารย์ พวกท่านเป็นแขกพิเศษของเรา บ่าวไม่อาจละเลยให้ไปพักห้องที่ด้อยกว่านี้ นายท่านกำชับมานักหนาว่าให้ดูแลท่านทั้งสองเป็นอย่างดี”

“แต่ว่า…”

ก่อนที่จี้อวิ๋นซูจะทันพูดอะไรต่อ จิ่งหลงก็ขัดขึ้น “อาจารย์จี้ เรามาพักแค่คืนเดียวเท่านั้น ไม่เห็นต้องมากความ อีกอย่างห้องนี้ก็ไม่ได้แย่อะไร ออกจะเงียบสงบดีเสียด้วยซ้ำ เยี่ยมเลย... จะได้ไม่มีเสียงรบกวนเวลาหลับ” สิ้นเสียง ชายหนุ่มก็หันไปทางพ่อบ้านสูงวัย “ทางนี้เรียบร้อยแล้ว เจ้ากลับไปได้”

“ขอรับ ขอให้พวกท่านทั้งสองพักผ่อนให้สำราญ เดี๋ยวบ่าวจะส่งคนมาปรนนิบัติรับใช้พวกท่าน” พ่อบ้านสูงวัยก้มหน้ามองพื้นและเดินจากไปด้วยกิริยาสำรวม

นิสัยของคนชนชั้นปกครองที่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่และสั่งการผู้อื่นอย่างไม่แยแส เป็นนิสัยที่จี้อวิ๋นซูไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกไป “แม้จะไม่ใช่ตำหนักตระกูลหลง ทว่าหลงอ๋องสั่งพ่อบ้านราวกับอยู่ตำหนักของตัวเองได้ กระหม่อมนับถือนัก”

‘หนุ่มน้อยผู้นี้พูดจาน่าขัน!’ จิ่งหลงหัวเราะออกมาเบาๆ สองมือไพล่หลัง ชุดคลุมตัวยาวสะบัดไหวตามจังหวะก้าวเดิน ก่อนจะผลุบหายเข้าไปในห้อง ท่านอ๋องชะงักฝีเท้าเล็กน้อยและกล่าวเตือนข้ามไหล่มาว่า “ล้างมือก่อนเข้ามาข้างในด้วย ข้าไม่อยากดมกลิ่นศพ”

จี้อวิ๋นซูกลั้นใจไม่ตอบโต้ หากทำแล้วได้หญิงสาวอยากจะโยนสิ่งปฏิกูลเท่าที่จะหาได้ ใส่หน้าทอ๋องยโสผู้นี้นัก

นางล้างมือในอ่างน้ำหน้าห้องอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้าห้อง เมื่อก้าวเท้าเข้าไปก็พบว่าตาคมคู่นั้นกำลังจับจ้องมายังตน

“ล้างมือดีแล้วหรือ?” เขาซัก

จี้อวิ๋นซูข่มใจไม่ให้อัดชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าให้เละเป็นโจ๊ก แทนคำตอบหญิงสาวชูมือทั้งสองข้างไปใกล้หน้าเขา

จิ่งหลิงหรี่ตาและจับจ้องไปยังฝ่ามือตรงหน้าซึ่งยังเกาะพราวไปด้วยหยดน้ำ ใต้แสงจันทร์มันดูส่องประกายระยิบระยับเล่นกับแสงและดูโปร่งใส

ครู่หนึ่งท่านอ๋องก็คว้าไปที่ข้อมือเรียวเล็กของจี้อวิ๋นซู ริมฝีปากบางสวยหยักขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ว่ากันว่ามือของบุรุษมักจะหยาบกร้านและหนา ทำไมมือของอาจารย์จี้ถึงละเอียดและอ่อนนุ่มเช่นนี้เล่า บำรุงผิวอย่างนั้นเหรอ”

ตอนนี้มือแกร่งดังคีมเหล็กตรึงข้อมือของหญิงสาวแน่นจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ จี้อวิ๋นซูกำมือเป็นกำปั้นโดยสัญชาตญาณและบิดข้อมือเพื่อให้พ้นการเกาะกุม

“ปล่อยมือกระหม่อมเถอะ”

ถ้าไม่ปล่อยล่ะ” จิ่งหลงท้าทาย

“กระหม่อมเจ็บ” หญิงสาวร้อง

ตรงไหน”

“มือ”

“อย่างไรก็ไม่ปล่อย” ท่านอ๋องยืนกราน

เห็นได้ชัดว่าจิ่งหลงจงใจที่จะกลั่นแกล้งนาง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ซึ่งฉาบระบายอยู่บนใบหน้าคมสันเป็นเครื่องยืนยันได้ดี ชายหนุ่มกระตุกข้อมือบางด้วยแขนเพียงข้างเดียว จี้อวิ๋นซูก็เซถลาเข้ามาหาเขา อ๋องหนุ่มคว้าไหล่บางไว้ก่อนที่นางจะล้มลง จากนั้นก็กวาดตามองสำรวจไปทั่วร่างด้วยสายตาลึกล้ำทรงเสน่ห์ “ข้าว่าเจ้าแปลกๆนะ ตัวเล็กผิดรูป ตอนเด็กๆขาดสารอาหารรึ? ถึงว่าทำไมเป็นคนเจ้าอารมณ์ ตัวเล็กก็เลยถูกพวกตัวโตรังแกตั้งแต่เด็กนี่เอง”

เขาพูดมากเหมือนพวกเดี่ยวไมโครโฟนในยุคสมัยของนางเลย!

ตอนนี้ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ระยะห่างที่มีไม่มากพอจะสอดมือเข้าไปด้วยซ้ำ หญิงสาวเตี้ยกว่าจิ่งหลงราวช่วงศีรษะหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมองตรงไป จี้อวิ๋นซูจึงเห็นเพียงอกแกร่งเท่านั้น ความร้อนจากเรือนกายของบุรุษเพศแผ่ซ่านมาแตะปลายจมูก ส่งผลให้หัวใจของจี้อวิ๋นซูเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ จี้อวิ๋นซูสั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กายและรวบรวมกำลังผลักเขาออกไป

“หลงอ๋อง อย่ามาลากกันราวกับลากสุนัขแบบนี้”

‘สุนัขงั้นเหรอ?’

จิ่งหลงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ยินคำต่อว่าของอีกฝ่าย เขามองคนตรงหน้าอย่างเย้ยหยันก่อนจะกล่าวว่า “ตัวเล็กอย่างนี้ ยังยกหางว่าตัวเองเป็นถึงสุนัข เป็นแมวล่ะไม่ว่า... เจ้าแมวเล็บแหลมขี้ขู่ แต่เอาเข้าจริงก็ได้แต่ขู่”

“หา?…” จี้อวิ๋นซูโกรธมากจนเกือบจะกระทืบเท้า ทว่าความแตกต่างระหว่างสถานะของทั้งคู่ฉุดรั้งนางเอาไว้ สุดท้ายจึงได้แต่กัดฟัน เพราะไม่อาจจะทำอะไรเขาได้

ตอนนี้หญิงสาวรู้ซึ้งถึงคำกล่าวเชิงปรัชญาที่มีมาตั้งแต่โบราณ ที่ว่า ‘ข้าชอบนักที่ได้เห็นเจ้ามองมาด้วยสายตาคั่งแค้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง’ แล้ว!

เมื่อจิ่งหลงสังเกตเห็นสีหน้าบูดบึ้ง พยายามอดกลั้นของจี้อวิ๋นซู เขาจึงทำมีทีท่าภาคภูมิใจซึ่งอ่านออกได้อย่างง่ายดายว่า ‘ข้าชนะ’

ในตอนนั้นเอง สาวรับใช้หลายคนก็เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร ขัดจังหวะสถานการณ์ไม่ให้คุกรุ่นและอึมครึมไปมากกว่านี้

สาวใช้คนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าก้าวเดินขึ้นมาและเอ่ยกับพวกเขา “นายท่านให้พวกเรานำอาหารมาให้ท่านทั้งสองรับประทาน หากไม่ถูกปากประเดี๋ยวบ่าวจะไปทำมาให้ใหม่เจ้าค่ะ”

อาหารเหล่านั้นประกอบไปด้วยปลาและเนื้อชั้นดี แต่ละจานที่ตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะดูน่าลิ้มลองมากกว่าอาหารแต่ละมื้อของตระกูลจี้เสียอีก

เมื่อได้ใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง จี้อวิ๋นซูก็อดที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้ หญิงสาวเอ่ยถามสาวใช้คนหนึ่งขึ้นว่า “คุณหนูของพวกเจ้ามีเฉียวซินเป็นสาวใช้ส่วนตัวคนเดียวเหรอ”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ยังมีซูหยุนอีกคน”

“งั้นเหรอ แล้วนางอยู่ไปไหนเสียล่ะ”

สาวใช้ส่ายหน้าก่อนจะตอบ “หลายวันก่อน ซูหยุนขอลากลับบ้านเพราะมีธุระเร่งด่วน บ่าวคิดว่านางคงกลับมาคืนนี้ ว่าแต่ว่าอาจารย์จี้ต้องการอะไรอีกหรือไม่”

“ไม่มีอะไรแล้ว ไปพักเถอะ ไม่ต้องคอยมาปรนนิบัติรับใช้ข้าหรอก” จี้อวิ๋นซูสะบัดมือเป็นท่าทาง บอกให้เหล่าคนรับใช้แยกย้ายกันไปได้

พวกเขาโค้งคำนับและออกไปตามคำสั่งของหญิงสาว

จี้อวิ๋นซูนิ่งเงียบ หญิงสาวกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองโดยสมบูรณ์ เมื่อกวาดสายตาผ่านก็สบเข้ากับสายตาคมกล้าซึ่งจับจ้องมองมาที่นางด้วยแววประหลาดอย่างคาดเดาไม่ถูก

“นอกจากหลงอ๋องจะชื่นชอบกระชากมือคน ยังชอบจ้องคนอื่นอีกด้วย?” จี้อวิ๋นซูพูดออกมา น้ำเสียงขุ่นเคืองบ่งบอกอารมณ์ชัดเจน

ประกายตาเจ้าสำราญและหยอกล้อเมื่อครู่เหือดหายไป ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความจริงจัง อ๋องหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเป็นงานเป็นการ “เจ้าเจอ ‘ตอ’ อะไรเข้าให้แล้วสิ?”

“หลงอ๋องหมายความว่าอย่างไร” จี้อวิ๋นซูตอบด้วยคำถาม

“ถ้าเจ้าไม่เจออะไรน่าสนใจเข้า คงไม่ขอนอนที่นี่คืนนี้หรอก” ดูเหมือนจิ่งหลงจะเดาทางหญิงสาวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ชายหนุ่มพูดต่อ “เชื่อมือข้าสิ ข้าเป็นลูกมือที่ดีนะ”

ถึงแม้จี้อวิ๋นซูจะไม่ชอบหน้าท่านอ๋องปากจัดคนนี้นัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้... ใช่ นางต้องการผู้ช่วย

เมื่อฝ่ายนั้นเป็นผู้เสนอ เห็นทีนางคงต้องยอมรับน้ำใจไว้แล้วล่ะ “ในเมื่อหลงอ๋องเสนอตัว ก็ต้องยอมรับว่ากระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่อยากจะหาคนช่วยพอดี”

“ว่ามาเลย” จิ่งหลงกล่าวอย่างใจดี

“เรื่องนี้ไม่รีบนัก เอาไว้คุยกันตอนเที่ยงคืนดีกว่า” จี้อวิ๋นซูพูด

เขาร้องฮึ...

หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นสูง รู้สึกสมใจเล็กน้อยที่ทำให้ราชนิกุลหนุ่มร้อนใจจากคำอธิบายครึ่งๆ กลางๆ ของนาง

จี้อวิ๋นซูหมุนตัวกลับไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็หยิบชามข้าวพร้อมกับตะเกียบในมือขึ้น “ถึงแม้ตระกูลโจวอยู่ในช่วงไว้ทุกข์แต่อาหารก็ไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขารับแขกได้ดีแท้”

จิ่งหลงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ มีสีหน้าปั้นยาก เขาชำเลืองมองหญิงสาวและพูดขึ้นเบาๆ “ข้าไม่หิว”

จี้อวิ๋นซูคีบเนื้อฉ่ำเยิ้มเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะพูดต่อ “อาหารที่นี่คงจะไม่เลิศรสเท่าอาหารอันหรูหราที่ตำหนักหลง เป็นธรรมดาที่หลงอ๋องจะไม่คุ้นชิน กระหม่อมเข้าใจ”

ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกจากปากจี้อวิ๋นซู ท่านอ๋องก็มีสีหน้าบูดบึ้งและไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

“จะบอกให้นะหนุ่มน้อย ข้ากินสมุนไพรที่เก็บจากกลางป่าเขาบ่อยไป... ข้าได้กินอาหารพื้นๆ มากกว่าอาจารย์จี้กลืนเกลือลงท้องเสียอีก” ชายหนุ่มพูด

“ท่านช่างมีอารมณ์ขัน” นางยิ้มกว้างออกมา คนที่ดำรงตำแหน่งอ๋องรึจะทำใจกระเดือกสมุนไพรผักป่าได้?

จิ่งหลงยิ้มพลางจ้องหญิงสาวในคราบหนุ่มน้อย ก่อนจะพูดขึ้น “อาณาจักรหลินที่ยิ่งใหญ่ของเราประกอบไปด้วยเมืองนานกิงทางทิศใต้และเมืองเป้ยเหลียงทางทิศเหนือ ข้าเดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ ผ่านมามากกว่า 108 แคว้น เคยอยู่ตั้งแต่หมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาไปจนกระทั่งกระท่อมกลางป่าที่ห่างความเจริญ ถ้าทุกที่มีแต่อาหารเลิศรสอย่างที่เจ้าว่า ผู้คนในอาณาจักรคงไม่อดอยากหรือหนาวตายหรอก”

ตะเคียบที่คีบอาหารเข้าปากจี้อวิ๋นซูอยู่หยุดชะงักกลางอากาศ หญิงสาวจ้องไปที่เขาด้วยสายตาสนใจใคร่รู้ “ได้เดินทางผ่านแคว้นต่างๆ มากมาย นับเป็นประสบการณ์ที่ดี”

“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าตั้งใจจะสื่อ” อ๋องหนุ่มตอบเสียงแข็ง

“แล้วที่จะสื่อคือ?”

จิ่งหลงจ้องหน้านางอย่างเหลืออด “ที่ข้าเล่ามาก็เพื่อให้เจ้ารู้ว่าข้าไม่ได้เป็นคนเรื่องมาก!”

อ้อออออ เหรออออ!

‘ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน จะเล่าทำไมให้ยืดยาวจี้อวิ๋นซูรู้สึกไร้สาระ จะอย่างไรก็ตามแต่ ตอนนี้นางหิวมากจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางเริ่มกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย

เสียงบ่นพึมพำของจิ่งหลงลอยมาตามสายลมแต่หญิงสาวได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ “เหลือเชื่อเลย เจ้ากินลงทั้งๆ ที่เพิ่งจับศพไปไม่นาน”

ใช่เลย! ใครล่ะที่จะสามารถกินอาหารเต็มคราบอย่างนี้ ทั้งที่เพิ่งชำแหละศพมาไม่ถึงสองชั่วโมงดี ก็จี้อวิ๋นซูคนนี้ไง!

หลังจากจัดการอาหารตรงหน้าเสร็จแล้ว หญิงสาวก็นั่งพักจวบจนตะวันลับฟ้าและความมืดเข้าคลอบคลุม

            “หลงอ๋องบอกว่าอยากช่วยกระหม่อมนี่ ได้เวลาแล้ว เราไปกันเถอะ” เมื่อพูดจบจี้อวิ๋นซูก็เดินออกไปข้างนอกทันที

จิ่งหลงงุนงงแต่ก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย

ไม่นานนักพวกเขาทั้งคู่ก็เดินมาถึงจุดหมาย ซึ่งก็คือห้องใต้หลังคาที่คุณหนูโจวตกลงมานั่นเอง ภายในยังคงมีโคมไฟแขวนไว้เพื่อคอยส่องสว่างอยู่หลายอัน แสงที่ส่องออกมาทั้งนุ่มนวลและทำให้บรรยากาศในห้องดูมีมนต์ขลังอย่างน่าประหลาด

จี้อวิ๋นซูนิยมชมชอบโคมไฟแบบโบราณเป็นพิเศษ หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะพิศดูด้วยความชื่นชม ทว่าถูกปลุกขึ้นมาจากภวังค์ความคิดเมื่อท่านอ๋องแตะไหล่เบาๆ เรียกสติ

“เรามาที่นี่เพื่อดูโคมกันเหรอ” เขาถามห้วนๆ

“มาเพื่อหาเบาะแสคดี ข้ารู้น่า” จี้อวิ๋นชูตอบและละสายตาออกมาทันที

จิ่งหลงมองทีท่าของหญิงสาวและคาดเดา “เจ้ากำลังสงสัยใช่ไหมว่า มีคนแอบซ่อนอยู่ที่ห้องใต้หลังคานี้ตอนที่เหยื่อพลัดตกลงไป”

“หลงอ๋องหลักแหลมไม่เบาทีเดียว” หญิงสาวชื่นชม

“แน่นอนอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบรับหน้าตาเฉย

จี้อวิ๋นซูไม่ขยายความอะไรต่อ นางเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องใต้หลังคา

ห้องใต้หลังคานี้มีความยาวในแนวตั้งค่อนข้างมากแต่มีพื้นที่แนบราบไม่มากนัก จึงไม่มีห้องย่อยซ่อนอยู่ภายใน นอกจากนั้นยังถูกล้อมด้วยราวกั้นและรั้วไม้มะฮอกกานีเนื้อดี ถ้ามีใครหลบซ่อนอยู่ที่นี่จริงในตอนที่เกิดเหตุ ย่อมเห็นได้ชัด

ภายในค่อนข้างโล่ง นอกจากเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นแล้วก็ไม่มีอย่างอื่นตั้งอยู่อีก

ไม่ว่าจี้อวิ๋นซูมองสำรวจตรวจตราอย่างถี่ถ้วนเพียงใด นางก็ไม่พบว่ามีมุมไหนที่จะสามารถซ่อนตัวได้

หญิงสาวจุ่มจมในความคิดของตัวเอง นางหมุนตัวอย่างรวดเร็วและหน้าผากก็ไปชนเข้ากับอกแกร่ง แรงปะทะที่เกิดขึ้นสร้างความรู้สึกเจ็บและมึนให้กับหญิงสาว

จี้อวิ๋นซูยกมือขึ้นกุมหน้าผากพลางขมวดคิ้วมุ่น นางไม่บ่นอะไรออกมาแต่จ้องตรงไปยังตัวการที่สร้างความเจ็บปวด ซึ่งก็กำลังลูบหน้าอกที่โดนหญิงสาวประทุษร้ายอยู่เช่นกัน

“ทำไมอยู่ๆ ถึงหันมาโดยไม่บอกไม่กล่าว อกข้าไม่ใช่หมอนนะ ชนบ่อยๆอาจจะแตกร้าวเอาง่ายๆ” ท่านอ๋องบ่นอุบ

“ใครใช้ให้ท่านอ๋องยืนอยู่ข้างหลังแต่ไม่ให้สุ้มให้เสียงเล่า” จี้อวิ๋นซูเองก็ไม่ยอมแพ้

คราวนี้คนร่างสูงเป็นฝ่ายขมวดคิ้วบ้าง “อ๋องอย่างข้า เวลาจะเดินไปไหนต้องรายงานใครก่อนเหรอ”

จี้อวิ๋นซูรีบเอามือปิดปากตัวเองก่อนที่จะเผลอพูดความในใจออกมาว่า ‘ท่านกำลังบอกว่าข้าควรจะนัดแนะกับท่านเสียก่อน ทุกครั้งที่จะหันหลังใช่หรือไม่’ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ได้พูดออกไป ความโกรธเกรี้ยวภายในใจลุกโชนขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ก็นะ... เขาเป็นท่านอ๋องนี่ ทุกอย่างที่ออกจากปากเขาก็สมเหตุสมผลหมดนั่นแหละ

นางมันแค่จิตรกรแห่งสำนักหยาเหมิ่นผู้ต่ำต้อย จะมีสิทธิ์มีเสียงอะไรไปเถียงเขา?

ให้มันเป็นอย่างที่ควรจะเป็นแล้วกัน…

“ทุกอย่างเป็นความผิดของกระหม่อมเอง” จี้อวิ๋นซูสรุป ตอนนี้นางไม่มีอารมณ์จะมาโต้เถียงอะไรแล้ว หญิงสาวหมุนตัวเพื่อจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง

แต่เมื่อนางเดินผ่านร่างสูง มือหนาใหญ่คู่นั้นก็เอื้อมออกมาคว้าเอวหญิงสาวเอาไว้ก่อนจะฉุดรั้งนางไว้อย่างรวดเร็ว จี้อวิ๋นซูถลาเข้าไปซบอกของอ๋องหนุ่มเข้าอย่างจัง เท้าสองข้างของหญิงสาวเสียศูนย์ทำให้นางเสียการทรงตัวโดยสิ้นเชิง

เมื่อนางล้มลงมาแขนทั้งสองข้างก็เผลอคว้านางไว้

จังหวะถัดมาจี้อวิ๋นซูก็ตกอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มโดยสมบูรณ์!

‘ชายหนุ่ม’ สองคนยืนกอดกันกลม… ภายใต้สายลมเย็นที่พัดเอื่อยๆ ตะเกียงโบราณโยกไหวไปมาเล็กน้อยและกะพริบติดๆ ดับๆ สลับกันไป มันสาดแสงไปที่เงาร่างทั้งสองจนเกิดเป็นเงาของร่างสูงและร่างเล็กบนพื้นไม้

ช่างเป็นภาพที่สวยงามจนยากจะถอนสายตา!

10. ไม่ใช่หนึ่ง แต่มีถึงสอง?

 

ท่าทางกำกวมของพวกเขาทั้งสองส่งผลให้เกิดบรรยากาศพิลึกพิลั่นขึ้น ทั้งคู่สบตากัน ฝ่ายหนึ่งคลี่ยิ้มที่แฝงความร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างยั่วเย้า ในขณะที่อีกฝ่ายมีสีหน้าตื่นตกใจ

ถ้าจะเจาะจงให้ชัดเจน ฝ่ายที่มีอาการตื่นตกใจคือจี้อวิ๋นซู

จิ่งหลงตระกองกอดนางอยู่ในอ้อมแขน เมื่อครู่... นางรู้แน่ว่าชายหนุ่มจงใจคว้าไปที่เอวคอดกิ่วของตน

หรือว่าเขาจะรู้ว่า...

สัมผัสของเขาทำให้จี้อวิ๋นซูสั่นสะท้านและอ่อนปวกเปียกไปทั้งร่าง ดวงตาที่ส่องประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาวยามคืนเดือนมืด เสมองพื้นแก้เก้อ โชคยังดีที่แสงไฟสีชมพูอ่อนจางรอบข้างมืดสลัว ฝ่ายตรงข้ามจึงไม่เห็นใบหน้าละมุนซึ่งขึ้นสีเรื่อของหญิงสาว สายตาแพรวพราวของท่านอ๋องเลื่อนลงมาถึงริมฝีปากอิ่มสวยที่ปิดสนิทพลางครุ่นคิด ‘บัณฑิตผู้นี้มีเสน่ห์ราวกับหญิงสาว รึว่าที่ข้าคาดเดาไว้จะไม่ผิด’

ความต้องการจะแกล้งจี้อวิ๋นซูยังไม่หยุดยั้งลงแค่นั้น จิ่งหลงพูดขึ้น “เอวของอาจารย์จี้เล็กเหลือเกิน ถ้าตะเกียงที่ห้องใต้หลังคาทุกดวงดับลง ข้าคงคิดว่ากำลังกอดสตรีรูปร่างอ้อนแอ้นนางหนึ่งอยู่เป็นแน่”

เสียงทุ้มนุ่มลึกนั้นเรียกหญิงสาวให้กลับมามีสติอีกครั้ง จี้อวิ๋นซูยกมือขึ้น ส่งผลให้ชายเสื้อสะบัดไหวไปมา นางรวบรวมกำลังทั้งหมดผลักจิ่งหลงและสลัดตัวจนหลุดออกจากบ่วงพันธนาการนั้น

“ท่านอ๋องโปรดประพฤติตัวให้เหมาะสม!” ความอายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธในพริบตา นางไม่อยากจะพูดจาสุภาพเขากับอีกแล้ว

แม้จะเห็นพายุอารมณ์ตรงหน้า จิ่งหลงกลับไม่สะทกสะท้านสักนิด “คืนที่สงบเงียบในฤดูหนาวอย่างนี้… ข้าล้อเล่นหน่อยไม่ได้เลยเหรอ?”

น่ารังเกียจและเป็นคนที่ไร้ยางอายจริงๆ’ จี้อวิ๋นซูแอบบ่นในใจ

“แต่การล้อเล่นก็ควรต้องมีขอบเขต ผู้ชายสองคนมายืนกอดกันอย่างนี้… ถ้ามีใครมาเห็นเข้า… ท่านอ๋องจะเสียเกียรติเอาได้ ลำพังข้าเองไม่เสื่อมเสียอะไรนักเพราะเป็นแค่จิตรกรต่ำต้อย แต่หลงอ๋องนี่สิ” หญิงสาวปรามด้วยเสียงทุ้มต่ำ

ดูเหมือนจิ่งหลงจะไม่ใส่ใจในท่าทางโกรธเกรี้ยวของจี้อวิ๋นซูสักนิด เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าพึงพอใจ “เดิมทีข้าคิดว่าอาจารย์จี้เป็นคนเงียบขรึมและเย็นชา เหมือนต้นสนอันหนาวเหน็บ” ชายหนุ่มหยุดพูด ก่อนจะก้มหน้าลงไปใกล้จี้อวิ๋นซูมากขึ้นและคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “แต่ต้นสนก็ลุกเป็นไฟได้เหมือนกัน วิเศษดีจริงๆ!”

วิเศษอะไรกันเล่า!’ จี้อวิ๋นซูคิดในใจพลางจ้องมองไปที่หน้าคมสันเขม็ง จากนั้นหญิงสาวก็หอบหายใจถี่ออกมาเพื่อขับไล่อารมณ์คุกรุ่นที่อัดแน่นอยู่ภายในและคลายไหล่ที่เครียดเกร็งลง

“ตอนนี้ดึกมากแล้ว เราจะหาเบาะแสเพื่อช่วยคลี่คลายคดีคุณหนูโจวที่ยังตายตาไม่หลับ ไม่ควรเอาแต่โต้เถียง”

“ถูก! เรายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอยู่” เขาพยักหน้ารับอย่างขึงขัง

“ก่อนหน้านี้หลงอ๋องเสนอตัวจะช่วยข้า หากอยากช่วยก็ต้องอยู่ในห้องนี้ รอจนข้าลงไปข้างล่างแล้ว วานหลงอ๋องรีบหาที่ซ่อน เอาแบบที่คิดว่าข้าจะไม่เห็นน่ะ”

“นี่เจ้าจงใจโยนงานยากให้ข้างั้นเหรอ ตรงนี้ไม่มีที่ไหนให้ซ่อนหรอก” จิ่งหลงแย้ง ในใจนึกยินดีที่อีกฝ่ายดูเป็นกันเองกับเขามากขึ้น... แต่ว่า

เจ้านี่คงจะไม่ใช้โอกาสนี้ล้างแค้นข้าหรอกนะ’ ชายหนุ่มมองจี้อวิ๋นซูพลางคิดในใจ

แต่การโต้แย้งเป็นอันตกไป จี้อวิ๋นซูไม่ใส่ใจสักนิด หญิงสาวเดินลงไปด้านล่างและพูดข้ามไหล่โดยไม่เหลียวมามองคู่สนทนา “นั่นเป็นปัญหาของหลงอ๋อง ลองคิดหาวิธีการเองเถอะ” เสียงใสแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เมื่อเจ้าตัวเดินห่างออกไปจนถึงด้านล่าง

จี้อวิ๋นซูเดินไปด้านหลังสวนซึ่งห่างไกลจากห้องใต้หลังคาพอสมควร ณ จุดเดียวกับที่เฉียวซินอ้างว่ายืนอยู่ในวันเกิดเหตุ

นางหยุดยืนที่มุมหนึ่งและทอดสายตามองไปที่ห้องใต้หลังคา ตอนนี้มันว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของจิ่งหลงให้เห็น

หญิงสาวลองย้ายไปยืนที่อีกมุมหนึ่งของสวน แต่ผลที่ได้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ห้องใต้หลังคายังคงว่างเปล่าไร้วี่แววของท่านอ๋อง!

น่าพิศวงเสียจริง! ผู้ชายตัวโตคนนั้นแอบซ่อนอยู่ที่ไหนกันนะ?

ตัวก็ใหญ่... ซ่อนได้ง่ายถีงเพียงนั้นเชียวรึ?

ยังไม่ทันคิดอะไรได้ จิ่งหลงก็กระโดดลงมาจากห้องใต้หลังคาและมาหยุดยืนจังก้าอยู่ตรงหน้านาง

จี้อวิ๋นซูกะพริบตาปริบๆ มองชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยถามด้วยความงุนงง “เมื่อครู่หลงอ๋องไปซ่อนอยู่ตรงไหนกัน”

“ไหนว่าตัวเองฉลาด งั้นลองเดาเองสิ” จิ่งหลงไม่เฉลย

“เดาไม่ออก” จี้อวิ๋นซูตอบเรียบๆ

จิ่งหลงเลิกแกล้งและชี้นิ้วไปตรงหลังคา “ดูตรงนั้น หลังคาทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วแบบนั้นจะมีส่วนหนึ่งที่ยื่นออกมาและยังกว้างพอสำหรับหลบซ่อนตัว ถ้ามีใครแอบซ่อนอยู่ภายในนั้น ไม่ว่าคนข้างล่างจะมองจากมุมไหนก็ไม่มีทางเห็น”

หญิงสาวเข้าใจกระจ่างแจ้งทันทีเมื่อนึกได้ถึงความจริงข้อนี้

หลังคาทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่นิยมกันอย่างมากในสมัยโบราณ จี้อวิ๋นซูมองข้ามจุดนี้ไปจนกระทั่งจิ่งหลงมาย้ำเตือนความจำ

“หมายความว่าฆาตกรมีวรยุทธ์”

จิ๊กซอว์เริ่มเรียงต่อกันเป็นภาพแล้ว แม้แต่จี้อวิ๋นซูเองก็ยังนิ่งอึ้งในสมมุติฐานที่ตัวเองตั้ง

จิ่งหลงมองสีหน้านิ่งอึ้งของจี้อวิ๋นซูอย่างไม่เข้าใจ พลันเอ่ยถามออกมา “ทำไมเจ้าถึงดูตกใจนัก”

“เพราะว่า… ฆาตกรไม่ได้มีคนเดียวน่ะสิ” จี้อวิ๋นซูตอบเสียงแผ่ว

“เหตุใดจึงสรุปเช่นนั้น” ท่านอ๋องถามเสียงเครียด

จี้อวิ๋นซูนิ่งไปชั่วครู่อย่างครุ่นคิด ก่อนจะตอบออกมา “จากการตรวจสอบร่างกาย มีร่องรอยว่าใครคนหนึ่งหิ้วปีกคุณหนูโจวหลังจากที่นางเสียชีวิตแล้ว ซึ่งเห็นได้จากรอยบวมบริเวณหัวไหล่ที่ข้าได้บอกไป รูปร่างของรอยบวมบ่งบอกว่าคนที่ยกนางมีกำลังแขนค่อนข้างน้อย ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นคนละคนกับผู้ที่สามารถกระโดดขึ้นไปซ่อนตัวบนหลังคา เพราะถ้าหากซ่อนตัวในที่สูงได้คนผู้นั้นต้องมีวรยุทธ์ กำลังของเขาย่อมต้องห่างไกลจากคำว่าอ่อนแอ... นอกจากนั้นยังดูเหมือนว่าตอนที่คุณหนูโจวถูกแบกมาที่นี่ ผู้แบกไม่เหนื่อยสักนิดเดียว”

จิ่งหลงหรี่ตา เขากำลังตกอยู่ในห้วงคิดของตนอย่างสมบูรณ์

‘คดีนี้น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ!ชายหนุ่มคิด

จี้อวิ๋นซูเองก็กำลังครุ่นคิดถึงเรื่องทั้งหมดอยู่เช่นเดียวกัน แต่ผิดที่นางไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะน่าสนใจ ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับรู้สึกว่ามันยืดเยื้อจนเหมือนมีสายใยยาวๆ ที่มองไม่เห็นพันอยู่รอบด้าน ดูยุ่งเหยิงไม่รู้จักจบสิ้น นางรู้สึกอึดอัดและเบื่อหน่าย

ตอนนี้สิ่งที่จี้อวิ๋นซูสนใจมากที่สุดคือต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านห่างออกไปประมาณสองเมตร ลำต้นของมันทั้งใหญ่และกว้างราวสองถึงสามคนโอบ

จี้อวิ๋นซูก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ไม่นานนางก็เดินไปถึงเป้าหมาย

สายตาของหญิงสาวเลื่อนลงและสะดุดอยู่ที่บริเวณโคนต้นไม้ซึ่งเต็มไปด้วยรอยลึกเป็นทางยาว

เนื้อไม้ภายนอกถูกอะไรสักอย่างแซะออกไปทำให้เกิดริ้วรอยเป็นทางยาวขึ้นมา เผยให้เห็นแก่นกลางสีเหลืองของต้นไม้ใหญ่ แค่ปรายตามองผ่านๆ ก็เห็นได้ว่ารอยลึกนับไม่ถ้วนเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป บางรอยก็ดูเหมือนเกิดขึ้นมานานแล้วแต่บางจุดก็ดูสดใหม่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ พวกมันน่าจะเป็นบาดแผลที่เกิดจากการฟาดของแส้ซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลานานพอสมควร

เมื่อค้นพบร่องรอยเหล่านี้และครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ ปมปริศนาในใจของจี้อวิ๋นซูก็คลายออกเป็นเปลาะๆ  

ความจริงที่ได้รับรู้ทำเอาร่างของหญิงสาวสั่นสะท้าน

นางพยักหน้าและพูดพึมพำออกมาเบาๆ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

แม้นางจะพึมพำเบามากแต่ก็ไม่รอดพ้นหูของจิ่งหลงซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างจี้อวิ๋นซูและกวาดตามองตั้งแต่โคนจนถึงยอดไม้ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เข้าใจในคำพูดของอาจารย์จี้

“เจ้าพูดว่า ‘เป็นเช่นนี้’ คือเป็นเช่นไหน” ท่านอ๋องถามออกมาในที่สุด

จี้อวิ๋นซูชี้ไปที่รอยยาวมากมายบนผิวไม้ก่อนจะเอ่ยปากถาม “หลงอ๋องคิดว่ารอยพวกนี้เกิดจากอะไร”

จิ่งหลงหลับตาลงแล้วขมวดคิ้วใช้ความคิด ชั่วครู่เขาก็ปริปากตอบออกมา “เหมือนเป็นรอยที่เกิดจาก… แส้”

“ใช่! นี่เป็นรอยที่เกิดจากแส้แน่นอน ผู้หญิงคนนั้น... เวลาโกรธก็ชอบเอาแส้ฟาดต้นไม้ระบายอารมณ์เหมือนกัน”

เวลาที่จี้อวิ๋นซูพาดพิงถึง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ นางมักจะหมายถึงจี้มู่ชิง พี่สาวต่างมารดาของตน!

จิ่งหลงไม่มีเวลาจะมาซักว่าจี้อวิ๋นซูหมายถึงใครกันแน่ เพราะหญิงสาวยังคงเล่าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่พักหายใจ สีหน้าท่าทางดูตื่นเต้น “ดูเหมือนว่าคุณหนูโจวของเราจะไม่ได้เป็นแค่โรคย้ำคิดย้ำทำเท่านั้น แต่ยังเป็นคนเก็บกดอีกด้วย หรือบางทีความเก็บกดจนกลายเป็นอารมณ์หมกมุ่นของนาง จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นางควบคุมตัวเองไม่ได้”

“พูดอะไรของเจ้า ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด ช่วยอธิบายใหม่แบบช้าๆ ชัดๆ อีกรอบทีสิ” จิ่งหลงจับต้นชนปลายไม่ถูก

เวลาที่คนโบราณเหล่านี้ฉลาด พวกเขาก็เหมือนจรวดติดไฟ แต่บทที่จะหัวช้าขึ้นมาพวกเขาก็ไม่ต่างจากถ่านที่แบตหมด!

จี้อวิ๋นซูอธิบายช้าๆอย่างเหนื่อยหน่าย “ตอนเข้าไปในห้องนอนของคุณหนู หลงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติอะไรบ้างเลยรึ?”

“ก็คิดอยู่ว่ามันประหลาด ห้องนอนปกติที่ไหนจะเต็มไปด้วยข้าวของสีแดงสลับฟ้าจัดเป็นหมวดหมู่เสียขนาดนั้น”

สีแดงสลับฟ้าอะไรกัน? คำอธิบายของโรคนี้เรียกว่าอาการย้ำคิดย้ำทำจ้า…’

จี้อวิ๋นซูเครียดแต่ก็ยังอดทนอธิบายต่อ “ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนอนของนางถูกจัดแบ่งออกเป็นสี ตอนแรกที่เห็นมันก็ดูไม่แปลกอะไรมากนัก เหมือนกับเจ้าของห้องเป็นคนระเบียบจัดเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วปัญหามากมายซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิว ไม่เพียงแค่เครื่องเรือนทุกชิ้นจะถูกจัดระเบียบตามสีเท่านั้น บรรดาเครื่องประทินโฉมทั้งหลายยังไม่มีการใช้ซ้ำสองอีก นี่ไม่ใช่นิสัยรักระเบียบธรรมดาๆ แล้วแต่มันคืออาการป่วยทางจิต ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยมันจัดว่าเป็น ‘โรคกลัวเชื้อโรค’ แต่ถ้าหนักอย่างนี้ล่ะก็มันจัดว่าเป็น ‘โรคย้ำคิดย้ำทำ’ หรือ ‘โอซีดี(OCD)*”

“นอกจากนั้นข้าก็ยังพบแส้เส้นหนึ่งแขวนอยู่บนผนัง ตอนดึงมันลงมาสาวใช้ที่ชื่อว่าเฉียวซินมีท่าทางตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด เรื่องไม่จบเพียงแค่นั้น ตอนที่ข้าปัดไปโดนข้อมือของนางเพียงเบาๆ เฉียวซินกลับแสดงออกว่าเจ็บปวดอย่างมาก ตอนที่แขวนแส้นั้นกลับคืนยังผนัง ข้าก็เลยแสร้งทำเป็นเสียการทรงตัวและใช้จังหวะที่นางเข้ามาช่วยประคอง ถลกชายเสื้อเพื่อตรวจสอบว่ามีรอยแส้ที่ข้อมืออย่างที่คิดไว้หรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีสักรอย ดูเหมือนแส้ของคุณหนูโจวจะใช้กับต้นไม้เท่านั้นไม่ได้เผื่อแผ่มาถึงบรรดาบ่าวรับใช้”

“สำหรับผู้ที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำ การใช้แส้ฟาดต้นไม้เพื่อระบายอารมณ์บ่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเก็บกด เก็บกด อาการอย่างนี้ถ้าน้อยจะแค่ส่งผลถึงตัวบุคคลที่เป็นเท่านั้น แต่หากมาก… มันสามารถกระตุ้นให้พวกเขาเครียดจัดถึงขั้นลงมือฆ่าคนตายก็ยังได้!” นางอธิบายต่อ

สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา เสริมให้คำพูดประโยคนั้นของหญิงสาวยิ่งดูทรงพลังและกึกก้องขึ้นอย่างน่าประหลาด

ถึงแม้จิ่งหลงจะไม่เข้าใจคำศัพท์เฉพาะพิลึกพิลั่นที่จี้อวิ๋นซูกล่าว แต่เขาก็เข้าใจความหมายโดยรวมเป็นอย่างดี

แต่ว่า…

“อาจารย์จี้... เจ้ายกชายเสื้อของสาวใช้คนนั้นจริงๆรึ? ชายหญิงไม่ควรจะแตะเนื้อต้องตัวกัน ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะไม่รู้ตรรกะพื้นฐานนี้” ท่านอ๋องว่า

เฮ้ย! เรียกสติหน่อย ท่านกำลังเบี่ยงเบนประเด็นนะ!’

“หลงอ๋องล้อข้าเล่นแล้ว” จี้อวิ๋นซูกัดฟันตอบ

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” อีกฝ่ายโต้

จี้อวิ๋นซูยกมือขึ้นก่ายหน้าผากและส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะพูด “ข้าคิดว่าจะไปสำรวจห้องนอนคุณหนูโจวอีกหนหนึ่ง บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ข้ายืนยันว่ามีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับข้อมือของเด็กสาวคนนั้น มันอาจจะไม่ใช่แส้ก็จริงแต่นางต้องโดนอะไรมาแน่นอน”

หญิงสาวพูดทิ้งท้ายและหันหลังกลับไปอีกทาง แต่จิ่งหลงคว้ามือนางเอาไว้ก่อนและถาม “ไม่ใช่ว่าเราควรหาตัวตนของฆาตกรก่อนเหรอ ไปดูของพวกนั้นจะได้อะไรขึ้นมา?”

“ถ้ารู้แรงจูงใจของฆาตกร เราก็จะรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเหยื่อและได้ลักษณะของผู้ร้ายออกมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะสาวไปถึงตัวฆาตกรได้ไม่ยาก ทำอย่างนี้นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาแล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแม่นยำกว่า”

“ไปเดินเล่นห้องนอนสตรี รึนี่จะเป็นความตั้งใจดั้งเดิมของเจ้า?” จิ่งหลงยียวน

“เอาอย่างนี้ หลงอ๋องอยากพักผ่อนหรือจะตามไปที่ห้องคุณหนูโจวกับข้า” จี้อวิ๋นซูถาม

ใบหน้าคมสันคลี่ยิ้มก่อนจะตอบ “ไปกับเจ้า”

เมื่อครู่หลังจากที่จี้อวิ๋นซูหลุดปากถามออกไปแล้ว หญิงสาวก็รู้สึกโกรธตัวเองและเสียใจขึ้นมาครามครัน ทำไมนางถึงลืมตัวตลอดเลยนะ!

จี้อวิ๋นซูสะบัดมือของชายหนุ่มออก เมื่อหลุดออกจากพันธนาการแล้ว นางก็มุ่งตรงไปที่ลานบ้านส่วนที่ห้องของคุณหนูโจวตั้งอยู่ทันทีโดยไม่รีรอให้เสียเวลาอีก

------------------

*โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive–compulsive disorder หรือ OCD) คือความผิดปกติทางจิตซึ่งทำให้ผู้ป่วยต้องตรวจสอบสิ่งรอบตัวซ้ำ ๆ, มีความคิดผุดขึ้นมา, หรือมีความรู้สึกอยากทำในสิ่งที่ทำไปแล้วซ้ำไปซ้ำมา ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมและความคิดของตนเองได้ พฤติกรรมซึ่งพบเห็นได้บ่อย อาทิ การล้างมือ, การนับสิ่งของ, การตรวจสอบว่าประตูล็อกแล้วหรือยัง บางรายรู้สึกยากลำบากในการทิ้งสิ่งของ โดยพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย