ผู้ตรวจการแคว้นดูตื่นตระหนกเหมือนถูกขู่คุกคามอะไรมา จี้อวิ๋นซูประคองกอดกล่องไม้จันทน์แน่นขึ้น มองเขาอย่างงุนงง
“คุณหนูโจวกำลังจะถูกฝังในอีกสี่ชั่วโมงข้างหน้านะใต้เท้า ถ้าเราพลาดโอกาสครั้งนี้ ทางเดียวที่สืบเรื่องนี้ได้คือขุดดินแล้วเอาโลงศพขึ้นมา ถ้าช้าไปกว่านี้เรื่องจะยืดเยื้ออย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นและจะยากขึ้นอีกมาก ข้าแน่ใจว่าใต้เท้าเข้าใจเหตุผลนี้ดี”
ผู้ตรวจการแคว้นถูมือทั้งสองข้างไปมาและส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ คิ้วของเขาขมวดมุ่นด้วยความวิตก “แน่นอนว่าข้าเข้าใจแต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?”
“มีคนรอเจ้าอยู่ที่สำนักผู้ตรวจการน่ะสิ เอาอย่างนี้ไหม เราไปแวะที่นั่นก่อนแล้วค่อยไปบ้านตระกูลโจว รับรองว่าเราไปถึงงานศพก่อนที่นางจะถูกฝังแน่นอน”
ผู้ตรวจการแคว้นจ้องหน้าหญิงสาวอย่างขอความเห็น หัวใจของเขากำลังกรีดร้องด้วยความคาดหวัง
จี้อวิ๋นซูเลิกคิ้วถาม “ที่สำนักผู้ตรวจการมีอีกศพที่ข้าต้องไปวาดรูปเหรอ”
“ไม่ ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น มีคนมาตามหาเจ้า เอ่อ... เป็นนายท่านคนที่อยู่กับบิดาเจ้าในที่เกิดเหตุแถวชานเมืองฝั่งตะวันออกเมื่อวานน่ะ เขามาตามหาเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่เลย”
“งั้นเหรอ? ชันสูตรศพนักดาบห้าคนเสร็จแล้วหรือนี่” จี้อวิ๋นซูแปลกใจ
“ชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันการ! อวิ๋นซูคนดีตามข้าไปที่สำนักผู้ตรวจการเดี๋ยวนี้เถอะ เรื่องคุณหนูโจวน่ะรอได้”
หลิวชิงผิงไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวเถียงสักคำ ผู้ตรวจการแคว้นลากนางออกเดินทางไปอย่างรวดเร็วและดึงดันราวกับถูกไฟลนก้น พวกเขาไปถึงในเวลาเดียวกับที่จิ่งหลงกำลังจิบชาหมดถ้วยพอดี เขา
จิ่งหลงเงยหน้าขึ้นมา เห็นจี้อวิ๋นซูและหลิวชิงผิงกำลังหยุดยืนหอบหายใจอยู่ตรงหน้า
น่าแปลกที่จี้อวิ๋นซูซึ่งถูกลากมาด้วยไม่หอบหายใจสักนิด แม้แต่หัวใจก็ไม่ได้เต้นรัวเร็วเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งระยะไกล มา จิตรกรสาวยืนนิ่งและมองตรงไปทางจิ่งหลงที่นั่งทอดกายอย่างสบาย ๆ บนเก้าอี้ไม้
เมื่อคืนนี้... ความมืดมิดของยามค่ำคืนทำให้นางเห็นชายหนุ่มตรงหน้าได้ไม่ถนัดนัก พอมาอยู่ในที่สว่างแจ้งเช่นนี้ จี้อวิ๋นซูจึงเห็นรูปลักษณ์ของเขาชัดเจนทุกรายละเอียด คิ้วหนาเหยียดยาวเป็นเส้นตรงเหมือนดาบประดับอยู่บนใบหน้าคมสัน ส่งผลให้เขาดูห้าวหาญ ไล่ลงมาคือดวงตาเป็นประกายวาววับชุ่มฉ่ำและทรงเสน่ห์จนยากจะถอนสายตา มันล้อมกรอบไปด้วยแพขนตายาวงอน ทอประกายรั้น ความหยิ่งทระนงและเยือกเย็นระบายอยู่ในสีหน้าและอากัปกิริยาทุกท่วงท่า เมื่อหันมาสบตากับจี้อวิ๋นซู นัยน์ตาคมของเขาก็เป็นประกายวาววับ สื่อให้เห็นชัดถึงความสนใจใคร่รู้
สายตาสองคู่สบกัน จิ่งหลงเพ่งพิจารณาจิตรกรสาว ในขณะที่นางเองก็กำลังกวาดตามองเขาทั่วตัวเช่นกัน
ภาพแรกที่เข้ามากระทบสายตาชายหนุ่มคือดวงหน้าขาวละมุนและอมชมพูเล็กน้อยของจี้อวิ๋นซู อาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเพิ่งวิ่งมา เลือดจึงสูบฉีดเต็มพวงแก้ม หรือไม่ก็เป็นด้วยอิทธิพลของสายลมพัดจนประกายแดดหักเหแสง ชายหนุ่มรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเป็นประกายสดใส ดังนั้น… เมื่อจ้องมองไปที่บัณฑิตหนุ่มน้อย เขาจึงไม่รู้สึกขัดหูขัดตาทั้งยังชวนให้เอ็นดูอย่างน่าประหลาด
ผู้ตรวจการแคว้นรีบโค้งคำนับ “หลงอ๋อง กระหม่อมตามตัวจิตรกรที่ท่านต้องการพบมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
‘หลงอ๋องงั้นเหรอ?’ จี้อวิ๋นซูทวนคำนั้นในใจอย่างเหม่อลอย มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ปีศาจร้ายอย่างบิดาของนางจะยอมก้มหัวให้ ถ้าไม่ใช่มารดาของตัวเอง ก็ต้องเป็นบุคคลสำคัญ!
จิ่งหลงมองตอบอย่างเย็นชา ก่อนจะสะบัดมือเป็นสัญญาณบอกให้ผู้ตรวจการแคว้นหลบไป จากนั้นท่านอ๋องก็หันไปเผชิญหน้ากับจี้อวิ๋นซูและเอ่ยถาม
“อาจารย์จี้... วันนี้ทานข้าวมาอิ่มหนำสำราญดีไหม?”
“อิ่มมากพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วเมื่อคืนนอนหลับสบายดีอยู่หรือ?”
“เมื่อคืนกระหม่อมแทบไม่ได้หลับเลย”
“ทำไมล่ะ?” จิ่งหลงสงสัย
ก็เพราะว่านางต้องนั่งคุกเข่าอยู่ทั้งคืนตามคำสั่งของบิดาเลยไม่ได้นอนอย่างไรล่ะ แต่จะตอบไปตรงๆได้อย่างไร จี้อวิ๋นซูขมวดคิ้วและเลี่ยงไม่ตอบคำถามแต่กลับเป็นฝ่ายถามแทน “ข่าวว่า หลงอ๋องปกติใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวังริมทะเลใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?” คำถามแฝงนัยว่าเขาใช้ชีวิตหรูหราเช่นนั้น ถึงได้ว่างมากเสียจนมีเวลามาสนใจเรื่องกินอยู่หลับนอนของคนอื่น หรืออีกเจตนาหนึ่งคือต้องการจะเตือนกลับไปว่า ‘สนใจแต่เรื่องของตัวเองจะดีกว่านะ!’
โชคดีที่จิ่งหลงไม่ใส่ใจความนัยของคำถาม ชายหนุ่มจึงตอบนางอย่างจริงจังแทน “ข้าอาศัยอยู่ในตำหนักหลงที่เมืองหลวงมาตั้งแต่เกิด... ไม่ได้อยู่ติดทะเล อาจารย์จี้สับสนเพราะนอนไม่พอหรือเปล่า”
‘ท่านนั่นแหละที่สับสน! คนเขาว่า ทำเป็นไม่เข้าใจ!’ หญิงสาวแอบคิดในใจ
จี้อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมอง “ท่านอ๋องรับสั่งให้กระหม่อมมาพบเช่นนี้ มั่นใจว่าคงไม่ได้ต้องการไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเพียงอย่างเดียว”
“แน่นอนว่าไม่ใช่” จิ่งหลงตอบด้วยสีหน้าจริงจังและเข้าเรื่องทันที “หวู่โจ้ตรวจสอบการตายของชายทั้งห้าเรียบร้อยแล้ว สรุปว่าพวกเขาตายเพราะโดนพิษอย่างที่เจ้าบอกไม่มีผิด”
จี้อวิ๋นซูดูไม่ประหลาดใจสักนิด หญิงสาวถามต่อ “แล้ว?…”
“ข้าต้องขอรบกวนให้อาจารย์ไปที่ศาลารำลึกด้วยกัน ช่วยตรวจสอบบางอย่างให้สักหน่อย เพื่อดูว่ามีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่”
“ทั้งห้าร่างถูกชำแหละหรือยัง”
“เรียบร้อยจนเห็นลำไส้ทุกขด!”
“แล้วกระดูกล่ะเห็นชัดไหม” จี้อวิ๋นซูถาม
“ชัดเจนมาก นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมข้าถึงถามว่าเจ้าทานอะไรมาหรือยัง เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเห็นศพของพวกเขา”
ปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์งั้นรึ?
เขาคงกลัวว่านางจะอาเจียนออกมาเมื่อเห็นภาพไม่น่าดูงั้นสินะ?
จี้อวิ๋นซูลอบยิ้มอย่างขบขัน นางเคยเห็นความน่าสยดสยองทุกรูปแบบในโลกนี้มาแล้ว
อย่าว่าแต่ศพที่ถูกชำแหละจนโชกไปด้วยเลือดเลย ร่างขึ้นอืดจนหนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด นางก็เคยสัมผัสมาแล้ว
หญิงสาวกำลังชั่งใจว่าจะจัดการคดีไหนเป็นอันดับแรก... ระหว่างคดีของคุณหนูตระกูลโจวกับคดีห้าศพของท่านอ๋องจิ่งหลง แล้วการตัดสินใจของนางจะส่งผลให้ผู้ตรวจการแคว้นต้องลำบากใจไปด้วยหรือไม่?
จิ่งหลงเห็นท่าทางลังเลของจี้อวิ๋นซูจึงเดาออกมา “มีอีกคดีงั้นเหรอ”
ผู้ตรวจการแคว้นสบจังหวะ รีบตอบทันที “สองวันก่อนมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ ผู้ตายคือหญิงสาวจากตระกูลสูง ครอบครัวผู้ตายต้องการฝังนางโดยเร็วที่สุด ถ้าเราไม่ตรวจสอบสาเหตุการตายของนางเสียแต่ตอนนี้ กระหม่อมเกรงว่าคงจะสายเกินไป”
สีหน้าของจิ่งหลงดูสุขุม เขาเงียบไปชั่วครู่ ครุ่นคิดก่อนจะหันไปพูดกับจี้อวิ๋นซูว่า “เรื่องของข้าไม่รีบมาก เอาเป็นว่าจัดการคดีที่ตึงมือให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาช่วยข้า เจ้าจะได้ไม่ต้องวอกแวก”
‘อืม! ท่านอ๋องผู้นี้เป็นคนใช้ได้ทีเดียว!’
จี้อวิ๋นซูไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งในความใจกว้างของชายหนุ่มมากนัก ในโลกเดิมของนาง การทำงานมันควรจะ ‘ตามคิว’ อยู่แล้ว มาก่อนต้องได้ก่อน อีกอย่าง... คุณสมบัติพื้นฐานที่คนระดับอ๋องควรมีก็คือความใจกว้างต่อพสกนิกร
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมขอลา” จี้อวิ๋นซูโค้งคำนับ
“ลาอะไร... ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” จิ่งหลงกล่าวพลางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
จี้อวิ๋นซูยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม “ท่านอ๋องเป็นถึงราชนิกูลผู้สูงส่ง เรือนร่างมีค่าดั่งทองคำ ตอนนี้ตระกูลโจวกำลังจัดงานศพอยู่ ท่านไม่ควรลดตัวข้องแวะให้แปดเปื้อน”
“สถานะสูงส่งและร่างกายมีค่าดั่งทองคำที่เจ้าว่า” จิ่งหลงพูดพลางหรี่ตา “เป็นสิ่งที่สัมผัสและมองเห็นได้รึ?”
เมื่อได้ยินคำถามยียวนกวนอารมณ์นั้นจี้อวิ๋นซูก็ห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ทัน เผลอจ้องชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ไปด้วยสายตาว่างเปล่า “กระหม่อมเพียงแค่กังวลเท่านั้น…”
จิ่งหลงขัดขึ้นมาก่อนที่หญิงสาวจะทันพูดจบประโยคด้วยซ้ำ “ไม่มีอะไรต้องกังวล ตอนนี้ข้าว่าง สัญญาว่าถ้าให้ไปด้วย ข้าจะไม่ทำตัวยุ่งยากและรบกวนการทำงานของเจ้า”
จี้อวิ๋นซูหน่ายที่จะโต้เถียงเรื่องนี้ จึงตอบตกลง ถึงอย่างไรเขาคนนี้เป็นถึงอ๋อง ส่วนนางในโลกอดีตนี้ มีอาชีพเป็นแค่ช่างวาดเขียนตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น ด้วยฐานะทางสังคมที่มี นางไม่มีสิทธิ์จะโต้แย้งอะไรหรอกนอกจากทำตามคำสั่ง
ผู้ตรวจการแคว้นรวบรวมผู้ช่วยหยาเหมิ่นและเดินแถวไปยังจวนตระกูลโจวตามที่ตกลง
ตลอดการเดินทางไปจวนตระกูลโจว จี้อวิ๋นซูเดินนำอยู่ด้านหน้า ส่วนจิ่งหลงเดินรั้งอยู่ท้ายขบวน
ชายหนุ่มชะเง้อมองเงาร่างที่เดินอยู่ข้างหน้า บัณฑิตหนุ่มน้อยผู้นี้มีร่างบางและอ้อนแอ้นไม่ต่างกับสตรีเพศ ก้าวเดินของเขาคล่องแคล่วและพลิ้วไหวราวกับเป็นฝุ่นผงที่ถูกสายลมพัด การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าเป็นจังหวะจะโคนอย่างไร้ที่ติและสง่างาม ช่างเข้ากันได้ดีกับดวงตาไร้อารมณ์ที่ฉายแววฉลาดหลักแหลมออกมาอย่างชัดเจนคู่นั้น
จากรูปลักษณ์โดยรวม ย่อมไม่มีใครคาดเดาได้แน่นอนว่าเขาผู้นี้จะสามารถรับมือกับร่างสยดสยองของผู้เสียชีวิตได้อย่างไม่หวั่นเกรง!
จิ่งหลงรู้สึกผ่อนคลาย มุมปากคลี่ออกมาเป็นรอยยิ้มชื่นชม ชายหนุ่มคิดในใจว่าตัวเองเจอเพชรน้ำเอกเข้าเสียแล้ว
ไม่นานนักพวกเขาก็เดินขบวนมาถึงประตูทางเข้าของจวนตระกูลโจว เสียงร้องไห้และกลิ่นอายแห่งความโศกเศร้าดังระงมออกมาต้อนรับทันที
ตอนนั้น... โลงศพซึ่งบรรจุร่างของคุณหนูตระกูลโจวกำลังถูกขนย้ายมาจนถึงบริเวณนี้พอดิบพอดี
ผู้ตรวจการแคว้นสั่งให้พวกเขาหยุด ชายหนุ่มสาวเท้าเดินเข้าไปหาขุนนางโจวและกล่าวว่า “ใต้เท้าโจว เกรงว่าพิธีฝังศพคงต้องเลื่อนไปก่อน”
ขุนนางมีสีหน้าบูดบึ้งอย่างไม่พอใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“หมายความว่า…”
ผู้ตรวจการแคว้นยังไม่ทันพูดจบ โจวฮูหยินก็ถลาเข้ามาตบหน้าชายหนุ่มก่อนจะกรีดร้องเสียงแหลม “ลูกสาวเราตายอย่างน่าอดสู แล้วนี่เจ้ายังใจจืดใจดำมาขวางไม่ให้ฝังศพอีกเหรอ เจ้ามีปัญหาอะไร? ลูกสาวที่น่าสงสารของแม่ แม่ทำให้เจ้าผิดหวังนัก! ฮือๆๆ!”
“โจวฮูหยิน ไม่ใช่อย่างนั้น…” โอย... อยู่ๆก็โดนตบหน้า
“งั้นก็รีบหลบไปซะ ลูกสาวของเราต้องทนทุกข์ทรมานมาตลอดตอนที่นางยังมีชีวิต พอตายยังต้องเจอเรื่องหมิ่นเกียรติแบบนี้อีกเหรอ” โจวฮูหยินร้องไห้คร่ำครวญปริ่มจะขาดใจ แต่คราวนี้นางไม่ได้เป็นลม
โจวฮูหยินผู้กำลังระทมทุกข์เป็นปัญหาใหญ่ของผู้ตรวจการ อีกทั้งข้อโต้แย้งของนางก็ฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย!
ผู้ตรวจการแคว้นยืนเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ได้แต่จ้องมองไปข้างหน้า ตอนนี้เขาลืมไปแล้วว่าจุดประสงค์ที่มาที่นี่คืออะไร
จี้อวิ๋นซูมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็สั่นศีรษะช้าๆ หญิงสาวก้าวเดินไปข้างหน้าและเอื้อมมือไปพยุงร่างนายหญิงตระกูลโจวเอาไว้ “คุณหนูโจวเกิดมาอาภัพ ถูกคร่าชีวิตไปตั้งแต่อายุยังน้อย ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่นางเป็นคนรักสวยรักงาม แต่กลับตายอย่างอเนจอนาถ แม้แต่ใบหน้าจำแทบไม่ได้ ต้องโกรธเกลียดและคับแค้นใจขนาดไหนนะ ถึงทำร้ายกันได้ขนาดนี้”
น้ำเสียงของจี้อวิ๋นซูไม่ได้แข็งกร้าวหรือว่าอ่อนโยนจนเกินไปนัก แต่ใจความนัยที่ซ่อนอยู่นั้นสะกิดเข้ากลางใจของโจวฮูหยินอย่างแรง
นางหันขวับมาทาง ‘อาจารย์จี้’ และคว้าข้อมืออีกฝ่ายเอาไว้ทันที ดวงตาคู่นั้นสั่นระริก เต็มด้วยความตกใจถึงขีดสุด
“ท่านพูดอะไรออกมา หมายความว่าอย่างไรที่ว่าโกรธเกลียดแล้วก็คับแค้นใจ ที่ว่าถูกทำร้ายอีก? ลูกสาวข้าถูกฆาตกรรมไม่ใช่อุบัติเหตุงั้นเหรอ?”
“ข้าจะไขข้อข้องใจให้ฮูหยินเอง แต่ได้โปรดสั่งการให้คนรับใช้ยกโลงศพกลับเข้าไปข้างในก่อนเถอะ เจรจากันหน้าประตูอย่างนี้เห็นทีจะไม่เหมาะ”
โจวฮูหยินนิ่งงันไปชั่วครู่เหมือนกำลังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในที่สุดก็พยักหน้าและสั่งให้บรรดาคนรับใช้ยกโลงศพกลับไปข้างใน
ขุนนางโจวซึ่งยืนอยู่ทางด้านข้าง ถามหลิวชิงผิง “ตกลงเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่”
“ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน แต่เงื่อนงำกำลังจะถูกคลี่คลายแล้ว”
‘เงื่อนงำงั้นเหรอ?’ ประมุขตระกูลโจวคิดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาปัดชายเสื้อยาวพะรุงพะรังและเดินตามกลับเข้าไปในบริเวณจวน
ผู้ตรวจการแคว้นกำลังจะก้าวตามแต่ก็โดนจี้อวิ๋นซูดึงเอาไว้ หญิงสาวกระซิบ “ใต้เท้าควรจะรอให้พวกเขาขนโลงศพออกมาพ้นประตูเสียก่อน การไปขวางทางพวกเขาที่ประตูทางออกเป็นเรื่องอัปมงคล”
“ถะ… ถูกต้อง มันไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องด้วยประการทั้งปวง”
เมื่อตระหนักถึงความผิดพลาดตามหญิงสาวว่า หลิวชิงผิงก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก มีความเชื่อกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าหากมีอะไรมาขวางขบวนศพตรงประตูบ้านถือเป็นลางร้าย ถือเป็นการเปิดประตูต้อนรับหายนะให้เข้ามาตลอดทั้งปีอย่างไม่รู้จบ! เขานี่ไร้หัวคิดจริงๆ
จี้อวิ๋นซูเงียบทันทีที่ก้าวขาเข้าไปภายในบริเวณบ้าน บรรยากาศเย็นยะเยือกลงอย่างน่าประหลาด หญิงสาวไม่อยากเสียเวลาแม้เพียงขณะเดียว เริ่มลงมือทำงานทันที
จิ่งหลงซึ่งยืนอยู่ทางท้ายแถวลอบมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้นระคนครึ้มอกครึ้มใจ พลางบ่นพึมพำเสียงใส “เริ่มน่าสนใจแล้วสิ”
โลงศพของคุณหนูผู้น่าสงสารถูกยกไปวางไว้กลางห้องบริเวณด้านหลังของลานบ้านอีกครั้ง ทุกคนกระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วห้องและมองจี้อวิ๋นซูอย่างสนอกสนใจ
“เปิดโลง” จี้อวิ๋นซูสั่ง
เหล่าคนรับใช้หันมาสบตากัน ก่อนจะเหลียวไปมองขุนนางโจวเป็นตาเดียวเพื่อขอความเห็น
ประมุขของบ้านกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกมา “อาจารย์จี้ ถ้าหนิงเอ๋อถูกฆาตกรรมจริงอย่างที่ว่า ทำไมท่านถึงไม่พูดอะไรเลยเมื่อวาน”
“เมื่อวานข้าเหนื่อยเล็กน้อยน่ะ เลยไม่คิดจะสืบสวนอะไร” นางตอบปัดไปอย่างนั้น เพราะขี้เกียจอธิบายมาก
‘ช่างเป็นคนที่อุทิศตนให้กับงานมาก!’ เจ้าบ้านค่อนขอดในใจแต่ไม่ได้หลุดปากพูดออกมา ขุนนางโจวพยักหน้าน้อยๆ สั่งคนรับใช้เป็นเชิงว่าให้ทำตามที่หญิงสาวต้องการ
ฝาโลงศพจึงค่อยๆ แง้มเปิดออกตามคำสั่ง
กลิ่นสาปสางแพร่ออกมารุนแรง ซากศพที่เน่าเปื่อยผสานกับกลิ่นไม้ผุพังโชยออกมาปะทะโสตประสาท ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบคลื่นเหียนเวียนไส้ขึ้นมาฉับพลัน
นี่แหละ... กำลังได้ที่เลย นางรอเวลานี้แหละ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการบีบจมูกและขมวดคิ้ว จี้อวิ๋นซูก็ดึงผงน้ำผึ้งตั๊กแตนออกมาและโรยไปรอบๆ โลงศพอย่างไม่รีบร้อน พลางสังเกตร่างไร้ชีวิตที่นอนทอดกายอยู่ภายในโลงไม้
ตอนนี้ศพของคุณหนูตระกูลโจวดูน่าสะพรึงกว่าเมื่อวาน เนื้อสีแดงก่ำบนใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อน ลูกตาที่เคยห้อยกะร่องกะแร่งตกลงมา ตอนนี้ติดแน่นอยู่กับเรือนผมโดยมีเลือดและน้ำหนองทำหน้าที่เป็นกาวชั้นดี
ความชื้นในอากาศของเดือนหนึ่ง ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวบ่วมอืดจนแทบจะระเบิด กระดูกและเนื้อปะปนกันจนยากที่จะแยกออก เส้นเลือดขดตัวจนเห็นเป็นสีเข้มกว่าเมื่อวาน แผ่เส้นสายแตกระแหงไปทั่วร่าง
ครู่หนึ่งจี้อวิ๋นซูก็สอดมือไปในโลงศพและฉีกชุดสีชมพูซึ่งห่อหุ้มร่างออกเล็กน้อย เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวซีด
ทุกคนในที่นั้นตระหนกตกใจในการกระทำอันอุกอาจของอาจารย์จี้
คนรับใช้ชายทั้งหลายก้มหน้าลงมองพื้น
“ท่านจะทำอะไรน่ะ” ขุนนางโจวตกใจจนใบหน้าแทบจะกลายเป็นสีเขียว
จี้อวิ๋นซูแตะไปที่ไหล่ของศพ ก่อนจะพยักหน้าอย่างพอใจ “นับว่าโชคดี…”
‘โชคดีอย่างนั้นเหรอ? คนตายไปแล้ว จะโชคดีได้อย่างไร?!’