ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

นางร้ายฝึกหัด 炮灰女配

ผู้แต่ง 潇潇夜雨
ผู้แปล c.louchet
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เมื่อฉันโดนเหวี่ยงเข้าไปในหนังสือนิยายที่กำลังอ่าน เป็นใครไม่เป็น ดั๊นไปสวมร่างนางร้ายตัวประกอบที่กำลังจะได้รับบทโหด... โดนโบยจนตาย! ไอ้หยา... งานนี้ชีวิตไม่โสภาซะแล้ว หากอยากรอดคงต้องดับเครื่องชนนางเอกเท่านั้นแหละ!

บทนำ

炮灰女配

Author: 潇潇夜雨

Translator: อิสรีย์

Chinese edition copyright by IREADER

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

 

เมื่อฉันโดนเหวี่ยงเข้าไปในหนังสือนิยายที่กำลังอ่าน เป็นใครไม่เป็น ดั๊นไปสวมร่างนางร้ายตัวประกอบที่กำลังจะได้รับบทโหด... โดนโบยจนตาย! ไอ้หยา... งานนี้ชีวิตไม่โสภาซะแล้ว หากอยากรอดคงต้องดับเครื่องชนนางเอกเท่านั้นแหละ!

1. ใครอยากอ่านสด อ่านเร็วก่อนใครสามารถตามรายตอนได้เลยค่ะ 

2. เล่มนี้มีอีบุ๊คค่ะ

3. ยังไม่ได้มีแพลนทำหนังสือนะคะ ถ้าทำเมื่อไหร่จะมาแจ้งหน้าเพจค่ะ

 

สารบัญ

ซวยสุดๆ

หลังจากที่เรียนจบ หลิวหยางหยางทำงานเป็นนักจัดสวนประจำสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

เธอใช้เวลาสามปีกับการไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้า และยังคงตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง

ตอนนี้เธออายุยี่สิบหกแล้ว จึงถูกดึงเข้าร่วมกลุ่ม ‘สาวโสดใกล้ขึ้นคาน’ ไปโดยปริยาย แน่นอนว่าครอบครัวของเธอเริ่มกังวลกับเรื่องนี้ พวกเขาพยายามนัดดูตัวให้เธออยู่บ่อยๆ และมีบ้างที่เธอยอมไป หยางหยางมีแผนจะไปเจอกับคู่เดตคนหนึ่งหลังเลิกงาน เมื่อคิดถึงเรื่องนัดแล้วเธอก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

หลังจากเสร็จมื้อเที่ยง เธอก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการจิบชาและอ่านนิยายออนไลน์เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่อ่านมาได้สามวันแล้ว ชื่อเรื่อง ‘พระชายาผู้หลีกลี้’

ในโลกแห่งจินตนาการ นางเอกมักจะเจอกับเรื่องราวลึกลับในชีวิตอยู่ตลอด เรื่องนี้มีเนื้อหาและเค้าโครงเหมือนนิยายรักโรแมนติกทั่วไป แต่น่าสนใจตรงที่นักเขียนดำเนินเรื่องฉับไว เขียนได้น่าติดตาม ทำให้คนอ่านรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเนื้อหา จะว่าไปแล้วในตอนนี้เนื้อเรื่องก็ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน พระเอกกำลังจะลงเอยกับคู่หมั้นที่เขารัก และนางได้ยื่นคำขาดว่า นางไม่สนใจที่จะอยู่ในจวนที่เต็มไปด้วยอนุของเขา นางไม่เต็มใจแบ่งสามีกับคนอื่น!

อ้าว แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?

อีตาพระเอกก็ต้องแห่เทบรรดาอนุน่ะสิ

เรื่องนี้ทำให้อนุทั้งหลายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนอย่างหรูหราพากันตกใจ บางคนถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย สุดท้ายแล้วพวกนางก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในจวนต่อ แต่เรื่องนี้ก็ทำให้พวกนางบางคนจงเกลียดจงชังนางเอกเป็นอย่างมาก การรวมหัวต่อต้านนางเอกจึงเริ่มขึ้น

เหล่าอนุพยายามเล่นงานนางเอก ซึ่งดราม่าแบบนี้ก็มีให้เห็นในนิยายทั่วไป และแน่นอนนางเอกก็ยังคงแบบฉบับใสซื่อไร้เดียงสา เป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ต้องปกป้องตัวเองในขณะที่ผัวไปออกรบ และวันนี้ก็มีฉากสำคัญฉากหนึ่ง หนึ่งในตัวประกอบหญิงที่เล่นเป็นอนุที่ไม่เคยแม้แต่จะจับมือหรือเจอหน้าพระเอก ถูกจับได้ว่าวางแผนใส่ร้ายนางเอกอยู่ พระเอกจึงสั่งให้บ่าวในบ้านเอานางไปโบยจนตายเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

เฮ้อ... ฉากนี้โหดสุดๆ แต่ก็เป็นจุดพีคของนิยายเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

หลิวหยางหยางอินกับฉากนี้จนเหม่อลอย เธอยื่นมือที่สั่นระริกไปคว้าแก้วน้ำมาดื่มแก้คอแห้ง แต่มือกลับไปโดนต้นกระบองเพชรที่อยู่บนโต๊ะแทน

เธอโดนหนามแหลมตำจนได้เลือด!

หลิวหยางหยางขมวดคิ้ว พยายามดึงหนามออก

หยดเลือดหยดลงจากนิ้วของเธอช้าๆ ยังกะภาพสโลว์โมชัน เธอเห็นมันค่อยๆ รวมตัวเป็นหยดกลมๆ ก่อนที่จะร่วงลงกระทบผิวโต๊ะซะอีก

เฮ้... เดี๋ยวนะ นี่มันแค่กระบองเพชรเองนะ ทำไมเลือดนองยังกะฉันโดนเชือด

บ้าไปแล้ว!

เธอกะพริบตาแล้วมองให้ชัดอีกครั้ง

โต๊ะทำงานตรงหน้ากลายเป็นโต๊ะไม้สีน้ำตาลที่ถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงสด เมื่อเลือดหยดสุดท้ายกระทบลงบนพื้นผิวของโต๊ะ ความสมจริงก็ฉายชัดออกมาจนน่าตกตะลึง

โต๊ะตรงหน้าหลิวหยางหยางเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง มันดูเหมือนกับประกอบมาจากไม้แท้ที่สูงค่า ราคาน่าจะหลายหมื่นหรืออาจถึงแสนหยวนเลยทีเดียว

เอ่อ...

หลิวหยางหยางกะพริบตา เธอเริ่มรู้สึกปวดหัวและมองเห็นไม่ชัดเจน

หรือว่านี่เป็นภาพหลอน?

“อนุซิ่ว เกิดอะไรขึ้นกับมือของท่านรึ?”

หลิวหยางหยางได้ยินเสียงเรียกหนึ่งทำให้เธอรู้สึกตัว เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

นี่มันไม่ใช้ห้องที่ใช้ทำงานมาตลอดสามปีนี่นา

ไม่...ไม่ใช่สักนิด

มันเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนโบราณ!

เดี๋ยวก่อน... หรือว่านี่จะเป็นห้องของคนอื่น.... อยากรู้จังว่าตกแต่งทั้งหมดเนี่ยจะราคาเท่าไหร่กัน

เอ๋... แล้วทำไมเด็กสาวที่เดินเข้ามาถึงแต่งกายโบราณด้วยล่ะ เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเหตุการณ์ตรงหน้าของเธอจะประมาณว่า ‘กลับชาติมาเกิด’ หรือ ‘กระเด็นข้ามภพ’ เหมือนที่เคยอ่านในนิยาย?

“อนุซิ่ว อนุซิ่ว เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?” เด็กสาวที่อยู่ในชุดโบราณถามอย่างกังวล นางสะกิดหลิวหยางหยางสองหน

หลิวหยางหยางกลอกตาไปมา ถามกลับเสียงตะกุกตะกัก “ฉะ...ฉัน อยู่ที่ไหน?”

เด็กสาวรีบคุกเข่าลงพร้อมน้ำตานองหน้า “อนุซิ่ว  ได้โปรดบอกบ่าวเถอะเจ้าค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่”

อนุซิ่ว? บ่าว?

หรือว่าเธอหลงมาอยู่ในยุคโบราณ?

หลิวหยางหยางลุกขึ้นทันที เพื่อทดสอบสมมุติฐานของตน เธอรีบวิ่งออกไปด้านนอก ก็พบกับสวนเล็กๆ ที่ตกแต่งสไตล์โบราณ ที่ใจกลางสวนมีศาลาหินอ่อน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีสายไฟฟ้า เสาไฟ หรืออะไรที่เป็นสิ่งของในสมัยของเธอ ไม่มีเลยสักอย่าง

เอาล่ะสิ... ฉันข้ามภพมาจริงๆ หรือเนี่ย

แต่ฉันต้องไปเดตเย็นนี้นะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป ฉันหลงยุคแค่เพราะถูกกระบองเพชรตำนิ้วเท่านั้นเนี่ยนะ?

ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าการข้ามภพมันง่ายแค่นี้เอง!

โอเค... หายใจเข้าลึกๆ ใจเย็นๆ ถ้าฉันมาที่นี่ได้ก็ต้องมีทางกลับได้เหมือนกัน

ร่างกายของฉันก็ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุอะไร ไม่ได้ตกบันได ร่างของฉันที่อยู่ที่โลกโน้นก็ยังอยู่ในสภาพดี ถึงมือจะพรุนเพราะหนามตำก็เถอะ แต่มั่นใจว่าต้องกลับไปได้แน่

“อนุซิ่ว...ท่านรู้สึกไม่ดีหรือ อยากให้บ่าวไปตามหมอมาหรือไม่?” เด็กสาวในชุดโบราณวิ่งตามมาถามอย่างกังวล    

‘อนุซิ่ว’

เอ๋... เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้จากไหน เธอพึมพำออกไปโดยไม่รู้ตัว “ไป๋เซียงซิ่ว”

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะอนุซิ่ว สงสัยอะไรกับชื่อของท่านหรือ?” เด็กสาวคนเดิมถามออกมาอีกหน น้ำตายังคงไหลอาบหน้า

“เสี่ยวซือ” หลิวหยางหยางรู้สึกอยากจะร้องไห้ เธอมองไปที่เด็กสาว หวังว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อของนาง

โชคร้าย... ยัยเด็กนี่ดันพยักหน้าตอบรับ

สีหน้าของหยางหยางซีดลงทันที

หลิวหยางหยางรู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย ก็แน่ล่ะ... ทุกคนที่ข้ามภพมามีแต่เป็นตัวเอก แต่เธอกลับเป็นตัวประกอบที่ถูกโบยจนตาย

อนุซิ่ว... ชื่อนี้ทำให้เธออยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ เธอรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจากร่างจนต้องลงไปนั่งกองกับพื้นหญ้า

เสี่ยวซือยังคงร้องไห้ต่อ หยางหยางรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากจึงหันหน้าไปสั่งเด็กสาว

“เสี่ยวซือ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”

“แต่บ่าวกลัวนี่เจ้าคะ” เสี่ยวซืออายุแค่สิบสามหรือสิบสี่ปีเท่านั้น เป็นเรื่องปกติแหละที่นางจะกลัว “ท่าทางของท่านเปลี่ยนไป”

“เอาเถอะ ฉัน... อืม... ข้าสบายดี... มาพยุงข้าลุกขึ้นหน่อยสิ” หลิวหยางหยางอยากร้องไห้ก็จริง แต่ถ้าเธอร้องแม่สาวน้อยตรงหน้าคงช็อกตายกันล่ะงานนี้

เสี่ยวซือรีบพยุงเธอขึ้นมาและพาไปนั่งบนเตียงในห้องที่มีฟูกแข็งๆ ถึงจะมีผ้าห่มปูทับหลายชั้น แต่มันก็ยังแข็งอยู่ดี

“ดื่มน้ำหน่อยนะเจ้าคะ” เสี่ยวซือพูดแล้วยื่นถ้วยน้ำมาให้ดื่ม ไม่ลืมยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาของตัวเองแก้เก้อ รอให้นายหญิงของตนรับถ้วยไป

หลิวหยางหยางใจเย็นลงมากหลังจากดื่มน้ำ เธอคิดว่าตนต้องเรียงลำดับเหตุการณ์ในนิยายดูก่อน เพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกโบยจนตาย

ถึงการลงโทษจะเป็นกฎของจวนนี้ แต่การทำโทษแบบนั้นก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย พอเริ่มจำเนื้อเรื่องได้รางๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เธอก็สั่นสะท้านไปด้วยความเศร้า

“เอ... ช่วงนี้มีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้างนะ” แต่ละพารากราฟในหนังสือมันสั้น เธอต้องระบุให้ได้ว่าฉากที่ดำเนินอยู่ตอนนี้เป็นหน้าไหนของนิยายแล้ว

“เรียนอนุซิ่ว ตอนนี้ทุกคนค่อนข้างยุ่งกับการตกแต่งจวนใหม่เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีอะไรมาก” เสี่ยวซือดูตื่นกลัวเล็กน้อย แต่นางก็ปรับสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

ใกล้งานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว นั่นหมายความว่าตอนนี้พระเอกถูกเลื่อนยศให้เป็นอ๋องได้ไม่ถึงเดือน แสดงว่าเขาเพิ่งกลับมาจากสนามรบ ขอบคุณสวรรค์ที่นางเอกยังไม่ปรากฏตัว ทำให้ตัวประกอบอย่าง ‘อนุซิ่ว’ ยังมีลมหายใจได้อยู่

ตราบใดที่เธอไม่ไปก่อเรื่องหรือขัดแข้งขัดขาใคร เธอก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าเธอทำตัวเงียบๆ เข้าไว้ อย่างไรก็ต้องมีทางกลับไปโลกเดิมแบบครบสามสิบสอง

ฉันต้องรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองให้ได้!

“ออกไปเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียว” เธอพูดอย่างที่เจ้านายทั่วไปมักจะทำกัน พร้อมกับโบกมือไล่สาวใช้ออกไป

หลิวหยางหยางเป็นสาวสมัยใหม่ที่ถูกสอนให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่ชอบให้ใครมาทำนั่นทำนี่ให้ อย่างเช่นหยิบน้ำหรือว่าสวมใส่เสื้อผ้า ก็เธอไม่ใช่เด็กนี่นา

----------------------------------------------------------

 

ต้นกระบองเพชรตัวการ?

หลังจากคิดแล้วคิดอีกอยู่หลายวัน

หลิวหยางหยางตัดสินใจที่จะสวมบทบาทเป็นไป๋เซียงซิ่วไปก่อน นางต้องไม่ทำให้ทุกคนสงสัยและสังเกตได้ว่าตนไม่ใช่ไป๋เซียงซิ่ว

มันก็เหมือนที่นิยายข้ามภพส่วนมากเขียนเอาไว้ หญิงสาวที่เผอิญข้ามภพมา หากอยากอยู่อย่างปลอดภัยจะต้องทำตัวให้เหมือนกับเจ้าของร่างเดิม ต่อจากนี้ชื่อของนางก็คือไป๋เซียงซิ่ว นางต้องท่องไว้เผื่อมีใครเรียกจะได้หันไปขานรับ ถ้าเล่นไม่สมบทบาทละก็ต้องแย่แน่ๆ

นางนั่งลงหน้าคันฉ่องบานกลม ท่องจำชื่อและจดจำลักษณะเด่นของใบหน้าตนเองเอาไว้

แต่ว่า... หน้าตาแบบนี้มันจะไม่สวยเกินไปหน่อยหรือสำหรับบทตัวประกอบน่ะ?

ถึงตัวนางเองจะเคยเจอสาวสวยในโลกเดิมมามาก ทั้งสาวพลาสติกและของแท้แม่ให้มา ทว่าภาพในอินเทอร์เน็ต รูปถ่าย ภาพดาราหรือเซเลบทั้งหลายแหล่ ก็ยังไม่มีใครสวยสู้ตัวประกอบที่ชื่อ ‘อนุซิ่ว’ คนนี้ได้เลย 

ในนิยายระบุชัดเจนว่าไป๋เซียงซิ่วนั้นงดงามที่สุดในบรรดาอนุของพระเอก ด้วยเหตุผลที่โดดเด่นนี้ นางเลยต้องรับบทนางร้ายตัวแม่ เป็นตัวประกอบลำดับต้นๆ ที่เหมาะกับเล่นบทบาทใส่ร้ายนางเอก

ตอนนี้นางเข้าใจสัจธรรมอยู่ข้อหนึ่ง คนที่เกิดมาสวยมักจะพ่วงความหยิ่งยโสในรูปลักษณ์ของตนเองมาด้วย แม้ว่านางไม่คิดจะปราบพยศผู้ชายทั้งโลกให้มาหลงเสน่ห์ แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ หญิงสาวทั่วไปบนท้องถนน หากเทียบกับนางแล้วละก็... ต้องเรียกว่ากระดูกคนละเบอร์

โถ... ช่างน่าสงสารอะไรอย่างนี้ ถึงไป๋เซียงซิ่วคนนี้จะเกิดมามีใบหน้าที่งดงาม แต่ก็ไม่ได้เป็นนางเอกอยู่ดี

นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืน จ้องมองเงาสะท้อนของตนในคันฉ่องอย่างอิ่มเอมใจ ผู้หญิงทุกคนก็หวังว่าจะเกิดมาสวย แน่ล่ะ... หลังจากที่ข้ามภพมา สิ่งที่ทำให้นางมีความสุขมากที่สุดก็คือรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองเนี่ยแหละ

นางลูบไล้ใบหน้าของตัวเองอยู่หลายหน หลังจากที่ชมตัวเองเสร็จเรียบร้อยก็ลองคำนวณอายุดู

ดูท่าแล้วไป๋เซียงซิ่วน่าจะอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น อายุเท่านี้กลับมีใบหน้าที่งดงามดึงดูดใจมากขนาดนี้ ทั้งเอวที่คอดกิ่ว เรียวขายาวราวกับกวางน้อย ไหนจะหน้าอกที่อวบอิ่มเกินตัวนั่นอีกล่ะ ไม่อยากเชื่อว่านางจะหน้าแดงขณะที่มองดูรูปร่างของตัวเอง

นี่นางไม่ได้วิปริตใช่ไหม?

ขณะนั้นเองเสี่ยวซือก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ทางด้านหลังของฉากกั้นห้อง นางเห็นอนุซิ่วสวมแค่เอี๊ยมกับกางเกงชั้นในยืนอยู่หน้าคันฉ่อง พอดีกับที่หยางหยางกำลังเขินอายตัวเองจึงเบี่ยงร่างออกจากคันฉ่อง จึงกลายเป็นประจันหน้ากันเสี่ยวซือแทน

เสี่ยวซือตอนนี้ตกใจอ้าปากค้าง มือไม้อ่อนแรงจนทำอ่างในมือร่วงลงพื้นเป็นที่เรียบร้อย

“…”

เอ่อ...ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้น่าอึดอัดมาก ไป๋เซียงซิ่วถูจมูกตัวเอง ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า

“รีบมาช่วยข้าแต่งตัวเสียทีสิ อาใช่ ข้ารู้สึกเหมือนมีแมลงเกาะอยู่บนแผ่นหลัง เจ้ามาช่วยดูให้หน่อยเถอะ”

เสี่ยวซือรู้สึกตัว รีบไปดูแผ่นหลังให้นายหญิงของตน แต่ก็ไม่เห็นแมลงสักตัว

“ไม่มีนี่เจ้าคะ” นางตอบอย่างงุนงง

“อืม สงสัยจะเป็นเพราะชุดนี้ วานเจ้าไปเอาชุดใหม่มาเปลี่ยนให้ข้าด้วย” นางถอนหายใจยาวทันทีที่เสี่ยวซือเดินออกไปหยิบชุดใหม่

เฮ้อ...ต้องเตือนตัวเองว่าอย่าทำท่าแบบนี้อีก คนสมัยนี้เป็นพวกหัวโบราณทั้งนั้น

แล้วตอนนี้นางก็อยู่ในยุคโบราณ

เรือนของไป๋เซียงซิ่วมีชื่อว่า ‘เรือนเหมันต์’ เป็นเรือนที่อยู่ห่างไกลที่สุดในบรรดาอนุทั้งสี่ ทั้งๆ ที่นางมาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านการแต่งกลอน แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับให้นางมาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลว่า...นางงดงามเกินไป ฮูหยินผู้เฒ่ากลัวว่าหลังจากลูกชายของตัวเองกลับมาจากสนามรบแล้วจะหลงเสน่ห์ในความงามของนาง จึงให้ไป๋เซียงซิ่วไปอยู่ในเรือนที่ห่างไกล

เจตนาของฮูหยินผู้เฒ่าก็คือ ต้องการให้ลูกชายคุ้นเคยกับอนุทั้งสามก่อน เพื่อให้พระเอกมีประสบการณ์มากพอที่จะต้านทานเสน่ห์ของนาง

มาถึงตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องอธิบายบางอย่าง ในนิยายถึงพระเอกมีจะชื่อเสียงว่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญ มีรสนิยมทางเพศที่รุนแรงกับหญิงสาว แต่ในความเป็นจริงเขายังบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามฮูหยินผู้เฒ่าก็เป็นคนที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจแบบนี้ ตอนแรกที่นางอ่านเรื่องนี้ นางไม่ได้คิดอะไรเลยกับสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าทำ แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

แต่มันจะดีกว่านี้ถ้านางไม่ต้องเจอหน้าพระเอก เพราะหากเขาฆ่านางก่อนเวลาล่ะ? แค่คิดก็ตัวสั่นแล้ว อย่างไรก็ตามมีบางสิ่งที่ในหนังสือไม่ได้โกหก

อย่างที่รู้กัน นางเอกส่วนมากจะมาในสไตล์ใสซื่อไร้เดียงสา ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นต่อให้ไป๋เซียงซิ่วจะงดงามสะคราญโฉมแค่ไหน ในสายตาหนุ่มๆ นางก็ยังดูเหมือนหญิงสาวที่มีให้เห็นดาษดื่นทั่วไปอยู่ดี

เอิ่ม... บุรุษในเรื่องนี้ช่างตาบอดกันจริงๆ

ดูเหมือนบุรุษจะชื่นชอบหญิงสาวที่ไร้เดียงสาราวกับดอกไม้ที่แสนบอบบาง ใครจะชอบมีสตรีที่ร้ายกาจไว้ข้างตัว เพราะพวกเขาคงไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ ไป๋เซียงซิ่วบังคับให้ตัวเองหยุดคิดเรื่องนี้ ไม่ว่านางจะสวยแค่ไหนแล้วยังไงล่ะ ตอนนี้สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือทำยังไงถึงจะกลับไปโลกเดิมได้ต่างหาก การเป็นนักจัดสวนนั้นดีกว่าเป็นนางเอกหรือตัวประกอบที่ต้องตายเป็นไหนๆ บทพวกนี้ไม่เหมาะกับนางซะเลย แต่จะกลับไปยังไงดี

นางมองดูมือ รอยแผลที่โดนกระบองเพชรตำนั้นหายสนิทแล้ว ถึงจะรู้สึกเจ็บเป็นบางครั้ง แต่ก็ขยับมือได้เป็นปกติ

นางหรี่ตาลง จริงสิ... นางมาที่นี่หลังจากที่โดนหนามตำ นั่นหมายความว่านางจะกลับไปได้ก็ต่อเมื่อให้ต้นกระบองเพชรตำนิ้วอีกทีงั้นเหรอ?

หลังจากที่คิดได้ นางไม่สนใจเลยว่ามันจะเป็นเรื่องแฟนตาซีหรือพิลึกขนาดไหน นางเรียกสาวใช้ทันที เสี่ยวซือกำลังปักผ้าอยู่ เมื่อได้ยินนายหญิงเรียกก็รีบเดินมาหา

ไม่รู้เพราะเหตุใด สองวันมานี้นายหญิงของตนถึงมีท่าทางแปลกประหลาดไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนนายหญิงจะพูดจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนตามแบบฉบับคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่ตอนนี้ทั้งกิริยาและการพูดจาล้วนเปลี่ยนไป แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ฟังดูห้วนและกระด้างขึ้น

“อนุซิ่ว มีอะไรให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซือถามทันทีที่มาถึง

“ในเรือนของเรามีต้นกระบองเพชรไหม?” ไป๋เซียงซิ่วถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แววตาเป็นประกาย ทำเหมือนลืมไปแล้วว่าความรู้สึกเหมือนจะตายตอนที่ถูกตำเป็นยังไง

สีหน้าท่าทางที่สดใสของนายหญิงช่างงดงามราวดอกไม้แรกแย้ม ทำให้สาวใช้ถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงุนงง

“กระ... กระบองเพชรคืออะไรเจ้าคะ?”

ในหัวของเสี่ยวซือตอนนี้มีเพียงความคิดเดียวคือ ทำไมใบหน้านายหญิงถึงงดงามขนาดนี้ ไหนเลยจะคิดเรื่องอื่นได้อีก สาวใช้หลุบตาลง ไม่กล้ามองหน้าเจ้านายตรงๆ

กระบองเพชรคืออะไร?

ไป๋เซียงซิ่วได้ยินคำถามของสาวใช้ก็นิ่งคิด นางจำได้ว่าต้นกระบองเพชรถูกนำมาในสมัยราชวงศ์หมิง ถึงจะเป็นแค่ในนิยายก็เถอะ แต่ก็ถือว่าอยู่ในยุคโบราณนี่นา หรือว่าแถวนี้จะไม่มีต้นกระบองเพชร

“แล้วพวกต้นไม้ไฟล่ะ” ไป๋เซียงซิ่วไม่ได้สนใจท่าทางของสาวใช้ พยายามถามถึงต้นกระบองเพชรต่อโดยใช้ชื่ออื่นแทน นางจำได้ว่าสมัยก่อนเรียกต้นกระบองเพชรว่าต้นไม้ไฟ

“ไม่เคยได้ยินเหมือนกันเจ้าค่ะ”

หลังจากได้ยินคำตอบ ใบหน้าของไป๋เซียงซิ่วก็เปลี่ยนเป็นผิดหวัง ราวกับดอกไม้ที่ตอนแรกเบ่งบานกลับหุบลงกะทันหัน ท่าทางของนายหญิงทำให้สาวใช้ตัวน้อยรู้สึกปวดใจ จึงพยายามปลอบใจโดยเอ่ยขึ้นมาว่า

“เดี๋ยวบ่าวจะลองไปถามคนอื่นๆ ดูนะเจ้าคะ อาจจะมีบางคนที่รู้จักเจ้าต้นนี้ก็เป็นได้ แล้วบ่าวจะมารายงานนะเจ้าคะ”

จบประโยคนี้ ท่าทางสลดหดหู่ราวกับหมาหงอยเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมาอีกครั้ง

“ลำบากเจ้าแล้วเสี่ยวซือ” ไป๋เซียงซิ่วยิ้มกว้างพลางพยักหน้าให้

หัวใจของเสี่ยวซือเต้นดังราวกับรัวกลอง เข่าแทบทรุด

หลังจากนิ่งฟังนายหญิงบรรยายลักษณะของเจ้าต้นกระบองเพชรจบ นางก็รีบออกไปทำตามที่รับปากทันที สาวใช้เดินไปพลางลูบอกป้อยๆ วันนี้นายหญิงของนางช่างงดงามราวกับภาพวาด หรือพูดอีกอย่างได้ว่าอีกฝ่ายราวกับดอกไม้งามที่ปักอยู่ในแจกันล้ำค่า

อนุซิ่วช่างดูสดใส เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ใบหน้าสว่างไสวชวนมอง ขนาดนางเป็นผู้หญิงเมื่อเห็นใบหน้าอนุซิ่วยังใจสั่นเพียงนี้ แล้วถ้าเป็นบุรุษมาเห็นล่ะ จะไม่หลงใหลคลั่งไคล้กันไปเลยหรือ?

แย่แล้ว นางจะต้องปกป้องนายหญิงให้ได้ นางจะไม่ยอมให้บุรุษเหล่านั้นมาทำลายความบริสุทธิ์ของนายหญิงได้แน่

หลังจากสาวใช้ตัวน้อยออกไปตามหาต้นกระบองเพชรให้เจ้านาย ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับรายงานที่ทำให้ผู้เป็นนายถึงกับทำหน้าเศร้าด้วยความผิดหวัง

ยามนี้นายหญิงกำลังมองมาที่นางด้วยดวงตาปริ่มน้ำ ทำให้หัวใจของเสี่ยวซือเจ็บปวดที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ จึงลองแนะนำว่า

“พวกเราลองไปที่ท่าเรือกันไหมเจ้าคะ ลองสอบถามคนแถวนั้นดู แต่การที่พวกเราจะออกไปจากจวนได้ จำเป็นต้องขออนุญาตจากฮูหยินผู้เฒ่าก่อนเจ้าค่ะ”

----------------------------------------------------------

หากขอยากเย็น ก็จำเป็นต้องหนี

“ท่าเรือ? ไป๋เซียงซิ่วถามอย่างแปลกใจ

            “เจ้าค่ะ ที่นั่นมักจะมีสินค้าต่างแคว้นมาขาย ไม่แน่อาจจะมีของที่ท่านตามหาอยู่ก็ได้นะเจ้าคะ”

เสี่ยวซือไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนจะกล้าเสนอความเห็นนี้กับนายหญิง หากเป็นนายหญิงแบบเมื่อก่อนการทำอย่างนี้อาจจะเป็นการดูหมิ่นอีกฝ่ายก็เป็นได้ แต่เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจ้านายทำให้นางกล้าแนะนำ และหากพูดกันตามตรง นางเองก็ชื่นชอบนายหญิงในแบบนี้เสียด้วย

ใช่แล้ว! นี่สินะที่เรียกว่านิยายที่มีการพัฒนา

เอาล่ะ ลองดูสักตั้ง!

ไป๋เซียงซิ่วกำหมัดแน่น เปลวไฟแห่งความหวังเริ่มลุกโชน ใครจะรู้ว่านางจะเจอเรื่องแปลกอะไรอีก การปรากฏตัวของนางที่นี่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่ก็มีหลายอย่างที่สร้างความประหลาดใจอยู่มาก

            คนส่วนใหญ่ที่ข้ามภพมา ร่างกายเดิมมักจะอยู่ในอาการโคม่าหรือร้ายกว่านั้นก็คือตายไปแล้ว แต่นางกลับต่างออกไป ร่างกายนางแข็งแรงดี ต้องบอกว่าเป็นโชคชะตาที่เฮงซวยมาก ข้ามเวลามาเพื่อตายเนี่ยนะ

แย่กว่านี้มีอีกไหม!

หญิงสาวเดินวนไปวนมาเพื่อสงบสติอารมณ์ เมื่อจิตใจเริ่มสงบลงนางก็พยายามคิดหาทางออกจากจวน

ยาก... ยากจริงๆ การที่จะได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนเป็นเรื่องยากเกินจะบรรยาย ตอนนี้คงได้แต่ถอนใจเท่านั้น

“เฮ้อ”

            ยัยฮูหยินเฒ่านั่นเป็นพวกอนุรักษนิยม ไม่ชอบความคิดที่ลูกชายรายล้อมไปด้วยสาวๆ ทำให้นางมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักกับเหล่าอนุ ทั้งที่อนุเหล่านั้นแทบจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับพระเอกเลย แต่พวกนางกลับออกไปจากจวนไม่ได้ ทางเดียวที่จะไปจากจวนนี้ได้คงมีแค่ความตายเท่านั้น พอคิดมาถึงตรงนี้ ไป๋เซียงซิ่วก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง

ให้ตายสิ ยัยฮูหยินเฒ่านั่นเป็นยายแก่ที่มีอำนาจจริงๆ และแน่นอนหากอยากอยู่รอดต้องห่างนางเข้าไว้

“เจ้าคิดว่ายายแก่นั่นจะอนุญาตให้พวกเราออกไปนอกจวนไหม?”

ตามจริงแล้ว ยายแก่นั่นไม่ได้แก่เหมือนที่พวกนางเรียกหรอก อีกฝ่ายอายุประมาณสี่สิบ แน่นอนว่าถ้าอยู่ต่อหน้า นางต้องเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่ถ้าลับหลังแบบนี้ก็อีกเรื่อง

เสี่ยวซือส่ายหน้าไปมา ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าระเบียบมาก ทำให้คนในจวนไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวาย ไม่มีใครกล้าไม่ทำตามกฎ ทำให้เสี่ยวซือมั่นใจมากว่า ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางให้นายหญิงของนางออกไปนอกจวนแน่ หากไม่มีเหตุผลที่ดีพอ

เมื่อไป๋เซียงซิ่วเห็นท่าทางของสาวใช้ก็หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย จนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

เสี่ยวซือนั่งนิ่งอยู่ใกล้กับประตูทางออกจากจวน ในมือถือผ้าที่ปักค้างไว้ สายตาจับจ้องไปที่ประตูด้วยท่าทางเหม่อลอย ยามนี้นางกำลังครุ่นคิดว่า ท่ามกลางพ่อค้าแม่ค้ามากมายที่อยู่นอกประตูจวนนั้น จะมีเจ้านายของนางในชุดสาวใช้ปะปนไปด้วยไหม

นางพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะหยุดนายหญิง แต่เพียงแค่อีกฝ่ายขยิบตาให้เท่านั้น นางก็ใจอ่อนทันที มาถึงตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งทอดถอนใจ ท่าทางเช่นนั้นของเจ้านาย ช่างยากจะต้านทานจริงๆ

เฮ้อ...นางพอจะเข้าใจบ้างแล้ว

ความรู้สึกของบุรุษที่ถูกสตรีออดอ้อนเป็นเช่นนี้เอง

ไป๋เซียงซิ่วออกไปจากจวนเรียบร้อยแล้วและอย่างง่ายดายซะด้วย นางเห็นพ่อค้ากำลังใช้เกวียนขนถ่ายสินค้าอยู่ ในเกวียนมีตะกร้าใบใหญ่หลายใบ นางอาศัยช่วงที่อีกฝ่ายเผลอ แอบปีนเข้าไปในตะกร้าใบหนึ่งแล้วซ่อนตัวอยู่ข้างในโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น

ขณะที่พ่อค้ากำลังเลี้ยวที่หัวมุมถนน จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา

“หยุด!”

พ่อค้ารีบหยุดเกวียนแล้วหันไปมองทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ใกล้ๆ ในตอนนี้ เขาพบว่าตะกร้าใหญ่ใบหนึ่งของตนมีหัวคนค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ไป๋เซียงซิ่วปีนออกมาจากตะกร้าพร้อมด้วยผักที่อยู่บนหัว ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มจริงใจ ส่งให้บุรุษอายุราวสี่สิบตรงหน้า

“ข้าต้องขออภัยพี่ชายด้วย ให้ข้าได้อธิบายสักหน่อยเถิดว่าข้ามาอยู่ในเกวียนท่านได้อย่างไร”

แม้แต่คำอธิบายนางก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว ช่างรอบคอบจริงๆ เหอะๆ

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า บิดาของนายหญิงของนางนั้นป่วยหนัก ถึงอย่างนั้นนายท่านก็ยังไม่อนุญาตให้นายหญิงออกไปเยี่ยมบิดา ดังนั้นนางที่เป็นสาวใช้จึงต้องไปหาบิดาของนายหญิงแทน พอเล่าจบนางก็หยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้พ่อค้า

การที่นางให้เงินพ่อค้า นางไม่ได้ให้มั่วๆ ชนิดที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการกระทำที่โง่มาก ซ้ำร้ายอาจจะนำภัยมาให้ตัวเองก็เป็นได้

ที่นางกล้าทำแบบนี้ก็เพราะพ่อค้าผู้นี้มีนามว่า ‘ซุนซื่อเอ๋อ’ เขาเป็นคนที่มีความจริงใจและมีความกตัญญูมาก แถมถนนที่นางเลือกใช้ในวันนี้ก็เป็นเส้นทางเดียวกับที่นางเอกใช้ในหนังสือ ในฉากนั้นนางเอกวางแผนหนีออกจากจวนจนกระทั่งได้พบกับซุนซื่อเอ๋อ และต่อมานางเอกก็ใช้วิธีนี้หนีออกไปเที่ยวนอกจวนหลายต่อหลายครั้งโดยที่ไม่ถูกจับได้

แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงฉากเปิดตัวนางเอก ไป๋เซียงซิ่วก็มาเจอกับเขาก่อน นางจำชายผู้นี้ได้ทันที นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนางถึงกล้ามาหลบอยู่ในเกวียนของเขา เพราะในหนังสือได้บรรยายว่า ซุนซื่อเอ๋อเป็นคนใจดีมีเมตตา

ซุนซื่อเอ๋อมองเงินในมือด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ก่อนจะมองหญิงสาวตรงหน้าให้ชัดๆ พอเห็นใบหน้านางชัดเจน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายโกหก เพราะรูปร่างหน้าตาของนางไม่มีทางที่จะเป็นแค่สาวใช้อย่างแน่นอน แต่นางน่าจะเป็นนายหญิงเองเสียมากกว่า เขาคิดว่านางคงอยากจะไปเยี่ยมบิดาด้วยตนเอง จึงต้องแอบมาในเกวียนของเขา

ในสมัยโบราณ แทบไม่มีใครกล้าเอาสุขภาพพ่อแม่ตัวเองมาล้อเล่น นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อคำโกหกของนางอย่างง่ายดายโดยไม่มีข้อสงสัย

“รีบไปเถอะ เกวียนของข้าจะอยู่ที่นี่อีกทีช่วงบ่าย”

คำพูดนี้เท่ากับบอกว่า หากนางอยากกลับจวน เขาจะอยู่ที่นี่ช่วงบ่าย เขาเป็นคนดีอย่างที่คิดจริงๆ

“ขอบคุณพี่ชายมาก” ไป๋เซียงซิ่วส่งยิ้มให้ จากนั้นก็สวมหมวกใบใหญ่ที่มีผ้าคลุมหน้าที่นางเตรียมมา

“นางจะเป็นอะไรไหมนะ?”

ซุนซื่อเอ๋อรำพึงด้วยความเป็นห่วงหญิงสาวอย่างจริงใจ โดยไม่มีความรู้สึกอื่นใดแอบแฝง เขาค่อนข้างเป็นกังวล เพราะถึงหญิงสาวจะสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้า แต่ก็ไม่อาจบดบังความงามของนางได้

ไป๋เซียงซิ่วไม่รู้เลยว่าเรื่องโกหกของตนถูกจับได้แล้ว ยังคงมุ่งมั่นทำตามที่ตั้งใจต่อ นางสอบถามคนแถวนั้นถึงตำแหน่งที่ตั้งของท่าเรือแล้วรีบมุ่งหน้าไปทันที กว่าจะถึงท่าเรือเหงื่อก็ไหลโซมกาย กระทั่งผ้าคลุมหน้าก็ยังแนบติดกับใบหน้าจนรู้สึกอึดอัด

ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าเอาหมวกออก เพราะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาแน่นอน ยามนี้จึงทำได้เพียงใช้มือพัดไปมาเพื่อไล่ความร้อนเท่านั้น นางเดินไปก็สังเกตรอบตัวไป พบว่าที่ท่าเรือมีคนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นบุรุษ ส่วนสตรีนั้นมีน้อยมาก

ไม่ไกลจากท่าเรือมีตลาดเล็กๆ ตั้งอยู่ ผู้คนที่มาเดินเลือกซื้อของดูไปแล้วเหมือนกับเป็นคนต่างถิ่น นางไม่ลืมเหตุผลที่ตัวเองมาที่นี่ในวันนี้ หญิงสาวเดินตรงเข้าไปในตลาดและเริ่มมองหาของที่ต้องการ

สินค้าในตลาดล้วนเป็นสิ่งของที่มีการกล่าวถึงในนิยาย ซึ่งนางไม่ได้ให้ความสนใจกับมันสักเท่าไร เพราะในหัวของนางมีแต่คำว่า ‘กระบองเพชร กระบองเพชร’

นางเดินถามไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครรู้จักต้นกระบองเพชรหรือต้นที่คล้ายๆ กันเลย หญิงสาวเริ่มรู้สึกผิดหวัง แต่ก็ยังไม่ยอมถอดใจ นางเดินรอบตลาดอีกครั้ง แต่ก็เหมือนจะเปล่าประโยชน์

ทันใดนั้นนางได้ยินเสียงเล็กๆ ดังขึ้น “ช่วยด้วย!”

เสียงที่ได้ยินเหมือนเสียงของเด็ก แต่ขาดๆ หายๆ ฟังไม่ชัดเจน

หญิงสาวเดินไปตามต้นเสียงทันทีแต่ไม่พบใครเลย หรือว่านางจะหลอนไปเอง ขณะกำลังจะเดินจากไป นางก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

“ช่วยด้วย!”

ครั้งนี้นางไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน เสียงนั้นดังมาจากด้านล่าง นางจึงก้มลงไปหาตามซอกตามมุมต่างๆ เพราะตั้งใจหาที่มาของเสียง ทำให้ไม่รู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ ฝูงชนที่อยู่รายรอบต่างหลบทางให้กลุ่มคนที่มาใหม่ จึงเหลือเพียงนางที่ก้มๆ เงยๆ ตามหาของ กลายเป็นภาพที่แปลกประหลาดไปในทันที

ซ่งเจี่ยวเยว่มักจะเป็นที่สนใจของผู้คนเสมอเมื่อเขาออกมาข้างนอก ทุกคนต่างหลีกทางให้ ดังนั้นเขาจึงไปไหนมาไหนโดยไม่เคยต้องใส่ใจว่าจะมีสิ่งใดขวางหน้ามาก่อน ทำให้เดินชนเข้ากับร่างเล็กสวมหมวกใบใหญ่คลุมหน้าที่ไม่สนใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นกัน เขาเห็นอีกฝ่ายก้มหน้าเหมือนกำลังมองหาสิ่งของบางอย่าง กระทั่งหลังจากชนกันก็ยังไม่สนใจเขาสักนิด ซ้ำยังตวาดใส่เขาอีกด้วย

“หลบไป เจ้าไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือไง?”

เขาได้ยินแต่เสียงตวาดของสาวน้อย ไม่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือที่นางพูดถึงเลยสักนิด

            “เจ้ากำลังหาอะไรอยู่หรือ ต้องการให้ข้าช่วยไหม?” เขาสนใจท่าทางประหลาดของนางจึงถามออกไป

            “ข้ากำลังมองหา...” ไป๋เซียงซิ่วเงยหน้า คำพูดพลันชะงักอยู่ในลำคอ เมื่อเห็นชายตรงหน้า นางแทบจะลืมสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ บุรุษผู้นี้อยู่ในชุดสีขาว ใส่ที่ครอบผมสีทอง องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าเหมาะเจาะดูหล่อเหลา เมื่อรวมกับการแต่งกายยิ่งส่งเสริมให้ชายผู้นี้ราวกับมีรัศมีของความสูงศักดิ์แผ่ออกมาจากร่าง

ถึงจะมองผ่านผ้าคลุมหน้าก็ยังเห็นความหล่อเหลาได้ชัดเจน เมื่อกวาดสายตามองก็เห็นหยกที่ประดับอยู่บนเอวของเขา บนหยกมีรูปมังกรและหงส์พร้อมกับตัวอักษร ‘ซ่ง’

เดี๋ยวนะ!

คนที่ครอบครองของมีค่าชิ้นนี้คือพระรองไม่ใช่เหรอ?

----------------------------------------------------------

ไม่มีใครน่ามอง ยิ่งไปกว่าพระรองอีกแล้ว

นิยายเรื่องนี้มีตัวประกอบชายค่อนข้างมาก

เนื่องจากความพยายามหลบหนีหลายต่อหลายครั้งของนางเอก ทำให้นางพบกับตัวประกอบชายหลายคนบนท้องถนน แต่คนเดียวที่นางเอกไม่เคยพบก็คือพระรองที่รูปหล่อโปรไฟล์ดีงามคนนี้

ซ่งเจี่ยวเยว่ก็เป็นเช่นเดียวกับชื่อของเขา โดดเดี่ยวดังพระจันทร์ที่สูงส่ง และตอนจบของเรื่องเขาก็อยู่อย่างเดียวดายเพียงลำพัง

เขาเกิดมาในตระกูลที่สูงส่ง เป็นบุตรชายคนเดียวของอัครเสนาบดีกับองค์หญิงใหญ่ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นถึงขุนนางขั้นหนึ่งที่ทุกคนต่างเรียกกันอย่างยกย่องว่าใต้เท้าซ่ง

ใต้เท้าซ่งผู้นี้คือชายคนเดียวที่มีสถานะเทียบเท่ากับพระเอก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เคยได้พาหญิงงามเข้าบ้าน

หัวใจของไป๋เซียงซิ่วแทบจะหยุดเต้นเมื่อชายหนุ่มมองมา เพราะในนิยายชายผู้นี้เคยข่มขู่ไป๋เซียงซิ่วตัวจริงตอนที่เขารู้ว่านางใส่ร้ายนางเอกของเรื่อง แต่ตอนนี้ฉากนั้นยังไม่เกิดขึ้น

เพราะนางมัวแต่จมอยู่ในภวังค์ความคิด จนลืมไปว่าตัวเองกำลังจ้องมองเขาอยู่

            “อะแฮ่ม! ขอโทษด้วย พอดีข้ากำลังคิดอะไรเพลินๆ”

แย่จริง! เมื่อไรนางจะเลิกนิสัยชอบพูดนอกเรื่องได้สักทีเนี่ย ใครไม่รู้จะคิดว่านางแค่เจอคนหล่อก็ชอบไปซะหมด

ซ่งเจี่ยวเยว่ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเห็นท่าทางแบบนี้มามากจนเป็นเรื่องปกติ ไป๋เซียงซิ่วไม่อยากพูดคุยกับพระรองมากนัก เพราะการตามหาเสียงร้องขอความช่วยเหลือเมื่อครู่สำคัญกว่า จังหวะนั้นเองนางก็เห็นผ้าชิ้นหนึ่งตกอยู่บนพื้นด้านหลังพระรอง มีบางสิ่งแหลมคมยื่นออกมาจากด้านในผืนผ้า

หัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นขณะที่ผลักพระรองให้ถอยไปด้านข้าง “หลีกไป”

ถ้ามองไม่ผิด สิ่งนี้คือ...

ซ่งเจี่ยวเยว่คิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเขินอาย แต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อนางผลักเขาออก จากนั้นก็ค่อยๆ นั่งลงบนพื้นพร้อมกับจับจ้องไปที่กองขยะ มุมปากชายหนุ่มกระตุกทันที เขามีความสำคัญน้อยกว่ากองขยะกองนั้นเชียวหรือ ใจหนึ่งเขาก็คิดจะจากไป แต่อีกใจก็ถูกดึงดูดด้วยท่าทางประหลาดของหญิงสาว ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงสนใจนางนัก  

สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอยู่ตรงนี้ต่อเพื่อดูว่านางจะทำอะไร

นางเปิดผ้าชิ้นนั้นออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะร้องลั่นด้วยความดีใจ "เจอแล้ว! ในที่สุดก็เจอแล้ว"

พูดจบ เขาก็เห็นนางสะดุ้งสุดตัว

ซ่งเจี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าสิ่งนี้มีหนามแหลม แต่นางก็ยังใช้มือเปล่าจับมัน ช่างไม่รู้จักระวังตัวเสียเลย แล้วไงล่ะ มือก็ถูกหนามตำเข้าน่ะสิ

หืม? ไป๋เซียงซิ่วได้แต่นั่งนิ่ง จ้องเลือดที่ไหลออกจากมือตนเองด้วยดวงตาเบิกค้าง

            “แม่นาง... มือของเจ้าบาดเจ็บหรือ?”

เสียงของเขาทำให้นางได้สติคืนมา หญิงสาวผงะไปข้างหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ ยามนี้สีหน้านางไม่หลงเหลือแววยินดีเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว นางส่ายหัวตอบกลับ

“ไม่เป็นไร”

“ของสิ่งนี้เต็มไปด้วยหนาม เจ้าปล่อยมันไว้แบบเดิมจะดีกว่า” เขาเอ่ยเตือนเมื่อเห็นนางยื่นมือหมายจะจับมันอีกครั้ง

คราวนี้นางจึงใช้มือหยิบผ้าที่มีเจ้าสิ่งนั้นขึ้นมา สีหน้านางยังไม่ค่อยดีนัก นางขอบคุณชายหนุ่มแล้วถามว่า

“ท่านพอจะรู้ไหมว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของใคร ข้าอยากจะซื้อมัน”

ซ่งเจี่ยวเยว่แทบจะหลุดหัวเราะออกมา เห็นได้ชัดว่าเจ้าสิ่งนี้ถูกคนโยนทิ้ง แต่นางก็มีความซื่อสัตย์พอที่จะถามหาเจ้าของ พอเหลือบเห็นเลือดบนมือนาง เขาก็ยิ่งหัวเราะไม่ออก จนป่านนี้นางยังไม่มีทีท่าจะห้ามเลือดเสียด้วยซ้ำ

ของสิ่งนี้แน่นอนว่าต้องมีคนโยนทิ้ง มันเป็นของคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากทะเลทราย พวกเขาใช้พืชชนิดนี้เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนของผิวจากการถูกแดดเผา พอออกมาจากทะเลทราย ไม่จำเป็นต้องใช้อีก พวกเขาก็โยนมันทิ้ง จนกระทั่งสาวน้อยผู้นี้มาพบเข้า

ซ่งเจี่ยวเยว่ได้คำตอบเหล่านี้อย่างรวดเร็วหลังจากที่สอบถามชาวบ้านแถวนี้ พอไป๋เซียงซิ่วได้ยินว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของที่ไม่มีใครต้องการ นางก็รีบเอามันไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง

            ชายหนุ่มลูบคางพลางครุ่นคิด เขาคิดเสมอว่ามีแต่คนที่อยากจะเข้าใกล้เขา เป็นครั้งแรกที่มีคนเห็นว่าเจ้าพืชน่าเกลียดนั่นน่าสนใจกว่า ซ่งเจี่ยวเยว่หัวเราะเบาๆ ดูเหมือนว่ายังมีสตรีบางคนบนโลกใบนี้ที่ไม่ได้หลงใหลไปกับภาพลักษณ์ภายนอก

แล้วสตรีอย่างนางชื่นชอบอะไรล่ะ?

ตามจริงแล้วหญิงสาวที่ถูกมองว่าประหลาดคนนี้ก็เป็นเหมือนหญิงธรรมดาทั่วไป ที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าชายและซินเดอเรลลา แต่น่าเศร้าที่เรื่องราวเหล่านี้มีแค่ในนิยายเท่านั้น 

ยามนี้ไป๋เซียงซิ่วกำลังตื่นตระหนก หากเทียบกับเรื่องราวในนิยายแล้ว นางน่าจะกลับไปสู่ชีวิตจริงหลังจากที่ถูกหนามตำสิ แต่สิ่งที่นางเพิ่งตระหนักก็คือ ไม่ว่าเลือดจะไหลมากเพียงใด นางก็ยังไม่ได้กลับไปโลกเดิม ความจริงนี้กระแทกเข้าหัวใจนางอย่างจัง จนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร

นางถือกระบองเพชรไปยังตำแหน่งที่นัดกับซุนซื่อเอ๋อ รอจนกระทั่งเขาปรากฏตัวพร้อมกับเกวียน ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกัน หญิงสาวปีนเข้าไปซ่อนตัวในตะกร้าและถูกพากลับไปที่จวน การช่วยเหลือเป็นไปอย่างราบรื่น หญิงสาวสามารถกลับมาถึงเรือนอย่างปลอดภัย ก่อนที่หญิงรับใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าจะเดินตรวจตรารอบจวน

เสี่ยวซือเฝ้ารอด้วยความกังวลใจจนแทบจะร้องไห้ เมื่อเห็นเจ้านายกลับมาก็รีบเข้าไปช่วยเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว กระทั่งเห็นพืชประหลาดที่นายหญิงนำกลับมาก็ได้แต่มองอย่างสงสัย

“เจ้าช่วยหากระถางดอกไม้มาให้หน่อย ข้าจะปลูกมัน” นางลงแรงไปมากกว่าจะพบกระบองเพชรต้นนี้ ถึงนางถูกหนามมันทิ่มแล้วจะกลับไปโลกเดิมไม่ได้ก็เถอะ แต่ในเมื่อไม่มีทางอื่นก็คงต้องปลูกมันไปก่อน

นางยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อนะ!

เสี่ยวซือหากระถางมาให้เจ้านาย เฝ้ามองอีกฝ่ายปลูกต้นไม้ที่นำมาลงในดินแล้วรดน้ำ ก่อนจะนำกระถางต้นไม้นั้นไปไว้ที่หน้าต่าง เมื่อเสร็จเรียบร้อย ไป๋เซียงซิ่วก็นั่งจ้องมันด้วยสายตาเหม่อลอย

“อนุซิ่ว มือของท่าน!” ทำไมถึงเต็มไปด้วยบาดแผลล่ะ? สาวใช้กระวีกระวาดไปหายามาทาแผลให้ทันที

“นายหญิง ท่านต้องดูแลตัวเองให้มากกว่านี้นะเจ้าคะ” มือน้อยๆ นี้ช่างบอบบางยิ่งนัก แต่เหมือนเจ้านายจะไม่ใส่ใจเลยว่ามือตัวเองจะเป็นแผล

            “ช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องกังวล มันไม่เจ็บหรอก” ในโลกเดิมด้วยงานที่ทำนางจึงคุ้นเคยกับการถูกตำหรือมีบาดแผลจากการปลูกต้นไม้

แต่สาวใช้ตัวน้อยกลับเข้าใจไปว่า เจ้านายไม่มีความสุขเพราะถูกเมินไร้คนสนใจ เพราะตั้งแต่นายท่านกลับมาก็ยุ่งมาก ไม่ได้สนใจอนุคนไหนเลย นายหญิงของนางงดงามเพียงนี้แต่กลับถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แค่คิดนางก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจแทนแล้ว

            ขณะเดียวกัน ไป๋เซียงซิ่วก็กำลังคิดถึงสิ่งที่ตนจะทำต่อไป ตอนนี้นางเจอต้นกระบองเพชรแล้ว แต่มันไม่ได้พานางกลับบ้าน

นางควรจะทำอย่างไรดี…

“ขอบคุณ”

“ด้วยความยินดี” ไป๋เซียงซิ่วตอบกลับทันที

            “ยินดีเรื่องใดหรือเจ้าคะอนุซิ่ว? ท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไร?” ตอนนี้เสี่ยวซือทายาให้เจ้านายเสร็จแล้ว กำลังเตรียมชงชาอยู่ตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดขึ้นมา

            “อ้าว...เจ้าไม่ได้พูดขอบคุณกับข้าหรือ” เมื่อครู่นางได้ยินจริงๆ นะ แต่พอคิดให้ดีก็พบว่าเสี่ยวซือไม่มีเหตุผลอะไรต้องขอบคุณนาง

อย่าบอกนะว่านางหูแว่วไปเองอีกแล้ว!

            “อนุซิ่ว ท่านคงจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ทำไมไม่พักสักหน่อยล่ะเจ้าคะ” เสี่ยวซือส่ายหัวพร้อมพูดออกมาอย่างเป็นห่วง

            “ตกลง” นางน่าจะเหนื่อยมากไปจริงๆ ได้พักสักหน่อยก็คงดี

ไม่นานก็ได้เวลาที่หญิงรับใช้ของฮูหยินผู้เฒ่าจะเดินตรวจตรารอบจวน ถึงฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้ต้องการให้เหล่าอนุเข้าหาหรือเอาอกเอาใจ ทว่านางก็ยังอยากรู้ความเคลื่อนไหวของอนุแต่ละคน จึงส่งสาวใช้ส่วนตัวออกมาสอดส่องอยู่เสมอ

หญิงรับใช้เหล่านี้ติดตามฮูหยินผู้เฒ่ามาตั้งแต่ยังเล็ก พวกนางล้วนฉลาดและมากด้วยประสบการณ์ พอพวกนางมาถึงก็จะสอบถามสารทุกข์สุกดิบ พูดคุยด้วยเล็กน้อย

ถึงท่าทางพวกนางจะดูสุภาพสักแค่ไหน แต่ตามจริงแล้วก็มาเพื่อสืบข่าว ดูสภาพความเป็นอยู่ และนำไปรายงานเจ้านายตัวเองเท่านั้น ไร้ประโยชน์ที่จะบอกความจริงถึงสิ่งที่ต้องการหรือขาดแคลนกับหญิงพวกนี้ เพราะถ้าบอกไปคนพูดอาจจะโดนเล่นงานเสียเองก็เป็นได้

---------------------------------------------

ท่านอ๋องน้ำแข็งกับสาวงามตัวหายนะ

พอหญิงรับใช้ของฮูหยินผู้เฒ่ามาที่เรือน

เสี่ยวซือก็อ้างว่านายหญิงของตนรู้สึกไม่สบายและกำลังพักผ่อนอยู่ หญิงรับใช้เหล่านั้นก็จากไปโดยไม่ได้สนใจจะซักไซ้ให้มากความ

ครึ่งชั่วยามต่อมา มีสาวใช้คนหนึ่งมาแจ้งว่า ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกให้ไป๋เซียงซิ่วไปพบ มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย โดยที่ฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านจะรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่

เสี่ยวซือรีบเข้าไปปลุกเจ้านายทันที จากนั้นก็ช่วยนายของตนแต่งตัว

            “ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว พวกเขายังต้องการอะไรจากข้าอีก” ไป๋เซียงซิ่วเอ่ยอย่างสงสัย

เสี่ยวซือกระซิบตอบ “ดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น บ่าวก็ไม่รู้รายละเอียด คงต้องรอให้ท่านไปถึงห้องโถงก่อนจึงจะรู้เจ้าค่ะ”

เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะเจอกับพระเอก ไป๋เซียงซิ่วก็รู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไร ทว่าตราบใดที่อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน ก็คงยากจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า นางไม่ได้กังวลว่าพระเอกจะมายุ่งเกี่ยวกับตน เพราะว่าเขาเป็นพวกหยิ่งยโสเกินไป

เมื่อต้องแต่งงานเพราะถูกจับคลุมถุงชน สิ่งที่ฝ่ายชายนึกถึงก็คือภูมิหลังที่หญิงนางนั้นนำติดตัวมาด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ เขาไม่ได้สนใจอนุทั้งหลายที่อยู่ในจวน ดังนั้นนางจึงไม่เคยคาดหวังอะไรในตัวเขา ในความเป็นจริงทั้งสองไม่ต้องพบหน้ากันอีกเลยก็ยังได้

พอนางคิดถึงนิยายที่เคยอ่านก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเล็กน้อย ในนิยายบอกไว้ว่าพระเอกเป็นชายหนุ่มรูปงาม นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นางอ่านเรื่องนี้ และตอนนี้นางก็อยู่ที่นี่แล้ว ถือซะว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นคนหล่อตัวจริง

เอาน่า มันก็ไม่ได้แย่นักหรอก

เมื่อให้กำลังใจตัวเองเรียบร้อย นางก็ให้เสี่ยวซือช่วยแต่งตัวให้ หลังจากนั้นสองนายบ่าวก็พากันเดินไปที่ห้องโถงใหญ่

            ห้องโถงใหญ่เป็นสถานที่ที่ฮูหยินผู้เฒ่าใช้สั่งการงานต่างๆ ในจวน

แม้ว่าบรรดาอนุจะเป็นภรรยาที่ตบแต่งเข้ามาอย่างถูกต้อง แต่เพราะพระเอกเพิ่งกลับจากสนามรบ และทั้งหมดเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในจวนหลังใหม่ อนุทั้งหลายจึงยังไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่ใดๆ ในจวน โดยปกติอนุแต่ละคนจะมีสาวใช้สองคน ทว่าอนุซิ่วเพิ่งเข้ามาใหม่ จึงมีสาวใช้แค่คนเดียว

หากต้องการไปที่ไหน จะมีแต่ฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ใช้เกี้ยวได้ ส่วนบรรดาอนุต้องใช้การเดินเท้าแทน ระหว่างที่เดินไปห้องโถงใหญ่ ไป๋เซียงซิ่วอดไม่ได้ที่จะชื่นชมทิวทัศน์รอบด้าน การจัดแต่งสวนในแบบโบราณหาชมได้ยากมากในโลกเดิมของนาง

เห็นเจ้านายเดินทอดน่องชื่นชมความงามสองข้างทาง สาวใช้คนสนิทก็เริ่มกังวล รีบดึงแขนเจ้านายให้เดินเร็วขึ้น

“อนุซิ่ว ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกให้ท่านไปพบ คงไม่ดีแน่ถ้าพวกเราไปถึงช้านะเจ้าคะ”

เมื่อได้ยินเสี่ยวซือเตือน ไป๋เซียงซิ่วก็ตัดสินใจรั้งกระโปรงที่ยาวเกินไปให้สูงขึ้น เพื่อให้เดินได้สะดวก สาวใช้ตัวน้อยเห็นก็ตกใจ รีบห้ามทันควัน

            “อย่าเจ้าค่ะ! ปล่อยมันลง ทำเช่นนี้ไม่สุภาพนะเจ้าคะ”

เพิ่งไม่นานมานี้ที่เสี่ยวซือสังเกตเห็นว่าเจ้านายของตนไม่ค่อยสนใจขนบธรรมเนียมสักเท่าไร ไม่เพียงพฤติกรรมเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แม้แต่การพูดจาก็ไม่เหมือนเดิม

ไป๋เซียงซิ่วขมวดคิ้วทันที “เจ้าต้องการให้ข้าเดินอย่างสง่างามและรวดเร็วพร้อมกันงั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องหาล้อมาติดที่เท้าข้าแล้วล่ะ หากทำแบบนั้นข้าก็จะเดินได้เร็วโดยที่ไม่ต้องถกกระโปรงขึ้น”

            “อนุซิ่ว ท่านอย่าพูดอะไรที่น่าขบขันสิเจ้าคะ ถ้าต้องทำเช่นนั้นทุกคนก็คงติดล้อที่เท้ากันหมดแล้ว”

เสี่ยวซือตอบพลางจับแขนเจ้านายของตนไว้ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเหยียบชายกระโปรงแล้วสะดุดล้ม เพราะสองสามวันมานี้นายหญิงเดินสะดุดชุดที่ใส่บ่อยครั้งมาก

“ไอ้หยา...” ไป๋เซียงซิ่วเดินสะดุดอีกครั้ง โชคดีที่เสี่ยวซือจับแขนไว้ นางอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

“ใครก็ตามที่คิดค้นชุดกระโปรงยาวๆ แบบนี้เห็นได้ชัดว่าตั้งใจทำให้ชีวิตของสตรียุ่งยากมากขึ้น ศพของเขาสมควรจะถูกแส้ฟาดสักร้อยครั้ง”

อยากรู้จริง เคยมีคนสะดุดชายกระโปรงแล้วตายบ้างไหม ดีนะที่เสี่ยวซือจับแขนนางไว้ ไม่งั้นนางคงต้องเสียจูบแรกให้พื้นไปแล้ว

“ท่านต้องระวังคำพูดนะเจ้าคะ ใครได้ยินเข้าจะไม่ดี บ่าวจะช่วยประคองเอง พวกเราค่อยๆ เดินกัน”

เสี่ยวซือเห็นอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีก็ไม่สบายใจ ทำได้เพียงช่วยประคองเจ้านายเดินไปช้าๆ ส่วนไป๋เซียงซิ่วก็ได้แต่ทำใจ ในเมื่อมาอยู่แปลกถิ่นก็คงต้องตามน้ำ

เฮ้อ แย่ชะมัด!

คล้อยหลังพวกนาง ก็มีชายห้าคนเดินเข้ามา ในกลุ่มนั้นมีสองเจ้านายกับสามบ่าวรับใช้ ซ่งเจี่ยวเยว่ใช้พัดปิดใบหน้า แต่เห็นได้ชัดว่าดวงตากำลังยิ้ม

“สตรีเมื่อครู่คงเป็นหนึ่งในอนุของลี่อ๋องสินะ นางช่าง... ดุร้าย”

นางบอกว่าจะฟาดศพร้อยครั้ง แต่เมื่อดูจากรูปร่างที่แสนจะบอบบางนั่นแล้ว คาดว่านางคงไม่มีแรงแม้กระทั่งจะจับแส้ฟาดเสียด้วยซ้ำ

ลี่อ๋องหรือชื่อจริงก็คือหลงเหิง ตอนนี้มีสีหน้าเย็นชา กระทั่งความหล่อเหลาก็ไม่อาจปิดบังความเยียบเย็นของเขาได้ คำพูดของสหายทำให้เขารู้สึกอับอาย

“ขอโทษที่เจ้าต้องมาเห็นอะไรแบบนี้” ถึงทั้งสองจะเป็นเพื่อนกัน แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ก็ส่งผลต่อความภาคภูมิใจของเขาไม่น้อย

นางเป็นแค่อนุภรรยา แล้วคิดอย่างไรถึงจะตีคนตาย ชายหนุ่มขมวดคิ้ว หันไปถามบ่าวรับใช้

“นางเป็นใคร?”

“นางคืออนุซิ่วจากเรือนเหมันต์ มาจากครอบครัวที่เอ่อ...มีชื่อเสียงขอรับ” บ่าวรับใช้ตอบตามที่รู้มา ทว่าตอนนี้เขากำลังคิดว่าตัวเองฟังมาผิดหรือเปล่า เป็นไปได้อย่างไรที่สตรีจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงจะทำท่าทางเช่นนั้น แล้วยังพูดว่าจะตีศพอีกด้วย

นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว

            หลงเหิงไม่ได้พูดอะไร เขาผายมือไปที่ศาลา “ข้าต้องไปจัดการเรื่องภายในครอบครัว เจ้าไปนั่งรอในศาลาก่อน”

            “ได้ แต่วันนี้เจ้าต้องเลี้ยงสุราข้า”

ในแคว้นนี้ซ่งเจี่ยวเยว่และหลงเหิงต่างเป็นเลิศทั้งด้านบุ๋นและด้านบู๊ อีกทั้งพวกเขายังเป็นเพื่อนกัน ทั้งสองจึงปฏิบัติต่อกันอย่างเป็นกันเอง หลงเหิงพยักหน้ารับก่อนจะมุ่งหน้าไปห้องโถงหลัก แยกกันกับสหาย

เมื่อชายหนุ่มมาถึงห้องโถง ผู้คนก็มารอเกือบครบแล้ว หลงเหิงเหลือบเห็นสตรีที่ตนกับสหายพูดถึงก่อนหน้านี้... อนุซิ่ว ตอนนี้อนุซิ่วยืนก้มหน้ามองพื้น ท่าทางสงบเสงี่ยม ดูเป็นคนเรียบร้อยรู้จักการวางตัว

ถ้าเขาไม่ได้เห็นฉากด้านนอกมาก่อน เขาก็คงจะเชื่อภาพที่เห็นตรงหน้า ท่ามกลางสตรีในห้อง นางช่างมีเอกลักษณ์ ดูโดดเด่นยิ่งกว่าผู้ใด ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจมองข้ามความงามของนางไปได้

และสตรีเช่นนี้แหละที่เป็นตัวหายนะ

ในหนังสือประวัติศาสตร์บอกไว้แบบนั้น เขาละสายตาจากนาง หันไปทักทายฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านแม่” จากนั้นก็นั่งลงข้างๆ มารดา

ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่า ขณะที่เขามองประเมินไป๋เซียงซิ่วด้วยสายตาเย็นชา อีกฝ่ายกำลังหวาดหวั่นจนขาสั่น

ไป๋เซียงซิ่วไม่รู้ว่าทำไมฮูหยินผู้เฒ่าถึงเรียกตนมา นางใช้ช่วงที่ไม่มีใครสนใจตนเหลือบมองพระเอก

ว้าว!

ไม่ผิดไปจากที่อ่านในนิยาย พระเอกคนนี้ดูหล่อรวยอย่างแท้จริง เขาอยู่ในชุดสีดำที่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดี แต่ก็ไม่อาจปกปิดร่างกายที่ล่ำสันได้ ถึงการแต่งกายจะทำให้ชายหนุ่มดูน่าหลงใหล แต่เขาก็ไม่แสดงท่าทีเจ้าชู้ให้เห็นเลย

            ชายผู้นี้มีกลิ่นอายของทหาร ท่าทางดูสง่างาม เท่มาก น่าเสียดายที่ความเท่มาพร้อมกับความเย็นชา หญิงสาวรีบดึงสายตากลับ ไม่กล้าจ้องอีกฝ่ายนาน

            จากนั้นนางก็เหลือบมองฮูหยินผู้เฒ่า สองแม่ลูกช่างเหมือนกับภูเขาน้ำแข็ง แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบเหมือนกันไม่มีผิด ทำให้บรรยากาศรอบด้านยิ่งกดดันจนหญิงสาวถึงกับสั่นสะท้าน นางรีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองทั้งคู่ต่อ

สมแล้วที่เป็นพระเอก รัศมีความเป็นตัวละครหลักฉายชัด ทว่าสิ่งที่นางสนใจจริงๆ ก็คือ ทำยังไงถึงจะไม่ถูกโบยจนตายมากกว่า

ขณะที่หญิงสาวกำลังครุ่นคิด คนรับใช้เก่าแก่ข้างฮูหยินผู้เฒ่าก็พูดขึ้น

“ข้าแน่ใจว่าทุกคนรู้จักหญิงผู้นี้ดี สี่เอ๋อเป็นบ่าวรับใช้ที่กิริยามารยาทดี ขยันขันแข็งในขณะที่รับใช้ฮูหยินผู้เฒ่า ทำให้นางถูกส่งไปรับใช้นายท่าน แต่หญิงชั่วคนนี้กลับกำเริบเสิบสานกล้าจุดธูปราคะในห้องของนายท่าน ทว่านายท่านอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายในสมรภูมิรบมานาน มีหรือจะหลงกลตื้นๆ แบบนี้”

            “ฮูหยินผู้เฒ่า นายท่าน บ่าวไม่กล้าทำอีกแล้ว โปรดเมตตาบ่าวด้วย” ตามจริงแล้วสี่เอ๋อนั้นหลงใหลในตัวลี่อ๋อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะบุรุษเช่นนี้ยากนักที่จะมีหญิงใดไม่สนใจ

            ที่หญิงรับใช้ทำเช่นนี้เพราะอยากเป็นคนแรกที่ได้หลับนอนกับเขา นางหวังว่าตนจะได้ความรักความเมตตาจากลี่อ๋อง คาดไม่ถึงว่าเขาจะรู้ตัวในทันที เป็นเหตุให้นางถูกจับกุมและถูกนำตัวมาอยู่ตรงหน้าแม่ลูกคู่นี้

นี่นับว่าเป็นปัญหาส่วนตัว แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ไป๋เซียงซิ่วรู้ทันทีว่าโอกาสรอดของสี่เอ๋อนั้นแทบจะไม่มีเลย ทว่าสี่เอ๋อก็ยังพยายาม นางทั้งขอร้องทั้งอ้อนวอน ตอนนี้สาวใช้กำลังคุกเข่า น้ำตานองหน้า โขกหัวกับพื้นกระทั่งหน้าผากช้ำแดงก่ำนางก็ยังไม่หยุด

---------------------------------------------

 

ฉากสะเทือนขวัญ

ไป๋เซียงซิ่วคุ้นเคยกับฉากนี้ดี

ทว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนนางคาดไม่ถึง

ขณะที่หญิงสาวจมอยู่ในภวังค์ เสียงเย็นชาของฮูหยินผู้เฒ่าก็ดังขึ้น

“ลูกชายข้าต่อสู้เพื่อบ้านเมืองมาตลอด พอกลับมายังต้องเจอกับเล่ห์กลชั่วช้าในครอบครัวอีกรึ! ยอมไม่ได้! เด็กๆ โบยนางให้ตายเดี๋ยวนี้!”

            “ฮูหยินผู้เฒ่า ได้โปรด! ได้โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ!” ไม่มีใครสนใจฟังคำอ้อนวอนของนาง

สาวใช้จำนวนหนึ่งกรูเข้ามากดสี่เอ๋อให้นอนลงกับพื้น บ่าวชายสองคนถือไม้ยาวหนาเท่าแขนเดินตรงมาหา พวกเขามองฮูหยินผู้เฒ่าอย่างลังเลเพื่อขอการยืนยัน

            “ทุกคนจงดูและจำเอาไว้ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องเจอหากคิดร้ายกับคนในครอบครัว เริ่มได้!” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดจบ บ่าวชายก็ลงมือโบยอย่างไม่ออมแรง

สี่เอ๋อร้องไห้คร่ำครวญพยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่หลุด นางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดขณะถูกโบย บนแผ่นหลังเริ่มมีเลือดซึมทะลุเสื้อผ้า

ไป๋เซียงซิ่วมองภาพตรงหน้าอย่างสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก นางกลัวสถานการณ์นี้มากที่สุด ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอการลงโทษแบบนี้ทั้งที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน

ตอนนี้สี่เอ๋อแน่นิ่งไปแล้ว ไป๋เซียงซิ่วได้แต่มองตาค้าง นางไม่อาจทำอะไรได้เลย เช่นเดียวกับที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการรู้เห็นเป็นพยานในการฆ่าอย่างทารุณครั้งนี้ได้

ถึงสี่เอ๋อจะทำความผิด แต่ก็ควรจะไล่นางออกไปหรือไม่ก็ส่งเข้าคุก การลงโทษแบบศาลเตี้ยเช่นนี้นางไม่อาจยอมรับได้

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าและลี่อ๋องกลับนั่งด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ใส่ใจ แถมยังจิบชาอีกต่างหาก

นางอยู่ในสังคมแบบนี้ไม่ได้ นางไม่เหมาะกับที่นี่!

แล้วจะหนีไปยังไง?

พูดตามตรง ตอนนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ในห้องโถงถ้าไม่อ้วกก็เป็นลมไปแล้ว เหลือนางคนเดียวที่ยังยืนได้อยู่ แถมยังต้องคอยลูบหลังเสี่ยวซือที่กำลังอ้วกอีกด้วย

หลังจากได้อาเจียนเสี่ยวซือก็รู้สึกดีขึ้น นางคิดว่าต้องมีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเจ้านายของตน

ขณะที่คนอื่นกลัวจนแทบจะสิ้นสติ เจ้านายของนางกลับเดินออกไปด้วยท่าทางเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย เพราะทิศทางที่นางเดินไปไม่ใช่เส้นทางกลับเรือนเหมันต์

ไป๋เซียงซิ่วเดินไปข้างหน้าเหมือนคนไร้วิญญาณ จู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกวูบ เห็นพื้นเข้ามาใกล้ใบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทว่ามีมือข้างหนึ่งยื่นมาดึงรั้งนางไว้ทำให้ไม่ล้ม สัมผัสที่อ่อนโยนและอบอุ่นจากมือข้างนั้นค่อยละลายน้ำแข็งที่เกาะกินหัวใจของนางช้าๆ หญิงสาวเงยหน้ามองผู้ช่วยเหลือ แล้วเอ่ยออกไปทันที

“ขอบคุณ”

ซ่งเจี่ยวเยว่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างขณะที่ช่วยประคองนางให้ยืนขึ้น ตัวนางเย็นเฉียบราวกับไม่ใช่มนุษย์ ใบหน้าก็ซีดเซียวเหมือนคนตาย

เขาคิดว่าหญิงผู้นี้ช่างบอบบางราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ พอมองหญิงสาวให้ละเอียดอีกครั้ง รูปร่างของนางช่างคุ้นเคย โดยเฉพาะเสียง...

“เป็นเจ้า?” เขานึกออกทันที

น่าเสียดายที่หญิงสาวพูดขอบคุณจบก็จากไป เสี่ยวซือรีบเดินตามเจ้านายจนทันแล้วพานางกลับไปที่เรือน

พอกลับมาถึงห้องไป๋เซียงซิ่วก็รู้สึกป่วย นางเริ่มมีอาการประสาทหลอน จนถึงขนาดที่คิดว่านางกำลังมองร่างของตนในโลกเดิมในฐานะผู้ชม นางเห็นตัวเองนอนนิ่งหมดสติอยู่บนรถพยาบาล จากนั้นนางก็กลับเข้าร่างขณะอยู่ในโรงพยาบาลโดยที่มีพ่อแม่ยืนอยู่ด้านข้าง ท่านทั้งสองจับมือนางไว้ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

            นางส่งยิ้มให้และพูดปลอบใจ “ลูกสบายดี ไม่ต้องห่วง ลูกแค่ฝันร้ายเท่านั้น” ฝันร้ายที่น่าสะพรึง ช่างเหมือนจริงจนนางไม่อยากจะนึกถึง

พ่อแม่ของนางได้ยินเสียงลูกสาวก็ดีใจรีบตะโกนเรียกหมอ “หมอ! ลูกสาวของฉันฟื้นแล้ว!” ทว่าเมื่อหมอมาถึง นางก็ไม่ได้สติอีกครั้ง จากนั้นก็หลุดเข้าไปในความฝันที่สมจริงของตัวเอง

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าก็เรียกบุตรชายไปคุยและบอกกับเขาว่าให้หาเวลาไปหลับนอนกับบรรดาอนุ เพื่อที่จะหยุดความคิดเหลวไหลของสตรีพวกนั้น เขามีอนุภรรยาอยู่แล้วสี่คน แค่เขาไปนอนกับพวกนาง ก็จะไม่มีสาวใช้กล้าทำบ้าๆ แบบนี้

หลงเหิงตอบรับด้วยท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ พอออกมาจากห้องของมารดา เขาก็ตรงไปหาสหายที่ศาลาเพื่อดื่มสุราด้วยกัน ยังไม่ทันจะนั่งลงซ่งเจี่ยวเยว่ก็ถามขึ้น

“ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งสั่งโบยสาวใช้จนตาย?”

“อืม” หลงเหิงตอบรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

            “ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงจัดการเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วและเฉียบขาดเหมือนเดิม ทว่านางก็ทำให้สาวงามในจวนเจ้าหวาดกลัวเช่นกัน” ซ่งเจี่ยวเยว่พูดหลังจากที่เห็นท่าทางของอนุซิ่ว

“ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าจะปล่อยให้พวกนางเห็นเรื่องเช่นนี้ เจ้าควรจะอ่อนโยนกับผู้หญิงบ้าง”

“อ่อนโยนกับผู้หญิงรึ? เมื่อไรที่พวกผู้หญิงตัดสินใจทำเรื่องเลวร้าย แม้แต่ผู้ชายก็ไม่อาจสู้ได้ ตอนที่ข้าอยู่ในสนามรบ ศัตรูมักจะส่งสาวงามเข้ามาเป็นนางคณิกาในค่ายเพื่อให้ฆ่าพวกทหารที่มาหลับนอนด้วย ความอ่อนโยน! ความอ่อนโยนช่วยทหารที่ตายไปแล้วพวกนั้นได้ไหม? เจี่ยวเยว่ เจ้ามันใจอ่อนเกินไปโดยเฉพาะกับผู้หญิง”

ปกติหลงเหิงเป็นคนไม่พูดมาก แต่คราวนี้น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทำให้ซ่งเจี่ยวเยว่ถึงกับพูดไม่ออก เขารีบยกจอกสุราขึ้นมาแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที

“ช่างเถอะ พวกเรามาดื่มกันดีกว่า”

เนื่องจากทั้งสองไม่ได้พบกันมานาน พวกเขาจึงรินเหล้าและชนจอกกันเป็นระยะ

กว่าทั้งคู่จะหยุดร่ำสุราหลงเหิงก็เมาเล็กน้อย แต่เมื่อเหลือบเห็นซ่งเจี่ยวเยว่ถูกบ่าวรับใช้ประคองไปขึ้นรถม้า เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองชนะสหาย

ชายหนุ่มเดินกลับไปที่เรือนของตน พอมาถึงห้องส่วนตัว บ่าวชายคนหนึ่งก็ส่งผ้าให้เจ้านายเช็ดหน้า จากนั้นก็ก้มหน้าบอกเสียงแผ่วเบา “ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้บอกนายท่านว่า ให้นายท่านนอนกับหนึ่งในสี่อนุคืนนี้...”

            บ่าวรับใช้ยังพูดไม่ทันจบ หลงเหิงก็โยนผ้าในมือลงบนโต๊ะ ชายหนุ่มเดินไปรอบห้องราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกคุมขัง กระทั่งนึกถึงคำแนะนำของซ่งเจี่ยวเยว่ได้ จึงเอ่ยขึ้น

“ข้าจะไปเรือนเหมันต์”

ตามจริงแล้วเขายังไม่คุ้นเคยกับจวนหลังใหม่มากนัก เคยได้ยินแต่ชื่อเรือนเหมันต์ ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจไปที่นั่น

สองนายบ่าวมุ่งหน้าไปเรือนเหมันต์ โดยที่บ่าวชายถือตะเกียงเดินนำหน้า

            เมื่อพวกเขาไปถึงเรือนเหมันต์ ก็เห็นคนยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตู บ่าวชายจึงเรียกอีกฝ่ายมาซักถาม

“พวกเจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่เรือนอนุซิ่ว?”

            “พวกเรามาจากโรงหมอในเมือง อนุซิ่วไม่สบาย บ่าวของนางจึงตามท่านหมอมาตรวจอาการให้” ชายคนหนึ่งตอบ

            “ไม่สบาย?” หลงเหิงขมวดคิ้ว นางป่วยงั้นรึ หากเรื่องแค่นี้ยังหวาดกลัวจนล้มป่วย แล้วเรื่องที่นางพูดก่อนหน้าว่าจะตีศพล่ะ นางแค่พูดล้อเล่นเท่านั้นหรือ

“ตอนนี้ท่านหมอยังไม่ออกมา เอ่อ...กระหม่อม...กระหม่อมคารวะท่านอ๋อง” ชายคนนั้นเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังพูดอยู่กับใครจึงรีบทำความเคารพทันที

หลงเหิงฟังด้วยสีหน้าราบเรียบ ตั้งใจจะกลับห้อง แต่ในฐานะนายท่านของจวน เขาจึงยืนรอกระทั่งหมอออกมา เมื่อท่านหมอเห็นชายหนุ่มก็ทำการคารวะทันที แล้วรายงานอาการของอนุซิ่วให้ฟัง ท่านหมอบอกว่าอนุซิ่วแค่ป่วยเพราะเจอเรื่องสะเทือนขวัญ อาการของนางจะดีขึ้นหลังจากกินยาที่จัดให้

ความจริงแล้วท่านหมอไม่กล้าบอกตามตรงว่า ตอนที่เขามาถึงชีพจรของอนุซิ่วก็หยุดเต้นไปแล้ว ไม่รู้ว่านางฟื้นคืนชีพได้อย่างไร

            “อืม” หลงเหิงตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็จากไปทันที

เรื่องพวกนี้ไม่อยู่ในความสนใจของหลงเหิง เพราะถึงอนุซิ่วจะมีใบหน้าที่งดงาม แต่ความงามก็มักจะมาพร้อมกับอันตราย เขาจึงไม่เคยให้ค่ากับสิ่งนี้

ทางด้านไป๋เซียงซิ่ว นางล้มป่วยไม่ได้สติอยู่หลายวัน กระทั่งถูกทำให้ฟื้นโดยเสียงที่แผ่วเบาเสียงหนึ่ง

“หิวน้ำ ข้าหิวน้ำเหลือเกิน เจ้านาย ข้าขอน้ำหน่อย”

“น้ำ...” นางพึมพำออกมา

            “อนุซิ่ว ในที่สุดท่านก็ฟื้น! ท่านอยากดื่มน้ำใช่ไหม รอสักครู่นะเจ้าคะ” เสี่ยวซือรีบไปเอาน้ำมาให้นายหญิง

สาวใช้ประคองไป๋เซียงซิ่วแล้วป้อนน้ำให้ กระทั่งหญิงสาวดื่มน้ำหมด สาวใช้ตัวน้อยก็กลั้นไม่อยู่ร้องไห้โฮ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

“อนุซิ่ว บ่าวกลัวเหลือเกิน บ่าวกลัวว่าท่านจะไม่ฟื้นเสียแล้ว”

ไป๋เซียงซิ่วปลอบใจสาวใช้แล้วลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองไปรอบห้อง รู้ทันทีว่านางยังไม่ได้กลับไปโลกของตน จากนั้นก็มองไปที่ต้นกระบองเพชร ก่อนสั่งสาวใช้

“รดน้ำให้มันด้วย” ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมาก นางจึงจำไม่ได้ว่ารดน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไร

 

---------------------------------------------

เจ้าปีศาจ!

“ขอบคุณ”

เสียงหนึ่งดังขึ้นหลังจากเสี่ยวซือรดน้ำให้ต้นกระบองเพชร

“ด้วยความยินดี” ไป๋เซียงซิ่วตอบกลับทันที

เดี๋ยวนะ! กี่ครั้งแล้วที่นางหูแว่วไปเองแบบนี้

“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซือถามขณะที่มองเห็นนายหญิงที่ก่อนหน้านี้นอนป่วยไม่ได้สติมาหลายวัน จู่ๆ ก็ลุกขึ้นไปยืนจ้องต้นกระบองเพชรแล้วถามเสียงดัง

“เจ้าเป็นปีศาจอะไรกันแน่!”

“...” เสี่ยวซือมองเจ้านายด้วยสายตางุนงง พอตั้งสติได้ก็รีบวิ่งออกไปนอกห้องพลางร้องตะโกน “มีใครอยู่บ้าง รีบไปตามหมอเร็ว อนุซิ่วเป็นอะไรก็ไม่รู้!”

ไป๋เซียงซิ่วได้ยินก็ปวดหัวขึ้นมาทันที ตอนนี้นางสบายดี ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย ไม่ได้ผิดปกติตรงไหนด้วย

“ข้าชื่อเสี่ยวหั่ว ไม่ใช่ปีศาจ ข้าเป็นต้นกระบองเพชร” เสียงเล็กๆ พูดขึ้น

หญิงสาวตกใจถอยหลังกรูด เมื่อครู่นางคงด่วนตัดสินใจเร็วเกินไป

นางป่วย! ต้องมีบางอย่างผิดปกติกับนางแน่ เพราะนางได้ยินต้นกระบองเพชรพูดได้ แล้วมันกำลังพูดกับนาง

“เจ้า... เจ้า...” หญิงสาวอึกอักพูดไม่ออก ชี้นิ้วไปที่ต้นกระบองเพชรตัวการ “เป็นไปไม่ได้! หมอ ข้าต้องการหมอ”

พูดจบหญิงสาวก็กลับไปนอนลงบนเตียง เอาผ้าห่มมาคลุมตัว นอนรอให้หมอมาตรวจ  

“นายหญิง วันนี้เสี่ยวหั่วรู้สึกสดชื่นมาก เสี่ยวหั่วอยากไปตากแดด” เสียงเล็กๆ เปี่ยมด้วยความสุขดังขึ้นอีกครั้ง

แย่ละ! ดูเหมือนอาการป่วยของนางจะแย่ลงเรื่อยๆ แล้ว

ในที่สุดท่านหมอก็มาถึง ท่านหมออายุมากแล้ว นางจึงบอกเขาว่าไม่ต้องทำความเคารพตามธรรมเนียม หญิงสาวรีบยื่นแขนให้หมอตรวจทันที

“ท่านหมอ ข้ารู้สึกว่าตัวเองประสาทหลอน เหมือนได้ยินคนพูดกับข้า ท่านหมอช่วยตรวจทีเถิด ข้าคงเป็นบ้าไปแล้ว”

ริมฝีปากท่านหมอถึงกับกระตุก เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคนยอมรับว่าตัวเองเป็นบ้า หลังจากตรวจชีพจรเรียบร้อยท่านหมอก็พูดยิ้มๆ

“ตอนนี้ร่างกายท่านหายเป็นปกติดีแล้ว เหลือแค่ทานยาบำรุงจากนั้นสุขภาพก็จะดียิ่งขึ้น” ท่านหมอบอกผลการตรวจแล้วก็ถอนใจ

เฮ้อ! เขาอุตส่าห์รีบมาเพราะสาวใช้บอกเจ้านายป่วยหนัก แต่ความจริงแล้วกลับปกติดีเสียนี่ ตรวจเสร็จท่านหมอก็จัดยาให้แล้วเตรียมจะจากไป

“ท่านหมอ ได้โปรดอย่าเพิ่งไป ข้าป่วยจริงๆ นะ นี่ไง! ข้าได้ยินอีกแล้ว” ไป๋เซียงซิ่วพยายามรั้งหมอไว้

ตอนนี้เสียงเล็กๆ นั่นพูดกับนางว่า “ข้าเอง ข้าเสี่ยวหั่ว กระบองเพชรเสี่ยวหั่วไง”

เสี่ยวซือเห็นท่าทางเจ้านายก็รู้สึกกังวล แต่เมื่อท่านหมอบอกว่านายหญิงไม่เป็นอะไรก็ทำให้นางเบาใจลงได้บ้าง น่าจะเป็นเพราะนายหญิงยังขวัญเสีย หากอีกฝ่ายได้พักผ่อนก็อาจจะดีขึ้น

อนุซิ่วบ้าไปแล้ว! ข่าวลือนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งจวน อีกทั้งเจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าเป็นความจริง

ไป๋เซียงซิ่วคิดว่าตัวเองเป็นบ้า เพราะนางได้ยินต้นกระบองเพชรพูดได้ แถมได้ยินคนเดียวด้วย ดังนั้นถ้านางแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน นางจะกลายเป็นคนปกติใช่ไหม หญิงสาวครุ่นคิดด้วยความกลุ้มใจ

ฝ่ายเสี่ยวหั่วก็ยังรื่นเริงสุขสบายดี ถึงจะเป็นต้นกระบองเพชรแต่ก็เหมือนเด็กน้อยที่ทั้งวันเอาแต่นอน โดยที่จะตื่นแค่วันละสองชั่วยามเท่านั้น

ดังนั้นเสียงของเสี่ยวหั่วจึงไม่นับว่าเป็นปัญหาของนางสักเท่าไร ปัญหาจริงๆ ก็คือ ถึงจะถูกหนามกระบองเพชรตำก็ยังกลับบ้านไม่ได้…

เพราะอะไร?

หรือจะเกี่ยวกับสถานที่และเวลา?

เพื่อทดสอบความคิดนี้ นางจึงลองให้กระบองเพชรตำอีกรอบในสถานที่และเวลาเดียวกัน แต่ก็ยังกลับบ้านไม่ได้อยู่ดี

หรือว่านางต้องรอให้ครบปีเพื่อให้ตรงกับวันที่นางมาอยู่ที่นี่งั้นหรือ พอคิดอย่างถี่ถ้วน นางก็จำได้ว่าวันนั้นค่อนข้างแตกต่างจากวันอื่นเพราะเป็นเทศกาลผี

แสดงว่านางต้องรออีกหนึ่งปีเพื่อให้เทศกาลนั้นเวียนมาถึง จึงจะกลับบ้านได้ใช่ไหม? แต่ปีนั้นนางต้องถูกโบยจนตายนะ! พอคิดมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็ตัวสั่นสะท้าน เพราะจดจำฉากนั้นได้เป็นอย่างดี

นางต้องหาทางหลีกเลี่ยงฉากนั้น!

ดังนั้นปีนี้นางต้องหาขาใหญ่ไว้เกาะให้จงได้ นางต้องคิดเผื่อถ้ากลับบ้านไม่ได้อีกด้วย หากมีหลักให้ยึดเหนี่ยว อย่างน้อยการใช้ชีวิตที่ดีก็น่าจะดีขึ้น...มั้ง

ถ้าจะหาหนุ่มหล่อนิสัยดีในสมัยนี้เพื่ออยู่กันอย่างหวานชื่นก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะงั้นอย่าไปคาดหวังให้มากนัก แล้วนางจะไปเกาะขาใครดีล่ะ

พระเอก... ไม่มีทาง แค่คิดก็มึนตึ้บแล้ว

ฮูหยินผู้เฒ่า... ข้ามโดยด่วน คนนี้ก็ไม่ผ่าน 

ทางรอดเดียวที่เห็นตอนนี้น่าจะเป็น พระรอง--ซ่งเจี่ยวเยว่

ตั้งแต่นางมาอยู่ในร่างนี้ก็เห็นได้ว่าซ่งเจี่ยวเยว่เป็นคนอ่อนโยนทั้งภายนอกภายใน หากเปรียบพระเอกเป็นไฟ เขาก็เป็นน้ำ หากบอกว่าพระเอกร้อนแรงเหมือนแสงอาทิตย์ เขาก็คงเป็นพระจันทร์ที่นุ่มนวล ชาติตระกูลของชายทั้งสองก็สูงส่งพอกัน เพราะหากเป็นคนอื่นคงไม่มีทางจะรับมือกับพระเอกได้แน่

ถ้าเป็นซ่งเจี่ยวเยว่ เขาสามารถพานางออกจากความสัมพันธ์นี้ได้อย่างง่ายดาย เขาเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตัวเองต้องการ และหากเขาตกหลุมรักหญิงสักคน เขาก็จะไม่มีสายตามองหญิงอื่น

ชายผู้นี้เป็นที่รู้กันดีในเรื่องความสุภาพ แน่นอนว่าย่อมไม่เกิดเรื่องอย่าง ‘โบยจนตาย’ แน่ๆ ดังนั้นเขาน่าจะเป็นคนเดียวที่นางพอจะพึ่งพาได้

แล้วจะทำยังไงดี?

อย่างแรกต้องพาตัวเองไปเจอเขาให้ได้ก่อน เขาเป็นผู้ชายยุคโบราณ การจะเข้าหาเหมือนที่ทำกับผู้ชายสมัยใหม่เป็นไปไม่ได้เลย

หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจได้

ซ่งเจี่ยวเยว่! ข้าจะช่วยเปลี่ยนชะตากรรมที่แสนจะโดดเดี่ยวของท่าน!

และเพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบที่น่าเศร้าของตัวเอง

ทว่าถึงนางจะไม่ทำแบบนี้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าในอนาคตอีตาพระเอกที่คิดจะกำจัดบรรดาอนุ จะไม่เอานางใส่พานมอบให้ซ่งเจี่ยวเยว่ด้วยตัวเอง

คำถามต่อมาก็คือ จะจับเขายังไง?

ในนิยายที่นางอ่านซ่งเจี่ยวเยว่ชอบนางเอกก็เพราะความสามารถ เขาได้ฟังนางเอกขับร้องและบรรเลงพิณในบ้านพระเอกจนเกิดความหลงใหลและชื่นชม แสดงว่าซ่งเจี่ยวเยว่ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบผู้หญิงแค่รูปลักษณ์ภายนอก คิดถึงตรงนี้ไป๋เซียงซิ่วก็รู้สึกหดหู่ นางไม่มีความสามารถด้านใดเป็นพิเศษเลยสักอย่างนอกจากเรื่องจัดสวน ต้นไม้ แล้วก็ดอกไม้

หากนางต้องการเข้าใกล้ซ่งเจี่ยวเยว่ นางก็ต้องหาความสามารถของตัวเองให้พบเป็นอันดับแรก

หญิงสาวจึงเริ่มจากบทกวี การใช้บทกวีจำเป็นต้องศึกษา เพราะหากนางเอาบทกวีไปใช้มั่วๆ อาจจะถูกคนพูดได้ว่าขโมยความคิดของผู้อื่น ต้องเป็นบทกวีที่กลั่นกรองมาจากความคิดของนางเอง ไป๋เซียงซิ่วจึงตั้งต้นจากการอ่านหนังสือและตำราต่างๆ เหมือนสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัย

เสี่ยวซือเฝ้ามองนายหญิงอ่านหนังสือวันแล้ววันเล่า อ่านตั้งแต่เช้ายันค่ำ อีกฝ่ายไม่สนใจจะทำอะไรเลยแม้กระทั่งหวีผมหรือล้างหน้า นายหญิงอ่านจนนางเริ่มสงสัยว่า

หนังสือมันสนุกขนาดนั้นเลยหรือ?

ในที่สุดนายหญิงก็อ่านจบ สาวใช้ตัวน้อยคิดว่าทุกอย่างคงกลับไปเป็นปกติ คาดไม่ถึงว่านายหญิงจะเริ่มเขียน!

นายหญิงเขียนงานของตัวเองทั้งวัน ถึงจะเหนื่อยก็ยังไม่หยุดเขียน อีกฝ่ายถึงขนาดมัดพู่กันติดกับนิ้วเพื่อให้เขียนต่อได้

เสี่ยวซือไม่เคยเห็นเจ้านายเป็นแบบนี้มาก่อน ทำให้สาวใช้รู้สึกเป็นห่วง ขณะเดียวกันพวกบ่าวรับใช้ก็พากันลือไปต่างๆ นานาว่าตั้งแต่อนุซิ่วเป็นบ้าเพราะได้ยินเสียงปีศาจ พฤติกรรมของนางก็แปลกประหลาดขึ้นทุกวัน

สองเดือนผ่านไปกว่าที่ลี่อ๋องจะได้ยินข่าวนี้ มารดาได้บอกกับเขาว่า

“ข้าจะส่งคนไปดู หากนางเป็นบ้าจริง ข้าก็จะส่งนางไปอยู่วัดเผื่อว่าอำนาจของพระพุทธองค์จะช่วยรักษานางได้”

หลงเหิงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ขณะที่ก้าวเท้าออกจากห้องฮูหยินผู้เฒ่า จากที่ฟังมาดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก หญิงสาวที่ดูเฉลียวฉลาดเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาวันนั้น กลายเป็นบ้างั้นหรือ เขาลังเลชั่วขณะ สุดท้ายก็ก้าวเท้าไปที่เรือนเหมันต์

 --------------------------------------------

 

คนบ้าที่มีความสามารถ

เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงทว่าวันนี้อากาศยังคงร้อนอบอ้าว

แต่กลับไม่ส่งผลใดๆ ต่อหลงเหิงเพราะชายหนุ่มเคยชินเสียแล้ว

เพราะที่ตั้งเรือนเหมันต์ค่อนข้างห่างไกล กอปรกับมีข่าวว่าอนุเจ้าของเรือนเป็นบ้า จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ ทั้งยังมีสายลมพัดมาบางเบาเป็นระยะ ช่วยให้คลายร้อนได้ดีทีเดียว

หลงเหิงพร้อมผู้ติดตามเดินมาถึงทางเข้าเรือนเหมันต์ ขณะที่บ่าวรับใช้จะส่งเสียงรายงานการมาถึงกับเจ้าของเรือน ก็มีสายลมพัดกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวออกมาจากด้านใน หลงเหิงยื่นมือไปรับได้ทัน ทว่าก่อนที่เขาจะได้อ่านข้อความที่เขียนไว้บนกระดาษ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“อนุซิ่ว กระดาษปลิวไปข้างนอกแล้วเจ้าค่ะ”

ทว่าหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าอนุซิ่วกลับตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนปลง “ช่างเถิด สายลมไม่เข้าใจถ้อยคำที่ข้าต้องการสื่อ จึงได้ขโมยกระดาษแผ่นนั้นไปจากข้า ขี้ขลาดจริง...”

“เดี๋ยวบ่าวไปเก็บกระดาษกลับมาให้นะเจ้าคะ” เสี่ยวซือพูดตัดบท นางไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเจ้านายสักเท่าไร

"ช่างเถอะ ก็แค่กระดาษแผ่นเดียว" พูดจบคนด้านในก็เงียบไป

หลงเหิงได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน ไม่มีทางที่จะเป็นคำพูดของคนบ้า เขาห้ามบ่าวรับใช้ไม่ให้ส่งเสียงแจ้งการมา จากนั้นก็เปลี่ยนใจเดินกลับไป

ระหว่างทางชายหนุ่มนึกได้ว่าในมือยังมีกระดาษที่เก็บได้เมื่อครู่อยู่จึงทำท่าจะปาทิ้ง บ่าวรับใช้เห็นจึงรีบอาสา

“ท่านอ๋อง ให้บ่าวเอาไปทิ้งให้ไหมขอรับ” บ่าวรับใช้พูดพลางเดินเข้ามาใกล้เจ้านาย

ชายหนุ่มส่งกระดาษในมือให้เหมือนไม่ใส่ใจ เพราะอย่างไรผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าเป็นแค่เศษกระดาษ ทว่าเมื่อบ่าวรับใช้รับไปแล้วเห็นข้อความที่เขียนไว้บนกระดาษก็อดอ่านไม่ได้ “ยอดกระบี่...ย่อมต้องผ่านการลับ…” ยังอ่านไม่ทันจบ กระดาษก็หายวับไปจากมือ

            “เอามานี่” หลงเหิงดึงกระดาษกลับมา ก้มลงอ่านข้อความที่ปรากฏบนนั้น

            “ยอดกระบี่...ย่อมต้องผ่านการลับนับสิบปี ยอดคน...ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนและเคี่ยวกรำ”

ลายมือที่เห็นช่างงดงามและอ่อนช้อย ผู้หญิงแบบใดกันที่สามารถเขียนบทกวีที่มีความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับวีรบุรุษได้ หรือว่านางจะลอกเลียนบทกวีของผู้อื่นมา แล้วบทกวีนี้เป็นของใคร นางที่มาจากครอบครัวบัณฑิตจะรู้เรื่องวีรบุรุษได้อย่างไร?

หลงเหิงฝึกฝนวรยุทธมาตั้งแต่เยาว์วัยจากนั้นก็เข้าร่วมกองทัพ กลิ่นอายของความเป็นวีรบุรุษฝังแน่นอยู่ในจิตใจ น่าเสียดายที่บทกวีที่ใช้ภาษาสวยงามอย่างการเปรียบเปรยกับกระบี่นั้น เขาไม่เคยได้เห็นมานานจนเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบในสถานการณ์แบบนี้

เขาชื่นชอบบทกวีนี้มาก แต่หาเหตุผลไปพบนางและสอบถามเกี่ยวกับกวีบทนี้ไม่ได้ จึงพยายามคิดหาทางสร้างโอกาสขึ้นมา

ทางด้านไป๋เซียงซิ่ว ตอนนี้หญิงสาวกำลังกลุ้มใจ ตัวนางเองชื่นชอบบทกวีที่เกี่ยวข้องกับวีรบุรุษ แต่น่าเศร้าที่ซ่งเจี่ยวเยว่คงไม่ได้คิดแบบเดียวกัน เท่าที่นางจำได้ เขาชื่นชอบบทกวีที่มีถ้อยคำสวยงาม เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง หากนางสามารถแต่งแบบนั้นได้สักหนึ่งถึงสองประโยคก็คงจะได้รับความสนใจจากเขา อีกทั้งการส่งบทกวีออกไป นางจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายตามมาในภายหลัง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่านางดึงดูดอันตรายเข้าหาตัว

ดังนั้นนางต้องหาวิธีส่งบทกวีเหล่านี้ไปให้ซ่งเจี่ยวเยว่ โดยไม่ให้คนอื่นได้เห็นหรือได้อ่านมันจะดีที่สุด และไม่ควรเป็นบทกวีที่พร่ำพรรณนาเรื่องความรัก พอคิดเช่นนี้หญิงสาวจึงเลือกบทกวีที่นางเขียนไว้ออกมาสองสามแผ่น ทว่าปัญหาที่ตามมาก็คือ จะส่งให้เขายังไง...

โชคดีที่โอกาสนั้นได้มาถึงแล้ว

ซ่งเจี่ยวเยว่ไม่ได้มาเรือนเหมันต์ด้วยตนเอง ผู้ที่มาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา นางได้พบคนผู้นั้นเพราะอีกฝ่ายบังเอิญเดินเข้ามาในเรือนของนาง ไป๋เซียงซิ่วดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น นางพยายามหาวิธีให้เขาเอาบทกวีไปด้วยให้ได้ ไม่อย่างงั้นสิ่งที่นางพยายามมาตลอดสองเดือนก็นับว่าสูญเปล่า

เพราะคนที่มาเป็นเด็กชายคนหนึ่ง ดังนั้นความสนใจของเขาจึงอยู่ที่ขนม เด็กคนนี้มาจากครอบครัวที่ดีมีฐานะ อาหารการกินทุกอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ทำไมถึงวิ่งเข้ามาในบ้านคนอื่นเพื่อกินขนม?

ตอนแรกนางเห็นเด็กคนนี้เหมือนจะเดินหลงเข้ามาในเรือนของนาง ก่อนจะจงใจปล่อยให้เขาวิ่งเล่นเมื่อได้ยินใครบางคนเรียกเขาว่า คุณชายชุย

ถึงจะรู้สถานะของเขาแล้วก็ยังอดนึกโมโหไม่ได้ เมื่อขนมของนางค่อยๆ หมดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่นางยังคิดไม่ออกเลยว่าจะให้เขาเอาบทกวีไปให้ซ่งเจี่ยวเยว่ได้อย่างไร

            “คุณชายชุย ใต้เท้าซ่งบอกให้ท่านรีบกลับและไม่ให้ทำตัวซุกซนวุ่นวายในจวนท่านอ๋องขอรับ” คนรับใช้ที่อยู่ข้างนอกเรียก

“รู้แล้วน่า” คุณชายชุยที่ตอนนี้อายุแค่เจ็ดปีรีบเช็ดมือ ก่อนหน้านี้เขาหลงทาง โชคดีที่ได้พบพี่สาวคนสวย และที่ดีสุดๆ คือพี่สาวคนสวยมาพร้อมกับขนมที่แสนจะอร่อย เขานึกเสียดายเล็กน้อยที่ต้องกลับแล้วทั้งที่ยังกินขนมไม่หมด

พอเห็นเด็กชายจับจ้องมาที่ขนมของนางด้วยสายตาละห้อย ไป๋เซียงซิ่วก็คิดแผนออก นางรีบเดินไปที่โต๊ะ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาห่อขนมแล้วบอกว่า

“ถ้าเจ้าชอบขนมนี้ ข้าจะเอากระดาษห่อให้ เจ้าจะได้เอาไปกินระหว่างทางได้โดยไม่เลอะมือ”

เมื่อนางเห็นคุณชายชุยยื่นมือมารับ นางก็แอบยกนิ้วโป้งให้ตัวเอง

แหม ข้านี่ฉลาดสุดๆ ไปเลย

คุณชายชุยรีบรับขนม มือสัมผัสโดนมือพี่สาวคนงาม ถึงจะยังเยาว์วัย แต่เขาก็มีใจชื่นชอบของสวยงามเป็นทุนเดิม เด็กชายจึงตัดสินใจว่าเดือนนี้เขาจะไม่ล้างมือ

บ่าวรับใช้พาคุณชายของตนออกมาจากเรือนเหมันต์ด้วยความยากลำบาก เด็กชายเดินกินขนมไปตลอดทาง พลางพูดว่า

“ขนมของพี่สาวคนสวยช่างอร่อยเหลือเกิน แต่ต้นไม้ที่นางปลูกช่างน่าเกลียดนัก มีแต่หนามแหลมเต็มไปหมด”

“คุณชายชุยโปรดดูทางด้วย เดินระวังหน่อยขอรับ”

หัวใจของบ่าวรับใช้แทบหยุดเต้น เจ้านายของเขาอายุน้อยเพียงนี้ยังรู้จักแยกแยะความสวยงามตั้งแต่เล็ก ดีที่เขายังเป็นเด็ก หากอายุมากกว่านี้แล้วบุกรุกเข้าไปหลังบ้านท่านอ๋อง คนที่ซวยไม่แคล้วจะเป็นบ่าวอย่างตน

เด็กน้อยกินมูมมามจนขนมเลอะปาก เศษขนมร่วงลงบนเสื้อ เขาจึงใช้กระดาษห่อขนมเช็ดมันออกจากเสื้อ

บทกวีที่ไป๋เซียงซิ่วใช้ความพยายามในการเขียนและคิดหาวิธีส่งออกไปแทบตาย ยามนี้จึงเลอะเทอะฉีกขาดจนเหลือเพียงไม่กี่คำ เมื่อคุณชายชุยเจอกับซ่งเจี่ยวเยว่และลี่อ๋อง เขาก็รีบวิ่งไปหา โถมตัวเข้าไปในอ้อมกอดลูกพี่ลูกน้องแล้วยิ้มกว้าง รีบเล่าทันที

“ท่านพี่ ข้าพบสาวงามด้วยล่ะ”

เมื่อเห็นปากของเด็กชายเต็มไปด้วยเศษขนม ซ่งเจี่ยวเยว่ก็เอ่ยตำหนิ

“รักษามารยาทด้วย” จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้

ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ชอบติดตามเขาตั้งแต่ยังเล็ก วันนี้เขาตั้งใจมาปรึกษาหารือเรื่องงานกับหลงเหิง เด็กชายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอดก็ยืนกรานจะติดตามมาด้วยให้ได้ ซ่งเจี่ยวเยว่จึงจำต้องพามา

คุณชายชุยยื่นขนมที่เหลือในมือให้พี่ชายดู “นี่ไงท่านพี่ พี่สาวคนสวยให้ขนมข้ามา อร่อยมากนะ ท่านลองชิมสักคำไหม” เขาบิขนมเป็นชิ้นเล็ก ตั้งท่าจะยัดใส่ปากพี่ชาย

ซ่งเจี่ยวเยว่ยิ้มเจื่อน รีบแย่งห่อขนมจากมือเด็กน้อยแล้ววางลงบนโต๊ะ “เจ้าก็รู้ข้าไม่ชอบของหวาน”

“พาคุณชายชุยไปล้างมือ” หลงเหิงสั่งบ่าวรับใช้ ขณะมองสหายที่มีนิสัยรักสะอาดถึงกับหลุดมาด

พอสั่งจบ เขาก็หันไปมองห่อขนมบนโต๊ะ คิดจะเรียกให้คนมาทำความสะอาด แต่กลับต้องชะงัก เมื่อเห็นกระดาษห่อขนมที่มีตัวอักษรเลือนราง ลายมือช่างคุ้นตานัก หัวใจชายหนุ่มพลันเต้นระรัวโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

ซ่งเจี่ยวเยว่ก็เห็นกระดาษแผ่นนั้นเช่นกัน ใบหน้าแฝงแววระอา “เจ้าตัวยุ่งนั่นต้องเอางานเขียนใครมาห่อขนมแน่ ซนจริงๆ” พูดจบก็ยื่นมือไปที่กระดาษ

“เจ้าไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวจะมือเปื้อนเสียเปล่า เรียกพวกบ่าวมาจัดการก็ได้” ไม่รู้เพราะเหตุใด หลงเหิงถึงไม่อยากให้สหายเห็นข้อความที่ไป๋เซียงซิ่วเขียน

ซ่งเจี่ยวเยว่ไม่ชอบความสกปรกอยู่แล้ว เขาจึงรีบชักมือกลับแล้วนั่งลง ยิ้มอย่างดีใจที่มือตัวเองจะไม่ต้องเลอะ บ่าวรับใช้เข้ามาเก็บห่อขนม บังเอิญขนมพลิกไปอีกด้าน ทำให้เห็นข้อความบนกระดาษชัดเจน ชายหนุ่มทั้งสองถึงกับนิ่งขึง จ้องมองตัวอักษรตรงหน้าแบบไม่ละสายตา

“ไล่จับหิ่งห้อยท่ามกลางความหนาวเย็นในฤดูใบไม้ร่วง นำทางหนุ่มเลี้ยงวัวไปหาสาวทอผ้าในค่ำคืนบนสวรรค์ที่หนาวจับใจ”

บทกวีนี้ช่างงดงามและแสนเศร้า แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือพวกเขาเห็นแค่ส่วนเดียว

“น่าสงสารเหลือเกิน” ซ่งเจี่ยวเยว่อ่านแล้วรู้สึกปวดใจขึ้นมา นึกตำหนิญาติตัวน้อยที่ทำให้บทกวีที่งดงามขาดความสมบูรณ์ไป

---------------------------------------------

อาการประหลาดที่หัวใจ

ยามนี้หัวใจของซ่งเจี่ยวเยว่รู้สึกหวั่นไหว

แต่เขาไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น เพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นอนุของสหาย เขาไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับอีกฝ่าย

            “ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจวนของเจ้าจะมีสาวงามมากความสามารถเช่นนี้ เจ้าช่างโชคดีเหลือเกิน” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้พูดถึงบทกวีอีกต่อไป ทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทว่าหลงเหิงเป็นคนช่างสังเกตจึงรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของอีกฝ่าย

หลังจากที่ส่งซ่งเจี่ยวเยว่กลับไปแล้ว หลงเหิงก็มานั่งลงหน้าโต๊ะ เขาเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะพลางครุ่นคิด ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหญิงบ้าคนนั้นกำลังมีเรื่องกระวนกระวายใจ แม้นางจะเป็นอนุคนหนึ่งของเขา แต่ชายหนุ่มก็ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเรือนของนางเพียงลำพัง

เมื่อไปถึงเรือนเหมันต์เขาก็ไม่เจอใครเลย ไม่มีแม้กระทั่งคนเฝ้าประตู ตามปกติแล้วทุกเรือนจะมีบ่าวรับใช้ของท่านแม่คอยดูแล แต่ที่นี่กลับไม่มี ทำไมพวกบ่าวถึงละเลยหน้าที่ของตน ท่านแม่ไม่น่าจะทำเรื่องผิดพลาดแบบนี้

สิ่งที่หลงเหิงไม่รู้ก็คือมารดาของเขาได้ส่งคนมาแล้ว แต่ไป๋เซียงซิ่วปฏิเสธไปเพราะกลัวว่าจะเป็นอุปสรรคต่อแผนการของนาง โดยให้เหตุผลคนที่มาว่า นางเป็นบ้าและหวาดกลัวคนแปลกหน้า

ชายหนุ่มหยุดนิ่งอยู่หน้าประตู กวาดตามองไปรอบๆ สภาพด้านในทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้ว ทุกหนแห่งช่างสกปรก บนพื้นมีกระดาษกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ซ้ำยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบหมึก

เจ้าของเรือนนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เส้นผมกระเซอะกระเซิง ท่าทางเหม่อลอยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ มีสาวใช้ตัวน้อยนั่งอยู่บนพื้น

“อนุซิ่ว บ่าวบอกท่านแล้วว่าไม่ควรวางแท่นฝนหมึกไว้ใกล้ขอบโต๊ะ ดูสิตอนนี้พื้นเลอะไปหมดแล้ว...”

สาวใช้ขยับตัวเช็ดพื้นไปเรื่อยๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงโอดครวญ กระทั่งนางเช็ดไปถึงตำแหน่งหนึ่งก็เห็นรองเท้าคนอยู่ตรงหน้า

เอ๊ะ! ทำไมถึงมีรองเท้าของบุรุษอยู่ที่นี่

เสี่ยวซือค่อยเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ เห็นบุรุษหน้าตาหล่อเหลา สีหน้าเย็นชายืนอยู่ ท่านอ๋อง! นางรีบทำความเคารพทันที

“ถวายบังคมท่านอ๋อง”

“ท่านอ๋อง? ท่านอ๋องอะไร? เจ้าเลิกพูดเล่นได้แล้ว ถึงท่านอ๋องอยู่ที่นี่จริงก็เถอะ บทกวีพวกนี้ข้าก็ยังต้อง...”

เสียงของไป๋เซียงซิ่วหยุดชะงักทันที เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนยืนอยู่ด้านข้าง นางเงยหน้ามองแล้วก็ต้องกุมขมับ

“เสี่ยวซือ ไปตามท่านหมอมาเดี๋ยวนี้ ข้าเห็นภาพหลอนอีกแล้ว”

เสี่ยวซือได้ยินก็แทบจะร้องไห้ นายหญิงคงจะเขียนบทกวีมากเกินไป เห็นได้ชัดว่าท่านอ๋องตัวจริงยืนอยู่ ยังจะบอกว่าภาพหลอนอีก

หลงเหิงถึงกับพูดไม่ออก เขาดูเหมือนภาพหลอนรึ? หรือที่นางพูดอย่างนั้นเพราะอยากพบเขามากจนคิดว่าตัวเองตาฝาด พอคิดเช่นนี้ใจเขาก็อ่อนยวบลง

“เจ้ารับใช้นายหญิงอย่างไร ทำไมที่นี่ถึงเลอะเทอะเพียงนี้”

            หลงเหิงก็เหมือนบุรุษทั่วไปที่ไม่ว่าจะชื่นชอบสตรีคนนั้นหรือไม่ ก็ยังยินดีที่มีหญิงสาวคิดถึงตน พอพูดจบเขาก็มองไปที่ไป๋เซียงซิ่ว นางดูไม่เหมือนหญิงสาวที่พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่ถึงนางจะทำเช่นนั้นจริง เขาก็ไม่นึกรังเกียจ

            “โอ๊ะ! ท่านอ๋องตัวจริงงั้นหรือ?” ยามนี้ไป๋เซียงซิ่วใช้สมองกับการเขียนบทกวีไปหมดแล้ว พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมทำความเคารพอีกฝ่ายอย่างที่สมควรทำก็แทบจะร้องไห้

โชคดีที่อย่างน้อยพิธีการเหล่านี้นางเคยเรียนรู้มาแล้ว หญิงสาวรีบลุกขึ้น เพราะความรีบร้อนจึงสะดุดขาโต๊ะ ล้มลงกับพื้นอย่างแรง โอ๊ย! ถึงจะเจ็บก็ได้แต่ร้องในใจ

เอาเถอะ ท่านี้แหละ

“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ”

นางพูดถูกไหมเนี่ย หลายวันกับการวางแผนและเขียนบทกวีทำให้นางมึนไปหมด

จากตำราต่างๆ ที่นางอ่านในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไม่เคยมีการกล่าวถึงการข้ามภพ นางจึงยังไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงเกิดขึ้นกับตนได้ และตอนนี้สิ่งที่ทำให้นางงุนงงมากที่สุดก็คือ

นางวางแผนตกพระรอง ไหงพระเอกถึงติดเบ็ดแทน

ส่วนหลงเหิง ยามนี้เขาลืมไปหมดแล้วว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม เขากวาดตามองรอบเรือนที่เต็มไปด้วยกระดาษอีกครั้ง จากนั้นก็ก้มมองหญิงสาวที่ดูเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนจะเก็บกระดาษที่เขียนบทกวีแผ่นหนึ่งขึ้นมาอ่าน มุมปากชายหนุ่มกระตุกโดยไม่ตั้งใจ นี่นางกำลังฝึกคัดลายมือหรืออย่างไร เพราะเขาเห็นนางเขียนประโยคเดิมซ้ำๆ

ความคิดของหลงเหิงถูกต้อง นางพยายามฝึกคัดลายมือจริง

ชายหนุ่มมองนางอีกครั้ง ท่าทางเมื่อครู่นางคงเจ็บไม่น้อยแต่ก็ยังฝืนอดทนไม่ร้อง เขาเห็นอีกฝ่ายยังคงคุกเข่า ไม่ยอมลุกขึ้นเสียที จึงเอ่ยอนุญาต

“ลุกขึ้น”

ทว่าไป๋เซียงซิ่วยังคงคุกเข่านิ่ง ทำเพียงเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะก้มหน้าลงไปอีก ท่าทางของนางทำให้ชายหนุ่มงุนงง นางทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เขาพูดอะไรผิดไปรึ?

“เจ้าอยากให้ข้าช่วยพยุงหรือ?” หลงเหิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา แม้เขารู้ว่านางควรจะได้รับความห่วงใยและความเมตตาจากเขา แต่เขาก็แสดงออกไม่เป็น

ถ้าเป็นสตรีทั่วไปได้ยินแบบนี้ก็คงรีบขอโทษแล้ว แต่ไม่ใช่ไป๋เซียงซิ่ว ส่วนมากหญิงสาวจะคลุกคลีกับต้นไม้ใบหญ้า ไหนเลยจะมาสนใจค้นหาความหมายในคำพูดคนอื่น ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้ว สมองนางยิ่งไม่อาจรวบรวมความคิดใดๆ ได้เลย

คนที่ไม่รู้อาจคิดว่าหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าคุกเข่ากับพื้นกำลังรู้สึกหวาดกลัว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่…

หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม กล่าวเสียงเบาด้วยน้ำเสียงติดจะเขินเล็กน้อย

“ทูลท่านอ๋อง ไม่ใช่หม่อมฉันไม่อยากลุก แต่หม่อมฉันลุกไม่ขึ้น ตอนนี้ดูเหมือนขาหม่อมฉันจะชาไปหมดแล้วเพคะ”

“…” ชายหนุ่มพูดไม่ออกอีกครั้ง นางอ่อนแอเพียงนี้เชียวหรือ ตอนแรกเห็นคนถูกโบยจนตายก็ล้มป่วยอยู่หลายวัน ตอนนี้แค่คุกเข่าครู่เดียวก็ไม่มีแรงจะลุกแล้ว ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายพลันเกิดขึ้นในใจ เขาหันไปสั่งสาวใช้ให้พยุงเจ้านายของตนให้ลุกขึ้น

เสี่ยวซือเข้าไปประคองนายหญิงทันที เพราะรีบร้อนเกินไปจึงดูเหมือนว่านางแทบจะยกอีกฝ่ายขึ้นเอวอยู่แล้ว

หัวใจของหลงเหิงสั่นไหว หญิงผู้นี้บอบบางเกินไปแล้ว แม้แต่สาวใช้ตัวเล็กยังประคองนางขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

ตัวนางเบาราวกับขนนกใช่ไหม?

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงสาวใช้ร้องลั่น

“อนุซิ่ว อนุซิ่ว ท่านเป็นอะไร?”

เสี่ยวซือพยายามเขย่าตัว ส่งเสียงเรียกเจ้านาย

“เกิดอะไรขึ้น?” หลงเหิงถามด้วยความตกใจ มองไปที่ไป๋เซียงซิ่วที่อยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้ ดูเหมือนว่านางจะเป็นลมไปแล้ว

แค่คุกเข่าครู่เดียวก็เป็นลมเลยรึ!

            “เจ้ามัวรออะไรอยู่ รีบไปตามท่านหมอเดี๋ยวนี้!” หลงเหิงสั่งขณะดึงไป๋เซียงซิ่วเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเอง ก่อนหน้านี้เขานึกอยากจะกอดนาง ไม่คิดเลยว่าความปรารถนาจะเป็นจริงรวดเร็วเพียงนี้ นางตัวเบาราวกับขนนกจริงด้วย

ไม่เพียงแต่ตัวเบาเท่านั้น ร่างนางยังอ่อนนุ่ม หญิงสาวผู้นี้ช่างบอบบางเหลือเกิน คนแบบนี้จะเป็นตัวอันตรายไปได้อย่างไร แค่เพียงเขาออกแรงนิดเดียว คงทำให้นางถึงกับกระดูกหักได้เลยกระมัง

เสี่ยวซือตกตะลึงที่เห็นท่านอ๋องโอบกอดนายหญิงอยู่ พอตั้งสติได้ ก็รีบวิ่งออกไปตามท่านหมอทันที

หลงเหิงอุ้มหญิงสาวเข้าไปในห้องส่วนตัวของนาง แล้วค่อยวางนางลงบนเตียง เมื่อเทียบกับห้องของเขา ห้องนอนของนางถือว่าเล็กมาก มีที่ให้เดินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งเตียงก็ยังเล็ก แค่นางนอนคนเดียวก็แทบจะไม่มีพื้นที่เหลือแล้ว ชายหนุ่มทาบร่างของตนลงบนร่างหญิงสาว พบว่าร่างของเขาแทบจะปิดนางมิด

ความอบอุ่นอ่อนโยนสายหนึ่งพลันพาดผ่านหัวใจ เขามองใบหน้างดงามน่าหลงใหล จังหวะนั้นความทรงจำที่เลวร้ายในสนามรบก็แทรกขึ้นในหัว ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นที่ผุดรอบใบหน้า เขารีบลุกขึ้นนั่งแล้วก็ขมวดคิ้ว

ในความเป็นจริง สาวงามมักจะนำหายนะมาให้ นางอันตรายเกินไปสำหรับหัวใจของเขา ชายหนุ่มตัดใจลุกขึ้น เดินจากไปทันที

---------------------------------------------

 

 

แผนสอง

ตามจริงแล้วไป๋เซียงซิ่วเป็นลมเพียงครู่เดียวเท่านั้น

ตอนที่หญิงสาวฟื้นขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักคนบนตัวและสายตาที่จับจ้องมาที่นาง แม้ดวงตาจะปิดสนิทแต่ก็ยังได้กลิ่นกายของบุรุษ ทำให้หัวใจนางแทบจะหยุดเต้น หญิงสาวรู้สึกกลัว ไม่กล้าขยับตัว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร นี่มันช่างแตกต่างจากในนิยายเป็นอย่างมาก

ในนิยาย พระเอกจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับอนุเลยจนกระทั่งได้พบกับนางเอก เรื่องราวควรจะเป็นไปตามนั้นสิ! แล้วทำไมนางถึงมาอยู่ใต้ร่างเขาได้ ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายลุกขึ้นแล้วเดินออกไป หญิงสาวรู้สึกโล่งอกทันที

“โอย...น่ากลัวจริงๆ อีตาพระเอกเป็นบ้าอะไร หรือว่าจะเมา?”

นางปาดเหงื่อบนหน้าผาก อย่างที่นักอ่านเรื่องนี้ทุกคนรู้ ในนิยายคนที่น่ากลัวที่สุดก็คือพระเอก ดังนั้นนางต้องมุ่งมั่นที่จะตกพระรองให้ได้เร็วขึ้น เมื่อครู่ที่นางเป็นลมเพราะช่วงนี้พักผ่อนไม่ค่อยพอจึงวูบไป ขณะที่หญิงสาวกำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของตน เสี่ยวซือก็พาท่านหมอมาถึงพอดี

เสี่ยวซือเห็นว่าท่านอ๋องกลับไปแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ตามจริงแล้วนางไม่ควรดีใจที่ท่านอ๋องออกไปจากที่นี่เร็ว เพราะถึงอย่างไรนายหญิงของตนก็นับว่าเป็นหนึ่งในอนุ การได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋องแม้เพียงเล็กน้อยก็นับว่าเป็นเรื่องดี

นางมองไปที่นายหญิงที่แสนจะอ่อนโยนก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย ลี่อ๋องเป็นนักรบที่แข็งแกร่งและกร้าวกระด้าง นางเป็นห่วงว่านายหญิงจะไม่สามารถทำ... ใบหน้าสาวใช้ตัวน้อยแดงก่ำไม่กล้าคิดต่อ

 

ไป๋เซียงซิ่วดื่มยาพลางครุ่นคิด

วันนี้นางไม่เห็นพระเอกแม้แต่เงา หญิงสาวรู้ดีว่าเหตุผลหนึ่งที่เขามาที่เรือนของตนก็เพราะเป็นคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า ทว่านางก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเขาไปที่เรือนอื่นเลย หรือที่เขามาหานางเพราะเห็นว่านางหวาดกลัวกับเหตุการณ์ในห้องโถงมากเกินไป

ตามจริงแล้วนางไม่ควรคาดเดาความคิดของพระเอก เพราะเดาอย่างไรก็คงไม่ถูก ตั้งแต่วันที่เขามาที่ห้องของนาง หญิงสาวก็รู้เลยว่าไม่ควรเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้ สำหรับแผนการแรกที่ใช้บทกวีเพื่อให้พระรองหันมาสนใจ สุดท้ายก็ล้มเหลว นางคงต้องคิดแผนใหม่

จริงด้วย! ใกล้จะถึงงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว พระรองจะต้องมาร่วมงานอย่างแน่นอน ทว่านางเอกไม่ได้มาเพราะว่าป่วย แต่นางเอกก็ส่งภาพที่วาดเองมาให้เป็นของขวัญวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่า และภาพนี้แหละที่ได้รับความประทับใจจากทั้งพระเอกและพระรอง นางจะต้องไม่ให้พระรองได้มีโอกาสได้เห็นภาพ ไม่เช่นนั้นมันคงยากที่จะเกี้ยวเขาต่อ

เมื่อหาโอกาสได้แล้ว ขั้นต่อไปก็ต้องคิดว่าจะให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดแก่ฮูหยินผู้เฒ่า แน่นอนว่าต้องไม่ใช่รูปภาพ ความสามารถที่นางมีก็คือการทำสวน... นางใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามเสี่ยวซือ

“ข้าจะหาท่อนไม้ได้จากที่ไหน?”

“ท่อนไม้? นายหญิงจะใช้ทำอะไรหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซือรู้สึกว่านายหญิงของตนแปลกประหลาดขึ้นทุกวัน หรือว่าอีกฝ่ายยังไม่หายจากอาการป่วย

“ความลับ!” ไป๋เซียงซิ่วตอบพร้อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

ถึงเสี่ยวซือจะยังงุนงงแต่ก็ตอบกลับตามตรง “ในห้องครัวน่าจะมีเจ้าค่ะ”

ในห้องครัวจะมีฟืนติดไว้ตลอดเพราะต้องใช้ในการก่อไฟทำอาหาร

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปห้องครัวกัน” ไป๋เซียงซิ่ววางถ้วยยาลง แล้วเอ่ยชวนเสี่ยวซือ

ตั้งแต่นางมาอยู่ที่นี่ ก็เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ดังนั้นหญิงสาวจึงกลายเป็นจุดสนใจทันทีเมื่อเดินออกไป ไม่เพียงเพราะหน้าตาเท่านั้น แม้กระทั่งการแต่งตัวก็ดูแปลกตา

เนื่องจากนางไม่ใช่คนยุคนี้ แถมยังเป็นคนที่ค่อนข้างทันสมัย นางจึงหาเครื่องประดับที่ดูทันสมัยมาสวมใส่ อีกทั้งยังแต่งหน้าในแบบที่เป็นตัวของตัวเองซึ่งไม่เหมือนกับการแต่งหน้าของคนในยุคเก่า ซึ่งเมื่อรวมกับใบหน้าที่งดงามเป็นทุนเดิม ก็ยิ่งทำให้ผู้ที่มองเห็นถึงกับตกตะลึง นางส่งยิ้มให้ทุกคนที่เดินผ่านกระทั่งไปถึงห้องครัว คนรับใช้พากันหันมามองอย่างสงสัย ว่าทำไมหญิงสาวที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์อย่างอนุซิ่วถึงมาที่นี่

เสี่ยวซือเห็นว่านายหญิงทำตัวเป็นกันเองเกินไปต่อหน้าคนอื่น อาจจะไม่เหมาะสมกับสถานะของนาง จึงรีบเตือนก่อนที่เจ้านายจะก้าวเข้าห้องครัว

“อนุซิ่ว ในห้องครัววุ่นวายนัก อาจมีคนมาชนท่านล้มได้ ถ้าอย่างไรท่านรอที่ศาลาดีไหมเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวจะตามคนครัวมาให้เองเจ้าค่ะ”

พูดจบ ไป๋เซียงซิ่วก็ถูกสาวใช้ตัวน้อยพาไปนั่งรอในศาลา สักพักเสี่ยวซือก็เดินมาพร้อมแม่ครัวคนหนึ่ง

“อนุซิ่ว เพราะเหตุใดท่านถึงมาที่ห้องครัวหรือเจ้าคะ?” แม่ครัวเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

จวนแห่งนี้มีอนุแค่สี่คน อีกทั้งทุกคนก็เพิ่งย้ายเข้ามา บรรดาคนรับใช้ยังไม่รู้ว่าอนุแต่ละคนมีนิสัยอย่างไร พวกเขาจึงต้องสำรวมท่าทีและพูดจาอย่างระมัดระวัง

ไป๋เซียงซิ่วเห็นท่าทางของแม่ครัวดูเหมือนคนใจดีก็ส่งยิ้มให้ “ข้าต้องการท่อนไม้สักท่อน ยิ่งมีรูปร่างแปลกๆ ยิ่งดี เจ้าสามารถพาข้าไปดูได้หรือไม่?”

แม่ครัวได้ยินก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบอย่างอ่อนน้อม “ห้องเก็บฟืนทั้งสกปรกทั้งรกมาก คงไม่เหมาะที่ท่านจะเข้าไป เดี๋ยวข้าจะให้บ่าวนำมาให้ท่านเลือกที่นี่แทนดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“เจ้าไม่รู้หรอกว่าท่อนไม้แบบไหนที่ข้าต้องการ ข้าไปหาเองจะดีกว่า ขอแค่คนนำทางก็พอ”

ไป๋เซียงซิ่วตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ รอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลา ทำให้ผู้มองเกิดความสบายใจและประทับใจในตัวนาง ดังนั้นแม้สิ่งที่นางต้องการอาจจะประหลาดไปบ้าง ทว่าแม่ครัวก็ยอมทำตามแต่โดยดี

“ถ้าเช่นนั้นเชิญตามบ่าวมา บ่าวจะนำทางท่านเอง ทางนี้เจ้าค่ะ”

ไป๋เซียงซิ่วกับเสี่ยวซือเดินตามแม่ครัวไปห้องเก็บฟืน หลังจากที่ค้นหาอยู่ครู่ใหญ่หญิงสาวก็พบของที่ต้องการ นางดีใจมาก ให้บ่าวรับใช้ช่วยขนกลับไปที่เรือนเหมันต์ จากนั้นนางก็แวะไปที่ห้องครัวเพื่อบอกให้พวกเขาทำอาหารจานโปรดให้ก่อนจะกลับเรือน

บ่าวรับใช้มองตามหลังอนุซิ่วผู้งดงามด้วยสีหน้างุนงง ‘อาหารจานโปรด’ แล้วมันคืออะไร? แต่ละคนมองตากัน สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ ทว่าพวกเขาก็ยังทำตามคำขอของนาง

ขณะที่บ่าวรับใช้กำลังขนท่อนไม้ไปที่เรือนเหมันต์ก็พบกับลี่อ๋อง ชายหนุ่มมองแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย

“พวกเจ้าขนท่อนไม้ไปทำไม?”

“เรียนนายท่าน บ่าวก็ไม่รู้ขอรับ อนุซิ่วสั่งเพียงว่าให้ขนไปที่เรือนเหมันต์” บ่าวรับใช้ตอบอย่างนอบน้อม

หลงเหิงถึงกับงุนงง นางเป็นเพียงสตรีที่อ่อนแอ แค่เดินบนถนนก็คงเป็นลมแล้ว นางจะเอาท่อนไม้ไปทำอะไรกันแน่ ถึงเขาจะมองว่านางมีความคิดแปลกประหลาด แต่ก็ไม่ได้ห้ามปราม ชายหนุ่มเอ่ยเพียงว่า

“ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็ไปเถิด”

วันนี้หลงเหิงตั้งใจจะไปข้างนอกเพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้มารดา แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไร เขามองไปที่ลายไม้บนท่อนไม้แล้วก็นึกได้ว่ามารดาชอบดื่มชา ดังนั้นซื้อชุดน้ำชาให้สักชุดก็ไม่เลว

 

ยามนี้ห้องที่เคยเต็มไปด้วยกระดาษและคราบหมึกกลับมีแต่เศษไม้

พวกบ่าวรับใช้นำท่อนไม้มาส่งที่เรือนแล้วก็กลับไป เสี่ยวซือจึงเป็นเพียงคนเดียวที่เห็นนายหญิงหยิบเครื่องมือต่างๆ มาแล้วเริ่มลงมือแกะสลัก

ตอนแรกสาวใช้ยังกังวลว่านายหญิงจะได้รับบาดเจ็บเพราะเครื่องมือเหล่านั้น แต่พอเห็นนางใช้เครื่องมืออย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดีจึงวางใจลง

“งานชิ้นนี้เรียกว่า ไม้แกะสลัก” จู่ๆ ไป๋เซียงซิ่วก็พูดขึ้นมา

“อนุซิ่ว ท่านกำลังพูดกับใครหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวซือถามด้วยความสงสัย

“ข้าคุยกับตัวเอง” ผู้เป็นนายตอบ แต่จริงๆ แล้วนางกำลังพูดกับเสี่ยวหั่ว เสี่ยวหั่วช่างซักช่างถามราวกับมีคำถามเป็นร้อยเป็นพัน ถามได้ทั้งวันทั้งคืน

ตามปกติแล้วนางไม่ค่อยพูดจาโต้ตอบกับเขามากนัก เพราะกลัวคนอื่นที่ได้ยินจะหาว่านางเป็นบ้า ดังนั้นนางจะตอบเขาก็ต่อเมื่ออยู่เพียงลำพังเท่านั้น ทว่าเมื่อครู่นางไม่เห็นว่าเสี่ยวซือยกน้ำชามาให้จึงเผลอหลุดปากพูดออกไป

“ไม้แกะสลักคืออะไร?” ทั้งเสี่ยวหั่วและเสี่ยวซือถามคำถามเดียวกันราวกับประสานเสียง

ไป๋เซียงซิ่วตอบยิ้มๆ “เดี๋ยวพอข้าทำเสร็จ พวกเจ้าทั้งสองก็รู้เอง”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวซือพยักหน้าแล้วก็เอะใจ เอ๊ะ! อนุซิ่วหมายความว่าอย่างไร ‘พวกเจ้าทั้งสอง’ แล้วอีกคนเป็นใคร หรือว่าจะเป็นท่านอ๋อง?

ดูเหมือนว่าในใจนายหญิงจะมีแต่ท่านอ๋อง เมื่อคิดถึงเรื่องที่ท่านอ๋องโอบกอดนายหญิงที่เป็นลมวันนั้น สาวใช้ตัวน้อยก็เขินอายแทน

“อีกกี่วันจึงจะถึงวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่า?” ไป๋เซียงซิ่วถาม

“อีกสามวันเจ้าค่ะ” เสี่ยวซือตอบ

“ดี เช่นนั้นยังพอมีเวลา” ความจริงแล้วการแกะสลักไม้เป็นงานที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก ทว่านางเลือกชนิดและรูปร่างของไม้ที่ง่ายต่อการแกะสลักทำให้ใช้เวลาน้อยลง ตอนนี้เหลือเพียงทาเคลือบไม้ลงไปก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว

---------------------------------------------