หลังจากที่เรียนจบ หลิวหยางหยางทำงานเป็นนักจัดสวนประจำสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
เธอใช้เวลาสามปีกับการไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้า และยังคงตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตนอย่างจริงจัง
ตอนนี้เธออายุยี่สิบหกแล้ว จึงถูกดึงเข้าร่วมกลุ่ม ‘สาวโสดใกล้ขึ้นคาน’ ไปโดยปริยาย แน่นอนว่าครอบครัวของเธอเริ่มกังวลกับเรื่องนี้ พวกเขาพยายามนัดดูตัวให้เธออยู่บ่อยๆ และมีบ้างที่เธอยอมไป หยางหยางมีแผนจะไปเจอกับคู่เดตคนหนึ่งหลังเลิกงาน เมื่อคิดถึงเรื่องนัดแล้วเธอก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
หลังจากเสร็จมื้อเที่ยง เธอก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการจิบชาและอ่านนิยายออนไลน์เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่อ่านมาได้สามวันแล้ว ชื่อเรื่อง ‘พระชายาผู้หลีกลี้’
ในโลกแห่งจินตนาการ นางเอกมักจะเจอกับเรื่องราวลึกลับในชีวิตอยู่ตลอด เรื่องนี้มีเนื้อหาและเค้าโครงเหมือนนิยายรักโรแมนติกทั่วไป แต่น่าสนใจตรงที่นักเขียนดำเนินเรื่องฉับไว เขียนได้น่าติดตาม ทำให้คนอ่านรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเนื้อหา จะว่าไปแล้วในตอนนี้เนื้อเรื่องก็ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน พระเอกกำลังจะลงเอยกับคู่หมั้นที่เขารัก และนางได้ยื่นคำขาดว่า นางไม่สนใจที่จะอยู่ในจวนที่เต็มไปด้วยอนุของเขา นางไม่เต็มใจแบ่งสามีกับคนอื่น!
อ้าว แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?
อีตาพระเอกก็ต้องแห่เทบรรดาอนุน่ะสิ
เรื่องนี้ทำให้อนุทั้งหลายที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในจวนอย่างหรูหราพากันตกใจ บางคนถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย สุดท้ายแล้วพวกนางก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในจวนต่อ แต่เรื่องนี้ก็ทำให้พวกนางบางคนจงเกลียดจงชังนางเอกเป็นอย่างมาก การรวมหัวต่อต้านนางเอกจึงเริ่มขึ้น
เหล่าอนุพยายามเล่นงานนางเอก ซึ่งดราม่าแบบนี้ก็มีให้เห็นในนิยายทั่วไป และแน่นอนนางเอกก็ยังคงแบบฉบับใสซื่อไร้เดียงสา เป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ต้องปกป้องตัวเองในขณะที่ผัวไปออกรบ และวันนี้ก็มีฉากสำคัญฉากหนึ่ง หนึ่งในตัวประกอบหญิงที่เล่นเป็นอนุที่ไม่เคยแม้แต่จะจับมือหรือเจอหน้าพระเอก ถูกจับได้ว่าวางแผนใส่ร้ายนางเอกอยู่ พระเอกจึงสั่งให้บ่าวในบ้านเอานางไปโบยจนตายเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
เฮ้อ... ฉากนี้โหดสุดๆ แต่ก็เป็นจุดพีคของนิยายเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
หลิวหยางหยางอินกับฉากนี้จนเหม่อลอย เธอยื่นมือที่สั่นระริกไปคว้าแก้วน้ำมาดื่มแก้คอแห้ง แต่มือกลับไปโดนต้นกระบองเพชรที่อยู่บนโต๊ะแทน
เธอโดนหนามแหลมตำจนได้เลือด!
หลิวหยางหยางขมวดคิ้ว พยายามดึงหนามออก
หยดเลือดหยดลงจากนิ้วของเธอช้าๆ ยังกะภาพสโลว์โมชัน เธอเห็นมันค่อยๆ รวมตัวเป็นหยดกลมๆ ก่อนที่จะร่วงลงกระทบผิวโต๊ะซะอีก
เฮ้... เดี๋ยวนะ นี่มันแค่กระบองเพชรเองนะ ทำไมเลือดนองยังกะฉันโดนเชือด
บ้าไปแล้ว!
เธอกะพริบตาแล้วมองให้ชัดอีกครั้ง
โต๊ะทำงานตรงหน้ากลายเป็นโต๊ะไม้สีน้ำตาลที่ถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงสด เมื่อเลือดหยดสุดท้ายกระทบลงบนพื้นผิวของโต๊ะ ความสมจริงก็ฉายชัดออกมาจนน่าตกตะลึง
โต๊ะตรงหน้าหลิวหยางหยางเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง มันดูเหมือนกับประกอบมาจากไม้แท้ที่สูงค่า ราคาน่าจะหลายหมื่นหรืออาจถึงแสนหยวนเลยทีเดียว
เอ่อ...
หลิวหยางหยางกะพริบตา เธอเริ่มรู้สึกปวดหัวและมองเห็นไม่ชัดเจน
หรือว่านี่เป็นภาพหลอน?
“อนุซิ่ว เกิดอะไรขึ้นกับมือของท่านรึ?”
หลิวหยางหยางได้ยินเสียงเรียกหนึ่งทำให้เธอรู้สึกตัว เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
นี่มันไม่ใช้ห้องที่ใช้ทำงานมาตลอดสามปีนี่นา
ไม่...ไม่ใช่สักนิด
มันเป็นห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนโบราณ!
เดี๋ยวก่อน... หรือว่านี่จะเป็นห้องของคนอื่น.... อยากรู้จังว่าตกแต่งทั้งหมดเนี่ยจะราคาเท่าไหร่กัน
เอ๋... แล้วทำไมเด็กสาวที่เดินเข้ามาถึงแต่งกายโบราณด้วยล่ะ เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเหตุการณ์ตรงหน้าของเธอจะประมาณว่า ‘กลับชาติมาเกิด’ หรือ ‘กระเด็นข้ามภพ’ เหมือนที่เคยอ่านในนิยาย?
“อนุซิ่ว อนุซิ่ว เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ?” เด็กสาวที่อยู่ในชุดโบราณถามอย่างกังวล นางสะกิดหลิวหยางหยางสองหน
หลิวหยางหยางกลอกตาไปมา ถามกลับเสียงตะกุกตะกัก “ฉะ...ฉัน อยู่ที่ไหน?”
เด็กสาวรีบคุกเข่าลงพร้อมน้ำตานองหน้า “อนุซิ่ว ได้โปรดบอกบ่าวเถอะเจ้าค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่”
อนุซิ่ว? บ่าว?
หรือว่าเธอหลงมาอยู่ในยุคโบราณ?
หลิวหยางหยางลุกขึ้นทันที เพื่อทดสอบสมมุติฐานของตน เธอรีบวิ่งออกไปด้านนอก ก็พบกับสวนเล็กๆ ที่ตกแต่งสไตล์โบราณ ที่ใจกลางสวนมีศาลาหินอ่อน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีสายไฟฟ้า เสาไฟ หรืออะไรที่เป็นสิ่งของในสมัยของเธอ ไม่มีเลยสักอย่าง
เอาล่ะสิ... ฉันข้ามภพมาจริงๆ หรือเนี่ย
แต่ฉันต้องไปเดตเย็นนี้นะ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป ฉันหลงยุคแค่เพราะถูกกระบองเพชรตำนิ้วเท่านั้นเนี่ยนะ?
ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าการข้ามภพมันง่ายแค่นี้เอง!
โอเค... หายใจเข้าลึกๆ ใจเย็นๆ ถ้าฉันมาที่นี่ได้ก็ต้องมีทางกลับได้เหมือนกัน
ร่างกายของฉันก็ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุอะไร ไม่ได้ตกบันได ร่างของฉันที่อยู่ที่โลกโน้นก็ยังอยู่ในสภาพดี ถึงมือจะพรุนเพราะหนามตำก็เถอะ แต่มั่นใจว่าต้องกลับไปได้แน่
“อนุซิ่ว...ท่านรู้สึกไม่ดีหรือ อยากให้บ่าวไปตามหมอมาหรือไม่?” เด็กสาวในชุดโบราณวิ่งตามมาถามอย่างกังวล
‘อนุซิ่ว’
เอ๋... เหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้จากไหน เธอพึมพำออกไปโดยไม่รู้ตัว “ไป๋เซียงซิ่ว”
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะอนุซิ่ว สงสัยอะไรกับชื่อของท่านหรือ?” เด็กสาวคนเดิมถามออกมาอีกหน น้ำตายังคงไหลอาบหน้า
“เสี่ยวซือ” หลิวหยางหยางรู้สึกอยากจะร้องไห้ เธอมองไปที่เด็กสาว หวังว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อของนาง
โชคร้าย... ยัยเด็กนี่ดันพยักหน้าตอบรับ
สีหน้าของหยางหยางซีดลงทันที
หลิวหยางหยางรู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย ก็แน่ล่ะ... ทุกคนที่ข้ามภพมามีแต่เป็นตัวเอก แต่เธอกลับเป็นตัวประกอบที่ถูกโบยจนตาย
อนุซิ่ว... ชื่อนี้ทำให้เธออยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ เธอรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจากร่างจนต้องลงไปนั่งกองกับพื้นหญ้า
เสี่ยวซือยังคงร้องไห้ต่อ หยางหยางรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมากจึงหันหน้าไปสั่งเด็กสาว
“เสี่ยวซือ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”
“แต่บ่าวกลัวนี่เจ้าคะ” เสี่ยวซืออายุแค่สิบสามหรือสิบสี่ปีเท่านั้น เป็นเรื่องปกติแหละที่นางจะกลัว “ท่าทางของท่านเปลี่ยนไป”
“เอาเถอะ ฉัน... อืม... ข้าสบายดี... มาพยุงข้าลุกขึ้นหน่อยสิ” หลิวหยางหยางอยากร้องไห้ก็จริง แต่ถ้าเธอร้องแม่สาวน้อยตรงหน้าคงช็อกตายกันล่ะงานนี้
เสี่ยวซือรีบพยุงเธอขึ้นมาและพาไปนั่งบนเตียงในห้องที่มีฟูกแข็งๆ ถึงจะมีผ้าห่มปูทับหลายชั้น แต่มันก็ยังแข็งอยู่ดี
“ดื่มน้ำหน่อยนะเจ้าคะ” เสี่ยวซือพูดแล้วยื่นถ้วยน้ำมาให้ดื่ม ไม่ลืมยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาของตัวเองแก้เก้อ รอให้นายหญิงของตนรับถ้วยไป
หลิวหยางหยางใจเย็นลงมากหลังจากดื่มน้ำ เธอคิดว่าตนต้องเรียงลำดับเหตุการณ์ในนิยายดูก่อน เพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกโบยจนตาย
ถึงการลงโทษจะเป็นกฎของจวนนี้ แต่การทำโทษแบบนั้นก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย พอเริ่มจำเนื้อเรื่องได้รางๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ เธอก็สั่นสะท้านไปด้วยความเศร้า
“เอ... ช่วงนี้มีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นบ้างนะ” แต่ละพารากราฟในหนังสือมันสั้น เธอต้องระบุให้ได้ว่าฉากที่ดำเนินอยู่ตอนนี้เป็นหน้าไหนของนิยายแล้ว
“เรียนอนุซิ่ว ตอนนี้ทุกคนค่อนข้างยุ่งกับการตกแต่งจวนใหม่เพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีอะไรมาก” เสี่ยวซือดูตื่นกลัวเล็กน้อย แต่นางก็ปรับสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ใกล้งานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว นั่นหมายความว่าตอนนี้พระเอกถูกเลื่อนยศให้เป็นอ๋องได้ไม่ถึงเดือน แสดงว่าเขาเพิ่งกลับมาจากสนามรบ ขอบคุณสวรรค์ที่นางเอกยังไม่ปรากฏตัว ทำให้ตัวประกอบอย่าง ‘อนุซิ่ว’ ยังมีลมหายใจได้อยู่
ตราบใดที่เธอไม่ไปก่อเรื่องหรือขัดแข้งขัดขาใคร เธอก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าเธอทำตัวเงียบๆ เข้าไว้ อย่างไรก็ต้องมีทางกลับไปโลกเดิมแบบครบสามสิบสอง
ฉันต้องรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองให้ได้!
“ออกไปเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียว” เธอพูดอย่างที่เจ้านายทั่วไปมักจะทำกัน พร้อมกับโบกมือไล่สาวใช้ออกไป
หลิวหยางหยางเป็นสาวสมัยใหม่ที่ถูกสอนให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่ชอบให้ใครมาทำนั่นทำนี่ให้ อย่างเช่นหยิบน้ำหรือว่าสวมใส่เสื้อผ้า ก็เธอไม่ใช่เด็กนี่นา
----------------------------------------------------------