ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ฮูหยิน...บุก! 半路杀出个侯夫人

ผู้แต่ง Nv Wang Bu Zai Jia
ผู้แปล 彭爱心
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
นางเป็นเด็กกำพร้าที่ตระกูลเซียวเลี้ยงไว้ให้แต่งกับบุตรชายของตระกูล พออายุได้สิบสี่นางก็ต้องแต่งงาน อายุสิบห้าคลอดลูก สิบเจ็ดสามีก็ถูกเรียกไปเกณฑ์ทหาร แล้วไม่กลับมาอีกเลย! ชีวิตที่เหลือของนางต้องกลายเป็นคุณแม่ลูกสาม ต้องทนลำบากเลี้ยงดูพวกเขามาจนเติบใหญ่มีครอบครัว ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเข้าที่ตอนอายุได้สามสิบสอง แต่แล้ววันหนึ่งฟ้ากลับถล่มลงมา ... สามียังไม่ตาย! และบิดาของลูกๆดันกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เกรียงไกรสุดๆ ที่สำคัญ... กำลังจะเป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้ เอาล่ะเด็กๆ ของแม่ เราต้องสู้สุดใจเพื่อแย่งเอาท่านพ่อคืนมา!

บทนำ

半路杀出个侯夫人

Author: Nv Wang Bu Zai Jia

Translator: 彭爱心

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

บุกไปทุกหย่อมหญ้า... ฉะแบบไม่ไว้หน้า
ลุ้นไปกับภารกิจประกาศศักดา ‘เมียหลวงแห่งชาติ’ 
ของสาวบ้านนอกขี้มโน
ที่บอกคำเดียวว่า งานนี้เจ๊ขอ ‘สู้ตายเพื่อลูก’

นางเป็นเด็กกำพร้าที่ตระกูลเซียวเลี้ยงไว้ให้แต่งกับบุตรชายของตระกูล
พออายุได้สิบสี่... นางก็ต้องแต่งงาน 
อายุสิบห้า... คลอดลูก 
สิบเจ็ด... สามีก็ถูกเรียกไปเกณฑ์ทหาร... แล้วไม่กลับมาอีกเลย!

ชีวิตที่เหลือของนางต้องกลายเป็นคุณแม่ลูกสาม 
ต้องทนลำบากเลี้ยงดูพวกเขามาจนเติบใหญ่ 

ชีวิตเพิ่งจะเริ่มเข้าที่ตอนอายุได้สามสิบสอง แต่แล้ววันหนึ่งฟ้ากลับถล่มลงมา
สามีที่จุดธูปกราบไหว้มาหลายปี... ยังไม่ตาย!
ซ้ำบิดาของลูกๆยังกลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เกรียงไกรระดับประเทศ
ที่สำคัญ... กำลังจะเป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้

เพื่อลูก ๆ แล้ว... คุณแม่คนนี้ขอบุกเมืองหลวง 
ขอทวงตำแหน่งภรรยาหลวงของตนคืน!

(เรื่องนี้มีออกในรูปแบบอีบุ๊คและหนังสือ)

-------------------------------

สวัสดีค่ะ

ขอแจ้งข่าวสารเพิ่มเติม เรื่องนี้จะอัพรายตอนวันละสองตอน จนจบเล่มที่สองนะคะ (บทที่ 68)

จากนั้นจะขอลดลงเหลือวันละหนึ่งตอนเหมือนเดิม (ขอเวลาแปลสะสม)

ถ้าแปลทัน ช่วงท้ายๆจะกลับมาอัพสองตอนเหมือนเดิมนะคะ 

ขอบคุณค่ะ

สารบัญ

1. เอามันไปตัดหัว

 ในรัชสมัยของเหรินจงฮ่องเต้แห่งต้าเจา

ที่ตรอกเสี่ยวฝูกุ้ยบนถนนซีเหมินอำเภอไป๋วานจื่อ เมืองเจิ้นหยาง มณฑลผิงโจว มีหญิงม่ายหน้าตางดงามผู้หนึ่งอาศัยอยู่ นางผู้นั้นแซ่เซียวมีชื่อว่า ‘ซิ่งฮวา’

ปีนี้เซียวซิ่งฮวามีอายุสามสิบสองปี นางมีดวงตากลมโตเหมือนผลซิ่ง คิ้วโก่ง ผิวขาวสะอาด รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น กล่าวได้ว่ามีรูปโฉมงดงามเป็นหนึ่งไม่มีสอง เพียงแต่นางสูญเสียสามีตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้มีนิสัยแข็งกร้าว อารมณ์ร้ายอยู่บ้าง ทว่าปกตินางก็เข้ากับผู้อื่นได้ดี

ทุกวันนี้นางใช้ชีวิตอยู่กับบุตรชาย สะใภ้ และบุตรสาว โก่วต้าน*บุตรชายคนโตเป็นเด็กฝึกงานอยู่ที่ร้านขายยาบนถนนตงผิง หนิวต้าน**บุตรชายคนรองมีอาชีพหาบขนมจำพวกซาจื่อ*** ขนมเปี๊ยะน้ำตาลขาย ส่วนสะใภ้ทั้งสองกับบุตรสาวของนางทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ที่บ้านแลกเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ชีวิตเช่นนี้แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็นับได้ว่าไม่เลวนัก

   วันนี้นางเห็นท้องฟ้าสดใสจึงขนเอาหีบออกมาตากแดด นางหยิบผ้าป่านและผ้าไหมสีแดงพับหนึ่งออกมาสะบัดฝุ่นพลางกล่าวกับสองสะใภ้และบุตรสาวที่กำลังทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ด้านข้างว่า “ผ้าพวกนี้ รอให้เจ้ากับโก่วต้านมีลูกก็เอามาทำเสื้อผ้ากับรองเท้าให้เด็กได้พอดี”

สะใภ้ใหญ่เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อมีนิสัยร่าเริงเปิดเผย ได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ยังไม่รีบร้อน ท่านแม่เก็บผ้าพวกนี้เอาไว้ให้เพ่ยเหิงทำรองเท้าใหม่สักคู่เถอะ เวลาหาคู่จะได้แต่งตัวสวยๆ กับเขาบ้าง”

  สะใภ้รองยกมือขึ้นปิดปากยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไร

  บุตรสาวคนเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้าง ปีนี้เพิ่งอายุสิบห้าปี เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “อาซ้ออย่าล้อเพ่ยเหิงเล่นเลย ข้าไม่รีบร้อนหาคู่ อยากอยู่บ้านปรนนิบัติท่านแม่ไปก่อน”

ระหว่างที่สตรีทั้งหลายกำลังพูดจากันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น เสียงเร่งร้อนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านนอก “แม่เจ้าหนิวต้านอยู่บ้านไหม? เกิดเรื่องแล้ว ข้างนอกเกิดเรื่องแล้ว!”

ได้ยินเช่นนี้ สตรีทั้งหลายก็สะดุ้งด้วยความตกใจ เซียวซิ่งฮวารีบลุกขึ้น ตะโกนกลับไปว่า “ข้าอยู่บ้าน เกิดอะไรขึ้นหรือ?” นางกล่าวพลางรีบเดินไปเปิดประตู

   ประตูไม้เก่าแก่ถูกผลักเปิดออก คนที่ยืนอยู่ด้านนอกคืออาซ้อเฉินซึ่งอาศัยอยู่ทางใต้ของถนนซีเหมิน อาซ้อเฉินผู้นี้มีอาชีพขายดอกไม้เลี้ยงชีพ แต่ยามนี้นางกลับโยนกระบะดอกไม้ทิ้งลงพื้นพลางขยี้เท้าด้วยความร้อนใจ “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว หนิวต้านของเจ้าถูกทหารจับตัวไปแล้ว เกรงว่าป่านนี้อาจจะตายไปแล้วก็ได้!”

  “หา!”

  คำพูดของนางทำให้สตรีตระกูลเซียวทั้งหลายหันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ เซียวซิ่งฮวารีบคว้ามืออาซ้อเฉินเอาไว้ “เล่าช้าๆ หน่อย เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เมื่อเช้าทุกอย่างยังปกติดี แต่วันนี้มีข่าวว่าองค์หญิงกับ ‘ราชบุตรเขยเจิ้นกว๋อโหว’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นจะเดินทางผ่านอำเภอนี้ นายอำเภอจึงออกไปต้อนรับด้วยตนเอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าบนท้องถนนต้องเต็มไปด้วยผู้คนคึกคัก หนิวต้านของนางจึงหาบขนมออกไปแต่เช้า หวังจะฉวยโอกาสขายของให้มากขึ้น ทำไมอยู่ดีๆ ถึงถูกจับไปได้!

“เฮ้อ จะว่าไปก็เคราะห์ร้ายแท้ๆ หนิวต้านหาบของไปขายบริเวณที่มีคนจำนวนมาก ใครจะรู้ว่าขบวนรถขององค์หญิงจะผ่านมาพอดี เขาวิ่งไปตัดหน้าขบวนเสด็จเข้าก็เลยถูกจับ! ได้ยินว่ามีความผิดฐานล่วงเกินเชื้อพระวงศ์อะไรนี่ล่ะ เกรงว่าคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แล้ว!” อาซ้อเฉินขยี้เท้าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ภรรยาของหนิวต้านได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีด สองขาอ่อนแรง ล้มพับไปทันที เพ่ยเหิงกับภรรยาของโก่วต้านซึ่งอยู่ด้านข้างรีบช่วยกันประคองเอาไว้

แม้เซียวซิ่งฮวาจะเป็นสตรีแต่ก็ผ่านโลกมามาก ทั้งยังเคยผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายในยามคับขันมาไม่น้อย นางจึงสามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ “เพ่ยเหิง สะใภ้ใหญ่ พวกเจ้าอยู่ดูแลสะใภ้รองที่บ้าน แม่จะออกไปดูเสียหน่อย”

เพ่ยเหิงได้ยินเช่นนี้ก็ร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ “ท่านแม่ ท่านไปแล้วจะทำอะไรได้! ตอนนี้พี่รองถูกจับไปแล้ว เราน่าจะไปหา ‘อาหก’ มากกว่า เขาเพิ่งได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากองที่อำเภอไม่ใช่หรือ ดูสิว่าเขาจะมีหนทางช่วยเราได้บ้างหรือไม่!”

อาหกที่เซียวเพ่ยเหิงพูดถึงแซ่หลัวมีชื่อว่าชิ่งอี้ ปีนี้อายุสามสิบห้า ทำงานอยู่ที่ว่าการอำเภอ ไม่นานมานี้เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากอง ภรรยาของเขาจากไปเมื่อหลายปีก่อนจึงคิดจะแต่งงานใหม่ เนื่องจากคุ้นเคยกับเซียวซิ่งฮวาดี นานวันเข้าทั้งสองฝ่ายต่างก็คิดจะผูกสัมพันธ์กัน ลูกๆ เองก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย พวกเขาจึงวางแผนกันว่าหากปีหน้ามีวันดี ก็จะจัดงานแต่งงานเสียให้เรียบร้อย

   เซียวซิ่งฮวาได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนี้ก็กล่าวตำหนิเสียงเคร่งเครียดว่า “เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร! รู้ไหมว่าพี่รองของเจ้าไปล่วงเกินใครเข้า นั่นเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ บุตรสาวแท้ๆ ของฮ่องเต้นะรู้จักไหม ต่อให้อาหกของเจ้าเป็นหัวหน้ากอง จะใหญ่โตกว่านายอำเภอไปได้หรือ ต่อให้เป็นนายอำเภอ พบองค์หญิงก็ยังต้องคุกเข่าโขกศีรษะ! ตอนนี้ไปเรียกเขามาก็เท่ากับทำให้เขาพลอยเดือดร้อนไปด้วยเท่านั้น!”

  “แล้ว... แล้วจะทำอย่างไรดี!” สะใภ้ใหญ่ลนลานจนทำอะไรไม่ถูก

   “ขอให้แม่คิดดูก่อน” ระหว่างที่กล่าวคำพูดนี้ เซียวซิ่งฮวาก็วางแผนเอาไว้แล้ว นางก้าวออกจากประตูไปแล้วผลักประตูใหญ่ทั้งสองบานปิดดัง ‘ปัง’ อย่างรวดเร็ว

  สะใภ้ทั้งสองและบุตรสาวของนางต่างพากันตกใจ “ท่านแม่ จะทำอะไรกัน?”

   เซียวซิ่งฮวาที่ด้านนอกยืนกัดฟันแน่น “หนิวต้านล่วงเกินองค์หญิง ย่อมต้องมีโทษตายอย่างแน่นอน ตอนนี้ต่อให้ไปหานายอำเภอก็รักษาชีวิตของเขาเอาไว้ไม่ได้! แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเลือดในอกแล้วจะให้แม่เบิกตามองเขาตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องลองไปขวางรถม้าร้องทุกข์ สวรรค์เมตตา หากพวกเขาสงสารหญิงม่ายอย่างข้าที่ต้องเลี้ยงลูกมาเพียงลำพัง บางทีอาจจะยอมไว้ชีวิตหนิวต้านก็ได้!”

  เซียวซิ่งฮวารู้ดีว่า ถึงตอนนี้นางจำต้องยอมขายหน้าใช้วิธีร้องห่มร้องไห้เรียกความสงสารและเห็นใจจากผู้คนกลางถนน เพื่อบีบองค์หญิงให้ยอมไว้ชีวิตหนิวต้าน แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยง หากไม่สำเร็จนางก็คงรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน

พูดถึงตรงนี้ น้ำตาของนางก็ร่วงลงมา “พวกเจ้ารออยู่ที่บ้าน อย่าออกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย! ซ้อเฉิน รบกวนช่วยเฝ้าประตูเอาไว้ด้วย อย่าปล่อยลูกสะใภ้กับลูกสาวของข้าออกมา สะใภ้รอง หากหนิวต้านเป็นอะไรไป เจ้าอายุยังน้อย ซ้ำยังไม่มีลูก ไม่จำเป็นต้องครองตัวเป็นม่ายเพื่อเขา หาคนดีๆ แต่งงานไปเลยนะ!”

   เมื่อสะใภ้และบุตรสาวที่อยู่ด้านในได้ยินเช่นนี้ก็พากันร้องไห้โฮแล้วพยายามช่วยกันกระชากประตูให้เปิดออก แต่ไม่สามารถเปิดได้เนื่องจากเซียวซิ่งฮวาลั่นดาลเอาไว้จากด้านนอกเสียแล้ว

ภรรยาของหนิวต้านร้องไห้พลางใช้กำปั้นทุบประตู “ท่านแม่ หากหนิวต้านเป็นอะไรไป ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ท่านให้ข้าตามไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ! หากต้องตายเพราะแค่ไปขวางรถม้า บนโลกนี้ยังจะมีความยุติธรรมอีกหรือ!”

เซียวเพ่ยเหิงก็ร้องไห้โฮ “ท่านแม่ ท่านแม่ อย่าทิ้งข้าไป!”

เสียงร้องไห้ของพวกนางทำให้เซียวซิ่งฮวาปวดใจมาก แต่นางรู้ดีว่า หากปล่อยให้พวกเด็กๆ ไปด้วย เกิดแผนการไม่สำเร็จแล้วองค์หญิงโกรธขึ้นมา พวกนางทั้งครอบครัวคงต้องถูกประหารไปพร้อมกัน

นางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วแข็งใจสะบัดหน้าจากไปโดยไม่หันกลับไปมองอีก

 

ระหว่างทางเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

คนรู้จักที่ได้พบต่างพากันพูดว่า “อาซ้อบ้านเซียว รีบไปดูเร็ว หนิวต้านของเจ้าถูกจับไปแล้ว!”

   เซียวซิ่งฮวาก้มหน้าก้มตาเดินไปถึงถนนตงต้าเจียก็ได้พบกับขบวนทหารที่ยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ในขบวนยังมีทั้งฉาบและกลองที่ใช้สำหรับตีเบิกทาง ดูคึกคักมาก

นางเป็นแค่หญิงชาวบ้าน มองไปก็รู้สึกว่าท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คน จะรู้ได้อย่างไรว่าบุตรชายของตัวเองถูกขังไว้ที่ไหน จะรู้ได้อย่างไรว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์อยู่ที่ใด พอนึกถึงเรื่องราวในงิ้วที่เคยได้ฟังมา นางก็เปล่งเสียงร้องไห้โฮแล้วร้องคร่ำครวญว่า

“องค์หญิง องค์หญิงโปรดเมตตาด้วย ปล่อยลูกของข้าเถิด! สามีของข้าติดตามกองทัพไปรับใช้ชาติ หลั่งเลือดกลางสนามรบ ทิ้งเราแม่ม่ายลูกกำพร้าเอาไว้ ลูกชายข้ายังต้องหาเลี้ยงมารดาที่ชราและลูกน้อยวัยแบเบาะ หากเขาต้องตายไปจริงๆ ครอบครัวของเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร! องค์หญิงโปรดเมตตา ไว้ชีวิตลูกชายข้าด้วยเถิด! ครอบครัวของเราจะไหว้พระไหว้เจ้าถือศีลกินเจ ขอพรให้ท่าน!”

  นางวิ่งตรงไปข้างหน้าพลางส่งเสียงร้องคร่ำครวญ

  เหล่าทหารเมื่อเห็นสตรีนางหนึ่งวิ่งออกมาจากฝูงชนก็รีบชักดาบออกมาขวางเอาไว้ หากเป็นเมื่อก่อน เซียวซิ่งฮวาคงตกใจคอหดไปแล้ว แต่พอนึกขึ้นมาว่าหนิวต้านถูกคนดุร้ายกลุ่มนี้จับตัวเอาไว้ นางก็จำต้องรวบรวมความกล้าวิ่งไปข้างหน้าพลางร้องคร่ำครวญต่อไป

“ลูกของข้าเป็นแค่ชาวบ้านไม่รู้ความ ล่วงเกินองค์หญิงเข้า มีโทษสมควรตาย แต่ขอองค์หญิงโปรดเมตตา ไว้ชีวิตลูกข้าด้วย!”

ในตอนที่เซียวซิ่งฮวากำลังร้องไห้คร่ำครวญนั้นเอง องค์หญิงเจ็ดพระธิดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันซึ่งมีพระนามว่า ‘องค์หญิงเป่าอี๋’ ก็เดินออกมาจากร้านน้ำชาที่อยู่ด้านข้างพอดี ได้ยินเช่นนี้นางก็ขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ใครกำลังร้องไห้?”

   องครักษ์ที่ด้านข้างรีบรายงาน “เป็นมารดาของพ่อค้าเร่ที่ตัดหน้าขบวนขององค์หญิงในวันนี้ รู้ว่าบุตรชายถูกกุมตัวไว้ก็เลยมาขอร้องให้ไว้ชีวิตพ่ะย่ะค่ะ”

  องค์หญิงเป๋าอี๋ได้ยินเช่นนี้ก็กล่าวอย่างไม่พอใจ “ตัดหน้าขบวนของข้าก็คือล่วงเกินราชนิกุล สมควรต้องประหาร มารดาของเขายังกล้ามาขอร้องอีกรึ? สั่งการลงไป จับนางมาขังด้วยกันเสียเลย”

  องครักษ์ปฏิบัติตามคำสั่งทันที

   เซียวซิ่งฮวาเห็นทหารพกอาวุธเดินตรงมาหา แล้วตั้งท่าจะจับตัวนางไปก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ชั่วขณะนั้น เหงื่อของนางไหลซึมไปทั่ว ในใจคิดแต่ว่าตัวเองคงจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แล้ว!

ผู้คนรอบข้างเห็นองค์หญิงมีคำสั่งให้จับตัวหนิวต้านบุตรชายคนที่สองของตระกูลเซียวไป ซ้ำตอนนี้ยังจะจับเซียวซิ่งฮวาที่มาร้องขอความเป็นธรรมไปอีกคนก็อดเห็นใจไม่ได้ ทุกคนล้วนเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง ย่อมรู้จักครอบครัวนี้ดี แม้ปกติเซียวซิ่งฮวาจะอารมณ์ร้ายอยู่สักหน่อย แต่ก็เป็นคนมีเหตุผล ทำไมอยู่ดีๆ สองแม่ลูกถึงทำผิดกฎหมายได้เล่า?

เซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ก็ตัดสินใจร้องตะโกนขึ้นว่า “ได้โปรดสงสารข้าด้วยเถิด สามีข้าไปรับใช้ชาติแล้วไม่ได้กลับมา ข้าเป็นแม่ม่ายลูกติด ทนลำบากเลี้ยงดูลูกมาถึงสิบหกปี แต่ตอนนี้กลับต้องมาพบจุดจบเช่นนี้เพียงเพราะขวางขบวนรถ ข้าเซียวซิ่งฮวาไม่ยอม ไม่ยอม! พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้ข้าด้วยเถิด!”

จริงๆ ทุกคนก็รู้เรื่องของตระกูลเซียวดี เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็อดสงสารไม่ได้ ทุกคนจึงเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู

      ท่ามกลางเสียงดังเซ็งแซ่นั้นเอง บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าแข็งกร้าว แต่งกายด้วยชุดสีดำ คาดกระบี่ยาวไว้ตรงข้างเอวก็ก้าวออกมาจากร้านน้ำชา

เมื่อองค์หญิงเป่าอี๋เห็นเข้าก็รีบก้าวเข้าไปหาพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “จั้นถิง เรากลับจุดพักม้ากันก่อนเถอะ ร้านเทียนเซียงโหลวนี่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นร้านน้ำชาที่ดีที่สุดในอำเภอ ที่แท้ก็แค่นี้เอง”

เซียวจั้นถิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางกล่าวเสียงเรียบ “ได้”

ใครจะรู้ว่าทั้งสองเพิ่งเดินไปได้สองก้าว เซียวจั้นถิงก็ขมวดคิ้ว “ใครกำลังร้องไห้?”

“ร้องไห้? ทำไมข้าไม่ได้ยินเล่า ท่านหูแว่วไปเองหรือเปล่า?”

“อาจจะใช่”

เซียวจั้นถิงไม่พูดอะไรอีก หลังจากส่งองค์หญิงเป่าอี๋ขึ้นไปนั่งบนเกี้ยว เขาก็ตั้งท่าจะพลิกกายขึ้นบนหลังม้า แต่ในขณะที่คว้าบังเหียนเอาไว้นั้นเอง มือของเขาก็ชะงักวูบก่อนจะหันขวับไปมองฝูงชนอย่างรวดเร็ว

 

----------------------------------

*  โก่วต้าน  แปลว่า ไข่สุนัข

** หนิวต้าน แปลว่า ไข่วัว

*** อาหารชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งนวดเป็นเส้นแล้วนำไปทอด กินเป็นอาหารหลักหรืออาหารว่างก็ได้

2. ไอ้ไข่เหล็ก

เซียวซิ่งฮวาคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแน่

นางจึงตัดสินใจคว้าชายเสื้อของทหารองครักษ์เอาไว้แล้วร้องคร่ำครวญเสียงดังกว่าเดิม “สามีของข้าไปรับใช้ชาติ สุดท้ายก็ไม่ได้กลับมาอีก ใต้เท้าทุกท่าน พวกท่านต่างก็มีญาติมีเมียมีลูกมีมารดา ทำไมถึง...”

ระหว่างที่นางกำลังร้องไห้รำพันอยู่นั้นเอง จู่ ๆ รอบด้านก็เงียบสงัด แม้กระทั่งเหล่าทหารที่เมื่อครู่จะจับตัวนางก็ยังพากันยืนตรงก้มหน้านิ่งเหมือนท่อนไม้

เซียวซิ่งฮวาเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจทั้งที่น้ำตายังไหลนองหน้า จากนั้นนางก็เห็นร่างสูงใหญ่ราวเจดีย์เหล็กของคนคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกาย

ผู้ที่ตาดีมองแวบเดียวก็รู้ว่าชุดสีดำบนร่างของคนคนนี้ตัดเย็บขึ้นอย่างประณีต กระบี่ตรงข้างเอวดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อย แค่มองดูก็รู้ว่าเป็นบุคคลที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ!

นางรีบคุกเข่าลงด้วยความตกใจ ในใจคิดว่าบางทีคนคนนี้อาจจะสามารถตัดสินใจได้ ดังนั้นจะต้องลองขอร้องดูสักครั้ง ไม่ว่าจะต้องบีบน้ำตา ร้องไห้อาละวาด หรือทำอะไรก็ตาม นางจะต้องช่วยชีวิตหนิวต้านให้ได้

ใครจะคิดว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เขาก็เอ่ยถามเสียงแหบพร่าขึ้นก่อนว่า “ซิ่งฮวา?”

เซียวซิ่งฮวาตกใจจนวิญญาณแทบออกจากร่าง แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเสียงนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน!

แต่ยามนี้นางไม่มีเวลาจะมานั่งคิดว่าเคยได้ยินน้ำเสียงนี้จากที่ใด นางเงยหน้าขึ้นทันที “ท่าน ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าชื่อซิ่งฮวา?”

พอนางเงยหน้าขึ้น คนผู้นั้นก็เห็นหน้านางชัดเจน เขาตกใจมาก “ซิ่งฮวา เจ้าคือซิ่งฮวาจริงๆ รึ?”

เซียวซิ่งฮวาฟังเสียงของเขาแล้วก็เงยหน้าขึ้นมอง ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีรูปร่างบึกบึนแข็งแรง ทรงพลังอำนาจ เบ้าตาลึก จมูกโด่ง โครงหน้าแข็งกร้าว ดูคุ้นตามาก แม้จะดูหนักแน่นน่าเกรงขามกว่าในความทรงจำ แต่ไม่ว่ามองอย่างไร นี่ก็คือเซียวเถี่ยต้าน!

นางรีบมองใบหูข้างซ้ายของเขา ตรงนั้นมีรอยแผลเป็นจางๆ

นี่หลอกกันไม่ได้ นี่คือสามีที่ควรจะตายไปแล้วของนาง เซียวเถี่ยต้าน!

แผลเป็นรอยนี้เกิดขึ้นตอนที่ทั้งสองเล่นกันตอนเด็กแล้วนางโผเข้าไปกัดเขา เพราะเรื่องนี้ นางยังถูกแม่สามีตีรอบหนึ่ง!

“เถี่ย... เถี่ยต้าน! ท่านคือเถี่ยต้าน!*” เซียวซิ่งฮวาบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือนางกำลังตกใจมาก

ผู้ชายที่ตายไปแล้วสิบกว่าปี ขี้ธูปที่ไหว้ไม่รู้ทับถมกันหนาแค่ไหน... อยู่ดีๆ ก็ฟื้นคืนชีพ?

ผู้คนรอบด้านรวมถึงเหล่าทหารต่างตะลึงงันกันไปหมด

นี่... นี่คือแม่ทัพใหญ่เจิ้นกว๋อซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจิ้นกว๋อโหว** ได้ยินมาว่าฮ่องเต้ยังทรงมีราชโองการยกองค์หญิงเจ็ดให้แต่งงานกับเขาด้วย นั่นเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามและมีอนาคตยาวไกลสักแค่ไหน แต่ตอนนี้?

เถี่ยต้าน? เถี่ยต้าน? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

ในตอนนั้นเอง โก่วต้านบุตรชายคนโตของซิ่งฮวาก็วิ่งมาถึง วันนี้ขณะทำงานอยู่ที่ร้านขายยา เขาได้ยินว่าน้องชายถูกทหารจับตัวไปก็เลยรีบวิ่งมาด้วยความร้อนใจ ใครจะคิดว่าจะมาเจอสถานการณ์แบบนี้เข้า

มารดาของเขาเรียกท่านโหวผู้น่าเกรงขามว่าเถี่ยต้าน!

นี่ยังอยากจะมีชีวิตอยู่อีกไหม!

คนที่ปกติสนิทสนมกับซิ่งฮวาดีรวบรวบความกล้าเอ่ยเตือนนางเสียงเบาว่า “นี่ไม่ใช่เถี่ยต้าน นี่คือท่านโหว เร็ว เรียกท่านโหวสิ”

ฝ่ายซิ่งฮวา หลังจากความตกใจผ่านพ้นไป นางก็เริ่มเข้าใจ นี่มันสามีที่ตายไปแล้วของนางชัดๆ

สามีที่ตายไปแล้วยังไม่ตาย!

แถมยังได้เป็นโหวเหย่อีกด้วย!

นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวเถี่ยต้านที่กำลังมองมาด้วยสายตาตื่นตะลึงเช่นกัน ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง

ได้ยินว่าองค์หญิงเจ็ดเดินทางผ่านมาทางนี้โดยมีแม่ทัพใหญ่เจิ้นกว๋อมาเป็นเพื่อน และแม่ทัพใหญ่เจิ้นกว๋อผู้นี้ก็กำลังจะแต่งงานกับองค์หญิงเจ็ด

เรื่องประมาณนี้ในงิ้วก็เคยแสดง มีผู้ชายมากมายที่ได้ดิบได้ดีแล้วทอดทิ้งเมียคู่ทุกข์คู่ยากไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่! ตอนนี้ผู้ชายที่น่าจะตายไปแล้วคนนี้ได้ก้าวหน้าเป็นถึงโหวเหย่ แถมองค์หญิงเจ็ดก็มีรูปโฉมงดงามราวดอกไม้ ซ้ำอายุยังน้อย เขาจะต้องถูกตาต้องใจแล้วก็อยากแต่งกับนางแน่ๆ

ตอนนี้เขารู้แล้วว่านางยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าอาจจะกำลังวางแผนฆ่านางรวมถึงลูกๆ ทั้งสามคนเพื่อปิดปาก จากนั้นก็ไปแต่งงานกับองค์หญิงแล้วมีลูกใหม่อีกเป็นครอกก็ได้!

ทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของเซียวซิ่งฮวา นางจะต้องเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาให้ทุกคนรับรู้ บังคับให้เขายอมรับนางกับลูกๆ ทั้งสาม ทีนี้เขาก็จะไม่สามารถทำร้ายพวกนางได้ง่ายๆ!

ตัดสินใจได้แล้วนางก็รีบบีบน้ำตาแล้วโผเข้าไปหาเซียวเถี่ยต้าน ปากก็พร่ำรำพันว่า “โอ นี่ใช่เถี่ยต้านสามีที่ไม่ได้พบหน้ามาหลายปีของข้าหรือเปล่า... เถี่ยต้าน ท่านรู้ไหม นับแต่ท่านจากไป ข้าซิ่งฮวาก็กตัญญูต่อแม่สามี ปรนนิบัตินางจนกระทั่งสิ้นอายุขัย ซ้ำยังทนลำบากเลี้ยงดูบุตรชายบุตรสาวของท่านจนเติบใหญ่ หลายปีมานี้ข้าลำบากเหลือเกิน แต่ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ”

เซียวโก่วต้านที่อยู่ด้านข้างตกใจมาก เขารีบร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ท่านแม่ ท่านพ่อของข้าจากไปตั้งนานแล้ว นี่ไม่ใช่ท่านพ่อเสียหน่อย เขาเป็นท่านโหว! เป็นโหวเหย่เชียวนะ!”

หนิวต้านน้องชายของเขาถูกจับตัวไปแล้ว ถ้ามารดาถูกจับไปอีกคนจะทำอย่างไร!

ผู้คนรอบด้านต่างก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก หลัวชิ่งอี้ซึ่งเพิ่งเร่งรุดมาถึงเห็นซิ่งฮวาก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ก็รีบตรงเข้ามาหาด้วยความร้อนใจ

“ซิ่งฮวา นั่นคือท่านแม่ทัพเจิ้นกว๋อนะ!”

เมื่อครู่องค์หญิงเป่าอี๋เห็นท่าทีของเซียวจั้นถิงแปลกไปก็สงสัยอยู่บ้าง พอตามมาเห็นภาพนี้เข้า นางก็โมโหมาก เสียงหวานร้องตวาดขึ้นทันทีว่า “หญิงบ้าคนนี้มาจากไหนกัน ยังไม่รีบจับตัวไว้อีก!”

สิ้นเสียงออกคำสั่งขององค์หญิงเป่าอี๋ องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ตั้งท่าจะเข้ามาจับตัวเซียวซิ่งฮวาทันที

แต่ใครจะคิดว่า ทั้งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมาย เซียวจั้นถิงซึ่งกำลังก้มลงมองเซียวซิ่งฮวาที่กอดขาของตัวเองร้องไห้ จู่ๆ จะเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วมองตรงมาที่องค์หญิงเป่าอี๋ด้วยดวงตาคมปลาบล้ำลึก “นาง... เป็นภรรยาของกระหม่อม”

คำพูดประโยคนี้ทำให้ทุกคนตะลึงงันอยู่กับที่

ทหารองครักษ์ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ยืนตัวแข็งเหมือนถูกสกัดจุด ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ใบหน้าขององค์หญิงเป่าอี๋ซีดขาว นางมองภาพตรงหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ  

โก่วต้านซึ่งอยู่ด้านข้างรู้แต่ว่าบิดาเสียชีวิตไปตั้งแต่ตนเองยังเด็ก จู่ๆ มาได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับมึนงงไปหมด

หลัวชิ่งอี้เริ่มหาซื้อบ้านเหมาะๆ บนถนนตงต้าเจียมาตั้งแต่หลายวันก่อน กะว่าซื้อแล้วจะรับคนตระกูลเซียวมาใช้ชีวิตร่วมกัน ในใจของเขา เซียวซิ่งฮวาคือภรรยาที่เขากำลังจะแต่งด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ชั่ววินาทีนั้นเขาบอกไม่ถูกด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร และควรจะพูดอะไร

ผู้คนที่มุงดูอยู่เห็นท่านโหวผู้สูงส่งน่าเกรงขามบอกว่าเซียวซิ่งฮวาเป็นภรรยาของตัวเอง ก็รู้สึกเหมือนกำลังฝันไป

สุดท้าย องค์หญิงเป่าอี๋ผู้มีใบหน้าซีดขาวก็ก้าวออกมาข้างหน้าเพราะทนไม่ได้อีกต่อไป “จั้นถิง ท่านจำคนผิดไปหรือเปล่า ภรรยาของท่านอดตายไปตั้งแต่เกิดภัยแล้งเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้ ...”

นางก้มลงมองเซียวซิ่งฮวาซึ่งกำลังกอดขาเซียวจั้นถิงร้องไห้พลางกัดฟันกรอด ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรมาบรรยายความรู้สึกในเวลานี้ดี

เชอะ ก็แค่นังผู้หญิงหยาบกร้านชั้นต่ำเท่านั้น!

เซียวซิ่งฮวาซึ่งร้องไห้อยู่ได้ยินเช่นนี้ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตากลอกกลิ้งไปมา

ถ้าผู้ชายไร้น้ำใจคนนี้เออออตามคำพูดขององค์หญิงไปแล้วไม่ยอมรับนาง จะทำอย่างไรดี?

แต่ใครจะคิดว่า เซียวจั้นถิงกลับไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่ยื่นมือออกมากุมต้นแขนของเซียวซิ่งฮวาไว้แล้วประคองนางให้ลุกขึ้นเงียบๆ

ทุกคนต่างเข้าใจความหมายของการกระทำเช่นนี้ดี

องค์หญิงเป่าอี๋ซึ่งประทินโฉมด้วยเครื่องแป้งชั้นดี พอเห็นเช่นนี้เข้า ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นดำคล้ำราวกับก้นหม้อ ไม่น่าดูเอาเสียเลย

ทุกคนมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง แต่บางคนก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา

ไหนบอกว่าเจิ้นกว๋อโหวจะแต่งงานกับองค์หญิงเป่าอี๋อย่างไรเล่า

แล้วทีนี้ เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

  

------------------------------------------  

*  เถี่ยต้าน แปลว่า ไข่เหล็ก ชาวบ้านมักนิยมตั้งชื่อแบบนี้ให้ลูกเพราะเชื่อว่าจะช่วยให้เด็กเลี้ยงง่ายและเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัย

** ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของจีน

 

3. ไปด้วยกันไหม

ในเมื่อทุกคนได้รับรู้แล้ว เซียวซิ่งฮวาก็สบายใจขึ้นมาก ขอเพียงเซียวเถี่ยต้านยอมรับนางต่อหน้าทุกคน ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีก

ต่อให้นางเป็นเพียงชาวบ้านไม่รู้ความ แต่ก็เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่แต่งงานกับเซียวเถี่ยต้านอย่างถูกต้อง ซ้ำนางยังให้กำเนิดบุตรชายสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคนแก่เขา ต่อมาเขาจากบ้านไป ครอบครัวต้องเผชิญกับภัยแล้งและภัยสงคราม นางก็เป็นคนที่คอยดูแลปรนนิบัติแม่สามีจนกระทั่งจากไป ซ้ำยังกัดฟันเลี้ยงดูลูกๆ จนเติบใหญ่ ตามหลักเหตุผลและตามกฎหมายของต้าเจาแล้ว ต่อให้เซียวเถี่ยต้านบินขึ้นสวรรค์กลายเป็นเซียนก็ไม่มีสิทธิ์หย่าขาดจากนาง!

ขอเพียงเขายอมรับนาง นางก็คือโหวฮูหยินที่ถูกต้อง บุตรชายของนางก็คือบุตรชายของท่านโหว ทีนี้ ใครจะกล้าเอาชีวิตบุตรชายของนางง่ายๆ อีก!

พอเงยหน้าขึ้น นางก็เห็นบุตรชาย สะใภ้ และบุตรสาวที่กำลังยืนกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆ ทันใดนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง

“โก่วต้าน สะใภ้ใหญ่ หนิวต้าน สะใภ้รอง แล้วก็เพ่ยเหิง พวกเจ้าดูสิ จริงๆ แล้วท่านพ่อของพวกเจ้ายังไม่ตาย ไม่เพียงแต่ยังมีชีวิตอยู่ เขายังได้ดิบได้ดีอีกต่างหาก ต่อไปพวกเราจะได้ติดตามไปเสพสุขกับท่านพ่อของเจ้าแล้ว”

ปกติโก่วต้านเป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยพูดจา ทั้งยังเชื่อฟังมารดาเป็นที่สุด แต่วันนี้ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ เขาก้มลงมองแผ่นป้ายสีดำซึ่งเซ่นไหว้มานานปีในอ้อมแขนพลางเอ่ยถามว่า

“ท่านแม่ เขาคือท่านพ่อของข้าจริงหรือ?”

บิดาของเขาตายไปตั้งหลายปีแล้ว แม้จะรู้หนังสือไม่มาก แต่เขาก็พอจะรู้ว่าแผ่นป้ายที่กอดเอาไว้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ป้ายวิญญาณของเซียวเถี่ยต้าน’ ทำไมบิดาที่เซ่นไหว้มาหลายปีถึงยังมีชีวิตอยู่ได้เล่า

หนิวต้านซึ่งอยู่ด้านข้างก็กอดแผ่นป้ายสีดำเอาไว้เช่นกัน เพียงแต่เป็นป้ายวิญญาณของท่านย่าของเขา

“ท่านแม่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมเจิ้นกว๋อโหวคนนั้นถึงได้กลายเป็นท่านพ่อของข้าไปได้” หนิวต้านที่น่าสงสารเพิ่งเจอเรื่องเสียขวัญมา จนป่านนี้ก็ยังตั้งสติไม่ได้

แต่เซียวซิ่งฮวากลับไม่สะทกสะท้านสักนิด นางกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หนิวต้านเอ๊ย เจ้าต้องจำไว้ ไม่ใช่เจิ้นกว๋อโหวกลายเป็นท่านพ่อของเจ้า ต้องบอกว่าท่านพ่อของเจ้ากลายเป็นเจิ้นกว๋อโหวต่างหาก เขายอมรับต่อหน้าทุกคนแล้ว จึงไม่อาจบิดพลิ้วได้อีก ตอนนี้ต่อให้เขาคิดจะกลับคำก็ทำไม่ได้ ในเมื่อเขายอมรับแม่ก็เท่ากับยอมรับพวกเจ้าด้วย นับแต่นี้ไป เราจะได้มีชีวิตที่สุขสบายกันแล้ว”

ภรรยาของโก่วต้านได้ยินเช่นนี้ก็หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามว่า “ในเมื่อมีท่านพ่อที่น่าเกรงขามถึงเพียงนี้ ต่อไปโก่วต้านก็ไม่ต้องทนให้คนที่ร้านขายยาโขกสับแล้วใช่หรือไม่?”

เซียวซิ่งฮวาคิดแล้วก็พยักหน้า “แน่นอน! ในเมื่อเขาเป็นถึงท่านโหวก็ย่อมต้องมีเงิน ต่อไปพวกเราจะไม่ต้องทนให้คนอื่นโขกสับอีก พวกเราจะเปิดร้านขายยาเอง”

ภรรยาของหนิวต้านฟังแล้วก็ก้มหน้าครุ่นคิดบ้าง สุดท้ายก็เอ่ยถามว่า “ท่านแม่ ท่านพ่อของพวกเราคนนั้น ดุมากหรือเปล่า?”

เพ่ยเหิงซึ่งฟังเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้างเอ่ยถามเสียงเบาขึ้นบ้าง “ท่านแม่ เขาคือโหวเหย่เลยนะ แค่คิดขึ้นมาข้าก็กลัวแล้ว ไม่ไปพบได้หรือไม่?”

เซียวซิ่งฮวากวาดตามองบุตรชาย สะใภ้ และบุตรสาว เห็นพวกเขาต่างไม่สบายใจ นางเองก็จนใจ เซียวซิ่งฮวาส่ายหน้าพลางถอนใจ “เรื่องที่พวกเจ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีความรู้ก็ช่างเถอะ แต่ไม่คิดเลยว่าแม้แต่จะไปพบบิดาของตัวเองพวกเจ้าก็ยังไม่กล้า ช่างไม่เอาไหนเสียจริงๆ พวกเจ้ารู้ไหมว่านั่นเป็นโหวเหย่เชียวนะ ไม้คานที่ใช้หามเกี้ยวยังทำจากทองคำ ตะเกียบที่ใช้กินข้าวก็ทำจากเงินแท้ๆ พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตแบบนั้นหรือ? ไม่อยากตามบิดาของพวกเจ้าไปเสวยสุขหรอกหรือ?”

เซียวซิ่งฮวาคิดแล้วก็อดโมโหในความไม่เอาไหนของลูกๆ ไม่ได้ นางตัดสินใจใช้อำนาจของมารดากล่าวตำหนิพวกเขา “ดูท่าทางไม่เอาไหนของพวกเจ้าสิ เวลาอยู่ต่อหน้าท่านพ่อของพวกเจ้าอย่าทำท่าทางแบบนี้ให้เขาเห็นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาต้องดูแคลนพวกเจ้าแน่! ถึงตอนนั้นถ้าเขาโมโหขึ้นมาแล้วไม่ยอมรับพวกเจ้า พวกเจ้าก็มีแต่ต้องกลับไปให้คนที่ร้านขายยาโขกสับ กลับไปลำบากหาบเร่ขายของตามถนนเหมือนเดิม!”

แต่ไหนแต่ไรมาเซียวซิ่งฮวาก็มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้าน ลูกๆ ต่างก็เชื่อฟังนาง พอได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็พากันพยักหน้า “พวกข้าเข้าใจแล้ว เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านพ่อ พวกข้าจะทำตัวให้ดี ไม่ให้เขาดูแคลนได้”

เซียวซิ่งฮวาพอใจมาก จากนั้นนางก็สอนเรื่องต่างๆ ให้ลูกๆ ของนางอีกหลายเรื่อง เช่นต้องทำความเคารพอย่างไร ต้องเรียกท่านพ่ออย่างไร สุดท้ายก็ให้บุตรชายทั้งสองอุ้มป้ายวิญญาณเอาไว้ให้ดี จะได้เอาไปให้ท่านพ่อผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหวเหย่ดู

“ต่อให้เขาไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่า อย่างน้อยก็ต้องให้เขารู้ว่า พวกเรากราบไหว้บิดามารดาของเขามาหลายปี ทีนี้เขาก็ต้องไม่กล้าทำอะไรพวกเราแน่”

เซียวซิ่งฮวามีความเชื่อมั่นอยู่บ้าง...

ระหว่างที่สมาชิกในครอบครัวกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง บุรุษท่าทางเหมือนขุนนางผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา เขากวาดตามองพวกนางรอบหนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “ฮูหยิน คุณชายคุณหนูทุกท่าน ท่านโหวเรียนเชิญขอรับ”

เขาไม่รู้ฐานะของเด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้ แต่พอจะรู้ว่าสตรีวัยสามสิบกว่าผู้นี้เป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของโหวเหย่ เรียกฮูหยินย่อมไม่ผิดแน่

ได้ยินเช่นนี้ ร่างของทุกคนก็แข็งเกร็งขึ้นด้วยความเคร่งเครียด พวกเขาหันไปมองหน้ากันเพื่อให้กำลังใจกันและกัน จากนั้นจึงก้าวออกไปพบเซียวจั้นถิงที่ห้องรับแขกด้านนอก

 

เซียวจั้นถิงซึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงกลางห้องรับแขกกำลังใช้ความคิด

เซียวซิ่งฮวาในความทรงจำของเขายังคงเป็นสาวน้อยอายุสิบห้าสิบหกปี สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ หน้าตางดงาม เวลาอายสองข้างแก้มจะเป็นสีแดงเรื่อเหมือนดอกซิ่งฮวาที่กำลังแย้มบานในเดือนสามเดือนสี่

ส่วนบุตรชายทั้งสองของเขา คนหนึ่งเพิ่งหัดเดิน อีกคนหนึ่งยังแบเบาะ

แต่ตอนนี้กลับโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วรึ?

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็เห็นเซียวซิ่งฮวานำเด็กหนุ่มเด็กสาวกลุ่มหนึ่งเดินตรงมา

ยามนี้นางล้างหน้าล้างตาและหวีผมใหม่แล้วจึงไม่ได้กระเซอะกระเซิงเหมือนตอนอยู่กลางถนน ดูๆ ไปก็มีเค้าของสาวน้อยในอดีตอยู่บ้าง

เซียวซิ่งฮวาสอนลูกๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่พอได้เห็นชายหนุ่มสูงเจ็ดฉื่อ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าปักดิ้นทองกับรองเท้าหนัง ท่าทางน่าเกรงขามยืนอยู่ตรงนั้น นางก็แทบจะไม่กล้ามองเหมือนกัน

เซียวซิ่งฮวานึกกลัวขึ้นมา แต่พอนึกถึงอนาคตของลูกๆ นางก็พยายามข่มกลั้นความหวาดกลัวเอาไว้แล้วก้าวออกไปยอบกายคารวะอย่างยิ้มแย้มว่า

“คารวะท่านโหว”

พอเซียวซิ่งฮวายอบกายลง ลูกๆ ที่อยู่ด้านหลังบ้างก็ค้อมกายคำนับ บ้างก็ยอบกายลงพลางพูดขึ้นพร้อมกันว่า “คารวะท่านพ่อ”

เซียวจั้นถิงซึ่งยืนเอามือไพล่หลังมองเด็กหนุ่มสองคนกับเด็กสาวสามคนตรงหน้าด้วยความงุนงงอยู่บ้าง เขามีบุตรชายแค่สองคนชัดๆ ทำไมจู่ๆ ถึงได้มีคนโผล่ออกมาเรียกเขาว่าพ่อถึงห้าคน?

เซียวซิ่งฮวาหัวเราะเบาๆ พลางก้าวออกมาแนะนำทีละคน “นี่ลูกชายคนโตของเราโก่วต้าน ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ร้านขายยาบนถนนตงผิง เขามีสติปัญญาฉลาดหลักแหลมมาตั้งแต่เด็ก เห็นอะไรเพียงครั้งเดียวก็จดจำได้ แม้กระทั่งยาสี่ร้อยแปดสิบชนิดในร้านขายยาก็สามารถท่องจำได้อย่างคล่องแคล่ว ปกติแค่จับดูก็รู้น้ำหนักของยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตาชั่งเสียด้วยซ้ำ”

โก่วต้านได้ยินมารดาแนะนำตนเองก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วค้อมกายลงคารวะโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองบิดาผู้สูงส่งทรงอำนาจของตัวเอง “ลูกโก่วต้าน คารวะท่านพ่อ” เซียวจั้นถิงพยักหน้า

เซียวซิ่งฮวาแนะนำต่อ “นี่ภรรยาของโก่วต้านชื่อ เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อ แต่งเข้ามาสองปีแล้ว ทั้งกตัญญูทั้งขยันขันแข็ง เป็นสะใภ้ที่ดี ข้าชอบนางมาก”

ภรรยาของโก่วต้านรีบขยับมายืนข้างๆ โก่วต้านแล้วยอบกายลงคารวะอย่างระมัดระวัง “สะใภ้เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อ คารวะท่านพ่อ”

เซียวจั้นถิงพยักหน้า

เซียวซิ่งฮวายิ้ม จากนั้นจึงชี้ไปที่หนิวต้าน “ส่วนนี่ก็คือหนิวต้าน ทุกวันนี้ขายซาจื่อกับขนมเปี๊ยะ ซาจื่อที่เขาทำทั้งกรอบทั้งอร่อย คนที่ได้กินไม่มีใครไม่กล่าวชมสักคน”

เซียวจั้นถิงพยักหน้า

“ส่วนคนนี้เป็นภรรยาของหนิวต้าน แต่งเข้ามาหนึ่งปีแล้ว นางกตัญญูเป็นเลิศ ฝีมือเย็บปักถักร้อยก็ไม่เลว”

ภรรยาหนิวต้านรีบพูดว่า “สะใภ้รองคารวะท่านพ่อ”

เซียวจั้นถิงพยักหน้า

เซียวซิ่งฮวาชี้ไปที่เพ่ยเหิงแล้วพูดต่อ “แล้วก็... เพ่ยเหิง ลูกสาวของท่าน”

เพ่ยเหิงลนลานก้าวออกมาข้างหน้าแล้วยอบกายคารวะด้วยท่าทางเกร็งๆ “เพ่ยเหิงคารวะท่านพ่อ”

คราวนี้เซียวจั้นถิงไม่พยักหน้า แต่กลับเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย

บุตรสาว?

เซียวซิ่งฮวาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบอธิบายว่า “หลังจากท่านจากบ้านไปได้หนึ่งเดือนกว่า ข้าก็พบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ต่อมาก็คลอดลูกสาว เลยตั้งชื่อว่าเพ่ยเหิง”

เพ่ยเหิงได้ยินเช่นนี้ค่อยเข้าใจว่า ที่แท้บิดาไม่รู้มาก่อนว่ามีนางอยู่ เด็กสาวหน้าแดงด้วยความอับอาย จากนั้นก็ยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม

เซียวจั้นถิงไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองมีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง แต่พอเห็นเพ่ยเหิงมีท่าทางเอียงอายคล้ายกับซิ่งฮวาในอดีตก็รู้ทันทีว่านี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง เขารีบพยักหน้า “ดี”

เขากวาดตามองบุตรชาย สะใภ้ และบุตรสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้ารอบหนึ่ง เห็นพวกเขาแต่งกายเรียบง่าย ซ้ำยังดูไม่สบายใจนักก็รู้ว่าลูกๆ คงอึดอัดที่ได้พบกับตน เขาจึงกล่าวเสียงหนักว่า “ข้าจากบ้านไปตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนนั้นโก่วต้านยังต้องเกาะเตียงหัดเดิน หนิวต้านยังแบเบาะ วันๆ เอาแต่ร้องไห้ ส่วนเพ่ยเหิงยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปหลายปี กว่าจะได้พบกันอีกครั้งพวกเจ้าก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ซ้ำยังแต่งงานมีครอบครัว คิดๆ ดูแล้วก็เสียใจนักที่หลายปีมานี้ข้าไม่ได้ทำหน้าที่ของสามีและพ่อที่ดีเลย ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ข้ามักจะรู้สึกผิดเหลือเกิน”

เซียวซิ่งฮวากับลูกๆ ก้มหน้าฟังกันเงียบๆ พอได้ยินเซียวจั้นถิงพูดเช่นนี้ ในใจของทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า... ใช่ๆ หลายปีมานี้ท่านไม่ได้ทำบ้าอะไรสักอย่าง ยังไม่รีบคิดอีกว่าจะชดเชยให้พวกเราอย่างไร รีบควักทรัพย์สินเงินทอง เพชรนิลจินดาออกมาให้หมด พวกเราจะเอาไปเปิดร้านขายยา ร้านขายขนม แล้วก็เตรียมสินเดิมให้เพ่ยเหิงแต่งงานออกไปอย่างมีหน้ามีตา

ใครจะคิดว่าหลังจากเซียวจั้นถิงกล่าวคำพูดประโยคนี้ เขาก็นิ่งเงียบไป

เซียวซิ่งฮวาร้อนใจมาก ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เถี่ยต้าน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ”

ลูกๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้างอดกังวลไม่ได้ ท่านพ่อหมายความว่ายังไง จะให้เงินไหม คงไม่งกจนไม่ยอมให้หรอกนะ

ใครจะคิดว่าเซียวจั้นถิงกลับกล่าวเสียงหนักว่า “เสียดายที่พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว พวกเจ้า...”

ลูกๆ ได้ยินเช่นนี้ก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที พูดแบบนี้คงหมายความว่าจะให้เงินสินะ

ถึงอย่างไรเขาก็กำลังจะแต่งงานกับองค์หญิงเป่าอี๋ หากได้เงินมาสร้างเนื้อสร้างตัวสักก้อน ประกอบกับมีบิดาเป็นถึงโหวเหย่อยู่ในเมืองหลวง ดูซิว่าต่อไปใครจะกล้าข่มเหงพวกเขา

แต่แววตาที่ไม่มีใครอ่านออกของเซียวจั้นถิงกลับมองมาที่เซียวซิ่งฮวา และได้เห็นความไม่สบายใจแกมคาดหวังในดวงตาของนางอย่างชัดเจน

เขาจึงตัดสินใจกล่าวเสียงเรียบต่อไปว่า “พวกเจ้าตามข้ากลับไปเมืองหลวงเถอะ”

ทุกคนได้ยินเช่นนี้ก็อ้าปากค้าง “หา!”

ไม่ให้เงิน แต่กลับจะพรากพวกเขาไปจากบ้านเกิดอีกด้วย!

4. ชิชะ... นังเมียน้อย

เซียวจั้นถิงมองสีหน้าตื่นตะลึงของลูกๆ และเซียวซิ่งฮวาแล้วก็เลิกคิ้ว “ทำไม มีปัญหาอะไรหรือ?”

ลูกๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับคิดกันไปต่างๆ นานา

โก่วต้านกำลังคิดถึงร้านขายยา คิดว่าในเมืองหลวงน่าจะไม่มีร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่เหมือนกับอำเภอไป๋วานจื่อใช่หรือไม่ เป็นไปได้ว่าคนใหญ่คนโตที่นั่นอาจจะเลือกใช้ยาสมุนไพรชนิดอื่น อีกอย่าง... ถ้าคิดจะเปิดร้านขายยาสมุนไพรที่เมืองหลวงต้องใช้เงินมากแค่ไหนกัน

หนิวต้านกำลังคิดว่า เมื่อหลายวันก่อนร้านสุราหลายแห่งในตรอกเทียนฮวาเหมินเพิ่งบอกว่าจะสั่งซื้อซาจื่อของเขา หากอยู่ดีๆ ก็จากไป การค้าเหล่านี้มิต้องกลายเป็นสูญเปล่าหรอกหรือ

เพ่ยเหิงก้มหน้าคิดเงียบๆ ว่า ตอนนี้ท่านแม่กำลังเฟ้นหาคู่ครองที่เหมาะสมให้นาง ในอำเภอมีชายหนุ่มหน้าตาดีหลายคนที่คิดจะมาสู่ขอ ถ้าไปเมืองหลวง เรื่องแต่งงานของนางจะทำอย่างไร

เซียวซิ่งฮวาผู้เป็นมารดาย่อมมีประสบการณ์มากกว่าลูกๆ นางไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ลูกๆ ของนางกำลังคิด แต่กำลังจ้องบุรุษซึ่งอ่านไม่ออกตรงหน้าแล้วพยายามคาดเดาความคิดของเขา

จริงๆ แล้วนางไม่เคยชอบสามีคนนี้มาก่อน ซ้ำยังรู้สึกหวาดกลัวอีกด้วย

ต้องรู้อย่างหนึ่งว่านางเป็นเด็กน้อยที่ตระกูลเซียวช่วยมาจากนักค้ามนุษย์ ตอนนั้นนางอายุแค่สามสี่ขวบ วันๆ เอาแต่ร้องไห้ แถมยังบอกประวัติความเป็นมาของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายไม่มีทางเลือก มารดาม่ายตระกูลเซียวก็เลยรับเลี้ยงนางเอาไว้

ปากบอกว่ารับมาเป็นบุตรสาว แต่จริงๆ แล้วเลี้ยงไว้เพื่อให้เป็นภรรยาของ ‘เซียวเถี่ยต้าน’ ผู้เป็นบุตรชาย

เซียวเถี่ยต้านอายุมากกว่านางสองปี เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีเข้ม ซ้ำยังไม่ค่อยพูดจา นางจึงไม่ชอบเขามาตั้งแต่เด็ก แต่เซียวเถี่ยต้านนับว่าดีต่อนางมาก พอเข้าสู่วัยสาวนางจึงยอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี เมื่ออายุครบสิบสี่ปีพวกเขาก็เข้าหอกัน ปีถัดมาก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่าโก่วต้าน ถัดมาอีกปีก็มีบุตรชายอีกคน ตั้งชื่อว่าหนิวต้าน

พอถึงปีที่สามนางก็เริ่มทนไม่ไหว ในใจแอบคิดว่าเรือนร่างบอบบางของตัวเองจะทนรับแรงกระแทกจากเซียวเถี่ยต้านซึ่งไม่รู้จักทะนุถนอมสตรีไปได้อีกสักกี่น้ำ หากเป็นแบบนี้ต่อไปนางคงต้องตายคาเตียงแน่

ใครจะคิดว่าวาสนาของนางดีไม่น้อย หลังจากคลอดหนิวต้านได้หนึ่งร้อยวัน ผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับคำสั่งมาว่าราชสำนักกำลังจะทำสงคราม ทุกบ้านต้องส่งชายหนุ่มไปเป็นทหารหนึ่งคน บ้านตระกูลเซียวมีชายหนุ่มที่สูงใหญ่แข็งแกร่งอยู่เพียงคนเดียว ก็คือเซียวเถี่ยต้านนั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นเขาที่ต้องไป

เซียวซิ่งฮวาโล่งใจมากที่ตัวเองรอดพ้นวิกฤต ‘ร่างแหลก’ มาได้ แต่หลังจากเซียวเถี่ยต้านจากไป นางก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์อีก เอาอีกแล้ว... หัวปีท้ายปี ครั้งนี้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิง นางตั้งใจว่าจะต้องตั้งชื่อที่ไพเราะให้กับบุตรสาว และจะไม่ใช้คำว่า ‘ต้าน’* อีกเป็นอันขาด ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อว่าเพ่ยเหิง

หลายปีมานี้ นางคิดว่าเซียวเถี่ยต้านเสียชีวิตไปแล้ว แม้จะต้องปรนนิบัติแม่สามีและเลี้ยงดูลูกๆ อย่างยากลำบาก แต่เมื่อไม่มีสามีคอยจับตามองอยู่ทุกฝีก้าวก็นับว่ามีอิสระไม่น้อย แต่ตอนนี้เซียวเถี่ยต้านกลับยังไม่ตาย นางก็ทั้งดีใจทั้งทอดถอนใจ

ดีใจที่ลูกๆ ได้มีบิดาเป็นถึงท่านโหว จะได้มีที่พึ่งพิง

ทอดถอนใจที่นับวันก็ยิ่งไม่เข้าใจเซียวเถี่ยต้าน

ใครจะรู้ว่าผู้ชายที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาคนนี้ กำลังคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่

ที่รู้ๆ คือเขาไม่ใช่คนที่รู้จักเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น หากตอนนั้นไม่ใช่นางดวงดี ป่านนี้อาจจะโดนเขาเล่นงานจนตายไปแล้วก็ได้!

ด้วยเหตุนี้ เซียวซิ่งฮวาจึงมองเซียวเถี่ยต้านซึ่งกลายเป็นท่านโหวไปแล้วด้วยความรู้สึกสับสน เมื่อเซียวเถี่ยต้านถามขึ้น นางก็ได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า “โหวเหย่พูดถูก ทุกคนล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมสมควรต้องอยู่ด้วยกัน เพียงแต่ว่า...”

เซียวจั้นถิงมองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของตัวเองแล้วก็พยักหน้า “ซิ่งฮวา มีเรื่องกังวลอะไรก็พูดออกมาเถอะ”

เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็จำต้องกล่าวว่า “จะว่าไปแล้ว พวกเราสมควรต้องรีบเก็บข้าวของติดตามโหวเหย่ไป แต่จนใจที่ครอบครัวของเราลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่มานาน จะให้รีบเก็บสัมภาระเดินทางไปเมืองหลวงย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเราต้องใช้เวลา”

เซียวจั้นถิงพยักหน้า “เจ้าพูดถูก ตามความเห็นของเจ้า จำเป็นต้องใช้เวลากี่วัน?”

เซียวซิ่งฮวาลอบยิ้ม “อย่างน้อยก็ต้องสามถึงห้าวัน”

เซียวจั้นถิงพยักหน้า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นอีกห้าวัน พวกเจ้าค่อยตามข้าไปเมืองหลวง”

กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงหวานเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นว่า “จั้นถิง นี่มันเรื่องอะไรกัน!”

เสียงนี้ทำให้พวกเซียวซิ่งฮวาตกใจไม่น้อย พวกนางรีบหันไปดูก็เห็นร่างในอาภรณ์เปล่งประกายวูบวาบ ประดับอัญมณีเต็มตัว

ไม่ใช่องค์หญิงเป่าอี๋แล้วจะเป็นใครไปได้

องค์หญิงเป่าอี๋กัดริมฝีปากพลางปรายตามองพวกเซียวซิ่งฮวาด้วยสายตาดูแคลน พอหันกลับไปมองเซียวจั้นถิงนางก็กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ “นางเป็นใครกันแน่”

เซียวจั้นถิงตอบเสียงเรียบเฉย “องค์หญิงก็ทรงรู้อยู่แล้วว่ากระหม่อมมีภรรยาและลูกๆ อยู่ที่บ้านเกิด สตรีผู้นี้คือภรรยาของกระหม่อม ส่วนที่เหลือคือบุตรชาย บุตรสาว แล้วก็สะใภ้”

องค์หญิงเป่าอี๋เบิกตามองกลุ่มชาวบ้านธรรมดาตรงหน้าแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

คนพวกนี้ดูท่าทางบ้านๆ ดูโง่ๆ ทึ่มๆ อีกทั้งสตรีกลุ่มนี้ยังสวมเครื่องประดับราคาถูก นี่คือลูกๆ และภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นหรือ?

นางส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “แต่ลูกๆ และภรรยาของท่านไม่ได้ตายไปเพราะโรคระบาดตอนเกิดสงครามเมื่อครั้งกระโน้นหรอกหรือ?”

คำพูดนี้ขัดหูมาก พวกเซียวซิ่งฮวาได้ยินแล้วย่อมไม่พอใจ พวกนางยังมีชีวิต และยืนอยู่ตรงนี้ชัดๆ องค์หญิงผู้นี้ก็ไม่ได้ตาบอด แต่กลับมาแช่งว่าพวกนางตายไปแล้ว!

คนอื่นๆ ยังพอว่า แต่เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อถือกำเนิดในครอบครัวนักชำแหละเนื้อ รู้จักถือมีดมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาก็ห้าวหาญไม่ยอมลงให้ใคร นับได้ว่าขวัญกล้าเทียมฟ้า พอได้ยินคำพูดนี้ นางก็หัวเราะแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “พวกเรายังมีชีวิตยืนอยู่ตรงหน้าองค์หญิงชัดๆ ไม่เห็นหรือ?”

เซียวซิ่งฮวากำลังจะเอ่ยปาก แต่เมื่อได้ยินสะใภ้ใหญ่พูดเช่นนี้ก็รู้สึกพอใจมาก นางจึงเพียงแต่หันไปมองเซียวเถี่ยต้านด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่ได้กล่าวอะไร

หึ... ผู้ชายที่น่าจะตายไปแล้วคนนี้กำลังมีองค์หญิงที่อยู่ในวัยดอกไม้แรกผลิมาชอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะจัดการกับนางซึ่งเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาอย่างไร

องค์หญิงเป่าอี๋ปรายตามองเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองเซียวจั้นถิง

เซียวจั้นถิงกล่าวเสียงเรียบว่า “เดิมกระหม่อมคิดว่าลูกๆ และภรรยาเสียชีวิตท่ามกลางภัยสงครามไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ในเมื่อตอนนี้ครอบครัวของกระหม่อมได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี”

องค์หญิงเป่าอี๋กำลังหงุดหงิด เห็นเซียวจั้นถิงไม่ยอมพูดถึงตัวเองเช่นนี้ นางก็ขยี้เท้าด้วยความไม่พอใจ “เสด็จพ่อทรงพระราชทานสมรสให้เราแล้ว จู่ๆ ท่านก็มีภรรยาโผล่ออกมาแบบนี้ จะให้ข้าทำอย่างไร!”

ใบหน้าของเซียวจั้นถิงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ย่อมต้องกลับไปทูลเรื่องทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบ ให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย”

องค์หญิงเป่าอี๋ไม่พอใจยิ่งนัก “คำพูดของโอรสสวรรค์มีค่าดุจทองคำ จะเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ได้รึ อยู่ดีๆ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เห็นข้าเป็นตัวอะไรกันแน่!”

เซียวซิ่งฮวาได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “องค์หญิง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ในเมื่อฮ่องเต้ทรงพระราชทานสมรสแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การแต่งงานย่อมต้องดำเนินต่อ”

ว่าแล้วนางก็ยื่นมือไปรับป้ายวิญญาณที่บุตรชายคนโตอุ้มอยู่มาถือเอาไว้

“นี่เป็นป้ายวิญญาณของแม่สามีของข้า หลายปีมานี้ข้าเก็บเอาไว้ข้างกายตลอด ตอนนี้ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าป้ายวิญญาณท่านแม่อีกครั้ง ข้าในฐานะสะใภ้ขอพูดสักคำเถิด เดิมทีเถี่ยต้านจากบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก ท่านแม่เคยพูดเอาไว้ว่า หากเถี่ยต้านมีอนุภรรยาอยู่ข้างนอก ข้าจะต้องทำใจกว้างยอมรับ ในเมื่อแม่สามีมีคำสั่ง ข้าเซียวซิ่งฮวาย่อมต้องทำตาม อย่าว่าแต่องค์หญิงเพียงคนเดียว ต่อให้มีสี่ห้าหกเจ็ดแปดคน ข้าก็สามารถตัดสินใจรับเข้ามาปรนนิบัติเถี่ยต้านด้วยกันได้”

ช่วงแรกๆ องค์หญิงเป่าอี๋ฟังแล้วยังไม่รู้สึกอะไร แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่ถูกต้อง จนกระทั่งได้ยินคำว่า ‘อนุภรรยา’ และ ‘ตัดสินใจรับเข้ามาปรนนิบัติเถี่ยต้านด้วยกัน’ นางก็ยิ่งโมโหจนกัดฟันกรอดๆ

หญิงชาวบ้านโง่เขลาคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าพูดจาโอหังว่าจะยอมรับนาง

แถมยังรับเป็น... อนุภรรยาอย่างนั้นรึ!

คิดว่านางจะยอมเป็นอนุภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นรึ!

องค์หญิงเป่าอี๋โมโหจนหน้าซีด ในที่สุดนางก็ตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “เจ้าเป็นแค่หญิงชาวบ้านโง่เขลา แต่ข้าเป็นถึงราชนิกุลสูงศักดิ์ เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าจะกดให้ข้าเป็นอนุภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นรึ?”

สีหน้าของเซียวซิ่งฮวาเปลี่ยนไปทันที น้ำเสียงที่พูดเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ แล้วไม่ใช่หรือ? หรือท่านคิดจะเป็นภรรยาหลวง แต่ตามกฎหมายของต้าเจา หนึ่งห้ามหย่าขาดภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก สองคนที่แต่งเข้ามาก่อนย่อมเป็นใหญ่กว่า หากท่านอยากเป็นภรรยาของเขา ต่อให้ไม่เป็นอนุภรรยาก็ต้องอยู่ใต้ข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”

“เจ้า เจ้า...” องค์หญิงเป่าอี๋ชี้หน้าเซียวซิ่งฮวาด้วยความโกรธแค้น “นังอัปลักษณ์ กล้าหลบหลู่ข้าอย่างนั้นรึ! ทหาร จับตัวผู้หญิงคนนี้ไว้”

สิ้นเสียงของนาง องครักษ์คนสนิทสองคนก็ก้าวออกมาข้างหน้า

ลูกๆ ที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็เข้าใจทันทีว่าองค์หญิงเป่าอี๋คือคนที่เกือบจะเอาชีวิตหนิวต้าน แถมท่าทางวางอำนาจของนางก็ทำให้พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่พอใจอยู่แล้ว เพียงแต่ฐานะที่แตกต่างกันทำให้พวกเขาไม่อาจพูดอะไรได้

พอเห็นองค์หญิงเป่าอี๋จะจับมารดา พวกเขาก็พากันโผเข้าไปขัดขวางทันที

“อย่ารังแกท่านแม่ของข้า!” โกวต้านพุ่งเข้าไปบังมารดาเอาไว้

“ใครกล้าแตะต้องแม่สามีข้า!” เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อมีนิสัยห้าวหาญอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยิ่งถลกแขนเสื้อขึ้นราวกับจะฉีกองค์หญิงเป่าอี๋ออกเป็นชิ้นๆ

“ถ้าพวกเจ้ากล้าลงมือ ข้าจะแลกชีวิตกับพวกเจ้า!” หนิวต้านชูป้ายวิญญาณของบิดาขึ้น ตั้งท่าจะขว้างใส่อีกฝ่าย ถึงอย่างไรป้ายนี้ก็ไหว้มาเปล่าๆ ตั้งหลายปีแล้ว!

“อย่าจับแม่สามีของข้า!” ซิ่วเหมยมีนิสัยอ่อนแอ แต่ก็ยังวิ่งมาปกป้องแม่สามี

“ท่านแม่ ปล่อยแม่ของข้านะ!” แม่ลูกผูกพัน เซียวเพ่ยเหิงจึงวิ่งเข้ามาปกป้องมารดาเช่นกัน

ชั่วพริบตานั้น ในห้องโถงก็เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย

เซียวจั้นถิงยืนดูอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร

เซียวซิ่งฮวาซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายมองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกคนอย่างชัดเจน

ในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัย เห็นชัดๆ ว่าองค์หญิงท่าทางเสแสร้งผู้นี้มีความคิดต่ำช้า คิดจะฆ่านางให้ตาย เพื่อจะได้ครอบครองตำแหน่งภรรยาหลวงของเถี่ยต้าน น่าแค้นใจที่เถี่ยต้านก็คงอยากให้นางตายเหมือนกัน!

ฮึ... ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าสมหวังหรอก ต่อให้ต้องเสียสละมากแค่ไหนก็ต้องก่อกวนพวกเจ้าไม่ให้อยู่ดีมีสุข

คิดได้เช่นนี้ นางก็อุ้มป้ายวิญญาณของแม่สามีก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวเสียงดังว่า “องค์หญิง ในเมื่อท่านจะแต่งเข้ามาในตระกูลเซียวก็ควรจะรู้ว่า ป้ายวิญญาณที่ข้าถืออยู่เป็นป้ายวิญญาณของแม่สามีในอนาคตของท่าน ท่านกล้าจับข้า คิดจะลบหลู่แม่สามีในอนาคตอย่างนั้นหรือ?”

เสียงตะโกนของเซียวซิ่งฮวาทำให้คนสนิทขององค์หญิงเป่าอี๋หยุดชะงักแล้วหันขวับมามององค์หญิงเป็นเชิงปรึกษาทันที

จริงๆ เมื่อครู่องค์หญิงก็แค่โมโหและคิดจะฉวยโอกาสลองใจเซียวจั้นถิงเท่านั้น เห็นเซียวจั้นถิงไม่ได้พูดอะไร นางก็ดีใจมาก ใครจะคิดว่าจู่ๆ เซียวซิ่งฮวาจะมาไม้นี้

กำลังลังเลอยู่ก็ได้ยินเซียวจั้นถิงตวาดเสียงหนักว่า “พอได้แล้ว!”

เขาอยู่ในสนามรบมานานปี สามกองทัพไม่มีใครกล้าไม่ฟังคำสั่ง อย่าว่าแต่พวกเซียวซิ่งฮวาซึ่งไม่เคยพบเห็นโลกภายนอก แม้กระทั่งองค์หญิงเป่าอี๋ก็ยังอดตัวสั่นไม่ได้

ทุกคนหันไปมองเซียวจั้นถิงด้วยสายตาหวาดหวั่น

เซียวจั้นถิงก้าวออกมาข้างหน้า สายตาจับจ้องอยู่ที่ป้ายวิญญาณที่เซียวซิ่งฮวาอุ้มอยู่ด้วยความเคารพ ทันใดนั้นเขาก็เลิกชายเสื้อขึ้นแล้วคุกเข่าลง

“ลูกอกตัญญูเซียวเถี่ยต้าน คำนับท่านแม่!”

เซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ก็กอดแผ่นป้ายแน่นขึ้นพลางมองเซียวเถี่ยต้านที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างได้ใจ จากนั้นก็ปรายตาไปมององค์หญิงเป่าอี๋ที่ด้านข้าง

ฮ่าๆ คิดจะจับข้าอย่างนั้นรึ?

ไม่ชั่งน้ำหนักตัวเองดูเสียบ้าง!

ใบหน้าขององค์หญิงเป่าอี๋ในยามนี้เป็นสีแดงก่ำสลับซีดขาว ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็กัดริมฝีปากด้วยความคับแค้นแล้วคุกเข่าลงบ้าง

หากนางคิดจะแต่งงานกับเซียวจั้นถิงจริง นางก็ต้องคุกเข่า!

ไม่เช่นนั้นจะได้ชื่อว่าไม่เคารพแม่สามีตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้าน ต่อให้เป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็คงไม่อาจทนรับคำติฉินนินทาได้

เหล่าคนสนิทขององค์หญิงซึ่งตั้งท่าจะเข้ามาจับตัวเซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ ย่อมไม่กล้าจับตัวนางอีก

แม้กระทั่งแม่ทัพผู้ทรงอำนาจและองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็ยังคุกเข่าลงต่อหน้าหญิงชาวบ้านผู้นี้ พวกเขายังจะกล้าจับนางอีกรึ?

อยากตายรึไง! มีแต่คนโง่น่ะสิถึงจะทำ

 

-----------------------

* ต้าน แปลว่า ไข่

5. มารยาสาวแส้ หรือจะสู้คุณแม่ลูกสาม

องค์หญิงเป่าอี๋คุกเข่าลงก็จริง แต่พอยืนขึ้น นางก็รู้สึกคับแค้นใจมาก ยิ่งมองกลุ่มคนตรงหน้าก็ยิ่งบอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

            นางรักเซียวจั้นถิงเพราะความเด็ดขาดและอำนาจล้นฟ้าของเขา แม้เขาจะมีอายุมากกว่านางสิบกว่าปี แต่เขาก็ทั้งหล่อเหลาห้าวหาญ ไม่มีทั้งภรรยาและอนุ นับว่าเป็นบุรุษดีๆ ที่หาได้ยาก นางจึงดึงดันขอร้องให้เสด็จพ่อพระราชทานสมรสให้

            ใครจะคิดว่าผ่านไปพริบตาเดียว อีกฝ่ายก็มีทั้งภรรยาหลวง บุตรชาย บุตรสาว และสะใภ้อีกสองคน ไม่แน่ว่าผ่านไปอีกไม่กี่วันอาจจะมีหลานๆ โผล่มาด้วยก็ได้!

            จู่ๆ ชายในฝันก็กำลังจะกลายเป็นอากงของคนอื่น แถมยังมีลูกหลานห้อมล้อมอยู่รอบกาย

            ความรู้สึกขององค์หญิงเป่าอี๋ในยามนี้ จะว่าขมขื่นก็ไม่ขมขื่น จะว่าเจ็บปวดก็ไม่เจ็บปวด เรียกได้ว่ามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนอธิบายไม่ถูกทีเดียว

            นางถอนใจด้วยความเศร้าก่อนจะกล่าวกับเซียวจั้นถิงว่า “กลับเมืองหลวงก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องให้เสด็จพ่อเป็นคนตัดสิน”

            กล่าวจบก็หมุนกายเดินจากไป ทิ้งคนตระกูลเซียวไว้เบื้องหลัง

            เซียวซิ่งฮวามององค์หญิงเป่าอี๋ที่สะบัดหน้าจากไปแล้วก็หันกลับมามองสามีที่น่าจะตายไปแล้วของตัวเองด้วยความรู้สึกอึดอัด แต่นางก็จำต้องยิ้มแล้วเอ่ยขอโทษว่า “เถี่ยต้าน เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเอง ข้าเป็นแค่หญิงชาวบ้านโง่เขลา ไม่รู้จักขนบธรรมเนียม ไม่รู้จักความน่าเกรงขามขององค์หญิง เกรงว่าข้าคงจะพูดอะไรผิดไปสินะถึงทำให้คนรักของท่านโมโหจนหนีไปแบบนี้ ข้า ข้า...” นางส่ายหน้าด้วยความลำบากใจ “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวข้าจะรีบไปขอโทษนาง ขอร้องให้นางกลับมา”

            กล่าวจบนางก็ตั้งท่าจะวิ่งตามองค์หญิงไป

            สะใภ้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ รีบคว้าแขนนางเอาไว้ “ท่านแม่ ท่านจะไปไม่ได้นะ ถ้าองค์หญิงโมโหขึ้นมาแล้วจับท่านไปล่ะ”

            “เมิ่งเฉี่ยว ปล่อยแม่ แม่ทำให้คนรักที่ท่านพ่อของเจ้ากำลังจะแต่งด้วยโมโหหนีไปแล้ว ท่านย่าที่อยู่บนสวรรค์ของเจ้าต้องตำหนิแม่แน่ แม่ต้องรีบ…”

            เซียวเถี่ยต้านขมวดคิ้วพลางกล่าวเสียงเรียบว่า “ซิ่งฮวา ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”

            เซียวซิ่งฮวาฉวยโอกาสเออออตามน้ำ นางรวบรวมความกล้าโผไปคว้าแขนเสื้อของเซียวจั้นถิงเอาไว้ “เถี่ยต้าน ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง หากฝ่าบาททรงลงพระอาญาท่านเพราะเรื่องนี้ จะทำอย่างไรกันดี”

            เซียวจั้นถิงก้มลงจ้องสตรีตรงหน้า เห็นว่าสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาก็กระแอมเบาๆ “ไม่เป็นไร รอให้กลับไปเมืองหลวงเมื่อไหร่ ข้าจะทูลเรื่องทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบเอง” เขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เจ้าวางใจเถอะ ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าก็เป็นภรรยาของข้า หากข้าได้ดิบได้ดี เจ้าก็ต้องได้ดิบได้ดีตามไปด้วย”

            นั่นไง!

            มีคำพูดประโยคนี้ของเซียวจั้นถิง เซียวซิ่งฮวาก็สบายใจขึ้นมาก

            ส่วนเรื่องของฮ่องเต้กับองค์หญิง นางไม่ได้คิดไกลไปขนาดนั้นหรอก ถึงอย่างไรตอนนี้เซียวจั้นถิงก็เป็นโหวเหย่ แถมยังกุมอำนาจเหนือสามเหล่าทัพ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ก็ยังต้องเกรงใจเขาอยู่สามส่วน

            ถ้าอย่างนั้น นางมิกลายเป็นโหวฮูหยินผู้น่าเกรงขามไปแล้วหรอกหรือ?

            คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา นางก็อยากหัวเราะดังๆ สักสามครั้ง

            โหวฮูหยิน...

           

หลังจากที่สามีจากไปแล้ว ลูกๆ ที่อยู่ด้านข้างต่างพากันขยับมาล้อมนางเอาไว้แล้วเริ่มปรึกษากัน

            “ฮึ ข้าว่าองค์หญิงอะไรนั่นเป็นนางแพศยาหน้าด้าน อยากเป็นอนุภรรยาของท่านพ่อของเรา แต่ท่านพ่อของเราเห็นนางอยู่ในสายตาเสียที่ไหน ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ยิ้มให้นางเสียด้วยซ้ำ”

            “ก็ใช่น่ะสิ ท่านแม่ยังจะไปตามนางกลับมาอีก โชคดีที่ซ้อใหญ่ไหวตัวทัน คว้าท่านแม่เอาไว้ได้”

            “เชอะ อย่าโง่ไปหน่อยเลย เจ้าคิดว่าท่านแม่จะตามไปจริงๆ หรือ ก็แค่เล่นละครให้ท่านพ่อดูเท่านั้น ข้าเองก็แค่แสร้งจับแขนท่านแม่ไว้ ท่านพ่อจะได้รู้อย่างไรล่ะว่าท่านแม่เป็นคนมีน้ำใจ”

            “อาซ้อ ท่านฉลาดจริงๆ ทำไมข้าถึงคิดไม่ถึงนะ”

            เซียวซิ่งฮวากำลังคิดถึงชีวิตที่แสนสุขสบายในเมืองหลวง ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางมองลูกๆ ที่กำลังพูดคุยกันแล้วก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ลูกๆ มานี่ ฟังแม่พูดสักคำ”

            ทันทีที่นางกล่าวคำพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนก็หยุดพูดแล้วขยับมาล้อมนางเอาไว้ เตรียมฟังนางสั่งสอน

            “เด็กๆ พวกเจ้าต่างก็รู้แล้วว่า ตอนนี้ท่านพ่อที่ ‘ควรตายไปแล้ว’ ของพวกเจ้ายังไม่ตาย ไม่เพียงแต่ไม่ตาย แต่ยังได้ดิบได้ดีอยู่ที่เมืองหลวง ดูท่าแล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่สนใจครอบครัว เขาบอกว่าจะรับพวกเราไปเสวยสุขที่เมืองหลวงอีกด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าข้างกายท่านพ่อของพวกเจ้ายังมีนางปีศาจแพศยาอีกมากแค่ไหนที่อยากแต่งเข้ามาในตระกูลเซียวของเรา หากท่านพ่อของพวกเจ้าแต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นแล้วมีลูกใหม่ เกรงว่าทั้งพวกเจ้าและแม่คงต้องถูกผู้อื่นดูแคลนแน่ ดังนั้นพวกเราจะต้องคิดหาวิธีไล่นางปีศาจที่อยู่ข้างกายท่านพ่อของพวกเจ้าไปให้หมด เราจะได้มีชีวิตสุขสบายกันเสียที”

            ลูกๆ ของนางต่างพากันพยักหน้าพลางเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “ท่านแม่พูดถูก ต่อไปพวกเราจะทำตามที่ท่านแม่สั่งทุกเรื่อง”

            เซียวซิ่งฮวามองลูกๆ ทั้งห้าคน แม้จะมีนิสัยแตกต่างกันและไม่มีความสามารถโดดเด่นอะไร แต่ทุกคนต่างก็กตัญญู ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ทั้งยังเข้าอกเข้าใจนาง เท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว

            นึกถึงความยากลำบากในอดีต นางก็ถอนใจออกมา “เมื่อก่อนแม่คนเดียวต้องเลี้ยงดูทั้งโก่วต้าน หนิวต้านและเพ่ยเหิง เราลี้ภัยมาจากหมู่บ้านต้าจ่วนจื่อเชิงเขาขุยจี้ ระหว่างทางไม่รู้ต้องเผชิญความลำบากมากมายสักแค่ไหน ตอนนั้นหนิวต้านหิวจนต้องกินดิน โก่วต้านหิวจนขยับไม่ไหว เกือบจะถูกสุนัขป่าคาบไปกิน ส่วนเพ่ยเหิง ตอนนั้นแม่อุ้มไว้กับอกแท้ๆ แต่ก็เกือบถูกคนอื่นแย่งไปกินแทนแพะ”

            เซียวซิ่งฮวาไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องในอดีต แต่วันนี้พูดขึ้นมา เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ผ่านมา ลูกๆ ต่างก็พากันก้มหน้าทอดถอนใจ

            “ต่อมาพวกเรายังต้องเผชิญกับภัยสงครามและโรคระบาด แต่พวกเจ้าดวงแข็งถึงได้มีชีวิตรอดจนหนีไปถึงอำเภอไป๋วานจื่อเมืองเจิ้นหยางได้ ตอนแรกแม่ต้องขอทานเลี้ยงดูพวกเจ้าทั้งสามคน ต่อมาก็ไปเก็บใบชาแก่ที่ไม่มีคนเอามาชงขาย ภายหลังถึงได้ค่อยๆ มีเงินเช่าบ้าน จนกระทั่งลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ได้สำเร็จ แม่ทนลำบากมาหลายปีในที่สุดก็เลี้ยงดูพวกเจ้าจนเติบใหญ่ แต่งงานมีครอบครัว ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

            พูดถึงตรงนี้ เสียงของนางก็เจือด้วยแววสะอื้น

            หนิวต้าน โก่วต้านนึกถึงความยากลำบากของมารดาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็พากันคุกเข่าลงหลั่งน้ำตานองหน้า ส่วนสะใภ้กับบุตรสาวก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น

            เซียวซิ่งฮวาเช็ดน้ำตาพลางกล่าวต่อว่า “ใครจะคิดว่า อยู่ดีๆ จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน บิดาที่น่าจะตายไปแล้วของพวกเจ้ายังไม่ตาย แถมยังเป็นใหญ่เป็นโตเสียขนาดนั้น หากแม่กับพวกเจ้าไม่ยอมรับก็เท่ากับละทิ้งความสุขสบาย ถ้าต้องหมกตัวอยู่ในอำเภอเล็กๆ เช่นนี้ย่อมเป็นการผิดต่อตัวเอง ดังนั้นพวกเราจะต้องลองสู้ดูสักตั้ง ไปเมืองเอี้ยนจิง เข้าไปในจวนของท่านโหว ขอเพียงเขายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง นับแต่นี้พวกเราจะได้มีชีวิตสุขสบาย มีลาภยศสรรเสริญให้เสพไม่สิ้นสุด”

            ระหว่างที่พูด นางก็หยิบห่อผ้าห่อหนึ่งที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาเปิดออกทีละชั้นๆ ด้านในคือก้อนเงินสีขาวกับเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่ง

            นางนับแล้วเอ่ยต่อว่า “หลายปีมานี้ พวกเจ้าล้วนกตัญญู ทุกครั้งที่หาเงินมาได้ก็จะมอบให้แม่เก็บรักษา ปกติแม่ตระหนี่มาก ตัวเองไม่ยอมใช้ ซ้ำยังบังคับให้พวกเจ้าต้องประหยัดตามไปด้วย จริงๆ ก็เพราะหวังว่าอนาคตจะได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ สักหลัง ตอนนี้พวกเจ้ามีบิดาร่ำรวยล้นฟ้า ไม่จำเป็นต้องซื้อบ้านอีกต่อไป และพวกเราก็กำลังจะไปเมืองหลวง ย่อมไม่อาจปล่อยให้คนอื่นดูแคลน จำเป็นต้องมีเงินติดตัวบ้าง ตอนนี้มีเงินอยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบเจ็ดตำลึง พวกเจ้าห้าคนแบ่งกันคนละยี่สิบตำลึง อีกสิบเจ็ดตำลึงที่เหลือแม่จะเก็บเอาไว้ เอาเงินไปแล้วพวกเจ้าก็ไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับ แต่งเนื้อแต่งตัวเสียใหม่ จะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้”

            กล่าวจบ เซียวซิ่งฮวาก็แบ่งเงินให้ลูกๆ คนละส่วน

            ปกติเซียวซิ่งฮวาเป็นคนเก็บเงิน บุตรชายกับสะใภ้ไม่เคยมีเงินติดตัวมาก่อน จู่ๆ ได้เงินมาถึงยี่สิบตำลึง พวกเขาก็ถึงกับตาพร่า ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี

            ทุกคนหันไปมองหน้ากัน สุดท้ายเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อก็พูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าว่า เงินจำนวนนี้ท่านช่วยเก็บเอาไว้ให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ”

            คนอื่นๆ พากันพยักหน้า “ใช่ พวกเราต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมต้องให้ท่านแม่เป็นคนเก็บเงิน ให้พวกเราถือเอาไว้ พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้อย่างไร”

            “ใช่ๆ ไม่พูดถึงเรื่องอื่น แค่เรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับ ควรซื้อแบบไหน ควรแต่งตัวแบบไหน พวกเราก็ไม่รู้อะไรสักอย่าง ถ้าถูกคนอื่นหลอกคงต้องแย่แน่ๆ”

            “จริงด้วย ท่านแม่ ถ้าจะซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับ ไม่สู้พวกเรามาปรึกษากันแล้วไปซื้อพร้อมกันจะดีกว่า แบ่งเงินแบ่งทองแบบนี้ ดูไม่เหมือนครอบครัวเดียวกันเลย”

            ได้ยินลูกๆ พูดเช่นนี้ เซียวซิ่งฮวาย่อมปลาบปลื้มใจมาก หลายปีมานี้ แม้ครอบครัวจะมีฐานะยากจน แต่ลูกๆ ก็มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทั้งยังกตัญญู ครอบครัวจึงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

            นางเก็บเงินพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ในเมื่อพวกเจ้าพูดเช่นนี้ แม่ก็จะเก็บเงินเอาไว้ ก่อนอื่นพวกเราไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับที่ดูดีสักหลายชุด จากนั้นก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย เตรียมตามท่านพ่อของพวกเจ้าไปเมืองหลวงเถอะ”

            ลูกๆ ของนางต่างตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

            หน้าประตูบ้านตระกูลเซียวในยามนี้มีทหารองครักษ์ที่เซียวจั้นถิงส่งมาคอยเฝ้าเอาไว้ ไม่ว่าจะไปไหนก็มีคนคอยคุ้มกัน เดิมหนิวต้านคิดจะไปบอกลาลูกค้าเก่าแล้วก็ฉวยโอกาสส่งสินค้าที่รับปากไว้ไปให้ แต่ตอนนี้ดูแล้วคงมีแต่ต้องยอมล้มเลิกความคิด

            โก่วต้านเองก็ต้องไปที่ร้านขายยาที่เคยทำงานแล้วบอกลาเถ้าแก่โดยมีทหารองครักษ์ไปเป็นเพื่อน

            เถ้าแก่ร้านขายยาแทบจะโขกศีรษะคำนับเลยทีเดียว เขาเอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าตัวเองมีตาแต่ไร้แวว หลายปีมานี้ทำให้โก่วต้านต้องลำบากแล้ว ต่อไปขอให้ช่วยดูแลด้วย

สงสารโก่วต้านที่หลายปีมานี้ต้องคอยดูสีหน้าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เคยเห็นอะไรแบบนี้เสียที่ไหน เขาจึงได้แต่รับคำส่งๆ แล้วลนลานหนีกลับบ้านไป

            ฝ่ายเซียวซิ่งฮวาก็เอาเงินก้อนนั้นไปสั่งทำเครื่องประดับเงินหลายชิ้น จากนั้นก็ซื้อปิ่นปักผมลายดอกเหมย จี้ทองคำ เครื่องประดับทองฉลุฝังหยกรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมประทานบุตร รวมทั้งเครื่องประดับทองคำลายหงส์เก้าตัวอีกหนึ่งชิ้น นอกจากนี้ยังสั่งตัดเสื้อผ้าเนื้อดีให้กับตัวเอง บุตรสาวและลูกสะใภ้อีกหลายชุด

            จัดการเรื่องทั้งหมดนี้เรียบร้อยแล้วก็ยังเหลือเงินอีกจำนวนหนึ่ง เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเดินทางไปเมืองหลวงได้

            คนทั้งครอบครัวช่วยกันเก็บข้าวของในบ้าน ส่วนที่ควรยกให้คนอื่นก็ยกให้คนอื่น ส่วนที่ควรขายก็ขาย ส่วนเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ นั้นเก็บใส่ห่อสัมภาระติดตัวไปด้วย วุ่นวายอยู่สองสามวันถึงได้จัดการเสร็จเรียบร้อย ทางด้านเซียวจั้นถิงก็ให้คนมาส่งข่าวว่าฮ่องเต้ทรงมีราชโองการเร่งด่วนให้รีบเดินทางกลับเมืองหลวง

            เดิมเซียวซิ่งฮวาคิดว่าตัวเองอยู่ที่อำเภอไป๋วานจื่อมาหลายปี ย่อมสมควรจัดเลี้ยงอำลาเพื่อนบ้าน แต่ใครจะคิดว่าเซียวจั้นถิงจะให้คนมาเร่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางไม่มีทางเลือกจึงจำต้องออกเดินทางไปอย่างฉุกละหุก

6. ไม่ชอบกิน จริงๆนะ

พวกเซียวซิ่งฮวารีบไปพบเซียวจั้นถิงที่จุดพักม้า

เซียวจั้นถิงกวาดตามองลูกๆ อีกรอบหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ในเมื่อจะไปเมืองหลวง ทุกอย่างย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพียงแต่ตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทาง จึงต้องวางตัวเรียบง่ายไปก่อน สาวใช้เหล่านี้ทางอำเภอส่งมา ข้าคิดว่าพวกนางรู้จักสำเนียงพูดของที่นี่ พวกเจ้าก็จะได้สบายใจขึ้น นับแต่นี้ไปก็ให้พวกนางคอยปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้าก็แล้วกัน”

            ระหว่างที่พูด สาวใช้ห้าคนก็ก้าวออกมาข้างหน้า พวกนางล้วนมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา สวมเสื้อสีขาวกระโปรงสีฟ้าอ่อนเหมือนๆ กัน ทันใดนั้น จู่ๆ พวกนางก็คุกเข่าลงพร้อมกันพลางเอ่ยขึ้นว่า “คำนับฮูหยิน คำนับคุณชาย คำนับฮูหยินน้อย คำนับคุณหนูเจ้าค่ะ”

            เซียวซิ่งฮวาอยู่มาสามสิบสองปี ยังไม่เคยได้รับการคำนับจากใครแบบนี้มาก่อน ย่อมรู้สึกปลาบปลื้มไม่น้อย ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเป็นโหวฮูหยินแล้วก็ไม่เลวเหมือนกัน

            บุตรชายและสะใภ้ที่ยืนอยู่ด้านหลังล้วนมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดีที่ต่อไปจะมีสาวใช้มาคอยรับใช้

            เซียวซิ่งฮวากวาดตามองรอบหนึ่ง เห็นสะใภ้และบุตรสาวล้วนมีสีหน้ายินดีอย่างปิดไม่มิด ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าลูกแม่อย่าทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูมสิ ประเดี๋ยวคนอื่นจะดูแคลนเอาได้

            ด้วยเหตุนี้ นางจึงรีบตั้งสติก่อนจะโบกมือกล่าวเสียงเรียบว่า “ลุกขึ้นเร็ว ต่อไปปรนนิบัติอยู่ข้างกายพวกข้าต้องทำงานขยันขันแข็งนะ ถ้าทำงานดีพวกเราย่อมต้องดีต่อพวกเจ้าเช่นกัน”

            สาวใช้ทั้งห้าล้วนเป็นสาวใช้ที่ซื้อมาจากอำเภอนี้ จึงไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรมากนัก ยิ่งไม่รู้ประวัติความเป็นมาของโหวฮูหยิน พอได้ยินฮูหยินพูดเช่นนี้ก็รีบโขกศีรษะคำนับแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “พวกข้าจะจงรักภักดีต่อฮูหยิน ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ ไม่ทรยศเจ้าค่ะ”

            เซียวจั้นถิงยืนดูอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไร พอเห็นสาวใช้เหล่านั้นลุกขึ้นยืนถึงได้พูดว่า “เมิ่งเฉี่ยว ซิ่วเหมย และเพ่ยเหิงแต่ละคนให้มีสาวใช้คอยรับใช้อยู่ข้างกายหนึ่งคน อีกสองคนคอยปรนนิบัติเจ้า วันหน้ากลับไปถึงเมืองหลวงแล้วค่อยหาเพิ่ม หากไม่ถูกใจก็เปลี่ยนใหม่”

            จากนั้นเขาก็หันไปมองบุตรชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ บุตรชายทั้งสองก้มหน้าลงด้วยท่าทางเคารพนบนอบ ดูเรียบร้อยมาก “ส่วนโก่วต้านกับหนิวต้าน ข้าจะให้บ่าวรับใช้คอยติดตามรับใช้อยู่ข้างกาย”

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ ในใจย่อมยินดี นางพยักหน้าติดๆ กันพลางกล่าวว่า “ตกลง ทำตามที่ท่านว่าเถิด”

            เซียวจั้นถิงกลับกล่าวต่อว่า “เพียงแต่ชื่อของโก่วต้าน*กับหนิวต้าน** ตอนอยู่ที่บ้านนอกตั้งชื่อแบบนี้ก็เพื่อให้เรียกง่าย แต่เมื่อไปอยู่ที่เมืองหลวงแล้วอาจจะไม่เหมาะสมนัก เราต้องตั้งชื่อใหม่”

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็เงยหน้าขึ้นมองเขา เห็นเขากำลังมองมาด้วยสีหน้าจริงจัง

            จู่ๆ นางก็อยากจะหัวเราะขึ้นมา

            ตอนนั้นใครเป็นคนพูดว่าชื่อโก่วต้านดี หนิวต้านเยี่ยม ดีอย่างไม่มีอะไรเทียบ

นางบอกว่าไม่เพราะ เขาก็ยืนยันว่าเพราะ ตอนนี้เสียใจแล้วใช่ไหม รู้สึกว่าออกไปพบหน้าผู้คนไม่ได้แล้วใช่หรือเปล่า

            ฮ่าๆ

            เซียวจั้นถิงรับรู้ถึงสายตาอยากจะหัวเราะแต่ไม่ได้หัวเราะออกมาของนางได้ทันที เขานึกถึงอดีตขึ้นมาจึงต้องอมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกระแอมเบาๆ พลางกล่าวเสียงเรียบว่า “ไม่ค่อยเพราะจริงๆ”

            เซียวซิ่งฮวารู้สึกได้ใจขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

            สิบเจ็ดปีแล้ว สิบเจ็ดปีเต็มๆ ไม่รู้ต้องผ่านความทุกข์ยากและการพลัดพรากมาสักเท่าไหร่ เขาหรือนางเองก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เพิ่งมีลูกน้อยและอาศัยอยู่ที่เชิงเขาขุยจี้ในอดีตอีกแล้ว แต่คำพูดเรียบๆ เพียงประโยคเดียวว่า ‘ไม่ค่อยเพราะจริงๆ’ กลับทำนางให้นางรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

            หลายปีผ่านไป ในที่สุดเขาก็รู้ว่าตัวเองคิดผิด

            นางยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ พยายามเม้มปากอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

            “เรื่องชื่อ ท่านเป็นบิดา ย่อมต้องให้ท่านเป็นคนตัดสินใจ”

            “ฮูหยิน เจ้าตั้งชื่อให้เพ่ยเหิงได้ไม่เลวเลย ช่วยคิดหน่อยเถิดว่าจะตั้งชื่อให้โก่วต้าน หนิวต้านใหม่ว่าอย่างไรดี”

            “ข้าเป็นแค่หญิงชาวบ้านไม่มีความรู้ เพ่ยเหิงเป็นเด็กผู้หญิง ข้าจะตั้งชื่ออย่างไรก็ได้ตามใจชอบ แต่โก่วต้านกับหนิวต้านเป็นชายชาตรี ย่อมต้องมีชื่อที่ฟังดูน่าเกรงขาม ท่านเป็นคนตั้งเถิด”

            “ในเมื่อฮูหยินพูดเช่นนี้ ข้าจะเป็นผู้ตัดสินใจเองก็แล้วกัน” เซียวจั้นถิงว่า

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็แอบแค่นเสียงฮึอยู่เงียบๆ ในใจแอบคิดว่าเถี่ยต้านผู้นี้เป็นขุนนางใหญ่โตแล้วนิสัยก็เลยเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้รู้จักพูดจาอ้อมค้อมด้วย

            นางยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น รอให้เขาตั้งชื่อโดยไม่พูดอะไร

            โก่วต้านกับหนิวต้านได้ยินว่าท่านพ่อจะตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ ก็ยืนรออยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นเต้นแกมคาดหวัง

            “จริงๆ แล้ว เมื่อหลายปีก่อนตอนไปออกรบ ข้าเคยพบหมอดูเทวดาท่านหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญการตั้งชื่อและการทำนายชะตา ตอนนั้นข้ายังไม่ได้ข่าวว่าพวกเจ้าเกิดเรื่อง ใจคิดว่าชื่อโก่วต้าน หนิวต้านไม่ค่อยเพราะนัก ดังนั้นจึงจ่ายเงินไหว้วานให้เขาช่วยตั้งชื่อให้  กะว่ากลับบ้านเกิดเมื่อไหร่ก็จะเปลี่ยนชื่อให้โก่วต้านกับหนิวต้านใหม่ ถึงตอนนี้ผ่านไปสิบห้าปีแล้ว ในที่สุดก็ได้นำชื่อนี้มาใช้เสียที”

            ระหว่างที่พูดเขาก็หยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากแขนเสื้อ เห็นได้ชัดว่ากระดาษแผ่นนั้นเก่ามากแล้ว บนกระดาษกรอบๆ นั้นมีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า ‘เซียวเชียนเหยา เซียวเชียนหวิน’

            เซียวซิ่งฮวารับไปอ่านดูรอบหนึ่ง “ชื่อสองชื่อนี้ไม่เลวเลยจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็นสองชื่อนี้เถิด”

            โก่วต้านกับหนิวต้านฟังแล้วก็ชื่นชอบไม่น้อย นับแต่นี้ไป พวกเขาจึงต่างคนต่างเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ คนหนึ่งชื่อว่าเซียวเชียนเหยา อีกคนหนึ่งชื่อว่าเซียวเชียนหวิน

            เซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวินรีบคุกเข่าลงขอบคุณบิดาที่ตั้งชื่อให้

            “บัดนี้ครอบครัวของเราได้กลับมาพบหน้ากัน เกรงว่ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมาก แต่ตอนนี้อยู่ข้างนอก มีเรื่องมากมายที่ข้าไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง นี่คือพ่อบ้านไฉ หลายปีมานี้เขาคอยติดตามอยู่ข้างกายข้า ช่วยข้าดูแลบ้าน ทั้งยังจงรักภักดีต่อข้ามาก ซิ่งฮวา ไม่ว่าต้องการอะไร เจ้าก็บอกพ่อบ้านไฉได้ทุกเรื่อง”

            เซียวซิ่งฮวามองไปก็พบว่าที่ด้านซ้ายของเขามีชายใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม คิ้วสั้นแต่เรียงเป็นระเบียบ โพกผ้าไว้บนศีรษะคนหนึ่งยืนอยู่ เขากำลังยิ้มพลางมองตรงมาที่นาง พอได้ยินเซียวจั้นถิงเอ่ยชื่อตนเอง เขาก็รีบคุกเข่าลงพลางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ข้าน้อยคำนับฮูหยิน คำนับคุณชาย ฮูหยินน้อยทั้งสองและคุณหนูขอรับ”

            เซียวซิ่งฮวาเห็นมีพ่อบ้านโผล่มาอีกคนก็แอบคิดในใจว่า บ้านคนรวยช่างมีกฎเกณฑ์มากมายเสียจริง บ่าวรับใช้ก็เยอะแยะไปหมด นางโบกมืออีกครั้งพลางกล่าวว่า “พ่อบ้านไฉลุกขึ้นเถิด ต่อไปมีอะไรไม่เข้าใจ ต้องขอให้ท่านช่วยชี้แนะพวกเราด้วย”

            พ่อบ้านไฉรีบบอกว่ามิกล้าๆ

            เซียวจั้นถิงจัดการเรื่องทางนี้เสร็จก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ทั้งครอบครัวจึงไปกินอาหารกัน

            เซียวจั้นถิงกับเซียวซิ่งฮวานั่งลงในตำแหน่งหลัก บุตรชาย สะใภ้ และบุตรสาวนั่งเรียงกันไปตามลำดับ

            “จริงๆ แล้ววันนี้นายอำเภอจะจัดงานเลี้ยงให้ แต่ข้าคิดว่าพวกเจ้าคงจะอึดอัดก็เลยปฏิเสธไป ตอนนี้มีแต่คนในครอบครัวเท่านั้น พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวมาก อยากกินอะไรก็กินได้ตามสบาย” เซียวจั้นถิงกล่าวพลางกวาดตามองลูกๆ

            เซียวซิ่งฮวามองไปก็เห็นบนโต๊ะมีอาหารมากมายหลายชนิด เพียงแค่ขนมก็มีถึงสิบกว่าอย่าง แต่ละอย่างล้วนบรรจุอยู่ในจานใบเล็กๆ ประณีตงดงามจนนางอดตื่นตะลึงไม่ได้

            แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวจั้นถิง นางย่อมไม่ยอมแสดงท่าทางตื่นตระหนกตกใจออกมาให้เขาเห็น ดังนั้นจึงแสร้งเอ่ยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ท่านพูดถูก ครอบครัวเราไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี ยากนักกว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ย่อมสมควรกินอาหารด้วยกันสักมื้อ”

            สิ้นเสียงของเซียวซิ่งฮวา ลูกๆ ก็พากันพยักหน้า “ท่านแม่พูดถูก”

            ในที่สุด งานเลี้ยงในครอบครัวก็เริ่มต้นขึ้น เซียวซิ่งฮวายังพอว่า ต่อให้รู้สึกว่าอาหารบนโต๊ะช่างดูละลานตาเหลือเกิน แต่นางก็พยายามอดทนสุดความสามารถ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้เซียวจั้นถิงดูถูกเด็ดขาด

            ท่ามกลางอาหารมากมายหลายชนิดนั้น นางมองไปแวบเดียวก็เห็นขาหมูน้ำแดง แค่มองก็รู้ทันทีว่าขาหมูนั้นถูกตุ๋นจนเปื่อย ซ้ำยังส่งกลิ่นหอมฉุย แค่กัดดูคำเดียวก็คงจะหอมไปจนถึงกระดูก นางอยากจะคีบมากินสักคำโตๆ แต่เสียดายที่อาหารจานนั้นอยู่ห่างไปมาก ถ้าลุกขึ้นคีบคงจะดูไม่ดีนัก จึงได้แต่พยายามอดทนเอาไว้

            ใครจะคิดว่า กำลังมองอยู่ก็เห็นเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิ้นใหญ่ จากนั้นก็จัดการแบ่งเนื้อหมูหอมฉุยชิ้นนั้นให้เซียวเชียนเหยาครึ่งหนึ่งและให้ตัวเองครึ่งหนึ่ง ซิ่วเหมยไม่ยอมน้อยหน้า นางรีบคีบเนื้อหมูหอมฉุยไปอีกชิ้นก่อนจะแบ่งให้เพ่ยเหิงครึ่งหนึ่ง และให้เซียวเชียนหวินอีกครึ่งหนึ่ง

            เพ่ยเหิงกล่าวเสียงเบาด้วยความเกรงใจ “ข้าคีบเองได้”

            กล่าวจบนางก็คีบเนื้อหมูหอมฉุยไปอีกชิ้น!

            เอ่อ...

ตอนนี้ในสายตาของเซียวซิ่งฮวาผู้น่าสงสารไม่มีอาหารอย่างอื่นอีกแล้ว นางเอาแต่จ้องขาหมูตาเขม็ง ขาหมูชิ้นใหญ่ขนาดนั้นถูกลูกๆ จอมตะกละเหล่านี้คีบไปคนละชิ้นสองชิ้นก็หมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว!

            เจ้าเด็กพวกนี้ ปกติก็กตัญญูดี แต่ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีใครคิดถึงข้าสักคน!

            นางกำตะเกียบแน่น กำลังลังเลอยู่ว่าจะลุกขึ้นคีบดีหรือไม่ จู่ๆ เนื้อหมูก็ถูกคีบไปอีกชิ้นแล้ว!

            เซียวจั้นถิงใช้ตะเกียบคีบเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดไป เนื้อส่วนนั้นเป็นเนื้อนุ่มที่มีเอ็นหมูปะปนอยู่

            คราวนี้เซียวซิ่งฮวาสิ้นหวังแล้วจริงๆ นางมองน้ำที่เหลืออยู่ในจานขาหมูแล้วก็อดรู้สึกเคียดแค้นไม่ได้

            คนพวกนี้กลั่นแกล้งข้าชัดๆ!

            ใครจะคิดว่า ในตอนนั้นเองเซียวจั้นถิงก็วางเนื้อที่คีบมาชิ้นนั้นลงในชามของนาง

            หืม?

            เซียวซิ่งฮวาเงยหน้าขึ้นมองเซียวจั้นถิงด้วยสายตางุนงง

            เซียวจั้นถิงเลิกคิ้ว “เจ้าชอบกินไม่ใช่หรือ?”

            “ข้าชอบกิน?”

            “ใช่ ข้าจำได้ว่าเจ้าชอบกินขาหมูไม่ใช่หรือ?”

            เพ่ยเหิงที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบส่ายหน้า “ไม่นี่ ท่านแม่ไม่ชอบกินเสียหน่อย”

            “ใช่ๆ ท่านแม่เคยทำ แต่ท่านบอกว่าท่านกินไม่ค่อยได้ มันเลี่ยน” เซียวเชียนเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ใช่ ทุกครั้งท่านแม่จะยกให้เรากิน บอกว่าตัวเองกินไม่ได้” เซียวเชียนหวินนึกถึงเรื่องในอดีตแล้วกล่าวเสริมขึ้นบ้าง

            “ไม่ชอบกิน?” เซียวจั้นถิงขมวดคิ้วพลางมองเซียวซิ่งฮวาด้วยสายตาสงสัย

            ใบหน้าของเซียวซิ่งฮวาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำทันที นางถลึงตาใส่ลูกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ใช่ ข้าไม่ชอบกิน!”

            กล่าวจบ หัวใจของนางก็บีบตัวแน่นด้วยความเจ็บปวด

            ใช่ นางไม่ชอบกิน ไม่ชอบกิน ไม่ชอบกินของเลี่ยนๆ แบบนี้หรอก!

            นางปวดใจจนอยากจะร้องไห้ แต่ก็ต้องพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา

            “ไม่ชอบกินหรอก ท่านกินเถอะ...”

            เซียวจั้นถิงมองนางนิ่งนาน สุดท้ายเขาก็คีบขาหมูชิ้นนั้นกลับไปกินเองโดยไม่พูดอะไร

            เขากินช้ามาก ระหว่างที่เขาค่อยๆ เคี้ยวนั้น เซียวซิ่งฮวาก็เอาแต่จ้องใบหน้าซึ่งมีเหลี่ยมมุมชัดเจนกับคางซึ่งปกคลุมด้วยไรเคราเขียวครึ้มของเขาด้วยสายตาคับแค้น

            เรื่องนี้ทำให้นางคิดถึงเรื่องสมัยเด็กขึ้นมา

            ตอนนั้นที่บ้านยากจน แม่สามีเก็บไข่นกมาต้มแล้วก็ถามเซียวซิ่งฮวาว่าจะกินไหม

            เซียวซิ่งฮวารู้ว่าทุกวันเซียวจั้นถิงต้องติดตามคนอื่นขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ต้องทำนา ตอนกลางคืนก็ต้องไปเรียนหนังสือที่บ้านอาจารย์ นางยังรู้ด้วยว่าจริงๆ แล้วแม่สามีอยากเก็บไว้ให้เซียวจั้นถิงกิน

            แม่สามีของนางเป็นคนดี แต่คนดีก็ยังลำเอียงรักบุตรชายของตัวเองมากกว่าเด็กที่เก็บมาเลี้ยง

            ดังนั้น นางจึงต้องบอกว่านางไม่ชอบกิน ต่อให้เซียวจั้นถิงยกให้นางกิน นางก็ต้องบอกว่าไม่กิน

            ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้แต่คอยเติมฟืนใส่เตาโดยมีเขานั่งกินไข่นกที่ต้มสุกแล้วอยู่ข้างๆ

            ระหว่างที่เขากิน นางก็ได้แต่มองดูคางของเขาขยับไปเรื่อยๆ ตามจังหวะเคี้ยวเหมือนเช่นตอนนี้

            นางฉวยโอกาสที่ก้มลงเติมฟืนกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง จากนั้นก็ได้แต่สูดกลิ่นหอมของไข่ที่ลอยมาเข้าจมูกแล้วจินตนาการถึงรสชาติอันแสนจะยอดเยี่ยมของมัน

 

 

--------------------------------

*  โก่วต้าน  แปลว่า ไข่สุนัข

** หนิวต้าน แปลว่า ไข่วัว

7. ง้อป๋า...มาให้ลูก

บางครั้งเขาจะถามนางว่าจะกินหรือไม่ นางก็จะกลืนน้ำลายพลางขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเดียดฉันท์แล้วบอกว่าข้าไม่ชอบกิน

            เซียวซิ่งฮวาคิดถึงเรื่องในอดีตพลางมองใบหน้าแข็งกร้าวด้านข้างของบุรุษผู้ทรงอำนาจตรงหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

            ช่วงเวลาที่ทั้งสองนั่งอยู่บนม้านั่งหินตรงหน้าเตาไฟ ในกระท่อมตรงเชิงเขาพลางฟังเสียงคำรามของเสือและเสียงหอนของสุนัขป่าที่ด้านนอกด้วยกัน

            เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากกันไปหลายปี ระหว่างพวกเขาก็เหมือนถูกขวางกั้นด้วยภูเขานับพันลูก เขากลายเป็นโหวเหย่ที่อยู่ใต้คนคนเดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น ส่วนนางยังเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา นางเรียกเขาว่าท่านโหว ยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ แม้จะเป็นสามีภรรยาแต่ก็เป็นเหมือนคนแปลกหน้า

            ยิ่งไปกว่านั้น เซียวซิ่งฮวายังไม่เคยรักเซียวเถี่ยต้านมาก่อน การแต่งงานในวัยเยาว์เกิดขึ้นเพราะนางไม่มีทางเลือก

            ขณะที่นางกำลังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเสียงรอบด้านเงียบลง เซียวจั้นถิงหยุดเคี้ยวแล้วหันมาจ้องนาง ส่วนลูกๆ ก็กำลังมองนางเงียบๆ

            “มี มีอะไรหรือ?” นางยิ้มด้วยความประหลาดใจ “กินสิ กินต่อเลย”

            ลูกๆ หันไปมองหน้ากัน ส่วนเซียวจั้นถิงเอาแต่จ้องนางเขม็ง ดวงตาล้ำลึกคู่นั้นแฝงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ

            “พวกเจ้าจ้องข้าทำไม หน้าข้ามีขาหมูงอกออกมารึไง?” นางหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

            ลูกๆ ต่างก้มหน้าลงแล้วเริ่มกินต่อ แต่ครั้งนี้กลับกินกันเงียบมาก

เซียวจั้นถิงกลับกำตะเกียบแน่น ไม่ขยับเขยื้อนอีก

            นางโน้มกายเข้าไปใกล้เขาพลางถามยิ้มๆ ว่า “ท่านโหว เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

            เซียวจั้นถิงลุกพรวดขึ้นก่อนจะกล่าวเสียงแหบ “พวกเจ้ากินกันเถอะ ข้าจะออกไปก่อน” กล่าวจบ เขาก็สาวเท้ายาวๆ จากไปโดยไม่หันกลับมาอีก

            ลูกๆ ต่างก็ตกใจมาก พวกเขาพากันหันไปมองบิดาที่เดินจากไปด้วยความงุนงง

            “ท่านแม่ ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือ โกรธอย่างนั้นหรือ?”

            “ท่านพ่อคงไม่ได้รู้สึกว่าพวกเรากินอาหารมูมมามน่าเกลียดหรอกนะ?”

            “ใช่ๆ เดี๋ยวนี้ท่านพ่อเป็นโหวเหย่แล้ว มีอะไรไม่เคยเห็นบ้าง แม้กระทั่งวังหลวงก็ไปมาแล้ว หากพวกเราทำตัวไร้มารยาท ท่านพ่อต้องรู้สึกขายหน้าแน่”

            “ท่านแม่ ตามไปถามดูหน่อยดีหรือไม่ว่าท่านพ่อคิดอย่างไร หากโกรธจริงๆ อย่างน้อยก็จะได้ช่วยอธิบายให้พวกเราได้บ้าง”

            “จริงด้วย หากพวกเราทำผิด พวกเราจะได้ปรับปรุงตัว”

            ลูกๆ ต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา

            เซียวซิ่งฮวานึกถึงขาหมูจานนั้นแล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ พอได้ยินลูกๆ พูดเช่นนี้ก็แค่นเสียงเย็น “ต่อให้เขาโกรธแล้วจะทำไม พวกเจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เขากล้าไม่ยอมรับพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ กลัวอะไรกัน!”

            คำพูดของนางทำให้ลูกๆ นิ่งอึ้งไปทันที

            เซียวซิ่งฮวากวาดตามองลูกๆ พลางกล่าวเสียงหนัก “พวกเจ้าจะต้องจำเอาไว้เรื่องหนึ่ง”

            ลูกๆ รีบรับคำ “ท่านแม่ พูดมาเถิด พวกเรากำลังฟังอยู่”

            “ตอนนี้ฐานะของพวกเจ้าไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว จะต้องวางตัวให้ดูน่าเกรงขาม อย่าได้ทำตัวเป็นยาจกเหมือนตอนที่ต้องหาเลี้ยงชีพอยู่ตามถนนอีก ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าสาวใช้ บ่าวรับใช้ หรือพ่อบ้าน ก็จะต้องวางตัวให้น่าเกรงขาม อย่าให้พวกเขาหัวเราะเยาะเอาได้ ส่วนบิดาของพวกเจ้า ต่อให้เขาเป็นโหวเหย่แล้วจะทำไม แม่ปรนนิบัติดูแลมารดาของเขาจนกระทั่งเสียชีวิต ซ้ำยังเลี้ยงดูพวกเจ้าจนเติบใหญ่ เขาย่อมไม่กล้าผิดต่อแม่ ยิ่งไม่กล้าทำอะไรพวกเจ้า ไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องกลายเป็นคนเนรคุณไร้น้ำใจ ถ้าเขากล้าทำอย่างนั้น แม่จะไปถวายฎีกา ไปตีกลองร้องทุกข์!”

            เมื่อลูกๆ เห็นเซียวซิ่งฮวากล่าวอย่างมีอารมณ์เช่นนี้ก็พากันพยักหน้า

            แต่พอก้มหน้าคิด เซียวเชียนเหยาก็ถามเสียงเบาว่า “แต่ท่านแม่ อะไรคือทำตัวเป็นยาจก อะไรคือวางตัวให้ดูน่าเกรงขามหรือขอรับ?”

            คำถามของเขาทำให้เซียวซิ่งฮวานิ่งอึ้งไป

            คนอื่นๆ ก็พากันก้มหน้าครุ่นคิด

            ผ่านไปครู่ใหญ่ เซียวซิ่งฮวาถึงได้ตอบว่า “คำว่าวางตัวให้ดูน่าน่าเกรงขามก็เหมือนกับองค์หญิงเป่าอี๋ สวมใส่เครื่องประดับชั้นดี มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ มีอาหารดีๆ กิน มีอาภรณ์ชั้นเลิศ มีภูเขาเงินภูเขาทองให้ใช้ไม่มีวันหมด!”

            เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อเข้าใจทันที “ส่วนทำตัวเป็นยาจกก็คือไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีคนคอยรับใช้สินะเจ้าคะ?”

            เซียวซิ่งฮวาพยักหน้าแล้วกล่าวเสริมว่า “แค่เห็นขาหมูก็โผเข้าไปหาเหมือนอยากจะกินไม่ให้เหลือซากก็คือทำตัวเป็นยาจก!”

            ทุกคนหันไปมองขาหมูน้ำแดงที่เหลือแต่น้ำ แล้วก็ต้องก้มหน้าด้วยความอับอาย

            “แต่มีขาหมูวางอยู่ตรงหน้า ทำไมถึงไม่กินเล่า” เพ่ยเหิงเลียริมฝีปาก ก็ขาหมูจานนี้อร่อยจริงๆ นี่

            “ใช่ อยากกินชัดๆ แล้วทำไมตั้งแสร้งทำเป็นไม่อยากกินด้วยเจ้าคะ?” เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

            “ท่านแม่ อธิบายให้พวกเราฟังหน่อยเถิดว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำตัวเป็นยาจก” ซิ่วเหมยสะใภ้รองเองก็ไม่เข้าใจ

            เซียวซิ่งฮวาก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่แสดงท่าทางเหมือนยาจกออกมาให้ใครๆ เห็น

            นางเป็นแค่หญิงชาวบ้านธรรมดา จะรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร

            แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกๆ ซึ่งกำลังงุนงงสงสัย นางย่อมต้องพยายามคิด สุดท้ายก็หันไปมองโต๊ะอาหาร “พวกเจ้าดู เมื่อเห็นอาหารบนโต๊ะเหล่านี้ พวกเจ้าคิดอะไร?”

“ข้าคิดว่ามันอร่อยมาก” เซียวเชียนเหยาตอบตามตรง ใจนึกอยากจะกินอีก

“ข้าคิดว่าหากได้กินทุกวันก็ดีสิ” เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อตอบอย่างเขินๆ

“ขนมนี่ดูดีมากๆ ไม่รู้ทำจากอะไร ข้าอยากจะเรียน...” เซียวเชียนหวินถูมือ ใจยังคงพะวงถึงกิจการขายขนมหาบเร่ของตัวเอง

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็ถอนใจคำหนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงหนักว่า “แต่พวกเจ้าจะต้องเข้าใจนะว่า ตอนนี้พวกเจ้าไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่คนที่หาบซาจื่อขายตามท้องถนน ไม่ใช่คนยากจนที่ต้องเช่าบ้านอยู่ อาหารแบบนี้ ต่อไปพวกเจ้าจะได้กินทุกวัน กินจนเบื่อ กินจนไม่อยากกินอีก”

            “เป็นไปไม่ได้ อาหารแบบนี้ ชาตินี้ข้าไม่มีวันเบื่อหรอกเจ้าค่ะ” เพ่ยเหิงกล่าวอย่างไม่เข้าใจนัก

            “กินมากเข้าย่อมต้องเบื่อ แม่คิดว่าหากไม่อยากแสดงท่าทางเหมือนยาจกออกมาให้ใครๆ เห็น พวกเจ้าก็ต้องทำเหมือนตัวเองได้กินอาหารแบบนี้ทุกวัน ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจสักนิด”

            เมื่อลูกๆ ฟังแล้วก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล

            “จริงด้วย พวกพ่อบ้านกับบ่าวรับใช้ของท่านพ่ออาจจะเคยกินอาหารแบบนี้กันมาหมดแล้ว ถ้าเราทำตัวตะกละตะกลาม มิต้องถูกหัวเราะเยาะหรอกหรือ”

            “ถูกต้อง”

ทั้งครอบครัวปรึกษากันรอบหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า ต่อไปจะต้องนำเครื่องประดับที่เพิ่งสั่งทำออกมาสวมใส่ แล้วก็ต้องไม่ทำท่าตะกละตะกลามเมื่อได้เห็นอาหารอีก

 

เซียวซิ่งฮวาพูดคุยกับลูกๆ จบก็ถึงเวลาที่ทุกคนต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน

ในบรรดาลูกๆ ทั้งหมด เชียนหวินกับเพ่ยเหิงค่อนข้างละเอียดอ่อนกว่าคนอื่นๆ จึงอดถามไม่ได้ “ท่านแม่เมื่อครู่จู่ๆ ท่านพ่อก็ลุกออกไป พวกเราน่าจะไปถามดูหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”

เซียวซิ่งฮวาตอบ “เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องกังวล แม่จะไปถามเอง”

ลูกๆ ฟังแล้วยังอดกังวลไม่ได้ สุดท้ายจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือนว่า “ท่านแม่ แม้นั่นจะเป็นท่านพ่อ แต่ก็ไม่สนิทสนมกับพวกเรา จะพูดอะไรก็ต้องระวังให้มาก อย่าทำให้ท่านพ่อโกรธนะขอรับ”

เซียวซิ่งฮวาย่อมเข้าใจความกังวลของลูกๆ นางยิ้มแล้วตอบว่า “พวกเจ้าวางใจเถอะ แม่รู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”

หลังจากลูกๆ ออกไปแล้ว เซียวซิ่งฮวาก็ตามพ่อบ้านไฉไปที่เรือนด้านหลัง ที่นี่เป็นเรือนเล็กๆ ซึ่งประกอบด้วยเรือนสี่หลัง ทั้งยังเป็นที่พักชั่วคราวของเซียวจั้นถิงในตอนนี้

นางเป็นภรรยาของเซียวจั้นถิง ตามหลักแล้ว คืนนี้ย่อมต้องพักอยู่ที่นี่

เมื่อไปถึง นางก็เห็นเซียวจั้นถิงนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง มือยกจอกสุราขึ้นดื่มเงียบๆ

แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงบนเรือนหลังน้อย รอบด้านมีเพียงความเงียบสงัด บางครั้งจิ้งหรีดที่อยู่ตามริมกำแพงก็ส่งเสียงร้องดังกังวานขึ้นเป็นพักๆ

เซียวซิ่งฮวามองเงาหลังแข็งแกร่งนั้นแล้วก็อดถอนใจเบาๆ ไม่ได้

จริงๆ แล้วนางรู้สึกขวัญผวากับผู้ชายคนนี้มาตลอด

นางหวาดกลัวร่างกายสูงใหญ่กำยำของเขา หลังจากเข้าหอกันแล้ว เขายังชอบที่จะทรมานนางทุกคืน ทำให้วันรุ่งขึ้นนางต้องลุกขึ้นมาทำอาหารด้วยอาการขาสั่นระริกเสมอ นอกจากนี้นางยังรังเกียจความกักขฬะหยาบคายของเขา เขามักจะขึ้นเตียงมาแล้วก็ลงมือทันทีโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง แม้กระทั่งคำหวานสักคำก็ไม่เคยพูดให้ได้ยิน

นางรู้สึกว่าตัวเองน่าสงสาร นางถูกหลอกมาขายตั้งแต่ยังเด็ก ระหว่างที่อยู่กับนักค้ามนุษย์นั่นก็ไม่รู้ต้องลำบากสักแค่ไหน สุดท้ายสวรรค์เมตตาถึงได้มาเป็นภรรยาของเขา แม้แม่สามีจะดีต่อนางไม่น้อย แต่ลึกๆ แล้วก็มักจะลำเอียงเข้าข้างบุตรชายของตัวเอง ทำให้นางต้องทนรับความไม่เป็นธรรมและแอบร้องไห้มาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน

ต่อมาพอรู้ว่าเขาตายไปแล้ว ไม่มีวันจะได้กลับมาอีก นางต้องเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสามตามลำพัง ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุดนั้น นางเคยหวังอยากจะให้เขากลับมา อยากจะกอดเขาแน่นๆ ให้เขาช่วยเหลือนางบ้าง แต่เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า เขาก็ไม่ได้กลับมา ที่ถูกส่งกลับมามีเพียงข่าวการตายของเขาเท่านั้น

หญิงม่ายที่อายุยังน้อยอย่างนางวางตัวลำบากนัก อย่าว่าแต่นางยังต้องเลี้ยงดูลูกอีกสามคน น้ำตาที่หลั่งออกมาก็จำต้องกล้ำกลืนเอาไว้ แต่เรื่องเหล่านั้นผ่านไปแล้ว หากไม่อยากพูดก็ไม่จำเป็นต้องพูดอีก

เพียงแต่ตอนนี้ ยากนักกว่าจะผ่านช่วงเวลาที่แสนลำบากนั้นมาได้ แต่จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัว

ไม่เพียงแต่ปรากฏตัว แต่ยังนำลาภยศสรรเสริญกลับมาด้วย

เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มยากจนที่มีแต่ร่างกายกำยำและเรี่ยวแรงมหาศาลที่อาศัยอยู่ที่เชิงเขาขุยจี้คนนั้นอีก เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเซียวจั้นถิงอะไรนั่น เขาได้ดิบได้ดี มีอำนาจล้นฟ้า นิสัยก็หนักแน่นมั่นคงมากขึ้น บุคลิกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ยังคงเข้าใจยากเหมือนเดิม

จริงๆ แล้วหากไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น บางทีเซียวซิ่งฮวาอาจจะหลบหน้าเขาก็ได้ ลูกๆ โตแล้ว มีเขาหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ หาบของขายตามถนนก็หาข้าวกินได้เหมือนกัน ใครสนใจเงินทองของเขากันเล่า

แต่ในเมื่อเจอกันแล้ว หนทางอื่นๆ ก็ถูกปิดตาย ตอนนี้นางมีแต่ต้องแข็งใจแสวงหาลาภยศสรรเสริญจากเขาเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เซียวซิ่งฮวาจึงจำต้องยอมก้มหัว จำต้องพูดคุยกับเขา เอาอกเอาใจเขาเหมือนสมัยยังเด็ก

นางคว้าม้านั่งอีกตัวมานั่งลงตรงข้างกายเขาพลางกล่าวเสียงอ่อนว่า “เถี่ยต้าน เมื่อครู่ท่านไม่พอใจอะไรหรือเปล่า ถ้าใช่ อย่างน้อยก็น่าจะพูดออกมา ลูกๆ จะได้ไม่ต้องคิดมาก”

“ไม่มีอะไร” เซียวจั้นถิงเอาแต่มองจอกสุราในมือโดยไม่เงยหน้าขึ้น

“เฮ้อ หลายปีมานี้พวกเขาอยู่กับข้า ไม่มีความรู้ สายตาตื้นเขิน ไร้ความคิด แต่นี่ก็โทษพวกเขาไม่ได้ จะโทษก็โทษแม่อย่างข้าเถิด หากพวกเขาทำอะไรไม่ถูกต้อง อย่างน้อยท่านก็บอกข้า ข้าจะไปสั่งสอนพวกเขาเอง ลูกๆ ต่างก็เคารพนับถือท่าน กลัวจะทำให้ท่านไม่พอใจ เมื่อครู่พวกเขายังกลุ้มใจกันอยู่ตั้งนาน”

“ข้าไม่ได้โทษพวกเขา” เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวซิ่งฮวา

เซียวซิ่งฮวาตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมฆดำบดบังดวงจันทร์ไว้หรือไม่ นางถึงได้ตาลายเห็นดวงตาทั้งคู่ของเซียวจั้นถิงกลายเป็นสีแดงก่ำ

8. มือคู่นั้น

       

“ข้าไม่ได้โทษเจ้าด้วย”

เขายิ้มขื่นพลางกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าไม่ดีเอง”

            น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความโศกเศร้า

            เซียวซิ่งฮวาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกแปลกๆ นางรีบยิ้มแล้วกล่าวว่า​ “ท่านอย่าทำแบบนี้สิ จะโทษท่านได้อย่างไร หากไม่ใช่บังเอิญมาพบท่าน หนิวต้านอาจจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้แล้วก็เป็นได้”

            เซียวซิ่งฮวาไม่พูดเรื่องนี้ยังพอว่า พอพูดขึ้นมา เซียวจั้นถิงก็แค่นหัวเราะเสียงเย้ยหยันก่อนจะเงยหน้าขึ้นดื่มสุรารวดเดียวหมดจอก

            “เอ่อ...” เซียวซิ่งฮวาไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางพูดอะไรผิดไป หรือเผลอทำอะไรล่วงเกินเขา หรือจู่ๆ เขาก็คิดถึงเรื่องอะไรขึ้นมา?

            หรือว่า เซียวซิ่งฮวานึกถึงองค์หญิงเป่าอี๋ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงความหนาวยะเยือกบนแผ่นหลัง

            ที่วันนี้เขามีท่าทางผิดปกติแบบนี้ ก็เพราะองค์หญิงเป่าอี๋โกรธใช่หรือไม่

            ใช่แน่ๆ พอนางกับลูกๆ ปรากฏตัว ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วเขาจะจัดการเรื่องขององค์หญิงเป่าอี๋อย่างไร

            “คือ เรื่องขององค์หญิงเป่าอี๋” เซียวซิ่งฮวาลองเอ่ยหยั่งเชิง

            “เรื่องการแต่งงาน ข้าจะทูลฝ่าบาทให้ยกเลิกเอง” เซียวจั้นถิงพูดตัดบท

            “นี่...นี่มัน...” เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็อดดีใจมิได้ แต่พอเห็นแววตาโศกเศร้าของเซียวจั้นถิง ก็ไม่กล้าแสดงออกมากนัก นางถอนใจยาวคำหนึ่งแล้วแสร้งเอ่ยว่า “จริงๆ ข้าก็บอกแล้วว่า ข้าไม่ใช่คนใจแคบ โบราณว่าแม้มีเรือมากแต่ไม่แน่นท่า รถมากแต่ไม่แน่นถนน หากท่านได้แต่งงานกับสตรีสูงศักดิ์เช่นนาง ข้าก็ยินดีที่จะได้มีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ ดังนั้นเมื่อวานข้าถึงได้บอกว่าจะไปตามองค์หญิงกลับมาแล้วพูดกับนางดีๆ ถ้านางไม่ยอมจริงๆ ก็ให้นางเป็นใหญ่ ข้าเป็นรองก็ได้ นางเป็นราชนิกุลสูงศักดิ์ ซ้ำยังได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้ การแต่งงานครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรล้มเลิก ท่านว่าให้ข้าไปหานางตอนนี้ดีหรือไม่”

            กล่าวจบนางก็ตั้งท่าจะลุกขึ้น

            เดิมนางคิดว่าเซียวจั้นถิงจะห้าม

            แต่ใครจะคิดว่า เซียวจั้นถิงกลับเบือนหน้ามามองนางโดยไม่คิดจะขยับก้นสักนิด

            ท่าก้าวเดินของนางก็เลยแข็งค้างอยู่ตรงนั้น

            สุดท้ายไม่มีทางเลือก นางก็เลยได้แต่หัวเราะแห้งๆ “ถ้าท่านชอบ ข้าจะไปจริงๆ แล้วนะ”

            ภายใต้แสงจันทร์ บุรุษผู้แข็งกระด้างซึ่งมองเห็นใบหน้าไม่ชัดนักยกมือขึ้นกวักเบาๆ เป็นเชิงบอกให้นางนั่งลง

            “เล่าเรื่องตอนที่ท่านแม่จากไปให้ข้าฟังหน่อย” เขาเอ่ย

            “ท่าน...ท่านแม่...ล้มป่วยแล้วจากไปอย่างสงบ เพียงแต่เป็นห่วงท่านและเด็กๆ มาก ตอนนั้นลูกๆ ยังเล็กอยู่ หลังจากท่านแม่จากไป ข้าก็ฝังท่านไว้ที่เชิงเขาขุยจี้” นางรีบฉวยโอกาสนั่งลง

            “ถ้าอย่างนั้นรอให้ข้ากลับเมืองหลวงไปทูลฝ่าบาทก่อน เราค่อยกลับบ้านเกิดไปไหว้ท่านแม่กัน”

            “ได้”

            “หลายปีมานี้เจ้าสบายดีหรือไม่?”

            “ข้าหรือ? ก็ดี ลูกๆ โตหมดแล้ว แม้จะไม่เก่งกล้าสามารถ แต่ก็ซื่อสัตย์ กตัญญู รู้จักทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ ไม่ก็ไปเรียนรู้งาน ทั้งครอบครัวช่วยกันเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง หวังจะซื้อบ้านสักหลัง จริงๆ แล้วก็ไม่เลวเหมือนกัน”

            เซียวจั้นถิงเอื้อมมือมากุมมือนางเอาไว้

            มือของเขาแข็งแกร่งและอบอุ่น เมื่อกุมมือนางไว้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนคีมเหล็กไม่มีผิด

            เหมือนกับเด็กหนุ่มคนนั้นเมื่อหลายปีก่อน

            ไม่รู้ทำไม ทั้งที่อายุก็มากขนาดนี้แล้ว แต่นางกลับรู้สึกตื่นตระหนกอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางพยายามจะดึงมือกลับ แต่แรงของเขาเยอะมาก สุดท้ายนางจึงต้องยอมแพ้

            เขาจับมือของนางแบออกแล้วก้มลงมอง

            หลายปีมานี้ มือคู่นี้ของนางเคยเช็ดปัสสาวะอุจจาระให้ลูกๆ เคยขอทานและเก็บเศษอาหารระหว่างที่ต้องลี้ภัย  เคยต้องเย็บผ้าทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับได้นอนเพื่อให้ได้เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ มาใช้จ่ายในครอบครัว หลายปีผ่านไป มือคู่นี้ก็ทั้งหยาบกร้าน ทั้งเต็มไปด้วยรอยแตกจนดูแทบไม่ได้

            แต่มือของเขากลับดูไม่เลว แม้ผิวหนังบริเวณปลายนิ้วจะค่อนข้างหนา แต่ก็ดูออกว่าเป็นเพราะต้องจับอาวุธบ่อย แถมหลายปีมานี้เขาก็ไม่เคยต้องทำงานหนัก มือทั้งคู่จึงดูดีเสียยิ่งกว่าสมัยเป็นเด็กหนุ่มเสียอีก

            ดวงจันทร์บัดซบนี่ก็ดันโผล่หน้าออกมาในเวลานี้ แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงบนมือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยถูกเข็มทิ่มของนาง ส่วนเซียวจั้นถิงก็กำลังจ้องมือของนางเขม็ง

            เซียวซิ่งฮวารู้สึกอาย นางกัดฟันแล้วออกแรงกระชากมือกลับมาทันที “มองอะไร น่าเกลียดจะตาย”

            นางไม่ใช่เซียวซิ่งฮวาคนเดิมอีกแล้ว เซียวซิ่งฮวาคนที่เคยอาศัยอยู่ที่เชิงเขาขุยจี้ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้คน เซียวซิ่งฮวาซึ่งเปรียบเสมือนดอกไม้แรกแย้มแห่งหมู่บ้านต้าจ่วนจื่อ เซียวซิ่งฮวาคนที่เคยมีมือบอบบางอ่อนนุ่ม

            เซียวจั้นถิงเอาแต่จ้องนางนิ่งโดยไม่พูดไม่จา

            เซียวซิ่งฮวารับรู้ได้ถึงสายตาที่มองตรงมาอย่างไม่คิดจะปิดบังสักนิด ราวกับว่าเขากำลังพยายามมองทะลุเข้าไปถึงอดีตที่ผ่านมาในช่วงสิบกว่าปีนี้ของนาง ราวกับว่าเขากำลังพยายามมองให้เห็นชะตากรรมที่นางเคยประสบมา

            จู่ๆ ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าว เซียวซิ่งฮวาเบือนหน้าหนีพลางกัดริมฝีปากแน่น

            พระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าค่อยๆ เคลื่อนไปอยู่หลังกิ่งไม้ ทำให้เรือนหลังน้อยดูราวกับถูกปกคลุมด้วยผ้าแพรผืนหนึ่ง เซียวซิ่งฮวาหลับตาลงพลางถอนใจคำหนึ่ง สายลมในฤดูร้อนซึ่งโชยผ่านมาเป็นระลอกเหมือนจะพัดพากลิ่นหอมของดอกบัวมาด้วย

            “รีบพักผ่อนเถิด” เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำนั้นฟังดูทั้งแปลกหูทั้งคุ้นเคย

            “อืม” เซียวซิ่งฮวาซึ่งกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองตอบรับไปคำหนึ่ง

            “จะนอนที่ไหน?” ใครจะคิดว่าจู่ๆ เขาจะถามแบบนี้

            “หมายความว่าอย่างไร?” คำว่านอนปลุกเซียวซิ่งฮวาให้รู้สึกตัวทันที

            “ข้าพักอยู่ที่ห้องนอนใหญ่มาตลอด เจ้า…” เซียวจั้นถิงมองสีแดงเรื่อบนใบหน้าของเซียวซิ่งฮวาแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

            นอนอย่างนั้นหรือ...

            เซียวซิ่งฮวาเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน แน่ล่ะ... นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก!

            “ข้า...หลายปีมานี้ข้าชินแล้ว ชินที่จะนอนคนเดียว ข้าว่าท่านก็พักที่ห้องนอนใหญ่ ข้าจะไปพักที่ห้องข้างเอง” เซียวซิงฮวารีบกล่าว

            “ไม่ต้อง” เซียวจั้นถิงเหมือนจะเดาได้อยู่แล้วว่านางต้องพูดแบบนี้ “เจ้านอนห้องใหญ่เถอะ ข้าจะไปนอนที่ห้องข้างเอง”

            “ไม่ได้ ท่านเป็นถึงโหวเหย่ จะไปนอนที่ห้องข้างได้อย่างไร ให้ข้าไปเถอะ” เซียวซิ่งฮวารีบเค้นยิ้มออกมา “ห้องที่นี่ใหญ่กว่าบ้านของข้าเสียอีก ข้านอนที่ไหนก็…”

            “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะไปนอนห้องข้าง” เซียวจั้นถิงตัดบทด้วยน้ำเสียงเน้นหนักทีละคำ

            เซียวซิ่งฮวาพูดไม่ออก

            นางมองเซียวจั้นถิงด้วยสายตาระแวดระวัง “ได้ ข้านอนห้องใหญ่ ส่วนท่านไปนอนห้องข้างก็แล้วกัน”

            นอนที่ไหนก็นอนเหมือนกัน ห้องใหญ่ก็ห้องใหญ่

            อยู่ดีๆ โมโหอะไรขึ้นมาอีกล่ะ

 

            วันรุ่งขึ้น คนทั้งหมดออกเดินทางสู่เมืองเอี้ยนจิง

เซียวจั้นถิงสั่งให้เตรียมรถม้าที่แสนจะกว้างขวางสะดวกสบายเอาไว้คันหนึ่ง เซียวซิ่งฮวากับบุตรสาวและสะใภ้สามารถนั่งด้วยกันโดยไม่เบียดสักนิด ในรถม้ายังมีตู้ ถุง และลิ้นชักสำหรับเก็บข้าวของ ภายในเต็มไปด้วยขนม ผลไม้ และน้ำชา มีแม้กระทั่งกระโถน เรียกได้ว่าครบครันมาก

            เพ่ยเหิงมองสำรวจรถม้าด้วยสายตาชื่นชม “รถม้าคันนี้ดูดีกว่าบ้านของเราเสียอีก”

            เซียวซิ่งฮวาปรายตามองบุตรสาวด้วยสายตาเรียบเฉย “ต่อไปเจ้าก็อาศัยอยู่ในรถม้านี่เลยสิ”

            เพ่ยเหิงเม้มปากด้วยความเขินอาย สะใภ้ทั้งสองต่างพากันหัวเราะออกมา

            เซียวซิ่งฮวามองออกไปด้านนอกก็เห็นเซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวินกำลังหัดขี่ม้าโดยมีทหารองครักษ์คอยช่วยเหลือ ปกติพวกเขาไม่เคยขี่ม้า ตอนนี้ก็เลยดูหวาดหวั่นอยู่บ้าง

            ในตอนนั้นเอง เซียวจั้นถิงก็เดินมาหา ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาพูดอะไรกับเซียวเชียนเหยาและเซียวเชียนหวิน แต่บุตรชายทั้งสองก็พยักหน้ารับแต่โดยดี

            จากนั้นเซียวจั้นถิงก็ยืนอยู่ข้างๆ คอยดูบุตรชายทั้งสองปีนขึ้นไปบนหลังม้าแล้วทดลองขี่ดู

            เซียวจั้นถิงหันไปกำชับทหารองครักษ์ที่ประกบอยู่ด้านหลังเซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวินอีกสองสามประโยค พวกเขาก็พยักหน้ารับคำ

            เซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ก็เบือนหน้ากลับมา

            ไม่ว่าเซียวจั้นถิงผู้นี้จะปฏิบัติต่อนางอย่างไร เขาก็นับได้ว่าเป็นลูกกตัญญู ต่อไปก็คงจะเป็นบิดาที่ดี

            บุตรชายทั้งสองล้วนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ต่อไปเขาย่อมต้องดูแลและช่วยวางแผนอนาคตที่ดีให้กับบุตรชายทั้งสองได้

            การเดินทางในฤดูร้อนย่อมไม่สะดวกสบายนัก ตอนแรกๆ เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อกับเพ่ยเหิงยังรู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้าง แต่นานเข้าก็เริ่มจะทนไม่ไหว เส้นผมของพวกนางเปียกเหงื่อแนบติดกับหน้าผาก บั้นท้ายก็ชื้นไปหมด ซ้ำยังรู้สึกเหมือนกระดูกจะแยกออกจากกันเป็นชิ้นๆ

            ดีที่พวกนางเคยชินกับความยากลำบาก ตอนนี้ก็เลยสามารถอดทนได้

            รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในที่สุดก็หยุดลงในตอนพลบค่ำ ที่แท้ข้างหน้าก็เป็นอำเภอเฟิ่งเฉิงแล้ว พวกเขาหยุดรถแล้วเข้าพักที่จุดพักม้าของอำเภอเฟิ่งเฉิง

            ขุนนางท้องถิ่นที่นั่นทราบก่อนแล้วว่าเซียวจั้นถิงกับองค์หญิงเจ็ดจะเดินทางผ่านมาทางนี้ก็เลยจัดงานเลี้ยงไว้รอต้อนรับ แม้เซียวจั้นถิงจะไม่คิดเข้าร่วมงานเลี้ยง แต่อย่างน้อยก็ต้องไปพบหน้าสักครั้ง ดังนั้นพอก้าวเข้าไปในจุดพักม้านางจึงไม่เห็นเงาของเซียวจั้นถิง เห็นก็แต่เพียงนางกำนัลกับทหารองครักษ์กลุ่มใหญ่กำลังห้อมล้อมองค์หญิงอยู่

            พ่อบ้านไฉจัดให้เซียวซิ่งฮวาไปพักที่เรือนตะวันออก จากนั้นก็ไปดูแลหาที่พักให้ลูกๆ ของนาง

            ไม่นานนักก็มีสาวใช้ยกน้ำร้อนมาให้ หลังจากล้างหน้าล้างตาและแช่เท้าด้วยน้ำร้อนแล้ว นางก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ตอนนี้ก็เหลือแต่รอให้ทางจุดพักม้าทำอาหารเสร็จแล้วยกมาให้เท่านั้น

            นางเห็นสาวใช้ข้างกายทั้งสองทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทำงานขยันขันแข็ง ทั้งยังมาจากอำเภอไป๋วานจื่อเหมือนกัน นับได้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกันก็นึกอยากจะดึงตัวมาเป็นสาวใช้คนสนิท ดังนั้นนางจึงยิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “ซีชุน เนี่ยนเซี่ย ที่บ้านของพวกเจ้าสองคนยังมีใครอยู่บ้าง ตอนนี้อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็เล่าให้ข้าฟังหน่อยเถอะ”

            ซีชุนรีบยอบกายคำนับก่อนจะกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เรียนฮูหยิน ข้าเป็นคนหมู่บ้านโฮ่วโกว อำเภอไป๋วานจื่อ เนื่องจากที่บ้านมีพี่สาวน้องสาวเยอะมากจนเลี้ยงไม่ไหว ก็เลยขายข้ามาทำงานที่อำเภอ อาศัยบารมีของฮูหยิน ข้าถึงได้ติดตามมารับใช้ฮูหยินที่นี่เจ้าค่ะ”

            เซียวซิ่งฮวาฟังแล้วก็พยักหน้าพลางเอ่ยถามว่า “ที่บ้านมีพี่ชายน้องชายหรือไม่?”

            ซีชุนหลุบตาลง “มีน้องชายคนหนึ่ง เพิ่งอายุสองขวบเจ้าค่ะ”

            ไม่ต้องให้อีกฝ่ายพูดต่อ เซียวซิ่งฮวาก็เข้าใจดี นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “สมัยนี้มีพี่น้องมากย่อมลำบากไม่น้อย แต่ตอนนี้เจ้ามาอยู่กับข้าแล้ว หากข้าได้ดิบได้ดี ย่อมต้องดีต่อเจ้า เด็กดี วางใจเถอะ”

            ซีชุนได้ยินเช่นนี้ก็รีบก้มหน้าลง ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ขอบคุณฮูหยิน ต่อไปข้าจะตั้งใจปรนนิบัติฮูหยินเจ้าค่ะ”

            เซียวซิ่งฮวาหันไปถามเนี่ยนเซี่ยบ้าง แรกๆ เนี่ยนเซี่ยไม่เต็มใจจะพูดนัก แต่ภายหลังก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าถูกเลี้ยงดูมาในหอนางโลม พออายุสิบเอ็ดสิบสองปีเริ่มจะรู้ความ ข้าก็รู้ว่าที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ดี ดังนั้นจึงพยายามดิ้นรนออกมาให้ได้ ข้าเกือบจะถูกตีตาย ท่านแม่คิดว่าข้าใกล้จะตายแล้วก็เลยรีบขายข้าทิ้ง ใครจะคิดว่าข้าจะรอดชีวิตมาได้ ภายหลังข้าถูกขายเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถูกนายอำเภอซื้อตัวมาและได้มาปรนนิบัติฮูหยินเจ้าค่ะ”

            เซียวซิ่งฮวาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเนี่ยนเซี่ยจะมีชะตากรรมเช่นนี้ นางอดกล่าวชื่นชมไม่ได้ “ดูเจ้าผิวขาวบอบบาง ตัวก็เล็กแค่นี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเข้มแข็งขนาดนี้ น่าเลื่อมใสยิ่งนัก”

            เนี่ยนเซี่ยก้มหน้าต่ำกว่าเดิม “ฮูหยินชมเกินไปแล้ว ชาติกำเนิดอย่างข้า ใครๆ ก็ดูถูก เดิมคิดจะปิดบังแล้วบอกแค่ว่าถูกบิดามารดาขายมา แต่ฮูหยินเป็นคนใจดี ข้าไม่กล้าโกหกก็เลยพูดความจริงเจ้าค่ะ”

            เซียวซิ่งฮวายิ้ม “ไม่ต้องใส่ใจให้มาก เจ้าลองคิดดู โหวเหย่ของพวกเจ้าก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ตอนนี้กลับได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เขาถือกำเนิดในท้องนา แต่กลับมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดี”

            กำลังพูดกันอยู่ ที่ด้านนอกก็มีเสียงพูดคุยและเสียงฝีเท้าดังขึ้น

            ตอนแรกเซียวซิ่งฮวาคิดว่าเป็นคนที่ทางห้องครัวให้ส่งอาหารมาให้ แต่พอเงี่ยหูฟังก็พบว่าไม่ใช่

            “พวกเราเป็นแค่หญิงชาวบ้านหยาบกร้าน บัดนี้มีโอกาสได้มาคำนับองค์หญิง นับเป็นโชคดีของเรายิ่งนัก”

            “องค์หญิงช่างเหมือนกับนางฟ้าที่ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ พวกเราไม่อาจจะสรรหาถ้อยคำมาเปรียบเปรยได้เลย”

            เสียงประจบประแจงเหล่านั้นเอ่ยชมองค์หญิงเป่าอี๋ราวกับว่าบนโลกนี้ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงกับนางได้อีกแล้ว

            เซียวซิ่งฮวากำลังสงสัยอยู่ก็เห็นประตูถูกผลักเปิดออก จากนั้นเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อก็ก้าวเข้ามา

            “ท่านแม่ บรรดาฮูหยินของขุนนางท้องถิ่นมาคำนับองค์หญิงเป่าอี๋ แล้วก็พากันห้อมล้อมประจบประแจงนางกันใหญ่เลยเจ้าค่ะ”

9. เหนือยอดไม้ยังมีลิง เหนือองค์หญิงยังมีเมียหลวง

เซียวซิ่งฮวาฟังแล้วก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า

“นางเป็นถึงองค์หญิง ระหว่างทางมีฮูหยินของขุนนางท้องถิ่นมาประจบเอาใจย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อไปพวกเราเป็นครอบครัวของโหวเหย่ก็ต้องมีคนมาประจบเอาใจเราเช่นกัน ไม่สู้ไปดูเสียตั้งแต่ตอนนี้ เรียนรู้ว่าองค์หญิงเป่าอี๋มีวิธีรับมืออย่างไร ต่อไปจะได้รู้ว่าควรทำอย่างไร”

            เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อเห็นดีด้วย แต่เนื่องจากเพ่ยเหิงเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน นางจึงเพียงแต่เรียกซิ่วเหมยให้พาสาวใช้ไปดูด้วยกันโดยไม่ให้เพ่ยเหิงไปด้วย

            ฮูหยินกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ องค์หญิงพลางกล่าวประจบประแจงไม่หยุดปาก คนหนึ่งถึงกับพูดว่า “หม่อมฉันได้ยินมาว่าเจิ้นกว๋อโหวองอาจคมสัน ซ้ำยังมีอิทธิพลในราชสำนัก นับว่าคู่ควรกับองค์หญิงยิ่งนักเพคะ”

            “ใช่ มีใครไม่รู้บ้างว่าโหวเหย่ท่านนี้นำสามทัพขับไล่ทัพใหญ่ของเป่ยตี๋ สร้างวีรกรรมสะเทือนไปทั่วชายแดนภาคเหนือ สมเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง”

            จริงๆ แล้ว หลังจากถูกเซียวซิ่งฮวาหักหน้าวันนั้น องค์หญิงเป่าอี๋ก็หมดความกระตือรือร้นที่จะแต่งงานกับเซียวจั้นถิงซึ่ง ‘อาจจะมีหลานในเร็ววัน’ ไปมาก แต่วันนี้เมื่อได้ฟังฮูหยินของขุนนางท้องถิ่นเหล่านี้สรรเสริญเยินยอ ซ้ำยังชื่นชมเซียวจั้นถิงกันไม่หยุดปาก นางก็เริ่มหวั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง

            นางนึกถึงครั้งแรกที่ได้พบเซียวจั้นถิง ท่วงท่างามสง่าของเขาในชุดเกราะที่กำลังบัญชาการสามเหล่าทัพนั้นช่างดูสมเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ค้นหาไปทั่วทั้งเมืองเอี้ยนจิงก็ไม่มีใครที่จะโดดเด่นเช่นเขาอีกแล้ว

            ในใจของนางเต็มไปด้วยความขัดแย้ง คิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็ตัดสินใจว่า ต่อให้เขายอมรับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากแล้วเป็นอย่างไร อย่างมากกลับไปเมืองหลวงแล้วค่อยหาทางให้เซียวจั้นถิงหย่าขาดจากผู้หญิงโง่คนนั้นก็ได้

            ส่วนบุตรชายและบุตรสาวของเขาเหล่านั้นก็เป็นแค่ชาวบ้านไม่รู้ความ ต่อไปหากนางคลอดลูกให้เขาสักสองสามคน เซียวจั้นถิงยังจะคิดถึงลูกๆ ที่ไม่เอาไหนพวกนั้นอีกหรือ คิดได้เช่นนี้นางก็ยิ้มกว้างแล้วปล่อยให้สตรีเหล่านี้เข้าใจผิดต่อไป

            เซียวซิ่งฮวาพาลูกสะใภ้ทั้งสองมาเรียนรู้ว่าผู้อื่นมีวิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร ใครจะคิดว่ายิ่งฟังก็ยิ่งไม่ถูกต้อง หากฟังต่อไป องค์หญิงเป่าอี๋อาจจะทึกทักว่าตัวเองเป็นภรรยาของเซียวจั้นถิงไปแล้วก็ได้

            เพื่อลูกๆ... เรื่องนี้นางจะยอมไม่ได้เด็ดขาด เซียวซิ่งฮวาตัดสินใจจะไม่อดทนอีกต่อไป

            เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อก็รับไม่ได้เช่นกัน “เชอะ ไม่มียางอายเอาเสียเลย เสียทีที่เป็นถึงองค์หญิง ซ้ำยังเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน แต่กลับเอาแต่เรียกชื่อพ่อสามีของข้าตรงๆ ไม่หยุดปาก ใครรู้ยังพอว่า หากไม่รู้คงจะเข้าใจผิดว่านางแต่งเข้ามาแล้วเสียด้วยซ้ำ”

            ซิ่วเหมยมีนิสัยอ่อนโยนกว่า แต่ยามนี้ก็ไม่พอใจเช่นกัน “จะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าใจผิดต่อไปไม่ได้ หากใครๆ พากันพูดว่าท่านพ่อจะแต่งงานกับนาง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้แต่ง จะมิเป็นการทำลายชื่อเสียงของท่านพ่อหรอกหรือเจ้าคะ?”

            เซียวซิ่งฮวาเห็นด้วย นางแค่นเสียงด้วยความไม่พอใจ “สตรีไร้ยางอายผู้นี้ยังไม่ทันได้แต่งเข้ามาก็ตั้งท่าอยากจะเป็นอนุภรรยาออกหน้าออกตาเสียแล้ว ข้าต้องบอกให้นางรู้เสียหน่อยว่า ใครเป็นภรรยาหลวงของเซียวจั้นถิง!”

            ระหว่างที่พูด แผนการก็ปรากฏขึ้นในใจของเซียวซิ่งฮวา นางพาสะใภ้ทั้งสองถอยออกไปเงียบๆ จากนั้นก็เรียกพวกนางให้ขยับเข้ามาฟังแผนการ

            สะใภ้ทั้งสองพยักหน้ารับคำก่อนจะไปทำตามแผนการที่วางไว้ทันที

            ไม่นานนัก สาวใช้ทั้งห้าก็ออกมายืนพร้อมหน้ากัน ชื่อของพวกนางคือ ซีชุน เนี่ยนเซี่ย ลวี่หลัว หงฉาง และซู่จิ่น

            สาวใช้ทั้งห้าซึ่งสวมเสื้อสีขาวกระโปรงสีฟ้าอ่อนเหมือนกัน ยืนเรียงแถวหน้ากระดานพลางตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า “โหวฮูหยิน เมื่อครู่ฮูหยินน้อยบอกว่าจะมาหาท่าน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะเจ้าคะ?”

            “โหวฮูหยิน เมื่อครู่ท่านบอกว่าเดินทางมาถึงที่นี่ก็เหนื่อยมากแล้วมิใช่หรือ พวกเราเตรียมน้ำล้างเท้าไว้ให้ท่านแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”

            “ข้าไม่เป็นอะไรหรอก เพียงแต่เป็นห่วงโหวเหย่เท่านั้น เขาเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ตอนนี้กลับต้องไปพบแขกเหรื่อ ข้าเห็นแล้วปวดใจเหลือเกิน”

            “ท่านแม่ ท่านเป็นห่วงท่านพ่อเกินไปแล้ว ท่านพ่อร่างกายแข็งแรงดีเจ้าค่ะ”

            “ซ้อใหญ่ ท่านไม่รู้อะไร แต่ไหนแต่ไรท่านพ่อกับท่านแม่ก็รักใคร่กัน ท่านแม่ย่อมเป็นห่วงท่านพ่ออยู่แล้ว”

            พวกนางจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘โหวฮูหยิน’ ซ้ำยังยืนพูดอยู่ที่นอกเรือนขององค์หญิง คนด้านในย่อมได้ยินอย่างชัดเจน

            ฮูหยินนายอำเภอมองออกไปด้านนอกด้วยความงุนงง “นี่... หรือว่าที่นี่ยังมีโหวเหย่อีกท่านหนึ่ง เลยมีโหวฮูหยินอีกคนหนึ่งมาพักอยู่ด้วย”

            ทำไมตาแก่ที่บ้านถึงไม่สืบข่าวให้แน่ชัด หากกลายเป็นว่าเชิญคนหนึ่ง ล่วงเกินอีกคนหนึ่งแล้วจะทำอย่างไรกัน

            คนอื่นๆ ก็สงสัยเช่นกัน ดังนั้นจึงพากันโผล่หน้าออกไปดู

            องค์หญิงเป่าอี๋ได้ยินเสียงพูดคุยที่ด้านนอก สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

            นางเติบโตมาในวังหลวงตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้จักลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ดี นางรู้ดีว่าหญิงชาวบ้านไร้มารยาทผู้นั้นจงใจจะประกาศตัว

โหวฮูหยินอะไรกัน เชอะ ใครๆ ก็เป็นโหวฮูหยินได้อย่างนั้นหรือ นั่นเป็นตำแหน่งที่ต้องให้ฮ่องเต้มีราชโองการแต่งตั้งและพระราชทานเครื่องแต่งกายตามยศศักดิ์ให้ถึงจะเป็นกันได้!

            นางก้าวออกจากเรือนตะวันตกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพลางแค่นยิ้มเย็น

            สตรีโง่เง่าจอมเสแสร้ง ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ช่างน่าขันเหลือเกิน องค์หญิงเป่าอี๋เลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตวาดเสียงดัง “บังอาจ คำว่าโหวฮูหยินเป็นคำที่หญิงชาวบ้านไร้ยศศักดิ์อย่างเจ้าจะเอามาใช้ได้หรือ?”

            เซียวซิ่งฮวาเห็นองค์หญิงเป่าอี๋ออกมาตามแผนการที่วางไว้ ก็รีบพาลูกสะใภ้ทั้งสองเดินไปยอบกายคำนับ “คำนับองค์หญิง”

            “เซียวซิ่งฮวา บางทีเจ้าอาจจะยังไม่รู้ว่า โหวฮูหยินเป็นบรรดาศักดิ์ฮูหยินอันดับหนึ่งของราชสำนัก ต้องได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้รับการแต่งตั้งแต่กลับให้ผู้อื่นเรียกตัวเองว่าโหวฮูหยิน นับว่ามีความผิดฐานล่วงเกินเบื้องสูง”

            เซียวซิ่งฮวายิ้มพลางกล่าวว่า “องค์หญิง บังเอิญจริง ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาท่านพอดี เมื่อวานจั้นถิงบอกข้าว่าจะแต่งอนุภรรยาเข้ามาคนหนึ่ง ข้าคิดว่ามีคนมาช่วยปรนนิบัติเขาเพิ่มอีกคนก็นับเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ถ้าจะแต่งอนุภรรยา ย่อมต้องเลือกคนที่มีนิสัยดี เข้ากับข้าได้ จั้นถิงจะได้ไม่ต้องลำบากใจ ท่านว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”

            องค์หญิงเป่าอี๋ฟังออกทันทีว่าอีกฝ่ายคิดจะกดตัวเองให้เป็นอนุภรรยาของเซียวจั้นถิง ชั่วพริบตานั้นนางโมโหจนอกแทบระเบิด แต่ก็ได้แต่แค่นเสียงเย็นว่า “บังอาจ เจ้ากล้าลบหลู่ข้าอย่างนั้นรึ เจ้ารู้ไหมว่า ลบหลู่ข้าก็เท่ากับลบหลู่ราชสำนัก?”

            เซียวซิ่งฮวาหัวเราะเสียงเย็นบ้าง “องค์หญิงไยพูดเช่นนี้ ท่านเองก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา ข้าก็แค่บอกว่าที่บ้านจะแต่งอนุภรรยาเข้ามาคนหนึ่ง แล้วแบบนี้เป็นการลบหลู่องค์หญิงตรงไหนกันเล่า?”

            สรุปแล้วถ้าอีกฝ่ายไม่คิดจะแต่งเข้ามาในตระกูลเซียว คำพูดของนางย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายสักนิด!

            แต่ถ้าองค์หญิงเป่าอี๋รู้สึกว่าคำพูดของนางเป็นการลบหลู่ ย่อมหมายความว่านางคิดจะแต่งเข้ามาในตระกูลเซียว

            เดิมองค์หญิงเป่าอี๋ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่พอเซียวซิ่งฮวาพูดเช่นนี้ นางก็ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรดี สุดท้ายก็ได้แค่กล่าวด้วยความเคียดแค้นว่า “เจ้า เจ้า นังผู้หญิงร้ายกาจ!”

            ฮูหยินทั้งหลายที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็พอจะคาดเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ พวกนางล้วนตกตะลึงเป็นอันมาก หรือว่าสตรีตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นฮูหยินของเจิ้นกว๋อโหวตัวจริง

            ฮูหยินผู้นี้ศีรษะประดับด้วยเครื่องประดับทองฉลุฝังหยกรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมประทานบุตร สวมเสื้อลายดอกจื่อหลัว สวมกระโปรงปักไหมทอง แม้การพูดจาจะโผงผางอยู่บ้าง แต่ใบหน้าที่งดงามกับบุคลิกเปิดเผยนั้นก็ดูเหมือนกับฮูหยินของโหวเหย่จริงเสียด้วย!

นางยังกล้าเรียกชื่อของเจิ้นกว๋อโหวตรงๆ แถมอายุก็ใกล้เคียงกับโหวเหย่

            ทุกคนอดสงสัยไม่ได้ นี่คือภรรยาหลวงของเจิ้นกว๋อโหวอย่างนั้นหรือ?

            แล้วองค์หญิงเล่า?

            มิต้อง... เป็นอนุภรรยาของผู้อื่นอย่างนั้นหรือ

            เป็นถึงองค์หญิงแต่กลับแต่งเป็นอนุภรรยาของเจิ้นกว๋อโหว

            ฮูหยินทั้งหลายคิดได้เช่นนี้ก็ตื่นตะลึงเป็นอันมาก พวกนางรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งค้นพบความลับที่สำคัญมากๆ เข้า ดังนั้นจึงไม่กล้าพูดอะไร พวกนางก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวกับเซียวซิ่งฮวาว่า “พวกข้าไม่รู้ว่าฮูหยินอยู่ที่นี่ด้วย มีตาแต่ไร้แววจริงๆ ขอฮูหยินโปรดอภัยด้วย”

            เซียวซิ่งฮวายิ้มอย่างใจกว้าง “คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ปกติข้าอยู่แต่ในบ้าน คอยดูแลลูกๆ ไม่ได้ติดตามอยู่ข้างกายโหวเหย่ คนอื่นๆ ย่อมไม่ค่อยได้เห็นหน้าข้านัก”

            คำพูดของนางล้วนเป็นความจริง แต่ฮูหยินเหล่านี้กลับแปลความหมายเอาเองว่าโหวฮูหยินท่านนี้ต้องคอยดูแลเรื่องราวต่างๆ ในจวนของโหวเหย่และอบรมสั่งสอนลูกๆ ก็เลยไม่ค่อยได้ออกมาพบปะสังสรรค์กับสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆ

            พวกนางใช้ความคิดกันอย่างรวดเร็ว องค์หญิงนั้นมีฐานะสูงส่งมาก วันนี้ได้ประจบประแจงแล้วอย่างไร วันหน้าหากอยากจะขอพบย่อมยากเสียยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์ แต่โหวฮูหยินนั้นไม่เหมือนกัน หากตีสนิทเสียตั้งแต่ตอนนี้ วันหน้ามีอะไร ไม่แน่ว่านางอาจจะช่วยพูดกับท่านโหวให้ก็ได้

            คิดได้เช่นนี้ ทุกคนก็รีบกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ฮูหยินช่างสมเป็นกุลสตรี ดูแลสามี อบรมลูกๆ นับเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเรา เพียงแต่ไม่ทราบว่าท่านมีบุตรกี่คนหรือ?”

            เซียวซิ่งฮวาฉวยโอกาสตอบว่า “ข้ามีบุตรชายสองคนและบุตรสาวอีกหนึ่งคน ล้วนเติบโตหมดแล้ว สองคนนี้คือลูกสะใภ้ของข้า”

            “โอ้โฮ ข้าก็ว่าฮูหยินน้อยทั้งสองดูไม่ธรรมดาเลย ที่แท้ก็เป็นฮูหยินน้อยของจวนโหวนี่เอง” ทุกคนพากันตรงเข้ามาห้อมล้อมเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อกับซิ่วเหมยแล้วสรรเสริญเยินยอพวกนางเป็นการใหญ่

            องค์หญิงเป่าอี๋เห็นเช่นนี้ก็โกรธแค้นนัก นางสะบัดหน้ากลับเข้าไปในเรือนทันที!

 

            เย็นวันนั้น

ข่าวที่เจิ้นกว๋อโหวเซียวจั้นถิงมีฮูหยินแล้ว ซ้ำยังมีบุตรชายสอง บุตรสาวอีกหนึ่ง แถมบุตรชายทั้งสองยังแต่งงานแล้วก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งอำเภอเฟิ่งเฉิง

            เซียวซิ่งฮวานั่งกินหมั่นโถวร้อนๆ ที่เพิ่งออกจากเตาอย่างอารมณ์ดี ข้างกายยังมีสะใภ้ทั้งสองรวมทั้งเพ่ยเหิงคอยปรนนิบัติ

            “ท่านแม่ เมื่อครู่โก่วต้านมาบอกว่ามีคนมาเชิญเขาไปดื่มสุรา” แม้ตอนนี้จะเปลี่ยนชื่อแล้ว แต่เมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้อื่น เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อก็ยังชินที่จะเรียกชื่อโก่วต้าน

            “ใช่ หนิวต้านก็บอกเหมือนกัน เขาบอกว่าคนพวกนั้นยังหอบเงินมากองใหญ่ บอกว่าจะให้พวกเขาเอาติดตัวไปเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง”

            เซียวซิ่งฮวาหยิบขนมเปี๊ยะไส้เนื้อที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาบิใส่ปากพลางถามยิ้มๆ ว่า “รับเอาไว้หรือไม่?”

            สะใภ้ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน “ย่อมไม่กล้า พวกเขาบอกว่าจะทำตามที่ท่านแม่สั่ง”

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ไปเรียกพวกเขามา”

10. หานหยางอ๋อง

ไม่นานนักลูกๆ ทั้งหมดก็มากันครบ

            เซียวซิ่งฮวามองบุตรชายทั้งสอง เห็นพวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชั้นดีแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก พอมองดูดีๆ ก็พบว่าพวกเขาล้วนมีคิ้วเข้ม ดวงตาเปล่งประกาย สันจมูกโด่ง ริมฝีปากหนา รูปหน้าเหมือนกับเซียวจั้นถิงราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน

            เมื่อก่อน พวกเขามักจะสวมเสื้อตัวสั้นกลางเก่ากลางใหม่แล้วใช้ผ้าเนื้อหยาบรัดเอวกางเกงเอาไว้ คนหนึ่งอยู่ในร้านขายยาคอยชั่งยา พูดจาพินอบพิเทาต่อลูกค้า ส่วนอีกคนต้องหาบของออกไปร้องขายตามถนน ทำให้ใครๆ มองข้ามรูปโฉมของพวกเขาไปอย่างน่าเสียดาย

            ภาษิตว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง หลังจากเปลี่ยนไปสวมเสื้อผ้าและหมวกใบใหม่ ขี่ม้าพ่วงพี มีทหารองครักษ์คอยติดตาม บุคลิกของพวกเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

            นางถอนใจด้วยความพึงพอใจพลางรับน้ำแกงที่สะใภ้ยกมาให้ขึ้นดื่ม จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “วันนี้ขี่ม้า รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างหรือไม่?”

            เซียวเชียนเหยาตอบด้วยท่าทางนอบน้อม “ท่านแม่ ตอนแรกข้ากับเชียนหวินยังเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง แต่หลังจากท่านพ่อชี้แนะ ซ้ำยังมีองครักษ์คอยช่วยเหลือ ไม่นานนักพวกเราก็ขี่ได้ พวกเราสองคนยังลองควบม้าวนดูหลายรอบ ที่แท้การควบม้าห้อตะบึงก็เป็นเรื่องที่สะใจถึงเพียงนี้”

            เซียวเชียนหวินพยักหน้าบ้าง “พี่ใหญ่พูดถูก”

            เซียวซิ่งฮวายิ้มด้วยความพอใจ “เมื่อก่อนพวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ตอนนี้ได้เข้ามาเสพสุขในจวนโหว มีเครื่องประดับให้สวมใส่ มีอาหารดีๆ ให้กิน มีเกี้ยวให้นั่ง มีม้าให้ขี่ มีบ่าวรับใช้ สิ่งเหล่านี้พวกเราคงจะค่อยๆ ปรับตัวให้คุ้นชิน แต่มีเรื่องหนึ่งที่แม่จำเป็นต้องเตือนพวกเจ้า”

            “ท่านแม่ มีเรื่องอะไรก็พูดออกมาเถิดขอรับ”

            “ข้าได้ยินว่า มีขุนนางบางคนเชิญพวกเจ้าไปดื่มสุรา ซ้ำยังจะมอบเงินทองให้”

            “ใช่ เราสองพี่น้องปรึกษากันแล้ว เราไม่กล้ารับปาก ก็เลยปฏิเสธไปจนหมดขอรับ”

            “ดีมาก พวกเจ้าต้องรู้นะว่าที่พวกเรามีชีวิตที่มั่งคั่งสุขสบายได้ ล้วนต้องอาศัยท่านพ่อของพวกเจ้า เมื่อก่อนพวกเราอาจจะอ้างว่าตัวเองไม่รู้ความ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ นึกอยากจะโวยวายก็โวยวาย แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างมากก็แค่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ ท่านพ่อของพวกเจ้าก็ไม่ได้โกรธพวกเจ้าจริงๆ แต่หากพวกเจ้ารับเงินทองหรือไปดื่มสุรากับผู้อื่น พวกเจ้าอาจจะหลงกลผู้อื่นได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นการหาเหามาใส่หัว ดังนั้นจะปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ลูกหลานตระกูลเซียวของเรา ต่อให้ยากจนแค่ไหนก็ต้องไม่ละโมบอยากได้เงินทองของผู้อื่น พวกเจ้าจำได้หรือไม่?”

            ลูกๆ ทุกคนตอบรับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านแม่สั่งสอนถูกแล้ว พวกเราจะจดจำไว้”

            เซียวซิ่งฮวาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จริงๆ แล้วนางเชื่อมั่นในตัวลูกๆ ที่เลี้ยงมากับมือมาก เพียงแต่ตอนนี้จู่ๆ ก็ร่ำรวยขึ้นมา นางเกรงว่าบุตรชายจะห้ามใจไม่ได้จนเผลอทำเรื่องที่น่าอับอายขายหน้าลงไป จึงต้องตักเตือนเอาไว้ก่อน

            กำลังพูดกันอยู่ เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นที่ด้านนอก ตามมาด้วยเสียงพูดคุย เซียวเชียนหวินขี่ม้าตามหลังบิดามาตลอดทาง หลังจากเงี่ยหูฟังดูก็รีบบอกว่า “คงเป็นท่านพ่อกลับมาแล้ว”

            เซียวซิ่งฮวาพยักหน้า “อืม น่าจะใช่ ในเมื่อตอนนี้มาอยู่กับท่านพ่อของเจ้าแล้ว ต่อไปต้องรู้จักใช้สมองให้มาก ทำตัวให้ขยันขันแข็ง ท่านพ่อของพวกเจ้าจะได้รู้สึกว่าพวกเจ้าอบรมสั่งสอนได้ ต่อไปก็จะได้มีอนาคตที่ดี ตอนนี้พวกเจ้าออกไปต้อนรับท่านพ่อของพวกเจ้าก่อนเถอะ”

            เซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวินย่อมเห็นด้วยกับมารดา พวกเขารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วก้าวออกไปทันที เซียวจั้นถิงเพิ่งกลับมาจากข้างนอกอย่างที่คาด เขาสวมชุดผ้าต่วนสีม่วง คาดเข็มขัดหยก ท่าที่พลิกตัวลงจากหลังม้านั้น ช่างดูเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ

            สองพี่น้องเห็นแล้วก็รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อไหร่กันที่ตัวเองจะดูทะนงองอาจได้เหมือนกับท่านพ่อ

            ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น พวกเขาก็สังเกตเห็นว่าที่ข้างกายบิดายังมีคนอีกคนหนึ่ง คนผู้นั้นสวมหมวกประดับด้วยพู่สีแดงกับชุดยาวสีน้ำเงิน คาดเข็มขัดหยกฝังทอง รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าขาวราวกับหยก เขาน่าจะมีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี แต่กลับมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่น บุคลิกงามสง่าราวกับเทพเซียน

            เซียวจั้นถิงบอกพวกเซียวเชียนเหยาว่า “นี่คือหานหยางอ๋อง ยังไม่รีบมาคำนับอีก”

            พวกเซียวเชียนเหยาเห็นคนผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดาก็รู้อยู่แล้วว่าต้องมีฐานะไม่ธรรมดาแน่ พอได้ยินว่าเป็นหานหยางอ๋อง แม้ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร แต่ก็รู้ว่าจะล่วงเกินไม่ได้ ดังนั้นจึงรีบประสานมือคารวะ

            “กระหม่อมคำนับท่านอ๋อง”

            เซียวจั้นถิงหันไปกล่าวกับหานหยางอ๋องว่า “สองคนนี้คือลูกไม่เอาไหนของกระหม่อม คนโตเชียนเหยา ปีนี้อายุสิบเจ็ด คนรองเชียนหวิน ปีนี้อายุสิบหก”

            ดวงตาทั้งคู่ของหานหยางอ๋องสุกใสราวกับอัญมณีล้ำค่า ได้ยินว่าเด็กหนุ่มสองคนนี้เป็นบุตรของเซียวจั้นถิงก็ประหลาดใจมาก แต่จากนั้นก็ยิ้มออกมา “ไม่คิดมาก่อนเลยว่าวันนี้ไม่เพียงแต่ได้พบพี่จั้นถิง แต่ยังได้พบหลานทั้งสองด้วย เพียงแต่เสียดายที่ตอนนี้อยู่ข้างนอก ไม่ได้เอาของขวัญอะไรติดตัวมา ของสองชิ้นนี้ข้าพกติดตัวไว้เฉยๆ หากไม่รังเกียจ หลานทั้งสองก็รับไว้เป็นของขวัญแรกพบเถิด”

            กล่าวจบ บ่าวรับใช้ที่ด้านหลังก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมยาวสองใบมาเปิดให้ดู สิ่งที่อยู่ด้านในคือพัดทองคำสองเล่ม

            พัดทั้งสองเล่มนี้มีแหล่งกำเนิดที่แดนเสฉวน ตัวพัดโรยด้วยผงทองคำ เป็นบรรณาการที่ส่งให้ราชสำนัก ปีหนึ่งผลิตเพียงแค่สามพันเล่ม นับได้ว่ามีราคาแพงมาก แต่เซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวิน คนหนึ่งมาจากร้านขายยา อีกคนเคยชินกับการร้องขายของตามถนน จะรู้จักราคาของของเล่นอันแสนประณีตงดงามของเหล่าบัณฑิตได้อย่างไร พวกเขาเพียงแค่รู้สึกว่าพัดสองเล่มนี้เปล่งประกายสีทองระยิบระยับจนตาพร่าเท่านั้น

            แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ พวกเซียวเชียนเหยาก็อดตื่นตะลึงไม่ได้ ใจคิดว่าหานหยางอ๋องผู้นี้ช่างสมเป็นท่านอ๋อง เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกก็มอบของมีราคาเช่นนี้ให้ เซียวเชียนเหยามีอายุมากกว่า ควบคุมตัวเองได้ดีกว่า เขาจึงเพียงแค่เหลือบมองสีหน้าของบิดาโดยไม่กล้าเอื้อมมือไปรับ

            เซียวจั้นถิงเห็นเช่นนี้จึงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นน้ำใจของท่านอ๋อง พวกเจ้าก็รับเอาไว้เถิด”

            พวกเซียวเชียนเหยาได้ยินเช่นนี้ก็แอบดีใจอยู่เงียบๆ พวกเขารีบกล่าวขอบคุณท่านอ๋องแล้วรับพัดทองคำนั้นมา

            เซียวจั้นถิงเชิญหานหยางอ๋องเข้าไปในเรือนแล้วแยกย้ายกันนั่งลงในตำแหน่งของแขกและเจ้าบ้าน เซียวเชียนเหยากับเซียวเชียนหวินคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง ไม่นานนักคนของจุดพักม้าก็ยกน้ำชากับขนมเข้ามาให้

            พวกเซียวเชียนเหยาเกรงว่าจะทำอะไรที่น่าขายหน้าออกมา เมื่อบิดาไม่พูด พวกเขาก็ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ คอยฟังว่าบิดากับหานหยางอ๋องพูดคุยกันอย่างไร ชักชวนกันดื่มสุราอย่างไร ฟังไปๆ ก็เริ่มเข้าใจว่า ที่แท้หานหยางอ๋องผู้นี้เป็นน้องชายแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์หานหยางอ๋องให้เขาตั้งแต่เด็ก หานหยางเป็นดินแดนที่มั่งคั่ง หานหยางอ๋องผู้นี้จึงนับได้ว่าเป็นผู้ทรงอำนาจคนหนึ่งเลยทีเดียว

            เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบหกสิบปีของไทเฮาพอดี หานหยางอ๋องจึงต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อปรึกษาหารือเรื่องจัดงานเฉลิมฉลองให้ไทเฮาล่วงหน้า ใครจะคิดว่าพอเดินทางมาถึงอำเภอเล็กๆ อย่างอำเภอเฟิ่งเฉิงจะได้พบกับบิดาของพวกเขาเข้าพอดี

            เด็กหนุ่มทั้งสองยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้างครู่หนึ่งก็ได้ยินเซียวจั้นถิงผู้เป็นบิดาเอ่ยว่า “พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน”

            พวกเซียวเชียนเหยารีบก้มลงคำนับบิดาแล้วหันไปขอบคุณหานหยางอ๋องที่มอบพัดทองคำให้อีกครั้ง จากนั้นจึงถอยออกไป

            พอก้าวพ้นประตูห้องออกมา ทั้งสองก็โล่งอกขึ้นมาก พวกเขาก้มหน้ามองพัดในมือ “ดูพัดนี่ไม่เหมือนของธรรมดาเลย ซ้ำยังมีผงทองคำโรยอยู่ด้วย ไม่รู้จะมีราคาสักเท่าไหร่”

            “ข้าได้ยินคนอื่นพูดว่า พวกบัณฑิตชื่นชอบของพวกนี้มาก บางทีค่าของมันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับผงทองคำที่โรยอยู่ก็ได้ แถมมันยังเป็นของที่ท่านอ๋องมอบให้ ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไป พวกเราเอากลับไปให้ท่านแม่ดูก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”

            พวกเซียวเชียนเหยากลับไปที่ห้องของเซียวซิ่งฮวาแล้วยื่นพัดทองคำให้มารดาดู

            เซียวซิ่งฮวารับพัดมาคลี่ออก เห็นพัดนี้ทำขึ้นอย่างประณีตงดงาม ก้านพัดเป็นเงาวาววับ ภาพวาดบนตัวพัดดูไม่ธรรมดา ซ้ำยังโรยด้วยผงทองคำ ก็อดชื่นชมไม่ได้ “เกรงว่าคงจะมีราคาไม่น้อยเลยทีเดียว”

            จากนั้นก็เอ่ยถามถึงรูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางของหานหยางอ๋อง สุดท้ายเซียวเชียนหวินกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า “ถึงจะเห็นท่านพ่อพูดคุยกับหานหยางอ๋องอย่างกระตือรือร้น แต่ไม่รู้ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าท่านพ่อไม่ค่อยชอบหานหยางอ๋องผู้นี้นัก”

            เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็อดหันไปมองบุตรชายคนรองของตัวเองไม่ได้

            แม้เมื่อก่อนเซียวเชียนหวินจะเป็นแค่หนิวต้านที่เดินหาบของเร่ขายไปตามถนน แต่เขาเชี่ยวชาญการดูสีหน้าผู้คน ปกติแทบจะไม่เคยผิดพลาดเลย

            นางขมวดคิ้วพลางก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กล่าวว่า “ท่านอ๋องไม่เหมือนกับองค์หญิง ได้ยินว่าหลังจากได้รับพระราชทานดินแดนแล้ว จะออกจากดินแดนของตัวเองโดยพลการมิได้ ตอนนี้หานหยางอ๋องผู้นี้เดินทางไปเอี้ยนจิงโดยอ้างว่าจะไปอวยพรวันเกิดให้ไทเฮา ฮ่องเต้ก็ใช่ว่าจะไม่หวาดระแวง ท่านพ่อของเจ้ามีตำแหน่งสูง ซ้ำยังกุมอำนาจไว้ในมือ ปกติจะทำอะไรย่อมต้องระมัดระวังให้มาก อีกทั้งฮ่องเต้ยังทรงมีราชโองการพระราชทานสมรสให้ท่านพ่อของพวกเจ้ากับองค์หญิง ซึ่งก็หมายความว่า ท่านพ่อของพวกเจ้าเป็นราชบุตรเขยของฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นหลานเขยของหานหยางอ๋อง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านพ่อของพวกเจ้าย่อมยากจะปลีกตัวออกจากการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักได้”

            เมื่อลูกๆ ของนางได้ฟังแล้วก็ถึงกับตะลึงงัน ทุกคนได้แต่นั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่รู้จะพูดอะไรดี

            หากบิดาถูกลากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย พวกเขามิต้องพลอยถูกลากเข้าไปด้วยหรือ?

            พวกเขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาซึ่งอยากมีชีวิตที่เรียบง่ายเท่านั้น ที่ยอมรับบิดาก็เพราะเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ หากอยู่ดีๆ ต้องถูกลากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้จนถูกตัดหัว มิต้องกลายเป็นได้ไม่คุ้มเสียหรอกหรือ

            สุดท้ายเซียวเชียนเหยาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่พูดมีเหตุผล แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นท่านพ่อของพวกเรา เมื่อก่อนไม่เคยรู้จักก็แล้วไป แต่บัดนี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง หากท่านพ่อต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนัก แม้ลูกๆ อย่างพวกเราจะไม่มีความสามารถพอจะช่วยอะไรได้ แต่อย่างน้อยก็ควรคอยอยู่เป็นเพื่อนข้างๆ หากสุดท้ายเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ก็ได้แต่คิดว่าพวกเราโชคไม่ดีเอง”

            เซียวซิ่งฮวาฟังแล้วก็รู้สึกหนักใจ แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นลูกๆ ล้วนมีใบหน้าซีดขาว นางก็ไม่อยากทำให้พวกเขาตกใจมากไปกว่านี้ นางรีบกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “แม่แค่ดูงิ้วมากเกินไปก็เลยเดาส่งเดชเท่านั้น เรื่องจริงจะมีอะไรซับซ้อนแบบนั้นกัน พวกเจ้าวางใจ ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ”

            เมื่อลูกๆ ของนางได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยวางใจขึ้น จริงด้วย ต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ก็ยังมีท่านพ่อคอยปกป้อง ท่านพ่อของพวกเขาสามารถนำพาสามเหล่าทัพขับไล่ชาวเป่ยตี๋จนยึดเมืองหลวงของอีกฝ่ายมาได้ วีรบุรุษผู้กล้าเช่นนั้นจะจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่ได้เชียวหรือ

            กำลังพูดคุยกันอยู่ พ่อบ้านไฉก็มาแจ้งว่า “เมื่อครู่โหวเหย่บอกว่า วันนี้ได้พบกับหานหยางอ๋อง บังเอิญองค์หญิงเป่าอี๋ก็อยู่ที่นี่พอดี จึงคิดจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ เชิญฮูหยิน คุณชาย และฮูหยินน้อยไปร่วมงานด้วยขอรับ”