เซียวจั้นถิงมองสีหน้าตื่นตะลึงของลูกๆ และเซียวซิ่งฮวาแล้วก็เลิกคิ้ว “ทำไม มีปัญหาอะไรหรือ?”
ลูกๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับคิดกันไปต่างๆ นานา
โก่วต้านกำลังคิดถึงร้านขายยา คิดว่าในเมืองหลวงน่าจะไม่มีร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่เหมือนกับอำเภอไป๋วานจื่อใช่หรือไม่ เป็นไปได้ว่าคนใหญ่คนโตที่นั่นอาจจะเลือกใช้ยาสมุนไพรชนิดอื่น อีกอย่าง... ถ้าคิดจะเปิดร้านขายยาสมุนไพรที่เมืองหลวงต้องใช้เงินมากแค่ไหนกัน
หนิวต้านกำลังคิดว่า เมื่อหลายวันก่อนร้านสุราหลายแห่งในตรอกเทียนฮวาเหมินเพิ่งบอกว่าจะสั่งซื้อซาจื่อของเขา หากอยู่ดีๆ ก็จากไป การค้าเหล่านี้มิต้องกลายเป็นสูญเปล่าหรอกหรือ
เพ่ยเหิงก้มหน้าคิดเงียบๆ ว่า ตอนนี้ท่านแม่กำลังเฟ้นหาคู่ครองที่เหมาะสมให้นาง ในอำเภอมีชายหนุ่มหน้าตาดีหลายคนที่คิดจะมาสู่ขอ ถ้าไปเมืองหลวง เรื่องแต่งงานของนางจะทำอย่างไร
เซียวซิ่งฮวาผู้เป็นมารดาย่อมมีประสบการณ์มากกว่าลูกๆ นางไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ลูกๆ ของนางกำลังคิด แต่กำลังจ้องบุรุษซึ่งอ่านไม่ออกตรงหน้าแล้วพยายามคาดเดาความคิดของเขา
จริงๆ แล้วนางไม่เคยชอบสามีคนนี้มาก่อน ซ้ำยังรู้สึกหวาดกลัวอีกด้วย
ต้องรู้อย่างหนึ่งว่านางเป็นเด็กน้อยที่ตระกูลเซียวช่วยมาจากนักค้ามนุษย์ ตอนนั้นนางอายุแค่สามสี่ขวบ วันๆ เอาแต่ร้องไห้ แถมยังบอกประวัติความเป็นมาของตัวเองไม่ได้ สุดท้ายไม่มีทางเลือก มารดาม่ายตระกูลเซียวก็เลยรับเลี้ยงนางเอาไว้
ปากบอกว่ารับมาเป็นบุตรสาว แต่จริงๆ แล้วเลี้ยงไว้เพื่อให้เป็นภรรยาของ ‘เซียวเถี่ยต้าน’ ผู้เป็นบุตรชาย
เซียวเถี่ยต้านอายุมากกว่านางสองปี เขามีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีเข้ม ซ้ำยังไม่ค่อยพูดจา นางจึงไม่ชอบเขามาตั้งแต่เด็ก แต่เซียวเถี่ยต้านนับว่าดีต่อนางมาก พอเข้าสู่วัยสาวนางจึงยอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี เมื่ออายุครบสิบสี่ปีพวกเขาก็เข้าหอกัน ปีถัดมาก็คลอดบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่าโก่วต้าน ถัดมาอีกปีก็มีบุตรชายอีกคน ตั้งชื่อว่าหนิวต้าน
พอถึงปีที่สามนางก็เริ่มทนไม่ไหว ในใจแอบคิดว่าเรือนร่างบอบบางของตัวเองจะทนรับแรงกระแทกจากเซียวเถี่ยต้านซึ่งไม่รู้จักทะนุถนอมสตรีไปได้อีกสักกี่น้ำ หากเป็นแบบนี้ต่อไปนางคงต้องตายคาเตียงแน่
ใครจะคิดว่าวาสนาของนางดีไม่น้อย หลังจากคลอดหนิวต้านได้หนึ่งร้อยวัน ผู้ใหญ่บ้านก็ได้รับคำสั่งมาว่าราชสำนักกำลังจะทำสงคราม ทุกบ้านต้องส่งชายหนุ่มไปเป็นทหารหนึ่งคน บ้านตระกูลเซียวมีชายหนุ่มที่สูงใหญ่แข็งแกร่งอยู่เพียงคนเดียว ก็คือเซียวเถี่ยต้านนั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นเขาที่ต้องไป
เซียวซิ่งฮวาโล่งใจมากที่ตัวเองรอดพ้นวิกฤต ‘ร่างแหลก’ มาได้ แต่หลังจากเซียวเถี่ยต้านจากไป นางก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์อีก เอาอีกแล้ว... หัวปีท้ายปี ครั้งนี้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิง นางตั้งใจว่าจะต้องตั้งชื่อที่ไพเราะให้กับบุตรสาว และจะไม่ใช้คำว่า ‘ต้าน’* อีกเป็นอันขาด ดังนั้นจึงได้ตั้งชื่อว่าเพ่ยเหิง
หลายปีมานี้ นางคิดว่าเซียวเถี่ยต้านเสียชีวิตไปแล้ว แม้จะต้องปรนนิบัติแม่สามีและเลี้ยงดูลูกๆ อย่างยากลำบาก แต่เมื่อไม่มีสามีคอยจับตามองอยู่ทุกฝีก้าวก็นับว่ามีอิสระไม่น้อย แต่ตอนนี้เซียวเถี่ยต้านกลับยังไม่ตาย นางก็ทั้งดีใจทั้งทอดถอนใจ
ดีใจที่ลูกๆ ได้มีบิดาเป็นถึงท่านโหว จะได้มีที่พึ่งพิง
ทอดถอนใจที่นับวันก็ยิ่งไม่เข้าใจเซียวเถี่ยต้าน
ใครจะรู้ว่าผู้ชายที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาคนนี้ กำลังคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่
ที่รู้ๆ คือเขาไม่ใช่คนที่รู้จักเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น หากตอนนั้นไม่ใช่นางดวงดี ป่านนี้อาจจะโดนเขาเล่นงานจนตายไปแล้วก็ได้!
ด้วยเหตุนี้ เซียวซิ่งฮวาจึงมองเซียวเถี่ยต้านซึ่งกลายเป็นท่านโหวไปแล้วด้วยความรู้สึกสับสน เมื่อเซียวเถี่ยต้านถามขึ้น นางก็ได้แต่ยิ้มแล้วตอบว่า “โหวเหย่พูดถูก ทุกคนล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมสมควรต้องอยู่ด้วยกัน เพียงแต่ว่า...”
เซียวจั้นถิงมองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของตัวเองแล้วก็พยักหน้า “ซิ่งฮวา มีเรื่องกังวลอะไรก็พูดออกมาเถอะ”
เซียวซิ่งฮวาได้ยินเช่นนี้ก็จำต้องกล่าวว่า “จะว่าไปแล้ว พวกเราสมควรต้องรีบเก็บข้าวของติดตามโหวเหย่ไป แต่จนใจที่ครอบครัวของเราลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่มานาน จะให้รีบเก็บสัมภาระเดินทางไปเมืองหลวงย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเราต้องใช้เวลา”
เซียวจั้นถิงพยักหน้า “เจ้าพูดถูก ตามความเห็นของเจ้า จำเป็นต้องใช้เวลากี่วัน?”
เซียวซิ่งฮวาลอบยิ้ม “อย่างน้อยก็ต้องสามถึงห้าวัน”
เซียวจั้นถิงพยักหน้า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นอีกห้าวัน พวกเจ้าค่อยตามข้าไปเมืองหลวง”
กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงหวานเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นว่า “จั้นถิง นี่มันเรื่องอะไรกัน!”
เสียงนี้ทำให้พวกเซียวซิ่งฮวาตกใจไม่น้อย พวกนางรีบหันไปดูก็เห็นร่างในอาภรณ์เปล่งประกายวูบวาบ ประดับอัญมณีเต็มตัว
ไม่ใช่องค์หญิงเป่าอี๋แล้วจะเป็นใครไปได้
องค์หญิงเป่าอี๋กัดริมฝีปากพลางปรายตามองพวกเซียวซิ่งฮวาด้วยสายตาดูแคลน พอหันกลับไปมองเซียวจั้นถิงนางก็กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ “นางเป็นใครกันแน่”
เซียวจั้นถิงตอบเสียงเรียบเฉย “องค์หญิงก็ทรงรู้อยู่แล้วว่ากระหม่อมมีภรรยาและลูกๆ อยู่ที่บ้านเกิด สตรีผู้นี้คือภรรยาของกระหม่อม ส่วนที่เหลือคือบุตรชาย บุตรสาว แล้วก็สะใภ้”
องค์หญิงเป่าอี๋เบิกตามองกลุ่มชาวบ้านธรรมดาตรงหน้าแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
คนพวกนี้ดูท่าทางบ้านๆ ดูโง่ๆ ทึ่มๆ อีกทั้งสตรีกลุ่มนี้ยังสวมเครื่องประดับราคาถูก นี่คือลูกๆ และภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นหรือ?
นางส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ “แต่ลูกๆ และภรรยาของท่านไม่ได้ตายไปเพราะโรคระบาดตอนเกิดสงครามเมื่อครั้งกระโน้นหรอกหรือ?”
คำพูดนี้ขัดหูมาก พวกเซียวซิ่งฮวาได้ยินแล้วย่อมไม่พอใจ พวกนางยังมีชีวิต และยืนอยู่ตรงนี้ชัดๆ องค์หญิงผู้นี้ก็ไม่ได้ตาบอด แต่กลับมาแช่งว่าพวกนางตายไปแล้ว!
คนอื่นๆ ยังพอว่า แต่เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อถือกำเนิดในครอบครัวนักชำแหละเนื้อ รู้จักถือมีดมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาก็ห้าวหาญไม่ยอมลงให้ใคร นับได้ว่าขวัญกล้าเทียมฟ้า พอได้ยินคำพูดนี้ นางก็หัวเราะแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “พวกเรายังมีชีวิตยืนอยู่ตรงหน้าองค์หญิงชัดๆ ไม่เห็นหรือ?”
เซียวซิ่งฮวากำลังจะเอ่ยปาก แต่เมื่อได้ยินสะใภ้ใหญ่พูดเช่นนี้ก็รู้สึกพอใจมาก นางจึงเพียงแต่หันไปมองเซียวเถี่ยต้านด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่ได้กล่าวอะไร
หึ... ผู้ชายที่น่าจะตายไปแล้วคนนี้กำลังมีองค์หญิงที่อยู่ในวัยดอกไม้แรกผลิมาชอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะจัดการกับนางซึ่งเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขาอย่างไร
องค์หญิงเป่าอี๋ปรายตามองเมิ่งเฉี่ยวเอ๋อแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองเซียวจั้นถิง
เซียวจั้นถิงกล่าวเสียงเรียบว่า “เดิมกระหม่อมคิดว่าลูกๆ และภรรยาเสียชีวิตท่ามกลางภัยสงครามไปแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด ในเมื่อตอนนี้ครอบครัวของกระหม่อมได้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี”
องค์หญิงเป่าอี๋กำลังหงุดหงิด เห็นเซียวจั้นถิงไม่ยอมพูดถึงตัวเองเช่นนี้ นางก็ขยี้เท้าด้วยความไม่พอใจ “เสด็จพ่อทรงพระราชทานสมรสให้เราแล้ว จู่ๆ ท่านก็มีภรรยาโผล่ออกมาแบบนี้ จะให้ข้าทำอย่างไร!”
ใบหน้าของเซียวจั้นถิงราบเรียบไร้ความรู้สึก “ย่อมต้องกลับไปทูลเรื่องทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบ ให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัย”
องค์หญิงเป่าอี๋ไม่พอใจยิ่งนัก “คำพูดของโอรสสวรรค์มีค่าดุจทองคำ จะเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ได้รึ อยู่ดีๆ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เห็นข้าเป็นตัวอะไรกันแน่!”
เซียวซิ่งฮวาได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ก็ยิ้มกว้างพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “องค์หญิง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ในเมื่อฮ่องเต้ทรงพระราชทานสมรสแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การแต่งงานย่อมต้องดำเนินต่อ”
ว่าแล้วนางก็ยื่นมือไปรับป้ายวิญญาณที่บุตรชายคนโตอุ้มอยู่มาถือเอาไว้
“นี่เป็นป้ายวิญญาณของแม่สามีของข้า หลายปีมานี้ข้าเก็บเอาไว้ข้างกายตลอด ตอนนี้ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าป้ายวิญญาณท่านแม่อีกครั้ง ข้าในฐานะสะใภ้ขอพูดสักคำเถิด เดิมทีเถี่ยต้านจากบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก ท่านแม่เคยพูดเอาไว้ว่า หากเถี่ยต้านมีอนุภรรยาอยู่ข้างนอก ข้าจะต้องทำใจกว้างยอมรับ ในเมื่อแม่สามีมีคำสั่ง ข้าเซียวซิ่งฮวาย่อมต้องทำตาม อย่าว่าแต่องค์หญิงเพียงคนเดียว ต่อให้มีสี่ห้าหกเจ็ดแปดคน ข้าก็สามารถตัดสินใจรับเข้ามาปรนนิบัติเถี่ยต้านด้วยกันได้”
ช่วงแรกๆ องค์หญิงเป่าอี๋ฟังแล้วยังไม่รู้สึกอะไร แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่ถูกต้อง จนกระทั่งได้ยินคำว่า ‘อนุภรรยา’ และ ‘ตัดสินใจรับเข้ามาปรนนิบัติเถี่ยต้านด้วยกัน’ นางก็ยิ่งโมโหจนกัดฟันกรอดๆ
หญิงชาวบ้านโง่เขลาคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าพูดจาโอหังว่าจะยอมรับนาง
แถมยังรับเป็น... อนุภรรยาอย่างนั้นรึ!
คิดว่านางจะยอมเป็นอนุภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นรึ!
องค์หญิงเป่าอี๋โมโหจนหน้าซีด ในที่สุดนางก็ตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “เจ้าเป็นแค่หญิงชาวบ้านโง่เขลา แต่ข้าเป็นถึงราชนิกุลสูงศักดิ์ เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าจะกดให้ข้าเป็นอนุภรรยาของเซียวจั้นถิงอย่างนั้นรึ?”
สีหน้าของเซียวซิ่งฮวาเปลี่ยนไปทันที น้ำเสียงที่พูดเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ แล้วไม่ใช่หรือ? หรือท่านคิดจะเป็นภรรยาหลวง แต่ตามกฎหมายของต้าเจา หนึ่งห้ามหย่าขาดภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก สองคนที่แต่งเข้ามาก่อนย่อมเป็นใหญ่กว่า หากท่านอยากเป็นภรรยาของเขา ต่อให้ไม่เป็นอนุภรรยาก็ต้องอยู่ใต้ข้าอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
“เจ้า เจ้า...” องค์หญิงเป่าอี๋ชี้หน้าเซียวซิ่งฮวาด้วยความโกรธแค้น “นังอัปลักษณ์ กล้าหลบหลู่ข้าอย่างนั้นรึ! ทหาร จับตัวผู้หญิงคนนี้ไว้”
สิ้นเสียงของนาง องครักษ์คนสนิทสองคนก็ก้าวออกมาข้างหน้า
ลูกๆ ที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็เข้าใจทันทีว่าองค์หญิงเป่าอี๋คือคนที่เกือบจะเอาชีวิตหนิวต้าน แถมท่าทางวางอำนาจของนางก็ทำให้พวกเขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่พอใจอยู่แล้ว เพียงแต่ฐานะที่แตกต่างกันทำให้พวกเขาไม่อาจพูดอะไรได้
พอเห็นองค์หญิงเป่าอี๋จะจับมารดา พวกเขาก็พากันโผเข้าไปขัดขวางทันที
“อย่ารังแกท่านแม่ของข้า!” โกวต้านพุ่งเข้าไปบังมารดาเอาไว้
“ใครกล้าแตะต้องแม่สามีข้า!” เมิ่งเฉี่ยวเอ๋อมีนิสัยห้าวหาญอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยิ่งถลกแขนเสื้อขึ้นราวกับจะฉีกองค์หญิงเป่าอี๋ออกเป็นชิ้นๆ
“ถ้าพวกเจ้ากล้าลงมือ ข้าจะแลกชีวิตกับพวกเจ้า!” หนิวต้านชูป้ายวิญญาณของบิดาขึ้น ตั้งท่าจะขว้างใส่อีกฝ่าย ถึงอย่างไรป้ายนี้ก็ไหว้มาเปล่าๆ ตั้งหลายปีแล้ว!
“อย่าจับแม่สามีของข้า!” ซิ่วเหมยมีนิสัยอ่อนแอ แต่ก็ยังวิ่งมาปกป้องแม่สามี
“ท่านแม่ ปล่อยแม่ของข้านะ!” แม่ลูกผูกพัน เซียวเพ่ยเหิงจึงวิ่งเข้ามาปกป้องมารดาเช่นกัน
ชั่วพริบตานั้น ในห้องโถงก็เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
เซียวจั้นถิงยืนดูอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
เซียวซิ่งฮวาซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายมองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกคนอย่างชัดเจน
ในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัย เห็นชัดๆ ว่าองค์หญิงท่าทางเสแสร้งผู้นี้มีความคิดต่ำช้า คิดจะฆ่านางให้ตาย เพื่อจะได้ครอบครองตำแหน่งภรรยาหลวงของเถี่ยต้าน น่าแค้นใจที่เถี่ยต้านก็คงอยากให้นางตายเหมือนกัน!
ฮึ... ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าสมหวังหรอก ต่อให้ต้องเสียสละมากแค่ไหนก็ต้องก่อกวนพวกเจ้าไม่ให้อยู่ดีมีสุข
คิดได้เช่นนี้ นางก็อุ้มป้ายวิญญาณของแม่สามีก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวเสียงดังว่า “องค์หญิง ในเมื่อท่านจะแต่งเข้ามาในตระกูลเซียวก็ควรจะรู้ว่า ป้ายวิญญาณที่ข้าถืออยู่เป็นป้ายวิญญาณของแม่สามีในอนาคตของท่าน ท่านกล้าจับข้า คิดจะลบหลู่แม่สามีในอนาคตอย่างนั้นหรือ?”
เสียงตะโกนของเซียวซิ่งฮวาทำให้คนสนิทขององค์หญิงเป่าอี๋หยุดชะงักแล้วหันขวับมามององค์หญิงเป็นเชิงปรึกษาทันที
จริงๆ เมื่อครู่องค์หญิงก็แค่โมโหและคิดจะฉวยโอกาสลองใจเซียวจั้นถิงเท่านั้น เห็นเซียวจั้นถิงไม่ได้พูดอะไร นางก็ดีใจมาก ใครจะคิดว่าจู่ๆ เซียวซิ่งฮวาจะมาไม้นี้
กำลังลังเลอยู่ก็ได้ยินเซียวจั้นถิงตวาดเสียงหนักว่า “พอได้แล้ว!”
เขาอยู่ในสนามรบมานานปี สามกองทัพไม่มีใครกล้าไม่ฟังคำสั่ง อย่าว่าแต่พวกเซียวซิ่งฮวาซึ่งไม่เคยพบเห็นโลกภายนอก แม้กระทั่งองค์หญิงเป่าอี๋ก็ยังอดตัวสั่นไม่ได้
ทุกคนหันไปมองเซียวจั้นถิงด้วยสายตาหวาดหวั่น
เซียวจั้นถิงก้าวออกมาข้างหน้า สายตาจับจ้องอยู่ที่ป้ายวิญญาณที่เซียวซิ่งฮวาอุ้มอยู่ด้วยความเคารพ ทันใดนั้นเขาก็เลิกชายเสื้อขึ้นแล้วคุกเข่าลง
“ลูกอกตัญญูเซียวเถี่ยต้าน คำนับท่านแม่!”
เซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ก็กอดแผ่นป้ายแน่นขึ้นพลางมองเซียวเถี่ยต้านที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าอย่างได้ใจ จากนั้นก็ปรายตาไปมององค์หญิงเป่าอี๋ที่ด้านข้าง
ฮ่าๆ คิดจะจับข้าอย่างนั้นรึ?
ไม่ชั่งน้ำหนักตัวเองดูเสียบ้าง!
ใบหน้าขององค์หญิงเป่าอี๋ในยามนี้เป็นสีแดงก่ำสลับซีดขาว ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็กัดริมฝีปากด้วยความคับแค้นแล้วคุกเข่าลงบ้าง
หากนางคิดจะแต่งงานกับเซียวจั้นถิงจริง นางก็ต้องคุกเข่า!
ไม่เช่นนั้นจะได้ชื่อว่าไม่เคารพแม่สามีตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้าน ต่อให้เป็นองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็คงไม่อาจทนรับคำติฉินนินทาได้
เหล่าคนสนิทขององค์หญิงซึ่งตั้งท่าจะเข้ามาจับตัวเซียวซิ่งฮวาเห็นเช่นนี้ ย่อมไม่กล้าจับตัวนางอีก
แม้กระทั่งแม่ทัพผู้ทรงอำนาจและองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็ยังคุกเข่าลงต่อหน้าหญิงชาวบ้านผู้นี้ พวกเขายังจะกล้าจับนางอีกรึ?
อยากตายรึไง! มีแต่คนโง่น่ะสิถึงจะทำ
-----------------------
* ต้าน แปลว่า ไข่