ภูเขาต้าชิง เส้นทางบนภูเขาในช่วงฤดูหนาว
รถออฟโรดคันหนึ่งขับขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอย่างโดดเดี่ยว
“คุณหมอฉี ทำไมคุณถึงไม่พักค้างคืนอยู่ในเมืองก่อนสักคืนล่ะครับ รอถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยขึ้นไปบนภูเขาดีไหม?” คนขับรถเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างผอม มีนิสัยแบบเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในภูเขาจึงค่อนข้างช่างพูดช่างเจรจา
เขาขับรถอย่างสบายใจพลางเหลือบมองผู้หญิงที่อยู่บนที่นั่งโดยสารด้านข้างไปด้วย
หญิงสาวสวมใส่เสื้อขนนกสีขาว แต่งหน้าอ่อนๆ ผมดัดลอนใหญ่ถูกมัดรวบไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ก็ไม่ใส่เครื่องประดับอื่นอีกเลย ไม่มีทั้งกิ๊บติดผมหรือต่างหู แต่ว่าในสายตาของเด็กหนุ่มคนขับรถนั้นหญิงสาวคนนี้แต่งตัวดูดีมีสไตล์ ทันสมัยแบบสาวในเมือง ดูมีกลิ่นอายของความเป็นยุโรป ซึ่งแตกต่างจากสาวๆ ที่เขาเคยหยอกล้อด้วย
คนที่มาจากเมืองใหญ่แตกต่างจากคนแถวนี้จริงๆ ดูจากเค้าโครงรูปร่างหน้าตาก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“มีผู้ป่วยกำลังรอรับการผ่าตัดอยู่ ฉันเก็บของทุกอย่างมาเรียบร้อยแล้วกลับวันนี้เลยดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะได้ทำงานเลย ถ้าไม่อย่างนั้นคนป่วยก็ต้องรออีกหนึ่งวัน” ฉีเยว่ถอนสายตาจากนอกหน้าต่างรถ
หันมาส่งยิ้มให้กับหนุ่มคนขับรถ
เธอมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสีดำเป็นประกาย เมื่อยิ้มออกมาทำให้เห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง
“ปีนี้คุณหมอฉีอายุเท่าไรแล้วหรือครับ?” หนุ่มคนขับรถเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ถามโพล่งขึ้น พอคำพูดหลุดออกมาก็หน้าแดงอย่างเขินอายกับความไม่ระวังปากของตัวเอง
“ฉันน่ะเหรอ แก่แล้วล่ะ” ฉีเยว่หัวเราะในขณะที่พูดและสังเกตคนขับรถไปด้วย ก่อนจะพูดต่อ “ตอนที่อายุเท่าคุณ ฉันอยู่ปีสาม”
คนขับรถรีบคำนวณอายุอีกฝ่ายในใจอย่างรวดเร็ว ถึงตัวเขาจะเป็นทหาร แต่ก็มีน้องสาวที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย อายุสิบแปดคือปีหนึ่ง ถ้างั้นปีสี่ก็อายุไม่น่าเกินยี่สิบสอง ให้ตายสิ งั้นก็…
“แค่ยี่สิบสองยี่สิบสาม! กล้าบอกว่าแก่ได้ยังไงครับ!” เขายิ้มแฉ่งยิงฟัน
ฉีเยว่หัวเราะน้อยๆ รู้ดีว่าเมื่อครู่เด็กหนุ่มคนนี้คิดเลขอยู่ในใจ
“ฉันดูอายุน้อยขนาดนั้นเลยเหรอ?” เธอยกมือลูบใบหน้าของตัวเอง “มหาวิทยาลัยที่ฉันเคยอยู่เรียนแปดปี”
คนขับรถถึงกับร้องโอ้ออกมา พร้อมกับหันหน้ามามองฉีเยว่แวบหนึ่ง
“ฉันอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วล่ะ” ฉีเยว่เห็นท่าทางแปลกใจของเด็กหนุ่มก็หัวเราะอีกครั้ง
คนขับรถได้แต่หัวเราะเสียงแห้ง “นั่นก็ยังไม่ถึงกับแก่หรอกครับ” เขาพูดขึ้นแล้วถามต่อ “ถ้างั้นคุณหมอฉีแต่งงานแล้วน่ะสิ?”
พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปาก หนุ่มคนขับก็แทบอยากจะตบหน้าตัวเองขึ้นมาทันที
วันนี้เขาเป็นอะไรไปนะ มักถามแต่คำถามที่ไม่สมควรอยู่เรื่อย ทั้งที่ยังไม่คุ้นเคยกับหมอฉีดีเลย…
ฉีเยว่หันหน้าออกไปมองทิวทัศน์ที่อยู่นอกหน้าต่างอีกครั้ง จากนั้นก็ยิ้มเบาบางแล้วส่ายหัว
“ยังไม่ได้แต่งงานจ้ะ” เธอตอบกลับไป ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือถือสาคำพูดของคนขับ
“หมอฉีดีขนาดนี้ ก็คงต้องเลือกมากหน่อย…” หนุ่มคนขับรถยิ้มพร้อมกับยกยอกลับด้วยน้ำเสียงชื่นชม
ฉีเยว่ได้แต่หัวเราะ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หนุ่มคนขับรถไม่กล้าพูดมากกว่านี้อีก ได้แต่แอบแลบลิ้นกับตัวเองแล้วกลับมาจดจ่อในการขับรถ
ฉีเยว่เหม่อมองหน้าผานอกหน้าต่างรถที่ผ่านหน้าไปไม่ขาดสาย เพราะคำถามเกี่ยวกับการแต่งงานประโยคนั้นของคนขับรถที่ทำให้เธอต้องเก็บมาครุ่นคิดอยู่ในใจ
อายุยี่สิบเจ็ดปี สำหรับคนที่อยู่ในเขตนี้ก็คงคิดว่าอายุไม่ใช่น้อย แต่สำหรับคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบเธอ การที่จะแต่งงานในขณะที่อายุเท่านี้คงเป็นเรื่องที่ยังไม่คุ้มค่าพอที่จะเก็บเอามาคิด แต่แน่นอนว่าสำหรับคนที่มีแฟน ก็คงคิดวางแผนการแต่งงานก่อนจะอายุสามสิบปีกันแล้ว
ทว่าเธอเองกลับพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะถึงแฟนของเธออยากจะแต่งงานแล้วก็จริง แต่ว่าเจ้าสาวของเขากลับไม่ใช่เธอ
สโลแกนน้ำเน่าที่คนนิยมพูดกันประโยคนี้ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้ใช้
ฉีเยว่สูดลมหายใจลึก กลั้นน้ำตาเอาไว้ในอก พร้อมกับปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการนั่ง เอาศีรษะพิงกับเบาะหลัง ถ้อยคำมากมายในอดีตดังก้องขึ้นมาในหัว
‘เยว่เลี่ยง ทำไมคุณต้องไปที่นั่นด้วย?’
‘เรียนหนังสืออยู่เหยี้ยนจิง* ฝึกปฏิบัติทางด้านการแพทย์ก็ฝึกอยู่ที่เหยี้ยนจิง จบการศึกษาโดยตรงก็จากเหยี้ยนจิง เป็นแพทย์อยู่โรงพยาบาลก็ตั้งสองปีแล้ว หัวหน้าแผนกกัวมองเห็นความสำคัญในตัวคุณ พาคุณเข้าร่วมในการผ่าตัดแล้ว เชื่อเถอะว่าไม่ถึงสามปีคุณก็สามารถทำการผ่าตัดได้ด้วยตัวคุณเอง…’
‘สิ่งที่คุณอยากจะเรียน ผมก็ไม่เคยขัดขวางหากคุณอยากรู้อะไรเพิ่มเติม โควตาของโรงพยาบาลในต่างประเทศที่มีชื่อเสียงก็มี ทำไมคุณถึงต้องไปในพื้นที่ที่เป็นภูเขาห่างไกลแบบนั้นด้วย? ไปที่นั่นจะเรียนรู้อะไรได้?’
‘ไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศถึงจะนับว่าเป็นการชุบตัว คุณไปในพื้นที่ที่เป็นภูเขาห่างไกลอย่างนั้นคิดว่าจะได้อะไรไหม? จะได้เรียนอะไรเหรอ? เรียนรู้ว่าจะใช้หญ้าใช้สมุนไพรมารักษายังไงแบบนั้นน่ะเหรอ? พื้นฐานของคุณเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว อย่ามามัวเสียเวลาเปล่าเลย แต่คุณไปอยู่ในชนบทสามปีเลยนะ สามปี! คุณจะดูไม่ต่างจากปลาที่ว่ายทวนกระแสน้ำ เยว่เลี่ยง พอถึงเวลานั้นตอนที่คุณกลับมาก็หมดอนาคตแล้ว…’
‘เกิดเรื่องร้ายกับคุณพ่อของคุณ เขาหมดอนาคตแล้ว! คุณยังจะไปฟังเขาอีก พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม! การฝึกฝนตัวเองท่ามกลางเทคโนโลยีเป็นแค่การฝึกระดับเบื้องต้นงั้นรึ! คำพูดเหลวไหลบ้าบออะไรกันเนี่ย! คุณไม่ต้องการมีอนาคตต่อไปแล้วงั้นเรอะ? อย่าคิดนะว่าการไปอยู่ในชนบทเพียงไม่กี่ปีมันจะทำให้ได้รับชื่อเสียงจนสามารถเอามาส่งเสริมตัวเองได้ในอนาคต อาชีพนี้ของพวกเรายังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำมาหากินอยู่นะ ถ้าจะพึ่งชื่อเสียงจอมปลอมนั้นคงใช้ไม่ได้หรอก…’
‘นับวันคุณยิ่งเป็นคนไร้เหตุผลจริงๆ พวกเราสิ้นสุดกันตรงนี้เถอะ…’
ฉีเยว่หลับตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเอียงศีรษะไปยังหน้าต่าง รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนเส้นทางภูเขาส่งเสียงสะเทือนแทรกผ่านความเงียบอันโดดเดี่ยวเดียวดาย
ความจริงแล้วที่เขาพูดออกมามากมาย สิ่งที่ต้องการจะพูดก็เพียงประโยคสุดท้ายแค่นั้น
เมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อของฉีเยว่ผิดพลาดในการผ่าตัดให้กับผู้ป่วย ตั้งแต่นั้นมาอาชีพหมอรวมไปถึงอนาคตทางการเมืองของเขาจึงต้องยุติลง
การที่เธอต้องแข่งขันในสังคมเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับความสามารถของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องสู้เพื่อครอบครัวสู้เพื่อพ่อ…
ฉีเยว่หัวเราะเยาะให้กับตัวเอง การแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น สำหรับแฟนคนนี้ของฉันแล้ว มันช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ เลย…
รักกันมาตั้งห้าปีแล้วยังไง? สมัยนี้อะไรๆ ก็แพง แต่ความรักกลับไม่มีค่าไม่มีราคาเลยสักนิด
ปัดโธ่เว้ย! ตอนนั้นฉันควรจะเอาคำพูดที่ทำร้ายจิตใจใส่ลงไปในกาแฟแล้วสาดใส่นายนั่นเสียจริง…
เฮ้อ…
“คุณหมอฉีครับ? คุณหมอฉี?”
ฉีเยว่หลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงคนขับรถถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เธอหันหน้ากลับมา
“คุณหมอเมารถหรือเปล่าครับ?” คนขับรถรู้สึกเป็นห่วงเมื่อมองเห็นสีหน้าเธอ
ฉีเยว่ส่ายหน้าและยิ้มน้อยๆ ให้กับเขา
“ไม่... ไม่เป็นไรจ้ะ” เธอตอบ ปรับสีหน้าเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“บนรถคันนี้มีโทรทัศน์ดาวเทียมด้วยนะครับ นายอำเภอจ่างของพวกเราชอบดูโทรทัศน์มากๆ เลยล่ะ คุณดูโทรทัศน์ไหมครับ” คนขับรถคิดทำบางอย่างให้เธอ เขาจึงเสนอขึ้นมาด้วยท่าทางมีความสุข โดยที่
ไม่รอให้ฉีเยว่ปฏิเสธก็รีบเปิดโทรทัศน์
จอโทรทัศน์เล็กที่เปิดให้ดูระหว่างทางเพราะกลัวว่าหญิงสาวจะมีอาการเมารถ แต่ดูแล้วน่าจะเพิ่มอาการเมารถเสียมากกว่า
ฉีเยว่รู้สึกซาบซึ้งในความหวังดีของเด็กหนุ่มคนนี้ จึงยิ้มให้แทนคำขอบคุณแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
เสียงจากโทรทัศน์ดังขึ้นมาในรถ ยิ่งเสียงดังมากเท่าไร ฉีเยว่ยิ่งรู้สึกว่าเสียงนั้นได้มาเติมเต็มหัวใจที่กำลังว่างเปล่าของเธอในตอนนี้
“…คุณผู้ชมทุกท่าน การค้นพบสถานที่โบราณนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เหนือความคาดหมายและน่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใครๆ ก็คิดไม่ถึงว่าจะพบสุสานโบราณแห่งหนึ่งของสมัยก่อน จากที่เห็นในตอนนี้ สุสานฝังศพอยู่ในสภาพที่ดี ตามที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ว่านี่คงจะเป็นสุสานฝังศพแห่งหนึ่งของตระกูลที่สูงศักดิ์ในสมัยก่อน…”
“ขุดไปจนจะพบสมบัติล้ำค่าแล้ว” คนขับรถได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “ผมชอบดูรายการที่ไปขุดหลุมฝังศพเหล่านี้มากที่สุดเลย…”
ฉีเยว่ทำหน้าตาเอือมระอาอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกับละสายตาออกจากจอโทรทัศน์เล็กๆ อย่างหมดอารมณ์
ในจอปรากฏใบหน้าที่กำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมากของพิธีกรสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างนักวิชาการสองสามคน พวกเขายืนอยู่บนเส้นทางที่ไปยังสุสาน เบื้องหลังเป็นประตูหินสีมรกตขนาดใหญ่ที่เปิดเข้าสู่สุสาน
“…รออีกสักครู่พวกเราจะได้เห็นกับตาตัวเองเพื่อเป็นสักขีพยานในการเปิดสุสาน อีกแค่พริบตาเดียว…ศาสตราจารย์หลิว คุณจะพูดอะไรสักหน่อยไหม…”
รถหยุดอย่างกะทันหัน ถ้าฉีเยว่จับคอนโซลหน้ารถไว้ไม่ทันหัวคงกระแทกกระจกไปแล้ว
“ถึงแล้วครับ” คนขับรถยิ้มเจื่อน
ที่นี่คือจุดสิ้นสุดของเส้นทางรถบนภูเขา เส้นทางต่อไปข้างหน้าไม่สามารถขับรถเข้าไปได้ จากตำแหน่งนี้เมื่อมองไกลออกไปจะสามารถเห็นอาคารบ้านเรือนกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ มีอาคารที่ซ่อมแซมใหม่หลังหนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
สถานที่แห่งนั้นคือโรงพยาบาลซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ในชนบท และก็เป็นสถานที่ที่ฉีเยว่กำลังจะไป
นับตั้งแต่เธอมาถึงที่นี่ ประชาชนที่อยู่ตามชนบท แม้กระทั่งคนที่อยู่ในเมืองใกล้ๆ ก็ยังยอมข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อให้หมอที่มาจากเมืองใหญ่รักษา จากโรงพยาบาลที่เคยเงียบเหงาก็เปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมาทันที ห้องสองสามห้องของแผนกผู้ป่วยจึงไม่เพียงพอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงยอมอุทิศห้องทำงานของตัวเองให้ใช้เพิ่ม บรรดาคนในหมู่บ้านต่างก็ไม่เสียดายเงินที่จ่ายในการรักษาให้กับโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนชนบทที่ยากจน
ฉีเยว่กระโดดลงมาจากรถ หนุ่มคนขับช่วยยกกล่องปฐมพยาบาลจากบนที่นั่งด้านหลังรถลงมาให้ด้วย
“คุณหมอฉี คุณถือเองไหวไหมครับ? ยังมีทางที่ต้องเดินต่อไปอีกระยะหนึ่งเลยนะ…” คนขับรถถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงพลางมองฉีเยว่ที่ในมือถือกล่องปฐมพยาบาลอยู่ จากนั้นก็มองไปยังเส้นทางเล็กๆ ที่ทั้งสูงและชันเป็นอย่างมาก
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันมีเส้นทางลัด จากตรงนี้แค่เดินตรงไปก็ถึงแล้ว” ฉีเยว่ตอบ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆมากแถมมีหิมะตกลงมาเบาบาง “หิมะตกแล้ว เธอรีบไปเถอะ หากฟ้ามืดแล้ว
เส้นทางบนภูเขาไม่น่าขับรถหรอกนะ”
เพื่อไม่ให้คนขับรถเป็นห่วง พูดจบประโยคนี้ฉีเยว่ก็เดินไปแล้ว
เด็กหนุ่มมองดูเธอเดินลงเนินเขาก่อนจะขึ้นไปบนรถ
ในขณะที่เครื่องยนต์เริ่มทำงาน ในรถก็มีเสียงจากโทรทัศน์ดังขึ้นมาอีกครั้ง
คนขับรถฮัมเพลงเบาๆ พร้อมกับขับรถอยู่บนเส้นทางบนภูเขาอย่างชำนาญ
“เปิดออกแล้ว…”
คนขับรถรีบหาจังหวะมองไปยังจอโทรทัศน์ รอสิ่งมหัศจรรย์ที่จะปรากฏออกมาให้ผู้ชมรายการได้เห็นในอีกสักครู่
“ปีนี้ฉลองเทศกาลไม่ได้รับของขวัญ…”
“ฉิบ…” คนขับรถด่าไปคำหนึ่ง รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ทำได้เพียงอดทนรอให้ช่วงพักเบรกโฆษณาผ่านไป
ทว่าช่วงพักเบรกโฆษณาของวันนี้ช่างยาวนานเป็นพิเศษ…
ในขณะที่เด็กหนุ่มคนขับรถกำลังรอชมรายการโทรทัศน์
อีกฟากหนึ่งเวลานี้พิธีกรสาวกำลังมองนักวิชาการกลุ่มหนึ่งด้วยสีหน้าผิดหวัง เป็นสีหน้าที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย
“เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่มีอะไรเลย?”
ชายคนหนึ่งที่เส้นผมเป็นสีขาวคล้ายดอกเลาหันไปหันมาในสุสานคล้ายกับคนเสียสติ
“ดูโครงสร้างของห้องที่ตั้งสุสานแห่งนี้สิ เป็นสุสานของตระกูลที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย” คนอื่นๆ ต่างก็ทำหน้าตางงงวยกันยกใหญ่ “แต่ทำไมถึงไม่มีสิ่งของที่ฝังพร้อมคนตายเลยล่ะ?”
หลังจากใช้ความพยายามไปครึ่งค่อนวัน ปรากฏว่าไม่ได้อะไรเลย พิธีกรสาวโกรธสุดขีด นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมต้องการจะเห็นนะ อาชีพของเธอจะจบสิ้นกันก็คราวนี้แหละ
“เป็นไปได้ไหมว่าพวกคุณมองผิดไป ที่นี่ไม่ใช่สุสานของขุนนางผู้ใหญ่ขั้นกงโหวอะไรนั้นหรอก หรือไม่ก็มีโจรแอบมาขโมยสิ่งที่อยู่ในหลุมฝังศพไปก่อน…” เธอพูดแทรกขึ้นมา
“พวกเราจะดูผิดได้ยังไงกัน คุณไม่รู้ก็อย่ามาพูดสุ่มสี่สุ่มห้า!”
เมื่อมีคนมาตั้งข้อสงสัยในความสามารถของพวกเขา จึงทำให้กลุ่มนักวิชาการต่างอารมณ์เดือดพล่านเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาอย่างฉับพลัน ถึงพิธีกรสาวจะเป็นผู้อำนวยการของรายการนี้แต่ก็ไม่มีสิทธิ์พูดจาอย่างไม่เกรงใจกัน
“เป็นไปได้ยังไงที่ตระกูลผู้ดีมีบรรดาศักดิ์สูงอย่างนั้นจะไม่มีอะไรฝังมากับศพเลย!” พิธีกรสาวยังไม่เคยถูกคนปฏิบัติด้วยท่าทางไม่เกรงใจแบบนี้มาก่อนเช่นกัน น้ำเสียงจึงบ่งบอกถึงความไม่พอใจชัดเจน
“ก็ใช่ไง! ทำไมถึงไม่มีล่ะ!” กลุ่มนักวิชาการพูดระบายอารมณ์ออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
“อาจารย์ เปิดโลงศพได้แล้ว!” ผู้ช่วยที่กำลังยุ่งอยู่กับโลงศพคนหนึ่งตะโกนขึ้น
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนรีบตรงเข้าไปดู กล้องถ่ายทำรายการก็รีบตามไปด้วย
ในโลงศพมีโครงกระดูกของคนตาย ดูจากลักษณะท่าทางเหมือนกับการนอนตะแคง
เสื้อผ้าและของใช้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือให้เห็นแล้ว พิธีกรสาวชะโงกหน้าไปดูในขณะที่เอามือปิดปากปิดจมูก หลังจากที่เปิดโลงศพกลับไม่พบพวกหินหยกเงินทองหรือพวกของใช้ต่างๆ ที่วางกระจัดกระจายอยู่ภายใน นอกจากโครงกระดูกสีขาวนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว…
อีกทั้งไม่มีโลงศพโบราณอื่นๆ อีก...
จบแล้ว... ครั้งนี้เสียแรงเปล่าจริงๆ
“ถึงเวลาออกอากาศแล้วนะ ตอนนี้ก็ไม่สามารถหยุดออกรายการได้แล้วด้วย…” ทีมงานคนหนึ่งเร่งให้ดำเนินรายการต่อ
“ไม่มีอะไรทั้งนั้น แล้วจะออกเอิกอะไรกันอีก!” พิธีกรสาวโวยวายขึ้นมา
เสียงพูดของเธอพลันหยุดชะงัก เมื่อนักวิชาการคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา เธอรีบหมุนตัวไปในทันที เห็นนักวิชาการกำลังหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่ด้านล่างของกระดูกท่อนแขนสองข้างที่วางในลักษณะทับซ้อนกันอยู่
“นี่คืออะไร?” เขาพูดกระซิบกระซาบเบาๆ พร้อมกับนำวัตถุนั้นออกมา
จากหิมะที่ตกเบาบางในตอนแรก ตอนนี้กลับตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่คนขับหมุนพวงมาลัยรถเลี้ยวโค้งเป็นครั้งสุดท้าย รถก็แล่นเข้าสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็ว หนุ่มคนขับรถรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก จึงหันไปให้ความสนใจกับภาพในจอโทรทัศน์เครื่องเล็กนั้น
นักวิชาการสองสามคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดของบางอย่างอยู่ พิธีกรสาวพูดอธิบายฉอดๆ โดยไม่หยุดพัก
“เสร็จแล้ว! ทุกคนลองดูสิ นี่เป็นวัตถุที่นำออกมาจากโครงกระดูกของศพนั้น…”
คนขับรถเบิกตาโพลงจ้องมองทันที ในขณะที่กล้องของทีมงานถ่ายให้เห็นถาดใบหนึ่ง บนนั้นวางสิ่งของไว้หนึ่งชิ้น
“เอ๊ะ?” คนขับรถมองตาไม่กะพริบ “นี่มันไม่ใช่มีดผ่าตัดอะไรนั่นหรอกเรอะ?”
เขาเพิ่งเคยเห็นของสิ่งนี้มาเมื่อไม่นานนี้เอง ตอนที่ไปรับคุณหมอฉีที่อำเภอ เขามองเห็นเธอจัดกล่องปฐมพยาบาล ในกล่องก็มีของพวกนี้อยู่
ในจอโทรทัศน์พิธีกรสาวกำลังตั้งคำถาม
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอถามนักวิชาการเลยนะคะว่า สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ในขณะนี้มันคืออะไรกันแน่คะ?”
สีหน้าของนักวิชาการนั้นดูยุ่งเหยิงไปหมด มือหยิบวัตถุนั้นขึ้นมาในขณะที่สวมถุงมืออยู่
แสงไฟจากเครื่องบันทึกภาพกะพริบเป็นระยะ กล้องเคลื่อนไปจับอยู่ที่นักวิชาการ เห็นได้ชัดว่าวัตถุชิ้นนั้นผ่านการชะล้างอย่างสะอาดสะอ้านจนกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
“นี่คือ… มีดผ่าตัด…” นักวิชาการทำเสียงกระซิบกระซาบตอบกลับมาเบาๆ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชิ้นนี้เป็นของที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี…”
“เยอรมนี?” พิธีกรสาวและคนขับรถต่างก็ส่งเสียงอุทานออกมาในเวลาเดียวกันแต่อยู่คนละสถานที่
“บ้าฉิบ...” คนขับด่าขึ้น “แม้แต่รายการโบราณคดีก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วเหรอ… เลิกดูไปเลยเหอะ”
เขากดปิดโทรทัศน์ทันที ภาพสุดท้ายคือพิธีกรที่หัวเราะเจื่อนๆ รวมไปถึงประโยคที่ยังพูดไม่จบของเธอก็ถูกปิดตามไปด้วย
“…อาจารย์จางล้อเล่นแล้ว… แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง พวกเราก็ดูออกว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของที่ท่านผู้นี้รักมากอย่างแน่นอน… คาดไม่ถึงว่าในโลงศพจะไม่มีอะไรเลยสักอย่าง มีเพียงของสิ่งนี้ที่ฝังมากับศพแค่อย่างเดียว… โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนเป็นของที่กอดเอาไว้ในอ้อมอก ถ้าอย่างนั้นของชิ้นนี้ก็คงถูกกอดเอาไว้เป็นพันๆ ปีแล้วน่ะสิ…”
---------------------------------------------
[1] ปักกิ่ง