ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

บ้านนี้มีหมอเทวดา 名门医女

ผู้แต่ง ชีฉิง
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ไนเมื่อวางตัว "น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง" แล้วก็ยังโดนตามราวี ฉีเยว่... แพทย์หญิงอันดับหนึ่งในยุคปัจจุบันจึงจำต้องแสดงฝีมือให้บรรดาแพทย์โบราณรู้เสียบ้างว่าอย่ามาซ่ากับเธอ

บทนำ

名门医女

Author: ชีฉิง

Translator:  hongsamut

Chinese edition copyright by 上海玄霆娱乐信息有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

คุณเป็นหมอเพราะอะไร?

เพราะยึดมั่นในคุณธรรม หรือเพราะผลตอบแทนสูง?

จะเหตุผลใดที่ ‘ฉีเยว่’ ใช้ในการก้าวเข้าสู่อาชีพหมอ มันอาจเป็นแรงจูงใจจากเบื้องบน

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของฉีเยว่ นับเป็นช่วงที่ยากลำบาก

เธอย้อนอดีตกลับเข้าไปอาศัยในร่างหญิงสาวผู้ถูกทิ้ง แม้กระทั่งสามีก็ยังไม่แยแส

ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องเล็กกลางจวนหลังใหญ่เสมือนสิ่งของไร้ค่า

 

สองสิ่งที่ติดตัวคุณหมอฉีมาคือ ความมุ่งมั่นและปณิธานอันแน่วแน่ของหมอคนหนึ่ง

ความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ...

จะช่วยให้เธอดิ้นรนเอาตัวรอดจากการหาเรื่องของคนในบ้านได้หรือไม่?

ปณิธานอันแน่วแน่...

จะช่วยให้เธอยืนหยัดเป็นหมอในยุคสมัยที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้หรือไม่?

 

ฉีเยว่เลือกเป็นหมอเพราะอะไร... สุดท้ายแล้วหัวใจจะตอบเธอเอง!

---------------------------------------------

***พบกันวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 15.00 น. นะคะ (หยุดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จ้ะ)***

สารบัญ

บทนำ

          ปีที่สามแห่งรัชศกต้าเซี่ย ณ เมืองหย่งชิ่ง

          เสียงฆ้องและกลองดังสนั่นกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง พร้อมกับเสียง ปัง ปัง ของประทัดดังขึ้นไม่ขาดสาย

          การตกแต่งประดับประดาตลอดเส้นทางไปยังจวนติ้งซีโหวเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ทางเดินสองฟากถนนมีฝูงชนเบียดเสียดกันเนืองแน่นแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ยังผ่านเข้าไปไม่ได้ กระทั่งบนต้นไม้ที่อยู่ริมกำแพงก็มีผู้คนขึ้นไปยืนออรอดูกันมากมาย

          “งานพิธีสู่ขอเจ้าสาวที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตาขนาดนี้ พวกเราชาวหย่งชิ่งไม่เคยพบเห็นมานานมากแล้วสินะ”

          เหล่าผู้สูงอายุผมสีดอกเลาที่ยืนปะปนในกลุ่มผู้คนพากันหรี่สายตามัวๆ มองไปยังขบวนสู่ขออลังการที่อยู่บนถนนตรงหน้า

          คณะดนตรีบรรเลงเพลงโดยใช้เครื่องดีดสีตีเป่ามีถึงสิบหกคน กลุ่มชายขี่ม้ารูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรงยี่สิบคน คนติดตามคุ้มครองเกี้ยวไปรับเจ้าสาวรวมสามสิบคน ผู้ที่ทำหน้าที่แบกเกี้ยวเจ้าสาวหกคน หนำซ้ำยังมีกลุ่มหญิงสาวเดินโปรยผ้าไหมหลากสีไปตลอดสองข้างทาง ภาพที่เห็นช่างงดงามประดุจเหล่าเทพธิดากำลังโบยบินท่ามกลางหมู่เมฆพร้อมกับโปรยดอกไม้จากฟากฟ้าลงมาสู่พื้นดิน ดึงดูดให้ทั้งสาวใหญ่สาวน้อยหรือแม้แต่เด็กๆ ต่างเข้ามาแย่งชิงดอกไม้ผ้าไหมของจวนติ้งซีโหว เพราะวัสดุที่นำมาทำดอกไม้นั้นใช่ว่าคนธรรมดาทั่วไปจะมีในครอบครองกันได้ง่ายๆ

          วันนี้เป็นวันที่บุตรชายคนโตของติ้งซีโหวจะแต่งภรรยา เรื่องนี้จึงไม่ได้ด้อยไปกว่าเรื่องให้กำเนิดบุตรชายคนโตแม้แต่น้อย เนื่องจากตำแหน่งโหวเป็นตำแหน่งที่สูงศักดิ์และสำคัญของราชวงศ์ ซึ่งมีการ

สืบทอดต่อๆ กันมาในวงศ์ตระกูล ดังนั้นจึงไม่แน่ว่าดอกไม้ที่ใช้สำหรับงานมงคลนี้จะเป็นดอกไม้ล้ำค่าที่มาจากวังหลวง

          ในขณะที่ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังเคลื่อนผ่าน ฝูงชนที่มามุงดูก็มากขึ้นเรื่อยๆ คลื่นมหาชนถาโถมเข้ามาราวกับระลอกคลื่นน้ำที่ซัดเข้าหาฝั่ง ผู้คนที่แออัดยัดเยียดต่างเบียดกันจนบางคนทรงตัวไม่อยู่ ยืนโซเซไปทางโน้นทีทางนี้ที บางคนก็ก้มมองหารองเท้าที่ทำหลุด บางคนก็จับหมวกที่ถูกดันจนเกือบตก เสียงเอะอะโวยวายดังเซ็งแซ่ไปทั่ว ทว่าตอนนี้คงไม่มีใครที่จะตัดใจเคลื่อนตัวออกจากจุดที่สามารถมองเห็นด้วยสายตาในระยะประชิด เพราะกลัวว่าจะน้อยหน้าคนอื่นหากต้องไปคุยกันถึงงานยิ่งใหญ่นี้ในภายภาคหน้า

          ผู้ที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนเจ้าบ่าวคือบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ท่วงท่าสง่างาม เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีแดง หมวกสีแดง ขบวนที่ตามมาก็เป็นสีแดงทั้งแถวทำให้ดูละลานตาไปหมด กระทั่งบางคนที่มาเฝ้าดูถึงกับตาลายมองเห็นใบหน้าของเจ้าบ่าวไม่ชัดเจน

          บุรุษผู้นี้เป็นบุตรชายคนโตของติ้งซีโหว ซึ่งฮ่องเต้ได้พระราชทานนามให้ว่า ‘อวิ๋นเฉิง’ เขาสืบทอดอุดมการณ์แทนบิดาในการเข้าร่วมกับกองทัพตั้งแต่ยังเยาว์ กล่าวกันว่าชายผู้นี้ไม่ได้ถือตัวว่าตนเองมาจากตระกูลสูงศักดิ์ เป็นที่เลื่องลือในกองทัพถึงความสามารถและการอดทนต่อความยากลำบาก อีกทั้งเป็นบุรุษผู้ไม่เคยกลัวตาย ผู้ชายที่ดีพร้อมเช่นนี้จึงเป็นสามีในอุดมคติของผู้หญิงทุกคนอย่างแท้จริง

          วันนี้เป็นวันแต่งงานของขุนนางหนุ่มที่มีจิตใจดีงามผู้นี้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกอิจฉาริษยาที่สุดในตอนนี้ก็คงไม่พ้นเจ้าสาวที่นั่งอยู่ในเกี้ยวหลังนั้นนั่นเอง

          เกี้ยวเจ้าสาวประดับไปด้วยของตกแต่งวิจิตรงดงามเต็มไปหมดจึงไม่สามารถมองเห็นด้านในได้

          “ไม่รู้ว่าเป็นหญิงสาวของบ้านไหนกันที่โชคดีมากขนาดนี้” หนึ่งในคนที่มามุงดูเอ่ยขึ้นพลางทอดถอนใจให้กับวาสนาของเจ้าสาว “สามารถแต่งเข้าจวนติ้งซีโหวได้ ก็คงเป็นหญิงสาวที่มาจากตระกูลร่ำรวยและสูงส่งสินะ”

          “เจ้าพูดผิดแล้วล่ะ เจ้าสาวคนนี้เป็นแค่สามัญชนธรรมดาคนหนึ่งอย่างพวกเรานี่แหละ” คนที่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างดีกล่าวเสียงดังขึ้นมา

          ประโยคนี้ทำให้ผู้คนที่ได้ยินส่งเสียงฮือฮา คนที่อยู่บริเวณรอบๆ ก็ยิ่งเบียดเสียดกันมากขึ้นเพราะอยากจะฟังข้อเท็จจริงของเรื่องนี้

          “รีบพูดออกมาเร็วๆ สิ เรื่องนี้มันเป็นยังไงกันแน่?” ทุกคนพากันซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

          “พูดก็พูดเถอะเจ้าสาวคนนี้น่ะ นับว่าชีวิตนี้ของนางช่างมีบุญวาสนาเหลือเกินแล้ว เดิมทีนางเป็นแค่เด็กสาวกำพร้าที่เร่ร่อนพเนจรมาจากต่างบ้านต่างเมือง แทบจะขอทานเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ แต่มีเหตุบังเอิญที่ประจวบเหมาะทำให้นางได้พบกับฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงช่วยนางจากชะตากรรมอันเลวร้าย คงเพราะเห็นว่านางเป็นเด็กกำพร้าน่าสงสาร อีกทั้งเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ได้เคยช่วยชีวิตตนไว้ จึงรับนางมาเลี้ยงที่จวนโหว เมื่อโตขึ้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงตัดสินใจให้หลานคนโตแต่งกับนาง รับนางมาเป็นหลานสะใภ้…”

          ทุกคนที่ได้ฟังต่างคิดว่าเรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างที่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริง นึกว่าจะเป็นเพียงเรื่องเล่าที่มีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น จึงมีบางคนที่เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่

          “เมื่อพบคนที่ดีย่อมได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน เง็กเซียนฮ่องเต้คงเฝ้ามองพวกเราอยู่บนสรวงสวรรค์ พวกเราทุกคนต้องหมั่นทำความดีให้มากๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีสักวันที่เง็กเซียนจะเห็นใจ ช่วยให้ลูกๆ ทั้งชายและหญิงของเราได้พบกับบุพเพสันนิวาสที่สูงส่งบ้างก็เป็นได้…”

          บรรดาหญิงสาวจำนวนไม่น้อยพากันวาดหวังอยู่ในใจเงียบๆ ใบหน้าแต่ละคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความใฝ่ฝันเมื่อมองไปยังขบวนเกี้ยวเจ้าสาวที่ห่างไปไกลอีกครั้ง

 

          เมื่อเทียบกับบรรยากาศข้างนอกที่ดูคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ในจวนโหวกลับดูเหมือนว่ามีบางสิ่งผิดแปลกไป

          ของที่นำมาประดับตกแต่งล้วนเป็นของมงคลสำหรับงานสมรส คนที่เดินไปเดินมาก็อยู่ในชุดสำหรับงานเฉลิมฉลองที่เป็นมงคลนี้ ทว่าอารมณ์ที่แสดงออกบนใบหน้ากลับดูเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ อีกทั้งแขกที่มาร่วมงานต่างก็พูดคุยกันเบาๆ ตลอดเวลา หนำซ้ำบนใบหน้ายังไม่แสดงออกถึงความปลื้มปีติและยินดีที่ได้มางานแต่งงานนี้แม้แต่น้อย

          ขั้นตอนในพิธีกราบไหว้ฟ้าดินผ่านไปทีละขั้นจนเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง โคมไฟที่ทำขึ้นจากโครงไม้ไผ่สีแดงอันใหญ่ส่องสว่างปกคลุมไปทั่วทั้งจวนโหวราวกับกลุ่มก้อนเมฆสีแดงที่ล่องลอยบนท้องฟ้า เมื่อมองมาจากที่ไกลๆ บรรยากาศในจวนจึงเหมือนอยู่ก้ำกึ่งกันระหว่างความจริงกับความฝัน

          เมื่อทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็จะถูกส่งเข้าห้องหอ ทว่ายามนี้กลับมีเพียงเจ้าสาวที่นั่งอยู่บนเตียงเงียบๆ คนเดียวในห้อง

          สายลมยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เทียนสีแดงเล่มใหญ่ที่ตั้งอยู่ในห้องวูบไหวตามสายลม ทำให้บนผนังห้องเกิดเงาสะท้อนของเปลวเทียนที่ขยับไปมาราวกับคนเต้นระบำอย่างไรอย่างนั้น

          ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าที่ก้าวมาอย่างเร่งรีบมุ่งตรงมาทางนี้

          “ฮูหยินน้อย” สิ้นเสียงเรียกประตูก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ทว่าผู้ที่เข้ามานั้นกลับไม่ใช่เจ้าบ่าว

          พอได้ยินเสียง เจ้าสาวก็เนื้อตัวแข็งเกร็งขึ้นฉับพลัน รีบเปิดผ้าคลุมศีรษะสีแดงออกทันที

          ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่ตรงรี่เข้ามาหา ก่อนจะหยุดชะงักราวกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ

          เด็กสาวที่มาใหม่อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี นางกำลังตกตะลึงในความงามของหญิงสาวที่สวมชุดแต่งงานอยู่ ได้แต่จ้องหญิงตรงหน้าแบบตาไม่กะพริบ ทั้งเรียวคิ้วและดวงตาของอีกฝ่ายช่างงดงามราวกับบรรจงวาด เครื่องสำอางที่แต่งแต้มยิ่งทำให้ใบหน้าเจ้าสาวดูพิลาสล้ำไร้ที่ติ เปลวไฟจากเทียนสีแดงส่องแสง สะท้อนกับปิ่นมุกที่ประดับอยู่ด้านล่างของมงกุฎเจ้าสาวจนเป็นประกายแวววาว ส่งให้โฉมสะคราญตรงหน้าดูเสมือนดังเทพธิดา

          “อาหลู เจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?” เจ้าสาวมองบ่าวรับใช้อย่างตะลึงงัน ก่อนจะเดินมาใกล้แล้วถามต่ออย่างร้อนใจ “หรือว่าฮูหยินผู้เฒ่า...”

          คำพูดของเจ้านายทำให้เด็กสาวดึงสติกลับมาได้

          “ฮูหยินน้อย...” เด็กสาวถอนสะอื้นพร้อมกับคุกเข่าลงกับพื้น น้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาทันที “ฮูหยินผู้เฒ่าจากไปแล้วเจ้าค่ะ…”

         

            เพียงชั่วพริบตา

          ภาพงานมงคลที่ไม่ว่ามองไปที่ไหนก็ประดับประดาไปด้วยของตกแต่งที่เป็นสีแดง แต่ตอนนี้กลับต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวแห่งการไว้ทุกข์แทน

          ดังนั้นภาพของเจ้าสาวที่สวมชุดแดงเจิดจ้าวิ่งอย่างร้อนรนอยู่บนทางเดินในจวนจึงดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

          “ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่า…” ชุดหนักอึ้งที่สวมในพิธีแต่งงานทำให้เจ้าของร่างสะดุดล้มในที่สุด ใบหน้างามที่ถูกแต่งเติมยามนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำตาทั้งสองแก้ม น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลรินลงมาไม่หยุด “ท่านบอกว่าจะดื่มชาของเยว่เอ๋อ ท่านบอกว่าจะดื่มชาที่เป็นของเยว่เอ๋อนะเจ้าคะ… ท่านบอกว่าหากข้าแต่งงานแล้วก็จะสามารถปัดเป่าสิ่งเลวร้ายให้กับท่านได้…”

          นางลุกขึ้น เดินไปข้างหน้าด้วยท่าทางโซเซพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ฟังแล้วบาดหัวใจ

          “แม่นาง เจ้าไม่สามารถเข้าไปข้างในนี้ได้…” หน้าประตูห้องโถงที่สูงใหญ่มีบ่าวรับใช้อาวุโสสวมเสื้อผ้าป่านไว้ทุกข์สีขาวยืนอยู่เต็มไปหมด เมื่อมองเห็นนางกำลังเดินตรงเข้ามาก็พากันยื่นมือห้ามปรามเอาไว้

          เจ้าสาวกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานใจ ตั้งท่าจะพุ่งเข้าไปด้านในให้ได้

          “ฮูหยินผู้เฒ่าต้องดื่มชาในพิธีแต่งงานของข้า!” นางได้แต่ร้องไห้ตะโกนซ้ำไปซ้ำมาอยู่เช่นนั้น “ยกชาเข้ามา! ยกชาเข้ามา!”

          “หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้! เจ้าจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าจากไปอย่างไม่สงบนะ!” เสียงตวาดดังมาจากด้านใน เมื่อประตูเปิดออกก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมา ตอนนี้เขาก็เปลี่ยนมาสวมชุดผ้าป่านและสวมรองเท้าสำหรับการไว้ทุกข์ ตามมาด้วยหญิงวัยกลางคนที่เดินออกมายืนอยู่ข้างๆ หญิงผู้นี้ก็แต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์เช่นเดียวกัน นางหันไปสั่งบ่าวรับใช้เสียงเข้ม

          “พานางกลับไป!”

          “นายท่าน โหวฮูหยิน…ไม่สิ…ท่านพ่อท่านแม่…ให้ข้าได้พบกับฮูหยินผู้เฒ่า ให้ข้าได้พบกับนางด้วยเถอะเจ้าค่ะ…” เจ้าสาวคุกเข่าลงกับพื้น พูดจาอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น ร่ำไห้อยู่ตลอดเวลา

          ‘ท่านพ่อท่านแม่’ เมื่อได้ยินคำเรียกนี้ ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนผู้นั้นพลันปรากฏความเอือมระอาขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว

          “วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า เจ้าไม่ควรเข้ามาในที่แห่งนี้ มันจะไม่ดีทั้งต่อเจ้าและฮูหยินผู้เฒ่า” โหวฮูหยินพยายามปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนขึ้น อธิบายอย่างเชื่องช้าด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลลงหลายส่วน พอพูดจบก็โบกมือให้สัญญาณ

          บ่าวรับใช้ที่อยู่รายรอบทั้งสี่ด้านต่างกระโจนเข้าใส่เจ้าสาวในทันที พวกนางทั้งคว้ามือทั้งกดตัวทั้งอุดปากอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่วว่องไว

          เจ้าสาวที่อยู่ในชุดพิธีแต่งงานสีแดงถูกลากตัวออกไปจากกลุ่มคนที่สวมชุดสีขาวไว้ทุกข์ นางพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะหันหลังกลับไปให้ได้ ทว่าเพียงเรี่ยวแรงของสาวน้อยตัวคนเดียวย่อมไม่อาจเอาชนะบ่าวรับใช้จำนวนมาก นางได้แต่เหลียวมองไปยังห้องโถงด้วยสายตาแห่งความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

          ฮูหยินผู้เฒ่าที่มอบชีวิตใหม่ให้กับนางที่เคยเป็นเพียงเด็กสาวเร่ร่อนคนหนึ่งจนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จากไปเสียแล้ว หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหล่นลงบนชุดที่สวมใส่ไม่ขาดสาย บางหยดร่วงลงสู่พื้นก่อนจะค่อยๆ ซึมลงไปในดินแล้วหายไปในที่สุด

 

---------------------------------------------

ภูมิหลัง

          ภูเขาต้าชิง เส้นทางบนภูเขาในช่วงฤดูหนาว

          รถออฟโรดคันหนึ่งขับขึ้นไปตามเส้นทางบนภูเขาอย่างโดดเดี่ยว  

          “คุณหมอฉี ทำไมคุณถึงไม่พักค้างคืนอยู่ในเมืองก่อนสักคืนล่ะครับ รอถึงพรุ่งนี้เช้าแล้วค่อยขึ้นไปบนภูเขาดีไหม?” คนขับรถเป็นเด็กหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างผอม มีนิสัยแบบเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในภูเขาจึงค่อนข้างช่างพูดช่างเจรจา

          เขาขับรถอย่างสบายใจพลางเหลือบมองผู้หญิงที่อยู่บนที่นั่งโดยสารด้านข้างไปด้วย

          หญิงสาวสวมใส่เสื้อขนนกสีขาว แต่งหน้าอ่อนๆ ผมดัดลอนใหญ่ถูกมัดรวบไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ก็ไม่ใส่เครื่องประดับอื่นอีกเลย ไม่มีทั้งกิ๊บติดผมหรือต่างหู แต่ว่าในสายตาของเด็กหนุ่มคนขับรถนั้นหญิงสาวคนนี้แต่งตัวดูดีมีสไตล์ ทันสมัยแบบสาวในเมือง ดูมีกลิ่นอายของความเป็นยุโรป ซึ่งแตกต่างจากสาวๆ ที่เขาเคยหยอกล้อด้วย

          คนที่มาจากเมืองใหญ่แตกต่างจากคนแถวนี้จริงๆ ดูจากเค้าโครงรูปร่างหน้าตาก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

          “มีผู้ป่วยกำลังรอรับการผ่าตัดอยู่ ฉันเก็บของทุกอย่างมาเรียบร้อยแล้วกลับวันนี้เลยดีกว่า พรุ่งนี้เช้าจะได้ทำงานเลย ถ้าไม่อย่างนั้นคนป่วยก็ต้องรออีกหนึ่งวัน” ฉีเยว่ถอนสายตาจากนอกหน้าต่างรถ

หันมาส่งยิ้มให้กับหนุ่มคนขับรถ

          เธอมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสีดำเป็นประกาย เมื่อยิ้มออกมาทำให้เห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง

          “ปีนี้คุณหมอฉีอายุเท่าไรแล้วหรือครับ?” หนุ่มคนขับรถเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ถามโพล่งขึ้น พอคำพูดหลุดออกมาก็หน้าแดงอย่างเขินอายกับความไม่ระวังปากของตัวเอง

          “ฉันน่ะเหรอ แก่แล้วล่ะ” ฉีเยว่หัวเราะในขณะที่พูดและสังเกตคนขับรถไปด้วย ก่อนจะพูดต่อ “ตอนที่อายุเท่าคุณ ฉันอยู่ปีสาม”

          คนขับรถรีบคำนวณอายุอีกฝ่ายในใจอย่างรวดเร็ว ถึงตัวเขาจะเป็นทหาร แต่ก็มีน้องสาวที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย อายุสิบแปดคือปีหนึ่ง ถ้างั้นปีสี่ก็อายุไม่น่าเกินยี่สิบสอง ให้ตายสิ งั้นก็…

          “แค่ยี่สิบสองยี่สิบสาม! กล้าบอกว่าแก่ได้ยังไงครับ!” เขายิ้มแฉ่งยิงฟัน

          ฉีเยว่หัวเราะน้อยๆ รู้ดีว่าเมื่อครู่เด็กหนุ่มคนนี้คิดเลขอยู่ในใจ

          “ฉันดูอายุน้อยขนาดนั้นเลยเหรอ?” เธอยกมือลูบใบหน้าของตัวเอง “มหาวิทยาลัยที่ฉันเคยอยู่เรียนแปดปี”

          คนขับรถถึงกับร้องโอ้ออกมา พร้อมกับหันหน้ามามองฉีเยว่แวบหนึ่ง

          “ฉันอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วล่ะ” ฉีเยว่เห็นท่าทางแปลกใจของเด็กหนุ่มก็หัวเราะอีกครั้ง

          คนขับรถได้แต่หัวเราะเสียงแห้ง “นั่นก็ยังไม่ถึงกับแก่หรอกครับ” เขาพูดขึ้นแล้วถามต่อ “ถ้างั้นคุณหมอฉีแต่งงานแล้วน่ะสิ?”

          พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปาก หนุ่มคนขับก็แทบอยากจะตบหน้าตัวเองขึ้นมาทันที

          วันนี้เขาเป็นอะไรไปนะ มักถามแต่คำถามที่ไม่สมควรอยู่เรื่อย ทั้งที่ยังไม่คุ้นเคยกับหมอฉีดีเลย…

          ฉีเยว่หันหน้าออกไปมองทิวทัศน์ที่อยู่นอกหน้าต่างอีกครั้ง จากนั้นก็ยิ้มเบาบางแล้วส่ายหัว

          “ยังไม่ได้แต่งงานจ้ะ” เธอตอบกลับไป ไม่มีทีท่าว่าจะโกรธหรือถือสาคำพูดของคนขับ

          “หมอฉีดีขนาดนี้ ก็คงต้องเลือกมากหน่อย…” หนุ่มคนขับรถยิ้มพร้อมกับยกยอกลับด้วยน้ำเสียงชื่นชม

          ฉีเยว่ได้แต่หัวเราะ ไม่ได้พูดอะไรต่อ

          หนุ่มคนขับรถไม่กล้าพูดมากกว่านี้อีก ได้แต่แอบแลบลิ้นกับตัวเองแล้วกลับมาจดจ่อในการขับรถ

          ฉีเยว่เหม่อมองหน้าผานอกหน้าต่างรถที่ผ่านหน้าไปไม่ขาดสาย เพราะคำถามเกี่ยวกับการแต่งงานประโยคนั้นของคนขับรถที่ทำให้เธอต้องเก็บมาครุ่นคิดอยู่ในใจ

          อายุยี่สิบเจ็ดปี สำหรับคนที่อยู่ในเขตนี้ก็คงคิดว่าอายุไม่ใช่น้อย แต่สำหรับคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบเธอ การที่จะแต่งงานในขณะที่อายุเท่านี้คงเป็นเรื่องที่ยังไม่คุ้มค่าพอที่จะเก็บเอามาคิด แต่แน่นอนว่าสำหรับคนที่มีแฟน ก็คงคิดวางแผนการแต่งงานก่อนจะอายุสามสิบปีกันแล้ว

          ทว่าเธอเองกลับพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะถึงแฟนของเธออยากจะแต่งงานแล้วก็จริง แต่ว่าเจ้าสาวของเขากลับไม่ใช่เธอ

          สโลแกนน้ำเน่าที่คนนิยมพูดกันประโยคนี้ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้ใช้

          ฉีเยว่สูดลมหายใจลึก กลั้นน้ำตาเอาไว้ในอก พร้อมกับปรับเปลี่ยนอิริยาบถในการนั่ง เอาศีรษะพิงกับเบาะหลัง ถ้อยคำมากมายในอดีตดังก้องขึ้นมาในหัว

          ‘เยว่เลี่ยง ทำไมคุณต้องไปที่นั่นด้วย?’

          ‘เรียนหนังสืออยู่เหยี้ยนจิง* ฝึกปฏิบัติทางด้านการแพทย์ก็ฝึกอยู่ที่เหยี้ยนจิง จบการศึกษาโดยตรงก็จากเหยี้ยนจิง เป็นแพทย์อยู่โรงพยาบาลก็ตั้งสองปีแล้ว หัวหน้าแผนกกัวมองเห็นความสำคัญในตัวคุณ พาคุณเข้าร่วมในการผ่าตัดแล้ว เชื่อเถอะว่าไม่ถึงสามปีคุณก็สามารถทำการผ่าตัดได้ด้วยตัวคุณเอง…’

          ‘สิ่งที่คุณอยากจะเรียน ผมก็ไม่เคยขัดขวางหากคุณอยากรู้อะไรเพิ่มเติม โควตาของโรงพยาบาลในต่างประเทศที่มีชื่อเสียงก็มี ทำไมคุณถึงต้องไปในพื้นที่ที่เป็นภูเขาห่างไกลแบบนั้นด้วย? ไปที่นั่นจะเรียนรู้อะไรได้?’

          ‘ไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศถึงจะนับว่าเป็นการชุบตัว คุณไปในพื้นที่ที่เป็นภูเขาห่างไกลอย่างนั้นคิดว่าจะได้อะไรไหม? จะได้เรียนอะไรเหรอ? เรียนรู้ว่าจะใช้หญ้าใช้สมุนไพรมารักษายังไงแบบนั้นน่ะเหรอ? พื้นฐานของคุณเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว อย่ามามัวเสียเวลาเปล่าเลย แต่คุณไปอยู่ในชนบทสามปีเลยนะ สามปี! คุณจะดูไม่ต่างจากปลาที่ว่ายทวนกระแสน้ำ เยว่เลี่ยง พอถึงเวลานั้นตอนที่คุณกลับมาก็หมดอนาคตแล้ว…’

          ‘เกิดเรื่องร้ายกับคุณพ่อของคุณ เขาหมดอนาคตแล้ว! คุณยังจะไปฟังเขาอีก พูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม! การฝึกฝนตัวเองท่ามกลางเทคโนโลยีเป็นแค่การฝึกระดับเบื้องต้นงั้นรึ! คำพูดเหลวไหลบ้าบออะไรกันเนี่ย! คุณไม่ต้องการมีอนาคตต่อไปแล้วงั้นเรอะ? อย่าคิดนะว่าการไปอยู่ในชนบทเพียงไม่กี่ปีมันจะทำให้ได้รับชื่อเสียงจนสามารถเอามาส่งเสริมตัวเองได้ในอนาคต อาชีพนี้ของพวกเรายังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำมาหากินอยู่นะ ถ้าจะพึ่งชื่อเสียงจอมปลอมนั้นคงใช้ไม่ได้หรอก…’

          ‘นับวันคุณยิ่งเป็นคนไร้เหตุผลจริงๆ พวกเราสิ้นสุดกันตรงนี้เถอะ…’

          ฉีเยว่หลับตาแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเอียงศีรษะไปยังหน้าต่าง รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนเส้นทางภูเขาส่งเสียงสะเทือนแทรกผ่านความเงียบอันโดดเดี่ยวเดียวดาย

          ความจริงแล้วที่เขาพูดออกมามากมาย สิ่งที่ต้องการจะพูดก็เพียงประโยคสุดท้ายแค่นั้น

          เมื่อหนึ่งปีก่อน พ่อของฉีเยว่ผิดพลาดในการผ่าตัดให้กับผู้ป่วย ตั้งแต่นั้นมาอาชีพหมอรวมไปถึงอนาคตทางการเมืองของเขาจึงต้องยุติลง

          การที่เธอต้องแข่งขันในสังคมเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ต้องสู้กับความสามารถของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องสู้เพื่อครอบครัวสู้เพื่อพ่อ…

          ฉีเยว่หัวเราะเยาะให้กับตัวเอง การแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น สำหรับแฟนคนนี้ของฉันแล้ว มันช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ เลย…

          รักกันมาตั้งห้าปีแล้วยังไง? สมัยนี้อะไรๆ ก็แพง แต่ความรักกลับไม่มีค่าไม่มีราคาเลยสักนิด

          ปัดโธ่เว้ย! ตอนนั้นฉันควรจะเอาคำพูดที่ทำร้ายจิตใจใส่ลงไปในกาแฟแล้วสาดใส่นายนั่นเสียจริง…

          เฮ้อ…

          “คุณหมอฉีครับ? คุณหมอฉี?”

          ฉีเยว่หลุดออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงคนขับรถถามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เธอหันหน้ากลับมา

          “คุณหมอเมารถหรือเปล่าครับ?” คนขับรถรู้สึกเป็นห่วงเมื่อมองเห็นสีหน้าเธอ

          ฉีเยว่ส่ายหน้าและยิ้มน้อยๆ ให้กับเขา

          “ไม่... ไม่เป็นไรจ้ะ” เธอตอบ ปรับสีหน้าเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที

          “บนรถคันนี้มีโทรทัศน์ดาวเทียมด้วยนะครับ นายอำเภอจ่างของพวกเราชอบดูโทรทัศน์มากๆ เลยล่ะ คุณดูโทรทัศน์ไหมครับ” คนขับรถคิดทำบางอย่างให้เธอ เขาจึงเสนอขึ้นมาด้วยท่าทางมีความสุข โดยที่

ไม่รอให้ฉีเยว่ปฏิเสธก็รีบเปิดโทรทัศน์

          จอโทรทัศน์เล็กที่เปิดให้ดูระหว่างทางเพราะกลัวว่าหญิงสาวจะมีอาการเมารถ แต่ดูแล้วน่าจะเพิ่มอาการเมารถเสียมากกว่า

          ฉีเยว่รู้สึกซาบซึ้งในความหวังดีของเด็กหนุ่มคนนี้ จึงยิ้มให้แทนคำขอบคุณแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก

          เสียงจากโทรทัศน์ดังขึ้นมาในรถ ยิ่งเสียงดังมากเท่าไร ฉีเยว่ยิ่งรู้สึกว่าเสียงนั้นได้มาเติมเต็มหัวใจที่กำลังว่างเปล่าของเธอในตอนนี้

          “…คุณผู้ชมทุกท่าน การค้นพบสถานที่โบราณนี้ นับเป็นครั้งแรกที่เหนือความคาดหมายและน่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใครๆ ก็คิดไม่ถึงว่าจะพบสุสานโบราณแห่งหนึ่งของสมัยก่อน จากที่เห็นในตอนนี้ สุสานฝังศพอยู่ในสภาพที่ดี ตามที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ว่านี่คงจะเป็นสุสานฝังศพแห่งหนึ่งของตระกูลที่สูงศักดิ์ในสมัยก่อน…”

          “ขุดไปจนจะพบสมบัติล้ำค่าแล้ว” คนขับรถได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “ผมชอบดูรายการที่ไปขุดหลุมฝังศพเหล่านี้มากที่สุดเลย…”

          ฉีเยว่ทำหน้าตาเอือมระอาอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกับละสายตาออกจากจอโทรทัศน์เล็กๆ อย่างหมดอารมณ์

          ในจอปรากฏใบหน้าที่กำลังตื่นเต้นเป็นอย่างมากของพิธีกรสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างนักวิชาการสองสามคน พวกเขายืนอยู่บนเส้นทางที่ไปยังสุสาน เบื้องหลังเป็นประตูหินสีมรกตขนาดใหญ่ที่เปิดเข้าสู่สุสาน

          “…รออีกสักครู่พวกเราจะได้เห็นกับตาตัวเองเพื่อเป็นสักขีพยานในการเปิดสุสาน อีกแค่พริบตาเดียว…ศาสตราจารย์หลิว คุณจะพูดอะไรสักหน่อยไหม…”

          รถหยุดอย่างกะทันหัน ถ้าฉีเยว่จับคอนโซลหน้ารถไว้ไม่ทันหัวคงกระแทกกระจกไปแล้ว

          “ถึงแล้วครับ” คนขับรถยิ้มเจื่อน

          ที่นี่คือจุดสิ้นสุดของเส้นทางรถบนภูเขา เส้นทางต่อไปข้างหน้าไม่สามารถขับรถเข้าไปได้ จากตำแหน่งนี้เมื่อมองไกลออกไปจะสามารถเห็นอาคารบ้านเรือนกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ มีอาคารที่ซ่อมแซมใหม่หลังหนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ

          สถานที่แห่งนั้นคือโรงพยาบาลซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ในชนบท และก็เป็นสถานที่ที่ฉีเยว่กำลังจะไป

          นับตั้งแต่เธอมาถึงที่นี่ ประชาชนที่อยู่ตามชนบท แม้กระทั่งคนที่อยู่ในเมืองใกล้ๆ ก็ยังยอมข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อให้หมอที่มาจากเมืองใหญ่รักษา จากโรงพยาบาลที่เคยเงียบเหงาก็เปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมาทันที ห้องสองสามห้องของแผนกผู้ป่วยจึงไม่เพียงพอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงยอมอุทิศห้องทำงานของตัวเองให้ใช้เพิ่ม บรรดาคนในหมู่บ้านต่างก็ไม่เสียดายเงินที่จ่ายในการรักษาให้กับโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนชนบทที่ยากจน

          ฉีเยว่กระโดดลงมาจากรถ หนุ่มคนขับช่วยยกกล่องปฐมพยาบาลจากบนที่นั่งด้านหลังรถลงมาให้ด้วย

          “คุณหมอฉี คุณถือเองไหวไหมครับ? ยังมีทางที่ต้องเดินต่อไปอีกระยะหนึ่งเลยนะ…” คนขับรถถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงพลางมองฉีเยว่ที่ในมือถือกล่องปฐมพยาบาลอยู่ จากนั้นก็มองไปยังเส้นทางเล็กๆ ที่ทั้งสูงและชันเป็นอย่างมาก

          “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันมีเส้นทางลัด จากตรงนี้แค่เดินตรงไปก็ถึงแล้ว” ฉีเยว่ตอบ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้ามีเมฆมากแถมมีหิมะตกลงมาเบาบาง “หิมะตกแล้ว เธอรีบไปเถอะ หากฟ้ามืดแล้ว

เส้นทางบนภูเขาไม่น่าขับรถหรอกนะ”

          เพื่อไม่ให้คนขับรถเป็นห่วง พูดจบประโยคนี้ฉีเยว่ก็เดินไปแล้ว

          เด็กหนุ่มมองดูเธอเดินลงเนินเขาก่อนจะขึ้นไปบนรถ

          ในขณะที่เครื่องยนต์เริ่มทำงาน ในรถก็มีเสียงจากโทรทัศน์ดังขึ้นมาอีกครั้ง

          คนขับรถฮัมเพลงเบาๆ พร้อมกับขับรถอยู่บนเส้นทางบนภูเขาอย่างชำนาญ

          “เปิดออกแล้ว…”

          คนขับรถรีบหาจังหวะมองไปยังจอโทรทัศน์ รอสิ่งมหัศจรรย์ที่จะปรากฏออกมาให้ผู้ชมรายการได้เห็นในอีกสักครู่

          “ปีนี้ฉลองเทศกาลไม่ได้รับของขวัญ…”

          “ฉิบ…” คนขับรถด่าไปคำหนึ่ง รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ทำได้เพียงอดทนรอให้ช่วงพักเบรกโฆษณาผ่านไป

          ทว่าช่วงพักเบรกโฆษณาของวันนี้ช่างยาวนานเป็นพิเศษ…

 

            ในขณะที่เด็กหนุ่มคนขับรถกำลังรอชมรายการโทรทัศน์

          อีกฟากหนึ่งเวลานี้พิธีกรสาวกำลังมองนักวิชาการกลุ่มหนึ่งด้วยสีหน้าผิดหวัง เป็นสีหน้าที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย

          “เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่มีอะไรเลย?”

          ชายคนหนึ่งที่เส้นผมเป็นสีขาวคล้ายดอกเลาหันไปหันมาในสุสานคล้ายกับคนเสียสติ

          “ดูโครงสร้างของห้องที่ตั้งสุสานแห่งนี้สิ เป็นสุสานของตระกูลที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย” คนอื่นๆ ต่างก็ทำหน้าตางงงวยกันยกใหญ่ “แต่ทำไมถึงไม่มีสิ่งของที่ฝังพร้อมคนตายเลยล่ะ?”

          หลังจากใช้ความพยายามไปครึ่งค่อนวัน ปรากฏว่าไม่ได้อะไรเลย พิธีกรสาวโกรธสุดขีด นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมต้องการจะเห็นนะ อาชีพของเธอจะจบสิ้นกันก็คราวนี้แหละ

          “เป็นไปได้ไหมว่าพวกคุณมองผิดไป ที่นี่ไม่ใช่สุสานของขุนนางผู้ใหญ่ขั้นกงโหวอะไรนั้นหรอก หรือไม่ก็มีโจรแอบมาขโมยสิ่งที่อยู่ในหลุมฝังศพไปก่อน…” เธอพูดแทรกขึ้นมา

          “พวกเราจะดูผิดได้ยังไงกัน คุณไม่รู้ก็อย่ามาพูดสุ่มสี่สุ่มห้า!”

          เมื่อมีคนมาตั้งข้อสงสัยในความสามารถของพวกเขา จึงทำให้กลุ่มนักวิชาการต่างอารมณ์เดือดพล่านเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาอย่างฉับพลัน ถึงพิธีกรสาวจะเป็นผู้อำนวยการของรายการนี้แต่ก็ไม่มีสิทธิ์พูดจาอย่างไม่เกรงใจกัน

          “เป็นไปได้ยังไงที่ตระกูลผู้ดีมีบรรดาศักดิ์สูงอย่างนั้นจะไม่มีอะไรฝังมากับศพเลย!” พิธีกรสาวยังไม่เคยถูกคนปฏิบัติด้วยท่าทางไม่เกรงใจแบบนี้มาก่อนเช่นกัน น้ำเสียงจึงบ่งบอกถึงความไม่พอใจชัดเจน

          “ก็ใช่ไง! ทำไมถึงไม่มีล่ะ!” กลุ่มนักวิชาการพูดระบายอารมณ์ออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่

          “อาจารย์ เปิดโลงศพได้แล้ว!” ผู้ช่วยที่กำลังยุ่งอยู่กับโลงศพคนหนึ่งตะโกนขึ้น

          ประโยคนี้ทำให้ทุกคนรีบตรงเข้าไปดู กล้องถ่ายทำรายการก็รีบตามไปด้วย

          ในโลงศพมีโครงกระดูกของคนตาย ดูจากลักษณะท่าทางเหมือนกับการนอนตะแคง

          เสื้อผ้าและของใช้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือให้เห็นแล้ว พิธีกรสาวชะโงกหน้าไปดูในขณะที่เอามือปิดปากปิดจมูก หลังจากที่เปิดโลงศพกลับไม่พบพวกหินหยกเงินทองหรือพวกของใช้ต่างๆ ที่วางกระจัดกระจายอยู่ภายใน นอกจากโครงกระดูกสีขาวนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว…

          อีกทั้งไม่มีโลงศพโบราณอื่นๆ อีก...

          จบแล้ว... ครั้งนี้เสียแรงเปล่าจริงๆ

          “ถึงเวลาออกอากาศแล้วนะ ตอนนี้ก็ไม่สามารถหยุดออกรายการได้แล้วด้วย…” ทีมงานคนหนึ่งเร่งให้ดำเนินรายการต่อ

          “ไม่มีอะไรทั้งนั้น แล้วจะออกเอิกอะไรกันอีก!” พิธีกรสาวโวยวายขึ้นมา

          เสียงพูดของเธอพลันหยุดชะงัก เมื่อนักวิชาการคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา เธอรีบหมุนตัวไปในทันที เห็นนักวิชาการกำลังหยิบของสิ่งหนึ่งที่อยู่ด้านล่างของกระดูกท่อนแขนสองข้างที่วางในลักษณะทับซ้อนกันอยู่

          “นี่คืออะไร?” เขาพูดกระซิบกระซาบเบาๆ พร้อมกับนำวัตถุนั้นออกมา

 

          จากหิมะที่ตกเบาบางในตอนแรก ตอนนี้กลับตกหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

          หลังจากที่คนขับหมุนพวงมาลัยรถเลี้ยวโค้งเป็นครั้งสุดท้าย รถก็แล่นเข้าสู่พื้นที่ราบอย่างรวดเร็ว หนุ่มคนขับรถรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก จึงหันไปให้ความสนใจกับภาพในจอโทรทัศน์เครื่องเล็กนั้น

          นักวิชาการสองสามคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาดของบางอย่างอยู่ พิธีกรสาวพูดอธิบายฉอดๆ โดยไม่หยุดพัก

          “เสร็จแล้ว! ทุกคนลองดูสิ นี่เป็นวัตถุที่นำออกมาจากโครงกระดูกของศพนั้น…”

          คนขับรถเบิกตาโพลงจ้องมองทันที ในขณะที่กล้องของทีมงานถ่ายให้เห็นถาดใบหนึ่ง บนนั้นวางสิ่งของไว้หนึ่งชิ้น

          “เอ๊ะ?” คนขับรถมองตาไม่กะพริบ “นี่มันไม่ใช่มีดผ่าตัดอะไรนั่นหรอกเรอะ?”

          เขาเพิ่งเคยเห็นของสิ่งนี้มาเมื่อไม่นานนี้เอง ตอนที่ไปรับคุณหมอฉีที่อำเภอ เขามองเห็นเธอจัดกล่องปฐมพยาบาล ในกล่องก็มีของพวกนี้อยู่

          ในจอโทรทัศน์พิธีกรสาวกำลังตั้งคำถาม

          “ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอถามนักวิชาการเลยนะคะว่า สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ในขณะนี้มันคืออะไรกันแน่คะ?”

          สีหน้าของนักวิชาการนั้นดูยุ่งเหยิงไปหมด มือหยิบวัตถุนั้นขึ้นมาในขณะที่สวมถุงมืออยู่

          แสงไฟจากเครื่องบันทึกภาพกะพริบเป็นระยะ กล้องเคลื่อนไปจับอยู่ที่นักวิชาการ เห็นได้ชัดว่าวัตถุชิ้นนั้นผ่านการชะล้างอย่างสะอาดสะอ้านจนกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว

          “นี่คือ… มีดผ่าตัด…” นักวิชาการทำเสียงกระซิบกระซาบตอบกลับมาเบาๆ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชิ้นนี้เป็นของที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี…”

          “เยอรมนี?” พิธีกรสาวและคนขับรถต่างก็ส่งเสียงอุทานออกมาในเวลาเดียวกันแต่อยู่คนละสถานที่

          “บ้าฉิบ...” คนขับด่าขึ้น “แม้แต่รายการโบราณคดีก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วเหรอ… เลิกดูไปเลยเหอะ”

          เขากดปิดโทรทัศน์ทันที ภาพสุดท้ายคือพิธีกรที่หัวเราะเจื่อนๆ รวมไปถึงประโยคที่ยังพูดไม่จบของเธอก็ถูกปิดตามไปด้วย

          “…อาจารย์จางล้อเล่นแล้ว… แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง พวกเราก็ดูออกว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของที่ท่านผู้นี้รักมากอย่างแน่นอน… คาดไม่ถึงว่าในโลงศพจะไม่มีอะไรเลยสักอย่าง มีเพียงของสิ่งนี้ที่ฝังมากับศพแค่อย่างเดียว… โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนเป็นของที่กอดเอาไว้ในอ้อมอก ถ้าอย่างนั้นของชิ้นนี้ก็คงถูกกอดเอาไว้เป็นพันๆ ปีแล้วน่ะสิ…”

---------------------------------------------

[1] ปักกิ่ง

หวาดกลัว

            ย้อนเวลากลับไปนับพันปีก่อน ภายใต้แผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลของราชวงศ์ต้าเซี่ย

          ปีที่หกแห่งรัชศกต้าเซี่ย ณ จวนติ้งซีโหว

          สายฝนได้ตกโปรยปรายมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง บรรดาบ่าวรับใช้หญิงเดินสวนกันไปมา ในมือแต่ละคนต่างก็ถือร่ม ทั้งสีของร่มและสีของเสื้อผ้าที่หลากหลายเมื่อมาอยู่รวมกันทำให้เกิดภาพที่มีสีสันราวกับเมฆสีรุ้ง ได้ยินเสียงพวกบ่าวพูดจากระเซ้าเย้าแหย่ เจ้าเหยียบรองเท้าข้า ข้าเหยียบลงน้ำกระเด็นถูกชุดเจ้า ทำให้บรรยากาศยามเช้าดูครึกครื้นชื่นมื่น หากสังเกตดูให้ดี ในมือบางคนจะถือถาดอาหารที่วางภาชนะและเครื่องใช้ที่ดูประณีตงดงาม ทว่าไม่อาจปกปิดกลิ่นหอมเย้ายวนใจที่โชยออกมาได้เลย

          ที่มุมหนึ่งของระเบียงทางเดิน มีสาวรับใช้คนหนึ่งมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆ นางอดไม่ได้ที่จะสูดจมูกแล้วสูดจมูกอีกจากนั้นก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เด็กสาวผู้นี้อายุราวสิบสี่สิบห้า สวมชุดสีเขียวที่เป็นชุดของบ่าวรับใช้ขั้นต่ำสุดของจวนติ้งซีโหว ทว่าแถบผ้ารัดเอวกลับเป็นสีแดงที่แสดงถึงตำแหน่งบ่าวรับใช้ขั้นสองของจวน

          ‘สีเขียวและสีแดง’ ช่างขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด จึงควรจะเป็นที่จับตามองของผู้คนเป็นพิเศษ ทว่าบรรดาบ่าวที่เดินผ่านไปผ่านมา กลับไม่มีใครสนใจนางเลยสักคนเดียว ไม่มีแม้กระทั่งจะชายตามามอง ทุกคนทำราวกับว่านางเป็นเพียงอากาศ

          ในมือหนึ่งของเด็กสาวถือตะกร้า ส่วนอีกมือได้แต่ลูบท้องตัวเองป้อยๆ ก่อนจะมองตาปริบๆ ไปทางประตูห้องครัวที่อยู่ไกลออกไป นางยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพักใหญ่กระทั่งผู้คนบนระเบียงทางเดินเริ่มลดน้อยลง

           ตอนนั้นเองมีผู้หญิงรูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งก้าวเท้าออกมาจากห้องครัว ตามมาด้วยบ่าวอาวุโสสี่ห้าคนคอยประกบด้านข้าง บ่าวแต่ละคนต่างแย่งกันถือร่มให้หญิงผู้นี้

          “ข้าต้องมาพูดเองพวกเจ้าถึงจะตื่นกลัวกันขึ้นมาบ้าง ทั้งที่แต่ละคนก็อายุมากกันแล้วทั้งนั้น ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็อย่าได้ลืมสถานะหน้าที่ของตัวเองเป็นอันขาด สิ่งใดควรทำก็ทำให้ดี สิ่งใดไม่ควรแตะต้องก็ห้ามเข้าไปยุ่ง ลืมหูลืมตากันเสียบ้าง ข้าขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้…”

          หญิงอ้วนกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ายังรับรู้ได้ถึงความหยิ่งยโสที่แฝงอยู่ พอนางพูดถึงตรงนี้ก็หยุดฝีเท้าลง

          ทันทีที่นางหยุดเดิน บรรดาบ่าวอาวุโสที่เดินตามอยู่ด้านหลังก็ชะงักฝีเท้าตามกะทันหัน ก่อนจะรีบส่งยิ้มหวานให้เพื่อประจบประแจง หญิงอ้วนจึงพูดต่อ

          “ถ้ามีใครทำให้ข้าต้องขายหน้า ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ไว้หน้าเชียวนะ เพราะคนที่จะถูกไล่ออกคงไม่ได้มีแค่คนเดียว พอถึงตอนนั้นต่อให้คนทั้งบ้านพวกเจ้ามาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้า ข้าก็ไม่รับผิดชอบ!”

          นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพลางโบกมือไปมาประกอบคำพูด ทำให้เห็นว่าบนข้อมือขาวอวบนั้นสวมกำไลทองคำบริสุทธิ์สองอัน

          “แหม เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องกำชับพวกข้าหรอก พวกเราอายุปูนนี้กันแล้ว คนสติดีที่ไหนจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเองกันเล่า” ผู้หญิงที่มีใบหน้ายาวคล้ายม้าคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ ทำให้คนอื่นพลอยหัวเราะตาม

          “ใช่ ใช่ เรื่องแบบนี้หากพวกเรายังต้องให้สอนอีก ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าหายใจเสียเปล่าไปวันๆ แล้ว ไม่คู่ควรจะอยู่ที่นี่หรอกเจ้าค่ะ” บ่าวอีกคนพูดขึ้นมา ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย

          ผู้หญิงอ้วนที่บ่าวทุกคนกำลังพูดสอพลอด้วยอยู่นี้คือนางต่งนางมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลห้องครัวซึ่งถือเป็นสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่งในจวนติ้งซีโหว

          สาวใช้ชุดเขียวที่ยืนรออยู่ที่มุมระเบียงทางเดินมานาน พอเห็นบ่าวอาวุโสกลุ่มนี้ก็กัดริมฝีปากตัวเองแน่นด้วยท่าทางลังเล ก่อนจะก้าวพรวดพราดออกไปยืนตากฝนอยู่ตรงหน้าบ่าวอาวุโสกลุ่มนั้น

          นางต่งที่กำลังยกยิ้มด้วยความพอใจถึงกับหุบยิ้มทันควัน ส่วนสาวใช้ชุดเขียวเพราะรีบร้อนเดินมาจึงไม่ทันระวัง ทำให้น้ำบนพื้นกระเด็นไปเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของบ่าวที่หน้ายาวเหมือนม้าโดยไม่ได้ตั้งใจ

          “โอ๊ะ! ให้ตายสิ!” บ่าวหน้ายาวร้องเสียงหลง สายตาเหลือบเห็นว่าผู้ที่ทำให้ชุดตนเลอะเทอะเป็นบ่าวชุดเขียว มือก็พลันตวัดออกไปทันที

          เพราะบ่าวหญิงกลุ่มนี้มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่และแข็งแรง ดังนั้นพอมือนางตวัดมาถูกไหล่เด็กสาวชุดเขียวก็ทำให้อีกฝ่ายถึงกับซวนเซ ตะกร้าหลุดจากมือตกลงพื้น

          “เอ๊ะ! นี่คงไม่ใช่...” นางต่งจ้องเขม็งไปที่สาวใช้ชุดเขียวที่ยืนหน้าตาใสซื่ออยู่ตรงหน้า พอสายตาเหลือบไปเห็นผ้ารัดเอวสีแดงที่ดูสะดุดตาก็ตกตะลึงทันที

          บ่าวหญิงที่ตบไหล่เด็กสาวก็ตกใจจนแทบหงายหลังเช่นกัน เมื่อเห็นชัดๆ ว่าคนที่ตนทำร้ายใส่ผ้ารัดเอวสีแดง เพราะตนเองเป็นเพียงบ่าวขั้นสามเท่านั้น ทว่าเด็กสาวเองก็ไม่กล้ามีเรื่องผิดใจกับผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบห้องสำคัญนี้ จึงทำเพียงย่อเข่าให้นางต่งอย่างนอบน้อม

          “เจ้า...อาห่าวงั้นหรือ” นางต่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่แน่ใจ

          ทันทีที่ได้ยินชื่อตนเอง อาห่าวก็ยืดตัวตรงพร้อมกับถอนใจโล่งอก เมื่อครู่นี้นางตกใจจริงๆ ที่ถูกคนของอีกฝ่ายทำสีหน้าบึ้งตึงใส่

          อาห่าวยังคงยืนอยู่กลางสายฝนที่ตกลงมา ยามนี้จึงเปียกปอนไปทั้งตัว เส้นผมลู่แนบชิดติดกับใบหน้า มีท่าทางกระอักกระอ่วนใจ

          “เจ้าค่ะ ข้า...ข้าเป็นคนของฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ…” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

          “ฮูหยินน้อยเป็นอะไรไป? นางต้องการสิ่งใดรึ?” นางต่งถามขึ้น ในขณะที่มองอีกฝ่ายด้วยท่าทียิ้มแย้ม น้ำเสียงอ่อนโยน

          “ฮูหยินน้อยให้มาถามว่า เบี้ยหวัดของเดือนนี้จัดสรรมาให้หรือยังเจ้าคะ” อาห่าวตอบพลางเหลือบมองสีหน้านางต่งแวบหนึ่ง ใบหน้าเล็กซีดเผือดแทบไร้สีเลือด ไม่รู้เป็นเพราะหวาดกลัวหรือหนาวจากน้ำฝนกันแน่

          สีหน้านางต่งพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม นางแสร้งหันไปถามบ่าวที่ติดตามมาเสียงเข้ม

          “ทำไมรึ? พวกเจ้าลืมเบี้ยหวัดและข้าวของที่ต้องส่งไปเรือนชิวถงหยวนกัน ‘อีกแล้ว’ รึ?”

          พอได้ยินเด็กสาวฟ้อง ตอนแรกพวกบ่าวเห็นสีหน้าเย็นชาของนางต่ง ในใจก็นึกหวาดกลัวไม่น้อย กำลังคิดว่าจะยอมรับผิดแล้วขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้อย่างไรดี ทว่าพอได้ยินคำถามนี้ แต่ละคนกลับหัวเราะขึ้นมาแทน

          “ข้าสมควรถูกลงโทษจริงๆ” บ่าวอาวุโสคนหนึ่งยกมือขึ้นมาทำท่าตบเบาๆ ที่หน้าตัวเองแล้วพูดต่อด้วยท่าทางเหมือนหงุดหงิด “ในที่สุดข้าก็ลืมจนได้!”

          นางพูดคำนี้แล้วมองไปยังอาห่าว เด็กสาวจึงทำความเคารพผู้ที่มีอาวุโสกว่า

          “เป็นความสะเพร่าของข้าเอง เจ้าจะตีข้าก็ได้นะ ข้ามัวแต่กังวลเรื่องคุณหนูสามไม่สบาย ต้องรีบไปซื้อผักผลไม้และอาหารอ่อนๆ มาให้ตามคำสั่ง คนแก่ก็แบบนี้ชอบหลงๆ ลืมๆ ความจำไม่ค่อยดี พอจำอันนี้ได้ก็ลืมอันนั้น…” นางกล่าวเหมือนยอมรับผิดทว่าสีหน้ากลับยิ้มแย้ม

          ถึงอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ ทว่าเด็กที่ไหนจะกล้าตีนางซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่ากันเล่า

          “มามาอย่าพูดเช่นนั้นเลย อาการป่วยของคุณหนูสามย่อมสำคัญอยู่แล้ว...” อาห่าวกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาในขณะที่กัดริมฝีปากตัวเองอยู่

          ใบหน้าของนางต่งปรากฏรอยยิ้มเยาะแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาเหมือนเดิม

          “พวกเจ้าทั้งหมดนี่โง่กันจริงๆ ปล่อยให้อาห่าวยืนตากฝนได้อย่างไร” พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากนางต่ง ทุกคนก็ทำเหมือนเพิ่งมองเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าถูกฝนตกลงมาใส่เปียกปอนจนกลายเป็นไก่ตกน้ำ จึงพากันเดินเชื่องช้าไปกางร่มให้กับนาง

          “ทำไมวันนี้ถึงได้มาเองเล่า...”

          “จริงๆ แล้วไม่ต้องมาเองก็ได้นะ แค่เอ่ยปากพวกข้าก็จัดการให้แล้ว…”

          “ลำบากแม่นางต้องมาด้วยตัวเองเสียแล้ว…”

          ทุกคนต่างแย่งกันพูด ทั้งสีหน้าท่าทางแสดงถึงความทุกข์ใจและเป็นกังวลอย่างมาก

          “ต่อให้พวกเจ้าจะยุ่งแค่ไหน ต่อไปก็ห้ามละเลยการงานของตัวเองอย่างเด็ดขาดเชียวนะ หากมีคราวหน้า อย่ามาโทษว่าข้าไม่ไว้หน้าพวกเจ้าล่ะ” นางต่งส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะในขณะที่พูดกับบ่าวหญิงเหล่านี้ บรรดาบ่าวอาวุโสต่างสาบานว่าจะไม่ให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างเด็ดขาด

          “งั้นข้าไปก่อนล่ะ” นางต่งบอกกับทุกคนก่อนจะหันมามองอาห่าว “หากเจ้ายังขาดเหลืออะไรก็มาบอกข้าได้นะ”

          อาห่าวก้มศีรษะให้เพื่อแสดงความขอบคุณ

          นางต่งเดินจากไปแล้ว บ่าวอาวุโสที่ทำงานในห้องครัวต่างหันกลับเข้าไปในห้อง พวกนางเดินพลางพูดหยอกล้อกันต่อ บทสนทนามีตั้งแต่เรื่องคุณหนูเรือนนั้นชมว่าอาหารอร่อยจึงตกรางวัลให้เป็นเงินสองสามก้อน อีกทั้งยังชมรองเท้าที่บางคนสวมใส่ว่าสวยงามเสียเหลือเกิน อาห่าวเดินตามพวกนางเข้าไปในห้อง หนึ่งในนั้นหันขวับมามองอาห่าว ทำเหมือนเพิ่งรับรู้ว่าเด็กสาวตามมา ท่าทางเฉยชาเหมือนไม่เห็นสายรัดเอวสีแดงที่บ่งบอกสถานะอาห่าวอยู่ในสายตา

          “อ้าว ทำไมถึงยังไม่กลับไปอีกล่ะ?” บ่าวคนนั้นถามขึ้น

          อาห่าวได้ยินก็ก้มหน้ามองตะกร้าที่ว่างเปล่าของตัวเอง

          “อ๋อ... เรื่องสำรับอาหาร เดี๋ยวพวกข้าจะให้คนส่งไปให้เอง ตอนนี้ฝนกำลังตกอยู่ เส้นทางก็ไม่ค่อยน่าเดินสักเท่าไร จะให้เด็กสาวหิ้วตะกร้าเดินไปได้อย่างไร?” หญิงนางนั้นพูดน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันไปกล่าวกับบ่าวคนอื่นๆ “พวกเจ้าได้ยินกันแล้วใช่หรือไม่ รีบเตรียมสำรับให้เรียบร้อยแล้วส่งไปให้ฮูหยินน้อยด้วย”

          เสียงตอบรับกลับเป็นเสียงหัวเราะดังลั่นภายในห้อง

          “ข้า…” อาห่าวลังเลอยู่ครู่หนึ่งเหมือนต้องการจะพูดอะไรอีก แต่กลับถูกหญิงนางนั้นลากออกไปนอกประตู

          ปัง!

          เสียงปิดประตูห้องครัวดังตามหลังอย่างแรง

 

            ฝนยิ่งตกก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ

          อาห่าวเดินฝ่าสายฝนโดยนำตะกร้าวางไว้บนศีรษะเพื่อบังฝนแทนร่ม นางรีบสาวเท้าไปตามระเบียงแคบผ่านโค้งประตูบานแล้วบานเล่า จากนั้นก็ข้ามถนนสายเล็กที่มีกำแพงขนาบอยู่สองข้างทาง

          ไกลออกไปสามารถมองเห็นเรือนเล็กหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมอกและฝน ต้นไม้สองสามต้นมีดอกไม้ร่วงหล่นกระจายอยู่บนพื้นโดยรอบ นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกเลย บรรยากาศช่างเงียบเหงาวังเวงดูโดดเดี่ยวเดียวดายเป็นอย่างยิ่ง อาห่าวเห็นคนกางร่มสีแดงคันหนึ่งกำลังเดินมาจากทางด้านนั้น

          “พี่หลู” นางตะโกนขึ้นมาสุดเสียง เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

          ภายใต้ร่มแดงคือเด็กสาวคนหนึ่งที่อายุมากกว่าเล็กน้อยหญิงผู้นี้สวมเสื้อสีขาวธรรมดาตัวหนึ่ง ด้านนอกมีเสื้อสีฟ้าอมเขียวไม่มีแขนคล้ายกับเสื้อกล้ามคลุมทับอยู่ ใส่กระโปรงสีเทาที่ดูเข้ากันกับชุด การแต่งตัวช่างเรียบง่าย และเพราะนางใส่เสื้อคลุมจึงทำให้ดูเหมือนคนที่มีอายุมาก พอหญิงที่ถูกเรียกว่าพี่หลูมองเห็นเด็กสาวที่กำลังวิ่งฝ่าฝนมาหาก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

          “ทำไมไม่กางร่มไปเล่า ดูสิ เจ้าเปียกฝนหมดเลย หรือไม่...ทำไมถึงไม่รู้จักหยิบยืมร่มมาสักคัน” อาหลูรีบนำร่มไปบังฝนให้คนที่เปียกโชก มองอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง สีหน้าดูทุกข์ใจและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก นางหยิบผ้าเนื้อนุ่มออกมาเช็ดหน้าให้กับเด็กสาวผู้นั้น

          “ข้าวิ่งเร็วอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” อาห่าวหัวเราะร่า

          อาหลูรู้ดีว่าที่อีกฝ่ายตอบแบบนั้นเพราะรู้ว่าพวกตนมีร่มเพียงคันเดียว หากอีกฝ่ายนำไปใช้ก่อนแล้วตนจะเอาร่มที่ไหนใช้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้อาหลูรู้สึกเจ็บปวดใจมาก

          “รีบกลับไปเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้เลย” นางยื่นมือออกมาดึงอาห่าว ทว่าสายตากลับเหลือบเห็นตะกร้าที่ว่างเปล่าเสียก่อนจึงหยุดชะงักไป สีหน้าเปลี่ยนทันควัน “ทำไม หรือว่าไม่ได้…”

          “พี่หลู พวกนางบอกว่าเดี๋ยวจะให้คนส่งสำรับอาหารมาให้” อาห่าวรีบพูดขึ้นมาทันที รู้สึกว่าตัวเองทำงานไม่เรียบร้อยดีนัก นึกตำหนิตัวเองด้วยความละอายใจ

          อาหลูถอนหายใจเฮือกใหญ่

          คำว่า ‘เดี๋ยว’ นี่ข้ากลัวว่าจะต้องรอไปอีกสองสามวันน่ะสิ…

          “พี่หลู ทำไมพี่ถึงออกมาเดินข้างนอกเล่า ฮูหยินน้อย นาง…” อาห่าวเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

          “ฮูหยินน้อยเข้านอนแล้ว ข้าเป็นห่วงเจ้าเลยออกมาดู” อาหลูพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ

          เด็กสาวสองคนเดินพลางพูดคุยกันจนไปถึงด้านหน้าตัวเรือน กำแพงเรือนดูเก่าทรุดโทรม เหนือประตูทางเข้าแขวนป้ายชื่อที่สีหลุดลอกหนึ่งแผ่น แต่ยังอ่านอักษรสามตัวที่เขียนไว้ได้ว่า ‘ชิวถงหยวน’ สายลมเย็นพัดผ่านป้ายได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังแทรกผ่านความเงียบมาเป็นระยะ เด็กสาวผลักประตูออกแล้วเดินเข้าไปข้างใน อาห่าวแยกตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง ส่วนอาหลูก็นำน้ำขิงร้อนๆ ใส่ชามยกเข้ามาให้

          “พี่หลู ขิงมีไม่มากนัก เก็บไว้ให้ฮูหยินน้อยเถอะ” อาห่าวเอ่ยบอกปัดความหวังดี

          “เจ้าดื่มเถอะ ร่างกายของฮูหยินน้อยยังไม่ต้องการน้ำขิงชามนี้หรอก” อาหลูถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราสองคนต้องปรนนิบัติรับใช้นางให้ดี หากไม่เช่นนั้นแล้วฮูหยินน้อยจะสามารถพึ่งพาผู้ใดได้อีก…”

          พอพูดประโยคนี้จบก็อดกลั้นน้ำตาไม่ให้ร่วงลงมาไม่ได้

          อาห่าวไม่พูดคัดค้านอีก ทำเพียงรับชามน้ำขิงร้อนมาดื่มจนหมด แล้วเอ่ยปลอบอีกฝ่ายยิ้มๆ

          “พี่หลู พี่ไม่ต้องเป็นกังวลหรอก พวกเราสองคนจะปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินน้อยให้ดีที่สุด รอวันที่เสี่ยวโหวเหย่กลับมาแล้วบอกเขาว่าฮูหยินน้อยรักษาร่างกายจนอาการดีขึ้นมากแล้ว เสี่ยวโหวเหย่ต้องดีกับนางแน่นอน พวกเราก็จะได้ออกไปจากที่นี่”

          อาหลูที่มองดูนางอยู่ส่งยิ้มกลับไปด้วยท่าทางขมขื่นใจ เอ่ยพึมพำเสียงแผ่วเบา

          “ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ”

          จากนั้นสองสาวก็เงียบสนิท ไม่มีใครพูดอะไรอีก สุดท้ายเป็นอาหลูที่เอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความอึดอัดใจในห้อง

          “ข้าจะไปต้มน้ำสักหน่อย อีกสักครู่พอฮูหยินน้อยตื่นแล้วจะได้อาบพอดี”

          อาห่าวพยักหน้าเบาๆ หันไปสางผมหน้าคันฉ่องทองแดงที่อยู่บนโต๊ะเตี้ยสภาพเก่าคร่ำคร่า จัดการเส้นผมตนเองยังไม่ทันเสร็จดีก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมลั่นดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของตกลงพื้น

          เสียงแหลมนี้แสบเข้าไปถึงในหู ทำให้คนที่ได้ยินถึงกับขวัญผวา อาห่าวเนื้อตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที ทว่าสองเท้าก็ยังก้าวพรวดพราดออกไปอย่างไม่รีรอ เมื่อไปถึงห้องของฮูหยินน้อยก็พบเพียงอาหลูที่นั่งอยู่บนพื้นด้านหน้าประตู อีกฝ่ายยังคงส่งเสียงกรีดร้องไม่หยุด เนื้อตัวสั่นสะท้าน

          “พี่หลูเป็นอะไรรึ?” อาห่าวรีบก้าวเข้าไปหา ทรุดตัวลงไปประคองร่างอีกฝ่าย พร้อมกับเงยหน้ามองเข้าไปด้านใน ก่อนจะกรีดร้องเสียงดังลั่นอีกคน

          เสียงบาดจิตดังแทรกผ่านความเยียบเย็นของสายฝนและละอองหมอก

          “ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อย...” อาห่าวร้องไห้โฮ ผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง ในระดับสายตาของตน มองเห็นเท้าคู่หนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ เท้าคู่นั้นสวมรองเท้าที่ปักเย็บเป็นลวดลายดอกบัวหลายก้านเกี่ยวพันกันอยู่ เมื่อไล่สายตามองขึ้นไปอีกก็เป็นกระโปรงผ้าโปร่งบางสีขาว จนถึงเสื้อคลุมตัวยาวสีม่วงอ่อนปักลวดลายดอกไม้ จากนั้นก็ปรากฏให้เห็นใบหน้าหนึ่งที่ดูขาวซีดไร้สีเลือด ลิ้นแลบออกมาจากปาก

          “รีบเอานางลงมา” อาหลูรีบโผเข้าหาร่างนั้น พยายามระงับใจให้หยุดร้อง ยื่นมือเข้าไปกอดขาทั้งสองข้างที่อยู่ตรงหน้าแล้วยกขึ้น

          อาห่าวรีบเข้ามาช่วยขณะที่เจ้าตัวก็ยังร้องไห้ไม่หยุด ในที่สุดทั้งสองก็สามารถนำผู้ที่แขวนคอตัวเองกับคานลงมาได้

          “ไม่…ไม่…ไม่มีลมหายใจเสียแล้ว…” อาหลูตัวสั่นเทาขณะที่ยื่นมือไปอังจมูกเพื่อตรวจสอบลมหายใจของหญิงสาวผู้นี้ สีหน้านางซีดเผือดทันที

          “ฮูหยินน้อย…” อาห่าวร้องไห้ฟูมฟายเสียงดังลั่น โผเข้าใส่ร่างหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น “ทำไมท่านถึงทำแบบนี้!”

          ทว่าหญิงผู้นั้นกลับไม่ขยับ หากไม่ใช่ใบหน้าไร้สีเลือดเพราะหมดลมหายใจ คนที่เห็นก็ต้องคิดว่านางนอนหลับอยู่แน่นอน

          “เร็ว! รีบไปบอกนายท่านและโหวฮูหยิน” พบเหตุการณ์สะเทือนขวัญเพียงครู่เดียวก็ราวกับอาหลูเติบโตขึ้นมาอีกหลายปี นางรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไป

          พอประตูเปิดออกทั้งสายลมและสายฝนก็พัดกระหน่ำเข้ามาในห้อง เสียงร้องไห้ของอาห่าวหยุดลงอย่างฉับพลัน นางยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ ยามนี้นอกจากเสียงลมเสียงฝนแล้วก็ไม่มีเสียงใดๆ อีกเลย

สีเรียบๆ สะอาดตาของห้องยิ่งทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกของฤดูหนาวมากยิ่งขึ้น

          ยิ่งอาห่าวอยู่ในห้องนานเท่าไร ลมหายใจนางก็ยิ่งหอบกระชั้นมากขึ้นเท่านั้น สายลมแรงพัดประตูกระแทกผนังดังปัง นางส่งเสียงกรีดร้องออกมา ไม่กล้ามองผู้ที่นอนอยู่บนพื้น รีบวิ่งออกจากเรือนพุ่งเข้าใส่สายฝนทันที

          ทันใดนั้นเองก็เกิดฟ้าแลบแปลบปลาบ ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างราวกับจะฉีกท้องฟ้าให้ขาดสะบั้น

          อาห่าวที่เพิ่งวิ่งออกมาจากเรือนพลันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจึงล้มลงไปกองอยู่บนพื้น นางตกใจกลัวจนสมองเลอะเลือนไปหมดแล้ว

          ในเวลาเดียวกันนี้ มือทั้งสองข้างของผู้ที่นอนอยู่บนพื้นภายในห้องเย็นเยียบกลับเริ่มขยับ เนื้อตัวเริ่มเคลื่อนไหวด้วยอาการแข็งเกร็งเหมือนคนกำลังเป็นตะคริว จู่ๆ มือที่ตกอยู่ข้างกายก็ยกขึ้นเหมือนต้องการคว้าจับบางอย่างเอาไว้ ตามมาด้วยเสียงไอที่ดังแทรกผ่านลำคออย่างยากลำบาก ขณะเดียวกันเหนือร่างที่หญิงผู้นี้นอนอยู่ก็ปรากฏกล่องใบหนึ่งกำลังตกลงมาในแนวดิ่งอย่างแรง กล่องที่หนักอึ้งตกลงมากระแทกท้องคนที่นอนอยู่อย่างแม่นยำ

          “โอ๊ย!” ผู้ที่อยู่นอนบนพื้นถึงกับส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด รีบลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว

 

---------------------------------------------

ประหลาดใจ

            เธอกำลังกลิ้งตกลงมาจากเนินเขา!

          ฉีเยว่พยายามเอื้อมมือสุดชีวิตเพื่อคว้าบางอย่างเอาไว้ ลึกๆ ในใจนั้นรู้สึกเสียใจแทบตายว่าทำไมถึงได้ตัดสินใจมาเส้นทางลัดที่ยากลำบากนี้ด้วย

          ก่อนหน้านี้หลังจากเธอเดินมาตามเส้นทางลัดได้พักหนึ่ง เพียงแค่พริบตาท้องฟ้าที่เคยสว่างก็มืดสนิท หิมะยังคงโปรยปรายตลอดเวลาซ้ำยังตกหนักขึ้นเสียด้วย เธอเพียงก้าวพลาดแค่ครั้งเดียวก็กลิ้งลงมาตามเนินแล้ว ขนาดยื่นมือคว้ากิ่งไม้แห้งด้านข้างไว้ได้แต่กลับหลุดติดมือไร้ประโยชน์ไปซะอีก แถมกล่องปฐมพยาบาลดันหลุดจากมือมากระแทกกับหน้าผาก ตอนนี้เธอจึงรู้สึกหน้ามืดมึนหัวไปหมด...

          เธอคงไม่ต้องมาตายในสภาพนี้หรอกนะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าขำเกินไปแล้ว

          แต่ถ้าผ่านเหตุการณ์นี้ได้ ตัวเธอจะอยู่ในสภาพไหนก็ยังไม่รู้เลย

          นี่เธอต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควรจริงเหรอ ไม่นะ! ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วตอกหน้าแฟนเก่าเลย!

          ไม่ยอมเด็ดขาด! ฉีเยว่อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น

          เอ๊ะ! มือ? กำหมัด? คนตายไม่น่าจะทำท่าทางแบบนี้ได้นะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เธอรู้สึกตัวและยังมีสติอยู่ แถมยังรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดตามร่างกาย แต่จู่ๆ ก็เจ็บมากขึ้นเพราะมีบางสิ่งหล่นมากระแทกท้องอย่างแรง

          “โอ๊ย!”

          ฉีเยว่ร้องโอดโอยในขณะที่ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับเอามือมากุมที่ท้องของตัวเอง เธอลืมตาขึ้น เห็นกล่องปฐมพยาบาลกลิ้งลงไปจากตัวพอดี

          เจ้ากล่องนี้อีกแล้ว!

          เมื่อกี้กระแทกใส่หัวเธอไม่พอ ยังมาตกใส่ท้องอีกเรอะ! มันเจ็บนะ! ฉีเยว่รู้ดีว่ากล่องนี้หนักแค่ไหน เพราะเธอเองที่เป็นคนใส่ของลงไปจนเต็มกระทั่งไม่สามารถยัดอะไรลงไปได้อีก

          ฉีเยว่ยกเท้าขึ้นมาด้วยความโมโห อยากถีบกล่องปฐมพยาบาลที่เป็นตัวต้นเหตุทำให้ตนเองเจ็บ ทว่าแค่ยกเท้าขึ้นก็ทำให้เธอหวาดผวาซะแล้ว

          นี่... นี่มันเสื้อผ้าทรงประหลาดอะไรกันเนี่ย?

          กระโปรงสีขาว? มีผ้าโปร่งบางอีกชั้นด้วย? ใครเขาแต่งตัวให้

คนเจ็บแบบนี้กันบ้าง? ชุดแบบนี้ยิ่งใส่ยิ่งป่วยสิไม่ว่า คนสติดีที่ไหนเขาทำกัน? อากาศหนาวจะตาย…

          พอความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว ฉีเยว่ก็เงยหน้าขึ้นอย่างมึนงงเล็กน้อย ได้ยินเสียงซ่าๆ แทรกเข้ามาในหู ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นเพราะหูอื้อจากการกระแทกซะอีก แต่กลับเป็นเสียงฝน...

          มีฝนตกกระหน่ำอยู่ด้านนอกจริงๆ!

          ฉีเยว่ได้แต่อ้าปากค้าง เอาล่ะ...สถานการณ์เริ่มแย่ลงแล้ว

          จากนั้นเธอก็กวาดสายตามองต่อ เห็นประตูไม้แกะสลักเป็นลวดลายดอกไม้ออกแนวโบราณ หน้าต่าง บ้านพักที่มีลักษณะกลมซึ่งพบเห็นบ่อยครั้งในสิ่งก่อสร้างสมัยก่อน ด้านในสุดเป็นเตียงที่มีผ้าม่านห้อยอยู่…

          แล้วยังความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่เริ่มจากลำคอ ก่อนค่อยๆ ลุกลามมายังส่วนอื่นของร่างกาย ฉีเยว่ใช้มือลูบคลำบริเวณที่ปวด

          “รอยฟกช้ำ…” เพราะอาชีพจึงทำให้เธอพูดเสียงเบาด้วยความเคยชิน เมื่อแหงนหน้ามองเพดานห้องก็เห็นผ้าขาวผืนหนึ่งห้อยลงมาจากคานอย่างโดดเด่น

          จังหวะนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจแทรกผ่านเสียงฝนที่ตกกระหน่ำ พร้อมกับเสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังมาจากข้างนอก

          ฉีเยว่ละสายตาจากผ้าขาวที่ห้อยจากคานแล้วมองไปยังประตู เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้ พอคนกลุ่มนั้นเข้ามาใกล้จนเห็นได้ชัด ฉีเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีก

          “โอ้ว... แม่เจ้า ฉันกำลังฝันอยู่แน่ๆ เลย” เธอพึมพำขึ้นมาเบาๆ

          กลุ่มที่กำลังเดินมาเป็นคนจริงๆ แต่พวกเขากลับไม่ใช่คนที่เธอรู้จักมักคุ้น ทุกคนทำผมเป็นทรงแบบโบราณ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ใช่ชุดตามแบบสมัยใหม่ที่คนทั่วไปใช้กันแน่นอน ดูไปแล้วเหมือนกับเดิน

ออกมาจากละครโทรทัศน์ ไม่ก็เดินออกมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังของสุสานสมัยโบราณอย่างไรอย่างนั้น…

          สายลมพัดพาละอองฝนและกลิ่นดินเข้ามาในห้อง แถมเธอยังได้ยินเสียงพวกเขาลอยตามลมมาอีกด้วย

          “ร้องไห้อยู่ได้! จะร้องอะไรกันนัก พวกเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ร้อง เพราะเดี๋ยวได้ร้องแน่!”

          “ฮือๆๆ หลิวมามารีบไปบอกนายท่านกับโหวฮูหยินเร็วๆ เถอะเจ้าค่ะ”

          อาหลูเดินไปพูดไปร้องไห้ไป สองเท้าก้าวอย่างรวดเร็วขึ้นมาตามขั้นบันได เด็กสาวชำเลืองมองมาทางห้องเจ้านาย น้ำตาไหลอาบสองแก้ม

          “ฮูหยินน้อย นาง…” อาหลูพูดเสียงสะอึกสะอื้นได้เพียงเท่านี้ก็หยุดชะงัก คำพูดที่เหลือติดขัดอยู่ในลำคอ

          นางเห็นฮูหยินน้อยนั่งอยู่บนพื้น จ้องมองพวกตนอย่างไม่คลาดสายตา ปากซีดขาวไร้สีเลือดของอีกฝ่ายอ้าค้าง

          “กรี๊ด!”

          “ผีหลอก!”

          เสียงกรีดร้องของคนทั้งสองดังประสานกัน บาดเข้าไปในหูของทุกคน

          เสียงแรกเป็นของอาหลูที่ตอนนี้เอามือปิดหน้า แข้งขาอ่อนลงไปนั่งกองกับพื้นแล้ว อีกเสียงเป็นของฉีเยว่ เธอร้องตะโกนแล้วรีบคลานหนีไปด้านหลัง

          “นังเด็กบ้า! เจ้าอยากตายรึ!” หลิวมามาตกใจกับเสียงกรีดร้องจนเกือบจะเสียหลักหกล้ม นางรีบมองเข้าไปในห้องก็เห็นเงาคนผู้หนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างว่องไว จึงพอคาดเดาเหตุการณ์ได้ทันที “นังเด็กปากพล่อย เจ้ากล้าโกหกข้างั้นรึ ปากที่ดีแต่สร้างปัญหาแบบนี้จะเก็บไว้ทำไม เด็กๆ! มาจัดการให้นางหลาบจำ!”

          เพียงจบประโยค กลุ่มผู้ติดตามสามสี่คนก็เดินตรงมาหาอาหลู ทั้งมือทั้งเท้าประเคนลงบนตัวเด็กสาวอย่างไม่ปรานี

          อาหลูพยายามหลบไปพลางร้องไห้ไปพลาง อาห่าวทนดูไม่ไหวจึงแทรกตัวเข้ามาขัดขวางบ่าวอาวุโสเหล่านี้ ปากก็ตะโกนออกมาว่าพวกตนไม่ได้โกหก ฮูหยินน้อยแขวนคอตายแล้วจริงๆ… แต่คำพูดที่ว่าฮูหยินน้อยตายแล้วกลับอยู่แค่ในใจ ไม่ได้ถูกเอ่ยออกมาเป็นครั้งที่สอง ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้เด็กสาวทั้งสองได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าตกใจ เนื้อตัวจึงสั่นเทาและร้องไห้อย่างหนักจนแทบหายใจไม่ออก

          หลิวมามาถลึงตาใส่เด็กสาวทั้งสองด้วยความโมโห พร้อมกับสาวเท้าไปยืนหน้าห้อง จากนั้นก็เงยหน้ามองผ้าขาวที่อยู่บนคานเป็นอันดับแรก บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน

          “ฮูหยินน้อย!” นางอ้าปากส่งเสียงตะโกนดังลั่น

          ทว่าไม่มีเสียงตอบกลับมาจากในห้อง

          “ฮูหยินน้อย ท่านมีอะไรจะสั่งข้าไหมเจ้าคะ?” นางถามขึ้นทั้งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการคำตอบ เพียงต้องการทดสอบว่าในห้องมีใครหรือไม่ก็เท่านั้น

          เงียบสนิท...ไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นเคย

          “ถ้าท่านไม่มีธุระอะไรแล้ว บ่าวต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ ตอนนี้ในจวนกำลังยุ่งวุ่นวายกันมาก สุขภาพของโหวฮูหยินก็ไม่ค่อยดีนัก มามาคนอื่นช่วยกันดูแลนางอยู่ อีกทั้งยังมีงานศพคนอื่นที่ข้าต้องรีบไปอีก การไปร่วมงานศพนั้นต้องไปให้ทันเวลาจะสะเพร่าไม่ได้เลย หากฮูหยินน้อยคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็รอให้บ่าวว่างก่อนนะเจ้าคะ แล้วบ่าวจะมานั่งเล่นเป็นเพื่อน”

          หลิวมามาพูดเสียยืดยาวด้วยน้ำเสียงเนิบช้า พูดจบก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับ รีบหมุนตัวเตรียมจากไป ทว่ากลับมีเสียงบ่าวคนหนึ่งรั้งไว้

          “หลิวมามา พวกเราจะทำอย่างไรกับเจ้าสิ่งนี้ดีเจ้าคะ?” คนถามชี้ไปยังผ้าขาวที่แขวนอยู่บนคาน

          หลิวมามาเหลือบตามองเข้าไปในห้องอีกครั้ง ทำเสียงเยาะแล้วตอบหน้าตาเฉย

          “ทิ้งไว้แบบนั้นแหละ สภาพร่างกายของฮูหยินน้อยไม่ค่อยจะดีนัก จะปีนขึ้นปีนลงก็คงไม่สะดวก ครั้งต่อไปจะได้ง่ายกับนางหน่อย”

          คำพูดนี้ฟังดูเนรคุณเสียจริง ทว่าบรรดาผู้ติดตามกลับไม่มีท่าทีตกใจหรือประหลาดใจเลยสักนิด ซ้ำยังร่วมกันหัวเราะเยาะให้เห็นด้วยซ้ำ

          “เสียเวลารีบมาจริงๆ ดูสิ... เสื้อผ้าหลิวมามาชื้นไปหมดแล้ว พวกเจ้ารีบไปสั่งห้องครัวต้มน้ำแกงร้อนๆ ให้มามาดื่มเพื่อคลายความหนาวเดี๋ยวนี้” บ่าวอาวุโสคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เด็กรับใช้รีบวิ่งไปทำตามคำสั่งโดยพลัน

          กลุ่มบ่าวอาวุโสพากันกางร่มเดินกลับ โดยที่โอบล้อมหลิวมามาไว้ตรงกลาง ขณะที่หลิวมามาเดินผ่านอาหลูและอาห่าว นางก็เหลือบตามองสองสาวที่นั่งอยู่บนพื้น เด็กสาวทั้งสองเห็นสายตาที่จับจ้องมายัง

พวกตนก็รู้สึกสันหลังเย็นวาบขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะก้มหน้างุด พยายามทำตัวเองให้เล็กลง ซุกตัวอยู่ข้างๆ กัน

          “โชคดีที่ข้าไม่ได้เชื่อคำพูดของเจ้าที่ให้ไปบอกนายท่านกับโหวฮูหยิน ไม่เช่นนั้นแล้วข้าต้องถูกถอนหงอกเพราะพวกเจ้าแน่” นางเชิดหน้าขึ้นกล่าวต่อช้าๆ “อาหลู ตอนแรกเจ้าเป็นถึงผู้ติดตามฮูหยินผู้เฒ่า ทำไมตอนนี้กลับเลอะเลือนได้เพียงนี้”

          อาหลูเปลี่ยนเป็นคุกเข่า โขกหัวกับพื้นติดต่อกันไม่หยุด

          “ข้าไม่กล้าโกหกหลิวมามาจริงๆ ไม่กล้าโกหกหลิวมามาจริงๆ เจ้าค่ะ”

          ทว่าหลิวมามาไม่แม้แต่จะชำเลืองมองมาสักแวบเดียว กลับยกเท้าก้าวผ่านไปโดยไม่พูดอะไรอีก

          คนกลุ่มใหญ่เดินจากไปไกลมากแล้ว เสียงหัวเราะที่ลอยมาตามสายลมก็ค่อยๆ เบาลง

          “…นานมากแล้วสินะที่ไม่เห็นคนใจกล้าแขวนคอตายเช่นนี้…”

          “…กล้าฆ่าตัวตายแต่ไม่กล้ายอมรับความจริง...มีแต่พวกขี้ขลาดเท่านั้นที่ทำ…”

          “…หากว่าตายไปจริงๆ ก็ดีน่ะสิ พวกเราจะได้สบายหน่อย…”

          เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานแบบไม่สะทกสะท้านแว่วมา เด็กสาวทั้งสองก็สบตากันแวบหนึ่งแล้วกอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น

          “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ฮูหยินน้อยคงไม่เป็นอะไรไปหรอก หากนางปลอดภัย ต่อให้โดนด่าโดนเฆี่ยนก็ยังถือเป็นเรื่องที่ดี” อาหลูพยายามปลอบใจอาห่าว ทว่าตัวเองกลับยังมีน้ำตา

          อาห่าวพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย

          ทั้งสองประคองกันยืนขึ้นโดยที่ไม่สนใจเม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาบนตัว จากนั้นก็พากันเข้าไปในห้อง

          “ฮูหยินน้อย?” พวกนางร้องเรียก

          ทว่าในห้องกลับปราศจากเสียงคนตอบรับ อาหลูเดินไปหยุดอยู่หน้าเตียง เห็นชายกระโปรงแลบออกมาจากด้านหลังผ้าม่านที่ปิดไม่สนิท

          “ฮูหยินน้อย…” นางเรียกอีกครั้ง ก่อนถามเสียงเบาอย่างเป็นห่วง “ท่านไม่เป็นไรอะไรจริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะ?”

          มือข้างหนึ่งค่อยๆ ยื่นออกมาแล้วดึงผ้าม่านปิดทันที ผู้ที่อยู่ด้านในซ่อนตัวหลังม่าน อาหลูถอนหายใจเฮือกใหญ่ คิดว่าเจ้านายคงอับอายไม่มีหน้าจะพบใคร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ช่างน่าอัปยศจริงๆ

          “ฮูหยินน้อย ให้ข้าตามหมอมาให้ดีไหมเจ้าคะ?” นางถามขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

          “ไม่ต้อง” ในที่สุดก็มีเสียงตอบกลับอย่างเร่งรีบมาจากหลังผ้าม่าน ทว่าน้ำเสียงนั้นทั้งสั่นทั้งแหบแห้งเหมือนคนพูดกำลังตื่นตกใจ

          อาหลูหันไปสบตากับอาห่าวแวบหนึ่งทันที

          “ข้าไม่เป็นไร” คนหลังม่านพูดต่อ ครั้งนี้เสียงดังมากกว่าก่อนหน้า ในขณะเดียวกันนางก็แง้มผ้าม่านเพื่อชำเลืองมองอาหลูแวบหนึ่ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งปรากฏให้เห็นก่อนจะรีบหลบกลับเข้าไปอีกครั้ง “เจ้า...เจ้า...

ออกไปก่อนเถอะ”

          อาหลูยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน

          “เจ้า...รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ” เสียงด้านในผ้าม่านยิ่งพูดยิ่งไหลลื่นมากขึ้น “ระวังจะเป็นหวัด”

          เป็นหวัด? อาหลูงุนงงกับคำพูดนี้ หมายถึงอะไรรึ? แต่นางกลับไม่ได้ถาม เพียงเอ่ยแค่ว่า

          “ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยกลับมารับใช้ฮูหยินน้อยนะเจ้าคะ”

          “อืม” มีเสียงตอบกลับสั้นๆ คำเดียว

          อาหลูเดินผละมาก็พบอาห่าวที่กำลังยืนมองผ้าขาวที่ห้อยอยู่กับคาน        

          “พี่หลู อันนี้…” นางถามเสียงสั่น ท่าทางดูตื่นกลัว

          อาหลูปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วใช้มือดึงผ้าขาว เพียงไม่นานผ้าก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว “เอาไปเผาซะ”

          อาห่าวพยักหน้าแล้วรับผ้าไป ขณะที่จะเดินออกไปทำตามคำสั่ง สายตาพลันเหลือบเห็นกล่องสีเงินที่ดูสะดุดตากล่องหนึ่งบนพื้น

          “พี่หลู นี่มันคืออะไรกันหรือ?”

          อาหลูหันไปมองตาม สีหน้ายิ่งงุนงงมากกว่าเดิม เจ้าของสิ่งนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านหนึ่งมีสัญลักษณ์สีแดงที่ดูแปลกตาด้วยราวกับเป็นเครื่องหมายที่กำกับเอาไว้ แล้วไหนจะมีตัวอักษรประหลาดนี้อีก

          “ในเรือนของพวกเราไม่เคยมีของเช่นนี้นะ?” อาหลูแสดงความคิดเห็นขึ้นมา

          พวกนางอาศัยอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว แค่หลับตาก็สามารถจดจำได้ว่าของทุกชิ้นวางอยู่ตำแหน่งไหนโดยที่ไม่ต้องมองดูเลย

          นางกำลังยื่นมือจะไปหยิบ กลับมีเสียงห้ามดังมาจากหลังม่านทันควัน

          “อย่ายุ่งกับมันนะ!”

          อาหลูและอาห่าวต่างก็สะดุ้งตกใจ หันกลับไปมองเจ้านาย ฮูหยินน้อยกำลังมองพวกตนผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่าน สองสาวรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาเขม็ง

          “เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ” ทั้งสองรีบตอบกลับไปทันที จากนั้นก็เอ่ยลา “ฮูหยินน้อย พวกข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”

          เมื่อเห็นสองคนนั้นก้มหัวให้แล้วถอยออกไป ก่อนจะปิดประตูตามหลังอย่างเรียบร้อย ฉีเยว่ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

          เธอรีบลงจากเตียงไปตรวจสอบที่ประตูเพื่อให้แน่ใจว่าสองคนนั้นไม่ใช่แค่แกล้งเดินออกไป แล้วแอบส่องจากด้านนอก พอรู้ว่าไม่มีใครอยู่หน้าห้องแน่นอนก็สบายใจขึ้น

          ฉีเยว่กวาดตามองไปรอบห้อง ความรู้สึกตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดสายตาก็ไปตกอยู่ที่คันฉ่องทองแดงที่อยู่ด้านข้าง

          เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทำเหมือนกำลังก้าวข้ามไปแดนประหารนักโทษอย่างไรอย่างนั้น หญิงสาวไปหยุดยืนหน้าคันฉ่องแล้วหลับตาลงเพื่อทำใจ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว

          ในคันฉ่องปรากฏโครงหน้าบอบบาง ดวงตาคู่เล็กราวเมล็ดลูกพีช ผิวหน้าขาวสะอาดราวกับหยกที่ขาวบริสุทธิ์ และใบหน้าที่ดูแปลกประหลาดนั้นกำลังจ้องเขม็งมาที่เธอ ฉีเยว่ทำปากพึมพำแล้วยิงฟัน ใช้มือดึงแล้วดึงอีกที่ใบหน้า ก็พบว่าคนที่อยู่ในกระจกทำเช่นเดียวกัน

          “โอ้ว... แม่เจ้า…” ฉีเยว่พึมพำกับตัวเอง ละสายตาจากคันฉ่องในที่สุด เธอกวาดตามองเครื่องเรือนโดยรอบให้แน่ใจอีกครั้ง ภายในห้องเต็มไปด้วยข้าวของที่เป็นของจริง จึงเป็นไปไม่ได้ว่าภาพที่ปรากฏอยู่

เบื้องหน้าจะเป็นเพียงฉากหนึ่งในโทรทัศน์

          “ข้ามกาลเวลามาแล้วจริงด้วย…”

---------------------------------------------

กายานี้

          ข้ามกาลเวลาแต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ วิญญาณสิงในร่างใหม่นั่นเอง

          เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ทำให้ฉีเยว่ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นศัลยแพทย์คนหนึ่งจึงคุ้นชินกับการเกิดและการตาย แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ได้อยู่ดี

          เธอยืนอยู่หน้าคันฉ่องทองแดง มองตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง

          เพราะคันฉ่องมัวทำให้มองเห็นใบหน้าที่แท้จริงไม่ชัดเจนนัก แต่แน่นอนเลยว่าต้องเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามในสมัยโบราณผู้หนึ่ง เธอมองขนคิ้วบาง นัยน์ตาเรียวเล็ก จากนั้นก็ลองใช้มือดึงขนคิ้วของตัวเอง ทำท่าเบิกตาโพลง สุดท้ายก็เม้มปากแล้วยิ้ม... ใบหน้าคนที่อยู่ในคันฉ่องปรากฏให้เห็นลักยิ้มเป็นรอยบุ๋มทั้งสองข้างแก้ม

          “ว้าว...” ฉีเยว่ถึงกับอุทานเสียงหลงออกมา ถ้าตัวเธอเองมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้มาตั้งแต่แรก คาดเดาได้เลยว่า หากไม่ใช่เพราะพ่อของแฟนสาวคนใหม่นั้นเป็นประธาน ก็คงไม่สามารถทำให้แฟนเก่าของเธอ

หวั่นไหวได้หรอก

          เมื่อคิดถึงอายุของเจ้าของร่างนี้ ฉีเยว่ก็ใช้มือบีบแล้วบีบอีกไปตามใบหน้า ทำเหมือนลืมไปว่าเป็น ‘ตัวเอง’ ในชั่วขณะ พอนึกได้ก็รีบปล่อยมือทันที พร้อมกับพ่นลมออกจากปากอย่างรู้สึกเหนื่อยใจ

          อืม... ผิวพรรณไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร สาเหตุมาจากผอมเกินไป แต่สำหรับฉีเยว่ที่มีอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วนั้น เธอยังรู้สึกว่าร่างเดิมของตัวเองดูเหมือนเด็กอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดเสียมากกว่า

          หลังจากดูลักษณะใบหน้าของ ‘ตัวเอง’ พอแล้ว ฉีเยว่ก็เริ่มเดินสำรวจภายในเรือน เริ่มสนุกกับการมองการสัมผัสสิ่งของต่างๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะไม่ว่าจะมองดูอะไรก็แปลกประหลาดไปซะหมด ทุกสิ่งอย่างที่อยู่ที่นี่ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก บรรยากาศช่างแตกต่างจากการไปดูของโบราณในพิพิธภัณฑ์ ในสถานที่เช่นนั้นผู้คนจะได้แต่มอง ยากนักที่จะเข้าใจและซาบซึ้งกับการใช้ชีวิตด้วยข้าวของโบราณแบบนั้น

          ฉีเยว่หันซ้ายแลขวา สำรวจไปทั่ว สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดที่กล่องปฐมพยาบาลที่อยู่บนพื้นในตำแหน่งตอนแรกที่เธอรู้สึกตัว หญิงสาวหยุดชะงัก นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า อาการตื่นตระหนกที่เริ่มจางหายไป ถูกความเป็นจริงกระแทกเข้ากลางใจอีกครั้ง

          เธอได้เดินทางข้ามกาลเวลามาเรียบร้อยแล้ว! ร่างกายก็ไม่ใช่ฉีเยว่คนเดิมอีกต่อไป ในขณะที่ร่างกายของเธอในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ไม่ใช่เธอคนเดิมเช่นกัน

          บนโลกใบนั้นไม่มีเธออีกแล้ว!

          เธอจะไม่ได้พบหน้าครอบครัวอีกแล้ว!

          แฟนเก่าก็ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะไปรบกวนชีวิตที่กำลังจะไปได้ดิบได้ดีของเขา

          คนป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาลก็คงรอเธอไปทำการผ่าตัดให้ไม่ไหว คงต้องให้หมอท่านอื่นมาทำการผ่าตัดแทน…

 

            ขณะที่อาหลูกับอาห่าวกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาจากห้องเจ้านาย

          ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งออกมาโดยไม่สนใจว่าเส้นผมยังกระเซอะกระเซิงอยู่ เสียงร้องไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจของฮูหยินน้อยดังออกมาจากในห้อง

          “ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อย” อาหลูตะโกนพร้อมกับใช้มือผลักประตูไปด้วย แต่กลับพบว่าประตูถูกใส่กลอนเอาไว้ ยิ่งทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวจึงใช้มือตบไปที่ประตูสุดแรง “ท่านรีบเปิดประตูเถอะเจ้าค่ะ ท่านเปิดประตูเถอะ”

          ฉีเยว่นั่งอยู่บนพื้นพิงหลังกับประตู กอดกล่องปฐมพยาบาลแน่น น้ำตาไหลพราก เธอร้องไห้ไปด้วย เปิดกล่องปฐมพยาบาลไปด้วย สายตามองไปที่เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่อยู่ด้านใน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องให้ออกซิเจนแบบพกพา เทปกาว ผ้าพันแผล หูฟังของแพทย์ มีดผ่าตัด กรรไกรผ่าตัด และของอื่นๆ อีกมาก...

          ‘พวกแกตามฉันมาได้ยังไงกันเนี่ย?’ เธอได้แต่นึกในใจ อุปกรณ์ทุกชิ้นในกล่องเป็นของที่เธอเลือกมาด้วยตนเอง ‘มาอยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จักคุ้นเคยเช่นนี้ ฉันมีเพียงพวกแกแล้วล่ะ…’

          “ฮูหยินน้อย ฮูหยินน้อย ท่านอย่าคิดทำเรื่องเหลวไหลเป็นอันขาดนะเจ้าคะ” อาหลูรีบพูดโน้มน้าวและปลอบประโลม ทว่านอกจากเสียงร้องไห้ที่ดังอยู่ก็ไม่มีคำพูดตอบกลับมาจากด้านในสักประโยคเดียว พอนึกถึงความรู้สึกตื่นตระหนกในวันนี้ กอปรกับที่ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมตลอดมา นางก็ทรุดตัวลงนั่งอยู่บนพื้นอย่างหดหู่ใจแล้วเริ่มร้องไห้

          “ฮูหยินน้อย ข้ารู้ว่าท่านเป็นทุกข์อยู่ในใจลึกๆ แต่ถึงจะทุกข์ใจเพียงใดก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะเจ้าคะ… ท่านลองคิดดูสิ ฮูหยินผู้เฒ่าทำหลายอย่างก็เพื่อท่าน ฮูหยินน้อยห้ามทำเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นอีกนะ…ท่านต้องนึกถึงฮูหยินผู้เฒ่าให้มาก นางส่งท่านมาจนถึงพิธีกราบไหว้ฟ้าดินถึงจะหลับตาลงได้สนิท… ท่านจะต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดีๆ รอเสี่ยวโหวเหย่กลับมา เขาจะต้องพาท่านออกไปจากที่นี่แน่นอน… ถึงไม่มีฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว แต่ท่านก็ยังมีเสี่ยวโหวเหย่นะเจ้าคะ…”

          อาหลูพูดไปสักพักก็ไม่สามารถพูดต่อได้อีก ได้แต่ซบหน้าร้องไห้อยู่หน้าประตูพร้อมกับอาห่าวที่ร้องไห้นำอยู่ก่อนแล้วที่ด้านหลังนาง

          สามนายบ่าวทั้งอยู่ในห้องและนอกห้องต่างก็ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ทำให้ตัวเองเจ็บปวดใจจนต้องร้องไห้ออกมาในวันที่ฝนตกนี้

 

            ข้างนอกเรือนชิวถงหยวน

          บ่าวอาวุโสสองสามคนในชุดเสื้อกันฝนที่ทำจากฟางข้าวและหวาย สวมงอบไว้บนศีรษะเดินผ่านมา

          “เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?” หนึ่งในบ่าวอาวุโสถามขึ้น พร้อมกับเอียงศีรษะฟังไปด้วย “เกิดเรื่องอะไรในเรือนชิวถงหยวน ถึงได้ร้องไห้กันตอนกลางวันแสกๆ?”

          พูดจบก็ได้ยินบ่าวอาวุโสอีกคนหัวเราะ

          “เพิ่งจะได้ยินข่าวมาว่าวันนี้ฮูหยินน้อยเล่นผูกคอตาย คาดว่าอีกสักครู่ก็คงถึงเวลาแสดงละครร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าผู้ตายที่นอนอยู่บนเตียงแล้วล่ะ”

          ทุกคนต่างก็หัวเราะกับคำพูดนี้ บ่าวคนแรกที่เพิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนชิวถงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า

          “เรื่องในเรือนหลังนั้น พวกเราก็ไม่ต้องเอาไปพูดให้มากความไปล่ะ” นางเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “เพราะนางก็เป็นหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่งเช่นกัน…”

          บรรดาบ่าวอาวุโสหยุดหัวเราะอย่างฉับพลัน เก็บอาการทางสีหน้าและท่าทางกลับคืนเป็นสงบนิ่ง

          “ไปกันเถอะ พวกเรารีบไปส่งของให้ติ้งซีโหวกับโหวฮูหยินดีกว่า เสร็จเรียบร้อยจะได้รีบกลับ ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก” หญิงคนแรกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

          ทุกคนจึงเดินต่อไปตามทางเดินอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย บ่าวอาวุโสคนนั้นอดที่จะหันหลังไปมองเส้นทางที่ขนาบด้วยกำแพงทั้งสองด้านที่ทอดยาวไปยังเรือนชิวถงหยวนแวบหนึ่งไม่ได้

          “เฮ้อ...” นางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “พิธีที่ยิ่งใหญ่บนท้องถนนในตอนแรกที่ดูน่าจะมีความสุข ไม่นึกเลยว่าจะเต็มไปด้วยความขื่นขมระทมทุกข์เช่นนี้…”

          นางชำเลืองมองเรือนชิวถงหยวนอีกครั้ง ก่อนจะละสายตากลับมาจากถนนที่มีกำแพงขนาบอยู่สองข้าง แล้วกลับไปเดินรวมกลุ่มกับบรรดาบ่าวอาวุโส

 

            ทางด้านนี้ ฉีเยว่ไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้พิงอยู่กับประตูนานแค่ไหนแล้ว

          เธอร้องไห้จนหมดเรี่ยวแรงเหลือเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเหม่อลอย

          จากนั้นไม่นานก็มีเสียงปลดกลอน ตามมาด้วยประตูที่ถูกเปิดออก

          “ฮูหยินน้อย!” สาวใช้ทั้งสองเงยหน้ามองเจ้านายด้วยความแปลกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน

          ฉีเยว่กำลังมองพวกนางอยู่เช่นกัน

          “รีบลุกขึ้นเถอะ หยุดร้องไห้กันได้แล้ว” เธอพูดขึ้น ไม่รู้ว่าเพราะร้องไห้หรือเป็นเพราะคอได้รับบาดเจ็บ น้ำเสียงถึงได้ฟังดูแหบแห้ง

          อาหลูกับอาห่าวรีบลุกขึ้นมาทันที พยักหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา

          “เวลาที่สมควรจะร้องไห้ก็ร้อง ร้องไห้พอแล้วก็ไม่เป็นไรแล้ว” ฉีเยว่พูดต่อแล้วส่งยิ้มเบาบางให้

          ใบหน้าขาวซีด ตาบวมแดง รอยยิ้มนี้ถึงจะดูไม่ดีสักเท่าไร แต่ว่าอาหลูกับอาห่าวก็ยังดีใจจนน้ำตาไหลอีกครั้ง

          “ฮูหยินน้อย เชิญท่านหมอมาสักคนไหมเจ้าคะ” อาหลูถาม

          “ไม่ต้อง เชิญมาทำไมรึ?” ฉีเยว่ส่ายหัวปฏิเสธ

          อาหลูตกตะลึงเพราะเพิ่งจะเห็นผ้าสีขาวที่พันอยู่รอบคอฮูหยินน้อย เพียงแต่ว่าผ้าสีขาวนี้ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน…

          “ฮูหยินน้อย ท่าน...” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา

          “อ๋อ... อันนี้หรือ” ฉีเยว่ยื่นมือออกมาคลำผ้าบนคอ เมื่อครู่นี้เธอจัดการรอยช้ำที่คอหน้าคันฉ่องเรียบร้อยแล้ว “ข้าทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องลำบากให้ผู้อื่นต้องเหน็ดเหนื่อย”

          ก็จริง...เรื่องนี้ยิ่งรู้กันมากก็ยิ่งดูไม่ดีสักเท่าไร อาหลูกับอาห่าวพยักหน้าน้อยๆ

          “อาห่าว รีบไปตักน้ำมาให้ฮูหยินน้อยล้างหน้าเร็ว” อาหลูสั่ง

          อาห่าวตอบรับแล้วรีบออกไป อาหลูที่อยู่ทางนี้จึงเดินเข้าไปประคองฉีเยว่ให้นั่งลง

          พอถูกคนที่เด็กกว่ามาช่วยพยุงแบบนี้ก็ทำให้ฉีเยว่รู้สึกแปลกๆ แต่เมื่อดูพฤติกรรมที่อีกฝ่ายแสดงออกก็รู้ได้ว่าเด็กสาวคงจะทำจนเป็นนิสัยแล้ว พวกบ่าวต้องทำแบบนี้ตลอดเลยเหรอ นางทำเพื่อไม่ให้ถูกลงโทษหรือเปล่านะ

          อาห่าวถืออ่างน้ำเดินเข้ามาด้านในแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเธอทำให้ฉีเยว่ถึงกับผุดลุกขึ้นยืนทันที

          “ฮูหยินน้อย เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?” อาห่าวกับอาหลูมองเจ้านายที่อยู่ๆ ก็ยืนขึ้นอย่างฉับพลัน เอ่ยถามด้วยความสงสัย

          พวกเจ้า...พวกเจ้า... คุกเข่าแบบนี้กันเลยเรอะ ฉีเยว่เห็นสาวใช้ทั้งสองที่มีท่าทางเป็นกังวลระคนประหลาดใจ ก็รีบฉีกยิ้มให้แล้วนั่งลงตามเดิม ทั้งสองจึงดูแลปรนนิบัติเธอต่อ

          ฉีเยว่มองอาหลูเดินไปหยิบกล่องใบเล็กๆ ใบหนึ่งมาอย่างประหลาดใจ กล่องนั้นมีลวดลายประณีตงดงามวาดอยู่ด้านบน เป็นของโบราณที่ดูสวยงามจริงๆ เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปลูบอย่างเบามือ ผิวกล่องเรียบลื่นจากการขัดสีและเคลือบเงา

          อาหลูเปิดกล่องออกเผยให้เห็นตลับเล็กๆ เจ็ดตลับอยู่ด้านใน อีกฝ่ายช่วยเธอทาแป้งบนใบหน้า แล้วหยิบอีกตลับที่มีก้อนอัดแข็งสีแดงทาลงบนแก้มทั้งสองข้างบางๆ

          จากนั้นอาหลูก็ล้างมือตัวเองจนสะอาดแล้วหยิบตลับที่มีก้อนอัดแข็งก้อนเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวมาทาลงบนริมฝีปากเธออย่างระมัดระวัง ก่อนจะส่งเสียงที่แสดงถึงความชื่นชมออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ฉีเยว่มองอีกฝ่ายทำงานทุกขั้นตอน แม้แต่ครีมที่ใช้สำหรับบำรุงมือก็ยังมี!

          เมื่ออีกฝ่ายจัดการใบหน้าให้เธอเสร็จแล้ว อาห่าวก็ลุกขึ้นมาหยิบหวีที่ทำจากไม้ไผ่แล้วหวีผมให้กับฉีเยว่อย่างเบามือจนเป็นระเบียบ อาหลูเด็ดดอกไม้จากกระถางที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าต่างมาหนึ่งดอกแล้ว

นำมาปักที่ผมให้

          เมื่อเทียบกับไปที่สตูดิโอถ่ายภาพ ที่นั่นยังไม่ละเอียดลออขนาดนี้เลย ฉีเยว่นึกอยู่ในใจ

          “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อย” อาหลูยกคันฉ่องทองแดงมาใกล้ๆ ฉีเยว่เพ่งมองเงาสะท้อนในคันฉ่องอย่างพิจารณา

          เธอมองซ้ายมองขวาก่อนจะหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่ เปรียบเทียบกับคนที่เธอมองเห็นในคันฉ่องก่อนหน้านี้แล้ว ยามนี้ดูสดใสมากยิ่งขึ้น เมื่อหันหน้าไปมองบ่าวรับใช้สองคนที่อยู่ข้างๆ ก็เห็นว่าทั้งสองกำลังมองเธออย่างตื่นตะลึง ก่อนจะรีบเก็บอาการทางสีหน้าและท่าทางทันทีพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย

          “ฮูหยินน้อย ถ้าเช่นนั้นแล้วข้าขอตัวไปทำกับข้าวก่อนนะเจ้าคะ” อาห่าวเอ่ยขึ้น

          ตอนนี้กี่โมงแล้วรึ? ฉีเยว่นึกขึ้นได้ก็ยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นกำไลข้อมือสีเงินสลักลวดลายดอกไม้พันกันอยู่สองวง…

          “ไปเถอะ” เธอพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไร หันหน้าไปมองท้องฟ้าด้านนอก ตอนนี้ฝนค่อยๆ ซาลงแล้ว จากเดิมที่เป็นท้องฟ้ามืดครึ้มก็เริ่มสว่างขึ้นมาเล็กน้อย

          อาห่าวทำการคารวะเจ้านายก่อนจะเดินออกไป

          “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ท่านไปนอนพักผ่อนสักครู่เถอะเจ้าค่ะ” อาหลูยื่นมือมาประคองตัวเธอ

          “ไม่ต้องแล้ว เจ้าไปทำธุระของตัวเองเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก” ฉีเยว่กล่าวขึ้นพร้อมกับส่ายหน้า

          สีหน้าของอาหลูดูเป็นกังวลเล็กน้อย ท่าทางยังคงลังเล

          “ไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าไปเถอะ ได้ทำโง่ๆ ไปครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว” ฉีเยว่พูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค “ข้าทำให้พวกเจ้าตื่นตกใจ ต้องขออภัยด้วยจริงๆ”

          อาหลูถึงกับน้ำตาคลอ รีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนน้ำตา

          “ฮูหยินน้อย พวกข้าต่างหากที่ต้องขออภัย พวกข้าเป็นบ่าวรับใช้ แต่กลับดูแลท่านได้ไม่ดีเท่าที่ควร” นางเอ่ย น้ำเสียงสะอึกสะอื้น

          “ข้าไม่ถือเรื่องนี้กับพวกเจ้าหรอก” ฉีเยว่บอก

          นอกจากคำพูดนี้แล้วตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเด็กสาว เพราะทั้งสองเป็นคนแปลกหน้าต่อกันโดยสิ้นเชิง เธอจึงก็ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ ทว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเธอกลับมีความหมายกับคนที่ได้ยินนัก แสดงถึงเจตนาไม่ถือโทษเอาความ พร้อมกับโบกมือไปมาว่าไม่เป็นไร

          ดังนั้นอาหลูจึงไม่พูดเรื่องนั้นอีก เปลี่ยนเป็นเอ่ยเรื่องอื่นแทน

          “ฮูหยินน้อย หากท่านต้องการอะไรก็ตะโกนเรียกข้าได้เลยนะเจ้าคะ เพราะข้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง” นางกล่าวขึ้นแล้วก้มหน้าถอยออกไปโดยที่ไม่ได้ปิดประตูให้ ไม่รู้ว่าเป็นการเจตนาหรือแค่เรื่องบังเอิญ

          เมื่อได้อยู่คนเดียวในที่สุด ฉีเยว่ก็พ่นลมหายใจออกจากปาก เดินไปเดินมาในห้องที่เงียบสงัด ในหัวยังคงสับสนวุ่นวายอยู่

          นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือความฝันกันแน่นะ เธอข้ามกาลเวลามาแล้วจริงๆ หรือ? กลายเป็นคนอื่นแล้วงั้นเหรอ? แถมยังอยู่ในสมัยโบราณอีก…

          พระเจ้า! แล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงเนี่ย!

---------------------------------------------

 

สูญเสียความทรงจำ

            ตอนนี้สายฝนได้หยุดลงแล้ว

          จากบานประตูที่ถูกเปิดอ้ากว้างทำให้ฉีเยว่มองเห็นบรรยากาศภายนอกเรือน บนพื้นมีเศษใบไม้แห้งร่วงเกลื่อนกลาดจากแรงลมและสายฝนที่พัดกระหน่ำเมื่อครู่ บ่าวรับใช้ทั้งสองกำลังใช้คราดกวาดใบไม้แห้งเพื่อไม่ให้เศษใบไม้ไปอุดตันทางระบายน้ำ พร้อมกับพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบาที่แว่วเข้ามาให้ได้ยิน คนหนึ่งเอ่ยเตือนอีกคนให้กวาดพื้นอย่างระมัดระวัง อย่าให้น้ำที่ขังบนพื้นมาเปียกเท้า เสียงกระซิบนุ่มนวลเมื่อรวมกับใบหน้าที่ถูกแต่งแต้ม ทำให้เด็กสาวที่อยู่หน้าเรือนแบบโบราณที่เพิ่งผ่านช่วงฝนตกดูเหมือนภาพวาดด้วยหมึกภาพหนึ่ง มองแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น รับรู้ได้ถึงความสดใสของวัยสาว

          หญิงที่แต่งหน้าให้เธอชื่ออาหลูสินะ ส่วนอีกคนที่ทำผมให้ดูเด็กกว่าชื่อว่าอาห่าว ชื่อของสองสาวช่างเป็นชื่อที่จดจำได้ง่ายจริงๆ

          ฉีเยว่ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก ในเมื่อเรื่องราวกลายเป็นแบบนี้แล้ว ก็คงต้องปล่อยมันให้เป็นไปตามนั้น เธอคิดอย่างปลงๆ ท่าทางดูเหม่อลอย

          จังหวะนั้นเองอาหลูกับอาห่าวก็ยกสำรับเข้ามาให้ อาหารเช้ามีข้าวต้มหนึ่งชาม ฉีเยว่ใช้ช้อนคนข้าวต้มผสมลูกเดือยก็พบว่าข้าวต้มนั้นใสมาก ที่วางอยู่ข้างข้าวต้มเป็นขนมก้อนกลมขนาดเท่าฝ่ามือก้อนหนึ่ง เธอลองใช้มือบิออก...แป้งขนมแข็งจริงๆ น่าจะเป็นแป้งที่ใช้ทำอาหารพวกเส้นเสียมากกว่า ส่วนอีกชามก็เป็นผัก...

          แล้วนี่คือผักอะไร? หน้าตาเหมือนกับผักกาดดองเค็มในช่วงฤดูหนาว จานสุดท้ายเป็นเมนูที่มีส่วนผสมของเนื้อและผัก แต่ดูเหมือนเป็นการนำวัตถุดิบทั้งหมดไปใส่ในน้ำต้มสุกเสียมากกว่าเพราะไม่มีรสชาติอะไรเลย

          อืม... มีบ่าวหญิงคอยปรนนิบัติรับใช้ แล้วยังถูกเรียกขานว่าฮูหยินอะไรนั่นอีก แถมเมื่อครู่ยังมีกลุ่มบ่าวรับใช้มาที่นี่อีกหลายคนด้วย ถึงแต่ละคนจะมีท่าทางแปลกประหลาดก็เถอะ แต่ก็พอรู้ได้ว่าเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อลองนึกถึงการแต่งตัวก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นตระกูลที่มีฐานะร่ำรวย แล้วทำไม...

          “ให้ข้ากินอาหารพวกนี้รึ?” ฉีเยว่ถามอย่างอดสงสัยไม่ได้

          นี่ยังแย่กว่าอาหารที่โรงอาหารของสถานีอนามัยชนบทที่ขาดแคลนค่าใช้จ่ายเสียอีก

          “ฮูหยินน้อย ข้าวของและเบี้ยหวัดของเดือนนี้ยังไม่ได้ถูกส่งมาเลยเจ้าค่ะ” อาหลูก้มหน้าลง ตอบตามตรงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

          “อ้อ...” ฉีเยว่เอ่ยเป็นเชิงรับรู้ แค่เห็นอาหารการกินที่นำมาตั้งโต๊ะตั้งแต่มื้อแรกก็พอเดาเรื่องราวบางส่วนออกแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าอาหารที่กินอยู่ตอนนี้เป็นอาหารเช้าหรืออาหารเที่ยง แต่ถ้าอ้างอิงตามเวลาของเธอก็ถือว่าเป็นการกินอาหารเย็นละกัน

          “ถ้าเช่นนั้นข้ากินแล้วนะ” ฉีเยว่เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ

          เด็กสาวทั้งสองรู้สึกโล่งใจทันที แต่ก็ยังคงแปลกใจอยู่บ้างที่ครั้งนี้ฮูหยินน้อยได้ยินเรื่องนี้แล้วกลับไม่ได้โกรธหรือร้องไห้ แต่กลับตักข้าวใส่ปากคำโตจนพวกตนกลัวว่าเจ้านายจะกลืนไม่ทัน ทั้งสองยืนอยู่ใกล้ๆ รอปรนนิบัติรับใช้ พอเห็นเจ้านายกินข้าวต้มในชามจนหมดเกลี้ยงก็เบิกตาโพลง จ้องมองฮูหยินน้อยอย่างตื่นตะลึง

          “การกินทิ้งกินขว้างมันน่าเสียดายนะ” ฉีเยว่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          ไม่ว่าเจ้าของร่างเดิมจะสามารถกินอาหารปริมาณเท่าไร หรือว่ามีนิสัยในการกินอาหารเป็นอย่างไรนั้น...เธอไม่รู้ ฉีเยว่รู้แค่ว่าตัวเธอเองกินได้ปริมาณเท่านี้ นิสัยในการกินของเธอเป็นแบบนี้

          เธอไม่อยากเสแสร้ง เพราะถึงยังไงก็ไม่ใช่คนเดียวกัน แม้จะเสแสร้งไปสุดท้ายก็ปกปิดความจริงไม่ได้อยู่ดี ถ้าเป็นแบบนั้นไม่สู้หาข้ออ้างว่าที่เธอเปลี่ยนไปเพราะสูญเสียความทรงจำแบบกะทันหันยังจะดีกว่า

          อาหลูกับอาห่าวยังไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายพูด แต่ในฐานะบ่าวจึงทำได้เพียงพยักหน้า ไม่มีสิทธิ์สอบถามซักไซ้

          “พวกเจ้าไปกินข้าวเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยเข้ามาพบข้าสักครู่ ข้ามีเรื่องที่ต้องการจะพูดด้วย” ฉีเยว่บอก

          พอเห็นเจ้านายมองมาด้วยสีหน้าจริงจัง อาหลูกับอาห่าวจึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมาก รีบเก็บตะเกียบจานชามแล้วถอยออกไป

          ผ่านไปไม่นานพวกนางก็กลับเข้ามา แต่ไม่รู้ว่ากินข้าวกันแล้วหรือยัง

          ฉีเยว่ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำแหน่งเดิม มองพวกนางที่กำลังเดินเข้ามา สีหน้าท่าทางเคร่งขรึมดูเอาจริงเอาจังมากยิ่งขึ้น ทำให้เด็กสาวทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

          “ข้ามีเรื่องเดียวที่ต้องการพูดกับพวกเจ้า” ฉีเยว่เอ่ยขึ้น “วันนี้ข้าแขวน…”

          “ฮูหยินน้อย ทั้งหมดเป็นคำพูดเหลวไหลของพวกข้าเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยไม่เคยทำเช่นนี้เลย...” อาหลูคุกเข่าลงร้องไห้ขึ้นมาทันที อาห่าวเองก็คุกเข่าตามนางอีกคน

          ฉีเยว่รู้สึกจนปัญญา ถอนใจเฮือกใหญ่ เธอยังพูดไม่จบเลย เด็กสองคนนี้คิดอะไรกันอยู่นะ

          “ข้าทำแล้ว และยังตายจริงอีกด้วย...” เธอไม่ได้สนใจคำพูดของพวกนาง ได้แต่พูดยืนยันออกไป

          อาหลูกับอาห่าวเงยหน้ามองเจ้านายอย่างงงงัน น้ำตาไหลพรั่งพรูยิ่งกว่าเดิม

          “แม้แต่น้ำแกงของยายเมิ่ง ข้าก็ดื่มมาแล้ว แต่อย่างอื่นจำไม่ค่อยได้ อย่างเช่น ตายอย่างไร เดินไปบนถนนของนรกภูมิได้ยังไง ได้พบพญายมหรือไม่ ทั้งหมดนี้ข้าจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง จำได้แค่ว่าข้าเดินโซเซไปมา ไม่ค่อยมั่นคงนัก ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร...”

          พอพูดมาถึงตรงนี้ฉีเยว่ก็เงียบไป บ่าวทั้งสองอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรสักคำ สายตาฉีเยว่ดูเลื่อนลอย เธอเหม่อมองไปที่ประตูคล้ายกับคนที่ตกอยู่ในภวังค์

          อาหลูกับอาห่าวค่อยๆ หยุดร้องไห้ ใบหน้าของทั้งสองฉายแววตื่นตะลึงแฝงด้วยความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ฉีเยว่ที่คอยเหลือบมองเพื่อสังเกตท่าทางของทั้งสองอยู่จึงเล่าต่อ เธอจงใจพูดด้วยโทนเสียงที่ต่ำลงจนสองสาวอดไม่ได้ที่จะขยับกายเข้ามาใกล้กันมากยิ่งขึ้น

          “ข้าได้แต่เดินไป...เดินไป... เดินไปแล้ว... ทันใดนั้น!” ฉีเยว่หยุดพูดอย่างฉับพลัน

          “กรี๊ด!” อาห่าวที่อายุน้อยสุดอดกลั้นไว้ไม่อยู่ถึงกับร้องเสียงหลงด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรู้ว่าการกระทำของตนนั้นไม่เหมาะสมจึงรีบเอามือปิดปากแล้วก็รีบค้อมหัวคำนับเพื่อขอโทษทันที

          ตรงกันข้ามกับฉีเยว่ ในใจเธอนึกขำ แต่ท่าทีที่แสดงออกคือโบกไม้โบกมือไปมาว่าไม่เป็นไร

          “ทันใดนั้นข้าก็พบกับคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้น...อืม...ใช่...เป็นหญิงชรา นางโบกมือให้กับข้า” เธอกล่าวต่อ คราวนี้น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวล “ในตอนนั้นข้าไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ทั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีกะจิตกะใจ

จะทำอะไร ในขณะที่นางมองข้าร้องไห้ก็ยังพูดจาด้วยคำพูดที่ข้าฟังไม่เข้าใจอีกมากมาย…”

          “พูดว่าอะไรหรือเจ้าคะ?” พอฟังมาถึงตรงนี้ อาหลูก็ถามแทรกด้วยท่าทางอยากรู้ มีความกล้าขึ้นมาทันที

          “พูดว่าอะไรงั้นหรือ...อืม...นางบอกว่า เด็กโง่! ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ เจ้าจะหาเรื่องให้ตัวเองกลุ้มใจไปทำไมและคำอื่นๆ อีก” ฉีเยว่ขมวดคิ้วทำหน้านิ่ว ท่าทางเหมือนกำลังพยายามคิดให้ออก ทว่าเธอก็คิดอยู่จริงๆ แต่คิดถึงเรื่องครอบครัวและญาติพี่น้อง พวกเขาต้องเจ็บปวดโศกเศร้าเสียใจขนาดไหนนะที่ต้องสูญเสียเธอไป ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลลงมา “ข้าจำไม่ได้ว่านางเป็นใคร แต่รู้สึกว่านางเป็นคนที่ข้าใกล้ชิดด้วยอย่างมาก…”

          อาหลูที่มีสีหน้าตกใจกลัวนั่งตัวตรงทันควัน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอึกอัก

          “ชะ... ใช่... ใช่ฮูหยินผู้เฒ่าหรือไม่เจ้าคะ?”

          ฮูหยินผู้เฒ่ารึ? ใครอีกล่ะ? ฉีเยว่ส่ายหน้า

          “ข้าเคยบอกไปแล้ว ข้าดื่มน้ำแกงของยายเมิ่ง จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง แม้แต่พวกเจ้า...” เธอกล่าวขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจ ใช้มือเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบหน้า

          “หา! ฮูหยินน้อย ท่าน...ท่านจำพวกข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?” อาห่าวถามขึ้นด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง

          ฉีเยว่พยักหน้าเบาๆ

          “ในเวลานั้นข้าถูกหญิงชราดึงตัวไว้ นางร้องไห้ข้าก็ร้องไห้ ต่อมาข้าก็ถามนางว่าควรจะไปที่ไหน นางบอกว่าข้าควรกลับไป แต่ข้ากลับจำไม่ได้ว่าข้ามาจากไหนมาอย่างไร ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม นางก็ผลักข้า จากนั้นข้าก็ตื่นขึ้นมา” เธอเล่าจบก็ถอนหายใจอีกครั้ง “พอตื่นขึ้นมาก็เห็นพวกเจ้าพาคนกลุ่มใหญ่เดินมา ข้าก็เลยคิดไปว่าตัวเองยังอยู่เมืองผี คิดว่าผีต้องการจะเล่นงานข้าเสียอีก ข้าตกใจแทบแย่เลย”

          เมื่อนึกถึงตอนที่พบกันอาหลูกับอาห่าวก็พยักหน้า ในช่วงเวลานั้นเหมือนกับได้ยินฮูหยินน้อยตะโกนออกมาว่า ‘ผีหลอก’…ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

          แต่ว่า… เรื่องเล่านี้มัน…

          ยามนี้อาหลูกับอาห่าวไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี เห็นเด็กสาวทั้งสองนั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางตกใจกลัว สีหน้าเหม่อลอยเหมือนกำลังจมอยู่ในความคิด เธอก็ไม่พูดขัด รอให้ทั้งคู่รู้สึกตัวขึ้นมาเอง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ อาหลูกลับเป็นคนที่ตั้งสติได้ก่อน นางถามขึ้นว่า

          “พูดเช่นนี้ก็หมายความว่า ฮูหยินน้อยจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลยหรือเจ้าคะ?”

          ฉีเยว่รู้สึกโล่งใจทันที ในที่สุดก็มีคนรับรู้คำพูดตน จึงพยักหน้าเบาๆ พอเห็นทั้งคู่ยังนั่งอยู่บนพื้นก็เอ่ยเสริมขึ้น       

          “พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ”

          อาหลูกับอาห่าวช่วยประคองกันลุกขึ้น

          “ฮูหยินน้อยจำอาห่าวไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะ?” อาห่าวถามพร้อมกับเอามือชี้ที่ใบหน้าของตัวเอง

          “อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่ตัวข้าเอง ข้าก็ยังจำไม่ได้” ฉีเยว่ตอบ

          “โอ... น้ำแกงของยายเมิ่งร้ายกาจเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ…” อาห่าวอุทานขึ้นมา

          “ร้ายกาจจริงๆ น่ะสิ ไม่อย่างนั้นหากกลับชาติมาเกิดใหม่แต่ยังมีความทรงจำในอดีตชาติ แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรกัน” ฉีเยว่อธิบาย คนสมัยก่อนมีความเชื่อในเรื่องพวกนี้มากเลยสินะ ค่อยหลอกได้ง่ายหน่อย

          จริงด้วย... ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงสับสนวุ่นวายน่าดู พอเด็กสาวทั้งสองคิดตามก็เห็นด้วยทันทีจึงพยักหน้าพร้อมกัน

          “ดังนั้น...” ฉีเยว่ถอนหายใจยาว นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ “ข้าก็นับว่าเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมหญิงชราผู้นั้นถึงต้องการผลักให้ข้ากลับมา แต่ในเมื่อข้ากลับมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตให้ดีๆ หากไม่ต้องรับรู้เรื่องราวเมื่อก่อนจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ชีวิตข้าจะได้เริ่มต้นใหม่อย่างสะอาดหมดจด”

          พอคิดถึงเมื่อก่อน อาหลูก็น้ำตาไหลอีกครั้ง ชีวิตเช่นนั้นลืมไปยังจะดีเสียกว่า

          “ดังนั้นพวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก ข้าไม่ฆ่าตัวตายอีกครั้งแน่นอน” ฉีเยว่มองอาหลู เอ่ยปลอบเสียงนุ่มนวล

          อาหลูที่น้ำตาไหลพรากพยักหน้าให้น้อยๆ

          “ถ้าเช่นนั้นฮูหยินน้อย… ก็จำผู้ที่อยู่ในจวนนี้ไม่ได้แล้วสินะ?” นางเอ่ยเสียงเบา สีหน้ายังคงครุ่นคิด

          ฉีเยว่อดยิ้มมุมปากไม่ได้ “เรื่องที่ข้าเล่าพวกเจ้าจะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ เพราะข้าไม่ต้องการปิดบังจึงเล่าให้พวกเจ้าฟังทั้งหมด ข้าจะได้ไม่ต้องรู้สึกละอายใจอีกต่อไป”

          อาหลูเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายพูด จึงผงกศีรษะเป็นการตอบรับ ทว่าอาห่าวกลับไม่เข้าใจว่าทั้งสองพูดอะไรกัน นางมัวนึกถึงคำพูดที่ฮูหยินน้อยบอกว่าจำตัวเองไม่ได้จึงรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก

          จากนั้นฉีเยว่ก็สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองอย่างจริงจัง รวมไปถึงเรื่องที่เธอ ‘หลงลืม’ พร้อมกับสังเกตเด็กสาวทั้งสองไปด้วย อาหลูนั้นดูสุขุมเยือกเย็น ส่วนอาห่าวดูสดใสมีชีวิตชีวาแถมยังพูดเก่ง ฉีเยว่ได้รับรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตัวเองจากปากอีกฝ่าย

          ฉีเยว่เป็นชาวเมืองเยี่ยนที่อยู่ในแคว้นต้าเซี่ย พอได้ยินชื่อแคว้นเธอก็รีบถามกลับทันทีว่าแคว้นต้าเซี่ยคือแคว้นอะไร ทว่าคำตอบที่ได้รับคือ แคว้นต้าเซี่ยก็คือแคว้นต้าเซี่ย ฉีเยว่ถึงกับจนคำพูด จำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลยโดยไม่ถามอะไรอีก

          บิดามารดาของฉีเยว่เสียชีวิตไปนานแล้ว จากนั้นนางก็ลี้ภัยทางการเมืองมากับท่านย่าจนกระทั่งถึงเมืองหย่งชิ่ง ทั้งสองอาศัยอยู่บนภูเขาในป่าท้อที่อยู่ห่างจากตัวเมืองราวสิบลี้

          เมื่ออายุสิบสี่ ฉีเยว่บังเอิญได้รักษาฮูหยินผู้เฒ่าที่ขึ้นไปไหว้พระบนภูเขาแล้วถูกงูพิษกัดจนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นไม่นานท่านย่าของนางก็ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหน้าผาเสียชีวิต ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่านางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งจึงได้มอบชีวิตใหม่ให้กับนาง โดยพานางเข้ามาอยู่ในจวนพร้อมกับให้การอบรมสั่งสอนและเลี้ยงดู อีกทั้งมอบเบี้ยหวัดและของใช้ต่างๆ ให้แบบเดียวกันกับลูกหลานคนอื่นที่อยู่ในจวนอีกด้วย

          สองปีต่อมาฮ่องเต้ก็มีราชโองการให้นางแต่งงานกับบุตรชายคนโตของติ้งซีโหว โดยที่มีฮูหยินผู้เฒ่าที่เจ็บป่วยเรื้อรังมานานเป็นคนกำหนดวันแต่งงานให้ เพราะนางต้องการจะเห็นคนทั้งสองทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน มีเพียงการเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาลงได้สนิท

          เรื่องราวที่ฟังมานี้ยังกับละครน้ำเน่าที่ไร้คู่ต่อสู้จริงๆ

          ฉีเยว่...เด็กสาวกำพร้าที่เหลือตัวคนเดียว กลับกลายมาเป็นสะใภ้ใหญ่--ภรรยาของบุตรชายคนโตของติ้งซีโหวโดยไม่คาดคิด แถมจะกลายเป็นโหวฮูหยินรุ่นถัดไปซะด้วย นี่เป็นตำนานนกกระจอกเทศที่เปลี่ยนเป็นหงส์แบบสายฟ้าแลบ เพียงแต่หลังจากที่ชายหนุ่มและหญิงสาวแต่งงานกันแล้ว กลับไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเลยนับตั้งแต่นั้นมา…

ท่าทีตอบสนอง

            ฉีเยว่หยิบถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ด้านข้างส่งให้อาห่าวแล้วถามขึ้น

          “เพราะว่าฮูหยินผู้เฒ่าจากไป สภาพจิตใจของข้าจึงย่ำแย่แล้วยังมีโรครุมเร้าจนล้มป่วย จึงจำเป็นจะต้องรักษาตัวเองอย่างสงบอยู่ในเรือนที่ห่างไกลจากคนอื่นงั้นรึ?”

          อาห่าวพูดจนคอแห้ง แต่เมื่อเห็นฉีเยว่ยื่นถ้วยน้ำชามาให้ด้วยตัวเองก็ตกใจมาก รีบโบกมือห้ามด้วยความเกรงใจ

          “ให้เพื่อตอบแทนเจ้า” ฉีเยว่ยิ้มให้ขณะที่กล่าวขึ้น

          อาห่าวเหลือบมองอาหลูที่นั่งอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะรับถ้วยมา

          “ขอบคุณฮูหยินน้อยมากเจ้าค่ะ”

          “ใช่เจ้าค่ะ นับๆ ดูแล้ว วันนี้ก็สามปีเต็มพอดีเลย” อาหลูเป็นคนตอบ กลับเข้าหัวข้อที่กำลังสนทนากันต่อ

          สามปีแล้วรึ…กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับความฝัน…เพียงชั่วพริบตาเดียวจริงๆ เด็กสาวทั้งสองพลันเงียบไป

          “ข้าป่วยเป็นอะไรรึ?” ฉีเยว่ขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย เธอไม่รู้สึกว่าร่างนี้เจ็บป่วยที่ตรงไหน คงไม่ได้เป็นกามโรคหรือโรคที่ไม่อาจเปิดเผยได้ทำนองนั้นหรอกนะ?

          อีกอย่างเจ้าของร่างตายไปแล้ว หรือแค่วิญญาณออกจากร่างไปหาร่างใหม่เพื่อสิงสถิต?

          “ตอนแรกท่านต้องกินยาระงับประสาท แต่ต่อมาก็หยุดไป” อาหลูก้มหน้าก้มตาตอบ

          คำตอบกำกวมจริงๆ ไม่ได้บอกว่าป่วยเป็นโรคอะไรแล้วก็ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ป่วย คำพูดครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ฟังดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนยากจะเข้าใจ แต่ความจริงแล้วมันง่ายนิดเดียว ฉีเยว่เข้าใจได้ทันที ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยเพราะโรคภัย แต่เป็นเพราะภาวะจิตใจเสียมากกว่า

          ดูเหมือนสถานการณ์ของฮูหยินน้อยผู้นี้ค่อนข้างจะลึกซึ้งอยู่บ้าง ฉีเยว่เคาะนิ้วมือกับโต๊ะ ครุ่นคิดเงียบๆ ในใจ

          “ถ้าเช่นนั้น… ข้าคือฮูหยินน้อยแล้วคุณชายล่ะ?” ฉีเยว่ถาม “เขาได้กลับมาดูคนป่วยบ้างไหม?”

          อยู่ๆ เธอก็มีสามีโดยไม่คาดคิดมาตั้งหนึ่งคน นี่มันคลุมถุงชนชัดๆ ทว่าคนสมัยก่อน เรื่องการคลุมถุงชนคงเป็นเรื่องที่ทำกันจนเป็นปกติ…

          “หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าจากไปไม่กี่วัน เสี่ยวโหวเหย่ก็ได้รับราชโองการให้นำทัพไปยังค่ายทหารแดนเหนือ แล้วก็ไม่เคยกลับมาเลยสักครั้ง” อาห่าวชิงเล่าให้ฟัง แล้วรีบพูดต่อ “ฮูหยินน้อย เสี่ยวโหวเหย่ใกล้จะกลับมาแล้วนะเจ้าคะ รอให้เขากลับมา ท่านก็จะได้ย้ายออกไป จะไม่ต้องทนทุกข์ทนลำบากเช่นนี้อีก…”

          ผู้ชายคนนั้นน่ะเหรอ ให้เขากลับมาช้าๆ สิดี จะเป็นคนที่พึ่งพาได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คงต้องรอดูกันต่อไป

          “เอาเถอะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว หากฮูหยินน้อยมีเรื่องใดต้องการถามอีก พวกเราค่อยคุยกันใหม่พรุ่งนี้เช้าดีไหมเจ้าคะ” อาหลูพูดแทรกขึ้นมากลางคัน

          ฉีเยว่หันไปมองด้านนอก เพิ่งจะเห็นว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดสนิทแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริง ไม่ทันรู้ตัวเลยว่าคุยกันมาทั้งวัน วันนี้ได้ฟังเรื่องราวมาพอสมควร ถือว่าเพียงพอสำหรับวันนี้แล้วล่ะ

          “ดี... ดึกมากแล้วจริงๆ วันนี้ทุกคนทั้งหวาดกลัวทั้งตกใจกันไปหมด พวกเจ้าคงจะเหนื่อยมาก ไปอาบน้ำแล้วรีบเข้านอนเถอะ” เธอพูดยิ้มๆ

          สองสาวรับคำ ก่อนจะออกไป คนหนึ่งช่วยดูแลให้ฉีเยว่ล้างหน้าบ้วนปาก อีกคนปูที่หลับที่นอนให้

          “พี่หลู วันนี้ข้าขอนอนในนี้กับพี่ด้วยนะ” อาห่าวเอ่ยขอเสียงแผ่วเบา

          นางยังขวัญผวาไม่หาย เรื่องราวแปลกประหลาดที่เพิ่งได้ยินเกี่ยวกับภพภูมิ อีกทั้งเรื่องผี ไหนจะเรื่องช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาใหม่ ทำให้เด็กสาวตกใจแทบแย่

          ฉีเยว่ที่กำลังสัมผัสกับความรู้สึกแปลกใหม่กับการสวมใส่ชุดชั้นในแบบโบราณอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าพอดี นางมองไปยังอีกฟากที่มีเตียงนอนขนาดเล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่ ดูเหมือนจะเป็นเตียงของบ่าวรับใช้ที่มีหน้าที่เฝ้าดูแลเจ้านาย

          ถึงเธอจะประสบพบเจอกับเรื่องวิญญาณเข้าร่างคนอื่นที่ไม่อาจเข้าใจได้เช่นนี้ แต่ในฐานะที่เป็นศัลยแพทย์คนหนึ่งก็ต้องมีความกล้าหาญอยู่ในใจเป็นอย่างมาก หรือพูดอีกอย่างก็คือเธอยังต้องการทบทวน

บางเรื่อง หากได้อยู่คนเดียวคงจะดีกว่า

          “พวกเจ้ากลับไปนอนในห้องตัวเองกันเถอะ” ฉีเยว่เอ่ยขึ้น

          อาหลูเบิกตาโพลง หันไปมองอาห่าวแวบหนึ่ง ทำให้อีกฝ่ายก้มหน้าลงอย่างรู้สึกละอายใจ

          “ข้าอยากอยู่เงียบๆ ไม่แน่ว่าอยู่คนเดียวแล้วอาจจะคิดอะไรออกบ้าง” ฉีเยว่รีบเอ่ยต่อโดยไม่รอให้พวกนางได้โต้แย้ง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด บ่งบอกว่าไม่อนุญาตให้มีข้อสงสัยอะไรอีก

          แต่ไหนแต่ไรมาฮูหยินน้อยไม่เคยพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน ทำให้อาหลูเกิดความลังเล สุดท้ายได้แต่ก้มหน้ารับอย่างยอมจำนน ทว่ายังไม่วายเอ่ยขึ้นมาว่า

          “หากฮูหยินน้อยต้องการอะไร เรียกพวกข้าได้เลยนะเจ้าคะ ถึงพวกข้าจะอยู่อีกห้องก็ยังได้ยิน”

          ฉีเยว่พยักหน้าให้เบาๆ มองอาห่าวที่กำลังปล่อยผ้าม่านลง ส่วนอาหลูก็ค่อยๆ ดับไฟตะเกียงที่อยู่ข้างนอกทีละดวง  

          “ฮูหยินน้อย พวกข้าไปแล้วนะเจ้าคะ” พวกนางกล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง รอจนฉีเยว่ส่งเสียงตอบรับ พวกนางจึงถอยออกไป พร้อมกับปิดประตูตามหลังให้เรียบร้อย

          เสียงฝีเท้าค่อยเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด เป็นความเงียบสงบในยามค่ำคืนหลังจากผ่านพายุฝนที่ตกกระหน่ำ ได้ยินเสียงกบร้องมาตามลม แต่ไม่รู้ว่าดังมาจากทางไหน

 

            อาหลูยืนอยู่ข้างหน้าต่างในห้องตนเอง สายตาจับจ้องไปยังห้องเจ้านาย

          เพียงไม่นานนางก็เดินมาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แล้วเอนตัวลงบนเตียง

          “พี่หลู ฮูหยินน้อยหลับไปแล้วรึ?” อาห่าวถามในขณะที่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ซ้ำยังเอาผ้าห่มมาคลุมหัวไว้ครึ่งหนึ่งอีกด้วย

          “ดับไฟแล้ว” อาหลูตอบ เตรียมจะเป่าตะเกียงน้ำมันที่อยู่หน้าเตียงเพื่อดับไฟ

          “อย่าดับไฟเชียวนะ...” อาห่าวรีบห้ามเสียงแผ่ว

          “ถ้ากลัวนักก็รีบนอนไปเถอะ” อาหลูดุอีกฝ่ายเสียงต่ำ ทำให้อาห่าวไม่กล้าพูดอะไรอีก

          อาห่าวนิ่งฟังเสียงลมด้านนอกผสมผสานกับเสียงร้องของนกกลางคืน นางตกใจกลัวจนตัวสั่น รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงหายใจยาวๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอดังมาจากอาหลู ราวกับว่าอีกฝ่ายนอนหลับไปแล้ว

          “พี่หลู พี่หลู...” นางอดใจไม่ไหว ส่งเสียงเรียกอีกฝ่าย

          “มีอะไรอีก?” อาหลูพลิกตัวมาหาแล้วถามขึ้น

          อาห่าวค่อยๆ ยื่นหน้าออกมาจากผ้าห่มเล็กน้อย

          “พี่หลู ในตอนนั้น… ในตอนนั้นที่เจ้าสำรวจฮูหยินน้อย... นางไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆ หรือ?” นางกดเสียงให้ต่ำลงไปอีกขณะที่ถามขึ้น

          “เจ้ารีบนอนเถอะ สำหรับเรื่องนี้ก็จบไว้เพียงเท่านี้ ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพูดขึ้นมาอีก” อาหลูลุกขึ้นมานั่งอย่างฉับพลัน กล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำแต่ฟังดูน่าเกรงขาม “อาห่าว หากเจ้ายังไม่รู้จักคิดไม่รู้จักเชื่อฟังเช่นนี้อีก ข้าจะบอกโซวมามา ส่งเจ้ากลับไป ไม่ต้องมาตามข้าอีกแล้ว”

          “ข้าเชื่อฟัง ข้าเชื่อฟังแล้ว พี่หลูอย่าโกรธนะ อย่าส่งข้ากลับไปเลยนะ” ตอนนี้อาห่าวไม่สนใจความหวาดกลัวอีก รีบลุกขึ้นมานั่งแล้วยกมือขึ้นทำท่าสาบาน

          อาหลูถอนหายใจดังเฮือก

          “รีบนอนเถอะ วันนี้ตากฝนตัวเปียกอยู่ตั้งนาน พวกเราต้องดูแลตัวเองให้มาก เพราะอาจต้องเจอลมเจอฝนอีก หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แม้แต่หมอก็ยากจะเชิญมาได้ คงทำได้เพียงอาศัยโชคช่วยให้หายดีเท่านั้นแหละ”

          นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความซึมเศร้าและหดหู่

          “ตอนแรกฮูหยินผู้เฒ่าให้บ่าวรับใช้มาปรนนิบัติห้าคน แต่ละคนต่างก็หาโอกาสหลีกหนี เจ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสหลบเลี่ยง คุณหนูรองชื่นชอบการทำผมของเจ้ามาก ต้องการตัวเจ้าไว้ใช้งาน แต่เจ้าเองกลับดื้อด้านไม่ไป เจ้ายอมมาอยู่ที่นี่ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าจากวันนี้จะใช้ชีวิตต่อไปได้ถึงเมื่อไร ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะยังหาเรื่องมาให้ตัวเองกลุ้มอกกลุ้มใจอีกทำไมกัน…”

          “พี่เองก็ไม่ใช่ว่าไม่ยอมไปเหมือนกันหรอกหรือ” อาห่าวหัวเราะคิกคัก

          “ข้าไม่เหมือนกันกับพวกเจ้านะ พวกเจ้าเป็นบ่าวที่ถูกส่งตัวมาจากวังหลวง ส่วนข้าเป็นบ่าวที่ถูกซื้อเข้ามาอยู่ในจวน ติดตามฮูหยินผู้เฒ่ามาตั้งแต่อายุยังน้อย ฮูหยินผู้เฒ่ามอบข้าให้กับฮูหยินน้อยด้วยตนเอง นอกจากฮูหยินผู้เฒ่าออกคำสั่งอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่ไปที่ไหนทั้งสิ้น” อาหลูกล่าวขึ้น

          ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยู่แล้ว ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่ได้ออกคำสั่งกับข้าอีกแล้ว…

          อาห่าวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก

          “ข้าก็ไม่ไปที่ไหนทั้งนั้น ข้าชอบติดตามฮูหยินน้อยกับพี่หลูเพราะพวกท่านเป็นคนดี”

          อาหลูแอบยิ้ม แล้วแกล้งโยนหมอนใส่อีกฝ่าย

          “เพิ่งจะว่าเจ้าไปเมื่อสักครู่ก็เอ่ยคำพูดเหลวไหลขึ้นมาอีกแล้ว” นางแสร้งทำเป็นโมโห “คำพูดนี้ไม่สามารถเอาออกไปพูดข้างนอกได้นะ คนดีคนเลวอะไรนั่นน่ะมันไม่มีหรอก เจ้าช่างพูดจาไร้สาระจริง”

          อาห่าวหัวเราะ โยนหมอนกลับไปให้ “ข้ารู้ ข้าก็พูดแต่กับพี่หลูที่นี่แหละ”

          “เอาล่ะ พวกเรารีบนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก” อาหลูบอกพร้อมกับล้มตัวลงบนที่นอนก่อน

          อาห่าวส่งเสียงตอบรับเสร็จก็ล้มตัวลงนอนตาม บทสนทนาเมื่อครู่นี้ทำให้ความหวาดกลัวที่ฝังอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจค่อยๆ แตกกระจายแล้วจางหายไปในที่สุด วันนี้เป็นวันที่ทั้งเหนื่อยทั้งหวาดกลัวเสียจริง เวลาผ่านไปไม่นานอาห่าวก็นอนหลับไปในที่สุด

          ทว่าอาหลูกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ มือจับผ้าห่มแน่น ดวงตาเบิกกว้างท่ามกลางค่ำคืนที่มืดสนิท

          “ช่วงเวลานั้น…” ริมฝีปากขยับเป็นเสียงพึมพำ คำพูดที่หลุดออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงยุงบิน

          “ฮูหยินน้อยไม่มีลมหายใจแล้วจริงๆ…”

 

          เช้าวันต่อมา

          อาหลูที่ใช้ผงแป้งเพื่อปกปิดขอบตาที่ดำคล้ำก็มาปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินน้อยตอนตื่นนอนตามปกติ

          ฉีเยว่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองได้ประสบราวกับปาฏิหาริย์จึงทำให้เธอแทบจะไม่ได้นอน พอถึงเวลาฟ้าสว่างก็เริ่มรู้สึกลายตาเล็กน้อย ตอนนี้เธอกำลังพยายามจัดการกับเสื้อผ้าอยู่บนเตียงนอน

          “เสื้อผ้าพวกนี้ใส่ยังไงกันเนี่ย?” ฉีเยว่พลิกเสื้อผ้าในมือไปมาด้วยท่าทางสงสัยแล้วทาบลงบนตัว พอได้ยินเสียงประตูดังขึ้นก็รีบทำท่าทางเหมือนเพิ่งตื่นนอนทันที

          สงสัยงานของบ่าวรับใช้อีกอย่างหนึ่งก็คือช่วยเจ้านายสวมเสื้อผ้าสินะ

          “ฮูหยินน้อยหลับสบายหรือไม่เจ้าคะ?” อาหลูเปิดผ้าม่านคลุมเตียงด้านหนึ่งออก แสงรุ่งอรุณที่สาดส่องเข้ามาในยามเช้าทำให้ภายในห้องดูวิจิตรงดงามขึ้นมาทันที

          “หลับสบายดี” ฉีเยว่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

          อาหลูรินชาร้อนใส่ถ้วยใบหนึ่งให้ ทว่าฉีเยว่กลับนั่งมองอีกฝ่ายทำงานเงียบๆ เธอเห็นเด็กสาวประคองภาชนะปากกว้างที่เป็นเครื่องเคลือบลายครามสีขาวใบเล็กๆ ที่อยู่ข้างเตียงแล้วเดินมาหา

          นี่คืออ่างบ้วนปาก... ฉีเยว่ใช้ภาชนะนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติจนเธออดชมตัวเองในใจไม่ได้ นั่นเพราะเมื่อวานเธอได้เรียนรู้เจ้าอ่างนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว เครื่องเคลือบลายครามใบนี้ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม

ตอนแรกเธอคิดว่าเป็นของที่เอาไว้ชื่นชมเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะทำหน้าที่คล้ายกระโถนเพื่อไว้ใช้งานใบหนึ่งเท่านั้น

          จวนโหวในสมัยโบราณ ทั้งอาหารทั้งเสื้อผ้ารวมไปถึงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนที่อยู่ที่นี่นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

          หลังจากบ้วนปากเสร็จถึงจะเป็นการดื่มชา ฉีเยว่เดินยืดเส้นยืดสายอยู่ภายในห้อง

          “วันนี้อากาศค่อนข้างดีนะ” เธอเอ่ยขึ้น

          การเริ่มต้นการสนทนาที่ดีที่สุดก็คือการเริ่มจากเรื่องของสภาพอากาศนี่แหละ เพราะว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และไม่ว่าจะอยู่ในประเทศจีนหรือต่างประเทศ ก็สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสม

          อาหลูยิ้มพลางพยักหน้าให้ “หลังฝนตก พวกต้นไม้ดอกไม้ที่อยู่ด้านนอกต่างก็ดูมีชีวิตชีวา ช่างงดงามน่าชมจริงๆ เจ้าค่ะ” นางกล่าวตอบพร้อมกับยื่นของบางอย่างให้เจ้านาย

          เมื่อฉีเยว่รับมาดูก็ถึงกับต้องร้อง ‘ว้าว’ ในใจ

          แปรงสีฟัน...

          แน่นอนว่าแปรงด้ามนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับของสมัยใหม่ได้ ของเปียกชื้นที่อยู่บนแปรงก็คือเกลือ ทำให้เช้านี้ฉีเยว่แปรงฟันด้วยความรู้สึกชื่นมื่น จากนั้นอาหลูก็ช่วยเธอล้างหน้า แต่งตัวแล้วเสริมสวยให้

          ช่างเป็นสังคมเก่าที่เลวร้ายจริงๆ แต่ก็สุขสบายเสียเหลือเกิน…

          “ทำไมอาห่าวถึงชักช้าจริง เด็กคนนี้ชอบหาเรื่องสนุกมาเล่นอยู่เรื่อยเลย” อาหลูเอ่ย พยายามมองไปด้านนอกเพื่อหาอาห่าว

          เพราะอาห่าวทำผมได้สวยงามจึงได้รับมอบหมายจากฮูหยิน

ผู้เฒ่าให้มาทำผมให้ฮูหยินน้อย จากนั้นเรื่องการหวีผมทำผมจึงเป็นหน้าที่ที่นางต้องทำมาโดยตลอด

          “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก พวกเราก็ไม่เห็นมีธุระอะไรอื่นอีกนี่”

ฉีเยว่เอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบปิ่นมวยผมในกล่องเครื่องประดับมาทีละอันจากนั้นก็ลองเปลี่ยนทรงผมตนเองทีละรูปแบบ

          “ฮูหยินน้อยใจดีเหลือเกินเจ้าค่ะ จนตอนนี้อาห่าวหลงระเริงไปแล้ว” อาหลูหัวเราะด้วยท่าทางอารมณ์ดี มือก็ทำความสะอาดห้องของเจ้านายไม่หยุด

          “เจ้าลองดูหน่อยสิ ข้าทำทรงผมแบบนี้ดีหรือไม่?” ฉีเยว่หมุนตัวมาถามนางอยู่ตลอดเวลา

          เจ้านายกับบ่าวรับใช้ผลัดกันถามผลัดกันตอบ บรรยากาศดู

ผ่อนคลายสนุกสนาน ขณะที่ทั้งคู่กำลังมีความสุขอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังมาจากด้านนอก หนึ่งในนั้นมีเสียงของอาห่าวด้วย

          “เจ้าลองไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น?”

          อาหลูที่ยืนรอคำสั่งอยู่ พอได้ยินเจ้านายอนุญาตก็รีบวิ่งออกไปทันที

---------------------------------------------

ปะทะ

            ประตูเรือนที่ถูกเปิดออก ทำให้ฉีเยว่สามารถได้ยินบทสนทนาทางด้านนอก

          “นี่เป็นดอกบัวที่ข้าเด็ดก่อน”

          “ใครอนุญาตให้เจ้าเด็ด! นี่เป็นดอกบัวที่เจ้านายของพวกข้าจองเอาไว้ตั้งนานแล้ว”

          “มันเป็นของฮูหยินน้อยของพวกข้าต่างหาก”

          “ฮูหยินน้อยอะไร เจ้าอย่ามัวแต่ชักช้า เดี๋ยวดอกบัวก็ช้ำกันพอดี ส่งมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ ถ้ายังพูดเหลวไหลอีกข้าจะฉีกปากเจ้า”

          จบประโยคนี้ก็ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของ

อาห่าวที่ดูท่าว่าคงเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว

          “เจ้าคือคนของเรือนไหนกันรึ? ทำไมถึงกล้ามาลงไม้ลงมือที่นี่?” อาหลูจ้องเด็กรับใช้ที่ผลักอาห่าวล้มลงไปกองอยู่บนพื้นแล้วพยายามแย่งดอกบัว

          เมื่อสามปีก่อนตอนที่มีงานมงคลสมรสระหว่างฉีเยว่กับเสี่ยวโหวเหย่ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ในจวนจึงมีการคัดบ่าวรับใช้อาวุโสออกมากลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็รับเด็กรับใช้ที่อายุยังน้อยมาทดแทน หลังงานมงคลสมรสก็มีการปรับเปลี่ยนหน้าที่การทำงานเป็นจำนวนมาก จากนั้นนางก็ติดตามฮูหยินน้อยเข้ามาอยู่ที่เรือนชิวถงหยวน ทำให้ไม่คุ้นเคยกับคนใหม่เหล่านี้มากนัก

          อาหลูมองไปที่บ่าวรับใช้ที่เป็นเด็กสาวอายุราวสิบสองสิบสาม อีกฝ่ายมีใบหน้าเล็กแหลม สวมใส่เสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่สีเขียว บ่งบอกถึงสถานะว่าเป็นบ่าวที่ทำหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถู ทำงานที่ใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์เข้าไปถึงด้านในเรือน

          หากฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จะบอกว่านับตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าจากไป กฎระเบียบของจวนนี้ก็ยิ่งหย่อนยานมากขึ้นทุกวัน หรือจะบอกว่าเด็กรับใช้คนนี้ไม่ได้ผ่านการอบรมสั่งสอนมาดีเล่า แต่ถึงจะไม่รู้จักคนก็ควรรู้จักมองผ้าคาดเอวของอาห่าวมิใช่หรือ ทำไมถึงยังกล้าแยกเขี้ยวยิงฟันใส่เช่นนี้?

          คำถามของอาหลูไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายตรงข้ามเลยสักนิด ถึงอีกฝ่ายจะมีรูปร่างเล็กแต่ก็ว่องไวปราดเปรียวยิ่งนัก เผลอนิดเดียวนางก็แย่งดอกบัวไปจากมืออาห่าวแล้ว จากนั้นก็เงยหน้ามองเรือน

ชิวถงหยวนด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

          “เชอะ!” นางกระแทกเสียงไม่พอใจใส่อาหลู ก่อนจะหมุนตัวกลับแล้ววิ่งจากไป

          จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แล้วยังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่นี้ กอปรกับคำพูดของตนที่ไม่ได้รับการแยแส ทำให้อาหลูโกรธจัดจนตัวสั่น

          ตอนนี้แค่เด็กรับใช้ก็ยังกล้ามาแย่งดอกบัวถึงที่เรือนนี้เลยรึ!

          “เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ!” อาหลูก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็ตามไปทัน มือหนึ่งคว้าเด็กรับใช้ผู้นั้นไว้แน่น เอ่ยถามเสียงเข้ม “เจ้าเรียนกฎระเบียบกับใคร? ตอบมา!”

          อาห่าวเองก็เดินเข้ามา ถือโอกาสตอนที่อาหลูจับอีกฝ่ายไว้ แย่งดอกบัวกลับมาอย่างรวดเร็ว

          “ไม่ต้องพูดถึงฐานะสูงต่ำระหว่างเจ้ากับข้าหรอก แต่นี่เป็นดอกบัวที่ข้าเด็ดมา เจ้าไม่มีสิทธิ์มาแย่งไป อย่ามาทำตัวเป็นอันธพาลแถวนี้นะ เจ้าจะบอกว่าดอกไม้ทุกดอกในจวนนี้เป็นของพวกเจ้าทั้งหมดเลยหรือไง ใครอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เด็ดงั้นรึ!” อาห่าวตะคอกใส่ด้วยความโกรธเคืองสุดขีด

          “เจ้านับว่าเป็นตัวอะไรถึงได้มาสั่งสอนข้า ใครๆ เขาก็พูดกันว่าพวกเจ้าที่อยู่ในเรือนชิวถงหยวนแม้แต่หมาแมวก็ไม่นับ!” เด็กรับใช้เชิดหน้าแล้วเอ่ยเสียงเยาะ พร้อมกับผลักอาหลูให้ออกห่าง ตั้งท่าจะไปแย่งดอกบัวอีกครั้ง

          อาหลูรู้ว่าลับหลังมีคำพูดที่ไม่น่าฟังมากมาย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิดจากปากเด็กรับใช้เช่นนี้ นางเอ่ยเสียงแข็ง เนื้อตัวสั่นเทิ้ม

          “ฮูหยินน้อยได้รับพระราชทานงานสมรส หนำซ้ำฮูหยินผู้เฒ่ายังเป็นผู้กำหนดวันด้วยตัวเอง อีกทั้งมีการเชิญเสด็จฮ่องเต้ให้มาร่วมในพิธีแต่งงานของทั้งคู่เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย แม้แต่ข้า--อาหลูก็เคยเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดฮูหยินผู้เฒ่ามาก่อน คาดไม่ถึง...คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้ที่เอ่ยคำพูดเนรคุณเช่นนี้ออกมาได้! เจ้าว่าเป็นใครกันนะที่พูดประโยคนี้ ข้าจะได้ไปจัดการนาง ผู้ที่กำเริบเสิบสานไร้กฎระเบียบต้องไล่ออกไป”

          เด็กรับใช้หวาดกลัวเป็นอย่างมาก รีบหลบสายตาแล้วพยายามดิ้นให้หลุดจากมืออาหลู แต่ดิ้นเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด นางจึงหันมากัดมืออาหลูเสียเลย

          “โอ๊ย!” อาหลูส่งเสียงร้องดังลั่น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหยาบคายได้ถึงเพียงนี้ นางชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แล้วตวัดฝ่ามือใส่หน้าเด็กรับใช้ไปหนึ่งฉาด

          เพียะ!

          เด็กรับใช้เอามือกุมหน้าแล้ววิ่งหนีไป

          อาหลูร้องตะโกนตามหลังด้วยท่าทางโมโหไม่หาย พยายามวิ่งตามไปแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

          อาห่าวดึงมือนางให้เดินกลับไปที่เรือนด้วยกันพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำปลอบใจ

          “เด็กคนนั้นเป็นคนของเรือนอนุจู...” นางกระซิบเบาๆ ข้างหูอาหลู “ถูกซื้อตัวมาจากข้างนอก… ในเมื่อคานข้างบนไม่ตรง คานข้างล่างก็ย่อมบิดเบี้ยวตาม… พี่หลูอย่าโมโหเลย โมโหนางไปก็เสียเวลาเสียอารมณ์เปล่าๆ”

          อนุจูเป็นผู้หญิงที่นายท่านเลี้ยงดูอยู่ข้างนอก เมื่อสองเดือนก่อนโหวฮูหยินเพิ่งมีคำสั่งให้รับตัวเข้ามาอยู่ในจวน

          “ก็จริง... แม้แต่คนแบบนั้นก็ยังรับเข้าจวนเลย ยังจะมีกฎระเบียบอะไรอีก…” อาหลูตอบกลับเบาๆ ความรู้สึกโกรธในคราแรกตอนนี้ถูกความเสียใจเข้ามาแทนที่แล้ว นางมีสีหน้าท่าทางหมดอาลัยตายอยาก

          สามปีแล้วที่ฮูหยินผู้เฒ่าจากไป เป็นสามปีที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก…

          อาหลูไม่ได้กลับเข้าไปในห้อง นางให้อาห่าวไปรายงานฮูหยินน้อยสักคำเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนตัวเองก็เข้าไปในครัวเล็กที่อยู่ด้านข้างเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้

          อาห่าวเดินเข้าไปในห้องเจ้านาย นางไม่ได้มีอาการห่อเหี่ยวใจเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถนำดอกบัวมาปักไว้ในห้องฮูหยินน้อยได้

          “ทะเลสาบแห่งนี้ดอกบัวจะบานช้ามาก มีเพียงดอกบัวที่อยู่ใต้สะพานเท่านั้นที่ใกล้จะบาน ข้ามองดอกบัวนี้ไว้นานแล้ว พอเห็นเมื่อวานฝนตกก็คิดว่าวันนี้ต้องบานแน่นอน ข้าจึงรีบวิ่งไปเก็บตั้งแต่เช้า แล้วก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้จริงๆ…” นางกล่าวขึ้นมาอย่างดีใจ “ฮูหยินน้อย ท่านว่าดอกบัวนี้สวยไหมเจ้าคะ?”

          ฉีเยว่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้าอย่างชื่นชม อาห่าวยิ้มหน้าบานจนเหมือนกับดอกไม้เช่นกัน เพียงแต่เมื่อสักครู่นี้แย่งดอกบัวกันจนผมเผ้ายุ่งเหยิงไปบ้าง ภาพที่เห็นจึงดูน่าขำไม่น้อย

          “แต่มีคนเห็นแล้วเกิดความอิจฉา คิดจะมาแย่งไปจากข้าน่ะเจ้าค่ะ จึงทำให้ท่านต้องเป็นกังวลแล้ว” นางเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม ไม่ลืมที่อาหลูให้รายงานเพื่อที่ฮูหยินน้อยจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล

          “แสดงว่าต้องเป็นของดีมาก ถึงได้มีคนมายื้อแย่ง หรือต้องชมเจ้าที่มีสายตาหลักแหลมยิ่ง” ฉีเยว่เอ่ย น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

          อาห่าวรีบคารวะเจ้านายแทนคำขอบคุณด้วยท่าทางดีใจ

          “ให้ข้าช่วยฮูหยินน้อยหวีผมนะเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้น ต้องการช่วยฉีเยว่แก้ทรงผมที่อีกฝ่ายทำเล่นตามใจชอบ ทว่ายังไม่ทันหยิบหวีก็ได้ยินเสียงดังเหมือนมีคนมาเคาะประตู

          “อาหลู เจ้าออกมานี่เดี๋ยวนี้!”

          ผู้หญิงคนหนึ่งส่งเสียงดังมาจากหน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นเนื่องจากประตูที่ไม่ได้ลงกลอนถูกถีบจนเปิดออก จากนั้นก็มีบ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

          ผู้ที่เดินนำเป็นหญิงสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด นางมีรูปร่างผอมสูง ใบหน้างดงาม สวมเสื้อตัวยาวเนื้อบางสีขาวที่มีลวดลายดอกไม้เล็กๆ ใส่กระโปรงสีชมพู มีแถบผ้ารัดเอวสีแดง นางเชิดคางแหลมๆ ขึ้น

ยืนตระหง่านอยู่กลางเรือน

          ทางด้านหลังเป็นกลุ่มบ่าวรับใช้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน เพียงแต่บางคนมีผ้ารัดเอวสีเขียว บางคนก็ใช้ผ้ารัดเอวสีเหลือง สีหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

          อาหลูเดินออกมาจากห้องครัวแล้ว นางกำลังมองหญิงสาวผู้นี้อยู่

          “ซู่เหมยเองงั้นรึ เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไร?” นางถาม ในสายตาฉายแววแปลกใจที่เห็นคนคุ้นเคย

          บ่าวที่มาด้วยกันดึงตัวเด็กรับใช้คนหนึ่งมาจากทางด้านหลัง

          “ใช่นางหรือไม่?” ซู่เหมยถาม

          เด็กรับใช้ผู้นี้คือคนที่พยายามแย่งดอกบัวไปจากอาห่าวเมื่อครู่นั่นเอง นางมองมาที่อาหลูด้วยสายตาเคียดแค้น

          “ใช่ นางนี่แหละ”

          อาหลูพอจะเข้าใจแล้วว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรกัน ความปลื้มปีติยินดีที่พบคนรู้จักเลือนหายไปจากใบหน้า แต่ก็ยังเอ่ยทักทาย

          “ซู่เหมย ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ของอนุจู…”         

          เพียะ!

          คำพูดยังไม่ทันจบ ซู่เหมยก็ก้าวเท้าเข้ามาตบนางเต็มแรง

          เสียงตบนั้นดังลั่นจนได้ยินทั่วเรือน ทั้งคนที่อยู่ด้านในและด้านนอกต่างก็นิ่งอึ้งไปตามๆ กัน

          อาหลูลูบแก้มตนเอง มองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

          “ข้าจะเป็นบ่าวรับใช้อยู่ที่ไหน เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าด้วย” ซู่เหมยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ตีสุนัขก็ยังต้องดูเจ้านาย พี่หลู เจ้าติดตามฮูหยินผู้เฒ่ามาก็นานมากแล้ว นี่ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งจากไปแค่สามปี ก็ทำให้เจ้าเลอะเลือนได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

          ขณะที่นางกล่าวถึงฮูหยินผู้เฒ่า น้ำเสียงเย้ยหยันก็ยิ่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ

          น้ำตาของอาหลูเอ่อคลอทั้งสองตา จ้องมองหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า คล้ายกับยังเห็นสีหน้าและท่าทางประจบเอาใจของอีกฝ่ายในปีนั้น

          ‘พี่หลูต้องการจะทำอะไร ขอแค่พูดออกมาก็ได้แล้ว...’

          ‘ขอบคุณพี่หลูที่สั่งสอน ข้ามันไม่รู้จักคิด…’

          ‘สามารถให้ความช่วยเหลือกับพี่ได้ ข้าก็มีความสุขแล้ว…’

          ในที่สุดน้ำตาของนางก็ไหลร่วงหยดลงมาเป็นสาย

 

            “ประโยคนี้ช่างพูดได้ไม่ผิดจริงๆ

          ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและหนักหน่วง เสียงหนึ่งพลันดังแทรกขึ้นมา

          ทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์อีหลักอีเหลื่อนี้ต่างก็มองไปทางต้นเสียง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง เส้นผมที่ยังไม่ได้รวบปล่อยยาวสยายระแผ่นหลัง นางอยู่ในชุดเสื้อคลุมตัวยาว กำลังใช้ปิ่นมวยผมตะไบเล็บมือตนเองด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย มองมาที่พวกตนด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มให้แต่ก็ไม่ยิ้ม

          ในปีที่ทุกคนผลักไสไล่ส่งฮูหยินน้อยมาอยู่ที่เรือนชิวถงหยวน อีกทั้งหลังจากนั้นนางก็เอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนไม่ออกไปไหน ทำให้หลายๆ คนจำหน้าตาของนางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงเพียงชั่วพริบตาก็จำได้แล้ว เพราะถึงอย่างไรใบหน้าของฮูหยินน้อยผู้นี้ก็งดงามเหลือเกิน จนทำให้คนที่เคยเห็นไม่อาจลืมเลือนได้

          “ฮูหยินน้อย...” ซู่เหมยก้มศีรษะคารวะ ทว่าใบหน้าไม่ได้ปรากฏความหวาดกลัวเลยสักนิด ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรต่อ ฉีเยว่ก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน

          “อาห่าว ตบนาง!” ฉีเยว่สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา

          อาห่าวยืนอยู่ด้านหลังเจ้านายด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทิ้มจากความโกรธมานานแล้ว พอได้ยินคำสั่งก็ก้าวพรวดออกไป นางเงื้อมือขึ้นสูงก่อนตวัดลงบนใบหน้าซู่เหมยสุดแรง

          เพียะ!

          ใบหน้าซู่เหมยสะบัดไปตามแรงตบทันที เสียงตบครั้งนี้ดังสนั่นแบบที่ครั้งก่อนหน้าเทียบไม่ติด ทุกคนได้แต่นิ่งอึ้งด้วยท่าทางตกตะลึงกันถ้วนหน้า ในขณะเดียวกันอาหลูเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้านายจะออกปากสั่งเช่นนี้

          หลังจากถูกตบไปฉาดใหญ่ ซู่เหมยก็ยังคงนิ่งเงียบราวกับรวบรวมสติกลับคืนมาไม่ได้

          การตบครั้งนี้ของอาห่าวเป็นความอาฆาตแค้นที่ค่อยๆ สะสมมาทีละเล็กละน้อย ตามที่หลักการว่าไว้ เมื่อถูกตบก่อนก็ต้องหาโอกาสตบคืนหรือพูดอีกอย่างก็คือ มีแค้นก็ต้องชำระ เล็บมือที่ไว้มาอย่างดีก็

ไม่ปล่อยให้เสียเปล่า ดังนั้นซู่เหมยจึงไม่เพียงเจ็บปวดเพราะถูกตบแต่ยังมีรอยขีดข่วนอีกสองแห่งบนใบหน้าจนเห็นเลือดไหลซึมออกมา

          “กรี๊ด! เจ้ากล้าตบข้ารึ!” พอตั้งสติได้ ซู่เหมยก็กรีดเสียงร้องขึ้นมาทันควัน รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ร้อนผะผ่าวบนใบหน้า นางยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองก็เห็นเลือดติดมากับนิ้ว

          ข้าเสียโฉมแล้ว!

          ใบหน้านี้เป็นทั้งชีวิตของข้าเชียวนะ!

          ซู่เหมยเกือบจะเป็นลมล้มลงไป บ่าวรับใช้ทั้งหลายที่มาด้วยกันรีบส่งเสียงให้สัญญาณ พากันเดินเข้ามาหมายจะจับตัวอาห่าวมาตบล้างแค้น

          อาห่าวได้ตบจนสาแก่ใจก็ไม่คิดจะสู้กับคนกลุ่มนี้ต่อ นางรีบถอยกลับมายืนด้านข้างเจ้านายทันที

          “คุกเข่าลง!” ฉีเยว่สั่งเสียงเฉียบขาด

          บรรดาบ่าวรับใช้ตกใจจนหยุดชะงักอยู่กับที่ ทุกคนต่างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าพูดสักคำ ได้แต่ยืนมองฉีเยว่ที่ยืนอยู่หน้าประตูอย่างโง่เขลา ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี

          “เจ้าพูดได้ไม่เลว ตีสุนัขยังต้องดูเจ้านาย แล้วพวกเจ้าเป็นตัวอะไรรึ? วิ่งมาถึงก็ทั้งด่าทั้งตบบ่าวของข้าต่อหน้าต่อตาข้า!” ฉีเยว่ตบประตูเต็มแรง ประโยคต่อมายิ่งดังขึ้น “พวกเจ้าตาบอดไปแล้วรึ หรือว่าเห็นข้าที่เป็นเจ้านายตายไปแล้ว!”

          เสียงตบประตูดังปังเมื่อครู่ ทำเอาบ่าวรับใช้เหล่านั้นถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ในจวนโหวเข้มงวดเรื่องความสูงต่ำของฐานะ บ่าวคนหนึ่งจึงคุกเข่าลงอย่างเชื่องช้า เมื่อมีคนหนึ่งคุกเข่าลง คนอื่นๆ ก็คุกเข่าตามทันที ถึงซู่เหมยจะไม่เต็มใจทำเช่นนี้ แต่ก็จำเป็นต้องคุกเข่าลงด้วย

          ฉีเยว่ถือโอกาสตอนที่บ่าวรับใช้ทั้งหลายก้มหน้าอยู่ รีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองเฮือก พร้อมกับแอบสะบัดมืออย่างรวดเร็ว

          เจ็บ! เธอใช้แรงมากไปแล้ว มือที่ตบประตูเกือบจะขาดอยู่แล้วเชียว นี่เป็นการแสดงละครครั้งแรก เธอคงไปไม่รุ่งในอาชีพนี้จริงๆ…

          เธอควรจะหยิบถ้วยชา กาน้ำชา แจกันดอกไม้ หรืออะไรประมาณนั้นมาสักอย่างแล้วโยนลงกับพื้นแทน แต่ว่าของเหล่านั้นในสายตาของฉีเยว่เป็นเครื่องลายครามของจริงที่มีชื่อเสียงในสมัยก่อน ถูกทำขึ้นมาอย่างประณีตและละเอียดอ่อน ทั้งหมดเป็นของที่ล้ำค่าและมีราคาแพง จะให้เธอตัดใจทิ้งลงกับพื้น เธอทำไม่ได้!

          เพียงแค่คิดก็ปวดใจแล้ว...

---------------------------------------------

เอะอะโวยวาย

          ถึงซู่เหมยและพวกบ่าวที่มาด้วยจะคุกเข่า แต่ก็ไม่มีใครยอมเอ่ยปากขอโทษ

          ความหวาดกลัวที่มีในตอนแรกมาถึงตอนนี้ได้จางหายไปแล้ว ซู่เหมยยกมือปิดแก้มที่มีรอยข่วนพร้อมกับก้มหน้าซ่อนน้ำตาแล้วเอ่ยปากพูดขึ้นมา

          “ฮูหยินน้อย ข้า…”

          “ถ้ามีอะไรเดี๋ยวค่อยพูด” ฉีเยว่เอ่ยตัดบทอย่างคนหมดความอดทน “เช้าตรู่ขนาดนี้ยังกล้ามารบกวนเวลานอนของข้า งั้นรอไปก่อน” จากนั้นเธอก็หันไปทางบ่าวของตน “อาห่าวมาหวีผมให้ข้าหน่อย อาหลู เจ้าไปเตรียมอาหารเช้า”

          สั่งจบเธอก็เดินกลับเข้าไปในห้อง ปล่อยให้คนที่มาหาเรื่องทั้งกลุ่มคุกเข่าตากแดดยามเช้าอยู่ด้านนอก

          ซู่เหมยกัดริมฝีปาก สีหน้าฉายแววทั้งโกรธทั้งอับอาย นางหันไปมองอาหลู ยังคงเห็นร่องรอยที่ตัวเองตบบนใบหน้าอีกฝ่าย อาหลูที่ยืนอยู่เงียบๆ หันมาพอดี สายตาสองคู่สบประสานกันแวบหนึ่งก่อนที่อาหลูจะผละไปทำตามคำสั่งเจ้านาย

          “หยิ่งเข้าไปเถอะ…” ซู่เหมยกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงฮึดฮัดแบบไม่พอใจ บิดผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น “พวกข้ายังคุกเข่าอยู่แท้ๆ แต่ไม่มีใครพูดถึงเลยสักคน จะให้อยู่แบบนี้ไปถึงเมื่อไร!”

          ฉีเยว่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองไปยังพวกบ่าวที่อยู่ด้านนอก แรกๆ บ่าวรับใช้กลุ่มนั้นก็คุกเข่าด้วยท่าทางปกติ เพียงไม่นานก็เริ่มซวนเซ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ถูกลงโทษแบบนี้มานานมากแล้ว

          “แต่ก่อนซู่เหมยก็เป็นบ่าวรับใช้ที่ดูแลปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าเช่นเดียวกับพวกข้า พี่หลูเป็นคนฝึกฝนสอนงานให้กับนางด้วยตนเอง ยามนั้นนางเอาอกเอาใจคอยติดตามพี่หลูตลอดราวกับสุนัขตัวหนึ่ง...”

          อาห่าวเริ่มอธิบายให้เจ้านายฟัง มือก็ทำผมให้ฉีเยว่ไปด้วย

          “แต่หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าจากไป นางก็ถูกส่งไปอยู่กับคุณหนูรอง แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ต่อมาภายหลังถึงถูกส่งไปอยู่กับอนุจูที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในจวน ดูจากพฤติกรรมที่หยาบกระด้างของนางแล้ว ไม่รู้ว่าถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นบ่าวรับใช้ขั้นสองได้อย่างไร คงนึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่จนหางชี้ฟ้าไปแล้วกระมัง สงสัยจะลืมไปว่าตัวเองเป็นแค่บ่าวของอนุคนหนึ่ง ยังกล้ามาทำตัวตีเสมอกับพี่หลู”

          ฉีเยว่ที่ฟังอยู่ได้แต่หัวเราะ “นึกไม่ถึงว่าขนาดเป็นแค่บ่าวยังมีเรื่องยุ่งวุ่นวายตั้งมากมาย ถ้าเป็นแบบนี้เรื่องราวของคนในตระกูลโหวจะไม่ยิ่งซับซ้อนกว่านี้หรือ”

          อาห่าวจึงเล่าให้ฟังต่อ “ราชวงศ์ต้าเซี่ยเพิ่งจะครองราชย์ได้ไม่นาน ตำแหน่งติ้งซีโหวถือเป็นตำแหน่งสูงศักดิ์ตำแหน่งหนึ่งที่สืบทอดต่อๆ กันมาในตระกูลฉาง ติ้งซีโหวรุ่นแรกเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับแว่นแคว้น เขาติดตามฮ่องเต้ในสมัยนั้นออกรบตั้งแต่เหนือจรดใต้ จึงได้รับพระราชทานตำแหน่งโหวมา จากนั้นทั้งบรรดาศักดิ์และทรัพย์สินก็ถูกส่งต่อไปยังรุ่นที่สอง และถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้คือรุ่นสามที่เรียกได้ว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด

          ติ้งซีโหว--ฉางหลงมีชีวิตท่ามกลางความสุขสบายไม่เคยต้องลำบาก หลังจากที่ไม่มีท่านโหวผู้เฒ่าแล้ว เขาซึ่งเป็นบุตรชายคนโตก็ได้แต่งงานกับบุตรสาวตระกูลเซี่ยที่เป็นตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง นางให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งซึ่งก็คือเสี่ยวโหวเหย่--ฉางอวิ๋นเฉิง ต่อมาโหวฮูหยินคนนี้ก็เสียชีวิต ไม่นานติ้งซีโหวก็แต่งภรรยาเข้ามาใหม่ นางเป็นน้องสาวของอดีตโหวฮูหยินที่จากไป ซึ่งก็คือโหวฮูหยินคนปัจจุบัน--เซี่ยซื่อ”

          “หา? แต่งงานกับสามีของพี่สาวงั้นหรือ?” ฉีเยว่หันหน้ามาถามอย่างประหลาดใจ

          “ฮูหยินน้อยอย่าขยับนะเจ้าคะ” อาห่าวรีบเอ่ยห้ามเพราะนางกำลังใช้ปิ่นปักไปที่มวยผมให้ฉีเยว่

          “ข้าไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องปักปิ่นหรอก จะได้ทำอะไรสะดวกหน่อย” ฉีเยว่ดึงมือของอีกฝ่ายลงพลางหัวเราะ จากนั้นก็ถามต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เจ้ารีบเล่าต่อสิ หลังจากโหวฮูหยินคนนี้แต่งงานกับสามีพี่สาวแล้วเป็นอย่างไร”

          อาห่าวอ้าปากเหมือนต้องการจะเล่าต่อ ทว่าอาหลูที่กำลังยกสำรับเข้ามาได้ยินพอดีก็รีบกระแอมแล้วเอ่ยขัดขึ้นทันที พร้อมกับหันไปถลึงตาใส่อาห่าวแวบหนึ่ง

          “ฮูหยินน้อย กินข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ”

          อาห่าวคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าตัวเองพูดมากเกินไปอีกแล้ว นางรีบกระวีกระวาดเข้ามาช่วยอาหลูจัดโต๊ะอาหาร หยุดหัวข้อสนทนาไว้เพียงเท่านี้

          สำรับอาหารมื้อนี้ยังคงเป็นผักดองเค็ม ข้าวต้มขาว ขนมแป้งแข็งๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ…

          “ครั้งต่อไปขอเป็นขนมที่นิ่มกว่านี้ได้ไหม ขนมนี้กินจนจุกแล้ว” ฉีเยว่เอ่ยขึ้น

          อาหลูรู้สึกอับอาย นางก้มหน้างุด ต่อว่าตัวเองเบาๆ “ข้าเป็นบ่าวที่ไม่ได้เรื่องเลย”

          “อีกสักครู่ข้าจะไปลองถามที่ครัวดูว่าทำอย่างไร” อาห่าวที่อยู่ข้างๆ พูดเสริมขึ้นมา

          ฉีเยว่จึงเงยหน้ามองเด็กสาวทั้งสอง “อ้อ” เธอเพิ่งคิดได้ก็ตอนนี้เอง “พวกเจ้าทำกับข้าวไม่เป็นหรอกรึ?”

          มิน่าล่ะ...กับข้าวที่กินอยู่นี้ถึงไม่มีรสชาติของอาหารตามแบบพวกตระกูลใหญ่ที่มีทั้งเงินทองและอิทธิพลในสมัยโบราณเลย

          พอได้ยินประโยคนี้อาหลูกับอาห่าวถึงกับหลุดหัวเราะ พวกนางเป็นเพียงบ่าวที่คอยทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ ไม่ได้เป็นแม่ครัว จะรู้เรื่องการทำอาหารได้อย่างไร

          ฉีเยว่พลอยหัวเราะตามไปด้วย “ไม่ต้องไปถามหรอก เดี๋ยวข้าทำเอง” เธอเอ่ยพร้อมกับยืนขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก

          “ฮูหยินน้อย ท่านกินน้อยเกินไปแล้ว กินข้าวอีกสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ” อาห่าวมองดูข้าวต้มที่ถูกตักไปไม่กี่คำแล้วรีบพูดโน้มน้าว

          “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวค่อยกินอีกก็ได้” ฉีเยว่โบกมือไปมาพร้อมกับสาวเท้าออกจากประตู

          ทั้งสองไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการจะทำอะไร จึงได้แต่เดินตามไปเท่านั้น

            ซู่เหมยและคนอื่นๆ ที่คุกเข่าอยู่เริ่มปวดขาขึ้นมาบ้างแล้ว

          พวกนางได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็เงยหน้ามอง เห็นฉีเยว่กำลังเดินออกมา จึงรีบยืดตัวตรงทันที สีหน้าของแต่ละคนเผยให้เห็นถึงความไม่พอใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่คิดเลยว่าฮูหยินน้อยที่เพิ่งล้างหน้าทำผมเสร็จจะไม่สนใจพวกตนเลยสักนิด ทั้งที่พวกนางคุกเข่ามานานตั้งแต่เช้าจนตอนนี้สายมากแล้ว ทว่าอีกฝ่ายทำเพียงเดินผ่านเลยไปทางห้องครัวโดยไม่แม้แต่จะชายตามองมาสักแวบหนึ่งเลย

          “พี่ซู่เหมย ถ้าหากนางไม่เรียกให้พวกเราลุกขึ้น พวกเราก็ต้องคุกเข่าเช่นนี้ต่อไปหรือ?” เด็กรับใช้คนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

          ซู่เหมยกัดริมฝีปากตัวเองจนเลือดซึม สายตาจับจ้องไปทางห้องครัวอย่างเคียดแค้น ไม่รู้ว่าเจ้านายกับบ่าวหญิงทั้งสองทำอะไรกันอยู่ด้านใน ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ แว่วออกมา

          “คุกเข่าก็คุกเข่าสิจะกลัวอะไร?” ซู่เหมยตอบเสียงเยาะ “เมื่อก่อนตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ นางยังไม่กล้าเบ่งอำนาจเลย พอมาตอนนี้คิดจะทำขึ้นมา ก็รอดูกันไปว่านางจะแน่สักแค่ไหน”

          ฮูหยินน้อยผู้นี้ถึงจะเข้ามาอยู่ในจวนติ้งซีโหวห้าปีแล้ว แต่สองปีแรกก็หมดไปกับการติดตามฮูหยินผู้เฒ่า ไม่ค่อยมีใครได้เจอหน้านาง สามปีต่อมาก็ได้แต่เก็บตัวอยู่ในเรือนชิวถงหยวนจึงเหมือนกับทำตัวหายสาบสูญไป จึงไม่ค่อยมีใครรู้นิสัยใจคอว่านางเป็นคนอย่างไร

          “พี่ซู่เหมย เมื่อก่อนเจ้าก็ติดตามฮูหยินผู้เฒ่าเช่นกัน คงจะคุ้นเคยกับฮูหยินน้อยเป็นอย่างดีสินะ ทำไมนางถึงเป็นคนขี้โมโหแบบนี้เล่า? ไหนๆ พวกเราก็ตามเจ้ามาที่นี่แล้ว เจ้าก็เล่าเรื่องนางให้ฟังหน่อยเถิด” บ่าวคนเดิมถามต่อ

          โอ๊ย! จะถามอะไรนักหนา แค่คุกเข่าก็แย่พอแล้ว ยังจะถามมากอีก ไม่รู้จักเวลาเสียเลย ซู่เหมยที่เริ่มปวดขามองไปที่คนถาม ทำตัวแบบนี้ก็เป็นได้แค่บ่าวรับใช้ขั้นสี่ไปชั่วชีวิตเถอะ

          “พูดถึงฮูหยินน้อยผู้นี้...” ซู่เหมยเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงดูถูกเล็กน้อย “ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ายังอยู่ นางไม่เคยต้องลำบากเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่ได้พูดโกหกนะ นางได้รับความโปรดปรานยิ่งกว่าคุณหนูทั้งหลายเสียอีก

ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในจวน ก็คงไม่รู้หรอกว่านางเป็นแค่เด็กสาวที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ใครๆ ก็คงนึกว่านางเป็นญาติแท้ๆ ทางสายเลือดคนหนึ่ง…”

          “เป็นเพราะฮูหยินน้อยเคยช่วยชีวิตฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้” เด็กรับใช้ผู้หนึ่งเอ่ยตามที่เคยได้ยินมา

          “เคยช่วยชีวิตงั้นรึ?” ซู่เหมยเอ่ยเสียงเยาะแล้วเบ้ปาก “ก็แค่เด็กขอทานอายุสิบสี่สิบห้าปี จะช่วยชีวิตฮูหยินผู้เฒ่าได้อย่างไร? ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงแค่เจอนางแล้วเกิดความเอ็นดูจึงรับมาเลี้ยง เหมือนที่คนเราเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวนั่นแหละ แต่เรื่องที่คาดไม่ถึงจริงๆ ก็คือการที่ฮูหยินผู้เฒ่าจัดแจงให้นางแต่งงานกับเสี่ยวโหวเหย่นี่แหละ ไม่รู้ทำไมเสี่ยวโหวเหย่ถึงยอม!”

          นางพูดมาถึงตรงนี้ก็โกรธจนยากจะระงับ บิดผ้าในมือแน่นจนแทบจะขาดอยู่แล้ว

          “พี่ซู่เหมย เรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้ดีว่านางไม่คู่ควร แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่ควรพูดหรือแสดงท่าทีมากเกินไปนะ” บ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้รีบเตือนขึ้นมา

          “ข้ารู้แล้ว แต่พอเผลอพูดออกมาก็อดที่จะโมโหไม่ได้ เพราะเรื่องนี้นี่แหละที่ทำให้โหวฮูหยินโกรธจัดจนถึงกับล้มป่วย” พอได้นินทาขึ้นมาแล้วซู่เหมยก็ยากที่จะหยุด “ว่ากันว่านางเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่คอยอบรมสั่งสอน เป็นขอทานต้องขอข้าวคนอื่นกิน ขอเสื้อผ้าคนอื่นมาใส่ วันทั้งวันก็ได้แต่แย่งอาหารกับสุนัขอยู่หน้าศาล แต่เผอิญโชคดีได้ฮูหยินผู้เฒ่าเก็บมาชุบเลี้ยง แต่ถึงกระนั้นฮูหยินผู้เฒ่าพยายามสั่งสอนเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ นางยังคงมีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย พบเจอใครก็ได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น ขนาดให้มายืนตรงหน้าบ่าวแบบพวกเรายังถึงกับตัวสั่น โอ๊ย...ข้าพูดต่อไม่ได้แล้ว ทำไมข้าต้องมาคุกเข่าให้คนแบบนี้ด้วย! นางนับว่าเป็นตัวอะไรกัน!”

          พูดมาถึงตรงนี้ซู่เหมยก็ลุกพรวดพราดขึ้นทันที ทว่าบ่าวรับใช้ข้างๆ รีบกดตัวนางไว้ได้ทัน

          “ไม่ว่าเมื่อก่อนนางจะเคยเป็นอะไรมา แต่ตอนนี้นางก็เป็นถึงฮูหยินน้อยของจวนโหวนะ” พวกบ่าวเอ่ยเตือนสติ ไม่ให้อีกฝ่ายทำอะไรผลีผลาม

          ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในจวนติ้งซีโหว เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าจากไปก็เป็นนายท่านกับโหวฮูหยินที่มีตำแหน่งสูงสุดในตอนนี้ ต่อจากนั้นก็เป็นภรรยาของบุตรชายคนโตซึ่งก็คือฮูหยินน้อย ในฐานะภรรยาที่ถูกต้องของเสี่ยวโหวเหย่ ทำให้นางมีสถานะเหนือคุณหนูทั้งหลายในจวน ไม่ต้องพูดถึงบรรดาอนุของติ้งซีโหวที่เทียบกันไม่ได้

          “ก็แค่ตำแหน่งลอยๆ ไม่ได้แสดงว่านางจะเหนือกว่าสักหน่อย” ซู่เหมยส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ

 

          ครึกครื้นกันดีจริง

          เสียงของฮูหยินน้อยดังขึ้นมา ทำให้บรรดาบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่พากันตื่นตกใจ พวกนางไม่รู้เลยว่านายบ่าวทั้งสามออกมาจากห้องครัวตั้งแต่เมื่อไร ได้ยินไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

          “ฮูหยินน้อย บ่าว…” ซู่เหมยคิดว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองอย่างที่ไม่คิดจะปกปิด

          “ถ้าพูดคุยกันสนุกสนานขนาดนี้ก็คุยกันต่อไปเถอะ ไว้ค่อยคุยกับข้าทีหลังก็ได้” ฉีเยว่หัวเราะพร้อมกับโบกมือให้ เดินผ่านหน้าบ่าวกลุ่มนี้กลับเข้าไปในห้องตัวเอง

          ซู่เหมยโกรธจนควันแทบจะออกจากหู หันขวับไปยังเด็กรับใช้ที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นก็ส่งเสียงเรียก

          “เสี้ยนเอ๋อ!”

          เจ้าของชื่อรีบขยับเข้ามาหาทันที “พี่มีอะไรจะสั่งข้างั้นหรือ?”

          “เจ้าลุกขึ้นเถอะ” ซู่เหมยบอก

          เดิมทีเด็กรับใช้ไม่อยากคุกเข่าอยู่แล้ว พอได้ยินประโยคนี้ก็ลุกขึ้นทันควัน ในใจคิดแต่ว่าเมื่อถึงตอนนั้นหากมีคนถามก็พร้อมจะมีคนรับผิดชอบอยู่แล้ว พอยืนได้นางก็รีบหมุนตัวแล้ววิ่งจากไป ซู่เหมย

คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไร้มารยาทขนาดนี้ พอลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปเสียอย่างนั้น จึงได้แต่ตะโกนตามไล่หลัง

          “เจ้าไปหามามาที่เรือน นางน่าจะช่วยเหลือพวกเราได้ บอกไปว่าพวกข้าถูกฮูหยินน้อยสั่งสอนอยู่ที่นี่ไปไหนไม่ได้”

          โชคดีที่ถึงเด็กรับใช้ผู้นี้จะไม่มีทักษะความสามารถอะไรเลย แต่แค่ให้ไปฟ้องมามาก็นับเป็นเรื่องที่นางถนัดอยู่ นางหันหน้ามาตอบรับโดยไม่ชะงักฝีเท้า ไม่นานก็หายไปไม่เห็นแม้แต่เงา

          คำพูดของซู่เหมย ทุกคนที่อยู่ในห้องได้ยินอย่างชัดเจน

          “ฮูหยินน้อย นางไปขอร้องให้คนมาช่วยแล้ว” อาห่าวที่ยืนอยู่หน้าประตูเอ่ยขึ้นมา “นางช่างโอหังจริงๆ กล้าขัดคำสั่งท่านแบบไม่เกรงกลัวเลยสักนิด”

          ฉีเยว่กำลังล้างมือที่เปื้อนแป้งในอ่างน้ำที่อาหลูประคองมาให้ พอได้ยินอาห่าวรายงานก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจ

          “แหม เพิ่งไปงั้นหรือ ข้านึกว่าจะไปตั้งนานแล้วเสียอีก”

          บ่าวทั้งสองหันมามองหน้าเจ้านายโดยพร้อมเพรียง ทว่าอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นแทน “อีกสักครู่ พอหมักแป้งเรียบร้อยแล้ว ข้าจะปิ้งขนมไส้น้ำตาลให้พวกเจ้ากิน”

          “จะกล้าใช้แรงฮูหยินน้อยทำอาหารให้กินได้อย่างไรกัน” อาหลูกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “เป็นเพราะพวกข้าปรนนิบัติรับใช้ไม่ดีเอง...”

          “โอย... พอเถอะ เจ้าไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว” ฉีเยว่รับผ้าเนื้อนุ่มจากอาหลูมาเช็ดมือ จากนั้นอาหลูก็ยกอ่างไปเทน้ำทิ้ง ส่วนอาห่าวยังคงยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าประตู ไม่ขยับไปไหน

          ฉีเยว่เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ดึงลิ้นชักออกเพื่อหาครีมบำรุงมือที่วันนั้นอาหลูหยิบมาให้เธอใช้

          เพิ่งทามือเสร็จ ก็ได้ยินอาห่าวตะโกนขึ้นมา สีหน้ามีความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย สายตาเด็กสาวจับจ้องไปยังด้านนอกแบบไม่ลดละ

          “มาแล้ว! เร็วเพียงนี้เลยหรือ” ประโยคต่อมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ

          “ไอ้หยา! โจวมามาถึงกับมาเองเลย!”

---------------------------------------------

 

ตอบโต้

            พอได้ยินคำพูดอาห่าว อาหลูอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเจ้านายที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

          ฉีเยว่ยังวุ่นอยู่กับการหยิบนั่นมองนี่ ปากก็ถามขึ้นเหมือนไม่ใส่ใจ

          “นางเป็นใครรึ?”

          “นางเป็นคนใกล้ชิดโหวฮูหยิน มีหน้าที่ดูแลคลังเก็บของเจ้าค่ะ” อาห่าวที่ตกใจจนหน้าซีดเผือดเป็นคนตอบ

          การดูแลคลังเก็บของ ดูแลงานฝ่ายใน และดูแลเรื่องการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นงานของผู้ที่รับใช้ใกล้ชิดเจ้านายใหญ่ ถือว่ามีตำแหน่งไม่ธรรมดาจริงๆ ซะด้วย ฉีเยว่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ เธอวางของในมือลง มองออกไปด้านนอก เห็นผู้หญิงที่เพิ่งมาใหม่คนหนึ่งยืนอยู่ มีหญิงอีกสองสามคนติดตามมาด้านหลัง

          หญิงผู้นี้มีอายุสี่สิบกว่าปี นางสวมเสื้อตัวนอกแบบไม่มีแขนสีน้ำตาล เสื้อตัวในสีเขียวเข้ม ทรงผมเรียบกริบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าตาดูอิ่มเอิบ อวัยวะทั้งห้าส่วนบนใบหน้าทำให้นางดูเหมือนผู้ที่มีไมตรีจิต ทันทีที่มาถึงนางก็ชำเลืองมองซู่เหมยแล้วถามขึ้น

          “เช้าตรู่ขนาดนี้เด็กบ้าอย่างพวกเจ้าวิ่งมาทำอะไรที่นี่?” จากนั้นก็เอ่ยต่อโดยไม่รอคำตอบ “พวกบ่าวอาวุโสกำลังเก็บกวาดอยู่ในเรือน แต่เด็กรับใช้อย่างพวกเจ้าต่างหนีหายกันไปหมด มาทำอะไรเหลวไหล

แถวนี้รึ”

          ซู่เหมยและพวกบ่าวรับใช้ที่คุกเข่าอยู่พอเห็นโจวมามาต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ แม้นางจะให้เด็กไปตามคนมาช่วย แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นอีกฝ่ายที่มา

          “มามา... มามา...” ซู่เหมยคลานเข่าเข้าไปใกล้ๆ เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพราก แล้วนางยังพยายามเงยหน้าให้อีกฝ่ายเห็นรอยข่วนบนแก้มเป็นการฟ้องกลายๆ อีกด้วย “ข้าล่วงเกินฮูหยินน้อย...”

          พูดมาถึงตรงนี้ เด็กสาวก็ร้องไห้คร่ำครวญเปี่ยมว่าจะขาดใจ

          พอเห็นท่าทางรวมไปถึงใบหน้าของซู่เหมย ทั้งโจวมามาและบ่าวอาวุโสที่ติดตามมาก็พากันประหลาดใจ มองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

          ฮูหยินน้อยช่างลงไม้ลงมือหนักเอาการจริงๆ ตามนิสัยของฮูหยินน้อยผู้นี้ แค่กล้าให้บ่าวรับใช้พวกนี้คุกเข่าก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะสั่งให้ตบอีกด้วย…

          โจวมามาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังประตูห้อง ทั้งที่พวกตนพูดคุยกันเสียงดังอยู่ตรงนี้ ทว่าคนในห้องกลับยังเงียบเฉย ทำเหมือนไม่เห็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น นางเหลือบมองซู่เหมยแวบหนึ่ง จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ประตูห้องมากยิ่งขึ้น ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม เอ่ยเสียงนุ่มนวลเป็นการทักทาย

          “บ่าวขอคารวะฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ”

          “นั่นใครรึ?”

          เสียงถามดังมาจากด้านใน ไม่นานร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น ในมือนางถือพัด โบกไปมาด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย

          โจวมามายืดตัวตรงแล้วเงยหน้า อดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงรูปร่างหน้าตาของผู้ที่ไม่ได้พบกันมานาน

          สตรีผู้นี้สวมเสื้อสีม่วงอ่อนกับกระโปรงยาวสีเหลืองอมแดงราวกับสีของน้ำผึ้ง นางมีรูปโฉมงดงาม ทรงผมเกล้าสูงปักด้วยปิ่นมุก ทั้งการพูดจา ทั้งท่าทางการเคลื่อนไหว แม้กระทั่งท่วงท่าการโบกพัดไปมานั้นแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์เย้ายวนใจจนผู้ที่มองเห็นยากจะละสายตา

          ฮูหยินน้อยผู้นี้รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร บรรดาบ่าวอาวุโสรู้อยู่ก่อนแล้ว ทว่าเมื่อได้เห็นหน้านางอีกครั้ง ทำไมรูปลักษณ์ในวันนี้ช่างทำให้จิตใจหวั่นไหวยิ่งกว่าภาพในความทรงจำ

          หรือเป็นเพราะไม่ได้เจอกันมานาน? โจวมามารำพึงรำพันอยู่ในใจ มองฮูหยินน้อยอีกครั้งอย่างละเอียดก็พบว่าไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ทว่าการเปลี่ยนแปลงมาจากภายใน

          ใช่แล้ว ลักษณะท่าทางต่างหากที่เปลี่ยนไป!

          ในฐานะบ่าวอาวุโสที่มีความสามารถในการควบคุมและดูแลงานเป็นอย่างดี อีกทั้งนางยังรับใช้ใกล้ชิดโหวฮูหยินมานาน สำหรับฮูหยินน้อยที่มีชื่อเสียงเลื่องลือผู้นี้ นางย่อมต้องรู้จักอยู่แล้ว นางเห็นอีกฝ่ายตั้งแต่ตอนที่เป็นคนโปรดของฮูหยินผู้เฒ่า จนกระทั่งถูกส่งมาอยู่ในเรือนที่ห่างไกลอย่างเรือนชิวถงหยวนจากนั้นอีกฝ่ายก็เงียบหาย ความเป็นมาของผู้หญิงคนนี้ไม่กระจ่างนัก ถึงแม้ตอนแรกจะแต่งตัวซอมซ่อจนดูเหมือนขอทาน แต่หลังจากได้อาบน้ำหวีผมแต่งตัวใหม่ก็ทำให้ทุกคนตกตะลึงกับใบหน้าที่งดงาม แต่ถึงจะงดงามแล้วอย่างไรเล่า หากมองหลายๆ ครั้งก็น่าเบื่ออยู่ดี

          ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน ความรู้สึกเหมือนกับเวลาที่เห็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ทำจากผ้าไหมอย่างประณีตงดงามกลายไปเป็นดอกไม้จริงขึ้นมา ทั้งที่หน้าตายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ต่างกับเมื่อก่อนที่ถึงจะสวยแต่เหมือนกับไร้ชีวิต

          พอคิดมาถึงตรงนี้โจวมามาก็ถึงกับลมหายใจสะดุด นางนึกไปถึงข่าวลือที่ตนได้ยินมาเมื่อวาน พอเห็นรอยยิ้มที่มุมปากฮูหยินน้อย ท่ามกลางแสงแดดสดใสทว่าในใจกลับหนาวสะท้านอย่างยากจะระงับ

          “ฮูหยินน้อย ข้า--โจวมามาเจ้าค่ะ” นางตอบพลางทำความเคารพแล้วรีบหลบสายตา ไม่กล้ามองอีกฝ่ายต่อไป

          “อืม” ฉีเยว่ตอบสั้นๆ แค่คำเดียว ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบพูดต่อ

          “โจวมามา เจ้ามาได้ประจวบเหมาะพอดีเลย ข้าวางแผนจะปิ้งขนมสักหน่อย ทว่าบ่าวทั้งสองของข้ากลับเงอะงะ ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ข้าใช้ให้ไปที่ห้องครัวก็ไม่ได้เรื่อง บอกคนที่นั่นไม่ได้ว่าต้องการอะไร

ข้ารบกวนเจ้าให้ผ่านไปทางนั้นสักหน่อยแล้วบอกหัวหน้าที่ดูแลห้องครัวว่าให้ส่งแป้งและพวกของใช้มาให้ข้าที่นี่ด้วย เพราะตอนนี้ข้ากินขนมที่ทำจากแป้งแข็งๆ มาหลายมื้อจนจุกท้องนอนไม่หลับแล้ว”

          โจวมามาคิดไม่ถึงว่าฮูหยินน้อยจะพูดเรื่องนี้จึงนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะรีบรับคำพร้อมส่งยิ้มให้ทันที ขณะเดียวกันนางก็รับรู้ได้ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของอีกฝ่ายด้วย

          “บ่าวบกพร่องในหน้าที่สมควรถูกตบจริงๆ ลำบากให้ฮูหยินน้อยต้องเอ่ยปากเองแล้ว” โจวมามาเอ่ยขึ้นพร้อมกับตบหน้าตัวเองเบาๆ ไปด้วย

          “ไอ้หยา! เจ้าจะตบหน้าตัวเองทำไม เจ้าไม่ได้เป็นคนดูแลห้องครัวนี่นา หากเจ้าไม่ทำหน้าที่ของตน มัวแต่ยุ่งกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองแล้วเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่คนอื่น ทำแบบนั้นต่างหากที่สมควรถูกตบ”

          ฉีเยว่เอ่ยเสียงเรียบ ไม่สนใจว่าจะกระทบใครบ้าง ใบหน้านางนิ่งเฉยยากจะคาดเดาความคิด เด็กรับใช้ที่ยังคงคุกเข่าอยู่ถึงกับก้มหน้างุด ทั้งที่ฮูหยินน้อยไม่ได้ด่าตรงๆ แต่ทำไมคนฟังจึงรู้สึกปวดแปลบในใจนัก วันนี้ถือว่าพวกบ่าวได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริงแล้ว

          โจวมามามองท่าทางฮูหยินน้อยด้วยความงุนงง ทำตัวไม่ถูก หลังจากตะลึงงันไปพักหนึ่งก็เริ่มรู้สึกตัว จากนั้นนางก็รีบขอบคุณพร้อมกับเรียกรอยยิ้มมาประดับบนใบหน้าดังเดิม

          “อ้อ... มามาคงมีงานยุ่งอีกมาก ข้าไม่คุยเล่นด้วยแล้ว เจ้ารีบไปเถอะ” ฉีเยว่พูดยิ้มๆ พร้อมกับโบกพัดอันเล็กไปด้วย

          โจวมามาส่งเสียงตอบรับ ตั้งท่าจะเดินจากไป พอหมุนตัวก็ไปชนกับพวกบ่าวที่ติดตามมาด้านหลัง ตัวนางเองถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ คาดไม่ถึงว่าหลังจากพูดคุยกับฮูหยินน้อยแค่สองสามประโยคก็ทำให้นางลืมไปเลยว่าตัวเองมาที่นี่ทำไม

          นี่ข้าเป็นอะไรไปแล้ว?

          “ฮูหยินน้อย ไม่รู้ว่าซู่เหมยผู้นี้…” พอนึกได้ นางจึงหันกลับมาแล้วเอ่ยขึ้น ทว่าคำพูดยังไม่ทันจบ ฉีเยว่ก็เอ่ยขัดขึ้นมาก่อน

          “อ้อ...จริงด้วย หากเจ้าไม่พูดข้าก็ลืมไปแล้ว เด็กๆ พวกนี้ทะเลาะกันจนข้าปวดหัวไปหมด ก็เลยลงโทษให้พวกนางคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ข้าจะได้กินข้าวเช้าอย่างสงบสุขหน่อย” เธอพูดพลางโบกพัดไปมาด้วยท่าทางรื่นรมย์ “แต่ตอนนี้ข้ากินข้าวเสร็จแล้ว พวกเจ้าก็พากันกลับไปเถอะ”

          กินข้าวเสร็จแล้ว? กลับได้?

          พอได้ยิน ทั้งโจวมามาและบ่าวอาวุโสรวมไปถึงซู่เหมยกับพรรคพวกต่างก็มองฉีเยว่ด้วยสายตามึนงง

          “มามายังมีธุระอะไรอีกงั้นรึ?” ฉีเยว่จ้องโจวมามากลับ ถามด้วยสีหน้าที่เป็นปกติ

          “มะ... ไม่... ไม่มีเจ้าค่ะ” โจวมามาตอบเสียงอึกอัก หลายครั้งแล้วที่ตนลืมตัวจนเสียกิริยาในวันนี้ “คาดไม่ถึงว่าเด็กรับใช้พวกนี้จะล่วงเกินฮูหยินน้อย ถ้าเช่นนั้นโดนทำโทษให้คุกเข่าก็ถือเป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรกฎระเบียบก็มีไว้ให้ทำตามเจ้าค่ะ”

          ซู่เหมยยื่นมือมาดึงชายเสื้อของโจวมามา สีหน้าบ่งบอกว่าอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มทีแล้ว

          “มามากล่าวหนักเกินไปแล้ว เรื่องไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก พวกเจ้ากลับไปเถอะ” ฉีเยว่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “อาหลู เจ้าเดินไปส่งโจวมามาแทนข้าด้วย”

          ซู่เหมยเตรียมคำพูดชุดใหญ่เอาไว้เพื่อระบายความทุกข์ในใจ แต่กลับไม่มีโอกาสได้พูดออกมาเลยสักคำ

          “ยังไม่รีบขอบคุณฮูหยินน้อยอีก” โจวมามาตำหนิเด็กสาว ดึงชายเสื้อจนหลุดออกจากมือซู่เหมย จ้องอีกฝ่ายตาเขม็งเป็นการตักเตือน

          ซู่เหมยร้องไห้ ก้มหน้ามองพื้น เอ่ยเสียงสั่นเครือ

          “ขอบคุณฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ”

          นางพูดประโยคนี้อย่างเจ็บปวดใจทว่าไม่ทำก็ไม่ได้ ฉีเยว่ได้อธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะพวกบ่าวรับใช้ทะเลาะวิวาทกัน อีกฝ่ายไม่ได้ปิดบังและไม่ได้ฟ้องเรื่องของพวกนางต่อหน้าต่อโจวมามา

          ไม่ยุติธรรมเลย! ข้าจะร้องขอความเป็นธรรมได้จากไหน! ให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าไม่ยอม!

          “โจวมามา… เชิญ” อาหลูเอ่ยยิ้มๆ เมื่อเดินมาถึงตัวโจวมามา โดยที่ไม่ชำเลืองมองซู่เหมยเลยแม้แต่นิดเดียว

          “ไม่กล้ารบกวนแม่นางหรอก เจ้าส่งข้าแค่ตรงนี้ก็พอ” โจวมามาส่งยิ้มกลับพลางเดินไปยังประตู

          อาหลูเดินไปส่งพวกนางถึงนอกประตู เพราะคุกเข่ามานาน ทั้งซู่เหมยและคนอื่นๆ ต่างก็เดินขากะเผลก แต่ละคนมีสีหน้าซีดเผือด เดิมทีวันนี้เป็นวันที่ต้องชำระแค้น ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมีแต่ความอัดอั้นอยู่ในใจที่หาทางระบายออกมาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซู่เหมย น้ำตานางยังคงไหลไม่หยุด หันกลับไปมองอาหลูด้วยสายตาอาฆาตแค้นแบบไม่ยอมเลิกรา

          อาหลูบอกลาคนทั้งกลุ่มแล้วเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวกลับพร้อมปิดประตูตามหลัง

          “ฮูหยินน้อยจะปล่อยไปเช่นนี้หรือเจ้าคะ?” อาห่าวที่อยู่ด้านในถามขึ้น

          “ใช่... เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรมากกว่านี้อยู่แล้ว” ฉีเยว่ตอบเสียงกลั้วหัวเราะ มองพัดที่อยู่ในมืออย่างสบายใจ “พูดอีกอย่างก็คือจะเอาพวกนางมาลงโทษอย่างไรได้อีก? การที่ข้าให้พวกนางคุกเข่าก็เพื่อให้ได้รับโทษที่กระทำความผิดเสียบ้าง สำหรับเรื่องนี้ แค่พวกเราไม่เสียหายก็ถือว่าไม่ขาดทุนแล้ว”

          “นางไม่มีค่าพอให้ใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ หากว่านางกล้าปฏิบัติกับโหวฮูหยินแบบนี้บ้าง หรือไม่จำเป็นต้องเป็นโหวฮูหยิน แค่บ่าวอาวุโสก็พอ หากนางไม่ตายก็ต้องถูกแล่เนื้อเถือหนังแน่นอน” อาห่าวเอ่ยขึ้นมาอีก น้ำเสียงไม่พอใจอย่างชัดเจน

          “ที่สำคัญคือนางคงไม่กล้าปฏิบัติกับคนเหล่านั้นแบบนี้น่ะสิ” ฉีเยว่หัวเราะเบาๆ “นางไม่ใช่คนโง่ขนาดนั้นหรอก นางรู้ว่าลูกพลับแบบไหนเด็ดได้ แบบไหนเด็ดไม่ได้ ดังนั้นอย่าโทษคนที่เด็ดลูกพลับ ใครใช้ให้เจ้าทำตัวเป็นลูกพลับที่เด็ดได้กันเล่า...”

          เธอใช้พัดเคาะที่หน้าผากอาห่าว ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบสิ่งของทุกอย่างของ ‘ตัวเอง’ มาพลิกดูด้วยความสนใจอีกครั้ง

          อาหลูฟังทั้งสองสนทนากันเงียบๆ สายตาที่มองฉีเยว่เต็มไปด้วยความสับสน ส่วนอาห่าวก็มีสีหน้างุนงงเหมือนไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเจ้านายนัก ทั้งสองต่างตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ไม่นานก็ถอยออกไปโดยไม่พูดไม่จา ราวกับเป็นวิญญาณที่หายตัวได้อย่างไรอย่างนั้น

 

            พอซู่เหมยเดินห่างจากเรือนชิวถงหยวนมาไกลแล้ว ก็หันไปคว้ามือโจวมามาเอาไว้แล้วร้องไห้โฮ

          “มามา ท่านจะต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกข้านะ พวกนางเป็นฝ่ายตบพวกข้าก่อน ถึงตอนนี้ยังพูดจาโยกโย้โต้กลับมาอีก”

          “เป็นเพราะตัวเจ้าเองที่เปิดโอกาสให้นางโต้กลับมาได้” โจวมามากล่าวขึ้น ใบหน้าที่มีไมตรีจิตตลอดมา ในที่สุดก็ปรากฏความเหลืออดให้เห็นวูบหนึ่ง ยิ่งทำให้คนมองรู้สึกหวาดหวั่นจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางถามขึ้นอีกครั้ง “เอาเถอะ สรุปแล้วเจ้าไปทำอะไรที่นั่น?”

          ซู่เหมยที่พยายามอ้อนวอนด้วยท่าทางประจบประแจงแต่กลับไม่ได้รับความสนใจไยดี หนำซ้ำยังถูกถามกลับต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้จึงรู้สึกคับแค้นใจ วันนี้ใบหน้าที่เป็นทุกอย่างของชีวิตต้องเสียโฉมไปแล้ว ซ้ำร้ายยังทำอะไรตัวต้นเหตุไม่ได้อีก นางปิดหน้าร้องห่มร้องไห้อย่างหนักหน่วงราวกับจะขาดใจตายไปตรงนี้

          “พอๆ เลิกร้องไห้ได้แล้ว ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่เจ้าต้องรู้สถานะของตัวเองบ้าง หากเจ้าอยากจะทำอะไรได้มากกว่านี้ก็ต้องปีนป่ายขึ้นไปให้สูง แม่เด็กน้อย เจ้าฟังข้าสักคำเถอะ ยืนให้มั่นคง

เสียก่อนแล้วค่อยพูดถึงเรื่องอื่น”

          โจวมามามองซู่เหมยที่ร้องไห้ไม่ยอมหยุด แล้วนึกถึงว่าเด็กสาวผู้นี้อาจจะโชคดีมีวาสนาขึ้นมาสักวันก็เป็นได้ จึงกล่าวแนะนำอย่างอดใจไม่ไหวอีกต่อไป นางพูดแล้วก็ไม่สนว่าซู่เหมยผู้นี้จะเข้าใจหรือเปล่า เพราะตัวเองแค่อยากเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจเท่านั้น พอพูดจบนางก็เดินนำพวกบ่าวผละไปทันที

          ไม่รู้ว่าซู่เหมยฟังคำพูดของโจวมามาแล้วได้คิด หรือว่าคิดขึ้นมาได้เอง ทว่านับจากนั้นนางก็เงียบไป ไม่ได้เรียกร้องถามหาความเป็นธรรมอะไรอีก

          ส่วนคนที่อยู่ในเรือนชิวถงหยวนในที่สุดก็มีเบี้ยหวัดและข้าวของจากห้องครัวส่งมาให้ แม้จะล่าช้าไปบ้างก็ตาม จากนั้นข่าวคราวของคนในเรือนก็เงียบหายไปเหมือนกับอดีตที่ผ่านๆ มา ทว่ากลับเป็นเรื่องที่น่าดีใจในสายตาของทุกคน

          เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยในครั้งนี้ ราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นในจวนโหวมาก่อนเลย

---------------------------------------------