ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

ผู้แต่ง หลิวอั้นฮวาหมิง
ผู้แปล hongsamut team
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
.เล่มนี้แพ้ชนะวัดกันที่คารม ผิดกับเล่มอื่นที่วัดกันด้วยคมดาบ!

บทนำ

美人谋律

Author: หลิวอั้นฮวาหมิง

Translator:  hongsamut

Chinese edition copyright by 上海玄霆娱乐信息有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

เมื่อสวรรค์บัญชาให้ทนายสาวจากโลกปัจจุบัน ย้อนไปผดุงความยุติธรรมในอดีต

สารพัดคารมจึงถูกขุดมาชนกับความโสมมในใจมนุษย์

เจอหงส์หักปีกหงส์ เจอแมลงสาบกระทืบแมลงสาบ

ว่าความแต่ละครั้งสะเทือนถึงดวงดาว!

นางคือ ‘ชุนถูหมี’ หมอความอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ถังผู้ฟาดฟันศัตรูด้วยคำพูด  

ในความคิดของบิดา นางคือบุตรสาวตัวน้อยที่แบกภาระครอบครัวไว้บนบ่า

ในความคิดของเพื่อนบ้าน นางคือเด็กสาวกำพร้าแม่ที่แสนจะน่าสงสาร

ในความคิดของประชาชน นางคือที่พึ่งสุดท้ายของผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ในความคิดของฮ่องเต้ นางคือแสงทองอันรุ่งโรจน์ที่ราชวงศ์ถังรอคอยมานาน

แต่ในความคิดของตัวเอง... ‘ชาตินี้ข้าคงต้องขึ้นคานเพราะพูดเก่งเกินไป ดูสิ...ไม่มีใครกล้ามาจีบแล้ว!’

**ตีแผ่ทุกกลยุทธ์ช่วงชิงความได้เปรียบของทนายในชั้นศาล แบบที่คุณต้องทึ่ง!**

----------------

สารบัญ

1. ทำอย่างไรดี

            มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า ฝนฤดูสารทตกครั้งหนึ่งอากาศก็เย็นลงกึ่งหนึ่ง

มีท่าว่าจะจริง เพราะอำเภอฟ่านหยาง เมืองโยวโจวในเดือนเก้า อากาศเริ่มหนาวเย็น

            ยามบ่ายที่ยังพอมีแสงแดดอบอุ่น ชุนถูหมีถือโอกาสนอนพิงหัวเตียงที่อยู่ใกล้โต๊ะอ่านหนังสือริมหน้าต่าง แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างแม้จะมีกระดาษแผ่นหนาปิดอยู่ ก็ยังร้อนจนนางต้องสะลึมสะลือตื่น

            ตอนนั้นเอง มู่ลี่หน้าห้องตะวันตกที่นางพักอยู่ก็ถูกคนปัดออก

นางสวีซื่อ--แม่เลี้ยงของชุนถูหมีและสาวใช้คนสนิทที่ชื่อเสี่ยวฉินเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

            เพราะกำลังจะหลับมิหลับแหล่ชุนถูหมีจึงยังไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง นางนอนนิ่ง ๆ อยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น ไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย

เสี่ยวฉินเห็นดังนั้นจึงบังเกิดความไม่พอใจ ถึงกับกดเสียงต่ำแล้วกล่าวว่า “คุณหนูวางมาดใหญ่โตเสียจริง เห็นท่านแม่มาก็ยังไม่ลุกขึ้นทำความเคารพ เอาแต่นอนสบายอยู่บนเตียงแล้วปล่อยให้ผู้ใหญ่ยืนรอเช่นนี้”

            ชุนถูหมียังไม่ทันโต้ตอบ เด็กสาวอายุราวสิบสามปีคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมาหลังฉากกั้นห้องชั้นในราวกับแม่ไก่ที่โผออกมาปกป้องลูกน้อย นางยืนหน้าเตียงพร้อมกับหัวเราะเสียงเย็นอย่างไม่เกรงกลัว

“เจ้านี่ก็พูดจาประหลาด ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ เรื่องมาก คุณหนูของข้าจะนอนป่วยถึงสามเดือนเต็มๆ อย่างนี้หรือ? ตอนนี้นางเพิ่งลุกขึ้นเดินได้ไม่เท่าไรก็จะมาจิกเรียกกันอีกแล้ว ถ้าลุกเร็วประเดี๋ยวก็เวียนหัวตาลาย ฮูหยินยังไม่ทันได้พูดอะไร บ่าวอย่างเจ้าไยจจึงกล้านัก? นอกจากจะไม่รู้จักช่วยเหลือลูกสาวของนายท่านแล้วยังจะมากระแนะกระแหนเรื่องมารยาทอะไรอีก อีกอย่าง... เจ้าประคองฮูหยินเข้ามาในห้องก็ไม่รู้จักส่งเสียงบอกกล่าวล่วงหน้า บุกเข้ามาอย่างนี้ คิดจะเข้ามาจับโจรหรือไง?”

            สาวใช้คนนี้มีชื่อว่า ‘กั้วเอ๋อ’

นางเป็นสาวใช้ประจำตัวของชุนถูหมีซึ่งเมื่อครู่ทำความสะอาดห้องด้านในอยู่

            เสี่ยวฉินร้องอย่างโมโห “กั้วเอ๋อ เจ้านี่มันไร้มารยาทสิ้นดี ก้าวร้าวเกินไปแล้ว เป็นเด็กอายุเพียงแค่นี้ กล้าพูดโน่นพูดนี่ต่อหน้าฮูหญิงของบ้าน คงกินอยู่สบายเกินไปแล้วใช่ไหม?”

            “ข้าไม่กล้าทำอะไรลบหลู่ฮูหยินท่านหรอก แต่ข้าไม่ชอบที่มีคนทำตัวเป็นจิ้งจอกอาศัยบารมีเสือ แล้วอีกอย่าง นายท่านผู้เฒ่าก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถึงจะอาศัยอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาข้องแวะ ถ้าคิดจะอบรมสั่งสอน จะตีจะโบยหรือจะขายข้าออกไป ก็มีแต่นายท่านผู้เฒ่าและคุณหนูเท่านั้นที่จะจัดการได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าที่จะปากมาก” แม้กั้วเอ๋อจะพูดจาร้ายกาจ แต่นางกลับประคองร่างคุณหนูให้ลุกขึ้นนั่งอย่างนุ่มนวล

            ชุนถูหมีลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง ตอนนี้มีคนยืนอยู่ข้างเตียงถึงสามคน อยากจะลงก็ลงไม่ได้ ถึงลงได้ตัวนางเองก็ยังลุกจากเตียงไม่ค่อยไหว จึงได้แต่ทำความเคารพอยู่บนเตียงอย่างพอเป็นพิธี นางถามด้วยน้ำเสียงไม่ติดใจเอาความว่า “ไม่ทราบว่าฮูหยินหาตัวข้าอย่างรีบร้อนเช่นนี้ มีเรื่องอันใดรึ?”

            แม่เลี้ยงของนางชื่อ ‘สวีซื่อ’ มีอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น เรียกว่าอายุมากกว่านางแค่หกปี อีกทั้งตอนที่นางสวีซื่อเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้ก็มาอย่างไม่ค่อยสง่างามเท่าไร ดังนั้นจะให้เรียกนางสวีซื่อว่า ‘ท่านแม่’ นางก็เรียกไม่ออก จึงได้เรียกอีกฝ่ายว่าฮูหยินเช่นเดียวกับกั้วเอ๋อ

            เดิมทีสวีซื่อกำลังโมโหกับคำพูดที่ไม่เกรงใจใครของกั้วเอ๋อจนหน้าตาแดงก่ำ แต่เมื่อได้ยินชุนถูหมีเอ่ยถามจึงคิดถึงเรื่องด่วนที่ทำให้ตนเองต้องมาที่นี่ ใบหน้ากลับซีดขาวด้วยความวิตกกังวล กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “ถูหมี... แย่แล้ว มีคนแจ้งความจับพ่อของเจ้า ตอนนี้เขาถูกพาตัวไปกองปราบแล้ว”

            “อะไรนะ เกิดอะไรขึ้น?” ชุนถูหมีร้องอย่างตกใจ

            ใบหน้าของนางสวีซื่อแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย ประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวขาวราวกับเป็นโรงย้อมผ้า นิสัยเดิมของนางก็เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ค่อยมั่นใจในตนเองอยู่แล้ว มาถึงตอนนี้ยิ่งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งสายตามองไปทางเสี่ยวฉิน

            เสี่ยวฉินทำอะไรไม่ได้นอกจากอธิบายอย่างไม่เต็มปากเต็มคำนัก “มีผู้หญิงคนหนึ่งไปแจ้งความว่านายท่าน... นายท่าน... พยายามจะ... ข่มขืน...” นางพูดถึงคำสุดท้ายสองคำนี้ เสียงที่พูดออกมาก็เบาราวกับเสียงยุงบินหึ่ง ๆ เท่านั้น ทว่าเสียงที่แผ่วเบาเช่นนี้กลับเป็นประดุจสายฟ้าที่ฟาดใส่ชุนถูหมี จนนางตกใจเกือบพลัดตกลงจากเตียง

            ตอนเช้าออกไปก็ยังดี ๆ อยู่ แค่พริบตาเดียวโชคร้ายก็มาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว แม้นางจะรู้จักบิดาของตัวเองเพียงแค่สามเดือนเท่านั้น แต่ก็เชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นการใส่ร้ายป้ายสี

            ไม่ว่าจะเป็นอดีตกาลนานมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะประเทศไหน ๆ ก็มีสัจธรรมข้อหนึ่งที่อยู่เหนือสัจธรรมทั่วไป นั่นก็คือในเหตุการณ์ปกติ ‘หนุ่มหล่อไม่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับใคร’!

พ่อของนาง.. ชุนต้าซัน เป็นชายหนุ่มที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ มีอายุเพียงแค่สามสิบเอ็ดปี เรียกว่าหากเป็นยุคของนางเขากำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ชุนต้าซันเป็นชายหนุ่มรูปงาม บุคลิกดี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มหล่อที่ดูแลรักษาสุขภาพตามกระแสนิยมของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นคนดีมีคุณธรรม นางจะเชื่อมากกว่าถ้าบอกว่ามีหญิงสาวอยากจะเข้าหาพ่อของนาง แต่ถ้าบอกว่าพ่อของนางกลายเป็นคนร้ายคิดจะข่มขืนหญิงอื่นนั้น

จ้างให้ก็ไม่เชื่อ!

            “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ สั่งให้คนไปสอบถามเรื่องนี้ในที่ว่าการอำเภอแล้วหรือยัง” ชุนถูหมีพยายามวางท่าสงบเยือกเย็น เรื่องนี้ถ้าเกิดกับคนอื่นนางคงมีความสุขุมเยือกเย็นกว่านี้ แต่พอมันเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวตัวเองก็ทำอะไรไม่ถูก จิตใจพลันสับสนกระวนกระวาย

            “จะให้ใครไปเล่า” เสี่ยวฉินแย่งตอบเสียก่อน “นายท่านผู้เฒ่าคุมตัวนักโทษไปดำเนินคดีที่หลิ่งหนาน ทั้งไปทั้งกลับก็กินเวลานานโข ถ้ากลับมาทันเดือนสิบสองที่นายท่านจะต้องเข้าเก็บตัวร่วมกับกองทัพ ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว อีกอย่างคนที่ถูกจับไปก็เป็นนายท่าน ในบ้านเราไม่มีผู้ชายที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้สักคน ฮูหยินของข้าก็เป็นสตรีที่ออกเรือนแล้ว ตัวข้าเป็นบ่าวจะเข้าไปที่ว่าการได้อย่างไร ถึงไปแล้วจะตกใจตายหรือเปล่าก็ไม่รู้”

            กั้วเอ๋อโมโหจนแค่นหัวเราะ “เฮอะ พูดแบบนี้ได้ด้วยรึ สตรีที่ออกเรือนไปที่ว่าการอำเภอไม่ได้ แล้วคุณหนูของข้าเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน นางไปได้งั้นสิ... ในฐานะสาวใช้ในบ้าน เจ้ามันใช้ไม่ได้เลยสักนิด โชคร้ายที่ข้าอายุน้อยกว่าเจ้าสี่ปี ไม่เช่นนั้นข้าไปแล้ว”

            ชุนถูหมีดึงกั้วเอ๋อเอาไว้ พูดปรามเบา ๆ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านพ่อ ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกัน”

            กั้วเอ๋อทำปากยื่น แต่ยอมเงียบเสียง

            ชุนถูหมีถามขึ้น “ลุงโจวที่เฝ้าประตูล่ะ”

            “เมื่อครู่อาซ้อเหอที่อยู่ข้างบ้านเห็นพ่อของเจ้าถูกพาตัวไปที่ว่าการ ถามสาเหตุได้แล้วจึงรีบวิ่งมาบอกข้า ข้าใจร้อนเลยให้ลุงโจวไปส่งข่าวที่บ้านแม่” นางสวีซื่อเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “บ้านเดิมข้าอยู่อำเภอไหลสุ่ยทางตะวันตก ไปกลับต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน กลัวจะหาคนมาช่วยแก้ต่างให้ไม่ทันน่ะสิ”

            กั้วเอ๋อได้ยินแล้วเป้ปากอย่างไม่พอใจ ชุนถูหมีลอบนิ่วหน้าเช่นกัน

            นางสวีซื่อ... แม่เลี้ยงของชุนถูหมีแม้จะแต่งมาเป็นสะใภ้ของสกุลชุน แต่เวลามีเรื่องอะไรมักชอบดึงครอบครัวเดิมมาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ความจริงแล้วตระกูลผู้ดีมีเงินหรือมีชื่อเสียงเก่าแก่มักให้การอบรมสั่งสอนบุตรหลานอย่างเข้มงวด ถึงจะมีคนที่ไม่เอาถ่าน แต่อย่างน้อยก็สามารถแยกแยะเรื่องใหญ่ออกจากเรื่องเล็กได้อย่างชัดเจน แต่นี่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวเล็ก ๆ ที่ร่ำรวยขึ้นมาภายหลังอย่างครอบครัวสกุลสวีกลับอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานจนทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง

            สกุลสวีก็เป็นเช่นนี้ ก่อนที่นางสวีซื่อจะออกเรือนมานั้นนางถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ไม่เคยพบเจอความยากลำบาก รูปร่างหน้าตาของนางแม้จะดูไม่เลวแต่กลับไร้ความสามารถในการดำรงชีพ แต่ละวันนอกจากทำตัวเฉิดฉายไปเรื่อยๆ เรื่องอื่น ๆ ก็คิดไม่เป็น

ส่วนมารดาของสวีซื่อหรือที่กั้วเอ๋อเรียกว่า ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ เป็นคนที่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกสาวไปเสียทุกเรื่อง ที่เรียกชุนถูหมีเรียกนางว่า ‘สวีเหล่าไท่ไท่’ ก็เพราะตามศักดิ์แล้วชุนถูหมีต้องเรียก ‘มารดาของแม่เลี้ยง’ เช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง สวีเหล่าไท่ไท่ผู้นี้เป็นหญิงที่อายุเพียงสี่สิบปี เป็นวัยที่มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม นางเป็นหญิงวัยกลางคนในตระกูลค้าขายที่ยังกระฉับกระเฉง ชอบออกคำสั่ง ชอบควบคุมผู้อื่น นิสัยอย่างนี้แค่ใช้หัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่าน่ารังเกียจสักเพียงใด

            “เราจะทำอย่างไรดี ถูหมี” นางสวีซื่อมองมาด้วยดวงตาที่มีประกายน้ำแวววาว “ถ้าหากพ่อของเจ้าถูกตัดสินว่ามีความผิด ข้า... ข้า...”

            นางพูดว่า ‘ข้า’ ได้แค่สองคำก็พูดต่อไปไม่ได้ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาทำท่าจะร้องไห้

สร้างความตกใจกับชุนถูหมีจนต้องปลอบใจว่า “พ่อข้าแค่ถูกคุมตัวไปรอการไต่สวน ถ้าเกิดวันนี้ต้องถูกไต่สวนก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการไต่สวนรอบแรกเท่านั้น ตามกฎหมายของต้าถังการไต่สวนจะมีทั้งหมดสามรอบก่อนจะตัดสินโทษ”

ชุนถูหมีนับนิ้วไปมาพลางครุ่นคิด “อีกอย่าง การไต่สวนในแต่ละรอบจะต้องมีระยะเวลาห่างกันหนึ่งวัน  นอกเสียจากว่า ผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าเจ้าพนักงานสอบสวนมาที่อำเภอของเราเข้าพอดี แล้วเขามีเวลาไม่มากนัก จึงจะอนุโลมให้ไต่สวนติด ๆ กันทุกวันได้จนครบสามรอบ ดังนั้นหากไม่นับวันนี้ กว่าจะไต่สวนรอบสุดท้ายก็ยังมีเวลาอย่างน้อยสี่วัน เรายังมีเวลาที่จะหาทางรับมือ”

            นางสวีซื่อกับเสี่ยวฉิงได้ยินแล้วพลันนิ่งงันไปไปครู่ใหญ่ พวกนางมองชุนถูหมีอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่รู้ว่าเด็กสาวที่มีความอ่อนหวานนุ่มนวลอย่างชุนถูหมี เหตุใดจึงเข้าใจถึงเรื่องราวในที่ว่าการและกระบวนการไต่สวนคดีอย่างละเอียดเช่นนี้

2. จริงหรือ?

มีแต่กั้วเอ๋อที่รู้ดีกว่าใคร

นางเห็นคุณหนูที่นอนรักษาตัวสามเดือน ว่างๆก็หยิบตำรา ‘กฎหมายต้าถัง’ ที่ไม่เต็มเล่มมานั่งอ่านจนแทบจะหลุดออกเป็นแผ่น ๆ ไม่รู้ว่ามันมีอะไรน่าสนใจ นางเคยเตือนคุณหนูให้ระวังสายตาเสีย ถ้าหากนั่งอยู่บนเตียงนานๆ แล้วเกิดเบื่อหน่ายก็ให้ท่องกลอน วาดภาพจะดีกว่า คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์จากการนี้

            “ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงหรือ?” นางสวีซื่อถามอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก “ไม่ได้หลอกข้านะ”

            ชุนถูหมีพยักหน้า “นั่นพ่อข้า ข้าจะพูดจาเหลวไหลไปทำไม”

            แม้นางจะพูดเช่นนี้แต่หากชุนต้าซันถูกจับขังคุกหรือเอาชีวิตไม่รอด อย่างมากนางสวีซื่อก็ขอหย่าหรือกลายเป็นหม้ายเท่านั้น ผู้คนในยุคนี้มิได้มีขนบธรรมเนียมที่เข้มงวดกับสตรีมากนัก ไม่มีการห้ามมิให้หญิงที่เคยออกเรือนแล้วแต่งงานใหม่ นับประสาอะไรกับนางสวีซื่อที่มีมารดาที่มีมารดาเจ้ากี้เจ้าการ อยากจะพาตัวลูกสาวกลับบ้านไปนานแล้ว ถึงตอนนั้น นางสวีซื่อคงจากไปมีชีวิตใหม่ได้อย่างไม่กังวลใจเลยสักนิด

แล้วนางล่ะ พ่อก็มีคนเดียว จะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ ท่านปู่หรือก็มีบุตรชายแค่คนเดียว ดังนั้นนางจึงเป็นห่วงชุนต้าซันมากกว่านางสวีซื่อหลายเท่า ชุนถูหมีให้ความสนใจกับคดีที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวคดีนี้อย่างยิ่ง

            เมื่อได้ยินชุนถูหมีรับรองเช่นนั้น นางสวีซื่อก็ถอนหายใจเบา ๆ ตบหน้าอกตนเองพูดอย่างสบายใจว่า “งั้นก็ดี ท่านแม่ข้าจะต้องส่งคนมาได้ทันเวลาแน่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร จะต้องจ่ายค่าใต้โต๊ะสักแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้พ่อเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอ”

            “จะพูดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด จะให้พ่อของข้าบากหน้าขึ้นศาลแก้ต่างให้ตัวเองอย่างนั้นรึ?” ชุนถูหมีนิ่วหน้าขัดขึ้น

            “ในกลุ่มของพวกเรามีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น ไหนเลยจะมีวิธีรับมือ” นางสวีซื่อกล่าวพลางตั้งท่าจะร้องไห้

            ชุนถูหมีเกิดความรำคาญใจ หันหน้าไปอีกทางเพราะไม่อยากจะเห็นใบหน้าที่มีแต่จะสร้างความโมโหของอีกฝ่าย

ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่แล้ว นางมักหลีกเลี่ยงคนที่มีลักษณะนิสัยอย่างสวีซื่อมากที่สุด คนแบบนี้พอเจอเรื่องอะไรก็จะต้องคิดหาคนช่วยเป็นอันดับแรก มักพึ่งพาอาศัยคนอื่น ไม่รู้จักตั้งสติ หยุดคิดหยุดไตร่ตรองว่าตนเองควรทำอย่างไร

สำหรับชุนถูหมีแล้ว ถ้าเมื่อใดที่ตัวนางได้ทำสุดความสามารถแล้วยังทำไม่ได้ ก็ค่อยหาวิธีอื่น หรือหาทางช่วยอื่น แบบนี้ถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง

            จำได้ว่าในสมัยโบราณ ระหว่างการไต่สวน หากเจ้าหน้าที่พนักงานจะใช้เครื่องมือลงทัณฑ์เข้าช่วยให้ผู้กระทำผิดยอมรับผิดก็ถือเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย ไม่มีการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนอะไรทั้งนั้น ถ้าเกิดชุนต้าซันดื้อรั้น ถึงตายก็ไม่ยอมรับว่าทำผิดขึ้นมา แม้การไต่สวนในศาลแรกจะไม่ถึงขนาดลงโทษให้ต้องยอมรับ แต่การต้องมาทนเห็นพ่อของตัวเองถูกตีถูกโบย นางจะไม่ปวดใจหรือ

อีกประการหนึ่ง ท่านพ่อเป็นทหาร มีชาติกำเนิดเป็นทหาร[1] อำนาจของที่ว่าการอำเภอและอำนาจของการปกครองทหารในส่วนภูมิภาคล้วนทับซ้อนกันอยู่ ถ้าคนประเภทนี้ทำความผิด นอกจากจะถูกไต่สวนโดยที่ว่าการอำเภอแล้ว ทางกองทัพยังมีสิทธิ์พาตัวพ่อของนางไปไต่สวนและลงโทษอีกหนด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไร

            นางสวีซื่อเป็นคนมีวิสัยทัศน์คับแคบ คิดเพียงแค่ว่าหากตนสามารถช่วยสามีออกมาเพื่อจะได้อยู่ครองคู่กันตลอดไปก็พอแล้ว ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่น สกุลสวีเป็นคหบดีใหญ่ในอำเภอไหลสุ่ย มักใช้เงินซื้อความสะดวก

การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก จากเรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่องก็สามารถทำได้ เพราะว่าข้อหาของท่านพ่อ เขาก็บอกแล้วว่า ‘พยายามจะ’... ไม่ได้บอกว่าข่มขืนสำเร็จแล้วเสียหน่อย

            แต่ในมุมมองของชุนถูหมี นางต้องการที่จะล้างมลทินคืนความยุติธรรมให้กับบิดา ไม่อย่างนั้นท่านพ่อของนางอาจต้องแบกรับข้อกล่าวหาที่ดูคลุมเครือนี้ไปตลอดชีวิต

ทุกครั้งที่ลงมือทำงานอะไรสักชิ้น นางมักจะทำอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ทิ้งคลื่นความหายนะที่อาจก่อตัวขึ้นมาภายหลังได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดตามมานั้นไม่สามารถคาดเดา ถ้าหากเรื่องราวต่างๆ ยังไม่กระจ่างแจ้ง ในอนาคตอาจถูกคนที่มีจิตคิดร้ายนำเรื่องนี้มาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างบิดาของนางได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นหายนะที่ยากจะรับมือสักแค่ไหน

ท่านพ่อของนางเป็นหนุ่มรูปงามที่มีอายุแค่สามสิบ กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์หนุ่มแน่น ต่อไปอาจได้เลื่อนขั้นไปอีกหลายขั้น จะให้เหลือเมล็ดพันธุ์หายนะเอาไว้ให้มันงอกเงยจนกลายเป็นต้นไม้แห่งความโชคร้าย ให้ถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายท่านพ่อไม่ได้เด็ดขาด

            “ถ้าเช่นนั้นก็ทำอย่างนี้” ชุนถูหมีคิดไปคิดมา เอ่ยตัดสินใจเด็ดขาด “รบกวนเสี่ยวฉินไปที่ร้านหลินสุ่ย ขอให้เถ้าแก่เนี้ยฟางส่งคนงานที่คล่องแคล่วหน่อย ไปถามไถ่เหตุการณ์ที่ว่าการอำเภอก่อน เมื่อได้ข่าวความคืบหน้าแล้วพวกเราจะได้เตรียมตัวถูก กั้วเอ๋อ ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อหวีผม บ่ายนี้จะมีขุนนางมานั่งว่าการ เกิดทางโน้นเรียกคนที่บ้านไปรับทราบข้อกล่าวหา เราจะได้พร้อมออกเดินทาง” ขณะที่พูดชุนถูหมีปัดผ้าห่มลงจากเตียง พยายามเบียดตัวออกจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่

            แค่ลุกขึ้นยืน ชุนถูหมีรู้สึกเวียนหัว ตาลาย เบื้องหน้าดำมืด ยังดีที่ได้กั้วเอ๋อประคองเอาไว้ แม้กั้วเอ๋อจะเป็นเด็กสาวรูปร่างผอมบาง แต่นางเป็นคนคล่องแคล่วทำอะไรรวดเร็ว อีกทั้งยังแรงเยอะ

ทว่าร่างของชุนถูหมีร่างนี้ก็ดูอ่อนแอเกินไป ถ้ามีเวลาว่างจะต้องออกกำลังกายเสียบ้าง

            นางได้ยินเสียงนางสวีซื่อเอ่ยขึ้นว่า

“ไม่ได้นะ เถ้าแก่เนี้ยของร้านหลินสุ่ยไม่ใช่คนดีอะไร ชื่อเสียงก็เหลวแหลก ปกติใครคิดจะเดินผ่านนางยังต้องเดินอ้อม ไม่กล้าเข้าใกล้นางจิ้งจอกสาวนั่น แล้วตอนนี้เรายังจะกล้าไปขอความช่วยเหลือจากนางอีกรึ?”

            “ฮูหยิน... จริง ๆ แล้วท่านอยากจะช่วยท่านพ่อหรือไม่” ชุนถูหมีพยายามระงับความโกรธ ทำหน้าตึงเอ่ยขึ้นว่า “สกุลชุนของเราเป็นครอบครัวทหาร ท่านปู่รับราชการอยู่ที่ว่าการอำเภอ ส่วนท่านพ่อก็มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าหมู่ ถ้าเกิดทำผิดเรื่องเล็ก ๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีคนเห็นแก่หน้าพวกเขา ไม่มีทางเรียกคนมาจับตัวไปที่ว่าการแน่ ๆ แต่ถ้าหากเป็นเรื่องใหญ่ เรานั่นแหละจะต้องรีบหาต้นสายปลายเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกับพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างละเอียดเพื่อรับมือเสียเนิ่นๆ เพื่อนบ้านข้าง ๆ ล้วนแต่เป็นทหาร พวกเขาไม่กล้าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ตอนนี้คนที่เราขอความช่วยเหลือได้ก็มีแต่เถ้าแก่เนี้ยฟางเท่านั้น เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะไม่ยอมไปอีก หรือคิดจะให้ท่านพ่อถูกคนใส่ร้าย”

            นางสวีซื่อเม้มปากแสดงให้เห็นท่าทางที่ทั้งดื้อรั้นแต่ก็ทำอะไรไม่ถูกตามแบบฉบับของนาง หลังจากขัดแย้งอยู่ในใจครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยปากกับเสี่ยวฉินอย่างไม่ค่อยเต็มใจว่า “เจ้ารีบไปรีบกลับ นำคำพูดของคุณหนูไปบรรยายต่อให้ครบถ้วน อย่าพูดอะไรที่นอกเหนือไปจากนี้”

            เมื่อนายหญิงออกคำสั่งเสี่ยวฉินย่อมไม่กล้าขัดขืน แต่ก่อนจะไปยังพึมพำทิ้งท้ายมาประโยคหนึ่งว่า “ทำไมต้องให้โอกาสนังแพศยานั่นได้เข้าใกล้นายท่านด้วย ฮึ่ม ไม่รู้ว่าคุณหนูรู้เรื่องไต่สวนคดีพวกนี้ได้อย่างไร”

เสียงนางไม่ดัง แต่คนในห้องได้ยินกันถ้วนหน้า

            นางสวีซื่อเกิดความเก้อกระดาก ไม่รอให้ชุนถูหมีได้พูดอะไร ก็เดินบิดผ้าเช็ดหน้าออกไปทันที

ส่วนกั้วเอ๋อโมโหจนต้องกระทืบเท้า “ฟังนังบ่าวชั้นต่ำพูดสิเจ้าคะ ทั่วทั้งตัวของนางนี่เก่งที่สุดก็แค่ปาก ปกติทำงานก็ยังเอื่อยเฉื่อย ไร้เรี่ยวแรง ยังจะกล้าพูดว่าเถ้าแก่เนี้ยร้านหลินสุ่ยถึงขั้นนั้น แล้วเจ้านายของนางล่ะเป็นอะไร... เฮ้อ” คำพูดที่ไม่น่าฟังต่อจากนั้นกั้วเอ๋อพูดไม่ออก ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห

            “เอาล่ะ อย่าโมโหเลย เจ้าอายุเพียงเท่านี้ยังทำตัวเป็นป้าแก่ไปได้” ชุนถูหมีปลอบใจ “เรื่องทุกเรื่องมีหนักย่อมมีเบา เวลาคับขันอย่างนี้ยังจะมาเล่นสงครามน้ำลายกับอีกฝ่ายทำไม ช่วยพ่อข้าออกจากที่ว่าการสำคัญกว่า”

            กั้วเอ๋อเป็นคนนิสัยโผงผาง ไม่มีทางยอมเสียเปรียบใครโดยเฉพาะเวลาเถียงกัน แต่นางมีความจงรักภักดีต่อคุณหนูและนายท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก ไม่เคยขัดคำสั่ง ตอนนี้แม้จะโมโหกัดฟันกรอด ๆ ส่งเสียงฮึ่มฮ่ำไม่พอใจแต่ก็เตรียมตัวอย่างรีบร้อน

            ชุนถูหมีอาศัยจังหวะนี้พยายามทำใจให้เยือกเย็นลง นางลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายเลือกแต่งกายแบบบุรุษ เพื่อสะดวกในการวิ่งไปวิ่งมา นางสวมเสื้อคอกลมแขนกระบอกแบบชาวหู[2]สีฟ้ากับกางเกงสีดำดูทะมัดทะแมง รองเท้าก็เลือกแบบพื้นหนาสีดำที่ใส่สบายเท้า เกล้าผมเป็นมวย สวมทับด้วยหมวกผ้าสีดำ

            ยุคนี้มีการเปิดกว้างทางวัฒนธรรม สตรีจะสวมเสื้อผ้าชาวหูเดินถนน หรือขี่ม้าก็เป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นใบหน้าอ่อนวัยไร้เดียงสาที่สะท้อนจากคันฉ่องทองแดงแล้ว ชุนถูหมีรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝัน

 

 

------------------------------------

[1] สมัยโบราณของจีนมีการระบุชาติกำเนิดอย่างเช่น ชาติกำเนิดทหาร ก็คือคนในตระกูลนี้จะต้องทำงานเกี่ยวกับทหาร หรือเป็นแค่ขุนนางฝ่ายบู๊เท่านั้นโดยไม่อาจเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นใด และไม่อาจเปลี่ยนชาติกำเนิดได้นอกจากทำตามเงื่อนไขบางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ มีลักษณะคล้ายระบบวรรณะ ที่เกิดในวรรณะไหนก็ต้องเป็นวรรณะนั้นไปจนตาย แล้วก็ตกไปถึงลูกหลานด้วย

[2]ชาวหู เป็นคำเรียกชาวเผ่าอื่นที่นอกเหนือจากชาวฮั่นในสมัยโบราณ ไม่ได้เป็นชื่อของชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง แต่เรียกคนเผ่าอื่นรวม ๆ กันว่า ชาวหู

3. ใครกันนะ ต้องการให้ตระกูลเราตกที่นั่งลำบาก

           

ในโลกที่เคยอยู่นางมีอาชีพเป็นทนาย เคยช่วยว่าความให้ลูกความ พลิกคดีจากดำเป็นขาวจนประสบความสำเร็จในอาชีพการงานอย่างกว้างขวาง เคยทำเรื่องที่ผิดต่อคุณธรรมและมโนธรรม โชคร้ายที่วันหนึ่งหลังจากนางว่าความคดีที่มีความลำบากยากเข็ญคดีหนึ่งจนสำเร็จ ค่าตอบแทนที่น่าพึงพอใจถูกโอนเข้าบัญชีของตัวเองเรียบร้อย แต่แล้วก็ถูกครอบครัวของเหยื่อวิ่งไล่หลังสาปแช่งให้นางไม่ตายดี

ปรากฏว่า นางไม่ตายดีจริง ๆ

ขับรถอยู่ดี ๆ ก็ประสบอุบัติเหตุตกจากสะพานแขวน รถพังยับเยิน คนก็ไม่รอด

วินาทีนั้นเองที่นางรู้แล้วว่าโลกนี้มีคำว่า ‘เวรกรรมตามสนอง’ ถึงกับสาบานว่าถ้าได้เกิดชาติหน้าฉันใด แม้จะรักเงินรักทองมากแค่ไหนก็ต้องหามาอย่างสุจริต ทว่าตอนที่นางลืมตาขึ้น คิดว่าตัวเองคงต้องลงกระทะทองแดง หรือต้องปีนขึ้นต้นไม้ดาบได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ในนรก กลายเป็นว่าตัวเองฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบสามปี

สิ่งที่ทำให้นางทั้งเจ็บปวดและดีใจในคราเดียวกันก็คือ ท่านปู่และท่านพ่อที่ได้มาง่าย ๆ ในโลกนี้ มีหน้าตาละม้ายกับคุณปู่และคุณพ่อแท้ ๆ ของนางไม่ผิดเพี้ยน ในยุคปัจจุบันตอนที่นางเป็นนักศึกษาอยู่ชั้นปีสาม คุณปู่และคุณพ่อคิดจะมาสร้างเซอร์ไพรส์ให้ในวันเกิดอายุครบยี่สิบปีของนาง แต่โชคร้ายที่เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตก ทำให้นางต้องเสียครอบครัวที่มีอยู่เพียงสองคนไปพร้อมกัน

ตอนแรก นางคิดว่าท่านปู่กับท่านพ่อก็ย้อนเวลากลับมาเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นการย้อนเวลากันมาทั้งครอบครัว แต่หลังจากทดสอบสมมุติฐานอยู่หลายครั้ง นางจึงเลิกล้มความคิดนี้ เพราะทั้งท่านปู่และท่านพ่อในยุคนี้เป็นคนโบราณอย่างแท้จริง

นางเชื่อเหลือเกินว่าหลังจากสวรรค์ลงโทษนางแล้วก็ชดเชยให้กับนางในบางส่วน เมื่อใบหน้าของคุณปู่ในยุคปัจจุบันที่มองนางด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ทับซ้อนกับสีหน้าที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยและคอยให้การปกป้องคุ้มครองนางของชุนชิงหยางเป็นหน้าเดียวกัน ทำให้นางเกิดความรู้สึกผูกพันกับสองพ่อลูกสกุลชุนเหมือนคนที่มีสายเลือดเดียวกันจริง ๆ หรือที่พูดกันว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำอย่างไรอย่างนั้น

ดังนั้นนางตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตในชาตินี้ให้ดี ๆ ทะนุถนอมสิ่งที่มีอยู่ข้างกายเอาไว้ให้ดีที่สุด

ผ่านช่วงสามเดือนที่ต้องปรับตัวทำให้ชุนถูหมีรู้ว่ายุคสมัยที่นางอยู่นั้นเรียกว่าต้าถัง แต่ไม่ใช่แผ่นดินต้าถังอย่างที่รู้มาในประวัติศาสตร์ คิดว่าคงเป็นมิติคู่ขนานกันมากกว่า ทว่าขนบประเพณีและวัฒนธรรมความเคยชินของที่แห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับแผ่นดินต้าถังในประวัติศาสตร์อย่างมาก ผู้ครองแผ่นดินคนปัจจุบันแซ่หัน เป็นกษัตริย์รุ่นที่สองของรัชศกชิ่งผิง เมืองหลวงคือเมืองฉางอัน

ในมิติคู่ขนาน ก่อนจะมีราชวงศ์ต้าถัง แผ่นดินภาคกลางที่กว้างใหญ่ไพศาลเคยถูกครอบครองด้วยชาวเผ่าทูเจี๋ยเป็นเวลานานกว่าหนึ่งร้อยปี ต่อมาก็ถูกคนตระกูลหันเข้ามาปกครองแทน เวลานี้จึงกลายเป็นช่วงของรัชศกชิ่งผิงที่สิบห้า ดินแดนทางใต้ยังถือว่าสงบสุข แต่ทางเหนือมีชาวเผ่านอกด่านและชาวฮั่นอาศัยปะปนกัน

หลังจากตระกูลหันขึ้นปกครองแผ่นดินแล้วไม่ได้มีการฆ่าล้างชนชาติของคนต่างเผ่าแต่อย่างใด มีการเปิดกว้างทางวัฒนธรรมค่อนข้างมาก เพียงต่ชาวเผ่าอื่นจะมีฐานะต่ำต้อยกว่าชาวฮั่นเล็กน้อย ชาวทูเจี๋ยที่น่ารังเกียจไม่ยอมยุติการก่อกวนแม้จะร่นถอยออกไปตั้งหลักอยู่ไกลถึงเทือกเขาอัลไตแล้วก็ตาม ทว่าการเมืองภายในของชาวทูเจี๋ยมีความแตกแยกขัดแย้งกันเองจนเกิดความวุ่นวาย เผ่าอาสื่อน่าอ้างว่าตนเองเป็นผู้ปกครองทูเจี๋ย มักส่งทหารมารุกรานชายแดนต้าถังอยู่เป็นประจำ ด้วยความตั้งใจที่จะกลับมาครอบครองแผ่นดินภาคกลางใหม่ให้จงได้ ดังนั้นเมืองโยวโจวจึงกลายเป็นเมืองสำคัญทางการทหารของชายแดนทางเหนือ

ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ แม้สกุลชุนจะเทียบกับตระกูลใหญ่หลาย ๆ ตระกูลไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าตระกูลเล็ก ๆ ที่มีอยู่ประปราย แม้ไม่มีชื่อเสียงโด่งดังหรือเป็นตระกูลผู้ดีเก่าแต่ก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบากยากเข็ญ ในสังคมนี้ ครอบครัวที่มีชาติกำเนิดเป็นทหารจะเทียบกับคนที่มีชาติกำเนิดเป็นชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านทั่วไปมักไม่มีใครยินดีเกี่ยวดองกับครอบครัวทหาร

ชุนต้าซันบิดาของนางมียศเป็นถึงรองหัวหน้าหมวด นับว่าเป็นตำแหน่งต่ำสุดของเหล่าทัพ เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นเก้าชั้นโทระดับล่าง

ชุนชิงหยางผู้เป็นปู่ เป็นเจ้าพนักงานที่ทำงานดูแลผู้ต้องขังในคุกหลวงของที่ว่าการอำเภอ แม้จะมีตำแหน่งที่ไม่สูงส่งแต่ก็ถือได้ว่าสองพ่อลูกรับราชการด้วยกันทั้งคู่

สิ่งที่เป็นความสุขที่สุดของชุนถูหมีหลังจากเกิดใหม่ในบ้านสกุลชุนก็คือ ทั้งปู่ทั้งพ่อให้ความรักกับนางราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ แม้ว่านาง ‘ไป๋ซื่อ’ มารดาแท้ ๆ จะตายไปตั้งแต่นางยังเล็กก็ตาม

ชุนต้าซันเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีโชคเรื่องผู้หญิงอยู่ไม่น้อย แต่กลับครองตัวเป็นโสดมานานจนลูกสาวอายุสิบสามปีจึงค่อยแต่งงานใหม่ เขาไม่เคยมีอนุภรรยามาก่อนเนื่องจากกลัวว่าลูกสาวที่อายุยังน้อยจะน้อยเนื้อต่ำใจ ต่อมาแม้เขาจะรับสวีซื่อเป็นภรรยา แต่นั่นก็เพราะมีเหตุจำเป็นให้ต้องรับนางเข้ามา

ความไม่สมหวังเพียงสิ่งเดียวของสกุลชุนก็คือมีลูกหลานน้อย ชุนชิงหยางมีพี่น้องผู้ชายทั้งหมดสามคน แต่กลับมีแค่ชุนต้าซันคนเดียวที่เป็นทายาทชาย จนมาถึงรุ่นของชุนต้าซัน บัดนี้ย่างเข้าวัยสามสิบก็ยังมีแค่ลูกสาวที่เกิดจากนางไป๋ซื่อภรรยาคนแรกเพียงคนเดียว เรียกได้ว่าสกุลชุนกำลังเข้าสู่สภาวะไร้ทายาทสืบสกุล

เรื่องน่าประหลาดที่สุดในสกุลชุนก็คือ ไม่มีใครเอ่ยถึงนางไป๋ซื่อ ดูเหมือนชื่อนี้จะเป็นคำต้องห้าม

“คุณหนู ครั้งนี้นายท่านจะเป็นอะไรไหมเจ้าคะ” กั้วเอ๋อถามขึ้นขณะช่วยผูกเชือกเสื้อคลุมและห้อยถุงหอมข้างเอวให้ชุนถูหมี

“ยังไม่รู้เหมือนกัน” ชุนถูหมีส่ายหน้า “แต่ว่าพ่อข้าไม่มีทางทำเรื่องประเภทนั้นแน่ หรือว่าเจ้าก็ไม่เชื่อ”

“ข้าย่อมเชื่อนายท่านอยู่แล้ว” กั้วเอ๋อพูดอย่างหนักแน่น ใบหน้าเล็ก ๆ ยู่ยี่ด้วยความไม่มั่นใจ “แต่ว่าโลกนี้มีคนที่ต้องยอมรับผิดเพราะทนการลงทัณฑ์ไม่ไหวก็มากมาย อีกอย่างนายอำเภอฟ่านเหยางของเราก็ได้ชื่อว่า ‘จางหูถู่’[1] อย่าได้หวังว่าเขาจะออกตัวช่วยชาวบ้าน”

ชุนถูหมีอดหัวเราะไม่ได้

นางเกิดใหม่มาได้สามเดือนกว่า แต่วันละท่านปู่และท่านพ่อทำราวกับนางเป็นลูกหมูน้อยที่ต้องขุนให้อ้วน นางนอนอยู่เฉย ๆ บนเตียงก็น่าเบื่อ จึงได้ออดอ้อนให้ท่านปู่เล่าเรื่องภายในที่ว่าการอำเภอให้ฟัง อีกทั้งยังยืมตำรา ‘กฎหมายต้าถัง’ ที่ไม่สมบูรณ์นักจากจู๋เตี่ยน[2]มาอ่าน คงเป็นเพราะนางยังยึดติดอยู่อาชีพที่เคยทำมาในชาติที่แล้ว สิ่งที่คนอื่นเห็นว่าน่าเบื่อ นางกลับอ่านอย่างสนุกสนาน

แม้คนที่บ้านจะสงสัยในความเปลี่ยนแปลงแต่ก็คิดหาต้นสายปลายเหตุไม่ได้

นางเปลี่ยนจากเด็กสาวที่เงียบขรึมกลายมาเป็นคนช่างคุย เปลี่ยนความชอบในเรื่องกาพย์กลอนกลายมาเป็นกฎหมายของประเทศ

แต่ว่านางเป็นใคร? นางเคยเป็นถึงยอดทนายที่อาศัยปากพูดจากดำให้เป็นขาว พูดจนคนตายสามารถฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วนางจะพูดให้คนรอบข้างยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเชื่อเหตุผลที่นางอ้างถึงอย่างสนิทใจไม่ได้เลยน่ะรึ? แน่นอนว่าทุกคนเชื่ออย่างสนิทใจ อีกทั้งยังชื่นชอบนิสัยในตอนนี้ของนางมากกว่า

ในขณะเดียวกันนางก็พยายามจดจำเรื่องเกี่ยวกับการปกครองภายในบางอย่าง อาทิเช่น ชื่อจริงของนายอำเภอก็คือ จางหงถู และเพราะมีหน่วยงานของกองทัพเข้ามาประจำการอยู่ที่นี่ จางหงถูจึงก็ค่อยไม่กล้าแสดงพฤติกรรมที่เลวร้ายอันเป็นสันดานเดิมออกมาสักเท่าไร และด้วยนิสัยชอบสร้างผลงานแต่โง่ ดังนั้นหากเกิดมีหลักฐานแน่นหนามาแสดงให้เห็น จางหูถูก็มักจะถูกหลอกให้ตัดสินคดีแบบคนโง่เขลาได้ในทันที

ขุนนางที่ไร้ปัญญากดดันและทำร้ายชาวบ้านได้ไม่น้อยกว่าขุนนางละโมบ

ถ้าเช่นนั้น แล้วคดีของชุนต้าซันเล่า?

มีหลักฐานแน่นหนาอะไรที่ทำให้จางหงถูสั่งให้มือปราบจับตัวเข้าคุกอย่างไม่ลังเล?

ถ้าหากหลักฐานชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้มากว่าเป็นการจัดฉากให้ร้าย เพราะว่าถ้าไม่มีการวางแผนการล่วงหน้าอีกทั้งเตรียมตัวมาอย่างดีแล้วจะไม่สามารถหาหลักฐานได้ครบถ้วนกระบวนความ

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วใครกันที่ให้ร้ายชุนต้าซัน ให้ร้ายเพราะสาเหตุใดและมีเป้าหมายอะไร?

ทหารที่ประจำอยู่ในอำเภอนี้มักอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันที่เรียกว่า ‘พื้นที่ของเหล่าทัพ’ เพื่อนบ้านของสกุลชุนล้วนแต่เป็นครอบครัวทหาร ต่างฝ่ายต่างก็คอยช่วยเหลือกัน ถึงแม้จะมีบางครอบครัวที่มีความขัดแย้งกันบ้างแต่ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่พอไปได้อยู่ อีกทั้งชุนชิงหยางและชุนต้าซันสองคนพ่อลูกเป็นคนดีมีคุณธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและไม่เคยบาดหมางกับขุนนางผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพหรือที่ว่าการอำเภอ เรียกได้ว่าเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับทุกคน

อย่างมากก็เพราะสองพ่อลูกเป็นคนเถรตรง ไม่รู้จักประจบเอาใจผู้บังคับบัญชาจึงทำให้เลื่อนตำแหน่งช้า ถึงตอนนี้ชุนชิงหยางก็อายุสี่สิบแปดปีแล้ว เขาทำงานในคุกประจำอำเภอมานานถึงสามสิบปียังไม่ได้เลื่อนขั้นเป็นพัศดีด้วยซ้ำ งานคุมตัวนักโทษที่ลำบากยากเข็ญอย่างนี้ก็ยังต้องเป็นคนลงมือทำเอง ถึงพวกเขาจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่งแต่ก็ไม่น่าจะต้องพบกับการให้ร้ายอย่างน่ารังเกียจนี่นา

ใครกันนะที่ต้องการให้ชุนต้าซันตกที่นั่งลำบาก?

-------------------------------------------------------------

[1] หูถู่ แปลว่า เลอะเลือน ในนิยาย ตั้งฉายานายอำเภอว่า จางหูถู่ เพราะว่านายอำเภอแซ่จาง จะแปลว่านายจางผู้เลอะเลือนก็เป็นได้

[2] เจ้าพนักงานฝ่ายดูแลเอกสารและตำรา

4. เถียงกันอยู่ได้

            ถ้าว่าตามกฎหมายต้าถัง นักโทษคดีข่มขืนจะต้องถูกเนรเทศ

หากข่มขืนด้วยแล้วยังทำให้ผู้เคราะห์ร้ายต้องได้รับบาดเจ็บจะต้องถูกลงโทษประหารด้วยการผูกคอ

ถ้าถูกตั้งข้อหานี้ขึ้นมา เท่ากับเป็นข้อหาร้ายแรง ดังนั้นนางจะต้องรู้รายละเอียดทั้งหมดอย่างเร็วที่สุด ต้องรู้ว่าคนที่อ้างว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายนั้นได้รับบาดเจ็บหรือไม่อย่างไร ต้องสืบรู้ทั้งพยานหลักฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด รวมถึงกระทำการสำเร็จหรือไม่

            กองบัญชาการเหล่าทัพประจำอำเภอฟ่านหยางแบ่งการฝึกทหารออกเป็นเดือนละสามรอบ รอบละสิบวัน ในรอบหนึ่งจะฝึกทหารทั้งหมดสองวัน อยู่บ้านทำไร่ทำสวนแปดวัน เป็นอย่างนี้สลับไปเรื่อย ๆ

ในเดือนสิบเอ็ดและสิบสองของทุกปี จะมีการเรียกกำลังพลเข้ามาฝึกซ้อมร่วมกัน อาจเป็นเพราะโยวโจวเป็นเขตพื้นที่ทางทหารที่สำคัญ ทหารของโยวโจวจึงไม่จำเป็นต้องไปเข้าเวรยามที่อื่น รวมทั้งไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเป็นทหารอาสา

วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของรอบนี้ บิดารูปงามของนางออกจากบ้านอย่างกระฉับกระเฉง ทำตัวลับๆ ล่อๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ แสดงว่าต้องมีเรื่องน่ายินดี ดังนั้นเขาย่อมไม่มีทางไปทำเรื่องมิดีมิร้ายกับหญิงชาวบ้านแน่ เพราะเช้าวันนั้นเขายังยิ้มแย้มพร้อมกับบอกลูกสาวเป็นนัย ๆ ว่า อยู่บ้านดี ๆ ให้รอฟังข่าวดีจากพ่อ

            ถ้าหากเขาไปทำเรื่องเลวร้ายแล้วยังแสดงท่าทีเช่นนี้กับลูกสาวได้ ก็คงไม่ใช่พ่อที่ดีแล้ว คงเป็นแค่ไอ้โรคจิตที่เปลี่ยนนิสัยได้อย่างรวดเร็ว

หรือจะบอกว่าเขาก่อการโดยมิได้วางแผนล่วงหน้า?

ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่าบิดารูปงามของนางอดอยากปากแห้งขาดแคลนผู้หญิง ถึงได้กล้าทำเรื่องเลวร้ายเหมือนสัตว์เดรัจฉานกลางวันแสก ๆ

            ชุนถูหมีเดินไปมาอย่างว้าวุ่นใจอยู่ในห้องได้สักครู่ จึงออกคำสั่งกับกั้วเอ๋อ “เจ้าออกไปสืบดูแถวบ้าน ว่ามีข่าวอะไรบ้าง”

“เจ้าค่ะ” กั้วเอ๋อออกไปแล้ว แต่ไปได้ไม่เท่าไร ข่าวที่ให้ถามยังไม่มา มาก็แต่เสียงทะเลาะกันดังลั่น

            ชุนถูหมีถอนหายใจอีกครั้งก่อนก้าวเร็ว ๆ ออกไปด้านนอก

            เฮ้อ บ้านหลังนี้ที่มันไม่สงบสุขเสียทีคงเพราะคนในบ้านทะเลาะกันบรรยากาศจึงไม่ดี ถึงได้เรียกเคราะห์ร้ายเข้ามาหาตอนกลางวันแสก ๆ ได้

 

            สกุลชุนถือว่าเป็นครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ดีพอสมควร

ภายในอาณาเขตของเหล่าทัพมีทหารฝ่ายบู๊ระดับล่าง กับพลทหารอาศัยอยู่รวมกัน บ้านสกุลชุนถือได้ว่าเป็นบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอันดับต้น ๆ ตัวบ้านมีโครงร่างเป็นเรือนเก่าแบบซื่อเหอย่วน[1]ก่อสร้างด้วยหินสีเขียวและปูแผ่นกระเบื้องทับอีกที หน้าประตูบ้านมีต้นพุทราใหญ่ต้นหนึ่ง เดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านตอนเดียวแต่มีกำแพงดินก่อขึ้นมาแบ่งออกเป็นเรือนชั้นในและชั้นนอก

            บริเวณประตูบ้านชั้นนอกนั้นคับแคบ ห้องเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่พักของลุงโจวคนเฝ้าประตู ส่วนทางตะวันตกใช้เป็นที่สำหรับเก็บของทั่วไป เรือนด้านในมีห้องหลักที่หันมาด้านหน้าสามห้อง ห้องหนึ่งสว่าง อีกสองห้องมืด เป็นส่วนที่อยู่อาศัยของชุนชิงหยาง สามห้องหลักที่ว่ามีการใช้งานดังนี้

ห้องทางตะวันออกเป็นห้องนอน ส่วนห้องทางตะวันตกจะใส่กุญแจเอาไว้ตลอดเพราะเป็นห้องที่เก็บของสำคัญและมีราคาของสกุลชุน ส่วนห้องตรงกลางใช้เป็นห้องโถงรับรองแขกและห้องกินข้าว เดิมทีชุนชิงหยางคิดจะยกห้องหลักสามห้องนี้ให้กับหลานสาวที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือยกให้ลูกชายที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่กล้ารับ เพราะถือว่าเป็นเรื่องอกตัญญู ในแผ่นดินต้าถัง การไม่กตัญญูถือเป็นความผิดอันดับหนึ่งในความผิดใหญ่หลวงทั้งสิบอันดับ อีกทั้งยังมีระดับความเลวร้ายเท่ากับการก่อกบฏอีกด้วย

            เรือนพักชั้นในนั้นกว้างขว้าง ห้องด้านข้างที่อยู่ทางตะวันตกหรือเรียกว่าห้องตะวันตกมีอยู่สองห้อง เป็นห้องเล็กหนึ่ง ห้องใหญ่หนึ่งห้อง

ห้องใหญ่ถูกแบ่งเป็นห้องชั้นในและห้องชั้นนอกด้วยประตูบานเฟี้ยมแปดบาน ห้องชั้นในเป็นห้องนอนของชุนถูหมี ห้องด้านนอกเป็นห้องที่อ่านหนังสือและทำงานฝีมือ ส่วนห้องเล็กอีกห้องหนึ่งเป็นที่อยู่ของกั้วเอ๋อ ยังมีห้องครัวที่กว้างขวางอยู่ติดกับห้องตะวันตกอีกหนึ่งห้อง

ส่วนห้องฟากตะวันออกก็มีอีกสองห้อง เป็นหนึ่งห้องเล็กและหนึ่งห้องใหญ่เช่นกัน ตรงนี้คือที่พักของชุนต้าซันและนางสวีซื่อ ส่วนห้องเล็กข้าง ๆ ห้องตะวันออกเป็นห้องพักของเสี่ยวฉินและเอาไว้เก็บสินเดิมที่นางสวีซื่อนำติดตัวมา

            มารดาของนางสวีซื่อไม่ต้องการให้นางแต่งกับพ่อหม้ายลูกติด ทั้งยังกลัวว่าเงินของสกุลสวีจะถูกนำมาให้สกุลชุนใช้จ่าย ทำให้ลูกสาวตัวเองเสียเปรียบ ดังนั้นแม้จะเห็นว่าสินเดิมของนางสวีซื่อมีมากมาย แต่ความจริงล้วนเป็นของไร้ราคา ปกติสวีเหล่าไท่ไท่จะนำของกินของใช้มาให้ลูกสาวตนอยู่เป็นประจำ ล้วนแต่เป็นของที่ลูกสาวใช้ได้ กินได้เพียงคนเดียว คนอื่นจะมีส่วนร่วมไม่ได้เลย

            ในตอนนี้ เสียงทะเลาะดังมาจากห้องเล็กที่อยู่นอกประตู

ชุนถูหมีเดินออกมาพอดีกับนางสวีซื่อซึ่งได้ยินเสียงดังจึงเดินออกมาจากห้องตะวันออกเช่นกัน แต่เมื่อเห็นชุนถูหมี เท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูก็หยุดชะงัก นางสวีซื่อดึงเท้ากลับเข้าไป เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าให้ชุนถูหมีเป็นคนจัดการ

            ชุนถูหมีได้แต่ลอบส่ายหน้าด้วยความรำคาญใจ

            นิสัยของนางสวีซื่อเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น นางแต่งมาสกุลชุนแล้วก็เท่ากับเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะคิดอ่านอะไรก็ควรพูดออกมาให้รู้ แต่นางสวีซื่อกลับชอบทำอึก ๆ อัก ๆ ถามไปตั้งนานก็ไม่พูดไม่จา เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ เห็นแล้วก็มักทำให้ผู้ถามเกิดโทสะ ถ้าบีบบังคับนางมากเข้านางก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นทำตัวน่าสงสารให้ชุนต้าซันเห็นใจ

หญิงคนนี้เป็นเหมือนขนมตังเมที่ตัดก็ไม่ขาด สะบัดก็ไม่หลุด นี่มันเวลาไหนกันแล้วยังมีใจจะหลบเลี่ยง ปล่อยให้สาวใช้ทะเลาะกันเสียงดังอยู่หน้าประตูอย่างไม่สนใจไยดี ราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

            “กั้วเอ๋อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร หาว่าข้าไม่เป็นห่วงนายท่านหรือ” ขณะที่ชุนถูหมีเดินมาถึงประตูชั้นใน ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวฉินถามอย่างโมโห “ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องทำตามมารยาทและพิธีการ จะมาซี้ซั้วทำตัวเป็นชาวบ้านร้านตลาดได้รึ”

            “จะยกเรื่องมารยาทพิธีการมาอ้างกับข้าก็ให้มันน้อย ๆ หน่อย” กั้วเอ๋อพูดเสียงเข้ม “ตอนนี้ไฟลนก้นแล้วเจ้ายังจะมาวางท่านั้นท่านี้อยู่ได้ คนไม่รู้เรื่องจะนึกว่าสกุลสวีเป็นลูกหลานของขุนนางบรรดาศักดิ์ ก็แค่ตระกูลพ่อค้า มีเงินมากหน่อยก็เท่านั้น”

            “เป็นพ่อค้าก็เป็นสุจริตชน แล้วก็ยังเป็นสุจริตชนที่มีเงิน” น้ำเสียงของเสี่ยวฉินฟังแล้วมีความดูแคลน “สกุลชุนเป็นครอบครัวทหารที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นายท่านผู้เฒ่ายังทำงานอยู่ที่ว่าการอำเภอ ทายาทสกุลนี้ก็มีไม่ถึงห้าคน หากทายาทรุ่นหลังคิดอยากจะสอบเข้ารับราชการก็ยังเข้าสอบไม่ได้เลย สกุลสวีของเรายินดียกคุณหนูให้แต่งมาที่นี่นับว่าเป็นการลดตัวมากแล้ว[2]”

            “หน็อย พูดราวกับว่าตัวเองดีเด่นเสียเต็มประดา ว่ากันตามจริง ก็เพราะฮูหยินของเจ้าหลงใหลในความหล่อเหลาของนายท่านของข้าต่างหากเล่า”

            “เจ้าพูดอะไรของเจ้า เป็นคนไร้มารยาทยังกล้าพูดจาร้ายกาจอีกรึ เจ้านี่เป็นเด็กเป็นเล็กที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเสียจริงๆ”

            “ไร้มารยาทรึ เจ้ากล้าว่าข้าไร้มารยาท! ถ้าสกุลสวีมีมารยาททำตามขนบประเพณีจริง ๆ ฮูหยินของเจ้าก็คงไม่แต่งเข้าบ้านสกุลชุนของเราง่ายดายอย่างนี้ สวีเหล่าไท่ไท่ก็ไม่ต้องมาสอดเท้ายุ่งเกี่ยว เข้ามามีบทบาทในบ้านเราไปเสียทุกเรื่อง”

            “หุบปาก!” ชุนถูหมีตวาดขัดจังหวะกั้วเอ๋อเสียก่อน นางเดินออกมาจากระเบียงทางเดินชั้นนอก เห็นประตูหน้าบ้านยังปิดอยู่ ก็ยังโล่งใจที่ไม่ต้องให้เพื่อนบ้านมาเห็นมาฟังเรื่องน่าอับอายเหล่านี้

            “ปกติข้าดูไม่ออกเลยว่าพวกเจ้าแต่ละคนมากความสามารถกันเสียจริง ๆ ถึงกับกล้าพูดถึงเจ้านายตัวเองลับหลังอย่างสนุกปาก”

ชุนถูหมีกวาดสายตามองเสี่ยวฉินด้วยสายตาเย็นชา

“อะไรที่ว่าชาติกำเนิดเป็นทหาร เป็นสุจริตชน อะไรที่ว่าสกุลชุน--สกุลสวี อะไรที่ว่าลดตัว--ไม่ลดตัว เจ้าเป็นเพียงบ่าว กล้าพูดมากขนาดนี้เชียวรึ เจ้าติดตามเจ้านายผ่านประตูบ้านสกุลชุนเข้ามาก็ถือว่าเป็นคนของสกุลชุน หากตายก็กลายเป็นผีสกุลชุน ถ้าอยากจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระก็ต้องดูว่าสกุลชุนของเราจะพยักหน้าหรือไม่ ทำไม ตอนนี้คิดว่าเป็นคนสนิทของฮูหยินแล้วยังไม่พอ อยากจะเป็นเจ้านายบ้านนี้ด้วยอีกคนหรือ”

            ไม่รู้ว่าเพราะสาวใช้ทั้งสองเป็นวัวสันหลังหวะกันอยู่แต่เดิมหรืออย่างไร พวกนางรู้สึกว่าใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูเคร่งเครียดของชุนถูหมีนั้นน่าเกรงขามจนพวกนางไม่อาจสบตาตรง ๆ

เสี่ยวฉินเกิดความคิดแวบขึ้นมาว่าตั้งแต่คุณหนูตกเขา สมองได้รับการกระทบกระเทือน นอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานานสามเดือนเต็ม ๆ นิสัยใจคอของคุณหนูเปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคน มีความแข็งกร้าวมากขึ้น จะทำให้นางขัดใจหรือจะพูดจาอย่างขอไปทีเหมือนอดีตที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

--------------------------------------------------------

[1] ซื่อเหอย่วน 四合院 เป็นรูปแบบบ้านที่สร้างออกมาดูแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นลักษณะบ้านชนิดหนึ่งของคนจีนโบราณ ที่มักจะพบเห็นอยู่ทางภาคเหนือ

[2] เสี่ยวฉินพูดเชิงดูถูกตระกูลชุนเพราะในสมัยโบราณ การมีชาติกำเนิดทหารถูกกำหนดมาตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงดูต้อยต่ำในสายตาของชาวบ้านทั่วไป ยิ่งครอบครัวชุนเป็นนายทหารระดับล่าง ยศไม่สูง ยิ่งเป็นที่ดูถูกของตระกูลพ่อค้า เศรษฐีมีเงินในสมัยนั้น

5. หาเบาะแส (ขอลงล่วงหน้าสำหรับตอนที่ 5-18 เพราะอาทิตย์หน้าเราไม่อยู่)

            เสี่ยวฉินรีบคุกเข่าลงอย่างลนลาน แก้ตัวปากคอสั่น “คุณหนู บ่าวสมควรตาย ต่อไปบ่าวไม่กล้าพูดมากแล้วเจ้าค่ะ”

            “ว่ามา เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ชุนถูหมีพยายามระงับความโกรธ

            ชาติก่อนนางเป็นทนายความที่เก่งกาจ มีนิสัยชอบเอาชนะ ไม่ใช่คนที่จะยอมลงให้คนอื่นง่าย ๆ

ซีรี่ส์ทางฝั่งอเมริกามักนำเสนอบุคลิกของทนายความว่าเป็นเหมือนฉลามที่พอเจอหน้าผู้อื่นก็แยกเขี้ยวใส่ ดุร้ายอย่างไรนางก็ดุยิ่งกว่าเสียอีก

            แต่การขึ้นศาลหรือที่นี่เรียกว่า ‘การว่าความ’ นั้นก็เหมือนการออกรบที่ต้องพิสูจน์ความสามารถ พิสูจน์ความกล้าหาญและสติปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่มาโต้เถียงกันด้วยเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งในครอบครัวอย่างนี้ อีกอย่างหนึ่ง แม้นางจะชำนาญเรื่องว่าความ มีความสามารถในการหาจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม คิดแผนร้าย เล่นตุกติก จิกไม่ปล่อยก็จริง แต่ก็ไม่ชำนาญการโต้เถียงเสียงดังแบบผู้หญิง อีกทั้งยังเกลียดมากด้วย

            สกุลชุนเป็นครอบครัวเล็ก ๆ มีนายสามคน บ่าวสามคน มีคนในบ้านทั้งหมดแค่หก แต่ก็ยังมีเรื่องขัดแย้งมากมายก่ายกอง ถ้าได้เกิดใหม่ในบ้านผู้ดีมีเงินหรือตระกูลใหญ่กว่านี้นางไม่รำคาญตายหรอกหรือ ถ้าหากมีเวลาว่างแล้วลองพิจารณาสถานการณ์ภายในบ้าน นางจะพบว่าตอนนี้ตนมาอยู่ในครอบครัวที่ไม่ค่อยสงบสุขเท่าไหร่นัก แต่ช่างเถอะ... ตอนนี้ชุนถูหมีไม่มีเวลาจะไปสนใจอะไร

            “เมื่อครู่คุณหนูสั่งให้บ่าวไปหาคนมาช่วย บ่าวจึงนำความไปบอกกับร้านอาหารหลินสุ่ยแล้ว” เสี่ยวฉินก้มหน้า “เถ้าแก่เนี้ยฟางเรียกให้พี่เสี่ยวจิ่วไปดูเหตุการณ์ที่ที่ว่าการอำเภอ แล้วบอกว่าจะกลับมาส่งข่าวทีหลัง แต่กั้วเอ๋อไม่ยอมรอ บอกว่าจะต้องไปดูด้วยตัวเองให้ได้ ทำแบบนี้มันใช้ที่ไหน ไหว้วานคนอื่นเขาแล้วยังจะต้องไปเร่งรัดอยู่เรื่อย ๆ คนอื่นเขาจะคิดอย่างไร ดังนั้นบ่าวจึงไม่ยอมให้นางไป นางก็ไม่ฟัง พูดไปพูดมาก็เลยทะเลาะกัน บ่าวไม่ดีเองที่ทำให้คุณหนูต้องออกมาปราม”

            พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนงานในร้านหลินสุ่ย คุ้นเคยกับสกุลชุนเป็นอย่างดี เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่คล่องตัว ได้รับความไว้วางใจจากเถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นอย่างมาก ถ้าหากส่งคนผู้ นี้ไปแสดงว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ยิ่งนัก ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ... ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเถ้าแก่เนี้ยฟางกับชุนต้าซัน หากนางไม่กระตือรือร้นนี่สิถึงจะแปลก

            “วันนี้ที่บ้านเราเกิดเรื่อง ความผิดของเจ้าให้จดเอาไว้ก่อนแล้วค่อยทำโทษทีหลัง เจ้ากลับเข้าไปรับใช้ฮูหยินเถอะ เรื่องตรงนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง” ชุนถูหมีเหลือบมองกั้วเอ๋อแวบหนึ่ง มิได้ตำหนินางแต่อย่างใด

            แม้เสี่ยวฉินไม่พอใจก็ไม่กล้าพูดมาก ทำความเคารพชุนถูหมีอย่างหงุดหงิดใจก่อนก้าวเร็ว ๆ จากไป ตอนนี้ชุนถูหมีจึงได้ทำหน้าตึงสั่งสอนสาวใช้คนสนิท “กั้วเอ๋อ นิสัยที่เก็บความรู้สึกไม่อยู่ ปากคอร้ายกาจอย่างเจ้า ควรจะแก้ไขได้แล้วนะ”

            กั้วเอ๋อรู้ว่าเมื่อครู่นางโมโหจนพูดจาไม่ทันคิด จึงก้มหน้ายอมรับผิด “คุณหนู บ่าวผิดไปแล้ว ก็บ่าวสงสัยว่าพวกนางสองนายบ่าวจะแกล้งผิดคำสั่งคุณหนู หรือไม่ก็ไม่ได้ไปหาเถ้าแก่เนี้ยฟาง ก็เลยอยากจะไปดูให้รู้แน่เจ้าค่ะ”

            “ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ พ่อข้าเกิดเรื่องอย่างนี้ข้าไม่ร้อนใจงั้นหรือ แต่เจ้าจะพูดมากทำเป็นปากไม่มีหูรูดไม่ได้” ชุนถูหมีกดเสียงต่ำสั่งสอนกั้วเอ๋อ

“แม้ฮูหยินจะแต่งเข้ามาอย่างไม่งามสง่านัก แต่คนที่รู้เรื่องก็มีแต่พวกเราสองครอบครัว วันนี้เจ้าตะโกนออกมา คนที่ขายหน้าไม่เพียงแต่เป็นสกุลสวี ยังมีพ่อข้าอีก คิดดูสิว่าสกุลชุนเราจะไม่เสียหายหรือ อีกอย่าง สิ่งที่เจ้าได้ก็แค่ความสะใจชั่วขณะ แต่เสี่ยวฉินจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกฮูหยินหรือไง ถ้าฮูหยินรู้จะต้องเกลียดชังเจ้า นางเป็นนายหญิงของบ้าน ถ้าเกิดมีจิตคิดร้ายต่อเจ้า ภายภาคหน้าถ้าเจ้าทำงานให้ข้าก็จะทำได้ยากลำบากมากขึ้น ทำให้ข้าต้องเสียเวลา ถ้าเกิดนางพาลขึ้นมา พลอยเกลียดข้าด้วยอีกคน ในใจเอาแต่คิดว่าลูกเลี้ยงอย่างข้าหาทางขัดแข้งขัดขาแม่เลี้ยงอย่างนางจะเป็นอย่างไร?”

ไม่พูดเปล่ายังตีสีหน้าขึงขังขึ้นกว่าเดิม “นอกจากที่บ้านจะไม่สงบสุขแล้ว หากนางเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าท่านพ่อ พ่อข้าเองก็รักข้าไม่อยากดุด่าว่ากล่าวข้า แบบนี้ไม่เท่ากับทำให้ท่านพ่อต้องลำบากใจกลายเป็นคนที่อยู่ตรงกลางรับแรงกดดันทั้งสองฝ่ายหรือ อีกอย่างหนึ่ง สวีเหล่าไท่ไท่ก็เป็นคนเรื่องมาก มีเรื่องอะไรฮูหยินก็เล่าให้นางฟังหมด ถึงตอนนั้นนางไม่โทษว่าลูกสาวตัวเองอบรมบ่าวไพร่ไม่ดี แต่จะคิดว่าพวกเราสกุลชุนร่วมมือกันรังแกพวกนางสองนายบ่าว พอท่านปู่กลับมา ก็ต้องมาฟังคำพูดกระแนะกระแหนต่อว่าต่อขานของนางอีก”

            “บ่าวผิดไปแล้วบ่าวไม่ได้คิดมากขนาดนั้น” กั้วเอ๋อก้มหน้าคอตก พูดอย่างรู้สึกสำนึกผิดขึ้นว่า “บ่าวผิดไปแล้ว แต่บ่าวก็ทนไม่ไหวจริง ๆ”

            ชุนถูหมีอ่อนใจเหลือเกิน

            กั้วเอ๋อยังเป็นเด็กอายุน้อยแค่นี้แต่กลับมีโทสะรุนแรง จะต้องขัดเกลาให้ดี ๆ ไม่เช่นนั้นถ้าต่อไปภายหน้ามีเรื่องที่ต้องพึ่งพาอาศัยนาง ลำพังแค่ความภักดีที่กั้วเอ๋อมีให้นั้นไม่พอ เพราะหากถูกคนอื่นพูดจายั่วยุนิดหน่อยนางก็ไม่สนใจอะไร ระเบิดโป้งป้าง เท่ากับเป็นระเบิดเวลาที่ฝังอยู่ข้างตัวแท้ ๆ เมื่อครู่นางพูดจาไม่น่าฟังเป็นอย่างมาก แม้แต่เรื่องหลงใหลในความหล่อเหลานายท่านก็ยังพูดออกมาได้

            แต่การที่กั้วเอ๋อไม่ให้ความเกรงใจนางสวีซื่อนั้นย่อมมาจากความดูแคลนที่ฝังลึกในใจ และยังเพราะการกระทำที่ผ่านมาของสวีเหล่าไท่ไท่ แตต่สิ่งที่กั้วเอ๋อสงสัยก็ไม่ใช่จะไร้เหตุผล พูดกันอย่างไม่เกินเลยด้วยซ้ำว่านิสัยของนางสวีซื่อ ถึงที่บ้านจะไฟไหม้นางก็ต้องส่งข่าวให้แม่ของตนรู้ก่อน พอรู้แล้วจึงจะถามว่าจะให้ช่วยดับไฟห้องตะวันออกหรือว่าห้องตะวันตกก่อนดี

            “ช่างเถอะ ต่อไปไม่ว่าจะพูดจาหรือทำงานอะไร เจ้าจะต้องนับหนึ่งถึงห้าในใจก่อน พอไม่โมโหแล้วก็ค่อยพูด ค่อยลงมือ” ชุนถูหมีจิ้มหน้าผากกั้วเอ๋อ “ตอนนี้ลงโทษให้เจ้าไปสำนึกผิด หันหน้าเข้ากำแพง ข้าจะนั่งรอพี่เสี่ยวจิ่วที่นี่เอง” พูดแล้วนางก็ยกม้านั่งตัวเล็ก ๆ ออกมาจากห้องเก็บของ นั่งรออยู่ระหว่างทางเดินที่ขวางระหว่างประตูชั้นนอกกับประตูชั้นใน

            นางนั่งรอด้วยความร้อนใจ จนกระทั่งรอถึงยามแปด[1] ค่อยมีเสียงเคาะประตู

นางเป็นคนหลงยุคที่มาจากโลกปัจจุบัน แต่กลับต้องมาเกิดในครอบครัวเล็ก ๆ ในสมัยที่วัฒนธรรมยังค่อนข้างเปิดกว้าง แม้จะมีท่านปู่ที่คอยเอาใจ มีสาวใช้คอยรับใช้ แต่ทุกคนก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจกับขนบประเพณีมากนัก เพราะความใจร้อนทำให้นางลุกขึ้นเปิดประตูด้วยตัวเอง สร้างความตกใจให้กับพี่เสี่ยวจิ่วคนงานร้านหลินสุ่ยจนสะดุ้งโหยง รีบทำความเคารพอย่างลุกลี้ลุกลน “อ้า สวัสดีขอรับคุณหนูชุน”

            “เข้ามาพูดข้างใน” ชุนถูหมีเบี่ยงตัว

            พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนคล่องแคล่ว รู้ว่าตอนนี้ข่าวที่ชุนต้าซันถูกจับตัวไปแพร่สะพัดไปทั่วเมือง มีคนที่อยากรู้อยากเห็นจด ๆ จ้อง ๆ กันอยู่ข้างนอกไม่น้อย จึงไม่พูดอะไร รีบแทรกตัวเข้ามาด้านใน

            ตอนนี้เองที่กั้วเอ๋อเพิ่งจะวิ่งออกมา นางคิดถึงคำสั่งของคุณหนู จึงรีบนับหนึ่งถึงห้าก่อนเข้ามาดึงแขนเสื้อพี่เสี่ยวจิ่วแล้วถามละล่ำละลักว่า “เรื่องของนายท่านทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง”

            กั้วเอ๋อยังคงควบคุมความใจร้อนไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้ชุนถูหมีใจร้อนยิ่งกว่า นางไม่สนใจอะไรมากนัก ถามไปตรง ๆ ว่า “ใครเป็นคนไปฟ้อง แล้วมีพยานหลักฐานไหม วันนี้มีการไต่สวนไปแล้วหรือยัง แล้วพ่อข้าให้การว่าอย่างไร ใช้เครื่องมือลงทัณฑ์ไหม ผลเป็นอย่างไร”

            “คนที่ร้องเรื่องนี้เป็นหญิงหม้ายที่ยังสาวคนหนึ่ง อาศัยอยู่บนถนนด้านหน้าในตัวอำเภอ มีหน้าตาสะสวยพอประมาณ มีทั้งพยานและหลักฐานพร้อมมูล ตอนบ่ายมีการไต่สวนไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ท่านชุนบอกว่าถูกใส่ร้าย บอกว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องเช่นั้น ส่วนเครื่องลงทัณฑ์ยังไม่ได้ใช้ขอรับ เพียงแต่โบยไปสิบไม้” พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนพูดจาคล่องแคล่ว เล่าเรื่องได้ลื่นไหล ชุนถูหมีฟังแล้วใจเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ

            นางได้กลิ่นตุ ๆ ของแผนร้าย เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟังดูแล้วเหมือนไร้ข้อพิรุธ แต่ความเป็นจริงในสายตาของทนายคนหนึ่งเรื่องนี้กลับมีพิรุธอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้นางบอกได้อย่างมั่นใจว่ามีคนต้องการคิดร้ายกับชุนต้าซัน อีกทั้งคนบงการเบื้องหลังยังลงทุนลงแรงไปไม่น้อย คิดว่าวิธีการของสกุลสวีที่ใช้เงินเป็นใบเบิกทางนั้นคงจะใช้การไม่ได้

            ดังนั้นครั้งนี้จะต้องมีการขึ้นศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว!

           

เพราะเคยเป็นทนายความทำให้เกิดความสนใจส่วนตัว

ชุนถูหมีได้สอบถามและพูดคุยกับท่านปู่เกี่ยวกับกฎหมายอยู่หลายหนเกี่ยวกับการลงทัณฑ์อีกทั้งการฟ้องร้องในยุคสมัยนี้ ยุคที่นางอยู่ในตอนนี้คงจะย้อนหลังไปประมาณเมื่อพันปีก่อน ในยุคนี้มีทนายแล้วแต่โดยมากจะถูกเรียกว่า ‘หมอความ’ ส่วนใหญ่จะเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้แต่ไม่มีโชคในการสอบเข้าเป็นขุนนาง เป็นเจ้าพนักงานหรือข้าราชการที่กว้างขวางระดับหนึ่งในชุมชน เป็นคนที่มีฐานะยากจนหรือลูกหลานของมือปราบที่ทำงานในกองปราบมานาน และยังมีชาวบ้านฐานะดีที่ใจกล้า ทำตัวเหมือนนักเลงมาเป็นหมอความอีกด้วย

หมอความจึงมีชื่อเสียงในทางไม่ค่อยจะดี เป็นที่รังเกียจของทั้งผีสางเทวดา

ในสายตาของคนทั่วไป หมอความเป็นผู้สรรหาคำพูดมาหักล้าง แก้ต่างให้กับผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่รู้จักใช้กฎหมายมาช่วยเหลือชาวบ้านแต่อย่างใด

            นับตั้งแต่เริ่มราชวงศ์ ผู้ปกครองแผ่นดินต้าถังให้ความสำคัญกับการใช้กฎหมายในการปกครองแผ่นดิน ดังนั้นหมอความจึงกลายเป็นอาชีพหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ต้าถังยังให้ความสำคัญกับคุณธรรมจริยธรรม เรียกได้ว่าให้คุณธรรมเป็นตัวนำ การลงทัณฑ์เป็นตัวเสริม กฎหมายและพิธีการจึงถูกนำมาใช้ร่วมกัน แต่ถึงกระนั้นหมอความยังคงเป็นสรรพนามที่คนทั่วไปพูดถึงอย่างรังเกียจอยู่ดี

------------------------------------

[1] 13.00-14.59 นาฬิกา

6. ออกโรง

เมื่อนางมีโอกาสใช้ชีวิตใหม่อีกหน

แม้กฎหมายในแผ่นดินนี้จะไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า ‘ห้ามผู้หญิงมารับงานหมอความ’ ก็จริงอยู่ และแม้นางจะยินดีแค่ไหนก็ตาม แต่ในฐานะที่เป็นผู้หญิง การออกไปทำหน้าที่หมอความจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องชื่อเสียงอันดีงาม คิดว่าท่านปู่และท่านพ่อของนางต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่

            ถ้าอย่างนั้นจะต้องหาหมอความที่ฝีมือไม่เลวให้ได้โดยไว

            “กั้วเอ๋อ ไปหยิบเงินห้าตำลึงในห้อง แล้วตามข้าไปที่ว่าการอำเภอ” ชุนถูหมีสูดหายใจลึก ๆ พร้อมกับตัดสินใจ

            “คุณหนู ท่านไปไม่ได้นะเจ้าคะ” กั้วเอ๋อได้ยินแล้วร้องขึ้นอย่างตกใจ “ที่แบบนั้นไม่ใช่ที่ที่ดีอะไร ถ้าใครเอาไปพูด ชื่อเสียงของท่านจะไม่ดีเอานะ”

            “อย่าเพิ่งสนใจเรื่องพวกนี้เลย ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร รีบไปสิ หรือว่าเจ้าจะให้ข้าไปคนเดียว”

            กั้วเอ๋อเห็นชุนถูหมีดูมีความตั้งใจจึงไม่ยอมให้นางโต้แย้ง นางรู้ว่าคุณหนูพูดได้ต้องทำได้ อยากจะห้ามก็คงห้ามไม่อยู่ ได้แต่กระทืบเท้าอย่างขัดใจก่อนวิ่งเข้าไปในห้องตามคำสั่ง นับตั้งแต่คุณหนูมีนิสัยเปลี่ยนไปพูดคำไหนก็มักจะยึดถือเป็นคำนั้น ถ้าจะปล่อยให้คุณหนูไปไหนมาไหนเอง นางตามไปด้วยยังจะดีเสียกว่า

            พี่เสี่ยวจิ่วที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ยังอดมองตาค้างด้วยความประหลาดใจไม่ได้

            ถึงตอนนี้สกุลชุนจะไม่มีผู้ชายสักคนในบ้าน แต่ถ้าจะต้องให้ผู้หญิงเป็นคนติดต่อเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นนางสวีซื่อมากกว่า เขาคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นธุระของเด็กสาวอายุเพียงแค่สิบสี่ปีที่ยังไม่ออกเรือนต้องมารับหน้าดำเนินการแทน แม้แต่เงินที่จะใช้ก็ยังต้องใช้เงินส่วนตัวของคุณหนูชุน

            ชุนถูหมีรู้ว่าพี่เสี่ยวจิ่วต้องสงสัย แต่เรื่องในบ้านนางย่อมรู้ดีกว่าใคร ในเหตุการณ์บางอย่างนางสวีซื่อไม่มีความสามารถที่จะแบกรับ อีกทั้งยังไม่มีเงินสดติดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินของลูกสาวต้องถูกนำมาใช้จ่ายในสกุลชุน แม่ของนางสวีซื่อถึงกับให้เงินนางแค่พอใช้

นางสวีซื่อต้องการใช้เมื่อไหร่ก็ค่อยให้ ไม่มีเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

สวีเหล่าไท่ไท่จัดการอย่างนี้โดยไม่กลัวว่าลูกสาวตัวเองจะถูกครอบครัวสามีรังเกียจเอา ยังดีที่สองพ่อลูกสกุลชุนเป็นคนดี ไม่สนใจสินเดิมของฝ่ายหญิง ไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้ จึงปล่อยให้สกุลสวีทำตามใจ

            ชุนถูหมีเคยคำนวณราคาสิ่งของและเงินเดือนในแผ่นดินต้าถังมาก่อน หนึ่งตำลึงเงินมีค่าเท่ากับหนึ่งพันอีแปะ เท่ากับเงินสองพันหยวนในยุคปัจจุบัน ชุนต้าซันเป็นขุนนางระดับล่าง ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือนหนึ่งตำลึงเงิน ส่วนชุนชิงหยางถือก็ได้เงินตอบแทนประมาณเดือนละหนึ่งตำลึง รวมที่นาอีกหลายหมู่[1]ที่สกุลชุนมีในครอบครอง ทำให้ครอบครัวนี้พออยู่พอกินและยังมีเงินเหลือเก็บอีกเล็กน้อย

แต่ว่าเงินส่วนตัวของชุนถูหมีเป็นเงินผลประโยชน์ที่ได้จากสินเดิมของนางไป๋ผู้เป็นมารดา ที่ดินและตึกที่ร้านหลินสุ่ยเช่าอยู่นั้นถือว่าเป็นสินเดิมของนางไป๋ มีค่าเช่าปีละสามสิบห้าตำลึง ซึ่งพ่อลูกสกุลชุนให้ชุนถูหมีเป็นคนเก็บเองใช้เอง อย่างน้อยนางจะได้มีกินมีใช้ได้อย่างไม่ขาดเหลือ อีกประการหนึ่ง พวกเขาอยากให้นางเก็บไว้เป็นสินเดิมเวลาออกเรือน ที่บ้านจึงไม่เคยนำมาใช้

            ราคาบ้านและที่ดินในสมัยโบราณไม่แพงนัก ทำให้ชุนถูหมีรู้สึกยินดีกับวาสนาในชาตินี้ของตัวเองไม่น้อย อาคารสองชั้นบนทำเลทองในตัวอำเภอมีค่าเช่าเท่ากับหกพันหยวนในสมัยปัจจุบันเท่านั้น ถ้าหากเป็นเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบัน พื้นที่ขนาดนี้ทำเป็นสำนักงานให้เช่ายังต้องเพิ่มศูนย์ไปข้างหลังอีกหนึ่งตัว ถ้าเป็นราคาเช่าของร้านขายของ ยังต้องสูงกว่านี้อีก

            เสียดาย ก่อนที่เถ้าแก่เนี้ยฟางจะมาเช่าเปิดร้านอาหาร อาคารตรงนี้ไม่ค่อยมีใครมาเช่า หรือไม่ก็ให้เช่าในราคาถูก ตอนที่ชุนถูหมีป่วยที่บ้านใช้เงินไปไม่น้อย เงินเก็บที่มีเหลืออยู่จึงมีไม่ถึงสองร้อยตำลึง จะว่าไปแล้วเท่ากับนางมีเงินอยู่ถึงสี่แสนหยวน เป็นเศรษฐีนีน้อย ๆ ได้เลยทีเดียว เสียดายที่การขึ้นศาลครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินอีกเท่าไร

            มีคำเปรียบเปรยว่า ‘ประตูที่ว่าการหันไปทางทิศใต้[2] มีหลักการแต่ไร้ทรัพย์ ก็อย่าหวังจะย่างกราย’

            กั้วเอ๋อหยิบเงินแล้วก็รีบวิ่งออกมา พอมองไปทางห้องตะวันออกก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ คาดว่าตอนนี้นางสวีซื่อคงกำลังจุดธูปไหว้พระขอพรให้แม่ของนางส่งคนมาช่วยแก้ปัญหาให้สามีโดยเร็ว

            “คุณหนู เดี๋ยวข้าจะไปขับรถม้ามารับ” พี่เสี่ยวจิ่วขวางชุนถูหมีเอาไว้ “แม้ที่นี่จะห่างจากตัวเมืองไม่มาก แต่ถ้าเดินไปก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม ถ้านั่งรถก็แค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น”

            “เจ้าขับรถม้าเป็นด้วยหรือ” ชุนถูหมีถามอย่างดีใจ

            ที่ว่าการอำเภอในยุคนี้เปิดทำการตั้งแต่ยามสี่[3] กลางวันจะปิดทำการเพื่อพักผ่อนค่อนข้างนาน จากนั้นก็จะเปิดอีกรอบและปิดทำการเมื่อสิ้นวันในยามเก้าปลาย[4] ส่วนจะเป็นวันยื่นคำร้องทุกข์หรือเป็นวันฟังการพิจารณาคดีก็ต้องดูป้ายที่แขวนอยู่หน้าที่ว่าการ ตอนที่นางออกจากบ้านเรียกได้ว่าเวลาไปถึงจะค่อนข้างกระชั้นชิดกับช่วงปิดทำการ ถ้านางมีรถม้านั่งไปก็น่าจะทัน

            “เถ้าแก่เนี้ยของพวกเราสั่งไว้” พี่เสี่ยวจิ่วแก้ข้อสงสัย “นางบอกว่าหลายวันนี้สกุลชุนคงจะต้องใช้คน ต้องไป ๆ มา ๆ ถ้าเกิดไม่มีรถม้าก็อาจไม่สะดวก เลยบอกให้ข้าไม่ต้องไปทำงานที่ร้านชั่วคราว คอยช่วยอยู่ทางนี้ ถ้าเกิดมีอะไร คุณหนูก็บอกข้ามาแล้วกัน” พี่เสี่ยวจิ่วพูดแล้วก็ก้าวเร็ว ๆ ออกไป

            “เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนดีจะตาย ไม่รู้ว่าทำไมนายท่านถึงไม่แต่งกับนาง” กั้วเอ๋อพึมพำในลำคอ

            ชุนถูหมีถลึงตาดุ ๆ ใส่สาวใช้คนสนิททำนองว่าพูดมากอีกแล้ว แต่ความจริงในใจก็คล้อยตาม

            เวลาตกทุกข์ได้ยากจึงจะเห็นจิตใจคนได้ดีที่สุด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสกุลชุนเป็นเจ้าของที่ให้ร้านหลินสุ่ยเช่า ไม่ต้องพูดว่าฟางเฟยเจ้าของร้านกับชุนต้าซันคบหากันอย่างไร

เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนคิดอะไรรอบคอบ เมื่อรู้ว่าชุนต้าซันมีปัญหาเป็นคดีความก็ยังไม่รังเกียจ สามารถมองเห็นความจริงใจของนางได้เป็นอย่างดี

ชุนถูหมีไม่ใช่คนพิร่ำพิไร นางรีบรับความมีน้ำใจของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนแล้วค่อยคิดหาทางตอบแทนภายหลังก็ยังไม่สาย

            พี่เสี่ยวจิ่วขับรถม้ามาถึงในเวลาอันรวดเร็ว

            รถม้าในยุคต้าถังถือว่าเป็นเครื่องมือสัญจรที่มีราคาแพงแต่รวดเร็ว มีแต่เศรษฐีมีเงินเท่านั้นที่ใช้ได้ คนทั่วไปจะนั่งรถเทียมล่อหรือรถเทียมวัว ตอนนี้สกุลชุนเกิดเรื่องเป็นคดีความขึ้นมา ย่อมมีคนที่ชอบซุบซิบนินทาคนอื่นจ้องกันตาเป็นมัน ดังนั้นไม่ว่าจะระมัดระวังตัวอย่างไรก็ยังถูกคนชี้ไม้ชี้มือใส่ ชุนถูหมีทำเป็นมองไม่เห็น พยายามทำใจให้สงบนิ่งก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า

            “อย่างที่เขาว่าจริง ๆ หนทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน” กั้วเอ๋อทิ้งผ้าม่านหน้าต่างรถลง “ปกติยังคุ้นเคยไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง พอสกุลชุนมีเรื่อง แต่ละคนก็แทบจะหลบหน้าหลบตากันไม่ทัน ทำอย่างนี้ยังพอว่า ทว่ายังมีอีกไม่น้อยที่รอดูเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำ”

            “เราจะบังคับฝืนใจใครได้เล่า” ชุนถูหมีกล่าวอย่างปลงตก “อาซ้อเหอข้างบ้านรีบมาส่งข่าวให้เรารู้ ถือว่าช่วยเรามากแล้ว คนที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็นทหารธรรมดา ครอบครัวยากจนก็มีอยู่มาก ที่แห่งนี้ถูกผู้คนขนานนามว่าชุมชนข้าวเปลือกเสียด้วยซ้ำ เพื่อนบ้านของเราไม่มีทั้งอำนาจและอิทธิพล แค่ใช้ชีวิตแต่ละวันก็ไม่ง่ายแล้ว พอเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ต้องเอาตัวรอดก่อน... เฮ้อ โลกใบนี้คนต่ำช้าที่เอาแต่หัวเราะเยาะคนอื่น ไม่พอใจคนอื่นก็มีมากมาย อย่าไปสนใจนักเลย”

            “ใช่เจ้าค่ะ คนที่อยากเห็นคนอื่นเคราะห์ร้ายล้วนแต่เป็นคนต่ำช้า” กั้วเอ๋อด่าแล้วก็อดกังวลไม่ได้ “แล้ว...คุณหนูจะไปที่ว่าการอำเภอทำไมหรือเจ้าคะ”

            “วันนี้มีการไต่สวนไปแล้วหนหนึ่ง ข้าอยากจะฟังคำให้การของทั้งสองฝ่ายจากเจ้าพนักงานที่ดูแลเอกสาร ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากขอพบท่านพ่อกับหญิงหม้ายคนนั้น สิ่งที่เรารู้มาแม้จะสำคัญแต่ก็ไม่สู้ถามจากปากคู่กรณีโดยตรง”

            ตามกฎหมายต้าถัง ก่อนที่คดีจะสิ้นสุดผู้ร้องทุกข์หรือโจทก์จะต้องถูกจับขังเอาไว้เป็นการชั่วคราว สิ่งนี้เรียกว่าการกักตัว จะไม่มีการล่ามโซ่ตรวน ห้องขังที่อยู่ก็มีสภาพดีกว่าห้องขังของฝ่ายจำเลยเล็กน้อย

            ในความเป็นจริงนางควรไปหาข้อมูลจากที่ว่าการอำเภอด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่อง แต่ด้วยฐานะและตัวตนในภพนี้ที่ค่อนข้างมีสิทธิ์เสรีภาพจำกัด ทำให้นางไปไหนทำอะไรก็ไม่สะดวก แต่ตอนนี้เหตุการณ์คับขัน กว่าจะรอให้คนสกุลสวีส่งคนมาเรื่องคงสายเกินแก้ ส่วนนางในฐานะลูกสาวของผู้ถูกกล่าวหา คงไม่อาจขอดูบันทึกการไต่สวนในหนแรกได้ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องติดสินบน

            ท่านปู่ทำงานในที่ว่าการอำเภอ เป็นคนทำอะไรตรงไปตรงมา ถึงจะไม่มีใครให้ความสำคัญแต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนให้เกียรติเขาบ้าง แต่ตอนนี้ท่านปู่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้านางไม่ควักเนื้อ เกรงว่าเรื่องที่ต้องการรู้อาจถูกปฏิเสธ หรือถูกถ่วงเวลา

            ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูที่ว่าการ

--------------------------------------------------------

[1] หมู่ เป็นหน่วยของที่ดินจีน หนึ่งหมู่เท่ากับ667 ตารางเมตร

[2] เป็นการกระทบกระเทียบเปรียบเปรย ถึงข้าราชการที่โกงกิน ไม่ได้ช่วยชาวบ้านให้พ้นจากความเดือนร้อน ถ้าไม่มีเงินทองอยากจะร้องทุกข์ก็ไม่มีประโยชน์ คำว่าทิศใต้ ในภาษาจีนเสียงพ้องกับคำว่า ความยากลำบาก เหตุร้าย

[3] 05.00 -06.59 นาฬิกา

[4] ประมาณเวลา 16.00 นาฬิกา

7. ติดสินบน

ที่แห่งนี้ คนที่ไม่มีเรื่องห้ามเข้าไปโดยพละการ

ยังดีที่พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนคล่องแคล่ว อ้างว่าเป็นญาติของจู๋เตี่ยนหรือเจ้าพนักงานที่ดูแลเอกสาร พูดยกยอปอปั้นกันไปแล้วก็ยังยัดเงินให้อีกเล็กน้อย ทั้งสามจึงเข้าไปข้างในได้

ผู้ทำหน้าที่จู๋เตี่ยนไม่ใช่ขุนนางแต่เป็นข้าราชการ เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลเอกสารทางคดีความทั้งหลายในคดีนี้โดยตรง

ต่อให้คนเป็นขุนนางมาเองไหนเลยจะสู้คนดูแลได้?

สำหรับข้าราชการที่มีเงินเดือนไม่มาก ได้รับเงินสองตำลึงที่มากกว่าเงินเบี้ยหวัดประจำเดือนแล้วคงจะอำนวยความสะดวกให้กับพวกนางเป็นแน่

            ในชาติที่แล้ว ชุนถูหมีรับว่าคดีอาญา เข้าออกเรือนจำอยู่เป็นประจำ คนร้ายที่โหดเหี้ยมดุร้ายขนาดไหนก็เคยพบเจอมาแล้วทั้งนั้น แต่ในสมัยโบราณไม่เหมือนยุคปัจจุบัน ไม่มีคำว่าสิทธิมนุษยชน ที่ว่าการอำเภอย่อมให้ความรู้สึกที่สูงส่งและกดดันกับชาวบ้านทั่วไป

ชุนถูหมียังคงเดินเข้ามาด้านในด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น

แต่ไม่ใช่สำหรับกั้วเอ๋อ เด็กสาวที่ปากร้ายไม่กลัวใครอย่างนางถึงกับแข้งขาอ่อนแรง เมื่อเห็นท่าทางของคุณหนูดูสงบนิ่ง ไร้ความรู้สึกหวาดกลัวในสีหน้า กั้วเอ๋อถึงกับเลื่อมใสอย่างหมดหัวใจ

            พวกนางเดินมาถึงห้องทำงานของเจ้าพนักงานฝ่ายกฎหมายของที่ว่าการอำเภอ พอดีมีจู๋เตี่ยนนั่งอยู่คนเดียวจึงรีบบอกถึงความประสงค์ที่มา

โอวหยางจู๋เตี่ยน[1]ดูเป็นคนมีอัธยาศัยดี อีกทั้งรู้จักกับชุนชิงหยาง ทว่าคนผู้นี้เป็นข้าราชการฝ่ายบุ๋นย่อมมีความดูแคลนเจ้าพนักงานฝ่ายควบคุมนักโทษไม่น้อย ปกติจึงไม่ได้คบหาสมาคมกันเท่าไร อีกประการหนึ่ง เรื่องจะให้คนอื่นมาอ่านบันทึกการไต่สวนย่อมเป็นเรื่องที่กระทำไม่ได้ จึงเอ่ยอย่างลังเลว่า

“เมืองมีกฎเมือง บ้านมีกฎบ้าน เจ้าต้องไว้ใจว่าท่านนายอำเภอจะให้ความเป็นธรรมสิ เจ้าควรมอบภาระให้นายอำเภอเป็นคนนำสืบคดีตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้กับพ่อของเจ้า ส่วนเอกสารเกี่ยวกับเรื่องภายในนี้ ไม่อาจอนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องดูได้”

            “ไม่ใช่ว่าข้าน้อยจะไม่เชื่อใจในตัวใต้เท้านายอำเภอ แต่ว่าท่านปู่ไม่อยู่ ท่านพ่อก็ถูกใส่ร้าย ข้าน้อยเองก็ร้อนใจ กระวนกระวายยิ่งนัก แค่อยากจะทำความเข้าใจกับเรื่องนี้เพื่อจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้บ้าง ขอใต้เท้าได้โปรดเมตตา” ชุนถูหมีพูดแล้วก็คุกเข่าลง

            อยากเห็นนางทำตัวน่าสงสาร น่าเห็นใจรึ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา!

ก็นางเป็นคนหน้าด้านใจดำมาแต่ไหนแต่ไร หัวเข่าหรือก็ไม่มีราคาค่างวด ขอแค่ทุกเรื่องสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ จะให้นางแสดงละครอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น

ระหว่างที่พูด ชุนถูหมีก็คลานเข่าไปข้างหน้าสองครั้งพร้อมกับรีบยัดเงินที่นำติดตัวมาใส่แขนเสื้อของโอวหยางจู๋เตี่ยน

            โอวหยางจู๋เตี่ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้ จากมุมที่เขามองลงมาจะเห็นหน้าผากขาวนวลที่อยู่ใต้หมวกผ้าสีดำอีกทั้งเงาขนตาที่ยาวเป็นแพ ทาบอยู่บนใบหน้า ริมฝีปากแดงเรื่อที่สั่นระริกน้อย ๆ เหมือนคนที่ใกล้จะร้องไห้เต็มที ดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก

เมื่อคิดว่านางเป็นเด็กสาวอายุยังน้อย แต่กลับต้องดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยตัวเองนับว่าเป็นเรื่องที่ลำบากใจมากพอแล้ว โอวหยางจู๋เตี่ยนเกิดความรู้สึกว่าเงินที่อยู่ในมือร้อนวูบ ๆ พลันรู้สึกใจอ่อนขึ้นมา

            เขาหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนหยิบเอกสารจากชั้นวางหนังสือมาโยนลงบนโต๊ะ พูดด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งเครียดว่า “ไม่ว่าอย่างไร เรื่องที่มีข้อห้ามทางกฎหมาย ข้าก็ย่อมทำไม่ได้” จากนั้นใช้มือตีลงบนเอกสารแผ่นนั้นเบา ๆ ถอนหายใจก่อนเอ่ยว่า “แต่เจ้าเป็นหลานสาวของเพื่อนร่วมงาน ก็เท่ากับเป็นหลานของข้าเหมือนกัน ในเมื่อเจ้าดั้นด้นมาถึงที่นี่ ก็ดื่มน้ำชาสักคำก่อนแล้วค่อยกลับ ข้าจะไปต้มน้ำชา อีกหนึ่งก้านธูปจะกลับมา”

            นั่นแน่ะ!

 

            นี่เป็นการบอกใบ้ให้อย่างโจ่งแจ้ง

            ชุนถูหมีเข้าใจได้ทันที ดังนั้นเมื่อโอวหยางจู๋เตี่ยนออกจากห้องไป นางจึงลุกพรวดขึ้นมาเปิดเอกสารดู น้ำตาที่ถูกบีบออกมาก่อนหน้านี้ทำให้การมองเห็นพร่าเลือนไปบ้างแต่ก็มิได้เป็นอุปสรรค นางไม่ใช้แม้แต่ผ้าเช็ดหน้า เพียงยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดแรง ๆ จนกั้วเอ๋อและพี่เสี่ยวจิ่วมองตาค้างอย่างคาดไม่ถึง

            “อย่าอยู่เฉยสิ ช่วยข้าจดคำสำคัญเอาไว้หน่อย” ชุนถูหมีชี้ไปยังพู่กันและกระดาษบนโต๊ะ “พี่เสี่ยวจิ่วเขียนหนังสือเป็นหรือไม่”

            พี่เสี่ยวจิ่วพยักหน้า ส่วนกั้วเอ๋อไม่ต้องรอให้ใครสั่งรีบปูกระดาษบนโต๊ะแล้วฝนหมึกทันที

            เวลามีน้อย แต่ภารกิจนั้นสำคัญยิ่ง

ชุนถูหมีรู้ว่าโอวหยางจู่เตี่ยนให้ความช่วยเหลือพวกนางอย่างเต็มความสามารถแล้ว

ในกรณีของบิดานาง ญาติของผู้ต้องสงสัยหรือชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้ามาดูการไต่สวนได้ เพราะหากไม่ใช่คดีใหญ่โตหรือร้ายแรงจะไม่มีการไต่สวนเป็นการภายใน แต่เมื่อใดที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มียศตำแหน่งหรือไม่ใช่หมอความจะขอดูเอกสารไม่ได้ทั้งนั้น

            กฎหมายต้าถังไม่มีขั้นตอนที่ลงรายละเอียดชัดเจนเหมือนกฎหมายปัจจุบันก็จริง แต่ก็มีการกำหนดขั้นตอนการฟ้องร้องเอาไว้บ้าง เช่นการแจ้งความร้องทุกข์ การประทับรับฟ้อง จับตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี และการไต่สวนคดีความ

เพราะรู้ว่ามีขั้นตอนเหล่านี้ทำให้นางมิได้รีบร้อนมาที่ว่าการอำเภอตั้งแต่แรก ทว่าจางหงถูกลับไม่ทำตามขั้นตอน ไม่ยอมส่งหมายจับไปที่บ้าน เรื่องชุนต้าซันถูกจับตัวเข้าคุกยังต้องให้เพื่อนบ้านนำความมาบอก เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นนายอำเภอที่ละเลยต่อหน้าที่

ทว่ากฎหมายก็ยังคงเป็นกฎหมาย คนที่อยู่ใต้กฎหมายนั้นจะรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล จางหงถูทำผิดระเบียบขั้นตอนของการไต่สวนผู้ต้องหาก็จริง แต่นางจะกล้านำเรื่องของเขาไปร้องเรียนต่อผู้มีอำนาจสูงกว่าหรือ

ขุนนางย่อมให้การปกป้องขุนนางด้วยกัน คนที่มีชาติกำเนิดทหารไม่อาจโยกย้ายที่พำนักได้ตามอำเภอใจ ถ้านางฟ้องจางหงถูแล้วสกุลชุนจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไปได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นเป็นอันตรายกับชีวิต นางไม่มีทางหาเรื่องแหย่รังแตนให้วุ่นวายแน่

            การเป็นทนายหรือหมอความในสมัยโบราณยากกว่าสมัยปัจจุบัน ไม่มีฐานะ ไม่มีตำแหน่ง ถูกคนเข้าใจผิด มีอุปสรรคมากมาย กฎหมายอยู่ใต้กฎหมู่ บางทีหมอความก็ถูกตั้งข้อหาเสียเฉย ๆ นับว่าเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง

            การทำงานร่วมกันครั้งแรกของทั้งสามเรียกได้ว่าเข้าขากันเป็นอย่างดี เมื่อโอวหยางจู๋เตี่ยนเดินอาด ๆ กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ชุนถูหมีก็วางเอกสารไว้บนโต๊ะ แทบไม่เห็นร่อยรอยการขยับเขยื้อนให้เห็น

            นางไม่ใช่คนงามชวนตะลึงอย่างชุนต้าซันผู้เป็นบิดา แม้จะยังไม่เติบโตเป็นสาว แต่ก็ได้ผิวกายขาวละเอียดจากมารดา เรียวคิ้วและดวงตาก็ตีวงเป็นเส้นโค้งที่ไม่ว่าใครเห็นพลันเกิดความเอ็นดู พอทั้งหมดนั่นมารวมเข้ากับรูปร่างสะโอดสะอง หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋ม แม้จะยังเป็นเด็กสาวที่ไม่โตเต็มวัย แต่ก็ดูมีความน่ารักน่าถนอมในระดับหนึ่ง ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกได้ว่าเป็นคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

            ดังนั้นเมื่อนางหยิกตัวเองแรง ๆ แล้วใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำแวววาวถามโอวหยางจู๋เตี่ยนถึงเรื่องของหมอความ เขาก็บอกนางอย่างไม่ปิดบัง “ข้าทำงานอยู่ที่ว่าการอำเภอมาสิบปี ส่วนใหญ่แล้วผู้ร้องทุกข์กับผู้ถูกร้องทุกข์จะแก้ต่างกันเอง นอกจากจะเป็นคดีของตระกูลใหญ่มีเงินมีทอง ไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาลเองเพราะกลัวขายหน้า จึงจะมีหมอความมาช่วยว่าความให้”    

            “ไม่ทราบว่าใต้เท้าพอจะรู้จักหมอความเก่งๆ บ้างหรือไม่เจ้าคะ” ชุนถูหมีถามขึ้นทันที

            “ข้าพอรู้จักอยู่คนหนึ่ง คนผู้นี้ชื่อว่าซุนซิ่วไฉ[2] อาศัยอยู่ทางตะวันออกของอำเภอ เจ้าไปถามคนแถวนั้นใคร ๆ ก็รู้จัก ปกติแล้วเขาจะช่วยคนเขียนคำร้องทุกข์ การเขียนของเขาเรียกได้ว่าเฉียบขาดคมคาย แต่ว่าราคาของเขาก็ไม่น้อยเช่นกัน”

            ฟังแล้วเหมือนทนายใจดำที่เอาแต่ว่าควานหาผลประโยชน์ให้กับคนมีเงิน ชุนถูหมีคิดในใจ แต่นางจะสนทำไม ขอเพียงเขาเก่งกาจในเรื่องว่าความ ช่วยล้างมลทินให้ชุนต้าซันได้ นางไม่สนหรอกว่าหมอความคนนี้จะเป็นพวกหน้าด้านไร้ยางอาย หรือเป็นคนต่ำช้า!

            หลังจากแสดงความขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจกับโอวหยางจู๋เตี่ยนแล้ว ชุนถูหมีไม่ได้ออกไปหาซุนซิ่วไฉทันที แต่ไปที่คุกประจำอำเภอก่อน

            เจ้าพนักงานเรือนจำได้เงินเบี้ยหวัดน้อยอีกทั้งยังทำงานอยู่ในสถานที่มีบรรยากาศอึมครึม มืดสลัว ถ้าไม่มีเงินพิเศษทางอื่น ไม่มีทางเลี้ยงดูคนในครอบครัวที่มีทั้งเด็กเล็กทั้งคนชราได้แน่ ๆ แม้แต่เบี้ยหวัดประจำเดือนของท่านปู่หนึ่งตำลึง ก็ยังรวมรายรับที่ไม่ใช่ ‘รายรับ’ปกติอยู่ในนั้นแล้ว

ที่ท่านต้องลำบากลำบนคุมตัวนักโทษไปส่งถึงชายแดนก็เพราะคนอื่นๆ กลัวลำบากจึงได้ไหว้วานให้ไป อีกประการหนึ่งก็คือเพื่อได้เงินค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางเพิ่มขึ้น

            ดังนั้นคนทั่วไปจึงรู้สึกว่าผู้คุมเป็นคนใจร้ายใจดำ แท้จริงแล้วเป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อมและสภาพของเนื้องานที่พวกเขาต้องปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ คนที่จะจิตใจดีมีเมตตาอย่างซงกงเต้าอำเภอหงต้ง[3] หรือชุนชิงหยางแห่งอำเภอฝ่านหยาง ถือว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย พวกเขาเป็นเหมือนดอกบัวขาวสะอาดที่ผุดขึ้นจากโคลนตมอันสกปรกโสมม

-----------------------

[1] จู๋เตี๋ยน คนนี้แซ่ โอวหยาง เลยเรียกว่าโอวหยางจู๋เตี่ยน

[2] ซิ่วไฉ เป็นตำแหน่งของบัณฑิตที่สอบได้ประจำตำบลหรืออำเภอ ถือว่าเป็นผู้มีความรู้นับหน้าถือตาในระดับหนึ่ง ส่วน ซุน เป็นแซ่

[3] เป็นตัวละครในงิ้ว ที่เป็นผู้คุมนักโทษที่มีความเมตตา ช่วยเหลือนักโทษที่ถูกใส่ร้าย จนได้รับคำยกย่อง

 

8. เยี่ยมบิดา

            การมอบสินบนให้ใครจะต้องมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เหมาะสม

ถ้างกเกินไป ผู้รับก็รู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเพราะเงินน้อยนิด

แต่ถ้าใจกว้างเกินไป อีกฝ่ายจะไม่กล้ารับ

การขอให้ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จะต้องให้เงินที่น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี ต้องเป็นจำนวนที่ต่างคนต่างไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นจำนวนเงินที่จะมอบเป็นสินบนนั้นควรจะเท่ากับเงินเบี้ยหวัดประจำเดือนของผู้รับสินบน

            ชุนถูหมีมอบเงินกับหัวหน้าผู้คุมหนึ่งตำลึง จากนั้นหยิบออกมาอีกหนึ่งตำลึงแล้วบอกว่าอยากจะขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลชุนต้าซัน ที่จริงแล้วความหมายก็คือให้แบ่งให้ผู้คุมคนอื่น ๆ ด้วย เมื่อแจกเงินออกไปสองตำลึงแล้วก็ทำให้ชุนถูหมีได้พบบิดารูปงามของตนอย่างราบรื่น

            ชุนต้าซันถูกโบยขณะไต่สวนไปสิบไม้บริเวณแผ่นหลัง แต่เขาเป็นลูกชายของเพื่อนร่วมอาชีพอีกทั้งยังเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ถึงจะเป็นขุนนางขั้นต่ำจนแทบจะไม่มีความสำคัญแต่อย่างไรก็ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ดังนั้นมือปราบจึงไม่กล้าลงมือเต็มที่ ยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ต่อไปเมื่อพบหน้ากันยังจะได้เข้าหน้ากันติด แต่เพราะชุนต้าซันมีความหดหู่ใจ จึงดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง ชุนถูหมีเห็นแล้วได้แต่น้ำตาไหลพรากด้วยความสงสาร

            “ถูหมี ลูกมาที่นี่ทำไม” ชุนต้าซันตะลึงก่อนพูดอย่างร้อนใจว่า “รีบกลับไป สถานที่สกปรกเช่นนี้ ไม่ใช่ที่ที่เด็กสาวอย่างเจ้าจะเข้ามา”

            “ท่านพ่อ ในโลกนี้ไม่มีที่สกปรก มีแต่คนที่ใจสกปรก” ชุนถูหมีกัดฟันตอบ

            ชุนต้าซันเข้าใจผิดคิดว่าลูกสาวหาว่าตัวเองกระทำเรื่องต่ำช้า เขารีบลนลานชี้แจง “ถูหมี พ่อไม่ได้ทำ พ่อไม่ได้ทำเรื่องเลว ๆ แบบนี้นะ”

            “ข้าเชื่อท่านพ่อ” ชุนถูหมีโบกมือ นางรู้ว่าหัวหน้าผู้คุมมีเวลาให้เยี่ยมญาติไม่นาน ไม่ใช่เวลาจะมานั่งคร่ำครวญ “แต่ท่านพ่อจะต้องบอกข้าว่าเรื่องมันเกิดขึ้นอย่างไรกันแน่ แล้วใครเป็นคนใส่ร้ายท่าน”

            “เจ้าจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม พ่อไม่ได้ทำ ถึงตีให้ตายพ่อก็ไม่ยอมรับ พวกเขาไม่มีคำรับสารภาพก็ไม่มีทางตั้งข้อหากับพ่อได้” ชุนต้าซันยื่นมือออกจากลูกกรงมาลูบศีรษะชุนถูหมีอย่างรักใคร่ “เจ้ากลับไปก่อน พรุ่งนี้ต้องไปลงชื่อที่ค่ายทหาร พ่อไม่ได้ไป ที่ค่ายก็ต้องส่งคนมาถามเอง”

            “คดีนี้ที่ว่าการอำเภอรับเรื่องไว้แล้ว ถึงฝ่ายทหารจะรู้เรื่องก็ไม่มีประโยชน์” ทหารในเหล่าทัพถ้าเกิดทำความผิดก็จะเป็นหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอ หลังจากนั้นเหล่าทัพจึงจะสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ เรียกได้ว่าอำนาจในการปกครองดูแลทับซ้อนกันอยู่ แต่ถ้าไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องแย่งกันตัดสิน แต่ก็ไม่แน่ว่าทางกองทัพยังจะมีมาตรการลงโทษเพิ่มขึ้นไปอีก

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่ายุคสมัยไหน การยื่นมือช่วยเหลือคนเดือดร้อนจริง ๆ นั้นมีน้อยกว่าการชื่นชมหรือส่งเสริมคนที่มีความดีความชอบอยู่แล้ว

            ชุนต้าซันส่ายหน้า ปลอบใจลูกสาวว่า “เราไม่ต้องไปสนใจคนอื่น รู้แค่ว่าท่านอาเว่ยของเจ้าไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่ ๆ เขาถูกส่งไปราชการ อีกเจ็ดแปดวันคงจะกลับมา ถึงตอนนั้นเขาต้องหาวิธีช่วยพ่อ  เจ้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยว อยู่บ้านคอยดูแลบ้านให้ดี ๆ ไม่ว่าใครพูดอะไรก็อย่าออกมาวุ่นวายข้างนอก”

            การแบ่งแยกหน่วยทหารในเหล่าทัพนับกันตามนี้คือ... หน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่าพลทหาร จากนั้นเป็นหมู่ จากหมู่เป็นหมวด จากหมวดเป็นกองร้อย จากกองร้อยเป็นกองพัน ในหมวดหนึ่งจะมีหัวหน้าหมวดหนึ่งคน รองหัวหน้าหมวดสองคน ชุนต้าซันเป็นรองหัวหน้าหมวดแล้วยังมีเว่ยหรัน สหายสนิทของเขาเป็นรองหัวหน้าหมวดด้วยอีกคน ทั้งสองคนรับหน้าที่ดูแลการฝึกทหารระดับล่างสุด ส่วนหัวหน้าหมวดเป็นพวกวางท่าว่าข้าใหญ่ จะไม่กระดิกตัวทำอะไรทั้งสิ้น

            หากท่านปู่ไม่อยู่บ้านและสกุลสวีของนางสวีซื่อพึ่งพาไม่ได้ ท่านอาเว่ยน่าจะเป็นคนนอกที่พวกนางไปขอความช่วยเหลือได้ดีที่สุด และเขาย่อมไม่นิ่งดูดายแน่

            แต่ว่าอีกตั้ง เจ็ด แปดวัน

            จางหงถู นายอำเภอคนนี้เป็นคนชอบเอาหน้า ถ้าเห็นว่ามีหลักฐานแน่นหนาแล้วยังปิดคดีไม่ได้ ถึงตอนนั้นเขาจะต้องใช้การลงทัณฑ์ ชุนถูหมีไม่อาจปล่อยให้บิดาของตนต้องรับความเจ็บปวทางกาย ถ้าเกิดใช้การลงทัณฑ์จริง ๆ ถึงไม่ตายก็เกือบตายเหมือนกัน ถ้าเกิดผู้ต้องสงสัยยังไม่รับสารภาพ เท่ากับทำให้นายอำเภอต้องกลายเป็นคนขี่หลังเสือ อยากจะลงก็ลงไม่ได้

จางหงถูหรือ ‘จางเลอะเทอะ’ คนนี้ไม่ใช่คนใจกว้าง ถึงเขาจะทำผิดก็ไม่มีทางยอมรับผิด ต้องหาวิธีกลบเกลื่อนปกปิด ถึงตอนนั้นเขาจะต้องหาทางเล่นงานชุนต้าซันจนถึงตาย และถ้าตายไปแล้ว ตัดสินไปแล้วคิดจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ก็จะยากยิ่งกว่ายาก ในสภาพสังคมยุคโบราณ ในแวดวงขุนนางที่ดูมืดมน นางไม่มีวันปล่อยให้บิดาต้องเสี่ยงเช่นนั้น

            “ข้าย่อมเชื่อใจท่านอาเว่ยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจนั่งเฉย ๆ ดูท่านพ่อถูกทรมานได้” ชุนถูหมีจับแขนเสื้อของชุนต้าซันไว้ “อย่างน้อยท่านพ่อก็บอกให้ข้ารู้หน่อยเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นถ้าข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วป่วยหนักขึ้นมาอีก ถึงตอนนั้นหากไม่มีท่านพ่อกับท่านปู่อยู่ข้างกาย ข้าตัวคนเดียวจะทำอย่างไรเล่า”

            เจ้าของร่างนี้ตายไปแล้วทำให้นางได้มาเกิดใหม่แทน แต่ในสายตาของคนที่บ้าน พวกเขาเคยเห็นกับตาว่านางป่วยหนักเจียนตาย ตอนนี้เมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ชุนต้าซันจึงเกิดความเป็นห่วงขึ้นมา แต่เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมารับรู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวโสมมเช่นนี้จริง ๆ เขาลังเลก่อนถามว่า “แล้วท่านแม่ของเจ้าล่ะ ทำไมถึงให้เจ้าออกจากบ้านมาคนเดียว”

            พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนคล่องแคล่วรู้จักดูสถานการณ์และทิศทางลม เมื่อเห็นว่าพ่อลูกได้พบหน้ากลัวว่าถ้าคุยอะไรอาจไม่สะดวกใจถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจึงรีบหลบไปยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ว่ากั้วเอ๋อยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ คุณหนู เมื่อได้ยินชุนต้าซันถามเช่นนี้ก็อดพูดอย่างไม่พอใจไม่ได้  “นายท่านอย่าได้ถามถึงฮูหยินเลย เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฮูหยินก็ได้แต่รอให้สวีเหล่าไท่ไท่ส่งคนมา ส่วนตัวเองหลบอยู่แต่ในห้องสวดมนต์ไหว้พระ อย่าว่าแต่จะดูแลคุณหนู แม้แต่บ้านก็ยังไม่เห็นจะสนใจ”

            ชุนต้าซันนิ่วหน้าอ้าปากอยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก

            พวกเขาเป็นสามีภรรยาที่อายุห่างกันสิบปี เรียกได้ว่าเป็นผัวแก่กับเมียสาว เขาจึงมีความรักใคร่ตามใจนางสวีซื่อค่อนข้างมาก อีกทั้งนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ให้เกียรติสตรีอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะมีนิสัยอ่อนแอเกรงกลัวภรรยา แต่เขาไม่อาจทำใจดุด่าว่ากล่าวนางได้ ดังนั้นการที่ครอบครัวไม่สุขสงบ ไม่ราบรื่นก็เป็นความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของเขาเช่นกัน

แล้วตอนนี้ยังจะพูดอะไรได้?

พ่อลูกสกุลชุนปฏิบัติต่อคนในครอบครัวอย่างอ่อนโยนนุ่มนวลมาตลอด แต่กั้วเอ๋อเป็นคนที่กล้าพูด สิ่งที่นางพูดออกมาทำให้ชุนต้าซันรู้สึกละอายใจ

            ชุนถูหมีอยู่กับครอบครัวนี้ยังไม่นานนัก ไม่ค่อยได้รับรู้ถึงสภาพแท้จริงในบ้านสักเท่าไร ตอนนี้นางกลัวว่าจะพูดกันไปคนละเรื่องจึงรีบขัดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าสวีเหล่าไท่ไท่ทำเรื่องดี ๆ ไม่เคยสำเร็จ แต่ทำเรื่องแย่ ๆ ให้เกิดขึ้นมานักต่อนักแล้ว ท่านรีบเล่าความจริงให้ข้าฟัง ข้าจะหาหมอความมาช่วยจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด กันไม่ให้นางมาก่อเรื่องวุ่นวาย ข้าไม่อยากให้นางทำจากไม่มีเรื่องกลายเป็นมีเรื่อง แล้วสุดท้ายยังจะมาโอ้อวดทับถมต่อหน้าท่านปู่”

            ชุนต้าซันเป็นลูกกตัญญูคนหนึ่ง เมื่อคิดถึงสภาพของบิดาจะต้องถูกแม่ยายข่มเอาแล้วจึงไม่สนใจอะไร ตัดสินใจเล่าให้ชุนถูหมีฟังว่า “มีคนคิดจะให้ร้ายพ่อ”

            “เรื่องเป็นอย่างไร” ชุนถูหมีซักต่อ

            “หลายวันก่อน พ่อเก็บเงินส่วนตัวได้จำนวนหนึ่ง แม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็พอทำปิ่นเงินให้เจ้าด้ามหนึ่ง” ชุนต้าซันสูดหายใจลึกๆ เพื่อทำใจให้สงบเยือกเย็น เล่าต่อไปอย่างช้า ๆ “ร้านเครื่องเงินวั่นเหอในตัวอำเภอมีเครื่องประดับใหม่ ๆ เข้าร้านอยู่ประจำ เป็นของที่มาจากเมืองฉางอันทั้งนั้น พ่อคิดว่าใกล้วันเกิดครบรอบสิบสี่ปีของเจ้าแล้ว อยากจะซื้อให้เจ้าสักด้าม...”

            ชุนถูหมีซาบซึ้งใจนัก บิดารูปงามคนนี้ให้ความรักใคร่เอ็นดูนางมาก ที่ว่าเงินเก็บส่วนตัวก็คงจะเป็นเงินเก็บส่วนตัวจริง ๆ เขามีเบี้ยหวัดไม่มาก ได้มาก็ให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ไหนจะมีการสังสรรค์ระหว่างนายทหารด้วยกัน เงินที่เขาเก็บมาได้จำนวนนี้คงจะใช้เวลาเก็บมานานทีเดียว

 

            จู่ ๆ ชุนถูหมีคิดถึงเพลงในยุคปัจจุบันที่เคยได้ยินขึ้นมาว่า

‘ลูกสาวบ้านอื่นมีเครื่องประดับสวมใส่ แต่พ่อไม่มีเงินซื้อให้ ใช้ด้ายสีแดงมามัดผมให้ลูกสาว’

            ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีราคามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือความตั้งใจ ต่อให้ท่านพ่อของนางเป็นเศรษฐีมีเงิน ถึงจะมอบเพชรนิลจินดา เครื่องประดับราคาแพง ก็ยังไม่มีค่าเท่ากับปิ่นเงินถูก ๆ ด้ามหนึ่งที่มอบให้ด้วยใจจริง

            “หลังจากนั้นล่ะเจ้าคะ” เสียงของนางสั่นเครือ เมื่อรู้ว่าบิดาถูกคนอื่นใส่ร้ายขณะออกมาซื้อของให้ตน จึงรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ไม่น้อย

            ชุนต้าซันหยุดชะงัก มองดวงหน้าเล็ก ๆ ที่ดูอ่อนเยาว์ของลูกสาว มองมือคู่เล็กบอบบางที่จับลูกกรงเอาไว้ บังเกิดความละอายใจและเห็นใจในตัวลูกสาว ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องขึ้นกับเขา ลูกสาวที่มีอายุแค่สิบสี่ปีคนนี้จะวิ่งมาเยี่ยมเขาถึงห้องขังได้อย่างไร เขาคิดว่านางอาจจะต้องยัดเงินเป็นสินบนให้กับหัวหน้าผู้คุมและผู้คุมคนอื่น ๆ อาจถูกหัวเราะเยาะและถูกดูแคลน นับเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้กับลูกสาวสุดที่รักของเขาไม่น้อย

9. ซักถาม

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ชุนต้าซันอดตำหนินางสวีซื่อในใจไม่ได้

แม้นางสวีซื่ออายุไม่มาก แต่ก็มากกว่าลูกสาวเขาถึงหกปี อีกทั้งเป็นหญิงที่ออกเรือนแล้ว พอเกิดเรื่องขึ้นมานางกลับไร้ความสามารถ ไม่อาจรับผิดชอบเรื่องใด ๆ ได้ บิดาของเขาก็ชราลงทุกวัน อีกสองปีลูกสาวเขาก็ถึงวัยออกเรือน แล้วจากนั้นเขาจะคาดหวังให้ภรรยาคอยดูแลครอบครัวนี้ต่อได้หรือ

            “ท่านพ่อ ท่านรีบพูดสิว่าต่อมาเป็นอย่างไร” เมื่อเห็นชุนต้าซันตะลึงงันชุนถูหมีจึงเร่งรัด เวลามีจำกัดนางจะเสียเวลาไม่ได้

            แต่ชุนต้าซันเป็นฝ่ายลังเลขึ้นมา “ถูหมี เจ้าจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม ไม่ต้องห่วงพ่อเรื่องขึ้นศาล พ่อรู้ว่าควรทำอย่างไร เจ้าไม่ต้องยุ่ง ถ้าชื่อเสียงของเจ้ามัวหมองต่อไปจะหาครอบครัวดี ๆ แต่งงานได้ยาก”

            แม้แผ่นดินต้าถังจะเปิดกว้างเพียงใด ถ้าเป็นเด็กสาวทั่วไปถูกบิดาเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของตัวเองจะต้องเกิดความเขินอาย ทว่าชุนถูหมีมิใช่คน ‘ท้องถิ่น’ อีกทั้งยังหน้าหนา ดังนั้นนางจึงไม่สนใจเรื่องนี้ นางกลับสนใจถึงเรื่องที่คุยค้างอยู่มากกว่า

นางเริ่มขมวดคิ้ว สีหน้าและแววตาดุดันขึ้นมาก “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าแค่มาดูการไต่สวน ไม่มีทางขึ้นศาลเองแน่ ๆ แต่ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นดูมีพิรุธหลายอย่าง ถ้าเราไม่ตั้งรับให้ดี ๆ เกรงว่าจะผ่านมันไปได้ยาก ดังนั้นข้าอยากหาหมอความมาว่าความให้กับท่าน”

            “หมอความ?”

            “ใช่ มีคนชื่อซุนซิ่วไฉอยู่ทางตะวันออกของอำเภอ เป็นคนเขียนคำร้องทุกข์มานานหลายปี เขาขึ้นศาลว่าความให้กับชาวบ้านด้วย มีประสบการณ์มากมาย ถ้าให้เขาเป็นคนว่าความแทน มีความเป็นไปได้มากที่จะชนะคดี”

            “แต่ว่าพ่อได้ยินมาว่าซุนซิ่วไฉมีค่าเขียนพู่กันแพงมาก ถ้าจะให้เขาว่าความก็คาดว่าจะยิ่งแพงกว่า”

            “ขอเพียงช่วยท่านพ่อออกมาได้ จะต้องใช้เงินมากแค่ไหนก็คุ้ม” ชุนถูหมีร้อนใจ “อีกอย่างหนึ่งถ้าเกิดไม่ล้างมลทินให้ท่าน เรื่องการแต่งงานของข้าก็คงไม่ราบรื่น คงไม่มีใครอยากรับข้าเป็นภรรยา ดังนั้นการล้างมลทินให้พ่อเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เฮ้อ ท่านพ่ออย่าร่ำไรเลย รีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังอย่าละเอียด ข้าจะได้นำไปเล่าให้ซุนซิ่วไฉฟังต่อได้ วันมะรืนก็จะมีการไต่สวนรอบที่สองแล้ว”

แม้จะมีการไต่สวนทั้งหมดสามรอบจึงจะตัดสินความผิดได้ แต่ส่วนมากเมื่อไต่สวนรอบที่สองแล้วผู้ต้องสงสัยยังไม่ยอมสารภาพก็มีการใช้เครื่องมือลงทัณฑ์ การโบยสิบไม้ก่อนหน้านี้เป็นแค่การลงโทษเล็ก ๆ เท่านั้น ที่นางยกเรื่องการแต่งงานขึ้นมาพูดก็เพราะต้องการยั่วยุให้ชุนต้าซันให้ความร่วมมือ

            ตั้งแต่โบราณกาลมา คนจีนจะเป็นโรคเดียวกันหมดคือกลัวเสียเงินเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล แม้จะบอกว่าทนายเรียกเก็บเงินราคาแพงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องที่สูงเกินไปก็เป็นภาระที่แบกรับกันไม่ค่อยไหว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นมืออาชีพคอยช่วยเหลือสามารถช่วยให้หลุดพ้นความยากลำบากได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการจ่ายเงินฟาดเคราะห์ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อช่วยให้ชีวิตราบรื่น

            เมื่อชุนถูหมีรับรองแข็งขันว่าจะไม่ขึ้นศาลด้วยตัวเองแล้ว ชุนต้าซันจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้นางฟังอย่างละเอียด ตรงไหนที่เป็นส่วนสำคัญ ชุนถูหมียังจะซักถามอีกหลายรอบ ขณะที่ชุนต้าซันตอบคำถามนาง ความรู้สึกประหลาดใจที่เคยหายไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง

ลูกสาวคนนี้ของเขาแตกต่างจากลูกสาวในอดีตอย่างสิ้นเชิง เขาบอกไม่ถูกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดีหรือไม่ดี แต่ก่อนเขาต้องคอยเป็นห่วงลูกสาว แต่ตอนนี้ลูกสาวมาคอยเป็นห่วงเขา แม้เขาจะเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นพ่อที่มีลูกสาวให้ความเอาใจใส่ แต่ก็ยังรู้สึกสงสารนางมากกว่าเดิม ตอนที่ลูกสาวของเขาเกิดมาใหม่ ๆ ตัวใหญ่กว่าฝ่ามือเขานิดเดียว

            ผู้คุมเข้ามาเร่ง ชุนถูหมีอิดออดบอกลาชุนต้าซัน จากนั้นนางหยิบเงินหนึ่งตำลึงสุดท้ายออกมา

กฎหมายต้าถังระบุไว้ว่า ถ้าเกิดครอบครัวของผู้ถูกคุมขังยินดีออกเงิน สามารถขอให้ผู้คุมช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนผู้นั้นได้ แม้ต้องถูกหักเงินไปส่วนหนึ่ง แต่หากสามารถทำให้บิดาของตนได้กินดีอยู่ดี นอนเตียงสะอาด ๆ ห่มผ้าที่สะอาดสะอ้าน มียาทาแผลที่ถูกโบย นางก็ยอม อีกประการหนึ่งนางยังถือโอกาสขอเข้าไปดูที่คุมขังฝ่ายหญิง

            ผู้ร้องทุกข์ในคดีนี้ชื่อว่าจางอู่เหนียง ตามกฏหมายของต้าถัง ก่อนที่จะสืบคดีหรือตั้งข้อหาผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจน ผู้ร้องทุกข์จะต้องถูกกักบริเวณไว้ด้วย ดังนั้นจางอู่เหนียงจึงถูกขังอยู่ที่นี่เช่นกัน

ชุนถูหมียืนอยู่หน้าประตูห้องขังมองผ่านลูกกรงเข้าไป เห็นจางอู่เหนียงยืนพิงกำแพงมุมหนึ่ง หญิงผู้นี้อายุแค่ยี่สิบเศษ ๆ หน้าตาถือว่ากลาง ๆ ค่อนไปทางดี แต่ดูท่ามิใช่หญิงที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยแต่อย่างใด

            “เจ้าคือ” เมื่อเห็นชุนถูหมียืนอยู่ จางอู่เหนียงก็หรี่ตาถามขึ้นอย่างข้องใจ

            “แหม จะหาคนให้ร้ายทั้งทีก็ไม่หาคนหน้าตาดีกว่านี้” ชุนถูหมีหัวเราะขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย “อย่างเจ้านี่เรียกว่าดูได้แล้วใช่ไหม?”

            “เจ้าเป็นใครกันแน่” แววตาของจางอู่เหนียงเปล่งประกายดุดัน “หรือว่าเป็นคนในบ้านของเดรัจฉานตัวนั้น”

            “เจ้าว่าใครเดรัจฉาน ว่าตัวเองหรือว่าคนในครอบครัวของเจ้า” กั้วเอ๋อด่ากลับอย่างโกรธจัด นางเรียนการด่าแบบสมัยปัจจุบันจากชุนถูหมี ฟังแล้วให้ความสะใจอย่างประหลาด

            ชุนถูหมียกมือห้ามมิให้กั้วเอ๋อพูดต่อ

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่ผิด แค่ถูกนางยั่วยุหน่อยเดียวจางอู่เหนียงก็แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงไม่ว่าใครคงไม่ชอบถูกคนอื่นวิจารณ์ว่าตัวเองไม่สวย แม้ตัวนางจะไม่สวยจริง ๆ ก็ห้ามพูด! ถ้าหญิงทั่วไปได้ยินคนมาว่าตรงๆแบบนี้ พวกนางมักแสดงอาการทั้งโกรธ อาย โมโห และตกใจ ซึ่งจางอู่เหนียงก็เช่นกัน

            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าสิ่งที่เจ้าร้องทุกข์อยู่เป็นความเท็จ เจ้าจะต้องถูกฟ้องกลับ ยังดีที่เจ้ามิได้ร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องก่อกบฏ ไม่อย่างนั้นต้องถูกลงโทษประหารสถานเดียว” ชุนถูหมีพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงกลิ่นไอคุกคามอยู่เต็มเปี่ยม

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคำฟ้องของเจ้าถูกตัดสินว่าเป็นเท็จ เจ้าจะถูกลงโทษตามโทษของผู้ที่ถูกเจ้าใส่ร้าย ยกตัวอย่างเช่น โทษของคดีข่มขืนมักจะถูกตัดสินให้เนรเทศไปชายแดน แต่ถ้ายังกระทำการข่มขืนไม่สำเร็จลุล่วง โทษก็จะลดลงไปหนึ่งหรือสองระดับ อาจจะถูกตัดสินให้จำคุกหนึ่งปีครึ่ง หรือถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ ข้ามองดูแล้วเจ้าก็ยังดี ๆ อยู่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ดังนั้นการข่มขืนคงยังไม่สำเร็จสินะ ดูท่าโทษโบยหนึ่งร้อยไม้มีความเป็นไปได้สูง หวังว่าเจ้าจะทนไหวไม่เนื้อแตกตายเพราะถูกโบยตีไปเสียก่อนล่ะ”

            “เจ้าข่มขู่ข้า!” จางอู่เหนียงลุกขึ้นยืน

ดูแล้วเป็นคนที่ชอบหาเรื่องเสียด้วย ก็จริงนะ ถ้าเกิดเป็นหญิงที่นิสัยอ่อนโยน จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมมือใส่ร้ายคนอื่นได้อย่างไร

            “ใช่ ข้าข่มขู่” ชุนถูหมีกะพริบดวงตาดำขลับกลมโตอย่างคนหน้าซื่อ แม้นางจะใช้คำพูดข่มขู่ แต่กลับทำหน้าเป็นเวลาพูดกับอีกฝ่าย

“วันมะรืนขึ้นศาลเจ้าก็ทำตัวดี ๆ หน่อยก็แล้วกัน ถ้าเจ้ายอมรับว่าสิ่งที่ร้องทุกข์ไม่เป็นความจริง โทษที่จะได้รับก็ยังมีโอกาสลดหย่อนลงไป ไม่อย่างนั้นหากถึงเวลาเคราะห์หามยามร้ายก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ” นางพูดแล้วก็ไม่สนใจดวงตาที่เจิดจ้าด้วยแรงโทสะของจางอู่เหนียง เดินออกจากที่คุมขังทันที

 

            เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้ว

อีกทั้งตัวนางยังเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณหรือยุคปัจจุบัน ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะไปรบกวนผู้อื่น จึงตัดสินใจกลับบ้านเตรียมตัวไปหาซุนซิ่วไฉพรุ่งนี้แต่เช้า

            บ้านของพี่เสี่ยวจิ่วอยู่ในตัวอำเภอ ถ้าส่งนางกลับไปแล้วจะต้องวกกลับมาอีก ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว อีกอย่างพรุ่งนี้จะต้องรีบมาแต่เช้าดูจะลำบากเกินไป ชุนถูหมีจึงบอกให้กั้วเอ๋อพาพี่เสี่ยวจิ่วไปบ้านอาซ้อเหอที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อขอพักสักคืน

บ้านสกุลชุนตอนนี้มีแต่ผู้หญิง การจะให้ชายหนุ่มที่ไม่ใช่ญาติมาค้างคืนที่บ้านดูเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างยิ่ง อีกทั้งยังจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน เรื่องนี้ทำให้ชุนถูหมีอดคิดถึงยุคปัจจุบันที่จากมาไม่ได้ เพราะในยุคนั้นการเช่าบ้านรวมกันของชายหญิงเป็นเรื่องธรรมดา แม้แผ่นดินต้าถังจะเปิดกว้างเพียงใดก็ยังไม่มีอิสระเท่ากับยุคของนาง

            พวกนางเคาะประตูหน้าบ้านอยู่นานกว่าเสี่ยวฉินจะมายืนตะโกนถามเสียงสั่นอยู่หลังประตูว่า “ใครน่ะ”

            “คุณหนูกลับมาแล้ว รีบเปิดประตูสิ” กั้วเอ๋อสะบัดเสียงใส่อย่างโมโห จากนั้นยังกดเสียงพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ “ดูบ้านแลช่องก็ใส่ใจดีหรอก แต่ไม่เห็นจะสั่งให้คนคอยดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูบ้างเลย ไปไหว้วานเพื่อนบ้านสักหน่อยก็ยังดี ทีอย่างนี้ทำมาเป็นตะโกนถาม”

            ชุนถูหมีอดหัวเราะไม่ได้ นางรู้ดีว่า การไม่ให้กั้วเอ๋อพูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาเลยนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงปล่อยให้กั้วเอ๋อพูดไปตามสบาย

อีกอย่าง ยิ่งกั้วเอ๋อพูดได้มากเท่าไรนางก็รู้สึกสะใจมากขึ้นเท่านั้น นางเองก็ไม่ชอบนิสัยของนางสวีซื่ออยู่หลายเรื่อง ทว่านางสวีซื่อเป็นภรรยาของบิดา ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณหรือปัจจุบัน เรื่องส่วนตัวของแม่เลี้ยงก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเป็นลูกจะยุ่งเกี่ยว

10 เขียนคำร้อง

            เพิ่งเดินเข้าประตูบ้านชั้นใน

นางสวีซื่อก็วิ่งออกจากห้องตะวันออกแล้วถามอย่างร้อนใจว่า “ได้พบพ่อเจ้าหรือยัง เขาถูกลงทัณฑ์ไหม”

            “พ่อข้ายังสบายดี ตอนนี้ฮูหยินก็วางใจได้ชั่วคราว พรุ่งนี้ข้ายังต้องออกไปข้างนอกติดต่อเรื่องอื่น ๆ อีก ท่านอยู่ดูแลบ้านก็แล้วกัน” ชุนถูหมีพูดไปก็แสดงสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าให้เห็นเพื่อเป็นข้ออ้างกลับห้อง นางอยากกลับไปคิดถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่า

            นางสวีซื่อเหมือนจะรู้ตัว ไม่ได้ตามตอแยถามไม่รู้จักจบจักสิ้น ชุนถูหมีไม่เข้าใจในตัวผู้หญิงคนนี้เลยจริง ๆ จะบอกว่าไม่รักชุนต้าซันก็ไม่ใช่ เพราะดูจะเป็นห่วงเป็นใยไม่น้อย ก่อนแต่งนางสวีซื่อร่ำร้องจะเป็นจะตาย อย่างไรก็ต้องแต่งงานกับท่านพ่อให้ได้

แต่หากจะบอกว่านางรักชุนต้าซัน พอเกิดเรื่องขึ้นก็หลบหน้าหลบตา ทำเหมือนนกที่อยู่ป่าเดียวกันแต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นก็บินหนีไปคนละทิศคนละทาง

            “คุณหนู เมื่อครู่ข้าเข้าไปดูในห้องครัวแล้ว ไม่มีการจุดเตาไฟเลย คิดว่าคงซื้อของข้างนอกมากิน ไม่มีเหลือเก็บให้พวกเราด้วย”

กั้วเอ๋อพยักพเยิดไปทางห้องตะวันตก “คุณหนูรอข้าที่นี่ข้าจะไปจุดไฟเพื่อต้มน้ำชงชาให้คุณหนูก่อน แล้วค่อยหุงข้าวกินก็ยังทัน”

ยุคสมัยนี้ชาวบ้านที่มีที่นาของตัวเองส่วนใหญ่แล้วจะกินอาหารแค่สองมื้อต่อวัน แต่ถ้าบ้านไหนมีข้าวสารอาหารแห้งเหลืออีกก็อาจจะกินสามมื้อ แต่วันนี้พวกนางออกไปข้างนอกกันเกือบครึ่งวัน มาถึงตอนนี้จึงหิวข้าวไม่น้อย

            กั้วเอ๋ออายุแค่สิบสาม ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันนางเพิ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมต้น เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสุขสบาย ไม่เหมือนกั้วเอ๋อที่รับผิดชอบได้ทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้าน เรื่องนี้ทำให้ชุนถูหมีรู้สึกเห็นใจไม่น้อย น้ำเสียงที่พูดจึงอ่อนโยนลง

“ห้องตะวันตกนั่นเจ้าไม่ต้องไปสนใจหรอก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาวันสองวัน จะโมโหพวกนางก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเรา ไปเถอะ ข้าจะไปห้องครัวกับเจ้า พวกเราสองคนช่วยกันทำงานจะได้เร็วขึ้นหน่อย”

            “คุณหนูคนดีของข้า ท่านนั่งพักในห้องให้สบายเถอะ ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าซื้อตัวข้ากลับมา ข้าเคยสาบานว่าตราบใดที่กั้วเอ๋อคนนี้ยังอยู่จะไม่ให้คุณหนูต้องทำงานหนัก อีกอย่างหนึ่ง ท่านจะช่วยอะไรได้ ไปแล้วจะเกะกะข้ามากกว่า”

            ชุนถูหมีหัวเราะพลางจิ้มหน้าผากกลมมนของกั้วเอ๋อเบา ๆ กั้วเอ๋อแลบลิ้นทำหน้าเป็นวิ่งออกไปทันที

            ที่จริงแล้ว ด้วยฐานะของสกุลชุน ไม่จำเป็นต้องมีสาวใช้หรือคนรับใช้ในบ้าน

            นายผู้ชายทั้งสองรุ่น รุ่นหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ว่าการอำเภอ อีกรุ่นหนึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้จะเล็กอย่างไรไปกว่านี้แล้ว แม้ความเป็นอยู่จะไม่ได้อยู่อย่างแร้นแค้น แต่ก็ไม่มีเหลือเฟือ

ทว่าคนสกุลชุนมีน้อย เวลาที่ชุนชิงหยางและชุนต้าซันมีงานยุ่งขึ้นมาก็มีเพียงลูกสาวที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ต่อมายังมีสะใภ้ที่ไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องภายในครอบครัวมาอีกคนหนึ่ง ถ้าหากไม่มีคนรับใช้คอยดูแล สองพ่อลูกสกุลชุนก็ไม่อาจวางใจได้

ดังนั้นชุนชิงหยางจึงตัดสินใจซื้อตัวบ่าวแก่ ๆ ที่ไม่มีใครต้องการและเด็กหญิงที่ป่วยหนักใกล้ตายมาในราคาที่ถูกมากๆ นั่นก็คือลุงโจวกับกั้วเอ๋อที่ตอนนั้นเพิ่งอายุหกปี

            ยามนั้นทั้งสองป่วยหนักจนเรียกได้ว่าซื้อครึ่งแถมครึ่ง แต่ชุนชิงหยางเป็นคนใจดีมีเมตตา ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็เป็นคน มีชีวิตเหมือนกัน เขาลงแรงลงเงินรักษาอาการป่วยของสองคนนี้ไปไม่น้อย ในที่สุดทั้งสองก็ร่างกายแข็งแรง ลุงโจวอายุน้อยกว่าชุนชิงหยางหลายปี แต่เพราะถูกเจ้านายคนก่อนทรมานมามากจึงดูเหมือนคนที่ชรากว่าวัย

หลังจากหายป่วย เขาก็อาสาทำหน้าที่เฝ้าประตูเรือนชั้นนอก รับผิดชอบกวาดลานบ้าน หาบน้ำผ่าฟืน ทำงานหนักทั้งหมดด้วยสำนึกในบุญคุณของนายท่าน

ส่วนกั้วเอ๋อยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้นางจะเป็นเด็กที่มีนิสัยตรงไปตรงมา ใจร้อนและกระด้างไปบ้าง แต่ความจงรักภักดีและความคล่องแคล่วของนางกลับไม่มีใครเทียบได้

 

            ยุคนี้ไม่มีการพูดถึงสิทธิมนุษยชนอะไรทั้งสิ้น

ทาสที่ซื้อขายมาเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เป็นนาย แม้แต่สำมะโนครัวก็ยังต้องแขวนอยู่กับเจ้านาย แต่พ่อลูกสกุลชุนเป็นคนจิตใจดีที่หาได้ยาก เรียกได้ว่าดีกับลุงโจวและกั้วเอ๋ออย่างมาก เรื่องเงินเดือนถ้าตอนไหนที่มีเงินมากหน่อยก็ให้เยอะหน่อย แต่ถ้าขัดสนหน่อยก็ให้น้อยหน่อย

ลุงโจวกับกั้วเอ๋อไม่เคยมีคำตัดพ้อต่อว่าแต่อย่างใด สำหรับบ่าวไพร่ที่มีชะตาชีวิตเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้านอย่างพวกเขา ขอแค่ให้มีที่กินที่อยู่ก็พอแล้ว ถ้าเกิดเจอเจ้านายที่ดีก็ถือว่าสวรรค์เมตตา

            ไม่ว่าจะเป็นวันเวลาที่ขัดสนหรือมีเงินทองใช้ได้ไม่ติดขัด สองพ่อลูกสกุลชุนก็ยังคงยืนกรานไม่ใช้สินเดิมของนางไป๋ พวกเขาบอกว่าจะเก็บเอาไว้ให้ชุนถูหมี ดังนั้นมารดาของนางสวีซื่อจึงได้เป็นกังวล กลัวว่าสกุลชุนจะละโมบ อยากได้สินเดิมของนางสวีซื่อ ดังนั้นสิ่งของที่จัดมาแม้จะมีมากมายแต่ก็เป็นของชิ้นใหญ่ที่ไร้ราคา

สำหรับเงินส่วนตัวที่นางสวีซื่อใช้ประจำวันนางยังให้คนส่งมาให้ถึงมือลูกสาว อีกทั้งกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเงินนี้ให้นางสวีซื่อใช้เอง ห้ามให้คนอื่นใช้ ถึงจะเป็นสามีหรือพ่อสามีก็ไม่ได้ เป็นคนที่มีลักษณะของครอบครัวระดับล่างที่มีแต่เงินทอง หากไร้ซึ่งการอบรมอย่างแท้จริง

แม้คนสกุลชุนจะไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่เป็นคนมีความหยิ่งทะนงในสายเลือด เป็นคนตรงไปตรงมา มีคุณธรรมประจำใจ จะมาอาศัยสินเดินของนางสวีซื่อไปทำไม

            ชุนถูหมีสะบัดหัวโยนเรื่องวุ่นวายในบ้านทิ้ง ตอนนี้นางยังต้องทบทวนรายละเอียดในคดีอีกรอบหนึ่ง

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

นางยังคงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชาวหู มีพี่เสี่ยวจิ่วเป็นสารถีขับรถม้าและกั้วเอ๋อไปเป็นเพื่อนเพื่อตรวจดูสถานที่เกิดเหตุในตัวเมือง การกระทำของนางสร้างความประหลาดใจให้กับกั้วเอ๋อและพี่เสี่ยวจิ่วอย่างยิ่ง แต่ทั้งสองคนเป็นคนคล่องแคล่ว รู้จักพูดรู้จักถาม จึงถามคนถามเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด แบ่งเบาภาระของชุนถูหมีได้ไม่น้อย

            หลังเที่ยงชุนถูหมีจึงได้หาบ้านชุนซิ่วไฉจนพบ

บ้านซุนซิ่วไฉเป็นเรือนสองตอนขนาดเล็ก ที่แตกต่างจากบ้านของชาวบ้านทั่วไปก็คือ บ้านตอนแรกของเขาไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่ของคนรับใช้ แต่ยังมีห้องหนังสือด้านนอกอีกห้องหนึ่ง ครั้นพวกนางมาถึงก็เห็นชายชราหน้าตาทุกข์ร้อนคนหนึ่งเดินออกจากห้องหนังสือ พูดขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจซ้ำไปซ้ำมา เขาเดินไปก็พับกระดาษคำร้องเก็บไว้ในอกเสื้อไปด้วยอย่างระมัดระวัง

            “คุณหนูชุน เมื่อครู่ตอนที่พวกเรากินข้าวกลางวันกัน ข้าถามจนได้ความมาแล้ว” พี่เสี่ยวจิ่วพูดเสียงต่ำ “ซุนซิ่วไฉคนนี้ไม่เหมือนคนที่เขียนกระดาษคำร้องและจดหมายที่อยู่ตามข้างถนนคนอื่นๆ เขานั่งเขียนคำร้องอยู่ที่บ้าน เขียนแผ่นหนึ่งก็เก็บเงินหนึ่งตำลึง ถ้าเกิดให้เป็นตัวแทนขึ้นศาล ก็ยังต้องคิดเงินอีกราคาหนึ่ง แล้วยังไม่ให้ต่อรองด้วย”

            “แพงขนาดนั้นเชียว” กั้วเอ๋อเบิกตาโพลง “หนึ่งตำลึง เท่ากับเงินเดือนของนายท่านผู้เฒ่าตั้งหนึ่งเดือน ก็แค่เขียนคำร้องบนกระดาษไม่กี่คำเท่านั้นเอง หรือว่าเขียนหนังสือตัวหนึ่งก็มีค่าถึงยี่สิบอีแปะแล้ว”

            “ได้ยินว่า ซุนซิ่วไฉมีชื่อเสียงในการว่าความ เรียกได้ว่าอำเภอใกล้เคียงต่างก็รู้จัก ต้องมาหาเขาเพื่อช่วยเขียนคำร้อง คิดว่าคงจะมีฝีมืออย่างที่ว่าจริง ๆ”

            “อย่างนั้นไม่รวยแย่รึ” กั้วเอ๋อประหลาดใจ “คิดไม่ถึงว่าเป็นหมอความจะมีอนาคตไกลขนาดนี้ ยังจะดีกว่าเป็นขุนนางรับราชการอีกนะ”

            “ก็นั่นน่ะสิ” พี่เสี่ยวจิ่วมีสีหน้าคาดไม่ถึง “ตอนไม่ถามก็ยังไม่รู้ พอถามทีก็ตกใจเลย ก่อนนี้ซุนซิ่วไฉเป็นพวกบัณฑิตยากจน ไม่มีบ้านอยู่ด้วยซ้ำ เขาอดมื้อกินมื้อ แต่พอรับว่าความใหญ่ ๆ ไม่กี่ครั้งก็แต่งทั้งภรรยาหลวงและอนุเข้ามาอีกตั้งสอง เจ้าอย่าคิดว่าเรือนเขาหลังเล็กแล้วจะดูแคลนเขาได้นะ เขาเป็นเหมือนปูที่มีเนื้อแน่น ๆ อยู่ข้างใน ยังมีที่นาอยู่นอกเมืองอีกด้วย”

            กั้วเอ๋ออ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง ส่วนชุนถูหมีที่อยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่ยิ้มเงียบ ๆ เกิดความภาคภูมิใจกับอาชีพทนายความในโลกปัจจุบันของตน

            การเขียนคำร้องนั้นไม่ว่าใครที่เขียนหนังสือเป็นก็สามารถเขียนได้ เพราะมีรูปแบบตายตัว แต่ถ้าจะเขียนให้ดีก็เป็นอีกเรื่อง

โดยปกติจะต้องเขียนชื่อแซ่ผู้ที่ต้องการร้องทุกข์ให้ชัดเจน ต้องมีเหตุผลที่จะร้องทุกข์ มีรายละเอียดข้อเท็จจริงตลอดจนถึงสิ่งที่ต้องการเรียกร้องจากการร้องทุกข์ครั้งนี้ ด้านล่างของกระดาษคำร้อง ยังต้องเขียนรายชื่อพยานบุคคล พยานวัตถุ

เรียกได้ว่ามีความยุ่งยากมากกว่าการเขียนคำร้องในสมัยปัจจุบันอยู่มาก ผู้ที่จะเขียนคำร้องออกมาได้แบบนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ชำนาญและคุ้นเคยในตัวบทกฎหมายต้าถังเป็นอย่างดี มีฝีมือในการเขียนเรียงความ และบรรยายความได้ชัดเจน ตรรกะและเหตุผลที่จะมารองรับต้องเป็นเหตุเป็นผลกัน ลายมือต้องสวยงาม และยังต้องมีชั้นเชิงในการเขียนให้ผู้อ่านคล้อยตาม

ดูท่าแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาซุนซิ่วไฉคงจะทุ่มเทกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย