แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวอึ้งงันก็คือ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่เธอไปเยือนเรือนหานชุ่ยอีกครั้ง กลับพบว่าทุกคนต่างปีติยินดีกันจนออกนอกหน้า “มีอะไรหรือ? เหตุใดถึงอารมณ์ดีขนาดนี้” ซางหลินถามด้วยรอยยิ้มซูจิ่นคารวะตามธรรมเนียมแล้วตอบว่า “ต้องขอบพระทัยฮองเฮา เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมหม่อมฉันถึงที่นี่แล้วเพคะ”
ซางหลินตกตะลึง “เขามาเยี่ยมเจ้าแล้ว?”
ซูจิ่นไม่ได้ขยายความต่อ เฉินเซียงที่อยู่ด้านข้างจึงคลี่ยิ้มแล้วตอบว่า “ใช่แล้วเพคะ ฝ่าบาททรงพูดคุยกับเป่าหลินอยู่นานพักใหญ่ กระทั่งนางหลับไปถึงได้เสด็จกลับ”
เห็นซูจิ่นตื่นเต้นยินดีเช่นนี้ ซางหลินก็เลิกคิ้วน้อยๆ โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เจ้าหนุ่มนั่นก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอย่างที่สร้างภาพเสียหน่อย! ทำเป็นสงบเยือกเย็นไปได้!
ด้วยความเฉลียวฉลาดรู้กาลเทศะ ซางหลินรู้ดีว่าไม่ควรยิ้มหยันอาการปากไม่ตรงกับใจของอี้หยาง จึงเลือกอมยิ้มแล้วมองดูสถานการณ์เงียบๆ
คืนนั้นตอนกินข้าว หญิงสาวพินิจพิจารณาอี้หย่างอย่างลึกซึ้ง
“นายอย่าเขินอายไปเลย ฉันเข้าใจดี จะไม่ถามอะไรทั้งนั้น”
อี้หยางคีบหน่อไม้ใส่ชามให้ซางหลิน อมยิ้มแล้วตอบว่า “ถ้าเธอยังมองอยู่แบบนั้น ฉันคงคิดว่าเธอตกหลุมรักฉันแน่ๆ”
ซางหลินมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้ม “นายช่างอบอุ่นอ่อนโยนขนาดนี้ ฉันคงตกหลุมรักนายแล้วจริงๆ”
อี้หยางนิ่งเงียบลงในพริบตา ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ไหน พวกเรามาคุยเรื่องวัยเด็กอันแสนอาภัพของเธอกันต่อดีกว่า”
“...เอ้า กินน่องไก่เข้าไป” ซางหลินตัดบท
ตั้งแต่ฮั่วจื่อเหราถูกลดทอนอำนาจ วันเวลาของซางหลินก็สุขสบายขึ้น
เธอรู้สึกว่าอี้หยางช่างมีความสามารถนัก ทว่าอารมณ์ดีได้ไม่นาน อี้หยางที่เปี่ยมความสามารถก็มอบข่าวร้ายให้เธอเสียแล้ว นั่นก็คือราชทูตจากแคว้นเยียนคณะหนึ่งกำลังเดินทางมาคารวะฮ่องเต้เว่ย ขณะเดียวกันก็ประสงค์จะขอพบฮองเฮาซึ่งแต่งมาอยู่แดนไกลอย่างเธออีกด้วย...อี้หยางเอ่ยอย่างบริสุทธิ์ใจ “ถ้าทำตัวมีพิรุธ ฉันจะไม่ช่วยเธอแน่”
ซางหลินน้ำตาแทบไหล เริ่มรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเฮ่อหลานซีอย่างไม่รอช้า
ราชทูตแคว้นเยียนเข้ามาถึงวังหลวงในวันนั้น คนของตำหนักในต่างวิ่งวุ่นกันจนเหน็ดเหนื่อย ซางหลินสืบข่าวอยู่นานถึงรู้ว่า เดิมทีในสี่ราชทูตมีอยู่หนึ่งที่ค่อนข้างเป็นคนสำคัญ ผู้นั้นก็คือโอรสขององค์หญิงโหวฟู่ฉางแห่งแคว้นเยียน ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเฟิ่งเชอตูเว่ย นามว่าเกาเฉิน
นอกจากนี้เขายังมีสมญานามว่า ยอดชายงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเยียน
ยอดชายงามอันดับหนึ่ง! แค่ได้ยินสมญานี้ ซางหลินก็บังเกิดจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด แม้อี้หยางจะรูปงามแต่กลับมีนิสัยน่ารังเกียจ เสียดายใบหน้าหล่อเหลานั้นจริงๆ ซางหลินหวังว่าพี่รูปหล่อคนใหม่จะไม่ทำให้พระเจ้าผู้สร้างมนุษย์ผิดหวัง ได้โปรดเป็น ‘เทพบุตรสุดหล่อ’ ให้สมฉายาทีเถิด!
ทว่า สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ เทพบุตรสุดหล่อ กลับเป็นพระเอกตัวจริงของเธอ
เหนือแผ่นศิลาสลักลวดลายมังกรทอดยาว ณ ตำหนักหน้าของวังหลวงแห่งแคว้นเว่ยถูกปกคลุมไปด้วยชายธงประจำแผ่นดินโบกสะบัด เหล่าขุนนางยืนรออย่างเงียบกริบอยู่สองฟากฝั่ง ซางหลินนั่งอยู่ข้างกายอี้หยาง มองดูเงากลุ่มคนเบื้องหน้าขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ ม่านตาของเธอค่อยๆ ขยายกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
ชายผู้นั้น ทำไมถึงคล้ายกับคนในความทรงจำของเธอนัก? แต่ว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 เขาไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้!
อย่าบอกนะว่า เขาก็ทะลุมิติมาเหมือนกัน?
ราชทูตทั้งสี่คุกเข่าคำนับ “ถวายบังคมฮ่องเต้เว่ย” อี้หยางแย้มยิ้มแล้วบอกให้พวกเขาลุกขึ้น ก่อนจะหันไปสบเข้ากับดวงตาที่แข็งค้างของซางหลิน
ที่เธอมองก็คือ...เกาเฉิน?
ชายหนุ่มยิ้มอย่างอบอุ่น “ฮองเฮาพบคนสนิทเก่าแก่ทั้งที เหตุใดไม่ทักทายสักคำเล่า?”
ซางหลินพลันได้สติ พยายามคลี่ยิ้มเอ่ย “ทุกท่านคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง” เว้นไปหนึ่งจังหวะ “ดอกเหมยที่อี้ตูปีนี้เบ่งบานงดงามดีหรือ?”
เธอตั้งคำถามได้ประหลาดนัก ชาวเยียนกลุ่มใหญ่ต่างเปลี่ยนสีหน้ากันจนดูผิดสังเกต หนึ่งในคณะทูตที่มีอายุราวสิบปีเศษตอบอย่างนอบน้อม “ทูลฮองเฮา ตอนที่กระหม่อมจากแคว้นเยียนมาเป็นช่วงเดือนสาม ดอกเหมยที่อี้ตูได้ร่วงโรยแล้ว แต่เมื่อปีกลายนั้นเบ่งบานรับเหมันต์ งดงามเสียยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ”
ซางหลินพยักหน้ารับ “เช่นนั้น ข้าก็วางใจ”
เกาเฉินมองพื้นขณะกราบทูลเสียงเรียบ “ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงทราบดีว่าองค์หญิงโปรดปรานดอกเหมยมาก จึงกำชับให้พวกกระหม่อมนำต้นกล้าจำนวนหนึ่งซึ่งขุดจากอุทยานบุปผาในวังหลวงติดมาด้วย หากองค์หญิงทรงนำไปปลูกไว้ในอุทยาน ย่อมช่วยประโลมใจให้คลายคิดถึงบ้านได้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่สังเกตเห็นความหวั่นไหวของซางหลิน
หญิงสาวเห็นเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งสับสนนัก หรือว่าเป็นแค่คนหน้าคล้าย?
คืนนั้น ซางหลินยังคงอึดอัดใจไม่หาย อี้หยางเลิกคิ้วมองด้วยความสนใจ “อะไร เห็นเขาหน้าตาหล่อเหลาเข้าหน่อย ดอกไม้ในใจเลยเบ่งบานหรือไง?”
ซางหลินมองค้อนจนตาคว่ำ “ฉันเบื่อจะสนใจนายแล้วนะ”
อี้หยางก็มองประเมินเธออีกครั้ง “หรือว่า...หรือว่าเธอเกิดถูกอกถูกใจไอ้...ยอดชายงามอันดับหนึ่งนั่น? เมื่อกลางวันถึงมองมันจนตาค้าง”
ซางหลินใช้มือเท้าคาง สายตาเหม่อมองไปในอากาศอย่างเลื่อนลอย ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยถามเบาๆ “นายคิดว่า นอกจากพวกเราแล้ว คนอื่นจะสามารถทะลุมิติเวลามาที่นี่ได้อีกไหม?”
อี้หยางขมวดคิ้วถาม “เธอหมายความว่าอะไร?” เขาเป็นคนหัวเร็ว พริบตาเดียวก็กระจ่างขึ้นมาทันที “เธอสงสัยว่าเกาเฉินจะทะลุมิติมาเหมือนกัน? เธอรู้จักเขา?” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มเอ่ยอย่างมั่นใจ
ซางหลินพยักหน้ารับ “ในโลกปัจจุบัน ฉันมีเพื่อนหน้าตาคล้ายกับเขามาก”
“เพื่อน?” อี้หยางจ้องตาซางหลิน “หรือแฟน?”
“ถ้าเป็นแฟนก็ดีน่ะสิ...” ซางหลินรำพัน
“อ้อ ฉันเข้าใจแล้ว แอบรักเขาข้างเดียวใช่ไหม?” อี้หยางยิ้มอย่างน่ารังเกียจ “จุ๊ๆ ๆ ดูไม่ออกจริงๆ ว่าวีรสตรียอดนักรบอย่างเธอจะแอบรักใครเป็นกับเขาด้วย”
“นายสินักรบบ้าบิ่น! นักรบบ้าบิ่นกันทั้งก๊ก!” ซางหลินเปลี่ยนท่าทีจากเขินอายเป็นโกรธขึ้ง “ฉันจะบอกนายให้นะ วันนี้ฉันได้พบกับเกาเฉิน ไม่แน่ว่าอาจเป็นบุพเพที่สวรรค์ประทานให้ โชคชะตาเข้าข้างฉันแล้ว!”
“พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของเธอ!” อี้หยางตบบ่าซางหลินด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา “ตอนนี้สามีของเธอก็คือฉัน”
ซางหลินหันขวับทันควัน “ถ้าอย่างนั้น เขาก็ต้องเป็นพระรองของฉัน”
“พระ...รอง?”
“ใช่น่ะสิ” ซางหลินตีสีหน้าจริงจัง “นางเอกที่ทะลุมิติมาทุกคนก็ต้องมีพระรองด้วยกันทั้งนั้น!”
เห็นอี้หยางทำท่าทางไม่สนใจ ซางหลินก็กล่าวต่อไปว่า “หนังเรื่องข้ามมิติลิขิตสวรรค์ เคยดูไหม?”
อี้หยางตอบสั้นๆ “ไม่”
“ผ่านฟ้า รักทะลุมิติล่ะ?”
“ก็ไม่...”
“เจาะเวลาหาจิ๋นซีต้องเคยดูแน่ๆ ?”
อี้หยางเงียบงันครู่ใหญ่ “เคยผ่านตาไปแวบเดียวนับไหม?”
ซางหลินมองเขาอย่างสงสารจับใจ “เจ้าหนุ่มเอ๋ย เห็นทีนายจะไม่มีคุณสมบัติของยอดชายในนิยายทะลุมิติเอาซะเลย”
เข้าสู่วันที่สาม ในการมาเยือนจิ้นหยางของคณะราชทูต
ฮ่องเต้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นบริเวณศาลาคู่ริมสระจิ่วฉู่ เพื่อรับรองขุนนางชั้นเฟิ่งเชอตูเว่ยที่เดินทางมาไกลอย่างเกาเฉิน ในฐานะองค์หญิงเยียนที่แต่งมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ฮองเฮาเฮ่อหลานซีจึงเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ในครั้งนี้ด้วย
ระหว่างร่วมรับประทานอาหาร ตัวแทนทั้งสองฝ่ายก็เสนอแนะและหารือเรื่องความสัมพันธ์ของเยียนกับเว่ย เกาตูเว่ยคนหนึ่งนำของกำนัลที่เตรียมไว้ถวายฮ่องเต้เว่ย ส่วนฮ่องเต้เว่ยก็แนะนำอาหารขึ้นชื่อแก่เกาตูเว่ย และเชิญชวนให้หาเวลาว่างไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญและทัศนียภาพในจิ้นหยางสักรอบ เวลาในงานเลี้ยงนับว่าผ่านไปอย่างรื่นเริงทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง
ดื่มสุราหมดจอกที่สาม ฮ่องเต้ก็แสร้งทำเป็นถูกดอกบัวในสระจิ่วฉู่แห่งนี้ดึงดูดสายตา ทรงเยื้องย่างช้าๆ มาที่ริมสระน้ำ เพราะฝ่าบาทมีรับสั่งให้นางกำนัลทั้งหมดเฝ้าอยู่ด้านนอก ในเวลานี้ศาลาคู่อันโอ่อ่าจึงเหลือเพียงฮองเฮาและเกาตูเว่ยตามลำพัง
ซางหลินคลี่ยิ้มพลางประคองจอกสุรา เธอยกกระบอกแขนเสื้อขึ้นป้องปากแล้วจิบดื่มช้าๆ สายตายังคงมองประเมินเกาเฉิน
อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าของเขาคมชัด คิ้วเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากล่างบางเฉียบมีเสน่ห์นั้นเม้มแน่นดูเคร่งครัด นี่คือใบหน้าของยอดบุรุษผู้หล่อเหลาที่สุดคนหนึ่ง ต่างจากสีเช่อที่ดูสง่างาม ใบหน้านี้ดูแข็งกร้าวกว่ามาก
คล้ายกันจริงๆ ไม่ถูก ต้องบอกว่าเหมือนราวกับเป็นคนเดียวกันต่างหาก เธอก็ดี อี้หยางก็ดี ใบหน้าที่แท้จริงก็ล้วนแต่เหมือนกับใบหน้าของร่างในโลกนี้มากถึงหกส่วน แต่เกาเฉินผู้นี้ช่างเหมือนคนในความทรงจำของเธอราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน
ขณะกำลังครุ่นคิดอย่างว้าวุ่น เกาเฉินก็เงยหน้าขึ้นแล้วอมยิ้มบางๆ ส่งให้ เห็นได้ชัดว่าสีหน้าท่าทางพินอบพิเทาห่างเหิน แต่คำพูดคำจาที่เปล่งออกมากลับทำให้ซางหลินสั่นสะท้าน “เจ้าสบายดีหรือไม่?”
“อะไรนะ?”
เกาเฉินยังคงใช้สีหน้าของขุนนางที่เข้าเฝ้าฮองเฮาอย่างนบนอบ น้ำเสียงนั้นอบอุ่นกว่าเดิมมาก “อยู่ที่นี่มานานแล้ว คุ้นเคยขึ้นบ้างหรือไม่? พบเจอเรื่องวุ่นวายใจบ้างหรือเปล่า?”
“ยังสบายดี...”
เกาเฉินเงียบงันไปชั่วครู่ “ข้าขอโทษ พบกันที่หน้าตำหนักวันนั้น ข้ารู้ดีว่าเจ้ากำลังมองมา แต่ก็ไม่ได้ตอบสนอง ข้าไม่ตั้งใจจะทำให้เจ้าผิดหวัง เพียงแต่อยู่ในสายตาของคนหมู่มาก ข้าเกรงว่าเจ้าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่จนถูกจับผิดเอาได้”
ซางหลินรู้สึกว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นแรงขึ้นทุกขณะ ราวกับมันจะทะลุคอหอยออกมา งานเลี้ยงเล็กๆ ในวันนี้ เดิมทีอี้หยางตั้งใจจัดขึ้นเพื่อหาโอกาสให้เธอได้สืบว่า เกาเฉินผู้นี้ใช่คนที่เธอรู้จักหรือเปล่า
ตอนนี้รอบตัวไม่มีใครอื่น เขาใช้คำพูดเทือกนี้คุยกับเธอ หรือพยายามจะบอกว่า...เขาก็คือผู้ชายคนนั้นจริงๆ ...
“เจ้า...มาที่นี่ได้ยังไง?” ซางหลินถามเสียงต่ำ
ดวงตาของเกาเฉินฉายแววอับจน ที่มากกว่านั้นก็คือรอยยิ้มเย้ยหยันตนเอง “ข้าไม่รู้ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว”
แววตาของซางหลินพลันทอประกายเจิดจ้า เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... ทะลุมิติมาอย่างคลุมเครือ ก็เหมือนกับพวกเขาทั้งสองใช่ไหม? ยังมีคำพูดแฝงความนัยของเขาเมื่อครู่ เป็นรูปประโยคซึ่งใช้กับคนที่สนิทสนมกันเท่านั้น
สวรรค์ โอ้สวรรค์ นี่เธอจะได้เชื่อมบุพเพกับเทพบุตรรูปงามจากการทะลุมิติจริงเหรอ? สวรรค์ช่างใจดีกับเธอเหลือเกิน!
“นายมาอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน?” หญิงสาวใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังแลกเปลี่ยนรหัสลับของหน่วยใต้ดิน
เกาเฉินตกตะลึงเล็กน้อย “ในที่สุดก็ปิดเจ้าไม่ได้ คณะทูตของเรามาถึงจิ้นหยางเมื่อสามวันก่อน ส่วนข้า...มาถึงที่นี่ได้เดือนกว่าแล้ว”
“อ้อ...” ดังนั้น เขาเพิ่งทะลุมิติมาได้แค่หนึ่งเดือนนั่นเอง “นายเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ใช่ไหม? ถูกใครจับได้หรือเปล่า?”
“วางใจเถิด ข้าระวังตัวมาก ไม่ถูกใครจับพิรุธได้โดยง่าย สถานการณ์ในจิ้นหยางนั้น ข้าคุ้นเคยดี”
“อย่างนั้นก็ดี...”
ดวงตาของเกาเฉินฉายแววว้าวุ่น “เรื่องราวก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าผิดต่อเจ้า เจ้า...ยังถือโทษข้าหรือไม่?”
ซางหลินหน้าถอดสี ตอนนี้เมื่อลองคิดทบทวนให้ดี...อดีตของเขาและเธอล้วนแต่เป็นเรื่องหลอกลวง แต่ถ้าพูดกันตามจริง ทั้งหมดก็เพราะเธอหาเรื่องใส่ตัว คงโทษอะไรเขาไม่ได้
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เรื่องพวกนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ตอนนี้ได้พบนายอีกครั้ง ฉันก็ดีใจแล้ว”
ในมิติใหม่นับเป็นสถานที่อันแปลกประหลาด ได้พบคนเคยชอบพอ ซางหลินดีใจนัก
“ฉัน...”
“ซีเอ๋อร์” เกาเฉินเอ่ยเรียกเสียงต่ำ แล้วมองเธออย่างจริงจัง “วางใจเถิด ข้าจะต้องคิดหาหนทางพาเจ้าหนีออกไปจากที่นี่ให้จงได้!”
ซางหลิน “...หือ?”
“สรุปว่า เธอเข้าใจผิดไปเอง?”
อี้หยางใช้มือหนึ่งเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างก็พลิกอ่านฎีกา ชายหนุ่มหันมาเอ่ยถามอย่างผ่อนคลาย “เกาเฉินแค่มีหน้าตาเหมือนกับหนุ่มที่เธอแอบชอบ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่คนเดียวกัน ถูกไหม?”
ซางหลินนั่งอยู่ที่เดิมอย่างไม่สบอารมณ์ หน่ายจะตอบโต้แม้แต่คำว่า ‘หนุ่มที่เธอแอบชอบ’ เสียด้วยซ้ำ “อืม ฉันเข้าใจผิดเอง แต่ว่าเขาจะต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับเฮ่อหลานซีอย่างแน่นอน”
“ก็พอจะเดาได้” อี้หยางยิ้มบางๆ “ตอนนี้คิดๆ ดูแล้ว พวกเขาสองคนเติบโตมาด้วยกัน น่าจะแอบวางแผนอนาคตร่วมกันไว้แน่”
“วางแผนอนาคต...” ซางหลินทวนคำซ้ำอีกรอบ ใช่แล้ว ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ในยุคโบราณนั้นง่ายต่อการสานสัมพันธ์หวานชื่น ระหว่างทั้งสองนั้น หนึ่งเป็นลูกสาวของฮ่องเต้ ส่วนอีกคนก็เป็นลูกชายขององค์หญิงใหญ่ สองฝ่ายล้วนมีฐานะสูงส่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้เดิมทีควรเป็นวาสนาที่แสนวิเศษ แต่น่าเสียดาย...
“เฮ่อหลานซีในตอนนั้นคงคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายนางกับลูกพี่ลูกน้องจะต้องแยกจาก แล้วแต่งออกมาอยู่ไกลถึงต่างแคว้น ห่างกันคนละฟากฟ้า”
“ดูเธอเศร้าใจมาก!” อี้หยางเลิกคิ้วถาม “อะไรกัน ถูกดับฝัน วิมานดอกไม้ของเธอล่มสลายแล้วหรือไง?”
ซางหลินแสดงท่าทางเดียดฉันท์ใส่ แต่ไม่ได้ต่อปากต่อคำ
อี้หยางถอนหายใจพลางวางฎีกาลง แล้วเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเธอช้าๆ “ไหน แม่สาวน่าสงสาร ให้ข้าได้เชยชมเจ้าหน่อยเป็นไร”
คางของซางหลินถูกเขาบีบเอาไว้แน่น หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นทันที “ยังจะทำเป็นเล่นอีก?” ตอนทะลุมิติมาและได้พบหน้ากันครั้งแรก ซางหลินก็ถูกเขาบีบคางเล่นแบบนี้ เธอยังไม่ลืมหรอกนะ!
เจ้าหนุ่มนี่เป็นโรคจิต ชอบบีบคางคนอื่นเล่นหรือไง!
อี้หยางพลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาที่เหมือนดั่งสายน้ำในฤดูสารทจับจ้องซางหลินนิ่ง หญิงสาวได้รับผลกระทบจากสายตาคู่นั้น พลันกลืนน้ำลายพลางสบตาเขาอย่างตื่นเต้น “นาย...จะทำอะไร?”
“ความจริง ฉันก็แค่สงสัยเล็กน้อย พวกเรานอนเตียงเดียวกันมานานหลายเดือน ทำไมเธอถึงไม่เกิดความรู้สึกอะไรกับฉันบ้าง?” อี้หยางเอ่ยอย่างจริงจัง “จะว่าไป ฉันก็เก่งกาจขนาดนี้ แล้วยังอบอุ่นช่างเอาใจ เทียบกับหนุ่มที่เธอแอบชอบนั่น ฉันด้อยกว่าตรงไหน? ทำไมเธอไม่หลงเสน่ห์แววตาของฉันบ้าง ไม่เข้าใจจริงๆ !”