ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

คู่ชื่นหมื่นราตรี 皇上与我共战袍

ผู้แต่ง หุยเซิน
ผู้แปล ้้hongsamut team
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
องค์หญิงตัวประกันระหว่างแคว้น... ฮองเฮาที่ถูกทิ้งขว้างไว้ในตำหนักเย็น ทั้งสองฐานะนี้ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนได้ครอบครองก็คงต้องขนหัวลุกด้วยกันทั้งนั้น ซางหลิง... สาวซ่าอันดับหนึ่งอันดับหนึ่งของโลกปัจจุบัน กำลังโลดแล่นจัดการ กลุ่มชายชั่วอย่างเอาเป็นเอาตายจนตัวเองตกตึก โชคดี... ก่อนที่เธอจะดิ่งนรก เธอคว้าร่างของ ‘ชายชั่ว’ ไว้ได้คนหนึ่ง แล้วดึงมันลงมาพร้อมกับเธอ ฮ่าฮ่า อย่างน้อยชาตินี้ฉันก็ไม่ตายฟรี โชคร้าย... เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของฮองเฮาผู้ไม่เป็นที่รักของสามี เป็นองค์หญิงที่มีฐานะเป็นเพียงตัวประกันระหว่างแคว้นเท่านั้น และที่แย่ไปกว่านั้น... ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ดันเป็นศัตรูเก่าตัวร้ายที่ถูกเธอดึงลงนรกมาด้วยกัน! ฟ้าจะส่งเธอไปไหนก็ส่งเถอะ แต่ทำไมต้องส่งเจ้าหนี้เก่ามาด้วย ซวยแล้ว...

บทนำ

องค์หญิงตัวประกันระหว่างแคว้น... ฮองเฮาที่ถูกทิ้งขว้างไว้ในตำหนักเย็น

ทั้งสองฐานะนี้ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนได้ครอบครองก็คงต้องขนหัวลุกด้วยกันทั้งนั้น

ซางหลิง... สาวซ่าอันดับหนึ่งอันดับหนึ่งของโลกปัจจุบัน กำลังโลดแล่นจัดการ กลุ่มชายชั่วอย่างเอาเป็นเอาตายจนตัวเองตกตึก

โชคดี... ก่อนที่เธอจะดิ่งนรก เธอคว้าร่างของ ‘ชายชั่ว’ ไว้ได้คนหนึ่ง แล้วดึงมันลงมาพร้อมกับเธอ

ฮ่าฮ่า อย่างน้อยชาตินี้ฉันก็ไม่ตายฟรี

โชคร้าย... เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของฮองเฮาผู้ไม่เป็นที่รักของสามี เป็นองค์หญิงที่มีฐานะเป็นเพียงตัวประกันระหว่างแคว้นเท่านั้น

และที่แย่ไปกว่านั้น... ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ดันเป็นศัตรูเก่าตัวร้ายที่ถูกเธอดึงลงนรกมาด้วยกัน!

ฟ้าจะส่งเธอไปไหนก็ส่งเถอะ แต่ทำไมต้องส่งเจ้าหนี้เก่ามาด้วย

ซวยแล้ว...

-------------------------------

 

皇上与我共战袍

Author: หุยเซิน

Translator:  hongsamut

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

เล่มนี้มีแบบ รายตอน / อีบุ๊ค/ หนังสือ ท่านสามารถเลือกอ่านได้ตามสะดวก

เพชรจะติดในบทที่ 11 

ขอบคุณครับ

สารบัญ

คู่หูผู้คุมกฏเหล็ก (บทนำ)

        

 

    ซางหลินคาดไม่ถึง ว่าอนาคตของเธอกลับต้องมา

มอดไหม้ด้วยมือของเกาเสี่ยวซือ’!

            ในฐานะเพื่อนรักเพื่อนตาย หลังจากรู้ว่ายัยเกาเสี่ยวซือถูก

แฟนหนุ่มหักหลัง ซางหลินก็ติดตามเพื่อนรักบุกเข้าไปในบ้านแฟนเก่าอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เพื่อทวงความเป็นธรรมแทนเพื่อน

            ประตูนิรภัยถูกถีบจนกระแทกกำแพง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แสดงให้เห็นแรงอาฆาตอันหนักหน่วงของเกาเสี่ยวซือ สองสาวบุกตรงเข้าไปในห้องรับแขก เห็นไอ้ชั่วจอมปลิ้นปล้อนยืนอยู่ข้างโซฟาตามคาด กำลังก้มหน้าลงพูดอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ

            ซางหลินที่กำลังของขึ้นยังพอมีเวลาชายตามองเพื่อนของ

‘ไอ้ชั่ว’ แวบหนึ่ง แต่ก็เห็นไม่ชัดนักหรอก รู้แต่ว่าเขากำลังนั่งเอนหลังพิงโซฟา ท่าทางสบายๆ

            สงสัยเกาเสี่ยวซือคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในฉากหนังกังฟู เลยนึกแต่จะแก้แค้น เธอแผดเสียงตะโกนดังสนั่นออกไป “ไอ้คนชั่ว ฉันจะมาเอาชีวิตแก” ว่าแล้วก็กระโจนไปข้างหน้าอย่างเกรี้ยวกราด

            ชายชั่วยังไม่ทันตั้งตัว พริบตาเดียวก็ถูกเกาเสี่ยวซือจับกดลงกับพื้น

            ตอนแรกซางหลินยังคิดว่าตัวเองจะต้อง ‘แสดงสุนทรพจน์’ ที่ฟังแล้วฮึกเหิม จริงจัง เพื่อข่มขวัญชายชั่วเสียหน่อย ใครจะไปคิดว่าสถานการณ์ตรงหน้ากลับรุนแรงกว่าที่คาด เพื่อนของเธอทำศึกหนักหน่วงอย่างกับหน่วยรบมอสโคว ส่วนฝ่ายโน้นก็สวนกลับทันควัน รวดเร็วไม่ต่างจากปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ด สองฝ่ายประจันหน้ากันอย่างมาดร้าย เธออดละอายใจไม่ได้ว่าตัวเองต่างหากที่ไร้ความสามารถในการศึกครั้งนี้ ไม่คู่ควรติดตามเพื่อนรักออกรบเอาเสียเลย

            ซางหลินถกแขนเสื้อได้ก็ปรี่เข้าไปเสริมทัพ

            ผู้ชายซึ่งเดิมทีนั่งอยู่บนโซฟาเงียบๆ พอเห็นว่า ‘ไอ้ชั่ว’ เพื่อนรักกำลังตกเป็นรอง ถูกนางมารร้ายคลุ้มคลั่งคร่อมทับร่าง ซ้ำยังเห็น

ซางหลินถกแขนเสื้อบุกเข้ามาอีกคน จึงกระโจนเข้ามาร่วมวงอย่างเสียไม่ได้ เขาคว้าข้อมือของซางหลินมาบีบเอาไว้แน่น

            ซางหลินสาดสายตากลับไปอย่างเกรี้ยวกราด ทำให้เห็นใบหน้าชายผู้นั้นถนัดถนี่ขึ้น

            หลายครั้งที่ซางหลินมักชมเชยตนเองว่าเป็นคนมีน้ำใจกับ

เพื่อนฝูง ชนิดไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น และในตอนนี้ก็เช่นกัน เธอต้องเผชิญกับใบหน้าของ ‘พี่หล่อขั้นเทพ’ แล้วยังสามารถคำรามอย่างเกรี้ยวกราดราวกับเทพฤทธิ์พิชิตมารออกมาได้ นับว่าเก่งจริงๆ

            “สารเลวเอ๊ย... ปล่อยมือฉัน” ประโยคนี้คงสามารถอธิบายความมีน้ำใจของเธอได้ชัดเจนแล้วนะ

            ‘พี่หล่อขั้นเทพ’ ขมวดคิ้วแน่น ไม่ยอมปล่อยมือแม้แต่น้อย

“พวกเธอเป็นใคร นึกจะบุกห้องคนอื่นก็ทำโดยพลการอย่างนี้เหรอ?”

            “ตาบอดหรือไง? ไม่เห็นเหรอว่าจอมยุทธ์หญิงกำลังทวงความเป็นธรรมแทนฟ้าดินอยู่!” ซางหลินคำรามด้วยโทสะ “เพื่อนรักนายทำตัวชั่วๆ กับคู่หูของฉัน พวกฉันถึงต้องมาทวงแค้น!”

            ‘พี่หล่อขั้นเทพ’ หรี่ตาเพ่งมองสนามรบและปฏิบัติการโอเวอร์ลอร์ดเบื้องหน้า ก่อนจะหันมามองซางหลิน แล้วส่งยิ้มร้ายกาจ “อ้อ

ผู้หญิงคนนั้นคือแม่เสือสาวแฟนของอาจวิ้น แล้วเธอก็คือ ‘คู่หูผู้คุม

กฎเหล็ก’ สินะ...”

            ‘คู่หูผู้คุมกฎเหล็ก’ พอสี่คำนี้หลุดออกมา ซางหลินก็เบิกตาโพลง ฉายาสวรรค์พิฆาตของเธอเล็ดลอดออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ยังไง

ไอ้โจวจวิ้นสารเลวนั่นนินทาอะไรเธอให้คนอื่นฟังบ้าง!

            ถ้าบอกว่าเมื่อครู่เธอพอจะรู้สึกวาบหวามกับ ‘พี่หล่อขั้นเทพ’

คนนี้บ้างก็คงไม่ผิดนัก แต่ตอนนี้มันหายวับไปกับตา ประสาทสัมผัส

ทั้งหกของเธอสงบนิ่งรวดเร็วเสียยิ่งกว่าสุดยอดนักบวชที่บำเพ็ญตบะมาหกสิบปีเสียอีก

            เธอยกเท้าขึ้นสูงอย่างเกรี้ยวกราด ปราศจากความลังเลแม้แต่น้อย รองเท้าส้นแหลมสูงราวกับตะปูบดขยี้ลงตรงหลังเท้าของเขาอย่างดุดัน

            ‘พี่หล่อขั้นเทพ’ เจ็บเข้ากระดองใจ แรงบีบที่มือจึงคลายออก

ซางหลินอาศัยจังหวะนี้ดิ้นรนจนหลุดจากพันธนาการ

            “โธ่... เล่นกับใครไม่เล่น... มาเล่นกับซือเจ๊!” หญิงสาวเอ่ยเสียงเยือกเย็น หันหลังได้ก็คิดจะไปช่วยเกาเสี่ยวซือที่อยู่อีกด้าน

            ครั้นกวาดตามองก็ต้องตกตะลึง เกาเสี่ยวซือซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยจิตสังหารและโจวจวิ้นที่กำลังแหกปากร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร กลับกลิ้งไปตามระเบียงทั้งคู่ ระเบียงของบ้านหลังนี้ติดหน้าต่างยาวจรดพื้นชนิดบานพับเปิดปิดได้ มีซี่ลูกกรงเหล็กสูงแค่ขาอ่อนกั้นอยู่เพียงแถวเดียว ตอนนี้หน้าต่างบานหนึ่งกำลังเปิดอ้า ถ้าไม่ระวังต้องตกลงไปข้างล่างแน่

ซางหลินเห็นสองคนนั้นกำลังโรมรันพันตูอย่างถึงพริกถึงขิง หัวใจของเธอตอนนี้ไม่ต่างจากกางเกงในผู้ชายที่ตากโตงเตงสะบัดตามแรงลมอยู่นอกระเบียง... สั่นกระพือไม่หยุด

            “คุณพระช่วย! จะเอากันถึงตายเลยหรือไง!” ซางหลินตะโกน

ก่นด่าออกมาประโยคหนึ่ง เดินไม่กี่ก้าวก็บุกไปถึงระเบียง เปลี่ยน

ความคิดจากกองหนุนเป็นหน่วยกู้ภัยในฉับพลัน

            “เสี่ยวซือ เสี่ยวซือใจเย็นหน่อย... ถ้าจะตี พวกเราไปตีกันข้างใน ตรงนี้มันอันตราย!”

            “ซางหลินปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” เห็นได้ชัดว่าเกาเสี่ยวซือกำลังเลือดขึ้นหน้า “วันนี้ฉันตายก็ได้ แต่ต้องลากไอ้ชั่วนี่ลงนรกไปด้วยกัน!”

            “ไม่คุ้มหรอก! ตกลงไปตายน่ะเรื่องเล็ก แต่เสียหน้าสิเรื่องใหญ่ ถ้าพวกเธอตกลงไปพร้อมกัน คนอื่นจะต้องคิดว่าพวกเธอฆ่าตัวตายเพื่อความรักแน่ๆ เธอฉลาดมาตลอด จะตกม้าตายเอาตอนนี้ไม่ได้นะ!”

ซางหลินพยายามตะโกนโน้มน้าวอย่างจริงจัง

            แต่จะทำยังไงได้ เวลาเกาเสี่ยวซือบันดาลโทสะอะไรก็ไม่ฟัง

ทั้งนั้น

            ซางหลินที่ยืนอยู่ด้านข้างยังไม่ละความพยายาม เกาเสี่ยวซือซึ่งกำลังโกรธจัดขยับตัวปัดมือที่ยื่นเข้ามาของเพื่อนรักเต็มแรง ซางหลิน

ที่ยืนไม่มั่นคงนักจึงหงายไปด้านหลัง ก่อนจะร่วงผล็อยออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดอ้าอย่างไม่ทันตั้งตัว

            วินาทีนั้น ซางหลินไขว่คว้าวัตถุใกล้ตัวชนิดที่ไม่สนใจสิ่งใด...

นั่นคือ มือของ ‘พี่หล่อขั้นเทพ’

            สุดท้าย... ทั้งสองก็ตกลงไปพร้อมกัน

            ก่อนจะสิ้นสติ ความคิดสุดท้ายของซางหลินก็คือ ‘เออดี...

คราวนี้คนที่ตกม้าตายกลับเป็นฉันเอง!’

1.

ซางหลินตื่นขึ้นท่ามกลางเสียงร้องไห้ดังระงม

            หญิงสาวรู้สึกปวดศีรษะ ร่างกายไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย อยากเพียงปิดเปลือกตาแล้วนอนต่อไป แต่เสียงนั้นกลับไม่ยอมให้เธอหลับได้ลง ยังคงร้องคร่ำครวญราวกับเพลงพื้นบ้านของชาวเขา ที่ยิ่งขับขานก็ไล่เสียงสูงขึ้นไปทุกที “องค์หญิง องค์หญิงทรงฟื้นสิเพคะ! หากทรงเป็นอะไรไป หม่อมฉันคงไม่มีหน้าอยู่ต่ออีกแล้ว...”

            ซางหลินนึกโมโหขึ้นมาจึงลืมตาโพลง มองเห็นดวงหน้าน้อยๆ อาบน้ำตาของเด็กสาวอายุประมาณสิบสามถึงสิบสี่ปีนางหนึ่ง สวมเสื้อและกระโปรงตัวยาวสีชมพู ส่วนผมนั้นเกล้าม้วนขึ้น ซางหลินเรียนจบมหาวิทยาลัยเอกประวัติศาสตร์ รู้ดีว่านั่นเป็นผมทรงมวยคู่ของหญิงสาวที่พบเห็นได้ง่ายในสมัยโบราณ เธอมองอย่างตื่นตะลึงครู่หนึ่ง แล้วจึงมองเลยไปยังด้านหลังของเด็กสาว

            หือ... เป็นห้องที่โอ่โถงแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ห้องนี้ตกแต่งด้วยสีสันสะดุดตา ทั้งสี่ทิศคือผู้คนซึ่งจะว่าไปแล้วก็แต่งกายด้วยคอสตูมเหมือนที่เห็นในซีรี่ส์จีนอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้ ภาพทั้งหมดในหนังได้ปรากฏอยู่ต่อหน้าซางหลินแล้ว

            บรรยากาศในตอนนี้ จะไม่ให้คิดถึงฉากต่างๆ ในนิยายจำพวกย้อนเวลาทะลุมิติได้อย่างไร

            “องค์หญิง... องค์หญิง ทรงฟื้นแล้ว...”

            ซางหลินยื่นมือข้างหนึ่งออกมาโบกตรงหน้า นี่มันเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง

            เด็กสาวชุดชมพูที่เพิ่งจะร้องห่มร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายจนไม่ทันสังเกตว่าเธอฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ก็ได้แต่เบิกตากว้างด้วยน้ำตานองหน้า ขณะมองจ้องเธอตาไม่กะพริบ ท่าทางน่าขันนัก

            “องค์หญิง...”

            ซางหลินไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายว่าอย่างไร ขณะที่ลังเลอยู่นั้น พลันได้ยินน้ำเสียงแปลกๆ ดังแทรกขึ้นมา “ตายจริง องค์หญิงเต๋อซินฟื้นแล้วสินะ? สนมอย่างข้าบอกแล้ว คนที่เกือบจะถูกพิษก็คือข้า ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย เหตุใดข้ายังปกติดี แต่องค์หญิงอย่างเจ้าถึงได้ล้มป่วย? หรือว่าเมื่อครู่ เจ้ากำลังแสดงละครอยู่กันแน่!”

            “ท่าน!” เด็กสาวชุดชมพูหันหน้ากลับไปมองอย่างกราดเกรี้ยว “กุ้ยเฟย แม้ว่าเดิมทีองค์หญิงของหม่อมฉันจะเป็นชาวเยียน แต่ตอนนี้ก็มีศักดิ์เป็นถึงฮองเฮาที่ถูกต้องตามราชประเพณีของแคว้นเว่ย ท่านควรจะเปลี่ยนคำเรียกขานเสียใหม่? เบื้องล่างล่วงเกินเบื้องสูง ไม่กลัวคำครหาจากผู้คนหรือไร?”

            สตรีร่างอรชรที่ถูกเรียกว่า ‘กุ้ยเฟย’ ส่งยิ้มเหยียดหยัน “ฮองเฮารึ? ตอนนี้ยังจะเป็นฮองเฮาอะไรอีก หากฝ่าบาททรงทราบว่านางก่อเรื่องอะไรไว้ ทุกอย่างก็ไม่แน่ไม่นอนแล้ว พระสนมอย่างข้าเห็นนางแต่งออกมาอยู่ไกลบ้าน โดดเดี่ยวเดียวดาย ด้วยความเมตตาเลยอยากมาเยี่ยมเยียนฉันมิตร องค์หญิงของเจ้าไม่รู้จักรับน้ำใจก็ช่างเถิด แต่นี่ยังกล้าวางยาพิษหมายจะเอาชีวิตข้า ถ้าแมวของข้าไม่กินเข้าไปเสียก่อน ป่านนี้ที่ต้องตายก็คงเป็นข้า”

            ซางหลินมองตามสายตาของอีกฝ่าย เห็นแมวตัวหนึ่งนอนตายอยู่ในอ้อมกอดของนางกำนัล

            ภาพนั้นทำให้หัวใจของคนรักสัตว์อย่างซางหลินถูกขมวดรัดเป็นปมใหญ่ ยังไม่ทันร้องห่มร้องไห้สงสารแมว ก็เห็นดวงตาหงส์ของพระสนมฮั่ววูบไหว ขณะเอ่ยวาจารุกไล่ต่อไปไม่หยุด “สตรีที่มีใจคิดคดดั่งอสรพิษ คู่ควรกับตำแหน่งฮองเฮาอย่างนั้นหรือ?”

            ได้ยินถ้อยคำของนาง ซางหลินพลันถอนหายใจเบาๆ เหตุการณ์แบบนี้ช่างคุ้นตา? เหมือนฉากตบตีในวังหลัง ของหนังชิงรักหักสวาท ลอบวางยาพิษกันไปมาอะไรทำนองนั้น

            “กุ้ยเฟย หยุดใส่ความผู้อื่นเสียที!” เด็กสาวในชุดสีชมพูยังคงโกรธเกรี้ยว “ขนมพวกนั้นเป็นฝีมือของนางกำนัล ไม่เกี่ยวอะไรกับองค์หญิงของหม่อมฉัน!”

            พระสนมฮั่วส่งยิ้มเยือกเย็น “เรื่องที่เกิดขึ้นภายในตำหนักของนาง ถ้าไม่เกี่ยวกับนางแล้วจะเป็นผู้ใด? ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงชำระความ!”

            ‘กราบทูลฝ่าบาท’ พอสี่คำนี้หลุดออกมา เด็กสาวในชุดสีชมพูผู้นั้นก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่างอย่างเห็นได้ชัด แสดงถึงความกังวลใจยิ่ง

            พระสนมฮั่วเห็นเช่นนั้นก็ได้ใจ คิดจะเอ่ยวาจากดดันต่อไป ในจังหวะนั้น มีนางกำนัลผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน หลังจากกระซิบกระซาบข้างหูนางอยู่สองสามประโยค พระสนมฮั่วก็ถึงกับหน้าถอดสี พลันกล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำอันเกรี้ยวกราดดุดัน “ส่งคนเฝ้าตำหนักเจียวฝางไว้ให้ดี” จบคำก็รีบร้อนจากไป

            พวกนางจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งผู้คนที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะไว้เบื้องหลัง ยังมี...ซางหลิน ที่ยังงุนงงและสับสน

            เด็กสาวในชุดสีชมพูพลันขยับมาอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยอย่างร้อนใจ “องค์หญิงไม่เป็นอะไรใช่ไหมเพคะ? คนแดนใต้พวกนั้นช่างชั่วช้าไร้เหตุผล องค์หญิงทรงล้มป่วยขนาดนี้ นางยังกล้ามาหาเรื่องถึงที่ ช่าง...”

            “อืม...” ซางหลินส่งเสียงตอบรับอย่างงุนงง “รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย สงสัยยังเบลอๆ อยู่ ที่นี่...ที่พักของฉันเหรอ?”

            เด็กสาวในชุดสีชมพูอึ้งงันเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้ารับ

            “ฉัน--- ข้าเป็นองค์หญิงของแคว้นเยียนรึ?”

            เด็กสาวในชุดสีชมพูพยักหน้าอีกครั้ง

            “แล้วยังเป็น...ฮองเฮาแคว้นเว่ยอีกด้วย?” ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้

            เดิมที เด็กสาวในชุดสีชมพูคิดว่าท่าทางขององค์หญิงยังไม่เป็นปกตินัก พอได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้น ดวงตาพลันแดงก่ำ “องค์หญิง

หม่อมฉันรู้ดีว่าทรงลำบากใจ แม้ฮ่องเต้แคว้นเว่ยจะทรงแต่งตั้งองค์หญิงเป็นฮองเฮา แต่ความจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเรามาถึงจิ้นหยางนานหลายวันแล้ว แต่องค์หญิงกลับถูกทอดทิ้งไว้ในตำหนักเจียวฝางแห่งนี้อย่างไร้น้ำใจ หม่อมฉัน... หม่อมฉัน...”

            ซางหลินจ้องมองอีกฝ่ายเงียบๆ ในใจคล้ายถูกเมฆหมอกดำทะมึนแห่งลางร้ายคลี่คลุม รู้สึกเหมือนไต้ฝุ่นความรุนแรงระดับแปดกำลังจะพัดขึ้นฝั่งอย่างไรอย่างนั้น

 

            ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดซางหลินก็เข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของตน

            ร่างที่เธออาศัยอยู่นี้มีนามว่าเฮ่อหลานซี เป็นองค์หญิงของแคว้นเยียน ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งทางตอนเหนือ องค์หญิงเจ้าของร่างมีสมญาว่า ‘เต๋อซิน’ เพิ่งรับราชโองการจากฮ่องเต้ให้อภิเษกสมรสมายังแคว้นเว่ย

ดินแดนทางตอนใต้ที่ไกลนับพันลี้ น่าเสียดายที่ฮ่องเต้แคว้นเว่ยกลับ

ชิงชังแคว้นเยียน แม้จะแต่งตั้งองค์หญิงต่างแคว้นเป็นฮองเฮาตาม

ราชประเพณี แต่หลังจากขุนนางที่มาส่งตัวเหล่านั้นจากไป ก็ทรงทอดทิ้งนางไว้ในตำหนักเจียวฝางอย่างไม่ไยดี

            องค์หญิงเต๋อซินเพิ่งมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ย่อมไม่คุ้นเคยกับสภาพดินฟ้าอากาศ ซ้ำยังได้รับการปฏิบัติจากพระสวามีเช่นนี้ จึงล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน วันนี้อาการเพิ่งจะดีขึ้น กลับถูก ‘พระสนม---ฮั่วจื่อเหรา’ ผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ตามมาหาเรื่องถึงที่ บอกว่าอยากร่วมดื่มน้ำชากับฮองเฮา หลังจากนั้นก็แสดงละครที่ทุกคนคาดการณ์ได้ คือใส่

ยาพิษลงในขนม เล่นบทผู้ถูกกระทำ ให้องค์หญิงรับเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายปองร้าย หมายเอาชีวิตนาง

            องค์หญิงเต๋อซินที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง จึงถูกความโกรธแค้นกัดกินหัวใจ ไม่ทันได้อยู่อย่างสงบ วิญญาณก็หลุดลอยไปพบกับยมบาลเสียแล้ว ดวงจิตอันแข็งกล้าของซางหลินจึงเข้ามาแทนที่ สถิตอยู่ในร่างนี้โดยสมบูรณ์

            ส่วนเด็กสาวในชุดสีชมพูที่ร้องไห้แทบขาดใจตอนนางยังไม่ได้สติ และกำลังช่วยวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟังตอนนี้มีนามว่ารู่ฮั่ว หรือก็คือสาวใช้คนสนิทที่ติดตามองค์หญิงเต๋อซินมาจากแคว้นเยียน เป็นผู้รู้ใจแบบที่นางเอกในละครมักจะมีอยู่ข้างกายสักคนสองคน

            หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเช่นนี้เป็นที่เรียบร้อย ซางหลินก็นั่งลงบนแท่นประทับ มองสองมืออวบอิ่มนวลเนียนของตนอย่างไม่คุ้นเคย รู้สึกเหมือนร่างนี้ช่างไร้เรี่ยวแรง ในที่สุดก็มั่นใจว่า เธอทะลุ...มิติ...ซะแล้ว!

            ไม่เพียงทะลุมิติ ยังสวมบทเป็นองค์หญิงที่อภิเษกสมรสมายังแดนไกล ผู้มีชีวิตรันทด--หดหู่--น่าสังเวช! ให้มันได้อย่างนี้สิ ตั้งแต่โบราณมาจนถึงตอนนี้ มีองค์หญิงกี่คนที่แต่งงานข้ามประเทศแล้วพบจุดจบดีๆ บ้าง? ทำไมสวรรค์ถึงประทานชีวิตที่ยิ่งกว่าคำว่าท้าทายแบบนี้ให้เธอ!

            หญิงสาวลูบหน้าผากอย่างขมขื่น คิดถึงภาพสุดท้ายก่อนทะลุมิติขึ้นมา ในใจพลันบังเกิดความเคียดแค้นเกาเสี่ยวซือนัก จะว่าไปแล้วก็ต้องโทษตัวเอง! ถ้าเธอไม่ไปชำระแค้นแทนเพื่อน ก็คงไม่ต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้! เพื่อนรักตัวดีก็มีส่วนในการยื่นมือผลักไส นี่มันฆ่าคนกันเองชัดๆ !

            รู่ฮั่วเห็นผู้เป็นนายมีสีหน้าเปลี่ยนแปลงไป จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “องค์หญิง สบายดีหรือเปล่าเพคะ?”

            ซางหลินตะลึงงัน พลันได้สติขึ้นมา หญิงสาวคลี่ยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาพลางตอบ “ดีมาก”

            รู่ฮั่วพยักหน้ารับ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว วันนี้เห็นได้ชัดว่าพระสนมฮั่ววางแผนเล่นงานองค์หญิง คิดจะใส่ร้ายป้ายสี แต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องสำคัญประการใด ไม่ทันได้โยนความผิดมัดตัวองค์หญิงก็รีบจากไปเสียก่อน แต่หม่อมฉันคิดว่า อีกไม่กี่วันนางต้องย้อนกลับมาแน่เพคะ”

            ซางหลินครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ฮ่องเต้เว่ยหลงใหลพระสนมฮั่วผู้นี้มากอย่างนั้นหรือ?”

            “แน่นอนว่าต้องทรงลุ่มหลงกุ้ยเฟยนัก แม้แต่ตราประทับหงส์ก็ยังตกอยู่ในมือของนาง หลายวันก่อนหม่อมฉันได้ยินว่า เหตุที่ฮ่องเต้เว่ยทรงปฏิบัติต่อองค์หญิงอย่างเย็นชาเช่นนี้ก็เพราะถูกกุ้ยเฟยชักนำ นางทนไม่ได้ที่เห็นองค์หญิงเพิ่งก้าวเข้าวังก็ขึ้นเป็นฮองเฮา จึงสรรหาสารพัดวิธีมาข่มเหง!”

            ในที่สุด ซางหลินก็กระจ่างชัดถึงโครงเรื่อง ความกระวนกระวายใจพลันหายวับ แทนที่ด้วยความรู้สึกอีกประการที่ต่างออกไป

            หรือว่าเธอทำอะไรผิด? อนาคตที่สวรรค์ประทานให้ถึงไม่เป็นอย่างที่คิด...

            แม้ว่าซางหลินจะหยาบกระด้างในหลายๆ เรื่อง แต่ก็มีหัวใจสีชมพูของหญิงสาวอยู่ดวงหนึ่ง ในโลกปัจจุบันเธอชื่นชอบการอ่านนิยายออนไลน์ สองปีมานี้โครงเรื่องที่หญิงสาวคนหนึ่งทะลุมิติแล้วอุทิศกายเข้ารับมือกับแผนการร้ายในวังหลวงกำลังได้รับความนิยม นางเอกใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของตนต่อสู้ในดินแดนแสนอันตรายที่เต็มไปด้วยเลือด ส่วนสารัตถะสำคัญของนิยายก็จะจำแนกตามระดับคุณธรรมน้ำมิตรของผู้เขียน อาทิ ผ่อนคลายเบาสมอง รักใคร่หวานชื่น เศร้าซึ้งผิดหวังโศกนาฏกรรมมืดมน หลากหลายรูปแบบ สุดแท้แต่ผู้อ่านจะเลือกเฟ้น

            หมายความว่า ตอนนี้เธอได้กลายมาเป็นนางเอกนิยายทะลุมิติซะแล้ว? หรือว่า โชคชะตากำหนดให้เธอต้องฟาดฟันเพื่อออกไปจากตำหนักเย็น เล่นงานสนมคนโปรดจนตาย กุมหัวใจฮ่องเต้ไว้ในกำมือ สุดท้ายคือมีอำนาจเหนือใต้หล้า? ถ้าคิดใฝ่สูงสักหน่อยก็จะได้กลายเป็นจักรพรรดินีกับเขาอีกคน?

            อื้อฮือ... น่าสนุกไม่เบา!

            ศึกรักจอมราชันแสดงกันยังไงนะ? แล้วเรื่องนางพญาวังหลังล่ะ เขาแดกดันกันประมาณไหน? บรรดานักปฏิวัติรุ่นแรกทั้งหลายได้สั่งสอนอะไรพวกเราไว้บ้าง? ปลอกเล็บทองคำแห่งอำนาจของนางเอกเหล่านั้นล้วนแต่ไร้ค่าใช่ไหม?

            หนึ่งชาติ... ยาวนานเกินไป แค่จดจ่อกับเรื่องตรงหน้าก็พอ!

            ก่อนอื่น... ปลอกเล็บทองคำแบบในละครพวกนั้นอยู่ที่ไหน?

            โกหกหลอกลวง หลอกลวงกันชัดๆ !

 

            ทั้งวันเธอได้แต่นั่งครุ่นคิด

            เห็นที พระสนมฮั่วคนนั้นน่าจะเป็นใหญ่เหนือตำหนักในอย่างแท้จริง ก็ดูสิ... เจ้าของร่างที่เธออาศัยอยู่ตอนนี้มีฐานะเป็นถึงฮองเฮา แต่พอนางสั่งให้ขังก็ถูกจับขังเอาซะดื้อๆ

            จิตวิญญาณอันแรงกล้าที่ทะลุมิติมาของซางหลินกำลังคิดหาหนทางช่วยเหลือตัวเอง ก่อนจะถูกพระสนมฮั่วเล่นงาน แต่เรือนร่างไร้ค่าของเฮ่อหลานซีกลับเป็นตัวถ่วง

            องค์หญิงคนนี้ช่างอ่อน...แอ...เหลือเกิน!

            อาจเป็นเพราะล้มป่วยมานาน เดิมทีเธอคิดจะยืนต่อไปอีกสักหน่อย แต่สองขากลับไม่มีกำลัง ซางหลินจึงตัดสินใจเก็บแรงไว้ กินข้าวกินปลาต่ออีกสองวัน อาการเจ็บไข้ถึงค่อยทุเลาลงบ้าง

            และแล้ว วันเวลาก็ล่วงเลยไป

            ซางหลินไม่เชื่อว่าพระสนมฮั่วจะสามารถอาศัยกับดักที่เต็มไปด้วยช่องโหว่นับร้อยนี้มาเอาชีวิตเธอได้! ก็แค่แผนการร้ายในวังหลวง คิดว่าซือเจ๊ไม่เคยดูซีรี่ส์หรือไง!

            ตอนที่ด้านนอกมีเสียงขันทีป่าวร้องว่า “ฝ่าบาทเสด็จ... กุ้ยเฟยเสด็จ...” นั้น ซางหลินก็ถูกขังอยู่ในตำหนักเจียวฝางย่างเข้าสู่วันที่สี่แล้ว

            ยามนี้ ซางหลินกำลังส่องกระจกโดยมีรู่ฮั่วหวีผมให้ ไม่รู้ว่านี่คือชะตาลิขิตหรือเปล่า ใบหน้าของเฮ่อหลานซีถึงมีความละม้ายคล้ายคลึงกับรูปโฉมเดิมของเธอถึงหกส่วน แต่...ซางหลินต้องยอมรับว่าเฮ่อหลานซีสวยกว่าเธอมาก นั่นเป็นเรื่องจริง...

            ได้ยินเสียงดังแว่วมา รู่ฮั่วก็หวีผมด้วยมือที่สั่นระริกจนหนังศีรษะของซางหลินระบมไปหมด หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าปอดลึกยาว แล้วเอ่ยซ้ำๆ อย่างไม่รีบร้อนว่า “ใจเย็นๆ”

            รู่ฮั่วรีบคุกเข่าขอลุแก่โทษ ซางหลินเห็นเช่นนั้นก็ประคองนางให้ลุกขึ้น ก่อนจะหันมองไปทางประตูใหญ่หน้าตำหนัก พลางพึมพำเสียงเบา “มาแล้วสินะ...”

            ไม่เพียงแค่ฮั่วจื่อเหรา แม้แต่ฮ่องเต้ก็เสด็จมาเช่นกัน อันที่จริง เมื่อลองใคร่ครวญดูก็รู้สึกว่าฮ่องเต้พระองค์นี้เคยช่วยเหลือเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง ในวันแรกที่ซางหลินทะลุมิตินั้น พระสนมฮั่วจื่อเหรารีบร้อนจากไปก็เพราะได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงหน้ามืด หมดสติอยู่ในอุทยานอย่างฉับพลัน โชคดีที่เขาเป็นลมได้ถูกจังหวะ ไม่อย่างนั้น เธอที่สติสัมปชัญญะยังไม่ครบถ้วนคงไม่ทันระวังตัว กระทั่งถูกฮั่วจื่อเหราเล่นงานจนตายคามือเสียตั้งแต่ตอนนั้น ไม่มีโอกาสรอดมาถึงวันนี้

            ข่มความประหม่าในใจลงได้ ซางหลินก็พานางกำนัลก้าวเท้าออกไปหน้าตำหนัก เห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินเคียงกันเข้ามา ระยะห่างจากจุดนี้ยังไกลเกินไป ทำให้มองอวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าพวกเขาไม่ชัดเจน ซางหลินอดรนทนไม่ไหว... ได้แต่ขมวดคิ้วพลางคิดว่า ฮั่วจื่อเหราคนนี้ช่างเป็นที่โปรดปรานจริงๆ กับฮ่องเต้ยังไม่ต้องเดินตามหลังหนึ่งก้าวตามประเพณี สถานการณ์ไม่สู้ดีซะแล้ว!

            วันนี้ฮั่วจื่อเหราพาฮ่องเต้มาที่นี่ เห็นได้ชัดว่าต้องการคาดคั้นเอาผิดกับเฮ่อหลานซี ถ้าเธอหลบเลี่ยงเคราะห์กรรมคราวนี้ไม่พ้น จะต้องถูกนำตัวไปทรมานจนตายใช่หรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้นก็จบเห่กันพอดี วิญญาณของเธอจะลอยกลับไปสู่โลกยุคปัจจุบันอีกไหม?

            ไม่รู้ว่าร่างของเธอในภพนั้นเป็นยังไงบ้าง ห้องของโจวจวิ้นอยู่ชั้นสี่ ตกลงไปไม่แน่ว่าอาจจะคอหักตาย ถ้ายังมีลมหายใจแต่สูญเสียแขนขา กลับไปคงต้องตกอยู่ในสภาพที่อึดอัดน่าดู อย่างนี้ไม่สู้ตายไปเลยซะยังดีกว่า

            ขณะกำลังคิดเพลินๆ ชายในอาภรณ์สีดำก็เดินใกล้เข้ามา กระทั่งใบหน้าค่อยๆ ปรากฏชัด

2.

            คิ้วคมดั่งกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน สูงสง่า ริมฝีปากบาง อาจเป็นเพราะสุขภาพไม่สู้ดี สีหน้าของเขาจึงซีดเซียวอยู่บ้าง ทว่า ต่อให้เป็นเช่นนั้นก็ยังคงความสง่างามเหนือชายที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวจนต้องกรีดร้องไล่หลังได้ไม่ยาก!

            แต่สิ่งที่ทำให้ซางหลินจ้องเขม็งไม่ใช่ความหล่อเหลาราวเทพบุตรของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะใบหน้าของเขานั้นช่าง...คุ้น...ตา...เสียจริง!

            ช่วงเวลาสุดท้ายในชาติภพที่ผ่านมา สิ่งสุดท้ายที่ปรากฏแก่สายตาของซางหลินก็คือใบหน้านี้ เขาตกจากระเบียงชั้นสี่พร้อมกับเธอ ต่างดิ่งลงเหวไปด้วยกัน

            “พี่...หล่อ...ขั้นเทพ?!”

            พอเสียงเรียกหลุดออกจากปากของซางหลิน ผู้คนต่างตกตะลึง พระสนมฮั่วพลันเลิกคิ้วถาม “เมื่อครู่ ฮองเฮารับสั่งว่าอย่างไรหรือเพคะ?”

            ซางหลินไม่มีเวลาจะสนใจอีกฝ่าย ได้แต่มองไปยังชายในอาภรณ์สีดำตรงหน้าตาไม่กะพริบ ในใจครุ่นคิดอย่างคลุ้มคลั่งว่าเรื่องราวจะเป็นไปอย่างที่เธอคาดไว้หรือไม่ ถ้าฮ่องเต้คือ ‘พี่หล่อขั้นเทพ’ คนนั้น

ก็หมายความว่าเธอมีที่พึ่งแล้วสินะ! ยังจะต้องกลัวกุ้ยเฟยอะไรอีก!

            ชายในอาภรณ์สีดำที่มีดวงตาดำขลับไม่ต่างกับเสื้อผ้ากำลังกวาดตามองมายังเรือนร่างของซางหลิน หรี่ตาเพ่งพินิจรอบหนึ่งแล้วนัยน์ตาก็ทอประกายคมกล้า ราวกับเพิ่งใคร่ครวญแล้วเข้าใจอะไรบางอย่าง ซางหลินรู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเองเย็นเยียบ พลันสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

            “ฮองเฮารึ?” เขาเอ่ยเบาๆ น้ำเสียงฟังดูประหลาดใจอยู่หลายส่วน “ที่แท้ เจ้าก็คือฮองเฮาของข้า”

            ซางหลินเบิกตาโพลงอย่างคาดไม่ถึง เธอมองไม่ผิดแน่ เมื่อครู่ตอนที่สบตากัน ดวงตาของเขาฉายแววเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง เธอไม่ได้จำคนผิด เขาก็คือเพื่อนของโจวจวิ้นคนนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็จำเธอได้เหมือนกัน!

            แล้วทำไมเขาถึงทำท่าทางแบบนี้?

            ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงประกายไฟวาบหนึ่ง ซางหลินพยายามคิดทบทวนว่าทำไมเขากับเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่ เธอถูกเกาเสี่ยวซือสะบัดตกหน้าต่าง ส่วนเขาก็วิ่งเข้ามาทางด้านข้าง จึงถูกเธอกระชากสุดแรงจนหล่นลงไปด้วยกัน...

            สวรรค์ เจ้าบ้านี่กำลังเคียดแค้นเธอ!

            เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คิดเป็นความจริงหรือไม่ ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วใช้น้ำเสียงที่ได้ยินเพียงสองคนเอ่ยว่า “พบคนรู้จักในต่างแดน ช่างน่ายินดีจริงๆ ...” ในถ้อยคำแสดงความประหลาดใจนั้น ยังมีเสียงขบฟันกรอดๆ เล็ดลอดออกมา

            ซางหลินรู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลอาบศีรษะ

            ฮั่วจื่อเหราเห็นทั้งสองมีท่าทีสนิทสนม สีหน้าพลันไม่สู้ดีนัก นางเดินขยับขึ้นมาหลายก้าว ตรงเข้าจับมือฮ่องเต้แล้วส่งเสียงออดอ้อน

            “ฝ่าบาท ทรงลืมไปแล้วหรือเพคะว่ามาทำอะไรที่นี่? ทรงรับปากว่าจะทวงความยุติธรรมคืนให้หม่อมฉันนะเพคะ!”

            ซางหลินเพิ่งเคยได้ยินวาจาออดอ้อนเช่นนี้ของฮั่วจื่อเหราเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าในความอ่อนหวานนั้นมีความแข็งกร้าวเจืออยู่ ข่มให้คนฟังเสียววาบไปถึงกระดูก

            ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมเอาซะเลย ทะลุมิติมาเหมือนกัน ทำไมถึงได้แตกต่างขนาดนี้!

            ชายในอาภรณ์สีดำทอดสายตามองฮั่วจื่อเหราเนิ่นนาน ก่อนจะยิ้มอย่างเกียจคร้านพลางกล่าว “แน่นอนว่าข้าต้องจำได้”

            ฮั่วจื่อเหราค่อยวางใจ หันไปมองซางหลิน สีหน้าพลันเยือกเย็นลงสามส่วน “ก่อนที่ฮองเฮาจะอภิเษกสมรสมายังแคว้นเว่ยของข้า ไม่เคยอบรมจารีตประเพณีมาก่อนหรือไร? เห็นฝ่าบาทแล้วยังไม่ถวายคำนับ ช่างไร้อารยธรรมเสียจริง”

            ซางหลินอึ้งงัน เธอย่อมรู้ดีว่ายามคนโบราณพบหน้ากันเป็นต้องคุกเข่าไปมาไม่หยุด วันนี้เธอเองก็เตรียมพร้อมยอมเสียหน้า ตั้งใจจะคุกเข่าคำนับฮ่องเต้อย่างสง่างาม คนเราอาศัยชายคาบ้านคนอื่น จะไม่ยอมก้มหัวก็คงไม่ได้!

            แต่ว่า... ชายที่อยู่ตรงหน้าคือคนชั่วช้าที่มาจากยุคเดียวกัน เธอจะคุกเข่าให้เขาได้ยังไง? ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!

            ซางหลินกัดฟันแน่น ยืนคอแข็งไม่ยอมขยับเขยื้อน ปล่อยให้รู่ฮั่วย่ำเท้าด้วยความร้อนใจอยู่อีกด้าน

            ‘ฮ่องเต้’ เห็นเช่นนั้นจึงรับสั่งอย่างเนิบช้า “ที่แท้ก็ได้ยินมาไม่ผิด องค์หญิงจากแคว้นเยียนวางตัวสูงส่งถึงเพียงนี้ จึงไม่เห็นกฎระเบียบแคว้นเว่ยของข้าอยู่ในสายตา”

            นี่เขากำลังประณามเธอ?

            บรรดานางกำนัลต่างพากันส่งสายตาอย่างสนุกสนานระหว่างรอชมฉากสำคัญตรงหน้า ในใจคิดว่าฮองเฮาที่ไม่รู้จักกาลเทศะผู้นี้กำลังจะไม่มีเงาหัวเสียแล้ว

            นัยน์ตาซางหลินราวกับอาบย้อมด้วยโลหิต องค์หญิงแคว้นเยียน ยังมีแคว้นเว่ย แหมคุณพี่... เล่นละครก็อย่าตีบทแตกนักเลย! ย่อมได้

คิดจะลองดีนักใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็มาลองดูสักตั้ง!

            หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะค้อมกายเลียนแบบฮองเฮาในวังหลวงเหมือนกับซีรี่ส์ที่เคยดูมา แล้วเอ่ยอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “ฝ่าบาทรับสั่งผิดไปเสียแล้ว แน่นอนว่าหม่อมฉันย่อมมิบังอาจไม่เห็นธรรมเนียมเว่ยอยู่ในสายตาหรอกเพคะ เพียงแต่ตอนนี้หม่อมฉันเป็นถึงฮองเฮาอยู่ในวังหลวง เปรียบเสมือนมารดาของสนมทั้งหลาย”

ว่าแล้วก็มองไปยังกุ้ยเฟย “ในฐานะแม่ใหญ่ หม่อมฉันกลับถูกกักบริเวณเพียงเพราะคำพูดของสนมคนหนึ่ง เรื่องราวเช่นนี้ บ้านเมืองของหม่อมฉันไม่เคยมีให้ได้ยินเสียด้วยซ้ำ โปรดทรงอภัยที่หม่อมฉันเลอะเลือน ด้วยไม่เข้าใจในราชประเพณีของต้าเว่ยแห่งนี้อย่างถ่องแท้ ไม่แน่ใจว่าที่นี่ยึดถือหลักคารวะสาม คุณธรรมห้า เหมือนแคว้นอื่นหรือไม่...”

            พูดจบประโยคหนึ่ง ซางหลินก็กดไลค์ให้กับตัวเองในใจถี่ยิบ

            ตอนจบมหาวิทยาลัย เพราะคณะที่เรียนไม่เป็นที่นิยมจึงยังหางานทำไม่ได้ เธอเคยบ่นกับตัวเองมาก่อนว่า ทำไมถึงเลือกเรียนประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้กลับดีใจที่ได้หลักสูตรที่ได้ศึกษา แม้ว่าที่นี่จะเป็นโลกสมมติ แต่เมื่อคิดทบทวนแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ก็คงไม่แตกต่างกันนัก ซางหลินร่ำเรียนมาสี่ปี สำหรับเรื่องราวที่คนโบราณส่วนใหญ่ให้ความสำคัญก็พอจะรู้อยู่ไม่น้อย

            ราวกับคาดไม่ถึงว่าเธอจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา ชายหนุ่มพลันเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นเต้น แล้วมองประเมินซางหลินอีกครั้ง หญิงสาวยังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย วางท่าสูงส่ง ทั้งสง่างามและเยือกเย็น ปล่อยให้เขาเพ่งพินิจได้ตามใจชอบ

            แต่ฮั่วจื่อเหราที่อยู่ข้างกายดูเหมือนจะหมดความอดทนเสียแล้ว ซางหลินเพิ่งพูดจบ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที พลันยิ้มเยือกเย็น “วาจาของฮองเฮาออกจะไร้เหตุผลไปสักหน่อย หม่อมฉันแค่เชิญให้ทรงพักผ่อนอยู่ในตำหนักเจียวฝางสักหลายวัน มีช่วงไหนที่พูดเรื่องกักบริเวณหรือเพคะ? ทรงกล่าวโทษหม่อมฉันว่าไม่แสดงความเคารพ เหตุใดถึงไม่กราบทูลเรื่องที่ฮองเฮาเคยทำไว้ทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบเล่า?”

            หัวใจซางหลินเต้นรัว ใช่แล้ว ทำไมถึงลืมเรื่องในตอนนั้นไปได้ วันนี้ฮั่วจื่อเหรามาเพื่อคาดคั้นเอาผิดกับเธอต่างหาก!

            ราวกับสองฝ่ายกำลังจ่อปลายกระบี่เข้าหากัน บุรุษผู้เป็นคนตรงกลางพลันส่งเสียงร้อง “อ้อ” ขัดขึ้นเบาๆ “มีอะไรก็เข้าไปคุยข้างในเถิด ยืนตรงนี้จนเมื่อยเสียแล้ว”

            ดังนั้น ทุกคนจึงเคลื่อนพลเข้าไปในตำหนักเจียวฝาง แล้วเริ่มทำการไต่สวนคดี

            เมื่อทุกฝ่ายนั่งประจำตำแหน่งแล้ว ฮั่วจื่อเหราก็เริ่มชักสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยว่า “เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้หม่อมฉันเคยกราบทูลไว้

วันนั้นหม่อมฉันมาจิบชาชิมขนมเป็นเพื่อนฮองเฮาที่ตำหนักเจียวฝางด้วยความปรารถนาดี แต่ฮองเฮากลับวางยาพิษในขนม คิดจะสังหารหม่อมฉันให้ตายเพคะ!”

            “พูดจาเหลวไหล!” รู่ฮั่วพลันกระโจนออกมา “องค์หญิงของหม่อมฉันไม่ทำเรื่องแบบนั้นแน่!”

            ดวงตาหงส์ของฮั่วจื่อเหรากวาดผ่านนางอย่างเอือมระอา “ขนมพวกนั้นหม่อมฉันสั่งให้คนเก็บไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลายวันมานี้ฮองเฮาทรงพักฟื้นเงียบๆ อยู่ในตำหนักเจียวฝาง บรรดาสาวใช้ข้างกายหม่อมฉันก็สั่งให้คนไต่สวนแล้ว ในจำนวนนั้นมีนางกำนัลคนหนึ่งนามว่าเสี่ยวเตี๋ย ยอมรับว่าถูกฮองเฮาบงการให้วางยาพิษในขนม หากไม่เป็นเพราะแมวที่หม่อมฉันเลี้ยงไว้แอบกินขนมชิ้นนั้นไปเสียก่อน ตอนนี้คนที่ตายคงเป็นหม่อมฉัน!” กล่าวจบ ใบหน้างดงามก็อาบน้ำตา ร้องห่มร้องไห้พลางทอดสายตามองฮ่องเต้อย่างน่าสงสาร

            ซางหลินรู้มานานแล้วว่าในตำหนักเจียวฝางแห่งนี้มีคนของฮั่วจื่อเหราแฝงตัวอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดของนางจึงไม่ตื่นตระหนกแต่อย่างใด หญิงสาวมองไปยังนางกำนัลหน้ากลมที่เพิ่งถูกพาตัวเข้ามาคุกเข่าอยู่ในตำหนักอย่างว่าง่าย ซางหลินอมยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “พระสนมสาธยายจบหรือยัง? ข้าก็มีเรื่องอยากจะพูดเหมือนกัน เจ้า

กล่าวหาว่าข้าปองร้าย วางยาพิษเจ้า แต่ฮองเฮาอย่างข้าเพิ่งแต่งเข้ามาในแคว้นเว่ยได้ไม่ถึงสองเดือน ยังไม่มีเส้นสายหรือความมั่นคงแม้แต่น้อย ในตำหนักแห่งนี้ นอกจากนางกำนัลที่ติดตามมาจากแคว้นเดิม ก็ไม่มีคนที่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้แม้แต่คนเดียว หากข้าคิดร้ายต่อกุ้ยเฟยในเวลานี้ จะไม่เป็นการรนหาที่ตายหรือ?”

            นางกำนัลคนสนิทของฮั่วจื่อเหรานามว่าปี้ซือพลันเอ่ยเสียงเยือกเย็น “บางที อาจเป็นเพราะฮองเฮาทรงริษยาพระสนมของหม่อมฉันที่ได้รับความโปรดปราน จึงถูกความแค้นครอบงำ ทำให้สติเลอะเลือน กล้าลงมือฆ่าคนก็เป็นได้!”

            ซางหลินพยักหน้า “คิดแบบนี้ก็มีเหตุผล ย่อมได้ ถือเสียว่าฮองเฮาอย่างข้าเบื่อชีวิต คิดจะตายพร้อมกับพระสนมของเจ้าก็แล้วกัน ทว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ข้าก็ควรไหว้วานคนที่ไว้ใจได้ไม่ใช่หรือ? แค่วางยาพิษในขนมเท่านั้น จะต้องผ่านมือคนมากมายไปทำไม? ให้รู่ฮั่วลงมือคนเดียวก็พอแล้ว ถูกหรือไม่?”

            รู่ฮั่วที่ถูกกล่าวถึงกำลังมีความหวัง ได้ยินดังนั้นพลันตื่นตระหนกขึ้นมา ได้แต่ขยับริมฝีปากอย่างอ้ำอึ้ง “หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่เคยลอง...” พอเห็นคิ้วที่ขมวดแน่นของซางหลินจึงรีบเออออไปตามน้ำ “หม่อมฉัน คิดว่า หม่อมฉัน...ท...ทำได้!”

            ซางหลินหันหน้ากลับไปหาฮั่วจื่อเหราแล้วผายมือกล่าว “ดูเอาเถิด ข้าไม่จำเป็นต้องสั่งให้เสี่ยวเตี๋ยลงมือ ถึงแม้จะเป็นนางกำนัลที่ติดตามมาจากแคว้นเยียน ทว่า แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่คนสนิทของข้า เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ข้าจำเป็นต้องสั่งให้นางทำหรือ?”

            เธอพูดจามีเหตุผลเสียจนฮั่วจื่อเหราหมดปัญญาโต้แย้ง

            ครั้นเห็นแววตางดงามทอประกายเหยียดหยามอย่างเสแสร้ง ฮั่วจื่อเหราก็กัดฟันเล็กน้อย เห็นเฮ่อหลานซีวางตัวสบายๆ ดูมีความเชื่อมั่นในตัวเองเช่นนี้ นางรู้สึกผิดคาดนัก ฮั่วจื่อเหราเคยรับรู้มาว่า แม้เฮ่อหลานซีจะเป็นถึงองค์หญิง แต่ก็เป็นพวกวิตกจริต ก่อนหน้านี้ถูกฮ่องเต้ละเลยไม่แยแส นางก็ได้แต่จำยอมอย่างไม่มีปากเสียง บางครั้งบางคราวถูกนางกำนัลไม่ให้ความเคารพยำเกรงก็ยังไม่เอาความ เดิมทีที่ฮั่วจื่อเหราวางแผนสร้างกับดักนี้ ก็หวังให้เฮ่อหลานซีตื่นกลัวจนหน้าซีดตัวสั่น ใครจะไปคิดว่าพอหมดสติแล้วฟื้นขึ้นมา อีกฝ่ายจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้ ฝีปากยิ่งร้ายกาจยากจะต่อกร

            แต่ว่า... นางมองไปยังสีหน้าอันเรียบเฉยของฮ่องเต้ด้วยใจว้าวุ่น แต่ไรมาฮ่องเต้ทรงชิงชังชาวเยียน ลองได้ฟังคำพูดใส่ไฟของนางสักหน่อยก็น่าจะพอเพียง อีกทั้งพระองค์ก็ทรงคิดจะเล่นงานเฮ่อหลานซีมาตั้งแต่ต้น เหตุการณ์คราวนี้ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่หลักฐานอันรัดกุม ขอเพียงหาโอกาสเปิดช่องให้ฮ่องเต้ได้ทรงถอนลิ่มทิ่มแทงหัวใจออกไปอย่างไร้ข้อครหา ต่อให้เฮ่อหลานซีเอาตัวรอดเก่งแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย? ขอเพียงฮ่องเต้ทรงคลางแคลงใจ อีกฝ่ายจะแก้ต่างอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

            ใคร่ครวญมาถึงตรงนี้ ฮั่วจื่อเหราก็หัวเราะเบาๆ ออกมา “ฮองเฮาทรงคิดจะปัดความรับผิดชอบเสียทั้งหมด? หรือทรงคิดว่าหม่อมฉันวางยาพิษแมวของตัวเอง แล้วโยนความผิดให้กับพระองค์?”

            ซางหลินยกยิ้มแฝงความนัย “มันก็ไม่แน่...มิใช่หรือ”

            “เจ้า...” ฮั่วจื่อเหรากำหมัดขวาแน่น มองไปยังบุรุษในอาภรณ์สีดำที่ตีสีหน้าเรียบเฉย “ฝ่าบาท ทรงเชื่อคำแก้ตัวของฮองเฮา หรือเชื่อหลักฐานในมือของหม่อมฉันกันแน่?”

            ซางหลินเห็นนางส่งไม้ต่อให้กับฮ่องเต้เช่นนี้ก็ข่มใจไม่ไหว พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง

            บทสนทนาที่โต้ตอบกับฮั่วจื่อเหราเมื่อครู่วนเวียนเข้ามาในสมองครั้งแล้วครั้งเล่า ซางหลินมั่นใจว่าคำพูดของเธอน่าเชื่อถือที่สุด แต่ต่อมาก็คิดถึงคำที่รู่ฮั่วเคยบอกไว้ ฮ่องเต้ทรงเชื่อมั่นในตัวฮั่วจื่อเหราอย่างลึกซึ้ง เรื่องราวของตำหนักในก็ฟังจากปากนางเพียงผู้เดียว ทำให้ความหวังที่เพิ่งถูกจุดประกายกลับดับสิ้นในพริบตา

            จะว่าไปแล้วแผนการของฮั่วจื่อเหราก็ไม่ถือว่ารอบคอบนัก ถ้านางคิดจะเล่นงานเธอจริงๆ อย่างน้อยก็ควรกินขนมอาบยาพิษนั้นด้วยตัวเองสักนิด เล่นบทรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชอีกสักหน่อย ถึงจะได้รับความสงสารจากฮ่องเต้มากขึ้น แต่ที่นางกล้าทำอะไรผลีผลามแบบนี้ คงเพราะมั่นใจว่าสามารถกุมพระทัยฮ่องเต้ไว้ได้อยู่หมัด ถึงไม่ยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยง

            เมื่อแจ้งแก่ใจแล้ว ซางหลินเองก็ไม่วาดหวังอะไรกับการเผชิญหน้าในวันนี้ แค่สู้จนสุดกำลังเท่านั้น แต่ใครเลยจะรู้ว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดกลับอุบัติขึ้นมาอย่างฉับพลัน ฮ่องเต้ถูกสลับวิญญาณ และเจ้าวิญญาณที่เข้ามาสิงสถิตก็เป็นวิญญาณจากมาตุภูมิเดียวกับเธอ เพียงเขายอมช่วย เธอย่อมรอดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากครั้งนี้ไปได้

            ทว่า... ซางหลินมองไปยังดวงตาเจิดจ้าทอประกายของชายในอาภรณ์สีดำ คิดถึงท่าทางของเขาเมื่อครู่ หัวใจของเธอก็บังเกิดเปลวไฟไหม้โหม แผดเผาเสียจนอึดอัดไปหมด

            เป็นตัวเธอเองที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในจุดนี้ แล้วเขาจะยอมช่วยเหลือเธอไหม?

            “เจ้า...” ในที่สุด บุรุษชุดดำก็เอ่ยปาก แต่กลับหันมากล่าวกับซางหลิน “นาม เฮ่อหลานซี ของเจ้า มีที่มาที่ไปอย่างไร?”

            ซางหลินตะลึงงัน “หือ?” รับรู้ถึงสายตาของผู้คนที่จับจ้องมาเพราะคำถามของฮ่องเต้ หญิงสาวรีบตอบอย่างร้อนรน “เพราะ... เพราะ...” จะไปรู้ได้ยังไง ที่รู่ฮั่วเล่าให้เธอฟังก็ไม่เคยลงรายละเอียดถึงขั้นนี้!

3.

            เห็นอีกฝ่ายตอบไม่ได้ ชายหนุ่มก็เปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ เขายกมือขึ้นเท้าคาง ดวงตาทั้งสองจ้องมองซางหลินนิ่ง “ข้าเดาว่า ต้องเป็นเพราะผิวพรรณของเจ้าขาวสะอาด งดงามบริสุทธิ์ดุจหยกกระมัง?” รู้สึกว่าคำตอบนี้ฟังดูสมเหตุสมผล “ราชนิกุลเยียนช่างน่าสนใจนัก วันหน้าคงต้องหาโอกาสสนทนาด้วยเสียแล้ว”

            ครั้นอีกฝ่ายพูดมาเช่นนี้ ซางหลินจึงนึกขึ้นได้ เมื่อวานตอนที่เธอส่องกระจกก็พบว่า เฮ่อหลานซีคนนี้มีผิวพรรณผุดผ่องไม่เหมือนชาวฮั่น แต่ละม้ายคล้ายชาวหู ถ้าวิเคราะห์จากแซ่ ‘เฮ่อหลาน’ หรือว่านางจะมีเชื้อสายของพวกชนกลุ่มน้อย?

            เดี๋ยวๆ ๆ ๆ ตอนนี้ใช่เวลามาสืบสาวเหง้าตระกูลของเฮ่อหลานซีซะที่ไหน มีศัตรูท่าทางแข็งกร้าวอยู่ตรงหน้า เขากลับพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเพราะอะไร? ไหนจะท่าทางทีดูเหมือนถูกความงามของ ‘ร่างนี้’ ดึงดูดให้หลงใหลนั่นอีก หมายความว่ายังไง?

ซางหลินยังไม่ทันคิดอะไรให้กระจ่าง ชายในอาภรณ์สีดำก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธออย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะย่อตัวลงกึ่งหนึ่ง เขาสบตาเธออย่างแน่วแน่อยู่พักใหญ่ ขณะเดียวกันก็ยื่นมือมาจับคางของเธอไว้ “เมื่อก่อนไม่เคยพินิจอย่างถ้วนถี่ ที่แท้ฮองเฮาก็มีใบหน้างดงามตรึงใจ ทำให้ฮ่องเต้อย่างข้าไม่อาจเบนสายตาไปทางอื่น ที่หาได้ยากเห็นจะเป็นนิสัยแข็งกร้าว องค์หญิงเยียนช่างแตกต่างจากสตรีเจียงหนาน นับเป็นรสชาติอันแปลกใหม่เสียจริง...”

            ซางหลินถูกบีบคางแน่น เห็นใบหน้าหล่อเหลาใกล้แค่เอื้อม ความคิดแรกของเธอก็คือ ‘เกิดมาหลายปีดีดักเพิ่งจะถูกเล่นงานจริงๆ ก็วันนี้ มิหนำซ้ำฝ่ายตรงข้ามยังเป็นพี่หล่อขั้นเทพ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ได้กำไรแท้ๆ’ แต่วินาทีต่อมา เมื่อได้สังเกตดวงตาดำขลับเยือกเย็นบนใบหน้าอันแสนอบอุ่นนั้น ก็สามารถตีความได้ว่าเขากำลังส่งสัญญาณตักเตือนอย่างไม่ต้องสงสัย

            ซางหลินคิดว่า... เอาเป็น...เธอเข้าใจแล้วว่าเขาคิดจะทำอะไร

            หญิงสาวแสร้งเขินอาย ได้แต่อมยิ้มบางๆ แล้วตอบเสียงต่ำ “ฝ่าบาททรงชมเกินไปแล้ว หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่กล้ารับ...”

            ดวงตาของเขาพลันทอประกายชื่นชมอย่างสมราคา ราวกับกำลังเยินยอว่าเธอหัวไวไม่หยอก “ดังนั้น คนงาม เจ้าคงไม่เคยทำร้ายพระสนม ใช่หรือไม่?”

            “แน่นอนว่าไม่เคยเพคะ” ซางหลินยังคงแสร้งทำทีขวยเขิน ก่อนจะแสดงอารมณ์ขมขื่นสำทับไปอีกครั้งอย่างพิถีพิถัน “หม่อมฉันกับพระสนมฮั่วมีสามีคนเดียวกัน เดิมทีก็เป็นคนในครอบครัว หม่อมฉันจะทำร้ายนางได้อย่างไร?”

            “อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น” ชายหนุ่มพยักหน้ารับ แล้วหมุนตัวกลับไปพูดกับฮั่วจื่อเหรา “ได้ยินแล้วนะว่าฮองเฮาไม่เคยทำร้ายเจ้า”

            ฮั่วจื่อเหราเบิกตากว้างมองดูฉากรักตรงหน้าชนิดปากอ้าตาค้าง “ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงเชื่อคำพูดของนาง แต่สงสัยในตัวหม่อมฉันหรือเพคะ?”

            “ข้าเคยบอกเมื่อไหร่ว่าสงสัยในตัวเจ้า?” ชายตรงหน้าแสดงท่าทีประหลาดใจ “ข้าเพียงแต่รู้สึกว่า สตรีที่รูปโฉมงดงามส่วนมากมักมีจิตเมตตา ย่อมไม่ทำเรื่องหยาบช้าเช่นนั้นแน่” ราวกับรู้ว่าฮั่วจื่อเหราจะโต้แย้ง จึงเอ่ยสำทับช้าๆ อีกหนึ่งประโยค “ก็เหมือนกับสนมอันเป็นที่รักเช่นเจ้า สองปีมานี้ข้ารักใคร่ทะนุถนอมก็เพราะรู้ว่าเจ้าเป็นสตรีที่งดงามเปี่ยมด้วยเมตตา ฮองเฮาไม่ได้ทำร้ายเจ้า เจ้าเองก็ไม่เคยทำร้ายนาง... จริงหรือไม่ เจ้าคิดว่าข้าเข้าใจผิดไปอย่างนั้นหรือ?”

            ฮั่วจื่อเหราอ้าปากค้าง อับจนถ้อยคำไม่รู้จะพูดอย่างไร ฮ่องเต้ทรงเยินยอว่าพวกนางเป็นหญิงงามทรงคุณค่า ทั้งเลอโฉมและแสนดีสมฐานะชาติตระกูล นางเป็นอย่างไร--เฮ่อหลานซีก็เป็นเช่นนั้น หากปฏิเสธก็เท่ากับนางไม่ยอมรับคุณสมบัติของตัวเองไปด้วย

            ซางหลินเห็นสีหน้าของฮั่วจื่อเหราแล้วก็แทบจะหลุดขำออกมา คิดในใจว่าต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนเสแสร้งเก่งแค่ไหน ก็คงนึกไม่ถึงว่าเพื่อนสนิทของโจวจวิ้นคนนี้จะเหนือกว่าไปอีกขั้น ยากจะได้พบพานผู้เชี่ยวชาญที่ช่ำชองแบบเขา ได้เห็นฮั่วจื่อเหราพูดอะไรไม่ออก ซางหลินรู้สึกปลอดโปร่งนัก!

            “แต่ว่า สนมรักอย่างเจ้าก็ทำให้ข้าประหลาดใจอยู่บ้าง หลายวันมานี้ตอนที่ข้าฟื้นฟูร่างกาย ได้เห็นสนมรักมาดูแลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็รู้สึกตื้นตันนัก เพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตอนที่ดูแลข้า เจ้ายังสามารถไต่สวนทวนความคนในตำหนักเจียวฝางได้ ช่างเป็นผู้มีความสามารถ คิดอ่านกระทำการณ์ได้รอบด้านนัก”

            ฮั่วจื่อเหราได้ยินเช่นนี้ก็เสียวสันหลังวาบ พลันได้สติขึ้นมาว่าตนทำผิดพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว

            แต่ไรมา เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ นางมักจะเสแสร้งแสดงความรักใคร่ในตัวเขาอย่างลึกซึ้ง ยามนี้เพิ่งล่อลวงให้เขาลุ่มหลงจนหัวปักหัวปำ แต่เมื่อครู่นางกลับไม่รอบคอบ เผลอพูดจาผิดหูไป ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกว่านางไม่ได้ห่วงใยพระองค์อย่างที่แสดงออก ฮั่วจื่อเหราอึดอัดใจนัก มิน่า ตอนพบกับเฮ่อหลานซีที่หน้าประตู ฝ่าบาทถึงทรงสงวนท่าที ครั้นได้ยินคำกล่าวโทษจากนางกลับหันไปชื่นชมความงามของเฮ่อหลานซีเสียได้

            “ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ หม่อมฉัน...” ฮั่วจื่อเหราร้อนใจนัก กำลังจะอธิบายกลับถูกฮ่องเต้ตัดบททันควัน “เอาเถิดๆ ไม่ต้องพูดแล้ว ข้ารู้สึกเหนื่อยล้า อยากพักผ่อนอย่างสงบ เจ้าเองก็กลับไปเถิด”

            “เช่นนั้นทรง...”

            “ข้าเห็นว่าตำหนักเจียวฝางแห่งนี้ผู้คนไม่แออัด จึงอยากนั่งพักอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย” ฮ่องเต้มีรับสั่งเรียบๆ “จะได้ซักถามฮองเฮาคนใหม่ถึงสภาพบ้านเมืองของแคว้นเยียนด้วย คงเปิดหูเปิดตาไม่น้อย ส่วนเรื่องยาพิษในอาหารเป็นมาอย่างไรนั้น วันหน้าข้าต้องมีคำอธิบายให้กับเจ้าแน่”

            เห็นได้ชัดว่าพระองค์กำลังโกรธนาง! เมื่อฮั่วจื่อเหรามั่นใจเช่นนี้ก็ไม่คิดต่อปากต่อคำ ด้วยยึดหลักเอาแข็งกระทบแข็งหาใช่กุศโลบายที่ดีไม่ เห็นทีคงต้องรอไปก่อน

            “เช่นนั้น หม่อมฉันทูลลา” ฮั่วจื่อเหราถวายคำนับแล้วหันไปสบตาเสี่ยวเตี๋ยที่หมอบอยู่บนพื้นอย่างตักเตือน ให้นางระวังคำพูด “ขอฮองเฮาโปรดดูแลฝ่าบาทด้วย”

            “พระสนม ค่อยๆ เดิน” ซางหลินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แสดงท่าทางโอนอ่อนตามธรรมเนียม

            เห็นว่าฮั่วจื่อเหราพาคนจากไปแล้ว ฮ่องเต้ก็มีรับสั่งกับนางกำนัลทั้งสี่ทิศ “พวกเจ้าออกไปเถิด”

            นางกำนัลทั้งหลายล้วนตกตะลึง ครั้นเห็นฮ่องเต้ทรงจับมือฮองเฮาขึ้นมาพินิจผิวพรรณอันนวลเนียนอย่างพิถีพิถัน พลันแจ้งแก่ใจในที่สุด “น้อมรับพระบัญชา”

            บรรยากาศในตำหนักค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงคนทั้งสอง ใบหน้าเขินอายของซางหลินราวกับถูกพายุพัดหายไปเสียสิ้น พริบตาเดียวก็ดึงมือกลับ

            ฮ่องเต้ทอดมองใจกลางฝ่ามืออันว่างเปล่าของตน ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มที่แสดงความเย้าแหย่อยู่หลายส่วน “ชักสีหน้าใส่กันแบบนี้ได้ยังไง? อย่าลืมสิว่าฉันเพิ่งช่วยชีวิตเธอเอาไว้เชียวนะ ถ้านับตอนที่อยู่บ้านอาจวิ้นเข้าไปด้วย เท่ากับว่าเธอเป็นหนี้ชีวิตฉันถึงสองครั้งสองหนแล้ว”

            เมื่อชายหนุ่มพูดเช่นนี้ ซางหลินก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา ถึงพี่ชายคนนี้จะไม่ได้ปรารถนาดี เริ่มต้นก็คิดให้เธอคุกเข่าซะแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะเธอทำผิดต่อเขาก่อน เขาเพิ่งจะช่วยเธอไว้แบบนี้ ก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน อย่าขุดคุ้ยปัญหาเก่าๆ ขึ้นมาอีกเลย

            “เอ่อ... ก็แค่รู้สึกว่ามาหาเศษหาเลยกันแบบนี้ คงไม่ดีนัก” หญิงสาวเอ่ยอย่างดุดัน “เล่นละครให้คนนอกดูก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ก็พอได้แล้ว”

            เขาย้อนถามด้วยความขบขัน “คิดว่าฉันชอบจับมือเธอนักหรือไง”

            สำหรับคำแดกดันนี้เธอจะทำเป็นหูทวนลม รีบวกเข้าประเด็นหลักก็แล้วกัน “ไหน พวกเรามาแลกเปลี่ยนข่าวสารกันก่อน ทางด้านของนายทางโน้นเป็นยังไงบ้าง? ไม่ใช่สิ นายแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ฉันยังไม่รู้เลยว่านายชื่ออะไร!”

            เขาเคลื่อนสายตามามองหน้าเธออย่างเชื่องช้า โดยไม่พูดจาใดๆ

            ซางหลินเห็นเช่นนั้นก็นึกขึ้นได้ ในใจเขาคงยังมีความแค้นเคืองอยู่บ้าง ยังไงให้เธอเป็นฝ่ายแนะนำตัวเองก่อนจะดีกว่า “ฉันชื่อซางหลิน ซางที่แปลว่าค้าขาย หลินที่แปลว่าฝนตก เป็นคู่หูของเกาเสี่ยวซือแฟนของโจวจวิ้น ที่เป็นเพื่อนของนาย” ความสัมพันธ์ห่างกันขนาดนี้ กลับถูกคำพูดของเธอทำให้ดูสนิทสนมแนบแน่นราวกับสหาย

ผู้สู้ศึกร่วมรบมาด้วยกันเสียได้

            ใบหน้าของซางหลินเปี่ยมด้วยความจริงใจ เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปาก “ฉันชื่ออี้หยาง”

            “อี้หยาง? ที่แปลว่าต้นหยางน่ะเหรอ?”

            “ไม่ใช่ ที่แปลว่าบินต่างหาก”

            ซางหลินร้องอ๋อ ในใจแอบคิดว่าชื่อนี้ไม่เหมาะกับเขาเอาซะเลย! ผู้ชายคนนี้หน้าเนื้อใจเสือชัดๆ !

            “แล้ว...ต่อจากนี้ เธอจะใช้เหตุผลอะไรมาปิดบังคนรอบตัว?” อี้หยางเอ่ยถาม

            “ปิดบังคนรอบตัว?” ซางหลินกะพริบตาปริบๆ “นายกำลังจะบอกว่านิสัยฉันกับเฮ่อหลานซีไม่เหมือนกันเหรอ?” เห็นอี้หยางพยักหน้ารับ หญิงสาวจึงโบกไม้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องนี้ง่ายจะตาย นิยายย้อนมิติเขาก็เขียนเอาไว้ทั้งนั้น แกล้งบอกว่าล้มป่วยอยู่นานจนสมองเลอะเลือน อาศัยคำโกหกเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถหลอกคนได้แล้ว” เฮ่อหลานซีแต่งงานมาไกลถึงแคว้นเว่ย คนข้างตัวนางก็มีแค่รู่ฮั่ว อีกอย่าง แม่นางรู่ฮั่วคนนี้ก็ไม่ใช่ผู้หญิงความรู้สึกไว คิดจะหลอกนางต่อไปคงไม่ยากเย็น เห็นรู่ฮั่วมีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจต่ออาการป่วยของตัวเอง บางครั้งซางหลินก็รู้สึกละอายใจไม่น้อย

            อี้หยางตอบกลับอย่างเยือกเย็น “เธอน่ะสบาย”

            “อะไรเล่า หรือว่านายไม่ได้ใช้แผนนี้?” ซางหลินเอ่ยถามด้วยความงุนงง

            อี้หยางใช้นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะบนโต๊ะที่มีพื้นผิวเงาเป็นมัน “ถ้าฉันเล่นมุกเสียความทรงจำ กลัวว่าจะได้ไปพบกับยมบาลอีกรอบแน่”

            ซางหลินตะลึงงัน “อะ... อะไรนะ?” คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านไปเมื่อครู่ พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดพลาด “นายเป็นถึงฮ่องเต้ คิดจะลดโทษให้ฉันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำไมต้องเสแสร้งแกล้งทำแบบนั้นด้วย?”

            “นิยายทะลุมิติที่เธออ่านพวกนั้นไม่ได้สอนบทเรียนไว้เลยหรือไง ฮ่องเต้ก็มีทั้งเรื่องที่ทำได้และทำไม่ได้เหมือนกัน” อี้หยางเอ่ยเรียบๆ “วังหลวงแห่งนี้มีบางอย่างผิดปกติ ฮ่องเต้เว่ยเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย มีบางอย่างทำให้ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว”

            ซางหลินนิ่งงัน มองหน้าอีกฝ่ายครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “นายช่วยพูดให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อยได้ไหม? ไอคิวฉันมีแค่แปดสิบเองนะ”

            อี้หยางหลุดขำออกมา “ฉันเห็นเธอหัวไวจะตาย อะไรกัน... อยู่มาตั้งสามวัน ไม่ได้สืบข่าวคราวในวังหลวงของแคว้นเว่ยไว้บ้างหรือไง? รู้อะไรเกี่ยวกับฐานะและชาติกำเนิดของฮั่วจื่อเหราบ้าง?”

            ซางหลินพยักหน้ารับ “รู่ฮั่วเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟัง นางบอกว่าฮั่วจื่อเหราเป็นลูกสาวคนรองของแม่ทัพใหญ่ฮั่วหงที่ดำรงตำแหน่งต้าซือหม่าเชียวนะ เพราะความสวยก็เลยถูกนาย... เอิ่ม ฮ่องเต้คนก่อนแต่งเข้าวังหลวง ฮ่องเต้ลุ่มหลงนางมาก เอาอกเอาใจนางอย่างยิ่ง แม้แต่ตราประทับทองคำของฮองเฮายังมอบให้ฮั่วจื่อเหราดูแล เหมือนถูกวางตัวให้เป็นเมียหลวงไม่มีผิด”

            “แล้วเธอรู้เรื่องของฮั่วหงคนนี้มากน้อยแค่ไหน?”

            เรื่องนี้ซางหลินเองก็ยังไม่แน่ใจนัก รู่ฮั่วเพิ่งมาถึงแคว้นเว่ยได้เพียงสองเดือน หลายๆ อย่างก็ไม่ได้รู้มากไปกว่าตัวปลอมอย่างเธอสักเท่าไร ข่าวในทางลับที่สืบมาได้ก็มีข้อจำกัดหลายประการ

            อี้หยางถอนหายใจเบาๆ “ถ้าฉันพูดพาดพิงถึงคนคนหนึ่ง เธอก็จะเข้าใจ”

            “ใคร?”

            “ฮั่วกวง”

            ซางหลินแลบลิ้นให้ “นายหมายถึง ฮั่วกวง ขุนนางผู้กุมอำนาจที่กำจัดฮ่องเต้ในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกคนนั้นน่ะเหรอ?”

            สีหน้าของอี้หยางไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “หลายวันมานี้ฉันหาข้ออ้างเพื่อพลิกฎีกาของพวกขุนนาง แล้วยังหลอกถามบรรดานางกำนัลข้างตัวในวังหลวงจนแน่ใจว่า ฮั่วหงคนนี้มีอำนาจถึงขั้นควบคุมราชสำนัก ชนิดที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้ เปรียบกันแล้ว เขาก็เหมือนกับฮั่วกวงแห่งราชวงศ์ฮั่นไม่มีผิด”

            “จริงสิ พวกเขาต่างก็มีลูกสาวอยู่ในวังหลวงเหมือนๆ กัน... นอกวังเป็นขุนนางมีอำนาจ ในวังมีพระสนมเป็นที่โปรดปราน ตระกูลขุนนางแบบนี้เตรียมพร้อมกันทั้งนอกและในไว้เรียบร้อยแล้ว” ซางหลินบ่นพึมพำ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเข้าใจกระจ่างแจ้ง “ถ้าเป็นอย่างที่นายพูด เบื้องหลังของฮั่วจื่อเหราก็คงไม่ใช่ของแข็งธรรมดาๆ แน่! แม่สาวรูปสวยรวยทรัพย์ แถมยังมีเส้นสายคนนี้คิดจะเป็นฮองเฮา แต่กลับถูกฉันขัดขวาง ไม่ได้การแล้ว ถ้าฉันอยู่ที่นี่ต่อไปจะต้องถูกพวกเขาถลกเนื้อเถือหนังจับกลืนลงท้องทั้งเป็นแน่ๆ ! ฉันต้องรีบหนี!” พูดแล้วก็ลุกพรวดขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง

            อี้หยางจับบ่าซางหลินแน่น “จะไปไหน?”

            “ไปไหนก็ได้!” ซางหลินมีสีหน้าเศร้าสลด “เห็นแก่ที่พวกเรา made in China เหมือนๆ กัน ฝ่าบาทโปรดช่วยคิดหาหนทางให้หม่อมฉันหนีไปด้วยเถิดเพคะ!”

            “ขอโทษด้วย เห็นทีเธอคงหนีไปไหนไม่ได้” อี้หยางเอ่ยพึมพำช้าๆ ใบหน้าหล่อเหลานั้นช่างน่าชิงชังในสายตาของซางหลิน

            “ทำไม?”

            “เธอลืมฐานะของตัวเองแล้วเหรอ เธอเป็นถึงองค์หญิงของแคว้นเยียน ถ้าเธอหนีไปแล้วฉันจะบอกแคว้นเยียนยังไง?”

            “บอกว่าฉันป่วยตายก็ได้! เดิมทีพวกฮั่วจื่อเหราก็คิดจะกำจัดฉันอยู่แล้ว พวกเราก็ออกไปพายเรือแล้วแกล้งปล่อยข่าวว่าฉันตกน้ำตาย จากนั้นก็ปล่อยให้ฉันหนีไป ถึงตอนนั้น ฉันก็จะกลายเป็นชาวบ้านธรรมดา ใช้ชีวิตเรียบง่าย ส่วนนายก็ครอบครองตำแหน่งฮ่องเต้ต่อไป ระหว่างเราน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ดีจะตาย!”

            รอยยิ้มของอี้หยางพลันเย็นยะเยือกขึ้นหลายเท่า “แล้วจากนั้นล่ะ? องค์หญิงแคว้นเยียนตัวเป็นๆ แต่งเข้าแคว้นเว่ยไม่ถึงครึ่งปีก็ตาย เธอคิดว่าแคว้นเยียนจะยอมง่ายๆ หรือไง? ถ้ามีข่าวเล็ดลอดออกไปว่าองค์หญิงตายอย่างมีเงื่อนงำในเวลานี้ พวกฮั่วหงคงรอชมละครสนุกๆ ฉากนี้อย่างใจจดใจจ่อ”

            ซางหลินได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็อึ้งงันไปครู่หนึ่ง อย่างน้อยเธอก็เรียนประวัติศาสตร์มานานหลายปี กลยุทธ์ต่อตีชิงอำนาจของคนในสมัยโบราณนั้นนับว่าคุ้นเคยอยู่บ้าง ตอนนี้พอคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนก็กระจ่างแจ้ง “นายหมายความว่า... คราวนี้ที่ฮั่วจื่อเหราเล่นงานฉันก็เพราะคำสั่งจากพ่อของนาง? พวกเขาอยากให้ฉันตายมาตั้งแต่ต้น เพื่อที่แคว้นเยียนจะได้โกรธจนยกทัพมาทำสงคราม? ส่วนฮั่วหงก็รอฉวยโอกาสนี้ก่อการใหญ่ ประณามว่าฮ่องเต้ไร้มโนธรรม จำเป็นต้องขึ้นมาแทนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...” พรั่งพรูคำพูดออกมาจนครบถ้วนกระบวนความแล้วซางหลินก็สูดลมหายใจยาวๆ เข้าปอดเฮือกใหญ่

            อี้หยางเลิกคิ้วกล่าว “พูดได้ไม่ผิด... ถือว่าเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย ไม่เสียแรงที่เมื่อครู่ฉันยอมผิดมโนธรรม ช่วยเหลือเธอจนรอดมาได้”

4.

            ยอมผิดมโนธรรม? หมายถึงท่าทางที่เขากลั่นแกล้งเธอเมื่อครู่นี้น่ะหรือ?

           ซางหลินโกรธเคืองนัก กำลังคิดจะเอ่ยวาจาแดกดัน กลับถูกเขาจับมือขึ้นมากุมไว้อย่างอบอุ่น พี่หล่อขั้นเทพที่เคยสงบนิ่งเยือกเย็น ตอนนี้กลับเลิกคิ้วใช้สายตากรุ้มกริ่มจับจ้องเธอ ราวกับเพิ่งคิดแผนการยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าขึ้นมาได้ “ดังนั้น ฮองเฮา เจ้าไปไหนไม่ได้ จะด่วนตายก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่เพื่อวันพรุ่งนี้ที่งดงามของพวกเรา”

            ตอนนี้สถานการณ์ยิ่งชัดเจนมากขึ้น

           ซางหลินและอี้หยางจับมือกันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกที่มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าเป็นแห่งหนใด กลายเป็นฮ่องเต้และฮองเฮาของแคว้นเว่ยไปอย่างน่าประหลาด สิ่งที่ต้อนรับพวกเขาไม่ใช่อาหารรสเลิศหรือสมบัติพัสถาน แต่เป็นคมดาบและการเข่นฆ่าที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน

            เยี่ยมจริงๆ ชีวิตมนุษย์ช่างมีสีสัน!

            เพื่อให้มีลมหายใจกลับบ้าน เพื่อให้สามารถบรรลุบทพระนางของเรื่องลึกลับนี้ไปได้ เพื่อไม่ให้ถูกสองพ่อลูกขิงแก่ตระกูลฮั่วเคี้ยวกลืนลงท้อง พวกเขาจะต้องปลุกพลังในตัวเอง ต่อกรกับคนพวกนั้นด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญ

          จากการวิเคราะห์ของอี้หยางก็พอจะทำให้รู้ว่า ฮ่องเต้แคว้นเว่ยนามสีเช่อผู้นี้ หากไม่พูดถึงใบหน้าที่หล่อเหลาเอาการแล้ว แม้จะทรงรักใคร่หลงใหลในตัวฮั่วจื่อเหราก็ใช่ว่าจะไม่เหลียวมองหญิงอื่น แต่ไรมาเขาก็มากด้วยตัณหาราคะ ทั้งยังสุขภาพไม่สู้ดีนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคาดว่าคงมีลมหายใจได้อีกไม่นาน ฮั่วหงเองก็น่าจะคิดเช่นเดียวกัน จึงไม่เคยลงมือกำจัดสีเช่อ แต่รอคอยอย่างอดทนให้เขา ‘สิ้นลมหายใจไปตามธรรมชาติ’ สิ่งที่น่ากล่าวถึงอีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาสนมจากตำหนักในของสีเช่อไม่เคยมีใครให้กำเนิดทายาทมาก่อน

            ดังนั้น ต่อให้องค์หญิงแคว้นเยียนไม่แต่งเข้าแคว้นเว่ย ไม่ช้าก็เร็ว ฮั่วหงจะต้องลงมือกับบัลลังก์มังกรอยู่ดี แม้ตอนนี้ทุกอย่างยังเป็นแค่แผนการที่วางไว้ แต่ซางหลินก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงความคิดอีกฝ่ายอย่างไรดี ที่หญิงสาวเข้าใจถ่องแท้ก็คือ เธอได้ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเสียแล้ว และคนที่สามารถปลดปล่อยเธอไปได้ก็มีแต่อี้หยางเท่านั้น แน่นอนว่าเขาคงไม่ยอม จะต้องดึงเธอเข้ามาร่วมเป็นร่วมตายด้วยแน่ๆ ภายใต้ความอัดอั้นตันใจที่ไม่อาจทำอะไรได้ ก็ยังพอจะหาข้อดีเล็กๆ น้อยๆ มาทับถมอี้หยาง

            “ถึงเฮ่อหลานซีจะอ่อนแอไปสักหน่อย แต่สุขภาพของนางก็นับว่ายังดีอยู่ ไม่ได้ล้มหมอนนอนเสื่อเหมือนนาย” หญิงสาวยักคิ้วหลิ่วตา แสดงท่าทางดีอกดีใจขณะมองหน้าอี้หยาง “เป็นยังไง รู้สึกว่าแข้งขาของนายมันแบบ... อ่อนแรงปวกเปียกบ้างไหม?”

            สีเช่อผู้นี้แม้จะหล่อเหลาจนทำให้ใครต่อใครลุ่มหลง แต่ก็มักมากในกามกระทั่งร่างกายทรุดโทรม ตอนนี้อี้หยางได้ครอบครองร่างกายผุพังแบบนี้ อย่างไรเสียก็ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา

            อี้หยางได้ยินดังนั้นก็จ้องมองเธออย่างเยือกเย็น “ดูไม่ออกเลยว่า เธอก็เข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย”

            ซางหลินส่งเสียงพึมพำเบาๆ “โอ๊ย ฉันเคยอ่านนิยายรักประเภทนั้นมาตั้งเยอะ...” หญิงสาวรีบร้อนเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ทำไมนายยังไม่รีบกลับอีก? นี่ก็ดึกมากแล้ว”

            อี้หยางยืดเอวบิดขี้เกียจ แล้วนอนแผ่หลาลงบนพื้น “กลับเหรอ? ใครบอกว่าฉันจะกลับล่ะ?”

            ซางหลินปากอ้าตาค้าง “นายหมายความว่ายังไง?”

            อี้หยางหันหน้ากลับมา “เธอลืมไปแล้วเหรอว่าตอนนี้พวกเราเป็นอะไรกัน? ฉันอยู่กับเธอที่นี่ ไม่ใช่เรื่องปกติหรือไง?”

            ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว แสงสีเหลืองและแดงบนท้องฟ้าทอดผ่านกำแพงตำหนัก ส่องทะลุหน้าต่างบานสูงที่เปิดกว้าง ฮ่องเต้ซึ่งรวบผมแล้วครอบด้วยปลอกหยกผู้นี้กลับนอนอย่างเกียจคร้านอยู่บนพื้นห้องของเธอ ใบหน้าซีดขาวของเขาประกอบไปด้วยดวงตาดำขลับที่ลึกล้ำยากจะหยั่ง ดูสงบนิ่งนัก ซางหลินสบตาอีกฝ่ายอยู่นาน กระทั่งรับรู้ความหมายในถ้อยคำของเขา ใบหน้าหญิงสาวเริ่มร้อนผ่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว สีแดงเรื่อแผ่ซ่านทั่วใบหน้า

            “บอกไว้ก่อนนะ” ซางหลินร้อนใจแทบบ้า “อย่าคิดว่าฉันเป็นคนของนาย... แล้วจะมาล่วงเกินกันง่ายๆ ระวังจะโดนดี!”

            อี้หยางนึกประหลาดใจขึ้นมา เริ่มตามทันแล้วว่าซางหลินคิดอะไรเลยเถิด พอวิเคราะห์อย่างละเอียดก็พบว่าคำพูดของตนเมื่อครู่อาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ อันที่จริงเขาควรจะอธิบาย แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใด พอเห็นท่าทางของหญิงสาวที่ปกติชอบแยกเขี้ยวกรีดกรงเล็บเปลี่ยนมาเป็นเก้อกระดาก ทำให้เขารู้สึกสนใจไม่น้อย จึงทำหน้าตายย้อนถามกลับไป “อ้อ อย่างนั้นหรอกเหรอ? แล้วถ้าฉันจะอยู่ที่นี่ให้ได้ล่ะ?”

            ยัง จะ หน้า ด้าน อีก!

            ซางหลินทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง พลันเหลือบเห็นร่องรอยหยอกเย้าที่แฝงลึกอยู่ในดวงตาดำขลับคู่นั้นของอี้หยาง

            ไม่ถูกสิ พี่หล่อขั้นเทพอย่างเขา ข้างตัวจะไม่มีผู้หญิงสวยๆ ได้ยังไง เขาจะมาสนใจสาวติสต์ที่เพิ่งรู้จักไม่นานแบบเธอหรือ! ต่อให้เฮ่อหลานซีจะงามหยดย้อยแค่ไหน เขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสานสัมพันธ์กับเธอตั้งแต่ตอนนี้ พอคิดถึงท่าทีที่เขาแสดงออกต่อหน้าฮั่วจื่อเหราเมื่อตอนบ่าย พบว่าการกระทำเหล่านั้นคล้ายกับมีเป้าหมายบางอย่างเคลือบแฝง

            “นายจะแกล้งทำเหมือนเกิดต้องตาต้องใจเฮ่อหลานซี แล้วอาศัยข้ออ้างนี้ปกป้องฉันใช่ไหม?” ซางหลินลองถามหยั่งเชิง

            คิดไม่ถึงว่าเธอจะรู้เท่าทัน อี้หยางอึ้งงัน หมดอารมณ์จะเล่นสนุกต่อไป ชายหนุ่มกระแอมหนึ่งครั้งแล้วตอบว่า “อืม แต่ไหนแต่ไรสีเช่อก็เป็นคนเลอะเลือน เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าทำให้องค์หญิงเยียนตายจะส่งผลยังไง ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่ ยังเปลี่ยนแปลงตัวเองมากนักไม่ได้ ยิ่งไม่ควรทำให้พวกเขารู้สึกว่าฮ่องเต้ในตอนนี้ต่างจากหุ่นเชิดคนเก่า ทางที่ดี ต้องหาเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงบุคลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป แกล้งทำเหมือนถูกความงามขององค์หญิงดึงดูด...” อี้หยางมองซางหลินอย่างกดดัน “ถึงจะเสียหน้าไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาได้อีกพักใหญ่”

            อีตานี่ พูดดีๆ มันจะตายหรือไง! ซางหลินสะบัดหน้าหนี “แบบนั้นก็คงต้องลำบากนายแล้ว!”

            “รู้ไว้ก็ดี” อี้หยางยังคงมีสีหน้าผ่อนคลาย “มาเถอะ อย่าเรื่องมากอีกเลย ออกไปแสดงละครกับฮ่องเต้สักฉาก คนอื่นเขาจะได้รู้ว่าเราสองผัวเมียรักกันแค่ไหน”

 

            คืนนั้น

            บรรดาผู้คนในตำหนักเจียวฝางต่างเป็นประจักษ์พยานให้แก่บทละครของคู่รักลวงโลกจนตาลายไปตามๆ กัน ฝ่าบาทและฮองเฮาติดหนึบอย่างกับใช้กาวทา ต่างป้อนขนมหวานใส่ปากกันไปมาไม่หยุด บางครั้งก็แนบปากกระซิบติดใบหู พูดคุยสัพยอกหยอกเย้า บางคราวก็ส่งเสียงต่ำๆ หัวร่อต่อกระซิกจนคนดูอ้าปากค้างฟันแทบร่วง

            ฝ่าบาทนั้นช่างเถิด พวกเขาเคยเห็นท่าทางเหล่านี้จนชินตา เวลาประทับยังตำหนักในก็ไม่เคยวางท่าเป็นฮ่องเต้ที่น่าเกรงขามอะไรอยู่แล้ว บ่อยครั้งที่เที่ยวจับจูบลูบคลำบรรดาสนมนางกำนัลโดยไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่ด้วย แต่ฮองเฮาเป็นสาวบริสุทธิ์ผู้เปี่ยมคุณธรรม ถึงขั้นขี้ขลาด ขี้ระแวงเสียด้วยซ้ำ หรือว่านางไปพบเจอเรื่องสะเทือนใจอะไรขึ้นมา ชั่วพริบตาถึงได้กลายเป็นนางปีศาจจิ้งจอกหลอกมอมเมาบุรุษจนโงหัวไม่ขึ้นเช่นนี้?

            โลกใบนี้แปรเปลี่ยนลึกล้ำ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเกินไปแล้ว

            ซางหลินพิงซบอยู่บนบ่าของอี้หยาง แย้มยิ้มยกจอกสุราป้อนใส่ปากเขา ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงที่ผิดกับท่าทางอ่อนหวานปานน้ำผึ้งเอ่ยลอดไรฟันออกมา “ฝ่าบาท ดื่มจอกนี้สิเพคะ... ฝ่าบาท ดื่มหมดจอกเพคะ..” กรอกไปให้หมดเลยเอ้า!

            อี้หยางเห็นท่าทางป้อนสุราอย่างประจบสอพลอของเธอก็ถึงกับสำลัก กระแอมไออยู่หลายครั้งแล้วจึงส่งสายตาตักเตือน แต่กลับเห็นสาวงามตรงหน้าทำท่าขึงขังใส่เสียนี่ แก้มเธอแดงก่ำไปหมด ทุกครั้งที่เขาหันหน้ามาหยอกเย้าก็จะมีท่าทีตื่นตกใจ รีบเบนสายตาหลบเหมือนคนทำอะไรไม่ถูก

            คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ตอนที่ซางหลินถูกเขาดึงเข้ามากอดไว้ ตัวเธอก็แข็งค้างอย่างทำอะไรไม่ถูก ในที่สุดอี้หยางจึงกระจ่างแจ้ง... หึหึ แกล้งทำเป็นไม่สนใจ ที่จริงก็ตื่นเต้นที่ต้องมาใกล้ชิดกับเขา

            ชายหนุ่มยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ด้วยรู้สึกเหมือนตนเองเข้าไปล่วงล้ำก้ำเกินเพศแม่ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ

            เมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้านอน ความจริงแล้วทั้งสองต้องร่วมเรียงเคียงหมอนบนเตียงหลังใหญ่ของตำหนักเจียวฝาง แต่ก็ยังไม่วายเว้นที่ว่างขนาดกว้างพอให้อีกคนลงไปนอนตรงกลางได้เอาไว้

            แม้ในใจจะไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ซางหลินกลับรู้สึกตื่นเต้นนัก อย่างไรเสียเธอก็เป็นสาวเป็นนาง หันไปทีไรก็จะเห็นใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาของอี้หยาง ภายใต้แสงเทียนวูบไหว ขับเน้นริมฝีปากงดงามได้รูปราวกับหมึกวาดของอีกฝ่ายให้เห็นเด่นชัดว่าเย้ายวนเพียงใด ซางหลินแอบมองอย่างลืมตัว ใจหนึ่งก็ลอบก่นด่าตัวเองซ้ำๆ เสียฟอร์มจริงๆ แค่เห็นคนหล่อก็ทนไม่ไหวหรือไง พอเขาเข้ามาใกล้ถึงได้กลัวจนลนลาน คนที่ไม่ได้ความก็คือเธอนี่แหละ!

            อี้หยางเห็นความเคลื่อนไหวด้านนอกจึงกระซิบถามเบาๆ

            “คนนั้นเป็นใคร?”

            ซางหลินมองตามสายตาของอี้หยาง เห็นเงาบอบบางยืนอยู่นอกม่านไหมสามชั้น ในมือถือพู่กันกับสมุดเล่มหนึ่ง ตั้งท่าเตรียมพร้อมรอจะจดบันทึกอะไรบางอย่าง

            ความรู้ในตำราที่ซางหลินเคยอ่านพลันพรั่งพรูเข้ามาในสมอง ทำให้เธอแทบล้มทั้งยืน!

            สวรรค์ เธอลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง!

            อี้หยางไม่รอให้ซางหลินตอบก็ถามซ้ำ ด้วยความสงสัยที่จู่ๆ เธอก็หน้าเปลี่ยนสี ซ้ำยังมีแววตาร้อนรนเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ว่ายังไง? ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่?” เห็นได้ชัดว่าพอนางกำนัลคนอื่นๆ ได้ยินคำสั่งของเขาก็ออกไปกันหมด แล้วทำไมนางกำนัลคนนี้ถึงยังอยู่ แถมยังไม่มีท่าทางขัดเขินอะไรเสียด้วยซ้ำ

            ซางหลินข่มความเขินอายแล้วอธิบายว่า “บางราชวงศ์ยังมีกฎระเบียบนี้อยู่” เพราะเกรงว่าจะทำให้นางกำนัลคนนั้นได้ยิน ซางหลินจึงพยายามพูดให้เบาที่สุด ส่วนอี้หยางก็ขยับเข้ามาเพื่อฟังให้ถนัด คนทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น “ฮ่องเต้กับฮองเฮาเวลาทำ...เอ่อ...ผลิตทายาทกัน...จะมีนางกำนัลคนหนึ่งถูกส่งมาจดบันทึกเรื่องราว...เพื่อ... เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันสายเลือดของเด็ก...” พูดจบใบหน้าของเธอพลันแดงก่ำราวกับโคมมังกรสีแดงก็ไม่ปาน

            อี้หยางคิดไม่ถึงว่าจะมีกฎระเบียบที่ ‘น่าตื่นเต้น’ เช่นนี้อยู่ด้วย เขาอึ้งงันไปชั่วขณะ สบตาซางหลินอยู่นาน ดูเหมือนทั้งคู่จะถูก ‘ความรู้ใหม่’ นี้แผดเผาจนหลอมละลาย ต่างฝ่ายต่างถอยกลับไปยังฝั่งของตน แต่คงจะรวดเร็วเกินไป ซางหลินเลยกระแทกเข้ากับผนังด้านใน ส่วนอี้หยาง... เขาเกือบจะหล่นจากเตียงอยู่รอมร่อ

            “ฝ่าบาท?” นางกำนัลจากกองบันทึกประวัติได้ยินความผิดปกติ พลันร้องถามเพื่อหยั่งเชิง

            “ข้าไม่เป็นไร” อี้หยางรีบตั้งสติ กว่าจะสงบอารมณ์ลงได้ก็ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ “เจ้ากลับไปได้แล้ว”

            “แต่ว่า ยามที่ฝ่าบาทกับฮองเฮาหรือพระสนม... หม่อมฉันจะต้องอยู่ด้วยตลอด...”

            “ใช่ แต่ว่าวันนี้ข้า...” ชายหนุ่มกระแอมหนึ่งครั้ง “สุขภาพข้าไม่ค่อยดีนัก ยังไม่มีอารมณ์เสน่หาในตอนนี้ เจ้าถอยออกไปเถอะ”

            นางกำนัลจากกองบันทึกประวัติคิดว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานฝ่าบาทเพิ่งหมดสติอยู่ในอุทยานบุปผา ร่างกายคงไม่ฟื้นฟูในเร็ววันแน่ จึงได้ถวายคำนับเขาตามธรรมเนียม “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

            รอกระทั่งร่างผอมบางนั้นอันตรธานไป ซางหลินค่อยโล่งอกขึ้นมาบ้าง หญิงสาวเอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจ “นายนี่เก่งกาจจริงๆ”

            “มีกฎระเบียบแบบนี้ก็ไม่บอกกันก่อน ปล่อยเธอไว้จะมีประโยชน์อะไร” อี้หยางแดกดัน

            “ก็ฉันลืมนี่” เป็นวิชาเอกที่เธอเรียนก็จริง แต่กลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซางหลินรู้สึกเสียหน้านัก อธิบายอย่างไรก็คงฟังไม่ขึ้น “เรื่องเหลวไหลไร้สาระพวกนี้ไม่มีในข้อสอบ ฉันจะไปจำได้ซะที่ไหน ว่าแต่ นายไม่รู้เรื่องพวกนี้บ้างหรือไง? นายเองก็เล่นบทฮ่องเต้ได้ไม่เลว ฉันยังคิดว่าเป็นพวกเชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์ซะอีก! ตอนเรียนมหาลัยนายจบอะไรมา?”

            อี้หยางมองตอบ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่พยายามข่มเอาไว้

            “ถามอะไรเยอะแยะ?”

            “จะได้รู้นิสัยใจคอกันอย่างลึกซึ้งไงเล่า!” ซางหลินอธิบาย

“นายเองก็อย่าใช้สีหน้าระแวดระวังมองฉันนักเลย ตอนนี้พวกเราเป็นอะไรกันรู้ไหม? คือสหายร่วมสงครามเชียวนะ! พวกเราคือเพื่อนร่วมการปฏิวัติ! ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้ผ่านด่านเลวร้ายนี้ไปได้”

            “สหายร่วมรบของฉันมีแต่ผู้ชาย ไม่มีใครอ่อนแอแบบเธอสักหน่อย”

            “จริงเหรอ นายเคยเป็นทหารมาก่อนหรือไง?” ซางหลินสงสัยใคร่รู้ “ไหนบอกมาสิ ทหารประเภทไหน?”

            ซางหลินกระตือรือร้นจนออกนอกหน้า กระทั่งอี้หยางระอาใจในที่สุด “นี่เธอไม่เหนื่อยบ้างหรือไง?”

            “ไม่เหนื่อย” เมื่อคืนวานนอนไปร่วมสิบชั่วโมง ตอนนี้ยังไม่ถึงสี่ทุ่มด้วยซ้ำ จะหลับลงได้ยังไง

            “แต่ว่าฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว พวกเราดับตะเกียงพักผ่อนกันได้หรือยัง?” อี้หยางถามอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าพูดออกไปแบบนี้ดูจะเป็นการให้ท่าสักหน่อย แต่โชคดีที่คราวนี้ซางหลินไม่ได้คิดอะไรมาก “ก็ได้ๆ นายไม่อยากพูดก็แล้วไปเถอะ” ก็แค่ถามเล่นๆ เท่านั้น

            หญิงสาวขยับตัวไปอยู่มุมหนึ่งของเตียง ดึงผ้าห่มเข้ามาห่อร่างกายแน่น “กู้ดไนท์”

            นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้หญิงมานอนอยู่ข้างๆ แล้วบอกราตรีสวัสดิ์ อี้หยางรู้สึกราวกับไม่ใช่เรื่องจริง

            เขาตอบรับอย่างคลุมเครือหนึ่งครั้ง แล้วฟังเสียงลมหายใจของคนข้างกายที่ค่อยๆ ช้าลงเป็นจังหวะ ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ชายหนุ่มพลันลืมตาขึ้น อาศัยแสงสว่างเพียงน้อยนิดนอกผ้าม่านมองจ้องใบหน้าของหญิงสาวที่นอนหลับสนิท

           ตอนหลับกับตอนตื่นช่างแตกต่างกันจริงๆ ไม่โวยวายบ้าบิ่น แต่ดูอบอุ่นเรียบร้อย มองใบหน้าหญิงสาวตอนนี้ จินตนาการไม่ออกเลยว่าเธอกับคู่หูจะมุทะลุขนาดบุกเข้าบ้านแฟนหนุ่มที่กำลังนอกใจ และยิ่งคิดไม่ถึงว่าเธอจะกล้าต่อกรกับฮั่วจื่อเหราแบบนี้

            อี้หยางมองเธออยู่นาน ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น ดวงตาดำขลับคู่นั้นดูสงบเยือกเย็น เจือความอ่อนล้าอยู่เล็กน้อย ราวกับพยายามทำใจรับปัญหาวุ่นวายที่กำลังเผชิญอยู่นี้

            เห็นแก่ที่ซางหลินเป็นคนหัวไว ร่วมมือกับเธอเป็นการชั่วคราวไปก่อนก็แล้วกัน เพราะถ้าองค์หญิงเยียนตายเขาก็คงพบกับปัญหาใหญ่แน่

      

5.

            ตอนที่ซางหลินตื่นขึ้นในวันต่อมา อี้หยางก็จากไปแล้ว

            มองรอยยับย่นบนผ้าห่มข้างกาย สมองก็พยายามยอมรับความจริงที่ว่า เธอได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน ครั้นพยายามสงบใจได้แล้วจึงเรียกรู่ฮั่วเข้ามา

            “หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด วันนี้จะต้องมีคนมากมายมาที่นี่... บอกคนของเรากระตือรือร้นกันหน่อย อย่าปล่อยให้เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นได้”

            รู่ฮั่วยังคงตกใจที่องค์หญิงของนางต้องพระทัยฮ่องเต้เว่ยในที่สุด เมื่อได้ยินคำสั่งจึงรีบเอ่ยถาม “เช่นนั้น หม่อมฉันควรทำอย่างไรบ้างเพคะ?”

            “เรื่องที่หนึ่ง” ซางหลินมองหน้านางแล้วชูนิ้วชี้ขึ้นพลางกล่าว “ช่วยข้าแต่งตัว”

            “แต่งตัว?” รู่ฮั่วถามด้วยความสงสัย “แต่งอย่างไรเพคะ?”

            “เจ้าก็แต่งหน้าแต่งตัวให้ข้าตามกระแสนิยมในตอนนี้อย่างไรเล่า ยิ่งสวยยิ่งดี จะยอดเยี่ยมก็ต้องจำแลงข้าให้กลายเป็นนางปีศาจจิ้งจอกที่งดงามล่มเมืองไปเสียเลย!”

            เช้านี้เมื่อล่วงเข้าสู่ยามสาม บรรดานางสนมกำนัลทั้งหลายจากตำหนักในของแคว้นเว่ยก็เดินทางมาถึงตำหนักเจียวฝาง ส่วนซางหลินนั้นนั่งรอท่าอยู่ที่กลางตำหนักแล้ว ไม่นาน...ตำหนักแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยโฉมสะคราญ---งดงามดุจบุปผา คิดถึงสุขภาพที่ไม่สู้ดีของสีเช่อแล้วก็รู้ได้ทันทีว่า ที่เขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มิใช่เพราะเขาเป็นฮ่องเต้บ้าตัณหา แต่สาเหตุมาจากสิ่งที่ต้องเผชิญนั้นเย้ายวนเกินห้ามใจต่างหาก

            สำหรับสถานการณ์ของตำหนักในแห่งแคว้นเว่ยนั้น เมื่อครู่ รู่ฮั่วได้แจกแจงให้เธอฟังอย่างคร่าวๆ แล้ว ฮั่วจื่อเหราถือเป็นพี่ใหญ่ของบรรดาพระสนม แต่นอกจากนางแล้วยังมีอีกคนที่น่าจับตามอง นั่นก็คือบุตรสาวของอำมาตย์เซี่ยอี้ สนมตำแหน่งเจาอี๋นามว่า เซี่ยเจินหนิง

            เล่ากันว่าเซี่ยเจินหนิงนางนี้ก่อนออกเรือนก็เป็นยอดสตรีผู้มีความสามารถแห่งจิ้นหยาง นางเข้าวังมาพร้อมกับฮั่วจื่อเหรา แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

            นางคือศัตรูตัวฉกาจของฮั่วจื่อเหรา ถ้าอย่างนั้น... ก็นับเป็นยอดขุนพลของเธออย่างไม่ต้องสงสัย!

            ขณะกำลังคิดทบทวนอยู่นั้น เซี่ยเจาอี๋ผู้มีใบหน้างดงามพลันอมยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฮองเฮาเสด็จมาถึงแคว้นเว่ยได้พักใหญ่ หลังจากได้คารวะไปเมื่อครั้งเข้าวัง หม่อมฉันและบรรดาพระสนมก็ไม่มีโอกาสได้มาพูดคุยกับฮองเฮาอีกเลย ช่างน่าละอายนัก” น้ำเสียงนั้นฟังดูสนิทสนม กอปรกับกิริยาที่แสดงออกแต่พองาม เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้รู้ถูกรู้ควร

            “เซี่ยเจาอี๋เกรงใจไปแล้ว ฮองเฮาอย่างข้าก็คิดอยากทำความรู้จักกับพี่น้องทั้งหลายเช่นกัน ทว่าไม่ง่ายเลย ด้วยช่วงแรกที่มาถึงกลับล้มป่วยเสียได้ ทำให้เสียเวลาไปมาก” ซางหลินแย้มยิ้ม “แต่ได้มีโอกาสสนิทสนมในวันนี้ก็คงไม่ต่างกัน”

            “แน่นอนเพคะ” เซี่ยเจินหนิงมองซางหลินอย่างพินิจพิจารณา ผ่านไปพักใหญ่จึงเม้มปากยิ้มแล้วจำนรรจา “ก่อนหน้านี้ตำราที่หม่อมฉันอ่านกล่าวว่า หญิงชาวเยียนผิวพรรณใสกระจ่าง ขาวผ่องนวลเนียนกว่าหิมะ ครั้งแรกยังคิดว่าเยินยอเกินจริง วันนี้ได้เห็นฮองเฮาแล้วก็เพิ่งประจักษ์ว่า สตรีในดินแดนนี้ช่างมีรูปร่างและกิริยาท่าทางแตกต่างจากหญิงเจียงหนาน ดูสดใสกระจ่างตา มิน่า ฝ่าบาทถึงพอพระทัยในตัวฮองเฮานัก”

            วันนี้ซางหลินใส่ชุดรัดอกทรงกระบอกสีแดงตลอดร่างคู่กับกระโปรงผ้าไหมสีม่วง ห่มทับด้วยผ้าฝ้ายอีกหนึ่งชั้น เรือนผมเกล้าเป็นทรงเมฆไหว ปักปิ่นสามชิ้น มีทั้งทองคำและพลอยแดงล้ำค่าแซมประดับ ริมฝีปากงามสีชาด หว่างคิ้วแต่งแต้มดอกเหมยเล็กๆ ตามสมัยนิยม

          เรียกได้ว่าแต่งองค์ทรงเครื่องงามสะพรั่ง ขับเน้นผิวพรรณที่ขาวพิสุทธิ์ดุจน้ำนม ทำให้ผู้คนไม่อาจเบนสายตาไปจากเธอได้ ประกอบกับเรือนร่างของเฮ่อหลานซีที่มีอายุได้เพียงสิบเจ็ดปี ความอ่อนเยาว์นี้ยิ่งทำให้ซางหลินดูมีเสน่ห์น่ารักใคร่ เทียบกับฮั่วจื่อเหราที่งดงามฉูดฉาดดูเจนโลก ฮองเฮาก็ยิ่งดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

            ที่ซางหลินรอคอยก็คือประโยคนี้ ริมฝีปากของเธอขยับยก แสดงท่าทางเขินอายเล็กน้อย แฝงรอยยิ้มได้ใจอยู่ในที “เจาอี๋ชมเกินไปแล้ว” เงียบกันอยู่พักหนึ่งจึงเอ่ยวาจาด้วยเสียงประจบประแจงกับเซี่ยเจินหนิง “แต่เมื่อวานฝ่าบาทก็ตรัสเช่นนี้ เห็นที เจาอี๋และฝ่าบาทคงมีใจสื่อถึงกันไม่น้อย”

           บรรดาสนมนางในที่อยู่ฝ่ายเดียวกับเซี่ยเจินหนิงต่างออกปากสนับสนุน “ใช่เพคะ! แต่ไรมาฝ่าบาทก็ชื่นชมเจาอี๋ว่ามีความสามารถเป็นที่สุด ไม่ว่าฝ่าบาททรงคิดอะไร เจาอี๋ก็คาดเดาได้ทั้งสิ้น!”

            “แค่เดาพระทัยฝ่าบาทได้จะมีประโยชน์อะไร? หากไม่อาจอยู่ข้างกายฝ่าบาท แล้วจะสามารถทำหน้าที่ให้สมกับตำแหน่งหรือ?” สนมที่สวมอาภรณ์สีเหลืองหัวเป็ดตลอดร่างซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขัด “หม่อมฉันคิดว่าในวังหลวงแห่งนี้ ลำบากที่สุดเห็นจะเป็นกุ้ยเฟย แต่ละวันต้องคอยอยู่รับใช้ข้างกายฝ่าบาท ทำให้พวกเรามีเวลาได้เสพสุข เพราะว่างเว้นจากการถวายงาน”

            ก่อนหน้านี้ฮั่วจื่อเหราสงบปากสงบคำมานาน ทนฟังซางหลินกับเซี่ยเจินหนิงพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ตอนนี้ได้ทีจึงยกยิ้มอย่างเดียดฉันท์ “อี้เยียน เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ปรนนิบัติฝ่าบาทเป็นความสุขของสนมอย่างข้าเสียมากกว่า จะกล้าบอกว่าลำบากได้อย่างไร?”

            พอเซวียอี้เยียน พระสนมตำแหน่งเจี๋ยอี๋ได้ยินเช่นนั้นก็รีบขอโทษขอโพย ทว่าริมฝีปากของนางกลับแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน “พระสนมกล่าวได้ถูกต้องแล้ว หม่อมฉันเองที่เป็นฝ่ายเลอะเลือน ได้มีโอกาสปรนนิบัติฝ่าบาทย่อมนับเป็นวาสนา และวาสนาเช่นนี้ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถมีได้”

            เมื่อวาจาเย้ยหยันถูกเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา บรรยากาศในตำหนักพลันเงียบกริบ มีเพียงเซี่ยเจาอี๋ซึ่งถูกพาดพิงที่ยังคงสงบนิ่งไม่แสดงอาการ “ที่เซวียเจี๋ยอี๋พูดมาก็นับว่าถูกต้อง พวกหม่อมฉันไม่เหมือนฮั่วกุ้ยเฟยผู้มีวาสนา ยังดีที่ฮองเฮาเองก็มากด้วยบารมี หม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าบาททรงพอพระทัยฮองเฮานัก ไม่แน่ว่าในอนาคตวาสนาบารมีของฮองเฮาอาจจะครอบทับคนในวังนี้ไปจนสิ้นก็เป็นได้”

            ฮั่วจื่อเหราพลันหน้าเปลี่ยนสี

            ซางหลินเห็นเซี่ยเจินหนิงใช้เธอเป็นเครื่องมือตอบโต้จนอีกฝ่ายแน่นหน้าอกไปหมด ก็นึกเสียดายใจใน ‘คิดว่านางจะเป็นแค่คนธรรมดา ที่แท้ จิตใจของคนธรรมดาก็ต่ำทรามกับเขาได้เหมือนกัน!’

            หญิงสาวลอบถอนหายใจ แสร้งยิ้มแล้วกล่าวขึ้นบ้าง “เจาอี๋พูดจาล้อเล่นเสียแล้ว ฮองเฮาอย่างข้า... จะกล้าเทียบกับฮั่วกุ้ยเฟยได้อย่างไร” สามคำสุดท้ายนั้นเจือน้ำเสียงเกลียดชังลงไปด้วยเล็กน้อย พอให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน

            เธอคิดจะลากเซี่ยเจินหนิงมาเป็นพวก แน่นอนว่าต้องวางท่าเป็นศัตรูกับฮั่วจื่อเหรา มีเพียงการแสดงท่าทางเช่นนี้จึงจะสามารถเป็นที่ไว้วางใจของเซี่ยเจินหนิงได้

            ฮั่วจื่อเหรายิ้มอย่างเยือกเย็น ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว “ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัวกลับก่อน” กล่าวพลางชันกายลุกขึ้น

            “กุ้ยเฟยคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป คงเห็นตำหนักเจียวฝางแห่งนี้เป็นบ้านของตนเสียแล้วกระมัง” เซี่ยเจินหนิงเลิกคิ้วกล่าว “ข้าจำได้ว่า วันนี้ตอนที่ท่านเข้ามาก็ไม่ได้คารวะฮองเฮาตามธรรมเนียม? กิริยาผิดมารยาทเช่นนี้ อาจทำให้ฮองเฮาทรงเห็นว่าตำหนักในของต้าเว่ยไร้ระเบียบได้!”

            ฮั่วจื่อเหราหันกลับมามองเซี่ยเจินหนิงอย่างชิงชัง “เจาอี๋ เจ้ามีหน้าที่อบรมมารยาทให้กับกุ้ยเฟยอย่างข้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”

            เซี่ยเจินหนิงอมยิ้มบางๆ “ไม่จำเป็นต้องให้พระสนมเอ่ยเตือนข้าก็รู้ว่าตัวเองคงไม่มีวาสนาเทียบกับท่านได้ แต่จารีตประเพณีในวังหลวงแห่งนี้ถูกกำหนดขึ้นโดยนักปราชญ์โบราณ ข้าได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย ไม่อาจทนเห็นใครละเลยได้ โดยเฉพาะวาจาเสียดหูอันผิดธรรมเนียม...”

            ฮั่วจื่อเหรามองอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น ส่วนเซี่ยเจินหนิงนั้นอมยิ้มพลางตอบกลับเรียบๆ โดยไม่ยอมถอยให้แม้แต่น้อย

            ฮองเฮาที่ตกเป็นประเด็นถกเถียงตอนนี้นั่งดูสนมสองฝ่ายประจันหน้า รู้สึกเพียงว่าเลือดลมในกายกำลังร้อนผ่าวราวมอดไหม้ เหมือนกับฉากในศึกจอมราชันอย่างไรอย่างนั้น สาวงามแต่ละนางซ่อนคมดาบไว้ในรอยยิ้ม รักกันต่อหน้าแล้วฆ่ากันลับหลัง เรื่องแบบนี้จะใจอ่อนไม่ได้!

            ฮั่วจื่อเหราพลันแสยะยิ้มอย่างเดียดฉันท์ สีหน้าท่าทางเย่อหยิ่งเหลือบรรยาย “รอให้วันที่ตราประทับของฮองเฮาส่งกลับมาที่ตำหนักเจียวฝางเสียก่อน แน่นอนว่าสนมอย่างข้าต้องคำนับตามธรรมเนียมแน่” ความหมายของประโยคนี้ก็คือ อำนาจในการควบคุมตำหนักในตอนนี้ยังอยู่ในมือกุ้ยเฟยอย่างนาง จะเป็นฮองเฮาหรือไม่ใช่ฮองเฮาก็แค่ตำแหน่งลอยๆ เท่านั้น

            ช่างจองหองนัก!

            “ฝ่าบาท...” เซวียอี้เยียนร้องอุทานด้วยความตกใจ ขณะจับจ้องตาค้างไปยังทิศทางหนึ่ง คนอื่นๆ ต่างมองไปตามสายตาของนาง เห็นฝ่าบาทในอาภรณ์สีเขียวเข้มตลอดกาย ยืนอยู่หน้าประตูตำหนักด้วยท่าทางผ่อนคลายยิ่ง

            ซางหลินลุกยืนขึ้น ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเขาแล้วคุกเข่าคำนับลงบนพื้น “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” เรื่องสำคัญที่ต้องมาก่อนก็คือรักษาชีวิตรอด เกียรติยศศักดิ์ศรีอะไร เอากองไว้ก่อนก็แล้วกัน!

            คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างกายซางหลินต่างถวายคำนับตามทันที

            “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

            ซางหลินยังคงก้มศีรษะ จึงมองไม่เห็นสีหน้าของอี้หยาง แต่เธอมั่นใจว่าเขากำลังหัวเราะเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียง

            ไอ้คนกะล่อน!

            เขาจะต้องเย้ยหยันที่เห็นเธอดิ้นรนอยู่นาน สุดท้ายยังคุกเข่าให้!

            “ลุกขึ้นได้”

            ผู้คนต่างชันกายลุกขึ้น ปราศจากถ้อยคำใดๆ ไม่มีใครคาดคิดว่าฮ่องเต้จะมาปรากฏกายอยู่หน้าประตูอย่างไร้สุ้มเสียง การต่อปากต่อคำระหว่างเจาอี๋และกุ้ยเฟยที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเขาได้ยินไปกี่มากน้อย

            “ข้าได้ยินว่าตระกูลอำมาตย์เซี่ยเคร่งครัดระเบียบวินัย ช่างอบรมบุตรสาวได้รู้มารยาทสมคำร่ำลือ” อี้หยางมองเซี่ยเจินหนิงแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “วันหน้าหากมีเวลา ข้าจะไปเยือนตำหนักอี้หลาน ให้เจ้าอ่านบทกวีให้ฟังเสียหน่อย”

            เซี่ยเจินหนิงได้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจนัก พลันยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงชมเกินไปแล้ว เช่นนั้น หม่อมฉันจะรอรับเสด็จนะเพคะ”

            ฮ่องเต้ยิ้มร่า ก่อนจะมองไปยังฮั่วจื่อเหรา สายตาของเขาเยือกเย็นอยู่หลายส่วน ตอนแรกฮั่วจื่อเหรายังคงสงวนท่าทีแข็งกร้าวไว้ไม่เปลี่ยน ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางก็เริ่มแดงรื้น น้ำตาหลายหยดร่วงเผาะลงมาอย่างยากจะระงับ ดูเหมือนนางจะตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ในใจสับสนจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้า “หม่อมฉันไม่อยากรบกวนฝ่าบาทกับน้องหญิงทั้งหลาย ขอทูลลาเพคะ”

            ฮั่วจื่อเหราตั้งท่าจะจากไป แต่อี้หยางกลับจับนางเอาไว้แน่น “ข้ายังไม่ทันได้พูดอะไร เจ้าก็ร้องไห้ไปก่อนแล้ว” น้ำเสียงแฝงความเอือมระอาอยู่เล็กน้อย

            “ฝ่าบาทยังจะรับสั่งอะไรอีกเพคะ?” ฮั่วจื่อเหราตัดพ้ออย่างขุ่นเคือง “ทรงมองหม่อมฉันแบบนั้น หม่อมฉัน...”

            อี้หยางนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะทอดถอนใจแล้วเอ่ยอย่างประนีประนอม “เอาเถิดๆ อย่าทุกข์ใจไปเลย ข้าก็ไม่ได้จะโทษเจ้า” เขายิ้มขมขื่นแล้วกล่าวต่อ “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าไม่ได้มีนิสัยใจร้อนเช่นนี้”

            “แต่ไหนแต่ไรหม่อมฉันก็มีนิสัยแบบนี้ ฝ่าบาทเองต่างหากที่ทรงจำไม่ได้ว่าหม่อมฉันเป็นคนอย่างไร”

            “ย่อมได้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะข้าผิดเอง” อี้หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แบบนี้ดีหรือไม่ อย่าโกรธข้าเลย”

            เขาพูดจาปลอบใจอยู่หลายคำ ในที่สุดฮั่วจื่อเหราก็กลั้นยิ้มแล้วผินหน้าไปอีกทางด้วยความขวยเขิน

            ซางหลินเห็นว่าพออี้หยางผ่านประตูเข้ามาก็เริ่มการแสดงฉากใหญ่ ความรู้สึกชื่นชมถาโถมใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูพื้นฐานด้านการแสดงของเขาสิ! ดูอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาต่อหน้าต่อตานั่นสิ! เป็นธรรมชาติจริงๆ เล่นจนผู้กำกับไม่มีโอกาสได้สั่ง ‘คัท’ กันเลยทีเดียว!

            ขณะที่กำลังรู้สึกละอายใจ ก็เหลือบไปเห็นอี้หยาง--สุดยอดนักแสดงนำชายเจ้าของบทบาทฮ่องเต้คนใหม่ยื่นมือมาให้ พร้อมกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นอ่อนโยน “เมื่อคืนนอนหลับดีหรือไม่? ข้าได้ยินเสียงเจ้าพลิกตัวไปมาทั้งคืน ไม่คุ้นเคยกับเตียงในตำหนักเจียวฝางรึ?”

            ผู้คนที่ได้ฟังต่างเบิกตาโพลง เขาโปรยเสน่ห์กับเซี่ยเจินหนิง ตามมาด้วยฮั่วจื่อเหรา จากนั้นก็หันมาพูดจาแบบนี้กับเธอ ช่างแสดงเป็นกษัตริย์ยอดนักรักได้สมบทบาทซะจริง นับถือ...นับถือ

            “จริงหรือเพคะ?” ซางหลินอมยิ้มน้อยๆ “บางทีอาจเป็นเพราะอาการป่วยไข้ยังไม่หายดี ก็เลยครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่บ้าง”

            อี้หยางแสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คืนนี้ค่อยให้หมอหลวงมาดูอาการเจ้าเสียหน่อย”

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            ผู้คนในตำหนักเห็นสถานการณ์ตรงหน้าต่างก็เข้าใจทันที ฝ่าบาทในตอนนี้ยังคงพอพระทัยในตัวพระสนมฮั่วเป็นที่สุด ทว่า ฮองเฮาที่เสด็จมาจากแดนไกลตรงหน้าก็ทรงติดตาต้องใจอย่างแท้จริง แม้ว่ายังไม่อาจเทียบกับกุ้ยเฟยได้ แต่ก็ไม่ทรงอนุญาตให้ใครดูแคลน

            อีกอย่าง... เมื่อครู่เซี่ยเจาอี๋ตำหนิฮั่วกุ้ยเฟยที่เสียมารยาทกับฮองเฮา ฝ่าบาทไม่เพียงไม่ทรงตำหนินาง แต่ยังตรัสว่าจะ ‘หาเวลาว่างไปนั่งฟังนางอ่านกวี’ อีกด้วย

            เห็นที ระเบียบแบบแผนของตำหนักในกำลังจะเปลี่ยนไปเสียแล้ว!

            “ฮองเฮาเพิ่งมาถึงแคว้นเว่ยได้ไม่นาน หลายเรื่องคงยังไม่คุ้นเคยนัก” อี้หยางจับมือซางหลินแน่น แล้วมองไปยังฮั่วจื่อเหรา “เจ้าคุ้นเคยเรื่องราวของตำหนักในดี วันหน้าคงต้องให้เจ้าช่วยดูแลต่อไป อย่างไรก็ลำบากเจ้าแล้ว”

            ฮั่วจื่อเหราเบาใจลงในที่สุด ฮ่องเต้เพิ่งจะแสดงท่าทีชัดเจนว่า ต่อให้วันนี้จะทรงโปรดปรานฮองเฮาเพียงใด แต่อำนาจการปกครองตำหนักในก็ยังคงเป็นของนาง

            ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่าบาทเพียงแค่เห็นสาวงามแล้วเกิดความหวั่นไหวจนเลือดลมพลุ่งพล่านไปเท่านั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพ่อกังวลว่าจะมีการลอบวางแผนการลับแต่อย่างใด

            “น้อมรับพระบัญชา” ฮั่วจื่อเหราเอ่ย “หม่อมฉันจะทำอย่างสุดความสามารถ เพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทและ...ฮองเฮา”

            ฮ่องเต้แย้มยิ้ม “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” จบคำก็มองไปยังกลุ่มคนรอบกาย “เอาเถิด หากพวกเจ้าไม่มีสิ่งใดแล้วก็กลับกันไปได้”

          ทุกคนเห็นฮ่องเต้จับมือฮองเฮาแน่นไม่ยอมปล่อย มีรอยยิ้มสะท้อนไปถึงดวงตาเช่นนี้ ก็รู้ดีว่าฝ่าบาทกำลังลำพองใจ อยู่ในช่วงหลงใหลของใหม่ไม่ยอมห่าง จึงรีบถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ฮั่วจื่อเหราอึดอัดใจนัก แต่ไม่ได้เอ่ยวาจาทักท้วงใดๆ ก่อนหน้านี้ก็มีบ้างที่หญิงอื่นจับฝ่าบาทไว้จนอยู่มือ ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็จะทรงเบื่อหน่าย แล้วกลับมาอยู่ข้างกายนางอีกครั้ง

6.

            กำลังตัดใจเดินจากไป พลันได้ยินฮ่องเต้รับสั่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ

            “ใช่แล้ว เรื่องแมวของเจ้า ข้าสั่งให้คนรีบทำการไต่สวน อีกสักสองสามวันก็น่าจะให้คำตอบแก่เจ้าได้”

            ฮั่วจื่อเหรานิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยรับ

            “เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งเพคะ”

            เห็นผู้คนทั้งหมดจากไป ซางหลินก็เลิกตีสีหน้าประจบประแจงลงในที่สุด หันมามองอี้หยางตาไม่กะพริบ แล้วใช้น้ำเสียงเย้ยหยันเจ้าเล่ห์เหมือนมารร้ายในบทละครพูดกับเขา “เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งเพคะ!”

อี้หยางสบตาหญิงสาวแวบหนึ่ง “พูดจาดีๆ ทำเอาตกอกตกใจกันไปหมด”

            “จุ๊ๆ ๆ ๆ” ว่าแล้วซางหลินก็แสร้งถอนหายใจไม่หยุด “ฝ่าบาทนะฝ่าบาท วังหลังของพระองค์ช่างอุดมสมบูรณ์ รสชาติครบครัน! ตอนนี้นายคงรู้สึกเหมือนจย่าเป่าอี้ที่กำลังเคลิ้มฝันอยู่ในจินตนาการใช่หรือไม่ ทุกแห่งเต็มไปด้วยพี่สาวนางฟ้า!”

            อี้หยางยิ้มหยัน “เรียกผู้หญิงพวกนั้นว่าพี่สาวนางฟ้า? สงสัย... สายตาของเธอคงมาตรฐานต่ำกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”

            ถูกดูแคลนเช่นนี้ ซางหลินกลับไม่ใส่ใจนัก คิดแล้วคิดอีกก่อนจะเอ่ยปากเห็นชอบ “ก็จริง หน้าตาแบบนายไม่น่าจะเห็นผู้หญิงที่ไหนสวยหรอก ชีวิตนี้นอกจากเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันแล้วก็คงหาทางอื่นไม่เจอ” จบคำก็พลันตื่นตะลึง ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง “หรือว่า เพราะแบบนี้โจวจวิ้นถึงได้เลิกกับเสี่ยวซือ? ที่แท้นายก็เป็นมือที่สาม!”

            อี้หยางมองจ้องหญิงสาวอย่างไร้อารมณ์ เห็นซางหลินเอามือกุมหน้าอก ท่าทางตื่นตระหนกเป็นที่สุด ดูแล้วช่างน่าขัน

            แต่เห็นได้ชัดว่าวันนี้เธอสวยที่สุด

            อี้หยางย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ เขายืนมองซางหลินอยู่ตรงประตูตำหนัก เธอสวมชุดแดงตลอดตัว ผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ ดูบริสุทธิ์และเร่าร้อนเหมือนดอกเหมยแดงที่กำลังเบ่งบานอยู่บนลานหิมะ บริเวณหน้าผากมีดอกไม้แต่งแต้มหลายจุด ช่างงดงามเย้ายวน ดวงตาคู่นั้นดำขลับสุกสกาว มองเหล่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าอย่างสนอกสนใจ ในแววตายังมีความไร้เดียงสาสะท้อนอยู่อีกหนึ่งส่วน

            เขารู้ดีว่าเพราะอะไรเธอถึงแต่งตัวแบบนี้ เป็นเพราะข้ออ้างที่ว่า ‘ฮ่องเต้ทรงกำลังลุ่มหลงในความงามของฮองเฮา’ ไม่จำเป็นต้องให้เขาออกปากเตือน ซางหลินก็ยอมแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูสวยงามอย่างเต็มความสามารถ ผู้หญิงคนนี้ตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ จนเหมือนนัดแนะกับเขามาเป็นอย่างดี

            กลยุทธ์มองตาก็รู้ใจจำพวกนี้ เหมือนที่เขาใช้กับสหายร่วมรบในสมรภูมิไม่มีผิด

            “นี่...มองฉันทำไม?” สัมผัสได้ถึงสายตาที่แปลกออกไปของอี้หยาง ซางหลินพลันลูบแก้มตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “หรือนายรู้สึกว่าแต่งหน้าแบบนี้มันแปลกๆ ใช่ไหม? ฉันเองก็คิดเหมือนกัน! ปากดูออกจะแดงไปหน่อย แต่รู่ฮั่วบอกว่าแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมในจิ้นหยาง ฉันเลยต้องปล่อยให้นางจัดการ”

            อี้หยางเบนสายตาไปอีกทาง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ยังพอไหว เทียบกับวันที่เธอลงมืออย่างโหดร้ายกับฉันในบ้านอาจวิ้นก็นับว่าดีกว่ามาก”

            เขาพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว ความละอายใจของซางหลินผุดขึ้นมาอีกครั้ง จึงรีบร้อนเอ่ยอย่างจริงจัง “พวกเรามาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า วันนี้ฉันลองหยั่งเชิงดูแล้ว รู้สึกว่าเซี่ยเจาอี๋นางนี้สามารถดึงเข้ามาเป็นกำลังเสริมได้ จะต้องไม่ปล่อยให้หลุดมือ”

            อี้หยางพยักหน้ารับ “พ่อของนางคืออำมาตย์นามว่าเซี่ยอี้ เดิมทีก็เป็นศัตรูกับฮั่วหงอยู่ก่อนแล้ว แต่ว่าตอนนี้อำนาจทางการทหารอยู่ในมือฮั่วหง เซี่ยอี้เลยเป็นฝ่ายถูกบีบ แม้แต่ลูกสาวที่อยู่ตำหนักในก็ยัง

ไม่เป็นที่รัก แต่ถ้าพวกเราต้องเลือกคนมาคานอำนาจกับฮั่วหง เซี่ยอี้คนนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าใคร”

            “ฉันเองก็คิดเหมือนกัน วันนี้ฉันเลยจงใจสานสัมพันธ์กับเซี่ยเจาอี๋ต่อหน้าบรรดาเมียใหญ่เมียน้อยของนาย แล้วแกล้งทำท่าทางไร้เดียงสา พอได้ยินว่าฮ่องเต้รักใคร่เอ็นดูก็ดีใจเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ แล้วยังแสดงอาการเคียดแค้นชิงชังฮั่วจื่อเหรา เพื่อให้นางลดความระแวดระวัง ดูก็รู้ว่านางคิดจะยืมมือฉันบีบฮั่วจื่อเหราอยู่เหมือนกัน พวกเราต่างก็ช่วยกันสานประโยชน์ แต่เทียบกับฮั่วจื่อเหราแล้วถือว่านางยังอ่อนอยู่มาก นายคงต้องช่วยผลักดันนางอีกแรง”

            “ฉันก็ยกยอนางไปแล้วไม่ใช่หรือไง?” อี้หยางทักท้วง เขาไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อฮั่วจื่อเหราและเซี่ยเจินหนิงได้อย่างฉับพลัน แบบนั้นจะดูโจ่งแจ้งเกินไป ทำได้แค่เริ่มต้นเก็บเล็กผสมน้อยไปพลางๆ ตอนนี้ตำหนักในกำลังวุ่นวาย ราชสำนักยังมีอีกหลายอย่างรอให้เขาทำความคุ้นเคย ยังดีที่สีเช่อไม่ใช่คนสนใจราชกิจและการเมือง ไม่อย่างนั้น ถ้าถามอะไรแล้วเขาตอบไม่ได้คงกลายเป็นช่องโหว่ให้ถูกเปิดโปง

            คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา พลันหันไปมองซางหลินด้วยสีหน้าท่าทางหดหู่ ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงสาวก็เอ่ยช้าๆ “นายคิดว่า พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ถ้าไม่เกิดเรื่องพวกนี้ ฉันคงนอนอยู่บ้านเล่นเน็ตอ่านหนังสือไปแล้ว ไม่ต้องมาคิดเรื่องประหลาดๆ พวกนี้หรอก ยังมีแม่ของฉันอีกคน ถ้าท่านรู้ว่าเกิดเรื่องกับฉัน ไม่รู้จะเสียใจแค่ไหน...”

            ซางหลินห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา พยายามพุ่งเป้าไปข้างหน้าอย่างคนมองโลกในแง่ดี แต่ว่ามารดาคือญาติสนิทคนสำคัญที่สุดบนโลกใบนี้ของเธอ จะไม่ให้คิดถึงได้อย่างไร?

            อี้หยางนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยื่นมือออกไปตบบ่าซางหลินเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราต้องรอด ขอแค่พวกเรารอดก็ยังพอมีโอกาส”

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงได้ยินเสียงตอบรับอย่างอัดอั้นตันใจ “อืม...”

 

            คืนนั้น ทั้งคู่ห่มผ้าคนละผืนบนเตียงเดียวกัน

            ต่างคนต่างนอนแผ่อยู่บนเตียงกว้าง นางกำนัลของกองบันทึกประวัติถูกตะเพิดไปนานแล้ว ซางหลินจ้องมองกระดิ่งฉลุชุบทองคำใส่กำยานที่แขวนอยู่บนหัวนานพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจถกปัญหาสำคัญเพื่อหยั่งเชิง

            “นี่ นายวางแผนจะทำยังไงต่อไป?” ซางหลินแสดงความเห็นอย่างระมัดระวัง “นายคิดดูนะ แน่นอนว่าพวกเราสองคนต้องรักษาความบริสุทธิ์ใจในฐานะสหายร่วมรบ แต่ว่านายกับพวกจิ้งจอกสาว... ไม่สิ บรรดาสนมกำนัลที่สวยเหมือนนางฟ้านางสวรรค์พวกนั้น นายจะวางตัวยังไง เตรียมการอะไรไว้บ้าง?”

            อี้หยางยังไม่หลับ พอได้ยินเช่นนั้นก็ลืมตาขึ้นมองซางหลินด้วยกิริยาอันสงบนิ่ง “แล้วเธอคิดว่าไง?”

            ซางหลินตอบกลับด้วยความหนักแน่น “ฉันรู้ ถ้าจะให้นายหักห้ามใจทั้งที่อยู่ท่ามกลางสาวงามก็คงเป็นเรื่องอำมหิตน่าดู แต่นายต้องคำนึงถึงสุขภาพร่างกายด้วย ถ้านายพาตัวเองเข้าไปเสพสุขจน...”

            “ถ้าฉันเสพสุขจนตัวตายแบบนั้น เธอก็จะกลายเป็นแม่หม้ายน้อยๆ ใช่ไหม?” อี้หยางพูดต่อ

            ซางหลินพลันส่ายหน้าแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ผิดแล้ว เป็นแม่หม้ายใหญ่ต่างหาก ต่ำลงไปยังพาแม่หม้ายน้อยๆ มาร่วมชะตากรรมด้วยกันอีกเพียบ หลังจากนั้น ถ้าวันไหนไม่ระวังตัวขึ้นมา แม่หม้ายใหญ่ก็จะถูกแม่หม้ายรองกับพ่อของนางสั่งเก็บ”

            อี้หยางหัวเราะเบาๆ “เอาเถอะๆ วางใจได้ ฉันไม่คิดจะฉวยโอกาสเป็นสามีคนอื่นเพื่อล่วงเกินใครหรอก”

            อันที่จริง ซางหลินก็เดาไว้นานแล้วว่าเขาต้องตอบแบบนี้ จึงเอ่ยถามปัญหาข้อที่สองอย่างพินอบพิเทา “แล้วนายจะอธิบายยังไง เรื่องที่อยู่ดีๆ ... คิดจะรักษาศีลไม่กินเนื้อสด?”

            อี้หยางเท้าคางครุ่นคิด “เธอมีอะไรจะแนะนำไหม?”

            “แนะนำเหรอ ฉันมีความคิดหนึ่ง” ซางหลินขยับเข้ามาใกล้ “แต่ไม่รู้ว่านายจะยอมเสียหน้ารึเปล่า”

            อี้หยางเห็นแววตาใสซื่อของหญิงสาว จึงเอ่ยถามอย่างรอบคอบ

            “เธอลองอธิบายมาก่อน”

            “นายคิดดูนะ เดิมทีร่างกายของสีเช่อก็มีสุขภาพไม่สู้ดีอยู่แล้ว พวกเราก็แกล้งทำเป็นว่ามันแย่ลงกว่าเดิม... ให้บอกว่านาย อะแฮ่ม ค่อนข้างอ่อนปวกเปียกมาก ต้องรักษาเรื่องนกเขาไม่ขันอะไรทำนองนี้...” ซางหลินเล่ามาถึงตรงนี้ด้วยน้ำเสียงที่คลุมเครือ รู้สึกว่าเขาน่าจะเข้าใจแล้ว จึงรีบยกข้อดีขึ้นมากลบเกลื่อน “แบบนี้นายก็สามารถป้องกันไม่ให้เมียๆ ทั้งหลายรุมทึ้ง แล้วยังปิดบังสองพ่อลูกตระกูลฮั่วได้อีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ดีใช่ไหมล่ะ!”

            อี้หยางจ้องซางหลินแล้วกล่าวต่อ “จากนั้น ฉันก็จะแกล้งทำเป็นหมดสมรรถภาพ เพื่อให้ฮั่วหงลดความหวาดระแวง เธอว่าแบบนี้ดีไหม?” ชายหนุ่มยิ้มอย่างอบอุ่น

            “ถ้านายยอม ทำแบบนั้นต้องดีที่สุดแน่!” ขณะที่เธอตบมืออย่างดีอกดีใจก็สบเข้ากับสายตาเยือกเย็นของอี้หยาง ซางหลินเก็บอารมณ์แทบไม่ทัน “แน่นอนว่า ถ้านายไม่ยอม พวกเราก็จะคิดหาหนทางอื่น...”

            แม้เธอจะไม่เคยมีแฟนมาก่อน แต่ก็รู้ดีว่าการบังคับให้ผู้ชายคนหนึ่งแกล้งเสื่อมสมรรถภาพ เป็นเรื่องที่ชวนขายหน้าและทำลายความอดทนอย่างยิ่ง ยังเคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ผู้ชายจำนวนมากเลือกที่จะบอกว่าตนเป็นนักโทษคดีข่มขืนเสียยังดีกว่ายอมรับว่านกเขาไม่ขัน

            ถึงแม้ตอนนี้คนที่เสียหน้าจะเป็นสีเช่อ แต่อี้หยางก็อาศัยอยู่ในร่างของเขา สงสัยว่าคงยอมปล่อยให้คนนินทาลับหลังไม่ได้

            อี้หยางเห็นซางหลินหัวใจห่อเหี่ยวก็รู้สึกขบขัน ผู้หญิงคนนี้ประหลาดจริงๆ บางครั้งก็กางเขี้ยวเล็บคมกริบ แต่ก็มีมุมที่เข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างคาดไม่ถึง แล้วยังประเมินอารมณ์ของคนรอบตัวได้ทุกเวลา

            เธอเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหนกันแน่?

 

            สองสามวันต่อมา ซางหลินก็อยู่แต่ในตำหนักเจียวฝาง

            ไม่ได้สุงสิงกับผู้ใด เพราะอี้หยางคิดว่าตอนนี้ยังล้างมลทินเรื่องวางยาพิษฮั่วจื่อเหราให้เธอไม่ได้ ทำตัวสำรวมไว้จะดีกว่า เธอเองก็เข้าใจเป็นอย่างดี จึงใช้ข้ออ้างว่ายังกินยาไม่ครบกำหนด จำต้องปิดประตูพักฟื้นอีกสักระยะ

            ซางหลินใช้เวลาในช่วงนี้วิเคราะห์ยุคสมัยที่ไม่ปรากฏในตำราประวัติศาสตร์นี้อย่างลึกซึ้ง ราวสามร้อยปีก่อน ดินแดนจงหยวนอันไพศาล ตระกูลจีสถาปนาราชวงศ์จิ้นขึ้นปกครองบ้านเมือง สืบเนื่องยาวนานกว่าสองร้อยปี หลังจากราชวงศ์จิ้นล่มสลาย ตระกูลเฮ่อหลานทางตอนเหนือก็ได้สถาปนาแคว้นเยียน ส่วนตระกูลสีนั้นสถาปนา

แคว้นเว่ยขึ้นทางตอนใต้ มีแม่น้ำซุยเจียงเป็นเส้นพรมแดน สองฝ่ายแบ่งใต้หล้า เพราะดินแดนทางตอนใต้อุดมสมบูรณ์ แคว้นเว่ยจึงรุ่งเรืองกว่าแคว้นเยียน สองแคว้นเผชิญหน้ากันอยู่หลายสิบปี สุดท้ายแคว้นเยียนก็เป็นฝ่ายขอฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้วยการแต่งงาน เพื่อแสดงความจริงใจ แคว้นเยียนได้ส่งองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่สืบสายโลหิตจากองค์ฮ่องเต้มายังแคว้นเว่ย ส่วนแคว้นเว่ยก็ให้เกียรติด้วยการแต่งตั้งองค์หญิงนางนั้นขึ้นเป็นฮองเฮา หากทุกอย่างราบรื่น อย่างน้อยงานอภิเษกสมรสในครั้งนี้ก็จะนำมาซึ่งสันติสุขนับสิบปีระหว่างสองแคว้น

            ทว่า ทั้งหมดนี้กลับเป็นโอกาสให้แม่ทัพฮั่วหงหาประโยชน์เข้าตัว

            เขาพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฮ่องเต้สังหารองค์หญิง เพื่อยืมมือแคว้นเยียนกำจัดฮ่องเต้เว่ย แล้วขึ้นนั่งบัลลังก์เสียเอง หลังจากซางหลินวิเคราะห์แผนการของฮั่วหงอย่างละเอียด ก็ต้องทอดถอนใจว่าชายคนนี้ช่างมีความเชี่ยวชาญในการยืมมีดสังหารผู้คนเสียจริง กำลังจะชื่นชมว่าเป็นแผนที่ดี แต่พอคิดได้ว่าแผนการนี้ต้องกำจัดเธอเป็นอันดับแรก จึงก่นด่าอย่างเคียดแค้น “เลวจริงๆ” จากนั้นก็อ่านตำราประวัติศาสตร์ต่อไป

            ขณะที่ข่าวการตายของเสี่ยวเตี๋ยแพร่สะพัดมาถึงนั้น เธอเพิ่งจะพลิกอ่านตำราประวัติศาสตร์แคว้นเว่ยจบไปรอบหนึ่ง โลกในตอนนี้มีอักษรข่ายซูใช้บันทึกเรื่องราวแล้ว การอ่านก็ไม่ยากเย็นอะไร กำลังตื่นเต้นยินดีว่าสิ่งที่ตนร่ำเรียนมานั้นไม่เสียเปล่า รู่ฮั่วก็ถลาเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้า แล้วรายงานด้วยความหวาดกลัวระคนโศกเศร้า “องค์หญิง เสี่ยวเตี๋ยตายแล้วเพคะ”

            ได้ฟังเช่นนั้นมือเธอก็หมดเรี่ยวแรง จนทำม้วนหนังสือร่วงลงพื้น

            “ตายแล้ว?”

            เพราะเสี่ยวเตี๋ยยืนกรานว่าได้รับคำสั่งจากฮองเฮาให้วางยาพิษกุ้ยเฟย จึงถูกคาดคั้นอย่างหนัก สามวันก่อนก็ถูกลากไปยังตรอกแคบแห่งหนึ่งในวังหลวง มีราชทัณฑ์เย่ถิงเป็นผู้ไต่สวนด้วยตัวเอง เดิมทีซางหลินยังรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของอี้หยางก็ไม่ได้ไต่ถามอะไรมาก ใครเลยจะรู้ว่าผ่านมาเพียงไม่กี่วัน ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นข่าวการฆ่าตัวตายของเสี่ยวเตี๋ย?

            “คนในวังเล่ากันต่อๆ มาก็คือ หลังจากเสี่ยวเตี๋ยถูกไต่สวนอย่างหนักจึงยอมรับว่า เพราะเรื่องเล็กน้อยบางอย่างทำให้นางถูกพระสนมฮั่วลงโทษ ทำให้เกิดความแค้นฝังใจ คิดจะยืมมือองค์หญิงเพื่อเล่นงานกุ้ยเฟยให้ตาย แต่คิดไม่ถึงว่าแผนการจะล้มเหลว หลังจากทำงานพลาดนางก็หวาดกลัวมาก จึงกระชากองค์หญิงลงมาเกี่ยวข้องด้วยอารมณ์ชั่ววูบ คิดว่าทำเช่นนี้จะสามารถลดโทษให้เบาลงได้... สุดท้ายเมื่อสิ้นไร้ไม้ตอกก็รู้ดีว่าโทษทัณฑ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หลังเขียนคำสารภาพจึงเอาหัวโขกเสากลางตำหนักใหญ่ ตายคาที่...”

            สีหน้าของซางหลินแสดงความหนักใจ ขณะคิดไล่เลียงตามคำพูดของรู่ฮั่วช้าๆ มือขวาของเธอบีบเข้าหากันแน่นเสียจนเห็นข้อกระดูกสีขาวปูดออกมา ราวกับว่าทำเช่นนี้จะสามารถสงบความหวาดหวั่นในใจลงได้ คิดถึงสีหน้าร้อนรนของเสี่ยวเตี๋ยที่เธอได้เห็นเมื่อหลายวันก่อน นางเป็นแค่เด็กสาวแรกรุ่นคนหนึ่งซึ่งตอนนี้กลับกลายเป็นศพที่ไร้ลมหายใจ ไม่นานก็จะถูกโยนลงบ่อโคลน ย่อยสลายเป็นปุ๋ยให้กับผืนดิน

            ใช่ นี่ก็คือวังหลวงในยุคโบราณ วังหลวงที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา อยู่ที่นี่มาก็นานหลายวัน ซางหลินเพิ่งได้ทำความรู้จักกับแง่มุมนี้อย่างแจ่มแจ้งเป็นครั้งแรก

 

            คืนนั้น อี้หยางมาเยือนตำหนังเจียวฝาง

            ทั้งสองทานมื้อค่ำร่วมกันตามปกติ อาบน้ำเสร็จสรรพก็เตรียมพักผ่อน กระทั่งนางกำนัลจากกองบันทึกประวัติถูกไล่ให้ถอยออกไปจากตำหนักอย่างหัวเสียอีกครั้ง ในที่สุดซางหลินก็ผ่อนคลายอารมณ์ที่ขมวดเกร็งมาทั้งวันลงได้ หญิงสาวนั่งลงช้าๆ ใช้สองมือกอดเข่าแล้วฟุบหน้าลงไป แนบแก้มไว้กับบ่าขณะมองแสงจันทร์เยือกเย็นที่อยู่นอกหน้าต่าง

            อี้หยางนอนตะแคงหันมาเห็นซางหลินมีท่าทางสงบนิ่งจึงถามว่า

            “เธอรู้เรื่องแล้วเหรอ?”

      

7.

           “เธอรู้เรื่องแล้วเหรอ?”

            ผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวจึงส่งเสียง “อืม” ตอบรับ แล้วเอ่ยปากอย่างลำบากใจ “นายเดาได้นานแล้วเหรอว่านางจะต้องตาย?”

           “พอจะเดาได้แปดถึงเก้าส่วน” อี้หยางยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งไร้คลื่นลม “เมื่อก่อนฮั่วจื่อเหรารังแกเฮ่อหลานซีก็เพราะนางไร้ที่พึ่ง แต่วางแผนสร้างกับดักไว้ไม่รอบคอบนัก พอฉันตั้งท่าจะไต่สวนอย่างจริงจังนางก็เลยหวาดกลัว การโยนความผิดให้เสี่ยวเตี๋ยรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพียงแต่ฉันคิดไม่ถึงว่าฮั่วจื่อเหราจะมีวิธีบีบให้เสี่ยวเตี๋ยยอมฆ่าตัวตาย ในมือนางต้องกุมความลับสำคัญอะไรอยู่แน่ๆ”

             เห็นซางหลินนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาจึงเอ่ยถามอย่างประชดประชัน “เธอคิดว่าฉันไม่มีจิตเมตตา ปล่อยให้นางบีบคั้นเสี่ยวเตี๋ยจนตายใช่หรือเปล่า?”

         ซางหลินตกใจรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ๆ ฉันจะคิดแบบนั้นได้ยังไง พวกเรามาอยู่ที่นี่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ยังมีข้อจำกัดในการรักษาชีวิตรอด จะให้ช่วยเหลือทุกคนก็คงเป็นไปไม่ได้? เพื่อช่วยฉัน...นายคงทุ่มเทลงมืออย่างลับๆ ไปไม่น้อย เพียงแต่ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตายเพราะฉัน... ฉัน... ละอายใจ...”

            อี้หยางคิดไม่ถึงว่าเธอจะเข้าอกเข้าใจอะไรได้ดีเช่นนี้ ช่างแตกต่างจากผู้หญิงบางคนที่ชอบโยนความผิดของตนให้ผู้อื่น

            ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยปลอบเสียงเบา “เธออย่าเสียใจไปเลย นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย เสี่ยวเตี๋ยเป็นสาวใช้ของเฮ่อหลานซี แต่ไปร่วมมือกับฮั่วจื่อเหราแว้งกัดเจ้านายที่ไร้เดียงสาของตัวเอง ทรยศบ้านเกิดเมืองนอน เดิมทีก็ไม่ใช่บ่าวผู้ภักดี ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเราทะลุมิติมาที่นี่ คนที่ตายจะต้องเป็นเฮ่อหลานซีแน่ นี่คือสิ่งที่เสี่ยวเตี๋ยเลือก... ก็ต้องแบกรับผลกรรมที่ตามมา ไม่เกี่ยวกับคนอื่น”

            หลักการพวกนี้ซางหลินเข้าใจดี แต่ก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้ ฟังอี้หยางพูดแบบนี้ก็สบายใจขึ้นเล็กน้อย ถึงอย่างนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็อดรนทนไม่ไหว หันมามองจ้องเขาอย่างน่าสงสาร “นายคิดว่า เสี่ยวเตี๋ยตายเป็นผีแล้วจะกลับมาหาพวกเราหรือเปล่า? นางวิ่งเอาหัวโขกเสาจนตาย กลายเป็นผีคงน่ากลัวพิลึก แค่คิดก็สยองแล้ว...”

            “เธอเป็นนักศึกษาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจริงๆ ใช่ไหม? หรือยังไม่จบเก้าปีแรกของการศึกษาขั้นพื้นฐาน?”

            “พวกเราทะลุมิติได้ แล้วยังมีอะไรเป็นไปไม่ได้อีกเล่า!” ซางหลินกล่าวเสริม “สิ่งที่นายไม่เคยเห็นก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริง อย่ามั่นใจในตัวเองและเย่อหยิ่งเกินไป!”

            เมื่ออี้หยางจ้องดวงตาดำขลับอันหนักแน่นของซางหลิน ก็รู้ได้ทันทีว่าเบื้องหลังถ้อยคำสำบัดสำนวนพวกนั้นคือความหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ วาจาเย้ยหยันพลันค้างอยู่ในลำคอ

            ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “เธอไม่ต้องกลัว ฉันจะไปนอนอยู่นอกห้อง ถ้ามีผีมันจะต้องมาเอาชีวิตฉันก่อนเป็นคนแรก” ไม่รู้ว่าซางหลินคิดไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่าน้ำเสียงของอี้หยางยามนี้ช่างอบอุ่นเป็นที่สุด

            “เอ่อ ฉันขอขยับเข้าไปใกล้นายอีกหน่อยได้ไหม?” ซางหลินถามอย่างลังเล “ฉันไม่ได้มีอะไรแอบแฝง แค่คิดว่าเราสองคนอยู่ใกล้กันไว้น่าจะดีกว่า...”

            อี้หยางหัวเราะเบาๆ “จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ”

            ซางหลินรีบลากผ้าห่มขยับเข้ามาประชิด แล้วนอนลงข้างกายเขาอย่างพึงพอใจ อี้หยางเห็นเส้นผมดำขลับในระยะใกล้ก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม หญิงสาวเพิ่งอาบน้ำก่อนเข้านอน ทำให้เรือนกายมีกลิ่นหอมของดอกหลานฮัวติดตรึง ชักจูงใจคนจนเตลิดไกล อี้หยางสูดกลิ่นหอมนั้นครู่หนึ่งแล้วจึงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าคืนนี้ตนตัดสินใจผิดพลาดเสียแล้ว

            เขาไม่ควรรับปากซางหลิน!

 

         ด้วยสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยว ซางหลินจึงไม่ไยดีสิ่งรอบตัว ไม่มีกะจิตกะใจจะไปวิเคราะห์โลกใบใหม่แห่งนี้อีกต่อไป เธอเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจังว่าจะกลับโลกของตัวเองได้อย่างไร เธอเคยหารือกับอี้หยางว่า ถ้าเธอและเขาขึ้นไปบนหอสูงแล้วกระโดดลงมาพร้อมกัน อาจจะสามารถทะลุมิติกลับไปได้ แต่เป็นเพราะอี้หยางไม่ยอมทดลองก่อน ช่างไร้สปิริตสิ้นดี ทำให้ซางหลินจำต้องยกเลิกวิธีนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

            เธออ่านหนังสืออย่างจริงจัง บางครั้งบางคราวก็ไปเยี่ยมเยือนเซี่ยเจินหนิง พูดคุยสัพเพเหระเพื่อสานไมตรี วันเวลาผ่านไปรวดเร็วไม่น้อย

            แต่สำหรับอี้หยางไม่ได้สุขกายสบายใจเช่นนั้น ซางหลินไม่รู้ว่าเขากำลังทำการใด เพียงแต่สัมผัสได้ว่าชายหนุ่มกำลังยุ่งจนหัวหมุน บางคืนเขาก็ผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว เธอคิดจะถามไถ่แต่ก็ไม่มีโอกาส กระทั่งคืนหนึ่งหลังจากผ่านไปได้เดือนเศษๆ ตอนที่เขาจิบน้ำชาก็ได้กล่าวย้ำกับเธอว่า “หวังไห่--ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างตัวฉันคนนั้นเชื่อใจได้ เขาไม่ใช่คนของฮั่วหง”

            ซางหลินแลบลิ้นให้ “นายแน่ใจเหรอ?”

            เมื่อเห็นเธอถามแบบนั้น อี้หยางก็แสดงท่าทางเหยียดหยามอย่างชนชั้นสูง “คิดทบทวนมานาน ถ้าเรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ ฉันคงไม่ต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”

            พูดมาถึงตรงนี้ ยังรู้สึกว่าทิ้งระเบิดไว้ไม่สาแก่ใจ จึงอธิบายต่อ “สองวันนับจากนี้ ฉันจะแต่งตั้งขุนนางต้าฉางชิว ผู้ดูแลตำหนักคนใหม่ให้เธอ วันหน้าถ้ามีความเคลื่อนไหวอะไร ก็ให้เขาส่งข่าวมาบอกฉัน”

            ต้าฉางชิวคือตำแหน่งขันทีใหญ่ มีหน้าที่คุมตำหนักฉางชิวของฮองเฮา เป็นขุนนางข้างกายฮองเฮาที่มียศสูงสุด ซางหลินไม่ไว้วางใจต้าฉางชิวคนเดิม ดังนั้น เวลาทำอะไรจึงรู้สึกว่ามีอุปสรรคขวางมือขวางเท้าไปหมด

            “นายมีวิธีเปลี่ยนตัวให้คนเดิมออกไปหรือไง?”

            “แน่นอน”

            ซางหลินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา

            “กดไลค์ให้เลยรัวๆ !”

            อี้หยางไม่หวั่นไหว สีหน้ายังคงเยือกเย็นเช่นเดิม

            ซางหลินอารมณ์ดีจึงไม่สนใจท่าทีของอีกฝ่าย คิดมากไปไม่สู้ฉวยโอกาสนี้สืบหาข่าวความคืบหน้าของเขาจะดีกว่า สองวันก่อนในวังมีการจัดแข่งขันตีลูกหนังครั้งใหญ่ เล่ากันว่าลูกหลานขุนนางผู้สูงศักดิ์ของจิ้นหยางล้วนเข้าร่วม เขาน่าจะใช้โอกาสนี้สกรีนผู้ช่วยที่มีความสามารถไว้ใช้งานได้สักรอบแล้ว

            ต้องยอมรับว่า ชายคนนี้ปากร้ายและจองหองไปสักหน่อย แต่เวลาทำงานก็ถือว่ามีวิสัยทัศน์ไม่น้อย ที่หาได้ยากก็คือ เขามีวิสัยทัศน์และพละกำลัง แต่ยังเสแสร้งทำตัวป่วยไข้อ่อนแรงไปพร้อมๆ กันได้ สมกับเป็นยอดนักแสดงจริงๆ

            กินข้าวเย็นจนอิ่มหนำแล้วยังไม่ดึกนัก ซางหลินจึงชวนเขาไปเดินเล่นเพื่อออกกำลังกายตามปกติ

            เพราะร่างกายของเฮ่อหลานซีและสีเช่อล้วนย่ำแย่ ทั้งสองจึงระมัดระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ซางหลินสามารถกินยาบำรุงฟื้นฟูร่างกายได้อย่างเปิดเผย แต่อี้หยางนั้นลำบากลำบนกว่ามาก ซางหลินไม่รู้ว่าเขามีวิธีจัดการอย่างไร แต่สีหน้าของชายหนุ่มยามนี้เมื่อเทียบกับตอนที่มาใหม่ๆ ก็นับว่าดีขึ้นมาก อี้หยางในตอนนี้ทำให้เธออดคิดถึงชายที่พบกันในบ้านของโจวจวิ้นไม่ได้ สูงใหญ่ หยัดกายตรง วางตัวดี หล่อเหลา มีราศีข่มขวัญผู้คน แค่ยืนตระหง่านอยู่ที่ไหนสักแห่งก็จะกลายเป็นศูนย์รวมสายตาได้ไม่ยาก

            ทั้งสองออกจากตำหนักฉางชิว เดินเล่นชมนกชมไม้ไปตลอดทางจนมาถึงอุทยานบุปผา ซางหลินมองประเมินสี่ทิศ เห็นต้นหลิวเขียวชอุ่มโน้มกิ่งเข้าหาริมน้ำ พลันบังเกิดจินตนาการว่าตนและอี้หยางเป็นสามีภรรยาที่กินข้าวเย็นแล้วออกมาเดินเล่นนอกบ้านกันจริงๆ ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปในโลกใหม่ใบนี้

            “คิดอะไรอยู่?” น้ำเสียงทุ้มต่ำแทรกเข้ามาในโสตประสาท ทำให้สองข้างแก้มของเธอแดงก่ำ

            “เปล่า เปล่าคิด!” ซางหลินเอ่ยอย่างติดๆ ขัดๆ

            อี้หยางขมวดคิ้ว เห็นหญิงสาวหน้าแดงเหมือนลูกมะเขือเทศ มองดูโน่นนี่แต่ไม่ยอมสบตาเขา ให้รู้สึกงุนงงไม่น้อย กำลังคิดจะซักไซ้พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้นจากด้านข้าง ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงของสตรี

            ครั้นอี้หยางหันกลับไปก็เห็นนางกำนัลชุดเขียวถูกขันทีขวางทางไว้ แต่ยังไม่วายหันมาตะโกนเรียกเขาพลางร่ำไห้ “ฝ่าบาท ฝ่าบาท... หม่อมฉันขอร้อง ได้โปรดเสด็จไปดูอาการอาจิ่นด้วยเถิดเพคะ!”

            มีนางกำนัลบุกเข้ามาขวางทางเสด็จ หวังไห่ปั๋วเกรงว่าอี้หยางจะมีโทสะ จึงรีบหันไปส่งสายตาสั่งการบรรดาขันทีน้อย ให้พวกเขารีบลากตัวนางออกไป ยิ่งร้อนใจ นางกำนัลผู้นั้นก็ยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้นทุกที

            “ฝ่าบาท ต่อให้พระองค์ไม่ไยดีสตรีที่เคยปรนนิบัติรับใช้ แต่ในท้องของนาง...คือสายโลหิตของพระองค์นะเพคะ!”

            ซางหลินและอี้หยางล้วนอึ้งงัน

 

            ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

            ซางหลินและอี้หยางก็ติดตามนางกำนัลชุดเขียวที่ชื่อเฉินเซียงผู้นั้นไปยังเรือนพำนักของนางและซูจิ่น นางกำนัลที่ถูกกล่าวขานว่าอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้

           ซูจิ่นกับเฉินเซียงล้วนเป็นนางกำนัลซึ่งมีหน้าที่ดูแลดอกไม้ในอุทยานซิ่งหยวน ยามปกติก็ไม่เคยเป็นที่สนใจของผู้ใด สองเดือนก่อนสีเช่อเกิดอารมณ์ดีขึ้นมา นึกอยากเดินชมอุทยานซิ่งหยวนเพียงลำพัง กระทั่งได้พบซูจิ่นที่หน้าตางดงามดุจบุปผา อารมณ์เสน่หาพลันพลุ่งพล่านจนอดรนทนไม่ไหว โอรสสวรรค์ร่วมอภิรมย์กับผู้ใด ย่อมต้องมีคนจดบันทึกไว้ตามหน้าที่ ทว่าครานี้สีเช่อเกรงว่าฮั่วจื่อเหราจะโกรธเคือง หรือบางทีอาจคิดจะกินฟรีไม่ยอมจ่าย จึงสั่งกำชับซูจิ่นไม่ให้เเพร่งพรายกับใคร แล้วมอบหยกก้อนหนึ่งให้ตามธรรมเนียมเท่านั้น

            เดิมทีเรื่องนี้ก็ควรจะปล่อยผ่านไป แต่โชคชะตาของซูจิ่นช่างดีเหลือล้น โอกาสเพียงหนึ่งครั้งกลับตั้งครรภ์เสียได้ กระทั่งลูกในท้องของนางเริ่มเติบโตขึ้นจนเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว ซูจิ่นกลับไม่กล้ากราบทูลให้ฮ่องเต้ทรงทราบ พอดีเช้าวันนี้เกิดตัวร้อนมีไข้สูงขึ้นมา ในที่สุดเฉินเซียง--สหายรักของนางก็ทนไม่ไหว บุกเข้าไปร้องทุกข์ต่อหน้า

พระพักตร์อย่างไม่กลัวตาย

            ภายในห้องขนาดเล็กที่ตกแต่งเรียบง่าย อี้หยางเห็นหญิงสาวนางหนึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดขาว รอบกายเงียบงันไม่มีใครเอ่ยถ้อยคำใดๆ ซูจิ่นเพิ่งตื่นจากฝัน ครั้นเห็นฮ่องเต้ก็เบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา “ฝ่าบาท... เป็นพระองค์จริงหรือเพคะ?” หญิงสาวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง “หม่อมฉัน...หม่อมฉัน...มีโทษ...”

            “เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด” อี้หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พักผ่อนเถิด ข้าจะดูแลพวกเจ้าสองแม่ลูกอย่างดี”

            ดวงหน้าของซูจิ่นพลันมีน้ำตาไหลอาบ

            กระทั่งทั้งคู่กลับไปยังตำหนักเจียวฝางและสั่งให้สนมนางกำนัลถอยออกไป ในที่สุดซางหลินก็หลุดขำออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว “ยินดีกับฝ่าบาทด้วยนะเพคะ ในที่สุดก็จะได้เป็นพ่อคนแล้ว... พระองค์บุกทะลุมิติมาคราวนี้ ไม่เพียงแต่ได้เมียเป็นโขยง ยังมีลูกกับเขาอีกคน สมเป็นผู้ชนะในชีวิตจริง!”

            อี้หยางเห็นเธอหัวเราะลั่นก็โกรธจนหายใจไม่ออก ชายหนุ่มยกยิ้มแล้วเย้ยหยันกลับไป “ใช่สิ โชคดีที่ประสบเคราะห์กรรมคราวนี้ทำให้ฉันได้แต่งกับเธอไงจ๊ะ เมียจ๋า”

            ซางหลินขนลุกขนพองจนยิ้มไม่ออกเสียแล้ว

           เห็นแววตาของอี้หยางคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ซางหลินจึงหยุดอารมณ์ขันไว้ชั่วครู่ ได้แต่ทอดถอนใจแล้วเอ่ยว่า “ทำแล้วไม่กล้ารับ เจ้าสีเช่อคนนั้นเลวจริงๆ แล้วนายคิดจะจัดการยังไง?”

            อี้หยางมองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิดโดยไม่มีคำตอบ

            เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ตำหนักในทั้งหมดล้วนทราบข่าวที่นางกำนัลแซ่ซูจากสวนซิ่งหยวนมีโชค ได้รับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้เพียงคืนเดียวกลับตั้งครรภ์ขึ้นมาได้ ฝ่าบาทแต่งตั้งให้นางรับตำแหน่งอี้หนี่ขั้นที่เจ็ด ทั้งยังพระราชทานเรือนหานชุ่ยให้นางอีกด้วย

            ตำหนักในของฮ่องเต้ไร้ทายาท ครั้นมีข่าวซูอี้หนี่ผู้นี้โผล่ขึ้นมา แน่นอนว่าต้องกลายเป็นประเด็นถกเถียงของคนในวังหลวง ต่างคาดเดาว่าลูกของนางจะคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ แล้วจะเป็นเพศชายหรือหญิง

            ฮองเฮาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ไม่กี่วันก็เสด็จไปพูดคุยกับซูอี้หนี่ถึงเรือนหานชุ่ย ทั้งยังพาหมอหลวงประจำพระองค์ไปจับชีพจรให้กับนาง ทุกสายตาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต่างคาดเดากันไปว่า ฮองเฮาน่าจะคิดดึงเด็กคนนี้มาเลี้ยงดูใต้อาณัติของตน เพื่อคานอำนาจกับฮั่วกุ้ยเฟย

            ซูจิ่นเห็นท่าทางสนิทสนมของฮองเฮาก็นึกหวาดหวั่น ครั้งแรกที่เห็นซางหลินเดินเข้ามานางก็ดิ้นรนคิดจะกระโจนลงจากเตียงเพื่อโขกศีรษะคำนับ แต่ถูกเธอห้ามไว้เสียก่อน

            “เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ การดูแลลูกให้ดีถึงจะสำคัญที่สุด กฎระเบียบไร้สาระพวกนั้นอย่าได้ใส่ใจให้มาก” ซางหลินกล่าวอย่างอบอุ่นด้วยท่าทางของเมียหลวงผู้เปี่ยมเมตตา

            ก่อนหน้านี้มีฮั่วจื่อเหราเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว นางกำนัลเล็กๆ อย่างซูจิ่นย่อมไม่มีทางรอด ฝ่าบาทไม่ทรงทราบมาก่อน แต่พวกนางรู้อยู่เต็มอก ฮั่วจื่อเหราทนเห็นหญิงอื่นคลอดลูกในวังหลวงไม่ได้ เพราะเหตุนี้ ซูจิ่นถึงไม่กล้ากราบทูลเรื่องที่นางตั้งครรภ์ให้ฮ่องเต้ทรงทราบ ใครเลยจะคิดว่าฮองเฮาที่มาใหม่ผู้นี้จะเป็นสตรีใจกว้าง ซูจิ่นซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนัก อดคิดไม่ได้ว่าสวรรค์ช่างดีกับนางเหลือเกิน

            ความตื้นตันนี้ยังคงมีอยู่จนกระทั่งฮองเฮาดื่มพิราบตุ๋นสมุนไพรของนางแล้วปวดท้องเจียนตาย สุดท้ายถึงขั้นล้มลงแล้วหมดสติไป

            คนในเรือนหานชุ่ยหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด ที่ต้องเชิญหมอหลวงก็รีบอย่างสุดชีวิต ที่ต้องไปกราบทูลฝ่าบาทก็เร่งฝีเท้าสุดกำลัง ผ่านไปไม่นาน ฮ่องเต้ก็เสด็จมาถึงเรือนหานชุ่ยด้วยท่าทางรีบร้อนกระวนกระวาย ตอนนี้ซางหลินถูกพิษจากน้ำแกงจนสลบไสลไม่ได้สติ

            “เกิดอะไรขึ้น?” น้ำเสียงของฮ่องเต้เยือกเย็นดุจน้ำแข็ง

            ซูจิ่นรับรู้เพียงว่า หายนะครั้งใหญ่กำลังพังครืนลงมาจากเพดาน และในเวลานี้ ความสนิทสนมที่ฮองเฮาปฏิบัติต่อนางก็ปรากฏขึ้นในใจนางอีกครั้ง ซูจิ่นกัดริมฝีปากแน่น ความแค้นในใจของนางไม่เคยเข้มข้นเพียงนี้มาก่อน “มีคนวางยาพิษในน้ำแกงของหม่อมฉัน แต่บังเอิญฮองเฮาเสวยเข้าไป จึง...”

            “มีคนวางยาพิษเจ้า?” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วแน่น “ใครจะทำแบบนั้นได้?”

            ซูจิ่นไม่ยอมปริปาก เฉินเซียงร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงเอ่ยว่า “ต้องเป็นพระสนมฮั่ว! จะต้องเป็นนางแน่! ในวังหลวงแห่งนี้มีทารกมากมายแค่ไหนที่ถูกนางฆ่าตาย ตอนนี้นางยังคิดจะมาทำร้ายอาจิ่นอีก!”

8.

            ผู้คนต่างตกตะลึงจนตาค้าง สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็ไม่อาจย่ำแย่ไปกว่านี้ได้

            ซางหลินดื่มน้ำแกงเข้าไปในปริมาณจำกัด เที่ยงคืนของวันนั้นก็ฟื้นคืนสติ ครั้งแรกที่ลืมตาก็พบว่าอี้หยางกำลังลูบผมเธออย่างเหม่อลอย สายตาของเขากวาดไปตามเรือนร่างของซางหลิน ไม่รู้ว่ามองหาสิ่งใด

            หญิงสาวกระแอมออกมาเสียงหนึ่ง แล้วจึงเอ่ยอย่างอ่อนแรง

            “ตอนที่นายเฝ้าไข้ข้างเตียงฉัน ช่วยทำสีหน้าแบบ...เจ็บปวดสักหน่อยไม่ได้หรือไง?”

            อี้หยางเห็นซางหลินฟื้นขึ้นมาก็เอ่ยเสียงเรียบ “ปริมาณยาถูกควบคุมไว้พอดีแล้ว ถ้าเกิดเรื่องก็แสดงว่าชะตาชีวิตของเธอถูกกำหนดให้ต้องมาตายในแดนอื่น ฉันคงพูดได้แค่...ไปดีนะ”

            ซางหลินนึกโมโหขึ้นมา “ก็รู้อยู่หรอกว่าปากหมาไม่งอกงาช้าง!”

            “ผู้หญิงใจกล้าอย่างเธอ ให้ดื่มยาพิษยังไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ ตอนนี้จะมาออดอ้อนอะไร?” อี้หยางมีสีหน้าผ่อนคลาย “ยินดีกับเธอด้วยที่ฝ่าด่านได้สำเร็จ ซูจิ่นผู้นั้นคือรางวัลของเธอ”

            “ฉันจะเอานางมาทำอะไร? เลสเบี้ยนหรือไง!”

            อี้หยางยักไหล่ “บางทีก็อาจใช่”

            ซางหลินระอาใจในท่าทางอันแปลกประหลาดของเขา จึงวกกลับเข้าเรื่องโดยเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “ลากฮั่วจื่อเหราลงน้ำได้สำเร็จหรือยัง?”

            “แน่นอน” อี้หยางเอ่ย “สองชั่วยามที่แล้วนางมาคุกเข่าอยู่นอกตำหนักเจียวฝางด้วยตัวเอง เพื่อปฏิเสธว่านางไม่ได้ทำเรื่องนี้ แต่ฉันไม่ได้ออกไปพบ”

            “เยี่ยมจริงๆ ไม่เสียทีที่ฉันใช้แผนยอมสละตัวเอง”

            ซางหลินพูดไปก็นึกถึงคืนที่ซูจิ่นถูกแต่งตั้งเป็นอี้หนี่ขึ้นมาได้ ตอนนั้นเธอเอ่ยถามอี้หยางอย่างไม่เกรงใจ “นายคิดจะใช้ซูจิ่นกับลูกเป็นเหยื่อล่อให้ฮั่วจื่อเหราลงมือ จากนั้นค่อยจับนางให้ได้คาหนังคาเขาใช่ไหม?”

            อี้หยางไม่ตอบแต่ย้อนถาม “ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ?”

            “ฉันไม่เห็นด้วย” ซางหลินพูดอย่างตรงไปตรงมา “เสี่ยวเตี๋ยตายเพราะทำตัวเอง มีจุดจบยังไงก็เพราะตัวนางเป็นคนก่อ แต่ซูจิ่นไม่ได้มีความผิดอะไร นางก็แค่แม่คนหนึ่งซึ่งไม่มีที่พึ่ง พวกเราจะหาประโยชน์จากนางได้ยังไง? เรื่องนี้มันขัดกับหลักมโนธรรมของฉัน”

            สีหน้าของเขาสงบนิ่งอยู่หลายส่วน “แต่เธอลืมไปแล้วเหรอว่า พวกเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก”

            “แต่ถ้าต้องใช้ลมหายใจคนอื่นมาต่อชีวิตให้ตัวเอง แล้วพวกเราจะต่างกับฮั่วจื่อเหราตรงไหน? บนรถเมล์ฉันยังลุกให้คนท้องนั่ง มาถึงที่นี่กลับหลอกใช้ผู้หญิงที่กำลังจะเป็นแม่คนให้เสี่ยงอันตราย ผิดคุณธรรม ฉันทำไม่ได้เด็ดขาด”

            วินาทีนั้น ซางหลินรู้สึกว่าตนเป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมในนิยายจริงๆ !

            จอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมแอบชื่นชมตัวเองอยู่ครึ่งนาที ก่อนจะก็ได้ยินฝ่าบาทรับสั่งอย่างอบอุ่นไร้เทียมทานกลับมาว่า “เช่นนั้นก็ดี ยาพิษที่ฉันเตรียมไว้จะให้เธอดื่มก็แล้วกัน”

            จอมยุทธ์หญิงร้องถามเสียงหลง “...อะไรนะ?”

            เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เรียกได้ว่า เกิดแรงกระเพื่อมที่สั่นสะเทือนไม่หยุด ทีมทะลุมิติทั้งสองต่างเหน็ดเหนื่อยจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง ตัดสินใจว่าชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ พวกเขาวางยาลงในน้ำแกงของซูจิ่น แล้วซางหลินก็ใช้จิตวิญญาณแบบเทพเสินหนงลองยาพิษ...เข้าไปชิงน้ำแกงมาดื่มเสียก่อน หลังจากนั้นหมอหลวงและฮ่องเต้ก็จะต้องรีบมาให้ทันตามเวลาที่ได้คำนวณไว้พอดิบพอดี

            ส่วนที่เฉินเซียงกล้าพาดพิงฮั่วจื่อเหราในสถานการณ์อันเลวร้ายใหญ่หลวง ก็เพราะก่อนหน้านี้เธอได้กระตุ้นความเกลียดชังและเป็นปฏิปักษ์ต่อฮั่วจื่อเหราลงในใจของเฉินเซียงไว้อย่างไม่มีพิรุธ

            ที่ผ่านมาสีเช่อไม่รู้ว่าฮั่วจื่อเหราทำเรื่องเหล่านั้น ตอนนี้อี้หยางสงสัยในตัวนาง แน่นอนว่าจะต้องมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน สถานการณ์ยามนี้จึงดูเป็นธรรมชาติ ราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

            สามวันต่อมา ฮ่องเต้ก็อ้างว่ากุ้ยเฟยมีภารกิจรัดตัว จึงอนุญาตให้เซี่ยเจาอี๋ขึ้นมากุมอำนาจดูแลตำหนักใน มองผิวเผินแล้วถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและน่ายินดี โดยที่ทุกคนก็รู้แก่ใจว่า เพราะเรื่องของซูอี้หนี่ผู้นั้น ทำให้ฝ่าบาททรงสงสัยในตัวกุ้ยเฟย เพียงแต่ต้าซือหม่าเป็นตำแหน่งใหญ่ที่มากด้วยอิทธิพล อีกทั้งฝ่าบาทก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด จึงไม่อาจจัดการอะไรให้เด็ดขาดลงไปได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด ฮั่วจื่อเหราก็หาใช่คนโปรดเช่นที่ผ่านมา ผู้คนต่างพากันปีติยินดี ส่วนฮองเฮาก็คือผู้เคราะห์ร้ายที่สุดจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะได้รับพิษทำให้ร่างกายอ่อนแรง ไม่อาจมีสิทธิ์มีเสียงกับผู้ใด จำต้องนอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในตำหนักเจียวฝาง

            นี่ก็เป็นหนึ่งในแผนการของอี้หยาง ฮั่วจื่อเหราย่อมรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เป็นคนลงมือ ครั้งนี้การวางยาพิษไร้ชั้นเชิงจนดูมีพิรุธ นางต้องคิดว่ามีคนจงใจสร้างกับดักแน่ และด้วยความที่เซี่ยเจินหนิงกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้ แน่นอนว่าจะต้องถูกสงสัยเป็นคนแรก

            ในตำหนักเจียวฝาง อี้หยางใช้ช้อนตักยาป้อนซางหลินพลางพูดจาด้วยความอ่อนโยน “ช้าหน่อย”

            ขอบลิ้นของซางหลินขมจนรู้สึกชาไปหมด แต่เขายังแสดงบทป้อนโอสถอย่างหวานชื่นต่อไป กระทั่งเธอทนไม่ไหว ต้องเอ่ยถามเบาๆ

            “นี่กำลังจะฆ่าหั่นศพกันหรือไง?”

            อี้หยางมองเห็นแววตาโกรธขึ้งของหญิงสาว ทว่ายังคงป้อนยาต่อไปอย่างไม่เร่งร้อน พร้อมกับเอ่ยวาจาสั่งสอนเธอด้วยท่าทางจริงจัง

            “ยาดีต้องขมเป็นธรรมดา อย่ากลัวขมจนไม่ยอมกินยาก็แล้วกัน”

            รู่ฮั่วที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบเอ่ยสำทับ “ใช่แล้วเพคะองค์หญิง ฝ่าบาททรงปฏิบัติอย่างอ่อนโยนถึงเพียงนี้ เห็นแก่ความรักของฝ่าบาท อย่าทรงดื้อรั้นเลยเพคะ”

            ซางหลินโกรธจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ พยายามข่มความดื้อรั้นลงแล้วยิ้มอย่างอบอุ่น แสร้งทำท่าเขินอายขณะมองอี้หยางพลางเอ่ยวาจาออดอ้อน “เช่นนั้น ฝ่าบาทต้องยอมเสวยยาเป็นเพื่อนหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันก็จะไม่ดื้ออีก”

            ฮ่องเต้ผู้ถูกออดอ้อนไปหมาดๆ ส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นกว่าเดิมตอบกลับมา “พูดจาเหลวไหล จะกินยามั่วซั่วได้อย่างไร?” จบคำก็ตักโอสถช้อนแล้วช้อนเล่าป้อนเข้าปากซางหลิน

            อี้หยางส่งชามเปล่าให้นางกำนัล ก่อนจะหันกลับไปเห็นหญิงสาวที่กำลังขมลิ้นจนอยากร้องไห้ ในที่สุดก็เอ่ยอย่างมีเมตตา “พวกเจ้าออกไปก่อน”

            เมื่อในห้องไม่มีนางกำนัลแล้ว ซางหลินก็ตะโกนลั่น “ให้ตายเถอะ” รีบเอื้อมมือไปหยิบผลไม้เชื่อมในถาดทองคำที่แกะสลักลวดลายงดงาม เธอนอนอยู่ด้านใน ส่วนอี้หยางนั้นนั่งอยู่ขอบเตียงด้านนอก ถาดทองคำอยู่ทางซ้ายมือของเขา แต่เพราะเธอโกรธอี้หยางมากเกินไป จนไม่อยากขอความช่วยเหลือ จึงขยับตัวโน้มกายไปหยิบผลไม้เชื่อมด้วยตนเอง ใครเลยจะคิดว่าร่างกายที่นอนติดเตียงมานานจะอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ ซางหลินไม่ทันระวัง พลันล้มครืนลงไปข้างหน้า ทาบทับร่างของอี้หยางไว้พอดี ชนิดเนื้อแนบเนื้อ ต่างมองหน้ากันตาไม่กะพริบ จรุงกลิ่นกายของฝ่ายตรงข้ามชัดเจน ซางหลินตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องมองอี้หยางอย่างตื่นตะลึง ส่วนตัวเขานั้นราวกับต้องมนต์สะกด ได้แต่จับจ้องใบหน้าอันงดงามของเธอในระยะประชิด

            มือของเขาวางอยู่บนเอวซางหลิน รู้เพียงว่ามันคอดบางจนสามารถจับได้อย่างพอดิบพอดี อี้หยางห้ามใจไม่ไหว ชายหนุ่มออกแรงจับเฟ้นเต็มๆ มือ ซางหลินเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าของเธอแดงก่ำ เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

            อี้หยางดึงตัวเธอให้เลื่อนลงมาอีกเล็กน้อย แล้วขยับเข้าไปหมายจะจูบซางหลิน ส่วนเธอเองก็ไม่ได้หลบเลี่ยง เพียงปิดเปลือกตาแน่นด้วยความยินยอม

            “องค์หญิง...” เสียงเรียกของรู่ฮั่วพลันหยุดชะงัก ครั้นเห็นภาพคนทั้งสองกอดเกี่ยวแนบชิด แก้มของนางก็แดงก่ำ รีบเอ่ยทิ้งท้ายไว้เพียงว่า “สายกว่านี้หม่อมฉันค่อยมาใหม่นะเพคะ” จบคำก็หายวับอย่างรวดเร็วซางหลินถอยหลังกรูดไปตามฟูกนอน มือหนึ่งยื่นไปดึงผ้าห่มฝ้ายมาห่อตัวไว้ อี้หยางเห็นท่าทางของเธอเช่นนั้น ดวงตาพลันทอประกายเดียดฉันท์ “เธอโผเข้ามาทำไมเล่า? ตกใจหมด”

            เขายังจะกล้ากล่าวโทษเธออีกรึ?

            ซางหลินโกรธจัด “แข้งขาฉันอ่อนแรงเลยไม่ทันระวัง! ฉันโผเข้าไปแบบนั้นนายก็ผลักฉันออกไม่เป็นหรือไง? ฉันโผเข้าไปนายก็จะ... จะทำอะไรฉันก็ได้เหรอ!”

            อี้หยางกวาดสายตามองซางหลินแล้วตอบกลับเสียงเรียบ “ฉันก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน”

 

            เพื่อปลอบขวัญซูอี้หนี่

            ฮ่องเต้จึงได้เลื่อนให้นางครองตำแหน่งเป่าหลินขั้นหก พร้อมทั้งมอบนางกำนัลสี่คนไว้คอยปรนนิบัติรับใช้

            นอกจากรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองแล้ว ซางหลินยังไปเยี่ยมเยือนนางบ้างเป็นครั้งคราว ถึงกระนั้น ซูจิ่นก็ยังรู้สึกว่าตนทำให้ฮองเฮาเดือดร้อน พบหน้าแต่ละครั้งเป็นต้องมองด้วยความละอายใจ ซางหลินแบกรับสายตาแบบนั้นไม่ไหว จึงไปเยี่ยมนางไม่บ่อยนัก เรือนหานชุ่ยกลับสู่ความสงบ ซางหลินรู้ดีว่าทุกคนกำลังกังวลใจเรื่องฮั่วจื่อเหรา ทำให้ไม่กล้าใกล้ชิดกับซูจิ่นมากนัก

            วันหนึ่งซางหลินนำของขวัญไปเยี่ยมนาง พอเข้าเรือนก็เห็นซูจิ่นนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย หางตายังมีคราบน้ำตาให้เห็น สายลมอ่อนพัดผ่านเกศา ไหมบุปผาบนศีรษะสะบัดไหว ทำให้นางดูงดงามและเปราะบาง น่าสงสารจับใจ

            ทิศทางที่สายตาของนางเหม่อมองอยู่นั้นก็คือ...ตำหนักเฉาหยวนของฮ่องเต้

            “ซูเป่าหลิน” ซางหลินส่งเสียงเรียก

            ซูจิ่นหันกลับมา พอเห็นว่าเป็นเธอก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าเช็ดคราบน้ำตา ซางหลินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวแล้วเอ่ยถามเบาๆ ว่า “กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”

            “หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ได้คิดอะไรเพคะ?”

            ซางหลินใคร่ครวญแล้วจึงเปรยออกไป “เจ้าอยากพบฝ่าบาทรึ?”

            ซูจิ่นเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตางุนงง

            “หากเป่าหลินอยากพบฝ่าบาท ฮองเฮาอย่างข้าจะไปกราบทูลแทนเจ้าก็แล้วกัน” ซางหลินอธิบาย “ใช่ว่าฝ่าบาททรงไม่อยากพบเจ้า เพียงแต่ช่วงนี้ในราชสำนักมีราชกิจมากมาย แทบไม่มีเวลาขยับเขยื้อน อันที่จริง พระองค์ก็ทรงคิดถึงเจ้ากับลูกเช่นกัน”

            ซูจิ่นคลี่ยิ้มยินดีด้วยน้ำตาที่ยังคงไหลอาบแก้ม “ขอบพระทัยฮองเฮา หม่อมฉัน...หม่อมฉันเองก็ไม่อยากรบกวนฮองเฮา เพียงแต่ อาจเป็นเพราะกำลังตั้งครรภ์ ทำให้รู้สึกอ่อนไหวได้ง่าย หากฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมหม่อมฉันบ้างก็คงจะดี...”

            คืนนั้น เมื่อซางหลินได้พบอี้หยางก็เอ่ยความปรารถนานี้กับเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เดิมทีคิดว่าอี้หยางจะต้องรับปาก แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คือเขากลับปฏิเสธ

            “ไม่ว่าง” อี้หยางตอบอย่างเรียบง่าย “พรุ่งนี้ฉันนัดคุณชายใหญ่จวนเจิ้นกั๋วกงไปล่าสัตว์ สามวันจากนี้ถึงจะกลับ”

            “หือ? จริงเหรอ” ซางหลินขมวดคิ้วมุ่น “ถ้าอย่างนั้น รอนายกลับมาก่อนค่อยไปเยี่ยมนางก็แล้วกัน”

            อี้หยางวางหนังสือในมือลง “ดูเหมือนเธอจะสนใจเรื่องของนางมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า? แค่เล่นละครคงไม่ต้องสมจริงสมจังขนาดนี้”

            “นายไม่อยากไปเหรอ?”

            “ไม่อยาก”

            “แต่เด็กในท้องเป็นลูกของนายนะ!” ซางหลินทักท้วงอย่างปวดร้าว “นายนี่มันใจดำ ไม่มีความละอายหรือไง?”

            อี้หยางจ้องมองเธอด้วยแววตาแน่วนิ่ง “เด็กในท้องของนางเป็นลูกสีเช่อ ไม่ใช่ลูกฉัน”

            น้ำเสียงของเขาติดจะเกรี้ยวกราดอยู่สักหน่อย ซางหลินเห็นเขามีท่าทางเยือกเย็น ก็โมโหขึ้นมาในที่สุด “นายจะไม่ไปจริงๆ ใช่ไหม?”

            คราวนี้อี้หยางไม่ตอบเอาเสียดื้อๆ เขาดึงผ้าห่มมาได้ก็ล้มตัวลงนอน ซางหลินมองด้านหลังของอี้หยางพลางกำหมัดแน่น รู้สึกว่าหัวใจร้อนรุ่มไปด้วยไฟโทสะ

            เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อี้หยางก็จากไปจริงๆ ซางหลินโกรธเคืองนัก

            หญิงสาวรีบกินข้าวเช้า เสร็จแล้วก็พานางกำนัลบุกไปยังเรือนหานชุ่ย วันนั้นทั้งวัน เธอพูดคุยกับซูจิ่นอยู่ที่นั่นเพื่อฆ่าเวลา พวกนางถึงกับจำแนกออกมาได้ว่าดอกซิ่งฮัวนั้นมีวิธีใช้ประโยชน์มากถึงสิบแบบ ครั้นจากกันในตอนค่ำก็เห็นว่าซูจิ่นอารมณ์ดีขึ้นมาก ส่วนซางหลินเองก็รู้สึกว่าวันนี้ความพยายามของเธอไม่ได้สูญเปล่า

            รู่ฮั่วไม่ค่อยเข้าใจนัก “องค์หญิงกำลังเอาใจเพื่อให้ซูเป่าหลินรู้สึกดีหรือเพคะ? ฐานะของนางต่ำต้อย ทรงยอมลดเกียรติไปดูแล นับเป็นโชควาสนาของนางแล้ว จำต้องเปลืองแรงคิดแทนนางขนาดนี้เชียวหรือเพคะ?”

            ซางหลินนั่งอยู่บนเกี้ยว มองแสงจันทร์เยือกเย็นตรงเส้นขอบฟ้า เบื้องหน้าปรากฏภาพของซูจิ่นนั่งท้องโย้พลางหลั่งน้ำตา

            หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

            สามวันให้หลังอี้หยางก็กลับมา ซางหลินข่มความรู้สึกไว้ ทำเป็นไม่สนใจเขา ตอนกินข้าวก็ไม่คิดจะเหลียวแลแม้แต่หางตา อี้หยางมองประเมินเงียบๆ อยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากแบบสงวนถ้อยคำ “ขอเหตุผลให้ฉันสักข้อ”

            ซางหลินเงยหน้ามองเขา

            “เธอดึงดันจะให้ฉันไปพบซูจิ่นเพื่ออะไร? เธอดูไม่เหมือนผู้หญิงขี้โวยวายไร้เหตุผล คราวนี้ก็ต้องมีสาเหตุเหมือนกัน”

            ซางหลินนิ่งงันอยู่นานจึงยอมเปิดปาก “ฉันรู้สึกว่านางน่าสงสาร”

            “น่าสงสาร?”

            “ใช่ นายไม่รู้สึกหรือไง?” ซางหลินให้เหตุผล “นางตัวคนเดียว อดทนทำงานอยู่ในวังอย่างน่าสงสาร ไร้ญาติขาดมิตร ที่นางพึ่งพาได้ก็มีแค่เด็กในท้องและนายเท่านั้น ไม่ว่านายจะคิดยังไง ตอนนี้นายก็คือพ่อของเด็กคนนั้น มีนายอยู่ข้างๆ จะถือว่าเป็นการปลอบโยนนางได้ดีที่สุด”

            อี้หยางจ้องตาเธออยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าไม่พูดความจริงฉันจะไปแล้วนะ”

            ซางหลินกัดฟันกรอด “ก็ได้ๆ ฉันก็แค่...” หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกๆ “เห็นนางเป็นแบบนั้น ทำให้ฉันคิดถึงแม่”

            อี้หยางไม่ได้พูดอะไรต่อ

            “แม่ของฉันตอนนั้นก็เหมือนนางในตอนนี้ อุ้มท้องฉันตัวคนเดียว อยู่ต่างแดนไร้ญาติขาดมิตร...” มีบางถ้อยคำที่ซางหลินพูดไม่ออก “ตอนนั้นฉันไม่สามารถปลอบใจท่าน ตอนนี้ก็หวังแต่ว่าจะหาชายที่เหมาะสมและเข้ากันได้ให้ท่านสักคน”

            อี้หยางจับตะเกียบหยกฉลุลายไว้ในมือ เขารู้สึกว่าตะเกียบหยกนั้นเย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็ง เย็นเสียจนจับไม่อยู่

            ชายหนุ่มวางตะเกียบแล้วกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้คำหนึ่ง “เด็กน้อยเอ๋ย” จบคำก็เดินจากไปอย่างสง่างาม

            ซางหลินถอนหายใจเบาๆ รู้สึกว่าความคิดเล็กๆ เรื่องนั้นของเธอช่างไร้ค่าเหลือเกิน

9.

            แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวอึ้งงันก็คือ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่เธอไปเยือนเรือนหานชุ่ยอีกครั้ง กลับพบว่าทุกคนต่างปีติยินดีกันจนออกนอกหน้า “มีอะไรหรือ? เหตุใดถึงอารมณ์ดีขนาดนี้” ซางหลินถามด้วยรอยยิ้มซูจิ่นคารวะตามธรรมเนียมแล้วตอบว่า “ต้องขอบพระทัยฮองเฮา เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จมาเยี่ยมหม่อมฉันถึงที่นี่แล้วเพคะ”

            ซางหลินตกตะลึง “เขามาเยี่ยมเจ้าแล้ว?”

            ซูจิ่นไม่ได้ขยายความต่อ เฉินเซียงที่อยู่ด้านข้างจึงคลี่ยิ้มแล้วตอบว่า “ใช่แล้วเพคะ ฝ่าบาททรงพูดคุยกับเป่าหลินอยู่นานพักใหญ่ กระทั่งนางหลับไปถึงได้เสด็จกลับ”

            เห็นซูจิ่นตื่นเต้นยินดีเช่นนี้ ซางหลินก็เลิกคิ้วน้อยๆ โดยไม่ได้เอ่ยสิ่งใด

            เจ้าหนุ่มนั่นก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอย่างที่สร้างภาพเสียหน่อย! ทำเป็นสงบเยือกเย็นไปได้!

            ด้วยความเฉลียวฉลาดรู้กาลเทศะ ซางหลินรู้ดีว่าไม่ควรยิ้มหยันอาการปากไม่ตรงกับใจของอี้หยาง จึงเลือกอมยิ้มแล้วมองดูสถานการณ์เงียบๆ

            คืนนั้นตอนกินข้าว หญิงสาวพินิจพิจารณาอี้หย่างอย่างลึกซึ้ง

            “นายอย่าเขินอายไปเลย ฉันเข้าใจดี จะไม่ถามอะไรทั้งนั้น”

            อี้หยางคีบหน่อไม้ใส่ชามให้ซางหลิน อมยิ้มแล้วตอบว่า “ถ้าเธอยังมองอยู่แบบนั้น ฉันคงคิดว่าเธอตกหลุมรักฉันแน่ๆ”

            ซางหลินมองเขาด้วยแววตาหยาดเยิ้ม “นายช่างอบอุ่นอ่อนโยนขนาดนี้ ฉันคงตกหลุมรักนายแล้วจริงๆ”

            อี้หยางนิ่งเงียบลงในพริบตา ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ไหน พวกเรามาคุยเรื่องวัยเด็กอันแสนอาภัพของเธอกันต่อดีกว่า”

            “...เอ้า กินน่องไก่เข้าไป” ซางหลินตัดบท

 

            ตั้งแต่ฮั่วจื่อเหราถูกลดทอนอำนาจ วันเวลาของซางหลินก็สุขสบายขึ้น

            เธอรู้สึกว่าอี้หยางช่างมีความสามารถนัก ทว่าอารมณ์ดีได้ไม่นาน อี้หยางที่เปี่ยมความสามารถก็มอบข่าวร้ายให้เธอเสียแล้ว นั่นก็คือราชทูตจากแคว้นเยียนคณะหนึ่งกำลังเดินทางมาคารวะฮ่องเต้เว่ย ขณะเดียวกันก็ประสงค์จะขอพบฮองเฮาซึ่งแต่งมาอยู่แดนไกลอย่างเธออีกด้วย...อี้หยางเอ่ยอย่างบริสุทธิ์ใจ “ถ้าทำตัวมีพิรุธ ฉันจะไม่ช่วยเธอแน่”

            ซางหลินน้ำตาแทบไหล เริ่มรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับเฮ่อหลานซีอย่างไม่รอช้า

            ราชทูตแคว้นเยียนเข้ามาถึงวังหลวงในวันนั้น คนของตำหนักในต่างวิ่งวุ่นกันจนเหน็ดเหนื่อย ซางหลินสืบข่าวอยู่นานถึงรู้ว่า เดิมทีในสี่ราชทูตมีอยู่หนึ่งที่ค่อนข้างเป็นคนสำคัญ ผู้นั้นก็คือโอรสขององค์หญิงโหวฟู่ฉางแห่งแคว้นเยียน ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งเฟิ่งเชอตูเว่ย นามว่าเกาเฉิน

            นอกจากนี้เขายังมีสมญานามว่า ยอดชายงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเยียน

            ยอดชายงามอันดับหนึ่ง! แค่ได้ยินสมญานี้ ซางหลินก็บังเกิดจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด แม้อี้หยางจะรูปงามแต่กลับมีนิสัยน่ารังเกียจ เสียดายใบหน้าหล่อเหลานั้นจริงๆ ซางหลินหวังว่าพี่รูปหล่อคนใหม่จะไม่ทำให้พระเจ้าผู้สร้างมนุษย์ผิดหวัง ได้โปรดเป็น ‘เทพบุตรสุดหล่อ’ ให้สมฉายาทีเถิด!

            ทว่า สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ เทพบุตรสุดหล่อ กลับเป็นพระเอกตัวจริงของเธอ

            เหนือแผ่นศิลาสลักลวดลายมังกรทอดยาว ณ ตำหนักหน้าของวังหลวงแห่งแคว้นเว่ยถูกปกคลุมไปด้วยชายธงประจำแผ่นดินโบกสะบัด เหล่าขุนนางยืนรออย่างเงียบกริบอยู่สองฟากฝั่ง ซางหลินนั่งอยู่ข้างกายอี้หยาง มองดูเงากลุ่มคนเบื้องหน้าขยับใกล้เข้ามาทุกขณะ ม่านตาของเธอค่อยๆ ขยายกว้างอย่างห้ามไม่อยู่

            ชายผู้นั้น ทำไมถึงคล้ายกับคนในความทรงจำของเธอนัก? แต่ว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 21 เขาไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้!

            อย่าบอกนะว่า เขาก็ทะลุมิติมาเหมือนกัน?

            ราชทูตทั้งสี่คุกเข่าคำนับ “ถวายบังคมฮ่องเต้เว่ย” อี้หยางแย้มยิ้มแล้วบอกให้พวกเขาลุกขึ้น ก่อนจะหันไปสบเข้ากับดวงตาที่แข็งค้างของซางหลิน

            ที่เธอมองก็คือ...เกาเฉิน?

            ชายหนุ่มยิ้มอย่างอบอุ่น “ฮองเฮาพบคนสนิทเก่าแก่ทั้งที เหตุใดไม่ทักทายสักคำเล่า?”

            ซางหลินพลันได้สติ พยายามคลี่ยิ้มเอ่ย “ทุกท่านคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง” เว้นไปหนึ่งจังหวะ “ดอกเหมยที่อี้ตูปีนี้เบ่งบานงดงามดีหรือ?”

            เธอตั้งคำถามได้ประหลาดนัก ชาวเยียนกลุ่มใหญ่ต่างเปลี่ยนสีหน้ากันจนดูผิดสังเกต หนึ่งในคณะทูตที่มีอายุราวสิบปีเศษตอบอย่างนอบน้อม “ทูลฮองเฮา ตอนที่กระหม่อมจากแคว้นเยียนมาเป็นช่วงเดือนสาม ดอกเหมยที่อี้ตูได้ร่วงโรยแล้ว แต่เมื่อปีกลายนั้นเบ่งบานรับเหมันต์ งดงามเสียยิ่งกว่าปีที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ”

            ซางหลินพยักหน้ารับ “เช่นนั้น ข้าก็วางใจ”

            เกาเฉินมองพื้นขณะกราบทูลเสียงเรียบ “ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงทราบดีว่าองค์หญิงโปรดปรานดอกเหมยมาก จึงกำชับให้พวกกระหม่อมนำต้นกล้าจำนวนหนึ่งซึ่งขุดจากอุทยานบุปผาในวังหลวงติดมาด้วย หากองค์หญิงทรงนำไปปลูกไว้ในอุทยาน ย่อมช่วยประโลมใจให้คลายคิดถึงบ้านได้พ่ะย่ะค่ะ”

            เขาเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่สังเกตเห็นความหวั่นไหวของซางหลิน

            หญิงสาวเห็นเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งสับสนนัก หรือว่าเป็นแค่คนหน้าคล้าย?

            คืนนั้น ซางหลินยังคงอึดอัดใจไม่หาย อี้หยางเลิกคิ้วมองด้วยความสนใจ “อะไร เห็นเขาหน้าตาหล่อเหลาเข้าหน่อย ดอกไม้ในใจเลยเบ่งบานหรือไง?”

            ซางหลินมองค้อนจนตาคว่ำ “ฉันเบื่อจะสนใจนายแล้วนะ”

            อี้หยางก็มองประเมินเธออีกครั้ง “หรือว่า...หรือว่าเธอเกิดถูกอกถูกใจไอ้...ยอดชายงามอันดับหนึ่งนั่น? เมื่อกลางวันถึงมองมันจนตาค้าง”

            ซางหลินใช้มือเท้าคาง สายตาเหม่อมองไปในอากาศอย่างเลื่อนลอย ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยถามเบาๆ “นายคิดว่า นอกจากพวกเราแล้ว คนอื่นจะสามารถทะลุมิติเวลามาที่นี่ได้อีกไหม?”

            อี้หยางขมวดคิ้วถาม “เธอหมายความว่าอะไร?” เขาเป็นคนหัวเร็ว พริบตาเดียวก็กระจ่างขึ้นมาทันที “เธอสงสัยว่าเกาเฉินจะทะลุมิติมาเหมือนกัน? เธอรู้จักเขา?” ประโยคสุดท้ายชายหนุ่มเอ่ยอย่างมั่นใจ

            ซางหลินพยักหน้ารับ “ในโลกปัจจุบัน ฉันมีเพื่อนหน้าตาคล้ายกับเขามาก”

            “เพื่อน?” อี้หยางจ้องตาซางหลิน “หรือแฟน?”

            “ถ้าเป็นแฟนก็ดีน่ะสิ...” ซางหลินรำพัน

            “อ้อ ฉันเข้าใจแล้ว แอบรักเขาข้างเดียวใช่ไหม?” อี้หยางยิ้มอย่างน่ารังเกียจ “จุ๊ๆ ๆ ดูไม่ออกจริงๆ ว่าวีรสตรียอดนักรบอย่างเธอจะแอบรักใครเป็นกับเขาด้วย”

            “นายสินักรบบ้าบิ่น! นักรบบ้าบิ่นกันทั้งก๊ก!” ซางหลินเปลี่ยนท่าทีจากเขินอายเป็นโกรธขึ้ง “ฉันจะบอกนายให้นะ วันนี้ฉันได้พบกับเกาเฉิน ไม่แน่ว่าอาจเป็นบุพเพที่สวรรค์ประทานให้ โชคชะตาเข้าข้างฉันแล้ว!”

            “พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของเธอ!” อี้หยางตบบ่าซางหลินด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา “ตอนนี้สามีของเธอก็คือฉัน”

            ซางหลินหันขวับทันควัน “ถ้าอย่างนั้น เขาก็ต้องเป็นพระรองของฉัน”

            “พระ...รอง?”

            “ใช่น่ะสิ” ซางหลินตีสีหน้าจริงจัง “นางเอกที่ทะลุมิติมาทุกคนก็ต้องมีพระรองด้วยกันทั้งนั้น!”

            เห็นอี้หยางทำท่าทางไม่สนใจ ซางหลินก็กล่าวต่อไปว่า “หนังเรื่องข้ามมิติลิขิตสวรรค์ เคยดูไหม?”

            อี้หยางตอบสั้นๆ “ไม่”

            “ผ่านฟ้า รักทะลุมิติล่ะ?”

            “ก็ไม่...”

            “เจาะเวลาหาจิ๋นซีต้องเคยดูแน่ๆ ?”

            อี้หยางเงียบงันครู่ใหญ่ “เคยผ่านตาไปแวบเดียวนับไหม?”

            ซางหลินมองเขาอย่างสงสารจับใจ “เจ้าหนุ่มเอ๋ย เห็นทีนายจะไม่มีคุณสมบัติของยอดชายในนิยายทะลุมิติเอาซะเลย”

 

            เข้าสู่วันที่สาม ในการมาเยือนจิ้นหยางของคณะราชทูต

            ฮ่องเต้ได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นบริเวณศาลาคู่ริมสระจิ่วฉู่ เพื่อรับรองขุนนางชั้นเฟิ่งเชอตูเว่ยที่เดินทางมาไกลอย่างเกาเฉิน ในฐานะองค์หญิงเยียนที่แต่งมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ฮองเฮาเฮ่อหลานซีจึงเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ในครั้งนี้ด้วย

            ระหว่างร่วมรับประทานอาหาร ตัวแทนทั้งสองฝ่ายก็เสนอแนะและหารือเรื่องความสัมพันธ์ของเยียนกับเว่ย เกาตูเว่ยคนหนึ่งนำของกำนัลที่เตรียมไว้ถวายฮ่องเต้เว่ย ส่วนฮ่องเต้เว่ยก็แนะนำอาหารขึ้นชื่อแก่เกาตูเว่ย และเชิญชวนให้หาเวลาว่างไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญและทัศนียภาพในจิ้นหยางสักรอบ เวลาในงานเลี้ยงนับว่าผ่านไปอย่างรื่นเริงทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

            ดื่มสุราหมดจอกที่สาม ฮ่องเต้ก็แสร้งทำเป็นถูกดอกบัวในสระจิ่วฉู่แห่งนี้ดึงดูดสายตา ทรงเยื้องย่างช้าๆ มาที่ริมสระน้ำ เพราะฝ่าบาทมีรับสั่งให้นางกำนัลทั้งหมดเฝ้าอยู่ด้านนอก ในเวลานี้ศาลาคู่อันโอ่อ่าจึงเหลือเพียงฮองเฮาและเกาตูเว่ยตามลำพัง

            ซางหลินคลี่ยิ้มพลางประคองจอกสุรา เธอยกกระบอกแขนเสื้อขึ้นป้องปากแล้วจิบดื่มช้าๆ สายตายังคงมองประเมินเกาเฉิน

            อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าของเขาคมชัด คิ้วเข้ม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากล่างบางเฉียบมีเสน่ห์นั้นเม้มแน่นดูเคร่งครัด นี่คือใบหน้าของยอดบุรุษผู้หล่อเหลาที่สุดคนหนึ่ง ต่างจากสีเช่อที่ดูสง่างาม ใบหน้านี้ดูแข็งกร้าวกว่ามาก

            คล้ายกันจริงๆ ไม่ถูก ต้องบอกว่าเหมือนราวกับเป็นคนเดียวกันต่างหาก เธอก็ดี อี้หยางก็ดี ใบหน้าที่แท้จริงก็ล้วนแต่เหมือนกับใบหน้าของร่างในโลกนี้มากถึงหกส่วน แต่เกาเฉินผู้นี้ช่างเหมือนคนในความทรงจำของเธอราวกับแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน

            ขณะกำลังครุ่นคิดอย่างว้าวุ่น เกาเฉินก็เงยหน้าขึ้นแล้วอมยิ้มบางๆ ส่งให้ เห็นได้ชัดว่าสีหน้าท่าทางพินอบพิเทาห่างเหิน แต่คำพูดคำจาที่เปล่งออกมากลับทำให้ซางหลินสั่นสะท้าน “เจ้าสบายดีหรือไม่?”

            “อะไรนะ?”

            เกาเฉินยังคงใช้สีหน้าของขุนนางที่เข้าเฝ้าฮองเฮาอย่างนบนอบ น้ำเสียงนั้นอบอุ่นกว่าเดิมมาก “อยู่ที่นี่มานานแล้ว คุ้นเคยขึ้นบ้างหรือไม่? พบเจอเรื่องวุ่นวายใจบ้างหรือเปล่า?”

            “ยังสบายดี...”

            เกาเฉินเงียบงันไปชั่วครู่ “ข้าขอโทษ พบกันที่หน้าตำหนักวันนั้น ข้ารู้ดีว่าเจ้ากำลังมองมา แต่ก็ไม่ได้ตอบสนอง ข้าไม่ตั้งใจจะทำให้เจ้าผิดหวัง เพียงแต่อยู่ในสายตาของคนหมู่มาก ข้าเกรงว่าเจ้าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่จนถูกจับผิดเอาได้”

            ซางหลินรู้สึกว่าหัวใจของเธอกำลังเต้นแรงขึ้นทุกขณะ ราวกับมันจะทะลุคอหอยออกมา งานเลี้ยงเล็กๆ ในวันนี้ เดิมทีอี้หยางตั้งใจจัดขึ้นเพื่อหาโอกาสให้เธอได้สืบว่า เกาเฉินผู้นี้ใช่คนที่เธอรู้จักหรือเปล่า

ตอนนี้รอบตัวไม่มีใครอื่น เขาใช้คำพูดเทือกนี้คุยกับเธอ หรือพยายามจะบอกว่า...เขาก็คือผู้ชายคนนั้นจริงๆ ...

            “เจ้า...มาที่นี่ได้ยังไง?” ซางหลินถามเสียงต่ำ

            ดวงตาของเกาเฉินฉายแววอับจน ที่มากกว่านั้นก็คือรอยยิ้มเย้ยหยันตนเอง “ข้าไม่รู้ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว”

            แววตาของซางหลินพลันทอประกายเจิดจ้า เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร... ทะลุมิติมาอย่างคลุมเครือ ก็เหมือนกับพวกเขาทั้งสองใช่ไหม? ยังมีคำพูดแฝงความนัยของเขาเมื่อครู่ เป็นรูปประโยคซึ่งใช้กับคนที่สนิทสนมกันเท่านั้น

            สวรรค์ โอ้สวรรค์ นี่เธอจะได้เชื่อมบุพเพกับเทพบุตรรูปงามจากการทะลุมิติจริงเหรอ? สวรรค์ช่างใจดีกับเธอเหลือเกิน!

            “นายมาอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน?” หญิงสาวใช้น้ำเสียงเหมือนกำลังแลกเปลี่ยนรหัสลับของหน่วยใต้ดิน

            เกาเฉินตกตะลึงเล็กน้อย “ในที่สุดก็ปิดเจ้าไม่ได้ คณะทูตของเรามาถึงจิ้นหยางเมื่อสามวันก่อน ส่วนข้า...มาถึงที่นี่ได้เดือนกว่าแล้ว”

            “อ้อ...” ดังนั้น เขาเพิ่งทะลุมิติมาได้แค่หนึ่งเดือนนั่นเอง “นายเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ใช่ไหม? ถูกใครจับได้หรือเปล่า?”

            “วางใจเถิด ข้าระวังตัวมาก ไม่ถูกใครจับพิรุธได้โดยง่าย สถานการณ์ในจิ้นหยางนั้น ข้าคุ้นเคยดี”

            “อย่างนั้นก็ดี...”

            ดวงตาของเกาเฉินฉายแววว้าวุ่น “เรื่องราวก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้าผิดต่อเจ้า เจ้า...ยังถือโทษข้าหรือไม่?”

            ซางหลินหน้าถอดสี ตอนนี้เมื่อลองคิดทบทวนให้ดี...อดีตของเขาและเธอล้วนแต่เป็นเรื่องหลอกลวง แต่ถ้าพูดกันตามจริง ทั้งหมดก็เพราะเธอหาเรื่องใส่ตัว คงโทษอะไรเขาไม่ได้

            หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือ “เรื่องพวกนั้นก็ผ่านมานานแล้ว ตอนนี้ได้พบนายอีกครั้ง ฉันก็ดีใจแล้ว”

            ในมิติใหม่นับเป็นสถานที่อันแปลกประหลาด ได้พบคนเคยชอบพอ ซางหลินดีใจนัก

            “ฉัน...”

            “ซีเอ๋อร์” เกาเฉินเอ่ยเรียกเสียงต่ำ แล้วมองเธออย่างจริงจัง “วางใจเถิด ข้าจะต้องคิดหาหนทางพาเจ้าหนีออกไปจากที่นี่ให้จงได้!”

            ซางหลิน “...หือ?”

 

            สรุปว่า เธอเข้าใจผิดไปเอง?”

            อี้หยางใช้มือหนึ่งเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างก็พลิกอ่านฎีกา ชายหนุ่มหันมาเอ่ยถามอย่างผ่อนคลาย “เกาเฉินแค่มีหน้าตาเหมือนกับหนุ่มที่เธอแอบชอบ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่คนเดียวกัน ถูกไหม?”

            ซางหลินนั่งอยู่ที่เดิมอย่างไม่สบอารมณ์ หน่ายจะตอบโต้แม้แต่คำว่า ‘หนุ่มที่เธอแอบชอบ’ เสียด้วยซ้ำ “อืม ฉันเข้าใจผิดเอง แต่ว่าเขาจะต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับเฮ่อหลานซีอย่างแน่นอน”

            “ก็พอจะเดาได้” อี้หยางยิ้มบางๆ “ตอนนี้คิดๆ ดูแล้ว พวกเขาสองคนเติบโตมาด้วยกัน น่าจะแอบวางแผนอนาคตร่วมกันไว้แน่”

            “วางแผนอนาคต...” ซางหลินทวนคำซ้ำอีกรอบ ใช่แล้ว ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ในยุคโบราณนั้นง่ายต่อการสานสัมพันธ์หวานชื่น ระหว่างทั้งสองนั้น หนึ่งเป็นลูกสาวของฮ่องเต้ ส่วนอีกคนก็เป็นลูกชายขององค์หญิงใหญ่ สองฝ่ายล้วนมีฐานะสูงส่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้เดิมทีควรเป็นวาสนาที่แสนวิเศษ แต่น่าเสียดาย...

            “เฮ่อหลานซีในตอนนั้นคงคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายนางกับลูกพี่ลูกน้องจะต้องแยกจาก แล้วแต่งออกมาอยู่ไกลถึงต่างแคว้น ห่างกันคนละฟากฟ้า”

            “ดูเธอเศร้าใจมาก!” อี้หยางเลิกคิ้วถาม “อะไรกัน ถูกดับฝัน วิมานดอกไม้ของเธอล่มสลายแล้วหรือไง?”

            ซางหลินแสดงท่าทางเดียดฉันท์ใส่ แต่ไม่ได้ต่อปากต่อคำ

            อี้หยางถอนหายใจพลางวางฎีกาลง แล้วเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเธอช้าๆ “ไหน แม่สาวน่าสงสาร ให้ข้าได้เชยชมเจ้าหน่อยเป็นไร”

            คางของซางหลินถูกเขาบีบเอาไว้แน่น หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นทันที “ยังจะทำเป็นเล่นอีก?” ตอนทะลุมิติมาและได้พบหน้ากันครั้งแรก ซางหลินก็ถูกเขาบีบคางเล่นแบบนี้ เธอยังไม่ลืมหรอกนะ!

            เจ้าหนุ่มนี่เป็นโรคจิต ชอบบีบคางคนอื่นเล่นหรือไง!

        อี้หยางพลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาที่เหมือนดั่งสายน้ำในฤดูสารทจับจ้องซางหลินนิ่ง หญิงสาวได้รับผลกระทบจากสายตาคู่นั้น พลันกลืนน้ำลายพลางสบตาเขาอย่างตื่นเต้น “นาย...จะทำอะไร?”

            “ความจริง ฉันก็แค่สงสัยเล็กน้อย พวกเรานอนเตียงเดียวกันมานานหลายเดือน ทำไมเธอถึงไม่เกิดความรู้สึกอะไรกับฉันบ้าง?” อี้หยางเอ่ยอย่างจริงจัง “จะว่าไป ฉันก็เก่งกาจขนาดนี้ แล้วยังอบอุ่นช่างเอาใจ เทียบกับหนุ่มที่เธอแอบชอบนั่น ฉันด้อยกว่าตรงไหน? ทำไมเธอไม่หลงเสน่ห์แววตาของฉันบ้าง ไม่เข้าใจจริงๆ !”