เธอกวาดตามองผีผีแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “รอตรงนี้สักครู่ ฉันจะไปถามเจ้าหน้าที่ที่ห้องเก็บวัตถุโบราณให้”
ห้องทำงานแห่งนี้รกมาก บนโต๊ะมีกระดาษกองโตสุมอยู่ และมีคอมพิวเตอร์ฝุ่นเขรอะตัวเก่าวางตรงมุมขวา
จู่ๆ ท้องของผีผีก็ร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ เนื่องจากรีบร้อนเธอจึงไม่ได้แวะหาอะไรกินก่อน
ผีผีรู้สึกเขิน จึงก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย ทว่าเขากลับไม่สนใจ และยังคงนั่งกอดอกด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เลขาคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับข่าวร้าย “ขอโทษด้วยค่ะ หยกชิ้นนั้นไม่อยู่แล้ว”
“ไม่อยู่?” เฮ่อหลันจิ้งถิงแสดงอาการไม่พอใจ “นี่มันสมบัติของชาติเลยนะ!”
“ไม่อยู่ก็คือไม่อยู่ไงคะ พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“จะไม่อยู่ได้ยังไง?” เขายังคงไม่ลดละ
“ที่ว่าไม่อยู่ ก็เพราะผู้อำนวยการได้เอาไปไว้ในห้องทำงานของท่านแล้ว” ในที่สุด เธอก็ยอมบอกความจริง
“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยไปแจ้งท่านผู้อำนวยการที ว่าผมมาขอพบ”
เลขาสาวทำท่าเหมือนจะบ่ายเบี่ยง แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฮ่อหลันจิ้งถิง เธอก็เดินออกไปโทรศัพท์ที่ห้องข้างๆ สักพักก็กลับมาพร้อมกับคำเชิญ “ตามมาทางนี้ค่ะ”
เสือหยกตัวดังกล่าวนอนสงบนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่ขนาดเท่าฝ่ามือ ตรงศีรษะของมันปรากฏร่องรอยสึกหรอเล็กๆ
เฮ่อหลันจิ้งถิงหยิบถุงมือเนื้อนุ่มขึ้นมาสวม จากนั้นก็ทำการกะน้ำหนักของมันด้วยฝ่ามือ ไม่นานนักเขาก็วางมันลงบนผ้ากำมะหยี่ ก่อนจะหยิบแว่นขยายและไฟฉายขึ้นมาตรวจดูเส้นลายและสี
“นี่คือของปลอมใช่ไหม?” ผีผีชี้ไปที่รูกลมๆ ด้านหลังตัวเสือ “ช่างในสมัยจั้นกว๋อ สามารถเจาะรูได้กลมขนาดนี้เชียว? ดูยังไงก็เหมือนกับใช้เครื่องเจาะเลย”
“รูกลมๆ พวกนี้ มีมาตั้งแต่สมัยเหลืองจู่แล้ว” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เหลืองจู่กับจั้นกว๋อ อันไหนมาก่อนหลัง?”
“นับจากปัจจุบันย้อนไปห้าพันปี”
“แล้วมันก่อนหรือหลังล่ะ?”
เฮ่อหลันจิ้งถิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก่อน!”
ทันใดนั้น เสียงกระแอมหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง
พอหันไป พวกเขาก็พบกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างสูงใหญ่กำยำสองคนตรงประตู
เฮ่อหลันจิ้งถิงปรับไฟฉายให้สว่างมากขึ้น จากนั้นก็หยิบสายวัดขึ้นมาวัดความสูงและระยะห่างของลวดลาย
“ตรงนี้แสงน้อยมาก คุณน่าจะถอดแว่นดำออกนะคะ หรือจะให้ฉันช่วยถือก็ได้นะ”
“คิดเสียว่าผมเป็นคนตาบอดก็แล้วกัน”
“แต่เมื่อวานที่พิพิธภัณฑ์ คุณไม่ได้ใส่แว่นนี่?”
เท่าที่จำได้ เขาเพิ่งจะควักแว่นดำออกมาใส่ตอนที่ได้ยินเสียงเธอ “หรือคุณจะใส่เฉพาะตอนที่อยู่ใกล้ฉัน?”
“ใช่ คุณนี่สำคัญกับผมมากๆ เลยนะ!”
“.....”
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ผีผีก็อดที่จะเซ้าซี้อีกไม่ได้ “คุณดูพอรึยังคะ?”
“ยังไม่พอ”
“จะดูอีกนานไหม?”
“สักพัก”
“ฉันหิวแล้ว”
“หน้าพิพิธภัณฑ์มีร้านอาหาร”
“แต่ฉันมีเงินไม่พอ”
เนื่องจากต้องรีบมาให้ทันเวลา ผีผีเลยจำใจนั่งรถปรับอากาศประจำทางแบบด่วนพิเศษวีไอพี เงินส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่ารถแล้ว แถมยังต้องกันบางส่วนไว้สำหรับขากลับอีก
เฮ่อหลันจิ้งถิงลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทำการส่งหยกชิ้นนั้นคืน ก่อนจะหันมาถามผีผีว่า “คุณอยากกินอะไร?”
“บะหมี่”
“แล้วถ้ามีเงินมากกว่านี้ คุณอยากจะกินอะไร?”
“สุยจู่อวี่[1]”
เฮ่อหลันจิ้งถิงพยักหน้า ก่อนจะพาเธอไปกินที่ร้านอาหารเสฉวน
พอเปิดเมนูอาหารขึ้นดู ผีผีก็ชะงักไปเล็กน้อย ‘อาหารเสฉวนแพงขนาดนี้เลย?’
“ไม่ต้องกังวล ผมเลี้ยงเอง”
ได้ยินเช่นนั้น ผีผีก็สั่งอาหารมาสองอย่าง นั่นก็คือต้มปลากับเห็ดผัดใจผัก
“สุยจู่อวี่เยอะมาก น่าจะพอสำหรับสองคน”
“ผมไม่กิน คุณกินได้เลย”
“คุณไม่หิวเหรอคะ?
“ไม่หิว”
“ปกติคุณไม่ชอบกินมื้อค่ำนอกบ้านใช่ไหม?”
“ของที่ผมกิน คุณไม่ชอบกินเหรอก”
“ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะ ลิ้นของฉันไม่ต่างจากจระเข้เท่าไหร่ ว่าแต่... คุณชอบกินอะไรเหรอ?”
“ผมกินดอกไม้”
“ดอกไม้?” ผีผีขมวดคิ้ว “บร็อคโคลี่? ดอกกะหล่ำ? เห็ดหูหนู? ฮวาเจียว[2]?”
เฮ่อหลันจิ้งถิงส่ายหน้า
ผีผีเบนสายตาไปยังแจกันดอกคาร์เนชั่นบนโต๊ะอาหาร “คุณหมายถึงดอกไม้สด... แบบนี้?”
“ใช่”
“แบบ... แบบนี้จริงๆ เหรอคะ?”
“ใช่ ผมกินดอกไม้แดง”
“แต่นี่มันคาร์เนชั่น”
“สำหรับผม มันคือดอกไม้แดง”
“อ้อ”
ผีผีรู้สึกอยากที่จะสนทนากับเขามากขึ้นไปอีก เธอจึงรีบชวนคุยต่อ “คุณชอบกินดอกไม้สดแบบไหนเหรอคะ? ตากแห้งแล้วเอาไปชงเป็นชา เคลือบน้ำตาล เอาไปเชื่อม หรือเอาไปต้ม?”
“กินสดๆ”
ผีผีหยิบดอกคาร์เนชั่นขึ้นจากแจกันแล้วส่งให้เขา “ถ้าอย่างนั้น ลองกินให้ฉันดูหน่อยจะได้ไหม?”
“ไม่กิน”
“ทำไมล่ะคะ?”
“มันมีสารเคมี”
“คุณกินเฉพาะดอกไม้ออร์แกนิค?”
“อืม”
“แล้ววันหนึ่งต้องกินกี่ดอกคะ? นับเป็นดอกหรือนับตามน้ำหนัก?”
“ไม่เคยนับ”
“ปกติคุณซื้อดอกไม้จากที่ไหนเหรอคะ? ร้านขายดอกไม้หรือเปล่า?”
“ปลูกเอง ผมมีสวนดอกไม้ใหญ่มาก”
“แล้วถ้าปลูกไม่พอกินล่ะคะ?”
“ก็ต้องอด”
‘ที่แท้ฟาร์มดอกไม้ก็คืองานอดิเรกของเขา’ เธอรีบเก็บข้อมูลใส่สมองทันที
ผีผีกวาดตาสำรวจรูปร่างของอีกฝ่ายพลางเอ่ย “เพราะได้รับสารอาหารไม่ครบ คุณถึงได้ผอมขนาดนี้”
ขณะนั้น สุยจู่อวี่ชามใหญ่ยักษ์ก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ ผีผีหิวโซจนลืมรักษามารยาท เธอยกถ้วยตรงหน้าขึ้นและพุ้ยข้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีเฮ่อหลันจิ้งถิงนั่งมองอยู่เงียบๆ
เธอก้มหน้าก้มตากินกระทั่งข้าวหมดไปสองถ้วย
“ผมชอบเวลาคุณกินข้าวนะ มันเงียบสงบดี” เฮ่อหลันจิ้งถิงโพล่งขึ้น
“คงเหมือนตอนที่ฉันใช้ความคิดนั่นแหละ” เธอเงยหน้าและส่งยิ้มให้เขา
แม้ใบหน้าของผีผีจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่รอยยิ้มของเธอพิเศษมาก จมูกมีรอยย่นน้อยๆ หางตาเชิดขึ้น หางคิ้วมีแววยั่วยวน
เมื่อได้จ้องมองอีกฝ่าย แววตาของเฮ่อหลันจิ้งถิงก็อ่อนโยนลง เขาชี้นิ้วไปที่ซุปสาหร่ายและพูดขึ้นว่า “ซดน้ำแกงบ้างสิ กินเร็วขนาดนี้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก!”
ผีผียกชามน้ำแกงขึ้นซดรวดเดียวหมด พอเช็ดปากเสร็จ เธอก็ล้วงเอาหยกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมายื่นให้เขา “ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อเช้า อยากให้คุณช่วยดูหน่อย”
ตอนออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เธอก็สะดุดเข้ากับหยกสีเขียวสดที่มีคนเอามาวางขายบนพื้น ต่อรองราคาอยู่นาน พ่อค้าก็ยอมขายให้ในราคาสิบหยวน
เฮ่อหลันจิ้งถิงมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะโยนหยกชิ้นนั้นลงถังขยะ
“คุณโยนหยกของฉันทิ้งทำไม?”
“ขยะ”
“แต่ฉันเสียเงินซื้อมานะ!”
ผีผีก้มตัวลงและตั้งใจจะคุ้ยขยะ ทว่าเสียงขากถุยของผู้ชายโต๊ะข้างๆ ก็ทำให้เธอต้องชักมือกลับ
“ไม่ต้องคุ้ยหรอก เดี๋ยวผมหาอันใหม่ให้เอง”
“ทำไมฉันจะต้องรับของจากคุณด้วย?”
“แค่ของนำโชค ไม่แพงหรอกน่า” พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา ในนั้นมีช่องเล็กๆ สำหรับใส่เหรียญอยู่ พอเปิดออก เขาก็หยิบลูกแก้วลูกเล็กๆ ที่ร้อยด้วยเชือกสีดำขึ้นมา ก่อนจะนำมาผูกที่ข้อมือข้างซ้ายของเธอ
ผีผีตะลึงกับการผูกเชือกเป็นรูปดอกไม้และขมวดปมอย่างคล่องแคล่วของอีกฝ่ายมาก
“เสร็จแล้ว” เขาใช้มีดเล่มเล็กตัดปลายเชือกออก
“ลูกแก้วนี่ทำจากอะไรคะ? ไม่เห็นเหมือนหยกเลย” ผีผีกลิ้งลูกแก้วเล่นไปมา
“ไม่ใช่หยก”
“มันคือลูกประคำเหรอคะ?”
“ประมาณนั้น”
จู่ๆ เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ลุกมานั่งข้างๆ เธอ และพูดเสียงเบาว่า “ผมจะสอนวิธีใช้ที่ถูกต้องให้” จากนั้นเขาก็ขยับลูกแก้วมาที่ตำแหน่งชีพจรบนข้อมือ
“มันขยับเองได้!” ผีผีร้องเสียงหลง “มันกำลัง... เต้นรำ!”
“เพราะมันชอบฟังเสียงหัวใจเต้นยังไงล่ะ”
“คุณเฮ่อหลัน ฉันว่ามันร้อนขึ้นนะคะ!” ลูกแก้วเริ่มร้อนขึ้นตามจังหวะการขยับที่รวดเร็ว
“อย่าเล่นนาน เพราะหัวใจคุณจะเต้นเร็วและแรงเกินไป”
“ถ้าฉันใส่ทุกวัน จะกลายเป็นโรคหัวใจไหม?”
“ไม่เป็นหรอก” เฮ่อหลันจิ้งถิงขยับลูกแก้วออกจากตำแหน่งชีพจรบนข้อมือ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แม้จะราคาไม่แพง แต่มันก็อยู่กับผมมาทั้งชีวิต ถ้าคุณเริ่มเบื่อเมื่อไหร่ ก็เอามาคืนผมนะ”
เธอพยักหน้าตอบ ก่อนจะยกสองมือขึ้นเท้าคางและขมวดคิ้วถาม “ทำไมคุณเฮ่อหลันจะต้องใส่แว่นดำตลอดเวลาด้วยล่ะคะ? ทั้งๆ ที่ตอนกลางคืนคุณก็มองเห็น”
“เรียกผมว่าเฮ่อหลันจิ้งถิง”
“เฮ่อหลันจิ้งถิง ทำไมคุณจะต้องใส่แว่นดำตลอดเวลาด้วยคะ?”
“ไม่ใส่ก็ได้ แต่แค่ไม่กล้าถอดออก”
“ทำไม?”
“กลัวคุณจะหลงรักผม”
“.....”
“เพราะผมหน้าตาหล่อมาก”
“.....”
สำหรับเธอแล้ว ไม่มีผู้ชายคนไหนหล่อไปกว่าเจียหลิน ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ เรื่องหน้าตาก็ยิ่งไม่สำคัญอีกต่อไป
แม้เฮ่อหลันจิ้งถิงจะมีเสน่ห์อย่างมาก แต่ผีผีก็ไม่เคยวอกแวกแม้แต่ครั้งเดียว
“ไม่ว่าคุณจะสะกดจิตฉันยังไง ฉันก็ไม่เคลิ้มง่ายๆ หรอกค่ะ!”
“อย่ามั่นใจไป ความรักสวยรักงามคือพรสวรรค์ของมนุษย์” เขาค่อยๆ ถอดแว่นดำออกและประสานสายตา
ท่าทางขี้เก๊กของเขา ทำเอาผีผีหัวร่องอหาย พอตั้งสติได้เธอก็รีบเก็บอาการและกลับมานั่งตัวตรง
‘ใช่ คุณหล่อมาก แต่ก็น่ากลัวมากเช่นกัน!’ เธอแอบคิด
แม้คนทั่วไปจะได้เห็นแค่หน้าผากและคิ้วของเฮ่อหลันจิ้งถิง แต่ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า เขาเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง ยิ่งตอนถอดแว่นดำด้วยแล้วนั้น ดวงตาดำขลับที่ดูลึกลับแต่มีประกายสดใส ก็สามารถดูดวิญญาณของผู้ที่พบเห็นได้เลย
[1] อาหารเสฉวนชนิดหนึ่ง
[2] เครื่องเทศชนิดหนึ่ง รสชาติเผ็ด