ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ล่ารักจิ้งจอกพันปี 结爱异客逢欢 moonshine and valentine

ผู้แต่ง ซือติ้งโหลว
ผู้แปล ทีมงานห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เขาเฝ้ามองเธอข้ามผ่านกาลเวลา ภพแล้วภพเล่า ชาติแล้วชาติเล่า

บทนำ

结爱异客逢欢

Author: shi ding rou

Translator: hongsamut

Chinese edition copyright by Zhejiang Literature & Art Publishing House

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

 

ร่ำลือกันว่าเซียนจิ้งจอกถือกำเนิดจากจิ้งจอกพันปีที่บำเพ็ญตนจนกลายเป็นเซียน

มันจะค่อยๆทิ้งกลิ่นหอมประหลาดไว้ในกายหญิงสาว ล่อหลอกเธอให้หลงรัก และควักไส้พุงออกมาเป็นอาหาร

แต่นั่นก็เป็นเพียงตำนานเท่านั้น

"กวนผีผี" หญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในเมืองซี ไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตนั้นวุ่นวาย เต็มไปด้วยปริศนาจนกระทั่งชายหนุ่มที่ชื่อ "เฮ่อหลันจิ้งถิง" โผล่เข้ามา

หนุ่มประหลาดคนนี้ชอบกินเจเป็นชีวิตจิตใจ กลางวันมองไม่เห็นสิ่งใดแต่สายตากลับแจ่มชัดในยามค่ำคืน

ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญ ละเอียดลออในการดูของเก่า ยิ่งไปกว่านั้นเขายังชอบนอนฟังเพลงเคล้าแสงจันทร์อีกด้วย

หลังจากได้รู้จักกับเขา เธอพลันรู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตเหมือนมีมือประหลาดคู่หนึ่งมาคอยยุ่มย่ามกับชีวิต

เรื่องทุกเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ กลับเกิดขึ้นจริง

กลายเป็นความบังเอิญที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง

สารบัญ

1. ชายผู้กลัวสุนัข

วันนี้เป็นวันที่หนาวที่สุดในชีวิตของกวนผีผี

แม้จะเข้าฤดูหนาวได้ไม่นาน แต่หิมะที่ตกหนักตลอดทั้งคืน ก็ทำให้พวกผู้ใหญ่วิพากษ์วิจารณ์ปรากฎการณ์ประหลาดในรอบห้าสิบปีนี้กันอย่างหนาหู

เป็นเพราะเมืองซีแทบจะไม่เคยมีหิมะตกหนักมาก่อน อย่างมากก็แค่ปกคลุมบางๆ แบบน้ำตาลไอซิ่งบนหน้าขนมปัง พอรุ่งขึ้นก็จะละลายหายไปหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงวางแผนที่จะลางานเพื่ออยู่เล่นหิมะกับลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั้นตุ๊กตาหิมะ หรือสงครามหิมะที่แสนจะสนุกสุดเหวี่ยงจนเนื้อตัวเปรอะเปื้อน

หิมะวันนี้หนาประมาณครึ่งฟุตและส่องแสงระยิบระยับสวยงามไปทั่ว แม้จะไม่ได้หนาวอย่างขั้วโลกเหนือ ทว่าผู้คนในเมืองซีกลับแต่งตัวกันเต็มยศ ทั้งหมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ และรองเท้าบูท

กวนผีผีเองก็เช่นกัน แต่พอถึงเวลาที่ต้องออกจากบ้านเพื่อเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน เธอกลับลืมหยิบถุงมือไปด้วย

เดินไปได้เพียงห้านาที กวนผีผีก็เริ่มทนไม่ไหว เธอจำต้องแวะร้านค้าข้างทางเพื่อจิบน้ำเต้าหู้คลายหนาวก่อนที่จะออกเดินทางต่อ

นี่เป็นวันจันทร์ที่แสนวุ่นวาย ท้องฟ้าสีครามสดใส แสงอาทิตย์เจิดจ้าจนแสบตา ตามกิ่งก้านของต้นไม้ริมทางมีหิมะเกาะอยู่ เมื่อได้รับแรงกระเทือนจากผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ก็จะหล่นลงมากองบนพื้น

ขณะนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงครึ่งแล้ว กวนผีผีก้มมองนาฬิกาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย เพราะเธอมีประชุมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตอนแปดโมง โดยครั้งนี้จะมีหัวหน้ากองบรรณาธิการมาเข้าร่วมประชุมด้วย เธอซึ่งมีหน้าที่ทำรายงานการประชุม จึงไม่ควรที่จะไปสาย

ช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ ถนนสายหลักของเมืองซีจะโกลาหลไปด้วยผู้คนและรถจำนวนมาก โดยเฉพาะสี่แยกสำคัญ ที่ฝูงนกเพนกวินสีดำจะเบียดเสียดกันเป็นพิเศษ

พอผ่านห้างสรรพสินค้าฝูเซวียนและเลี้ยวเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัย จำนวนคนที่สัญจรไปมาก็เริ่มลดน้อยลง

ทันทีที่เห็นสัญลักษณ์ของรถไฟฟ้าใต้ดิน กวนผีผีก็ยิ้มด้วยความดีใจ เพราะนั่งอีกแค่สี่สถานีเธอก็จะถึงตึกของสำนักงานหนังสือพิมพ์โดยที่ไม่ต้องข้ามถนนด้วยซ้ำ

จู่ๆ ชายคนหนึ่งก็เดินมาหยุดตรงหน้ากวนผีผีและทำท่าเหมือนจะถามทาง ทันใดนั้น กลิ่นหอมประหลาดคล้ายต้นเฟิร์นในป่าลึกก็ลอยมาแตะจมูกของเธอ

“ขอโทษครับ คุณ...” เขาเรียกด้วยเสียงอันแผ่วเบา

กวนผีผีที่ก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำเต้าหู้อยู่แทบจะสำลัก “เอ่อ...”

เขามีรูปร่างสูงผอม สวมเสื้อกันลมบางๆ คอปกตั้งสูง ผ้าพันคอสีเทาพันปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งจนมิด และสวมแว่นตาสีดำ

“ช่วยผมหน่อยได้ไหม?” เสียงทุ้มต่ำที่ไพเราะราวกับนักจัดวิทยุภาคค่ำลอดผ่านผ้าพันคอออกมา

“มีอะไรหรือคะ?”

“ผมอยากจะเรียกรถแท็กซี่ แต่มองไม่เห็น คุณช่วยหน่อยได้ไหม?”

กวนผีผีอดที่จะมองเขาแวบหนึ่งไม่ได้ ‘ดูไม่เหมือนคนตาบอดเลย ในมือก็ไม่มีไม้เท้าสักอัน หรือเขาจะเป็นโรคต้อหินรุนแรงเหมือนกับคุณย่า?’

“ไม่มีปัญหาค่ะ” เธอส่งยิ้มให้ “ตามฉันมาทางนี้ ระวังพื้นลื่นด้วยนะคะ”

กวนผีผีเอื้อมไปจับมือที่สวมถุงมือไหมพรมถักแบบบางของเขา เมื่อถูกอีกฝ่ายสัมผัส เขาก็รีบถอดถุงมือของตัวเองออก แล้วปล่อยให้เธอจูงมือเย็นเยียบของเขาแทน

แม้จะถูกมือของเขาทำให้หนาวสั่นไปบ้าง แต่เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาโบกแท็กซี่ให้อย่างเต็มใจ

ผ่านไปสองนาที แต่ก็ไม่มีวี่แววของแท็กซี่สักคัน ชายคนนั้นยังคงยืนรอด้วยท่าทางสงบนิ่ง และกระชับมือข้างที่ถูกกวนผีผีจูงให้แน่นขึ้น

“ช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ จะเรียกแท็กซี่ยากสักหน่อยนะคะ” เธอปลอบใจเขา

“ครับ” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะชวนคุยต่อ “คุณกลัวสุนัขไหม?”

“ไม่กลัวค่ะ”

“แต่ผมกลัว” จากนั้นเขาก็หันซ้ายหันขวาพลางทำท่าเงี่ยหู “ถ้ามีสุนัขเดินเข้าใกล้ผม คุณช่วยไล่ให้หน่อยได้ไหม?”

กวนผีผีกลั้นหัวเราะ ‘โตป่านนี้แล้วยังกลัวสุนัขอีกหรือ?’

แต่พอเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเขา เธอก็ตอบตกลง “ด้วยความยินดีค่ะ”

รถแท็กซี่คันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นพวกเขาเข้าพอดีจึงวนรถมารับ

ขณะที่เธอยกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลา เสียงเห่าของสุนัขก็ดังขึ้น

พอหันไปมอง กวนผีผีก็พบว่าสุนัขร่างยักษ์ที่สูงเกือบครึ่งหนึ่งของเธอกำลังวิ่งเข้ามาหา

พริบตาเดียว สุนัขตัวนั้นก็อยู่ห่างจากพวกเขาไม่กี่ก้าว โชคดีที่เจ้าของของมันกระหืดกระหอบเข้ามาดึงโซ่ไว้ได้ทัน

“จอย! หยุด!” เขาตะโกนดุ

เนื่องจากถนนเส้นนี้อยู่ติดกับสวนสาธารณะ ผู้คนมากมายจึงชอบพาสุนัขมาเดินเล่น

ผีผีเคยทำงานพาร์ทไทม์ในร้านขายสัตว์เลี้ยงมาก่อน เธอจึงรู้จักนิสัยของสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดเป็นอย่างดี แต่ตัวนี้กลับตรงกันข้าม มันดูตื่นตกใจง่าย ดุร้ายราวกับหมาป่าที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ

ชายคนที่ยืนอยู่ข้างเธอตัวแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด สัญชาติญาณในการปกป้องตัวเองทำให้เขาเผลอบิดมือของเธออย่างแรง

กวนผีผีที่ไม่กลัวสุนัขตัวที่วิ่งเข้ามาแม้แต่น้อย เพราะเยอรมันเชพเพิร์ดที่ได้รับการฝึกเป็นอย่างดีจะมีวินัยและไม่กระทำการนอกเหนือคำสั่ง โดยเฉพาะถนนที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนเช่นนี้ พวกเธอก็ยิ่งไม่น่าจะใช่เป้าหมายของมัน

ทว่าท่าทางไม่น่าไว้วางใจของเจ้าสุนัข ทำให้เธอตัดสินใจดึงมือชายผู้นั้นไปขึ้นแท็กซี่ที่มาจอดรับพอดี หลังจากเปิดประตูหลังได้ กวนผีผีก็ผลักเขาเข้าไปในรถ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปนั่งที่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว จังหวะที่เธอกำลังจะปิดประตู ขาหน้าทั้งสองข้างของเจ้าสุนัขก็กระโจนขึ้นมาบนเบาะรถด้านหลัง

“ออกรถ! ออกรถเร็ว!” เธอตะโกนบอกคนขับ

“มีหมาอยู่บนรถ จะให้ออกรถได้ยังไง?” คนขับมองเธอตาขวางด้วยรู้สึกเสียดายเบาะรถที่เพิ่งจะเปลี่ยนมาใหม่

กวนผีผีพยายามยืดไหล่ทั้งสองข้างขึ้นเพื่อกันไม่ให้สุนัขตัวใหญ่น้ำหนักกว่าห้าสิบกิโลปีนข้ามไปทำร้ายชายตาบอดได้ แต่พอหันไปมองชายที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอก็พบกับท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของเขา นอกจากจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว เขายังนั่งมองมือของตัวเองราวกับมีดอกไม้วางอยู่บนนั้น

“นี่คุณ ช่วยหน่อยได้ไหม?”

เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น และยังคงจ้องมือของตัวเองต่อด้วยท่าทางสงบนิ่ง

เจ้าของสุนัขวิ่งมาถึงพอดี และกระชากโซ่ล่ามคออย่างแรงจนมันหงายท้องล้มกลิ้ง

กวนผีผีฉวยโอกาสนี้ปิดประตูรถ จากนั้นคนขับก็เหยียบคันเร่งหนีโดยมีเสียงขอโทษของเจ้าของสุนัขไล่หลังมา

“คุณบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายที่นั่งด้านข้างถามขึ้น

“ไม่ค่ะ” เธอตอบเสียงหอบพลางก้มลงมองเสื้อขนเป็ดสีขาวที่เต็มไปด้วยรอยเท้าสุนัข

“พวกคุณจะให้ผมไปส่งที่ไหน?” คนขับแท็กซี่ถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“เลขที่ 107 ถนนชิงเหนียน สำนักงานหนังสือพิมพ์เมืองซี” เธอกระวนกระวายตอบ เพราะอีกห้านาทีก็จะแปดโมงแล้ว

ชายสวมแว่นดำหันมาขอบคุณเธอ “เรื่องเมื่อครู่ ขอบคุณมากนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่... คุณชื่ออะไรเหรอคะ?”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบนามบัตรในกระเป๋าเงินส่งให้เธอ “ถ้ามีอะไรให้ผมช่วย ก็โทรหาได้ตลอดนะ”

กวนผีผีรับนามบัตรมาดู ก่อนจะยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะ ‘อักษรเบรลล์?’

ตลอดทาง กวนผีผีเอาแต่กังวลว่า ‘เถียนซิน’ เพื่อนรักจะซื้อบัตรคอนเสิร์ตลดสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของวงเอ็นเคได้รึเปล่า

ขณะที่กวนผีผีกำลังเปิดประตูลงจากรถ ชายผู้นั้นก็หันมาร่ำลาเธออย่างสุภาพ “ขอบคุณที่ช่วยผมเอาไว้ ลาก่อนครับ”

ได้ยินคำว่า ‘ช่วย’ เธอก็แอบโมโหที่เขาไม่ยอมช่วยเหลืออะไรเลย แต่พอนึกถึงคำพูดที่เขาบอกว่าให้ช่วยไล่สุนัข เธอก็เห็นใจขึ้นมาทันที

“เรื่องเล็กน้อยค่ะ แต่คราวหน้าต้องไม่ลืมพกไม้เท้าออกจากบ้านด้วยนะคะ”

“แน่นอนครับ”

พอก้าวเข้าไปในตึกสำนักงาน กวนผีผีก็โยนแก้วน้ำเต้าหู้และนามบัตรทิ้งลงถังขยะ ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นไปยังห้องประชุมบนชั้นสามโดยไม่ได้แวะเปลี่ยนเสื้อก่อน

ที่นั่น ผู้อำนวยการจางยืนรอเธออยู่ที่หน้าห้องประชุมด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “เธอมาสายนะ!”

กวนผีผีตระหนักถึงความโกรธของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เพราะเมื่อวานตอนเลิกงาน เขาอุตส่าห์กำชับเรื่องเวลาไว้แล้ว แต่เธอก็ยังทำพลาด

ด้วยความรู้สึกผิด กวนผีผีผงกศีรษะขอโทษเป็นการใหญ่ ก่อนจะรีบหยิบเครื่องบันทึกเสียงและสมุดจดงานออกมาจากกระเป๋าและพุ่งตัวเข้าไปในห้องประชุมอย่างรวดเร็ว

อาคารสำนักงานของหนังสือพิมพ์มีสภาพที่ค่อนข้างเก่า เพราะถูกสร้างขึ้นราวๆ ยุคแปดศูนย์เห็นจะได้

แม้มันจะเคยเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดในเมือง แต่กลับย่ำแย่ในเรื่องระบบระบายอากาศอย่างหนัก

ในห้องประชุมที่ทุกคนต่างก็สูบบุหรี่ เครื่องปรับอากาศตัวมหึมากลับปล่อยไอร้อนออกมาแทนที่ไอเย็น จนผีผีรู้สึกว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในปล่องไฟ

ทันทีที่การประชุมเริ่มขึ้น หัวหน้ากองบรรณาธิการก็สรุปหัวข้อข่าวสำคัญของเดือนนี้ให้ทุกคนฟัง ก่อนที่แผนกอื่นๆ จะทะยอยรายงานพาดหัวข่าวและคอลัมน์ใหม่ของตัวเอง

“สัปดาห์ก่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยซีคนหนึ่งบันดาลโทสะและลงมือสังหารแม่ของเขาเนื่องจากปมขัดแย้งในครอบครัว พวกเราเลยตั้งใจจะให้นักข่าวลงพื้นที่ไปทำสกู๊ปเกี่ยวกับความเครียดและแรงกดดันของนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเข้าชิงรางวัล ‘สิบข่าววัฒนธรรมยอดเยี่ยม’ ของกระทรวงวัฒนธรรมที่จัดขึ้นช่วงปลายปี โดยพวกเราได้ร่างห้าหัวข้อข่าวสำคัญและบทสัมภาษณ์พิเศษเอาไว้เรียบร้อยแล้ว” ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวการเมือง ‘เซียะหวง’ กล่าวรายงาน

2. เจียหลิน

จากนั้นทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ

ผ่านไปครู่หนึ่ง หัวหน้ากองบรรณาธิการก็ชี้แนะขึ้นว่า “ชะลอสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับความเครียดของนักศึกษาเอาไว้ก่อน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เด็กคนนั้นอาจเป็นโรคประสาทก็ได้ แต่หากต้องการที่จะทำสกู๊ปเกี่ยวกับความเครียดจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพาดพึงถึงข่าวนี้ พวกคุณควรเอาเวลาไปทุ่มเทกับการกำหนดหัวข้อที่จะชิงรางวัลข่าววัฒนธรรมยอดเยี่ยมให้มาก และลงข่าวให้ได้ภายในสุดสัปดาห์นี้”

แม้เขาจะอายุยังน้อย แต่นิสัยเด็ดขาดและตรงไปตรงมาก็ทำให้เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองบรรณาธิการของที่นี่มาห้าปีแล้ว

“ได้ครับ” เซียะหวงรับคำอย่างว่าง่าย

จากนั้น หัวหน้ากองบรรณาธิการก็เบนสายตาไปยังผู้อำนวยการฝ่ายข่าวอุตสาหกรรม

พอถูกจ้องมอง ผู้อำนวยการของฝ่ายนั้นก็รีบรายงานทันที “รถไฟฟ้าสายวีสามใกล้จะสร้างเสร็จแล้วครับ ทั้งนี้ นักข่าวที่ผมส่งไปทำสกู๊ปตามรอย ต่างก็ต้องใช้ชีวิตกินนอนอย่างยากลำบากอยู่บนภูเขาลูกนั้น ไม่ทราบว่าทางสำนักงานของเราพอจะพิจารณาเงินช่วยเหลืออะไรให้พวกเขาได้บ้างหรือไม่? อีกอย่าง เสี่ยวเวยก็ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว แถมยังแพ้ท้องทุกวันอีก ผมเลยอยากให้เธอย้ายไปทำงานที่ฝ่ายข่าวการเมืองและวัฒนธรรมมากกว่า”

หัวหน้ากองบรรณาธิการพยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องช่วยเหลือไม่มีปัญหา แต่ตัวเลขที่แน่นอนนั้นผมขอคุยกับรองหัวหน้าก่อน ส่วนเรื่องของเสี่ยวเวย คุณจัดการวันนี้ได้เลย”

“วันนี้เธอกลับเข้าเมืองเพื่อมาตรวจครรภ์พอดี”

“งั้นก็โทรไปบอกเธอว่าไม่ต้องกลับเข้าพื้นที่แล้ว”

หัวข้อการประชุมในวันนี้เยอะมาก ทุกฝ่ายต่างก็พูดเรื่องของตัวเองสลับกับพ่นควันบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

แม้จะนั่งสำลักควัน แต่ผีผีก็สามารถจดบันทึกรายงานการประชุมได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลืมที่จะหันไปส่งยิ้มให้กับผู้อำนวยการแต่ละฝ่ายด้วยท่าทีอ่อนน้อม

ในที่สุด สองชั่วโมงครึ่งที่แสนจะปวดหัวก็จบลง หัวหน้ากองบรรณาธิการกล่าวปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ “ขอจบการประชุมไว้เพียงเท่านี้” จากนั้นก็หันมากำชับเสี่ยวกวนว่า “อย่าลืมส่งบันทึกรายงานการประชุมให้กับแต่ละฝ่ายด้วยล่ะ”

กวนผีผีตอบรับด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้องเธอ ผีผียกมือขึ้นปิดปากแล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องประชุมไปที่ห้องน้ำ

หนึ่งเดือนที่ผ่านมา โรคไวรัสตับอักเสบเอแพร่ระบาดอย่างหนักในเมืองซี ว่ากันว่าต้นเหตุมาจากร้านขายอาหารที่ผู้คนในเมืองมักจะหาซื้อในตอนเช้า แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช้ตะเกียบประเภทครั้งเดียวทิ้งในการคีบอาหารเข้าปาก แต่พวกเขาก็ยังหนีไม่พ้นโรคนี้อยู่ดี

กวนผีผีเริ่มสงสัยว่าซาลาเปาไส้หมูและน้ำเต้าหู้ที่กินเมื่อเช้าอาจจะไม่สะอาด เธอถึงได้อาเจียนอย่างหนักจนใบหน้าซีดเซียว

ผีผียกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมท้อง ส่วนอีกข้างก็ใช้ยันกำแพงและค่อยๆ พยุงตัวเดินทีละก้าวเพื่อกลับไปที่ห้องประชุม

ที่หน้าประตู เธอบังเอิญได้พบกับหัวหน้าใหญ่กองบรรณาธิการ ‘ตู้เหวินกวง’ เข้าพอดี

“เป็นยังไงบ้าง? ไม่สบายเหรอ?”

เขาผู้นี้มีหน้าที่ดูแลนักข่าว ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกกระด้างกระเดื่อง ทว่าคนที่แข็งกร้าวกว่าเช่นเขาก็เอาอยู่หมัด

ด้วยความที่ตู้เหวินกวงมักจะวางท่าสุขุมเยือกเย็นและไม่พูดคุยกับใครมากนัก พอถูกถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ผีผีก็ถึงกับพูดตะกุกตะกัก

“นิดหน่อยค่ะ คงจะเผลอกินของไม่สะอาดเข้าไป”

ได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงของหัวหน้าใหญ่กองบรรณาธิการก็ยิ่งเพิ่มความเป็นห่วงมากขึ้น “งั้นก็รีบกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ ผมจะให้รถบริษัทไปส่ง”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยังต้องอยู่ทำรายงานการประชุมให้เสร็จ ไว้พรุ่งนี้ค่อยลางานก็ได้”

เห็นความมุ่งมั่นของเธอ ตู้เหวินกวงจึงเลิกคะยั้นคะยอ “ตามใจ ถ้าไม่ไหวค่อยส่งรายงานพรุ่งนี้ก็ได้ หรือถ้าจะให้เสี่ยวจี้ช่วยก็บอกผมนะ”

‘เสี่ยวจี้’ เป็นเลขาส่วนตัวของหัวหน้าใหญ่กองบรรณาธิการ หนึ่งในพนักงานที่มีอำนาจต่อรองในมือค่อนข้างมาก หากมีเรื่องเดือดร้อนเมื่อใด เพียงแค่เอ่ยชื่อเธอทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ผีผียังคงยืนกรานปฏิเสธ “วันนี้เสี่ยวจี้มีเอกสารที่ต้องจัดการอีกมาก ฉันทำเองดีกว่าค่ะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปขอให้เธอช่วย”

เธอพยายามอดทนกับความปั่นป่วนภายในท้องที่ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก และฝืนนั่งทำรายงานการประชุมจนเสร็จ

อาการปั่นป่วนในท้องยังคงไม่ทุเลา แม้จะอาเจียนออกมามากแล้วก็ตาม ความรู้สึกพะอืดพะอมนี้เป็นอะไรที่ทรมานกว่าการต้องอาเจียนเป็นสิบเท่า

ผีผีรู้สึกได้ว่า หากยังฝืนทำงานต่อไปอาจต้องกลายเป็นวิญญาณเฝ้าโต๊ะทำงาน ดังนั้น จึงตัดสินใจเอารายงานการประชุมของตัวเองไปฝากให้เสี่ยวจี้ช่วยตรวจทาน และไม่ลืมที่จะพกถุงพลาสติกไปขึ้นรถบริษัทด้วย

ขณะที่รถของบริษัทกำลังเคลื่อนตัวออกจากประตูใหญ่ของอาคารสำนักงาน เสียงโทรศัพท์มือถือของผีผีก็ดังขึ้น

“เจียหลิน?”

“ซื้อหนังสือมาด้วยรึเปล่า?”

“ซื้อแล้ว”

“เลิกงานแล้วช่วยเอามาให้หน่อยได้ไหม ฉันต้องรีบใช้?”

“ได้สิ”

เธออยากจะบอกอีกฝ่ายเหลือเกินว่าวันนี้ไม่สบาย แต่พอลองคิดดูอีกที เจียหลินไม่ใช่คนที่จะขอความช่วยเหลือใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับเธอ

“จะมาถึงประมาณกี่โมง? ฉันจะได้รอเธออยู่ที่ห้อง”

“ห้าโมงครึ่งก็แล้วกัน”

“ได้ เดี๋ยวเจอกัน”

“ได้...” พูดไม่ทันจะจบ อีกฝ่ายก็วางหูใส่เธอเสียแล้ว

ทุกครั้งที่พวกเขาคุยกัน บทสนทนามักจะสั้นแบบนี้เสมอ แม้แต่จะกล่าวทักทายก็ยังไม่เคย

คงเป็นเพราะสนิทสนมกันมานาน แค่มองตาก็รู้ใจไม่ต้องพูดเยอะ

ผีผีและเจียหลินเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่ยังเล็ก เข้าเรียนชั้นอนุบาล ประถม มัธยมต้นด้วยกัน และอยู่ห้องเดียวกันมาตลอดอีกด้วย

พอขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ย้ายไปเรียนที่แผนกศิลป์ภาษา และคะแนนสอบในชั้นมัธยมปลายนี่เอง ที่ทำให้พวกเขาเริ่มแตกต่างกันเป็นครั้งแรก

การเรียนของผีผีตกต่ำลงมาก ทว่าเจียหลินกลับโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ เขาสอบได้ที่หนึ่งของชั้นด้วยคะแนนสูงลิ่ว นอกจากส่วนสูงและหน้าตาที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตรในฝันของสาวๆ แล้ว เขายังเป็นกัปตันทีมบาสเกตบอลโรงเรียนอีกด้วย

ผีผีเป็นคนเดียวที่ไม่รู้สึกว่าเจียหลินดูดีถึงขนาดที่ใครๆ พากันเรียกว่า ‘เท่ห์ระเบิด’ หรือ ‘หล่อเลิศ’

เป็นเพราะภาพของเขาสมัยที่เดินขี้มูกโป่ง ฟันหลอจนพูดไม่ชัด ป่วยเป็นดีซ่าน หรือผอมกะหร่องจนหัวโตเป็นเห็ดยังคงติดตาของเธออยู่

กระทั่งเขาเริ่มมีลูกกระเดือกและเสียงแตกหนุ่ม ผีผีที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มไม่กล้าสบตาและพูดคุยอย่างสนิทสนมกับเขาเช่นเคย

ครั้งหนึ่ง สมัยที่พวกเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สี่ หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ เจียหลินก็เดินมาโผล่ที่ด้านข้างของเธอพลางกระซิบ “เลิกเรียนแล้วไปซื้อของกัน”

“ซื้ออะไร?” ผีผีสะดุ้งด้วยความตกใจ เพราะปกติแล้ว นักเรียนชายในห้องจะไม่เป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับนักเรียนหญิงก่อน โดยเฉพาะคนอย่างเจียหลินซึ่งถือว่าเป็นตัวท๊อปของชั้น

“ซื้อเสื้อผ้า”

พวกเขานัดเจอกันที่หน้าประตูโรงเรียนฝั่งตะวันออก ซึ่งพอเลี้ยวขวาไปก็จะพบกับตลาดขายเสื้อผ้าที่ตั้งอยู่ทางขวามือแล้ว

บนถนนเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าจากต่างเมืองที่เข้ามาตั้งร้านขายเสื้อผ้าที่นี่

“เธอใส่กางเกงไซส์อะไร?” เจียหลินถาม

“จะซื้อกางเกงให้ฉันเหรอ?”

“อืม”

“ทะ... ทำไม?” ผีผีหน้าแดงก่ำ

“เอาน่า” เขาตอบเพียงสั้นๆ และหันไปพูดกับพ่อค้าว่า “ขอกางเกงสีดำตัวนี้ให้เพื่อนผมหน่อยครับ นี่เถ้าแก่ตัดเองกับมือเลยหรือเปล่า? เช่นนั้น พอจะรู้ไซส์ของเธอไหม?”

โดยปกติแล้ว เด็กทุกคนจะมีชุดนักเรียนคนละสองชุด แต่เนื่องจากฐานะทางบ้านของผีผีไม่สู้ดีนัก เธอจึงมีชุดนักเรียนแค่ชุดเดียว โชคดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ด้านในจึงสามารถสวมเสื้อยืดคอกลมไว้ตัวหนึ่งได้ แค่ขยันซักขยันเปลี่ยนก็จะไม่รู้สึกสกปรกแล้ว

ทั้งสองไม่ถนัดเรื่องต่อรองราคา จึงถูกเจ้าของร้านจอมเจ้าเล่ห์ขายกางเกงให้ในราคาที่เกินจริง

ที่ห้องน้ำสาธารณะ เจียหลินยัดกางเกงตัวใหม่ใส่มือของผีผี “ไปลองดูว่าใส่ได้รึเปล่า”

พอเหลือบไปเห็นพื้นที่สกปรก ผีผีก็ส่งสายตาวิงวอนให้อีกฝ่าย “ต้องลองตอนนี้เลยเหรอ?”

“อืม”

ในห้องน้ำ ผีผีถอดกางเกงตัวที่ใส่อยู่ออกแล้วก็พบว่าเลือดประจำเดือนของเธอได้เลอะออกมาเป็นวงสีแดงขนาดใหญ่แม้จะใส่ผ้าอนามัยแบบยาวพิเศษไว้แล้วก็ตาม คาดว่าทุกคนที่ต่อคิวซื้ออาหารกลางวันข้างหลังเธอ คงได้เห็นร่องรอยนี้กันหมดแล้ว

หลังจากเปลี่ยนกางเกงเสร็จ ผีผีก็เดินหน้าแดงออกมาจากห้องน้ำ เมื่อพบกับเจียหลินที่ยืนรออยู่ เธอก็หยิบเงินสองหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้วดึงมือเขาไปที่ร้านขายเครื่องดื่ม “ฉันจะเลี้ยงไอศกรีมเธอ”

เด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธ ทว่าตอนที่ผีผีกำลังจะสั่งไอศกรีมให้เขา เจียหลินก็รั้งมือของเธอและถามเจ้าของร้านขายเครื่องดื่มว่า “คุณมีน้ำผลไม้อุ่นๆ ขายไหมครับ?”

นี่คือหนึ่งในความทรงจำดีๆ ระหว่างเธอกับเพื่อนสนิทคนนี้ นอกจากจะชอบคิดถึงเรื่องของเขาแล้ว ผีผียังมักจะหลับตาและนึกถึงภาพที่เจียหลินยืนก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเองอยู่บ่อยๆ

หลังจากกินยาแก้คลื่นไส้เข้าไป ผีผีก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงไป ผ่านไปสองชั่วโมงอาการของเธอก็เริ่มดีขึ้น พอคิดถึงรายงานการประชุมที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี เธอก็ลุกขึ้นคว้ากระเป๋าและรีบร้อนออกจากบ้านเพื่อนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินกลับไปทำงานต่อ

3. เฮ่อหลันจิ้งถิง

ที่หน้าลิฟท์ ผีผีบังเอิญได้พบกับ ‘เวยชิงถาน’ นักข่าวฝ่ายการเมืองและวัฒนธรรมเข้าพอดี

“พี่ชิงถาน กลับมาทำงานแล้วเหรอคะ?”

“ต้องขอบคุณองค์กรที่ใส่ใจและให้ฉันย้ายกลับมาอยู่ที่ฝ่ายข่าวการเมืองและวัฒนธรรม ผีผีฉันกำลังอยากให้เธอช่วยอยู่พอดี ไปนั่งคุยที่ห้องทำงานกันเถอะ”

นอกจากจะรู้สึกอิจฉาพวกที่ทำอาชีพนักข่าวแล้ว ผีผียังชื่นชอบการใช้ชีวิตของพวกเขาอีกด้วย มากไปกว่านั้น อาชีพนักข่าวถือเป็นอาชีพในฝันของเธอ เพราะเป็นคนอยากรู้อยากเห็นมันเสียทุกเรื่อง แต่หากจะไปขอให้คนอื่นๆ เล่า ก็คงจะไม่มีใครยอม เว้นเสียแต่ว่าเธอจะเป็นนักข่าว!

“ได้เลยค่ะ” เธอตอบรับเสียงใส

เวยชิงถานสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าเซนติเมตร รูปร่างสูงใหญ่ คนที่ไม่รู้จักมักจะคิดว่าเธอเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเก่า

เพราะกำลังตั้งครรภ์อยู่ ใบหน้าที่เคยสดชื่นแจ่มใสของเธอกลับซีดเซียวลงจนน่าตกใจ ทว่าบุคลิกยังคงสง่าผ่าเผยเช่นเดิม “ผีผี ฉันให้เธอ” เวยชิงถานหยิบกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้อีกฝ่าย

พอเปิดออกดู ผีผีก็พบกับกำไลข้อมือเทอร์ควอยซ์แสนสวยวงหนึ่ง “นี่มัน... แพงเกินไป ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก”

แม้ทั้งสองจะสนิทสนมกัน แต่สภาวะการทำงานที่แตกต่างก็ทำให้พวกเขาเจอกันน้อยมาก หากเธอรับไว้ก็อาจกลายเป็นคนละโมบในสายตาคนอื่นๆ ได้

“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันได้มาฟรีตอนที่ไปทำสกู๊ปข่าวในโรงงานผลิตเทอร์ควอยซ์น่ะ”

“อ้อ ตอนนั้นน่ะเอง”

“ทางมณฑลให้ความสำคัญกับสกู๊ปข่าวนี้มาก เลยตัดสินใจลงทุนสร้างโรงงานร่วมกับเจ้าของเหมืองไปหลายล้านหยวน”

“และนี่ก็คือสินบนสินะ?” ผีผีแซว

“เรียกว่าของที่ระลึกราคาย่อมเยาว์จะดีกว่า”

“แล้วเรื่องที่พี่อยากจะให้ฉันช่วยล่ะ บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“เธออยากจะเป็นนักข่าวใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ!” ผีผีตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“พอดีช่วงนี้ทางส่วนกลางต้องการทำข่าวส่งเสริมวัฒนธรรม แต่คนที่ฉันอยากจะไปสัมภาษณ์กลับมีนิสัยแปลกประหลาด ไม่ยอมให้ใครหรือสำนักพิมพ์ไหนเข้าไปพูดคุยด้วยเลย”

“ถ้าอย่างงั้น เราลองสัมภาษณ์คนรอบตัวของเขาก่อนดีไหมคะ? อาทิเช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนสนิท คนในครอบครัว เป็นต้น” ผีผีออกความคิดเห็น

“ฉันได้ลองทำมาบ้างแล้ว” พูดจบ ชิงถานก็หยิบแฟ้มที่มีเอกสารน้อยนิดขึ้นมาวางบนโต๊ะ “ข้อมูลส่วนตัวของเขามีน้อยมาก”

“ทำไมล่ะคะ? เขาคือ ‘เฉียนจงซู’ หรือ?” ที่เธอสงสัยก็เพราะพวกคนดังมักจะมีข้อมูลรวมไปถึงข่าวซุบซิบมากมายอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ต

“เขาไม่ใช่เฉียนจงซูหรอก แต่อาจารย์ของเขา ‘ซ้งชี่’ นั้น เป็นบุคคลที่มีความรู้เรื่องวัตถุโบราณระดับโลกไม่ต่างจากเฉียนจงซู ถึงขนาดได้รับฉายาว่า ‘นักวิชาการผู้ทรงคุณค่า’ หลังจากที่อาจารย์ซ้งชี่จากโลกนี้ไป คนผู้นี้ก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหยกระดับโลกหน้าใหม่ทันที ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน สิ่งที่เขาพูดล้วนน่าเชื่อถือไม่ต่างจากผู้เป็นอาจารย์”

วัตถุโบราณ? เครื่องหยก? สิ่งเหล่านี้ห่างไกลจากโลกของผีผีโดยสิ้นเชิง

“เขามีชื่อว่า ‘เฮ่อหลันจิ้งถิง’ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหยกโบราณ และยังเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของพิพิธภัณฑ์เมืองซีอีกด้วย”

ผีผีทำหน้าตื่นเต้น “พิพิธภัณฑ์เมืองซีอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง! ดีเลย ฉันจะแกล้งทำเป็นเข้าไปชม จากนั้นค่อยแอบถ่ายรูปเขา!”

“ผีผี หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ เธอจะเอารูปเขามาลงหนังสือพิมพ์ไม่ได้ มันผิดกฎหมาย จำเรื่องของหนังสือพิมพ์ธุรกิจแห่งเมืองซีเมื่อครึ่งปีก่อนได้ไหม? ที่พวกเขาเอาภาพด้านข้างของเฮ่อหลันจิ้งถิงมาตีพิมพ์ จากนั้นก็ถูกฟ้องจนแทบล้มละลายเลยทีเดียว”

“แล้วคนแบบนี้... พี่ชิงถานยังอยากจะสัมภาษณ์อยู่อีกเหรอ?”

“ฉันถึงได้มาขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่เป็นเป้าสายตาอย่างเธอไงล่ะ หลังจากสะกดรอยตามเขาและตีสนิทได้แล้ว เธอต้องเกลี้ยกล่อมเขาจนกว่าจะใจอ่อนยอมให้ฉันสัมภาษณ์ ที่ต้องมาขอร้องก็เพราะช่วงนี้ฉันแพ้ท้องหนักมาก แค่เดินช้าๆ ก็ยังลำบาก ขอเพียงเธอตั้งใจ หากสำนักพิมพ์ของเราได้รับรางวัลสิบข่าววัฒนธรรมยอดเยี่ยมเมื่อไหร่ ฉันจะไปคุยกับหัวหน้าใหญ่กองบรรณาธิการเรื่องขอย้ายเธอไปอยู่ฝ่ายข่าวสุดสัปดาห์หรือข่าวบันเทิงให้ แบบนี้เธอก็จะได้สานฝันของตัวเองแล้ว”

“จริงเหรอคะ? ฉันจะได้เป็นนักข่าวแล้วใช่ไหม?”

แม้ผีผีจะทำงานเป็นเลขานุการของกองบรรณาธิการข่าว และได้ใกล้ชิดกับ ‘ข่าวสาร’ มากมาย ทว่าเนื้องาน สวัสดิการ และค่าตอบแทนก็แตกต่างจากพวกนักข่าวไม่น้อย

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเธอก็รู้ อีกอย่าง เธอจบด้านสื่อสารมวลชนมาไม่ใช่เหรอ? คนที่มีประสบการณ์และความรู้ที่มากมายเช่นนี้ หากไม่ได้ย้ายก็แปลกมากแล้ว” จากนั้น ชิงถานก็ยื่นกล้องถ่ายรูปในมือให้อีกฝ่าย “เอาของฉันไปใช้ แล้วรักษาดีๆ ด้วยล่ะ นี่มันกล้องแคนนอนสำหรับนักข่าวมืออาชีพเลยนะ แค่เลนส์ก็หลายหมื่นแล้ว สักพักฉันจะไปหาตู้เหวินกวง ให้เขาช่วยทำบัตรนักข่าวฝึกงานให้เธอ แค่บอกว่าช่วงนี้แพ้ท้องหนักต้องการคนช่วยงาน เขาก็ยอมทำให้แล้ว ว่าแต่เธอสนใจจริงๆ ใช่ไหม? ฉันจะได้ไม่ไปขอให้เสี่ยวจี้ช่วย”

“สนใจค่ะ สนใจมาก!”

“งั้นลองเอาข้อมูลพวกนี้ไปอ่านดูก่อน ในนั้นมีทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา ว่าแต่... เธอใช้น้ำหอมรึเปล่า ฉันรู้สึกอยากจะอาเจียนมากๆ เลย นี่ก็สามเดือนแล้ว ฉันยังอาเจียนได้ทุกวัน ไม่รู้เมื่อไหร่จะหยุดเสียที” เวยชิงถานยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

คนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก จะไม่มีข้อมูลอะไรเลยเนี่ยนะ?

ผีผีเป็นประชากรคนหนึ่งที่ถูกบันทึกข้อมูลส่วนตัวตั้งแต่ชั้นประถมไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย แม้แต่ข้อมูลของเพื่อนนักเรียนและอาจารย์ประจำชั้นก็ยังถูกบันทึกเอาไว้ ใบประกาศนียบัตร ผลการตรวจสุขภาพ ใบสมัครเป็นสมาชิกพรรค รวมไปถึงใบโยกย้ายหน่วยงาน หากวันใดเกิดโชคร้ายทำความผิดร้ายแรงขึ้นมา เอกสารของเธอคงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า อาทิ เอกสารร้องเรียน ปากคำของพยาน ผลพิพากษาของศาล คำร้องขออุทธรณ์ ผลการตรวจสอบ เป็นต้น

ดังนั้น เธอจึงไม่เข้าใจว่าคนดังอย่างเฮ่อหลันจิ้งถิงจะไม่มีข้อมูลให้เสาะหาได้อย่างไร?

ในแฟ้มมีเพียงบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของเขาจากหนังสือและนิตยสารเกี่ยวกับโบราณคดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับอาจารย์ซ้งชี่เสียมากกว่า มีเพียงบรรทัดเดียวที่เอ่ยเกี่ยวกับตัวของเขาเอง

พอได้อ่านอย่างละเอียดแล้ว ผีผีจึงรู้ว่าปีนั้นเฮ่อหลันจิ้งถิงสามารถตรวจจับวัตถุโบราณระดับประเทศที่ถูกลอกเลียนแบบได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อมันกลายเป็นข่าวใหญ่ เขากลับปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ อาจารย์ซ้งชี่จึงต้องกลายเป็นผู้ให้ข้อมูลเสียเอง

เฮ่อหลันจิ้งถิงอาศัยอยู่กับอาจารย์ซ้งชี่ในถนนสายวัฒนธรรมหลิวหลีฉ่างมาตั้งแต่เด็ก แรกเริ่มเดิมที เขาตามผู้เป็นอาจารย์ไปทำงานที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังกู้กงในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาวัตถุโบราณประเภทเครื่องหยก และจบการทำงานที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกัน

อาจารย์ซ้งชี่เป็นบุคคลธรรมดาที่ได้รับการยกย่องจากรัฐบาลให้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุ’ เขาครองตัวเป็นโสดมาทั้งชีวิต และรับลูกศิษย์เพียงสามคน คนแรกเสียชีวิตไปแล้วเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คนที่สองแม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่สุดท้ายก็มีปัญหาเรื่องคดโกง กระทั่งถูกไล่ออกจากงานและถูกรัฐบาลลงโทษด้วยการส่งไปเป็นครูในถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ประกาศตัดขาดกัน เฮ่อหลันจิ้งถิงจึงกลายเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

หลังจากได้อ่านข้อมูลทั้งหมด ผีผีก็กระจ่างมากขึ้น ‘ข้อมูลส่วนตัวของเขาไม่เคยถูกบันทึก เพราะเขาไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนมาก่อนเลย!’

เมืองซีไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตมากนัก พิพิธภัณฑ์ของเมืองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมากมาย ทว่าผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถอย่างเห้อหลันจิ้งถิงกลับเลือกที่จะมาแฝงตัวและลงหลักปักฐาน ไม่แน่ว่า เขาอาจต้องการปกปิดตัวตนที่แท้จริงจากสังคมก็เป็นได้

กวนผีผีนึกบางอย่างขึ้นได้และรีบกดโทรศัพท์ทันที

“ผีผีเองเหรอ?” เสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นที่ปลายสาย

“เพ่ยเพ่ย เธอพอจะรู้จักคนที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์เมืองซีบ้างไหม?”

คุณหนูจางผู้มีงานยุ่งที่สุดในโลกตอบกลับทันที “เหมือนจะมีนะ ขอฉันลองหาดูก่อน”

ไม่ถึงห้าวินาที เพ่ยเพ่ยก็บอกหมายเลขโทรศัพท์ของคนรู้จักให้ “เขาชื่อ ‘เฝิงชินหัว’ ทำงานอยู่ที่ห้องรักษาความปลอดภัย บอกเขาว่าฉันแนะนำมาก็ได้”

“ขอบใจมากนะ”

“ไว้ค่อยคุยกันนะ ฉันกำลังให้สัมภาษณ์อยู่” พูดจบ เพ่ยเพ่ยก็ตัดสายอย่างรวดเร็ว

โดยไม่รอช้า ผีผีรีบต่อสายไปหาเฝิงชินหัวทันที

“สวัสดีครับ”

พอได้ยินชื่อของเพ่ยเพ่ย น้ำเสียงของเขาก็เป็นมิตรมากขึ้น “มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ?”

“คุณรู้จักคุณเฮ่อหลันจิ้งถิงไหมคะ?”

“รู้จักครับ แต่ไม่ค่อยสนิท เขาเป็นที่ปรึกษาเลยไม่ค่อยได้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์สักเท่าไหร่”

“ปกติแล้วเขาจะมาทำงานช่วงไหนคะ?”

“หลังหนึ่งทุ่มครับ”

“ที่นั่นมีการเข้าเวรตอนกลางคืนด้วยเหรอคะ?”

“วัตถุโบราณที่เก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ จะเปิดให้ประชาชนเยี่ยมชมในเวลากลางวัน และนักวิจัยก็จะเข้ามาทำงานในเวลากลางคืนแทน”

“คุณช่วยแนะนำฉันให้เขารู้จักได้ไหมคะ?”

“คุณเป็นคนของสำนักข่าวสินะ?”

“สำนักข่าวภาคค่ำเมืองซีค่ะ”

“คงไม่ได้หรอก เขาไม่ยอมให้ใครเข้าพบนานแล้ว”

“พี่เฝิง ได้โปรดช่วยฉันเถอะนะคะ” ผีผีทำเสียงเล็กเสียงน้อยออดอ้อนตามที่เคยได้ร่ำเรียนจากเวยชิงถาน

“เอาอย่างนี้นะ ตอนทุ่มครึ่งผมจะโทรบอกว่าเขาอยู่ที่ไหน แล้วคุณก็ไปหาทางทำความรู้จักเขาเอาเอง แต่ห้ามบอกว่ามาจากสำนักข่าวเด็ดขาด เพราะเขาจะไม่ยอมคุยด้วยอย่างแน่นอน!”

“ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ”

4. พิพิธภัณฑ์เมืองซี

หลังจากวางสาย ผีผีก็รีบสะสางงานกองโตจนเสร็จ

พอเลิกงาน เธอก็เดินไปที่ร้านสะดวกซื้อใต้ตึกเพื่อซื้อโจ๊กธัญพืชหนึ่งลัง จากนั้นก็แบกมันขึ้นบ่าและวิ่งกระหืดกระหอบไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนจะต่อรถเมล์ นั่งเรือข้ามฟาก และต่อรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปให้ถึงหอพักของเถาเจียหลิน

เมื่อไปถึง เธอก็ถูกสายตาตะลึงงันของชายหนุ่มหลายคนจับจ้อง ผีผีที่กำลังแบกลังโจ๊กธัญพืชดูไม่ต่างจากกรรมกรในท่าเรือ

พอถูกจ้องมากๆ เธอก็รีบวางลังใบนั้นลงบนพื้น ก่อนจะหยิบหนังสือออกมาวางไว้บนโต๊ะ “เจียหลิน หนังสือของเธอวางอยู่ตรงนี้นะ ฉันมีธุระด่วน ไปก่อนล่ะ”

“กินข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยไปก็ได้นี่?”

“ฉันมีงานสัมภาษณ์ ต้องไปถึงพิพิธภัณฑ์เมืองซีตอนทุ่มครึ่ง” ผีผีตอบเสียงดังฟังชัด ด้วยจงใจให้เพื่อนๆ ของเขาได้ยินอย่างทั่วถึง

หากเทียบกันแล้ว เจียหลินมีฐานะและความเป็นอยู่สูงกว่าเธอมาก นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมอย่างเขาต้องมาเป็นแฟนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยปลายแถวอย่างเธอ ช่างน่าอายเหลือเกิน

ในสายตาของคนนอก ไม่ว่าเธอจะขยันเพียงใดก็เป็นได้แค่นักศึกษามหาวิทยาลัยทีหู ไม่คู่ควรกับนักศึกษามหาวิทยาลัยซีอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าเพื่อนๆ นักศึกษาชายในหอพักของเขากลับไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่

“ให้ฉันช่วยอะไรไหม?” เจียหลินถาม ก่อนจะคว้ากุญแจรถจักรยานบนโต๊ะ “ให้ฉันไปส่งที่ป้ายรถเมล์ก็แล้วกัน”

“ไม่ต้อง! ตั้งใจอ่านหนังสือเถอะ อีกสองสามวันฉันจะมาหาใหม่นะ” ผีผีโบกมือไล่ แต่เจียหลินก็ยืนกรานที่จะไปส่งเธอให้ได้

ทั้งสองยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายนานกว่าสิบนาทีแล้ว เจียหลินจึงชวนอีกฝ่ายคุยแก้เบื่อ “ผีผี ทุกครั้งที่มาหาฉัน ทำไมจะต้องรีบร้อนตลอดเวลาด้วย?”

“เอ่อ...” เธอถึงกับพูดไม่ออก

หลายครั้งที่เธอพยายามหาข้ออ้างเพื่อออกจากมหาวิทยาลัยซี โดยเฉพาะตอนที่ยืนมองประติมากรรมทรงกลมขนาดมหึมาที่หน้าประตู และตัวอักษรไค่ซูขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘สามัคคี กล้าหาญ เข็มแข็ง ซื่อสัตย์’ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย

มหาวิทยาลัยซีเป็นอะไรที่ไม่คู่ควรกับเธออย่างยิ่ง เวลาถูกเพื่อนนักศึกษาของเจียหลินถามเกี่ยวกับคณะที่เรียนอยู่ เธอก็ลำบากใจทุกครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเอ่ยถึงมหาวิทยาลับทีหูซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวของเธอด้วยแล้ว

ผีผีรู้สึกโกรธตัวเองที่อุตส่าห์เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเมืองซี อีกทั้งยังเป็นอันดับหนึ่งของมณฑล ทว่ากลับสอบเข้าได้แค่มหาวิทยาลัยทีหูแทนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยซี

ผลการเรียนของเธอที่นี่ดูดีมาก แต่เธอกลับไม่รู้สึกภูมิใจ และแม้ว่าหลังเรียนจบจะได้เข้าทำงานที่สำนักข่าวภาคค่ำเมืองซีที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝัน แต่ผีผีก็ยังไม่รู้สึกภูมิใจอยู่ดี เพราะเธอไม่ได้เป็นนักข่าว แต่เป็นแค่เจ้าหน้าที่ธุรการเท่านั้น สรุปก็คือ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่เคยได้เป็นตัวจริงกับใครเขา

ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ เจียหลินคงไม่มีวันเข้าใจอย่างแน่นอน ก็เหมือนกับชีวิตของเธอและเขา ที่เริ่มต้นไม่ต่างกัน ทว่ากาลเวลาก็ค่อยๆ ทำให้มันต่างราวฟ้ากับดิน

ตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลกระทั่งถึงมัธยมต้น ครอบครับของผีผีกับครอบครัวของเจียหลินอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกัน ห้องอยู่ตรงข้ามกัน ขนาดของห้องและรายรับของทั้งสองครอบครัวเท่ากันทุกอย่าง พ่อของผีผีเป็นพนักงานดีเด่นในโรงงานแห่งหนึ่งแถวบ้าน แม่ของเธอเป็นครูผู้ช่วยในโรงเรียนอนุบาล ส่วนพ่อของเจียหลินก็เป็นช่างอยู่ในโรงงานเดียวกัน และแม่ของเขาทำงานเป็นแคชเชียร์ในออฟฟิศ

หลังจากที่พ่อแม่ของเจียหลินจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หน้าที่การงานของพวกเขาก็ดีขึ้นตามลำดับ พ่อของเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคนงาน ส่วนแม่ของเขาก็ได้เข้าไปทำงานในสำนักงานตรวจสอบบัญชี ไม่กี่ปีหลังจากนั้น พ่อของเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารโรงงาน จากนั้นครอบครัวของเจียหลินก็ย้ายไปอยู่ที่อีกฟากของถนนซึ่งเป็นอาคารที่พักของผู้บริหาร ห้องของพวกเขาในตอนนี้ใหญ่กว่าห้องเดิมถึงสี่เท่า ขณะที่บ้านของผีผียังใช้ส้วมซึมและฟักบัวอยู่ ทว่าบ้านของเจียหลินกลับใช้ชักโครกแบบกดและอ่างอาบน้ำแล้ว

ผีผียังคงต้องนอนเบียดกับคุณย่าบนเตียงมุ้งเก่าขาด แต่เจียหลินกลับมีห้องส่วนตัวและได้นอนบนที่นอนยี่ห้อดังอย่างซิมมอนส์ มีแม่บ้านคอยเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้สัปดาห์ละสองครั้ง หลังจากย้ายบ้านได้ไม่นาน พ่อของเจียหลินก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนกลางของโรงงาน แต่พ่อของผีผีกลับถูกลดตำแหน่ง ทุกวันเขาจึงต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง แบกเอาสัมภาระหอบใหญ่และเดินเท้าไปสองป้ายรถเมล์เพื่อแย่งพื้นที่ขายนิตยสารเก่าและหนังสือก๊อปปี้

ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งสองครอบครัวก็ยังคงไปมาหาสู่กันเหมือนเดิม โดยทุกเทศกาล บ้านสกุลเถาจะให้เจียหลินนำของขวัญมาสวัสดีพ่อของผีผีอยู่เสมอ ส่วนบ้านสกุลกวนก็จะให้ผีผีนำกระเช้าใบใหญ่ที่มีทั้งลูกชิ้นเนื้อ เนื้อพะโล้ตากแห้ง และซอสถั่วเหลืองหมักไปให้

ทุกคนในครอบครัวของเจียหลินชอบกินซอสถั่วเหลืองหมักที่คุณย่าของผีผีเป็นทำขึ้นอย่างมาก แม้กระทั่งวันที่พ่อของเจียหลินต้องไปทำงานที่รัสเซียเป็นเวลาสามเดือน คุณย่าก็ยังอุตส่าห์ทำซอสถั่วเหลืองหมักให้เขาติดตัวไปด้วย จะว่าไปแล้ว ซอสถั่วเหลืองหมักของคุณย่าก็ไม่ต่างจากโซ่ทองที่คล้องทั้งสองบ้านเข้าไว้ด้วยกัน

คุณย่ามักจะชื่นชมเจียหลินอย่างออกหน้าออกตาเสมอ “เขาเป็นเด็กดีมากๆ เลยนะ นิสัยเอย มารยาทเอย แถมยังจิตใจดีอีกด้วย ผีผีเอ๋ย ถ้าแกได้เป็นเมียของเจียหลินล่ะก็ มีหวังสบายไปทั้งชาติ!”

แน่นอนว่าผีผีเองก็ชอบเจียหลินมากเช่นกัน หลายสิบปีมานี้ พวกเขาแทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลย และแม้จะทะเลาะก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่มีสักครั้งที่ต้องเสียน้ำตา ความสัมพันธ์แม้จะเนิบช้าแต่ก็มั่นคง ไม่ทอดทิ้งกัน ไม่คาดหวัง ไม่ลึกซึ้ง ไม่เร่าร้อน ทุกอย่างล้วนเรียบง่าย

ความรักของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นตอนสามขวบขณะที่ร่วมมือกันขโมยคุกกี้ เล่นพ่อแม่ลูกกันคราใด พวกเขาก็จะต้องเล่นเป็นสามีภรรยากันทุกครั้ง พอสิบขวบก็นั่งคุยเกี่ยวกับจำนวนของทายาทแล้ว เจียหลินเคยสัญญากับผีผีว่า แม้เขาจะเคยถูกแม่ทำโทษด้วยการตี แต่เขาจะไม่มีวันตีผีผีกับลูกโดยเด็ดขาด

ครั้งหนึ่งตอนพวกเขาอายุได้ห้าขวบ เจียหลินเผลอทำเธอร้องไห้เนื่องจากอวดอั่งเปาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเพื่อเป็นการปลอบใจอีกฝ่าย เจียหลินถึงกับยกเงินอั่งเปาทั้งหมดให้ผีผี แล้วยังรับปากด้วยว่าจะยกให้เธอทุกๆ ปี เรื่องราวดำเนินไปแบบนี้กระทั่งพวกเขาอายุครบยี่สิบเอ็ดและแยกย้ายกันเข้ามหาวิทยาลัย

ด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว เจียหลินสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยซีได้ ส่วนผีผีที่ใครๆ ต่างพากันคิดว่าจะต้องไม่ติดมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอนกลับทำคะแนนได้ดีเกินคาด

คะแนนของเธอมากพอที่จะเข้าเรียนได้ถึงสามคณะ ทว่าในปีนั้น โรงเรียนของเธอมีเด็กมัธยมปลายที่อยากจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก อัตราการแข่งขันจึงสูงตามไปด้วย และเมื่อมีนักเรียนสอบผ่านจำนวนมาก คะแนนที่ดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ต้องมีเส้นสายที่ใหญ่พอตัวด้วย

ผีผีพยายามอย่างหนักที่จะข้ามผ่านฤดูร้อนอันแสนยากลำบากนั้น พ่อแม่ของเธอต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากญาติๆ ไม่ว่าจะเป็นอาสาม ยายหก ปู่เจ็ด น้าแปด หรือแม้แต่บรรดาเพื่อนสนิทของพวกเขา

ของมีค่าในบ้านถูกนำออกมาขายเพื่อซื้อของขวัญไปมอบให้แก่คนที่พวกเธอไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งก็มีทั้งผลไม้ เหล้า บุหรี่ หลายครั้งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นของไม่มีราคา ก็ได้แต่พยักหน้ารับแบบเสียไม่ได้ และไม่ขอรับปากใดๆ ทั้งสิ้น

ตลอดช่วงฤดูร้อน ครอบครัวของเธอวิ่งเข้าออกบ้านนั้นบ้านนี้จนใบหน้าของพ่อและแม่ดำคล้ำ ร่างกายก็ซูบผอม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผล เพราะเส้นสายที่มีนั้นไม่ใหญ่พอ

คะแนนของผีผีถูกปฏิเสธจากทั้งสามคณะ เธอจึงต้องเข้าเรียนต่อในสายอาชีพแทน ทว่าเป็นตายอย่างไรพ่อของเธอก็ไม่ยอมให้เลือกคณะสื่อสารมวลชน เพราะเชื่อว่าไม่สามารถทำมาหากินได้ แต่สุดท้ายเขาก็ยอมให้เธอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยห้องแถวที่ชื่อว่าทีหู

เมื่อได้ยินว่าต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมงครึ่งในการนั่งรถไฟจากมหาวิทยาลัยทีหูซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองเพื่อไปยังมหาวิทยาลัยเมืองซีซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ผีผีก็บ่อน้ำตาแตกไปหลายวัน

ในวันเปิดภาคเรียน ผีผีไปรายงานตัวช้าเนื่องจากต้องหอบสัมภาระจำนวนมากไปเก็บในหอพักนักศึกษาก่อน

ขณะที่กำลังจะหมดเรี่ยวแรง เงาร่างที่คุ้นเคยของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นและหอบสัมภาระพวกนั้นแทนเธอ

‘เจียหลิน?’

มันคือฤดูใบไม้ร่วงที่แสนจะอบอุ่น จักจั่นบนต้นสินธุร้องระงมไปทั่ว ไอร้อนบนศีรษะค่อยๆ หายไปเนื่องจากอีกฝ่ายยืนบังแดดให้เธออยู่

พอเห็นว่าเธอเอาแต่ยืนตะลึงค้าง เจียหลินก็ส่งเสียงทักทาย “เห้!” จากนั้นก็พูดขึ้นต่อว่า “ครั้งก่อนเธอยังเล่านิทานให้ฟังไม่จบเลยนะ”

แม้ว่าตอนที่เป็นนักเรียนจะต้องเดินผ่านพิพิธภัณฑ์เมืองซีทุกวัน แต่ผีผีก็ไม่เคยได้เข้าไปเยี่ยมชมเลย เธอยังนึกสงสัยเกี่ยวกับสถาปนิกของที่นี่ ว่าทำไมถึงออกแบบอาคารให้เหมือนกับโลงศพ ซ้ำยังทาด้วยสีเงินอมเทาชวนหดหู่อีก

สำนักข่าวแห่งหนึ่งได้เคยรายงานเอาไว้ว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกนักวิจัยสั่งบูรณะอยู่หลายครั้ง เพราะเชื่อว่าการตกแต่งที่หรูหราตลอดจนเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยจะทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับความนิยม กระทั่งถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมือง

ตอนเด็กๆ พ่อแม่ของเธอเลือกที่จะพาไปเที่ยวสวนสาธารณะมากกว่าที่จะพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ แถมยังหลอกด้วยว่า ในพิพิธภัณฑ์นั้นไม่มีอะไรน่าสนใจนอกเสียจากโลงศพโบราณเพียงไม่กี่โลง พอโตขึ้นอีกหน่อย พวกเขาก็อ้างว่าห้องน้ำของที่นั่นไม่ดี ชักโครกแบบนั่งสีขาวทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดและไม่คุ้นเคย

แต่เอาเข้าจริงๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้โกหกอะไร เพราะวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์เมืองซีมีแค่โลงศพที่ทำขึ้นในสมัยจั้นกว๋อ ศพของคนโบราณในสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่เหลือก็คือเครื่องสัมฤทธิ์และเครื่องหยกจำนวนหนึ่งเท่านั้น

5. โรคตาบอดกลางวัน

พอพระอาทิตย์ตกดิน หิมะก็เริ่มโปรยปราย

ด้วยความหนาว ผีผีที่เพิ่งจะลงจากรถรีบหยิบผ้าขึ้นมาพันคอ ก่อนจะยกข้อมือขึ้นดูเวลา ด้วยเกรงว่าจะมาสายจนทำให้เฝิงซินหัวต้องรอนาน

พอเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไป เธอก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ลอยมาปะทะร่าง เมื่อเหลือบตามองไปที่เครื่องเทอร์โมมิเตอร์ก็พบกับอุณหภูมิที่สูงถึงยี่สิบหกองศาเซลเซียส

เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ตลอดจนสืบสานวัฒนธรรม ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดหลักสูตรภาคค่ำสำหรับเด็กๆ ขึ้น อาทิเช่น คลาสเรียนศิลปะ คลาสเรียนเครื่องปั้นดินเผา คลาสเรียนพู่กันจีน คลาสท่องกลอน คลาสเรียนหมากล้อม และอีกมากมาย โดยพวกเด็กๆ จะเข้าออกที่ประตูอีกฝั่งหนึ่ง

ไม่นานนัก ผีผีก็เดินมาจนถึงพื้นที่ส่วนบริหารและห้องเก็บของของพิพิธภัณฑ์ ทางเดินที่ทอดยาวตรงนี้เงียบสงบกว่าโซนที่ผ่านมาอย่างมาก แสงเหลืองนวลจากโคมไฟสาดส่องเป็นเงาอยู่บนพื้น เสียงฝีเท้าแต่ละก้าวดังสะท้อนกึกก้อง

ระหว่างทาง เฝิงซินหัวชี้แจงกฎระเบียบให้เธอฟังอย่างเป็นทางการ “เรากำลังจะไปที่ห้องเก็บรักษาวัตถุโบราณของพิพิธภัณฑ์ ผมเป็นหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยของที่นี่ หวังว่าคุณจะเชื่อฟังผมด้วยการไม่แตะต้องข้าวของในนั้น” จากนั้น เขาก็ชี้ไปที่พระพุทธรูปข้างทาง “แม้ของชิ้นนี้จะไม่ได้ถูกวางไว้ในห้องจัดแสดง แต่มันก็เป็นวัตถุโบราณชิ้นสำคัญในสมัยซ้งเลยนะ ส่วนรูปปั้นที่จมูกหายไปชิ้นนั้น ก็ถูกดัดแปลงด้วยวิธีการสุดประหลาดจากพวกหทารคอมมิวนิสต์”

ที่นี่มีนักศึกษาปริญญาโทมาทำวิจัยตอนกลางคืนกันพอสมควร ดังนั้น ระเบียงทางเดินจึงยังมีห้องทำงานที่เปิดไฟอยู่

เดินไปได้สักพัก เฝิงซินหัวก็ถามบางอย่างกับเธอ “เท่าที่ทราบมา ช่วงนี้พิพิธภัณฑ์ของมณฑลเอได้ทำการขอแลกเปลี่ยนวัตถุโบราณกับพิพิธภัณฑ์ของเรา ซึ่งก็คือเครื่องหยกสมัยราชวงศ์ชิง คุณเฮ่อหลันจึงต้องอยู่ทำวิจัยในห้องเก็บวัตถุโบราณทั้งสัปดาห์ คุณได้คิดหาวิธีที่จะชวนเขาคุยมาแล้วรึยัง?”

“ฉันจะบอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณ และกำลังศึกษาเรื่องหยกโบราณอยู่ เลยอยากจะขอคำแนะนำสักหน่อย แบบนี้พอได้ไหมคะ?”

“วิธีนี้ไม่เลว”

ผีผีอาศัยว่าตัวเองเป็นนักศึกษาภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัยทีหู เลยจะถือโอกาสนี้เชิญเฮ่อหลันจิ้งถิงไปบรรยายเกี่ยวกับหยกโบราณ เพราะพิพิธภัณฑ์ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะปฏิเสธ หลังจบการบรรยาย เธอก็จะปลอมตัวเป็นนักข่าวของมหาวิทยาลัยและทำการสัมภาษณ์เขาเสียเลย

หลังจากเดินผ่านขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมากมาย ในที่สุดเฝิงซินหัวก็พาเธอมาจนถึงห้องเก็บวัตถุโบราณ

เขาชี้นิ้วไปที่เงาร่างซึ่งอยู่ถัดจากตู้เก็บวัตถุโบราณขนาดมหึมาพลางเอ่ยเสียง “เขาอยู่ตรงนั้น”

จู่ๆ ผีผีก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด เธอไม่ได้เดินเข้าไปหาเขาในทันที ทว่ายืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อน

แม้จะมองจากทางด้านหลัง แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นของเขา

ชายลึกลับคนนี้ดูหนุ่มกว่าที่เธอคิดไว้มาก เขาใส่เพียงเสื้อเชิ้ตผ้าลินินบางๆ ตัวค่อนข้างผอมแต่ไม่อ่อนแอ ผิวกายขาวสะอาดราวกับหยกแกะสลักรูปแพะตัวใหญ่ ที่ถูกคนลูบคลำจนเป็นประกายเงาวับสะดุดตา

ห้องนี้โอ่อ่าอย่างมาก มีตู้จัดเรียงวัตถุโบราณวางไว้เป็นหมวดหมู่ โต๊ะโบราณทรงสี่เหลี่ยมและเก้าอี้ทรงกลมถูกวางไว้กลางห้อง โดยมีของรูปทรงงดงามวางกระจัดกระจายเต็มไปหมด

เฮ่อหลันจิ้งถิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวที่ติดกับหน้าต่าง ในมือถือดินสอ ตาเพ่งมองถ้วยหยกแกะสลักบนโต๊ะไม้มะฮอกกานี ก่อนจะร่างภาพสเก็ตซ์นั้นลงในสมุด

นอกจากถ้วยหยกใบนั้นแล้ว บนโต๊ะยังมีแว่นขยายขนาดเล็ก เลนส์กรองสี และไฟฉายรวมแสงขนาดเท่าซิการ์

ผีผีตกใจเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมของต้นเฟิร์นจากป่าลึกเหมือนกับเมื่อเช้า พอตั้งสติได้เธอก็รีบหยิบแว่นดำในกระเป๋าออกมาใส่ และกล่าวทักทายเขาตอนที่หันหน้ามาพอดี “สวัสดีค่ะคุณเฮ่อหลัน วันนี้หิมะตกหนักมากเลยว่าไหมคะ? คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบคุณอีกครั้ง อ้อ ฉันเป็นนักศึกษาภาควิชาภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยทีหู กำลังศึกษาเกี่ยวกับหยกโบราณอยู่ และเป็นแฟนคลับตัวยงของคุณด้วยนะคะ!”

แม้จะถูกอีกฝ่ายทักทายอย่างกระตือรือร้น แต่เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ไม่ตอบสนองใดๆ

ถึงเขาจะดูไม่เป็นมิตร แต่เธอก็แอบคิดว่า ภายใต้แว่นดำและรอยยิ้มมุมปากกึ่งเหยียดหยันนั้น คือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่ง

การเจอกันครั้งแรกทำให้เธอรู้สึกอึดอัดอย่างมาก ทว่าพอคิดถึงหัวข้อ ‘สิบข่าววัฒนธรรมยอดเยี่ยม’ เธอก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

ผีผีกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนจะเริ่มบทสนทนาถัดไป “ถ้วยหยกใบนี้สวยจังเลยค่ะ เป็นของราชวงศ์ฮั่นใช่ไหมคะ? ตรงนี้น่าจะเป็นลายเมฆ คงจะหายากมากเลยสินะคะ? จะว่าไปก็คล้ายกับแก้วเบียร์ของชาวไอริช คุณเห็นด้วยไหมคะ? ถ้าหากฉันจะขอคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีดูหยกซินซันและหยกเหล่าซันของแท้ผ่านแว่นขยาย ไม่ทราบว่าจะรบกวนคุณเฮ่อหลันเกินไปรึเปล่าคะ?”

ไม่ว่าเธอจะพยายามชวนคุยสักเพียงใด เขาก็ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม

เฮ่อหลันจิ้งถิงเงียบอยู่นาน กว่าจะยอมขยับปาก “คุณคือ?”

“ฉันชื่อกวนผีผีค่ะ จบจากมหาวิทยาลัยทีหู” เธอขยับตัวเข้าไปจับมือเขาด้วยท่าทางเป็นกันเอง “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

ทันทีที่มือของพวกเขาสัมผัสกัน กวนผีผีก็คลื่นไส้อย่างรุนแรง พอเหลือบไปเห็นกระโถนใบที่วางอยู่ด้านข้าง เธอก็รีบคว้ามันขึ้นมารองอาเจียน

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันคงเผลอไปกินของไม่สะอาดเข้า” เธอขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

เฮ่อหลันจิ้งถิงยืนดูผีผีอาเจียนอยู่หลายรอบ ก่อนจะลากเธอไปที่ห้องทำงานและรินน้ำให้แก้วหนึ่ง

“ช่วงนี้กระเพาะของฉันไม่ค่อยจะดีค่ะ” กวนผีผีพูดด้วยใบหน้าซีดเซียว

“แล้วตอนนี้ดีขึ้นรึยัง?”

“ดีขึ้นหน่อยแล้วค่ะ”

“เงินเดือนเฉลี่ยทั้งปีของคุณเท่าไหร่?”

“เอ่อ... เงินเดือน?”

“เรากำลังคุยเรื่องค่าเสียหายที่คุณจะต้องชดใช้กับพิพิธภัณฑ์”

“ชดใช้?” กวนผีผีประหลาดใจ “ค่าอะไรเหรอคะ?”

“เมื่อครู่คุณอ้วกใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ”

“คุณอ้วกที่ไหน?”

“ในกระโถนใบหนึ่ง”

“ข้อแรก นั่นไม่ใช่กระโถน ข้อสอง ต่อให้เป็นกระโถน ก็เป็นกระโถนในสมัยราชวงศ์ซัง” เฮ่อหลันจิ้งถิงแสยะยิ้ม “คุณรู้ไหมว่า ในกระเพาะอาหารของคนเรามีฤทธิ์เป็นกรดและสามารถกัดกร่อนเครื่องสัมฤทธิ์ได้?”

“โอ้...“ ผีผีตะลึงงัน

ความรู้สึกปั่นป่วนในกระเพาะถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เธอจึงรีบก้มหน้ามองหากระโถนบนพื้น ในที่สุดก็พบใบหนึ่งวางอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงาน แต่พอวิ่งเข้าไปหยิบ ลายของดอกไม้ที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต แสงระยิบระยับตรงฐาน และมังกรสองตัวบนนั้นก็ทำให้เธอต้องฝืนกลืนอาเจียนลงคอไปก่อน

“เอ่อ ไม่ทราบว่า... ในนี้มีกระโถนของราชวงศ์ไหนอยู่บ้างคะ?” เธอถามอย่างพะอืดพะอม

“สมัยราชวงศ์ถัง”

“แล้วอันนี้ล่ะคะ?” เธอชี้ไปที่แจกันสัมฤทธิ์

“สมัยราชวงศ์หยวน”

สุดท้ายเธอก็ชี้นิ้วไปที่ชามอ่างธรรมดาๆ ใบหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะมีราคาอะไร

“อันนี้ก็เป็นของราชวงศ์ถังเช่นกัน” เฮ่อหลันจิ้งถิงรีบย้ายที่ให้มันด้วยท่าทางหวงแหน

“คุณเฮ่อคะ ช่วยฉันที ฉันจะอ้วกแล้ว!” ผีผีกระทืบเท้าไปมา

“แล้วทำไมคุณถึงไม่อ้วกลงพื้นไปเลยล่ะ?”

สำหรับเธอแล้ว การต้องยืนอ้วกใส่พื้นหินอ่อนที่เป็นมันเงาเช่นนี้ นับเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง

ผีผีจำต้องวิ่งออกไปอ้วกที่ห้องน้ำเพียงลำพัง หลังจากอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง ขาทั้งสองข้างของเธอก็อ่อนแรง จนต้องนั่งพักอยู่ในนั้นครู่หนึ่ง

พอเริ่มจะมีแรง เธอก็พยุงตัวลุกขึ้นและค่อยๆ เกาะกำแพงออกมา

ที่ด้านนอก เฮ่อหลันจิ้งถิงยืนมองเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เดินไหวไหม? ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล”

“ฉัน... ฉันมีเลือด... ออก” ผีผีก้มศีรษะลงต่ำ เลือดกำเดาจำนวนมากไหลออกจากจมูก

เห็นเช่นนั้น เฮ่อหลันจิ้งถิงก็รีบเข้ามาช้อนตัวเธอและเดินอุ้มลงจากอาคารผ่านทางฉุกเฉิน

ผีผีแหงนศีรษะขึ้นมองฟ้า แต่เมื่อผ่านบอร์ดประกาศอันหนึ่งเธอก็เหลือบตามองด้วยความสนใจ

‘พนักงานดีเด่นประจำปีของพิพิธภัณฑ์เมืองซี...’ จากนั้นก็ตามด้วยชื่อของชายที่อุ้มเธออยู่

ทันใดนั้น พาดหัวข่าวก็ผุดขึ้นในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านหยกโบราณแห่งพิพิธภัณฑ์เมืองซี คนหนุ่มที่มีน้ำใจเป็นเลิศ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ขยันขันแข็ง ตั้งอกตั้งใจทำงาน และ...’ เธอปรายตามองเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ ‘และประหยัดมัถยัสถ์อีกด้วย’

ที่ลานจอดรถ เฮ่อหลันจิ้งถิงเปิดประตูด้านหลังออกและวางเธอลงอย่างนุ่มนวล

ท่ามกลางความมืดมิดบนท้องถนน ผีผีที่นอนอยู่เบาะหลังค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น พอมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอก็ขมวดคิ้วและถามเขาว่า “เรากำลังจะไปโรงพยาบาลกันใช่ไหมคะ?”

“ไม่ใช่”

“แล้วคุณจะพาฉันไปไหน?”

“บ้านผม”

“บ้านคุณ? ทำไมฉันต้องไปบ้านคุณด้วยล่ะ?”

“คุณอยากสัมภาษณ์ผมไม่ใช่เหรอ?”

“เอ่อ... ฉัน...” ผีผีอึกอัก “ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าจะสัมภาษณ์คุณ”

“การพูดโกหกเป็นความสามารถชนิดหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องฝึกฝน”

สำหรับคนที่เคยอ่านคู่มือป้องกันตัวจากพวกจิ้งจอกสังคมย่อมรู้ดีว่าการไปบ้านของชายแปลกหน้ายามวิกาลไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ทว่าสัญชาติญาณและผลจากการช่วยทำรายงานวิจัยกว่าสามปีในบริษัท ก็พอจะทำให้เธอแยกชายแปลกหน้าธรรมดากับชายแปลกหน้าที่ได้รับตำแหน่งพนักงานดีเด่นออกจากกันได้

“ในเมื่อตาของคุณมองไม่เห็น แล้วคุณขับรถได้ยังไงคะ?”

“ผมบอกตอนไหนว่าตามองไม่เห็น?”

“ก็เมื่อเช้าไงคะ”

“เมื่อเช้า? เราเคยเจอกันด้วยเหรอ?”

“คุณเฮ่อหลัน แม้ว่าคุณจะได้รับการฝึกฝนจนชำนาญแล้ว แต่การโกหกก็คือการโกหกนะคะ”

เขาหัวเราะออกมาเบาๆ “ผมเป็นโรคตาบอดกลางวัน และจะมองเห็นตอนกลางคืนน่ะ”

6. บ่อในหุบเขา

ผีผีประหลาดใจเล็กน้อย ที่โรคตาบอดกลางวันไม่ได้ทำให้เขาดูหดหู่หรือสิ้นหวังเลย

หรือเพราะเขาเกิดมาก็เป็นแบบนี้แล้ว จึงไม่รู้ว่าจะเสียใจไปทำไม

“โรคตาบอดกลางวัน? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยค่ะ”

“มันก็ตรงกันข้ามกับโรคตาบอดกลางคืนไง”

“.....”

“ดีขึ้นบ้างรึยัง?” เขาถาม

“นิดหน่อยค่ะ”

พอหิมะหยุดตก ท้องฟ้าที่มืดสนิทก็ทอแสงสีม่วงดำ ดวงจันทร์สุกสว่างราวกับมะนาวชิ้นบางที่ลอยอยู่บนน้ำชา ภูเขาถูกเมฆหมอกปกคลุมจนทึบ กิ่งก้านของต้นไม้ที่มีหิมะเกาะส่องแสงระยิบระยับไม่ต่างจากปะการังในท้องทะเล

รถของเฮ่อหลันจิ้งถิงแล่นบนไฮเวย์ด้วยความเร็วสูง กวนผีผีคุ้นเคยกับเมืองนี้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นร่างที่สองของเธอเลย

บริเวณใจกลางเมืองเป็นแหล่งของภัตตาคาร ร้านอาหาร ผับ บาร์ ดิสโก้เธค โรงละครโอเปร่า ฟิตเนสและสถานบันเทิงที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย

หลังจากที่ข้ามสะพานอยู่หลายแห่ง พวกเขาก็เข้าเขตชานเมือง แสงสว่างข้างทางและจำนวนของรถยนต์เริ่มลดน้อยลง ความคึกคักทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงบ พื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยยาเสพติด การทะเลาะวิวาท ลักวิ่งชิงปล้น และคดีผิดกฎหมายนับไม่ถ้วน

เมื่อโผล่ออกจากที่รกร้างว่างเปล่า รถก็แล่นไปตามทางขรุขระของภูเขา เงาของต้นไม้ใหญ่ดูราวกับร่างของสัตว์ประหลาดที่จ้องเขมือบเหยื่อตรงหน้า

เธอคาดหวังว่าเฮ่อหลันจิ้งถิงจะขับรถพาไปดูคฤหาสน์ของเขาในย่านสุดหรูที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบใสสะอาด ภูเขาเขียวขจี และแสงแดดอบอุ่นจากทางทิศใต้

ที่นั่นมีคฤหาสน์อยู่เพียงห้าสิบหลัง บนเขามีบ่อน้ำร้อน ต้นสนโบราณ ผืนป่า น้ำตก ส่วนตีนเขามีรถไฟฟ้าใต้ดิน ร้านกาแฟ สวนพฤกษศาสตร์ และสนามกอล์ฟ

ยังมีชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่เร้นกายอยู่ในหุบเขา ซึ่งก็คงจะหมายถึงสถานที่แห่งนี้

รถยังคงทะยานไปตามไหล่เขาด้วยความเร็วสูงจนผีผีเริ่มที่จะมึนหัว ไม่นานนัก เฮ่อหลันจิ้งถิงก็เหยียบเบรคและเปิดประตูลงจากรถไป

ทันทีที่เท้าของผีผีแตะลงบนพื้นหิมะ เธอก็ได้พบกับบ้านที่มีลานกว้างตรงกลางแบบจีนโบราณ ประตูบานใหญ่สีแดงสด ปลายจั่วหลังคาโค้งงอน กระดิ่งส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งล้อกับสายลม ม่านไม้ไผ่ถูกม้วนไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้แสงลอดออกมา

มือข้างหนึ่งของเฮ่อหลันจิ้งถิงประคองผีผี ส่วนอีกข้างก็ล้วงเอากุญแจทองแดงรูปร่างโบราณออกมาไขประตู

เอี๊ยด!

ประตูไม้ตรงหน้าค่อยๆ เปิดออก กระทั่งเผยให้เห็นลานที่มีภูเขาจำลองอยู่ตรงกลาง กำแพงทั้งสองด้านถูกปกคลุมด้วยต้นเหมย หญ้าคาที่พลิ้วไหวอยู่บนหลังคาสร้างความรู้สึกเหน็บหนาวและอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก

พอเดินเข้าไปในห้องรับแขก เธอก็พบกับวัตถุโบราณล้ำค่าเต็มไปหมด เครื่องเรือนแบบเก่า หีบโบราณบุด้วยหนังสี่ด้าน โต๊ะที่ทำจากไม้ชิงชัน แจกันดอกไม้เครื่องเคลือบสีเขียวหยก ภาพของตัวอักษรที่เขียนด้วยพู่กันจีนบนกำแพง พื้นไม้ขัดเงาอย่างดี โต๊ะชาที่ทำจากไม้ต้นหลี และชุดโซฟาสีแดงสดตรงหน้าต่าง

ผีผีนั่งลงบนโซฟาที่ดูร่วมสมัยตัวนั้น ไม่นานนักเฮ่อหลันจิ้งถิงก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามเธอ ก่อนจะเริ่มปอกเปลือกแอปเปิ้ลในมือ พลันนั้นนิ้วของเขาก็ถูกบาดจนเป็นแผลลึก เลือดสดๆ ไหลออกมาปนกับสีแดงของผลแอปเปิ้ล

เฮ่อหลันจิ้งถิงไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ซ้ำยังตั้งใจปอกเปลือกแอปเปิ้ลต่อ

ผีผีจ้องมองท่วงท่าสง่างามของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ มีแวบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าใบหน้าของเขาช่างเปี่ยมเสน่ห์ แม้แว่นดำจะบดบังมันและเพิ่มความเยือกเย็นไร้อารมณ์ให้เขาก็ตาม

“มือของคุณเลือดไหลค่ะ” ผีผีโพล่งขึ้นเมื่อเห็นว่ารอยเลือดเริ่มเป็นวงกว้าง

“อืม”

เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะใช้มีดที่เปื้อนเลือดแบ่งแอปเปิ้ลออกเป็นสี่ส่วน

“คุณเฮ่อหลันเป็นพนักงานดีเด่นของพิพิธภัณฑ์ใช่ไหมคะ?” เธอเริ่มเปิดประเด็น

“เรียกผมว่าเฮ่อหลันจิ้งถิงก็ได้” เขาตอบอย่างสุภาพ

“เช่นนั้น ฉันเริ่มสัมภาษณ์คุณเลยได้ไหมคะ?”

“เดี๋ยวก่อน” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าครัวไป

พอถูกสั่งให้รอ เธอก็หาอะไรทำด้วยการหยิบแอปเปิ้ลที่เขาหั่นไว้ขึ้นมากิน โดยทิ้งชิ้นที่เปื้อนเลือดไว้ในจาน พอเงยหน้าขึ้นอีกที ก็เห็นเขาเดินถือจานใบเล็กพร้อมด้วยส้อมกับมีดโลหะสไตล์ยุโรปมาด้วย

“คุณยังไม่ได้ทานข้าวเหรอคะ?”

“ยังเลย”

“แล้วคุณจะทานอะไรเป็นมื้อค่ำคะ?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นต่อ “ผมพาคุณเดินชมที่นี่ก่อนดีกว่า”

“ถ้าอย่างงั้น ฉันขอชมห้องนอนของคุณจะได้ไหมคะ? อยากรู้มานานแล้วว่านักสะสมชื่อดังจะแต่งห้องนอนแบบไหน”

“คุณหายพะอืดพะอมแล้วหรือยัง?”

“หายแล้วค่ะ!” เธอตอบอย่างกระตือรือร้น

“ดีเลย งั้นตามผมมา”

เขาพาเธอเดินผ่านลานกลางบ้านและทะลุออกประตูหลัง

มองจากตรงนี้ อาณาเขตของบ้านถูกห้อมล้อมด้วยผืนหญ้าอันกว้างใหญ่ ลานกลางบ้านอยู่บนเนินที่สูงที่สุดและห่างจากยอดเขาไม่กี่สิบก้าว ยังมีกำแพงบ้านที่ทอดยาวขึ้นไปตามแนวเขาอีกด้วย

บนยอดเขามีศาลาเล็กๆ ทรงแปดเหลี่ยมอยู่หลังหนึ่ง ด้านข้างของศาลามีบันไดหินขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยราวหินอ่อนสีขาว

ตอนที่เดินไปถึงบันไดหิน จู่ๆ เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ถามขึ้นว่า “คุณชอบที่นี่ไหม?”

“ก็ดีนะคะ แต่วังเวงไปหน่อย” สายลมของหุบเขาทำเอาเธอขนลุกชัน

ทันทีที่หางตาของผีผีเหลือบไปเห็นปากบ่อตรงกลางบันได สัญชาติญาณในการระแวดระวังตัวของเธอก็ถูกปลุกขึ้น

เธอลองชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วก็ได้พบกับบ่อน้ำร้าง ที่แม้ปากบ่อจะแคบ ทว่าด้านล่างกลับกว้างขวาง จากด้านบนจนถึงก้นบ่อไม่ลึกมาก แสงจันทร์สามารถส่องลงไปจนเธอมองเห็นเตียงผ้าใบตัวหนึ่งได้อย่างชัดเจน

เฮ่อหลันจิ้งถิงที่ยังคงมีกลิ่นไอของต้นเฟิร์นจากป่าลึกอยู่ จ้องมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย “คืนนี้คุณช่วยอยู่อาบแสงจันทร์เป็นเพื่อนผมจะได้ไหม?”

สิ้นคำถามนั้น มือเปลือยเปล่าของเขาก็ผลักเธอลงไปในบ่อ

ผีผีไม่ได้รับบาดเจ็บเพราะตกลงไปบนเตียงผ้าใบพอดี แต่พอเงยหน้าขึ้น เธอก็ต้องตกใจที่เห็นเฮ่อหลันจิ้งถิงกำลังกระโดดตัวลอยลงมา

สมองของเธอปรากฏภาพของฉากในหนังสอบสวนเรื่องหนึ่ง ‘ผู้ตายเป็นสาวโสด อายุประมาณยี่สิบกว่าปี เสียชีวิตอยู่ที่ก้นบ่อในสภาพเปลือยเปล่า ตรงปากมีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมา ร่างกายแหลกเป็นชิ้นๆ’

พอเห็นเฮ่อหลันจิ้งถิงกำลังพยุงตัวให้ลุกขึ้นจากพื้น เธอก็ชิงลงมือทันที

ผีผีวิ่งไปกระโดดถีบหลังของอีกฝ่ายจนเขาล้มลงไปนอนคุดคู้ จากนั้นก็กระโดดขึ้นคร่อมเขาและบีบคอสุดแรงเกิด

“ไอ้หื่น ไอ้บ้ากาม ไอ้ฆาตกร!” เธอด่ากราด ก่อนจะเพิ่มแรงบีบให้มากขึ้น

เฮ่อหลันจิ้งถิงดิ้นรนอยู่สักพักก็แน่นิ่งไป

ที่แท้ การแก้บทภาพยนตร์ในหนังสวนสอบสวนก็ง่ายแค่นี้เอง ไม่ถึงสามวินาที เธอก็เปลี่ยนจากผู้เคราะห์ร้ายมาเป็นฆาตกรได้แล้ว

คงเพราะแสงจันทร์ไม่ได้สว่างมากนักและก้นบ่อก็สะอาดสะอ้านดี คนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นจึงดูไม่สยดสยองเท่าไหร่

ผ่านไปครู่ใหญ่ ผีผีก็ตัดสินใจคลายมือออก ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะลุกขึ้นมากลางคัน เธอจึงใช้ผ้าพันคอมัดแขนของเขาเอาไว้ด้วยเงื่อนตาย จากนั้นก็ปลดกระดุมเสื้อของเขาออกจนเผยให้เห็นแนวกระดูกไหปลาร้าที่ขาวซีดและผอมบาง ทว่ายังคงเอกลักษณ์ของเพศชายอยู่

ความรู้สึกหลงใหลอย่างประหลาดผุดขึ้นในสมองของเธอ ผีผีรีบส่ายหัวเป็นการใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือไปถอดแว่นดำบนหน้าของเขาออก

ดวงตาคู่นั้นไม่ต่างจากคนทั่วไป จะมีก็เพียงใบหน้าหล่อเหลายามต้องแสงจันทร์ของเขาที่งดงามจนยากจะบรรยาย

‘หน้าตาดูไม่เหมือนคนเลวเลย แต่ทำไมถึง?’ พอนึกบางอย่างขึ้นได้ ผีผีก็รีบตรวจลมหายใจของเขา

‘ไม่หายใจ! ชีพจรไม่เต้น!’ เธอตกใจแทบเสียสติ

พอคิดว่าอีกฝ่ายคงแค่สลบไป เธอจึงก้มตัวลงและแนบใบหูกับหน้าอกของเขา ‘หัวใจไม่เต้น! เขาตายแล้ว!’

คิดถึงตรงนี้ เหงื่อกาฬก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ‘เป็นไปไม่ได้! ฉันแค่กระโดดถีบไปทีเดียวเอง! ทำไมถึง...’

ผีผีพยายามตั้งสติและบอกตัวเองว่า ‘มันคือการป้องกันตัว ไม่ใช่ฆาตกรรม! แต่พนักงานดีเด่นที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเขาไม่สมควรตายแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?’

หากจะว่าโทษว่าเฮ่อหลันจิ้งถิงเป็นคนเลว ตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขายังไม่ได้แตะต้องตัวเธอเลย แถมยังปอกแอปเปิ้ลให้กินอีก แค่ผลักเบาๆ เธอถึงกับต้องฆ่าเขาเลย?

เฮ่อหลันจิ้งถิงเป็นคนดังที่มีสมบัติมากมาย หากต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจริงๆ ทนายของเขาคงเล่นงานกระทั่งครอบครัวยากจนของเธอต้องล้มละลายอย่างแน่นอน

แต่ที่ผีผีไม่เข้าใจก็คือ คนที่เพียบพร้อมทุกอย่างแบบเขาจะลงทุนทำขนาดนี้กับผู้หญิงธรรมดาๆ อย่างเธอไปทำไม?

พอใช้ตรรกะข้อนี้มาวิเคราะห์ เธอก็สรุปได้ในทันทีว่า เขาไม่ได้จงใจผลัก แต่เธอรีบร้อนป้องกันตัวกระทั่งร่วงลงมาเองต่างหาก!

คิดได้เช่นนี้ ผีผีก็รีบผายปอดให้เฮ่อหลันจิ้งถิงอย่างรวดเร็ว

โชคดีที่เธอเคยเรียนการปฐมพยาบาลผู้ป่วยเบื้องต้นมา ทว่าหลังจากจบการปั๊มหน้าอกและเป่าปากไปสามเซท เขาก็ยังคงสงบนิ่ง

เมื่อควานหามือถือของทั้งเขาและเธอไม่พบ ผีผีก็กวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาทางปีนขึ้นไปบนปากบ่อ แต่ภาพของผนังที่มันเงาก็ทำให้เธอถอดใจ ‘ถ้าปีนขึ้นไปไม่ได้ ฉันก็จะต้องเน่าตายอยู่กับศพคนแปลกหน้าในนี้!’

ความหวาดกลัวทำให้เธอพยายามปั๊มหัวใจของเฮ่อหลันจิ้งถิงอีกครั้ง กระทั่งผ่านไปสิบเซท นิ้วของเขาก็เริ่มขยับ ริมฝีปากเย็นเยียบพ่นไออุ่นออกมาเล็กน้อย

 

7. อาบแสงจันทร์

เธอยังคงไม่ละความพยายามและก้มลงเป่าปากให้เขาต่อ

อย่างเห็นได้ชัด หน้าอกของเฮ่อหลันจิ้งถิงค่อยๆ กระเพื่อมขึ้น

“อย่าเพิ่งตายนะ! พูดอะไรกับฉันบ้างสิ!”

ผ่านไปครู่ใหญ่ คิ้วหนาเข้มของเขาก็ขมวดแน่น ดวงตายังคงปิดสนิท “ผมพูดไม่ได้ ผมบาดเจ็บ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

ผีผีถอนหายใจโล่งอก “เฮ่อหลันจิ้งถิง! คุณมันลูกแกะในคราบหมาป่า! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเมื่อครู่คิดจะทำอะไรฉัน?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงพยายามเค้นเสียงตอบ “ผมไม่ได้จะทำอะไร”

“แล้วผลักฉันลงมาในบ่อทำไม?”

“ก็คุณบอกเองว่าอยากจะชมห้องนอน นี่ไงล่ะห้องนอนของผม!”

“น่าจะบอกกันดีๆ ไม่เห็นต้องผลักเลย! หรือคุณคิดจะทำอะไรฉัน?”

“จะเข้าห้องนี้ได้ต้องกระโดดลงมาเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่น” พูดจบเขาก็ร้องโอดโอย “อย่าแตะต้องผมอีกเลย ผมเจ็บจนจะสูญพันธ์อยู่แล้ว!”

“คนอย่างคุณ ยังคิดจะขยายพันธ์อีกเหรอ?!” ผีผีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ

“เอาสิ ฆ่าผมให้ตายเลย เราสองคนจะได้เน่ากันอยู่ในนี้ เพราะถ้าไม่มีผมช่วย ก็อย่าหวังว่าจะปีนขึ้นไปเองได้!”

ดูเหมือนคำข่มขู่นี้จะได้ผล ผีผีล้มเลิกความคิดที่จะบีบคอเขาในทันที

“ช่วยแก้ผ้าพันคอที่รัดข้อมือออกให้ที มันแน่นจนผมเจ็บไปหมดแล้ว”

“ไม่มีทาง!” ผีผีปฏิเสธ

เฮ่อหลันจิ้งถิงไม่สนใจและพยายามใช้ปากแกะปมของผ้าพันคอออกกระทั่งสำเร็จ

“อย่าลองดีกับฉัน ฉันเคยเรียนอู่ซู่มา คุณสู้ฉันไม่ได้หรอก!” ผีผียกแขนขึ้นตั้งการ์ด

เฮ่อหลันจิ้งถิงคำรามเสียงเบา “กล้าเรียกมวยวัดของตัวเองว่าอู่ซู่เชียวเหรอ?” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นนั่ง หยิบแว่นตาบนพื้นมาใส่ จากนั้นก็เริ่มถอดเสื้อผ้าทีละชิ้น

“จะทำอะไรน่ะ?”

“ถอดเสื้อผ้า อาบแสงจันทร์”

“อากาศหนาวขนาดนี้ยังจะถอดเสื้อผ้าอีกเหรอ?” เธอรีบยกมือขึ้นปิดตา แต่ก็ไม่ลืมที่จะเปิดช่องนิ้วไว้แอบดูอีกฝ่าย

“หนาวตรงไหน?”

“คุณ... ช่วยใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะ”

“ทำไมล่ะ?”

“ให้เกียรติกันบ้าง ฉันเป็นผู้หญิงนะ!”

“เมื่อครู่คุณกระโดดถีบผมอย่างกับพระเอกหนังบู๊ แล้วตอนนี้มาเรียกร้องให้ผมปฏิบัติกับคุณแบบหญิงสาวงั้นเหรอ?” เฮ่อหลันจิ้งถิงส่ายศีรษะพลางเอ่ย “เอาล่ะ ช่วยส่งผ้าขนหนูตรงนั้นให้หน่อย”

ผีผีมองตามมือของเขาไป กระทั่งพบกับตู้เล็กๆ ใต้เตียง เธอจึงหยิบผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนหนึ่งแล้วยื่นให้เขา

หลังจากได้รับผ้าขนหนู เฮ่อหลันจิ้งถิงก็หันข้างและพันผ้าขนหนูเข้ากับร่างกายท่อนล่าง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายอารมณ์

แสงจันทร์นวลสาดกระทบกับร่างที่เย็นเยียบของเฮ่อหลันจิ้งถิงจนบังเกิดควันสีขาวลอยขึ้นมาราวกับเขากำลังฝึกวิชาภายในอยู่ ไม่ก็กำลังอบซาวน่า

ผีผีชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยความเขินอาย หน้าของเธอแดงก่ำไปจนถึงใบหู ความคิดเริ่มเตลิดเปิดเปิงไปไกล

ไม่นานนัก เธอก็คิดถึงภารกิจของตัวเองขึ้นมา ‘อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ ต้องได้บทสัมภาษณ์กลับไปให้ได้ โอกาสดีๆ แบบนี้จะไม่ปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด!’

ผีผีรีบหยิบปากกากับเครื่องบันทึกเสียงออกจากกระเป๋า ก่อนจะเริ่มถาม “คุณเฮ่อหลัน ทำไมคุณต้องอาบแสงจันทร์ด้วยคะ?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงไม่ตอบและยังรู้สึกรำคาญความพูดมากของอีกฝ่าย

หลังจากที่นอนหลับตาอาบแสงจันทร์อย่างสบายใจแล้ว เขาก็เริ่มขยับปาก “มันคืองานอดิเรก คือความเคยชิน”

การนอนอาบแสงจันทร์อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนในแวดวงข่าว อย่างมากก็แค่กิจกรรมทางสุขภาพ ที่คงไม่ต่างจากการว่ายน้ำในฤดูหนาวสักเท่าไหร่

ผีผียืนรอจนเมื่อย เธอจึงนั่งลงข้างๆ เขา “แต่ละคืนคุณอาบแสงจันทร์นานแค่ไหนเหรอคะ?”

“ทั้งคืน”

“แล้วฉันต้องอยู่ในบ่อกับคุณทั้งคืนเลยเหรอ?”

ลึกๆ แล้วเธอไม่ได้รู้สึกกลัวเขา ตรงกันข้ามกลับรู้สึกสนใจเสียด้วยซ้ำ

“ถ้าคุณไม่เต็มใจ ก็ปีนขึ้นไปเองแล้วกัน”

“เฮ่อหลันจิ้งถิง!”

“เรียกทำไม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน

“ดูท่า คุณคงอยากจะสูญพันธุ์แล้วจริงๆ!” ผีผีโกรธหน้าดำหน้าแดง

จังหวะนั้น เธอถูกเขาดึงตัวให้นอนลงและกระซิบที่ข้างหู “จะรีบไปไหน พระจันทร์คืนนี้ไม่สวยเหรอ? ดอกเหมยป่าก็หอม ลมพัดเย็นสบาย ไหนจะเสียงต้นไม้ใบหญ้า เสียงกองหิมะละลาย เสียงตัวตุ่นกินน้ำในลำธาร เสียงรอยปริของแผ่นน้ำแข็ง เสียงตัวนากนอนหลับฝันหวาน เสียงดวงดาวร่วงหล่นจากท้องฟ้า... คุณลองนอนหลับตา ทำใจให้สบาย แล้วเสพธรรมชาติที่น่าหวงแหนพวกนี้ให้เต็มที่”

ได้ฟังจนจบ ผีผีก็เริ่มที่จะเคลิ้มไปกับเสียงของเขา

เสื้อขนเป็ดที่ใส่อยู่ไม่ได้ช่วยให้เธอหนาวน้อยลง มือที่กำปากกาเริ่มสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม รู้ตัวอีกทีก็เธอถูกเฮ่อหลันจิ้งถิงประสานมืออย่างแนบแน่น ก่อนจะถ่ายทอดไออุ่นให้ผ่านปลายนิ้ว

ใบหน้าของพวกเขาใกล้กันเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ ผีผีจึงคิดที่จะหันหน้าหนี ทว่าอีกฝ่ายไม่ยอม

“คุณกลัวผม?”

“ไม่กลัว”

“ผมสามารถกินคุณได้นะ”

“กินยังไง?”

“เริ่มกินจากหัวแม่เท้าก่อน” เขายิ้มเจ้าเล่ห์ “พอใกล้จะถึงหัว ผมค่อยถามคุณว่าเจ็บไหม”

ผีผีหัวเราะคิก ทว่าพอลองคิดตาม เธอก็ขนลุกไปทั้งร่าง

 

พวกเขายังคงนอนดูพระจันทร์เคียงข้างกันบนเตียง

กระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ผีผีก็เริ่มทนไม่ไหว “ในบ่อนี่มีอะไรสนุกๆ ให้ทำบ้างไหม?”

“เสียใจด้วยจริงๆ” เขาตอบ แต่ไม่นานก็นึกบางอย่างขึ้นได้ “เดี๋ยวก่อน ผมมีวิทยุคลื่นสั้นอยู่เครื่องหนึ่ง คุณอยากฟังไหม?”

มือของเขาขยับไปมา ก่อนจะหยิบวิทยุเครื่องน้อยขึ้นมาจากใต้เตียง ทันทีที่เปิดสวิตซ์ เสียงเพลงคลาสสิคก็ดังขึ้น

ผีผีรับวิทยุเครื่องนั้นมาแล้วลองบิดหาคลื่น “ฉันจะดูว่ามีรายการปรึกษาปัญหาหัวใจยามดึกที่ชื่อว่า ‘แพนดอร่าคุยเรื่องหัวใจ’ ของคลื่น FM1097 หรือเปล่า ฉันชอบรายการนี้มากๆ เลย”

“ไม่ได้ ผมต้องฟังเพลง รายการพวกนั้นหนวกหูจะตาย!” เฮ่อหลันจิ้งถิงแย่งวิทยุกลับไป และเปิดฟังเพลงคลาสสิค EFLAT MAJOR SERENADE ต่อ

“สถานีนี้เปิดแต่เพลงบรรเลง EFLAT ดีเจก็เหมือนจะเป็นโรคจิต!” ผีผียังคงไม่ยอมแพ้ “A B C D E F G มีตั้งหลายคีย์ เขาก็ยังเอาแต่เปิดเพลงประเภทนี้ไม่หยุด สงสัยจะสติไม่ดี!” ผีผีรู้สึกหงุดหงิด เพราะเพื่อนร่วมหอคนหนึ่งของเธอที่เรียนเอกดนตรี ก็ฟังเพลงแบบนี้ผ่านวิทยุคลื่นสั้นทุกวัน

เฮ่อหลันจิ้งถิงยังคงยืนกราน “ผมชอบฟังเพลงคีย์อีแฟลต”

“ตกลง ฉันยอมก็ได้ คุณจะได้รู้ว่าฉันเป็นคนใจกว้างแค่ไหน!”

“ไม่ ไม่ ผมก็เป็นคนใจกว้างเหมือนกัน” พูดจบ เฮ่อหลันจิ้งถิงก็บิดเปลี่ยนคลื่น ทันใดนั้น เสียงกังวานใสแสนอบอุ่นและมีเอกลักษณ์ของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขึ้น “ตอนนี้เราจะมาฟังเรื่องของคุณหวังจากเมืองหังโจวกัน สวัสดีค่ะคุณหวัง วันนี้ FM1097 แพนดอร่าคุยเรื่องหัวใจ และดิฉันฟ่านฟ่านจะมาคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนผู้หญิงและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนผู้ชาย ตอนนี้คุณหวังอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวอะไรบ้างคะ?”

รายการนี้เต็มไปด้วยเรื่องเม้าท์มอยไร้สาระเชิงจิตวิทยา เฮ่อหลันจิ้งถิงเบื่อหน่ายจนแทบจะยกมือขึ้นอุดหู พอเห็นท่าทางของเขา ผีผีก็แอบขำในใจ

ฟังไปไม่ถึงสิบนาที เฮ่อหลันจิ้งถิงก็เริ่มหาวและพลิกตัวในท่านอนตะแคง

เห็นท่าทางของเขา ผีผีก็รีบเปิดเครื่องบันทึกเสียง “คุณเฮ่อหลัน ฉันขอสัมภาษณ์คุณได้ไหม?”

“ไม่ได้”

“ทำไมล่ะ?”

“จากพฤติกรรมเมื่อครู่ คุณได้พลาดโอกาสนั้นไปแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้น ช่วยส่งฉันกลับบ้านจะได้ไหม?”

“อีกสองชั่วโมง”

“แต่ฉันจะกลับตอนนี้!” เธอโวยวาย

“งั้นก็ตามสบาย” เขาชี้นิ้วไปที่ปากบ่อ “ผมแนะนำให้ปีนขึ้นไปด้วยเท้าเปล่า โอกาสที่จะออกไปได้มีสูงกว่า”

“นี่คุณจะไม่ช่วยฉันเลยเหรอ?”

เขาส่ายหน้าพลางยักไหล่

ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เธอก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง “ก็ได้ ฉันเองก็ง่วงมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานตอนแปดโมง คุณช่วยปลุกฉันตอนเจ็ดโมงครึ่งด้วยล่ะ” พูดจบ เธอก็ดึงผ้าขนหนูบนตัวเขาไปห่ม “ขอนะ ฉันหนาว”

พอเห็นว่าร่างของตัวเองเปลือยเปล่า เขาก็หน้าแดงก่ำ “แล้ว... แล้วผมจะทำยังไง?”

“ฉันจะไปรู้คุณเหรอ!” เธอหลับตาลงด้วยความโมโห

“ถ้าอย่างงั้น ผมขอยืมผ้าพันคอก็แล้วกัน” เฮ่อหลันจิ้งถิงหยิบผ้าพันคอบนพื้นขึ้นมาพันรอบเอว แล้วก็นอนต่ออย่างสบายใจ

ผีผีสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก แสงจันทร์บนท้องฟ้ายังทอแสงนวล เฮ่อหลันจิ้งถิงยังคงนอนคุดคู้อยู่ข้างๆ และพยายามเบียดร่างเข้ากับเสื้อขนเป็ดตัวหนาของเธอ

ตั้งแต่เล็กจนโต ผีผีไม่เคยเห็นร่างเปลือยเปล่าของผู้ชายมาก่อน เพราะกับเจียหลินเอง เธอเพิ่งเคยได้แตะเนื้อต้องตัวเขาเมื่อตอนฝนตกหนัก และพอครบหกปีก็เริ่มจูงมือกัน ดังนั้น นี่ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก วิชาชีวภาพแบบไม่ต้องเสียเงิน!

คิดถึงตรงนี้ ผีผีก็ก้มหน้าลงและสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายอย่างละเอียด

‘อืม รูปร่างได้มาตรฐานดีมาก หายากเหมือนกันนะเนี่ย’

ผีผีสังเกตเห็นจี้หยกโบราณเนื้อใสรูปทรงประหลาดที่คอของเขา ด้านหนึ่งกมลมน แกะสลักเป็นลวดลายฉลุงดงาม อีกด้านเป็นปลายแหลม เชิดขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายเขี้ยวของสัตว์ ‘ใส่จี้หยกแบบนี้แล้วจะนอนสบายเหรอ? ไม่กลัวทิ่มคอหรือยังไง?’

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่แสนสบาย แม้แต่รองเท้าก็ไม่ได้ถอดออก

ผีผีลุกขึ้นและเดินออกมาที่ห้องรับแขก จังหวะนั้น เฮ่อหลันจิ้งถิงที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เดินใส่นาฬิกาออกมาพอดี

“ถ้าอยากอาบน้ำ ก็ใช้ห้องอาบน้ำของผมได้เลย”

 

 

8. พิพิธภัณฑ์เขตวี

“เอ่อ... ไม่ดีกว่าค่ะ” เธอตอบ จากนั้นก็เดินไปล้างหน้าแบบลวกๆ และบ้วนปากนิดหน่อย

“ผมจะไปส่งที่สถานีรถไฟใต้ดิน” เขาลุกขึ้นพร้อมกับไม้เท้าของคนตาบอด

ตอนที่กำลังจะเดินออก ผีผีแอบจำบ้านเลขที่ของเขาเอาไว้ ‘เลขที่ 56 ถนนเสียนถิง’ จากนั้นก็หันไปพูดกับเฮ่อหลันจิ้งถิงว่า “ไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้ค่ะ”

“ไม่ได้หรอก ทางลงเขาไกลมาก”

หลังจากเดินกันไปได้สักพัก ผีผีก็ชวนเฮ่อหลันจิ้งถิงคุย “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณมองไม่เห็น อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแสงสว่างบ้าง”

“ผมไม่เห็นแสงอะไรทั้งนั้น”

“แล้วตอนกลางคืน คุณสามารถมองเห็นได้แค่ไหน?”

“หนึ่งจุดห้า”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่เห็นจะต้องใส่แว่นเลยนี่”

“อืม”

“แล้วทำไมจะต้องใส่แว่นอีก ไม่ยุ่งยากเหรอคะ?”

“ไม่ยุ่งยากหรอก ชินแล้ว”

พอถึงสถานีรถไฟใต้ดิน ผีผีก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วหันไปถามอีกฝ่าย “คุณเฮ่อหลัน คุณ... ใช่คนหรือเปล่า?”

ได้ยินคำถามนี้ ดวงตาของเฮ่อหลันจิ้งถิงก็เผยรอยยิ้มออกมาวูบหนึ่ง ทว่าต้องซ่อนความรู้สึกเอาไว้และตอบกลับเสียงเรียบ “ถ้าไม่ใช่คน แล้วผมจะเป็นอะไรล่ะ?”

ไม่ไกลจากตึกของสำนักงานหนังสือพิมพ์ ผีผีเช่าห้องพักเล็กๆ ที่เป็นห้องน้ำรวมไว้ใช้สำหรับนอนในวันทำงาน และกลับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้น การที่เธอหายไปทั้งคืน จึงไม่มีใครให้ต้องคอยตอบคำถาม

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว เธอก็เตรียมตัวไปทำงาน

ขณะที่กำลังจะเปิดประตู เสียงมือถือก็ดังขึ้น

“ผีผี แม่เตรียมของขวัญวันเกิดที่จะให้แม่ของเจียหลินไว้แล้วนะ เป็นรังนกอย่างดีที่ซื้อมาจากน้าซวี่ในราคาแปดร้อยแปดสิบหยวนเอง ถูกกว่าราคาจริงตั้งห้าร้อยหยวนแน่ะ!”

‘ตั้งแปดร้อยแปดสิบ! แพงขนาดนี้เลยเหรอ?’ เธอแอบเสียดาย

เพื่อเป็นการแสดงความยินดีในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบห้าสิบปีของแม่เจียหลิน ทั้งครอบครัวของผีผีต้องรวบรวมเงินกันกว่าครึ่งเดือน

เพียงเพราะถูกเจียหลินชวนให้ไปร่วมงานเลี้ยง ทุกคนในบ้านก็ตื่นเต้น และคิดไปเองว่าเขาต้องการที่จะเปิดตัวเรื่องการคบหากันอย่างเป็นทางการ ดังนั้น การจะไปบ้านของเจียหลินในครั้งนี้จึงต้องไม่ธรรมดา แม้ว่าครอบครัวของเขาจะมีฐานะอยู่แล้ว หรือได้รับของขวัญมากมายอยู่แล้วก็ตาม

รายการของขวัญมีอยู่หลายอย่าง อาทิ ชาชื่อดัง เหล้านอก โสมอเมริกา เครื่องสำอาง เครื่องประดับ กระเป๋าถือ ผ้าไหมเนื้อดี ตลอดจนซอสถั่วเหลืองหมักฝีมือคุณย่าในขวดแก้วสวยงามอีกห้าขวด

นี่เป็นครั้งแรก ที่ทุกคนลงทุนกับการซื้อของขวัญมากขนาดนี้ ผีผีรู้สึกสงสารพวกเขาและอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วย ทว่าเงินส่วนที่เหลือจากการแบ่งให้พ่อกับแม่ ก็แทบจะไม่พอประทังชีวิตอยู่แล้ว เดิมทีเธอคิดว่าจะซื้อชาอย่างดีสักสองกระป๋องไปฝาก แต่เป็นตายอย่างไรแม่ของเธอก็ไม่ยอม

พอคิดถึงคุณน้าเมิ่งแม่ของเจียหลิน ผีผีก็กระอักกระอ่วนใจไม่น้อย เพราะหลังจากที่จบชั้นมัธยมปลาย เธอก็ไม่เคยไปบ้านของเจียหลินนอกจากเทศกาลตรุษจีนเลย อีกอย่าง การที่เด็กสาวอย่างเธอจะไปหาผู้ชายที่บ้านบ่อยๆ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีนัก มากไปกว่านั้น เธอไม่รู้สึกสนิทใจกับแม่ของเจียหลินเหมือนตอนอยู่อนุบาล ที่อีกฝ่ายมักจะพาไปซื้อไอศกรีม ถักเสื้อกันหนาวให้ หรือกำชับลูกชายให้คอยดูแลเธอ

คุณน้าเมิ่งเข้มงวดกับเจียหลินมาก ตอนที่เขาสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้แค่แปดสิบคะแนน เธอก็กระหน่ำฟาดเขาด้วยไม้บรรทัด เจียหลินที่เสียใจอย่างหนักวิ่งหนีมาที่บ้านของผีผี เดือดร้อนคุณย่าต้องออกไปช่วยพูดกับแม่ของเขาให้ ทว่าคุณน้าเมิ่งก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนความคิด เธอบอกว่าหากเด็กผู้หญิงเรียนไม่เก่ง ก็แค่หาผู้ชายดีๆ สักคนแต่งงานด้วย แต่หากเด็กผู้ชายเรียนไม่เก่ง ก็คงต้องหมดหวังไปทั้งชีวิต

ดั้งนั้น เส้นทางการเติบโตของเจียหลินจึงเปรียบเสมือนการแข่งวิ่งกระโดดข้ามรั้ว โดยแม่ของเขาจะเป็นคนจัดวางเครื่องกีดขวางไว้ให้ อุปสรรคที่ว่าก็มีตั้งแต่ การต้องสอบให้ได้ระดับหกตอนเรียนปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย พอจบปริญญาตรีก็ต้องสอบโทเฟิลและจีอาร์อีเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทให้ได้ เป็นต้น

เจียหลินเคยบอกไว้ว่า อยากให้เธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศกับเขา เพื่อที่แม่จะได้เลิกเข้มงวดกับเขาเสียที แต่จนแล้วจนรอด ผีผีก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะไปทำอะไรที่นั่น ระหว่างล้างจาน เสิร์ฟอาหาร หรืออยู่บ้านเลี้ยงลูก

พอตัดสินใจได้ เธอก็ไปสมัครเรียนโทเฟิลในหลักสูตรเร่งรัดกับสถาบันแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากหอพัก โดยอาจารย์ที่สอนเป็นคนมาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง

หลังจากจ่ายค่าเล่าเรียนเสร็จ เธอก็ได้หนังสือกองโตมาอ่าน ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของผีผีด้อยกว่าภาษาจีนเพียงเล็กน้อย แถมยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนเก้าสิบห้าเต็มร้อยซึ่งมากกว่าเจียหลินเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจึงแอบไปสอบโทเฟิลเพื่อเอาคะแนนมาเซอร์ไพรส์เขา

ที่ปลายสาย แม่ของผีผียังคงมีความสุขกับการเล่าเรื่องรังนกราคาแปดร้อยแปดสิบหยวนอยู่

ผีผียกข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะพูดตัดบทไปว่า “เดือนหน้าก็จะได้โบนัสแล้ว เดี๋ยวหนูจ่ายให้เองก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องหรอก เงินแม่ก็เหมือนเงินแกนั่นแหละ ขอเพียงอาซ้อเมิ่งชอบของขวัญก็พอแล้ว”

หลังจากวางสาย สีหน้าของผีผีก็เคร่งขรึมลง เดือนนี้พ่อของเธอไอบ่อยจนคอแหบแห้ง แม้คุณหมอจะแนะนำยาน้ำอย่างดีให้ แต่เขาก็ไม่ยอมควักเงินซื้อและเลือกที่จะต้มน้ำสาลี่ดื่มแทน จนเธอทนไม่ไหว ต้องซื้อไปให้เขากินเองถึงสี่ขวด แต่มาวันนี้ เขากลับยอมควักเงินกว่าแปดร้อยแปดสิบหยวนเพื่อซื้อรังนกให้คนอื่นกิน!

วันอังคารเป็นช่วงเวลาแห่งการสะสางงานให้กับหัวหน้ากองบรรณาธิการ ผีผีงานยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเลิกงาน เวยชิงถานก็เอาบัตรนักข่าวฝึกงานมาให้เธอใบหนึ่ง

ผีผีรีบรายงานสถานการณ์ของเมื่อวานให้อีกฝ่ายฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พี่ชิงถาน ฉันได้เข้าใกล้คุณเฮ่อหลันและสัมภาษณ์เขาเกี่ยวกับหยกโบราณด้วยล่ะ!”

“ฝีมือไม่เลวนี่ ว่าแต่เขาไม่ระแวงเธอบ้างเลยเหรอ?” พูดจบ เวยชิงถานก็หยิบวิตามินบำรุงครรภ์ใส่ปากและดื่มน้ำแร่ตามลงไป จากนั้นก็ล้วงเอาสมุดบันทึกขึ้นมาจากกระเป๋า “ตามแหล่งข่าว พรุ่งนี้เฮ่อหลันจิ้งถิงจะไปจิ่งเถียนเพื่อประมูลหยกโบราณ หนึ่งในนั้นก็คือหยกรูปเสือในสมัยจั้นกว๋อ ซึ่งก็คือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในการประมูล เชื่อว่าคืนนี้ เขาจะต้องไปที่พิพิธภัณฑ์เขตวีอย่างแน่นอน”

“พิพิธภัณฑ์เขตวี? เขาจะไปที่นั่นทำไม?”

“ไม่รู้เหมือนกัน”

เขตวีอยู่ในพื้นที่ของเมืองซี ขึ้นทางด่วนประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง

ผีผีหยิบบัตรนักข่าวและคว้ากระเป๋าทันที “ฉันจะไปหาเขาที่พิพิธภัณฑ์เขตวี”

“เธอมีเบอร์มือถือของเขารึยัง?”

“คือว่า...” เธอจำได้ว่าเคยโยนนามบัตรของเฮ่อหลันจิ้งถิงลงถังขยะไปแล้ว

เวยชิงถานเดินเข้ามายื่นนามบัตรให้เธอใบหนึ่ง “นี่คือความแตกต่างระหว่างนักข่าวใหม่กับนักข่าวเก่าไงล่ะ”

“เขาอยู่บ้านเลขที่ 56 ถนนเสียนถิง” ผีผีโพล่งขึ้น

เวยชิงถานเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เธอนี่ใช้ได้เลย!”

เมื่อเดินไปจนถึงห้องโถงใหญ่ เธอก็โทรหาเฮ่อหลันจิ้งถิง

“ฮัลโหล”

“ฉันคือ... กวนผีผีนะคะ”

“อ้อ!” เฮ่อหลันจิ้งถิงตกใจ “คุณรู้เบอร์มือถือของผมได้ยังไง?”

“ก็คุณให้นามบัตรฉันมา”

“ในนามบัตรเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงาน”

“พอดีฉันได้เบอร์จากคนที่พิพิธภัณฑ์มาค่ะ”

“เป็นไปไม่ได้ นอกจากคุณจะรู้จักกับท่านผู้อำนวยการ”

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่รู้จักท่านผู้อำนวยการ?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อว่า “โทรหาผมมีธุระอะไร?”

“วันนี้ฉันขอสัมภาษณ์คุณได้ไหมคะ?”

“ไม่ได้”

“คือฉันได้ยินมาว่าคุณจะไปพิพิธภัณฑ์เขตวี เลยจะขอไปด้วย...”

“คุณจะไปทำอะไร?”

“จะไปดูว่าคุณไปทำอะไร”

“เพ้อเจ้อ!” จากนั้นเขาก็ตัดสายไป

ไม่รอช้า ผีผีวิ่งออกไปขึ้นรถประจำทางทันที

ช่วงฤดูหนาวท้องฟ้าจะมืดเร็วมาก เมื่อถึงประตูใหญ่ของพิพิธภัณฑ์เขตวี เธอก็รีบไปซื้อบัตรผ่านประตู

ทางพิพิธภัณฑ์กำลังจัดงานแสดงภาพถ่ายที่มีอายุกว่าร้อยปี ขณะเดียวกันก็ฉายภาพยนตร์เก่าๆ ไปด้วย

กว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่เธอยืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ ไม่นานนักเขาก็ปรากฏตัวขึ้น

“คุณเฮ่อหลัน!”

เฮ่อหลันจิ้งถิงขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ จากนั้นก็ชำเลืองมองห้องโถงใหญ่พลางถอนหายใจ “ไม่ได้มาแค่ครึ่งปี การตกแต่งของที่นี่เปลี่ยนไปมาก”

เมืองและเขตมักจะแตกต่างกัน พิพิธภัณฑ์ของเขตวีเลยทรุดโทรมอย่างไม่ต้องสงสัย ประตูใหญ่ไม่ได้รับการซ่อมแซมมานาน กำแพงมีปูนหลุดลอกเป็นชั้นๆ กลิ่นอับของห้องน้ำโชยมาจนถึงห้องโถงใหญ่

เดินเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว เฮ่อหลันจิ้งถิงก็หยุดฝีเท้าลง “คุณตามผมมาทำไม?”

“นี่มันที่สาธารณะ ฉันจะเดินไปที่ไหนก็ได้”

เฮ่อหลันจิ้งถิงก้มมองนาฬิกาข้อมือด้วยท่าทางรีบร้อน ก่อนจะเริ่มเดินต่อ

ผีผีตามเขาเข้าไปจนถึงห้องทำงานห้องหนึ่ง หญิงวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นเลขาเดินออกมาสอบถามโดยที่ยังมีเมล็ดแตงโมอยู่ในมือ “มาหาใครคะ?”

“สวัสดีครับ ผมชื่อเฮ่อหลันจิ้งถิง เป็นที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์เมืองซี” แนะนำตัวเสร็จเขาก็ยื่นนามบัตรให้เธอด้วยท่าทางเป็นมิตร

“สวัสดีค่ะ”

“ผมมาที่นี่เพื่อดูหยกโบราณชิ้นหนึ่ง” เขาหยิบรูปออกมาให้เธอดู “ชิ้นนี้ครับ หยกรูปเสือในสมัยจั้นกว๋อ” จากนั้นก็ยื่นกระดาษให้เธออีกสองแผ่น “นี่คือจดหมายแนะนำตัวและบัตรประชาชนของผมครับ”

เธออ่านจดหมายแนะนำตัวของเขาอย่างละเอียด ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองผีผี “แล้วคุณคือ?”

“เธอเป็นผู้ช่วยของผม” เฮ่อหลันจิ้งถิงชิงตอบก่อน

 

9. ผู้กินดอกไม้เป็นอาหาร

เธอกวาดตามองผีผีแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “รอตรงนี้สักครู่ ฉันจะไปถามเจ้าหน้าที่ที่ห้องเก็บวัตถุโบราณให้”

ห้องทำงานแห่งนี้รกมาก บนโต๊ะมีกระดาษกองโตสุมอยู่ และมีคอมพิวเตอร์ฝุ่นเขรอะตัวเก่าวางตรงมุมขวา

จู่ๆ ท้องของผีผีก็ร้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ เนื่องจากรีบร้อนเธอจึงไม่ได้แวะหาอะไรกินก่อน

ผีผีรู้สึกเขิน จึงก้มหน้าเพื่อหลบสายตาของอีกฝ่าย ทว่าเขากลับไม่สนใจ และยังคงนั่งกอดอกด้วยท่าทางสงบนิ่ง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เลขาคนนั้นก็กลับมาพร้อมกับข่าวร้าย “ขอโทษด้วยค่ะ หยกชิ้นนั้นไม่อยู่แล้ว”

“ไม่อยู่?” เฮ่อหลันจิ้งถิงแสดงอาการไม่พอใจ “นี่มันสมบัติของชาติเลยนะ!”

“ไม่อยู่ก็คือไม่อยู่ไงคะ พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“จะไม่อยู่ได้ยังไง?” เขายังคงไม่ลดละ

“ที่ว่าไม่อยู่ ก็เพราะผู้อำนวยการได้เอาไปไว้ในห้องทำงานของท่านแล้ว” ในที่สุด เธอก็ยอมบอกความจริง

“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยไปแจ้งท่านผู้อำนวยการที ว่าผมมาขอพบ”

เลขาสาวทำท่าเหมือนจะบ่ายเบี่ยง แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเฮ่อหลันจิ้งถิง เธอก็เดินออกไปโทรศัพท์ที่ห้องข้างๆ สักพักก็กลับมาพร้อมกับคำเชิญ “ตามมาทางนี้ค่ะ”

เสือหยกตัวดังกล่าวนอนสงบนิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่ขนาดเท่าฝ่ามือ ตรงศีรษะของมันปรากฏร่องรอยสึกหรอเล็กๆ

เฮ่อหลันจิ้งถิงหยิบถุงมือเนื้อนุ่มขึ้นมาสวม จากนั้นก็ทำการกะน้ำหนักของมันด้วยฝ่ามือ ไม่นานนักเขาก็วางมันลงบนผ้ากำมะหยี่ ก่อนจะหยิบแว่นขยายและไฟฉายขึ้นมาตรวจดูเส้นลายและสี

“นี่คือของปลอมใช่ไหม?” ผีผีชี้ไปที่รูกลมๆ ด้านหลังตัวเสือ “ช่างในสมัยจั้นกว๋อ สามารถเจาะรูได้กลมขนาดนี้เชียว? ดูยังไงก็เหมือนกับใช้เครื่องเจาะเลย”

“รูกลมๆ พวกนี้ มีมาตั้งแต่สมัยเหลืองจู่แล้ว” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

“เหลืองจู่กับจั้นกว๋อ อันไหนมาก่อนหลัง?”

“นับจากปัจจุบันย้อนไปห้าพันปี”

“แล้วมันก่อนหรือหลังล่ะ?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก่อน!”

ทันใดนั้น เสียงกระแอมหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลัง

พอหันไป พวกเขาก็พบกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างสูงใหญ่กำยำสองคนตรงประตู

เฮ่อหลันจิ้งถิงปรับไฟฉายให้สว่างมากขึ้น จากนั้นก็หยิบสายวัดขึ้นมาวัดความสูงและระยะห่างของลวดลาย

“ตรงนี้แสงน้อยมาก คุณน่าจะถอดแว่นดำออกนะคะ หรือจะให้ฉันช่วยถือก็ได้นะ”

“คิดเสียว่าผมเป็นคนตาบอดก็แล้วกัน”

“แต่เมื่อวานที่พิพิธภัณฑ์ คุณไม่ได้ใส่แว่นนี่?”

เท่าที่จำได้ เขาเพิ่งจะควักแว่นดำออกมาใส่ตอนที่ได้ยินเสียงเธอ “หรือคุณจะใส่เฉพาะตอนที่อยู่ใกล้ฉัน?”

“ใช่ คุณนี่สำคัญกับผมมากๆ เลยนะ!”

“.....”

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ผีผีก็อดที่จะเซ้าซี้อีกไม่ได้ “คุณดูพอรึยังคะ?”

“ยังไม่พอ”

“จะดูอีกนานไหม?”

“สักพัก”

“ฉันหิวแล้ว”

“หน้าพิพิธภัณฑ์มีร้านอาหาร”

“แต่ฉันมีเงินไม่พอ”

เนื่องจากต้องรีบมาให้ทันเวลา ผีผีเลยจำใจนั่งรถปรับอากาศประจำทางแบบด่วนพิเศษวีไอพี เงินส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่ารถแล้ว แถมยังต้องกันบางส่วนไว้สำหรับขากลับอีก

เฮ่อหลันจิ้งถิงลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทำการส่งหยกชิ้นนั้นคืน ก่อนจะหันมาถามผีผีว่า “คุณอยากกินอะไร?”

“บะหมี่”

“แล้วถ้ามีเงินมากกว่านี้ คุณอยากจะกินอะไร?”

“สุยจู่อวี่[1]”

เฮ่อหลันจิ้งถิงพยักหน้า ก่อนจะพาเธอไปกินที่ร้านอาหารเสฉวน

พอเปิดเมนูอาหารขึ้นดู ผีผีก็ชะงักไปเล็กน้อย ‘อาหารเสฉวนแพงขนาดนี้เลย?’

“ไม่ต้องกังวล ผมเลี้ยงเอง”

ได้ยินเช่นนั้น ผีผีก็สั่งอาหารมาสองอย่าง นั่นก็คือต้มปลากับเห็ดผัดใจผัก

“สุยจู่อวี่เยอะมาก น่าจะพอสำหรับสองคน”

“ผมไม่กิน คุณกินได้เลย”

“คุณไม่หิวเหรอคะ?

“ไม่หิว”

“ปกติคุณไม่ชอบกินมื้อค่ำนอกบ้านใช่ไหม?”

“ของที่ผมกิน คุณไม่ชอบกินเหรอก”

“ไม่แน่เสมอไปหรอกค่ะ ลิ้นของฉันไม่ต่างจากจระเข้เท่าไหร่ ว่าแต่... คุณชอบกินอะไรเหรอ?”

“ผมกินดอกไม้”

“ดอกไม้?” ผีผีขมวดคิ้ว “บร็อคโคลี่? ดอกกะหล่ำ? เห็ดหูหนู? ฮวาเจียว[2]?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงส่ายหน้า

ผีผีเบนสายตาไปยังแจกันดอกคาร์เนชั่นบนโต๊ะอาหาร “คุณหมายถึงดอกไม้สด... แบบนี้?”

“ใช่”

“แบบ... แบบนี้จริงๆ เหรอคะ?”

“ใช่ ผมกินดอกไม้แดง”

“แต่นี่มันคาร์เนชั่น”

“สำหรับผม มันคือดอกไม้แดง”

“อ้อ”

ผีผีรู้สึกอยากที่จะสนทนากับเขามากขึ้นไปอีก เธอจึงรีบชวนคุยต่อ “คุณชอบกินดอกไม้สดแบบไหนเหรอคะ? ตากแห้งแล้วเอาไปชงเป็นชา เคลือบน้ำตาล เอาไปเชื่อม หรือเอาไปต้ม?”

“กินสดๆ”

ผีผีหยิบดอกคาร์เนชั่นขึ้นจากแจกันแล้วส่งให้เขา “ถ้าอย่างนั้น ลองกินให้ฉันดูหน่อยจะได้ไหม?”

“ไม่กิน”

“ทำไมล่ะคะ?”

“มันมีสารเคมี”

“คุณกินเฉพาะดอกไม้ออร์แกนิค?”

“อืม”

“แล้ววันหนึ่งต้องกินกี่ดอกคะ? นับเป็นดอกหรือนับตามน้ำหนัก?”

“ไม่เคยนับ”

“ปกติคุณซื้อดอกไม้จากที่ไหนเหรอคะ? ร้านขายดอกไม้หรือเปล่า?”

“ปลูกเอง ผมมีสวนดอกไม้ใหญ่มาก”

“แล้วถ้าปลูกไม่พอกินล่ะคะ?”

“ก็ต้องอด”

‘ที่แท้ฟาร์มดอกไม้ก็คืองานอดิเรกของเขา’ เธอรีบเก็บข้อมูลใส่สมองทันที

ผีผีกวาดตาสำรวจรูปร่างของอีกฝ่ายพลางเอ่ย “เพราะได้รับสารอาหารไม่ครบ คุณถึงได้ผอมขนาดนี้”

ขณะนั้น สุยจู่อวี่ชามใหญ่ยักษ์ก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟ ผีผีหิวโซจนลืมรักษามารยาท เธอยกถ้วยตรงหน้าขึ้นและพุ้ยข้าวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีเฮ่อหลันจิ้งถิงนั่งมองอยู่เงียบๆ

เธอก้มหน้าก้มตากินกระทั่งข้าวหมดไปสองถ้วย

“ผมชอบเวลาคุณกินข้าวนะ มันเงียบสงบดี” เฮ่อหลันจิ้งถิงโพล่งขึ้น

“คงเหมือนตอนที่ฉันใช้ความคิดนั่นแหละ” เธอเงยหน้าและส่งยิ้มให้เขา

แม้ใบหน้าของผีผีจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่รอยยิ้มของเธอพิเศษมาก จมูกมีรอยย่นน้อยๆ หางตาเชิดขึ้น หางคิ้วมีแววยั่วยวน

เมื่อได้จ้องมองอีกฝ่าย แววตาของเฮ่อหลันจิ้งถิงก็อ่อนโยนลง เขาชี้นิ้วไปที่ซุปสาหร่ายและพูดขึ้นว่า “ซดน้ำแกงบ้างสิ กินเร็วขนาดนี้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก!”

ผีผียกชามน้ำแกงขึ้นซดรวดเดียวหมด พอเช็ดปากเสร็จ เธอก็ล้วงเอาหยกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมายื่นให้เขา “ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อเช้า อยากให้คุณช่วยดูหน่อย”

ตอนออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน เธอก็สะดุดเข้ากับหยกสีเขียวสดที่มีคนเอามาวางขายบนพื้น ต่อรองราคาอยู่นาน พ่อค้าก็ยอมขายให้ในราคาสิบหยวน

เฮ่อหลันจิ้งถิงมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะโยนหยกชิ้นนั้นลงถังขยะ

“คุณโยนหยกของฉันทิ้งทำไม?”

“ขยะ”

“แต่ฉันเสียเงินซื้อมานะ!”

ผีผีก้มตัวลงและตั้งใจจะคุ้ยขยะ ทว่าเสียงขากถุยของผู้ชายโต๊ะข้างๆ ก็ทำให้เธอต้องชักมือกลับ

“ไม่ต้องคุ้ยหรอก เดี๋ยวผมหาอันใหม่ให้เอง”

“ทำไมฉันจะต้องรับของจากคุณด้วย?”

“แค่ของนำโชค ไม่แพงหรอกน่า” พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา ในนั้นมีช่องเล็กๆ สำหรับใส่เหรียญอยู่ พอเปิดออก เขาก็หยิบลูกแก้วลูกเล็กๆ ที่ร้อยด้วยเชือกสีดำขึ้นมา ก่อนจะนำมาผูกที่ข้อมือข้างซ้ายของเธอ

ผีผีตะลึงกับการผูกเชือกเป็นรูปดอกไม้และขมวดปมอย่างคล่องแคล่วของอีกฝ่ายมาก

“เสร็จแล้ว” เขาใช้มีดเล่มเล็กตัดปลายเชือกออก

“ลูกแก้วนี่ทำจากอะไรคะ? ไม่เห็นเหมือนหยกเลย” ผีผีกลิ้งลูกแก้วเล่นไปมา

“ไม่ใช่หยก”

“มันคือลูกประคำเหรอคะ?”

“ประมาณนั้น”

จู่ๆ เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ลุกมานั่งข้างๆ เธอ และพูดเสียงเบาว่า “ผมจะสอนวิธีใช้ที่ถูกต้องให้” จากนั้นเขาก็ขยับลูกแก้วมาที่ตำแหน่งชีพจรบนข้อมือ

“มันขยับเองได้!” ผีผีร้องเสียงหลง “มันกำลัง... เต้นรำ!”

“เพราะมันชอบฟังเสียงหัวใจเต้นยังไงล่ะ”

“คุณเฮ่อหลัน ฉันว่ามันร้อนขึ้นนะคะ!” ลูกแก้วเริ่มร้อนขึ้นตามจังหวะการขยับที่รวดเร็ว

“อย่าเล่นนาน เพราะหัวใจคุณจะเต้นเร็วและแรงเกินไป”

“ถ้าฉันใส่ทุกวัน จะกลายเป็นโรคหัวใจไหม?”

“ไม่เป็นหรอก” เฮ่อหลันจิ้งถิงขยับลูกแก้วออกจากตำแหน่งชีพจรบนข้อมือ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แม้จะราคาไม่แพง แต่มันก็อยู่กับผมมาทั้งชีวิต ถ้าคุณเริ่มเบื่อเมื่อไหร่ ก็เอามาคืนผมนะ”

เธอพยักหน้าตอบ ก่อนจะยกสองมือขึ้นเท้าคางและขมวดคิ้วถาม “ทำไมคุณเฮ่อหลันจะต้องใส่แว่นดำตลอดเวลาด้วยล่ะคะ? ทั้งๆ ที่ตอนกลางคืนคุณก็มองเห็น”

“เรียกผมว่าเฮ่อหลันจิ้งถิง”

“เฮ่อหลันจิ้งถิง ทำไมคุณจะต้องใส่แว่นดำตลอดเวลาด้วยคะ?”

“ไม่ใส่ก็ได้ แต่แค่ไม่กล้าถอดออก”

“ทำไม?”

“กลัวคุณจะหลงรักผม”

“.....”

“เพราะผมหน้าตาหล่อมาก”

“.....”

สำหรับเธอแล้ว ไม่มีผู้ชายคนไหนหล่อไปกว่าเจียหลิน ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ เรื่องหน้าตาก็ยิ่งไม่สำคัญอีกต่อไป

แม้เฮ่อหลันจิ้งถิงจะมีเสน่ห์อย่างมาก แต่ผีผีก็ไม่เคยวอกแวกแม้แต่ครั้งเดียว

“ไม่ว่าคุณจะสะกดจิตฉันยังไง ฉันก็ไม่เคลิ้มง่ายๆ หรอกค่ะ!”

“อย่ามั่นใจไป ความรักสวยรักงามคือพรสวรรค์ของมนุษย์” เขาค่อยๆ ถอดแว่นดำออกและประสานสายตา

ท่าทางขี้เก๊กของเขา ทำเอาผีผีหัวร่องอหาย พอตั้งสติได้เธอก็รีบเก็บอาการและกลับมานั่งตัวตรง

‘ใช่ คุณหล่อมาก แต่ก็น่ากลัวมากเช่นกัน!’ เธอแอบคิด

แม้คนทั่วไปจะได้เห็นแค่หน้าผากและคิ้วของเฮ่อหลันจิ้งถิง แต่ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่า เขาเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง ยิ่งตอนถอดแว่นดำด้วยแล้วนั้น ดวงตาดำขลับที่ดูลึกลับแต่มีประกายสดใส ก็สามารถดูดวิญญาณของผู้ที่พบเห็นได้เลย

[1] อาหารเสฉวนชนิดหนึ่ง

[2] เครื่องเทศชนิดหนึ่ง รสชาติเผ็ด

10. คนหรือมนุษย์ต่างดาว?

พอลองจ้องตาของเขา ผีผีก็รู้สึกถึงความผิดปกติในนั้น

ดวงตาของเฮ่อหลันจิ้งถิงเมื่อเทียบกับคนทั่วไปแล้วเหมือนขาดอะไรบางอย่าง แก้วตาที่ดำสนิทคู่นั้นราวกับสายหมอกบนทิวเขายามเช้าที่ยากจะแตะต้อง ใสราวกับน้ำในลำห้วยแต่ไม่อาจมองเห็นพื้นเบื้องล่างได้ ลึกลับแต่กลับน่าเชื่อถือ

แม้ว่าชีวิตประจำวันของผีผีจะได้พบกับชายหนุ่มหน้าตาดีน้อยมาก แต่การที่เธอทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์ เลยมีโอกาสได้เห็นหนุ่มหล่อจากภาพถ่ายทุกวัน อาทิเช่น หนุ่มหล่อเซ็กซี่จากฮอลลีวู้ด หนุ่มเท่ห์จากนิตยสารแฟชั่น หนุ่มหล่อกล้ามปูตามสนามกีฬา หนุ่มหล่อผิวเข้มจากซีรี่ย์ดัง พระเอกหน้าหยกแสนดีอบอุ่นจากในภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งนายแบบหนุ่มที่ดูดิบเถื่อนจากโฆษณายาสูบ พวกเขาล้วนเป็นคนที่เธอปลื้มทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะหล่อแบบไหน ก็ให้ความรู้สึกของคำว่า ‘คน’ ต่างจากเฮ่อหลันจิ้งถิงที่ดูงดงามแบบจอมปลอม แข็งทื่อราวกับรูปปั้นไมเคิลแองเจโล ที่จู่ๆ ก็ใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาเดินตามท้องถนน

นั่งจ้องตาเขาไปได้สักพัก หัวใจของเธอก็เต้นเร็วขึ้นแบบไม่มีสาเหตุ

“ผีผี คืนนี้อยู่อาบแสงจันทร์เป็นเพื่อนผมได้ไหม?”

“เอ่อ...”

“ผีผี!”

“ถ้าอย่างงั้น ฉันขอสัมภาษณ์คุณด้วยจะได้ไหม? ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันก็แค่อยากรู้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคุณเท่านั้น”

“สัมภาษณ์ได้ แต่เอาไปเขียนข่าวไม่ได้” เขาตอบแบบไม่อ้อมค้อม

“สำนักข่าวภาคค่ำของเราตั้งใจจะทำสกู๊ปพิเศษเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและโปรโมทพิพิธภัณฑ์ของคุณด้วย”

“ผมไม่อยากเป็นที่รู้จัก”

“ไม่ได้ให้คุณเป็นที่รู้จัก แต่ให้วัฒนธรรมเป็นที่รู้จัก ได้รู้ในสิ่งที่คุณทำเพื่อให้วัฒนธรรมคงอยู่ต่อไป”

“มันก็ความหมายเดียวกันนั่นแหละ”

“ฉันขอรับรอง ว่าชีวิตส่วนตัวของคุณจะไม่ถูกแตะต้องอย่างแน่นอนค่ะ”

“ไม่”

“ต่อให้ฉันไม่สัมภาษณ์คุณ ก็ต้องมีคนมาสัมภาษณ์คุณอยู่ดี นี่เป็นยุคแห่งข่าวสาร คุณจะหลบเลี่ยงไม่ได้”

“ผมบอกแล้วไง ว่าห้ามเขียนข่าว”

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะสัมภาษณ์แต่ไม่เขียนข่าว” เธอตั้งใจว่าจะให้เวยชิงถานเป็นคนเขียนแทน

“กลับกันเถอะ ไปรถผมนะ”

“ได้ค่ะ”

ตลอดทางเดินไปที่จอดรถ ผีผีสังเกตเห็นความผิดปกติบนดวงตาทั้งสองข้างของเขา ที่มักจะหรี่ลงครึ่งหนึ่งคล้ายกับกำลังสะลืมสะลือตลอดเวลา

รอจนกระทั่งเขากดรีโมทเปิดประตูรถ เธอจึงตัดสินใจถามขึ้นว่า “ทำไมคุณถึงลืมตาแค่ครึ่งเดียวล่ะคะ? หรือสมองของคุณเคยได้รับการกระทบกระเทือน?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ผมดูเหมือนคนที่สมองผิดปกติงั้นเหรอ?”

“เอ่อ... ก็พูดยากนะคะ” เธอทำท่าครุ่นคิด

ได้ยินคำนี้ เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ถึงกับชะงัก “มองจากมุมไหนไม่ทราบ?”

“เอาใหม่ๆ ถ้าสมองของคุณไม่เคยได้รับการกระทบกระเทือน งั้นคุณก็ต้องไม่ใช่คนอย่างแน่นอน!”

“ขึ้นรถเถอะ!”

รถของเขาขับผ่านที่รกร้างว่างเปล่าไปตามถนนมืดๆ ในเขตชานเมือง

‘สถานีนี้อีกแล้ว ที่ชอบเปิดเพลงบรรเลงคลาสสิค EFLAT MAJOR SERENADE’ เธอบ่นในใจ

นี่คือเพลงบรรเลงที่เฮ่อหลันจิ้งถิงชอบมากและไม่เคยรู้สึกเบื่อ แม้จะเปิดฟังทุกวันก็ตาม

ด้วยความเซ็ง ผีผีจึงดื่มน้ำอัดลมไปตลอดทาง กระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วโมง เธอก็เขย่าแขนของอีกฝ่าย “ช่วยจอดรถหน่อยค่ะ!”

“ทำไมเหรอ ?”

“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ”

“อีกสี่สิบนาทีก็เจอปั๊มน้ำมันแล้ว”

“แต่ฉันทนไม่ไหวแล้ว!”

ทันทีที่เขาเหยียบเบรค เธอก็กระโจนลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปในป่า โดยมีเฮ่อหลันจิ้งถิงเดินตามอยู่ห่างๆ

ท่ามกลางป่าเขาอันเงียบสงัดและพระจันทร์ลอยเด่น ผีผีพ่นลมหายใจอุ่นร้อนใส่ฝ่ามือ “คืนนี้พระจันทร์สวยดีนะคะ เหมาะกับการอาบแสงจันทร์อย่างมาก”

“จริงด้วย” เขาเผยรอยยิ้มน้อยๆ ออกมา “ถ้าอย่างงั้น เราอาบแสงจันทร์กันเลยเถอะ”

“ตอนนี้? ยังไงคะ?”

“บนนี้ไง” พูดจบเขาก็ปีนขึ้นไปบนหลังคารถ เสร็จแล้วก็หันมาดึงตัวเธอขึ้นไป

หลังจากถอดเสื้อออกแล้ว เขาก็นอนลงข้างๆ เธอ

“หนาวไหม?”

“พอไหวค่ะ” เธอสูดน้ำมูก

“เอาผ้าพันคอของผมไปใช้สิ” เขาหยิบผ้าพันคอขึ้นมาพันให้เธอจนเกือบมิดหน้า

“เฮ่อหลัน คุณเป็นมนุษย์ต่างดาวรึเปล่า?”

“ผมเหมือนมนุษย์ต่างดาวหรือไง?”

“ก็นิดหน่อย ฉันรู้สึกเหมือนคุณกำลังรับสัญญาณจากดาวของคุณอยู่”

“แล้วคุณคิดว่าผมมาจากดาวอะไรล่ะ? แต่ก่อนจะตอบ บอกผมมาก่อนว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยคุณได้คะแนนวิชาภูมิศาสตร์เท่าไหร่? ดีพอที่จะถกเรื่องนี้กับผมรึเปล่า”

“หกสิบเอ็ดคะแนนจากร้อย...”

“อืม คุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์เลย”

“แต่ฉันรู้จักซุปเปอร์แมนที่มาจากดาวคริปทอนนะ!”

“เอาเป็นว่า ผมไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว และอยู่บนโลกใบนี้มาตั้งแต่เกิด”

“แต่มนุษย์ทั่วไปจะไม่เบิกตาโตแบบคุณเมื่อได้รับแสงจันทร์นะคะ!”

“คุณนี่ช่างสังเกตดีนะ”

“ขอบคุณค่ะ แล้วคุณจะตอบฉันได้รึยังล่ะ?”

“ผมเพิ่งจะชมว่าคุณเป็นคนช่างสังเกต คุณก็ต้องสังเกตต่อไปสิ จะมาถามเค้นเอาคำตอบแบบนี้ได้ยังไง”

“ตอบแบบนี้ก็แสดงว่าไม่ใช่คนอย่างแน่นอน” เธอสรุป

“บนตัวผมมีตรงไหนที่ไม่เหมือนคนบ้าง?”

ผีผีลุกขึ้นนั่งและกวาดตามองเขา “ไม่มี แต่คนปกติที่ไหนต้องนอนอาบแสงจันทร์กัน?”

“ทำไมจะไม่มี? ‘นั่งหน้าเตียงเหม่อมองจันทร์กระจ่างฟ้า’[1] ไงล่ะ”

“นั่นมันไม่เหมือนกัน”

“แล้วเขาก็ ‘แหงนหน้ามองดวงจันทราสุกสกาว’[2] ไม่ใช่เหรอ?”

“คุณเลิกเบี่ยงประเด็นสักทีเถอะ”

“บนโลกใบนี้ มีแต่สื่ออย่างพวกคุณนี่แหละที่โกหกหลอกลวงมากที่สุด”

“โกหกหลอกลวง?”

“มาๆๆ หยิบหนังสือพิมพ์ของคุณขึ้นมา”

ผีผีหยิบหนังสือพิมพ์ของสำนักข่าวภาคค่ำที่เพิ่งจะตีพิมพ์วันนี้ขึ้นมา “นี่ค่ะ”

ทั้งสองพลิกตัวในท่านอนคว่ำ จากนั้น เฮ่อหลันจิ้งถิงก็หยิบไฟฉายออกมาส่องบนหน้าหนังสือพิมพ์ “ดูพาดหัวข่าวใหญ่วันนี้นะ ถนนสายสองเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน มีผู้เสียชีวิตสองบาดเจ็บหนึ่ง ตำรวจจราจรเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนน”

“แล้วยังไงคะ? อุบัติเหตุทางรถยนต์ก็มีให้เห็นทุกวัน แล้วนี่ก็รายงานตามความเป็นจริง”

“ตามความเป็นจริงแน่เหรอ? คุณลองดูตรงนี้สิ” เขาชี้ไปที่โฆษณาหน้าถัดไป “ประกันภัยอันซุ้น คุ้มครองความสุขและความปลอดภัยให้คุณ” พูดจบเขาก็หันมามองหน้าเธอ “พอจะดูความเชื่อมโยงของสองเรื่องนี้ออกบ้างไหม?”

“ดูไม่ออก” เธอตอบด้วยแววตาใสซื่อ

“ไม่เป็นไร ค่อยๆ ดูตามผมก็แล้วกัน นี่คือพาดหัวข่าวรอง สาวงามผู้เข้ารอบสุดท้ายมิสฮ่องกง สิบผู้สมัครต้องประชันความสามารพิเศษกัน”

ผีผีมองภาพสาวงามทั้งสิบคนอย่างละเอียด แต่ละคนงดงามไม่แพ้กัน สวยอย่างกับเทพธิดานางฟ้า

เฮ่อหลันจิ้งถิงพลิกหนังสือพิมพ์ไปที่หน้าสุดท้าย ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดัง “โรงพยาบาลเชียนเหม่ย โรงพยาบาลศัลยกรรมอันดับหนึ่งของเมืองซี”

ผีผีตะลึงงัน

“เข้าใจแล้วใช่ไหม?”

“คุณกำลังจะบอกว่า...”

“คุณอาจจะคิดว่า ข้อความบนหนังสือพิมพ์กำลังเตือนให้ระมัดระวังความปลอดภัย เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทีนี้ การจะทำให้ตัวเองมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น คุณต้องทำยังไง? ซื้อประกันภัยใช่ไหม?” เขายิ้มน้อยๆ ก่อนจะอธิบายต่อ “หนังสือพิมพ์เอาแต่นำเสนอภาพของดารานักแสดง เพราะเขาต้องการสื่อกับคุณว่า ควรจะไปทำหน้าตาให้สวยและดูดีแบบนี้ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปทำศัลยกรรมหรือซื้อเครื่องสำอางก็ตาม”

ได้ยินประโยคนี้ ผีผีก็ถึงกับพูดไม่ออก “คุณจะบอกว่า ข่าวสารบนหน้าหนังสือพิมพ์ล้วนมีแต่เรื่องแอบแฝง?”

“ประมาณนั้น อย่างน้อยก็จากแง่ใดแง่หนึ่ง”

“คุณก็เลยไม่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์?”

“ผมไม่เคยอ่าน”

“คุณไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกเลยเหรอ?”

“ผมสนใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเสพผ่านหนังสือพิมพ์”

“ปกติคุณใช้ชีวิตตามแบบสุขนิยมของเอพิคิวรัสเหรอคะ?”

“ผมใช้ชีวิตแบบผมนี่แหละ”

ผีผีหัวเราะคิก “ไม่มีแสงจันทร์แล้ว เรากลับกันเถอะ”

พอถึงคฤหาสน์บนเขา เฮ่อหลันจิ้งถิงก็ลงไปนอนอาบแสงจันทร์ที่ก้นบ่อ โดยมีผีผีนั่งอยู่ข้างๆ

ท่ามกลางความเงียบสงบ ผีผีก็ถามบางอย่างขึ้น “ถ้าฝนตกลงมา คุณจะทำไงคะ?”

เฮ่อหลันจิ้งถิงไม่ตอบ เขาเพียงกดฝ่ามือเข้ากับผนังบ่อ

ทันใดนั้น หินขนาดใหญ่สองก้อนบนปากบ่อก็ขยับเข้าหากัน เพียงสองวินาทีเขาก็สามารถปิดปากบ่อจนสนิท

“ที่แท้ในนี้ก็มีกลไก!”

“ใช่”

“มืดมากเลย!”

เฮ่อหลันจิ้งถิงกดฝ่ามือเข้ากับผนังบ่ออีกครั้งเพื่อเปิดมัน

“ปุ่มเปิดปิดอยู่ตรงไหนเหรอคะ? ขอฉันลองกดบ้างจะได้ไหม?” ผีผีถามด้วยความตื่นเต้น

เฮ่อหลันจิ้งถิงชี้นิ้วบอกทางเธอ สุดท้าย ผีผีก็หาส่วนที่ยุบเข้าไปของกำแพงได้และลองกดมันดูบ้าง

พอสามารถสั่งเปิดปิดปากบ่อเองได้ เธอก็นึกสนุกและเล่นมันอยู่หลายครั้ง จนเฮ่อหลันจิ้งถิงรู้สึกปวดหัว

“กดพอรึยัง?”

“ขอรอบสุดท้ายนะคะ!”

ครั้งนี้ หินขนาดใหญ่สองก้อนบนปากบ่อกลับไม่ยอมขยับตามคำสั่งของเธอ

ผีผีตกใจอย่างหนัก และกระหน่ำกดลงไปอีกเป็นสิบครั้ง

“เฮ่อหลัน ทำยังไงดี? ปุ่มเปิดปิดเสียแล้ว! คุณซ่อมได้ไหม?”

“ไม่ได้”

“แล้วเราจะต้องขาดอากาศตายอยู่ในนี้เหรอ?”

“คุณเคยดูหนังเรื่อง ‘เดอะริง คำสาปมรณะ’ ไหม?”

“อย่ามาหลอกฉัน!”

“ก้นบ่อไม่ดีตรงไหน ก็แค่มืดเอง อยู่ไปนานๆ ก็ชิน”

ได้ยินคำพูดนี้ ผีผีก็ขนลุกขนชัน “ขอร้องล่ะ อย่าแกล้งฉันอีกเลย รีบๆ ลุกขึ้นมาซ่อมเถอะนะ” เธอขอร้องเสียงสั่น

 

[1] บทกลอนของ หลี่ไป๋

[2] บทกลอนของ หลี่ไป๋