ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

กำราบรักแม่ทัพเผด็จการ 情赊美人心

ผู้แต่ง Yue Xia Jin Hu
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เขาเฝ้ารอวันที่ดอกฟ้าร่วง เพื่อที่จะเก็บมาขยี้ให้สาแก่ใจ! ---- สองตาเขาได้เห็น ‘ถานหวั่นชิง’ ธิดาของอัครเสนาบดีอีกครั้ง นางนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี แม้อาภรณ์ที่สวมจะไร้สีสัน อีกทั้งผิวยังขาวซีดราวหิมะ ทว่ากลับดูบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้จุดด่างพร้อย นับเป็นคุณหนูตระกูลสูงที่งามหยาดฟ้ายิ่งกว่าสตรีใด เมื่อเปรียบกับคนเบื้องล่างอย่าง 'เซี่ยเฉิงจู่' เขาช่างต่ำต้อย ยากจนข้นแค้นจนสุดจะรับไหว         เขานึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็นจนทั่วทั้งร่างแทบไร้เรี่ยวแรงเดินไปข้างหน้า ภายในใจเซี่ยเฉิงจู่อยากจะตะโกนระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่ท่วมท้นอยู่ในอก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอนาถาวัยสิบสามปีที่มีจิตใจเย็นชา ภาพตรงหน้าชัดเจนว่าผู้ที่ทำร้ายมารดาและน้องชายของเขากลับมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุขเสียเหลือเกิน    เซี่ยเฉิงจู่กำมือแน่น สาบานกับตัวเอง ต้องมีสักวัน เขาจะให้นางได้ชดใช้... เขาจะทำให้ผิวขาวราวหิมะที่ขวางหูขวางตานั่นต้องด่างพร้อยแปดเปื้อน  คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะช่วยเหลือ วันที่รอคอยช่างมาถึงเร็วจริงๆ...

บทนำ

情赊美人心

Author: Yue Xia Jin Hu

Translator: hongsamut

Chinese edition copyright by 晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

สองตาเขาได้เห็น ‘ถานหวั่นชิง’ ธิดาของอัครเสนาบดีอีกครั้ง นางนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี แม้อาภรณ์ที่สวมจะไร้สีสัน อีกทั้งผิวยังขาวซีดราวหิมะ ทว่ากลับดูบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้จุดด่างพร้อย นับเป็นคุณหนูตระกูลสูงที่งามหยาดฟ้ายิ่งกว่าสตรีใด เมื่อเปรียบกับคนเบื้องล่างอย่าง 'เซี่ยเฉิงจู่' เขาช่างต่ำต้อย ยากจนข้นแค้นจนสุดจะรับไหว 
   
   เขานึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็นจนทั่วทั้งร่างแทบไร้เรี่ยวแรงเดินไปข้างหน้า ภายในใจเซี่ยเฉิงจู่อยากจะตะโกนระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่ท่วมท้นอยู่ในอก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอนาถาวัยสิบสามปีที่มีจิตใจเย็นชา ภาพตรงหน้าชัดเจนว่าผู้ที่ทำร้ายมารดาและน้องชายของเขากลับมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุขเสียเหลือเกิน
   เซี่ยเฉิงจู่กำมือแน่น สาบานกับตัวเอง ต้องมีสักวัน เขาจะให้นางได้ชดใช้... เขาจะทำให้ผิวขาวราวหิมะที่ขวางหูขวางตานั่นต้องด่างพร้อยแปดเปื้อน
 คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะช่วยเหลือ วันที่รอคอยช่างมาถึงเร็วจริงๆ...

สารบัญ

หยาดฟ้ามาสู่ดิน

สองตาเขาได้เห็น ‘ถานหวั่นชิง’ ธิดาของอัครเสนาบดีอีกครั้ง

          นางนั่งอยู่บนหลังม้าฝีเท้าดี

          แม้อาภรณ์ที่สวมจะไร้สีสัน อีกทั้งผิวยังขาวซีดราวหิมะ ทว่ากลับดูบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้จุดด่างพร้อย นับเป็นคุณหนูตระกูลสูงที่งามหยาดฟ้ายิ่งกว่าสตรีใด

          เมื่อเปรียบกับคนเบื้องล่างอย่างเซี่ยเฉิงจู่ เขาช่างต่ำต้อย ยากจนข้นแค้นจนสุดจะรับไหว

          เขานึกสะเทือนใจกับภาพที่เห็นจนทั่วทั้งร่างแทบไร้เรี่ยวแรงเดินไปข้างหน้า

          ภายในใจเซี่ยเฉิงจู่อยากจะตะโกนระบายความน้อยเนื้อต่ำใจที่ท่วมท้นอยู่ในอก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอนาถาวัยสิบสามปีที่มีจิตใจเย็นชา ภาพตรงหน้าชัดเจนว่าผู้ที่ทำร้ายมารดาและน้องชายของเขากลับมีชีวิตสมบูรณ์พูนสุขเสียเหลือเกิน

          เซี่ยเฉิงจู่กำมือแน่น สาบานกับตัวเอง

          ต้องมีสักวัน เขาจะให้นางได้ชดใช้... เขาจะทำให้ผิวขาวราวหิมะที่ขวางหูขวางตานั่นต้องด่างพร้อยแปดเปื้อน

          คิดไม่ถึงว่าสวรรค์จะช่วยเหลือ วันที่รอคอยช่างมาถึงเร็วจริงๆ...

 

            ราชวงศ์ฉีชิง ปีไท่สื่อที่สิบเอ็ด

          อดีตผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือคณะขุนนางในราชสำนัก มีเพียงอัครเสนาบดีถานเฉิงจี้ผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทว่าในคืนหนึ่ง เขากลับถูกค้นบ้านและยึดทรัพย์โดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังต้องโทษถูกปลดออกจากราชการและถูกจองจำในคุกหลวง ญาติพี่น้องทั้งตระกูลไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดงล้วนพ่วงโทษถูกเนรเทศไปยังดินแดนห่างไกลโดยไม่มีละเว้น

          คนตระกูลถานถูกขับไล่กะทันหัน พวกเขาต้องรีบเร่งเดินทางบนเส้นทางที่ยากลำบาก ต้องทนทุกข์ทรมานจากการโบยตีของเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก ซ้ำยังต้องมาเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องเผชิญหน้ากับโจรภูเขาที่กำเริบเสิบสานกลุ่มหนึ่งอีกด้วย

          ในที่สุดผู้ได้รับบาดเจ็บนับสิบคนก็จบชีวิตลงระหว่างทาง สิ้นใจในต่างถิ่นที่มิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

 

            ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บของสารทฤดู

          ถนนเก่าสายหนึ่ง มีทั้งเสียงฟาดแส้และกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง บนรถม้าซึ่งถูกดัดแปลงเป็นคุกหลังน้อยมีสตรีนางหนึ่งถูกคุมขังอยู่ภายในพร้อมสาวใช้และคนในครอบครัว

          นางจ้องมองแส้ย้อมสีเลือดที่ฟาดคนในครอบครัวตนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยสายตาแข็งกร้าว ดวงตาหม่นแสงสลับทอประกายอัดแน่นไว้ด้วยความอัปยศและคับแค้นใจยิ่ง

          เหมือนนางกำลังบอกว่า รอให้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ หากนางรอดไปได้เมื่อไร ความอัปยศอดสูในวันนี้จะขอมอบคืนให้เป็นร้อยเท่า!

          นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะถูกความเย็นยะเยือกของเม็ดฝนสาดใส่ สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มซาลง ไม่มีสิ่งของที่พอจะให้ความอบอุ่นได้เลย นางทำได้เพียงเอนร่างพิงต้นไม้เปียกชื้นและขดตัวแน่น สายตาทอดมองกิ่งไม้แกว่งไกวตามลมฝน ความขมุกขมัวของม่านฝนอันไร้ขอบเขตทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ท่ามกลางความเงียบสงบ

          อัครเสนาบดี... ขุนนางขั้นหนึ่ง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนผู้เปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพ ทั้งหมดนี้คือตำแหน่งของถานเฉิงจี้บิดานาง

          นอกจากบิดาของนางจะเป็นหัวหน้าขุนนางชั้นผู้ใหญ่แล้ว ถานเฉิงจี้ยังมีอีกฐานะหนึ่งนั่นคือ ‘หนึ่งในสาม’ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งอดีตฮ่องเต้ได้ฝากฝังให้ช่วยบริหารราชการแผ่นดินและสอนสั่งประมุของค์ใหม่ที่ทรงพระเยาว์ ทำให้ถานเฉิงจี้มีอำนาจและอิทธิพลในราชสำนักอย่างล้นเหลือ มากเสียจนสามารถยกใครขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้เลยทีเดียว

          สิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ ถานหวั่นชิงกลับเข้าใจอย่างถ่องแท้

          ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ส่วนใหญ่ล้วนต้องพบกับโศกนาฏกรรมเข้าสักวัน

          การที่บิดาของนางถือครองอำนาจอันยิ่งใหญ่จึงไม่ต่างจากการเดินย่องอยู่บนแผ่นน้ำแข็งที่เปราะบาง หากไม่ระวังให้ดีก็จะดำดิ่งสู่หายนะที่ไม่อาจพลิกฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ดังที่ประสบอยู่ตอนนี้

          สองสามปีที่ผ่านมาถานหวั่นชิงหาได้อกสั่นขวัญแขวนเหมือนคนอื่นๆ นางเฝ้าระดมสมองพยายามคิดหาทางหนี เพียรทำอยู่เช่นนี้เรื่อยมา แต่สุดท้ายก็ยังคงตกอยู่ในความรันทดอาดูรดุจเดิม

          นางไม่เคยละความพยายาม ทว่าสมมติฐานต่างๆ นานาที่พอกลั่นกรองออกมาได้กลับยากจะดำเนินการ ที่น่าขันก็คือก่อนหน้านี้บิดาได้กำหนดงานมงคลสมรสให้นางกับบุตรชายของผู้สำเร็จราชการเจิ้งเอวี๋ยน คาดไม่ถึงว่าคู่หมายของนางจะต้องโทษถูกตัดหัวตามบิดาของเขาไปด้วย

          มันคงเป็นโชคชะตา เมื่อเทียบกับเขาแล้วนางยังมีชีวิตอยู่ ท่ามกลางความโชคดีที่ไม่น่ายินดีนี้นางได้แต่ตำหนิตัวเองในใจ ถานหวั่นชิงรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ไม่เหลือความคิดอ่านใดๆ อีกต่อไปแล้ว

          เวลานี้ก็เหมือนกัน นางไม่อยากคิดถึงสิ่งใดทั้งนั้น ทำเพียงกอดเข่าเหม่อมองไปยังพายุฝนอย่างซึมเซาไม่รู้สึกรู้สา

          “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู...” ร่างมอมแมมในชุดเสื้อผ้าเปียกปอนและสกปรกที่นอนห่างออกไปไม่ไกลนักคือลุ่ยจู สาวใช้คนสนิทรู้สึกตัวตื่นขึ้นจากสภาพสลบไสลไม่ได้สติ แล้วพบว่าตัวเองยังคงอยู่ในชุดนักโทษ

เช่นเดียวกับหญิงสาวที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงโคนต้นไม้ นางรีบคลานไปหาคุณหนูของตนโดยไม่คำนึงถึงบาดแผลบนร่างกายสักนิด

          “คุณหนู คุณหนูไม่เป็นอะไรใช่ไหม บาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงนั้นสั่นเครือพอๆ กับร่างที่กำลังสั่นสะท้าน

          ลุ่ยจูกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณ ไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของราชสำนักหรือโจรภูเขาเลย ในยามนี้มีเพียงพวกนางสองคนเท่านั้น จึงรู้สึกฉงนอยู่ไม่น้อย “นี่พวกเรา... พวกเขา... คนพวกนั้นล่ะ?...”

          “อาจู พวกเราหลอกคนพวกนั้นสำเร็จและหนีออกมาได้แล้ว” ถานหวั่นชิงลุกขึ้นนั่ง กุมมือสาวใช้เอาไว้และเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาในที่สุด

          ณ เวลานี้ แม้จะเข้าตาจนอยู่ในป่าเปลี่ยวแถบชายแดน แต่ในเมื่อร่างกายเป็นอิสระ ไม่ว่าจะภูเขา หินผา หรือแม้แต่ไอฝนอันขมุกขมัว พอมองแล้วก็ล้วนงดงามไปเสียหมด

          แผ่นฟ้าผืนดินกว้างใหญ่ช่างเจริญหูเจริญตายิ่งนัก

          “หนีออกมาแล้วหรือ? หนีออกมาแล้วจริงๆ ด้วย!” ลุ่ยจูถามเองตอบเองด้วยความตื่นเต้นราวกับได้ยกหินก้อนใหญ่ออกจากอก ดวงตาแดงก่ำ สุดท้ายก็มีน้ำตาไหลหยดลงมา

          ในที่สุดคุณหนูก็หนีออกมาได้ ไม่มีผู้ใดเข้าใจคุณหนูดีเท่ากับนาง คุณหนูทั้งฉลาดหลักแหลมและอดทนเก่งเป็นที่สุด ในบรรดาลูกหลานทั้งหมดของตระกูลถาน ล้วนไม่มีผู้ใดโดดเด่นเกินหน้าคุณหนูของนางสักคนเดียว

          หลังจากที่ราชสำนักมีราชโองการให้ยึดบ้านและทรัพย์สินของตระกูลถาน ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันจนไม่อาจเก็บกวาดสิ่งใดได้ทัน บรรดาญาติพี่น้องต่างถูกถอดเครื่องประดับออกไปต่อหน้าต่อตา ขนาดต่างหูกำไลชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ยังถูกดึงเก็บไปจนเกลี้ยง ทุกคนร้องไห้กันระงม มีเพียงคุณหนูของนางเท่านั้นที่สงบนิ่งและเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างอดทน

          เจ้าหน้าที่ของราชสำนักได้รับคำสั่งให้นำตัวคนตระกูลถานออกจากเมืองโดยเร็วที่สุด อย่างน้อยก็ต้องภายในครึ่งเดือน

          การเดินทางยิ่งไกลจากฮ่องเต้ผู้สูงส่งเท่าไร ระหว่างทางก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเจ้าหน้าที่ในราชสำนักมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเว่ยอันของแคว้นอี้ พวกเขาก็ยิ่งทำตัวระรานเกินกว่าเหตุ ทั้งยังพ่นวาจาเหยียดหยามเชือดเฉือนอยู่ตลอดเวลา

          ขณะที่อยู่แถวนอกเมืองซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เลวแต่จู่ๆ กลับมีโจรภูเขาปรากฏตัวขึ้น

          คุณหนูกับนางฉวยโอกาสนี้กัดเม็ดยาลูกกลอนเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้ลิ้น เดิมทีคุณหนูใช้เงินสะสมกว่าครึ่งลักลอบติดสินบนซื้อมันมาเพื่อเตรียมไว้ใช้ในคุก ยานี้จะช่วยให้สามารถกลั้นหายใจและแกล้งตายได้ระยะหนึ่ง ถ้าหากศพถูกลากไปฝังก็อาจจะยังมีชีวิตรอดไปได้ ไม่นึกว่าจะได้นำมาใช้ที่นี่เสียก่อน

          เรื่องอันตรายล้วนผ่านไปแล้วทั้งสิ้น ลุ่ยจูพนมมือพลางกล่าวออกมาอย่างจริงใจ “ขอบคุณฟ้าดิน ต่อจากนี้ไปได้โปรดปกป้องคุ้มครองคุณหนูของข้าให้แคล้วคลาดปลอดภัย พ้นทุกข์พ้นโศกด้วยเถิด...”

          ถานหวั่นชิงมองสาวใช้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ทำให้นึกถึงสาวใช้คนสนิทอีกสามนางที่ตนช่วยเหลือโดยการบังคับให้รีบแต่งออกจากจวนไป มีเพียงลุ่ยจูเท่านั้นที่ไม่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะขออยู่ข้างกายนางไม่ไปไหน

          ตระกูลถานเกิดเรื่องคราวนี้ เดิมทีลุ่ยจูต้องถูกส่งตัวไปขาย แต่ถานหวั่นชิงแอบนำเหรียญทองเล็กๆ ที่สะสมไว้ช่วยสาวใช้ผู้ภักดีกลับมาได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ยิ่งละอายใจนัก หญิงสาวยื่นมือไปดึงมือของลุ่ยจูพลางมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด แต่ก่อนที่เลี้ยงดูกันมาใบหน้านี้เคยอิ่มเต็ม ทุกวันนี้กลับถูกทรมานเสียจนใบหน้าซูบตอบเหลือเท่าฝ่ามือ ยังอุตส่าห์มีแก่ใจนึกถึงผู้เป็นนายก่อน

          ถานหวั่นชิงเอ่ยกับสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ข้าบอกแต่แรกแล้วให้เจ้าแต่งออกไปพร้อมคนอื่นๆ หากติดตามข้าก็ต้องลำบากเช่นนี้ ตอนนี้ตระกูลถานไม่อยู่ในฐานะจะเอ่ยปากอะไรได้อีกเพราะล้วนเป็นคนต้องโทษ ในเมื่อพวกเราหนีออกมาได้ ไม่มีฐานะสูงต่ำอะไรแล้ว เจ้ากับข้าเรียกขานกันดุจพี่น้องเถิด เราต่างพึ่งพาอาศัยกันและกัน เจ้าว่าดีหรือไม่?”

          ลุ่ยจูได้ยินดังนั้นขอบตาก็รื้นขึ้นด้วยความตื้นตัน นางเม้มริมฝีปากแล้วกล่าวว่า “คุณหนู...บ่าวจะกล้าได้อย่างไร ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

          สายฝนในฤดูใบไม้ร่วงยังคงโปรยปรายเหมือนจะไม่มีวันหยุด สองนายบ่าวไม่ทนรออีกต่อไป ถึงแม้บริเวณนี้จะพอปกปิดอำพรางกายได้บ้าง แต่ก็อยู่ไม่ห่างจากจุดที่เจ้าหน้าที่ราชสำนักกับโจรภูเขาปะทะกัน เกรงว่าไม่ใครก็ใครอาจจะมาตามพวกนางจนพบ

          ถานหวั่นชิงอดที่จะสงสัยไม่ได้ ระหว่างการเดินทางที่เต็มไปด้วยภูเขาแห้งแล้งกันดาร เหตุใดพวกโจรจึงมาปล้นจี้ทำร้ายกลุ่มนักโทษซึ่งไม่มีทั้งเงินและเสบียงเล่า? แม้มีอีกหลายสิ่งชวนให้ประหลาดใจ แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาครุ่นคิดมากนัก

          หญิงสาวทั้งสองเร่งสวมชุดของโจรภูเขาแล้วขว้างชุดนักโทษไว้ในพุ่มไม้บนเนิน ก่อนจะรีบร้อนจากไป

          หลังจากถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูไปได้ไม่นาน ตรงลำธารสายเล็กระหว่างภูเขาปรากฏทหารม้าจำนวนสิบนาย หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มสวมชุดเกราะและหมวกเหล็ก ในมือถือดาบสีดำย้อมเลือดข้นคลั่ก

          ทันทีที่เหล่าทหารม้ามาถึงก็พยายามรั้งบังเหียนให้หยุด พวกเขาเห็นลำธารที่คดเคี้ยวทอดยาวเปลี่ยนสี เนื่องจากเลือดกับน้ำฝนไหลกลืนเข้าด้วยกัน มีทั้งร่างนักโทษ เจ้าหน้าที่ของราชสำนักและโจรภูเขาตายเกลื่อนกลาด

          ทหารม้าเก้าในสิบนายกระโดดลงจากหลังม้าสีดำปลอด ต่างแยกย้ายกันพลิกร่างศพเพื่อตรวจลมหายใจและสำรวจโดยรอบ

          “ข้าได้ยินมาว่า ในบรรดาผู้สำเร็จราชการทั้งสาม...เจิ้งเอวี๋ยนถูกบั่นคอ ส่วนหรันอี่ชิงรับพระราชทานยาพิษให้ฆ่าตัวตาย และถานเฉิงจี้ถูกปลดออกจากขุนนางพร้อมกับถูกเนรเทศทั้งครอบครัว หากนับวันดูแล้ว วันนี้พวกเขาต้องเดินทางผ่านเมืองเว่ยอัน นักโทษนี่น่าจะเป็นกลุ่มคนของตระกูลถานนะขอรับ” นายทหารลาดตระเวนผู้หนึ่งกล่าวพลางรวบบังเหียนมาจากชายหนุ่มในชุดเกราะ

          เขาครุ่นคิดอีกนิดก่อนจะเสนอว่า “ท่านแม่ทัพ อย่าได้คิดหวาดระแวงไปเลย หากท่านมีความแค้นกับถานเฉิงจี้ มิสู้สั่งให้ทหารเล็กๆ สักสิบกว่านายสวมรอยเป็นโจรภูเขาออกไปตามล่า จะได้ตัดรากถอนโคนไปเสียทีเดียว” แล้วนายทหารลาดตระเวนผู้นั้นก็หันหน้าไปส่งสัญญาณกับเพื่อนๆ ด้านหลัง “ฟังนะพวกเรา ไล่ตามพวกมัน หนึ่งชีวิตก็อย่าให้เล็ดลอดไปได้!”

          ไม่ทันได้เอ่ยปากประจบต่อ พริบตาเดียวนายทหารลาดตระเวนปากพล่อยวาจาเลื่อนเปื้อนผู้นี้ก็ถูกดาบในมือท่านแม่ทัพปลิดลมหายใจไปอย่างเงียบกริบ แม้แต่เลือดก็ยังไม่กล้ากระเซ็นให้เห็น

          แม่ทัพหนุ่มหันกลับมามองนายทหารม้าด้านข้างตนด้วยสีหน้าเย็นชา ผู้ถูกมองถึงกับใจเต้นระรัว รีบก้มหน้าหลบสายตาไปมองที่หัวม้าพลางกำมือแน่น มีทหารสองสามนายที่เพิ่งออกไปสำรวจ กำลังควบม้ากลับมารายงาน “ใต้เท้าขอรับ มีศพชายสิบเอ็ดศพ แต่ไม่พบศพที่เป็นหญิงเลย”

          “ใต้เท้า ดูจากจำนวนน่าจะเหลือรอดไปได้สองคนขอรับ”

          ไม่นานนัก ทหารม้านายหนึ่งก็อุ้มสิ่งของบางอย่างวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “มีเสื้อผ้าถูกโยนไว้ทางเหนือตรงเนินเขาขอรับ ที่ใต้ต้นไม้ยังมีรอยเท้า ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้าผู้หญิงเสียด้วย”

          ใต้เท้าในชุดเกราะผู้รั้งตำแหน่งแม่ทัพไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงใช้ดาบในมือเสียบเข้าที่เสื้อผ้า สะบัดเบาๆ จนคลี่ออก จึงได้เห็นอักษรตัวใหญ่บนชุดที่เปื้อนคราบเลือด

          เป็นคำว่า ‘นักโทษ’

          “ตามไป!” แม่ทัพหนุ่มกัดฟันแน่น มองตัวอักษรด้วยสายตาแข็งกร้าว “ต่อให้พลิกภูเขาทั้งลูก ก็ต้องลากนางกลับมาให้ข้า!”

---------------------------------------------

ไล่ล่าคนงาม

ฝนเทกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ

          ณ อารามร้างแห่งหนึ่งกลางไหล่เขา ไฟตะเกียงดวงใหญ่สว่างวาบขึ้น

          แสงสีส้มนวลสลัวส่องสะท้อนลอดออกมาตามรอยซ่อมปะบนหน้าต่าง ทว่า... ท่ามกลางพายุฝนที่สะเทือนไหวไปทั่วขุนเขาจนมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศกลับเงียบสงัดอย่างประหลาด

          หญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารเก่าคร่ำคร่าภายใต้แสงสว่างวับแวม ถานหวั่นชิงกำลังเช็ดผมเปียกชื้นของตนเงียบๆ พลันแว่วเสียงบางอย่าง นางชะงักการเคลื่อนไหวแล้วเงี่ยหูฟังอย่างอดไม่ได้ แต่นอกจากเสียงพายุฝนโหมแรงกับเสียงกิ่งก้านใบที่ฟาดกระทบกันอยู่ด้านนอก นางก็ไม่ได้ยินเสียงสิ่งอื่นใดอีก

          “คุณหนู!” เท้าเล็กๆ ของลุ่ยจูก้าวเข้ามาก่อนจะหันหลังปิดประตูผุพัง ในมือถือเพียงหวีที่เก่าแล้วเล่มหนึ่ง นางถอดรองเท้าออกอย่างคล่องแคล่วพลางบอกนายสาวว่า “บ่าวต่อรองราคาหวีกับนักพรตหญิงที่อยู่ที่นี่มาได้เล่มหนึ่ง บ่าวจะสางผมให้คุณหนูนะเจ้าคะ”

          พอได้ยินลุ่ยจูกล่าวเช่นนั้น ถานหวั่นชิงก็เพิ่งนึกออก อย่าว่าแต่หวีผมเลย นางแทบจำไม่ได้แล้วว่าสระผมครั้งสุดท้ายเมื่อไร ชีวิตได้แต่ฝากฝังวาสนาไว้กับน้ำฝน หญิงสาววางมือบนผ้าฝ้ายหยาบสีจางแล้วพยักหน้า

          ลุ่ยจูเคลื่อนกายไปด้านหลังนายสาว ค่อยๆ สางผมอย่างระมัดระวัง การเดินทางหนนี้ผ่านไปไม่ถึงเดือนเสียด้วยซ้ำ พวกนางกลับมีใบหน้าสกปรกมอมแมม แม้แต่ผมเผ้าของคุณหนูนางยังไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ ขณะที่ในใจวิตกกังวลอยู่นั้น ปมยุ่งเหยิงบางส่วนบนศีรษะเจ้านายก็ถูกสางจนคลายออกบ้างแล้ว

           นึกถึงแต่ก่อนเมื่อครั้งอยู่จวนตระกูลถาน คุณหนูถูกเลี้ยงมาราวกับไข่ในหิน แต่จากนี้ไปคงไม่ได้กลับเป็นเหมือนก่อน ลุ่ยจูรู้สึกปวดใจจนฝ่ามือแทบจะกำหวีไม่อยู่ ตัวเองยังลำบากถึงขนาดนี้ แล้วคุณหนูเล่า?

          มือของนางเคลื่อนไหวแผ่วลง “บ่าวจะเกล้าผมให้คุณหนูนะเจ้าคะ”

          ถานหวั่นชิงนิ่งฟังเสียงฝนอยู่นาน หากในใจกลับไม่นิ่งเช่นที่แสดงออก จัดแต่งทรงผมอย่างนั้นหรือ หญิงสาวเอ่ยปาก “เกล้าไปก็แค่นั้น ตอนนี้สถานะของพวกเราเป็นเช่นไร ไยต้องมาพิถีพิถันกับเรื่องพวกนี้ด้วย” ให้ผู้คนได้พบเห็นสภาพสิ้นหวังน่าละเหี่ยใจย่อมเป็นการดี อย่างน้อยก็เดินทางรอนแรมต่อไปได้อย่างปลอดภัย นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็อดตำหนิสาวใช้ขึ้นมาไม่ได้ “มิใช่เคยบอกเจ้าแล้วหรือ ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูอีก ทำไมยังไม่เปลี่ยนคำพูด?”

          ลุ่ยจูที่อยู่ข้างหลังได้แต่รับปาก ไม่ได้ใส่ใจมากนัก คิดเพียงว่าถึงอย่างไรก็เรียกขานกันในพื้นที่ส่วนตัวจึงไม่ได้เคร่งครัดตามนายสาว ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นจึงค่อยระวัง แต่ถานหวั่นชิงเกรงว่าสาวใช้จะเผลอหลุดปากเรียกให้ใครได้ยินจนถูกสงสัยเอาได้

          หญิงสาวทอดถอนใจ รู้ว่าลุ่ยจูไม่เข้าใจเจตนาของตน นางหมุนตัวกลับหลังกำลังจะดึงหวีมาจากสาวใช้ ทว่าจังหวะนั้นเหมือนกับได้ยินเสียงบางอย่าง มือพลันหยุดชะงัก

          “คุณหนู?” ลุ่ยจูไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ได้แต่มองตามออกไปทางนอกหน้าต่าง

          “ชู่...” ถานหวั่นชิงรีบออกเสียงปราม เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ด้านนอกยังคงมีแต่เสียงซู่ซ่าของพายุฝน ไร้สรรพเสียงอื่นแทรก นางครุ่นคิดในใจแล้วหันไปถามลุ่ยจู “เมื่อครู่ เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”

          หวีในมือยังคงสางผมไม่หยุด หาได้ใส่ใจกับสิ่งใดด้านนอก ผู้ถูกถามได้แต่ส่ายหน้า “ไม่มีนะเจ้าคะ”

          “แล้ว...ก่อนเจ้าจะเข้ามาในห้องเล่า ได้ยินเสียงม้าร้องบ้างหรือไม่?”

          “คุณ... คุณหนู...อย่าทำให้บ่าวกลัวสิเจ้าคะ ข้างนอกนั่นนอกจากเสียงฝนแล้ว บ่าวก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก” ไม่มีเสียงใดเด่นชัดเป็นพิเศษ ที่นี่เป็นอารามร้างบนเขาไร้ผู้คน ภายในอารามมีนักพรตหญิงวัยห้าสิบปีอาศัยอยู่เพียงลำพังเท่านั้น แค่เสียงกึกกักเล็กน้อยก็ชวนให้ขนลุกแล้ว

          ถานหวั่นชิงเห็นใบหน้าลุ่ยจูซีดเผือดจึงปลอบใจว่า “ข้าคงหูแว่วไปเอง”

          “จริงด้วยเจ้าค่ะ” ลุ่ยจูรีบเออออสำทับ “ฝนตกลงมากระทบต้นไม้ใบหญ้ากรวดหินต่างๆ พอรวมกันแล้วก็อาจจะมีเสียงฟู่ๆ ซู่ๆ กึกกักๆ แปลกไป หรืออาจจะเป็นเสียงสัตว์ป่าที่ร้องเหมือนม้าก็เป็นไปได้นะเจ้าคะ”

          ลุ่ยจูในเวลานี้ แม้แต่คำว่า ‘บ่าว’ ก็เผลอพูดโพล่งออกมาจากปาก ไม่แปลกที่คุณหนูของนางจะเป็นกังวล อุตส่าห์แกล้งตายจนหนีออกมาได้ หากต้องถูกจับกลับไปอีกรอบ ย่อมไม่แคล้วมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกกระทง คือเป็นนักโทษหลบหนีของราชสำนัก ถึงเวลานั้นต่อให้มีสักกี่ร้อยปากก็ไม่อาจแก้ต่างได้อีก

          ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงเสียงฝีเท้าม้า ความกลัวทำให้ลุ่ยจูพยายามเลี่ยงไม่คิดไปว่านั่นอาจจะเป็นเสียงม้าของทางการซึ่งมาตามหาพวกนาง

          ส่วนถานหวั่นชิง แม้จะหนีออกมาได้แต่ใจก็ยังไม่สามารถสงบ คนที่ใจไม่นิ่งก็มักจะระแวงระวังหลัง หวาดผวาไปเสียทุกสิ่ง แต่ที่สาวใช้ของนางกล่าวเมื่อครู่ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง

          จริงสิ นางทั้งสองเป็นหญิง... ผู้หญิงนับว่าเป็นสมาชิกที่ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายของบ้านตระกูลถาน เมื่อมีการจับกุมใดๆ ก็ตาม ผู้ชายและทายาทชายมักจะเป็นเป้าหมายหลักของการโค่นล้มและถอนรากถอนโคน ส่วนผู้หญิงกลับไม่สำคัญเท่า การที่ทางการจะส่งคนมาไล่ตามพวกนางสองคนที่เป็นเพียงหญิงสาวบอบบางจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ฝนตกหนัก ไหนจะมีอันตรายจากโจรภูเขาอีก

          หูนางอาจจะฟังผิดไปจริงๆ ก็เป็นได้

          พอคิดได้อย่างนี้ ใจของถานหวั่นชิงก็สงบลง นางเลื่อนสายตามองออกไปทางประตูด้านนอก กระซิบถามลุ่ยจูว่า “เจ้าน่าจะเคยได้ฟังอาจารย์กล่าวถึงเรื่องราวของนักพรตหญิงมาบ้างแล้ว ใช่หรือไม่?”

          พูดถึงเรื่องนี้ลุ่ยจูก็รีบพยักหน้า ตอบกลับไปว่า “เจ้าค่ะ นักพรตหญิงท่านนั้นมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธพวกเรา เพียงพูดแค่ว่าจะช่วยพวกเราคิดหาหนทาง”       

          “พวกเราขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่สมควรให้เขาช่วยเปล่า” เมื่อกล่าวจบถานหวั่นชิงก็ล้วงกระบอกสีเหลืองทองเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ที่จริงของสิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นกระบอกใส่ทองคำแท้

          ตอนอยู่ในจวนตระกูลถาน ปกติบรรดาเจ้านายใหญ่โตมักจะตกรางวัลบ่าวรับใช้เป็นก้อนเงินก้อนทอง บ้างก็ให้เท่าเมล็ดกวยจี๊หรือเมล็ดถั่ว บ้างก็ให้รูปปั้นหรือรูปแกะสลักสัตว์มงคลเล็กๆ หรือสิ่งของมงคลอื่นๆ เพื่อเป็นการปูนบำเหน็จ

          ถานหวั่นชิงชอบให้ช่างแกะสลักก้อนทองของนางให้เป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำ ตีอักษรสิริมงคลบนเหรียญแล้วห่อด้วยกระดาษ เมื่ออยู่ในที่ลับบ่าวรับใช้ส่วนใหญ่มักจะเรียกมันว่า ‘เงินก้อน’ หรือ ‘เงินขนมเปี๊ยะ’ ซึ่งคนเมืองนิยมทำเช่นนี้กันไม่น้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

          เมื่อจวนตระกูลถานเกิดเรื่อง ถานหวั่นชิงมีเวลาเพียงแค่เก็บห่อเหรียญยัดใส่ในมวยผมดกหนาของตน โชคดีที่ไม่มีผู้ใดค้นเจอ

          เดิมทีในกระบอกเหลือง ทองขนมเปี๊ยะที่ว่ามีอยู่สี่สิบเหรียญ ถานหวั่นชิงนำออกมาไถ่ตัวลุ่ยจูยี่สิบกว่าเหรียญ ตอนนี้จึงเหลืออยู่ไม่มาก นางเขย่ากระบอกในมือเบาๆ เพื่อคาดคะเนน้ำหนักก่อนจะยัดทั้งหมดใส่มือของลุ่ยจูเพื่อให้นำไปมอบแก่นักพรตหญิงท่านนั้น

          ลุ่ยจูสองจิตสองใจอยู่บ้าง นางตัดใจไม่ลงหากจะยกเหรียญให้ฝ่ายนั้นไปทั้งหมด แต่ดูจากท่าทางจริงจังของคุณหนูแล้ว นางจึงจำต้องนำทองขนมเปี๊ยะเล็กๆ เหล่านี้สอดเข้าไปในแขนเสื้อของตน แล้วหมุนตัวเดินออกไป

          เมื่อปราศจากสาวใช้ ถานหวั่นชิงจึงกลับมาครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง จริงอยู่ว่าตอนนี้นางหนีออกมาได้หลังจากที่แกล้งตาย... แต่ในเมื่อขึ้นชื่อว่าตายแล้ว บุตรสาวอันดับหนึ่งของตระกูลถานก็จะไม่มีตัวตนบนโลกนี้อีก เช่นนั้นแล้วระหว่างที่เดินทางรอนแรม นางควรจะบอกผู้อื่นว่าตนเป็นใครดีล่ะ?

          หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจอย่างจริงจังมาหลายวัน นางเพิ่งตระหนักอย่างชัดแจ้งว่า ‘ระเบียบการควบคุมสำมะโนครัว’ ในช่วงเวลานี้เข้มงวดกวดขันยิ่งนัก

          สำมะโนครัวคือรายชื่อสมาชิกในบ้านที่ต้องจ่ายค่าภาษีตามกฎหมาย ทุกๆ บ้านจะต้องแสดงรายชื่อสำมะโนครัวที่ชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์และโปร่งใส เพื่อให้ทางราชสำนักตรวจสอบได้ทุกเมื่อ

          ที่จริงการจะทำสำมะโนครัวสักฉบับนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร ทว่าสถานะปัจจุบันของนางต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างมันยาก หากนางคิดจะหนีไปอย่างปลอดภัย นางจำเป็นจะต้องมีใบสำมะโนครัวเพื่อรับรองฐานะของตนเอง และเป็นใบเบิกทางในการเข้าออกเมืองต่างๆ หากไม่มี... แม้คิดจะเดินเพียงก้าวเดียวก็ยังลำบาก

          โชคดีที่การเดินทางในวันนี้ไร้ผู้คน ที่แห่งนี้เป็นอารามของนักพรตหญิง ถ้าหากนางบริจาคอย่างพอเหมาะพอควร ก็อาจสามารถเปลี่ยนสถานะของตนและสาวใช้ให้เป็นนักพรตหญิงสองรูปได้ ต่อไปพวกนางก็พอจะอาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่งได้เช่นคนทั่วไป

          ขณะที่ถานหวั่นชิงกำลังคิดอยู่นั้น ลุ่ยจูก็ประคองถาดน้ำร้อนเข้ามาโดยมีนักพรตหญิงเดินตามมาด้านหลัง ที่ผ่านมาชีวิตของท่านนักพรตคงประสบความยากลำบากมาไม่น้อย สตรีวัยห้าสิบกว่าปีผู้นี้ดูไม่ต่างจากคนอายุหกสิบ

          นักพรตหญิงมองร่างบอบบางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างสงบ หลังจากได้ล้างหน้าเช็ดผมจนสะอาดแล้วจึงพบว่าแม่นางผู้นี้มีเรือนผมลื่นสลวยดุจกลุ่มไหม ผมแต่ละเส้นเรียงตัวลงมาตัดกับผิวขาวละมุนละไม ทำให้ผู้มองรู้สึกเหมือนเห็นดวงไฟเจิดจ้าส่องสว่างอยู่ท่ามกลางห้องโกโรโกโสแห่งนี้ก็ไม่ปาน

          ไม่ต้องเอ่ยปากถามก็รู้ว่าสตรีตรงหน้ามีชาติตระกูลสูงส่งสักเพียงใด

          ส่วนเด็กสาวอีกคนที่เอาแต่พูดจาวกวนเรื่องที่นางกับญาติสาวถูกโจรภูเขาปล้นระหว่างการเดินทาง ลักษณะการพูดจาดูช่างไม่ประสีประสาราวกับคนห่างสังคม ขาดประสบการณ์ชีวิต วางตัวเหมือนคนไม่เคยเห็นโลกภายนอก ดุจดั่งคนแก่หูตาฝ้าฟางกระนั้น ไม่แน่ว่านางคงเป็นสาวใช้ในเรือน

          นักพรตหญิงเดินตรงเข้าไปนั่งบนเตียงซอมซ่อในห้องพัก เห็นได้ชัดว่าหญิงงามเจ้าของห้องกำลังรู้สึกทดท้อสิ้นหวัง ครั้นนึกถึงตอนที่สาวใช้ผู้นั้นยัดกษาปณ์ทองคำให้กับตนเมื่อครู่ เพียงสามสี่เหรียญก็น่าจะหนักถึงสองตำลึงทอง หากเปลี่ยนเป็นเงินแล้วก็อาจจะได้ถึงสามสิบหรือสี่สิบตำลึงเลยทีเดียว

          ผู้ที่มีฐานะทางสังคมเท่านั้นจึงจะใจกว้างเช่นนี้ แม้ในยามสิ้นหวังก็ยังหว่านเงินราวเมล็ดถั่ว เม็ดเงินนั้นเล่า... คนทั่วไปอาจสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ถึงหนึ่งหรือสองปีทีเดียว

          “แม่นาง” แม่ชีผมสีดอกเลาสะอาดสะอ้านเอ่ยเรียก พลางหยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากอกเสื้อ “อารามแห่งนี้เคยเฟื่องฟูมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในช่วงเวลาเหล่านั้น หากแม่นางจะบริจาคเงินด้วยต้องการทำใบรับรองการเป็นนักพรตหญิงสักใบก็ยังทำได้ยากยิ่ง เพราะอารามไม่สนับสนุนการรับบริจาครูปแบบนี้ แต่สองสามปีมานี้เป็นช่วงเวลาแห่งภัยสงคราม หาสันติสุขไม่ได้ ตรงชายแดนก็มีพวกนอกด่านที่ทั้งโหดร้ายและใจดำอำมหิตยิ่งกว่าเสือ นับวันผู้คนก็ยิ่งพากันหลบหนีไปตั้งรกรากที่อื่น อารามนี้จึงกลายเป็นอารามร้างที่มีแต่ข้าอาศัยอยู่เพียงผู้เดียว”

          กล่าวจบ นักพรตหญิงก็ยื่นกระดาษให้หญิงสาว มือก็ลูบประคำสวดมนต์

          “ไม่ขอปิดบังแม่นางทั้งสอง การทำใบรับรองการบวชนั้น ตัวข้าเองยังไร้ความสามารถและกำลัง จะมีติดตัวก็เพียงแต่ใบรับรองฐานะที่ผู้อื่นเคยทิ้งไว้ หลายปีที่ผ่านมาในอารามแห่งนี้มีทั้งคนป่วยคนตาย เหลือไว้แต่กระดาษเหล่านี้เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นของคนตายแต่ก็ถือว่าเป็นกระดาษที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเหมาะสมกับอายุของแม่นางทั้งสอง ใบรับรองนี้พอจะช่วยให้พวกเจ้าหลีกหนีสังคมได้ไม่ยาก หากต้องการแม่นางก็เอาไปใช้ได้เลย”

          ถานหวั่นชิงรับเอากระดาษบนโต๊ะที่นักพรตหญิงให้ไว้มาคลี่ดู แม้เป็นเพียงกระดาษเก่าๆ แต่ก็มีบันทึกเกี่ยวกับภูมิลำเนา ชื่อเดิม อายุ สำนัก วัด อาจารย์ที่ทำการบวชให้อย่างครบถ้วน การสวมรอยหลักฐานของคนตายหากไม่ได้สืบค้นประวัติเจ้าของเดิมให้รอบคอบอาจเดือดร้อนเข้าสักวัน แต่นางก็ไม่มีทางเลือก ขอเพียงไม่มีผู้ใดซักไซ้สืบถาม แล้วใครเลยจะล่วงรู้ ที่นี่ห่างไกลจากเมืองหลวง คนของทางการไม่น่าจะตรวจสอบเข้มงวดถึงเพียงนั้น หากอยู่เงียบๆ อย่างระมัดระวังโดยไม่ทำตัวเป็นที่สนใจของผู้คน ก็คงจะอยู่ได้ไม่ยากนัก

          หญิงสาวรีบคำนับนักพรตหญิงทันที “บุญคุณซือไท่ที่ให้ชีวิตใหม่ ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรหมด”

          เมื่อมีใบรับรองการออกบวชฉบับนี้แล้ว ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูก็เหมือนได้เกิดใหม่ ในที่สุดก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ เสียที

          นักพรตหญิงไม่กล้ารับการคำนับ รีบประคองถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูให้ลุกขึ้น “แม่นางทั้งสองวางใจเถิด ข้าวางแผนจะธุดงค์ไปยังวัดอื่นอยู่แล้ว ข้าอยู่ตัวคนเดียวไร้บุตรหลานจึงไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไรมากมาย เงินที่แม่นางบริจาคก็ให้บริจาคเข้าอารามตามจำนวนเดิมพอ หากจะว่ากันตามจริงแม่นางต่างหากคือผู้อุปถัมภ์ของเรา”

          ถานหวั่นชิงไม่ได้ใส่ใจเงินทองที่ตนบริจาคนัก ทั้งหมดนั้นเป็นเงินเก็บของนางเอง ตอนนี้นางมีใบรับรองการออกบวชแล้ว ในที่สุดก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง นางขอบคุณนักพรตหญิงอย่างจริงใจ หลังสนทนากันอีกเล็กน้อยจึงส่งนักพรตหญิงกลับ

          ลุ่ยจูหมุนตัวเดินเข้ามาหยิบกระดาษสกปรกบนโต๊ะขึ้นดูแล้วเบ้ปาก “คุณหนู นี่เป็นของคนตายนะเจ้าคะ ถ้าพวกเราสวมชื่อคนตาย เราจะมีเคราะห์หรือเปล่า”

          ถานหวั่นชิงกลับไม่ใส่ใจ สาวใช้ที่เติบโตอยู่ในจวนไม่เคยออกไปใช้ชีวิตภายนอก ไหนเลยจะรู้ว่าโลกนี้มันอยู่ยาก นางเก็บกระดาษสกปรกล้ำค่าเหล่านั้นไว้อย่างดี พลางกล่าวว่า “แล้วเราสองคนไม่ใช่คนที่ตายแล้วหรอกหรือ เราล้วนตายกันไปแล้วคนละรอบ กระดาษเหล่านี้จะทำให้เราเป็นคนขึ้นมาอีกหน จะไม่คว้าไว้เชียวหรือ?”

          “เมื่อครู่ข้าคุยกับซือไท่แล้วพบว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับชีวิตในวัด อาจจะทำอะไรให้เป็นพิรุธออกมาได้ ดังนั้นพรุ่งนี้เราควรจะออกเดินทางไปพร้อมกับซือไท่ ท่านอาสาจะนำทางให้” กล่าวจบนางก็ปรายตาไปยังประตูห้องเป็นสัญญาณว่าให้ปิด

          ลุ่ยจูรีบตรงไปที่ประตู สอดส่องมองดูโดยรอบ แล้วจึงประกบบานประตูเข้ามา

          หญิงสาวทั้งสองยืนอยู่หน้าโต๊ะแคบ ถานหวั่นชิงใช้น้ำร้อนลูบเรือนร่างและถอดผ้าเอี๊ยมรัดรูปออก สีสันของผ้าเอี๊ยมมัวซัวดูไม่ได้ ถึงแม้จะปักลวดลายดอกบัวและใบบัวเต็มไปหมด แต่กลับหาความสวยงามสักนิดก็ไม่มี อีกทั้งเนื้อผ้ายังหนา

          ถานหวั่นชิงรับกรรไกรอันเล็กๆ มาจากลุ่ยจู แล้วค่อยๆ ผ่าเอี๊ยมที่เย็บหนาถึงสองชั้นนั่นออก เผยให้เห็นแผ่นทองรูปใบไม้แผ่นบางที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในนั้น

          ใบหน้าของลุ่ยจูยากที่จะปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ได้ เด็กสาวเบิกตากว้างมองคุณหนูของตน เอ่ยปากตะกุกตะกัก “คุณ... คุณหนูเจ้าคะ ตอนนั้นที่คุณหนูสั่งให้บ่าวเย็บ พวกเราทำกันเล่นๆ เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะมีวันได้ใช้เข้าจริงๆ! โชคดีแท้ๆ ที่คุณหนูเคยชินกับการซ่อนเงินทองเอาไว้กับตัว ฟ้าเบื้องบนเมตตาเราแล้ว”

          เดิมนางยังเคยคิดในใจว่าคุณหนูของตนช่างแปลกประหลาดแตกต่างจากคนทั่วไปนัก นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูถึงยอมยืน ยอมนั่งอย่างยากลำบาก ด้วยการเย็บซ่อนแผ่นทองไว้ในเสื้อผ้า แต่ในเวลานี้นางกลับต้องขอบคุณในความประหลาดของคุณหนูแล้ว

          ทั้งสองไม่เอ่ยคำใด รีบนำใบไม้ทองคำเหล่านั้นออกมา นับรวมได้ทั้งหมดสามสิบหกชิ้น น่าเสียดายที่เสื้อเอี๊ยมตัวนี้เล็กเกินไปสักหน่อย เก็บได้สามสิบหกชิ้นก็จำกัดแล้ว มากกว่านี้คงยิ่งหนักอึ้ง

          เดิมถานหวั่นชิงเพียงคิดว่าจะเย็บไว้ใส่สิ่งของจำพวกตั๋วเงินติดตัวยามจำเป็น ถึงแม้ตั๋วเงินจะเบา แต่ก็มักจะทิ้งหลักฐานที่ไปที่มา เรียกว่าใช้ไม่สะดวกเท่าทองคำ

          ลุ่ยจูนำใบไม้ทองคำทั้งหมดมาวางลงบนมืออย่างระมัดระวัง ลองคะเนน้ำหนักดู “เทียบกับที่ให้ท่านนักพรตหญิงแล้ว ก้อนทองเหล่านี้หนักกว่าเหรียญกษาปณ์ทองเล็กน้อยนะเจ้าคะ” น่าจะหนักประมาณห้าถึงหกตำลึงต่อชิ้น

          “ใช่ พอเปลี่ยนเป็นเงิน หากใช้จ่ายอย่างรอบคอบก็เพียงพอให้พวกเราอยู่กันได้สักระยะหนึ่ง”

          แต่ไรมาคุณหนูของนางเคยสนใจเศษเงินเสียที่ไหน ตอนนี้กลับต้องมาคิดเรื่องการใช้จ่ายประหยัดรอบคอบ ลุ่ยจูเพิ่งอยู่ในอารมณ์ดีใจไม่เท่าไรพลันเปลี่ยนเป็นหดหู่อีกแล้ว

          สาวใช้เกรงว่าตนจะเผยความรู้สึกตรอมตรมออกมาให้ผู้มีพระคุณเห็น จึงก้มหน้าก้มตาตัดเนื้อผ้าส่วนที่ดีของเสื้อเอี๊ยมออกมาชิ้นหนึ่ง ใช้เข็มที่หยิบยืมมาเย็บถุงดอกบัวให้คุณหนูใส่ใบไม้ทองคำ

          ถานหวั่นชิงเหม่อมองบานหน้าต่างที่ถูกฝนซัดสาดจนเปียก ความหนาวเหน็บย่างกรายเข้าหา กลิ่นราที่ฟูกเหม็นจนแสบจมูก ห้องนอนแห่งนี้เย็นเสียจนมือเท้าของนางจวนเจียนจะกลายเป็นน้ำแข็ง บริเวณหน้าอกและผิวเนื้อล้วนถูกความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก แต่หากเทียบกับสภาพความเป็นอยู่เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นางกลับยินดีใช้ชีวิตในสภาพเช่นนี้

          คิดถึงเรื่องต่อจากนี้ดีกว่า... อารมณ์ของหญิงสาวเริ่มผ่อนคลายลง เดิมทีคิดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับ ด้วยยังอ่อนเพลียจากการเดินทางอยู่ ทว่าเพียงปิดตา นางกลับเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย

          ถานหวั่นชิงถลำเข้าไปในดินแดนแห่งความฝันอย่างไม่รู้ตัว

          นางไม่รู้เลยว่ามีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าตรงลานด้านนอก ทั้งยังมีทหารม้าในชุดดำยืนล้อมอยู่อีกหลายนาย

          ร่างนั้นออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ให้ทหารรอบด้านพุ่งเข้าไปจับคนในห้อง แต่แล้วเขากลับเปลี่ยนใจในช่วงจังหวะสุดท้าย

          ชายสวมชุดเกราะและหมวกเหล็กขี่ม้าอ้อมกลับมาตรงตำแหน่งที่มีลำแสงสีส้มสาดออกมา เขายกมือขึ้นห้ามทหารทั้งหมดเอาไว้ก่อน

          ฝูงม้าพอเจอฝนก็รู้สึกไม่สบายตัว ส่งเสียงร้องออกมาสี่ห้าครั้ง

          แม่ทัพบนหลังม้าจ้องมองผ่านสายฝนไปที่หน้าต่างอย่างเย็นชา ไม่พูดจาอยู่เป็นนานก่อนจะหันกลับมาสั่งการทหารสอดแนมสองนาย เขาชี้ไปที่หน้าต่างแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “สะกดรอยตามคนที่พักอยู่ข้างในอย่าให้คลาดสายตา ข้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดของนาง สถานที่ที่นางไป และแต่ละวันนางทำอะไรบ้าง”

---------------------------------------------

ดิ้นรนหาทางรอด

ค่ำคืนแห่งพายุฝนผ่านพ้นไป เสียงนกขับขานอย่างไพเราะแว่วมาจากนอกหน้าต่าง

          เมื่อวานนักโทษสาวทั้งสองเร่งรีบเดินทางจนมาถึงอารามร้างบนเชิงเขา ยามนั้นท้องฟ้ามืดขมุกขมัว จึงมองไม่เห็นสภาพอันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้นัก กระทั่งแสงสว่างยามเช้าเรื่อเรือง ทุกสิ่งรอบกายจึงกระจ่างชัด

          อารามร้างแห่งนี้เก่าคร่ำ ทรุดโทรมไม่น้อย แม้ทางราชสำนักจะบริจาคปัจจัยให้บ้าง ทว่าแม้แต่อิฐก็ยังไม่เพียงพอ ตัวอารามจึงมีสีอื่นแซมดูน่าเกลียด กล่าวได้ว่ามีสภาพย่ำแย่สุดทน โดยเฉพาะห้องเพดานเตี้ยทางทิศใต้ที่เป็นที่พำนักของนักพรตหญิงเมื่อคืนนี้

          ท่านสู้อุตส่าห์ยกที่พักของตัวเองให้พวกนาง ทั้งยังจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ ส่วนตัวเองกลับยอมอยู่ในห้องที่ชำรุดผุพังซ้ำยังหลังคารั่ว

          ลุ่ยจูยกถาดอาหารเข้ามา เหลือบเห็นคานหลังคาเอียงจวนจะร่วงมิร่วงแหล่จึงส่ายหน้าไปมา กล่าวเสียงแผ่วเบา “คุณหนูเจ้าคะ มิน่าล่ะซือไท่ท่านนั้นจึงบอกว่าจะไป หากบ่าวเป็นนาง... ได้รับทองจากเราแล้วก็ไม่คิดจะอยู่ต่อเช่นกัน ที่แท้นางก็ไม่ได้ดีอย่างที่เห็นสักเท่าไร”

          ลุ่ยจูทำเสียง “จิ๊!” พลางวางชามลงบนโต๊ะ “เมื่อครู่บ่าวออกไปเดินดูสักพัก คานทุกห้องล้วนเอียงกระเท่เร่ หากปีนี้หิมะตกหนา ไม่แน่อาจจะถล่มลงมาทั้งอารามก็ได้นะเจ้าคะ”

          ถานหวั่นชิงได้ยินกลับไม่เห็นด้วย คำพูดเมื่อค่ำวานของนักพรตหญิง บอกให้รู้ว่าฝ่ายนั้นเข้าใจดีในความทุกข์ยากของหญิงสาวพลัดถิ่น หากท่านนักพรตไม่เคยประสบพบเจอความยากลำบากด้วยตนเองมาก่อน ย่อมไม่มีวันเข้าถึงจิตใจของผู้อื่น

          “หากว่านางแสวงหาผลประโยชน์ โลภในทรัพย์สินเงินทอง มีหรือจะยอมทนตกระกำลำบากอยู่คนเดียวเช่นนี้” ถานหวั่นชิงเช็ดมือหลังจากจัดความเรียบร้อยภายในห้องพักอันน่าสังเวชเรียบร้อย จากนั้นก็นั่งลงแล้วมองอาหารบนโต๊ะ

          ในชามปากกว้างก้นแคบมีขนมข้าวโพดทอดเกรียมสี่ห้าชิ้น กับผักดองซีอิ๊วในจานเล็กอีกใบ นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก

          “ถังข้าวสารในห้องครัวว่างเปล่า เหลือเพียงข้าวแดงไม่กี่กำกับแป้งข้าวโพดในกระบวยสีดำเล็กๆ เจ้าค่ะ ผักเค็มนี่ก็ขอดจากก้นไห ขนาดน้ำมันสักหยดก็ยังไม่มี” ลุ่ยจูบ่นว่าคนบางคนกลายๆ

          “พอแล้ว มีของช่วยอุ่นท้องได้บ้างก็ดีแล้ว” ถานหวั่นชิงหยิบขนมข้าวโพดหยาบเหนียวขึ้นมากัดคำหนึ่ง แล้วใช้ตะเกียบคีบก้านผักป่าดองเค็มซึ่งดูไม่ออกว่าเป็นผักอะไรเข้าไปในปาก ค่อยๆ เคี้ยว

          ลุ่ยจูบ่นพอแล้วก็เลยต้องนั่งลง มองดูคุณหนูกินก้านผักที่เค็มจัดและกัดแผ่นเกรียมดำนั่น กลิ่นเหม็นบูดผสมปนเปกันอยู่ในขนมข้าวโพดทอดโชยออกมา สักพักนางเริ่มทนไม่ไหว ยกมือขึ้นนวดตาเบาๆ นึกถึงแต่ก่อนที่คุณหนูสวมใส่เสื้อผ้าสวยงาม กินอาหารชั้นเลิศ คุณหนูของนางไม่ควรจะมีสภาพเช่นนี้เลย

          ถานหวั่นชิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นคนข้างๆ นั่งน้ำตาไหล มือเรียวที่ถือตะเกียบชะงักค้าง อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ “แม้อาหารจะไม่อร่อยลิ้นชุ่มคอ แต่เจ้าไม่ชอบถึงกับต้องร้องไห้เชียวหรือ?”

          ลุ่ยจูรีบปาดน้ำตา หยิบเอาขนมข้าวโพดทอดมาหนึ่งชิ้น “คุณหนูยังทนกินได้ บ่าวจะไม่ชอบได้อย่างไรเจ้าคะ” กล่าวจบก็หักใจกัดเข้าไปหนึ่งคำ กลัดกลุ้มไปก็ไม่รู้จะโกรธผู้ใดดี

          เมื่อกินอาหารเรียบร้อยแล้ว นักพรตหญิงก็ค้นเอาเสื้อผ้าก่อนที่ตนจะออกบวชมามอบให้บางส่วน ยามนี้ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูยังคงสวมชุดที่พวกนางลอกคราบจากร่างโจรภูเขาเมื่อวาน

          ลุ่ยจูนำเสื้อผ้ากลับมาที่ห้อง คลี่แต่ละชิ้นออกดูก็ล้วนแต่เป็นผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่มีรอยปะชุนแทบทั้งสิ้น บางตัวก็ถูกแมลงมอดเจาะเป็นรูโบ๋ ในสายตาของสาวใช้ผู้มีหน้าที่ดูแลเสื้อผ้าและเครื่องประดับเลิศหรูของคุณหนูมาโดยตลอด อดคิดไม่ได้ว่าขนาดบ่าวรับใช้ชั้นต่ำของจวนยังสวมใส่ดีกว่านี้สักร้อยเท่า ของแบบนี้คุณหนูจะใส่ออกไปข้างนอกได้อย่างไร

          แต่ ‘คุณหนู’ กลับพอใจ ถานหวั่นชิงคิดว่าเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบกับกางเกงขากว้างจะใช้อำพรางรูปลักษณ์ปิดบังสถานะของนางได้ดีที่สุด เสื้อผ้าเก่าเก็บนี้แค่ซีดอับกับมีกลิ่นเชื้อราฉุนจมูกเท่านั้น ซักล้างให้สะอาดก็สวมใส่ได้แล้ว

          คนเป็นสาวใช้อุ้มเสื้อผ้าออกไปซักอย่างคับแค้นใจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ขณะที่คนเป็นนายเดินตามหานักพรตหญิงเพื่อสอบถามทั่วๆ ไปเกี่ยวกับหัวเมืองต่างๆ เพราะหากพวกนางออกจากอารามร้างเชิงเขาแห่งนี้ไปแล้วก็ควรต้องวางแผนว่าจะตั้งรกรากอยู่ที่ใด   

          นักพรตหญิงไม่ได้คิดให้มากความ ตั้งใจเพียงมุ่งหน้าไปยังเมืองเว่ยอัน

          ในแคว้นอี้อันกว้างใหญ่ จะมีก็เพียงแผ่นดินของเมืองเว่ยอันที่ยังคงสงบสุขอยู่ ที่นั่นไม่เพียงแต่มีกำแพงเมืองสูงตระหง่านแข็งแรง ยังมีแม่ทัพหัวเมืองและกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งรักษาการณ์อยู่ มีการกล่าวขวัญอย่างแพร่หลายในความอุดมสมบูรณ์ของเมืองนี้ จนพ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต่างพากันอพยพเข้าไปขอพึ่งใบบุญท่านแม่ทัพ     

          นักพรตหญิงคิดว่าหญิงสาวทั้งสองควรตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเว่ยอันน่าจะเหมาะสมที่สุด จากที่นี่ไปเว่ยอันไม่นับว่าไกลนัก หากเดินเท้าจะใช้เวลาสองวัน ถ้านั่งเกวียนเทียมลาเดินทางเพียงแค่หนึ่งวันก็ถึงแล้ว

          ถานหวั่นชิงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านั้น จึงตั้งใจจะไปดูลาดเลาก่อนตัดสินใจลงหลักปักฐาน ด้วยในอารามไม่มีสิ่งใดให้เป็นเสบียงได้อีกจึงไม่อาจรอเวลาไปจนเที่ยง พวกนางรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ยังไม่แห้งดีและพร้อมออกเดินทาง

          เส้นทางลงเขาค่อนข้างราบเรียบ หลังจากข้ามแม่น้ำสายหนึ่งก็พบครอบครัวชาวนาแปดถึงสิบครอบครัวกระจัดกระจายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ แม้นักพรตหญิงจะพำนักอยู่ในอารามบนเขาตลอด แต่ก็คุ้นเคยกับผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัวชาวนาเป็นอย่างมาก นัยว่าชาวนาเหล่านี้ล้วนเคยไปถวายธูปที่อารามบนเขามาแล้ว

          จำนวนคนในหมู่บ้านมีไม่มาก สัตว์เลี้ยงที่พออาศัยเป็นพาหนะในการเดินทางก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย นักพรตหญิงเสาะหาไปตามบ้าน ชักแม่น้ำทั้งห้ามาเกลี้ยกล่อม ว่าจ้างด้วยเศษเงินบางส่วน ในที่สุดก็ได้เกวียนเทียมลาของผู้เฒ่าอายุหกสิบกว่าปีคนหนึ่งไปส่ง

          คืนนี้ทั้งสามยืมห้องโถงใหญ่ที่บ้านชาวนาครอบครัวหนึ่ง หลังจากถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูวางแผนการเดินทางสำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว เมื่อเข้ามาถึงห้องโถง พวกนางก็รีบกล่าวขอบคุณนักพรตหญิง

          ในภาวะสงครามเช่นนี้ หากไม่ใช่นักพรตหญิงรู้จักกับครอบครัวชาวนา นางทั้งสองซึ่งเป็นเพียงหญิงสาวแปลกหน้าคงไม่แคล้วต้องควักจ่ายอีกไม่น้อยเพื่อประทังชีวิตสักมื้อ และใช่ว่าจะมีผู้ใดตกลงให้ความช่วยเหลือโดยง่าย นักพรตหญิงให้การอุปการะถึงเพียงนี้ สมควรที่จะได้รับการคารวะ

          ค่ำคืนนั้นทั้งสามพักด้วยกันที่ห้องนอนเล็กห้องหนึ่ง เมื่อได้รับการคารวะจากพวกนางนักพรตหญิงก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง คำพูดที่มีให้แก่กันก็สนิทชิดเชื้อมากขึ้น ไม่มีการแบ่งชนชั้นต่ำต้อยสูงส่ง นักบวชชราเช่นนางได้หวนคืนสู่โลกกว้างที่ตนละทิ้งมานานโข เกรงว่าจะเป็นภาระให้ผู้อื่นตำหนิรำคาญ แต่หญิงสาวทั้งสองหาได้คิดเช่นนั้นไม่ กลับให้การชี้แนะอย่างนอบน้อมยินดี

          วาจาและอากัปกิริยาของถานหวั่นชิง มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบุตรสาวตระกูลสูงที่ได้รับการเอาใจใส่มาตั้งแต่เล็ก ดูอย่างแม่นางลุ่ยจูที่เป็นเพียงสาวใช้ ต่อให้ลูบผงขี้เถ้าทั้งตัวแล้วสวมใส่ชุดชาวนาก็ยังดูน่านับถือกว่าชาวบ้านธรรมดาอยู่หลายส่วน

          บ่าวไม่ว่าแต่ผู้เป็นนายนี่สิ... โฉมสะคราญปานหยาดฟ้าทีเดียว

          นักพรตหญิงมองถานหวั่นชิงด้วยสายตากังวล แม้หญิงสาวจะสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบและลูบผงขี้เถ้าที่ใบหน้าเช่นเดียวกับบ่าว แต่ลักษณะท่วงท่าการเคลื่อนไหวเห็นทีจะไม่รอด

          การแต่งตัวอัปลักษณ์ของนางแฝงไว้ด้วยลักษณะสูงส่งสง่างามอยู่ภายใน หากอยู่ท่ามกลางครอบครัวชาวนาที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่ ก็พอจะให้ช่วยรับสมอ้างร่วมกันได้บ้าง ทว่าย่อมไม่พ้นเป็นที่สะดุดตาอยู่ดี

          นักพรตหญิงเอียงศีรษะครุ่นคิดสักครู่ ในที่สุดก็คิดเส้นสนกลในบางอย่างได้ นางหยิบผงขี้ธูปทามือและลำคอคนงามให้เข้มคล้ำยิ่งขึ้น พลางชี้แนะให้ถานหวั่นชิงปรับลักษณะการเดินเหินเสียใหม่ ให้ผู้คนได้พบเห็นนางในคราบสตรีหลังค่อม ดีที่สุดคือหลังโค้งกดต่ำจากปกติสักสามส่วน ค้อมตัวงอเข่าเพิ่มความนอบน้อมอีกเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้าให้ผู้ใดยลโฉม

          โชคดีที่นอกจากความงามแล้ว ถานหวั่นชิงยังเฉลียวฉลาดเรียนรู้ได้รวดเร็วอีกด้วย ครู่เดียวนางก็สามารถปรับเปลี่ยนกิริยาและรูปลักษณ์ของตนให้เป็นไปตามที่นักพรตหญิงชี้แนะ

 

            เช้าวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่สว่างนัก

          ชาวนาเฒ่าเจ้าของเกวียนป้อนอาหารลาจนอิ่มแต่เช้าเพื่อจะได้รีบออกเดินทาง เมื่อรู้ว่าจะมีคนเดินทางไปเมืองเว่ยอัน สองแม่ลูกที่อยู่หมู่บ้านใกล้ๆ ก็รีบมาอ้อนวอนขอโดยสารไปด้วย หนึ่งเกวียนกับหกชีวิตเบียดกันเต็มพอดี

          ผู้โดยสารแม่ลูกอยู่ในหมู่บ้านที่ทำการเกษตรห่างจากที่นี่สามสิบลี้ นางสวมเสื้อแขนยาวสีแดงเก่าที่ซักจนสีซีด ใบหน้าเหลืองปานเทียนไข ส่วนบุตรชายวัยสิบสองก็ตัวเล็กอวบเหมือนตุ๊กตา ยิ่งบอกเล่าถึงหมู่บ้านของตน ใบหน้าของหญิงที่เป็นแม่ก็ยิ่งรันทด ดวงตาแดงก่ำ ผู้เฒ่าเจ้าของเกวียนได้แต่ทอดถอนใจ

          ด้วยไม่ว่าจะเป็นพวกนอกด่านที่กำเริบเสิบสาน หรือมีกองโจรภูเขาโผล่เข้ามาในหมู่บ้านแห่งใดก็ตาม ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นอันต้องโชคร้าย ประสบกับหายนะทุกรายไป หมู่บ้านของสองแม่ลูกก็คงเป็นเช่นเดียวกัน พวกนางเล่าว่าตรงด้านหน้าหมู่บ้านมีหัววัวที่เพิ่งถูกฆ่าตัดคอได้ไม่นานเสียบอยู่ โชคดีที่สองแม่ลูกพอคุ้นทางอยู่บ้างจึงหนีรอดมาได้ แต่น่าเสียดายที่คนอื่นๆ ในหมู่บ้านกลับไม่คิดจะหนีจึงไม่รู้ชะตากรรมของพวกเขา

          “ท่านลุง เดรัจฉานพวกนั้นมาปล้นฆ่าตัดหัววัวของพวกเราหมดแล้วนะ หมู่บ้านของท่านห่างจากหมู่บ้านของข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…พวกท่านไม่คิดจะย้ายหนีบ้างหรือ?” นางถามพลางซับน้ำตา

          “ทำไมจะไม่เคยคิดเล่า” ผู้เฒ่าสะบัดแส้ลงบนหลังลา “แต่แผ่นดินของบรรพบุรุษนี้ อยู่กันมาตั้งกี่ชั่วอายุคน พ่อแม่ปู่ย่าของข้าทุกคนเกิดและตายที่หมู่บ้านนี้ด้วยกันทั้งสิ้น แผ่นดินเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรักษาไว้ ไหนเลยเพียงพูดว่าให้อพยพก็จะอพยพได้ทันที อีกอย่าง...จะให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเมืองไหนเล่า สมัยนี้น่ะ ทิ้งบ้านไว้แค่วันเดียวก็อาจกลายเป็นผู้ลี้ภัยไร้บ้านอย่างไม่รู้ตัวได้แล้ว เป็นอย่างนี้มิสู้อดอยากหิวตายในบ้านตัวเอง ยังดีกว่าอยู่แบบใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่มีแผ่นดินบรรพบุรุษให้ดูแล”

          “ข้าได้ยินมาว่า มีผู้ลี้ภัยมากมายหนีไปที่เมืองเว่ยอัน” บุตรชายที่อวบกลมเหมือนตุ๊กตาของหญิงผู้นั้นเอ่ยแทรกเสียงเจื้อยแจ้ว “ที่นั่นมีกำแพงเมืองที่ทั้งสูงทั้งหนา ไม่ต้องกลัวว่าพวกนอกด่านจะบุกเข้ามาโจมตี มีทั้งที่นา เครื่องไม้เครื่องมือ และข้าวปลาอาหารเพียงพอตามจำนวนคน อยากออกมาจับจ่ายก็ปลอดภัยไร้กังวล แค่เข้าไปในเมืองก็ได้อาหารติดไม้ติดมือแล้ว”

          ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ด้านหน้าเกวียนอดกล่าวแทรกขึ้นมาไม่ได้ “อยากได้ก็ได้รึ?” ผู้เฒ่าแค่นเสียง “ที่เว่ยอัน เด็กหนุ่มของทุกครอบครัวล้วนถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ไม่ดีหรอก” ท่านผู้เฒ่าส่ายหน้าไปมาเหมือนกลองรัว

          หญิงที่เป็นแม่จึงโพล่งขึ้นบ้าง “ทำไมจะไม่ดีเล่า หากโดนฆ่าตายทั้งหมู่บ้านนั่นสิจึงจะเรียกว่าไม่ดี ต้องใช้ชีวิตอย่างอกสั่นขวัญหาย หากเป็นทหารแล้วได้กินอิ่มใส่ชุดอุ่นๆ นับว่าดีกว่ากันมาก ถ้าหมู่บ้านของข้ายังอยู่... ถ้ายังอยู่...” กล่าวไม่ทันจบ นางอดไม่ได้ที่จะขอบตาแดงรื้นฉ่ำขึ้นมาอีก

          เด็กชายตัวอ้วนกลมรีบปลอบ “ท่านแม่ ไม่ต้องร้อง ระวังตาบวม”

          “จริงสิแม่นาง พวกเจ้าสองสาวคงมีญาติในเมืองเว่ยอันสินะ หากวันข้างหน้าได้ลงหลักปักฐานในเมืองนั้น ผู้คนต้องพากันอิจฉาพวกเจ้าแน่ เว่ยอันเป็นเมืองที่ดี ข้าได้ยินมาว่าตรุษจีนปีที่แล้วมีการแต่งตั้งท่านแม่ทัพหัวเมืองคนใหม่ เขาผู้นี้ทั้งแกร่งกล้าห้าวหาญ เคยนำกองทหารไปล่าหัวพวกนอกด่านกว่าแปดร้อยหัวเชียวนะ ช่างเก่งกล้าสามารถเป็นที่สุด”

          “อ๋อ... ใต้เท้าเซี่ย!” เด็กชายรีบเอ่ยนามวีรบุรุษด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า “ข้ากับท่านแม่ได้ยินทุกคนพูดถึงเขา พวกนั้นเล่าว่ากองทัพของใต้เท้าเซี่ยองอาจหาญกล้าไม่มีผู้ใดเปรียบ รบรากับพวกนอกด่านจนหัวหน้าของพวกมันต้องหอบคนหลบหนี ทั้งยังแย่งเสบียงอาหารของพวกมันมาตั้งมากมาย ทุกคนต่างพูดกันว่า ในเมืองและนอกเมืองเว่ยอัน เป็นเขาทั้งนั้นแหละที่ก้าวขึ้นมารักษาการณ์ด้วยตัวเอง ทุกบ้านล้วนวางใจ”

          “ไอ้หยา อย่างนี้ก็ดีน่ะสิ พวกเจ้าเด็กสาวสองคนไปเมืองนี้นับว่ามีวาสนาแท้ๆ ในภาวะสงครามเช่นนี้จะหาที่ตั้งหลักได้สักที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...” ผู้เฒ่ากล่าวด้วยความอิจฉา

          หญิงคนแม่พยายามปรับสีหน้าให้ดีขึ้น พลางกล่าวว่า “ข้าก็ได้ยินพ่อค้าหาบเร่ตามทางพูดมาไม่น้อย ตั้งแต่กองทัพของใต้เท้าเซี่ยก้าวขึ้นมารักษาการณ์อยู่ที่เมืองเว่ยอัน กลุ่มโจรจำนวนมากพากันหนีหัวซุกหัวซุนอย่างกับหนู ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข คนที่มีญาติอยู่ในเมืองเว่ยอันมีไม่น้อยที่คิดจะอพยพครอบครัวมายังเมืองนี้ ข้าเองก็อับจนหนทางจึงต้องบากหน้าไปขออาศัยน้องสาวที่นั่นเหมือนกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” ดูเหมือนว่าใจของนางจะยังไม่สงบ แต่ก็มีความหวัง

          นักพรตหญิงเงียบมาตลอดทาง มือเลื่อนลูกประคำตลอดเวลา

          ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูก็นั่งเงียบอยู่ท้ายเกวียนเช่นกัน ได้ยินแต่คำว่าใต้เท้าเซี่ยๆ ไม่ขาดปาก

          ถานหวั่นชิงอดไม่ไหว กระซิบถามหญิงที่แต่งงานแล้วคนนั้นเบาๆ “พี่สะใภ้ ท่านพอรู้ไหมว่าใต้เท้าผู้นั้นชื่อเต็มชื่ออะไร?”

          “พวกเราคนชนบทจะรู้ได้อย่างไรเล่า เพียงได้ยินคนเขาเรียกกันว่า ‘ใต้เท้าเซี่ย’ คงแซ่เซี่ยน่ะ”

          หญิงนางนั้นเอ่ยปัด แต่ในใจกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงที่ถามช่างหวานใสละมุนละไม ไพเราะราวกับเสียงนกนางแอ่นขับขาน จึงอดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าไปจับจ้องร่างบอบบางท้ายเกวียน

          ช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวง ถานหวั่นชิงนับเป็นคุณหนูในห้องหอลับตาผู้คน นางไม่เคยได้ยินใครบอกเล่าเกี่ยวกับความเฉลียวฉลาดล้ำเลิศในการรบของคนแซ่เซี่ยมาก่อน เขาอาจจะเป็นคนท้องถิ่นของเว่ยอันกระมัง ความคิดพลันหวนกลับมาที่ตัวเอง เดิมทีคุณหนูทุกคนของจวนตระกูลถานมักถูกจำกัดพื้นที่ ไม่ให้ออกไปเดินเล่นนอกจวนสักเท่าไร เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนที่อาจจะจดจำความงามของพวกนางได้

          แต่ก็ดี... พอถึงคราวหลบหนี หากถูกทางการระดมกำลังพลตรวจค้น ยังจะมีผู้ใดจำใบหน้าของนางได้หรือ?

---------------------------------------------

 

ในเงื้อมมือ

เมื่อเดินทางผ่านชนบทมาได้ระยะหนึ่งก็ถึงป้อมทหาร  

          ทั้งเกวียนวัว เกวียนม้า และคนเดินเท้าจำนวนมากมายยืนต่อแถวรอเข้าไป

          แถวที่ว่านี้ยาวตลอดด้านข้างของภูเขาไปจนถึงกำแพงด้านในของเมืองเว่ยอัน เมื่อเทียบกับภัยสงครามและความยากจนทั้งยังทำมาหากินลำบากแล้ว ผู้คนเหล่านี้รู้สึกเหมือนว่าตนกำลังค้นพบแสงสว่างอยู่เบื้องหน้า มองเข้าไปในเมืองจะเห็นที่พักอาศัยปลูกรวมกันในชัยภูมิอันกว้างขวาง มีลำน้ำคดเคี้ยวยาวเหยียดขนาบข้าง เหมาะแก่การตั้งรกรากทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เสียเหลือเกิน

          คนกลุ่มหนึ่งกำลังถูกควบคุมตัว น่าจะเป็นกลุ่มคนนอกด่านที่แฝงตัวลอบเข้าเมือง ผู้คนที่เห็นพากันร้องอุทานกันเกรียวกราวด้วยความตื่นตะลึง

          เมื่อทอดสายตามองไป แม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วง แต่แม่น้ำลำธารยังคงใสแจ๋ว มีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ยังไม่ได้หักร้างถางพง แม่น้ำลำคลองหลายสายแยกสาขากระจายไปทั่วให้ความชุ่มชื่น ในใจผู้คนต่างจินตนาการกันว่า ขอเพียงมีกำลังคนจะต้องบุกเบิกถางพงทำเป็นที่นา ทั้งปลูกพืชไร่เกษตรแปลงยาวเพิ่มด้วย เท่านี้ก็สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้แล้ว

          ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกคนเถื่อนนอกด่านอิจฉาริษยา อยากได้แผ่นดินนี้มาครอบครอง สภาพแวดล้อมของเมืองนี้ช่างล้ำเลิศ อุดมไปด้วยดินน้ำ สามารถผลิตเสบียงอาหารได้จำนวนมาก

          “ดูนั่น ด้านในนั้นมีคนกำลังบุกเบิกถางหญ้ากัน” กลุ่มคนตามท้องถนนพบเจออะไรก็ตื่นเต้นจึงพูดโพล่งออกมาทันที

          “รอบเมืองมีทหารคอยลาดตระเวนอยู่ใช่ไหม?”

          “ได้ยินคนบอกว่า หลังจากแม่ทัพหัวเมืองคนใหม่ได้รับตำแหน่ง เรื่องแรกที่เขาทำคือสร้างป้อมปราการรอบเมืองเพิ่ม ล้อมรั้วที่ดินทั้งผืน ลูกพี่ลูกน้องสายเลือดห่างๆ ของข้าก็อยู่ด้านในนั้น เขาบอกว่ากำแพงเมืองทั้งหมดใช้น้ำผสมข้าวเหนียวเทหลอม สร้างเป็นกำแพงสูงที่แข็งแกร่ง ชาวบ้านไม่ต้องคอยหวาดผวาว่าพวกคนเถื่อนนอกด่านจะโจมตีได้อีก...”

          ได้ฟังกลุ่มคนที่สวมเสื้อขาดกะรุ่งกะริ่งคุยกันแล้วก็ต้องกลืนน้ำลาย ข้าวเหนียวเอ๋ยข้าวเหนียว คนไม่มีจะกินกันอยู่แล้วดันเอามาเทหลอมกำแพง ช่างน่าเสียดายนัก!

          เอาเถอะ จะอย่างไรแสงสว่างก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว หากไม่ต้องประสบภัยจากพวกคนเถื่อนนอกด่าน ประชาชนย่อมมีใจบุกป่าถางพง ปลูกพืชไร่การเกษตรทั้งในและรอบเมืองได้อย่างสบายใจ เมื่อมีอาหารและที่นาพรักพร้อมก็ไม่ต้องคอยห่วงกังวลว่าจะอดตาย

          “ผืนนาเหล่านี้ ใครจะบุกเบิกถางที่เท่าไรก็ได้ใช่ไหม?” นั่นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ

          “ตอนนี้เมืองเว่ยอันเปิดรับผู้ลี้ภัย ไม่ปิดประตูใส่ผู้ที่มาขอพึ่งพิง ต่อให้อาศัยอยู่รอบนอกของเมืองก็ช่วยจัดหาที่พักให้อย่างเรียบร้อย ทั้งยังส่งอาหารกับเสื้อผ้าให้ทุกครอบครัวด้วย”

          “นั่นต้องใช้เงินเท่าไรกัน ท่านแม่ทัพหัวเมืองของเว่ยอันมีความสามารถจริงๆ”

          “นั่นก็ใช่ ได้ยินว่าคราวที่แล้วท่านแม่ทัพหัวเมืองนำกองทหารม้าบุกซ่องโจรกลุ่มหนึ่ง แย่งทองคำ เงิน พลอย ไข่มุก กลับมาถึงสิบหีบ อีกทั้งเสบียงอาหารกับหญ้าที่ใช้เลี้ยงวัวแกะอีกหนึ่งเกวียนใหญ่ ทั้งหมดเขาล้วนโยนเข้าค่ายทหารม้าตรงเขตชายแดน ท่านแม่ทัพหัวเมืองกล่าวว่าการทำเช่นนี้เรียกว่าใช้สงครามเลี้ยงทหาร”

          “คนเมืองเว่ยอันห้าวหาญเกินไปแล้ว”

          “ใช่ มีคนชำนาญในการรบถึงเพียงนี้เป็นแม่ทัพรักษาการณ์ แน่นอนว่าประชาชนของเมืองนี้ย่อมต้องห้าวหาญ หากเป็นข้า ข้าก็เก่ง!”

 

            หนึ่งคนหนึ่งคำพูด... น้ำเสียงของคนเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงความพึงพอใจ

          ดูเหมือนว่าเมืองเว่ยอันจะผ่านการบูรณะและปรับปรุงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อไปต้องเป็นหัวเมืองใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างแน่นอน ในยามนี้เกวียนของผู้เฒ่ายังโยกคลอนอย่างเป็นจังหวะ

          ถานหวั่นชิงมองไปยังกำแพงเมืองที่คดเคี้ยว สดับฟังถ้อยคำของกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างตื่นตะลึงระคนชื่นชม ในใจรู้สึกว่าท่านแม่ทัพหัวเมืองผู้นั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่เพียงองอาจห้าวหาญและชำนาญในการรบ ยังซื่อสัตย์มีสัจจะ กล้าคิดกล้าทำและปกครองผู้คนด้วยเมตตาธรรมอีก

          มิน่าถึงได้ใจประชาชน ฟังจากคำพูดของคนทั้งหลายแล้ว ตอนนี้เหล่าอัจฉริยชนของแคว้นอี้น่าจะมารวมตัวกันอยู่ที่เมืองเว่ยอันแล้ว

          หญิงสาวไม่อยากคิดเรื่องอื่นให้มากนัก เวลานี้ขอเพียงมีสถานที่ให้อาศัยอย่างปลอดภัยนางก็พอใจแล้ว ในเมื่อมวลชนทั้งหลายชื่นชมแม่ทัพหัวเมืองขนาดนี้ เว่ยอันย่อมเหมาะสมที่สุดที่นางจะตั้งหลักดำเนินชีวิตต่อ ถานหวั่นชิงหันไปยิ้มกับลุ่ยจู ใจพลันสงบลง

          นางเดินทางล่วงมาครึ่งค่อนวัน เพิ่งจะถึงประตูเมืองด้านในของเว่ยอันซึ่งเข้มงวดกวดขันกับผู้เดินทางเข้าออกเป็นอย่างมาก กำแพงเมืองสูงราวสี่จั้ง ตั้งตระหง่านจนผู้คนต้องเงยหน้ามอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงป้อมปืนใหญ่ที่แน่นขนัดทอดยาวตลอดเมือง ผู้ที่ได้เห็นต่างยำเกรงจนเนื้อตัวสั่น ต่อให้เป็นคนที่เคยไม่เชื่อฟังใครก็ต้องพากันเข้าแถวอย่างว่านอนสอนง่าย

          ใครก็ตามที่ต้องการเข้าไปในเมืองล้วนต้องผ่านประตูหลักแห่งนี้ ทั้งสองข้างของประตูเมืองมีทหารประจำการ ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถเข้าไปโดยง่ายเสียเมื่อไร ผู้ลี้ภัยบางส่วนถูกลากถูลู่ถูกัง ส่วนมากเป็นพวกที่ไม่มีสำมะโนครัวหรือหลักฐานยืนยันตัวตน แม้คนเหล่านี้จะถูกห้ามผ่านเข้าประตูเมืองแต่ก็ยังสามารถรออยู่ด้านนอกได้ บรรดาพ่อค้าวาณิชย์พ่อค้าหาบเร่ หรือคนที่มาเยี่ยมเยือนญาติที่ได้รับการตรวจสอบแล้วไม่มีปัญหาใดๆ ก็สามารถเข้าเมืองได้อย่างสบายใจ

          นักพรตหญิงบากหน้าไปขออาศัยวัดอีกตำบลหนึ่ง ดังนั้นหลังจากส่งถานหวั่นชิง ลุ่ยจู และสองแม่ลูกถึงหน้าประตูเมืองแล้ว ท่านผู้เฒ่าก็บังคับเกวียนจากไป

          กลางเมืองมีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปมา ขณะที่หน้าประตูเมืองยังมีคนเข้าแถวยาวเหยียด ต่อแถวอยู่เป็นนานเพิ่งถึงลำดับของสองแม่ลูกซึ่งยืนอยู่ก่อนถานหวั่นชิงกับลุ่ยจู ทหารเฝ้าประตูเมืองมองดูครู่เดียวก็โบกมือเปิดทางให้ ครั้นถึงคราวของถานหวั่นชิงกับลุ่ยจู ทหารคนเดิมกลับจดๆ จ้องๆ สำมะโนครัวสองแผ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรี่ตามองเขม็งไปที่พวกนางอยู่นาน

          หญิงสาวอกสั่นขวัญหายขึ้นมาฉับพลัน พึมพำในใจว่า ‘มีปัญหากับสำมะโนครัวขนาดนั้นเชียวหรือ’ นางค้อมตัวก้มหน้าต่ำลงไปอีก ราวกับวันนี้เป็นวันที่หนาวเสียเหลือเกิน แต่หน้าผากกลับซึมไปด้วยเหงื่อเย็น

          ทหารผู้นั้นมองอย่างระแวงสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งสำมะโนครัวคืน แล้วโบกมือให้พวกนางผ่านเข้าเมือง จากนั้นกวักเรียกคนต่อไปทางด้านหลัง ชาวนาต่างหมู่บ้านรีบส่งบัตรผ่านทางให้ทันที

          เมื่อหญิงสาวทั้งสองรับสำมะโนครัวมาแล้ว ก็รีบเดินผ่านทหารเฝ้าประตูเข้าไปโดยไม่หันกลับมามอง กระทั่งออกมาไกลพอสมควร ลุ่ยจูเพิ่งกล้าสูดลมหายใจเข้าปอด มือของนางตบบริเวณหน้าอกเบาๆ ปลอบขวัญตัวเอง “คุณหนู เมื่อครู่บ่าวตกใจแทบแย่ กลัวว่าทหารที่ตรวจสำมะโนครัวสองแผ่นนั้นจะดูออกว่าพวกเราเป็น...”

          ถานหวั่นชิงกำลังยกชายแขนเสื้อซับเหงื่อบนหน้าผาก ได้ยินประโยคนี้จึงทำเสียง “ชู่...” แล้วคว้าสาวใช้ไว้พลางมองไปรอบๆ อย่างร้อนใจ เห็นผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่ได้ใส่ใจพวกนาง จึงชี้หน้าผากลุ่ยจูอย่างคาดโทษ กล่าวเสียงเด็ดขาด “จะพูดจะจาอะไรก็ระวังหน่อย ต้องรู้และเข้าใจไว้ด้วยว่ากำแพงมีหู หากเจ้าเอ่ยไม่ระวังปากหายนะจะมาถึงตัวได้ รู้หรือไม่เหตุใดข้าจึงไม่ค่อยพาเจ้าออกไปเที่ยวนอกจวน ก็เพราะปากของเจ้านั่นแหละ”

          นายสาวจ้องเขม็งพลางกดเสียงต่ำลง กำชับลุ่ยจูครั้งแล้วครั้งเล่า “เจ้าต้องจำฐานะของเราตอนนี้ให้แม่น!” เป็นนักโทษหลบหนี ทั้งยังปลอมแปลงสำมะโนครัว หากถูกจับได้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร แม้แต่นางยังไม่กล้าคิด “หลังจากนี้ ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต้องปิดปากของเจ้าให้สนิท หนีบหางให้มิดชิดแล้วทำตัวดีๆ เข้าใจหรือไม่?”

          “เจ้าค่ะคุณหนู เมื่อครู่บ่าวเพียงแต่กลัวมากจึงพลั้งปากพูดออกมา ต่อจากนี้บ่าวรับประกันว่าจะไม่ทำผิดซ้ำซากอีก!” ลุ่ยจูเข้าใจแจ่มแจ้ง รีบยอมรับผิดและรับรองเป็นมั่นเหมาะ

          “ยังจะเรียกว่าคุณหนูอีก!” ถานหวั่นชิงตวัดสายตามองสาวใช้แวบหนึ่ง พวกนางสองคนสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบเก่า แต่ปากยังกล้าเรียกขานกันไปมาว่าคุณหนูอย่างนั้น คุณหนูอย่างนี้ หากผู้ใดได้ยินเข้าจะไม่เกิดความสงสัยหรอกหรือ

          “พี่...พี่สาว ข้าเข้าใจแล้ว” ลุ่ยจูรับคำอย่างไม่เต็มเสียงนัก หลังจากพ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่เยาว์วัย นางก็ถูกซื้อตัวเข้ามาอยู่ในจวนตระกูลถาน หลายปีมานี้เฝ้าติดตามข้างกายคุณหนูไม่ห่าง จนอายุย่างเข้าสิบห้า ปากก็เรียกแต่คุณหนูๆ มาจนชิน ใครจะคิดเล่าว่าวันหนึ่งต้องมาเรียกขานคุณหนูว่าพี่สาว หากไม่ใช่ตระกูลถานเกิดเรื่องขึ้น เกรงว่าชีวิตนี้คงไม่มีทางได้เรียกเป็นแน่

          ลึกๆ แล้วลุ่ยจูก็อดรู้สึกดีใจมิได้

          “ไปกันเถอะ” ถานหวั่นชิงมองมือลุ่ยจูที่กำชายเสื้อไว้แน่น

          ตั้งแต่พวกนางหนีออกมาได้ ลุ่ยจูก็เปลี่ยนเป็นคนพูดมากช่างติ เอาแต่กล่าวโทษคนนั้นตำหนิคนนี้ เมื่อเทียบกับตอนอยู่ที่จวน เรียกว่านิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

          นางอาจจะหวาดกลัวอนาคตอยู่กระมัง คิดได้ดังนี้ผู้เป็นนายจึงยื่นมือไปจับมือของลุ่ยจูมากุมไว้พลางส่งยิ้มให้ ทั้งคู่เดินเข้าเมืองไปด้วยกัน

          เมืองเว่ยอันกว้างสุดลูกหูลูกตา มีคูเมืองและกำแพงเมืองที่กว้างใหญ่ไพศาล มีร้านค้าต่างๆ กระจายไปทั่ว กองกำลังป้องกันชายแดนดูเข้มแข็งเต็มภาคภูมิ หากบ้านเมืองอยู่ในช่วงสงบสุขเมืองนี้ดูท่าจะร่ำรวยลื่นไหลปานน้ำมันเลยทีเดียว

          มองไปที่ใจกลางเมืองก็เห็นกำแพงอิฐก้อนใหญ่สีเทาคราม สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในเมืองไม่ได้ดูแย่อย่างเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา หากไร้ซึ่งกำลังคนและทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากเกรงว่าคงไม่อาจทำได้

          พอเข้ามาในเมือง ใต้ฝ่าเท้าคือถนนที่ปูด้วยแผ่นหินสีเทาครามสะอาดสะอ้าน ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูเพิ่งเข้าเมืองเป็นครั้งแรก จำต้องเดินตามหลังคนอื่น พวกนางมองสอดส่ายสายตาสังเกตไปรอบๆ ริมถนนทั้งสองข้างครึกครื้นไปด้วยโรงน้ำชาและร้านสุรา มีพ่อค้าหาบเร่กับพ่อค้าวาณิชย์จากต่างถิ่นไม่น้อยที่ยืนตะโกนเรียกแขก สำเนียงของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป

          “นึกไม่ถึงว่าจะได้มาอยู่หัวเมืองชายแดนที่เจริญรุ่งเรืองขนาดนี้...” แน่นอนว่าความเจริญไม่อาจเทียบเท่าเมืองหลวง แต่ก็ต่างจากที่จินตนาการเอาไว้มาก ลุ่ยจูมองซ้ายแลขวาไปตามทางเดิน ยากที่จะหยุดปากของตนไม่ให้อุทานด้วยความตื่นตะลึง ไม่รู้ว่าลานการแสดงตั้งอยู่ตรงไหน ได้ยินแต่เสียงบรรเลงดนตรีดีดเป่าของคณะละคร สภาพอยู่เย็นเป็นสุขเช่นนี้ทำให้สีหน้าของหญิงสาวทั้งสองที่อกสั่นขวัญหายจากการหนีตายปรากฏความสบายใจออกมา

          เพิ่งจะใกล้เที่ยง ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูจึงยังไม่รีบร้อนหาที่พัก ทั้งสองเดินๆ หยุดๆ ทุกแห่งที่น่าสนใจในเมือง น่าแปลกที่บริเวณโดยรอบแทบไม่มีของเล่น เรียกว่าพบเห็นได้น้อยมาก ทางผ่านข้างหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นร้านค้าที่ดำเนินกิจการรับฝากเงินและแลกเปลี่ยนเงินตรา

          ถานหวั่นชิงลากลุ่ยจูเดินเข้าไป หยิบเอาแผ่นทองใบไม้ออกมาหนึ่งชิ้นแลกเป็นเงินได้สองพวง โดยนางกับลุ่ยจูแบ่งเหรียญเงินกันคนละพวงสอดไว้ในชายแขนเสื้อเพื่อเก็บไว้ใช้จ่าย

          บนท้องถนนค่อนข้างคึกคัก สิ่งที่ดึงดูดพวกนางที่สุดไม่ใช่ร้านอาหารหรือโรงเตี๊ยมที่สีสันฉูดฉาดสองข้างทาง แต่เป็นกลิ่นหอมของอาหารรสเลิศบนแผงร้านค้าเล็กๆ กลิ่นเหล่านั้นลอยอวลเข้ามาเตะจมูก ควันร้อนลอยสูงดั่งปุยเมฆที่เลือนรางท่ามกลางความฝันอันรุ่งโรจน์ ช่างดึงดูดให้คนหิวจนท้องกิ่วท้องร้อง

          สองสามวันมานี้พวกนางอาศัยพักอยู่ที่บ้านชาวนา เรื่องข้าวยาปลาปิ้งไม่ต้องเอ่ยถึง เพียงอยากจะกินให้อิ่มท้องยังยาก หญิงสาวทั้งสองจึงหิวบ้างโหยบ้างมาตลอด ตอนนี้ได้ดมกลิ่นหอมๆ ของอาหาร มีหรือจะทนความอยากได้ จำต้องเก็บกิริยาของสาวน้อยลูกผู้ดีโยนทิ้งไว้เสียก่อน

          ลุ่ยจูจ้องร้านค้าเล็กๆ นั่นตาเขม็งแล้วกลืนน้ำลาย อดไม่ได้ที่จะดึงชายแขนเสื้อของผู้เป็นนาย นางไม่กล้าบอกว่าอยากกินอะไร มีเพียงปากที่น่าสงสารร้องเรียก ‘พี่สาวๆ’ ให้หันมาสนใจ

          ถานหวั่นชิงก็ใช่ว่าจะไม่หิว ถูกลุ่ยจูดึงเสื้อสองครั้ง ประจวบเหมาะกับเดินผ่านร้านขายทังปิ่งแห่งหนึ่งพอดี มองดูแล้วน่ากินไม่น้อย พริบตาก็ถูกลุ่ยจูลากมานั่งลงเสียแล้ว

          ทังปิ่งก็คือก๋วยเตี๋ยวที่ถูกนวดเป็นแผ่นกลม เนื้อแป้งไม่ละเอียดแต่เวลาเคี้ยวนั้นกลับนุ่ม วัตถุดิบที่ว่าถูกวางลงในชามราดตามด้วยน้ำแกง รสชาติยั่วน้ำลายคนนัก ยิ่งกลางฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ ได้ซดน้ำแกงร้อนๆ สักชามให้กระเพาะอุ่นบ้างนับว่าไม่เลวทีเดียว อีกทั้งราคายังถูก หนึ่งชามเพียงสามอีแปะเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หน้าร้านจะมีลูกค้ามายืนรออยู่มากมาย

          ความหิวโหยก่อนหน้านี้แสนหฤโหด ถานหวั่นชิงยกชามขึ้นแล้วมองอยู่ครู่หนึ่ง แม้หน้าตาอาหารจะไม่ชวนมอง แต่เมื่อน้ำแกงไหลลงท้อง ระดับความเร็วกลับไม่ช้าและยังไม่ถึงอกถึงใจสักเท่าไร

          “อร่อยมาก!” ลุ่ยจูหลุดปากออกมาทันทีที่มือทั้งสองประคองชามลง

          ในตระกูลถาน นางนับเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งข้างกายคุณหนู เชี่ยวชาญในทุกสิ่ง ดูแลทั้งด้านอาหารการกินเลิศหรูและเสื้อผ้าที่งดงามละเอียดอ่อน อาหารของคุณหนูหนึ่งมื้อถือเป็นรางวัลของพวกนาง ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าในเช้าของวันหนึ่งจะได้มานั่งกินน้ำแกงกับก๋วยเตี๋ยวเส้นหยาบชามนี้ ที่เกินความคาดหมายคืออาหารในมือนี้เอร็ดอร่อยเหลือหลายในความรู้สึกของนาง

          ถานหวั่นชิงนำเงินหกอีแปะในชายแขนเสื้อส่งให้แก่เจ้าของร้านด้วยท่าทางเก้งก้าง นางไม่คุ้นชินกับการจ่ายเงิน พอหันกลับมาก็เห็นสาวใช้ของตนนั่งมองชามน้ำแกงด้วยใบหน้าโศกเศร้าตาละห้อย อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

          หากลุ่ยจูเกิดมาเป็นธิดาของตระกูลขุนนาง แล้วเกิดความรู้สึกโศกเศร้าอาดูรจนหลั่งน้ำตาในยามตกอับก็คงเป็นเรื่องปกติ ทว่าลุ่ยจูกลับเป็นหนึ่งในสี่สาวใช้ที่อดทนและคล่องแคล่วที่สุดคนหนึ่งของถานหวั่นชิง ทว่าระยะนี้นางกลับหลั่งน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งต้องผ่านกระบวนการคิดเสียก่อนจึงจะเข้าใจถึงเหตุผลของความเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลานี้นางต้องตกใจและเผชิญกับความอยุติธรรมมากมาย

          แววตาของถานหวั่นชิงเปลี่ยนไปเมื่อมองร้านขนมข้างๆ ในใจรู้สึกลิงโลดขึ้นมา นัยน์ตามีประกายวิบวับสะท้อนภาพขนมไหว้พระจันทร์หอมกรุ่นที่อยู่ตรงนั้น ขาทั้งสองข้างเคลื่อนตามกลิ่นไป ขนมนี้เหมือนกับถ้วยใบเล็กๆ ข้างบนมีรอยสลักลายดอกไม้สวยงามกรุ่นกลิ่นเนื้อ

          กลิ่นหอมนั้นยั่วน้ำลาย ดึงดูดผู้คนมาห้อมล้อม ทว่าคนซื้อกลับไม่มาก ด้วยขนมหอมน่ากินแต่ราคาสูงลิ่วถึงชิ้นละสองอีแปะ เสี่ยวเอ้อคนขายบรรยายรสชาติของขนมไม่หยุดปาก บรรยายถึงขั้นว่า...ชิ้นเนื้อแกะเป็นอย่างไร ชั้นแป้งของขนมเป็นอย่างไร

          พูดเสียจนถานหวั่นชิงต้องเดินตรงไปหา

---------------------------------------------

เมืองที่แข็งแกร่ง

ลุ่ยจูมองความว่างเปล่าอยู่เป็นนาน

ครั้นเงยหน้าก็ตกใจเพราะไม่เห็นคุณหนูแล้ว นางรีบผุดลุกขึ้นซ้ำยังชนเก้าอี้เสียอีก แต่นางหาได้สนใจไม่ สอดส่ายสายตามองไปทุกทิศทางอย่างตื่นตระหนก กระทั่งเห็นเงาของใครบางคนกวักมือไหวๆ อยู่ข้างถนนก็รีบพุ่งไปทันที “คุณหนู ท่านไปไหนมา? มองไม่เห็นคุณหนู บ่าวตกใจแทบแย่” มาแปลกที่แปลกถิ่นเช่นนี้ หากทั้งคู่เกิดพลัดหลงกันแล้วจะทำอย่างไรเล่า

นายสาวไม่ตอบ แต่ยัดห่อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสะอาดใส่ในมืออีกฝ่าย “กินซะ”

ลุ่ยจูรับผ้าห่อมา ข้างในคือขนมไหว้พระจันทร์ร้อนระอุที่เพิ่งออกจากเตา ร้อนลวกมือจนเด็กสาวต้องรีบพลิกห่อผ้าในมือกลับไปกลับมา คาดว่าคงเป็นขนมของพวกคนเถื่อนนอกด่านเผ่าซย่งหนู[1] เพราะแม้แต่ลุ่ยจูเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกเพียงว่าขนมชิ้นนี้หอมมาก

ลุ่ยจูรอจนขนมเย็นลงสักหน่อยจึงแบ่งครึ่งให้คุณหนู นางลองชิมแล้วคำหนึ่ง อร่อยเกินกว่าที่คิดเอาไว้มากด้วยมันมีรสชาติของเนื้อ! แป้งด้านนอกกรอบและไส้ในหอมเนื้อแกะ อร่อยที่สุด นานแล้วที่นางไม่ได้กินเนื้อ อย่าว่าแต่เนื้อเลย แม้แต่ปลาก็ยังไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ

“คุณหนู นี่คืออะไรเจ้าคะ บ่าวไม่เคยกินขนมที่หอมขนาดนี้มาก่อน” เด็กสาวเป็นคนตะกละตะกลาม ตอนอยู่ที่จวนตระกูลถานนางก็เจริญอาหารเสียจนใบหน้ากลมป่อง แต่ไหนแต่ไรพอมีของกินอร่อยๆ ลุ่ยจูไม่เคยปฏิเสธ หากมีเรื่องไม่สบายใจอะไรขอเพียงมีของกินนางจะลืมได้เร็วมาก และเป็นไปอย่างที่ถานหวั่นชิงคิด เมื่อครู่ยังนั่งเศร้าน้ำตาไหลอยู่เลย ตอนนี้หน้าบานด้วยความปีติยินดีขึ้นมาเชียว

“เขาเรียกว่าขนมไหว้พระจันทร์ เป็นของกินของชนเผ่าซย่งหนู อย่ามองว่ามันเป็นแค่ขนมย่างชิ้นเล็กๆ นะ ไส้ข้างในยัดเนื้อแกะไว้มากทีเดียว ตอนอยู่ในเตาต้องย่างจนสุกแล้วเอาออกมา เนื้อแป้งหอมน้ำมันน่ากินมาก แต่ต้องกินร้อนๆ เย็นแล้วจะไม่อร่อย”  

หญิงสาวมองลุ่ยจูละเลียดกินพลางมองขนมในห่อผ้า เกรงว่าสาวใช้จะละโมบจึงอดชี้แนะอีกไม่ได้ “ขนมนี้ถึงแม้รสชาติจะอร่อย แต่น้ำมันมากเกินไป ครึ่งชิ้นก็พอแล้ว กินมากไม่ดี ไม่เช่นนั้นเจ้าจะท้องเสียเอาได้”

“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” ถึงจะถูกคุณหนูพูดเทศนาสั่งสอน แต่ในใจกลับคิดเพียงว่าขนมก้อนนี้คุณหนูซื้อให้ ใบหน้าลุ่ยจูหวานเยิ้ม ยิ้มแก้มปริพลางกัดกินขนมไม่พูดไม่จา  

มีน้ำแกงเส้นเติมท้องไว้แล้ว ทั้งสองคนจึงไม่รีบร้อนกินขนมให้หมด พากันเดินเที่ยวเพื่อสำรวจเมืองอย่างละเอียด กระทั่งเดินมาถึงครึ่งทางจู่ๆ ก็เห็นผู้คนทะลักออกมาจากถนน เบื้องหน้าปรากฏทหารสวมชุดเกราะและหมวกเหล็กยืนอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนออกมา “ใต้เท้าเซี่ย! รีบไปดูใต้เท้าเซี่ยกัน!”

“ใต้เท้าเซี่ยรึ? อยู่ที่ไหน?”

“ประตูเมืองทางเหนือ มีกองกำลังทหารม้าติดตามมาด้วย!”

“ได้ยินมาว่าท่านยึดกองกำลังโจรเมืองใต้มาได้นับสิบครอบครัว รีบไปดูเร็ว ประเดี๋ยวคนจะมากกว่านี้แล้วจะแทรกเข้าไปไม่ได้”

เพียงได้ยินชื่อใต้เท้าเซี่ยเท่านั้น ร้านค้าใหญ่น้อยต่างก็เก็บของปิดร้านแทบทั้งสิ้น ประชาชนโดยรอบหรือแม้แต่หญิงที่แต่งงานแล้วล้วนตามเสียงเรียกมุ่งหน้าไปยังประตูทิศเหนือ

ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูมองตามคนเหล่านั้นไปด้วยความประหลาดใจ เห็นใครต่อใครพากันตื่นเต้นดีใจ บางคนถึงขั้นเบียดเสียดผู้อื่นไปทั้งที่กำลังหิ้วตะกร้าหาบเข่งพะรุงพะรัง พวกนางเองก็โดนเบียดให้อยู่ตรงกลางระหว่างฝูงชนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ จะหยุดก็ไม่ใช่จะก้าวเดินก็ไม่เชิง จำต้องไหลตามผู้คนไปรวมกันที่ลานประตูเมืองทางเหนือ

ในเมืองเว่ยอันมีชาวบ้านท้องถิ่นอาศัยอยู่รวมกับคนนอกเมืองที่ย้ายเข้ามาทำการค้า แน่นอนว่าเมื่อรวมกันแล้วจำนวนคนย่อมมีไม่น้อย และต่างแห่กันมาที่ประตูทางเหนือราวๆ เจ็ดพันถึงแปดพันคน นับว่ามืดฟ้ามัวดินเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงผู้คนที่กำลังรีบร้อนตามมา หากนับแล้วเกรงว่าอาจจะร่วมหมื่นคนขึ้นไปก็เป็นได้

ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขามเสียเหลือเกิน ทหารม้าในชุดเกราะจำนวนมากรวมพลอยู่ที่หน้าประตู ส่วนพลทหารในเมืองที่ไม่ได้สวมชุดเกราะ อายุราวสามสิบปี ทุกนายเข้าแถวรออย่างเคารพนบนอบ กองกำลังทหารติดอาวุธดูแข็งกร้าว ด้วยผ่านประสบการณ์ในสนามรบอันยาวนานจึงมีกลิ่นอายกดดันผู้คน ชวนให้ชาวเมืองทั้งหลายกริ่งเกรงหวาดระแวงจนไม่กล้าหุนหันพลันแล่น

ดังนั้น ถึงสถานที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยประชาชนที่มารวมตัวกันแน่นขนัด แต่ทุกคนกลับว่านอนสอนง่าย ประพฤติตัวเรียบร้อย ไร้เสียงเจี๊ยวจ๊าวโหวกเหวกหรือเดินลากเท้าไปมา ราวกับถูกพลังอำนาจของกองทัพอันยิ่งใหญ่กดดันให้นิ่งเงียบในทันใด

ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูถูกกลุ่มคนเบียดจนแทบมองอะไรไม่เห็นอยู่ที่มุมหนึ่ง หนแรกได้ยินเสียงคนบางกลุ่มตรงบริเวณประตูเหนือกำลังตะโกนด่าทอ

“พวกโจรขี้ฉ้อ!”

“พวกเดรัจฉานชั่วร้าย!”

“ฆ่ามัน!”

ด้านข้างมีคนสอบถามคนข้างหน้าว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วก็ได้คำตอบกลับมามากมาย

“มีคนก่อกบฏในเมือง ใต้เท้าเซี่ยจึงเกณฑ์กำลังทหารจากค่ายไปกว่าครึ่ง แต่ในคนหมู่มากมักจะมีพวกจิตใจต่ำช้าแฝงเร้น อย่างวันนี้ก็มีทหารบางกลุ่มฉกฉวยโอกาสตอนใต้เท้าไม่อยู่ เข้าปล้นชิงเข่นฆ่าชาวบ้านไปไม่น้อย แต่โชคไม่ดี เพิ่งจะหนีออกจากเมืองได้เพียงครึ่งทางก็ถูกทหารม้าของใต้เท้าสกัดกั้นไว้เสียแล้ว...”

“เมื่อครู่ผู้ที่แช่งด่าก็คือพวกญาติพี่น้องของผู้ตาย...เฮ้อ...คนเรานี่นะ พูดว่าตายก็ตาย ดูอย่างอ๋องเมืองใต้สิ หลายวันก่อนหน้านี้ข้ายังพูดถึงเขาอยู่เลย ไม่คิดว่าวันนี้คนกลับไม่อยู่แล้ว”

“ยังดีที่มีใต้เท้าเซี่ยรักษาความเป็นธรรมให้พวกเรา จับพวกโจรมัดกลับมาได้ ไม่เช่นนั้นละก็...คนคงตายเปล่าเป็นแน่”

“ได้ยินมาว่ารอบนี้มีกองกำลังโจรแปดสิบกว่าคนเชียวนะ ไม่รู้ว่าใต้เท้าเซี่ยจะจัดการกับพวกมันอย่างไร”

“ตอนนี้ต้องจัดการกับพวกต๋าจื่อ[2] นี่ก่อน เดิมลูกน้องของใต้เท้ากำลังขาดแคลนกำลังพล จะฆ่าตายก็เสียดายจึงลงโทษโดยให้มาทำงานแบกหามในกองทัพแทน คราวนี้แม้ว่าจะเลี่ยงโทษตายได้ แต่โทษเป็นนี่เห็นทีจะหนียาก แน่นอนว่านอกจากเป็นทาสแบกหามแล้ว คงโดนเหล่าทหารใช้กระบองตีระบายแค้นให้กับครอบครัวผู้ตายเป็นแน่”

“แบบนี้ตีให้ตายไปเลยจะได้หลาบจำ จะได้ไม่มีโอกาสเข่นฆ่าแย่งเงินใครอีก เมื่อมาเป็นทหารแล้วไม่ใช่ต้องปกป้องรักษาเมืองเว่ยอันและประชาชนอย่างพวกเราหรือ กลับมีพฤติกรรมเช่นนี้ ช่างทำให้ผิดหวังเสียจริง”

ผู้คนโดยรอบต่างกระซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอื้ออึง จนกระทั่งได้ยินน้ำเสียงเคร่งขรึมเย็นชาดังมาจากประตูทิศเหนือ “สำหรับพวกทหารที่ไร้ยางอาย รักตัวกลัวตาย กับชาวบ้านแท้ๆ ยังกล้าทำตัวประหนึ่งหมาป่า  ทหารแบบนี้เก็บเอาไว้ต่อจะมีประโยชน์อะไร?”

ณ เวลานี้ ทุกคนล้วนหันไปทางต้นเสียง ที่ประจักษ์อยู่เบื้องหน้าคือนายทหารในชุดเกราะสีดำปลอดบนหลังม้า ชายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เขามีรูปร่างสูงสง่า ประจวบเหมาะกับที่แสงอาทิตย์ยามนี้สาดส่องมาทางด้านหลังประตูเมือง อีกทั้งเขายังอยู่ไกลจนไม่อาจเห็นใบหน้าชัดเจน จึงทำให้เขาดูเหมือนรูปปั้นที่ตั้งมั่นอยู่หน้าประตู

น้ำเสียงเย็นชานั้นกลับฟังชัดถ้อยชัดคำ รึคนผู้นี้จะเป็นใต้เท้าเซี่ย ศูนย์รวมจิตใจของมวลชน?

แม้ใต้เท้าเซี่ยท่านนี้อาจจะไม่ได้อายุน้อย แต่ถานหวั่นชิงก็อดประหลาดใจไม่ได้ ด้วยนางเข้าใจว่าผู้ที่ปกครองเมืองเว่ยอันแห่งนี้น่าจะเป็นคนมากประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้อาวุโส แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าดูเหมือนอายุจะยังไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำ

ขณะที่หญิงสาวกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด ก็พลันได้ยินชายบนหลังม้าตะโกนสั่งลูกน้องด้านหลังว่า “ทหาร! ตัดศีรษะของสวะพวกนี้ ชดเชยเลือดเนื้อให้ประชาชนที่ตายอย่างอนาถด้วยฝีมือของพวกมัน”

พลทหารด้านหลังไม่ลังเลสักนิด ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โจรที่ถูกมัดกองไว้กับพื้นถูกลากมาบนโต๊ะ  จากนั้นพวกเขาก็เงื้อมือลงดาบทันที

ของเหลวแดงฉานมากมายพุ่งทะลักดุจน้ำพุ กระเซ็นเต็มอากาศ สาดลงพื้นเป็นรอยแดงและมีไม่น้อยที่กระเด็นโดนหน้าชาวบ้านซึ่งยืนไม่ห่างนัก 

อึดใจนั้น บรรยากาศตรงประตูทางฝั่งทิศเหนือพลันเงียบกริบ ทั่วทั้งบริเวณล้วนไร้เสียง ทุกคนมองนิ่งไปที่ศพ สองขาชาหนึบเหมือนตะคริวกินไปแล้วสองส่วน ไม่มีใครหน้าไหนกล้าร้องออกมา มีเพียงเสียงร่ำไห้ขอชีวิตของกลุ่มโจร พวกมันต่างพากันอ้อนวอนโหยหวนกันระงมปานผีสาง ขอให้อีกฝ่ายยกโทษให้ แต่ถึงอย่างนั้นปฏิบัติการนองเลือดก็ยังมีอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีผู้ใดยับยั้งได้

ประชาชนคนธรรมดาคงยังไม่เคยเห็นฉากน่าเวทนาเช่นนี้มาก่อน โจรเกือบหนึ่งร้อยถูกกระชากออกมาข้างหน้า ต่างสารภาพและวิงวอนอย่างหวาดกลัวก่อนตาย กะพริบตากระวนกระวายทั้งๆ ที่เลือดอาบหน้า สุดท้ายก็ไม่พ้นกลายเป็นศพ

ศพแล้วศพเล่า ศีรษะมากมายกองเกลื่อน เลือดสาดกระจายไหลอาบขาโต๊ะ ช่างเป็นฉากที่สร้างความหวั่นไหวสะเทือนใจแก่ทุกคนถึงขนาดไม่กล้ากระดุกกระดิกแม้เพียงเล็กน้อย แค่ส้นเท้าจะเสียดสีกันก็ยังไม่กล้า

เวลานี้เหล่าทหารเพชฌฆาตยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดดุจปีศาจร้าย ยิ่งใต้เท้าเซี่ยยิ่งดูเหมือนยมทูตจากนรกภูมิ เขาสั่งล้างบางนักโทษมากมายด้วยท่าทีสุขุม เย็นชา และไร้ความเห็นอกเห็นใจใดๆ

เมื่อการประหารชีวิตเสร็จสิ้น ยมทูตเซี่ยก็ควบม้าอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ อ้อยอิ่งอ้อมทะเลเลือดมาเผชิญหน้ากับกองทัพทหารที่ยืนอยู่เต็มลานกว้าง ชี้นิ้วไปที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยศีรษะและซากศพชุ่มธารเลือดและกล่าวว่า “หากมันผู้ใดบังอาจสังหารประชาชนของเมืองเว่ยอัน ก็จะเป็นเหมือนร่างไร้วิญญาณที่ลานแห่งนี้ หวังว่าต่อไปจะไม่มีใครกล้าคิด ถ้าเกิดทำความผิดซ้ำรอยเดิมอีก ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใคร จะไม่มีการอภัยเด็ดขาด ต้องตายสถานเดียว!”

ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูค่อยๆ แทรกตัวออกจากฝูงชน ท้องไส้แข้งขาอ่อนปวกเปียกไปหมด อาหารที่เพิ่งกินเข้าไปพร้อมใจมารวมอยู่ที่คอหอยแล้ว ถานหวั่นชิงอยากรอให้เหล่าทหารจากไปเสียก่อน แต่ไม่อาจฝืนทนจำต้องพิงมุมกำแพงขย้อนแป้งที่เพิ่งกินไปเมื่อครู่... ออกมา

ส่วนลุ่ยจูแม้จะพอทนได้แต่ก็วิงเวียนศีรษะเช่นกัน สองขาอ่อนยวบเหมือนเส้นทังปิ่ง นางปิดปากตัวเอง มืออีกข้างลูบหลังให้นายสาว ปากกลับอู้อี้เอ่ยถึงซ้ำอีก “น่ากลัวมากนะเจ้าคะ ใต้เท้าเซี่ยคนนั้น...เป็นยมทูตที่โหดร้ายทารุณ ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ปีศาจชัดๆ คิดๆ ดูแล้วก็อยากให้เป็นแค่ฝันร้าย คุณหนู...คุณหนูเจ้าคะ พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ อย่าอาศัยอยู่เมืองนี้เลยนะ...”

ตอนนี้ถานหวั่นชิงอาเจียนน้ำดีออกมาหมดท้องแล้ว หญิงสาวเอนตัวพิงกำแพงอย่างอ่อนแรงพลางโบกมือ แล้วกล่าวว่า “ไม่ พวกเราจะไม่ไป ยิ่งเข้มงวดยิ่งดี เราต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น!”

 

            เมืองเว่ยอันมีแม่ทัพหัวเมืองที่เข้มงวดในกฎระเบียบ ทหารจึงซื่อสัตย์สุจริต

ใต้เท้าที่เห็นอาณาประชาราษฎร์สำคัญยืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว จะมีแห่งหนตำบลใดที่ปลอดภัยไปกว่าที่นี่อีก ถานหวั่นชิงสำรอกอาหารออกมาจนหมด ไม่เพียงไม่ออกไปจากเมืองนี้ ยังตั้งใจแน่วแน่ที่จะตั้งรกรากที่เมืองนี้เสียด้วยซ้ำ

            และแน่นอน...จะต้องหลบให้ไกลจากเนินกองศพกับสายธารเลือดที่เจิ่งนองอยู่ ณ ประตูทางทิศเหนือ สถานที่นี้อึมครึมน่าสะพรึงกลัวราวกับเป็นปากประตูนรก ต่อไป... ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่เฉียดกรายมาที่แห่งนี้อีก

            โชคดีที่ประตูทางทิศเหนือของเมืองเว่ยอันเป็นทางเข้าออกของกองทัพเท่านั้น ประชาชนทั่วไปจึงไม่อาจเข้าออกได้

            ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูเพิ่งเข้ามาเมืองเว่ยอันเป็นครั้งแรก แค่ครั้งแรกก็ได้เห็นภาพสะเทือนขวัญแบบนี้เสียแล้ว ใบหน้าจึงซีดเผือด แข้งขาอ่อนเปลี้ยไปหมด ผิดกับชาวบ้านที่พอจบเรื่องทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ พ่อค้าหาบเร่ก็เดินขายของต่อ คนปิดร้านก็เปิดร้านดำเนินกิจการของตนอีกครา คนเดินตลาดก็เดินจับจ่ายกันต่อไป ในเมืองยังคงคึกคักอย่างยิ่ง หาได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย

            สภาวะดังกล่าว คนต่างถิ่นอย่างพวกนางไหนเลยจะเข้าใจจิตใจของชาวบ้านในเมืองเว่ยอันได้ ชาวบ้านแต่ละคนทำราวกับว่า ฉากประหารในวันนี้ไม่ได้บั่นทอนจิตใจพวกเขาแม้แต่น้อย กลับยิ่งเลื่อนบารมีของใต้เท้าเซี่ยในใจทุกคนให้สูงส่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ

            บนท้องถนน ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นอย่างตื่นเต้นฮึกเหิม

ลุ่ยจูประคองคุณหนูของตนพลางถามอย่างตระหนกและงงงวย “คุณหนูเจ้าคะ ได้ยินหรือไม่ พวกเขาคุยกันว่าใต้เท้าเซี่ยเดิมเป็นเพียงประชาชนธรรมดาเท่านั้น แต่จะเป็นไปได้หรือที่ลูกชาวบ้านธรรมดาจะสามารถรับราชการทหาร” ทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพหัวเมืองอีกด้วย   

แต่ไรมาข้าราชการล้วนต้องมีรากฐานมาจากครอบครัวตระกูลขุนนาง ส่วนประชาชนทั่วไปนั้นต่อให้มีความสามารถ ไร้จุดด่างพร้อย แต่คุณสมบัติแค่นี้ก็ทำได้เพียงสอบขุนนางระดับเคอจวี่[3] เท่านั้น หากไม่มีเส้นสาย ไร้ผู้สนับสนุน ไร้เงินทองค่าน้ำร้อนน้ำชาขอเล่าเรียน จะคุยถึงอนาคตที่งดงามได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น หากเริ่มต้นจากพลทหารชั้นประทวน[4] การเลื่อนขึ้นหนึ่งขั้นมีเพียงต้องพึ่งพาปาฏิหาริย์เท่านั้น ดังนั้นพอลุ่ยจูได้ยินจึงไม่อยากจะเชื่อ

---------------------------------------------

 

[1] ซย่งหนูเป็นชนชาติที่เลี้ยงสัตว์ตามเขตมองโกเลีย ในสมัยต้นราชวงศ์ฮั่น

[2] ต้าจื่อ คือกลุ่มชนเผ่าเวยอู๋เอ่อ ใช้ภาษามองโกลในการสื่อสาร

[3] เคอจวี่ คือ ชื่อระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือน บางคนเรียกว่า การสอบจิ้นซื่อ  เคอจวี่เป็นชื่อระบบ คือสอบระดับอำเภอ มณฑล แล้วไปสอบรอบสุดท้ายชิงตำแหน่งจิ้นซื่อ หมายถึง ได้เข้ารับราชการแน่นอน (แต่ยังไม่ใช่ขุนนางระดับสูง) จากนั้นผู้ที่ได้จิ้นซื่อต้องไปสอบจอหงวน ที่จัดขึ้นในพระราชวัง โดยฮ่องเต้เป็นผู้ออกข้อสอบ ควบคุมการสอบ และคัดเลือกเอง อันดับ 1 เป็นจอหงวน อันดับ 2 เป็นป๋างเหยี่ยน และอันดับ 3 เป็นทั่นฮวา สามอันดับนี้จึงจะได้เป็นขุนนางระดับสูง

[4] ชั้นประทวน เป็นพลทหารยศต่ำที่สุด

หาที่พัก

พอไม่ได้กลิ่นคาวเลือดเหล่านั้นแล้ว ถานหวั่นชิงก็เริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย

นางหักใจจัดผมเผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ต้องให้ลุ่ยจูประคองแล้ว

ลุ่ยจูยังคงตื่นตะลึง นึกไม่ถึงกับตำแหน่งแม่ทัพหัวเมืองที่ท่านผู้นั้นได้มา

หรือว่าเขาจะเอาชีวิตเข้าแลก จนได้ความดีความชอบจากการออกรบ?

“คาดว่าเขาคงเป็นทะเยอทะยานคนหนึ่ง” ถานหวั่นชิงกระซิบตอบ “เจ้าดูเอาเองเถิด พวกชนเผ่าต๋าจื่อกับซย่งหนูถึงแม้จะโหดร้ายและกำราบยาก แต่สำหรับคนที่มีความสามารถ ย่อมมองว่านี่เป็นจังหวะและโอกาสอันดี”

“ที่คุณหนูพูดก็ถูกนะเจ้าคะ หากไม่มีพวกต๋าจื่อกับซย่งหนู ไม่แน่ว่าตอนนี้เขาอาจเป็นแค่คนเฝ้าประตูเมือง ไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนในวันนี้”

“วิเคราะห์อย่างนี้ก็ไม่ถูก ถึงมีโอกาสก็ต้องดูคนด้วย หากเขาไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยรอบ ใต้เท้าเซี่ยก็อาจจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ คนอย่างเขาองอาจห้าวหาญไร้ผู้ใดเปรียบ ขี่ม้ายิงธนูไม่เป็นสองรองใคร ทั้งยังเข้าใจประชาชนจนได้รับความเคารพรักอย่างมาก ในเมื่อเจตนาร่วมของประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากเขาไม่ได้รับการเลื่อนขั้นนี่สิแปลก”

“ไอ้หยา! คุณหนู พูดเหมือนกับชาวบ้านในตลาดเลย แต่คุณหนูไม่รู้สึกหรือเจ้าคะว่าเขาหยาบคาย นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วบ่าวยังกลัวอยู่เลยเจ้าค่ะ เราไม่ต้องพูดถึงเขาแล้วดีกว่า”

ในยุคสมัยนี้ คนมักให้ความสำคัญกับบุ๋นมากกว่าบู๊ บรรดาหญิงต่างพากันนิยมชมชอบบุคคลที่มีความสามารถด้านการประพันธ์มากกว่าผู้ที่มีพละกำลัง ถึงแม้ลุ่ยจูจะเป็นสาวใช้ แต่ความคิดเช่นนี้ก็ได้หยั่งรากลึกในใจของนางเสียแล้ว

ลุ่ยจูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในจวนจะเข้าใจถ่องแท้เสียที่ไหน ประเทศจีนยิ่งใหญ่ได้ด้วยความยากลำบากของเหล่าแม่ทัพที่ใช้ความกล้าหาญบุกตะลุยแย่งแม่น้ำ คว้าภูเขาไว้ในมือ พวกบัณฑิตอ่านโคลงกลอน วันๆ เอาแต่เขียนกวี มีความสามารถเพียงเล่นสำบัดสำนวนหรือจะปกป้องรักษาเมืองไว้ได้

ถานหวั่นชิงเพียงแต่คิดในใจไม่ได้เอ่ยความจริงเรื่องนี้ออกมา นางกล่าวกำชับพลางสั่งสอนลุ่ยจูว่าตอนนี้พวกตนอยู่ต่างถิ่น มีบางคำพูดไม่ควรพูดตามอารมณ์ และควรหลีกเลี่ยงการถูกคนได้ยิน ซึ่งอาจนำภัยมาสู่ตน

และแล้วทั้งสองคนก็เริ่มคิดหาที่พักในค่ำคืนนี้

มีเพียงเวลานี้ที่ลุ่ยจูแสดงสีหน้าดีอกดีใจออกมา โชคดีที่คุณหนูของนางรอบคอบ รู้จักเก็บสะสมทองคำ  ไม่เช่นนั้นแล้วพวกนางคงไม่ได้สำมะโนครัวอันเป็นหลักฐานแสดงตัวตนว่าเป็นคนในหมู่บ้านแถบชายแดน และย่อมไม่อาจสวมรอยปลอมแปลงเข้ามาในเมืองได้ เรียกว่าถ้าไม่มีเงินทองก็ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่

เมื่อคิดจะอยู่ในเมืองใหญ่เช่นนี้ การหาที่อยู่ให้ตรงตามความต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้เดินหากันสามวันห้าวันก็ใช่ว่าจะหาเจอ ดังนั้นเรื่องนี้จำต้องพึ่งพาพวกที่เรียกตัวเองว่า ‘นายหน้า’

นายหน้าซื้อขายตามท้องถนนนั้นมีมาก โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่ได้ประกอบสัมมาอาชีพ นอกจากการซื้อขายทาสแล้ว พวกนางก็จะผันตัวเองเป็นคนกลางแนะนำ และประสานงานในการซื้อขายทุกสิ่ง โดยมากมักจะเป็นผู้ที่มีสายตาปราดเปรียว ปากปลิ้นปล้อน หูไวได้ยินไปทั่วทั้งแปดทิศ และล่วงรู้ข่าวสารรวดเร็ว

แต่หากเจอนายหน้าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะหลอกพวกนางหรือไม่ เพราะพวกนางดูแปลกหูแปลกตาอยู่เหมือนกัน

หญิงสาวทั้งสองเดินสอบถามผู้คนมาเรื่อยๆ จนพบบ้านพักธรรมดาหลังหนึ่ง ประตูบ้านเปิดอยู่ เผยให้เห็นหญิงที่แต่งงานแล้วสามถึงห้าคนกำลังแกะเมล็ดกวยจี๊ กระซิบกระซาบพูดคุยกันถึงเรื่องหยุมหยิมมโนสาเร่ จึงได้เอ่ยถาม “ที่นี่ใช่บ้านของนายหน้าจางหรือไม่?”

หญิงที่แต่งงานแล้วนางหนึ่งอายุประมาณสี่สิบปี ซึ่งนั่งหันหลังให้ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูพูดขึ้นมาหนึ่งประโยค “ไอ้โหยว! มาค้าขายหรือ ข้าไม่พูดกับพวกเจ้าแล้ว”

นางทิ้งเปลือกเมล็ดกวยจี๊ทันทีแล้วหันหน้ามาต้อนรับ รูปร่างหน้าตาของหญิงคนนี้ดูเฉลียวฉลาดปลิ้นปล้อนเป็นที่สุด

ยังไม่ทันเดินเข้าไปหา นายหน้าจางก็จับสังเกตหญิงสาวทั้งสองตั้งแต่จังหวะแรกที่พวกนางเดินถึงหน้าประตูบ้าน นายหน้าจางทำอาชีพนี้มาร่วมสิบปี ดวงตาคู่นั้นปราดเปรียว แสร้งจงใจนั่งอยู่ใกล้ประตูเพื่อให้พวกนางได้สอบถามความ 

ไม่รู้เพราะเหตุใดเด็กสาวสองคนนี้จึงหน้าตามอมแมมเปื้อนฝุ่น ดูสกปรก กระนั้นก็ไม่อาจตบตานายหน้าอย่างนางได้ ด้วยองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้ามีเค้างดงาม โดยเฉพาะคนด้านขวา หากได้ตบแป้งสักสองสามที วาดสีตามรูปริมฝีปาก เขียนคิ้วจัดระเบียบอีกสักเล็กน้อยก็สามารถขึ้นแท่นสาวงามได้เลย อายุอานามดูแล้วยังไม่มาก น่าจะไม่เกินยี่สิบ ชุดที่สวมใส่เก่าคร่ำครึประมาณว่าลำบากยากแค้น มาตามหานางถึงนี่ คงอยากขายตัวแลกเงินสินะ

เรื่องอย่างนี้นายหน้าจางเห็นมานักต่อนักแล้ว ผู้หญิงที่มาหานางส่วนใหญ่ต่างก็มาขายตัวเป็นหญิงรับใช้ เป็นอนุ หรือไม่ก็นางโลม ไม่พ้นสามจำพวกนี้หรอก

แต่เมื่อหญิงสาวด้านขวาสอบถามเพื่อหาห้องเช่า นายหน้าจางก็ฉีกยิ้มรับและเริ่มสังเกตพวกนางอีกรอบ คนเช่าห้องส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย น้อยมากที่จะมีลูกค้าเป็นหญิงสาวอายุน้อย พวกนางสองคนแต่งตัวดูไม่ใช่ชาวเมืองเว่ยอัน สภาพก็อัตคัดขัดสน ไม่รู้ว่าจะสามารถเช่าได้จริงหรือไม่

นายหน้าจางกำลังครุ่นคิดในใจ ส่วนปากกลับตอบว่า “ห้องพักมีไม่มาก บ้านคนรวย บ้านชาวนา บ้านคนสูงศักดิ์ คนต่ำต้อย ใกล้ไกลในเมืองนี้ล้วนมีหมด ไม่ทราบว่าแม่นางสองท่านอยากเช่าอะไรแบบไหน”

“พวกเราสองพี่น้องเพิ่งมาถึง ทรัพย์สินเงินทองมีไม่มาก เพียงอยากหาที่พักที่มั่นคงปลอดภัย ไม่ต้องสวยหรูเหมือนบ้านคหบดี ขอเพียงมีห้องสองถึงสามห้อง อยู่ได้สองคน หากได้เป็นบ้านที่มีลานได้ก็จะยิ่งดีมาก”

นายหน้าจางได้ยินดังนั้นจึงรีบกล่าว “แม่นางมาตอนนี้ก็ดีเลย บังเอิญข้ามีห้องแบบนี้อยู่ในมือ แต่ราคาเราต้องมาพูดคุยให้ชัดเจนสักหน่อย ข้าไม่สนว่าสุดท้ายแล้วแม่นางจะหาที่อยู่ได้เหมาะสมหรือไม่ พวกเราคิดเงินค่าวิ่งเต้นครึ่งตำลึงเงิน[1] ห้ามขาดแม้แต่เศษเดียว”

“ครึ่งตำลึงเงิน! ค่าวิ่งเต้นนี่ไม่มากเกินไปหรือ?” ลุ่ยจูทักท้วงตาพอง

ก่อนหน้านี้คุณหนูแลกเปลี่ยนทองใบไม้หนึ่งแผ่นเป็นเงินประมาณสองตำลึงเงิน ต้องหักลบไปตั้งครึ่งตำลึงทั้งๆ ที่นายหน้าแค่วิ่งเต้นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น คุ้มกันเสียที่ไหน

เมื่อครั้งที่ยังรับใช้อยู่ในจวนตระกูลถาน โดยปกตินางก็จะมองข้ามเงินเล็กน้อยเหล่านี้ แต่ปัจจุบันนางกับคุณหนูมีเงินติดตัวมาจำนวนจำกัด ใช้หนึ่งอีแปะก็น้อยไปหนึ่งอีแปะ พอต้องจ่ายครึ่งตำลึงไปอย่างง่ายๆ ลุ่ยจูก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา

“นี่แม่นาง ยุคสงครามอะไรก็แพงหมดนั่นแหละ ตอนนี้มีคนต่างถิ่นย้ายเข้ามาในเมืองเว่ยอันมากขึ้นเรื่อยๆ คนมากข้าวปลาอาหารก็แพงขึ้น น้ำดื่มก็ยังต้องใช้เงิน พวกเราลำบากวิ่งเต้นทำงานเล็กๆ น้อยๆ ก็จริงแต่กำไรก็ใช่ว่าจะดี เมื่อก่อนเช่าบ้านหนึ่งเดือนเกือบแปดร้อยอีแปะ ตอนนี้ขึ้นถึงหนึ่งตำลึงเงิน ข้าต้องคอยเดินหาเป็นเพื่อนลูกค้าอยู่หลายรอบ รองเท้าก็เสียดสีกันจนเปื่อยยุ่ยไปหมด หากไม่เชื่อ แม่นางจะลองไปเดินหาเอาเองก็ได้นะ จะได้รู้ว่าข้า...นายหน้าจางให้ราคาเป็นธรรมกับพวกเจ้าหรือไม่”

“ความเป็นธรรมรึ? ดูก็รู้ว่าเจ้าอยากได้มากกว่านี้!” ริมฝีปากลุ่ยจูบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ

ถานหวั่นชิงเตรียมใจมาก่อนแล้ว กล่าวแทรกขึ้นมาว่า “ไม่ต้องหรอก ข้าต้องขอรบกวนนายหน้าจางด้วย”

เห็นทั้งสองนำเงินครึ่งตำลึงออกมาแสดงให้เห็น นายหน้าจางก็ดีใจเป็นล้นพ้น รีบตอบกลับอย่างมีน้ำใจ “แม่นางวางใจเถอะ มีถนนสองสามเส้นที่ยังเหลือบ้านว่างอยู่ จะต้องหาที่อยู่ให้แม่นางพอใจจนได้”

พื้นที่กว้างใหญ่ของเมืองเว่ยอัน ครอบคลุมถนนสี่สายหกตรอก ถนนหลักย่านที่พักอาศัยมีสามสายคือถนนตงเหมิน ถนนกู่เหมิน และถนนหนานเหมินซึ่งใกล้กับกำแพงประตูทิศเหนือของเมือง อันเป็นสถานที่ตั้งมั่นและรักษาการของกองทัพในวันปกติ

นายหน้าจางขยับปากอยู่ตลอด เดินไปถึงไหนพูดถึงนั่น ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูก็ตั้งใจฟังอย่างละเอียด พบว่าที่พักตามถนนในเมืองแต่ละแห่งราคาล้วนใกล้เคียงกัน 

ถนนตงเหมินคือที่พักย่านคนรวย ถนนกู่เหมินคือสถานที่กักตุนเสบียงอาหาร ร้านข้าวสาร และคลังสินค้าล้วนรวมกันอยู่ที่ถนนสายนี้ ครั้นถึงวันเก็บเสบียงของทหารก็จะคึกคักอย่างมาก เกวียนม้าส่วนใหญ่มักเข้าออกถนนสายนี้เพื่อขนส่งลำเลียงสินค้า ส่วนถนนเป่ยเหมินไม่ต้องพูดถึง เป็นสถานที่ที่ประชาชนในเมืองส่วนใหญ่มักจะมารวมตัวกัน นอกจากถนนสามสายนี้ ยังแบ่งเป็นตรอกเล็กๆ เช่น ตรอกเหมินเซี่ย หรือตรอกเตี่ยนซู

สถานที่ซึ่งนายหน้าจางอยู่คือถนนหนานเหมิน เดินไปอีกสองสามตรอกก็จะเจอตลาด โดยจะมีถนนย่อยสองสายอยู่เชื่อมติด ตามท้องถนนเต็มไปด้วยโรงน้ำชา บ้านพัก โรงเตี๊ยม โรงจำนำ และโรงงานหัตถกรรมกระจายตัวอยู่ประปราย มีพ่อค้าหาบเร่โห่ร้องขายของเดินสวนกันไปมาไม่ขาดสาย

ฟากนี้มีบ้านว่างอยู่ เว้นระยะไม่ห่างมาก ขนาดกำลังพอดี พอเห็นว่านายหน้าจางพามาดู เจ้าของบ้านก็หยุดคุยด้วยเพื่อโอ้อวดสรรพคุณของบ้านอยู่พักใหญ่เพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจ จุดเด่นที่เห็นง่ายคือการคมนาคมสะดวก เข้าออกสบาย เป็นบ้านที่อยู่แบบครอบครัวเดี่ยวซ้ำยังใกล้กับตลาดนัด ดีงามไปหมด แต่คนมากเกินไปมักนำมาซึ่งความวุ่นวาย

ถานหวั่นชิงยืนอยู่หน้าประตู กวาดตามองบริเวณรอบๆ อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ถาม นางก็ส่ายหน้าแล้ว

บ้านหลังนี้นับว่าสะดวกมากทีเดียว เสียแต่ค่อนข้างอึกทึก ด้วยฐานะนักบวชที่พวกนางสวมรอยอยู่นั้นจำต้องรักสันโดษ การเลือกอยู่สถานที่ที่ขัดกับหลักศาสนาเช่นนี้ถือเป็นข้อบกพร่องที่อาจเปิดโปงจุดอ่อนของพวกนางได้ โลกใบนี้เต็มไปด้วยคนประเภทที่ชอบกลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ ยุให้รำตำให้รั่ว ชอบนินทาคนอื่นลับหลัง ถ้าพวกนางพักอาศัยอยู่กันเงียบๆ ที่นี่ ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการจับผิด

นายหน้าจางคิดว่าสองพี่น้องน่าจะชอบความเงียบสงบ จึงหาบ้านหลังเล็กๆ ห่างไกลจากตลาดให้ รอบๆ ยังมีบ้านว่างอยู่อีกสี่ถึงห้าหลัง ผู้คนสัญจรไม่มาก

ถานหวั่นชิงยังคงส่ายหน้า ที่นี่เงียบสงบก็จริง แต่นางและลุ่ยจูเป็นผู้หญิง ห่างไกลผู้คนเกินไปเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะพักอาศัย เพราะหากมีโจรขโมยเข้ามา คงยากที่จะขอความช่วยเหลือจากใครได้

เพื่อไม่ต้องจำใจเดินมาก ถานหวั่นชิงจึงบอกความต้องการของตนอย่างละเอียดให้แก่นายหน้าจางฟัง นายหน้าจางเองก็อยากทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ขบคิดสักครู่แล้วจึงกล่าวว่า “ที่จริงมีบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ถนนเป่ยเหมิน สอดคล้องกับความต้องการของแม่นาง ไม่ไกลจากตลาด และถึงแม้จะมีบ้านคนอยู่บ้าง แต่ก็เงียบสงบทีเดียว ทหารมักจะเดินทัพผ่านถนนเส้นนี้ เพราะฉะนั้นนอกจากจะไม่มีโจรปล้นฆ่าแล้ว แม่นางทั้งสองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องนักย่องเบาอีกด้วย อาจจะไกลถนนสายหลักอยู่สักหน่อย แต่บริเวณใกล้ๆ ก็มีตรอกเล็กอยู่เส้นหนึ่ง เปิดทั้งกลางวันและกลางคืน คึกคักไม่น้อย พวกร้านกินดื่มและของใช้แผงลอยมีครบครัน ทั้งถูกทั้งสะดวก แต่ราคาเช่าพักนี่สิ...”

“พูดต่อไปสิ”

“ไม่ขอปิดบังแม่นางทั้งสอง บ้านพักนั่นดีอย่างยิ่ง เครื่องเรือนครบครัน สามห้องนอนและมีลานเล็กๆ อีกต่างหาก ก่อนหน้านี้เคยมีครอบครัวพ่อค้าเช่าอยู่ ต่อมาพวกเขาย้ายไปอยู่บนถนนกู่เหมินบ้านก็เลยว่าง สถานที่ดีๆ แบบนี้ค่าเช่าจึงมีราคาเดียว ไม่สามารถต่อรองได้...สองตำลึงเงินต่อเดือน”

“สองตำลึงเงินต่อหนึ่งเดือน!” ลุ่ยจูที่นิ่งเงียบอยู่ข้างๆ มาโดยตลอด ฟังจบก็เริ่มตาพองลุกวาวอีกหน หนึ่งเดือนสองตำลึง หนึ่งปียี่สิบสี่ตำลึง จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายกัน นี่มันเอาชีวิตกันชัดๆ! นางกับคุณหนูมีเงินที่แลกมาติดตัวอยู่แค่หกสิบกว่าตำลึงเท่านั้น ให้แบ่งออกหนึ่งในสามส่วนไม่มากไปหน่อยรึ ทั้งยังต้องกินต้องใช้จ่าย เงินที่เหลืออยู่จะพอใช้ที่ไหนกัน! “พี่สาว พวกเรากลับไปดูบ้านที่ดูกันครั้งแรกเถอะ?” ลุ่ยจูกล่าว ก่อนจะหันไปมองนายหน้าจาง

ถานหวั่นชิงคำนวณในใจ บ้านพักสองแห่งที่ดูก่อนหน้านั้น แห่งแรกเสี่ยงต่อการถูกค้นพบสถานะ อีกแห่งก็เสี่ยงถูกโจรขึ้นบ้าน ล้วนอาศัยไม่ได้ทั้งสองแห่ง

ในความเป็นจริง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เงินแต่เป็นความปลอดภัย ถึงเงินเหลือแต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าชีวิตตกอยู่ในอันตราย หญิงสาวใคร่ครวญอยู่สักพัก จึงให้นายหน้าจางพาไปดูบ้านหลังสุดท้าย

นายหน้าจางคาดไม่ถึง ลอบมองสีหน้าลูกค้าแล้วก็หันหลังเดินต่อ... สองคนนี้ไม่เพียงจ่ายครึ่งตำลึงค่าเหนื่อยของนางได้ ยังสามารถจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละสองตำลึงเงินได้อีกด้วย จะมองคนแค่ภายนอกไม่ได้เสียแล้ว

บ้านเช่าหลังสุดท้าย เมื่อตรวจดูรายละเอียดแล้วถือว่าผ่าน แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็มีอุปกรณ์ภายในครบครัน มันเป็นบ้านสามห้องนอน มีห้องน้ำเล็กๆ สำหรับล้างมือล้างหน้า มีห้องครัวที่อุปกรณ์พรั่งพร้อม มีลานในบ้านซึ่งขาดการดูแลมานานแล้ว ทำความสะอาดสักหน่อยก็พอใช้ได้ ดอกไม้ต้นหญ้าแห้งตายก็จริงแต่ยังมีต้นท้อสองสามต้นเหลืออยู่ กำแพงอาจไม่สูงนักแต่ก็ดูแข็งแรงดี

ทุกอย่างเป็นดั่งที่นายหน้าจางเกริ่นไว้ทั้งหมด ที่นี่ห่างจากถนนเป่ยเหมินเพียงแค่ตรอกกั้นเท่านั้น พวกนางมาอยู่ใต้หนังตาของท่านแม่ทัพหัวเมือง คงไม่มีใครกล้ามาทำผิดคิดร้ายแน่ เรื่องความปลอดภัยจึงไม่ต้องพูดถึง หลังจากดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ถานหวั่นชิงมองเมินไม่สนใจลุ่ยจูที่เอ่ยห้ามและส่งสายตาอ้อนวอนมา นางนับเงินในมือจนครบก็จ่ายไป เป็นอันตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย

นายหน้าจางรับเอาเงินครึ่งตำลึงของตนมา หน้าบานเป็นกระด้ง ส่วนผู้เช่าบ้านก็ดูจะพอใจไม่น้อย เพราะทรัพย์สินในบ้านยังคงสภาพดี อะไรก็ไม่ต้องซื้อใหม่ มีเพียงฟูกนอนกับผ้าห่ม รวมถึงกระบวยถ้วยชามในครัวที่ต้องเตรียมเอง 

เมื่อส่งนายหน้าจางและนัดแนะพูดคุยกับเจ้าของบ้านถึงวันที่ในการเก็บเงินแต่ละเดือนเรียบร้อยแล้ว  ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้เข้าไปอาศัย

ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองใช้เวลากับบ้านหลังใหม่ทั้งวันเพิ่งได้มีโอกาสพักผ่อน ถานหวั่นชิงจะล้มมิล้มแหล่ รู้สึกว่าสองขาแข็งชาเหมือนไส้ดินสอ ลุ่ยจูอดไม่ได้จึงช่วยประคองให้คุณหนูของตนนั่งลงบนเก้าอี้ในห้อง ก่อนจะออกไปเดินดูหน้าบ้านหลังบ้านและกลับมาเล่าว่ายังขาดเหลืออะไรบ้าง

ถานหวั่นชิงเพิ่งได้พัก ก็ถูกเสียงรายงานของลุ่ยจูรบกวนจนสมองปวดจี๊ดขึ้นมา ทนไม่ไหวจำต้องขอให้ลุ่ยจูออกไปข้างนอก

นางนวดคลึงศีรษะต่ออีกสักครู่ จึงนำถุงดอกบัวเททองคำใบไม้ที่เหลืออยู่ออกมานับในใจ

ใบหน้างามปรากฏความกลัดกลุ้ม ทองคำใบไม้เหล่านี้เปลี่ยนเป็นเงินได้มากมายแต่นางใช้คล่องมือเกินไปสักหน่อย หลังจากจัดการซื้อของใช้ที่ยังขาดเข้ามาในบ้านหลังนี้แล้ว นางจะต้องเก็บไว้จ่ายค่าเช่าอีก ถ้าไม่มีรายรับเข้ามาบ้าง ปีหน้าที่จะถึงนี้นางกับลุ่ยจูคงไม่แคล้วต้องกินลมแทนข้าวกระมัง

 ---------------------------------------------

 

[1] 10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง

ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน

ผ้าห่มสำหรับฤดูหนาว ต้องใช้ผ้าฝ้ายเนื้อหนาม้วนใหญ่อย่างดีจึงจะอุ่นพอ

ร้านผ้าตั้งอยู่ในตรอกใกล้บ้าน ราคาฝ้ายสูงกว่าราคามาตรฐานแต่พวกนางก็จำต้องซื้อถึงสิบม้วนเต็ม ที่ราคาต่ำสุดก็เป็นผ้าเนื้อหยาบลายดอกบัวไร้สีสัน แต่ราคากลับปาเข้าไปสองตำลึงเงินแล้ว  

ทั้งหมอนหนุนผ้าห่มและฟูกรวมกันสองชุด รายการเดียวต้องจ่ายไปถึงห้าตำลึงเงิน เถ้าแก่ชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายให้ลุ่ยจูที่ไม่ยอมง่ายๆ ฟัง สุดท้ายต้องยอมให้เด็กในร้านช่วยแบกผ้าทอมาส่งอีกสองม้วนเล็ก นางจึงยอมจ่ายแต่โดยดี

เด็กในร้านที่แบกกองผ้าห่มกับฟูกสองชุดออกไปส่ง ยังไม่ทันถึงที่กลับไม่ยอมไปต่อ ลุ่ยจูซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จึงต้องจำใจระงับอารมณ์หยิบเงินส่งให้อีกหนึ่งเหรียญ ว่าจ้างพวกเขาให้ไปส่งจนถึงบ้าน 

ถานหวั่นชิงอยู่ในห้องนอน กำลังปัดกวาดเตียงและเตาผิงเพื่อจุดไฟให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว หญิงสาวเร่งปัดกวาดทำความสะอาดฝุ่นของห้องทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นห้องของลุ่ยจู เรียบร้อยแล้วก็เปิดหน้าต่างให้ลมผ่าน ไม่นานนักฟูกกับผ้าห่มก็ถูกนำมาส่งถึงบ้าน

ขณะช่วยปูฟูกจัดผ้าห่ม ลุ่ยจูยังบ่นไม่หยุดปาก “ร้านผ้านั่นมีผ้าน้อยมากเจ้าค่ะ สีหนึ่งมีแค่ไม่กี่ม้วน มีแต่สีแก่ๆ ทั้งนั้น ทำปลอกผ้าห่มแล้วดูไม่สดใสเอาเสียเลย มองแล้วขัดหูขัดตาไปหมด” บ่นไปก็ปรายตามองสีหน้าของคุณหนูไปพลาง

แต่ก่อนคุณหนูของนางวันๆ มีแต่เสพสุขอยู่กับความหรูหรา จะทนกับข้าวของโกโรโกโสได้รึ ตอนอยู่ในตระกูลถานผ้าทอเนื้อหยาบเช่นนี้มีไว้สำหรับบ่าวรับใช้เท่านั้น ขนาดพรมที่เดินย่ำหน้าห้องของคุณหนูยังละเอียดเกลี้ยงเกลากว่านี้สักร้อยเท่า ก่อนจะตัดสินใจซื้อมานางก็ลังเลไม่น้อย กังวลว่าคุณหนูจะรับไม่ได้

สภาพชีวิตจากที่เคยหรูหราต้องเปลี่ยนเป็นกินอยู่อย่างอัตคัด ดวงชะตาพลิกฟ้าพลิกดินเช่นนี้ก็มีด้วยหรือ? ขนาดนางเป็นแค่บ่าวรับใช้ยัง ‘สะเทือนอารมณ์เศร้าเสียใจ’ อยู่บ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าในใจของคุณหนูจะรู้สึกเสียใจสักเพียงใด ความรู้สึกในก้นบึ้งของหัวใจคุณหนูต้องหนักหน่วงกว่านางเป็นแน่

เด็กสาวยังคงประเมินคุณหนูของตนต่ำไป ใบหน้าของถานหวั่นชิงไม่แสดงอารมณ์สลดหดหู่ใดๆ ให้เห็น ทั้งยังไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์สักนิด สองสามวันมานี้นางมีเพียงสีหน้าอ่อนเพลียเท่านั้น หญิงสาวใช้มือลูบบนฟูกกับผ้าห่มที่ทั้งหนาและยับยุ่ง ถึงแม้ผ้าทอนี้จะเป็นผ้าฝ้ายปั่นทอออกมาเป็นผืนแบบลวกๆ ยังหลงเหลือสีฝ้ายเดิมอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วกลับแข็งแรงและสะอาดทีเดียว ไม่มีคราบเหลืองสกปรก น่าจะไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

ถานหวั่นชิงดึงสติกลับมาแล้วกล่าวว่า “จับดูแล้วรู้สึกว่านุ่มมือดี ใยฝ้ายนี่น่าจะเพิ่งเก็บในปีนี้ ราคาก็ไม่นับว่าทำร้ายคนจนนัก ตอนกลางคืนคงหลับได้สบายเชียวล่ะ”

ที่นี่มีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากใยฝ้ายน้อย อีกทั้งคนปลูกก็น้อย และสถานที่ปลูกก็อยู่ในเขตชายแดน ในช่วงที่บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประชาชนระส่ำระสาย ของใช้จำเป็นเหล่านี้เมื่อเทียบกับในเมืองหลวงย่อมมีราคาสูงกว่าเป็นเรื่องปกติ ถานหวั่นชิงกำลังคิดว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหากการเงินฝืดเคือง แต่อากาศอบอุ่น นางอาจนำผ้าห่ม ผ้าฝ้าย เหล่านี้มาเปลี่ยนเป็นเงินด่วนใช้สอยได้

ลุ่ยจูเห็นใบหน้าคุณหนูไร้ซึ่งความเศร้าสลด ใจจึงค่อยๆ ปล่อยวางลง

สิ่งของมีมากมายที่ต้องหาซื้อ ในระยะเวลาอันสั้นไม่สามารถจับจ่ายได้ทัน พวกนางจึงเลือกซื้อเฉพาะข้าวของที่สำคัญก่อน เช่นฟืน ข้าวสาร อาหารแห้ง โชคดีที่ตลาดอยู่ใกล้บ้านจึงเบาแรงไปได้มากทีเดียว

ตลาดเล็กๆ แห่งนี้คึกคักเกินความคาดหมาย แต่ละร้านวางของขายริมถนนติดๆ กันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง คนเดินซื้อของขวักไขว่จอแจ บ้างก็เบียดเสียดเยียดยัด มีเด็กๆ เดินหยอกล้อกันไปมาในกลุ่มคน โดยไม่กังวลเลยว่าอาจจะถูกคนแปลกหน้าหรือพ่อค้าหาบเร่ลักพาตัวไป

ลุ่ยจูพบตลาดที่นายหน้าจางบอกไว้ นางทั้งตื่นเต้นและดีใจ มันอยู่ใกล้อย่างที่อีกฝ่ายบอกไว้จริงๆ วันธรรมดาสามารถหาสินค้าเบ็ดเตล็ดประจำวันในตลาดเล็กๆ แห่งนี้ได้ทั้งหมด เดินเพียงเที่ยวเดียว ไม่ว่าของเล็กหรือใหญ่ล้วนซื้อหามาได้ครบ สะดวกสบายยิ่งนัก

ที่เชิงกำแพงมีฟืนตัดอย่างเกลี้ยงเกลาวางเรียงขาย มัดใหญ่เป็นฟืนยาวกองซ้อนๆ กัน ส่วนฟืนสั้นก็มัดรวมกันเป็นระเบียบเรียบร้อย จัดวางให้คนเลือกได้สะดวก ใบหน้าลุ่ยจูเปล่งประกาย รีบเดินไปซื้อฟืนกับชาวนาเป็นอย่างแรก ทั้งยังขอให้พวกเขาเอาไปส่งที่บ้าน พอนางซื้อเข็ม ด้าย น้ำมัน เกลือ และของเล็กๆ น้อยๆ ครบแล้ว ก็ถือโอกาสนี้บอกให้ชาวนาเดินตามกลับไปด้วย

ระหว่างทางนางยังแวะร้านข้าวสาร ซื้อแบบที่ชั่งไว้แล้วมาสองชั่ง[1] ครึ่ง ตามด้วยแป้งข้าวเจ้า เนื้อ พุทราแดง และข้าวเหลืองเม็ดเล็กอีกสองสามห่อถือติดมือกลับไปด้วย

เมื่อกลับถึงบ้าน ถานหวั่นชิงกำลังจัดเก็บห้องครัวอยู่ เห็นชาวนาขายฟืนเดินเข้ามาจึงบอกให้เขาวางไว้มุมห้องครัว สายตาของลุ่ยจูดูพอใจมาก ฟืนไม่กี่หาบนี้กลับเป็นฟืนที่มีคุณภาพ ทั้งหมดเป็นไม้เก่าตัดแต่งเรียบร้อย ดูแล้วน่าจะเผาไหม้ทนทานดีและมีน้ำหนักมากทีเดียว

ถานหวั่นชิงไม่ลืมถามที่อยู่ของชาวนาเอาไว้ เผื่อว่าวันหลังอาจจะต้องไปซื้อฟืนที่ตลาดทุกวัน โดยเฉพาะฤดูหนาวต้องใช้ฟืนจำนวนมาก สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ก็อยากจะเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ

ครั้นชาวนาขายฟืนได้ฟังก็ดีใจจนถูฝ่ามือไปมา รีบตอบตกลงทันที หากมีคนสั่งจองฟืนล่วงหน้าเช่นนี้ทุกวันเขาก็ประหยัดเวลาได้โข ไม่ต้องหาบไปขายที่ตลาด

ทั้งสองยุ่งมากจนถึงตอนนี้ ท้องฟ้าเริ่มอ่อนแสงลงแล้ว คนหนึ่งเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ กี่ปีมาแล้วไม่รู้ว่าเคยจุดไฟหรือไม่ อีกคนเป็นบ่าวรับใช้ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่คุณหนู เมื่อก่อนลุ่ยจูก็เป็นเพียงคนดูแลแทบไม่เคยลงมือทำครัวหรือเย็บปักถักร้อยเอง ตอนนี้จึงได้แต่หัวหมุนอยู่ในครัว เร่งรีบจนทำอะไรไม่ถูก

ตรงประตูหน้าบ้านมีบ่อน้ำอยู่ สะดวกตักขึ้นมาใช้ ดีที่เจ้าของบ้านคนเก่าเหลือหม้อปากแหว่งไว้ให้ใบหนึ่ง  เป็นหม้อเหล็กที่ผ่านการใช้งานมาแล้วอย่างยาวนาน เอาแปรงขัดจนสะอาดก็ใช้ไปพลางๆ ก่อนได้ ทั้งนายบ่าวจึงช่วยกันจุดไฟและยกหม้อขึ้นตั้งเตา

อาหารค่ำมื้อนี้ได้ข้าวต้มร้อนผสมข้าวเหลืองกับพุทรา สีเหลืองแดงสลับกัน กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย หวานนุ่มยิ่งนัก  

ในครัวยังเหลือฟืน ต้มน้ำสองสามกระบวยแล้วเทลงในอ่าง พอใช้สระผมและเช็ดตัวง่ายๆ

ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดมา ข้างนอกหนาวถึงกระดูก ลุ่ยจูดับไฟเสร็จจัดเก็บอะไรเรียบร้อยก็รีบกลับไปห้องนอนของตนทางทิศตะวันออก เพียงเปิดประตู ด้านในก็มีลมอุ่นพัดเข้ามาปะทะหน้า

ถานหวั่นชิงทำความสะอาดร่างกายเสร็จก่อน กำลังนั่งคลุมผ้าฝ้ายสีขาวผืนใหม่ กิริยานุ่มนวล ผมที่เพิ่งสระคลุมสยายพาดไหล่ไปด้านหลังเริ่มแห้งบ้างแล้ว แม้ยุ่งเป็นกระเซิงทว่าดำขลับเงางาม เมื่อขจัดฝุ่นธูปสกปรกที่มอมแมมบนใบหน้าและความเชยแบบบ้านนอกออกไป สีผิวขาวหิมะราวเครื่องปั้นดินเผาเจือสีชาดก็ปรากฏ

อาจเป็นเพราะฟืนเผาไหม้มากเกินไป ทำให้ภายในห้องเริ่มร้อนจนใบหน้าของถานหวั่นชิงแดงจัด บนร่างของนางสวมชุดสีเทาสบายๆ เพียงตัวเดียว กำลังนั่งเอ้อระเหยอยู่กลางห้องอย่างไร้ความกังวล

ลุ่ยจูรู้ว่าคุณหนูเหนื่อย นางจึงย้ายเชิงเทียนไปไว้ไกลหน่อย หลังจากนั้นจึงไปช่วยประคองร่างบอบบางให้เอนตัวลงนอน “ดึกมากแล้ว คุณหนูรีบนอนพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”

ถานหวั่นชิงง่วงงุนจนตาจะลืมไม่ขึ้นอยู่ก่อนแล้ว จึงพยักหน้าพลางนอนลงอย่างว่าง่าย นางได้รับการถ่ายทอดสีผิวขาวผ่องอย่างเป็นธรรมชาติมาจากมารดา เป็นผิวขาวเปราะบางเนียนละเอียดเหมือนเครื่องปั้นดินเผา ตอนอยู่ที่จวนตระกูลถานผิวพรรณของนางยังดีอยู่ ทว่าตั้งแต่ถูกเนรเทศกลับหมองคล้ำลงมาก

หากไม่ใช่เพราะทุกวันนางบำรุงรักษาตัวเองทุกวิถีทาง ไหนเลยจะยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้

 

ค่ำคืนนี้คุณหนูผ่อนคลายลงมาก

รู้สึกเพียงว่าร่างกายเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเกินจะบรรยาย ร่างกายอุ่น ผิวแก้มก็ร้อนแดง หลังจากเอนตัวลงก็นอนหลับใหลไม่ได้สติ

ลุ่ยจูกำลังจัดผ้าห่มให้คุณหนู พลันเห็นมือเล็กๆ โผล่พ้นออกมานอกผ้าห่ม ตรงอุ้งมือมีบาดแผลสองแห่งซึ่งเริ่มบวมแดง หลังมือและแขนก็มีรอยแผลไม่ลึกนักอีกสามสี่รอย แต่อย่างนั้นก็ยังทำชั้นผิวบวมแดงขึ้นมา

เด็กสาวราวกับถูกฟืนร้อนทิ่มแทงจิตใจ คุณหนูเกิดมาผิวเนียนนุ่มกว่าใคร หากไม่เอาใจใส่ก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย ร่องรอยอย่างนี้ถ้าอยู่บนหลังมือตน แม้ไม่น่ามองแต่วันสองวันก็จางหายแล้ว ทว่าพอมาอยู่บนผิวขาวๆ ของคุณหนู มันมักจะดูสยดสยองและร้ายแรงยิ่งกว่า

คนอื่นจะมารู้เท่านางได้อย่างไร ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ คุณหนูเคยลำบากอย่างนี้เสียที่ไหน ระหว่างทางที่ถูกเนรเทศ ต้องอาศัยความพยายามอย่างมากที่จะใจทำกว้างเพื่อให้ปล่อยวางความทุกข์ทรมานลง นางกลัวเหลือเกินว่าคุณหนูจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวจนป่วยหนักกลางทาง และดับสูญกลายเป็นวิญญาณไปเสียก่อนตั้งแต่เริ่มเดินทาง กังวลสารพัดเกี่ยวกับคุณหนูจนปลงไม่ตกวางไม่ลง กลัวคุณหนูจะ...   

ดังนั้นนางจึงติดตามไปทุกที่ พยายามปกป้องดูแลคุณหนู แต่สาวใช้หญิงคนหนึ่งจะสามารถปกป้องคุ้มครองได้สักเท่าไรเชียว

นางมองไปเห็นฝ่าเท้าขาวนุ่มนิ่มของคุณหนูเริ่มกลัดหนองอย่างน่าสยดสยอง เห็นได้ชัดว่านิ้วเท้าขาวผ่องเหล่านั้นผ่านการเสียดสี หนองบวมพองราวกับจะแตกออกเสียให้ได้ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเจ็บปวดไปกี่มากน้อย ลุ่ยจูรีบหยิบเข็มมาอังในเปลวไฟ พลิกไปมา แล้วรีบเข้ามาบ่งหนองให้แตกโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ ในเมื่อไม่มียาให้ใส่ คืนนี้คงทำได้แค่เพียงใช้ผ้าฝ้ายเช็ดแผลให้สะอาด ก่อนจะพันปิดให้เรียบร้อย

ใบหน้าของถานหวั่นชิงเห่อร้อน ตอนแรกลุ่ยจูเข้าใจว่าคงเป็นเพราะไฟใต้เตียงทำให้ร้อน ได้นอนหลับสักตื่นคงจะดีขึ้น แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พอเช้ามาจึงพบว่านายสาวหลับสนิทเพราะพิษไข้ ลุ่ยจูขวัญเสีย วิ่งถามไถ่ผู้คนและรีบไปเชิญหมอมาดูอาการ ท่านหมอให้ดื่มยาติดต่อกันไปอีกสามสี่วัน

ถานหวั่นชิงถูกสาวใช้ประคบประหงมราวกับไข่ในหินก็จริง แต่สถานะของนางตอนนี้ไม่เหมือนก่อน เงินที่มีอยู่อัตคัดขัดสน ทุกสิ่งล้วนต้องคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบ โชคร้ายที่คืนหนึ่งกลับพบว่าหลังคาบ้านรั่วจนฝนสาด คนก็เพิ่งหายป่วย กลับต้องจ่ายค่าซ่อมหลังคาไปอีกสิบตำลึง หากเป็นอย่างนี้ต่อไป นางกับลุ่ยจูไม่รู้ว่าจะสามารถทนความยากลำบากต่อไปได้หรือไม่

แล้วจะให้นางนั่งนอนอยู่เฉยๆ ได้รึ?

หญิงสาวไม่ยอมให้ลุ่ยจูซื้อข้าวขาวอย่างดีราคาแพงมาบำรุงบำเรอตนแล้ว แต่ให้ซื้อข้าวแดงราคาถูกมาแทน สามารถประหยัดได้เล็กน้อยก็ยังดี แม้ข้าวแดงจะหยาบไปบ้างทว่าบำรุงร่างกายดีกว่าข้าวขาวเสียอีก ข้าวขาวก็แค่เนื้อละเอียดมีเปลือกสีลำเทียนห่อหุ้มอยู่ชั้นนอกเท่านั้น นอกจากข้าวแดงจะมีคุณประโยชน์และราคาถูกกว่า ยังทำให้ผู้กินอิ่มง่าย ไม่ต้องซื้อปริมาณมากเป็นเท่าตัวดังเช่นข้าวขาวอีกด้วย

เมื่อมีข้าวเก็บไว้ครึ่งโอ่ง ปัญหาต่อมาก็คือผัก ไม่เพียงแต่หาซื้อควรต้องปลูกเองด้วย แต่ในยามนี้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวจึงมีผักไม่กี่อย่างที่ราคาถูก พอหามาปลูกได้ นอกนั้นล้วนราคาสูงกว่าปกติทั้งสิ้น ปกติบ้านอื่นก็จะดองผักดองเต้าเจี้ยวไว้ล่วงหน้าก่อนและอาศัยผักดองในการดำรงชีวิตตลอดทั้งฤดูหนาว คิดจะซื้อผัก ซื้อเต้าเจี้ยวมาหมักเอาตอนนี้ เรียกว่าไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ดังนั้นถานหวั่นชิงจึงคิดทำแปลงปลูกผักเล็กๆ ในลานบ้านที่ทิ้งว่างอยู่ และให้ลุ่ยจูไปซื้อเมล็ดผักจำพวกดอกกะหล่ำปลีกับผักกาดประจำฤดูมา ตอนนี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วง ยังพอมีผักที่สามารถปลูกได้

มีอยู่วันหนึ่ง กองทัพทหารม้าและพลทหารอีกไม่กี่นายยาตราทัพจากประตูหลักกำลังเดินทางกลับสู่ประตูทางทิศเหนือ พอผู้นำทัพควบม้าผ่านบ้านคนมาได้ไม่กี่หลัง บังเหียนม้าก็ถูกรั้งกะทันหันราวกับมองเห็นอะไรสักอย่าง ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับไปยัง ‘บ้านหลังหนึ่ง’ ที่เพิ่งควบม้าผ่าน

คนที่นั่งอยู่บนหลังม้ามองข้ามผ่านกำแพงที่ไม่สูงนัก สามารถเห็นภายในบ้านหลังเล็กได้อย่างชัดเจน  เขาเห็นหญิงสาวชาวบ้านร่างบางสวมชุดสีซีด กำลังมองอย่างอิ่มอกอิ่มใจไปยังพื้นดินว่างเปล่าตรงหน้า นางค่อยๆ ใช้อุปกรณ์ทางการเกษตรเก่าๆ บิดเบี้ยวขุดร่องน้ำ ขุดเสร็จก็ปลูกผักด้วยท่าทางเก้งก้าง บางครั้งก็ถูกใบหญ้าแข็งๆ แทงเข้าที่นิ้วมือบางนุ่มนิ่ม พอดึงออกมาได้ หยดเลือดกลมเล็กก็ไหลออกมา

ไม่มีเสียงร้องออกมาจากร่างนั้นอย่างที่จินตนาการไว้ และยิ่งไม่มีสีหน้าซีดเซียวสะทกสะท้านกับบาดแผลที่ได้รับ หญิงสาวเพียงแค่มองแล้วซุกแผลเข้าไว้ในปากดูดห้ามเลือดอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็นำอุปกรณ์การเกษตรมาพรวนดินต่อ

คนบนหลังม้านั่งมองเงียบๆ ยิ่งมองคิ้วยิ่งขมวดมุ่นเป็นปม

 

            ลุ่ยจูหิ้วของที่ซื้อมาจากตลาด กำลังเร่งรีบกลับบ้าน

            เมื่อใกล้ถึงบ้านที่ตนเช่ากลับเห็นเงาวูบไหวของม้าบนถนน ในเมืองนี้ผู้ที่ขี่ม้าได้ย่อมไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาแน่ ไหนจะชุดเกราะสีดำนั่นอีกเล่า นอกจากทหารแล้วยังจะเป็นใครไปได้ แต่พวกเขามาหยุดทำอะไรในตรอกเล็กๆ เช่นนี้ และยังจงใจหยุดแถวหน้าบ้านที่นางอาศัยอยู่กับคุณหนูเสียด้วย!

            ชั่วอึดใจนั้นลุ่ยจูไม่อาจเสียเวลาคิดถึงสิ่งใด รู้สึกเหมือนมีเลือดหลั่งลงมากองอยู่ตรงฝ่ามือที่หิ้วของจนร้อนผ่าว นางรีบวิ่งขาสั่นตรงเข้าบ้าน ครั้นพอมาถึงกลับช้าไปหนึ่งก้าว เห็นหางม้าไม่กี่ตัวนั้นแกว่งไหวๆ อยู่หลังมุมกำแพง เสียงกีบเท้าค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ

            แค่นึกถึงตอนที่ตนออกไปข้างนอกโดยที่คุณหนูยังนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง ลุ่ยจูก็ร้อนใจเสียแล้ว นางรีบผลักประตูพุ่งเข้าไปข้างในทันที

            ปรากฏว่าเห็นคุณหนูอยู่ตรงบริเวณกำแพง สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางกำลังขุดดินเหงื่อท่วมกาย คาดว่าคุณหนูคงรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียง เรือนผมดำขลับยาวสลายจึงผูกด้วยผ้าฝ้ายไว้อย่างง่ายๆ นางกำลังก้มหน้าก้มตาโดยมีจอบเล็กๆ อยู่ในมือ ตั้งท่าขุดหน้าดินที่แห้งแข็ง ขุดได้ลึกบ้างตื้นบ้างเป็นหลุมขรุขระ 

            แปลงปลูกผักนั้น เดิมทีเต็มไปด้วยวัชพืชและต้นหญ้าหลากหลายแข่งกันขึ้นสูงผสมปนเปมั่วไปหมด แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับไปกองรวมกันอยู่ด้านข้าง ไม่รู้แปลงเพาะที่ว่าถูกจัดการให้สะอาดตั้งแต่ตอนไหน

            ถานหวั่นชิงได้ยินเสียงประตูถูกผลักเปิดก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นลุ่ยจูดูท่าทางลุกลี้ลุกลน หญิงสาวจึงตำหนิเบาๆ “เจ้าออกไปทำอะไรมา? ทำไมชะโงกหน้าเยี่ยมๆ มองๆ อยู่อย่างนั้น ดูลุกลี้ลุกลนชอบกล”

            เด็กสาวยังคงยืนอ้ำอึ้งอยู่ที่เดิม มองไปยังคุณหนูอย่างไม่รู้จะบอกอีกฝ่ายอย่างไร

            ท่ามกลางท้องฟ้าปลอดโปร่งยามกลางวัน แสงอาทิตย์ลอดผ่านกิ่งท้อสองสามกิ่งที่มีใบอยู่หร็อมแหร็ม แสงแดดอุ่นประพรมลงบนเรือนร่างของคุณหนูในชุดแพรต่วนสีเงินเหลือบทองซีดเก่า แก้มนวลเพียงผัดแป้งสีชาดบางเบา ใบหน้าของนางดูเรียบง่ายเหมือนชาวบ้านธรรมดา เทียบกับตอนอยู่ที่จวนตระกูลถานซึ่งทั่วร่างประดับประดาด้วยดิ้นเงินดิ้นทองดูหรูหราโดดเด่น ใบหน้าในยามนี้กลับมองแล้วใสสะอาด ดูงดงามจับตายิ่งกว่าในอดีตเสียอีก

            โดยเฉพาะเมื่อแสงส่องกระทบลงมา อะไรที่เคยเห็นว่าเล็กกลับดูชัดเจนขึ้น ผิวที่ขาวราวหิมะเนียนละเอียดอยู่แล้วพลันผุดผาดสะอาดตา ปากและพวงแก้มถูกบ่มจนอมชมพูระเรื่อ เปล่งปลั่งปานดอกท้อ ขับให้ดูสดใสกว่าเดิม แม้ในยามนี้จะมีเม็ดเหงื่อเกาะพราวเต็มหน้าผากก็ตาม 

---------------------------------------------

 

[1] 1 ชั่ง (จิน) เท่ากับ 500 กรัม

อดออม

ลุ่ยจูยืนอยู่ประตูทางเข้า

มองภาพตรงหน้านิ่งงัน ทำไมคุณหนูจึงมีใบหน้าที่ขาวสะอาดอวบอิ่มมีน้ำมีนวลเช่นนี้ แก้มสองข้างกระจ่างใส รับกับเส้นผมดำเงางามปานท้องฟ้ายามราตรี ช่างงดงามราวกับภาพวาด

ลุ่ยจูนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆ ร้อนๆ จู่ๆ ความกังวลกระวนกระวายก็ทะลักล้นจากก้นบึ้งของหัวใจ ภาวนาอย่าให้ผู้ใดก็ตามมาสนใจคุณหนูเลย เช่นเดียวกับทหารม้าในชุดเกราะสีดำเมื่อครู่...ขอให้เพียงแค่เดินทางผ่านมาแล้วผ่านเลยไปเท่านั้นเถิด

เด็กสาวยังคงตะลึงงันอยู่ในห้วงความคิด ถานหวั่นชิงต้องเรียกอยู่หลายครานางจึงได้สติกลับคืน ตอนนี้ลุ่ยจูเพิ่งสนใจว่าคุณหนูถือสิ่งใดไว้ในมือ และกำลังทำอะไรอยู่

นางแทบกระโดดเร่าๆ อดไม่ไหวร้องเรียกออกมาว่า “คุณหนู!” รีบตรงเข้าไปหา สองมือประคองนิ้วมือนายสาวที่ถอนหญ้าจนได้แผล ย่ำเท้าไปมาอย่างขัดใจ

“คุณหนู ถ้าท่านรู้สึกคับแค้นใจ ก็ทำเหมือนเวลาปกติที่ท่องกลอน วาดภาพเขียนสิเจ้าคะ อย่าได้ทำร้ายตัวเองเช่นนี้! คุณหนูทำอย่างนี้ บ่าวไม่สบายใจเลย” มือบอบบางอ่อนนุ่ม เหมาะกับความลำบากลำบนใช้แรงงานกับการเพาะปลูกเฉกเช่นชาวนาที่ไหนกันเล่า ไข้ที่เพิ่งลดก็อาจจะหวนเจ็บป่วยขึ้นมาอีกเพราะต้องลมหนาว

พอคิดถึงเรื่องนี้ ลุ่ยจูยิ่งกังวลจนน้ำตาร่วง

ถานหวั่นชิงถอนหายใจ เดินไปห้องครัวเพื่อล้างมือกับน้ำอุ่นแล้วเช็ดด้วยผ้าฝ้ายขาวสะอาด หลายวันมานี้นางป่วย ลุ่ยจูยุ่งทั้งเรื่องข้างนอกและในบ้านอยู่คนเดียว ไม่เพียงต้องหาอาหารทุกมื้อในทุกๆ วัน ยังต้องเหน็ดเหนื่อยกับการซักผ้าลงแป้งและจัดซื้อของใช้ ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นมากขึ้นทุกที เข้าหน้าหนาวก็จำเป็นต้องเตรียมสิ่งของไว้มากมาย แต่ละอย่างหลากหลายเสียจนทำให้ลุ่ยจูวุ่นวายหัวหมุน ขณะที่นางกลับอยู่แต่ในห้องนอนอบอุ่น งานเล็กงานน้อยก็ช่วยอะไรไม่ได้

ตอนนี้อาการป่วยของนางหายดีแล้ว หญิงสาวจึงอยากหาอะไรทำ อย่างเช่นแบ่งพื้นที่ลานบ้านออกเป็นสองส่วน คิดว่าการได้ยืดเส้นยืดสายออกแรงทำอะไรเสียบ้างน่าจะดีกับเอ็นและกระดูก ใครอยากจะให้ตัวเองป่วยกันล่ะ อีกอย่างนางจำได้ว่าครั้งหนึ่งลุ่ยจูเคยถูกงูกัด ต่อให้ผ่านมานานแค่ไหนลุ่ยจูก็ยังเกลียดหญ้าเกลียดเชือกอยู่นั่นเอง นางต้องคอยดูแลอีกฝ่ายเหมือนกัน แล้วงานเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้กลับไม่ยอมให้นางทำเชียวรึ?

ใครเล่าจะไม่ปรารถนาใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีเวลาและเงื่อนไขให้เสวยสุข ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ควรคิดหาวิธีทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่างหาก

เมื่อเห็นถานหวั่นชิงเข้าครัว ลุ่ยจูก็ตามเจ้านายเข้าไปโดยไม่ได้เอ่ยอะไร นางรู้ตัวว่าเมื่อครู่ขึ้นเสียงไปหน่อยจึงอยากประจบเอาใจนายสาว รีบนำของที่ตนซื้อจากตลาดออกมา มีชุดยาของคุณหนูด้วย หมอบอกว่าพื้นฐานสุขภาพของคุณหนูแข็งแรงดีอยู่แล้ว อาจเจ็บป่วยเหนื่อยล้าไปบ้าง แต่กินยาครบสามชุดรับรองว่าอาการป่วยจะหายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งนี่ก็เป็นชุดสุดท้าย

แล้วยังมีแม่ไก่อีกครึ่งตัว ด้านบนยังมีเลือดติดอยู่ หลายวันมานี้นางวิ่งไปมาที่ตลาด ย่อมรู้จักคนไม่น้อย แม้คนเหล่านี้จะเป็นเพียงชาวบ้านร้านตลาด พูดจาหยาบคายไร้มารยาท แต่ก็มีความกระตือรือร้นในการทำมาหากิน

บนถนนมียายแก่ผู้หนึ่งขายขนมเปี๊ยะโรยงาย่างบนเตาร้อน ยายแก่บอกนางว่าแม่ไก่นั้นใช้บำรุงร่างกายได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผู้หญิง พอดีกับที่บ้านของยายแก่ต้องการซื้อแม่ไก่สักหนึ่งตัวครึ่ง จึงแบ่งขายให้นางครึ่งตัว นับว่าเป็นราคาที่ถูกมาก แปดอีแปะเท่านั้น นางวางแผนไว้ว่าจะตุ๋นให้คุณหนูบำรุงร่างกายเที่ยงนี้สักหน่อย

ตามด้วยของห่อชื้นๆ ข้างในคือปลาหลีฮื้อ[1] “มีคนขายอยู่ในตลาด บอกว่าสดมากเจ้าค่ะ บ่าวดูแล้วตัวนี้หัวใหญ่ดี อีกอย่าง ปลาที่นี่ถูกกว่าเมืองหลวงมากเลยนะเจ้าคะ แหล่งน้ำที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีชาวประมงไม่น้อยอาศัยอยู่ตามแม่น้ำที่เป็นเส้นทางเดินเรือ ตัวนี้เพิ่งจับมาเมื่อเช้าเอง ตอนแรกบ่าวว่าจะทำปลาหลีฮื้อฝานเนื้อบางที่คุณหนูชอบกิน แต่น่าเสียดายที่เครื่องครัวของเราทำได้แค่ต้มน้ำแกง...” ลุ่ยจูยิ่งพูดเสียงยิ่งแผ่วลง

พ่อครัวของตระกูลถานมีชื่อเสียงด้านการหั่นผักให้มีลักษณะและลวดลายแบบต่างๆ ทั้งยังฝานเนื้อปลาเป็นแผ่นบางปานผ้าโปร่ง แซะออกจากกระดูกเหมือนสายลมเต้นระบำพัดผ่าน ถ้าหากนางลงมือทำเอง วิธีการหั่นเนื้อปลาของนางคงได้ทำได้แค่ปล่อยไก่ให้คุณหนูหัวเราะ

“ใครบอกว่าข้าชอบกินปลาหลีฮื้อฝานเนื้อบาง? แค่หั่นให้ดูน่ากินก็พอแล้ว ปลาต้มก็ดี น้ำแกงยังมีรสชาติของเนื้อปลาติดอยู่ด้วย” ถานหวั่นชิงพูดกลั้วหัวเราะ และเสริมเพิ่มเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ “ของพวกนี้อย่าทำกินหมดในคราวเดียว อย่างไรเราสองคนก็ไม่ได้กินกันมากขนาดนั้น เหลือเอาไว้มื้ออื่นบ้าง จำไว้ว่าต้องเก็บใส่อ่างดีๆ ปิดฝาให้มิดชิด ช่วงนี้อากาศหนาว เราสามารถเก็บนานสักหน่อยได้ ขอเพียงเก็บอย่างระมัดระวังอย่าให้แมวกับหนูมาเยือนก็พอ”

ลุ่ยจูได้ฟัง ได้ทั้งข้อคิดและวิธีการ อดรู้สึกไม่ได้ว่าคุณหนูตอนอยู่ที่จวนตระกูลถานกับคุณหนูในตอนนี้ช่างแตกต่างกันอย่างยิ่ง เมื่อก่อนคุณหนูเป็นถึงบุตรีของฮูหยินใหญ่ตระกูลสูง มีอาหารรสเลิศเสื้อผ้าหรูหราให้กินใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยนัก ไม่เคยต้องมากังวลกับค่าใช้จ่ายใดๆ แต่เวลานี้คุณหนูกลับคำนวณทุกสิ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่านางที่เป็นสาวใช้เสียอีก คุณหนูพูดถึงเรื่องเก็บปลาได้นานกี่วัน ไม่ต้องเน้นคุณภาพว่าต้องสดใหม่ ขอเพียงประหยัดค่าอาหารได้บ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี ทำไมคุณหนูถึงทำให้นางประหลาดใจได้เสมอเลยนะ

พอคิดถึงว่าชะตาชีวิตของคุณหนูราวกับถูกบีบบังคับให้จำต้องเป็นเช่นนี้ ลุ่ยจูก็เจ็บปวดใจขึ้นมาอีก

ถานหวั่นชิงไม่สนใจลุ่ยจูที่รู้สึกรันทดและเกิดความเห็นอกเห็นใจให้นาง กลับเอ่ยถามพลางจิ้มนิ้วลงบนอีกห่อ “แล้วนี่คืออะไร?”

“นี่หรือเจ้าคะ... หนุ่มขายปลาให้มาเจ้าค่ะ เป็น ‘ปลารสชาติดี’ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เอาเงิน บ่าวก็เลยถือกลับมาด้วย ลองดูว่าจะต้มน้ำแกงได้ไหม”

ที่เรียกว่า ‘ปลารสชาติดี’ เนื่องจากชาวประมงมักช้อนติดมือมาได้โดยบังเอิญ ของจำพวกกุ้งปูปลาเล็กๆ ที่ยังไม่มีเนื้ออะไรมากมาย ไม่คุ้มค่าเงิน บางทีพวกเขาก็มักจะขายครึ่งแถมครึ่ง หรือมีคนขอซื้อถูกหน่อยก็ขายแล้ว ถึงแม้จะไม่ค่อยมีเนื้อ แต่สำหรับคนจน ขอเพียงเทลงในหม้อเติมผักเข้าไปก็เป็นต้มน้ำแกงแสนอร่อยกินทั้งครอบครัวได้แล้ว

ปลารสชาติดีได้ลงไปอยู่ในอ่างเรียบร้อย

ถานหวั่นชิงยังอยู่ในครัวเหลือบไปเห็นหมึกยักษ์สี่ห้าตัว ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าสิ่งนี้ ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

“คุณหนู ท่านเรียกของสิ่งนี้ว่าหมึกยักษ์รึ? หนุ่มขายปลาก็เรียกมันว่าหมึกยักษ์เช่นกันเจ้าค่ะ...ไม่ผิดแน่ ปลาอะไรหนอ ตัวยาวแปลกประหลาดแถมยังมีรากแปดสายติดตัวมาด้วย เขาบอกว่าตอนกินให้ตัดขามันออก ส่วนกลมๆ ตรงกลางก็ให้โยนทิ้ง ไม่อย่างนั้นกินแล้วปากจะเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจเปื่อยและหลุดได้” ลุ่ยจูเบะปาก “บ่าวไม่เคยเจออะไรขี้เหร่อัปลักษณ์อย่างนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ จะกินอย่างไรกัน? ต้องตัดทิ้งเกือบหมดอย่างนั้นหรือ”

ทันทีที่เห็นเจ้าสิ่งนี้ ถานหวั่นชิงก็คิดบางอย่างได้ นึกอยากกินของอร่อยขึ้นมาจึงรีบร้องบอกลุ่ยจู “อย่าทิ้งนะ” จากนั้นนางก็หาชามเปล่ามาใส่หมึกยักษ์ห้าหกตัวที่พยายามตะเกียกตะกายออกมาด้วยตัวเอง  ถานหวั่นชิงอธิบายง่ายๆ ไม่ซับซ้อนว่า “เจ้าตัวนี้กินได้ ตอนเที่ยงเราจะทำลูกชิ้นหมึกทอดกัน อย่าไปมองว่ามันขี้ริ้วขี้เหร่ ทำออกมาแล้วรับรองว่าอร่อยมาก”

“ลูกชิ้นหมึกทอดหรือเจ้าคะ?” ลุ่ยจูทำหน้างุนงง มันเป็นอย่างไรกัน? “แต่ว่า... คุณหนู ชายผู้นั้นบอกว่าหัวของมันกินไม่ได้นะเจ้าคะ ข้างในก็มีพิษด้วย ปากจะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้วเปื่อยยุ่ยได้”

ลุ่ยจูอดไม่ได้ที่จะเตือนอีกรอบ เมื่อเห็นคุณหนูยื่นมือไปหยิบส่วนหัวของปลาหน้าตาประหลาดนั่น

คนเรามักจะรู้สึกกลัวอะไรก็ตามที่มีสีดำเป็นส่วนใหญ่ แต่ถานหวั่นชิงไม่ได้อธิบาย เพียงกล่าวว่า “นั่นเพราะพวกเขาไม่เข้าใจ เจ้าดูนี่... เพียงแค่เอาถุงน้ำหมึกสีดำสองอันนี้ออกมา พิษก็ไม่มีแล้ว เหลือแต่เนื้อที่กินได้” หญิงสาวดึงถุงเล็กๆ ข้างในตัวหมึกออกมา ส่งให้ลุ่ยจูดูน้ำหมึกสีดำบนฝ่ามือ  “พิษทั้งหมดของมันอยู่แต่ในถุงหมึกนี้เท่านั้น”

ลุ่ยจูตื่นเต้นเป็นการใหญ่ คิดเงียบๆ ในใจว่าคุณหนูรู้จริงทีเดียว ทันทีที่นึกถึงคำพูดที่คุณหนูกล่าวว่า ‘อร่อยมาก’ นางก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก เหลือบมองไปที่ชามข้างกาย “คุณหนู อร่อยขนาดนั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ?”

ถานหวั่นชิงรู้ว่าลุ่ยจูอยากกินจนน้ำลายสอ ก็ปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง “ทำเสร็จ เจ้าก็รู้เอง” จากนั้นก็สั่งความต่อ “วางปลาหมึกไว้ แล้วไปเอาแป้งหมี่กับเครื่องปรุงรสมาก่อน”

ขอเพียงมีของอร่อยกิน มือเท้าของลุ่ยจูก็กระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว

วัตถุดิบที่พอมีก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ทั้งยังมีปริมาณจำกัด ถานหวั่นชิงจัดการหั่นหมึกยักษ์ออกมาเป็นแว่นวงๆ แล้วนำมาล้างทำความสะอาด ใช้แป้งหมี่ผสมเนื้อไก่สับละเอียด ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทยแล้วยัดใส่ในวงหมึก จากนั้นแตะน้ำมันลงบนฝ่ามือขาวนุ่มของตนเล็กน้อยแล้วถูฝ่ามือไปมา หยิบหมึกลงชุบไข่ที่ตีจนฟูฟ่อง ลงทอดในน้ำมันเดือดจนกลายเป็นสีเหลืองทอง แล้วจึงช้อนขึ้น

ทำไม่ยากอย่างที่คิด แม้วัตถุดิบไม่ครบแต่เนื้อหมึกมีความสดใหม่ กำลังไฟแรงพอเหมาะ คาดว่าน่าจะอร่อยทีเดียว เป็นลูกชิ้นหมึกยักษ์รสชาติอร่อยที่ข้างนอกกรุบกรอบ ข้างในเนื้อนุ่ม หอมกรุ่นยั่วน้ำลาย

“ทำไมถึงอร่อยอย่างนี้!” ลุ่ยจูนั่งอยู่บนตั่งเล็กๆ กำลังใช้สองมือประคองชาม แม้ถูกลวกจนน้ำตาเอ่อคลอแต่ก็ยังรีบร้อนยัดของอร่อยเข้าปาก

ถานหวั่นชิงเองก็รู้สึกว่ารสชาติไม่เลว อีกทั้งหมึกยักษ์ที่ได้มาเนื้อหนาดีเป็นพิเศษ

วันต่อมา ถานหวั่นชิงตื่นแต่เช้าตรู่พร้อมหลุดเสียงครางออกมาอย่างเกียจคร้าน เมื่อคืนพวกนางแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ใช่แล้ว...เอาแต่กินอย่างตะกละด้วยห่างจากของอร่อยมาแรมปี กินเท่าไรก็เหมือนไม่พอ แล้วจะข่มตานอนหลับได้อย่างไร

ออกไปข้างนอกดีกว่า... ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ถานหวั่นชิงก็อยู่แต่ในบ้านตลอดยังไม่เคยออกไปไหน ลุ่ยจูมักพูดถึงตลาดในตรอกใกล้ๆ จึงคิดว่าจะเดินไปที่นั่นสักหน่อย เผื่อว่ามีลู่ทางเพิ่มทรัพย์สินเงินทองได้บ้าง

 

            เห็นถานหวั่นชิงกำลังจัดการของหน้าโต๊ะ เตรียมจะออกไปข้างนอก

ลุ่ยจูอยากเอ่ยปากห้าม อีกใจก็คิดได้ว่าหลายวันมานี้คุณหนูขลุกอยู่แต่ในบ้าน เกรงว่าจะเหงา ได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกอาจจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง

            วันนี้อากาศไม่เลวนัก ข้างนอกค่อนข้างอบอุ่น ไม่ต้องกังวลเรื่องหนาว คิดได้ดังนั้นลุ่ยจูจึงเดินเข้าไปช่วยคุณหนูจัดของ

            เครื่องประดับที่เคยมีไม่จำเป็นต้องคิดถึงมันอีก เพราะจวนตระกูลถานถูกค้นบ้านยึดทรัพย์ไปจนหมดแล้ว ถึงอย่างนั้นลุ่ยจูก็คิดอยากจะใช้ทองใบไม้เปลี่ยนเป็นก้อนเงิน แล้วหาช่างเครื่องเงินประกอบปิ่นปักผมเรียบๆ สักอันมอบให้คุณหนู แต่นายสาวกลับบอกว่าไม่ต้อง นางขอให้ลุ่ยจูซื้อปิ่นไม้มาให้แทน ในตลาดพอมีช่างฝีมือดีอยู่บ้าง ปิ่นไม้อันหนึ่งราคาสามเหรียญทองแดง ก็ใช้ปักผมให้แน่นได้เหมือนกัน

            ในห้องเงียบสงบ ได้ยินเพียงเสียงเสียดสีของเนื้อผ้าเวลาที่ลุ่ยจูขยับตัว ถานหวั่นชิงนั่งนิ่งปล่อยให้สาวใช้สางผมให้อย่างเคยชิน เสร็จแล้วก็หยิบปิ่นไม้แบบเรียบง่ายที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วปักลงไป

เรือนร่างของหญิงสาวในยามนี้ปราศจากแป้งหรือเครื่องประทินผิวใดๆ แต่กลับมีกลิ่นหอมกรุ่นติดตัวในแบบที่ลุ่ยจูคุ้นเคยและรู้ว่ามันเป็นกลิ่นที่ติดตัวคุณหนูมาตั้งแต่เกิด เมื่อได้สัมผัสกลิ่นที่คุ้นเคยและได้ทำเรื่องที่ตนคุ้นชิน ชั่วพริบตานั้น... พลันเกิดภาพลวงตาว่านางกำลังทำผมให้คุณหนูอยู่ในจวนตระกูลถาน   

            ครั้นมีแสงสว่างส่องวาบผ่านเข้ามา สติของลุ่ยจูก็กลับมายังบ้านเช่าหลังน้อย นางเริ่มทำทรงผมให้คุณหนูโดยใช้ชิ้นผ้าเนื้อหยาบสีน้ำเงินลายดอกคาดผมง่ายๆ แบบสาวบ้านนอกทั่วไป พอเสร็จแล้วก็ถึงกับถอนหายใจ “คุณหนูเจ้าคะ”

            ถานหวั่นชิงเอียงศีรษะหันมามอง

            “ข้าเห็นครอบครัวยากจนแถวตลาด ออกจากบ้านทียังแต่งตัวดูดี แม้แต่หญิงชาวบ้านธรรมดาๆ ที่แต่งงานแล้วก็ยังแต่งตัวดี แต่เรากลับแต่งตัวเน้นไปทางขี้เหร่...”

            แม้นางจะเข้าใจเหตุผลชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องระมัดระวังตัว ทว่าในใจก็ยังคงรู้สึกไม่เป็นธรรม คิดอยากจะโยนผ้าเก่าอัปลักษณ์บนศีรษะของคุณหนูลงส้วมเสียให้รู้แล้วรู้รอด และไม่ใช่แค่ผ้ารัดผมเท่านั้นที่ทำนางหงุดหงิดใจเช่นนี้

            ถานหวั่นชิงหันหน้ากลับ แล้วยกมือแตะปิ่นปักผมสลักรูปดอกเหมยบนศีรษะ เอ่ยกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่ว “อย่าลืมว่าคนเหล่านั้นเป็นประชาชนธรรมดา แต่พวกเราเป็นนักโทษ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”

            ประโยคนี้กลบความรู้สึกไม่เป็นธรรมที่สุมอยู่เต็มอกของลุ่ยจูได้ชะงัด 

ใช่แล้ว! พวกนางเป็นนักโทษ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นนักโทษที่กำลังหลบหนี ลุ่ยจูจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งอื่นใดอีก เช็ดหัวตา แล้วรีบขยับปิ่นไม้ตรงโคนผมให้แน่น

            ใครเล่าจะไม่อาลัยอาวรณ์ชีวิตที่เคยเฟื่องฟูร่ำรวยเปี่ยมวาสนา หลังจากที่ตระกูลถานเกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ฐานะและสภาพแวดล้อมที่พวกนางประสบช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นใครก็รับไม่ได้ทั้งนั้น

เมื่อทั้งสองเดินออกไปข้างนอก จังหวะเดียวกันหน้าประตูของบ้านข้างๆ ก็มีเกี้ยวสีเขียวขนาดเล็กจอดอยู่ หญิงสาวหน้าตาสะสวยกับหญิงรับใช้เดินออกมาจากในบ้าน ลักษณะท่าทางของหญิงสาวอายุน่าจะไม่เกินยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่ ปากแก้มแต้มสีชาดจนแดงก่ำ สวมเสื้อตัวใหญ่สีอิงเถา[2]คู่กับชุดยาวโปร่งบาง ชายเสื้อย่นเป็นลอนคลื่นจนถึงอกเสื้อ รองเท้าปักลายผลทับทิมสีสดดึงดูดสายตา นางมองมาทางถานหวั่นชิงกับลุ่ยจู ดวงตากลมโตทอประกายวูบไหว  

            แววตาของหญิงผู้นั้นประเมินพวกนางจากศีรษะจรดเท้าแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกายกลับเข้าไปในเกี้ยวสีเขียว สาวใช้สองคนปิดประตูเสร็จก็เดินตามหลังเกี้ยวแล้วห่างออกไปทีละน้อย

            หญิงสาวในเกี้ยวหยิบคันฉ่องทองแดงสลักลายดอกไม้อันเล็กมาส่องใบหน้า กดผ้าซับตรงริมฝีปากสีแดงชาด จัดต่างหูทองบริสุทธิ์ร้อยรัดด้วยลูกตุ้มไข่มุก ครั้นนึกถึงอะไรบางอย่างจึงเปิดม่านออก หันไปถามสาวใช้ที่อยู่ข้างเกี้ยว “สองคนเมื่อครู่เป็นใครกัน?”

หญิงรับใช้รีบตอบกลับทันที “ได้ยินว่าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังข้างๆ ได้ไม่กี่วันเจ้าค่ะ”

            หญิงผู้เป็นนายขมวดคิ้วเรียว บ่นพึมพำอย่างไม่ยินดียินร้าย “คนจากไหนก็ไม่รู้ จู่ๆ ก็ย้ายมาอยู่ใกล้ที่พักของเรา? ดูการแต่งตัวแล้วก็ใช่ว่าจะดี เดี๋ยวสักครู่ข้าจะต้องปรึกษาประเด็นนี้กับนายท่าน ดูว่าพวกเราจะสามารถย้ายไปพักที่ถนนตงเหมินได้หรือไม่ ที่นั่นน่าจะดีกว่า” กล่าวจบก็ปล่อยม่านลง

            หญิงรับใช้ที่อยู่ด้านนอกเบ้ปาก แน่นอนว่าถนนตงเหมินเป็นสถานที่ดี แต่ต้องมีเงินและอำนาจถึงจะอาศัยอยู่ในที่ดีๆ เช่นนั้นได้

            ฝั่งลุ่ยจูก็เบ้ปากเช่นกัน “คุณหนูรู้หรือไม่เจ้าคะว่าคนที่พักข้างบ้านเราเป็นใคร?...ก็แค่นางเล็กๆ ที่เถ้าแก่ต๊อกต๋อยเลี้ยงดูไว้นอกบ้าน หลบหูหลบตาผู้อื่น ทำอย่างกับตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลผู้ดี น่าตลกสิ้นดี”

ลุ่ยจูเหลือบมองไปทางที่อีกฝ่ายจากไปแล้วเอ่ยต่อ “ถ้าหากรู้ก่อนว่ามีคนสถานะอย่างนี้มาพักอยู่ใกล้ๆ เราจะได้ไม่เช่าบ้านนี้เสียแต่แรก ท่าทางข่มคนไม่น้อยทีเดียว”

            “แล้วพวกเรามีสถานะอะไรล่ะ?” ถานหวั่นชิงกระซิบถามกลับไปเพียงหนึ่งประโยค ทว่า ‘สถานะ’ สองคำนี้เน้นเสียงหนักชัดเจน

            ลุ่ยจูรีบมองไปรอบๆ เห็นไม่มีผู้ใด จำใจป้องมือกระซิบขออภัยคุณหนูของตน “บ่าวรู้แล้วเจ้าค่ะ”

ลุ่ยจูหน้าม่อยคอตกไปเลย ใช่แล้ว...นางรู้สถานะตัวเอง รู้ว่าตอนนี้นางกับคุณหนูไม่อาจล่วงเกินใครหน้าไหนได้

            ถานหวั่นชิงยิ้มแล้วดึงมือนาง “เอาเถอะ ข้าเตือนเจ้าทุกวัน ในที่สุดก็เข้าหูเสียที”

---------------------------------------------

 

[1] ปลาหลีฮื้อ - ปลาคาร์ป

[2] อิงเถา – ผลเชอร์รี

กองทัพทหารม้า

กล่าวถึงตลาดในตรอกเล็กๆ ข้างที่พัก

แท้จริงคือศูนย์รวมการดำเนินกิจการค้าขายย่านหนึ่ง ครอบคลุมถนนสามสิบจั้ง ขนาบด้วยบ้านพักเรียงรายเป็นตับสองฟากฝั่ง มีทั้งโรงเตี๊ยม ร้านอาหาร โรงรับจำนำ ร้านข้าวสาร และร้านเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อย่างครบครัน

            แม้จะต่างจากตลาดใหญ่ของตรอกอื่นที่ค้าจำพวกวัว แกะ ม้า หนังสัตว์ และสินค้าหลักๆ ในชีวิตประจำวันอีกเป็นจำนวนมาก แต่ระดับความคึกคักกลับโดดเด่นไม่น้อย

            เพราะที่นี่ใกล้กับถนนใหญ่เป่ยเหมิน เทียบความเป็นระเบียบเรียบร้อยกับที่อื่นแล้ว สถานที่นี้ดีกว่ามาก ไม่มีขโมยหรือนักเลงหัวไม้มาก่อเรื่องให้เสียอารมณ์ สองข้างทางโดยรอบล้วนเป็นแหล่งบ้านพักของพ่อค้าต่างถิ่น

            หญิงสาวทั้งสองใช้เส้นทางเดินเท้าเพียงสองเค่อก็ถึงตลาด ผู้คนเดินกันขวักไขว่ สื่อสารต่างสำเนียง บ้างกำลังดูสินค้าเสื้อผ้าอาภรณ์ ชาวบ้านและทหารจากนอกเมืองหาบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเข้ามาขาย นายพรานก็นำสัตว์ป่าเข้ามาวางแผง รวมไปถึงบรรดาพ่อค้าหาบเร่ขายสินค้าเล็กๆ จิปาถะก็มีอีกมากมาย มีตั้งแต่อุปกรณ์ตัดเย็บไปจนถึงตลับผงแป้งสีชาด

            จริงอยู่ ย่านนี้อาจไม่มีร้านค้าใหญ่โต ส่วนใหญ่เป็นร้านแผงลอยเบ็ดเตล็ดเล็กๆ แต่ราคาก็เอื้อประโยชน์ให้ชาวบ้านอย่างแท้จริง ประชาชนสามารถซื้อสินค้าสดใหม่ได้ในราคาย่อมเยา ผู้คนมาเดินจับจ่ายกันมากมาย แม้แต่บรรดาทหารยังมีเวลาว่างมานั่งร่ำสุรา พูดคุยโหวกเหวกหัวเราะกันอย่างสบายอกสบายใจ

            มิหนำซ้ำพอพวกทหารดื่มเสร็จก็ต้องจ่ายเงิน ทำเอาพ่อค้าขายสุราหาบเร่ถึงกับตกใจไม่น้อย ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นคำสั่งจากใต้เท้าเซี่ย มีกฎว่าทหารหัวเมืองทั้งหลายหากคิดจะซื้อข้าวของใดๆ ล้วนต้องจ่ายเงินทั้งสิ้น ห้ามรังแกระรานประชาชนในเมืองเว่ยอัน เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้นจึงพากันสรรเสริญยกใหญ่ ต่างซาบซึ้งในบุญคุณของแม่ทัพหัวเมืองเป็นอย่างยิ่ง

            ลุ่ยจูเห็นว่าตลาดที่นี่ปลอดภัยมาก นางจึงเบาใจที่จะพาคุณหนูมาเดินเล่น

            ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูเดินดูของไปตามทางเท้า กระทั่งเห็นร้านขายกำไลหยก แม้คุณภาพหยกจะไม่ถึงขั้นดีที่สุด แต่เมื่อเทียบราคากับร้านขายเครื่องประดับก็ถือว่าค่อนข้างถูก มีหญิงที่แต่งงานแล้วจำนวนไม่น้อยพากันมามุงดูอยู่รอบบริเวณ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าผู้ใดซื้อกลับไป

            พวกนางเดินดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่กลับมิได้อ้อยส้อยอย่างที่แสดงออก ถานหวั่นชิงลอบสังเกตและประเมินสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นอย่างละเอียด ฝั่งลุ่ยจูที่เดินอยู่ข้างๆ กำลังพูดคุยอย่างดีอกดีใจ แต่ก่อนตอนอยู่จวนตระกูลถาน นางเป็นสาวรับใช้ที่อยู่แต่ในจวนเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่ในจวนต้องการอะไร เพียงแค่เอ่ยปาก บรรดาเถ้าแก่ห้างร้านใหญ่ในเมืองหลวงก็ยินดีหอบข้าวของมาเยี่ยมถึงในจวนเพื่อให้ฮูหยินและคุณหนูเลือกตามอำเภอใจ

ณ เวลานั้นคุณหนูแทบไม่ได้ใส่ใจบรรดาผ้าสิ่งทอเครื่องประดับ ล้วนเป็นความสามารถของลุ่ยจูในการคัดสรรให้ทั้งสิ้น แต่เวลานี้กลับสนุกและได้บรรยากาศยิ่งกว่า เจ้าของร้านวางของให้นางเลือกกับมือ พวกชาวบ้านในตลาดก็พากันส่งเสียงพูดคุยเกี่ยวกับสินค้ากันอย่างสนุกสนาน สินค้าก็ราคาเป็นมิตร สิบชิ้นแค่แปดเหรียญทองแดงเท่านั้น ตอนนี้ลุ่ยจูจึงสบายใจและมีความสุขมาก

            กลุ่มคนหลั่งไหลมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ลุ่ยจูเกรงว่าคุณหนูจะถูกเดินเบียดจนพลัดหลงจึงดึงมือของอีกฝ่ายไว้แน่น มือของคุณหนูก็กำลังจับนางไว้เช่นกัน ทั้งสองพูดคุยยิ้มแย้มเหมือนพี่สาวน้องสาวทั่วไป มีบางครั้งที่หยุดดูงานช่างฝีมือพื้นเมืองซึ่งไม่เคยเห็นในเมืองหลวงมาก่อน ก็กล่าวชมไม่ขาดปาก

            ครั้นเดินไปถึงแผงลอยหาบเร่เล็กๆ ที่เงียบเหงาแห่งหนึ่ง ถานหวั่นชิงก็หยุดเท้าแล้วมองดู ในแผงเบ็ดเตล็ดวางขายพัดกระดาษที่ใช้ในฤดูร้อน ทว่ายามนี้อากาศหนาวอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครล้วนสวมเสื้อกันหนาวกันหมด ใครจะใช้พัดเล่า ไม่เงียบสิแปลก

            พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้นนำพัดฤดูร้อนเข้ามาขายจำนวนมาก อาจจะเงินขาดมือ จึงนำมาเทขายราคาถูกเช่นนี้

            เดิมพัดสีขาวด้ามหนึ่งมีราคาแปดถึงเก้าอีแปะ ตอนนี้ให้ห้าอีแปะก็ขาย ถานหวั่นชิงนั่งยองๆ หยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นงานคุณภาพหยาบทำขึ้นมาแบบลวกๆ คุณภาพกระดาษด้านหน้าพัดก็ไม่ดี สีขาวว่างเปล่าทั้งสองด้าน โดยรวมแล้วธรรมดาออกจะเชย ไม่มีลวดลายทัศนียภาพหรือการประดับประดาเสริมแต่ง ว่างเปล่าอย่างมาก 

            “ทำไมไม่เขียนคำขวัญหรือวาดรูปบนหน้าพัดล่ะ?” นางพลิกไปมาสักพักจึงถามออกไป

            พ่อค้ากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ เห็นมีคนถามก็ตอบแบบขอไปที “ด้ามนี้สีขาวอยู่แล้ว ซื้อกลับไปเขียนเอาเอง หรือหาคนวาดให้ไม่สะดวกกว่าหรือ ถ้าอยากได้พัดมีภาพวาดสวยๆ ราคาอาจจะสูงสักหน่อย แต่ค่าตอบแทนให้นักวาดจนๆ ก็ไม่น่าเกินสองตำลึง ถ้าภาพไม่สวยก็ขายไม่ออก จะกลายเป็นเสียของเปล่าๆ ข้าแค่ทำการค้าเล็กๆ สิ้นเปลืองไปก็ไม่คุ้มเงิน”

            “แม่นางถูกใจพัดสีขาวหรือ?” พ่อค้าถามอย่างไม่คิดอะไรและไม่ได้ใส่ใจหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า ยังคงนั่งก้มหน้าสายตามองต่ำ เห็นเสื้อผ้านางแล้วดูขัดตา ครั้นพอเงยหน้าถามลูกค้าอย่างเคยชิน พ่อค้าหาบเร่ผู้นั้นถึงกับกะพริบตาปริบๆ จากที่นั่งเอ้อระเหยอยู่ก็ลุกขึ้นยืน พึมพำกับตัวเองในใจว่าไม่เคยเห็นหญิงคนไหนจะงดงามได้ถึงเพียงนี้มาก่อน แล้วยังอยู่ห่างแค่เอื้อม เขาถึงกับพูดติดอ่างไม่เป็นตัวของตัวเอง

            “หาก... แม่นางถูกใจ ข้า... ข้าขายให้เจ้าราคาถูกได้นะ หนึ่งด้ามสี่... สี่อีแปะดีไหม?” กล่าวจบจึงหยิบมาหนึ่งด้าม “ด้ามนี้ไม่คิดเงิน ให้... ให้แม่นาง”

            “ชิ...” ลุ่ยจูที่อยู่ข้างๆ เห็นพ่อค้ากำลังจ้องมองคุณหนูจึงเลิกคิ้วสูง ผลก็คือเห็นเขาหน้าแดงเป็นลูกตำลึง แล้วยังท่าทางติดอ่างนั่นอีก เหมือนลิงผสมม้าไม่มีผิด นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้

            ถานหวั่นชิงรีบก้มหน้าปิดปากเงียบ ก่อนจะตอบกลับไป “ไม่ต้องหรอก เจ้านับว่าพัดพวกนี้มีจำนวนเท่าไร ห่อรวมกัน ข้าเหมาทั้งหมด”

            คราแรกลุ่ยจูไม่คิดว่าคุณหนูจะซื้อ เพียงแค่ถามดูเท่านั้น จึงตกใจกระซิบถามว่า “มัน...มันจะไม่มากไปหรือเจ้าคะ ซื้อกลับไปแล้วจะขายให้ใคร?” และใบพัดขาวๆ เปล่าๆ จะขายได้ดีขนาดนั้นเชียวหรือ ชาวนาธรรมดาทั่วไปที่ไหนจะซื้อของแบบนี้ ไม่แข็งแรงซ้ำยังใช้ไม่ทน มีแต่หญิงที่แต่งงานแล้วใช้ไว้ป้องแดด พัดกระดาษแบบนี้ส่วนใหญ่ผู้ชายใช้กัน หากมิใช่พวกบัณฑิตก็ต้องเป็นนักประพันธ์จึงจะนิยมใช้พัดแบบนี้

            “ซื้อไปเขียนคำขวัญและวาดภาพ” ถานหวั่นชิงตอบกลับไปหนึ่งประโยค

            ลุ่ยจูกำลังจะกล่าวบางอย่างก็หุบปากทันที

            จริงสิ... ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้พวกนางไม่มีรายรับเลย แล้วเรื่องเงินก็เป็นเรื่องใหญ่เสียด้วย

 

หนุ่มขายปลาคนเมื่อวานยังอยู่ตำแหน่งเดิม

ลุ่ยจูตาลุกวาว รีบดึงคุณหนูเดินตรงไปที่นั่น

หนุ่มขายปลาอายุราวยี่สิบปี มีรูปร่างที่ทำให้คนรักคนหลง ตาโตคิ้วดก ตอนที่หญิงสาวทั้งสองเดินมาถึง เขากำลังตะโกนลากเสียงยาวว่า “ปลาสดๆ ใหม่ๆ เพิ่งส่งมาถึง แต่ละตัวยังมีชีวิต ซื้อปลาใหญ่แถมปลาเล็ก ขายถูกๆ”

            กำลังจะตะโกนต่อ พลันเห็นหญิงสาวสองคนเดินเข้ามาเสียก่อน เขาจำลุ่ยจูได้ เป็นแม่นางที่เคยมาซื้อปลาที่ร้านของเขา “วันนี้ก็มาซื้อปลาอีกหรือ?” เพิ่งจะเอ่ยปากทักทาย ก็เหลือบเห็นหญิงสาวอีกคนเดินมากับนางด้วย

            ชายขายปลาสมองว่างเปล่าทันใด มองตะลึงงันอยู่เช่นนั้นอยู่นานกระทั่งลุ่ยจูตวาด ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาจึงกลับมา ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงหน้าแดงก่ำ กล่าวอ้อมแอ้มอย่างเขินอาย “แม่นาง ซื้อ... ซื้อปลาหรือ?”

            “นอกจากปลาแล้วยังมีอะไรขายอีกหรือ?” ลุ่ยจูมองชายหนุ่มนิ่ง แต่เมื่อคิดถึงลูกชิ้นปลาประหลาดสดใหม่หอมกรุ่นที่คุณหนูทำเมื่อวานแล้ว นางก็นั่งยองๆ พลิกหมึกยักษ์ในเข่งไปมา ไม่นานนักก็เลือกออกมาไม่น้อย รีบส่งให้ชายหนุ่มเก็บเงินจะได้ไปกัน

            ชายหนุ่มผู้นั้นกลับบอกว่าปกติไม่ค่อยมีคนกินหมึกยักษ์ หากพวกนางต้องการเขาก็ขอมอบให้โดยไม่คิดเงิน ลุ่ยจูมองคุณหนูแวบหนึ่ง เห็นคุณหนูพยักหน้า นางจึงเอาปลาหมึกยักษ์ใส่ตะกร้าแล้วอุ้มขึ้นอย่างดีใจ ของไม่จ่ายเงินผู้ใดจะไม่ชอบเล่า

            ถานหวั่นชิงเดินไปดูปลาที่ถังข้างหน้า ปลาตัวหนึ่งพลันกระโดด แต่มือเท้าของพ่อค้าหนุ่มปราดเปรียวคล่องแคล่วยิ่งนัก เขารีบมัดปลาตัวนั้น ปากไม่เอ่ยอะไรได้แต่ยื่นปลาให้ถานหวั่นชิงด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ เห็นอีกฝ่ายยังนิ่งจึงกล่าวเสริม “ได้ยินว่าไม่กี่วันก่อนหน้าแม่นางป่วยไข้ ปลานี้ข้าให้แม่นางไปต้มน้ำแกงดื่มนะ”

            ถานหวั่นชิงประหลาดใจจึงมองเขาอีกคน แน่นอนว่านางไม่ต้องการของที่ได้เปล่า หมึกยักษ์พวกนั้นขายไม่ออก ใจดีให้พวกนางมาก็พอเข้าใจอยู่ แต่ใจนางไม่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจึงหวังจะซื้อปลาถือกลับไปด้วย เพราะอาชีพชาวประมงไม่ร่ำรวยนัก ต้องกังวลกับอันตรายสารพัด แต่นี่เขาให้หมึกแล้วยังจะแถมปลาอีก

            พ่อค้าหนุ่มขายปลาผู้นี้ซื่อตรงมาก ดื้อรั้นไม่รับเงินไม่พอ ท้ายที่สุดยังยกปลาตัวเล็กให้พวกนางอีกสองตัว

            ระหว่างที่เดินกลับบ้าน ลุ่ยจูและถานหวั่นชิงกล่าวถึงพ่อค้าขายปลาเมื่อครู่ ถานหวั่นชิงโพล่งถามออกมา “ทำไมเขารู้ว่าข้าป่วย?”

            “อ๋อ เมื่อวานตอนซื้อปลา บ่าวเผลอพูดออกมาเจ้าค่ะ แค่คิดอยากให้เขาลดราคาสักหน่อย ที่จริงแล้วพ่อค้าปลาผู้นั้นก็เป็นคนใช้ได้ไม่เลว เก็บเงินเพียงไม่กี่อีแปะแล้วยังให้หมึกยักษ์มาไม่น้อย ไม่อย่างนั้นบ่าวคงไม่ลากคุณหนูมา เพราะข้างหน้ายังมีคนขายปลาอีกถมไป จะซื้อที่ไหนก็ได้” ลุ่ยจูหิ้วของ ก่อนจะเอาปลาในมือของนายสาวมาวางลงในตะกร้า

จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ถานหวั่นชิงสั่งซื้อหมึกยักษ์อีก จึงอดถามไม่ได้ “อ้อ คุณหนูเจ้าคะ เมื่อครู่ท่านสั่งจองหมึกยักษ์กับเขามากมายขนาดนั้นจะเอาไปทำอะไรหรือ? พวกเรากินกันไม่หมดหรอก” คนสองคนกินได้อย่างมากก็สิบกว่าชั่งเท่านั้น

พ่อค้าขายปลาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน เมื่อครู่เขายังบอกว่า “ข้ารู้ตำแหน่งที่มีหมึกยักษ์จำนวนมาก ของพวกนี้ขายไม่ค่อยได้ราคา ไม่มีคนมาช้อนเอาไป หากแม่นางต้องการ ข้าเพียงช้อนขึ้นมามากหน่อยก็ได้แล้ว ยกให้แม่นางหมดเลย” ขนาดราคาก็ตกลงกันง่ายดาย

            ถานหวั่นชิงก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อนหน้า เพราะเดิมทีนางยังคิดไม่ออกว่าจะทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยอะไร ประจวบเหมาะกับหมึกยักษ์ของที่นี่ราคาถูกจนถึงขั้นมอบให้เปล่าๆ ยังไหว ทั้งได้ยินพ่อค้าขายปลากล่าวถึงสถานที่ที่ช้อนหมึกยักษ์อวบๆ ได้จำนวนมาก จึงเริ่มสนใจจะค้าขายขึ้นมา

            นับวันอากาศยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ ถึงฤดูหนาวจะหาปลาได้ยาก แต่กลับช้อนหมึกยักษ์ได้มาก นางควรใช้ประโยชน์จากอากาศเย็นนี้ แช่แข็งหมึกที่ได้มาเพื่อทำลูกชิ้นปลาหมึกออกขายตามท้องตลาด ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ นางคิดว่าแม้จะเป็นของราคาถูก กำไรอาจได้ไม่มาก แต่ถ้าอยากเก็บเงินเผื่อไว้สำหรับหน้าหนาวจริงๆ แล้วละก็ แปดตำลึงหรือสิบตำลึงก็ยังต้องกำให้แน่น

             หลังกลับไปถึงบ้าน ลุ่ยจูกินหมึกยักษ์เนื้อนุ่มหอมกรอบไปพลางปรึกษาหารือกับถานหวั่นชิงไปพลาง นางรู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถทำได้ หญิงที่แต่งงานแล้วจำนวนมากต่างพากันทำการค้าตามท้องตลาด ต่างก็เป็นชาวบ้านธรรมดา มีอิสระในการนำของในบ้านมาขาย ใครๆ ก็ขายได้ พวกนางก็ต้องขายได้แน่นอน

อากาศในฤดูหนาวก็ไม่ใช่ปัญหา แค่ซื้อเตาย่างสักเตา ทำสถานที่ขายให้ดึงดูดผู้ซื้อ อีกทั้งลูกชิ้นหมึกยักษ์ยังอร่อยขนาดนี้ นางไม่เชื่อว่าจะไม่มีคนมาซื้อ

            สองสามวันต่อมา ลุ่ยจูกลับมาบ้านอย่างตื่นเต้นดีอกดีใจ ถานหวั่นชิงกำลังนั่งพลิกดูสมุดภาพวาดในมือ ซึ่งเก็บออกมาจากใต้เสื่อในห้องทางทิศตะวันตกเมื่อสองสามวันก่อน  

            “คุณหนู บ่าวเกริ่นกับยายขายขนมไว้แล้ว บ้านนางมีเตาเก่าให้พวกเรายืมใช้ แต่ถ่านไฟเราต้องเตรียมเอง อ้อ...อีกอย่าง คนขายปลาบอกว่าพรุ่งนี้เช้าให้ไปเอาปลากับเขาได้เลยเจ้าค่ะ เขาบอกว่าช้อนแหได้ปลาหมึกยักษ์สิบกว่าชั่งแน่ะ พอดีกับที่พวกเราต้องใช้เลยนะเจ้าคะ”

            “เขาไม่พูดถึงราคาหรือ?” ถานหวั่นชิงเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล พลางพลิกดูภาพวาดหน้าถัดไป

“เขาบอกว่าช้อนได้มาพร้อมกับปลาอยู่แล้ว ไม่คิดราคาค่างวดอะไร พวกเราให้ค่าวิ่งเต้นเขายี่สิบอีแปะก็พอเจ้าค่ะ”

“ยี่สิบอีแปะ?” มือบางหยุดชะงัก ถานหวั่นชิงเงยหน้ามองลุ่ยจู “น้อยเกินไป หมึกหนึ่งชั่งมีราคาแทบไม่ถึงหนึ่งอีแปะ ไม่ต้องพูดถึงตอนช้อนจับ เฉพาะค่าธรรมเนียมในการขนเข้ามาขายในเมืองก็ยังไม่พอ ถึงแม้เราจะลำบาก แต่ไม่ถึงกับต้องเบียดเบียนเงินคนขายปลาที่ได้มาอย่างยากเย็นหรอกกระมัง” นางครุ่นคิด วางภาพวาดที่อยู่ในมือลงแล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้ให้เจ้าไปทำข้อตกลงกับเขาเสียใหม่... เอาแบบนี้ก็แล้วกัน” การค้าขายจะยาวนานได้ ต่างฝ่ายต้องเอื้อประโยชน์แก่กันจึงจะถูก

วันต่อมา ถานหวั่นชิงมารับหมึกยักษ์ด้วยตัวเอง หนุ่มขายปลายังคงยืนยันว่าต้องการเงินแค่ยี่สิบอีแปะ หากให้มากกว่านั้นเขาไม่ขอรับ สุดท้ายหญิงสาวจึงจำใจคืนหมึกกลับไป หนุ่มขายปลาร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก เพราะความงามดุจภาพวาดกับมือขาวผ่องปานรากบัวของนางทำให้เขาอยากให้นางมาหาบ่อยๆ เขารีบรับถุงเงินจำนวนสามสิบอีแปะไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ และกำหนดการซื้อขายครั้งต่อไปที่ราคาห้าอีแปะต่อหนึ่งชั่ง

เมื่อหญิงงามยกของจากไป เขาเพิ่งนึกอะไรออก รีบช้อนปลาตัวหนึ่งออกมาร้อยเชือก แล้วเร่งตามไปยื่นให้ตรงหน้า ถานหวั่นชิงไม่อาจรับปลาตัวนี้ไว้ แต่นางรู้ดีว่ายืนกีดขวางทางคนเดินไปมาอย่างนี้ไม่เหมาะสมนัก จึงลังเลอยู่สักพักก่อนรับปลาจากมือของเขา

ยังไม่ทันได้กล่าวคำขอบคุณ ในตลาดก็เกิดความวุ่นวาย ม้าฝูงหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ ตรอกนี้กว้างก็จริงแต่ที่คาดไม่ถึงก็คือผู้มาเยือนจะเป็นถึงแม่ทัพหัวเมือง

ความวุ่นวายบนถนนเกิดขึ้นกะทันหัน ผู้คนส่วนใหญ่พากันหลีกทางให้ขบวนม้า พ่อค้าแม่ขายต่างก็พากันคุกเข่าลงบนพื้นถนน

กลุ่มคนเบียดเสียดเยียดยัดจนถานหวั่นชิงไม่แคล้วได้รับผลกระทบไปด้วย มือทั้งสองข้างของนางถือของพะรุงพะรัง ข้างหนึ่งหิ้วตะกร้าไม้ไผ่บรรจุหมึกยักษ์สิบชั่ง อีกข้างถือมัดปลาตัวยาวที่รับมาจากหนุ่มขายปลา เมื่อขบวนม้าดังกล่าวใกล้เข้ามา คนข้างหลังที่อยากเห็นหน้าใต้เท้าเซี่ยก็พยายามเบียดมาด้านหน้า ทั้งผลักทั้งดัน ร่างบอบบางของนางทรงตัวไม่อยู่ จึงชนเข้ากับหญิงคนข้างๆ ของในมือตกกระจาย

ถานหวั่นชิงกระวีกระวาดประคองหญิงผู้นั้นให้ลุกขึ้น หลังขอโทษขอโพยแล้วจึงรีบเก็บของใส่ในตะกร้า ทว่าของในตะกร้าพลิกคว่ำลงพื้นหมดแล้ว หมึกยักษ์สาดออกมา เปียกไปทั่วถนนสีครามที่เว้นว่างไว้ให้ใต้เท้าเซี่ยควบม้าผ่าน

ไหนเลยม้าของใต้เท้าจะยอมหลบ กีบเท้าย่ำลงบนตะกร้าของนางพอดี

ถานหวั่นชิงยืนอยู่ริมถนนห่างแค่เอื้อม ใกล้จนได้กลิ่นหนังอานม้า หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ ยืนตะลึงงันมองกีบเท้าม้าเหยียบปลาหมึกขาวอวบที่กระจายเฉอะแฉะอยู่บนพื้น ในใจนางกระสับกระส่ายด้วยความเสียดายแต่ไม่กล้าเอ่ยปากส่งเสียงห้าม

สายตาคนบนหลังม้าตกลงที่ร่างหญิงสาว เอาแต่จ้องใบหน้าที่ก้มต่ำ

---------------------------------------------

เหยียบย่ำซ้ำเติม

ม้าของใต้เท้าเซี่ยเกิดไปเหยียบบางอย่างเข้าจึงหยุดวิ่ง

คนทั้งหลายเพิ่งจะมองเห็นตะกร้ากับหมึกยักษ์ที่กระจายเกลื่อนอยู่บนถนน บางคนกล่าวว่า “ยังมีคนกินเจ้าสิ่งนี้ด้วยหรือ ครอบครัวไหนกัน... เฮ้อ ลำบากยากแค้นแล้วยังทำกับข้าวไม่เป็นอีก น่าสงสารจริงๆ”

“ของสาดไปบนถนนอย่างนั้น ม้าของใต้เท้าก็เดินไม่ได้สิเนี่ย”

“ใต้เท้า ข้ามีปลามากมาย อยากให้ท่านเอากลับไปบำรุงร่างกาย รับไว้เถอะเจ้าค่ะ”

“ข้ามีไข่ ขอมอบให้ใต้เท้า...”

“ใต้เท้าเซี่ย ท่านช่วยครอบครัวเล็กๆ ของเราไว้ ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรหมด ข้ากราบคารวะท่าน...”

“ใต้เท้า...”

ใต้เท้าเซี่ยได้ยินเสียงไพร่ฟ้าประชาชนที่ต่างโค้งคำนับให้ตน จึงควบม้าเดินผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน ม้าของเขาเดินอย่างเชื่องช้า จนเมื่อออกจากฝูงชนไปได้สักพักแล้วเขาจึงเบือนหน้ากลับมามองทางด้านหลัง

มีเสียงกู่ร้องอย่างคึกคักของชาวบ้าน ทุกคนกำลังมีความสุข เหลือเพียงหญิงสาวผู้นั้น... นางกำลังคุกเข่า ก้มหน้าก้มตาใช้สองมือประคองหมึกที่ยังดีใส่ในตะกร้า ราวกับหมึกน่าเกลียดที่พื้นนั่นเป็นดั่งหยกหรือทองคำก็ไม่ปาน

ทหารข้างกายใต้เท้าเซี่ยไม่เอ่ยคำใด เพียงตามใต้เท้าออกจากตรอกไปเงียบๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรวันนี้ใต้เท้าที่ไม่เคยชอบความครึกครื้นกลับหยุดอยู่หน้าตลาดแห่งนี้ ซ้ำยังบังคับม้าเดินเข้ามาในตรอกแคบ ประชาชนต่างพากันเปล่งเสียงร้องเรียกด้วยความดีใจ ใต้เท้าเซี่ยยิ้มตอบจางๆ

แต่พอออกมาจากตรอกได้ จู่ๆ ใบหน้าของใต้เท้าก็เปลี่ยนไป

           

ประตูทางทิศเหนือของเมืองเว่ยอันถูกตั้งเป็นค่ายทหารม้า

ถนนทั้งหมดในเมืองมีทหารรักษาการณ์เกือบแปดร้อยนาย ส่วนทหารที่เหลืออีกหนึ่งพันนายคอยปกป้องอยู่ในค่ายนอกเมือง พอใต้เท้าเซี่ยกลับมายังค่ายทหาร พลิกตัวลงจากหลังม้าได้ก็ตีสีหน้าเคร่งขรึมเดินเข้าไปยังเขตกองบัญชาการ

            เจ้าหน้าที่อาลักษณ์ฉงถิงเชี่ยนกำลังเดินสวนออกมาพอดี ทันทีที่พบรองแม่ทัพหวังจี้กับลูกน้อง จึงอดไม่ได้ที่จะถาม “ใต้เท้าเซี่ยสีหน้าไม่ใคร่จะดี เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ?”

            นายกองกัวซิ่งกับขุนพลตู้เหอพากันส่ายหน้า รองแม่ทัพหวังจี้กลับลูบจมูก “อีกไม่กี่วันจะถึงวันไหว้สุสานฮูหยินผู้เฒ่า อาจเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้ทำให้ใต้เท้าหวนนึกย้อนไปถึงอดีต”

            ฉงถิงเชี่ยนเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ จริงสิ... มารดาของใต้เท้าเซี่ยลาโลกไปเมื่อสองปีก่อน ต่อให้ทำงานหนัก แต่ลูกคนไหนจะลืมวันครบรอบวันตายของมารดาได้ ใต้เท้าเซี่ยอาจเป็นนายทหารที่มีนิสัยหยาบกระด้างก็จริง แต่ก็เป็นชายหนุ่มที่กตัญญูรู้คุณคนหนึ่ง

            คนทั้งสามทักทายเจ้าหน้าที่อาลักษณ์เรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้าไปในกองบัญชาการ พบว่าใต้เท้าเซี่ยเฉิงจู่กำลังนั่งรออยู่แล้ว สีหน้าของเขาอึมครึม ในมือถือหนังสือราชการฉบับหนึ่ง

            ทั้งสามไม่กล้ากวนน้ำให้ขุ่น ต่างพากันสงบปากสงบคำ พวกเขากับใต้เท้าเซี่ยร่วมงานและสนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน หลายปีมานี้ใต้เท้ายกทัพจับศึกไปทั่วสารทิศ ความดีความชอบทางทหารสุดคณานับ พวกเขาเองก็ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับใต้เท้า เรียกได้ว่าความสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อถึงขั้นตายแทนกันได้

            หวังจี้ดื่มชาเย็นชืดพลางหรี่ตามองสีหน้าของคนที่นั่งอยู่ตัวโต๊ะ แต่ด้านหลัง... กัวซิ่งกับตู้เหอกลับส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวจนเขาต้องกระแอมเตือนไปคราหนึ่ง เซี่ยเฉิงจู่วางหนังสือราชการลงบนโต๊ะแล้วปรายตามองไปยังกัวซิ่งกับตู้เหอ

            เซี่ยเฉิงจู่เลิกคิ้ว “ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว จนทุกวันนี้ค่ายทหารก็ยังสร้างไม่เสร็จ พวกเจ้ายังมีอารมณ์จิบชาอยู่อีกรึ?”

ถูกท่านแม่ทัพใช้สายตาเย็นชาไม่ต่างจากสายลมในฤดูใบไม้ร่วงกวาดมอง กัวซิ่งกับตู้เหอก็สะท้านขึ้นมาในอก รู้สึกลำบากใจไม่น้อย ทำได้เพียงเก็บเท้าที่พวกตนวางพาดบนม้านั่งตัวยาวลงวางบนพื้น!

            ค่ายทหารยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ใช่เพราะว่าทหารใต้บังคับบัญชาของพวกเขาไม่ร่วมแรงร่วมใจ แต่สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายมีมากกว่ารายรับ! จะกระทำการใดหากขาดวัตถุดิบก็ยากที่จะทำให้สำเร็จลุล่วง ไม่มีเงินแล้วจะให้พวกเขาเอาอะไรมาสร้าง?

            แต่ทั้งสองก็รู้ว่าใต้เท้ามีแรงกดดันอันหนักอึ้งอยู่บนบ่า ตอนนี้ภาพลักษณ์ของเว่ยอันดูดีกว่าแต่ก่อนมาก คนอื่นอาจไม่รู้แต่พวกเขารู้ชัดเจนทีเดียว เพราะตอนที่รับช่วงมานั้นเมืองเว่ยอันแห่งนี้เหลือเพียงเปลือกนอกที่ว่างเปล่า ตอนที่หยิบสมุดการเงินมาตรวจสอบครั้งแรก พวกเขาพบว่าเงินในคลังทหารทั้งหมดมีอยู่แค่หนึ่งพันสองร้อยตำลึงเงินเท่านั้น

            หากจะพูดถึงคูเมืองและกำแพงเมืองแล้ว เงินแค่นี้จะพอที่ไหน อย่างดีก็จ่ายได้แค่เงินเดือนและเสบียงสำหรับทหารให้พอกินพอใช้ไปอีกหนึ่งเดือน

            ในเมืองต้องเลี้ยงดูทหารเป็นพันนาย ต้องฝึกม้าศึก นอกเมืองก็ต้องก่ออิฐก่อกำแพงเมือง ยังมีผืนนามากมายที่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามานาน ต้องการคนมาบุกเบิกถากถาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธยุทโธปกรณ์ค่อยๆ ร่อยหรอไปเพราะได้รับความเสียหายจากการออกรบแต่ละครั้ง ก็กองไว้รอซ่อม ความกดดันทั้งหมดจึงล้วนทับถมลงบนบ่าของแม่ทัพหัวเมืองทั้งสิ้น

             ปีที่ผ่านมานี้ ทหารออกจากเมืองไปปราบโจรผู้ร้ายตั้งเท่าไร  ทรัพย์สินเงินทองและเสบียงอาหารที่ได้รับมาทั้งหมดล้วนโยนเข้าไปในภารกิจเหล่านั้น ทั้งยังมีอุปสรรคหลากหลายประการให้ต้องคอยแก้ เรียกได้ว่าบ้านเมืองที่มีประชาชนต้องเลี้ยงดูเปรียบเหมือนโพรงที่ถมเติมเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม 

            ตำแหน่งของใต้เท้าเซี่ย ภายนอกดูเหมือนสุขสบาย ทว่าภายในกลับอยู่ในฐานะที่น่าหวาดกลัวและอันตรายที่สุด มีปัญหามากมายเบียดอัดกันอยู่ในนั้น จนไม่อาจหาคำใดมาอธิบายได้ จะมีสักกี่คนที่ต้องครุ่นคิดหาทางรอดให้บ้านเมืองอยู่ตลอดเวลาอย่างใต้เท้าเซี่ย

นายกองกัวซิ่งกับขุนพลตู้เหอเห็นบรรยากาศชักจะย่ำแย่ จึงรีบลุกขึ้นเอ่ยปากขอตัว หนีเอาตัวรอดออกจากห้องไป

            ในมือของรองแม่ทัพหวังจี้ยังคงถือถ้วยชาค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น เห็นเจ้าเด็กสองคนนั้นวิ่งเร็วปานกระต่าย ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะก่นด่าไล่หลังไปเงียบๆ

            “ชั่วพริบตาเดียวก็เหลือเพียงข้ากับท่านแม่ทัพเสียแล้ว” เขาวางถ้วยชาลงแล้วกล่าวต่อว่า “ก็ดี ข้ามีเรื่องที่อยากจะเรียนถามอยู่พอดี”

เซี่ยเฉิงจู่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะเอ่ยปากเรื่องอะไร จึงสวนกลับไปตรงๆ “อย่ามายุ่ง!”

            “ไม่ให้ยุ่งคงไม่ได้!”

            รองแม่ทัพหวังจี้ลากเก้าอี้เข้ามานั่งใกล้กว่าเดิม “ข้าคาดว่าใต้เท้าคงพบหญิงสาวผู้นั้นแล้ว ใช่หรือไม่?”

            เซี่ยเฉิงจู่ส่งสายตาดุดัน เป็นเชิงเตือนสหายไม่ให้เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้

            หวังจี้หาได้หวาดกลัวไม่ เขายังคงตีสีหน้าเรื่อยเฉื่อยพ่นวาจาน่าตายออกมา “ข้าไม่เข้าใจว่าใต้เท้าคิดอะไรอยู่ นางเป็นเพียงนักโทษหญิงไร้หลักแหล่ง ที่ตอนนี้ก็ระหกระเหินมาตกอยู่กลางกำมือของใต้เท้าแล้ว ข้ารู้ดีว่ามีแค้นก็ต้องชำระ อาฆาตใครก็ต้องตอบแทนให้สาสม แต่ท่านจะทำอะไรทำไมไม่รีบลงมือเล่า ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานถึงขนาดนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังรออะไรอยู่กันแน่?” หวังจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหลุดปากออกมา “หรือว่าใต้เท้ากำลังลังเล?”

            พู่กันที่อยู่ในมือของเซี่ยเฉิงจู่หล่นลงบนโต๊ะ กำลังจะตั้งท่าไล่เจ้าคนกวนประสาทออกไป พอดีกลับมีเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา ผู้มาใหม่ตะโกนถามเสียงดังว่า “นักโทษหญิงอะไรกัน ใต้เท้าเซี่ยมีแค้นกับผู้ใดหรือขอรับ ข้าไปจัดการสะสางให้ดีหรือไม่ ฮ่าๆๆ”

            ผู้ที่เดินเข้ามามีรูปร่างอ้วนท้วม อายุห้าสิบปี ตาเล็ก หูใหญ่ ผิวหน้าบางอิ่มเอิบเป็นเงาวาวไปทั้งใบหน้า เมื่อเดินเข้ามาเห็นแม่ทัพหัวเมืองนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ จึงกล่าวประจบเอาใจ “เมื่อครู่ได้ยินท่านแม่ทัพเอ่ยถึงนักโทษหญิง หากฆ่าตายก็เสียดายแย่ ในเมื่อเป็นนักโทษหญิง มิสู้ส่งไปเป็นโสเภณีในค่ายเพื่อปลอบขวัญเหล่าทหารของเรา ทำเช่นนี้เท่ากับยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว ใต้เท้าคิดเห็นเป็นอย่างไร?”

            โถงประชุมเงียบสงัดในทันใด หวังจี้รีบลากเก้าอี้ออกห่างพลางหรี่ตามองหัวกลมๆ หูกางๆ ของเฉาเหวินจงผู้เลื่อนเปื้อน ผรุสวาทในใจเป็นร้อยรอบ

            เซี่ยเฉิงจู่เองก็มองเฉาเหวินจงเขม็ง ใบหน้ามีเงาทะมึนซ้อนทับจางๆ ทำให้ดูเข้มขรึมกว่าเดิมอีกหลายเท่า “เฉาเหวินจง ถ้าเจ้าว่างนักน่าจะช่วยกองทัพหาทางรับมือกับการเก็บภาษีของราชสำนัก ไม่ดีกว่าหรือ?” กล่าวจบก็หยิบเอกสารในมือแล้วโยนส่งไปให้

            เฉาเหวินจงตกใจ หยิบขึ้นมาดูแล้วร้องออกมาไม่เป็นภาษา เสบียงของทหารในปีนี้ขาดแคลนหนัก กองทัพกำลังขัดสน ยังจะถูกราชสำนักเรียกเก็บภาษีอีกตั้งสามร้อยตำลึงเงิน

            เซี่ยเฉิงจู่กล่าวต่อ “ว่าอย่างไร ในฐานะที่เจ้าเป็นคนควบคุมบัญชีกองทัพ ปัญหาแบบนี้เคยคิดจะหาทางแก้บ้างไหม?”

            เฉาจือโจวไม่วางเฉย รีบก้มศีรษะทันที “ไม่ใช่ข้าปัดภาระหน้าที่รับผิดชอบนะขอรับ เพียงแต่สถานการณ์ในปีนี้ไม่สู้ดีนัก เสบียงก็ต้องหา เงินเดือนทหารก็ต้องจ่าย ข้าไม่มีวิธีรับมือจริงๆ ที่มาพบวันนี้ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้กับใต้เท้าขอรับ”

            เซี่ยเฉิงจู่นิ่งเงียบไม่เอ่ยปาก มองเฉาเหวินจงอยู่เป็นนานก็กล่าวเสียงเนิบออกมา “เจ้าไม่ต้องตื่นตระหนกไป แค่สามร้อยตำลึงเงิน...เล็กน้อยถึงเพียงนั้น ข้ายังพอมีปัญญาหามาให้ แต่ต่อจากนี้ไปเราอาจต้องใช้จ่ายให้ประหยัดมากขึ้น”

            “ขอบคุณใต้เท้าที่เห็นใจขอรับ” เฉาเหวินจงเห็นว่าคำพูดของเซี่ยเฉิงจู่ละมุนละม่อมลงก็รู้สึกว่าเกินความคาดหมาย แต่สีหน้ายังแสร้งเป็นกังวล “แต่ว่าตอนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว คงมีปัญหาเรื่องรวบรวมภาษีแน่ ไม่ทราบว่าใต้เท้าพอมีอะไรชี้แนะบ้างหรือไม่?”

            เขากล่าวพลางคิดเงียบๆ ในใจว่า แม่ทัพหัวเมืองผู้นี้อายุยังน้อย แต่กลับเฉลียวฉลาดมากเล่ห์ ทำให้ยักยอกเงินได้ยากเหลือเกิน คิดๆ ไปแล้วนึกถึงก้อนทองที่แอบซื้อเข้าค่ายมาจำนวนไม่น้อย แววตาของเฉาเหวินจงสั่นไหวขึ้นมาด้วยความละโมบ ชิ...มีหรือที่คนอย่างข้า--เฉาเหวินจง ต้องการสิ่งใดแล้วจะคิดหาวิธีไม่ได้

            ขณะเฉาเหวินจงกำลังประเมินฝ่ายตรงข้าม เซี่ยเฉิงจู่กลับไม่ได้จ้องมองสีหน้าของตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ เขาสนใจการแต่งกายของอีกฝ่ายมากกว่า แม่ทัพหนุ่มกำลังสังเกตเสื้อคลุมไหมทองตัวยาวของเฉาเหวินจง คอเสื้อทอจากไหมปีกจักจั่นที่มีมูลค่าสูง กลิ่นอายของคนที่อยู่ดีกินดีแผ่ออกมาให้เห็นจางๆ  

ฮึ... ธรรมชาติของโจรโดยแท้

 

            อีกฟากหนึ่ง

หลังจากเก็บหมึกยักษ์ที่เปื่อยยุ่ยไม่มีชิ้นดีแล้ว ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูก็กล่าวขอบคุณชายหาบเร่ขายปลา ก่อนจะถือตะกร้าสานเดินกลับบ้าน

ระหว่างทางลุ่ยจูบ่นอย่างไม่พอใจ “น่าแปลกนะเจ้าคะ ทำไมใต้เท้าเซี่ยผู้นั้นซ้ายก็ไม่ไป ขวาก็ไม่เดิน เหมือนจงใจวิ่งมาหยุดตรงที่ปลาหมึกหกกระจาย เข่งตะกร้านอนขวางอยู่ตรงหน้าก็ไม่เหยียบแตก รถขายสุราที่อยู่ด้านหลังก็ไม่ถอยไปชน กลับมาเหยียบหมึกของเราจนเละเสียนี่ บังคับม้าให้เหยียบเต็มที่ทั้งสามสี่เท้าเสียด้วย น่าเสียดายที่เหลือหมึกอยู่แค่หกชั่งเอง...น้อยนิดนัก”

            ถานหวั่นชิงครุ่นคิดตามพลางขมวดคิ้ว แม้เหตุผลต่างๆ นานาจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน

 

            รอคนขี้ประจบเดินพ้นห้องไปแล้ว

หวังจี้ก็เอ่ยตามหลัง “เฉาเหวินจงผู้นี้วันๆ ได้แต่กินดื่ม มิน่าเล่าจึงดูเหมือนคหบดีที่เกียจคร้าน ละโมบโลภมากแม้กระทั่งเสบียงของทหารก็ยังกล้ายักยอก ข้าล่ะไม่อยากเชื่อจริงๆ” พูดถึงตรงนี้ก็รีบกล่าวกับเซี่ยเฉิงจู่ต่อว่า “ใต้เท้าจำได้หรือไม่? วันแรกที่มารับตำแหน่งแม่ทัพหัวเมือง บัญชีของกองทัพเหลือเงินอยู่แค่หนึ่งพันสองร้อยกว่าตำลึงเท่านั้น สมุดบัญชีมีแต่รูรั่ว เสบียงอาหารส่วนใหญ่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าว่าเมืองใหญ่ๆ อีกแปดแห่งก็คงถูกเขากระทำเช่นเดียวกัน หากปล่อยตัวหายนะเช่นนี้ไว้ เกรงว่าต่อไปไม่เพียงช่วยพวกเราไม่ได้ ยังอาจก่อเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบ ใต้เท้า... คนที่ถ่วงความเจริญเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ควรกำจัดให้เร็วที่สุด”

            สีหน้าเซี่ยเฉิงจู่ขรึมลง แววตาไหวระริก “จะบุ่มบ่ามไม่ได้ เขาเป็นขุนนางของราชสำนัก ถ้าหากคนของเว่ยอันหาเรื่องเขา ประชาชนในเมืองของเราก็ต้องรับผิดชอบ”

            “อยู่ในเมืองทำไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องหาโอกาสลงมือตอนที่มันออกไปจากเมืองสิขอรับ” หลายวันมานี้หวังจี้ไม่ได้นำกองกำลังทหารออกไปสู้รบ จึงรู้สึกคันไม้คันมือ         

“อย่าปากเปราะไป คำพูดเหล่านี้หากใครมาได้ยินเข้าจะคิดว่าเราวางแผนสังหารขุนนางของราชสำนักอย่างลับๆ อาจต้องโทษได้!” แม้สายตาจะจดจ้องที่หนังสือ แต่ปากของเซี่ยเฉิงจู่กลับขยับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เร็วไม่ช้า “วิธีรับมือกับคนอย่างเฉาเหวินจงไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป คนเช่นมัน เพียงแค่ลอบไปยกก้อนเงินก้อนทองที่มันแอบซุกซ่อนไว้ เท่านี้ชีวิตของมันก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว” เซี่ยเฉิงจู่กล่าวจบก็สั่งต่อ

“จงส่งคนไปสืบดูว่าเฉาเหวินจงดำรงตำแหน่งจือโจวมากี่ปี ยักยอกภาษีและเลือดเนื้อของประชาชนไปเท่าไรแล้ว เงินก้อนนี้ สู้เอามาให้ข้าใช้ในกองทัพของเรายังจะดีกว่า”

            หวังจี้รีบรับน้ำใจนี้ทันที “ใต้เท้าเฉลียวฉลาดนัก ยึดทรัพย์สินเงินทองของมันมาสร้างกำแพงเมือง เป็นการใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อประชาชนโดยแท้” พอกล่าวจบประโยคเขาก็รีบออกไป นึกทนไม่ไหวอยากเห็นสีหน้าท่าทางหวาดผวาของเจ้าหมูอ้วนเต็มแก่

            หลังจากหวังจี้ออกไป ติงเว่ยและจิ่วอันก็ถูกเรียกตัวเข้ามา ทั้งสองเป็นคนที่เซี่ยเฉิงจู่ใช้ให้สะกดรอยตามธิดาของอัครเสนาบดีถานเฉิงจี้ เมื่อทั้งสองมาถึงก็รายงานสิ่งที่ตนเองรับรู้ออกมาทั้งหมด โดยมากก็เป็นเรื่องหยุมหยิมจิปาถะอย่างเช่น...

            ‘พวกนางเช่าบ้านอยู่ฝั่งเหนือของเมือง’

            ‘เพียงย้ายเข้าไปก็ป่วยทันที’

            ‘ดูเหมือนว่าเงินที่มีจะใช้จ่ายหมดแล้ว ชีวิตแต่ละวันลำบากยากแค้นแสนเข็ญ ต้องเปลี่ยนจากข้าวขาวมากินข้าวแดง ที่ลานบ้านยังต้องทำแปลงผักแทนการปลูกดอกไม้’

            ‘หญิงสาวทั้งสองชอบกินปลา แต่ซื้อเพียงจำนวนน้อย เริ่มใช้หมึกยักษ์ราคาถูกทำเป็นอาหาร และยังเตรียมเก็บสะสมไว้เป็นจำนวนมากเพื่อทำการค้า’      

ทุกเรื่องที่เล่าล้วนเป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิม เซี่ยเฉิงจู่รับฟังอย่างเงียบๆ ไม่กล่าวสิ่งใด

คนในห้องไม่รู้เลยว่าหวังจี้ที่คิดว่าเดินจากไปนานแล้ว กลับยืนแอบฟังอยู่ด้านนอก เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าใต้เท้ากำลังคิดจะทำอะไรอยู่ หญิงงามหยาดเยิ้มปานนั้น หากว่าต้องการแค่เอ่ยปากคำเดียวก็สามารถเอานางมาเป็นของตนได้แล้ว เหตุใดต้องไปตามสืบให้มากเรื่อง

            แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของใต้เท้า เขาไม่ถนัดไปวุ่นวายด้วย

หวังจี้สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป

            ---------------------------------------------