ฝนเทกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ
ณ อารามร้างแห่งหนึ่งกลางไหล่เขา ไฟตะเกียงดวงใหญ่สว่างวาบขึ้น
แสงสีส้มนวลสลัวส่องสะท้อนลอดออกมาตามรอยซ่อมปะบนหน้าต่าง ทว่า... ท่ามกลางพายุฝนที่สะเทือนไหวไปทั่วขุนเขาจนมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศกลับเงียบสงัดอย่างประหลาด
หญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารเก่าคร่ำคร่าภายใต้แสงสว่างวับแวม ถานหวั่นชิงกำลังเช็ดผมเปียกชื้นของตนเงียบๆ พลันแว่วเสียงบางอย่าง นางชะงักการเคลื่อนไหวแล้วเงี่ยหูฟังอย่างอดไม่ได้ แต่นอกจากเสียงพายุฝนโหมแรงกับเสียงกิ่งก้านใบที่ฟาดกระทบกันอยู่ด้านนอก นางก็ไม่ได้ยินเสียงสิ่งอื่นใดอีก
“คุณหนู!” เท้าเล็กๆ ของลุ่ยจูก้าวเข้ามาก่อนจะหันหลังปิดประตูผุพัง ในมือถือเพียงหวีที่เก่าแล้วเล่มหนึ่ง นางถอดรองเท้าออกอย่างคล่องแคล่วพลางบอกนายสาวว่า “บ่าวต่อรองราคาหวีกับนักพรตหญิงที่อยู่ที่นี่มาได้เล่มหนึ่ง บ่าวจะสางผมให้คุณหนูนะเจ้าคะ”
พอได้ยินลุ่ยจูกล่าวเช่นนั้น ถานหวั่นชิงก็เพิ่งนึกออก อย่าว่าแต่หวีผมเลย นางแทบจำไม่ได้แล้วว่าสระผมครั้งสุดท้ายเมื่อไร ชีวิตได้แต่ฝากฝังวาสนาไว้กับน้ำฝน หญิงสาววางมือบนผ้าฝ้ายหยาบสีจางแล้วพยักหน้า
ลุ่ยจูเคลื่อนกายไปด้านหลังนายสาว ค่อยๆ สางผมอย่างระมัดระวัง การเดินทางหนนี้ผ่านไปไม่ถึงเดือนเสียด้วยซ้ำ พวกนางกลับมีใบหน้าสกปรกมอมแมม แม้แต่ผมเผ้าของคุณหนูนางยังไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ ขณะที่ในใจวิตกกังวลอยู่นั้น ปมยุ่งเหยิงบางส่วนบนศีรษะเจ้านายก็ถูกสางจนคลายออกบ้างแล้ว
นึกถึงแต่ก่อนเมื่อครั้งอยู่จวนตระกูลถาน คุณหนูถูกเลี้ยงมาราวกับไข่ในหิน แต่จากนี้ไปคงไม่ได้กลับเป็นเหมือนก่อน ลุ่ยจูรู้สึกปวดใจจนฝ่ามือแทบจะกำหวีไม่อยู่ ตัวเองยังลำบากถึงขนาดนี้ แล้วคุณหนูเล่า?
มือของนางเคลื่อนไหวแผ่วลง “บ่าวจะเกล้าผมให้คุณหนูนะเจ้าคะ”
ถานหวั่นชิงนิ่งฟังเสียงฝนอยู่นาน หากในใจกลับไม่นิ่งเช่นที่แสดงออก จัดแต่งทรงผมอย่างนั้นหรือ หญิงสาวเอ่ยปาก “เกล้าไปก็แค่นั้น ตอนนี้สถานะของพวกเราเป็นเช่นไร ไยต้องมาพิถีพิถันกับเรื่องพวกนี้ด้วย” ให้ผู้คนได้พบเห็นสภาพสิ้นหวังน่าละเหี่ยใจย่อมเป็นการดี อย่างน้อยก็เดินทางรอนแรมต่อไปได้อย่างปลอดภัย นึกถึงเรื่องนี้แล้วก็อดตำหนิสาวใช้ขึ้นมาไม่ได้ “มิใช่เคยบอกเจ้าแล้วหรือ ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูอีก ทำไมยังไม่เปลี่ยนคำพูด?”
ลุ่ยจูที่อยู่ข้างหลังได้แต่รับปาก ไม่ได้ใส่ใจมากนัก คิดเพียงว่าถึงอย่างไรก็เรียกขานกันในพื้นที่ส่วนตัวจึงไม่ได้เคร่งครัดตามนายสาว ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นจึงค่อยระวัง แต่ถานหวั่นชิงเกรงว่าสาวใช้จะเผลอหลุดปากเรียกให้ใครได้ยินจนถูกสงสัยเอาได้
หญิงสาวทอดถอนใจ รู้ว่าลุ่ยจูไม่เข้าใจเจตนาของตน นางหมุนตัวกลับหลังกำลังจะดึงหวีมาจากสาวใช้ ทว่าจังหวะนั้นเหมือนกับได้ยินเสียงบางอย่าง มือพลันหยุดชะงัก
“คุณหนู?” ลุ่ยจูไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ได้แต่มองตามออกไปทางนอกหน้าต่าง
“ชู่...” ถานหวั่นชิงรีบออกเสียงปราม เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ด้านนอกยังคงมีแต่เสียงซู่ซ่าของพายุฝน ไร้สรรพเสียงอื่นแทรก นางครุ่นคิดในใจแล้วหันไปถามลุ่ยจู “เมื่อครู่ เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”
หวีในมือยังคงสางผมไม่หยุด หาได้ใส่ใจกับสิ่งใดด้านนอก ผู้ถูกถามได้แต่ส่ายหน้า “ไม่มีนะเจ้าคะ”
“แล้ว...ก่อนเจ้าจะเข้ามาในห้องเล่า ได้ยินเสียงม้าร้องบ้างหรือไม่?”
“คุณ... คุณหนู...อย่าทำให้บ่าวกลัวสิเจ้าคะ ข้างนอกนั่นนอกจากเสียงฝนแล้ว บ่าวก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก” ไม่มีเสียงใดเด่นชัดเป็นพิเศษ ที่นี่เป็นอารามร้างบนเขาไร้ผู้คน ภายในอารามมีนักพรตหญิงวัยห้าสิบปีอาศัยอยู่เพียงลำพังเท่านั้น แค่เสียงกึกกักเล็กน้อยก็ชวนให้ขนลุกแล้ว
ถานหวั่นชิงเห็นใบหน้าลุ่ยจูซีดเผือดจึงปลอบใจว่า “ข้าคงหูแว่วไปเอง”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ” ลุ่ยจูรีบเออออสำทับ “ฝนตกลงมากระทบต้นไม้ใบหญ้ากรวดหินต่างๆ พอรวมกันแล้วก็อาจจะมีเสียงฟู่ๆ ซู่ๆ กึกกักๆ แปลกไป หรืออาจจะเป็นเสียงสัตว์ป่าที่ร้องเหมือนม้าก็เป็นไปได้นะเจ้าคะ”
ลุ่ยจูในเวลานี้ แม้แต่คำว่า ‘บ่าว’ ก็เผลอพูดโพล่งออกมาจากปาก ไม่แปลกที่คุณหนูของนางจะเป็นกังวล อุตส่าห์แกล้งตายจนหนีออกมาได้ หากต้องถูกจับกลับไปอีกรอบ ย่อมไม่แคล้วมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกกระทง คือเป็นนักโทษหลบหนีของราชสำนัก ถึงเวลานั้นต่อให้มีสักกี่ร้อยปากก็ไม่อาจแก้ต่างได้อีก
ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงเสียงฝีเท้าม้า ความกลัวทำให้ลุ่ยจูพยายามเลี่ยงไม่คิดไปว่านั่นอาจจะเป็นเสียงม้าของทางการซึ่งมาตามหาพวกนาง
ส่วนถานหวั่นชิง แม้จะหนีออกมาได้แต่ใจก็ยังไม่สามารถสงบ คนที่ใจไม่นิ่งก็มักจะระแวงระวังหลัง หวาดผวาไปเสียทุกสิ่ง แต่ที่สาวใช้ของนางกล่าวเมื่อครู่ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง
จริงสิ นางทั้งสองเป็นหญิง... ผู้หญิงนับว่าเป็นสมาชิกที่ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายของบ้านตระกูลถาน เมื่อมีการจับกุมใดๆ ก็ตาม ผู้ชายและทายาทชายมักจะเป็นเป้าหมายหลักของการโค่นล้มและถอนรากถอนโคน ส่วนผู้หญิงกลับไม่สำคัญเท่า การที่ทางการจะส่งคนมาไล่ตามพวกนางสองคนที่เป็นเพียงหญิงสาวบอบบางจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ฝนตกหนัก ไหนจะมีอันตรายจากโจรภูเขาอีก
หูนางอาจจะฟังผิดไปจริงๆ ก็เป็นได้
พอคิดได้อย่างนี้ ใจของถานหวั่นชิงก็สงบลง นางเลื่อนสายตามองออกไปทางประตูด้านนอก กระซิบถามลุ่ยจูว่า “เจ้าน่าจะเคยได้ฟังอาจารย์กล่าวถึงเรื่องราวของนักพรตหญิงมาบ้างแล้ว ใช่หรือไม่?”
พูดถึงเรื่องนี้ลุ่ยจูก็รีบพยักหน้า ตอบกลับไปว่า “เจ้าค่ะ นักพรตหญิงท่านนั้นมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธพวกเรา เพียงพูดแค่ว่าจะช่วยพวกเราคิดหาหนทาง”
“พวกเราขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่สมควรให้เขาช่วยเปล่า” เมื่อกล่าวจบถานหวั่นชิงก็ล้วงกระบอกสีเหลืองทองเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ ที่จริงของสิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นกระบอกใส่ทองคำแท้
ตอนอยู่ในจวนตระกูลถาน ปกติบรรดาเจ้านายใหญ่โตมักจะตกรางวัลบ่าวรับใช้เป็นก้อนเงินก้อนทอง บ้างก็ให้เท่าเมล็ดกวยจี๊หรือเมล็ดถั่ว บ้างก็ให้รูปปั้นหรือรูปแกะสลักสัตว์มงคลเล็กๆ หรือสิ่งของมงคลอื่นๆ เพื่อเป็นการปูนบำเหน็จ
ถานหวั่นชิงชอบให้ช่างแกะสลักก้อนทองของนางให้เป็นเหรียญกษาปณ์ทองคำ ตีอักษรสิริมงคลบนเหรียญแล้วห่อด้วยกระดาษ เมื่ออยู่ในที่ลับบ่าวรับใช้ส่วนใหญ่มักจะเรียกมันว่า ‘เงินก้อน’ หรือ ‘เงินขนมเปี๊ยะ’ ซึ่งคนเมืองนิยมทำเช่นนี้กันไม่น้อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อจวนตระกูลถานเกิดเรื่อง ถานหวั่นชิงมีเวลาเพียงแค่เก็บห่อเหรียญยัดใส่ในมวยผมดกหนาของตน โชคดีที่ไม่มีผู้ใดค้นเจอ
เดิมทีในกระบอกเหลือง ทองขนมเปี๊ยะที่ว่ามีอยู่สี่สิบเหรียญ ถานหวั่นชิงนำออกมาไถ่ตัวลุ่ยจูยี่สิบกว่าเหรียญ ตอนนี้จึงเหลืออยู่ไม่มาก นางเขย่ากระบอกในมือเบาๆ เพื่อคาดคะเนน้ำหนักก่อนจะยัดทั้งหมดใส่มือของลุ่ยจูเพื่อให้นำไปมอบแก่นักพรตหญิงท่านนั้น
ลุ่ยจูสองจิตสองใจอยู่บ้าง นางตัดใจไม่ลงหากจะยกเหรียญให้ฝ่ายนั้นไปทั้งหมด แต่ดูจากท่าทางจริงจังของคุณหนูแล้ว นางจึงจำต้องนำทองขนมเปี๊ยะเล็กๆ เหล่านี้สอดเข้าไปในแขนเสื้อของตน แล้วหมุนตัวเดินออกไป
เมื่อปราศจากสาวใช้ ถานหวั่นชิงจึงกลับมาครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง จริงอยู่ว่าตอนนี้นางหนีออกมาได้หลังจากที่แกล้งตาย... แต่ในเมื่อขึ้นชื่อว่าตายแล้ว บุตรสาวอันดับหนึ่งของตระกูลถานก็จะไม่มีตัวตนบนโลกนี้อีก เช่นนั้นแล้วระหว่างที่เดินทางรอนแรม นางควรจะบอกผู้อื่นว่าตนเป็นใครดีล่ะ?
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจอย่างจริงจังมาหลายวัน นางเพิ่งตระหนักอย่างชัดแจ้งว่า ‘ระเบียบการควบคุมสำมะโนครัว’ ในช่วงเวลานี้เข้มงวดกวดขันยิ่งนัก
สำมะโนครัวคือรายชื่อสมาชิกในบ้านที่ต้องจ่ายค่าภาษีตามกฎหมาย ทุกๆ บ้านจะต้องแสดงรายชื่อสำมะโนครัวที่ชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์และโปร่งใส เพื่อให้ทางราชสำนักตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
ที่จริงการจะทำสำมะโนครัวสักฉบับนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร ทว่าสถานะปัจจุบันของนางต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างมันยาก หากนางคิดจะหนีไปอย่างปลอดภัย นางจำเป็นจะต้องมีใบสำมะโนครัวเพื่อรับรองฐานะของตนเอง และเป็นใบเบิกทางในการเข้าออกเมืองต่างๆ หากไม่มี... แม้คิดจะเดินเพียงก้าวเดียวก็ยังลำบาก
โชคดีที่การเดินทางในวันนี้ไร้ผู้คน ที่แห่งนี้เป็นอารามของนักพรตหญิง ถ้าหากนางบริจาคอย่างพอเหมาะพอควร ก็อาจสามารถเปลี่ยนสถานะของตนและสาวใช้ให้เป็นนักพรตหญิงสองรูปได้ ต่อไปพวกนางก็พอจะอาศัยอยู่ที่ไหนสักแห่งได้เช่นคนทั่วไป
ขณะที่ถานหวั่นชิงกำลังคิดอยู่นั้น ลุ่ยจูก็ประคองถาดน้ำร้อนเข้ามาโดยมีนักพรตหญิงเดินตามมาด้านหลัง ที่ผ่านมาชีวิตของท่านนักพรตคงประสบความยากลำบากมาไม่น้อย สตรีวัยห้าสิบกว่าปีผู้นี้ดูไม่ต่างจากคนอายุหกสิบ
นักพรตหญิงมองร่างบอบบางที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างสงบ หลังจากได้ล้างหน้าเช็ดผมจนสะอาดแล้วจึงพบว่าแม่นางผู้นี้มีเรือนผมลื่นสลวยดุจกลุ่มไหม ผมแต่ละเส้นเรียงตัวลงมาตัดกับผิวขาวละมุนละไม ทำให้ผู้มองรู้สึกเหมือนเห็นดวงไฟเจิดจ้าส่องสว่างอยู่ท่ามกลางห้องโกโรโกโสแห่งนี้ก็ไม่ปาน
ไม่ต้องเอ่ยปากถามก็รู้ว่าสตรีตรงหน้ามีชาติตระกูลสูงส่งสักเพียงใด
ส่วนเด็กสาวอีกคนที่เอาแต่พูดจาวกวนเรื่องที่นางกับญาติสาวถูกโจรภูเขาปล้นระหว่างการเดินทาง ลักษณะการพูดจาดูช่างไม่ประสีประสาราวกับคนห่างสังคม ขาดประสบการณ์ชีวิต วางตัวเหมือนคนไม่เคยเห็นโลกภายนอก ดุจดั่งคนแก่หูตาฝ้าฟางกระนั้น ไม่แน่ว่านางคงเป็นสาวใช้ในเรือน
นักพรตหญิงเดินตรงเข้าไปนั่งบนเตียงซอมซ่อในห้องพัก เห็นได้ชัดว่าหญิงงามเจ้าของห้องกำลังรู้สึกทดท้อสิ้นหวัง ครั้นนึกถึงตอนที่สาวใช้ผู้นั้นยัดกษาปณ์ทองคำให้กับตนเมื่อครู่ เพียงสามสี่เหรียญก็น่าจะหนักถึงสองตำลึงทอง หากเปลี่ยนเป็นเงินแล้วก็อาจจะได้ถึงสามสิบหรือสี่สิบตำลึงเลยทีเดียว
ผู้ที่มีฐานะทางสังคมเท่านั้นจึงจะใจกว้างเช่นนี้ แม้ในยามสิ้นหวังก็ยังหว่านเงินราวเมล็ดถั่ว เม็ดเงินนั้นเล่า... คนทั่วไปอาจสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ถึงหนึ่งหรือสองปีทีเดียว
“แม่นาง” แม่ชีผมสีดอกเลาสะอาดสะอ้านเอ่ยเรียก พลางหยิบกระดาษสองแผ่นออกมาจากอกเสื้อ “อารามแห่งนี้เคยเฟื่องฟูมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในช่วงเวลาเหล่านั้น หากแม่นางจะบริจาคเงินด้วยต้องการทำใบรับรองการเป็นนักพรตหญิงสักใบก็ยังทำได้ยากยิ่ง เพราะอารามไม่สนับสนุนการรับบริจาครูปแบบนี้ แต่สองสามปีมานี้เป็นช่วงเวลาแห่งภัยสงคราม หาสันติสุขไม่ได้ ตรงชายแดนก็มีพวกนอกด่านที่ทั้งโหดร้ายและใจดำอำมหิตยิ่งกว่าเสือ นับวันผู้คนก็ยิ่งพากันหลบหนีไปตั้งรกรากที่อื่น อารามนี้จึงกลายเป็นอารามร้างที่มีแต่ข้าอาศัยอยู่เพียงผู้เดียว”
กล่าวจบ นักพรตหญิงก็ยื่นกระดาษให้หญิงสาว มือก็ลูบประคำสวดมนต์
“ไม่ขอปิดบังแม่นางทั้งสอง การทำใบรับรองการบวชนั้น ตัวข้าเองยังไร้ความสามารถและกำลัง จะมีติดตัวก็เพียงแต่ใบรับรองฐานะที่ผู้อื่นเคยทิ้งไว้ หลายปีที่ผ่านมาในอารามแห่งนี้มีทั้งคนป่วยคนตาย เหลือไว้แต่กระดาษเหล่านี้เท่านั้น ถึงแม้จะเป็นของคนตายแต่ก็ถือว่าเป็นกระดาษที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ อีกทั้งยังเหมาะสมกับอายุของแม่นางทั้งสอง ใบรับรองนี้พอจะช่วยให้พวกเจ้าหลีกหนีสังคมได้ไม่ยาก หากต้องการแม่นางก็เอาไปใช้ได้เลย”
ถานหวั่นชิงรับเอากระดาษบนโต๊ะที่นักพรตหญิงให้ไว้มาคลี่ดู แม้เป็นเพียงกระดาษเก่าๆ แต่ก็มีบันทึกเกี่ยวกับภูมิลำเนา ชื่อเดิม อายุ สำนัก วัด อาจารย์ที่ทำการบวชให้อย่างครบถ้วน การสวมรอยหลักฐานของคนตายหากไม่ได้สืบค้นประวัติเจ้าของเดิมให้รอบคอบอาจเดือดร้อนเข้าสักวัน แต่นางก็ไม่มีทางเลือก ขอเพียงไม่มีผู้ใดซักไซ้สืบถาม แล้วใครเลยจะล่วงรู้ ที่นี่ห่างไกลจากเมืองหลวง คนของทางการไม่น่าจะตรวจสอบเข้มงวดถึงเพียงนั้น หากอยู่เงียบๆ อย่างระมัดระวังโดยไม่ทำตัวเป็นที่สนใจของผู้คน ก็คงจะอยู่ได้ไม่ยากนัก
หญิงสาวรีบคำนับนักพรตหญิงทันที “บุญคุณซือไท่ที่ให้ชีวิตใหม่ ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรหมด”
เมื่อมีใบรับรองการออกบวชฉบับนี้แล้ว ถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูก็เหมือนได้เกิดใหม่ ในที่สุดก็ได้ใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นๆ เสียที
นักพรตหญิงไม่กล้ารับการคำนับ รีบประคองถานหวั่นชิงกับลุ่ยจูให้ลุกขึ้น “แม่นางทั้งสองวางใจเถิด ข้าวางแผนจะธุดงค์ไปยังวัดอื่นอยู่แล้ว ข้าอยู่ตัวคนเดียวไร้บุตรหลานจึงไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอะไรมากมาย เงินที่แม่นางบริจาคก็ให้บริจาคเข้าอารามตามจำนวนเดิมพอ หากจะว่ากันตามจริงแม่นางต่างหากคือผู้อุปถัมภ์ของเรา”
ถานหวั่นชิงไม่ได้ใส่ใจเงินทองที่ตนบริจาคนัก ทั้งหมดนั้นเป็นเงินเก็บของนางเอง ตอนนี้นางมีใบรับรองการออกบวชแล้ว ในที่สุดก็สบายใจไปเปลาะหนึ่ง นางขอบคุณนักพรตหญิงอย่างจริงใจ หลังสนทนากันอีกเล็กน้อยจึงส่งนักพรตหญิงกลับ
ลุ่ยจูหมุนตัวเดินเข้ามาหยิบกระดาษสกปรกบนโต๊ะขึ้นดูแล้วเบ้ปาก “คุณหนู นี่เป็นของคนตายนะเจ้าคะ ถ้าพวกเราสวมชื่อคนตาย เราจะมีเคราะห์หรือเปล่า”
ถานหวั่นชิงกลับไม่ใส่ใจ สาวใช้ที่เติบโตอยู่ในจวนไม่เคยออกไปใช้ชีวิตภายนอก ไหนเลยจะรู้ว่าโลกนี้มันอยู่ยาก นางเก็บกระดาษสกปรกล้ำค่าเหล่านั้นไว้อย่างดี พลางกล่าวว่า “แล้วเราสองคนไม่ใช่คนที่ตายแล้วหรอกหรือ เราล้วนตายกันไปแล้วคนละรอบ กระดาษเหล่านี้จะทำให้เราเป็นคนขึ้นมาอีกหน จะไม่คว้าไว้เชียวหรือ?”
“เมื่อครู่ข้าคุยกับซือไท่แล้วพบว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับชีวิตในวัด อาจจะทำอะไรให้เป็นพิรุธออกมาได้ ดังนั้นพรุ่งนี้เราควรจะออกเดินทางไปพร้อมกับซือไท่ ท่านอาสาจะนำทางให้” กล่าวจบนางก็ปรายตาไปยังประตูห้องเป็นสัญญาณว่าให้ปิด
ลุ่ยจูรีบตรงไปที่ประตู สอดส่องมองดูโดยรอบ แล้วจึงประกบบานประตูเข้ามา
หญิงสาวทั้งสองยืนอยู่หน้าโต๊ะแคบ ถานหวั่นชิงใช้น้ำร้อนลูบเรือนร่างและถอดผ้าเอี๊ยมรัดรูปออก สีสันของผ้าเอี๊ยมมัวซัวดูไม่ได้ ถึงแม้จะปักลวดลายดอกบัวและใบบัวเต็มไปหมด แต่กลับหาความสวยงามสักนิดก็ไม่มี อีกทั้งเนื้อผ้ายังหนา
ถานหวั่นชิงรับกรรไกรอันเล็กๆ มาจากลุ่ยจู แล้วค่อยๆ ผ่าเอี๊ยมที่เย็บหนาถึงสองชั้นนั่นออก เผยให้เห็นแผ่นทองรูปใบไม้แผ่นบางที่ยังคงนอนนิ่งอยู่ในนั้น
ใบหน้าของลุ่ยจูยากที่จะปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ได้ เด็กสาวเบิกตากว้างมองคุณหนูของตน เอ่ยปากตะกุกตะกัก “คุณ... คุณหนูเจ้าคะ ตอนนั้นที่คุณหนูสั่งให้บ่าวเย็บ พวกเราทำกันเล่นๆ เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะมีวันได้ใช้เข้าจริงๆ! โชคดีแท้ๆ ที่คุณหนูเคยชินกับการซ่อนเงินทองเอาไว้กับตัว ฟ้าเบื้องบนเมตตาเราแล้ว”
เดิมนางยังเคยคิดในใจว่าคุณหนูของตนช่างแปลกประหลาดแตกต่างจากคนทั่วไปนัก นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูถึงยอมยืน ยอมนั่งอย่างยากลำบาก ด้วยการเย็บซ่อนแผ่นทองไว้ในเสื้อผ้า แต่ในเวลานี้นางกลับต้องขอบคุณในความประหลาดของคุณหนูแล้ว
ทั้งสองไม่เอ่ยคำใด รีบนำใบไม้ทองคำเหล่านั้นออกมา นับรวมได้ทั้งหมดสามสิบหกชิ้น น่าเสียดายที่เสื้อเอี๊ยมตัวนี้เล็กเกินไปสักหน่อย เก็บได้สามสิบหกชิ้นก็จำกัดแล้ว มากกว่านี้คงยิ่งหนักอึ้ง
เดิมถานหวั่นชิงเพียงคิดว่าจะเย็บไว้ใส่สิ่งของจำพวกตั๋วเงินติดตัวยามจำเป็น ถึงแม้ตั๋วเงินจะเบา แต่ก็มักจะทิ้งหลักฐานที่ไปที่มา เรียกว่าใช้ไม่สะดวกเท่าทองคำ
ลุ่ยจูนำใบไม้ทองคำทั้งหมดมาวางลงบนมืออย่างระมัดระวัง ลองคะเนน้ำหนักดู “เทียบกับที่ให้ท่านนักพรตหญิงแล้ว ก้อนทองเหล่านี้หนักกว่าเหรียญกษาปณ์ทองเล็กน้อยนะเจ้าคะ” น่าจะหนักประมาณห้าถึงหกตำลึงต่อชิ้น
“ใช่ พอเปลี่ยนเป็นเงิน หากใช้จ่ายอย่างรอบคอบก็เพียงพอให้พวกเราอยู่กันได้สักระยะหนึ่ง”
แต่ไรมาคุณหนูของนางเคยสนใจเศษเงินเสียที่ไหน ตอนนี้กลับต้องมาคิดเรื่องการใช้จ่ายประหยัดรอบคอบ ลุ่ยจูเพิ่งอยู่ในอารมณ์ดีใจไม่เท่าไรพลันเปลี่ยนเป็นหดหู่อีกแล้ว
สาวใช้เกรงว่าตนจะเผยความรู้สึกตรอมตรมออกมาให้ผู้มีพระคุณเห็น จึงก้มหน้าก้มตาตัดเนื้อผ้าส่วนที่ดีของเสื้อเอี๊ยมออกมาชิ้นหนึ่ง ใช้เข็มที่หยิบยืมมาเย็บถุงดอกบัวให้คุณหนูใส่ใบไม้ทองคำ
ถานหวั่นชิงเหม่อมองบานหน้าต่างที่ถูกฝนซัดสาดจนเปียก ความหนาวเหน็บย่างกรายเข้าหา กลิ่นราที่ฟูกเหม็นจนแสบจมูก ห้องนอนแห่งนี้เย็นเสียจนมือเท้าของนางจวนเจียนจะกลายเป็นน้ำแข็ง บริเวณหน้าอกและผิวเนื้อล้วนถูกความเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปถึงกระดูก แต่หากเทียบกับสภาพความเป็นอยู่เมื่อหลายวันที่ผ่านมา นางกลับยินดีใช้ชีวิตในสภาพเช่นนี้
คิดถึงเรื่องต่อจากนี้ดีกว่า... อารมณ์ของหญิงสาวเริ่มผ่อนคลายลง เดิมทีคิดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับ ด้วยยังอ่อนเพลียจากการเดินทางอยู่ ทว่าเพียงปิดตา นางกลับเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย
ถานหวั่นชิงถลำเข้าไปในดินแดนแห่งความฝันอย่างไม่รู้ตัว
นางไม่รู้เลยว่ามีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าตรงลานด้านนอก ทั้งยังมีทหารม้าในชุดดำยืนล้อมอยู่อีกหลายนาย
ร่างนั้นออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ให้ทหารรอบด้านพุ่งเข้าไปจับคนในห้อง แต่แล้วเขากลับเปลี่ยนใจในช่วงจังหวะสุดท้าย
ชายสวมชุดเกราะและหมวกเหล็กขี่ม้าอ้อมกลับมาตรงตำแหน่งที่มีลำแสงสีส้มสาดออกมา เขายกมือขึ้นห้ามทหารทั้งหมดเอาไว้ก่อน
ฝูงม้าพอเจอฝนก็รู้สึกไม่สบายตัว ส่งเสียงร้องออกมาสี่ห้าครั้ง
แม่ทัพบนหลังม้าจ้องมองผ่านสายฝนไปที่หน้าต่างอย่างเย็นชา ไม่พูดจาอยู่เป็นนานก่อนจะหันกลับมาสั่งการทหารสอดแนมสองนาย เขาชี้ไปที่หน้าต่างแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “สะกดรอยตามคนที่พักอยู่ข้างในอย่าให้คลาดสายตา ข้าอยากรู้เรื่องราวทั้งหมดของนาง สถานที่ที่นางไป และแต่ละวันนางทำอะไรบ้าง”
---------------------------------------------