ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ใต้เงาอสูร 玄中魅

ผู้แต่ง You Si Jie
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
เรื่องของจอมมารเจ้าเล่ห์ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อล่อให้คุณหมอสาวสวยเข้ามาติดกับ

บทนำ

玄中魅

Author: You Si Jie

Translator: hongsamut

Chinese edition copyright by 晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

 

เหยียนตูเป็นเมืองลึกลับที่ตั้งมั่นมากว่าสามพันปี ไม่เคยมีมนุษย์สักคนก้าวเท้าเข้าไปเหยียบ ร่ำลือกันว่าประมุขของที่นี่เป็นมารเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่โหดเหี้ยมอำมหิต กินเด็กทารกเป็นอาหาร เขาสวมเสื้อคลุมตัวยาวปกปิดร่างกายและใบหน้าจนไม่มีใครสามารถคาดเดาอายุ อาจเป็นเพราะเขาอัปลักษณ์ อาจเป็นเพราะแก่ชรา อาจเป็นเพราะพิกลพิการน่าเกลียด ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ทั้งมนุษย์และปีศาจล้วนหวาดกลัวดินแดนใต้เงาหมอกที่ดุจดังขุมนรกแห่งนี้! เหยี่ยนหวู่ฟาง... เป็นหมอวิเศษจากดินแดนอู่จินซ่าถู นางจำต้องเดินทางไปเหยียนตูเพื่อสืบหาเบาะแสของโรคประหลาดที่รักษาไม่หายโรคหนึ่ง คนไข้ของนางทุกคนอาการสาหัส และไม่ว่าจะรักษาอย่างไร พวกเขาล้วนตายภายในสามเดือนโดยไม่มีข้อแม้! ทุกคนมีความคล้ายคลึงกันสองประการคือเป็นบุรุษรูปงาม และเป็นชาวเมืองเหยียนตู ที่น่าสงสัยคือ... พวกเขาตายเอง หรือว่าต้อง ‘คำสาปขี้อิจฉา’ ของมารเฒ่าอัปลักษณ์ตนนั้นกันแน่?!

สารบัญ

รักษาความลับของผู้ป่วยคือจรรยาบรรณของหมอ ไม่ต้องกังวล (รีไรท์)

ตะวันลับขอบฟ้า

อาทิตย์อัสดงส่องแสงสีแดงส้ม พสุธาเรื่อเรือง บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงดาวและจันทรา ค่ำคืนของอู่จินซ่าถู[1] นับว่ามีทิวทัศน์แปลกประหลาดทว่าตรึงตราใจ

ถนนเล็กๆ สายหนึ่งทอดตัวลงมาจากยอดเนิน แสงอัสดงย้อมจนมันกลายเป็นดั่งริ้วไหมสีสันสดใส เหมือนแถบแพร ลดเลี้ยวเคี้ยวคดปูทอดลงสู่เชิงเขา

ที่เชิงเขามีศาลาเปยถิง[2] หลังหนึ่ง ทว่าความหนาของฝุ่นดินก็ทำให้มันมองเหมือนเป็นป้ายสุสานไร้ญาติท่ามกลางดินแดนอันรกร้าง

วิหคสามขาตัวหนึ่งบินผ่าน ปีกของมันสร้างสายลมแรงวูบหนึ่ง หญ้าแห้งข้างทางลู่ลมจนล้มระนาว

ท่ามกลางแสงขมุกขมัวปรากฏไฟปีศาจดวงหนึ่งลอยกระเพื่อม ดวงไฟสีเขียวอมเทาดับๆ ติดๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ทีละน้อย ภายใต้แสงของโคมไฟมีหนึ่งใบหน้าที่งดงามนวลเนียน องคาพยพทั้งห้าละเอียดประณีต คิ้วคางอ่อนช้อย รูปร่างอรชรบอบบาง นางมิได้ดูไร้กระดูกเช่นปีศาจงูขาว หรือยั่วยวนให้งมงายเฉกเช่นจิ้งจอกสาว

สาวงามมีท่าทีจริงจัง เจตนาชัดแจ้ง นางทุ่มเทประคองบุรุษข้างกายอย่างตั้งใจแม้จะเดินเซไปเซมา แต่ดวงตาก็จับจ้องที่ป้ายศิลากลางศาลาอย่างแน่วแน่ “ใกล้ถึงแล้ว อาหลาง แข็งใจไว้นะ”

ไฟปีศาจไปถึงก่อน มันลอยวนอยู่บริเวณป้าย

บนป้ายไร้ตัวอักษร หญิงสาวแหงนหน้ามองวิหคชวี่หรู[3] ที่บินวนอยู่กลางฟ้า วิหคชวี่หรูเป็นผู้นำทางของหมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถู ขอเพียงมีมันอยู่ ก็หมายความว่าหมอวิเศษพำนักอยู่ไม่ไกลแล้ว

หญิงสาวใช้มือหนึ่งเคาะไปที่ป้ายศิลา ส่วนอีกมือโอบรอบร่างบุรุษข้างกายไว้ “ลู่จีแห่งเขาหยินซาน ขอเข้าพบท่านหมอเหยี่ยน”

เสียงของนางสะท้อนก้องอยู่ท่ามกลางพื้นที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต ป้ายศิลาแข็งกระด้างไร้การตอบรับ  อย่าว่าแต่หมอวิเศษเลย กระทั่งหนอนแมลงสักตัวก็ยังไม่มีให้เห็น!

ระหว่างที่รอ หญิงสาวก็ลูบใบหน้าชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน “อาหลาง ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะอดทน ตอนนี้พวกเรามาถึงดินแดนอู่จินซ่าถูแล้ว ขอเพียงได้พบหมอวิเศษ ท่านก็จะดีขึ้นแน่”

ทว่าหมอวิเศษมิใช่คิดอยากพบก็จะพบได้ง่ายดาย หมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถู[4]รักษาภูตผีปีศาจในสามภพไม่เหมือนหมอรักษาโรคของมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่แค่จับชีพจรหรือเขียนเทียบยาให้สักเทียบสองเทียบก็จบ อาจเพราะผู้ป่วยเป็นปีศาจ การรักษาจึงต้องใช้ปราณทิพย์หรือพลังวิญญาณเข้าร่วม เล่าขานว่าหมอวิเศษผู้นี้เป็นเพียงหญิงสาว เมื่อนางเค้นกำลังภายในมาเพื่อใช้รักษาภูตผีปีศาจ ก็ย่อมต้องใช้เวลาในการพักฟื้นมาก ดังนั้นหลังจากรักษาผู้ป่วยสองรายติด นางจะหยุดพักราวครึ่งเดือน

ดวงไฟปีศาจส่องสะท้อนให้เห็นใบหน้าของบุรุษหนุ่ม เป็นใบหน้าที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความตายเย็นเยียบ ส่วนใบหน้าของลู่จีฉายชัดถึงความร้อนใจ มือหนึ่งยังคงเคาะป้ายศิลาพลางอ้อนวอนขอร้องด้วยน้ำเสียงน่าเวทนายิ่งนัก

“ท่านหมอวิเศษ สามภพล้วนร่ำลือว่าท่านจิตใจงดงามเป็นที่สุด เวลานี้ชายในดวงใจของลู่จีป่วยหนักอย่างไร้สาเหตุ หยูกยาใดๆ ก็รักษาไม่หาย ขอร้องท่านหมอได้โปรดเมตตารักษาด้วย หากท่านรักษาเขาได้ ภายภาคหน้าข้าลู่จียินดียอมเป็นทาสรับใช้ เพื่อตอบแทนบุญคุณอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ของท่าน”

คำอ้อนวอน คำสัญญาก็ล้วนกล่าวออกมาหมดสิ้นแล้ว แต่ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

สีหน้าลู่จีฉายชัดถึงความอับจน วิหคสามขาตัวนั้นเกาะอยู่บนส่วนยอดของป้าย ใบหน้าแปลกประหลาดดูคล้ายมนุษย์ของมันไร้ซึ่งอารมณ์ มีเพียงดวงตากลมโตที่จับจ้องนางเขม็งอย่างไม่คลาดสายตา ความหมายของสายตานี้คือ

ให้นางทำต่อ!

ทันใดนั้นบุรุษที่ลู่จีประคองไว้ก็ฝืนทรงตัวต่อไปไม่ไหว ร่างเขาทรุดฮวบลงกับพื้น!

สีหน้าลู่จีตื่นตระหนก นางตบป้ายศิลาแรงๆ อีกหน!

“แม่นางเหยี่ยน! ได้โปรดเปิดประตูให้ข้าเถิด ลู่จียินดีมอบเน่ยตัน[5]ให้ท่านใช้สอย ขอแม่นางเมตตาด้วย!”

‘เน่ยตัน’ เป็นแก่นพลังชีวิตของเหล่าภูตมาร เป็นผลผลึกจากการบำเพ็ญเพียรมาชั่วชีวิต ต่อให้สาบานว่าจะยอมเป็นทาสรับใช้ก็มิสู้มอบเน่ยตันให้ ถูกบีบคั้นจนถึงขั้นนี้ จะขอให้ผู้อื่นช่วยชีวิตย่อมต้องควักเอาความจริงใจออกมา หมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถูมีชีวิตมายาวนานเท่าใดไม่มีผู้ใดรู้ชัด พวกที่อายุมากและใช้ชีวิตในยุทธภพมานานหากไม่เห็นกระต่ายย่อมไม่ปล่อยเหยี่ยวออกล่า

ลู่จีแหงนหน้ารับแสงจันทร์ รับรู้ถึงกระแสลมเย็นชื้นที่พัดมาจากทะเลหวูเลี่ยงไห่

นางอ้าปากกว้างแล้วคายเน่ยตันที่หล่อเลี้ยงไว้กลางอกออกมา

เน่ยตันของปีศาจเถาวัลย์ เน่ยตันของจตุบท[6] และเน่ยตันวิหคนั้นแตกต่างกัน ของปีศาจเถาวัลย์จะเป็นสีเขียว ส่วนของจตุบทและวิหคจะเป็นสีแดง หลังจากคายเน่ยตันออกมาแล้ว ลู่จีก็ค่อยๆ วางร่างอาหลางนอนลงกับพื้น จากนั้นก็ใช้สองมือประคองเม็ดมุกสีเขียวสว่างสดใสที่ลอยตัวส่องแสงวับวาว แสงของเน่ยตันนี้นับว่าสว่างไสวกว่าไฟปีศาจหลายส่วนนัก

“ลู่จีเป็นเพียงมารต่ำต้อย ทั้งเนื้อทั้งตัวไร้สมบัติมีค่า มีเพียงเน่ยตันนี้ที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ข้ายินดีมอบให้ท่านหมอ ขอท่านหมอได้โปรดเมตตาช่วยชีวิตอาหลางด้วยเถิด”

วิธีการที่ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งเช่นนี้ในที่สุดก็โน้มน้าวหมอวิเศษได้สำเร็จ ป้ายศิลาเริ่มขยับ ก่อนจะแยกออกเป็นช่องทางเดินที่แคบยาว มีแสงสว่างลอดออกมาเล็กน้อย ลู่จีเห็นแล้วก็ให้ดีใจนัก นางรีบกลืนเน่ยตันเข้าร่างก่อนจะแบกร่างชายในดวงใจขึ้นมา ก่อนจะก้าวเข้าไปในทางเดินเล็กแคบนั้น

 

เมื่อเข้าไปในทางเดินนั้นแล้วก็ราวกับว่าเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง!

ที่นี่ไม่มีแสงอาทิตย์อัสดง ไม่มีแสงเรื่อเรืองจากใต้พื้นดิน แต่กลับมีดวงจันทร์ที่ใหญ่โตราวแผ่นแป้งกัวคุย[7] ทางเดินปูแผ่นหินยาวเหยียด ทุกสิบก้าวจะพบโคมไฟหนึ่งดวง สุดทางเดินมีห้องสามห้อง เป็นห้องที่สร้างได้พิสดารยิ่งนัก ยอดด้านบนมีกลีบดอกบัวคลุมไว้ แพรไหมสีขาวพลิ้วสะบัด ลู่จีรู้สึกคุ้นตากับทิวทัศน์งดงามแปลกตานี้เหมือนเคยเห็นจากภาพวาดมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว ทว่านึกไม่ออกว่าเห็นมาจากที่ใด

แต่เรื่องนั้นพักไว้ก่อนได้ เพราะตอนนี้การช่วยชีวิตอาหลางเป็นเรื่องสำคัญที่สุด! ลู่จีเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้เขาอย่างอ่อนโยน ปากก็พึมพำเสียงหนักแน่น “ท่านต้องรอด!” ก่อนจะประคองร่างเขาให้นอนลงบนเตียงไม้ไผ่ในห้อง

หลังจากดูแลอาหลางเรียบร้อยแล้วลู่จีก็หันหลังกลับ นางตั้งใจจะคุกเข่า โขกศีรษะ หลั่งน้ำตาและพรั่งพรูคำพูดขอบคุณท่านหมอสักหลายประโยค

ท่านหมอวิเศษเป็นเหมือนศูนย์กลางของดินแดนซ่าถูมานาน ชื่อเสียงของนางเลื่องลือไปทั้งสี่ทิศแปดด้าน เหล่าปีศาจต่างยกย่องว่า ‘เหยี่ยนหวู่ฟาง’ ผู้งดงาม ลู่จีเองก็จินตนาการไม่ออกว่าหมอหญิงผู้นี้จะงดงามสะคราญโฉมสักเพียงใด ตัวนางเองเคยเห็นร่างแปลงของจิ้งจอกและกวางสาวมาจนชินตา คิดในใจว่าน่าจะงดงามต่างกันไม่กี่มากน้อย

ทว่าลู่จียังไม่ทันได้ทำอย่างที่ตั้งใจ หมอวิเศษก็เดินผ่านข้างกายนางไปแล้ว นางสัมผัสได้เพียงแพรไหมโปร่งบางชั้นดีที่ไล้ผ่านหลังมือตนไป ไร้กลิ่นเครื่องหอมใดๆ แต่มีพลังแปลกประหลาดสายหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมา ช่างไม่เหมือนปีศาจหรือมารตนใดที่นางเคยพบเห็นมาก่อน

ชั่วขณะที่ลู่จีตกอยู่ในภวังค์ นางก็พลาดโอกาสที่จะได้เห็นใบหน้าของท่านหมอ พอหันไปมองตามก็เห็นเพียงใบหูเล็กสะอาดราวกระเบื้องเนื้อดีและรูปร่างที่อรชรสมส่วน ดูแล้วไม่เหมือนหมอที่ต้องคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยที่เป็นภูตผีปีศาจสักนิด แต่กลับดูเหมือนเทพธิดาบนสวรรค์ที่ถนัดขับร้องและร่ายรำเสียมากกว่า

ถึงลู่จีจะงุนงงสงสัยกับลักษณะของท่านหมอวิเศษ แต่ก็ปัดทิ้งเรื่องนี้ออกจากใจอย่างรวดเร็วเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติเอาไว้ แต่สองมือกลับถูกันไปมาอย่างกระวนกระวายระคนหวั่นเกรง หากท่านหมอพบว่าสาเหตุของอาการเจ็บป่วยเกิดจากเรื่องลับๆ ส่วนตัว เช่นลุ่มหลงมัวเมาในกามราคะมากเกินไป ทำให้พลังปราณบริสุทธิ์ของชีวิตต้องสูญสิ้น นั่นจะต้องเป็นสาเหตุที่น่ากระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน

ลู่จีมองตามจังหวะก้าวเดินของท่านหมอ พลันสายตาก็เหลือบเห็นว่าที่ข้อเท้าของท่านหมอมีด้ายสีแดงห้อยกระดิ่งเงินอยู่ด้วย ทุกย่างก้าวจึงมีเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งดังตามเป็นจังหวะ ฟังคล้ายเสียงของห่วงวงแหวนที่คล้องอยู่บนไม้เท้าของนักพรตหรือผู้ทรงศีล ครู่หนึ่งลู่จีก็ถามขึ้นอย่างนอบน้อม

“แม่นางเหยี่ยน... เอ่อท่านหมอ อาหลางของข้ายังพอรักษาให้หายได้หรือไม่?”

อีกฝ่ายไม่ตอบ นางดึงชายแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้วกางฝ่ามือยื่นไปเหนือร่างผู้ป่วยบนเตียงไม้ไผ่เพื่อดูดพลังชีวิตและพลังวิญญาณออกมา ลู่จีจับตามองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและหวาดหวั่น สีหน้าท่านหมอก็ช่างยากจะคาดเดาความรู้สึกเหลือเกิน ครู่หนึ่งท่านหมอก็ส่ายหน้า “ช่วยไม่ได้แล้ว พาเขากลับไปเถิด”

ลู่จีได้ยินประโยคนี้ก็ทรุดฮวบลงกับพื้น นางร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง “แม่นาง! ท่านเป็นหมอวิเศษที่มีวิชาแพทย์สูงส่งที่สุดในดินแดนซ่าถูนะ ทำไม...”

ท่านหมอเดินเลี่ยงห่าง และไม่ว่าลู่จีจะร้องไห้หนักหนาสักเพียงใดก็ไม่มีคำปลอบโยนจากนางแม้สักครึ่งคำ คนที่ถูกความเศร้าโศกเสียใจถาโถมซัดกระหน่ำมักจะสมองเลอะเลือน ล้วนไม่สามารถยอมรับความจริงได้โดยง่าย ลู่จีคลานเข่ามาโขกศีรษะลงตรงหน้าพลางอ้อนวอนขออย่างน่าสงสาร

“แม่นางเหยี่ยนได้โปรดเถิด ท่านต้องมีวิธีรักษาเขาแน่ๆ ข้าขอร้อง ช่วยเขาด้วย!”

หมอวิเศษนั่งอยู่หน้ากระถางสำริด ควันกำยานที่ลอยวนเวียนเป็นเหมือนม่านหมอกจางๆ ในที่สุดลู่จีก็ได้เห็นใบหน้างดงามสะคราญโฉมอย่างชัดเจน สาวงามหลังม่านควันกำยานใต้โคมไฟช่างงดงามสะท้านฟ้าสะเทือนดินเสียจริงๆ!

‘เหยี่ยนหวู่ฟาง’ มิใช่สาวงามประเภทสูงส่งสง่างาม แต่เป็นสาวงามที่มีความเฉียบขาดฉายชัด ริมฝีปากสีแดงที่อยู่เบื้องหลังควันกำยานซึ่งกำลังลอยเอื่อยยิ่งทำให้ผู้คนหลงใหล นางให้ความรู้สึกราวกับยักษ์อสูรหลัวซา[8] ที่ยั่วยวนบรรพชิตในบันทึกตำนานประหลาด

โฉมสะคราญตรงหน้าทำให้ลู่จีลืมร้องไห้ ในหัวมีเพียงแต่สงสัยว่าโลกนี้คงไม่มีมารตนใดสามารถยืนประชันกับหญิงสาวผู้นี้ได้ นางให้ความรู้สึกทั้งเที่ยงธรรมและชั่วร้าย ไอมารแผ่ซ่านรอบกาย ยากจะคาดเดาจริงๆ ว่าร่างเดิมของเหยี่ยนหวู่ฟางคืออะไร แต่สิ่งที่ชัดเจนคือชื่อของนางช่างสมตัวเกินไปแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟาง---งดงาม เลอค่า ล้ำเลิศไร้สิ่งใดเทียบ!

ขณะที่ลู่จีเผลอตัวหลงใหลไปกับสาวงามตรงหน้า เสียงเย็นชาเยียบเย็นก็ดังขึ้น

“ข้าช่วยแต่สิ่งมีชีวิต ขอเพียงมีวิญญาณมีความนึกคิด ต่อให้วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วข้าก็สามารถรักษาได้ แต่คนที่เจ้าพามาเป็นร่างไร้จิต ไร้วิญญาณ เป็นร่างกลวงเปล่า ช่วยเขาไม่สำเร็จก็ผิดกฎของข้า ทำลายชื่อเสียงข้า!”

สีหน้าลู่จีเปลี่ยนเป็นตกตะลึงปนร้อนรน

“จะไร้จิตไร้วิญญาณได้อย่างไร! พวกเราอยู่ร่วมกันมาสามเดือน เขามีชีวิตนะ!” ลู่จีคลึงลูกประคำไปมา ก่อนจะกุมมือประสานกันขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด น้ำเสียงอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “ขอแม่นางโปรดยกโทษด้วย ลู่จีอับจนหนทางแล้ว จึงได้บากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากท่าน แม่นางเคยมีคนรักบ้างหรือไม่ รู้หรือไม่ว่าการมองคนรักสิ้นใจตายไปตรงหน้าเป็นความโหดร้ายอย่างที่สุด! โหดร้ายอย่างที่ยากจะรับได้ไหว”

คนรัก? เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งพลางครุ่นคิดทบทวน...

ไม่เคยมี…

ถ้าเช่นนั้นนางคงไม่อาจเข้าใจจิตใจของปีศาจเถาวัลย์ตนนี้ได้อย่างลึกซึ้งแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟางเป็นหมออยู่ที่อู่จินซ่าถูมากว่าร้อยปี ช่วยรักษาสารพัดโรคให้กับสารพัดสัตว์ก็เพื่อสั่งสมบุญบารมี หากสามารถช่วยเหลือได้ แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นปีศาจ อสูรหรือภูตผี หากทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ สำหรับนางแล้วถือว่าสำเร็จตามความตั้งใจแรกเริ่ม แต่ถ้าช่วยเหลือไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดาย ทุกชีวิตล้วนมีชะตาและวาสนาของตนเอง นางไม่ใช่ผู้วิเศษที่สามารถฝืนชะตาลิขิตได้

“หลางจื่อของเจ้าไร้จิตไร้วิญญาณ เขาในตอนนี้ไม่แตกต่างอะไรกับแจกันหนึ่งใบ หินหนึ่งก้อน เจ้าต้องการให้เขามีชีวิต ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ แค่ไปจับวิญญาณพเนจรมาสักดวงแล้วยัดใส่เข้าไปในร่างนั้น วิธีนี้เจ้าจะสามารถช่วยเหลือเขา แต่เขาจะไม่ใช่หลางจื่อคนเดิมของเจ้า เขาจะไม่รู้จักเจ้า วันหน้าเขาก็อาจจะไปร่วมเรียงเคียงหมอนกับผู้อื่น เจ้ายินยอมหรือไม่?”

ลู่จีไม่ร้องไห้อีก นางหันกลับไปมองร่างชายคนรักบนเตียง ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าช้าๆ

เหยี่ยนหวู่ฟางมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายแล้วก็อมยิ้ม ปีศาจและมารล้วนแล้วแต่ยึดมั่นในความจริง เนื้อหนังมังสาเป็นเรื่องรอง คนที่สามารถพร่ำพลอดบอกรักกับลู่จีคงได้มีเพียงจิตวิญญาณเจ้าของร่างดั้งเดิมเท่านั้น แต่สามวิญญาณเจ็ดจิตเขาล้วนไม่มี หลงเหลือเปลือกนอกที่เกะกะ

ในเมื่อไม่ต้องการให้รักษา การแลกเปลี่ยนก็ถือว่ายุติ

ลู่จีมองท่านหมอวิเศษที่ตอนนี้นั่งหลับตาสงบนิ่ง ควันกำยานจินเซียงในกระถางลอยเอื่อยวนอยู่บนปลายนิ้ว หมุนเป็นวงเล็กๆ การสูญเสียคนรักไม่ได้ทำให้ลู่จีเศร้าโศกนานนัก ชีวิตของมารยาวนานยิ่ง หากสามารถหนีด่านเคราะห์ของสวรรค์พ้น ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อนานนับอสงไขย ยิ่งมีชีวิตยืนยาว ประสบการณ์รักใคร่ระหว่างชายหญิงก็ยิ่งผ่านมามากจึงย่อมตัดใจได้เร็ว

ทว่าความรู้สึกรักใคร่ในช่วงเวลาที่ยังอยู่ด้วยกันก็เป็นความจริง ดังนั้นนางจึงยินดีเอาเน่ยตันเข้าแลกเพื่อยื้อชีวิตเขา แต่หากถึงที่สุดแล้วไม่สามารถช่วยได้ ความทุ่มเทก็เทให้หมดใจไปแล้ว นางก็นับว่าไม่ผิดต่อผู้จากไป อย่างไรเสียความรักก็เป็นยาบำรุงขนานเอก ซ้ำยังช่วยแต่งแต้มสีสันให้กับชีวิตยาวนานที่แห้งแล้งของปีศาจได้ด้วย

“ในเมื่อข้าลั่นวาจาแล้วว่าหากท่านหมอมีเมตตายอมเปิดประตูรับ ข้าก็ยินดีจะมอบเน่ยตันแก่ท่าน” พูดจบลู่จีก็เค้นเน่ยตันออกมาจากกลางอกอีกครั้ง ปีศาจสาวประคองเม็ดมุกสีเขียวเรืองแสงยื่นส่ง “แม้ไม่อาจรักษาชีวิตหลางจื่อ แต่ท่านหมอก็ยอมให้เข้าพบและมีเมตตาตรวจอาการให้ เท่านี้ลู่จีก็ซาบซึ้งใจอย่างที่สุดแล้ว แม้ข้าเป็นมารก็เป็นมารทรงคุณธรรม สัจจวาจาย่อมต้องรักษา ขอท่านหมอรับเน่ยตันนี้ไว้เป็นค่ารักษาด้วยเถิด”

พลังวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรมายาวนานของต้นเถาวัลย์ช่างสะอาดบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมจางๆ ของพืชพรรณ มีรัศมีสีเขียวล้อมรอบแก่นพลังชีวิต พิจารณาจากขนาดน่าจะมีอายุราวเจ็ดถึงแปดร้อยปีได้

เหยี่ยนหวู่ฟางลืมตาขึ้น “ไม่มีเน่ยตัน เจ้าจะกลับไปเป็นเถาวัลย์ธรรมดา และทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด”

ลู่จียังคงยื่นเน่ยตันส่งให้ สีหน้าหนักแน่นไม่หวาดหวั่น “ข้าใช้เวลาบำเพ็ญเพียรนานห้าร้อยปีจึงกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ ห้าร้อยปีเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านพ้นไปแล้ว”

ทว่าในห้าร้อยปีนี้จะต้องผ่านลมฝนหิมะและน้ำค้างแข็ง หากโชคไม่ดีถูกโค่นทิ้ง ชาตินี้ก็เป็นอันว่าจบสิ้น เรื่องนี้นางไม่ได้กล่าวออกมา

นิ้วเรียวสวยสะอาดที่ทาเล็บด้วยสีแดงเข้มดีดเบาๆ ที่เม็ดมุกสีเขียวตรงหน้า เน่ยตันเม็ดนั้นก็พุ่งกลับเข้าอกลู่จีอย่างแม่นยำ

“ผู้ป่วยตายก่อนจะถึงมือข้า ข้าไม่ได้ออกแรงช่วยเหลือหรือรักษาย่อมไม่อาจรับค่ารักษาจากเจ้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่อยู่บนเตียงคือหนึ่งซากศพ ส่วนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็กำลังจะกลายร่างกลับไปเป็นเถาวัลย์ ไยข้าต้องเปลืองแรงย้ายต้นเถาวัลย์กับจัดพิธีศพให้อีก เปลืองมือเปลืองเท้าเกินไปแล้ว” เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “การรักษาถือว่าจบสิ้น ขออภัยที่ไม่อาจให้เจ้าอยู่ต่อ กลับไปเถอะ”

สำหรับลู่จี นี่ย่อมเป็นบทลงเอยที่ยอดเยี่ยมไร้ที่เปรียบ หมอวิเศษไม่ยอมรับค่ารักษา ไม่ใช่เพราะนางเป็นฝ่ายไม่ยอมจ่ายค่ารักษา จึงย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดนำเรื่องของนางไปนินทาให้เสียหายได้ คิดได้ดังนี้ ลู่จีก็เดินเข้าไปแบกกายเนื้อของชายคนรักขึ้นมา ก่อนจะหันมาโค้งคำนับให้ท่านหมออย่างซาบซึ้งและขอบคุณ แต่ก่อนจะจากไปนางกลับมีท่าทีอึกอักพิกล จนท่านหมอวิเศษต้องเอ่ยถาม

“ยังมีเรื่องอะไรอีกงั้นหรือ?”

มารเถาวัลย์เอ่ยตอบด้วยสีหน้าอึดอัด “เรื่องที่พวกข้ามาขอให้ท่านรักษาในวันนี้ หากมีคนมาสอบถาม... ขอแม่นางเหยี่ยนช่วยเก็บเป็นความลับให้ด้วย”

ในเมื่อต้องการปิดบัง ก็คิดได้เพียงว่าต้องเป็นเรื่องดำมืดที่ไม่อาจเปิดเผย ลับๆ ล่อๆ แบบนี้ ดูท่าภพมารเองก็คงวุ่นวายยิ่งเช่นกัน

สีหน้าเหยี่ยนหวู่ฟางเรียบเฉยอย่างยากจะคาดเดา แม้จะมีใบหน้างดงามล้ำเลิศ แต่ยามวางสีหน้าไร้อารมณ์ก็ดูดุและน่าเกรงขามนัก

“รักษาความลับของผู้ป่วยคือจรรยาบรรณของหมอ ไม่ต้องกังวล”

 

 

------------------------------------------------------------------------

[1] ห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชมพูทวีป (南阎浮提) ตามความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ตั้งอยู่ทิศประจิม เดิมเคยเป็นดินแดนของภูตผี (罗刹鬼国)ห่างจากกับดินแดนมนุษย์เพียงทะเลกั้น ต่อมาพระโพธิสัตว์เหลียนชือ (莲师) ได้มาโปรดสัตว์ในดินแดนนี้ ให้ละเลิกการกินเนื้อมนุษย์หันมาฝักใฝ่ในพุทธธรรมแทน เป็นเสมือนดินแดนสุขาวดีของบรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญตน

[2] ศาลาขนาดเล็กที่สร้างขึ้นเพื่อคลุมป้ายศิลา

[3] วิหคชวี่หรู มาจากตำนานปรัมปราในตำราชานไห่จิง หนานไห่จิง รูปร่างคล้ายนกเจียว หัวสีขาว มีสามขา ใบหน้าเหมือนคน เสียงร้องของมันคือที่มาของชื่อมัน

[4] ซ่าถู หนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์

[5] เน่ยตันคือลูกแก้ววิญญาณของปีศาจ เป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของจิตวิญญาณและกำลังภายใน

[6] จตุบท หมายถึง สัตว์สี่เท้า  

[7] แผ่นแป้งขนาดใหญ่ อาหารพื้นเมืองแถบซานซีและกานซู แผ่นแป้งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2 ฟุต ทั้งกลมทั้งหนาราวกับฝากระทะ ( กัว )

[8] 罗刹女 นางอสูรหลัวซา เป็นปีศาจร้ายที่สิงสถิตตามป่าเขา ลำน้ำ ตามตำนานจีนจะเป็นปีศาจสตรีกินคนที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม

คนผู้นี้ใช่หักโหมเกินไปจนตายหรือไม่ (รีไรท์)

หลังจากไปส่งมารเถาวัลย์ ไม่นานวิหคสามขาก็บินกลับมา

เมื่อเท้าสัมผัสพื้นก็กลายร่างเป็นสาวน้อยผู้หนึ่ง ใบหูเรียวแหลม เส้นผมยาวเกือบถึงพื้น

“ระหว่างทางที่พวกเขาข้ามเขาฉือจ้างซานมา ข้าเห็นบุรุษผู้นั้นยังสนทนากับมารเถาวัลย์สองประโยค เหตุใดจึงไร้จิตไร้วิญญาณไปได้เล่า?” สาวน้อยนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ไร้จิตไร้วิญญาณที่อาจารย์กล่าว คงไม่ใช่ในแบบที่มีความหมายลึกซึ้งหรอกกระมัง เกรงว่าผู้ป่วยรายนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังใช่หรือไม่?”

“ชายผู้นั้นกระทั่งภูตผียังไม่ใช่ ไม่ได้อยู่ในสามภพ มีเพียงร่างกายเป็นเปลือกนอกแต่ด้านในกลวงโล่งว่างเปล่า หากจะบอกว่าเขาเป็นคนมิสู้บอกว่าเป็นหุ่นเชิดยังดีกว่า แต่เคยมีใครเห็นหุ่นเชิดที่มีเลือดเนื้อเช่นนี้มาก่อนบ้างเล่า ด้านหน้าขาหนีบบวมโต หึ! สงสัยกิจในห้องหอคงไม่มีเว้นว่าง!”

ชวี่หรูฟังแล้วก็หรี่ตามองอีกฝ่าย “ข้าเห็นอาจารย์ใช้เวลาตรวจแค่แวบเดียว แต่ก็ตรวจได้ละเอียดโดยแท้!”

หมอวิเศษนั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน “ข้าเป็นหมอ ย่อมไม่อาจให้รายละเอียดเล็กน้อยหลุดรอดสายตาได้!”

ชวี่หรูนิ่งคิด “งั้นท่านว่า คนผู้นี้ใช่หักโหมเกินไปจนตายหรือไม่?”

เจ้าวิหคสามขาตัวนี้ดูเหมือนจะฉลาดมากเกินไปสักหน่อย เหยี่ยนหวู่ฟางกระแอมเบาๆ ก่อนตอบ “เขารูปร่างกำยำ หักโหมไปก็ไม่ถึงแก่ชีวิตง่ายๆ ทว่าจิตวิญญาณกลับหายไป อาจเป็นเพราะถูกปีศาจสูบ หรือแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีวิญญาณมาก่อน เรื่องนี้คงมีเพียงลู่จีเท่านั้นที่รู้” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนพลางนวดคลึงท้ายทอย  “ข้าเพิ่งจะลุกจากเตียง ฟันยังไม่ทันจะได้แปรง เดิมคิดว่าจะหากำไรก้อนโตได้สักก้อน เฮ้อ...” นางถอนหายใจ ผิดหวังอย่างไม่ปิดบัง สองมือไพล่หลังเดินกลับเข้าไปในเรือนด้านหลัง

 

อู่จินซ่าถูมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล

อาณาเขตกว้างขวางแห่งนี้มีดินแดนใหญ่น้อยอยู่ร่วมกันสิบหกดินแดน สิบหกเมือง โดยผู้ที่พำนักอยู่ระดับชั้นสูงสุดคือองค์พระโพธิสัตว์ ระหว่างกลางคือโลกที่มนุษย์และปีศาจอยู่ร่วมกัน ส่วนชั้นใต้สุดคือยมโลก  สถานที่แห่งความน่าสะพรึงกลัวและที่รวมความชั่วร้ายและมืดมนที่สุดเอาไว้

เมืองเทียนจี๋เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในดินแดนซ่าถู เป็นเมืองที่มีการติดต่อค้าขายกับดินแดนจงถู่ ตอนกลางวันในเมืองนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายราวคลื่นมนุษย์ ตามท้องถนนล้วนเต็มไปด้วยร้านค้านับไม่ถ้วน

การค้ายิ่งเจริญ ความมั่งมีและยากจนก็ยิ่งห่างชั้นกันมากขึ้น ขณะที่คนร่ำรวยนั่งเรือสำราญล่องอยู่ในทะเลสาบ คนยากจนก็กำลังก้มหน้าขุดดินหาหัวมันอยู่ในท้องไร่ริมฝั่ง

ฝนที่เพิ่งหยุดตกทำให้ทิวเขาดูเลือนรางเพราะละอองฝนที่เพิ่งซา ชายกระโปรงของหญิงสาวที่ยืนอยู่บนคันนาจึงเฉอะแฉะเปื้อนดินโคลน รองเท้าปักก็เลอะจนมองไม่เห็นสี ขณะที่นางยืนมองแนวเขาไกลออกไปก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อตน ไม่นานคนผู้นั้นก็วิ่งมาหยุดยืนเบื้องหน้า

“เสี่ยวฉื่อกำลังยุ่งอยู่หรือ?” ผู้ที่มาเป็นบุรุษหน้าตาดุดันในชุดของทางการ เสียงแหบห้าวถูกบีบดัดให้เป็นเสียงอ่อนโยนแปร่งหู

“ถึงเวลาไปรับเบี้ยหวัดแล้วนะ แต่หัวหน้าหมู่บ้านเกรงว่าเสี่ยวฉื่อจะไม่มีเวลาไปรับ จึงสั่งให้ข้านำมาส่งให้”

หญิงสาวไม่พูดอะไรและไม่ได้ยื่นมือออกไปรับ เป็นเด็กที่ยืนอยู่ข้างคูนายื่นมือมารับพวงเงินไว้ พลางชั่งน้ำหนักในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเบ้ปากอย่างดูแคลน “คราวก่อนบอกจะเพิ่มเบี้ยหวัดให้ สุดท้ายก็ยังเท่าเดิม”

บุรุษในชุดทางการหัวเราะเสียงดัง “ประกาศแบบนี้มายี่สิบกว่าปีแล้ว แค่ฟังให้ดีใจเล่นก็พอ อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังไป” พูดจบก็ประสานมือให้หญิงสาวอย่างนอบน้อม “หัวหน้าหมู่บ้านได้ข่าวมาว่าอีกสองวันจะมีฝนตกหนัก รบกวนเสี่ยวฉื่อดูแลระวังเจดีย์ให้ด้วย หลังเบิกเงินค่าซ่อมแซมเจดีย์ได้แล้ว ถึงตอนนั้นก็จะซ่อมบ้านเสี่ยวฉื่อไปพร้อมกัน สองสามวันนี้ต้องลำบากเสี่ยวฉื่อให้อดทนไปก่อน”

บุรุษผู้นั้นพูดจบก็ประสานมือคารวะแล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งหญิงสาวให้เดาะลิ้นมองตามอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ชวี่หรู ไปหาซื้อเนื้อสักชิ้นกลับไปทำหงชาวโร่วกินกันเถอะ”

หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเตี้ยเดินเคียงคู่กันเข้าไปในตลาดริมแม่น้ำ สภาพทั้งสองดูแล้วช่างยากจนขัดสน แต่กลับได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพอย่างยิ่งจากผู้คนที่ผ่านไปมา หลายคนเข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

“เสี่ยวฉื่อออกมาซื้อผักหรือ?”

“ข้ามีผักเซียงชุนอยู่อีกกำ เสี่ยวฉื่อเอากลับบ้านไปผัดกับไข่สิ”

เดินอยู่ไม่นาน หัวไช้เท้าและฟักเขียวก็ถูกใส่มากว่าครึ่งตะกร้า เนื้อสองชั่งกว่าจะยัดเยียดเงินให้คนขายสิบอีแปะพอเป็นพิธีก็ต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่นาน เพราะอีกฝ่ายอยากจะมอบให้อย่างไม่คิดเงิน ชวี่หรูเวลานี้จึงมีสีหน้าเบิกบานยินดีนัก “อาจารย์ ชื่อเสียงดีงามทำให้ท้องอิ่มได้จริงๆ ด้วย”

ใบหน้าธรรมดาของอาจารย์พลันปรากฏรอยยิ้มออกมา

จะท่องไปในดินแดนกว้างใหญ่นี้ การมี ‘สองตัวตน’ นับว่าจำเป็นยิ่ง  

ทุกวันขึ้นสิบห้าค่ำ เหยี่ยนหวู่ฟางจะนั่งรับรักษาโรคที่เชิงเขาฉือจ้างซาน ส่วนเวลาปกติก็จะเฝ้าเจดีย์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหลี่ยวี่ ซึ่งเป็นสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ให้ผู้คนได้สักการบูชา เบี้ยหวัดของคนเฝ้าเจดีย์ก็ไม่นับว่ามากมายอะไร แต่ก็ถือว่าเป็นคนของทางการ ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา นางเฝ้ามากว่าห้าสิบปี จึงแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเจดีย์ไปแล้ว ชาวเมืองล้วนแล้วแต่ให้ความเคารพ

นึกถึงวันแรกเริ่ม... นางเป็นเพียงตัวอัปมงคลตัวหนึ่ง

เหตุจากสงครามทำให้เมืองเล็กๆ อย่างเมืองตงถู่กลายสภาพเป็นเมืองแห่งความตาย นางถือกำเนิดจากการรวมตัวของไอมารบริเวณนั้น จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาราวกับถูกผืนโลกสำลักออกมาจากรอยปริแยก จำได้ว่าตอนนั้นทั้งเมืองมีแต่ซากศพเกลื่อนพื้นเหมือนเดินอยู่ในนรก นางร่อนเร่พเนจรไปทั่วอย่างเดียวดาย โลกช่างสงบเงียบเหลือเกิน แม้แต่หนูสักตัวก็ยังไม่มีโผล่มาให้เห็น

ในคืนวันเพ็ญนางมักจะไปนั่งดูพระจันทร์บนกำแพงเมือง คืนหนึ่งก็เจอเข้ากับนักพรตประหลาด เขาคิดจะกำจัดนางด้วยกระบี่ โชคดีที่พระโพธิสัตว์เหลียนชือ[1] เดินทางผ่านมาจึงยื่นมือเข้าช่วยชีวิตนางไว้ อาจเป็นเพราะถือกำเนิดจากไอมาร นางจึงมักจะรู้สึกคั่งแค้นอยู่ในใจเสมอ ในหัวคิดวางแผนทำเรื่องชั่วร้ายให้สมกับชาติกำเนิด ทว่าเรื่องชั่วร้ายใช่ว่าคิดอยากทำก็จะทำได้สำเร็จ นางฝึกฝนหน้าคันฉ่อง พยายามทำให้ใบหน้างดงามเป็นเอกนี้น่ากลัวให้ได้ นางอ้าปากกว้างเท่าอ่างไม้ใส่น้ำ สุดท้ายตัวเองกลับตกใจหงายหลังหมดสติไปเสียเอง

อันที่จริงคนเราใช้ชีวิตชาติหนึ่งก็ควรต้องมีความสุข ปีศาจก็เช่นกัน นางจึงตัดใจเลิกคิดแผนชั่วร้ายแล้วเดินทางไปยังเยว่เลี่ยงกง[2] เพื่อขอให้พระโพธิสัตว์เหลียนชือเทศนาให้เห็นธรรม หลายปีมาหลังจากนั้นจึงขยันสร้างสมความดี บำเพ็ญเพียรทีละเล็กละน้อยด้วยการรักษาอาการเจ็บป่วยให้กับภูตผีปีศาจ เวลาไม่มีผู้ป่วยก็จะแปลงร่างเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา ทำหน้าที่เฝ้าเจดีย์ริมน้ำในเมืองเทียนจี๋

ส่วนชวี่หรูน่ะหรือ... เดิมนางเป็นวิหคประหลาดที่ถูกผู้คนรังเกียจ เป็นนกสามขาที่มีใบหน้าคล้ายมนุษย์ ครั้งแรกที่เหยี่ยนหวู่ฟางพบชวี่หรู อีกฝ่ายกำลังจับหนูนาอยู่ในทุ่งข้าวฟ่าง หนูนาดิ้นกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตรอดจึงข่วนโดนใบหน้าชวี่หรูเป็นแผลเหวอะหวะ

ตอนนั้นส่วนเหยี่ยนหวู่ฟางกำลังไล่ตามวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่ง พอเห็นชวี่หรูในสภาพเลือดท่วมหน้าในปากคาบหนูไว้ ก็รู้สึกว่าช่างเป็นภาพที่สยดสยองนัก ผู้เป็นหมอจะมากจะน้อยย่อมมีจิตใจเมตตา นางจึงหยุดแวะทำแผลใส่ยาให้นกสามขา จากนั้นชวี่หรูก็คุกเข่าขอเป็นศิษย์ติดตามรับใช้ดูแลนางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หนึ่งถือกำเนิดจากไอมาร อีกหนึ่งเป็นปีศาจ ทั้งสองพร้อมใจละทิ้งความมืดมิดมุ่งสู่แสงสว่าง

การใช้ชีวิตอย่างข้นแค้นก็เป็นแค่เรื่องในสายตาคนภายนอก ยามเฝ้าเจดีย์นางก็สวมใส่เครื่องแบบของทางการ ปลูกมันหวานไว้กิน ยามเป็นหมอวิเศษก็คืนร่างเป็นโฉมสะคราญงามเป็นหนึ่ง หมุนเปลี่ยนสองฐานะ สองตัวตนสลับไปมา เท่านี้ก็เพียงพอจะเพิ่มสีสันให้กับชีวิตอับเฉาได้บ้าง

 

เรือนหญ้าคา

เหยี่ยนหวู่ฟางพับชายแขนเสื้อเพื่อเตรียมตุ๋นน้ำแกง ฝีมือการทำอาหารของนางก้าวหน้าขึ้นมาก จากเริ่มต้นแค่พอให้สุกกลืนได้ ก็พัฒนาให้มีหน้าตาและกลิ่นหอมน่ากิน รสชาติก็ล้ำเลิศขึ้นทีละน้อย

พอใกล้ยามอู่ แสงแดดส่องลอดผ่านรูรั่วบนหลังคาที่ผุพัง กระทบลงบนก้อนเกลือเหนือเตาไฟ หญิงสาวขยับไหเกลือหลบแดด “พวกเขาบอกว่าต้องรอหลังพายุฝนจึงจะมาซ่อมบ้านให้ คืนนี้คงต้องตากฝนกันอีกแล้ว”

บ่นเพียงเท่านี้ชวี่หรูก็เข้าใจอย่างชัดเจน วิหคสามขาบินขึ้นไปบนหลังคาบ้านโดยไม่ส่งเสียง จัดการเปลี่ยนกระเบื้องที่แตกหักออกจนหมด

ช่วงชีวิตหนึ่งของปีศาจมักไร้การแสวงหา ขอเพียงดื่มกินอิ่มหนำ หลับไปหนึ่งตื่นก็พลบค่ำ

ดวงจันทร์ลอยเด่น เหยี่ยนหวู่ฟางออกมาเดินเล่นที่ริมแม่น้ำหลี่ยวี่ แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่ หุบเหวลึก หน้าผาสูงชันอันตราย ตำนานเล่าว่า แม่น้ำนี้คือที่ที่ปลาหลี่ยวี่ตัวแรกกลายร่างเป็นมังกร แต่เพราะกาลเวลาเนิ่นนานเกินไปและมีมนุษย์เดินทางมาที่นี่มากจนเกิน ไอเซียนจึงเลือนรางจางหายจนไม่เหลือแม้สักเศษเสี้ยว

หญิงสาวสองมือไพล่หลัง ก้าวเดินเนิบช้าไปตามสันเขื่อนที่ทอดตัวยาว หูพลันได้ยินเสียงร้องปลุกใจดังมาตามสายลม เริ่มต้นจากแผ่วเบาก่อนจะชัดเจนขึ้น เป็นท่วงทำนองที่ดุดันและห้าวหาญ

ถึงเมืองเทียนจี๋จะดีเพียงใด อย่างไรก็มิใช่ภพภูมิชั้นสูง ที่นี่มนุษย์และมารอาศัยปะปนกันเช่นเดียวกับดินแดนจงถู่ ยามนี้กลางแม่น้ำหลี่ยวี่มีเรือขนส่งไม้กำลังแล่นเข้ามา เรือล่องทวนอยู่ในเขตน้ำลึก งานหนักแบบนี้ชาวเมืองทั่วไปล้วนไม่ยินดีทำ คนเรือส่วนมากมักเป็นนักโทษหรือไม่ก็พวกทาส

คนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้เงาจันทร์ เป็นลูกเรือที่เปลือยกายท่อนบน พวกเขากำลังออกแรงช่วยกันดึงเชือก ร่างโน้มต่ำจนเอียงเป็นแนวเดียวกันแทบจะแนบไปกับพื้น ภาพแบบนี้สามารถพบเห็นได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การมีชีวิตอยู่ก็เป็นเช่นนี้ ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่ของตน ไร้ความแปลกใหม่ เหยี่ยนหวู่ฟางนึกสนุกจึงเด็ดใบไม้มาเป่าเป็นทำนองเพลงฉือเต้าเฮย ท่วงทำนองที่นุ่มนวลลอยละล่องสะท้อนก้องอยู่ท่ามกลางม่านราตรี

ชวี่หรูที่บินอยู่เหนือหัวอ้าปากหาวแล้วหาวอีก และยังเอาแต่พูดเร่งให้นางรีบกลับบ้าน แต่เหยี่ยนหวู่ฟางไม่สนใจ นางอยากตากลมเย็นตรงนี้อีกสักหน่อย เพื่อปลดปล่อยไอมารออกจากตัวเสียบ้าง

สีหน้าชวี่หรูสุดแสนจะเบื่อหน่าย นางกวาดตาหาสิ่งน่าสนใจซ้ายขวา จู่ๆ ก็ร้องเสียงดังออกมา “อาจารย์! ท่านดูคนผู้นั้นสิ!”

ดวงตาของเหยี่ยนหวู่ฟางท่ามกลางความมืดกล่าวได้ว่ายอดเยี่ยมยิ่ง ในระยะสองลี้สามารถมองทุกอย่างอย่างชัดเจน นางมองตามทางที่ชวี่หรูชี้

ในกลุ่มคนเรือที่กำลังดึงเชือกนั้นมีคนผู้หนึ่งยืนตระหง่าน กระแสลมที่พัดผ่านแม่น้ำพัดอาภรณ์สีขาวรุ่งริ่งให้ปลิวไสว ภายใต้แสงจันทร์มองเห็นคราบเลือดบนชุดขาวนั้นหลายจุด แผ่นหลังหยัดเหยียดตรงทั้งๆ ที่ถูกโบยด้วยแส้อย่างแรง!

“เหี้ยมหาญ” ชวี่หรูชื่นชม “ดูไปแล้วเขาอายุน้อยอยู่เลย”

อายุมากน้อยไม่แน่ชัด แต่ไม่เห็นหนวดเคราก็น่าจะไม่ใช่ชายชรา เหยี่ยนหวู่ฟางคิดถึงครั้งแรกที่พบชวี่หรู เทียบกันแล้วชายผู้นี้สภาพอเนจอนาถกว่ามาก ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด ซ้ำยังบวมปูดผิดรูป รอบดวงตาช้ำราวกับผลท้อ โดยรวมถือว่าเสียโฉมไปแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟางเหยียดยิ้ม “เหี้ยมหาญแล้วมีประโยชน์อะไร ยืนหยัดได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามก็ต้องล้มแล้ว สภาพเช่นนี้ยังสามารถยืดอกทระนงต่อไปได้อีกสักกี่มากน้อย?”

หนึ่งคนหนึ่งวิหคเฝ้ามองเหตุการณ์เบื้องหน้า กระแสน้ำเชี่ยวกรากทำให้ลูกเรือดึงเชือกลากเรือไปข้างหน้าลำบากยิ่งขึ้น ขณะที่ลูกเรือลากเรือไปได้เพียงสองจั้ง คนผู้นั้นก็ถูกโบยไปแล้วสิบกว่าหน เสียงแส้กระทบเนื้อดังแว่วมาถึงหูนาง ฟังแล้วรุนแรงหนักแน่นนัก!

คนผู้นั้นโงนเงนจวนเจียนจะล้ม ชวี่หรูทนมองไม่ไหว เอ่ยถามขึ้น “อาจารย์ ท่านตั้งใจจะมองคนตายลงตรงหน้าโดยไม่ช่วยงั้นหรือ?”

ทำไมจะต้องช่วย?

โลกนี้มีคนเดือดร้อนทั่วทุกหย่อมหญ้า ไหนเลยจะยื่นมือเข้าช่วยได้หมด!

ขวับ!

เสียงฟาดแส้ครั้งหลังสุดดังชัด ดุดันยิ่งนัก ศีรษะคนผู้นั้นถูกฟาดจนเลือดไหลย้อมเสื้อผ้าตรงหน้าอกจนแดงฉานอย่างน่ากลัว!

วิหคสามขาบินร่อนลงมา ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นก็กลายร่างเป็นสาวน้อย นางรู้นิสัยอาจารย์ดี ยุ่งไปก็มากเรื่องมิสู้ปล่อยวางจะได้น้อยลงสักเรื่องไม่ดีกว่ารึ ดังนั้นการหวังให้อาจารย์เดินไปขัดขวางการโบยย่อมเป็นไปไม่ได้ นางจึงต้องแปลงกายเป็นคน ตั้งใจว่าถ้าเหตุการณ์ตรงหน้ารุนแรงขึ้นก็จะยื่นมือเข้าช่วยเอง เพราะนางยังมีเลือดเนื้อและมีใจเมตตาสงสาร

ถ้อยคำตำหนิในใจชวี่หรูนั้น เหยี่ยนหวู่ฟางได้ยินชัดเจนทุกคำ แต่ทุกคนล้วนมีชะตาเป็นของตนเอง การใช้แนวทางการรักษามนุษย์มารักษาปีศาจย่อมไม่เห็นผล ในทางกลับกัน หากฝืนใช้แนวทางการรักษาปีศาจมารักษามนุษย์ คนผู้นั้นก็อาจรับไม่ไหว สมุนไพรของดินแดนจงถู่นี้นางก็ศึกษาจนพอมีความรู้อยู่บ้าง แต่ร้อยปีมานี้ไม่เคยรักษามนุษย์มาก่อน ต่อให้ช่วยคนผู้นั้นไว้ นางก็ไม่มั่นใจว่าจะรักษาเขาได้

เหยี่ยนหวู่ฟางถอนหายใจยาวพลางสอดสองมือไว้ในแขนเสื้อเมื่อเห็นคนผู้นั้นพ่ายแพ้ คุกเข่าหมดสภาพในที่สุด แม้จะอยู่ห่างออกมาและมีเพียงแสงจันทร์สลัว แต่นางก็มองเห็นเลือดสีแดงสดที่ไหลรินทั่วตัวเขาชัดเจน

สุดท้ายแล้วจิตวิญญาณความเป็นหมอก็เป็นฝ่ายมีชัย นางลังเลเพียงครู่ก็เดินตรงไป เสี้ยวขณะที่แส้กำลังจะสะบัด นางก็ปัดแส้นั้นออก “พอเถิด โปรดเมตตายั้งมือด้วย หากยังโบยเขาต่อ เขาต้องตายแน่”

เก้าในสิบส่วนของผู้คุมคนงานล้วนเป็นผู้มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตกว่าคนทั่วไป ผู้คุมคนนี้ก็เช่นกัน พอถูกขัดขวางเขาก็หันไปคว้าคบเพลิงมาส่องดูหน้าคนไม่กลัวตายอย่างโกรธจัด! ครั้นเห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด เพลิงโทสะที่ลุกโชนในใจก็มอดดับแล้วพยายามฝืนยิ้มส่งให้ “เสี่ยวฉื่อ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่เล่า? ออกมาเดินย่อยอาหารหลังกินข้าวเย็นงั้นรึ”

เหยี่ยนหวู่ฟางพยักหน้ารับส่งๆ ก่อนจะก้มมองคนที่คุกเข่าอยู่ คนผู้นี้บาดเจ็บสาหัสจนยืนไม่ไหวแล้ว แต่เขาก็เหลือบตาขึ้นมองนาง ท่ามกลางรอยช้ำรอบดวงตา นางมองเห็นประกายแสงวูบหนึ่งปรากฏขึ้น ถึงจะสงสัยในประกายแสงนั้น แต่เหยี่ยนหวู่ฟางก็ต้องรีบเบือนหน้าหนี เพราะใบหน้าเขาบวมปูดและมีรอยแผลเหวอะหวะทั้งใบหน้า ช่างน่ากลัวยิ่งนัก

นางมองผู้คุมแล้วชี้ไปที่ด้านข้างก่อนจะเดินนำไป

คนเฝ้าเจดีย์เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองมาก ผู้คุมเองก็เช่นกัน เขาเดินตามนางไปแล้วประสานมือขึ้นคำนับพลางเอ่ยถามอย่างนอบน้อม “เสี่ยวฉื่อ มีเรื่องใดจะไหว้วานหรือ?”

“มิกล้า ข้าเพียงอยากจะสอบถามสักเล็กน้อย คนผู้นั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไรหรือ?”

สีหน้าผู้คุมพลันผ่อนคลาย “มันเป็นทาสที่ข้าซื้อมาจากดินแดนจงถู่ ส่งผ่านมาหลายมือ ไม่มีผู้ใดรู้ประวัติความเป็นมา เหตุใดเสี่ยวฉื่อจึงมาสอบถามเช่นนี้?”

หญิงสาวอึกอัก สีหน้าลำบากใจเพราะไม่ได้คิดเตรียมคำตอบไว้ ชวี่หรูที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงตอบแทน “อาจารย์ข้ารู้สึกว่าคนผู้นี้มีส่วนคล้ายญาติผู้พี่ของท่านอยู่มาก พอเห็นเขาถูกลงโทษจึงรู้สึกทนไม่ได้ เลยมาขอความเมตตาจากผู้คุมซุน ท่านพอจะเห็นแก่หน้าอาจารย์ข้าสักหน่อยได้หรือไม่”

ผู้คุมปากค้างลิ้นแข็ง ไม่อยากจะเชื่อว่าโลกจะมีเรื่องที่บังเอิญแบบนี้ได้! แต่ในเมื่อคนเฝ้าเจดีย์มาเอ่ยปากขอร้องด้วยตนเอง หากเขาปฏิเสธก็กลัวจะถูกสวรรค์ลงโทษ ช่างเถอะ อย่างไรเสียทาสก็มีมากมาย รวมทั้งยังสูญหายตายจากทุกสามวันห้าวันอยู่แล้ว ถึงเวลาที่ต้องส่งรายงานก็แค่แต่งเรื่องความยากลำบากในการทำงานของตนให้มากเข้าไว้ จะได้มีโอกาสเติบโตเป็นหัวหน้าบ้าง

ส่วนเจ้าทาสที่ถูกโบยเลือดท่วมเป็นน้ำเต้าเลือด[3]นี้ ก็มอบให้นางไปก็แล้วกัน

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------

[1] พระโพธิสัตว์คุรุปัทมสมภพ หรือในอีกชื่อคือ 莲花生大士พระโพธิสัตว์ปทุมสมภพหรือพระโพธิสัตว์ปัทมสัมภวะ ( Padmasambhava) ในภาษาสันสกฤต

[2] สถานที่ที่ผู้คนในดินแดนสุขาวดีอยู่อาศัย

[3] 血葫芦น้ำเต้าเลือดเป็นสำนวนมาจากคำว่า血囫囵 เต็มไปด้วยเลือด

ตัวยาสำคัญที่ขาดไปคือแมงป่องโลหิต (รีไรท์)

ผู้ที่กระตือรือร้นอยากช่วยคนคือชวี่หรู ทว่าตอนที่จะต้องแบกคนกลับ นางกลับตอบอย่างไร้ยางอายว่า

“อาจารย์! ท่านดูสารรูปข้าสิ ข้าจะสามารถแบกใครได้!”

เหยี่ยนหวู่ฟางหรี่ตามองอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็ร่ายเวทเรียกชะมดมาสี่ตัวแล้วให้พวกมันขนร่างโชกเลือดกลับเรือนหญ้าคา

ณ เรือนหญ้าคา

ภายในจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กไว้ดวงหนึ่ง เป็นตะเกียงที่พระโพธิสัตว์เหลียนชือมอบให้นางไว้ใช้เวลานั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร ด้วยฐานะคนเฝ้าเจดีย์ นอกจากเงินเบี้ยหวัดหนึ่งพวงที่จ่ายเท่าเดิมมาตลอดห้าสิบปี นางก็ไม่มีรายได้จากส่วนอื่นอีก แต่เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวง ถึงไม่มีเงินซื้อน้ำมันตะเกียงแต่ทั้งสองก็สามารถเคลื่อนไหวท่ามกลางความมืดได้คล่องแคล่วอยู่แล้ว

ชวี่หรูยืนเบียดอยู่ข้างๆ อย่างสนใจ “อาจารย์ดูสิ! เขายังหายใจ น่าจะยังพอมีทางรอดแน่”

แสงสลัวจากตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าบวมปูดเหวอะหวะชัดเจนขึ้น เหยี่ยนหวู่ฟางจับชีพจรเขา แม้จะเบาและอ่อนแรง ทว่าพลังหยางในตัวกลับรุนแรงยิ่ง

คนผู้นี้ดูท่าจะดวงแข็งไม่ธรรมดา!

หมอวิเศษลุกไปหยิบสมุนไพรสองกำสั่งให้ชวี่หรูไปเคี่ยว ส่วนตนเองเดินไปที่ห้องครัว ตักน้ำแกงมาหนึ่งชาม จากนั้นก็ค่อยๆ ป้อนให้ผู้ป่วยทีละช้อนช้าๆ มองดูเขากลืนลงคอด้วยความยากลำบาก เมื่อกระเพาะว่างเปล่าได้รับน้ำแกงอุ่นๆ เติมเต็มก็สามารถต่อชีวิตได้แล้ว แต่ดวงตายังไม่ลืมไม่ เทียบกับก่อนหน้าตอนนี้ยิ่งบวมหนักเข้าไปอีก กระทั่งช่องว่างเล็กๆ ก็ยังมองไม่เห็น

ช่างเถอะ อย่างไรนางก็ไม่ต้องถามอาการป่วยอยู่แล้ว เหยี่ยนหวู่ฟางใช้สองมือค่อยๆ ลูบคลำสำรวจร่างตรงหน้าทั่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า

ที่ขามีแผลเน่าเฟะห้าจุด ผิวเนื้อรอบปากแผลเปลี่ยนเป็นสะเก็ดแข็ง บ่งชัดว่าเนื้อด้านในมีหนอง ต้องใช้ยาช่วยขับหนองออกมา กระดูกข้อต่อบริเวณข้อมือแขนขวาหลุด แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองวินิจฉัยไม่พลาด เหยี่ยนหวู่ฟางจึงออกแรงบีบเล็กน้อย เพียงเท่านี้ผู้ป่วยก็ครางออกมาเบาๆ อย่างเจ็บปวด

สำหรับศีรษะที่มีเลือดไหลไม่หยุดนั้น ส่วนมากเกิดจากแผลภายนอก ไม่ใช่แผลสาหัสที่กระทบถึงกะโหลกศีรษะ แต่แผลที่เกิดจากรอยแส้นับว่าสาหัสรุนแรง บาดแผลยาวราวสองชุ่น เลือดบางส่วนเริ่มแห้งกรัง ทำให้เส้นผมเกาะติดแน่น

คงต้องโกนหัวเสียแล้ว!

ชวี่หรูเคี่ยวยาเสร็จก็ประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบที่มีน้ำยาสมุนไพรสีดำข้นเดินมาหยุดข้างเตียง  โดยไม่พูดไม่ถาม นางกรอกยาใส่ปากคนเจ็บรวดเดียวหมดชามอย่างร้อนใจ เสร็จแล้วก็หันมองหน้าท่านหมอวิเศษ อีกฝ่ายจึงสั่งให้ไปลับมีด ร่างแปลงวิหคของสามขาเดินออกไปนั่งลับมีดนอกเรือน ดวงตาแดงก่ำเป็นประกายภายใต้แสงจันทร์สลัว นางลับมีดอย่างอารมณ์ดีเพราะสามารถช่วยชีวิตเจ้าหนุ่มเคราะห์ร้ายไว้ได้ ถึงขั้นลับมีดไปร้องเพลงไปด้วยทีเดียว “มารเฒ่ากินไม่อิ่ม บัณฑิตผ่านมาได้เวลา...”

เรือนของคนเฝ้าเจดีย์ย่อมไม่มีมีดเนื้อดี ส่วนเครื่องมือเครื่องไม้สำหรับรักษาผู้ป่วยทั้งหมดล้วนอยู่ที่เชิงเขาฉือจ้างซาน เหยี่ยนหวู่ฟางมองมีดอีโต้เล่มใหญ่ที่ผ่านการลับและทำความสะอาดแล้วอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ใช้มีดเล่มนี้จัดการโกนผมผู้ป่วยจนเกลี้ยงหัว!

เมื่อไม่มีเส้นผมและใช้น้ำสะอาดล้างคราบเลือดออกจนหมด ก็เห็นหนังศีรษะขาวซีดและบาดแผลยาวลึกน่าตื่นตระหนก เหยี่ยนหวู่ฟางโรยยาสมานแผลแล้วใช้ผ้าแถบสะอาดผืนยาวพันรอบศีรษะ พันไม่กี่รอบก็จัดการมัดปมจนเรียบร้อย

“แค่นี้รึเจ้าคะ?” ชวี่หรูถามด้วยน้ำเสียงแคลงใจ “ไม่ง่ายไปหน่อยหรือ ท่านเห็นเขาเป็นมนุษย์เลยรักษาแบบส่งเดชหรืออย่างไร”

เหยี่ยนหวู่ฟางขมวดคิ้ว ดวงตาขุ่นขวาง “เจ้ารังเกียจว่าข้าอลังการไม่พองั้นรึ!”

เดิมคิดว่าตอนจัดกระดูกให้คงต้องมีเสียงร้องโหยหวนลั่นเรือน ไม่คิดเลยว่าคนผู้นี้จะแค่ส่งเสียงครางสองครั้งเท่านั้น ทำราวกับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ความอดทนขั้นนี้เทียบได้กับสิงห์จินเหมาโฮ่ว[1] ที่นางเคยรักษาหรืออาจจะเข้มแข็งกว่ามาก

หลังทำความสะอาด ใส่ยา พันผ้าพันแผล ตรวจสอบการรักษาให้แน่ใจด้วยการอ่านตำราและตรวจสอบขั้นตอนการบดยา ปรุงยาทุกอย่างเรียบร้อย ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว

เทียบการรักษาระหว่างมนุษย์และปีศาจ อาจกล่าวได้ว่าการรักษามนุษย์ยุ่งยากซับซ้อนกว่ามาก เวลานี้เหยี่ยนหวู่ฟางจึงต้องออกมายืดเส้นยืดสายที่หน้าเรือนสักหน่อย นางทอดสายตามองแสงจันทร์เย็นเยียบส่องกระทบหลังคา เห็นกระเบื้องหลังคาหายไปหลายแผ่นดูคล้ายบาดแผลบนร่างของชายผู้นั้น

ชวี่หรูเดินมาเซ้าซี้ถามอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดเหยี่ยนหวู่ฟางไม่ใช้แผ่นแปะดูดพิษ เพราะบาดแผลที่ขารุนแรงมาก หากปล่อยทิ้งไว้ เกรงว่าขาทั้งสองข้างคงจะรักษาไว้ไม่ได้

เหยี่ยนหวู่ฟางไม่ตอบแต่เดินเข้าไปในห้องยาขนาดเล็กหยิบมู่เปียจื่อ[2] เสวียนเชิน[3] ชางจู๋[4] และตะขาบออกมา จากนั้นจึงเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ตัวยาไม่ครบ ขาดสมุนไพรสำคัญไปหนึ่งตัว อย่างไรคืนนี้ก็ไม่มีทางต้มยาได้”

ชวี่หรูหันมองท้องฟ้าด้านนอกทันที “อีกราวสองชั่วยามก็ฟ้าสาง เป็นสมุนชนิดใดรึอาจารย์ พอสว่างประตูเมืองเปิดข้าจะรีบไปจัดการหาซื้อมาให้ท่าน”

หมอวิเศษส่ายหน้าไปมา ก่อนจะอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง “แผลเนื้อตายของเขากัดกินลึกถึงไขกระดูก ยาปกติไม่สามารถรักษาได้ อาการรุนแรงขั้นนี้ต้องใช้พิษต้านพิษ สลายเนื้อตายด้านบนก่อนถึงจะรักษาเนื้อด้านในได้” พูดจบนางก็เดินไปยืนพิงประตูพลางแหงนหน้ามองดวงจันทร์

“ตัวยาสำคัญที่ขาดไปคือแมงป่องโลหิต ต้องเอามันมาป่นละเอียดใส่ไว้ในแผ่นแปะ พันให้แน่นนานเจ็ดวันจึงจะได้ผล แต่แมงป่องโลหิตมีทั้งพิษและดุร้ายมาก แล้วในดินแดนซ่าถูนี้ข้าก็ไม่เคยมีใครพบเห็นมันมาหลายปีแล้ว เจ้าคิดว่าจะไปหาซื้อมันได้จากที่ไหนเล่า”

ชวี่หรูพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นเอาจริง “ในเมื่อช่วยมาแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด! อาจารย์ช่วยรักษาเขาด้วยเถิด หากไม่มีขาสองข้าง ชีวิตเขาก็คงไม่ต่างอะไรกับไม้ทุบผ้า[5] แล้ว!”

ปีศาจตนหนึ่งสามารถมีสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี ทั้งยังมุ่งมั่นจะช่วยคนเต็มที่เช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก เหยี่ยนหวู่ฟางเม้มริมฝีปากพลางครุ่นคิด ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “เจ้าจำเจ้าเมืองเซินหลัวได้หรือไม่ ผู้ที่ข้าช่วยชีวิตไว้เมื่อห้าปีก่อน เขายังติดค้างน้ำใจข้าอยู่ หากไปหาเขา บางทีเราอาจจะแก้ปัญหานี้ได้”

เมืองเซินหลัวเป็นหนึ่งในสิบหกเมืองของดินแดนซ่าถู ตั้งอยู่แถบชายแดนมีหมอกพิษกระจายอยู่ทั่วเมือง ด้วยเหตุนี้แม้ไม่ใช่เมืองใหญ่น่าเกรงขาม แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดหาญกล้ารุกล้ำหรือกระทำการล่วงเกินให้คนของเมืองนี้ผิดใจ

ตัวเจ้าเมืองเซินหลัวเป็นครึ่งคนครึ่งผีดิบ เพื่อป้องกันไม่ให้พิษผีดิบแทรกซึมไปยังหัวใจอีกครึ่งจึงจำเป็นต้องควบคุมพิษไว้ให้ดี ปีนั้นเขาได้ยินว่ามีหมอวิเศษสามารถรักษาอาการป่วยได้ทุกโรค จึงส่งเกี้ยวขนาดแปดคนหามมากดดันรับเหยี่ยนหวู่ฟางไป ตอนนั้นอาการของเขาใช่ว่าจะรักษาได้ง่ายๆ ด้วยพิษผีดิบกระจายไปทั่วร่างแล้ว ทว่าปัญหาใหญ่แท้จริงคือกลิ่นเหม็น!

เพราะเมื่อพิษกระจายไปทั่วก็ทำให้มีกลิ่นเหม็นอย่างที่สุดโชยออกมาจากร่าง นางยังจำได้ว่าตอนนั้นตนเองก็แทบกลั้นใจตายกว่าจะช่วยชีวิตเขากลับมาจากยมโลกได้ เจ้าเมืองเซินหลัวจึงซาบซึ้งในบุญคุณนางนัก ทรัพย์สินเงินทองที่มอบให้ก็ยังไม่รู้สึกว่าขอบคุณได้มากพอ เขาจึงลั่นวาจาว่าหากวันใดเหยี่ยนหวู่ฟางต้องการความช่วยเหลือ ขอเพียงเอ่ยปาก เขายินดีทำทุกอย่างไม่มีบิดพลิ้วแน่นอน!

แม้มีหนทางได้ตัวยาสำคัญ ทว่าสีหน้าชวี่หรูกลับลังเลนัก “เจ้าเมืองผู้นั้นเคยบอกว่าต้องการแต่งกับอาจารย์ หากไปพบแล้วเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ท่านจะทำอย่างไร?”

เหยี่ยนหวู่ฟางยกยิ้ม เอ่ยตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ข้าเป็นปีศาจที่ถือกำเนิดจากไอมาร เขาคิดอยากแต่งกับข้า แสดงว่าเบื่อชีวิตเกินไปแล้วกระมัง”

ปีศาจไอมารที่น่าสมเพช ไอมารแรงกล้าเกินไป บนโลกนี้มีไม่กี่คนที่จะรับไหว หลายปีมานี้นางสงบจิตเข้าฌาน พยายามชำระล้างไอมารในร่าง แม้พอจะได้ผลอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจขจัดจนหมดสิ้น พระโพธิสัตว์เหลียนชือเคยกล่าวไว้ว่า นี่เป็นด่านเคราะห์ในชีวิตนี้ เป็นบททดสอบของสวรรค์ ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดแต่งงาน ขอใช้ชีวิตอย่างเดียวดายบนดินแดนอู่จินซ่าถูเช่นนี้ไปตลอด

เหยี่ยนหวู่ฟางคิดแล้วก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “เมืองเซินหลัวอยู่ห่างจากที่นี่สามพันลี้ ไปกลับต้องใช้เวลามาก เราไปกันเถอะ”

ชวี่หรูไม่พูดอะไร นางคืนร่างเป็นวิหคสามขาแล้วโผทะยานขึ้นฟ้า สยายปีกออก เมื่อปีกนี้กางเต็มที่จะมีขนาดใหญ่ถึงสามจั้ง! ทันทีที่เหยี่ยนหวู่ฟางทะยานตัวตามขึ้นมา วิหคสามขาก็บินโฉบมารับ จากนั้นก็บินตรงสู่เป้าหมายอย่างไม่รั้งรอ

ไม่นานนักเงาร่างเล็กๆ บนหลังวิหคยักษ์ก็คืนสู่ร่างเดิม กลายเป็นโฉมสะคราญรูปร่างอรชร

ท่ามกลางท้องนภาพร่างดาว วิหคตัวใหญ่โบยบินพร้อมร่างในอาภรณ์สีขาวที่พลิ้วสะบัดตามแรงลม ปีกขนาดใหญ่ของชวี่หรูทำให้เกิดสายลมคลุ้มคลั่ง เม็ดทรายในทะเลทรายโกบีคลุ้งเต็มผืนฟ้าด้านหลัง จิ้งจอกทะเลทรายที่กำลังสักการะดวงจันทร์หลบไม่ทัน เพียงพริบตาก็ถูกเม็ดทรายทับถม

 

หมอวิเศษมาแล้ว ทั่วทั้งเมืองเซินหลัวต่างแตกตื่นยินดี!

ทันทีที่เจ้าเมืองรู้ข่าวก็ถึงกับรีบออกจากวังมาต้อนรับด้วยตนเอง เพียงแหงนมองท้องฟ้าก็เห็นวิหคชวี่หรูบินวนอยู่ด้านบน และเห็นร่างอรชรร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินมาจากปลายสะพานยาวอีกด้าน เบื้องหลังร่างนี้คล้ายมีรัศมีเรืองรองของแสงตะวัน ขับเน้นโฉมสะคราญให้งดงามล้ำเลิศยิ่งขึ้น

บุปผชาติเบ่งบานยังไม่ตระการตาไปกว่านี้!

“แม่นาง เหตุใดจึงมากะทันหันเช่นนี้เล่า ทำไมไม่แจ้งล่วงหน้าให้ข้ารู้ก่อน...” เจ้าเมืองตื่นเต้นจนใบหน้าซับสีแดงเรื่อ พูดจาติดๆ ขัดๆ เร่งฝีเท้าก้าวไปต้อนรับอย่างรีบร้อน “ตรงนี้แดดแรง เชิญแม่นางเข้าไปด้านในก่อนเถิด”

เหยี่ยนหวู่ฟางประสานมือขึ้นคารวะ “ข้ามาโดยไร้คำเชิญ หวังว่าท่านเจ้าเมืองจะอภัยให้”

“มิได้ มิได้ ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง...”

โฉมสะคราญที่สวยงามล้ำเลิศราวเทพธิดาบนสรวงสรรค์เช่นนี้ เผลอมองตรงๆ ยังรู้สึกผิดเหมือนเสียมารยาทล่วงเกินนาง เจ้าเมืองเพียงเหลือบมองแวบเดียวก็เบือนหน้าหลบอย่างรวดเร็ว เขาเดินนำนางเข้าวังอย่างกระตือรือร้น สาวใช้เยื้องย่างตามเบื้องหลังเป็นขบวนยาวราวก้อนเมฆเคลื่อนคล้อย เมื่อเดินเข้ามาด้านในก็เห็นผลไม้และสุราชั้นดีจัดเตรียมไว้อย่างพรั่งพร้อม สมฐานะเจ้าเมือง ช่างหรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งนัก

แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยม ทว่าเหยี่ยนหวู่ฟางก็ไม่กล้าพูดถึงเหตุผลแท้จริงที่มาโดยไม่บอกกล่าว จึงแสร้งถามสารทุกข์สุกดิบของอีกฝ่ายแทน แต่ท่านเจ้าเมืองกลับตื่นเต้นยินดีเพราะคิดว่าโฉมงามมีใจให้

“ขอบคุณแม่นางที่ไต่ถาม ตั้งแต่ห้าปีก่อนที่ได้แม่นางช่วยรักษา โรคร้ายก็ไม่เคยกำเริบอีกเลย ตัวข้าเองก็พยายามแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนแม่นางอยู่หลายครา แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ ไม่รู้ว่าตัวข้าได้ทำสิ่งใดล่วงเกินไป หรือทำอะไรให้แม่นางไม่พอใจงั้นหรือ...”

เหยี่ยนหวู่ฟางตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบา “ท่านเจ้าเมืองคิดมากไปแล้ว ข้าเพียงรับตรวจผู้ป่วยทุกวันแรมสิบห้าค่ำและวันขึ้นสิบห้าค่ำ แต่ละครั้งก็มีผู้ป่วยมารอรับการรักษาจำนวนมาก เวลาก็มีจำกัดเหลือเกิน ข้าจึงไม่กล้าละทิ้งพวกเขา มิใช่ไม่ยอมพบท่านเสียหน่อย...”

คำตอบนี้ทำให้ความขัดเคืองสงสัยในใจเจ้าเมืองกระเด็นหายทันที “แล้ววันนี้แม่นางแค่ผ่านทางมา หรือว่า...”

“ข้าตั้งใจมาคารวะท่านเจ้าเมือง และ...” เหยี่ยนหวู่ฟางลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดอย่างไม่อ้อมค้อม “เมื่อวานข้าช่วยผู้บาดเจ็บไว้คนหนึ่ง อาการเขาสาหัสนัก ข้าต้องการแมงป่องโลหิตเพื่อใช้ปรุงยาขับพิษ แต่แมงป่องโลหิตนี้แทบกล่าวได้ว่าหายสาบสูญไปจากดินแดนซ่าถู เกรงว่าจะมีเพียงท่านเจ้าเมืองเท่านั้นที่รู้ร่องรอยของมัน ที่มาวันนี้จึงมาเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน วานท่านบอกที่อยู่ของมันให้ข้าที ข้าจะได้ไปตามหาแล้วนำกลับไปช่วยชีวิตคน”

“แมงป่องโลหิต? แมงป่องโลหิตตามธรรมชาติสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ที่เลี้ยงเอาไว้ ที่ข้ามีอยู่หนึ่งคู่ ท่านเจ้าเมืองเหยียนตูมอบให้เป็นของกำนัล”

เหยี่ยนหวู่ฟางได้ยินชื่อเมืองเหยียนตูก็ชะงักนิ่งไป เมืองนั้นไม่ได้อยู่ในชมพูทวีป[6] นางรู้จักเมืองนั้นไม่มากนัก เพียงรู้ว่าพระอาทิตย์สาดส่องไปไม่ถึง ตัวเมืองจมแช่อยู่ในความมืดมิดตลอดทั้งปีทั้งชาติ ก็คงไม่ต่างกับเมืองเฟิงตู จุดที่ต่างคือเมืองเฟิงตูมีบุรุษ มีสตรี มีผู้เฒ่าผู้แก่ มีเด็กน้อย ทว่าเมืองเหยียนตูมีเพียงบุรุษ

บรรดาผีปีศาจในเมืองเฟิงตู หลังจากผ่านด่านเคราะห์ก็สามารถไปเกิดใหม่เป็นมนุษย์ได้ แต่ปีศาจในเมืองเหยียนตูส่วนมากมีประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัด แต่ไม่แก่ไม่ตาย

“ท่านเจ้าเมือง... ท่านเป็นสหายกับเจ้าเมืองเหยียนตูหรือ?”

เจ้าเมืองเซินหลัวอึกอัก “ไม่นับว่าเป็นสหาย มีวาสนาได้พบหน้ากันอยู่หลายครั้งเท่านั้น...” พูดจบก็รีบหันไปสั่งผู้คุมกฎซ้ายขวาที่ยืนอยู่ด้านข้าง “ไปห้องเพาะเลี้ยง รีบนำแมงป่องโลหิตคู่นั้นมาให้แม่นางเหยี่ยน”

แมงป่องโลหิตสำหรับคนปกติทั่วไปแล้วเป็นวัตถุมีพิษร้ายแรง หลบเลี่ยงยังเกรงจะไม่ทัน ทว่าในสายตาของหมอและนักพรตกลับเป็นของวิเศษล้ำค่า ไม่นานผู้คุมกฎก็เดินกลับมาพร้อมกล่องไม้มีฝาปิดในมือกล่องหนึ่ง เขาก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวแล้วเปิดฝากล่องให้นางดู

ด้านในคือแมงป่องสองตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าแมงป่องทั่วไป ตลอดทั้งตัวมีสีแดงเข้มเหมือนสีชาด ปลายหางที่มีตะขอพิษ ยกตวัดสูงด้วยท่าทีดุร้าย ดวงตาที่ใหญ่ประมาณเม็ดงาถลึงจ้องอย่างดุดัน ราวกับรู้ว่านางเป็นศัตรูตัวร้ายที่เป็นอันตรายกับมัน!

เจ้าเมืองเห็นหญิงสาวมองอย่างสนใจก็หัวเราะเสียงดัง แล้วเอ่ยปากอย่างใจกว้าง “แมงป่องโลหิตเป็นของวิเศษของทะเลทราย หากเป็นผู้อื่นที่มิใช่แม่นาง แม้แต่กล่องใส่ข้าก็ไม่ให้ดู! ในเมื่อตอนนี้แม่นางมีเหตุจำเป็นต้องใช้ ข้าก็ยินดียกให้”

เหยี่ยนหวู่ฟางเงยหน้าขึ้นมอง “นี่เป็นของแทนไมตรีอันดีระหว่างท่านกับเจ้าเมืองเหยียนตู ข้ามิกล้ารับไว้ทั้งหมด ข้าขอเพียงตัวเดียวก็พอ...”

“รับไปเถิด แม่นางเป็นหมอ วันนี้ไม่ใช้ภายภาคหน้าอย่างไรก็ย่อมต้องมีเวลาได้ใช้ ข้าติดค้างบุญคุณใหญ่หลวงของแม่นาง ของเล็กน้อยเท่านี้ยังไม่ถือว่าตอบแทนได้ แม่นางได้โปรดอย่าเกรงใจไปเลย รับไปให้หมดเถิด” เจ้าเมืองเซินหลัวยืนกรานหนักแน่น

หญิงสาวยอมรับกล่องใส่แมงป่องโลหิตมา พลางค้อมคำนับขอบคุณหลายครั้ง “หากวันหน้าท่านเจ้าเมืองมีเรื่องเรียกใช้ ขอเพียงมีคำสั่ง ข้าจะมาทันที”

หลังจากขอบคุณแล้ว เหยี่ยนหวู่ฟางก็กล่าวอำลา เจ้าเมืองเซินหลัวเดินตามมาส่งนางที่นอกวัง สีหน้าอาลัยอาวรณ์นัก “แม่นางต้องไปแล้วหรือ ไม่อยู่พูดคุยให้นานกว่านี้สักหน่อยหรือ...”

เหยี่ยนหวู่ฟางไม่ตอบ เมื่อเดินข้ามสะพานยาวไปแล้วนางก็โผทะยานขึ้นฟ้าพร้อมกับวิหคสามขาที่พุ่งเข้ารองรับนางไว้เหมือนตอนขามา ทุกท่วงท่าสง่างามราวกับหงส์เหิน เพียงพริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ปล่อยให้เจ้าเมืองเซินหลัวมองตามอย่างแสนจะเสียดาย แต่เพียงครู่เดียวก็อมยิ้มแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างนึกขำ

ผู้คุมกฎขวาที่ยืนอยู่ด้านข้าง พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “คิดไม่ถึงเลย ผู้ที่มาเอาแมงป่องโลหิตจะเป็นแม่นางผู้นี้ไปได้...”

เจ้าเมืองฟังแล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยว่า “ลิขิตสวรรค์...”

ผู้คุมกฎขวาสังเกตสีหน้าเจ้าเมืองแล้วเอ่ยถามอย่างระวัง “ท่านเจ้าเมืองมิใช่มีใจชื่นชอบแม่นางเหยี่ยนหรอกหรือ เหตุใดจึงใช้สองมือประคองส่งนางจากไปได้เล่า พวกเรารีบคิดหาตัวตายตัวแทนกันเถอะ”

เจ้าเมืองฟังแล้วแค่นเสียง “เจ้าคิดว่าไป๋จุ่นจะถูกหลอกจนเลอะเลือนได้ง่ายดายนักรึ! ถ้าไม่กลัวเมืองเซินหลัวจะกลายเป็นเมืองแห่งความตายล่ะก็ เจ้าก็คิดหาวิธีไปเถอะ!” พูดจบเจ้าเมืองก็ทอดสายตามองตามทิศที่โฉมสะคราญจากไป พลางพึมพำเสียงเบากับตนเอง “เอาสินสอดผู้อื่นไปแล้ว ไม่แต่งก็ต้องแต่ง นับจากวันนี้ไป... เกรงว่าจอมมารจะต้องจดจำนางขึ้นใจ”

 

 

---------------------------------------------------------------

[1] 金毛吼 (金毛犼) สัตว์วิเศษคล้ายสุนัขแต่มิใช่สุนัข รูปกายใหญ่โตราวราชสีห์ นิสัยดุร้าย กินคน เป็นสัตว์พาหนะของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

[2] ลูกฟักข้าว

[3] เอี้ยงเซียมในภาษาแต้จิ๋ว ใช้ส่วนราก ที่ด้านนอกสีเทาเหลือง ด้านในสีตาลดำ ใช้ทำยากแก้อักเสบ ขับร้อนและขจัดพิษ

[4] ชังตุ๊กในภาษาแต้จิ๋วหรือโกฐเขมาของไทย ใช้ส่วนเหง้ามีสรรพคุณขับชื้น เพิ่มการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร แก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อ

[5] สำนวนหมายถึงคนโง่ คนที่คิดอะไรง่ายๆ ทื่อๆ

[6] 阎浮 หรือ 南阎浮提 ( Jambudvipa ) ทวีปตอนใต้ของเขาพระสุเมรุ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ

ไม่ฉวยโอกาสยามผู้อื่นลำบากนับเป็นวิญญูชน (รีไรท์)

ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องวุ่นวายมากเรื่องก็ได้แมงป่องโลหิตมาแล้ว

ทุกอย่างช่างราบรื่นง่ายดายเกินความคาดหมายจริงๆ ชวี่หรูสีหน้าเบิกบานอารมณ์ดี ถึงกับชมเจ้าเมืองเซินหลัวไม่หยุดปาก “เจ้าเมืองครึ่งผีดิบผู้นี้ช่างมีคุณธรรมสูงส่ง ซ้ำยังมีน้ำใจยิ่งใหญ่ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก”

เกี่ยวกับเจ้าเมืองเซินหลัวแล้ว เหยี่ยนหวู่ฟางระลึกถึงแค่เรื่องเดียวคือเรื่องกลิ่นเหม็นเน่า แต่หลังจากได้พูดคุยกันวันนี้ หญิงสาวก็สำนึกได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองยึดติดกับเรื่องรูปกายเกินไป ช่างโง่เขลาเหลือเกินที่มองและตัดสินคนผู้หนึ่งเพียงรูปลักษณ์ที่เห็น ทั้งที่ควรจะมองอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นถึงตัวตนด้านใน แม้เจ้าเมืองเซินหลัวจะมีใบหน้าเขียวคล้ำและมีเขี้ยวยาวโง้งออกมานอกปาก แต่จิตใจดีงามยิ่งนัก เท่านี้ก็เพียงพอที่จะมองข้ามความไม่สวยงามของรูปกายได้แล้ว

“ไม่ฉวยโอกาสยามผู้อื่นลำบากนับเป็นวิญญูชน หากลำเลิกเรื่องเก่าก่อน ก็เท่ากับซ้ำเติมผู้อื่นให้ลำบากมากขึ้น” เหยี่ยนหวู่ฟางยิ้มบางเบา พลางใช้มือซ้ายจับหางแมงป่อง ส่วนมือขวากดบีบส่วนหัวแน่น เพียงออกแรงบิดครั้งเดียว หัวกับตัวแมงป่องโลหิตก็ขาดออกจากกันทันที!

สิ่งของต่างภพย่อมมีจุดที่พิสดารอยู่บ้าง ดังเช่นแมงป่องโลหิตนี้ ร่างเล็กๆ นี้ไม่รู้ว่ามีเลือดในตัวมากเพียงใด เพราะดูเหมือนเลือดของมันจะไหลออกมาไม่หมดเสียที เหยี่ยนหวู่ฟางจับหางมันไว้ให้มันห้อยหัวลง จนได้เลือดชามใหญ่หนึ่งชาม ชวี่หรูมองดูอย่างประหลาดใจ เมื่อเลือดไหลหมดตัวแมงป่องก็เปลี่ยนจากสีแดงเข้มเป็นสีขาว ชวี่หรูรับซากแมงป่องมาใส่ครกหิน ใส่ตะขาบและเอ๋อฉ๋า[1] เพิ่มลงไป จากนั้นก็บดส่วนผสมทั้งหมดจนละเอียด

ชวี่หรูตำส่วนผสมยาไปก็ร้องเพลงพื้นบ้านคลอตามไปด้วยอย่างอารมณ์ดี เหยี่ยนหวู่ฟางหันมาจับแมงป่องโลหิตอีกตัว ตั้งใจจะเก็บใส่กล่องอีกใบ แต่มันเพิ่งเห็นการตายอย่างน่าอนาถของอดีตสหายต่อหน้าต่อตา มันจึงพยายามซุกตัวอยู่มุมกล่องด้วยสภาพเนื้อตัวสั่นระริกน่าสงสาร

หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยปลอบอย่างมีน้ำใจ “แม้บำเพ็ญเพียรให้กลายร่างเป็นมนุษย์ไม่ได้ แต่ก็ได้สละเลือดเนื้อเป็นยาต่อชีวิตผู้อื่น วางใจเถิดนะ ไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ข้าจะไม่แตะต้องเจ้าแน่นอน แต่หากถึงวันอับจนหนทาง ข้าก็จะให้เจ้าได้ตายอย่างมีคุณค่าที่สุด”

สิ้นเสียงหญิงสาว แมงป่องโลหิตตัวนั้นก็หางอ่อนระทวยหงายหลังหมดสติไปทันที!

ขั้นตอนการทำแผ่นแปะดูดซับพิษใช้เวลาไม่นานนัก ตั้งแต่การบดส่วนผสมให้ละเอียดจนถึงการต้มและเคี่ยว ราวครึ่งชั่วยามตัวยาก็สำเร็จ

หลังจากหยอดยาลงแผ่นกระดาษเคลือบน้ำมันหนาหนึ่งชั้น ชวี่หรูก็ประคองถาดใส่แผ่นแปะดูดซับพิษเดินมายืนข้างเตียง จนถึงตอนนี้ผู้ป่วยก็ยังไม่ได้สติ อาการบวมช้ำที่หน้าก็ดูไม่ดีขึ้นเท่าไร แค่ดีกว่าเมื่อคืนบ้างเล็กน้อย

“อาจารย์ เขาจะหลับไปถึงเมื่อไรหรือ?”

เหยี่ยนหวู่ฟางจับชีพจรแล้วก็ตอบว่าผู้ป่วยใกล้จะฟื้นแล้ว จากนั้นก็เลิกผ้าห่มและถลกขากางเกงเขาขึ้น เอาแผ่นแปะดูดซับพิษอังไฟ ครู่หนึ่งก็วางไปบนส่วนที่เป็นแผลผิวเนื้อตาย

วางแผ่นแปะจนทั่วขาแล้ว เขาก็ยังไม่ได้สติ สองศิษย์อาจารย์นั่งเท้าคางรอจนเบื่อจึงย้ายไปนั่งดื่มชาที่ระเบียงด้านนอก ท้องฟ้าใกล้มืด ทิศตะวันตกมีก้อนเมฆดำทะมึนทับซ้อนเป็นชั้นหนา สายลมแรงพัดผ่าน วิหคฝูงใหญ่กำลังมุ่งหน้าลงทิศใต้ ได้ยินเสียงกระพือปีกพึ่บพั่บดังชัด เหยี่ยนหวู่ฟางพลันเอ่ยถามขึ้น

“วันนี้วันอะไร?”

ชวี่หรูนับนิ้วครู่หนึ่งก็หน้าตาตื่น ตบเข่าดังฉาดก่อนจะหันมาตอบเสียงดัง “วันแรมสิบห้าค่ำ! ตอนนี้พวกเราควรอยู่ที่เขาฉือจ้างซาน!”

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริงหนอ หนึ่งเดือน หนึ่งปี...

เดือนปีที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้ผ่านความซาบซึ้งตรึงใจและไม่ได้ผ่านความโศกเศร้าอาดูรใดๆ วันเวลาราบเรียบราวกับน้ำนิ่งในบึง หากมีคนถามนางว่าปีนี้อายุเท่าใดแล้ว นางก็ตอบไม่ได้ อย่างไรเสียทุกๆวันก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้จนกว่านางจะบรรลุสัจธรรมหรือดับสลายกลายเป็นผุยผง

โชคดีที่ชีวิตอันยาวนานนี้มิได้ไร้จุดหมายไปเสียทีเดียว หญิงสาวหันมองไปทางทิศที่ตั้งของเขาจีเสียงซานที่อยู่ไกลสุดสายตา เขาลูกนั้นซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกจนมองไม่เห็นยอด ที่นั่นคือที่พำนักของพระโพธิสัตว์เหลียนชือ นับตั้งแต่คืนที่ท่านช่วยชีวิตไว้ เหยี่ยนหวู่ฟางก็คิดอยากกราบไหว้ท่านเป็นอาจารย์ แต่เพราะบนร่างยังเต็มเปี่ยมด้วยไอมารจึงเกรงว่าจะทำให้ที่พำนักของท่านแปดเปื้อน แล้วตอนนี้พระโพธิสัตว์เหลียนชือก็ออกเดินทางไปจาริกแสวงบุญอยู่ บางทีอาจจะไปนานถึงสามสิบปีหรือห้าสิบปี รอให้ท่านกลับมาแล้วนางค่อยไปเยว่เลี่ยงกงดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าหากมีวาสนา ท่านอาจจะยอมรับนางเป็นศิษย์ก็ได้

พลันสายลมเย็นก็พัดแรงขึ้น เพียงพริบตาฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก

เหยี่ยนหวู่ฟางลุกไปหยิบเสื้อกันฝนที่ทำจากหญ้าถักมาคลุมตัว ตั้งใจจะไปตรวจรอบเจดีย์สักครั้ง ในเมื่อรับเบี้ยหวัดมายังชีพแล้วก็ควรต้องทำหน้าที่คนเฝ้าเจดีย์ให้ดีเป็นการตอบแทน แม้จะเป็นเงินทองน้อยนิดก็ต้องทุ่มเทกายใจให้เต็มที่ ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นเรือน ชวี่หรูก็จับมือนางไว้ “ให้ข้าไปเองดีกว่า อาจารย์อยู่เฝ้าบรรพชิตน้อยเถอะ”

“เขาไม่ใช่บรรพชิต...”

ชวี่หรูหัวเราะเสียงดัง “โกนหัวจนโล้นเกลี้ยงเสียอย่างนั้น ไม่ใช่บรรพชิตแล้วจะเป็นอะไรได้”

ถ้าใช้เหตุผลนี้ก็คงจะใช่ เอาเถอะ ในเมื่อช่วยมาจากความเป็นทาสแล้ว พอหลุดพ้นจากสถานะทาสก็สามารถเดินออกไปอย่างผ่าเผยได้ คิดแล้วเหยี่ยนหวู่ฟางก็สอดสองมือเข้าแขนเสื้อแล้วมองดูชวี่หรูเล่นน้ำฝนอย่างสนุกสนาน ชวี่หรูชอบน้ำมาก ยิ่งช่วงฝนตกจะเป็นช่วงที่นางอารมณ์ดีเป็นที่สุด ดูอย่างตอนนี้... อีกฝ่ายกระโดดลงไปในแอ่งโคลนเต็มแรง น้ำกระเซ็นขึ้นมาเปียกทั้งตัวและศีรษะ จากนั้นก็กางมือวาดเท้าเริงระบำไปมาไม่หยุด ดูมีความสุขยิ่งนัก

เหยี่ยนหวู่ฟางยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าไปมาแล้วเดินกลับเข้าเรือน หลังคาที่ยังไม่ซ่อมทำให้น้ำฝนไหลหยด หญิงสาวรีบเอาชามกระเบื้องไปรองน้ำ พอหันมาก็เห็นว่าผู้ป่วยฟื้นคืนสติแล้ว ตอนนี้เขาลุกนั่งแล้วมองรอบตัวอย่างงุนงง นางจึงเดินเข้าไปตรวจอาการเขา “นอกจากบาดแผลภายนอก เจ้ารู้สึกเจ็บปวดภายในที่ใดบ้างหรือไม่?”

ชายหนุ่มส่ายหน้า พลางก้มมองผ้าพันแผลที่รัดรอบแขนตน เขาสูดหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้งก่อนจะประสานมือคารวะด้วยความยากเย็น “ขอบคุณแม่นางที่ยื่นมือช่วยเหลือ หาไม่แล้ว... ข้าคงถูกผู้คุมโบยตีจนตายเป็นแน่”

หญิงสาวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ นางช่วยคนมิใช่ต้องการคำขอบคุณ นางรินน้ำใส่ถ้วยส่งให้ “เจ้าชื่อแซ่อะไร แล้วมาจากที่ใดกัน?”

“ข้าแซ่เย่ ชื่อเจิ้นอี เป็นคนจากดินแดนตงถู่ แล้วที่นี่คือแคว้นใดหรือ...?”

หญิงสาวนั่งลงก่อนจะกล่าวตอบช้าๆ “ไม่มีแคว้น ที่นี่มีสิบหกเมือง เป็นดินแดนซ่าถู ดินแดนของพระโพธิสัตว์เหลียนชือ หนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อู่จินซ่าถู”

สีหน้าเขาดูไม่เข้าใจอย่างเปิดเผย มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง หากไม่ได้เกิดในอาณาเขตของอู่จินซ่าถูแล้วก็ยากจะเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้

เขาใช้ปลายนิ้วนวดคลึงขมับ สีหน้างุนงงหนักหน่วง พลันจู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นตกใจเมื่อรับรู้ว่าตนเองไม่มีผมเหลือเลยสักเส้น!

หญิงสาวมองดูสีหน้าท่าทางอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจแผ่วเบา ใบหน้าเขายังคงบวมอยู่หลายจุด รอยช้ำสีม่วงคล้ำกระจายไปทั่ว ช่างน่าอนาถนัก นางจึงชี้ๆ วนๆ รอบหัวเขาก่อนจะอธิบาย “หัวเจ้ามีแผลใหญ่หลายจุด ไม่โกนผมทิ้งก็ไม่อาจใส่ยารักษาแผลและพันผ้า ข้ารู้ว่าคนดินแดนจงถู่เคร่งครัดกับคำสอนที่ว่าเนื้อหนังเป็นของบิดามารดามอบให้ แต่การโกนผมก็เพื่อรักษาบาดแผลและรักษาชีวิตของเจ้า ข้าคิดว่าบิดามารดาของเจ้าคงไม่ขัดข้องหรอก”

นางสั่งให้เขาพักผ่อนต่อ ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างโง่งม หลังดูแลผู้ป่วยเสร็จ เหยี่ยนหวู่ฟางก็เดินออกไปข้างนอก

 

ช่วยคนผู้หนึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยจนไม่รู้จะเล็กน้อยอย่างไรแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟางมือไพล่หลังมองดูหอสูงเลือนรางท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างหนัก ขณะที่กำลังกังวลว่าเจดีย์ที่ขาดการซ่อมบำรุงรักษามานานปีจะพังทลายลงมา วิหคสามขาก็บินกลับมาพอดี ชวี่หรูรายงานว่าเจดีย์แข็งแรงปลอดภัยดี นางจึงตอบแทนด้วยการบอกว่าผู้ป่วยได้สติแล้ว ชวี่หรูมีสีหน้าเบิกบานยินดีแล้วรีบวิ่งเข้าไปในเรือนโดยไม่ใส่ใจว่าควรเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออกเสียก่อน

คล้อยหลังชวี่หรูไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความตื่นตกใจจากบุรุษผู้นั้นตามคาด นางรู้ว่าชวี่หรูพึงพอใจบุรุษผู้นี้มาก ลูกนกพอเติบใหญ่ย่อมต้องหาแห่งหนของตน โลกของมารไม่มีการเล่นตัวกระบิดกระบวนเสแสร้งให้เสียเวลา ชอบใจผู้ใดก็แสดงออกอย่างเปิดเผย ไม่เหมือนมนุษย์... จะซื้อของกินยังต้องใช้เวลาเทียบราคามากกว่าสามร้าน บางครั้งต้องถึงขั้นขุดคุ้ยถึงรากเหง้าที่มา หากชวี่หรูสามารถพิชิตเขาได้ บุรุษผู้นี้ก็เป็นของนางแล้ว

เหยี่ยนหวู่ฟางก้าวเดินเนิบช้าเข้าไปในครัว บนขื่อมีตะขอเหล็กอันใหญ่แขวนตะกร้าผักสดไว้ครึ่งตะกร้า นางเปิดห้องเก็บของใต้ดินหยิบเนื้อตากแห้งที่เก็บไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วออก จากนั้นก็พับชายแขนเสื้อขึ้นแล้วลงมือทำอาหารกลางวัน

ถึงเย่เจิ้นอีจะได้สติ แต่อาการบาดเจ็บของเขาสาหัสจึงไม่สามารถลุกมานั่งกินข้าวที่โต๊ะได้ ซึ่งชวี่หรูก็เต็มใจปรนนิบัติชายหนุ่มอย่างยิ่ง นางดูแลเขาราวกับดูแลหญิงตั้งท้อง ปล่อยให้เหยี่ยนหวู่ฟางนั่งกินข้าวที่โต๊ะลำพังอย่างไม่สนใจ ซ้ำยังเสนอหน้าเอาความดีเข้าตัวเสียงดังอย่างไม่อายอีกด้วย

“พี่เจิ้นอีท่านรู้หรือไม่ว่าเป็นข้าที่ขอร้องอาจารย์ให้ช่วยชีวิตท่านมา...” ปีศาจวิหคตนหนึ่งกล้าเรียกมนุษย์ว่าพี่ชาย ความรักช่างอัศจรรย์โดยแท้

หลังกินมื้อกลางวันอิ่มแล้ว เหยี่ยนหวู่ฟางก็เอนหลังพักผ่อน ตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ ด้านนอกฝนยังตกไม่หยุด หญิงสาวจึงเดินไปตรวจอาการชายหนุ่มอีกหน เห็นเขานั่งเอียงพิงหัวเตียงอยู่ ดูไม่ออกว่าหลับตาอยู่หรือตาบวมช้ำจนลืมไม่ขึ้นกันแน่ แต่สังเกตจากจังหวะการหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอก็คาดว่าคงจะหลับ ถัดออกไปชวี่หรูกำลังตั้งอกตั้งใจเย็บผ้าอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน พอเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นฝีเข็มสุดหยาบ! ถ่างกว้างราวกับเอาไม้คานหามมาสอดในผ้า!

“เจ้าเย็บกางเกงงั้นหรือ?”

ชวี่หรูรีบกางผ้าในมือให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ไม่เพียงมีกางเกงยังมีเสื้อสีเข้มอีกตัวหนึ่งด้วย “เมื่อวานตอนอยู่ที่นา ข้าเห็นชายเสื้อของอาฉือปักลายดอกไม้ได้สวยนัก ข้าเลยลองปักดูบ้าง เสียดายไม่สำเร็จ ตอนดึงด้ายออกแรงมากไปหน่อย ผ้าเลยขาดไปด้วย ท่านดูสิ”

เหยี่ยนหวู่ฟางมองเสื้อและกางเกงหลายตัวในมือชวี่หรูแล้วก็คิดว่าชายหนุ่มคงไม่รังเกียจนักหรอก เพราะเสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ก็ทั้งเปื่อย ขาดและรุ่งริ่งเป็นริ้วไปทั้งตัวอยู่แล้ว

“เจ้าอยู่เฝ้าเขาที่นี่ ข้าจะไปเขาฉือจ้างซานเอง”

จะปล่อยอาจารย์ไปผู้เดียวได้อย่างไร!

ชวี่หรูทิ้งด้ายและเข็มในมือทิ้งแล้วรีบวิ่งตามไป พอออกมาก็เห็นอีกฝ่ายกำลังร่ายเวทคุ้มครองคลุมเจดีย์ไว้

เขาฉือจ้างซาน ทะเลหวูเลี่ยงไห่อยู่ด้านทิศตะวันตกของเมืองเทียนจี๋ เป็นชายแดนของดินแดนอู่จินซ่าถู หากอาศัยขาสองข้างดั้นด้นเดินไปก็ต้องใช้เวลานานมาก ดังนั้นเมื่อพระโพธิสัตว์เหลียนชือรู้ว่านางจะรับรักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกว่าเป็นปีศาจ มารหรือคน ก็มอบวงแหวนจินกังเฉวียนไว้ให้นาง วงแหวนนี้เชื่อมดินแดนทั้งหมดที่อยู่สุดเขตแดนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เองไว้ด้วยกัน เพียงก้าวเข้าไปในวงแหวนก็จะพบทุ่งหญ้าเขียวขจีกว้างไกลสุดสายตา สายลมพัดโชยหยอกล้อกับต้นหญ้า หญิงสาวกางร่มกระดาษน้ำมันสีแดงสดใสหนึ่งคัน ด้านบนมีวิหคสามขาบินวนอยู่ไม่ห่าง พอเดินผ่านต้นฮวายซู่โบราณก็จะถึงเขาฉือจ้างซานแล้ว

เพิ่งมาถึงเชิงเขาก็ได้ยินเสียงร้องไห้น่าสงสาร เป็นปีศาจหมูอ้วนดำตนหนึ่ง นางเงยหน้าอ้าปากกว้างส่งเสียงโหยหวนดังลั่น บนพื้นตรงหน้ามีร่างหนึ่งบุรุษนอนอยู่ ใบหน้าดูสุภาพเรียบร้อย รูปร่างสูงเพรียว แต่ไร้ร่องรอยแห่งชีวิต ดูท่าคงลาจากโลกนี้ไปแล้วเป็นแน่

เรื่องหนึ่งที่เหยี่ยนหวู่ฟางรังเกียจที่สุด ก็คือเห็นสตรีร้องไห้คร่ำครวญ! มีปัญหาก็ควรใช้ปัญญาคิดหาวิธีแก้ไข การใช้น้ำตามาแก้ ประโยชน์สักนิดก็ไม่มี!

เสียงโหยหวนของปีศาจหมูอ้วนดำตัวนี้ช่างน่าสะพรึง! ทั้งแหลมทั้งเสียดแทงแก้วหูอย่างไม่ปรานี ในที่สุดเหยี่ยนหวู่ฟางก็หมดความอดทน นางตวาดเสียงดังลั่น

“หุบปากเดี๋ยวนี้!” ด้วยความกลัวอีกฝ่ายจะไม่หยุดโหยหวน หญิงสาวปิดปากปีศาจหมูอ้วนดำแน่น แล้วรีบตรวจชีพจรบุรุษที่นอนอยู่ตรงหน้า...

แผ่วเบาเหลือเกิน...

ถึงจะช่วยยื้อชีวิตกลับมาได้ แต่ผลหลังจากนั้นกลับไม่น่าไว้ใจ ทว่าหากไม่ทำอะไรเลยคนผู้นี้ต้องตายอย่างแน่นอน หญิงสาวประคองร่างเขาขึ้นนั่ง กดจุดเปิดจุดชีพจรฮวาไก้ที่กลางอกและถ่ายทอดปราณทิพย์ไปยังจุดรวมชีพจรฮ่ายเสวี่ยซ้ายขวา

ปีศาจหมูดำหยุดร้องแล้ว นางมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความงุนงง ครั้นมองเห็นวิหคชวี่หรูที่บินวนอยู่ด้านบนก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้คือใคร

ด้วยวิหคสามขา ใบหน้ารูปคนตัวนี้มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าท่านหมอวิเศษเสียอีก ภูตผีปีศาจที่เดินทางตามหาหมอวิเศษล้วนรู้จักชวี่หรูทั้งสิ้น

มีวิหคสามขาอยู่ที่ไหน หมายความว่ามีหมอวิเศษอยู่ที่นั่น!

รึโฉมสะคราญผู้นี้จะเป็นหมอวิเศษ?! ที่แท้หมอวิเศษมิใช่ยายเฒ่าหน้าตาน่าเกลียดเหี่ยวย่นหรอกหรือ!

ปีศาจหมูรู้สึกน้อยใจในรูปโฉมตนยิ่งนัก ชายคนรักของนางเจียนอยู่เจียนตาย แต่ตัวนางเองก็ยังได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก เหมือนหลังคารั่วยังไม่ซ่อมก็เจอฝนกระหน่ำ

ร่มแดงคันนั้นของท่านหมอที่วางไว้ด้านข้าง พอถูกลมพัดก็กลิ้งหลุนๆ ห่างไปหลายตลบ

โอ้... แม้แต่ร่มของท่านหมอก็ยังเต็มไปด้วยบทกวีที่เขียนอย่างอ่อนช้อย

ปีศาจหมูมองแล้วก็เบ้ปากหูตก ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครือ “แม่นางเหยี่ยน เขาเป็น... เขาเป็นอย่างไรบ้าง ท่าน... ท่านช่วยเขาได้หรือไม่?”

หมอวิเศษพยายามช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่ แต่ก็ได้กลับมาเพียงเสียงครางยาวแผ่วเบา ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นแวบหนึ่ง จากนั้นก็หงายหลังหมดลมหายใจอย่างถาวร!

พอเห็นเช่นนั้นปีศาจหมูก็แผดเสียงกรีดร้องดังลั่นอย่างไม่ยินยอม “ตายแล้ว! เขายอมตายแต่ไม่ยอมร่วมหลับนอนกับข้า!”

เหยี่ยนหวู่ฟางมองใบหน้านองน้ำตาของปีศาจหมูแล้วก็คิดถึงปีศาจเถาวัลย์ลู่จี นางจึงลองตรวจที่จุดหยวนกงของชายหนุ่มอีกครั้ง

อาการเดียวกัน ว่างเปล่าเหมือนชายคนรักของลู่จี! ไร้ร่องรอยแม้เพียงเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ!

นี่มันคือโรคอะไรกัน?

ปีศาจหมูยังแผดร้องสุดเสียง ดูท่าคงจะเสียใจล้ำลึกไม่น้อย เมื่อครู่นางบอกว่าชายผู้นี้ยินดีตายแต่ไม่ยอมสยบต่อนาง ไม่สยบยิ่งทำให้อีกฝ่ายผูกพันลึกซึ้ง ปีศาจหมูตนนี้แตกต่างจากปีศาจสาวเถาวัลย์มาก ลู่จีมีรูปโฉมงดงามสะดุดตา หมุนตัวรอบเดียวก็สามารถหารักใหม่ได้อย่างง่ายดาย

ส่วนปีศาจหมูตนนี้...

อ้วน ตัวดำ ผิวหนังหยาบกร้าน แขนอวบเอวหนา คนที่กล้ากระเดือกหมูสาวอย่างนางลงได้ ย่อมมิใช่คนธรรมดา

 

 

------------------------------------------------------------------------------

[1] ยางจากต้นสีเสียดที่นำมาเคี่ยวจนเป็นก้อน หรือแก่นสีเสียดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี่ยวกับน้ำจนได้น้ำยางเหนียวสีน้ำตาลดำ ใช้บดหรือต้มกินเป็นยารักษาโรค

พรหมจรรย์ของบุรุษตรวจไม่ได้ (รีไรท์)

สูญเสียสิ่งที่รักย่อมยากจะเลี่ยงไม่ให้รู้สึกโศกเศร้า เหยี่ยนหวู่ฟางอดทนฟังอีกฝ่ายคร่ำครวญอยู่นานครู่ใหญ่ก็ตัดบทถามขึ้น

“ทำไมไม่รีบพาเขามาที่นี่ให้เร็วกว่านี้เล่า อาการหนักขนาดนี้แสดงว่าต้องป่วยมานานแล้วมิใช่หรือ?”

ใบหน้าปีศาจหมูมีทั้งคราบน้ำตาและน้ำมูกที่ไหลย้อย นางตอบกลับเสียงเจือสะอื้น

“ไม่ใช่ว่ามาช้า แต่เป็นเพราะใช้เวลาเดินทางนานมากต่างหาก แม่นางเหยี่ยน ฮือๆๆ เส้นทางความรักของข้าช่างลำบากเหลือเกิน สามเดือน! สามเดือนที่ข้าไม่ได้แตะเขาแม้แต่ปลายนิ้ว ฮือๆๆ ตอนนี้พอมาย้อนคิดแล้วช่างน่าเสียใจนัก เขาเป็นโรคอะไรกันแน่ แม่นางเหยี่ยน เขาเป็นคนอารมณ์ร้ายแต่ก็มิใช่ถึงขั้นถูกขัดใจแล้วจะตายได้ปุบปับนี่! เขาเอาแต่รังเกียจที่ข้าอัปลักษณ์ เดือนก่อนหน้าข้าก็ตั้งใจว่าจะผัดหน้าหวีผมแต่งตัวใหม่เอาใจเขา เขายังหัวเราะให้ข้าอยู่เลย ใครจะรู้ จู่ๆ พอตกกลางคืนก็จะกลายเป็นคนเลอะเลือนเสียแล้ว ข้าแบกเขาขึ้นหลังเดินทางมาสิบวันสิบคืน สิบวันสิบคืนเลยนะ! พอมาถึงที่นี่ เขาก็หมดลมแล้ว! ฮือๆๆ”

จากคำตอบที่ฟังสับสนของปีศาจหมู เหยี่ยนหวู่ฟางก็จับใจความสำคัญได้ว่า ทั้งคู่อยู่ร่วมกันมาสามเดือน โดยบุรุษผู้นี้เป็นร่างว่างเปล่าที่ไร้จิตไร้วิญญาณแต่เคลื่อนไหวได้ นางเป็นหมอมานาน พบเห็นภูตผีปีศาจตัวประหลาดมามากมาย โรคพิสดารเพียงใดก็ไม่อาจทำให้นางประหลาดใจได้

คนตายกลายเป็นผี ผีตายกลายเป็นเจี้ยน[1]

ไม่ใช่ผีทั้งไม่ใช่เจี้ยน ทว่าสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความคิดมีเป้าหมายมาได้สามเดือน ช่างประหลาดจริงๆ

ครั้นเห็นปีศาจหมูยังร้องไห้ตัวสั่น หมอวิเศษก็จำต้องเอ่ยปลอบใจออกมา “เจ้าก็หักอกหักใจ ระงับความเศร้าในใจและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเสียเถิด ตอนที่ข้าจับชีพจรของเขาก็พบเรื่องประหลาดเข้า จึงอยากจะขอถามเจ้าสักหน่อย ก่อนที่เขาจะมีอาการป่วย เขาถูกผู้ใดทำร้ายหรือไม่?”

ปีศาจหมูปาดน้ำตาเช็ดน้ำมูกลวกๆ พลางคิดทบทวนตามที่หมอวิเศษถาม ก่อนจะส่ายหน้า “ข้าขังเขาไว้ในถ้ำของข้าตลอด เขาไม่ได้ออกไปที่ไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว”

“แต่จากที่ข้าตรวจ เขาไม่มีจิตวิญญาณในร่างอยู่แต่แรกแล้วนะ มิใช่ว่ามีคนฉวยจังหวะตอนเจ้าไม่อยู่ ลอบเข้าไปในถ้ำของเจ้า…”

ประโยคนี้สามารถทำให้ปีศาจหมูหยุดร้องไห้ได้ทันที แล้วเปลี่ยนเป็นกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด “หรือมีคนพยายามจะล่วงเกินเขา! แม่นางเหยี่ยน ท่านตรวจสิว่าเขายังเป็นบุรุษพรหมจรรย์อยู่หรือไม่!”

เหยี่ยนหวู่ฟางฟังแล้วก็อดหัวเราะเสียงดังไม่ได้ “พรหมจรรย์ของบุรุษตรวจไม่ได้หรอก”

ปีศาจหมูได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก นางลูบไล้ใบหน้าชายหนุ่มอย่างอาวรณ์ “ข้ามีไมตรีลึกซึ้งให้ท่านมาตลอด แต่ท่านก็ไม่เคยมีใจให้ข้าเลยแม้แต่น้อย คนผู้นั้นเป็นใครจึงพรากวิญญาณของท่านไป ท่านตายจากไปเช่นนี้เพื่อแก้แค้นที่ข้ากักขังท่านไว้ใช่หรือไม่...”

เหยี่ยนหวู่ฟางฟังแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ “ที่ข้าบอกว่าเขาไม่มีจิตวิญญาณแล้ว ไม่ใช่เป็นความตายอย่างที่เจ้ากำลังคิด แม่นาง เจ้าบอกได้หรือไม่ว่าเจ้ามาจากที่ใด?”

ปีศาจหมูปาดน้ำมูกก่อนตอบ “เขาหยินซาน ช่างห่างไกลจากที่นี่เหลือเกิน ข้าเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน เดินจนพื้นรองเท้าสึกไปหมดแล้ว”

เขาหยินซานอีกแล้ว มาจากที่เดียวกับลู่จี...

หลายปีมานี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่อย่างสงบสุขมาช้านาน ปีศาจ อสูรต่างมีวิถีชีวิตของตน ถ้าหากเขาหยินซานมีปีศาจที่สูบกินวิญญาณมนุษย์ ถ้าเช่นนั้นทุกชีวิตในสามโลกก็คงจะต้องเผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่แล้ว!

เหยี่ยนหวู่ฟางแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี ดวงจันทร์ลอยเด่น ดวงดารายังคงเจิดจ้าเหมือนร้อยปีก่อนหน้า ในเมื่อคนก็ตายแล้ว เรื่องต่อจากนี้ก็ไม่เกี่ยวกับหมอวิเศษอีก ช่วงนี้เมืองเทียนจี๋ฝนตกราวกับฟ้ารั่ว หญิงสาวจึงเดินไปเก็บร่มกระดาษขึ้นมาพาดบ่าแล้วก้าวตรงไปที่ป้ายศิลา กว่าปีศาจหมูจะรู้ตัว ท่านหมอวิเศษก็เดินไปไกลลิบ จู่ๆ ปีศาจหมูก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ นางรีบตะโกนถามเสียงตื่นตกใจ “แม่นางเหยี่ยน! ศพคนรักข้าจะเปลี่ยนเป็นผีดิบหรือไม่ หากเขาไล่ตามข้าจะต้องทำอย่างไร!”

ปีศาจก็กลัวผีด้วยหรือ...

เหยี่ยนหวู่ฟางอยากตะโกนถามกลับไปนัก หรือต่อให้เขาเป็นผีดิบ ก็เกรงว่าจะไม่สนใจไล่ตามปีศาจหมูอย่างเจ้าหรอก ทว่าด้วยมารยาทอันดี นางจึงต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงท้อง “เจ้าสามารถหาที่สักแห่งจัดงานศพให้เขาสักเล็กน้อยก็ได้ ทว่าข้ายังสงสัยสาเหตุการตายของเขาอยู่ หลังจากนี้หากมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น ต้องขอให้เจ้ารีบมาแจ้งให้ข้ารู้ด้วย”

สิ้นเสียง หมอวิเศษก็หายลับสายตาไปอย่างรวดเร็ว

ปีศาจหมูจึงแบกศพชายคนรักขึ้นมา ขณะที่กวาดตามองหาตำแหน่งฮวงจุ้ยๆ ดีเพื่อเผาศพและฝังร่าง พลันก็มองเห็นสตรีผมยาวสลวยนางหนึ่ง ปลายนิ้วของสตรีผู้นั้นกำลังร่ายเวทบังคับให้หนูยักษ์นับสิบตัวแบกหามร่างคนผู้หนึ่งตามมาด้านหลัง

ปีศาจหมูอ้าปากค้างตัวแข็งทื่อไม่กล้าส่งเสียง ไม่คิดเลยว่าหนูจะมีแรงมากมายเช่นนี้ เพราะพวกมันกำลังแบกไม้กระดานแผ่นใหญ่ที่ด้านบนนั้นมีร่างร่างหนึ่งนอนอยู่ด้วย!

 

ช่วงเวลาที่หมอวิเศษเปิดรับผู้ป่วยเป็นช่วงที่ยุ่งยิ่งนัก เพราะทุกครึ่งเดือนจึงจะเปิดรับผู้ป่วยครั้งหนึ่ง

ผู้เจ็บป่วยที่มาล้วนเปี่ยมล้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พวกเขาทยอยมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพราะหมอวิเศษคือผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาปีศาจ ซ้ำยังแตกฉานในโรคของภูตผี เช่นการถูกสิงร่างอย่างไม่รู้ตัว หรือตามเนื้อตัวปรากฏอาการประหลาดอย่างไม่รู้สาเหตุ หากถึงมือหมอวิเศษแล้ว ทุกอย่างล้วนคลี่คลายได้ทั้งสิ้น

ปีศาจจิ้งจอกสาวก้าวเข้ามาในห้องตรวจ นางค้อมคำนับหมอวิเศษด้วยท่าทีนวยนาดทว่านอบน้อมนัก “แม่นางเหยี่ยน ระยะนี้ข้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่นเหลือเกิน ทำอย่างไรก็ไม่อาจกระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวาขึ้นได้ สามวันก่อนข้าล้มป่วยหมดสติ พอฟื้นขึ้นมาก็พบว่าที่ตัวมีสิ่งนี้เกิดขึ้น” นางจิ้งจอกคุกเข่าลงบนเสื่อที่ปูรอง ดึงชายแขนเสื้อขึ้นเผยข้อมือที่มีผิวนวลเนียนเป็นยองใย “ตอนแรกคิดว่าเพราะตนเองไม่ระวังจึงโดนบางสิ่งเกี่ยวข่วนเอา แต่ไม่ว่าจะร่ายเวทอย่างไรก็รักษาไม่หายเสียที ข้ากังวลว่าจะมีสิ่งอัปมงคลเข้าร่าง จึงมาขอให้แม่นางช่วยตรวจรักษาให้”

เหยี่ยนหวู่ฟางเหลือบมองรอยประหลาดนั้นเพียงแวบหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น “ระยะนี้มีคนใกล้ชิดเสียชีวิตไปใช่หรือไม่?”

สีหน้านางจิ้งจอกตกตะลึงวูบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าตอบเสียงเศร้า “ใช่แล้ว เป็นมารดาของข้าเอง เดือนก่อนท่านเพิ่งละสังขารไป ตอนนั้นข้าไม่ได้อยู่ข้างกายท่าน ตอนนี้คิดขึ้นมาแล้วก็ได้แต่สำนึกเสียใจทุกคืนวัน”

บนโลกนี้มีความรู้สึกอยู่ประการหนึ่ง คือความผูกพันระหว่างคนในครอบครัว เป็นความรู้สึกที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากความเห็นแก่ตัว สามารถก้าวข้ามความเป็นความตายได้ เหยี่ยนหวู่ฟางไร้บิดาไร้มารดา บางครั้งก็ยังอิจฉาเด็กน้อยที่ได้รับความรักอันล้ำลึกจากบุพการีพวกนี้นัก

หมอวิเศษดึงชายแขนเสื้อของปีศาจจิ้งจอกลง “แม่นางไม่ต้องกังวลใจไป เจ้ามิได้ป่วยเป็นโรคร้าย แต่นี่คือเรื่องของโชควาสนา ไม่ว่าคนหรือปีศาจ ตอนที่ยังมีชีวิตล้วนมี ‘สามวิญญาณเจ็ดจิต’ ยามคืนสู่ปรโลกจิตวิญญาณครบถ้วนจึงจะก้าวเข้าสู่วัฏสงสารได้ ทว่าผู้ตายมักมีห่วงพะวงที่ตัดไม่ขาด บางคนจึงยินดีสละหนึ่งจิตเอาไว้คุ้มครองคนที่ตนไม่อาจตัดใจละห่วง รอยบนข้อมือแม่นางคือด้ายโลหิต หากพบเจออันตรายมันจะสามารถคุ้มครองชีวิตเจ้าได้หนึ่งครั้ง หลังอันตรายผ่านพ้น รอยนี้ก็จะสลายหายไปเอง”

นางจิ้งจอกฟังแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้ากังวลหนักหน่วง “ความหมายของแม่นางเหยี่ยนคือ รอยด้ายโลหิตนี้เป็นหนึ่งจิตของมารดาข้ากระนั้นรึ! แต่แม่นางบอกเองเมื่อครู่ว่าต้องมีจิตวิญญาณครบถ้วนจึงจะสามารถไปเกิดใหม่ได้ แล้วหากไม่ครบถ้วนเล่าจะเป็นอย่างไร?”

แสงจากน้ำมันตะเกียงบนโต๊ะวูบไหว แสงนั้นส่องสะท้อนใบหน้าหมอวิเศษวูบหนึ่ง “หายไปหนึ่งจิต ชาติหน้าเกิดมาจะกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ”

สีหน้าปีศาจจิ้งจอกสาวตกตะลึงก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าเสียใจทีละน้อย สุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา นางเอ่ยถามเสียงสะอื้น “แม่นางเหยี่ยนพอจะมีทางนำหนึ่งจิตคืนให้แก่มารดาข้าได้หรือไม่ ข้าเติบใหญ่แล้ว ข้าดูแลตัวเองได้ ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องเสียสละยิ่งใหญ่เช่นนี้เพื่อข้าอีก ยามมีชีวิตอยู่มารดาข้ามากด้วยสติปัญญาและความสามารถ ข้าไม่อาจปล่อยให้ท่านตกอับด้วยการเป็นคนสติไม่สมประกอบได้!”

แม้เหยี่ยนหวู่ฟางจะซาบซึ้งใจกับความรักความผูกพันและการเสียสละยิ่งใหญ่ของแม่ลูกคู่นี้ ทว่าเรื่องนี้เกินความสามารถนาง นางไม่อาจยื่นมือเข้าแทรก “หากคิดนำหนึ่งจิตส่งคืนแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วต้องลงไปยังเมืองเฟิงตู ไปยังนรกเย็นยะเยือกแปดขุม สถานที่อันตรายแห่งนั้นไม่ใช่ที่ที่แม่นางคิดจะไปก็ไปได้ ปีศาจและภูตผีต่างมีครรลองแห่งตน หากแม่นางไปก็จะผิดต่อความปรารถนาดีของมารดาแล้ว”

สุดท้ายปีศาจจิ้งจอกก็ได้แต่ร้องไห้เสียใจ นานครู่ใหญ่จึงยอมจากไป เหยี่ยนหวู่ฟางเดินออกมาส่งถึงประตู มองดูเงาร่างอีกฝ่ายที่ทอดยาวอยู่ภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟที่แกว่งไกวอยู่สองข้างทางเดินที่ปูด้วยแผ่นอิฐ ชวี่หรูที่ยืนอยู่ด้านข้างถอนหายใจยาว

“บนโลกนี้ คนที่ดีต่อเรามากที่สุดก็มีเพียงบิดามารดาเท่านั้น”

เหยี่ยนหวู่ฟางเดินกลับเข้าด้านใน พลางเอ่ยเสียงเรียบ “ใกล้ถึงวันกราบไหว้บรรพบุรุษแล้ว เจ้าเตรียมตัวขึ้นเขาปู่จวี่ซาน ไปกราบไหว้พ่อแม่เจ้าเถอะ”

ชวี่หรูรู้ว่าทุกครั้งเมื่อถึงช่วงนี้อีกฝ่ายจะเดียวดายเป็นที่สุด มีหลุมศพให้กราบไหว้ก็ยังดีกว่าประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัด “เมื่อไรอาจารย์จะไปดินแดนตงถู่สักครั้งล่ะ ลองไปตามหาเมืองนั้นกันอีกครั้ง” ชวี่หรูเอ่ยด้วยน้ำเสียงประจบเอาใจ “ข้าสามารถไปกับท่านได้นะ กลับไปยังถิ่นกำเนิดเดิม ไม่แน่ว่าครั้งนี้เราอาจจะได้เบาะแสใหม่ๆ เพิ่มเติมก็ได้นะเจ้าคะ”

แต่เหยี่ยนหวู่ฟางไม่รู้สึกมีความหวังเช่นนั้น นางยังจดจำภาพซากศพที่กองพะเนินสูงทั่วทุกหนทุกแห่ง กลิ่นเน่าเหม็นที่สามารถเปลี่ยนคนเป็นให้ตายได้ แม้นางจะเป็นปีศาจไอมาร แต่สถานที่เช่นนั้นไม่ทำให้นางอาลัยอาวรณ์สักนิด

หมอวิเศษโบกมือตรงหน้าวูบหนึ่ง พลันปรากฏคลื่นแสงกระเพื่อมเบาบางพร้อมปรากฏภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นนอกเขตแดนนี้

เมืองเทียนจี๋ยังมีฝนตกหนักไม่หยุด เย่เจิ้นอีนอนหลับอยู่บนเตียง ที่เชิงเขาฉือจ้างซาน หน้าป้ายศิลามีเกี้ยวหลังหนึ่ง ข้างเกี้ยวมีสตรีหน้าตางดงามนางหนึ่งยืนอยู่ ม่านเกี้ยวถูกเปิด ด้านในเป็นบุรุษผู้หนึ่งนอนหลับอยู่

เหยี่ยนหวู่ฟางโบกมืออีกครั้ง ภาพทั้งหมดก็เลือนหายไป ทว่านางกลับขมวดคิ้วแน่น รู้สึกเหมือนเห็นเค้าลางความยุ่งยากชัดขึ้นและยากจะคาดเดามากขึ้นเรื่อยๆ “เกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายที่เขาหยินซาน แต่ข้ากลับอ่านความนัยของสรวงสวรรค์ไม่แตกฉาน เหตุใดผู้ป่วยจึงล้วนเป็นบุรุษ เหตุใดทุกคนจึงไร้จิตไร้วิญญาณ...”

“มีผู้ป่วยเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วหรืออาจารย์?”

“ใช่... หากยังมีผู้ป่วยต่อเนื่องเช่นนี้ บางทีข้าควรต้องไปเขาหยินซานดูสักครั้งแล้ว...”

อาการป่วยและสาเหตุของโรคที่แปลกประหลาดสำหรับหมอวิเศษแล้วเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นางรักษาภูตผีปีศาจอยู่ที่ดินแดนซ่าถูมานานหลายปี ไม่เคยมีคนป่วยสิ้นใจตายไปต่อหน้าต่อตามาก่อน แต่ตอนนี้เกิดขึ้นสองรายแล้ว! นับเป็นการทำลายชื่อเสียงนางอย่างแท้จริง

หรือนางจะระแวงเกินไป?

ทว่าส่วนลึกในใจกลับไม่ยอมสงบ นางรู้สึกเหมือนมีคนชักใยเรื่องนี้อยู่ในเงามืด บางทีเป้าหมายแท้จริงของคนผู้นั้นคือการสร้างเรื่องหลอกล่อให้นางสนใจก็เป็นได้...

 

เมื่อสตรีหน้าตางดงามและเกี้ยวหลังนั้นผ่านป้ายศิลาเข้ามา ก็พบกับหมอวิเศษที่ยืนรออยู่แล้ว

ด้วยความร้อนใจ หลังจากสาวงามค้อมคำนับเหยี่ยนหวู่ฟางก็รีบลงมือตรวจผู้ป่วยในเกี้ยวทันที ไม่ผิดจากที่คาด เป็นกายเนื้อว่างเปล่าไร้จิตวิญญาณอีกร่างหนึ่ง!

ชวี่หรูมองจ้องเหยี่ยนหวู่ฟางตรวจผู้ป่วยเขม็งด้วยความสนใจ ไม่นานก็เห็นความเคร่งเครียดฉายชัดบนใบหน้างดงามเป็นหนึ่งนั้น

“พวกเจ้ามาจากเขาหยินซานใช่หรือไม่?”

สตรีนางนั้นชะงักไป “ไม่ใช่ พวกข้ามาจากเขาเหิงฉือซาน แต่ก็ห่างจากเขาหยินซานไม่ไกลนัก ท่านหมอ ท่านสามารถรักษาเขาได้หรือไม่?”

เหยี่ยนหวู่ฟางไม่ตอบแต่กลับถามเรื่องหนึ่งที่สงสัย “แม่นางกับเขาอยู่ร่วมกันนานสามเดือนแล้วใช่หรือไม่?”

คำถามตรงไปตรงมานี้ทำให้สาวงามหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะตอบอึกๆ อักๆ ฟังไม่ชัดเจนนัก กระทั่งเหยี่ยนหวู่ฟางจะไล่กลับ นางจึงยอมตอบตามความจริง “ใช่ท่านหมอ ข้าอยู่กับเขาได้นานสามเดือนแล้ว แต่ที่มาที่ไปของเขา... ข้า... ข้าไม่อาจบอกท่านหมอได้ แต่ขอให้รู้ว่าพวกเราต่างมีใจรักใคร่ต่อกันด้วยใจจริง ข้าไม่เหมือนปีศาจสาวตนอื่นที่วิ่งไล่ล่าบุรุษ!”

ดูท่าว่าพวกปีศาจสาวที่ไล่ล่าบุรุษในเขตเขาหยินซานและพื้นที่ใกล้เคียงจะมีไม่น้อย เหยี่ยนหวู่ฟางหันมองผู้ป่วยในเกี้ยว

“สงบใจก่อนเถิดแม่นาง เขาไม่ใช่ผู้ป่วยรายแรกที่ป่วยด้วยโรคประหลาดนี้ แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้สาเหตุและไม่มีเบาะแสอะไรมากมายนัก หากไม่รู้สาเหตุก็ไม่อาจหาวิธีรักษา หากแม่นางพอจะรู้สาเหตุของโรคนี้ก็ขอให้บอกความจริงแก่ข้าทั้งหมด ข้าจึงจะสามารถหาทางรักษาที่ถูกต้องได้”

เดิมเหยี่ยนหวู่ฟางคิดว่าตนน่าจะได้เบาะแสเพิ่มเติมจากผู้ป่วยรายนี้บ้าง เพราะอย่างไรเสียนางคงอยากจะสืบหาสาเหตุการตายแปลกประหลาดของชายคนรัก ทว่าใครจะคิดว่าจู่ๆ นางจะมีสีหน้าท่าทีผิดปกติฉับพลัน ก่อนจะพูดตัดบทอย่างรวดเร็ว

“ก่อนหน้านี้เขาก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว การล้มป่วยกระทั่งเสียชีวิตลงวันนี้ก็มิใช่เรื่องเกินความคาดหมายหรือกะทันหันจนยอมรับไม่ได้แต่อย่างใด” กล่าวจบก็ประสานมือคำนับแล้วออกคำสั่งให้ทาสหามเกี้ยวจากไปอย่างไม่รั้งรอ

ชวี่หรูเบ้ปากมองตามแล้วตำหนิอีกฝ่ายอย่างดูแคลน “รักใคร่ต่อกันด้วยใจจริงงั้นรึ! ท่าทางลุกลี้ลุกลนราวกับหัวขโมย คนรักตายอย่างไร้สาเหตุก็ไม่สนใจไต่ถาม มิใช่ว่าไปชิงคนของผู้อื่นมาหรอกรึ!”

เหยี่ยนหวู่ฟางหันมาเตือนเสียงเรียบ “ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีเรื่องลำบากใจที่ไม่อาจพูดก็เป็นได้”

“ข้ากลับคิดว่าเป็นเพราะพวกปีศาจพวกนี้นั่นล่ะที่หักโหมจนเกินพอดี ท่านดูแต่ละตนสิ! ท่าทางราวหมาป่าหิวพยัคฆ์คลั่ง พวกนางคงจะเคี่ยวกรำเหล่าบุรุษจนทนไม่ไหว พวกเขาถึงตายไปเช่นนี้อย่างไรเล่า!”

เหยี่ยนหวู่ฟางตวัดค้อนใส่ลูกศิษย์เพราะฝีปากร้ายกาจก่อนจะถอนหายใจอย่างระอา นางจัดการปิดทางเข้าตรงป้ายศิลา คืนนี้นางจะไม่รับผู้ป่วยอีก เพราะค้างคาใจกับการตายที่ยังหาสาเหตุไม่ได้นี้

“เขาหยินซานอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของดินแดนซ่าถู ไม่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ น่าเสียดายที่พระโพธิสัตว์เหลียนชือไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นคงขอคำแนะนำจากท่านได้บ้าง” นางเบือนหน้ามาถามชวี่หรู “เจ้ารู้จักเขาลูกนั้นไหม? ที่นั่นเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของผู้ใด?”

ชวี่หรูทบทวนความจำครู่หนึ่ง “ดินแดนนอกเขตอู่จินซ่าถูข้าก็ไม่เคยไป รู้เพียงว่าเขาหยินซานอยู่ในดินแดนฟั่นสิงซ่าถู[2] เมื่อก่อนมีพระอรหันต์ดูแล แต่ต่อมาพระอรหันต์ปรินิพพาน ดินแดนนั้นก็กลับกลายเป็นแดนโลกีย์ไปทีละน้อย เขาหยินซากรกครึ้มและมีสัตว์ประหลาดมากมาย แมงป่องโลหิตก็มีถิ่นกำเนิดจากที่นั่น ตอนนี้เขาหยินซานอยู่ในเขตเมืองเหยียนตู ที่เมืองเหยียนตูนี้มีมารเฒ่าตนหนึ่งอายุหมื่นปี จิตใจโหดเหี้ยม ลงมืออย่างอำมหิต ชอบกินเนื้อทารก ทุกคืนวันเพ็ญที่จันทร์เต็มดวง ทั่วทั้งเมืองจะมีแต่เสียงร้องไห้โหยหวนชวนขนลุก ภูตผีปีศาจจากดินแดนซ่าถูแค่ได้ยินชื่อเมืองนี้ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่นไปหมด อาจารย์ก็น่าจะเคยได้ยินเรื่องราวนี้มิใช่หรือ...”

 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] เจี้ยนคือผีที่ตายแล้ว ความเชื่อของชาวจีนคือ คนตายกลายเป็นผี ผีตายกลายเป็นเจี้ยน ผีเห็นผีกลัว ดังนั้นหากติดตัวอักษรเจี้ยนไว้ที่ใดก็จะทำให้ผีร้ายไม่กล้าเฉียดใกล้

[2] Brahmacariya แดนพรหมจรรย์ที่ละกิเลส หลีห่างตัณหา ไร้กามราคะ

เจ้ากำลังคิดวางแผนรั้งเขาไว้มิใช่รึ ข้าก็ทำแทนให้แล้วไง (รีไรท์)

ชื่อเสียงน่ากลัวของเมืองเหยียนตูทุกคนต่างรู้กันดี ทว่าดินแดนอู่จินซ่าถูอยู่ห่างไกลเกินไป

ว่ากันตามจริงแล้วคนส่วนใหญ่ในชีวิตหนึ่งล้วนไม่มีโอกาสไปถึง ทว่าพอพูดกันหลายปากคนส่วนมากก็คล้อยตามและเชื่อว่าจริง พอลือกันมากเข้า เมืองเหยียนตูจึงกลายเป็นนรกบนดินแห่งที่สองไปเสียแล้ว ท่านเจ้าเมืองเหยียนตูก็กลายเป็นจอมมารที่น่าหวาดหวั่นที่สุด

เดิมเหยี่ยนหวู่ฟางเองก็มิได้รู้สึกชอบหรือชังกับเมืองลึกลับนั่น ยามได้ยินเรื่องเล่าจากผู้อื่นก็เพียงหัวเราะอย่างนึกขันแล้วปล่อยผ่านไป ทว่าโรคประหลาดที่นางยังหาสาเหตุไม่ได้นี้ทำให้รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถนัก หากไม่ไปสืบสาวขุดคุ้ยที่มาของโรคให้กระจ่าง ผู้ที่ต้องตายเพราะโรคนี้ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจากโรคระบาด สุดท้ายแล้วสิ่งมีชีวิตที่เขาหยินซานก็อาจไม่มีเหลือ

เช่นเดียวกับชื่อเสียงของหมอวิเศษ!

พื้นนิสัยเดิม เหยี่ยนหวู่ฟางเป็นหญิงสาวที่รักความงามของตนเป็นลำดับแรก ส่วนชื่อเสียงเลื่องลือด้านความสามารถทางการรักษาก็นับเป็นหน้าเป็นตาลำดับที่สอง หากชื่อเสียงของนางถูกทำลายไป เช่นนั้นแล้วความปรารถนาที่นางจะผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกก็คงไม่มีวันเป็นจริงไปได้!

“ทำไมผู้ที่ป่วยจึงเป็นบุรุษทั้งหมด...” หญิงสาวเดินไปพลางนับลูกประคำไปด้วย “ครึ่งเดือนนี้มานี้ไม่มีผู้ป่วยที่เป็นสตรีแม้แต่คนเดียว หรือว่าโรคนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะแต่ในบุรุษ ไม่ระบาดในสตรี?”

“หากผู้อยู่เบื้องหลังโรคประหลาดนี้คือท่านเจ้าเมืองเหยียนตู ก็มีความเป็นไปได้ว่าเขากำลังวางหมากกระดานใหญ่อยู่ กำจัดเหล่าบุรุษในรัศมีร้อยลี้จนหมดสิ้น ถึงวันนั้นก็จะเหลือเพียงสตรี ส่วนเขาก็จะเป็นไม้กิ่งโดดเดี่ยว ยึดครองมวลบุปผางามเอาไว้ ต่อให้เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่สุขีมีความสุขเท่าเขาเลย!”

เหยี่ยนหวู่ฟางฟังคำตอบของชวี่หรูแล้วแม้จะรู้สึกระคายหูแต่เหตุผลก็มิใช่น้อย ข้อเท็จจริงของโรคนี้สามารถเป็นได้นับพันนับหมื่น ถึงการคาดเดาจะฟังไม่ค่อยได้เรื่อง ทว่าใครจะกล้าเอาหัวเป็นประกันว่าเหตุผลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้

“โลกของปีศาจ ท่านกับข้าล้วนไม่เข้าใจ” ชวี่หรูตอบพลางโคลงศีรษะไปมา “จตุบทและวิหค สัตว์สองประเภทนี้ยังมีความแตกต่างมากเกินจะบรรยาย”

“ไม่แน่ว่าจอมมารไป๋จุ่นก็อาจเป็นวิหคเช่นกัน” เหยี่ยนหวู่ฟางตอบเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าชวี่หรูกลับส่ายหน้าไปมาอย่างหนักแน่น

“เป็นไปไม่ได้ วิหคไม่ชอบยึดครองขุนเขา ไม่ชอบตั้งตนอยู่เหนือผู้ใดและไม่กินเนื้อเด็ก”

 

คิดตั้งใจสืบหาสาเหตุของโรค แต่ยามลงมือทำจริงเรื่องกลับไม่ง่าย

ตำแหน่งที่ตั้งแน่ชัดของเมืองเหยียนตูไม่มีผู้ใดบอกได้ หลังกลับมาที่เมืองเทียนจี๋ เหยี่ยนหวู่ฟางก็เปิดแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาตำแหน่งเมืองลึกลับ ทว่าไม่มีระบุไว้ในแผนที่และไม่มีผู้ใดบันทึกไว้ ท้ายสุดหญิงสาวก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

“คงต้องรอจนกว่าจะมีผู้ป่วยโรคนี้รายต่อไปมาให้รักษา ถึงตอนนั้นคอยสืบหาเบาะแสเส้นทางไปเขาหยินซาน ขอแค่ไปถึงเขาหยินซานได้ เมืองเหยียนตูก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”

ประโยคนี้ทำให้ชวี่หรูสีหน้าเบิกบานฉับพลัน เพราะหากต้องติดตามเหยี่ยนหวู่ฟางไปตามหาเขาหยินซานตอนนี้นางต้องตัดใจจากพี่เจิ้นอีไม่ได้แน่ รออีกสักครึ่งเดือน อาการบาดเจ็บของเขาคงดีขึ้นมาก ถึงเวลานั้นไม่ว่าเขาจะอยู่รอที่เจดีย์หรือจากไป นางก็วางใจได้แล้ว

เมื่อฝนตกหนักผ่านพ้นไป ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส เหยี่ยนหวู่ฟางแหงนมองช่างกลุ่มหนึ่งที่กำลังช่วยซ่อมแซมเจดีย์

ส่วนยอดของเจดีย์แห่งนี้ผ่านแดด ลม และฝนมาหลายฤดู สีสันของกระเบื้องมุงหลังคาจึงซีดจาง มีเพียงด้านที่ถูกแดดสาดส่องน้อยกว่าส่วนอื่นที่ยังคงเป็นแผ่นใหญ่สีสันสวยงามเช่นเดิม หัวหน้าหมู่บ้านรักษาคำพูดจริงๆ หลังฝนหยุดตกและเงินที่ขอเบิกไป ทางการจ่ายลงมาแล้ว เขาก็ส่งช่างฝีมือดีสิบกว่าคนมาจัดการซ่อมแซมเจดีย์ หญิงสาวมองกลุ่มช่างที่โรยตัวอยู่รอบเจดีย์ครู่หนึ่งก็เดินกลับเข้าเรือน ไปดูแลคนป่วยต่อไป

เย่เจิ้นอีเป็นคนหนุ่มที่อายุยังน้อยและมีกำลังวังชา กินดีอยู่ดีพักผ่อนเต็มที่สักสองวันก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางจับชีพจรให้เขา ครู่หนึ่งก็ชักมือกลับ “ชีพจรสม่ำเสมอ อีกสามวันน่าจะหายดีแล้ว”

ใบหน้าที่เคยบวมช้ำปูดโปนก็ทุเลาขึ้น อาการบวมลดน้อยลงจนสามารถแยกจำแนกเครื่องหน้าทั้งห้าได้ชัดเจน อีกทั้งผิวที่เคยมีเลือดคั่งอยู่ภายในก็จางหายเผยให้เห็นเนื้อแท้ปรากฏออกมา แม้จะยังมองเห็นเส้นเลือดฝอยแตกที่ยังไม่หายดีอยู่บ้างก็ไม่น่าเป็นห่วง อีกไม่นานอาการเหล่านี้จะหายไป แต่ตอนนี้พอมองดูแล้ว บุรุษผู้นี้นอกจากจะไม่อัปลักษณ์ ยังหล่อเหลาอย่างคาดไม่ถึง

หลังจากแกะผ้าพันแผลที่หัวออกก็เผยให้เห็นฝีเข็มเย็บปิดปากแผลที่ละเอียดประณีต ชายหนุ่มส่องสำรวจใบหน้าตนเองในคันฉ่องครู่หนึ่ง จึงกล่าวเสียงกลั้วหัวเราะอย่างนึกขำ“ที่แท้พอหัวโล้นไร้ผมแม้สักเส้น หน้าตาข้าก็เป็นเช่นนี้”

บุรุษผู้หนึ่งหน้าตาผ่านเกณฑ์หรือไม่ ให้ดูตอนไม่มีผม เย่เจิ้นอีสวมเสื้อผ้าที่ชวี่หรูตัดเย็บให้เขา เป็นเสื้อจืออี[1] สีดำซีดและเสื้อแบบโย่วเริ่น[2] ที่ดูทะมัดทะแมง รวมกับสภาพหัวโล้นเกลี้ยง ดูไปแล้วก็ไม่ต่างจากบรรพชิตจริงๆ

หญิงสาวคิดว่าเขาคงเสียใจที่ต้องหัวโล้น จึงพยายามกล่าวปลอบ “ไม่ต้องคิดมากไป อีกไม่นานผมเจ้าก็งอกขึ้นมาใหม่แล้ว”

เย่เจิ้นอีหัวเราะก่อนจะหันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน “ข้ามิได้กังวลเรื่องนี้ สำหรับบุรุษเรื่องรูปร่างหน้าตาหาใช่สิ่งสำคัญ เพียงแต่แม่นางช่างทำให้ข้าคาดไม่ถึงนัก ที่แท้หมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถูที่เลื่องลือไปสี่ทิศแปดด้านก็คือแม่นางนี่เอง”

“คืนนั้นเจ้าไม่ได้หมดสติรึ?”

ชายหนุ่มส่ายศีรษะด้วยสีหน้าละอายใจวูบหนึ่ง “เพราะตาข้าบวมจนลืมไม่ขึ้น มิใช่หมดสติไม่รู้สึกตัว แต่เพราะตอนนั้นทำตัวเสียมารยาทแอบฟังพวกแม่นางคุยกัน จึงมิกล้าส่งเสียง”

เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิด ตัวตนของหมอวิเศษแห่งดินแดนซ่าถูมิใช่เรื่องที่นางคิดจะปิดบัง รู้แล้วก็รู้ไปเถอะ หญิงสาวลุกไปผลักหน้าต่างเปิดออก พลางใช้กระบวยตักน้ำรดดอกไม้ในกระถางใบน้อยบนหน้าต่างด้วยท่าทีเนิบช้า เมืองเทียนจี๋นี้ดอกไม้ใบหญ้าบานสะพรั่งตลอดปีไม่ร่วงโรย สายลมแผ่วพัดผ่าน พัดพากลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้โชยเข้ามาในห้อง พาให้ในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอม “ข้าคิดว่าเจ้าไม่เคยมาดินแดนชมพูทวีปและไม่เคยได้ยินชื่อของข้ามาก่อนเสียอีก”

เย่เจิ้นอีชะงักนิ่ง เขาเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยถาม “แม่นางไม่อยากถามความเป็นมาของข้างั้นหรือ?”

สำหรับเหยี่ยนหวู่ฟางแล้ว เขาเป็นทาสที่ถูกทุบตีทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส นางผ่านไปเห็นช่วยมาก็เท่านั้น ส่วนเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซ่อนเร้นอยู่ นางไม่คิดสนใจ แต่หากพูดอย่างที่ใจคิดก็เท่ากับไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายเกินไปสักหน่อย นางจึงตอบอย่างให้เกียรติเขาสามส่วน “ข้าถามผู้คุม เขาก็ตอบไม่ได้ เคยถามเจ้า เจ้าก็บอกแค่เป็นคนจากตงถู่ ที่ข้ารู้ก็มีเพียงเท่านี้”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบช้าๆ “ข้าเป็นคนตงถู่ เรื่องนี้เป็นความจริง ก่อนที่จะตกเป็นทาสถูกคนเอามาขาย ข้าร่ำเรียนวิชามาจากเขาเฮ่อหมิงซาน”

สีหน้าหญิงสาวประหลาดใจอย่างแท้จริง “เจ้าเป็นนักพรตรึ!”

หนึ่งพันปีก่อนที่นางเพิ่งจะกลายร่างเป็นมนุษย์ นางเคยเกือบถูกนักพรตกำจัด ความทรงจำนี้เป็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ พวกนักพรตเป็นพวกมีตบะแก่กล้า สามารถมองทะลุถึงร่างที่แท้จริงภายในของนางได้ ที่ผ่านมานางกับชวี่หรูผ่านวันเวลามาได้ตลอดอย่างไร้กังวล หรือการช่วยบุรุษผู้นี้มาจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป!

 

กำแพงในใจเหยี่ยนหวู่ฟางก่อตัวขึ้นช้าๆ

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ย่อมต้องปราบปีศาจได้ พลังเวทควรอยู่เหนือกว่าภูตผี แล้วเจ้าตกอับกลายเป็นทาสได้อย่างไร?”

ชายหนุ่มหลับตานิ่ง ทบทวนถึงความพลิกผันครั้งใหญ่ในชีวิต “ปีไท่จี๋ที่สอง เมืองฉางอานถูกปีศาจแมวเมาพี[3] อาละวาดสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ตอนนั้นข้าติดตามศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักออกมาจับปีศาจแมว ระหว่างไล่ล่า ด้วยความประมาทและไม่ทันเล่ห์กลปีศาจ จึงพลาดท่าถูกแมวเมาพีกลืนกินพลังวัตรไปหมดสิ้น”

เหยี่ยนหวู่ฟางก้าวเข้ามาใกล้ สองมือกำหมัดแน่นอยู่ในแขนเสื้อ ทว่าใบหน้ากลับมีรอยยิ้มน้อยๆ “ต่อให้สูญสิ้นพลังวัตร แต่ความสามารถในการปราบปีศาจก็ยังอยู่ เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ข้าเป็นตัวอะไร?”

ชมพูทวีปเป็นโลกธาตุที่คนและมารดำเนินชีวิตร่วมกัน ก่อนที่พระโพธิสัตว์เหลียนชือจะสยบดินแดนซ่าถูได้ ที่นี่เป็นดินแดนแห่งยักษ์อสูรรากษส ต่อมาด้วยการเทศนาสั่งสอนให้เห็นธรรมะ จึงค่อยเปลี่ยนเป็นดินแดนสุขาวดีที่บุรุษเป็นภโว[4] สตรีเป็นฑากิณี[5]

ทว่าปีศาจและอสูรที่กระจายอยู่ทั่วดินแดนต้องไร้ที่อยู่อาศัย จะให้ทั้งหมดกลายเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธาในธรรมถึงขั้นละทิ้งครรลองชีวิตปีศาจและมารก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ พระโพธิสัตว์เหลียนชือจึงแยกเมืองเทียนจี๋ออกจากเมืองอื่นๆ มอบให้เป็นที่อยู่อาศัยของปีศาจ และป้องกันไม่ให้พวกเขารุกรานเข้าไปในสหโลกธาตุ[6] สร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์

เดิมนางคิดว่าเขาจะตอบเลี่ยงหรืออ้อมค้อมบ้าง เพราะเกรงใจที่นางมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาไว้ ไม่คิดว่าเขาจะกล้าตอบอย่างตรงไปตรงมา “รอบตัวแม่นางมีไอมารปกคลุม ต้นกำเนิดย่อมมิใช่ดีงามนัก”

คำตอบไม่อ้อมค้อมทำให้เหยี่ยนหวู่ฟางนึกขำ “ไม่ผิด ต้นกำเนิดข้ามิใช่ดีงาม เจ้ารู้จักเกาะเมี่ยวฟ่อโจวหรือไม่ มันเป็นเกาะกลางมหาสมุทร บนเกาะผีร้ายเดินกร่างไปทั่วทุกแห่งหน กินมนุษย์เป็นอาหาร ข้ามาจากที่นั่น”

คำตอบของหญิงสาวไม่อาจทำให้เขาหวาดกลัวได้ “ข้าไม่ได้กลิ่นคาวเลือด แม้มีไอมารห่อหุ้มแต่กลับมีกลิ่นอายความบริสุทธิ์” พูดจบก็หัวเราะออกมา “กำเนิดของปีศาจมีอยู่ไม่กี่อย่าง แต่การเลือกทางเดินย่อมผูกพันอยู่กับจุดจบของชีวิตอย่างไม่อาจแยก ท่านเป็นปีศาจที่ถือกำเนิดจากไอมาร แต่เลือกเป็นหมอทำคุณประโยชน์แก่โลก ต่อให้ที่ช่วยชีวิตเป็นเพียงมดปลวก ก็ถือว่าได้สร้างกุศลสั่งสมบารมีแล้ว”

ทุกคำของเขาฟังแล้วไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญพรตคนหนึ่งจริงๆ หญิงสาวเดินไปนั่งที่เก้าอี้ รินชาใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นจิบเบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็จ้องตาอีกฝ่ายนิ่ง

“เย่เจิ้นอีเป็นนามทางธรรมหรือนามทางโลก?”

“ข้ามิใช่นักพรต แต่เพราะโชคชะตานำพา ตอนยังเด็กถูกนำไปฝากเลี้ยงไว้ที่เขาเฮ่อหมิงซาน เย่เจิ้นอีเป็นชื่อเพียงหนึ่งเดียวของข้า ข้าไม่มีชื่อทางธรรม”

เหยี่ยนหวู่ฟางพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาคงเป็นพวกน้ำส้มครึ่งไห[7] วิชาความรู้ไม่แตกฉานก็ติดตามศิษย์พี่ลงจากเขามากำราบปีศาจ สุดท้ายสู้ปีศาจแมวตนนั้นไม่ได้ ถูกดูดตบะไป ตกอับถูกขายทอดมาเป็นทาสถึงที่นี่ พอคิดขึ้นมาแบบนี้แล้วช่างเป็นชะตานำพาเคราะห์จริงๆ

เขานำพาเคราะห์ นางคือตัวเคราะห์ ดังนั้นไม่ว่าใครก็อย่าได้มารังเกียจกัน เหยี่ยนหวู่ฟางมองเขาอย่างพิจารณา “ในเมื่อข้าช่วยเหลือเจ้าไว้ เจ้าควรจะตอบแทนข้าบ้างหรือไม่?”

เย่เจิ้นอีประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมทันที “แม่นางกล่าวได้ถูกต้องแล้ว บุญคุณที่ช่วยชีวิตย่อมต้องตอบแทนด้วยชีวิต”

นางโบกมือปฏิเสธ “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าตอบแทนด้วยชีวิต แค่มาเป็นลูกศิษย์ข้า กราบไหว้ข้าเป็นอาจารย์ ในเมื่อเจ้าก็สูญสิ้นพลังวัตรไปหมดแล้ว ก็คงไม่อาจเลี้ยงชีพด้วยการจับปีศาจ ตัวข้ามีความเชี่ยวชาญหลายอย่างที่พร้อมจะถ่ายทอดให้เจ้า ต่อไปภายภาคหน้าเจ้าก็ไม่ต้องกลัวท้องจะหิวอีก”

ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ปากอ้าค้างอย่างคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีข้อเสนอเช่นนี้

“ทำไม เจ้าไม่ยินดีรึ?” นางเห็นเขานิ่งเฉยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “ปีศาจมากน้อยเพียงใดคิดจะกราบไหว้ข้าเป็นอาจารย์ พวกเขาถูกข้าปฏิเสธมาตลอด ตอนนี้ข้าให้โอกาสเจ้า เจ้าไม่ควรรู้สึกซาบซึ้งใจในบุญคุณยิ่งใหญ่นี้หรือไง!”

เย่เจิ้นอีครุ่นคิดอย่างหนัก เขาไม่รู้ว่าอยากจะเป็นศิษย์นี้เพื่อตอบแทนบุญคุณหรือเพราะตนเองสนใจความรู้ด้านการแพทย์กันแน่ ทว่าสุดท้ายแล้วชายหนุ่มก็ตอบตกลง

คนจงถู่ให้ความสำคัญกับหัวเข่าของบุรุษว่าล้ำค่าดุจทองคำ ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงประสานมือคารวะหญิงสาวด้วยความเคารพ “วันนี้ข้ามีวาสนาได้กราบไหว้แม่นางเหยี่ยนเป็นอาจารย์ โบราณว่าเป็นศิษย์หนึ่งวันคือเป็นศิษย์ตลอดไป ภายหน้าข้าจะทำให้วิชานี้มีชื่อเสียงเกรียงไกร เพื่อตอบแทนบุญคุณอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้”

หญิงสาวหวนนึกถึงวันที่รับชวี่หรูเป็นศิษย์ อีกฝ่ายแค่คุกเข่าแล้วเรียกนางว่าอาจารย์ หลังจากตนเองพยักหน้ารับก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกราบไหว้เป็นศิษย์อาจารย์กัน วันนี้ได้เห็นท่าทีขึงขังจริงจังจากเย่เจิ้นอีก็ให้รู้สึกชื่นชมยิ่งนัก “ข้ามิได้ใส่ใจเรื่องชื่อเสียง แค่เจ้าประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงามก็พอแล้ว แล้วเจ้าก็ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจไป ข้าอายุมากกว่าเจ้าเป็นพันปี สามารถเป็นอาจารย์เจ้าได้แน่นอน” หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งก็เอ่ยถามเรื่องที่ค้างคาใจ

“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าสู้ปีศาจแมวเมาพีไม่ได้ ก่อนที่มันจะหมดอายุขัยมันต้องกินพลังชีวิตแมวตัวอื่นเพื่อต่อชีวิตตน และครั้งสุดท้ายมันจะกินมนุษย์เพื่อกลายร่างเป็นมนุษย์ หรือว่าปีศาจแมวเมาพีตัวที่เจ้าเจอ มันผ่านการกินพลังชีวิตมาแล้วเก้าครั้งใช่หรือไม่?”

สีหน้าชายหนุ่มฉายแววความอับอายอยู่หลายส่วน เขาก้มหน้าตอบเสียงเบา “อาจารย์คาดเดาได้ถูกต้อง ปีศาจแมวเมาพีตัวนั้นกลายร่างเป็นคนแล้วอ้อนวอนขอความเมตตา ในมืออุ้มเด็กน้อยไว้ ตอนนั้นเด็กน้อยร้องไห้น่าสงสาร ข้าจึงเสียสมาธิ... สุดท้ายก็พ่ายแพ้และสูญเสียพลังวัตรไปด้วย”

เหยี่ยนหวู่ฟางฟังแล้วก็อดถอนหายใจยาวไม่ได้ ปีศาจล้วนใจดำและไร้มนุษยธรรม เด็กน้อยอยู่มือปีศาจก็กล่าวได้ว่าชีวิตเจียนอยู่เจียนไปอยู่แล้ว เพราะเด็กน้อยคนนั้นเขาจึงใจอ่อน เห็นได้ชัดว่าการเล่าเรียนที่เขาเฮ่อหมิงซานหลายปีนั้น... เปล่าประโยชน์เสียจริง

“สำหรับปีศาจแล้ว ขอเพียงสามารถบรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นของสิ่งใดก็ล้วนใช้เป็นเครื่องมือได้ทั้งสิ้น เจ้าถูกปีศาจแมวเมาพีตนนั้นทำร้ายจนตกอับเพียงนี้ ไม่คิดจะกลับไปทวงความเป็นธรรมคืนบ้างหรือ?”

เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ น้ำเสียงจนปัญญา “ระหว่างที่ข้าซัดเซพเนจรอยู่ได้ยินว่าปีศาจแมวเมาพีถูกอาจารย์ของข้าขับไล่ออกจากเมืองฉางอานแล้ว ศิษย์พี่ไล่ตามไปถึงทะเลเสียนไห่[8] มันมุ่งไปทางตะวันตก ไปยังเขาหยินซาน เขาหยินซานอยู่ทิศตะวันตกของชมพูทวีป ข้าแค้นที่ตนเองใต้แขนไร้ปีกโบยบิน ไม่อาจไปถึงที่นั่นได้ มิเช่นนั้นจะต้องลงมือสังหารปีศาจตนนี้แน่ เพื่อชำระแค้นยิ่งใหญ่นี้!”

เหยี่ยนหวู่ฟางฟังเรื่องราวด้วยความประหลาดใจปนระแวง ใช่เรื่องบังเอิญจริงหรือ ทุกอย่างล้วนพุ่งตรงไปที่ ‘เขาหยินซาน’ หญิงสาวจ้องตาเขานิ่ง ทว่าชายหนุ่มก็มองสบตาอย่างไม่หลบ แววตาคู่นั้นแน่วแน่ ฉายชัดถึงจิตใจที่หนักแน่นดุจเหล็กกล้า

หลังจากนั้นหญิงสาวก็ไม่ซักถามอะไรอีก นางบอกให้เขาพักผ่อนแล้วตนเองก็เดินออกจากห้องไป พลันชวี่หรูที่รออยู่ก็รีบตามมาเบียดถามอย่างอยากรู้

“อาจารย์ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้ากับพี่เจิ้นอีก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เดียวกันแล้วใช่หรือไม่”

“เจ้ากำลังคิดวางแผนรั้งเขาไว้มิใช่รึ ข้าก็ทำแทนให้แล้วไงเล่า”

ชวี่หรูซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ “อาจารย์ท่านดีต่อข้าเหลือเกิน วางใจเถิด ข้าจะดูแลศิษย์น้องคนนี้อย่างดี” ทว่าคำรับปากหนักแน่นนี้กลับทำให้คนเป็นอาจารย์รู้สึกขนลุกแปลกๆ นางรู้สึกได้ถึงความนัยอันตรายบางอย่างที่แฝงอยู่

ช่างน่าเป็นห่วงชีวิตวันหน้าของเย่เจิ้นอีจริงๆ

อันที่จริงนางรับเขาไว้เป็นศิษย์ก็มีเจตนาอื่นแฝงอีกหนึ่งชั้น เนื่องจากผู้ป่วยที่ไร้จิตไร้วิญญาณนั้นล้วนเป็นบุรุษ หากมีปีศาจอาละวาดก่อความเดือดร้อน เอาเขามาเป็นเหยื่อภายใต้เงื่อนไขที่รับประกันความปลอดภัย บางทีอาจจะล่องูออกจากรูได้ ท้ายสุดวุ่นวายอยู่เป็นครึ่งวัน เขาเองก็มีความเกี่ยวข้องกับเขาหยินซานเช่นกัน ถ้างั้นมุ่งหน้าไปด้วยกัน ก็น่าจะสมเหตุสมผลอยู่

เหยี่ยนหวู่ฟางหันมองเจดีย์

ห้าสิบปีแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องลาออกจากหน้าที่คนเฝ้าเจดีย์เสียที การไปตามหาสาเหตุของโรคครั้งนี้ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด เจดีย์ไร้คนดูแล หากพระสารีริกธาตุถูกขโมย เท่ากับการทำหน้าที่อย่างแข็งขันตลอดห้าสิบปีช่างสูญเปล่าโดยแท้

 

 

 

------------------------------------------------------------------

[1] จีวรสีดำของภิกษุจีน

[2] สาบเสื้อตัวหน้าเก็บที่ข้างเอวขวา เป็นการแต่งกายของคนฮั่นภาคกลาง ในขณะที่ชนกลุ่มน้อยจะเก็บสาบเสื้อหน้าที่ข้างเอวซ้ายหรือที่เรียกว่าจั่วเริ่น

[3] สัตว์ปีศาจประเภทเดียวกันปีศาจแมวเก้าชีวิต ปีศาจแมวเมาพีสามารถพยากรณ์การตายของตนได้ ก่อนสิ้นอายุขัยจะฆ่าแมวตัวอื่นเพื่อถลกหนัง สูบกินเลือดเนื้อและวิญญาณ เอาหนังแมวมาสวมร่าง ต่อชีวิตตนเองด้วยอายุขัยของแมวที่ฆ่า จากนั้นเมื่อใกล้สิ้นสุดอายุขัยที่เก้าจำเป็นต้องฆ่าคนหนึ่งคนเพื่อต่อชีวิตในวิธีการเดียวกัน จากนั้นก็จะสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ และอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้

[4] ภโว ( Pawo ) คือฑากะ ( Daka ) ผู้เป็นวีรบุรุษและนักรบ(勇士)( ในศาสนาฮินดูเรียกว่าวีระ หรือ Vira ) มีศักดิ์ฐานะเช่นเดียวกับฑากิณีผู้เป็นเทพฝ่ายสตรี เป็นเทพผู้นำทางผู้ปฏิบัติธรรมสู่หนทางสว่างตามความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิตันตระ ( พุทธแบบวัชรยาน )

[5] ฑากิณี ( Dakini ) ความหมายในภาษาทิเบตคือพระแม่ผู้เดินเหินในนภากาศ (空行母) เดิมเป็นยักขินี ต่อมาเลื่อมใสในพุทธธรรม จึงกลายเป็นเทพผู้ปฏิบัติธรรมเผยแพร่คำสอน คอยพิทักษ์ผู้ปฏิบัติธรรม

[6] 娑婆世界 เป็นคำเรียกรวมโลกธาตุขนาดใหญ่ ทั้งสามพันโลกธาตุ(三千大世界)ที่สรรพสัตว์ยังคงเวียนว่ายอยู่ในกิเลสตัณหา เป็นสถานที่ที่องค์ศากยมุนีจะมาโปรดสัตว์พ้นให้ทะเลทุกข์ มุ่งสู่แดนสุขาวดี

[7] สำนวนหมายถึงผู้มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ แต่กลับชอบอวดรู้อวดฉลาด

[8] มหาสมุทรแห่งน้ำเค็ม

เสพสุขแสงตะวันนี้ไว้ให้มาก เผื่อว่าวันหน้าเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีก (รีไรท์)

ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ควรต้องลงมือทำทันที!

ไม่ว่าอย่างไรหัวหน้าหมู่บ้านก็ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้นางอยู่ทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะหาคนแทนได้ เพราะหน้าที่นี้ใช่ว่าผู้ใดก็สามารถทำได้ หากรับทำก็ต้องทำไปอย่างยาวนานไร้วันสิ้นสุด ต้องมีความสามารถพอตัวที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ปีศาจมีชีวิตยืนยาวจึงไม่มีปัญหาหากต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน แต่ปัญหาคือปีศาจมักต้านทานความเย้ายวนของพระสารีริกธาตุไม่ได้

ที่นางได้ทำหน้าที่นี้ก็เพราะพระโพธิสัตว์เหลียนชือฝากฝังรับรองให้ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าตอนนี้นางขอลาออก การจะหาผู้มาทำแทนเกรงว่าจะไม่ง่าย

เสี่ยวฉื่อรูปร่างเตี้ย หน้าตาไม่มีความน่าสนใจใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำบนสันจมูกก็มีรอยกระกระจายอยู่ทั่ว หากเดินปะปนมากับคนหมู่มาก จับใส่ตะแกรงร่อนหลายรอบก็ไม่แน่ว่าจะเจอ ทว่าโชคยังดีที่ทหารหน้าจวนผู้ว่าจดจำนางได้ พอเห็นนางต่างก็ส่งเสียงทักทายอย่างยินดี “เสี่ยวฉื่อมาทำอะไรที่จวนผู้ว่าล่ะ เจดีย์ซ่อมเสร็จแล้วหรือ?”

หญิงสาวหัวเราะเสียงใสเป็นคำตอบแล้วเดินผ่านพวกเขาเข้าไปด้านใน ทันทีที่ก้าวผ่านประตูไม้สูง ทหารยามก็ต้องอ้าปากค้างสีหน้าตื่นตกใจสุดขีด เพราะหญิงสาวร่างเตี้ยกลับกลายเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง อรชร แตกต่างราวกับเป็นคนละคน! พวกเขาเห็นเพียงชายกระโปรงที่สะบัดพลิ้วเพียงครั้งเดียว แล้วเงาร่างตรงหน้าก็หายวูบไป!

หัวหน้าหมู่บ้านมองโฉมสะคราญตรงหน้าอย่างงุนงงเพราะมั่นใจว่าตนไม่รู้จักสาวงามผู้นี้แน่ นางจึงยื่นหลักฐานแสดงฐานะหน้าที่ ‘ผู้เฝ้าเจดีย์’ ให้ พลางค้อมคำนับแล้วบอกเหตุผลที่มาอย่างไม่อ้อมค้อม

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการ จึงไม่สามารถทำหน้าที่คนเฝ้าเจดีย์ต่อไปได้ ภายในสิบวันนี้รบกวนท่านหาคนมาทำหน้าที่แทนข้าด้วย”

พูดจบเหยี่ยนหวู่ฟางก็ค้อมคำนับอีกครั้งแล้วหันหลังเดินจากมาทันที ปล่อยให้หัวหน้าหมู่บ้านยืนตะลึงอย่างตั้งตัวไม่ทัน

พอก้าวพ้นจวนผู้ว่าออกมา แสงแดดอบอุ่นก็สาดส่องต้อนรับ หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่านางปรากฏตัวในเมืองเทียนจี๋ด้วยสภาพของเหยี่ยนหวู่ฟางครั้งสุดท้ายนั้นผ่านมานานเพียงใด ชวี่หรูย่อขนาดตัวเองลงแล้วบินลงมาเกาะไหล่หญิงสาวด้วยท่าทีเกียจคร้าน

เหยี่ยนหวู่ฟางเดินผ่านตลาด โฉมสะคราญงดงามเป็นเอกย่อมดึงดูดสายตาผู้คนให้หันมองไม่หยุด ทว่าไม่มีใครจำได้ว่านางคือเสี่ยวฉื่อคนเฝ้าเจดีย์ หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบาอย่างปลดปลลง ไม่นานหลังจากนี้ก็จะไม่มีผู้ใดจดจำเสี่ยวฉื่อได้เช่นกัน หากนางกลับมาจากเมืองเหยียนตูได้อย่างปลอดภัยก็จะหาถ้ำบนภูเขาที่สงบสักแห่งเป็นที่พักเพื่อสงบจิตบำเพ็ญเพียร รอจนพระโพธิสัตว์เหลียนชือกลับมา นางจะขึ้นเขาจีเสียงซานไปคารวะขอให้ท่านรับตนเป็นศิษย์

ชาติกำเนิดเลือกเกิดไม่ได้ แต่จิตใจที่มุ่งมั่นก็ย่อมบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จได้!

หญิงสาวก้าวเดินเนิบช้า หลบหลีกผู้คนไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ พลันจู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบเย็นที่ข้างหู “เสพสุขแสงตะวันนี้ไว้ให้มาก เผื่อว่าวันหน้าเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีก!”

เหยี่ยนหวู่ฟางสะดุ้งด้วยความตกใจแล้วหันมองหาเจ้าของเสียงทันที!

ทว่าไม่มีใครเลย ไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะกระซิบข้างหูนางได้! ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ดูเป็นปกติ ครั้นจะถามชวี่หรู อีกฝ่ายก็มองสบมาด้วยดวงตากลมโต สีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะร้องเสียงแหลมแล้วบินทะยานขึ้นฟ้าหายไป

 

เมื่อมาถึงเจดีย์ก็พบว่าเย่เจิ้นอียืนรออยู่แล้ว

อาการบาดเจ็บโดยรวมของชายหนุ่มกล่าวได้ว่าหายดีแล้ว สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเป็นปกติ ใบหน้าที่เคยบวมช้ำก็หายสนิท มองเห็นเครื่องหน้าคมลึกทั้งห้า เหยี่ยนหวู่ฟางชอบนัยน์ตาของเขานัก ดวงตาที่เป็นประกายแวววาวราวตาน้ำพุเย็นยะเยือกของสระน้ำบนสวรรค์ ลึกล้ำดำมืดเกินหยั่งแฝงด้วยท่าทีแข็งกร้าวและข่มขวัญ ต่อให้เขาก้มหัวคำนับและยอมเชื่อฟัง ทว่าความเป็นขบถในตัวเขาก็ชัดเจนเกินกว่าจะปิดบังซ่อนเร้น

วันหน้าเขาต้องไม่ยอมสยบต่อนางแน่!

นี่เป็นครั้งแรกที่เย่เจิ้นอีได้เห็นใบหน้าแท้จริงของเหยี่ยนหวู่ฟาง อย่างไรเสียเขาก็คือชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้พบโฉมงามล้ำเลิศก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก สีหน้าตื่นตกใจจนปิดไม่มิด หญิงสาวก้าวขึ้นบันไดพลางเอ่ยล้อเลียน

“เป็นอะไรไป จำอาจารย์ไม่ได้หรือไง”

ชายหนุ่มยืนอยู่ในตำแหน่งสูงกว่า ส่วนหญิงสาวกำลังก้าวขึ้นบันไดจากซุ้มประตูทางขึ้นเจดีย์ ใบหน้าเลิศล้ำแหงนเงยภายใต้แสงตะวันยิ่งส่องให้เป็นความงามประณีตดุจรูปสลัก เย่เจิ้นอียิ่งวางตัวไม่ถูก เขารีบก้าวหลบไปด้านข้างแล้วกล่าวรายงานความคืบหน้า “ข้าหาแผนที่เมืองเหยียนตูเจอแล้ว เมืองเหยียนตูอยู่ด้านทิศเหนือของเขาหยินซาน ด้านตะวันออกเฉียงใต้ติดกับทะเลทรายใหญ่ ถัดจากทะเลทรายก็คือเมืองเซินหลัว”

นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ ก่อนหน้านี้หญิงสาวก็นึกกังวลใจอยู่ตลอด เพราะพวกปีศาจสาวที่พาผู้ป่วยมาหานางไม่มีใครเลยที่เต็มใจจะพูดความจริง ไม่แม้แต่จะยอมบอกเบาะแสของโรคประหลาดนี้

เดิมก็คิดว่าคงต้องรอลุ้นให้มีผู้ป่วยรายใหม่เพื่อจะได้ถามทางจากปีศาจสาวรายใหม่ แต่ในเมื่อตอนนี้มีแผนที่แล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้น เหยี่ยนหวู่ฟางรับแผนที่หนังวัวจากศิษย์หนุ่ม มองหาเมืองเซินหลัวแล้วไล่สายตามาทางด้านทิศตะวันตกของเมือง เห็นทะเลทรายใหญ่ ถัดไปคือเขาเถี่ยเหวยซาน[1] และด้านข้างของภูเขาก็คือดินแดนฟั่นสิงซ่าถู

ปลายนิ้วเรียวไล่ไปตามรูปวาดเทือกเขายาวที่ตั้งตระหง่านซับซ้อน “ที่แท้เมืองเหยียนตูและเมืองเฟิงตูอยู่ใกล้กันเช่นนี้ มิน่าเล่าจึงเป็นเมืองไร้แสงตะวันตลอดทั้งปี”

ชายหนุ่มส่ายหน้าก่อนจะอธิบาย “ไม่ใช่ สาเหตุที่เมืองเหยียนตูไร้แสงตะวันสาดส่องไม่ใช่เพราะอยู่ใกล้เมืองเฟิงตู แต่เป็นเพราะเขาเถี่ยเหวยซาน ภูเขานี้หยั่งลึกลงไปในน้ำถึงสามร้อยสิบสองโยชน์[2] ส่วนที่โผล่พ้นน้ำก็สูงเท่ากันคือสามร้อยสิบสองโยชน์ แสงตะวันแสงจันทร์จึงไม่อาจส่องผ่านได้”

เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งอึ้งฟังเขาอธิบาย ชัดเจนว่าเรื่องแผนที่และทิศต่างๆ ศิษย์ผู้นี้ฉลาดหลักแหลมกว่านางมาก เพราะตัวนางนั้นไม่เชี่ยวชาญเรื่องการดูทิศทางมาตั้งแต่ต้น ครั้งที่ขึ้นเขาจีเสียงซาน แม้จะมองเห็นภูเขาอยู่ไม่ไกลนางก็ยังเสียเวลาเดินหลงอยู่เป็นนาน หากไปเมืองเหยียนตูเพียงลำพังกับชวี่หรู เกรงว่าพันปีก็ยังไปไม่ถึงจุดหมาย

“เขาสูงสามร้อยสิบสองโยชน์ ข้ามไปไม่ใช่เรื่องง่าย.....”

“พวกเราใช้เส้นทางอ้อมไปได้ ภูเขาสูงใหญ่นี้ก็เช่นกัน เสียเวลาอีกสักหน่อย แต่เดินทางพื้นราบย่อมประหยัดแรงกว่าการปีนเขามากนัก”

ชวี่หรูมองชายหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับ “ศิษย์น้องช่างฉลาดจริงๆ! อาจารย์วางใจเถิด มีเขาอยู่ด้วย พวกเราต้องไปถึงเขาหยินซานได้ในเร็ววันอย่างราบรื่นแน่นอน!”

ทว่าจู่ๆ เหยี่ยนหวู่ฟางก็ถามถึงเรื่องอื่นขึ้นมา “เจ้าถูกปีศาจแมวเมาพีกลืนกินพลังวัตรไป มีทางเอาคืนมาได้หรือไม่?”

ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “หากสามารถสังหารปีศาจแมวเมาพีได้ ข้าก็จะได้พลังวัตรทั้งหมดคืนมา นี่คือเหตุผลที่ข้าจะขอติดตามอาจารย์ไปเขาหยินซานด้วย”

นับว่าเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น...

เหยี่ยนหวู่ฟางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ต่างคนต่างมีจุดหมาย ย่อมสามารถร่วมเดินทางไปด้วยกันได้

 

ในที่สุดก็ครบกำหนดสิบวัน

หัวหน้าหมู่บ้านพานักบวชชรารูปหนึ่งมาพบหญิงสาวที่เจดีย์ เหยี่ยนหวู่ฟางมองทะลุกายเนื้อเข้าไปก็พบว่านักบวชตรงหน้าเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง

หญิงสาวยื่นกุญแจที่มีอยู่ดอกเดียวของเจดีย์ส่งให้นักบวชอาวุโสพร้อมอธิบายงานที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหมู่บ้านเห็นท่าทีเร่งรีบของหญิงสาวก็กล่าวอย่างเกรงใจ

“เสี่ยวฉื่อ... เอ่อ...ไม่สิ ท่านหมอวิเศษ ท่านอยู่เฝ้าดูแลเจดีย์นี้มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ไม่มีใครสามารถแทนที่ท่านได้ ข้ารายงานเรื่องที่ท่านขอลาออกไปทำธุระสำคัญให้ท่านเจ้าเมืองทราบแล้ว ท่านเจ้าเมืองกล่าวว่าหลังจากท่านหมอวิเศษจัดการธุระสำคัญเสร็จสิ้นแล้วจะกลับมาทำหน้าที่ตามเดิมได้หรือไม่ ไต้ซืออาวุโสท่านนี้แค่มารับหน้าที่แทนชั่วคราวเท่านั้น”

“ข้าไปครั้งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับ ถ้าอย่างไรท่านก็หาคนที่ไว้ใจได้เตรียมไว้อีกสักคนเถอะ”

พูดจบหญิงสาวก็จากไปอย่างไม่รั้งรอ โดยมีชวี่หรูและเย่เจิ้นอีติดตามไปไม่ห่าง

 

การเดินทางไปเขาหยินซานนี้ แน่นอนว่าย่อมมิใช่ใช้เพียงสองขาเดินเท่านั้น

เหยี่ยนหวู่ฟางสามารถเหยียบเมฆ ส่วนชวี่หรูก็คือวิหคมีปีก จึงมีเพียงเย่เจิ้นอีเพียงผู้เดียวที่เป็นมนุษย์ธรรมดามีสองขาและเป็นภาระที่ทำให้การเดินทางช้าลง ถึงกระนั้นชวี่หรูก็เต็มใจอย่างยิ่งที่จะแบกเขา

ทว่าสำหรับมารแล้ว การแบกร่างมนุษย์ก็ไม่ต่างจากแบกภูเขาทั้งลูก ด้วยเหตุนี้กว่าทั้งหมดจะมาถึงชายแดนของดินแดนซ่าถูก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือน!

เวลานี้ทั้งสามยืนอยู่นอกเมืองเซินหลัว หันมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มองทะเลทรายสีทองกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา สันทรายเรียงตัวทอดยาวราวกับต่อกันไปจนสุดขอบโลก หากก้าวเข้าไปในนี้ก็ชัดเจนว่าจะมีความทุกข์ทรมานแสนสาหัสรออยู่ ไม่มีเมือง ไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีอาหาร มีเพียงอันตรายถึงตายที่พร้อมจะกลืนกินผู้หาญกล้าบุกเข้าไป!

เหยี่ยนหวู่ฟางขมวดคิ้วพลางหันถามชายหนุ่ม “ตอนนี้เจ้าจะคิดเสียใจและหันหลังกลับก็ยังทันนะ”

เย่เจิ้นอีมองความเวิ้งว้างของทะเลทรายด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแฝงความมุ่งมั่นชัดเจน “ข้าไม่เปลี่ยนใจ! หากทุ่มเททำเต็มที่อาจจะยังมีโอกาสทำได้สำเร็จ!”

หญิงสาวเห็นความเด็ดเดี่ยวที่เผยออกมาตรงหว่างคิ้วเขา ความยึดมั่นถือมั่นแข็งแกร่งเสียจนน่าหวาดหวั่น

เอาเถอะ ในเมื่อไร้ความคับแค้นอาฆาตไร้ความสำนึกเสียใจ งั้นก็ออกเดินทางเถอะ! เหยี่ยนหวู่ฟางทัดผ้าเจียวเซียว[3] ที่บางเบาดุจปีกจักจั่นไว้หลังใบหู ขณะที่กำลังจะทะยานตัวขึ้นฟ้าก็พลันต้องหยุดชะงักเพราะเสียงเรียกคุ้นหูจากด้านหลัง พอหันไปก็เห็นเจ้าเมืองเซินหลัวในชุดสีฟ้าทั้งตัว

ท่าทางอีกฝ่ายจะมีเรื่องร้อนใจไม่น้อย เพราะเขาวิ่งนำหน้าจนผู้ติดตามที่ทำหน้าที่กางร่มประจำตัวยังวิ่งไล่ไม่ทัน ถูกทิ้งห่างไว้ไกลมาก พอมาถึงก็ถามเสียงกระหืดกระหอบไม่หยุดพัก

“วันก่อนข้าเพิ่งร่ำสุรากับเจ้าเมืองเทียนจี๋ เขาบอกว่าแม่นางกำลังจะเดินทางไปเขาหยินซาน เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?”

หญิงสาวพยักหน้าแล้วกล่าวตอบอย่างไม่ปิดบัง “ระยะนี้ข้าได้พบผู้ป่วยหลายรายเสียชีวิตจากโรคประหลาดที่หาสาเหตุไม่ได้ ทำให้ข้ายากจะข่มตาหลับ ผู้ป่วยเหล่านั้นล้วนมีที่มาจากเขาหยินซานทั้งสิ้น ข้าจึงจะไปที่นั่นเพื่อสืบหาสาเหตุของโรคประหลาดนี้”

สีหน้าเจ้าเมืองเป็นกังวลยิ่งนัก “เขาหยินซานอยู่ในดินแดนฟั่นสิงซ่าถู ที่นั่นปีศาจและมารล้วนกำเริบเสิบสาน ไม่เหมือนในดินแดนซ่าถูนี้ ปีศาจที่นั่นไร้ผู้ควบคุมดูแล พวกมันจึงก่อกรรมทำเข็ญไปทั่วดินแดนอย่างเหิมเกริมไร้ความยำเกรงต่อผู้ใด แม่นางไปที่นั่นเกรงว่าจะอันตรายเกินไป”

“ข้าขอบคุณในความห่วงใยของท่าน แต่อย่างไรข้าก็ต้องไป หากไม่พบสาเหตุของโรคข้าจะไม่ยอมเลิกราแน่!” เหยี่ยนหวู่ฟางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “แต่ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นอยู่ในความดูแลของเจ้าเมืองเหยียนตูมิใช่หรือ เหตุใดท่านจึงกล่าวที่นั่นไร้ผู้ควบคุมดูแล...”

เจ้าเมืองเซินหลัวหน้าเปลี่ยนสีท่าทีเปลี่ยนไปฉับพลัน คล้ายได้สติว่าตนแสดงออกมากเกินไป จึงแสร้งกระแอมไอหลายครั้งกว่าจะตอบอย่างติดๆ ขัดๆ

“เขา... เจ้าเมือง... เขา… ระยะนี้เขากำลังยุ่งเตรียมตัวแต่งงาน ถ้าแม่นางไปก็ไม่ต่างจากส่งเนื้อเข้าปากเสือ เอ่อ... ข้าหมายความว่าแม่นางบุ่มบ่ามใจร้อนเกินไปแล้ว!”

เหยี่ยนหวู่ฟางมองอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด “ข้าไปแค่เขาหยินซาน มิได้จะเข้าไปในเมืองเหยียนตูสักหน่อย”

“ไม่! ไม่!” เจ้าเมืองโบกมือไปมาดูวุ่นวายนัก “ที่ข้าไล่ตามแม่นางมาก็เพื่อจะช่วยเหลือแม่นางสักเล็กน้อย ฉากหน้าดินแดนฟั่นสิงซ่าถูคล้ายไร้ผู้ควบคุม แต่แท้จริงเบื้องหลังดินแดนนี้อยู่ในกำมือจอมมารไป๋จุ่นแต่เพียงผู้เดียว แม่นางกำลังจะไปเยือนดินแดนที่ไม่คุ้นและไร้คนช่วยเหลือ คิดทำการสิ่งใดย่อมไม่สะดวกแน่ อย่างไรเสียข้ากับจอมมารไป๋จุ่นก็นับว่ามีไมตรีที่ดีต่อกันอยู่บ้าง เมื่อแม่นางไปถึงที่นั่นก็สามารถไปหาเขาได้ บอกเขาว่าข้าแนะนำมา ถึงไป๋จุ่นจะเป็นคนแปลกแต่จิตใจดีงาม...”

“จิตใจดีงาม... ท่านหมายถึงจอมมารไป๋จุ่นที่เป็นเจ้าเมืองเหยียนตูงั้นหรือ?”

เจ้าเมืองเซินหลัวเห็นหญิงสางไม่เชื่อก็กล่าวย้ำหนักแน่นขึ้น

“ดีมากจริงๆ ไม่ทำให้เขาเดือดดาลหมื่นเรื่องก็ล้วนตกลงกันได้ หากทำให้เขาเดือดดาลก็ไม่มีเรื่องใดที่ตกลงกันได้แล้ว! แต่แม่นางหน้าตางดงาม ความงดงามก็เป็นใบเบิกทางให้ท่องไปได้ทั่วหล้า แม้เขาจะไม่ได้มีนิสัยอ่อนโยน แต่ถ้าได้เห็นแม่นาง เขาจะต้องเปิดประตูต้อนรับและเต็มใจช่วยเหลือเต็มที่ แม่นางวางใจเถิด”

คำพูดของเจ้าเมืองผู้นี้ฟังแล้วสับสนจริง นางไปสืบหาสาเหตุโรคประหลาด ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าเมืองเหยียนตูหรือไม่ หากต้องเกี่ยวข้องจริง ไยจึงบอกว่านางไปที่นั่นก็เหมือนส่งเนื้อเข้าปากเสือด้วยเล่า

ถึงจะคิดสงสัย แต่เหยี่ยนหวู่ฟางก็คลี่ยิ้มงดงาม ดวงตาเป็นประกายโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวเป็นการขอบคุณก่อนจะประสานมือคารวะ “ขอบคุณท่านเจ้าเมืองที่มีน้ำใจห่วงใย”

เจ้าเมืองเห็นรอยยิ้มงดงามอ่อนหวานของโฉมสะคราญ ก็อ่อนระทวยไปครึ่งร่าง รีบโบกมือให้ผู้ติดตามนำของสิ่งหนึ่งมา จากนั้นก็ยื่นส่งให้เหยี่ยนหวู่ฟาง

หญิงสาวมองเรือลำน้อยกลางฝ่ามืออีกฝ่าย เรือนี้มีขนาดเพียงเท่าเม็ดลูกท้อ แต่ก็มองเห็นใบเรือและเสากระโดงเรือเหมือนเรือทั่วไป

“นี่คือสำเภาทราย สามารถกางใบเรือแล่นกลางทะเลทรายได้ ขอเพียงมีลม เดินทางพันลี้ในวันเดียวก็มิใช่เรื่องยาก” เขาชี้ไปยังจุดที่อยู่ห่างไกล

“ทะเลทรายซูหมี่มีขนาดสองพันโยชน์ จะข้ามพ้นไปมิใช่เรื่องง่าย ต่อให้วิหคชวี่หรูของแม่นางบินได้เก่งกาจปานใด ก็แบกกายเนื้อสองร่างไม่ไหว หากต้องเสียเวลารอนแรมอยู่ในทะเลทรายนานเกินไปย่อมมิใช่เรื่องดี แม่นางนำสำเภาทรายลำนี้ไปด้วย ใช้เพื่อให้เดินทางได้เร็วขึ้นและยังเป็นที่หลบแดดฝนได้ด้วย”

อากาศกลางทะเลทรายผันผวนปรวนแปรเป็นเรื่องจริง เพียงพริบตาก็เปลี่ยนจากอากาศร้อนจัดเป็นหนาวจัดซ้ำยังมีหิมะตกได้ ทว่าเหยี่ยนหวู่ฟางกลับลังเลจึงไม่ยอมรับไว้ เจ้าเมืองเซินหลัวเห็นดังนั้นก็กระทืบเท้า น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจอย่างฉับพลัน!

“รับไปซะ! ถือว่าข้าให้แม่นางยืมใช้แล้วกัน ไปถึงเมืองเหยียนตูแล้วก็รบกวนแม่นางส่งให้เจ้าเมืองด้วย บอกเขาว่าเป็นของขวัญจากข้าส่งมาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่ง เท่านี้แม่นางก็รับไปได้แล้ว!”

ถึงขั้นนี้หญิงสาวก็จำต้องฝืนรับไว้ แล้วประสานมือคารวะอีกครั้ง “หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล พวกข้าจำเป็นต้องเร่งเดินทาง ขอลาท่านเจ้าเมืองตรงนี้เลยแล้วกัน”

สีหน้าเจ้าเมืองเซินหลัวเต็มเปี่ยมด้วยความอาลัยอาวรณ์ มองโฉมงามเดินทางหายเข้าไปในทะเลทรายจนเงาร่างนั้นห่างไกลสุดสายตา

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------

[1] เขาเถี่ยเหวยซานหรือภูเขาโลหะล้อม เป็นภูเขาเหล็กที่กั้นทะเลอยู่ริมขอบจักรวาลตามความเชื่อในเรื่องพุทธจักร ดังนั้นในภาษาบาลีจึงเรียกว่าเทือกเขานี้ว่าจักรวาลบรรพต (Cakkavala-pabbata) ความเชื่อเรื่องพุทธจักรของมหายานมีเขาพระสุเมร หรือเขาซูหมี่ชาน须弥山 ในภาษาจีน เป็นแกนกลางของโลก มีทิวเขาและทะเลล้อมรอบสลับกัน 7 ชั้นดั่งวงล้อ ถัดจากทิวเขาทั้ง 7 ออกไปจะเป็นมหาสมุทรน้ำเค็ม (ทะเลเหยียนไห่) กั้นอยู่ทุกด้าน และมีภูเขาโลหะล้อม (เขาเถี่ยเหวยซาน) กั้นทะเลน้ำเค็มไว้อีกชั้นเป็นเขตแบ่งสุดขอบจักรวาล

[2] โยชน์ มาตรวัดความยาวของอินเดียในสมัยโบราณ หนึ่งโยชน์เทียบเท่ากับระยะทางที่วัวตัวผู้หนึ่งตัวเดินเป็นเวลาหนึ่งวัน ประมาณ 7 ไมล์ หรือ 11.2 กิโลเมตร

[3] ผ้าในตำนานที่เชื่อกันว่านางเงือกเป็นผู้ทอ บางเบาแต่ไม่เปียกยามสัมผัสน้ำ

อาจารย์! ดูสิ คนทำดีย่อมได้รับการตอบแทนที่ดี (รีไรท์)

บทที่ 8

“ที่เจ้าเมืองเซินหลัวบอกว่าเจ้าเมืองเหยียนตูเป็นคนดีคนหนึ่ง อาจารย์เชื่อหรือไม่?”

“ไม่เชื่อ”

“เพราะเหตุใด?”

“หากเขาเป็นคนดีจริง ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เมืองในการปกครองของตนเองมีคนตายอย่างไร้สาเหตุเช่นนี้แน่”

สภาพภูมิประเทศของทะเลทรายเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน บางทีเดินไปได้หลายร้อยโยชน์ล้วนเป็นสันทราย ยามที่ในใจไม่ตั้งความหวังใดไว้พอเงยหน้าขึ้น กลับเจอเข้ากับภูเขาหินสูงตระหง่านสลับซ้อน

ภูเขาหินใหญ่ผ่านการกัดเซาะจากสายลมแรงและน้ำค้างแข็งยาวนานนับพันนับหมื่นปี ช่องว่างระหว่างหุบเขาลึกและกว้าง ยามลมกระโชกแรงก่อให้เกิดเสียงที่ฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญโหยหวน ทว่าระหว่างช่องเขาบางแห่งกลับเป็นที่ราบขนาดใหญ่ ที่มีขอบหินยกตัวสูงขึ้นมาโอบล้อมที่ราบนั้นไว้ กลายเป็นที่หลบลมชั้นยอด ด้านในส่วนลึกของหุบเขามีต้นเหยียนเชิงฉ่าวเป็นพุ่มกระจายทั่ว

เวลานี้มุมหนึ่งของพื้นที่โล่งกว้างมีกองไฟกองหนึ่ง โดยมีร่างสามร่างนั่งล้อม เมื่อมองจากยอดเขาสูงลงมาก็ไม่ต่างจากตั๊กแตนไม้ตัวเล็กๆ ช่างน่าเวทนานัก

หนึ่งกรงเล็บคมกริบเกราะตรึงแน่นอยู่บนแง่หิน ท่ามกลางสายลมกระโชกแรง ปีกของมันกลับไม่ขยับแม้สักนิด ดวงดาราบนท้องฟ้าเหนือทะเลทรายส่องแสงพริบพราว ดวงตาลึกลับคู่หนึ่งจ้องเขม็งไปที่ทั้งสามร่างรอบกองไฟเบื้องล่างนั้น แม้เสียงลมจะดังอื้ออึง แต่ทุกถ้อยคำสนทนาล้วนจดจำได้แม่นยำไม่มีตกหล่น

กว่าที่ไอมารจะก่อกำเนิดเป็นกายเนื้อต้องผ่านวันคืนอันยาวนาน การรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของไอมาร  เริ่มต้นเป็นเพียงความนึกคิดลอยละล่องจับต้องไม่ได้ สุดท้ายก็กลายเป็นกายเนื้อที่สัมผัสได้ เหยี่ยนหวู่ฟางจึงแตกต่างจากกายเนื้อธรรมดา แม้จะรอนแรมลำบากอยู่ในทะเลทรายที่อากาศแปรปรวนเกินกว่าจะคาดเดานานนับเดือน นางก็ยังคงเป็นโฉมสะคราญที่สุกสกาวราวจันทร์กระจ่าง ไม่มีร่องรอยความบอบช้ำหรือทรุดโทรมจากการเดินทางแม้สักนิด ในขณะที่เย่เจิ้นอีและชวี่หรูผิวหนังลอกออกไปชั้นแล้วชั้นเล่า ยิ่งตอนนี้ที่เจอแดดแรง ทั้งใบหน้าและผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าล้วนแดงก่ำเป็นรอยไหม้

ชวี่หรูที่นั่งส่องคันฉ่องถอนหายใจเสียงดังหลายครั้ง “อีกไกลเพียงใดกว่าจะข้ามทะเลทรายนี่ออกไปได้” ครั้นเห็นผิวที่ลอกหลุดออกมานางจึงดึงออกอย่างแรง สุดท้ายก็ลอกออกมาผืนใหญ่พร้อมความเจ็บแสบจนหน้าเบ้

ชายหนุ่มกางแผนที่ออกมาดู คำนวณระยะทางครู่หนึ่งจึงกล่าวตอบ “อีกแปดร้อยโยชน์ก็จะพ้นเขตทะเลทรายนี่แล้ว”

เหยี่ยนหวู่ฟางได้ยินระยะทางแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างกังวล ทะเลทรายกว้างใหญ่นี้ตอนกลางคืนก็นับว่าสงบเงียบและเย็นสบายดี แต่ทันทีที่ดวงอาทิตย์ส่องแสง คลื่นความร้อนก็จะแผดเผาทุกชีวิตอย่างโหดร้าย

เดินทางอยู่ในทะเลทรายนานนับเดือน น้ำที่นางเก็บสำรองไว้ในวงแหวนจินกังเฉวียนก็ถูกเอามาใช้จนใกล้จะหมดแล้ว ต่อให้เป็นกายเนื้อที่ถือกำเนิดจากไอมาร แต่ก็สามารถแห้งตายได้ถ้าไม่มีน้ำดื่ม

“ที่นี่ไม่แน่ว่าจะมีต้นชาจี๋[1] ผลไม้นั่นรสชาติดีทีเดียว ข้าเคยกินมาก่อน รสเปรี้ยวๆ หวานๆ” ทั้งสามหันมองหน้ากันแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมกัน ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

เย่เจิ้นอีพลันลุกขึ้น “ข้าจะออกไปหาเอง”

ทว่าที่ใดมีต้นชาจี๋ย่อมต้องมีงูหมิงเฉอ[2] อยู่ด้วย เย่เจิ้นอีเป็นเพียงคนธรรมคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีพลังวัตร หากเผชิญหน้ากันย่อมต้องกลายเป็นอาหารในจานของงูประหลาดเป็นแน่ หญิงสาวทั้งสองจึงไม่ยอมให้เขาไป สุดท้ายศิษย์อาจารย์ทั้งสามก็ทุ่มเถียงเพื่อแย่งกันไปหาผลไม้

พลันทั้งหมดก็หยุดชะงักแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงกระพือปีกดังของเหยี่ยวตัวใหญ่! ขณะที่มันโผบินผ่านทั้งสาม มันก็ทิ้งบางอย่างที่คาบไว้ในปากลงมาจนฝุ่นทรายคลุ้งตลบ หลังฝุ่นทรายจางหาย ทั้งสามก็ต้องอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น

ต้นชาจี๋ต้นใหญ่! ทั้งต้น! ผลเต็มแน่นทุกกิ่งก้าน!

มันปักตรงแน่นอยู่ในผืนทรายตรงหน้า! ราวกับเติบโตอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก!

ชวี่หรูกรีดร้องเสียงดังด้วยความดีใจ นางเดินวนรอบต้นชาจี๋ ‘เหยี่ยวประทาน’ ด้วยสีหน้าเบิกบานยิ่งนัก “อาจารย์! ดูสิ คนทำดีย่อมได้รับการตอบแทนที่ดี เหยี่ยวตัวนั้นต้องเคยได้รับความเมตตาจากอาจารย์มาก่อนแน่ ตอนนี้ถึงได้มาตอบแทนบุญคุณ”

แล้วค่ำคืนนี้ก็ผ่านไป... ท้องอิ่มด้วยผลชาจี๋ อบอุ่นด้วยกองไฟ สายลมราตรีพัดโชยพอให้เย็นสบาย ช่างเป็นสุขไม่น้อยเลย

เหยี่ยนหวู่ฟางครุ่นคิดอย่างหนัก หากไม่ไหวจริงๆ ก็จำต้องใช้งานสำเภาทรายลำนั้นแล้ว เดิมทีคิดจะทำหน้าที่คนถือของขวัญไปส่งและฉวยโอกาสสืบหาเบาะแสโรคร้ายเสียหน่อย นางจึงตั้งใจไว้ว่าจะไม่นำมาใช้เพราะจะเป็นการเสียมารยาท อย่างไรก็คือของขวัญที่ต้องนำไปส่งมอบ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแปรปรวนของอากาศที่โหดร้าย เกรงว่าศิษย์ทั้งสองจะฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหว เวลานี้การมีชีวิตรอดถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เรื่องมารยาทคงต้องเตะทิ้งไปก่อน!

หญิงสาวใช้ห่อผ้าสัมภาระต่างหมอน หลังจากคิดเรื่องการเดินทางทั้งไปและกลับจนตีกันวุ่นไปหมดในหัว นางก็หลับตาลงอย่างอ่อนล้า การเดินทางในทะเลทรายหนนี้บั่นทอนเรี่ยวแรงไม่น้อยเลย

ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับก็รู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ เหยี่ยนหวู่ฟางลืมตาตื่นทันที! ดวงตาแวววาวกวาดมองรอบตัวอย่างระวังก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ รอบด้านมีเพียงแสงจันทร์แสงดาวและลมทะเลทราย

แต่แล้วเหยี่ยนหวู่ฟางก็ต้องผุดลุกขึ้นนั่งทันที! ดวงตาคมจ้องเขม็งไปที่ผืนทราย ตอนนี้นางได้ยินเสียงผิดปกติชัดเจน มันดังมาจากใต้ผืนทราย ดังขึ้นทีละน้อยและกำลังใกล้เข้ามา! เช่นเดียวกับศิษย์ทั้งที่ลืมตาตื่นเพราะเสียงประหลาดนี้ พลันทั้งสามก็ยืนเกาะกลุ่มกันอย่างระวัง ดวงตาสามคู่จ้องผืนทรายเบื้องหน้าที่มีการเคลื่อนไหวของบางสิ่งอยู่เบื้องล่าง

ฟึ่บ!

หลังฝุ่นทรายหายตลบก็เห็นแมงป่องตัวมหึมาตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมา! และมันก็กำลังพุ่งตรงมาหาด้วยความรวดเร็ว!

แมงป่องตัวใหญ่ยาวขนาดเท่าร่างของผู้ใหญ่สองคนต่อกัน ปากอ้ากว้างเผยให้เห็นคมเขี้ยวคมกริบ ลิ้นที่แลบออกมาตวัดไปมาน่ากลัว มันเงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโตด้วยท่าทางประหลาด

ทันใดนั้นมันก็ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศด้วยสภาพตัวแข็งทื่อ แต่กลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส แล้วมันก็ร่วงตกกระแทกพื้นทรายเสียงดังลั่น แต่เพราะเห็นไอขาวขุ่นออกจากปากจึงดูออกว่ามัน ‘น่าจะ’ ยังมีชีวิต

เย่เจิ้นอีก้าวขึ้นหน้า กางแขนออกสองข้างคุ้มกันให้อาจารย์และศิษย์พี่อยู่เบื้องหลัง แต่ชวี่หรูกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว นางเอ่ยถามอย่างสงสัย “แมงป่องตัวนี้จะมามอบของวิเศษให้อาจารย์อีกหรือ?”

เหยี่ยนหวู่ฟางช่วยเหลือปีศาจและมารมากมายเกินกว่าจะนับได้ นางจึงเข้าใจความหมายที่ชวี่หรูถาม นางก้าวขึ้นหน้าแล้วตบบ่าชายหนุ่มพลางผลักเขาออกให้พ้นทางเบาๆ หญิงสาวเดินไปยืนมองสภาพแมงป่องตัวใหญ่อย่างพิจารณา พลังวิญญาณของเจ้าแมงป่องหมุนวนอยู่รอบตัวราวกับพายุลูกย่อมๆ ที่พลุ่งพล่าน  แสงอ่อนจางรอบนอกพลังวิญญาณเป็นสีเขียวคล้ำ

สำหรับสัตว์เลื้อยคลาน พลังวิญญาณสีฟ้าหมายถึงสุขภาพแข็งแรงดี ถ้าสีเขียวคือถูกธาตุไฟเข้าแทรกและกำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นปีศาจร้าย

หากกำลังจะก้าวสู่ความชั่วร้าย มาหาหมอวิเศษย่อมถูกต้องที่สุดแล้ว เพราะหมอวิเศษช่วยชำระล้างพลังวิญญาณให้กลับมาสะอาดบริสุทธิ์ได้

เหยี่ยนหวู่ฟางมองแมงป่องที่นอนอยู่บนพื้นทราย ลมหายใจของมันรวยริน หากชักช้าเสียเวลา เจ้าแมงป่องอาจจะแย่หนักกว่านี้ หญิงสาวหันไปสั่งให้ศิษย์ทั้งสองยืนคุ้มกันไว้ จากนั้นก็เดินไปนั่งสมาธิประสานมือร่ายเวทรักษาอยู่หน้าหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง

เมื่อเหยี่ยนหวู่ฟางเริ่มร่ายเวท พลังวิญญาณสีเขียวคล้ำบิดตัวเป็นเกลียวเป็นเหมือนเส้นบางๆ เส้นหนึ่ง นานราวธูปสองดอกผ่านไป พลังวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย แสงสีเขียวคล้ำค่อยกลายเป็นกระจ่างใสแล้วก็สว่างเจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นแสงสีฟ้าอ่อนโยน เหยี่ยนหวู่ฟางผ่อนลมหายใจเบาๆ จากนั้นก็ยกฝ่ามือขึ้นบังคับพลังวิญญาณที่ถูกชำระเป็นสีฟ้าแล้วลอยไปอยู่ตรงหน้าเจ้าแมงป่องตัวใหญ่ ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบอ้าปากแล้วแลบลิ้นออกมาตวัดกลืนพลังวิญญาณนั้นเข้าปาก

สำหรับหมอวิเศษแล้วลำบากเพียงแค่ยกมือ ทว่ากลับสามารถช่วยชีวิตหนึ่งไว้ได้

ทั้งสามคนมองดูเจ้าแมงป่องโคจรพลังเงียบๆ ไม่นานรูปร่างมันก็เปลี่ยนไปช้าๆ ผิวสีดำหม่นหมองกลายเป็นสีเงินแวววาว มันตัวสั่นสะท้านอย่างแรงครั้งหนึ่ง หางตวัดส่ายไปมา จากสัตว์เลื้อยคลานตัวหนึ่งก็กลายเป็นเด็กหนุ่มร่างผอมสูงผู้หนึ่งปรากฏขึ้น

เด็กหนุ่มมีเส้นผมสีเงินเป็นประกายสวย รอบตัวไม่มีกลิ่นอายป่าเถื่อนดุร้าย ท่าทีงามสง่า แต่เพราะยังฝึกตบะมายังไม่แก่กล้า ที่บริเวณหัวไหล่ผิวหนังจึงยังมีสภาพเป็นปล้องของแมงป่องอยู่ เขาประสานมือคำนับให้เหยี่ยนหวู่ฟางอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณท่านหมอวิเศษที่ช่วยชีวิต สองวันก่อนระหว่างฝึกจิต เพราะเสียสมาธิข้าจึงถูกไอมารเข้าร่าง โชคดีท่านหมอวิเศษผ่านมา ข้าจึงมีวาสนาได้มีชีวิตยืนยาวต่อไป บุญคุณยิ่งใหญ่นี้ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรจึงจะทดแทนได้หมด” พลันเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวครู่หนึ่ง ก็คิดเรื่องหนึ่งขึ้นได้

“คาดว่าตอนนี้น้ำที่พวกท่านเตรียมไว้คงใกล้จะหมดแล้ว จากตรงนี้มุ่งไปทางทิศใต้จะมีตาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย หากท่านหมอไม่รังเกียจ ข้ายินดีนำทางไป”

คนที่เดินทางอยู่กลางทะเลทราย ไม่มีผู้ใดปฏิเสธน้ำได้ ทว่าทะเลทรายเป็นหมื่นลี้พันโยชน์นี้ แห้งผากเสียจนต้นโร่วฉงหรง[3] ยังไม่รอด ไหนเลยจะมีตาน้ำพุได้!

แม้เหยี่ยนหวู่ฟางจะนึกสงสัย แต่หญิงสาวก็พยักหน้ายอมรับการตอบแทนบุญคุณนี้ จากนั้นทั้งสี่ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศใต้

ไปตาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย!

 

ภายใต้แสงจันทร์ บนพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาด้านทิศใต้ของภูเขาหินสูงตระหง่าน

เงาร่างสีดำลึกลับปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ที่มา เงาร่างนั้นเลิกชายแขนเสื้อขึ้นแล้วกำหมัดแน่น จากนั้นก็ชกลงไปที่พื้นหินเบื้องหน้าอย่างแรง! เกิดเป็นประกายแสงเจิดจ้าราวฟ้าแลบขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่ลำแสงนั้นจะแผ่กว้างออกไป แต่เพียงพริบตาแสงนั้นก็หายลงไปในผืนทรายรอบด้าน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงประหลาดดังจากรอบทิศทาง...

ทันใดนั้นตาน้ำใสสะอาดตาหนึ่งก็ผุดทะลักขึ้นมาจากรอยแยกของหิน!

เมื่อเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ เสื้อคลุมสีดำของร่างลึกลับก็กลายเป็นปีกพญาเหยี่ยวขนาดใหญ่ มันกู่ร้องเสียงแหลมครั้งหนึ่งก็บินทะยานขึ้นฟ้าแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงตาน้ำใสสะอาดเบื้องล่าง

เป็นเด็กหนุ่มร่างสูงผอมที่วิ่งนำมาก่อน พอเห็นตาน้ำใสเขาก็หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ แล้วหันไปบอกคนด้านหลัง “พวกท่านมาดูสิ! น้ำใสสะอาดถึงเพียงนี้ยังอุตส่าห์มีขี้เลนอีกแน่ะ” พูดออกไปแล้วก็พลันนึกได้ว่าน่าจะไม่ถูกต้องนัก เด็กหนุ่มจึงรีบพูดขึ้นมาใหม่ “ความหมายของข้าก็คือ ตาน้ำนี้บางครั้งก็ใสบางครั้งก็ขุ่น ที่ขุ่นก็เพราะตาน้ำกำลังขับสิ่งสกปรกออกมา รอไม่นานพวกท่านก็ดื่มกินได้แล้ว”

ชวี่หรูพอเห็นน้ำก็ดีใจจนตัวสั่น พลันนึกอยากอาบน้ำขึ้นมาทันที นางกะพริบตาปริบๆ มองเหยี่ยนหวู่ฟางอย่างอ้อนวอน “อาจารย์ ตอนนี้น้ำยังขุ่นอย่างไรก็กินไม่ได้ ข้าขอใช้น้ำนี้ลูบเนื้อลูบตัวสักหน่อยก่อนได้หรือไม่?”

เหยี่ยนหวู่ฟางมองดูครู่หนึ่งก็พยักหน้าอนุญาต จากนั้นทั้งสามก็ถอยห่างออกจากตาน้ำแล้วหันหลังให้อย่างมีมารยาท ถึงตอนนี้หญิงสาวก็ประสานมือให้เด็กหนุ่ม “ขอบคุณเจ้ามาก ข้ากำลังกลุ้มใจเพราะไม่รู้จะหาแหล่งน้ำได้จากที่ใดในทะเลทรายกว้างใหญ่โหดร้ายนี้ นับเป็นวาสนาจริงๆ ที่ได้พบเจ้า”

เด็กหนุ่มรีบโบกมือไปมาวุ่นวาย “ท่านหมอเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าแค่นำทางมาเท่านั้น เพียงเท่านี้ไม่อาจตอบแทนบุญคุณยิ่งใหญ่ที่ท่านหมอช่วยชีวิตข้าไว้ได้เลย จริงสิ นี่พวกท่านกำลังจะไปที่ไหนกันหรือ ไยจึงจากดินแดนซ่าถูมาไกลถึงเพียงนี้เล่า?”

เหยี่ยนหวู่ฟางไม่อยากตอบตามความจริง จึงกล่าวเลี่ยงไป “ข้าอยู่เมืองเทียนจี๋มานาน จึงอยากไปเปิดหูเปิดตาเรียนรู้จากดินแดนอื่นดูบ้าง”

เด็กหนุ่มพยักหน้าหลายครั้ง รอยยิ้มกว้างเต็มหน้า “ข้ารู้จักเมืองเทียนจี๋ รู้ว่าท่านหมอทำหน้าที่เฝ้าเจดีย์อยู่ที่นั่นมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว แม้ทะเลทรายแห่งนี้จะกว้างใหญ่แต่กลับส่งข่าวถึงกันรวดเร็วนัก ตั้งแต่ก้าวแรกที่ท่านหมอเหยียบผืนทราย เหล่าปีศาจก็กล่าวขานถึงท่านจนอื้ออึงไปทั่ว”

ที่ดึงดูดเหล่าปีศาจพวกนั้น นอกจากวิชาการแพทย์แล้ว ดูท่ายังคงมีชื่อเสียงของความงามอีกด้วยกระมัง! ตลอดทางที่ผ่านมาจึงมีสายตานับไม่ถ้วนคอยลอบมองอยู่ บนโลกใบนี้ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยขาดความอยากรู้อยากเห็นอยู่แล้ว

แม้แมงป่องจะเป็นสัตว์เลือดเย็น พื้นนิสัยดุร้าย แต่เมื่อกลายร่างเป็นคนกลับกลายเป็นคนที่มีน้ำใจยิ่งนัก เด็กหนุ่มเอ่ยต่ออย่างเป็นห่วง “ท่านหมอเพิ่งไปดินแดนฟั่นสิงซ่าถูครั้งแรกใช่หรือไม่ ที่นั่นไม่เหมือนเทียนจี๋หรอกนะ รู้หรือไม่ว่าท่านต้องระวังเรื่องใดบ้าง?”

พอเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าไปมา เด็กหนุ่มก็พูดต่อทันที

“พ้นจากทะเลทรายก็คือภูเขาเหล็กเถี่ยเหวยซาน ใต้ภูเขาเถี่ยเหวยซานก็คือแมลงจู้เที่ยฉงที่มีฟันคมเต็มปาก เจอเรื่องไม่ได้ดั่งใจก็จะใช้ฟันนั้นระบายความขัดใจ ท่านหมอต้องพกหญ้าต้งหมิงฉ่าว[4] ติดตัวไว้ตลอด แมลงนั่นกลัวหญ้าต้งหมิงฉ่าวมาก ข้ามเขาเถี่ยเหวยซานไปแล้วก็จะถึงเขตแดนเมี่ยวซ่าน ที่นั่นมีภูตผีปีศาจอยู่ทั่วทุกที่ มีปีศาจเขมือบฟ้าทุนเทียนด้วยนะ ชื่อของทุนเทียนท่านหมอรู้จักหรือไม่เล่า แม้แต่ตัวเถาเถี่ย[5] ยังต้องเรียกมันเป็นท่านปู่เลย ไม่ว่าท่านจะเป็นมนุษย์หรือเป็นบรรพชิต หากเจอทุนเทียนเข้าก็จบสิ้นแล้ว มันสามารถแปลงร่างเป็นคน คอยต้อนรับท่านเข้าพักอยู่ที่ปากประตูภพ ท่านหมอต้องมองให้ชัด ตรงหลังหูของผู้ต้อนรับนั่นใช่มีไฝหรือไม่ หากมี ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าตามเขาไปเด็ดขาด! เพราะประตูหน้าของโรงเตี๊ยมก็คือปากของปีศาจทุนเทียนที่แปลงกายมา ท่านเดินเข้าไปก็เท่ากับเดินตรงเข้าไปในท้องของมันแล้ว”

 

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] ต้นหนามทราย หรือต้นซีบัคธอร์น sea-buckthorn เป็นไม้พุ่มที่เติบโตได้ดีในแสงแดดและดินเค็ม

[2] สัตว์วิเศษในตำนาน มีลักษณะเป็นงูมีสี่ปีก เสียงร้องกังวานดั่งเสียงดนตรีเครื่องตีโบราณที่เรียกว่าชิ่ง ยามสัตว์วิเศษนี้ปรากฏหมายถึงมหันตภัยแล้งมาเยือน

[3] ต้น Cistanche deserticola Ma ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่าเน็กฉ่งย้งหรือโสมทะเลทราย เป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นได้ดีในสภาพอากาศร้อนแห้งทะเลทราย มีสรรพคุณบำรุงหยางในไต บำรุงเลือดและลำไส้

[4] ชื่อหญ้าเซียนในตำนาน มีแสงในตนเอง หักก้านออกมาจุดไฟจะสามารถส่องเห็นภูตผีได้

[5] สัตว์วิเศษตัวแทนแห่งความละโมบและตะกละ มีร่างเป็นแพะหน้าเป็นคน เขี้ยวราชสีห์ มือมนุษย์ บางตำนานกล่าวว่าเป็นหนึ่งในลูกหลานของชนเผ่าจิ่นหยุนที่เป็นชนเผ่าอมนุษย์โบราณ บางตำนานว่าเป็นหนึ่งในบุตรทั้งเก้าของมังกร

ท่านเจ้าเมืองเหยียนตูอายุกว่าหมื่นปี แต่ยังครองตัวเป็นโสดจนถึงวันนี้ (รีไรท์)

ลำพังแค่เรื่องราวในดินแดนฟั่นสิงซ่าถูนางก็ไม่เข้าใจมากนัก ยังมีปีศาจทุนเทียนที่ดุร้ายและนิสัยตะกละเพิ่มมาอีก

ถึงกระนั้นเหยี่ยนหวู่ฟางก็กล่าวขอบคุณในคำแนะนำ เด็กหนุ่มยิ้มใจกว้างอย่างไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่  “ไปต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยควรต้องหาคนคอยคุ้มกะลาหัวไว้ ท่านหมอรู้จักเมืองเหยียนตูหรือไม่ เมืองเหยียนตูเข้มแข็งมากที่สุดในดินแดนฟั่นสิงซ่าถูเลยเชียว ท่านหมอไปหาท่านเจ้าเมืองสิ เจ้าเมืองเหยียนตูเป็นคนดีมีคุณธรรมมากๆ ขอเพียงท่านเอ่ยปากขอร้อง เขาย่อมต้องยินดีให้ความคุ้มครองท่านหมอแน่”

เจ้าเมืองเหยียนตูเป็นคนดีอีกแล้ว!

ทำไมจึงได้ตรงข้ามกับคำร่ำลือของดินแดนซ่าถูนักเล่า!

ทว่าเหยี่ยนหวู่ฟางก็มิได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเด็กหนุ่มให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียน้ำใจ “เมื่อไปถึงดินแดนฟั่นสิงซ่าถู ข้าจะหาโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะท่านเจ้าเมืองสักครั้งก็แล้วกัน”

สีหน้าเด็กหนุ่มเบิกบานคล้ายสมใจบางอย่าง ท่าทีกระตือรือร้นขึ้นหลายส่วน

“ควรไป! ควรไป! เจ้าเมืองเหยียนตูอายุกว่าหมื่นปี แต่ยังครองตัวเป็นโสดจนถึงวันนี้ อันที่จริงต้องบอกว่าท่านมอบความรักสุดหัวใจให้คู่หมั้นไปแล้ว ช่างเป็นบุรุษที่มีใจรักมั่นจริงๆ เลยเชียว”

เย่เจิ้นอีที่นิ่งเงียบมาตั้งแต่ต้น จู่ๆ ก็เอ่ยขัดขึ้นเสียงแข็ง “จากทะเลทรายแห่งนี้ไปถึงดินแดนฟั่นสิงซ่าถูมีภูเขาเหล็กเถี่ยเหวยซานคั่น ข้ามเขาแล้วก็ต้องเดินทางผ่านเขตแดนเมี่ยวซ่านไปทางตะวันตกเฉียงเหนืออีกสองพันโยชน์ ระยะทางห่างไกลเพียงนี้ เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องของเจ้าเมืองเหยียนตูละเอียดนัก!”

แมงป่องหนุ่มน้อยหันมองชายหนุ่มด้วยดวงตากลมโตเป็นประกายไม่สบอารมณ์ น้ำเสียงไม่นอบน้อมเหมือนอย่างที่กล่าวกับเหยี่ยนหวู่ฟางเลยสักนิด!

“ท่านหมอวิเศษมีบุญคุณยิ่งใหญ่ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเพียงบอกเล่าเรื่องราวในดินแดนที่ท่านหมอไม่คุ้นเคยให้ทราบ แล้วจะทำไม! ข้าเป็นแมงป่อง ทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านมีที่ใดไปไม่ได้บ้าง! เมืองเหยียนตูอาจจะไกลโพ้นสำหรับเจ้า แต่ข้าใช้เวลาสามวันก็ไปกลับได้หนึ่งรอบแล้ว ข้าไม่ได้เป็นคนธรรมดาไร้ความสามารถอย่างเจ้า! ช่วยอะไรก็ไม่ได้ซ้ำยังเป็นตัวภาระให้ท่านหมอกับวิหคชวี่หรูคอยดูแล เป็นตัวถ่วง! นานนับเดือนแล้วยังข้ามทะเลทรายออกไปไม่ได้อีก เสียเวลาชะมัด!”

พอเห็นแมงป่องหนุ่มน้อยมีท่าทีไม่พอใจ เหยี่ยนหวู่ฟางจึงหันไปเร่งชวี่หรูให้รีบอาบน้ำและเติมน้ำใส่ถุงหนังให้เต็ม พลางคอยระวังไม่ให้แมงป่องหนุ่มน้อยจัดการเย่เจิ้นอีเป็นอาหารไปเสียก่อน เพราะอย่างไรปีศาจก็มิใช่มนุษย์ ยามไม่พอใจก็เปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน

ครั้นชวี่หรูตามมาสมทบ หญิงสาวก็หยิบสำเภาทรายออกมา พอสัมผัสถูกสายลมทะเลทราย สำเภาทรายก็ขยายตัวใหญ่หมื่นเท่า นางไล่ให้ลูกศิษย์ทั้งสองรีบขึ้นเรือไป จากนั้นก็หันมากล่าวลาเด็กหนุ่มและเตือนให้เขาระวังในการฝึกตบะครั้งต่อไป เมื่อเหยี่ยนหวู่ฟางก้าวขึ้นเรือ นางก็รีบร่ายเวท พลันใบเรือก็คลี่กางแล้วเรือก็แล่นจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้แมงป่องหนุ่มมองตามอย่างนึกเสียดาย

“ไปกันแล้วรึ” เพียงสำเภาทรายลับสายตา เสียงทุ้มกังวานเสียงหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้น

เด็กหนุ่มยักไหล่พลางเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “ต้องโทษเจ้ามนุษย์ปากเสียแซ่เย่! ขัดคอดีนัก! มิเช่นนั้นนายหญิงก็คงรอจนฟ้าสางแล้วจึงค่อยเดินทางจากไป”

“ไม่ใช่เจ้ามนุษย์นั่นขัดคอหรอก เป็นเจ้าต่างหากที่พูดมาก!” เสียงทุ้มตำหนิ

เด็กหนุ่มหน้ายู่ฉับพลัน “ข้าช่วยพูดเพื่อสร้างความประทับใจที่ดีให้นายหญิงต่างหากเล่า! วันหน้าพอนายหญิงได้พบท่านประมุขก็จะได้โถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดท่านทันที แต่น่าเสียดาย นายหญิงจากไปเสียแล้ว หากอยู่ต่ออีกสักหน่อย ข้าจะได้พูดเรื่องน่าสนใจของท่านประมุขให้ฟังมากๆ นางจะได้เข้าใจเจ้านายของเรามากขึ้น”

พลันอากาศรอบตัวก็เย็นเยียบ “ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีแมงป่องตัวใดฝึกตบะสำเร็จจนถึงขั้นสุดท้ายเลย เจ้ารู้หรือไม่เพราะเหตุใด?”

สีหน้าเด็กหนุ่มงุนงง “ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ท่านรู้เหตุผลแท้จริงด้วยหรือ?”

“เพราะแมงป่องไม่ชอบใส่เสื้อผ้า ลิ้นยาว ปากมาก จึงมักพูดจาล่วงเกินผู้ที่ไม่อาจล่วงเกิน สุดท้ายก็ถูกดึงลิ้น สัตว์เลื้อยคลานพอไม่มีลิ้น เกิดชาติภพใหม่ก็จะกลายเป็นตัวทาก น้ำลายไหลนองท่วมพื้นและไม่สามารถพูดได้อีกเลยแม้แต่คำเดียว!”

“...”

 

สำเภาทรายแล่นอยู่บนเนินทราย ยามมีลมวันเดียวเดินทางได้เป็นพันลี้ ยามไร้ลมก็ยากจะพูดถึง

วันหนึ่งสามารถไปได้ไกลสามโยชน์ห้าโยชน์ก็มิใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยังห่างจากภูเขาเถี่ยเหวยซานราวห้าร้อยโยชน์ ด้วยความเร็วไม่แน่นอนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะออกจากทะเลทรายได้ บางวันถ้าไม่มีลมก็ใช้วิธีเล็งใบเรือไว้ให้แม่นแล้วเป่าลมเวทใส่สักสองครั้ง สำเภาทรายก็จะแล่นฉิว แต่ปัญหาคือฝุ่นทรายจะฟุ้งตลบจนมองรอบตัวไม่เห็น รอจนฝุ่นหายตลบก็เป่าลมเวทอีกสักสองครั้ง วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ ช่างน่าเหนื่อยใจดีแท้

เหยี่ยนหวู่ฟางนั่งอยู่ใต้ท้องเรืออย่างสงบ ใบหน้างดงามล้ำเลิศ ผิวพรรณขาวสะอาด คิ้วคางพริ้มเพรา ปีศาจสาวบนเขาหยินซานมากมายมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรก็เพื่อจะแปลงร่างเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุด แต่ก็ไม่เคยมีปีศาจตนใดสามารถมีใบหน้าที่งามได้เพียงเสี้ยวของเหยี่ยนหวู่ฟาง ปีศาจไอมารเมื่อถือกำเนิดขึ้นมาจะมีเพียงสองประเภท หากไม่ใช่ใบหน้าอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว ก็จะงามล้ำพิลาศลักษณ์เกินบรรยาย แม้แต่พระอรหันต์ยังต้องยอมสยบต่อความงดงามเป็นหนึ่งนี้

เรียกว่ายาพิษเคลือบน้ำผึ้ง!

นับเป็นไอสังหารที่เย้ายวนน่าหลงใหลทว่าร้ายกาจจนไม่อาจฝืนต้านได้ ดังนั้นความเป็นความตายล้วนอยู่ในกำมือของปีศาจไอมารเพราะสามารถเอาชีวิตผู้คนได้ทุกเมื่อ!

นี่คือธรรมชาติแต่กำเนิดของปีศาจไอมาร สามารถดูดกลืนวิญญาณและกลืนกินกายเนื้อได้ หลายครั้งปีศาจไอมารก็มิได้แตกต่างจากยักษ์อสูรหลัวซานัก ทว่าปีศาจไอมารที่ได้รับการเทศนาสั่งสอนจนกลายเป็นปีศาจสาวที่มีความงดงามเย้ายวนแต่มีจิตใจเปี่ยมคุณธรรมยิ่งใหญ่ ช่างเป็นปีศาจที่หาได้ยากยิ่งแล้ว

วันใดที่สายลมแห่งทะเลทรายกระโชกแรง ท่านประมุขผู้ลึกลับจะแปลงร่างเป็นผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่ง บินมาเกาะอยู่ที่หน้าต่างเรือ แอบฟังนักเดินทางทั้งสามพูดคุยกัน เสียงของโฉมสะคราญช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน

ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจเหยี่ยนหวู่ฟางจึงรู้สึกมีอคติต่อเจ้าเมืองเหยียนตูผู้ที่ยังไม่เคยพบหน้าผู้นี้นัก เพราะโรคประหลาดมีแหล่งแพร่เชื้อมาจากเขาหยินซานงั้นหรือ... ทั้งที่หากไตร่ตรองให้ดีก็ไม่อาจกล่าวโทษเจ้าเมืองผู้นั้นได้เต็มปากนัก ดินแดนฟั่นสิงซ่าถูมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีภูตผีปีศาจอาศัยอยู่มากมายเกินจะนับไหว ต่อให้ท่านเจ้าเมืองแยกร่างเป็นพันเป็นหมื่น ก็มิอาจดูแลทุกเรื่องในดินแดนนี้ได้หมด

เวลานี้สำเภาทรายจอดหลบลมแรงและหยุดพักอยู่ด้านหลังเนินสูงแห่งหนึ่ง ส่วนท่านประมุขผู้ลึกลับก็ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ แสงตะวันร้อนแรงจนเขาตาพร่า เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ก็ไม่ช่วยอะไรเลย มีแต่ทำให้ร้อนมากขึ้นเพราะสีดำดูดซับไอร้อนดีนักแล

ทว่าแม้จะใช้ประโยชน์ไม่ได้มากนัก ซ้ำยังมีฝุ่นทรายเกาะเต็ม เขาก็เพียงตบๆ นิดหน่อยแล้วก็ทนสวมต่อ ก็เสื้อคลุมตัวนี้อยู่กับเขามาหมื่นปีแล้วนี่นา

พูดง่ายๆ ก็คือ ตลอดหมื่นปีเขามีเสื้อผ้าอยู่แค่ชุดเดียว!

ชวี่หรูนอนกางขาเหยียดแขนเต็มที่อยู่บนพื้นกระดานเรือ ดวงตาจับจ้องไปที่ยอดไม้สูงลิบ

คนด้านบนขยับตัวอย่างระวัง จ้องกันไปจ้องกันมาอยู่ครู่หนึ่งจึงมั่นใจว่าชวี่หรูเพียงมองมาที่จุดเดิมอย่างเหม่อลอย นางมิได้เห็นเขา

“อาจารย์ เขาเถี่ยเหวยซานอยู่เบื้องหน้า แสดงว่าเราใกล้จะออกจากทะเลทรายนี้ได้แล้ว แต่จะไปหาหญ้าต้งหมิงฉ่าวจากที่ใดมาใช้รับมือเจ้าแมลงร้ายจู้เที่ยฉงกันล่ะ?”

บุรุษในชุดคลุมสีดำดึงต้นหญ้าสีเขียวสดที่กลัดอยู่ตรงอกเสื้อขึ้นมา มันคือหญ้าต้งหมิงฉ่าวที่เปล่งแสงได้ ตอนกลางวันจะมองไม่เห็นแสงของมันแต่ในตอนกลางคืนจะสว่างชัดราวไฟจากคบเพลิง สามารถใช้ส่องดูภูตผีได้ รอให้ฟ้ามืดก่อนแล้วกัน เขาจะเลือกทำเลดีๆ แล้วโยนหญ้านี้ลงไป พอนางเก็บได้จะต้องดีใจมากเป็นแน่

ทว่าเหยี่ยนหวู่ฟางกลับตอบชวี่หรูด้วยน้ำเสียงไร้ความกังวล “อีกสองวันก็ถึงวันขึ้นสิบห้าค่ำ พวกเราคงข้ามทะเลทรายนี้ออกไปถึงภูเขาเหล็กเถี่ยเหวยซานแล้ว ถึงตอนนั้นต้องมีพวกปีศาจมาขอให้ข้าช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยแน่ ข้าจะขอแลกเปลี่ยนหญ้าต้งหมิงฉ่าวเป็นค่ารักษา น่าจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น”

ศิษย์หนุ่มที่เงียบงันมาตลอด รินน้ำใส่ถ้วยยื่นส่งให้ ตอนนี้ผมเขาเริ่มขึ้นบ้างแล้ว ไม่เหลือสภาพของบรรพชิตอีก เมื่อพิจารณาใบหน้าเขาอย่างละเอียดก็พบว่าที่หว่างคิ้วมีสัญลักษณ์ของคบเพลิงแห่งสงคราม ดวงตาแวววาวเป็นประกายคมกล้าในบางครั้ง

ดูท่าศิษย์หนุ่มผู้นี้จะมีที่มาไม่ธรรมดา รวมถึงมีสติปัญญาและความสามารถไม่ธรรมดาด้วย

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในทะเลทรายแห่งนี้ เย่เจิ้นอีก็เป็นคนนำทางมาตลอด เขาชี้นำเส้นทางสู่ภูเขาเหล็กเถี่ยเหวยซานได้อย่างแน่วแน่ ไม่เคยพลัดหลงแม้สักครั้ง คนที่มีสติปัญญาเฉียบคมเช่นนี้เหตุใดจึงยอมคำนับนางเป็นอาจารย์ ช่างเปลืองแรงในการขบคิดเหลือเกิน เอาเถอะ อย่างไรนางก็ตั้งใจแล้วว่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีต่อศิษย์ สอนวิชาการแพทย์ให้เขาและจะช่วยจัดการแมวปีศาจเมาพี

บุรุษในชุดคลุมสีดำกระโดดลงจากยอดไม้อย่างไร้เสียง ทิ้งเพียงรอยเท้าจางๆ บนผืนทราย จากนั้นก็เดินจากไปอย่างเดียวดาย แผ่นหลังกว้างของเขาไม่อาจซ่อนเร้นความเงียบเหงาเอาไว้ได้

สุดท้ายหญ้าต้งหมิงฉ่าวก็ถูก ‘จัดวาง’ ไว้บนเส้นทางเพื่อให้ถูกพบ ‘โดยบังเอิญ’ เป็นชวี่หรูที่กรีดร้องด้วยความดีใจเสียงดัง นางเอาแต่พร่ำพูดไม่หยุดว่า ทำดีฟ้าดินต้องเห็นและย่อมต้องได้รับผลตอบแทนที่ดี ท่านประมุขได้ยินก็หัวเราะอย่างนึกขัน

โลกนี้ไฉนเลยจะมีการตอบแทนที่ดีถึงเพียงนั้น

แต่การได้เห็นโฉมสะคราญดีใจก็ดียิ่งกว่า จำได้ว่าก่อนหน้านี้นานแสนนานเขาก็เคยผ่านการหมั้นหมาย แม้จะไม่เคยพบหน้าคู่หมั้นสักครั้งแต่เขาก็ปักใจอยู่แต่กับนาง น่าเสียดายที่ต่อมาคู่หมั้นดันหนีไปกับคนอื่น วันที่รู้เรื่อง จอกแก้วในมือเขาหลุดร่วงตกพื้นแตกกระจายเป็นผุยผง แต่ก็ยังไม่แหลกละเอียดเท่าหัวใจเขา! มีคำกล่าวว่าในสามภพ มารเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้งเป็นที่สุด แต่วันใดที่มนุษย์มีจิตใจชั่วร้ายกลับกลอก

มนุษย์จะร้ายกาจยิ่งกว่าปีศาจทุกตัว!

น้ำตาโลหิตคือสิ่งที่ได้จากบทเรียนครั้งนั้น!

 

ในที่สุดก็หลุดพ้นจากทะเลทรายออกมาได้

เขาเถี่ยเหวยซานอยู่เหนือทะเลเสียนไห่ มองจากที่ไกลๆ เห็นเป็นเงาสีดำทะมึน บังฟ้าบังตะวัน ภูเขานี้ชื่อสมตัวนัก เหมือนก้อนโลหะขนาดมหึมาก้อนใหญ่ มีชะง่อนผาอันตรายสูงลิบ เป็นภูเขาที่ไร้ต้นไม้ ไม่มีแม้แต่หญ้าสักต้น!

เวลาที่เจ้าเมืองเหยียนตูจะมาที่นี่ก็ขี่เมฆตรงมาได้เลย ใช้เวลาไม่นานและไม่เคยต้องย่ำเดินทีละก้าว! เช่นเดียวกับเหยี่ยนหวู่ฟางและชวี่หรู หากไม่มีเย่เจิ้นอีที่เป็นมนุษย์ธรรมดาและเป็นตัวภาระ พวกนางทั้งสองใช้เวลาเพียงสองวันก็ข้ามเขาได้แล้ว!

ทั้งสามจ้างเรือลำหนึ่ง คนเรืออยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำปิดบังใบหน้ามิดชิด นอกจากบังคับเรือแล้วก็ไม่ทำอย่างอื่นและไม่ชวนคุย!

เรือล่องไปในทะเลเสียนไห่หลายวัน ในที่สุดก็มาถึงเส้นแบ่งเขตของทะเลเสียนไห่ ที่ครึ่งหนึ่งเป็นสีฟ้าใส อีกครึ่งเป็นน้ำสีดำสนิท

โลกแห่งความมืดมิด โลกของเขา

แน่นอนว่าดินแดนฟั่นสิงซ่าถูก็แบ่งแยกเป็นกลางวันกลางคืนเช่นกัน เวลากลางวันจะมืดครึ้มเหมือนมีเมฆฝนสีดำทะมึนปกคลุม ส่วนตอนกลางคืนก็ไร้แสงจันทร์ ทว่ายังมีดวงดาราส่องแสงระยิบระยับ ดินแดนฟั่นสิงซ่าถูถูกแยกออกไปอยู่นอกเขาเถี่ยเหวยซานและอยู่ในแดนมนุษย์ นอกจากจะขาดกลิ่นอายบ้านเรือนและผู้อยู่อาศัยไปบ้าง อย่างอื่นไม่ว่าสิ่งใดล้วนไม่ขาดแคลนทั้งนั้น

คลื่นระลอกหนึ่งซัดกระแทกเข้ามา ทำเอาเสื้อคลุมสีดำเปียกน้ำจนชื้น คนเรือต้องปาดน้ำที่กระเซ็นมาโดนใบหน้าออก เขาหันมองผู้โดยสารเพียงแวบหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมีเพียงแสงจากต้นหญ้าต้งหมิงฉ่าวเท่านั้น พวกเขาแขวนห้อยหญ้าพิเศษนี้ไว้บนเสากระโดงเรือ คลื่นลมแรงก็ไม่อาจดับแสงจากต้นหญ้านี้ได้

หลังคลื่นลูกใหญ่หลายลูกผ่านไป ทะเลก็ค่อยกลับคืนสู่ความสงบ ผู้โดยสารถึงถอนหายใจโล่งอก เหยี่ยนหวู่ฟางกล่าวอย่างเป็นกังวล “ทะเลหวู่เลี่ยงไห่ไม่เคยมีคลื่นแรงเช่นนี้เลย ทะเลเสียนไห่ช่างน่ากลัวนัก”

ไม่ต้องหวาดกลัวไป หากเรือคว่ำก็ยังมีเขาอยู่ตรงนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้นางจมน้ำตายเด็ดขาด!

ขณะที่คนเรือลึกลับคิดอยู่ในใจเงียบๆ เย่เจิ้นอีก็พลันเอ่ยขึ้น “นอกดินแดนชมพูทวีปแล้วยังมีเก้าบรรพต แปดมหรรณพ[1] ทะเลเสียนไห่เป็นมหรรณพที่แปด ไม่เหมือนกับเจ็ดมหรรณพที่เหลือที่สั่งสมไปด้วยน้ำทิพย์แห่งคุณความดี ที่นี่เป็นน้ำเค็ม ไม่มีเทพองค์ใดคุ้มครอง ดังนั้นคลื่นลมจึงกระโชกแรงอยู่สักหน่อย” เขาหัวเราะให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน “อาจารย์วางใจ ผ่านน่านน้ำช่วงนี้ไปก็จะถึงเขตดินแดนฟั่นสิงแล้ว เล่ากันว่าพระอรหันต์องค์หนึ่งเคยทิ้งไม้เท้าไว้เพื่อสยบทะเลคลั่ง”

ชวี่หรูหันมองชายหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกายเลื่อมใส “ศิษย์น้องช่างรอบรู้จริงๆ นี่คือความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากเขาเฮ่อหมิงซานงั้นหรือ?”

เจ้านกไม่เอาไหน! เรื่องแค่นี้น่าชื่นชมนักหรือไง

ในเมื่อชมชอบว่ามันเก่งนักก็จับมันเอาไว้ให้มั่น! อย่าปล่อยให้มันพูดมากอวดรู้อย่างนี้สิ!

น่ารังเกียจนัก

เหยี่ยนหวู่ฟางก็ชื่นชมศิษย์ผู้นี้เช่นกัน ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดากลับมีความรู้กว้างขวางเพียงนี้ ไม่ธรรมดาเลย นางอมยิ้มด้วยสีหน้าพึงพอใจ แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มมุมปาก แต่คนเรือลึกลับก็เหลือบเห็นพอดี ทำให้เขาขยับตัวไปมาอย่างหงุดหงิดและไม่พอใจ!

เรือแล่นอ้อมผ่านเชิงเขาเถี่ยเหวยซานเพื่อเลี่ยงหินโสโครกใต้ท้องทะเลมืดมิดที่มองไม่เห็น พลันชวี่หรูก็สังเกตเห็นว่าใต้หมอกหนาขุ่นเบื้องหน้านั้นมีจุดสีขาวเล็กๆ กำลังโปรยปรายลงสู่ผิวน้ำช้าๆ นางเพ่งออกอยู่ครู่หนึ่งก็ตะโกนเรียกคนเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “อาจารย์! รีบมาดูเร็ว หิมะตกแล้ว!”

เหยี่ยนหวู่ฟางเดินออกจากห้องโดยสารมาตามเสียงเรียก นางมอง ‘หิมะตก’ ของชวี่หรูเพียงแวบเดียวก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเป็นกังวลหนักหน่วงขึ้นทันที เช่นเดียวกับคนเรือลึกลับที่มอง ‘หิมะตก’ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

นั่นไม่ใช่หิมะ! แต่มันคือแมลงจู้เที่ยฉงฝูงใหญ่!

แมลงชนิดนี้กระทั่งเหล็กกล้าชั้นดีก็ยังกัดกินได้สบาย เรือไม้ลำนี้จึงไม่ต่างจากขนมเคี้ยวเล่นเท่านั้น!

แมลงจู้เที่ยฉงนี้มีรูปร่างหลอกตาผู้พบเห็น เพราะมันเป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ที่มีสีขาวโปร่งใสตลอดทั้งตัว มองแล้วรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ไร้พิษสง แต่ทันทีที่มันอ้าปากกว้างอวดฟันคมกริบสีดำที่อัดแน่นเต็มปากก็ทำให้คนมองรู้สึกหวาดหวั่นขวัญกระเจิงได้!

คนเรือลึกลับหรือก็คือท่านประมุข กำลังก่นด่าตนเองในใจอย่างดุเดือด

เขาคำนวณพลาด!

ช่วงเวลานี้นับเป็นฤดูผสมพันธุ์ของแมลงจู้เที่ยฉง เป็นช่วงเวลาที่พวกมันจะมารวมตัวกันจากทั่วทุกสารทิศยาวนานถึงครึ่งเดือนเพื่อจับคู่

แย่จริง... แมลงจู้เที่ยฉงตรงหน้ามีนับพันนับหมื่นตัว แต่เขามีหญ้าต้งหมิงฉ่าวเพียงต้นเดียว!

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] ความเชื่อเรื่องจักรวาลของอินเดียโบราณ เก้าบรรพต ประกอบด้วยเขาพระสุเมรุ (ซูหมี่ชาน) อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยภูเขาเป็นชั้นๆ รวมเจ็ดชั้นหรือก็คือสัตตบริภัณฑ์และจักรวาลบรรพตอีกหนึ่งเขากั้นขอบจักรวาล ส่วนแปดมหรรณพ ประกอบด้วยมหานทีใน คือมหานทีสีทันดรเจ็ดแห่งที่เป็นน้ำทิพย์ ล้อมสลับกับสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ดเป็นวงล้อ และมหานทีนอก คือมหาสมุทรน้ำเค็ม

มีไร! มีไร! มีไร! พูดซ้ำๆ อยู่ได้! (รีไรท์)

ขณะที่จอมมารไป๋จุ่นกำลังเคร่งเครียดหนัก แต่โฉมสะคราญกลับยืนอย่างสง่างามอยู่ที่กราบเรือ!

เหยี่ยนหวู่ฟางยืนเผชิญหน้ากับฝูงแมลงร้ายอย่างสงบ ลมทะเลที่พัดแรงทำให้ผมยาวสลวยสยายพลิ้ว ชายแขนเสื้อกว้างสะบัดแรงเผยให้เห็นลำแขนเรียวราวรูปสลัก ที่ข้อมือมีกำไลจินกังเฉวียน กำไลหรือวงแหวนที่พระโพธิสัตว์เหลียนชือมอบให้ ไป๋จุ่นจ้องมองกำไลวงนั้นด้วยดวงตาขุ่นขวาง

อย่างไรเหลียนชือก็คือบุรุษ มอบกำไลให้ผู้หญิงจะดีหรือ เอาใจโฉมงามเกินไปไหม!

เวลานี้กำไลวิเศษกำลังส่องแสงเจิดจ้าบาดตา ยิ่งขับเน้นให้หญิงสาวผู้สวมกำไลงดงามล้ำเลิศจนเขาเริ่มนึกสงสัยว่าภาพวาดของสาวงามในแดนมนุษย์มีต้นแบบมาจากหญิงสาวตรงหน้านี้ใช่หรือไม่ เพราะคล้ายกันจนถึงกระดูกแล้ว!

แมลงจู้เที่ยฉงถูกแสงบาดตาจากกำไลทำให้แตกตื่นตกใจ พวกมันกระจายตัวหนีแสงออกไป ทว่าดวงตาเล็กยิ่งกว่าเม็ดถั่วจับจ้องเรือไม้เขม็ง ทุกตัวต่างจ้องรอจังหวะเข้าจู่โจม

เรือแล่นเข้าหาฝูงแมลงร้ายช้าๆ อย่างไม่หวั่น บนเสากระโดงเรือมีหญ้าต้งหมิงฉ่าวหนึ่งต้นห้อยอยู่ ทว่าพลังแสงจากหญ้าต้นเดียวย่อมไม่อาจต้านแมลงทั้งฝูงได้ มีเพียงแมลงจู้เที่ยฉงบางตัวที่บินเข้ามาอย่างโง่เง่าแล้วก็ถูกแสงจากต้นหญ้าต้งหมิงฉ่าวเผาให้กลายเป็นฝุ่นผงกลางอากาศอย่างรวดเร็ว!

อย่างไรแมลงนี้เหล่านี้ก็คือแมลงตัวร้าย หากไม่ลงมือกำจัดมันก่อน เปิดโอกาสให้มันเข้ารุมแทะกัดทึ้งเรือได้ เรือลำนี้จะไม่เหลือแม้แต่เศษซากไม้!

ชั่วขณะที่ไป๋จุ่นกำลังดึงชายแขนเสื้อขึ้นเพื่อเตรียมลงมือจัดการฝูงแมลงร้ายตรงหน้า ทว่าชายแขนเสื้อยังไม่ทันพ้นข้อมือ ก็มีลูกไฟประหลาดพุ่งลงมาจากท้องฟ้ามืดมิดเบื้องบน ลูกไฟลูกเดียวก็สามารถเผาแมลงร้ายได้กลุ่มใหญ่

ไป๋จุ่นเงยหน้ามองลูกไฟที่ตกลงมาราวห่าฝน ส่องแสงเจิดจ้าไปครึ่งฟ้า แรงตกกระแทกทำให้ทะเลเสียนไห่เกิดระลอกคลื่นลูกใหญ่พัดเข้าใส่เรือจนเรือโคลงไปมาอย่างน่ากลัว ซ้ำยังมีเสียงลูกไฟระเบิดดังอื้ออึงรอบด้าน ทว่าโฉมสะคราญกลับยืนมั่นคงอยู่ที่กราบเรือ สองแขนยกสูงด้วยท่วงท่าพลิ้วไหวน่ามอง ฝ่ามือเล็กนั้นกำลังควบคุมพายุลูกไฟให้ตกลงมาไม่หยุด!

เป็นเหยี่ยนหวู่ฟางที่ร่ายเวทเรียกไฟพสุธาลงมาเผาทำลายฝูงแมลงร้ายจนหมดสิ้น

อย่างไรหญิงสาวก็ถือกำเนิดจากไอมาร ยามที่จำเป็นต้องฆ่า นางก็สามารถลงมือได้อย่างเด็ดขาดไร้ความลังเล!

ไป๋จุ่นมองหญิงสาวนิ่ง ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียดลง เขาก้าวถอยหลบไปยืนด้านข้างเพื่อไม่ให้เกะกะ เวลานี้จึงเพียงเสียงของชวี่หรูที่กรีดร้องไม่หยุด

“อาจารย์! พวกมันบินมาทางนี้แล้ว! ทางนั้นด้วย นั่นๆๆ ตรงนั้นด้วย! ท่านเร่งมือหน่อยสิ! นั่นมันบินมาจากตรงโน้นแล้ว! อาจ๊านนนนนน!!”

ขณะที่ชวี่หรูร้องเสียงแหลมพลางหันมองซ้ายขวาอย่างหวาดกลัว แต่เย่เจิ้นอีกลับมองผู้เป็นอาจารย์ด้วยแววตาสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “เหตุใดอาจารย์ถึงรู้ว่าไฟพสุธาสามารถฆ่าแมลงนี้ได้”

เหยี่ยนหวู่ฟางลดแขนลง พลางปัดแขนเสื้อสองข้างเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบ “ข้าไม่มีของวิเศษก็เลยลองเรียกไฟพสุธาดู ไม่คิดว่าจะได้ผล”

ฝูงแมลงร้ายถ้าไม่ถูกเผาตายก็บินหนีหายหัวเอาตัวรอดไปหมด ทว่าก็ยังเหลือกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่กลัวตาย มันบินพุ่งตรงมาแล้วอ้าปากกัดกินลำเรืออย่างบ้าคลั่ง เหมือนตั้งใจจะจมเรือลงให้ได้ ชวี่หรูต้องถือหญ้าต้งหมิงฉ่าวไล่ส่อง ไล่เผาพวกมันอย่างเอาเป็นเอาตาย โชคยังดีที่เรือแล่นถึงฝั่งได้ก่อนที่เรือจะกลายเป็นเศษไม้

ไป๋จุ่นแอบถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอกที่ผ่านพ้นเหตุการณ์อันตรายมาได้ แต่แล้วก็ต้องรีบกลั้นลมหายใจไว้เมื่อเหยี่ยนหวู่ฟางหันมาจ้องมองเขาเขม็งอย่างจับสังเกต ทว่าเพียงครู่เดียวหญิงสาวก็เบือนหน้ากลับไปก่อนจะพึมพำเสียงเบา “เหมือนที่เจ้าของเรือพูดไว้จริงๆ มีไปไม่มีกลับ”

“เราจ่ายค่าจ้างเขาไปก็พอแล้ว เขาทำการค้า ย่อมไม่ยอมให้ตัวเองขาดทุนหรอกขอรับ” เย่เจิ้นอีดึงห่อผ้าสัมภาระในมือเหยี่ยนหวู่ฟางมาถือไว้เอง

คนเรือลึกลับยืนมองผู้โดยสารทั้งสามมุ่งหน้าสู่บานประตูขนาดมหึมาด้วยความพึงพอใจ ประตูบานใหญ่นั้นก็คือเขตแดนเมี่ยวซ่านที่แบ่งแยกดินแดนฟั่นสิงซ่าถูและทะเลเสียนไห่ออกจากกัน เมื่อก้าวผ่านประตูนั้นไปก็ถือว่าได้เข้าสู่โลกของปีศาจอย่างแท้จริง

ทันใดนั้นเด็กหนุ่มแมงป่องก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกาย มันทำเสียงจึ๊กจั๊กอย่างขัดใจ “ทำไมท่านไม่แสดงตัวกับแม่นางเหยี่ยนเล่า! จะได้สานสัมพันธ์บ่มเพาะไมตรีกับนาง หากวันนี้มีไมตรีที่ดีต่อกัน เรื่องวันหน้าก็ไม่ยากแล้ว”

ทว่าคำกล่าวนี้ไป๋จุ่นไม่เห็นด้วย เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่อาจใจร้อนได้ “เจ้าไปถามพ่อบ้านใหญ่ว่างานแต่งเตรียมการเรียบร้อยแล้วหรือไม่ ข้าอยากให้นางประหลาดใจ” มุมปากเขายกยิ้มอย่างพึงพอใจ “พอเหยียบเข้าเมืองเหยียนตู นางก็จะพบว่าตัวเองได้กลายเป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดในสามภพ นางจะต้องดีใจมากแน่ๆ”

สีหน้าหนุ่มน้อยข้างกายทั้งกังวลและอับจนปัญญานัก

พูดเองเออเองเช่นนี้ อย่าว่าแต่หมอวิเศษเลย เกรงว่ากระทั่งเป็ดห่านก็ยังคว้ามาเป็นเจ้าสาวไม่ได้!

 

แม้ตลอดทางที่เฝ้าคุ้มครองหญิงสาวมาจะมีเรื่องให้ขายขี้หน้าอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจนัก ความผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ปีศาจทุนเทียนแห่งเขตแดนเมี่ยวซ่าน โลกภายนอกร่ำลือไปเสียร้ายกาจ ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นแค่เจ้าปีศาจที่โง่งมที่สุด! ผ่านมาร้อยปีพันปีไม่เคยเปลี่ยนวิธี ทุกวันนี้มันถึงหลอกได้แค่คนโง่ต่างถิ่นเท่านั้น!

ร่างสูงในชุดคลุมสีดำเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปไม่นานก็เห็นมันกำลังนั่งเล่นทรายอยู่ที่พื้น บางเวลาเขาก็คิดว่าเจ้าปีศาจโง่ตัวนี้กับตนเองมีนิสัยใกล้เคียงกันไม่น้อย ปีศาจทุนเทียนใช้เม็ดทรายปูหลอกสร้างเส้นทางใหม่ ลวงให้ผู้คนหลงทาง ส่วนเขาใช้ตะเกียบหนึ่งคู่สร้างเมืองหนึ่งขึ้นมา เมืองเหยียนตูก็เป็นเหมือนเมืองจำลองที่เขาสร้างขึ้นไว้เล่นแก้เบื่อ

ปีศาจทุนเทียนไม่รับรู้ถึงการมาของเขา เขาจึงถีบมันเต็มแรง! ปีศาจทุนเทียนจึงค่อยๆหันกลับมามองช้าๆ ด้วยสองตาโง่งม จมูกเล็กเสียแทบมองไม่เห็นแต่กลับมีปากกว้างเกินกว่าครึ่งหน้า จากนั้นก็มีเสียงที่ดังก้องสะท้อนไปมา

“ไป๋จุ่น มีไร?”

ภูตผีปีศาจบนดินแดนฟั่นสิงซ่าถูพบเห็นเขาก็ล้วนหวาดกลัวตัวสั่นและลนลานโค้งตัวคำนับพลางขานเรียกด้วยความยกย่องสูงสุด มีปีศาจโง่ตัวนี้ตัวเดียวที่ใจกล้าไม่กลัวตาย มันกล้าเรียกชื่อเขา!

“เรียกข้าว่าท่านประมุข!”

“ข้า... ท่าน... มุข” ปีศาจร้ายหยุดกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง “มีไร...”

ใบหน้าโง่งมนั่น ช่างทำให้ผู้คนทนมองต่อไปไม่ไหว เขาตะคอกถามเสียงดัง “เจ้าเล่นทรายอีกแล้ว คิดจะทำร้ายผู้คนรึ!”

ปีศาจทุนเทียนกะพริบตาปริบๆ มันมองอีกฝ่ายที่สวมใส่เสื้อคลุมสีดำตัวใหญ่ ปิดบังใบหน้าและร่างกายมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า มันพยายามเพ่งมองใบหน้าใต้เสื้อคลุม พอไม่เห็นมันก็เลิกสนใจ

“ข้าหิว... เจ้ามีไร?”

มีไร! มีไร! มีไร! พูดซ้ำๆ อยู่ได้!

“ไปเล่นที่อื่น! ไสหัวไปตอนนี้เลย!” เสียงตวาดไล่ดุดันอย่างไม่พอใจ

เจ้าปีศาจหน้าโง่สะดุ้งอย่างตกใจและเหมือนจะกลัวอยู่บ้าง แต่มันก็ยังไม่ยอมลุกขึ้น เพียงมองหน้าอีกฝ่ายคล้ายวัดใจ แล้วค่อยๆ ยื่นกรงเล็บออกไปโกยเม็ดทรายเล่น

ลูกสมุนไม่เชื่อฟัง ซ้ำยังทำเหมือนจะลองดี ผู้เป็นประมุขจะทนใจเย็นอยู่ได้หรือ?

ท่านประมุขผู้โมโหร้ายยกเท้ากระทืบถาดใส่ทรายจนแตกแหลกละเอียด แล้วตบผัวะเข้าที่หัวอีกฝ่ายสองทีแรงๆ อย่างโกรธจัด “ยังจะมานั่งมองหน้าทำไมอีก! ไป! ไปเดี๋ยวนี้เลย! ถ้ายังไม่ไปข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!”

สถานการณ์ตอนนี้ช่างเหมือนเด็กตัวใหญ่ที่โง่และอ่อนแอถูกเด็กหัวโจกที่ตัวเล็กกว่ารังแกอย่างโหดร้าย สุดท้ายปีศาจทุนเทียนก็เก็บเศษถาดทรายของเล่นขึ้นมากอดแนบอกอย่างหวงแหน เขามองจ้องท่านประมุขอย่างน้อยใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป ทว่า...

เดินหนึ่งก้าว หันกลับมามอง

เดินสองก้าว หันกลับมามองอีก

กระทั่งถึงครั้งที่สาม มันจึงยอมตัดใจไม่หันกลับมาแล้ว

หลังจัดการไม่ให้ผู้ใดมีโอกาสพบเจอเจ้าปีศาจโง่แล้ว ไป๋จุ่นก็ไปแอบติดตามและคอยให้ความคุ้มครองเหยี่ยนหวู่ฟางต่อ แอบฟังพวกนางพูดถึงไฝหลังใบหูของเสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยมด้วยใบหน้าพึงใจ ตอนนี้อันตรายทุกสิ่งได้ถูกเขากำจัดออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นไม่ว่านางจะเลือกพักที่ใดก็สามารถหลับตานอนได้อย่างไร้กังวล ทว่าหญิงสาวเป็นคนที่มีความระวังตัวสูง เดินผ่านมาหลายโรงเตี๊ยมก็ยังไม่ยอมเลือกพักสักที่

“ผู้คนแปลกหน้า ที่ทางไม่คุ้นเคย ปีศาจแต่ละตัวล้วนอันตราย หากไม่อับหนทางจริงๆ ก็อย่าติดต่อกับพวกเขา”

หญิงสาวผู้นี้ถือตัวเป็นคนนอกเกินไปแล้ว ความรู้สึกอคติเกิดขึ้นในใจเป็นเพราะยังไม่ได้คบหาลึกซึ้งกับปีศาจต่างหากเล่า ภายภาคหน้าที่นี่ก็คือบ้านของนาง นานวันเข้าย่อมต้องพบข้อดีของที่นี่ เริ่มแรกดินแดนฟั่นสิงซ่าถูก็คือดินแดนสุขาวดี ต่อมาเพราะถูกทอดทิ้ง ถึงเปลี่ยนเป็นแดนโลกีย์ไปทีละน้อย แต่ว่าชั่วร้ายก็ชั่วร้ายอย่างสัตย์ซื่อ ไม่เหมือนชมพูทวีปและยิ่งไม่เหมือนดินแดนจงถู่ เสแสร้งตลบตะแลงและเชื่อใจผู้ใดไม่ได้ทั้งนั้น!

ค่ำคืนนี้อากาศดียิ่งนัก ลมพัดโชยเย็นแผ่วเบา ไป๋จุ่นเดินสองมือไพล่หลัง เฝ้าติดตามและคุ้มครองอยู่ไม่ห่าง เขาไม่สันทัดการคบหาสมาคมกับผู้อื่น ยิ่งไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อผูกไมตรีกับสตรีนางหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีคุ้มครองอยู่ห่างๆ เช่นนี้

ด้วยรู้สึกอารมณ์ดีมากไปจึงเผลอเตะหินก้อนเล็กก้อนหนึ่งโดยไม่ได้ควบคุมกำลังให้ดี หินกลิ้งหลุนๆ ผ่านหน้ากลุ่มคนที่แอบติดตามไป เหยี่ยนหวู่ฟางหันกลับมาอย่างรวดเร็ว สีหน้าที่ยากจะคาดเดาพื้นอารมณ์ ไป๋จุ่นถึงกับสะดุ้งในใจ กระชับชุดคลุมสีดำแน่นแล้วทะยานตัวหายไปจากตรงนั้นทันที ทว่าก็ยังทันได้ยินเสียงเย่เจิ้นอีบ่นไล่หลังมา

“ความอยากรู้อยากเห็นของพวกมารช่างหนักหนาเสียจริง มารตัวนี้สะกดรอยตามพวกเรามาระยะหนึ่งแล้ว”

ปากมาก! สมควรตายนัก!

ทว่าเหยี่ยนหวู่ฟางกลับหัวเราะเสียงแผ่วพลิ้ว รอยยิ้มกว้างเต็มหน้าทำให้ใบหน้าใต้แสงดาวยิ่งงดงามเจิดจรัสขึ้นไปอีก “ขอเพียงไม่มีเจตนาร้ายต่อกัน อยากตามก็ตามไปเถอะ”

เพราะเป็นหมอวิเศษรักษาภูตผีปีศาจมานาน พบเห็นปีศาจมาหลากหลาย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือหากปีศาจคิดร้ายต่อนาง ทั้งสามจะไม่มีโอกาสเหยียบเข้ามาในดินแดนฟั่นสิงซ่าถูแม้เพียงก้าวเดียว!

ในที่สุดทั้งสามก็เลือกค้างแรมกลางแจ้ง ก่อกองไฟแล้วเตรียมทำอาหาร โชคดีว่าดินแดนฟั่นสิงซ่าถูนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าเล็กใหญ่มากมาย มีทั้งกระต่ายป่า กวางและชะมด มิได้แห้งแล้งเหมือนอยู่ในทะเลทราย เสียแต่ว่าวิหคสามขาไม่ใช่นักล่าที่ดี นางบินวนไปมาอยู่หลายรอบสุดท้ายก็จับหนูนากลับมาได้สองตัวเท่านั้น ไป๋จุ่นทนดูไม่ไหวจึงต้อนแพะเหลือง[1] ฝูงหนึ่งให้เดินผ่านหน้ามาโดย ‘บังเอิญ’ เย่เจิ้นอีเลยจับตัวหนึ่งมาเชือดกินเป็นอาหาร

ไป๋จุ่นมองเย่เจิ้นอีอย่างพิจารณาจริงจัง ลักษณะท่าทางคนผู้นี้มีความเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม ได้ยินว่าก่อนหน้าเป็นนักพรต แต่เพราะพ่ายให้กับปีศาจจึงถูกกลืนกินพลังวัตรและตบะที่บำเพ็ญมาไปจนหมดสิ้น ต้องตกอับเป็นทาสใกล้ตาย แต่โชควาสนายังดี เหยี่ยนหวู่ฟางผ่านไปพบจึงช่วยชีวิตเอาไว้

ที่แท้ก็เป็นแค่ตัวยุ่งยากตัวหนึ่ง

แต่ไป๋จุ่นก็โล่งใจได้เพียงเสี้ยวลมหายใจเท่านั้น เพราะเมื่อเนื้อแพะย่างสุกดีแล้ว ชายหนุ่มก็เลือกเนื้อส่วนที่นุ่มและดีที่สุดส่งให้ผู้เป็นอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง เหตุการณ์นี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลยหากมือของเหยี่ยนหวู่ฟางจะไม่สัมผัสถูกมือชายหนุ่มโดยไม่ตั้งใจ แล้วชายหนุ่มจะไม่หันหน้าหนีเพื่อซ่อนใบหน้าแดงก่ำ

เรื่องนี้ดูท่าจะไม่ดีเสียแล้ว

อาจารย์หญิงกับศิษย์หนุ่มก็มิใช่เรื่องที่จะวางเฉยได้ ในฐานะคนที่เคยผ่านประสบการณ์ถูกบอกเลิกการหมั้นหมายมาก่อน การต้องมาเห็นคู่หมั้นอีกคนของตนใกล้ชิดกับบุรุษอื่นมากเกินไป ก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกฟ้าถล่มดินทลายแล้ว!

จะทำอย่างไรดี?

สีหน้าไป๋จุ่นครุ่นคิดอย่างจริงจัง ความหวาดกลัวกัดกินใจอย่างโหดร้าย หากต้องผิดหวังซ้ำซากอีกครั้ง ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ก็คงไม่กล้าคิดแต่งเมียอีกแล้ว!

ค่อยเป็นค่อยไปน่าจะไม่ทันการแล้ว ชิงตัวกลับไปเลยดีหรือไม่?

เป็นความคิดที่ไม่เลวทีเดียว

เขาเคยได้ยินว่าสาวงามชอบบุรุษที่มีอำนาจน่ายำเกรง เอาแต่ใจและดุดัน ทั้งหมดนี้คือนิสัยแท้จริงของเขาอยู่แล้วด้วย เจ้าศิษย์ตกยากนั่นยังห่างชั้นกับเขานัก

เริ่มต้นต้องเตะเจ้าศิษย์ตกยากนั้นเข้าไปในเมืองเฟิงตู จากนั้นก็วางแผนสำหรับการพบหน้ากันครั้งแรกอย่างเป็นทางการกับหญิงสาว ต้องเป็นการพบกันที่สร้างความประทับใจล้ำลึกแก่เหยี่ยนหวู่ฟาง ขณะที่กำลังคิดวางแผนอย่างรอบคอบอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้จ้าของทารกดังลั่นขึ้นอย่างไร้ที่มา ไป๋จุ่นลุกขึ้นยืนแล้วกวาดตามองหาที่มาของเสียง เช่นเดียวกับผู้ที่นั่งล้อมรอบกองไฟอยู่ ทั้งสามต่างก็ลุกขึ้นพร้อมกัน ชวี่หรูสยายปีกออกแล้วทะยานขึ้นฟ้าไปทันที

“มีคนอยู่ดีไม่ว่าดี อาจารย์ท่านรออยู่ตรงนี้ ข้าจะไปดูเอง”

ดินแดนฟั่นสิงซ่าถูกับอู่จินซ่าถูมีความแตกต่างกันตั้งแต่เนื้อแท้แต่แรกเริ่มแล้ว เหล่ามารร้อยแปลกพันประหลาดที่อาศัยอยู่ที่นี่ ที่มีความเป็นมนุษย์ก็เปี่ยมล้นด้วยน้ำใจไมตรีเปิดเผยจริงใจ ที่ไร้ความเป็นมนุษย์ก็อันตรายสุดจะคาดเดา โดยเฉพาะในยามวิกาล

แต่ความอยากรู้อยากเห็นมักจะทำลายตัวผู้อยากรู้เอง

ที่ร้องไห้นั่นคืออะไร ไป๋จุ่นย่อมรู้ดี ในป่ารกเขาลึกไหนเลยจะมีเด็กได้ ย่อมเป็นผีกุ่ยมู่กำลังก่อกรรมทำเข็ญอีกแน่ เหยี่ยนหวู่ฟางพลันพูดขึ้นว่าจะตามไปดู เย่เจิ้นอีก็ไม่ขัด เขาชักกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมแล้วเดินเคียงข้างตามไปไม่ห่าง

อ้าว แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี?

ไปจัดการปีศาจแล้วปล่อยคู่หมั้นตนเองอยู่ในความคุ้มครองของชายอื่น

หรืออยู่คุ้มครองคู่หมั้นแล้วละทิ้งเรื่องปีศาจไป...

สุดท้ายแล้วไป๋จุ่นก็ทะยานตัวนำหน้าไปทางทิศที่มาของเสียง เสียงร้องไห้ดังมาจากบนต้นชางหวูชู่อายุพันปีต้นหนึ่ง ที่ด้านข้างตรงกลางเขา ผีกุ่ยมู่แย่งชิงลูกเล็กของชาวบ้านมาแล้วล้วนพามากักขังไว้ที่แห่งนี้ แสงของหญ้าต้งหมิงฉ่าวนำทางทั้งหมดเดินขึ้นบันไดหิน ไป๋จุ่นจัดการร่ายเวทอำพรางกายและวงเวทป้องกันอันตราย รับประกันได้ว่าผีกุ่ยมู่ไม่มีทางเห็นพวกเขาเด็ดขาด

ผีกุ่ยมู่นี้ไม่ใช่ภูตผีธรรมดา เป็นหนึ่งในบรรดาผีที่จุติเป็นผีมาแต่กำเนิดเพราะถูกสาป สลัดไม่หลุดจากฝันร้ายที่เคยกินบุตรตนเองเป็นอาหาร ยามลูกรักถูกกินจนหมดสิ้น ความรักของมารดาไร้ที่ทางจะให้ระบายออก ก็จะไปช่วงชิงเอาบุตรของผู้อื่นมา พวกมันมักเป็นผีสาวที่รักเด็ก เสียดายเมื่อถึงเวลาฟ้ามืดมิดก็ไม่อาจควบคุมตนเองได้ กินเด็กที่ลักมา ยามที่เสียใจหดหู่ก็จะไปชิงเด็กมาอีก นานวันเข้าชื่อเสียงก็ฉาวโฉ่ไปหมด

ใกล้เที่ยงคืนแล้ว มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่ากำลังจะเผชิญหน้ากับปีศาจเช่นไร เสียงร้องไห้เริ่มขาดเป็นห้วงๆ ในที่สุดทั้งหมดก็มองเห็นสิ่งที่ตามหา

บนกิ่งคาคบที่ยืดเอียงของต้นชางหวู่ซู่มีร่างนกหน้าผีตัวหนึ่งหมอบอยู่ ร่างกายใหญ่โต ไร้ขน หลังจากเพ่งมองอย่างละเอียดก็พบว่าทั่วร่างเต็มไปด้วยอักษรประหลาด จากลำคอลงมาตลอดจนถึงด้านล่าง มองดูคล้ายตัวอักษรสันสกฤตผิดๆ เพี้ยนๆ

ชวี่หรูบินวนอยู่บนท้องฟ้า ร้องเสียงแหลมดังจนผีกุ่ยมู่รำคาญ มันเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่งแล้วก็พ่นหมอกพิษออกมาอย่างแรง จังหวะที่อ้าปากกว้าง มีบางสิ่งหลุดร่วงออกมาจากปากของมัน สีหน้าเหยี่ยนหวู่ฟางเปลี่ยนเป็นตึงเครียด คิ้วเรียวขมวดแน่น เพราะสิ่งที่ตกลงมาตรงหน้านั้น...

คือขาข้างหนึ่งของทารกน้อย!

 

 

-------------------------------------------------------------------------------

[1] แอนทิโลป (Antelope) สัตว์ตระกูลแพะหน้าตาเหมือนกวาง