ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สามีฟ้าประทาน 你在遥远星空中

ผู้แต่ง จิ่วลู่เฟยเชียง Jiu Lu Fei Xiang
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หัวหน้ารังโจรที่คิดมาตลอดว่าตัวเองต้องขึ้นคานเป็นสาาวทึนทึกแล้วแน่ๆชาตินี้ แต่โชคดี จู่ๆฟ้าก็ถีบบุรุษคนหนึ่ง... ตกลงมาจากเบื้องบน

บทนำ

你在遥远星空中

Author: Jiu Lu Fei Xiang

Translator: hongsamut

Chinese edition copyright by 晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

สารบัญ

1. สวรรค์ออกไข่

วันนี้เป็นวันที่ดวงตะวันทอแสงเจิดจ้า สายลมพัดโชยเย็นสบาย ‘เหรินจิ่ว’ นอนหงายอยู่บนเก้าอี้หินที่ปูด้วยหนังเสือภายในห้องโถงกลางค่ายของหมู่บ้าน

ระยะนี้ ท่านป้า[1] แวะมาเยี่ยมเยียนนางอย่างหนักหน่วง ธารระดูไหลโชกเสียจนครึ่งร่างจะกลายเป็นอัมพาตอยู่รอมร่อ นอกจากจะอึดอัดแล้ว นางยังหงุดหงิดเรื่องที่อุตส่าห์ลงจากเขาเพื่อไปฉุดบัณฑิตคนหนึ่งมาทำสามี แต่อีกฝ่ายกลับขัดขืนและขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย เพียงเพราะไม่อยากถูกกระทำย่ำยี

เหรินจิ่วรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย นางกลับค่ายบนเขาด้วยความผิดหวัง หลายวันหลังจากนั้นก็ยังไม่อาจกระตุ้นตัวเองให้ร่าเริงแจ่มใสดังเดิมได้

พยัคฆ์ขาวอายุครึ่งขวบที่ข้างเท้าซุกไซ้ไปมากับขากางเกงของเหรินจิ่ว ดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสจ้องนางด้วยความรักใคร่ ทว่าเหรินจิ่วกลับถีบมันด้วยความรำคาญ “ไปเล่นกับต้าหวงไป วันนี้ข้าไม่มีอารมณ์!”

‘ต้าป๋าย’ ครางหงุงหงิงออกมาสองคำ แล้วก็ตะกายขาของนางต่อ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นนายยังคงนอนพังพาบอยู่ที่เดิม มันก็งับขากางเกงแล้วพยายามลากนางออกไปข้างนอกด้วยความทุลักทุเล

เหรินจิ่วไม่มีแรงจะยื้อยุด นางจึงปล่อยร่างให้แน่นิ่งราวกับศพ เจ้าเสือน้อยเลยสนุกสนานกับการได้ลากนางลงจากเก้าอี้หินและถูลู่ถูกังพาออกไปข้างนอก

“ต้าป๋าย รู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังลากข้าทั้งๆ ที่เลือดไหลนองอยู่ หันไปดูข้างหลังสิ เลือดเต็มพื้นไปหมดแล้ว!”

เจ้าเสือขาวไม่สนใจเสียงบ่น และยังคงตะเกียกตะกายลากนางไปจนถึงหน้าธรณีประตูอันสูงลิบ พอไปต่อไม่ได้ มันก็หันมาซุกไซ้ข้างแก้มของเหรินจิ่วอย่างออดอ้อน

เนื่องจากยังเล็กอยู่มาก ปุ่มที่เหมือนหนามอ่อนๆ บนลิ้นของต้าป๋ายจึงยังไม่แข็งดี พอถูกมันเลีย นางก็หัวเราะร่วนด้วยความจั๊กจี๋

เหรินจิ่วทอดถอนใจอย่างอับจน “เจ้านี่ถูกต้าหวงเลี้ยงจนติดนิสัยหมาไปแล้ว เสียชื่อราชันย์แห่งสรรพสัตว์เสียจริง เอ๊ะ... อย่าเลียสิ!” นางผลักหน้ามันออก “ถ้าโตกว่านี้อีกนิด ข้าคงถูกเจ้าเลียจนเกลี้ยงไปครึ่งหน้ากระมัง อ๊า... อย่าเอาอุ้งเท้ามาข่วนหน้าข้านะ ตบก็ไม่ได้! เฮ้... นี่เจ้าจะเล่นข้าให้ได้เลยใช่ไหม?!”

ขณะที่คนกับเสือกำลังสนุกสนานกับการกอดรัดฟัดเหวี่ยง เสียงกึกก้องหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกล ต้าป๋ายตกใจอย่างหนักและตะกุยกรงเล็บไปมาบนพื้น

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหรินจิ่วคลานออกไปนอกห้องโถง และกวาดตามองขึ้นไปยังท้องฟ้า ทว่าบนนั้นกลับปลอดโปร่งไร้หมู่เมฆหรือสิ่งผิดปกติใดๆ

พลันนั้น แสงสีขาวบาดตาจุดหนึ่งก็พุ่งตรงมาที่เหรินจิ่ว นางพยายามหรี่ตาพินิจสิ่งนั้นอย่างละเอียด แล้วก็พบว่าก้อนกลมๆ ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นกำลังทะยานดิ่งลงมาที่ค่ายด้วยความเร็วที่ไวกว่ากระพริบตา

คำว่า “ฉิบ” ยังไม่ทันได้หลุดออกจากปากของเหรินจิ่ว เจ้าก้อนสีขาวก็วาบผ่านหน้าของนางไปแล้ว

โลกหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ในความว่างเปล่านั้นบังเกิดลมกรรโชกแรงที่แฝงไปด้วยความหนาวเหน็บเสียดกระดูก เหรินจิ่วกอดธรณีประตูไว้แน่น อีกมือก็ลนลานดึงต้าป๋ายมากอดไว้แนบอก

เสียงคานเหนือศีรษะที่หักลงสร้างความตื่นตระหนกให้นางอย่างมาก ยามนี้เพดานห้องโถงถูกกระแสลมอันบ้าคลั่งฉีกกระชากออก ก่อนจะม้วนบดจนกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นประหนึ่งสายฟ้าฟาด เหรินจิ่วนิ่งรอจนกระทั่งไอเย็นรอบกายค่อยๆ สลาย สายลมกลางอากาศและเศษใบไม้ปลิวว่อนสงบลง

จอมโจรสาวแหงนหน้ามองเพดานที่กลวงโบ๋ด้วยแววตาสับสน ‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’

โสตประสาทเงียบงันจนน่าสะพรึง ต้าป๋ายส่งเสียงร้องพลางดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดของเหรินจิ่ว แต่นางกลับไม่ได้ยินเสียงของมัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วในหูอย่างเชื่องช้า

เหรินจิ่วยันกายขึ้นนั่งพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะที่มึนงง หญิงสาวในหมู่บ้านต่างพากันอุ้มลูกจูงหลานออกมายืนดู แววตาของพวกนางจับจ้องไปที่หลังเขาด้วยความหวาดหวั่น ทั้งยังส่งเสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์กันยกใหญ่

 เหรินจิ่วพยายามตั้งสติ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปนอกห้องโถงอย่างมั่นคง “ทุกคนไม่ต้องแตกตื่นไป!” นางตะโกนด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ แม้ในหูจะเต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวไม่หยุด

สามเดือนก่อน เหรินจิ่วถูกแต่งตั้งให้เป็นประมุขของค่ายหมู่บ้าน นางจึงวางมาดเพื่อให้ทุกคนยำเกรง เมื่อนึกถึงภาระที่แบกไว้เต็มบ่า นางจึงรีบปลอบประโลมบรรดาเด็กและสตรีตรงหน้า ก่อนจะมองตามพวกเขาไปในทันที “นั่นมันอะไรกัน?”

บนหน้าผาหลังหมู่บ้านปรากฏถ้ำทรงกลมที่คล้ายกับถูกเจาะทะลวงขึ้นมาโพรงหนึ่ง กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากภายใน ก่อนจะผนึกกับอากาศและกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งฉาบย้อมทุกอย่างที่ปากถ้ำจนขาวโพลน

บรรพบุรุษทุกคนของเหรินจิ่วล้วนเป็นโจรภูเขาที่ปกป้องค่ายของหมู่บ้านโดยที่ไม่เคยถูกทางการตีแตกได้ เนื่องจากค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่กลางแอ่งบนยอดเขาจือเหลียงซาน ซึ่งมีภูเขาโอบล้อมรอบด้าน ง่ายต่อการป้องกันทว่ายากต่อการโจมตี อีกทั้งยังอยู่กันอย่างสงบเสงี่ยม ปีหนึ่งจะลงจากเขาเพื่อทำภารกิจสักครั้ง แต่ก็แค่ลักขโมยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ทำร้ายผู้คนแต่อย่างใด ต่อมาก็บุกเบิกที่ร้างว่างเปล่าเพื่อทำไร่ไถนา ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทางการจึงปิดหูปิดตาและปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างสงบ

กระทั่งวันนี้ที่ภัยพิบัติมาเยือนพวกเขาแบบไม่คาดฝัน ทั้งค่ายตื่นตระหนกลนลานกันไปทั่ว

เนื่องจากพวกผู้ชายได้ลงจากเขาไปทำงานหมดแล้ว หน้าที่ในการคุ้มครองค่ายจึงตกอยู่ในมือของเหรินจิ่วเพียงผู้เดียว

นางพยายามสงบจิตสงบใจและปลอบโยนทุกคนด้วยท่าทีแข็งแกร่ง จากนั้นก็คว้าดาบเล่มโตและวิ่งตรงไปที่หน้าผาทันที

ต้าป๋ายส่งเสียงครางหงิงๆ ก่อนจะวิ่งตามผู้เป็นนายไป

ถ้ำที่ถูกเบิกทะลวงอยู่ห่างจากพื้นดินไม่มากนัก เหรินจิ่วจึงปีนเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่ว และทิ้งให้ต้าป๋ายกระโดดเหย๋งๆ รออยู่ด้านนอก

ถ้ำแห่งนี้สูงประมาณหนึ่งช่วงตัวครึ่งของความสูงคนทั่วไป ทั้งยังมีความกลมมนเป็นอย่างมาก เพียงมองด้วยตาเปล่าก็คะเนถึงความใหญ่ของจุดสีขาวที่พุ่งลงมาได้แล้ว

ทันทีที่เข้าไปถึง เหรินจิ่วก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แตกต่างจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ผนังถ้ำปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำค้างแข็ง ยิ่งเดินลึกเข้าไป ไอเย็นก็ยิ่งทวีคูณ นางจำต้องถูแขนไปมาเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

ขณะกำลังคิดที่จะออกจากตรงนั้น เสียงประหลาดหนึ่งก็ดังขึ้น

ตี๊ด ตี๊ด!

เสียงนี้คล้ายกับเสียงเคาะจานกระเบื้อง ทว่าลากยาวกว่ามาก

พลันนั้น ถ้ำที่มืดมิดก็สว่างวาบขึ้น แสงสีน้ำเงินหม่นสะท้อนเข้าในตาของเหรินจิ่วจนสะดุ้งตัวโยน และต้องหมอบราบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังก้องขึ้น ภาษาของนางเป็นอะไรที่เหรินจิ่วไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งทำนอง ความสูงต่ำ และความกระด้างที่ไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากนกแก้วหัดพูด

ผ่านไปสองสามประโยค สตรีแปลกหน้าก็ส่งเสียง “ฟู่” ที่คล้ายกับเสียงเทผักลงในกระทะร้อนๆ ออกมา

เหรินจิ่วหมอบราบกับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

หลังจากทุกอย่างสงบลง นางก็เปิดตาข้างหนึ่งขึ้นแบบกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเหลือบมองวัตถุที่ส่องแสงเจิดจ้านั้น

มันคือวัตถุสีขาวขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายกับ... ไข่ยักษ์!

‘สวรรค์ออกไข่งั้นหรือ?’

สังเกตไข่ยักษ์ไปได้สักพัก เหรินจิ่วก็รวบรวมความกล้า กุมดาบให้มั่นแล้วโก่งตัวขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง

เปลือกนอกของไข่เป็นประกายสุกใสแวววับ ภายในปรากฏแสงสีน้ำเงินที่วูบไหวออกมาเป็นระยะ ราวกับกำลังไหลตามบางสิ่งอยู่ ยิ่งเข้าใกล้นางก็ยิ่งรู้สึกเย็นยะเยือก

หลังจากสำรวจไข่ยักษ์อย่างระแวดระวัง นางก็พบความจริงที่ว่า ไข่ใบนี้ไม่มีแม้แต่ริ้วรอยปริแตก แม้จะผ่านการพุ่งชนทั้งหลังคาของค่ายและหน้าผาจนกลายเป็นถ้ำลึกเพียงนี้

ไข่ที่สวรรค์ฟักออกมาย่อมต้องใหญ่โตและแข็งแกร่งเป็นธรรมดาอยู่แล้ว!

ด้วยความสงสัย เหรินจิ่วลองใช้สันดาบเคาะลงไปบนเปลือกไข่พลางบ่นพึมพำ “เจ้านี่จะฟักออกมาเป็นตัวอะไรกันนะ?”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ดาบของนางก็เกิดผลึกน้ำแข็งขึ้น ตามมาด้วยรอยแตกร้าวเล็กๆ และเสียงดังเปรี๊ยะๆ ไม่กี่อึดใจ ดาบนั้นก็แตกละเอียดและกลายเป็นเศษเหล็กที่ร่วงกราวลงไปกองกับพื้น

เหรินจิ่วเบิกตาโพลง ยังไม่ทันได้ตั้งสติ ไข่ยักษ์ตรงหน้าก็ส่งเสียงแผ่วเบาออกมาคราหนึ่งพร้อมกับลำแสงสีน้ำเงินหม่นที่ดับวูบลง ทั่วทั้งถ้ำตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง

“ปะ ปะ ปะ เป็นมารร้ายจากที่ใดออกอาละวาดกันแน่?!” นางพูดด้วยอาการขวัญผวา ทั้งร่างสั่นเทิ้ม

ทันใดนั้น แสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้นจากไข่ยักษ์ ตามด้วยรอยแยกตรงกลางสายหนึ่งที่คล้ายกับคนกำลังแง้มประตูให้เปิดออก

เหรินจิ่วถูกเรื่องประหลาดนี้ข่มขวัญจนแข้งขาอ่อนระทวย นางเดินโซซัดโซเซไปที่ผนังถ้ำก่อนจะล้มลงหน้าคะมำ “ไข่นี่... ข้าไม่ได้เป็นคนเคาะจนแตก เช่นนั้น... ก็อย่ากินข้าเลย ข้างนอกยังมีพยัคฆ์ขาวหายากยืนรอเจ้าอยู่ ออกไปกินสิ ไปกินเลย!”

พูดจบนางก็เอาแต่นั่งขดตัวเป็นก้อน ผ่านไปสักพัก ไอเย็นรอบด้านก็ค่อยๆ จางหายไป ความเคลื่อนไหวทุกอย่างก็สงบตามไปด้วย

เหรินจิ่วกลอกตาไปมาด้วยความลังเล พอตัดสินใจเอามือที่ปิดหน้าอยู่ออก แสงสีขาวเส้นหนึ่งก็สะท้อนเข้าในตาของนางอย่างจัง

ในไข่สีขาวใบยักษ์ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดสีดำ การแต่งกายของเขาช่างเรียบง่ายและรัดกุม ผมสั้นดูกระฉับกระเฉง เขาปิดตาพริ้มและนั่งอยู่ในนั้นด้วยท่าทางสง่างาม ร่างกายไม่ไหวติงราวกับกระบี่คมกริบสีดำเย็นเยียบ เพียงรอให้เขาฟื้นคืนสติ ก็จะสามารถทอดตาหยามเหยียดเหล่าวีรบุรุษทั้งใต้หล้าได้แล้ว

[1] ศัพท์แสลงที่ใช้แทนประจำเดือนหรือระดูของผู้หญิงจีนทางอ้อม

2. สามีสยบรังโจร

แต่สำหรับเหรินจิ่วแล้ว ราศีของเขายังไม่สร้างความตกตะลึงเท่ากับใบหน้าที่ไม่มีแม้แต่ขนดกดำหรือรูขุมขนกว้างใหญ่ราวกับรูปักเข็ม กระทั่งความแบนราบของใบหน้าประหนึ่งไหดินเผาคุณภาพต่ำก็ไม่มีให้ระคายสายตา

บุรุษที่อยู่ในไข่ผู้นี้มีใบหน้างดงามประณีตยิ่งนัก ทุกรายละเอียดของเครื่องเคราล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทั้งยังไม่ขาดความอหังการและความห้าวหาญเฉกเช่นที่บุรุษพึงมีอีกด้วย

‘เจ้า... เจ้าเยี่ยมยอดกว่าบัณฑิตที่เชิงเขาเสียอีก!’

เหรินจิ่วจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยแววตาเลื่อนลอย ความต้องการในหัวใจที่ไม่อาจยับยั้งได้ทำให้นางเผลอเลียริมฝีปากอย่างกระหายอยาก

‘บุรุษที่น่ามองต้องฟักออกมาจากไข่นี่เอง!’

ชื่อเดิมของนางคือเหริ่น[1] แซ่หลิว เป็นบุตรลำดับที่เก้าของตระกูล ผู้คนต่างเรียกขานนางว่า ‘เหริ่นจิ่ว’ ที่แปลว่ายอมรับเก้า

ต่อมา บิดาผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าโจรได้เชิญอาจารย์มาสอนหนังสือให้แก่นาง ผ่านไปได้สักพัก เหริ่นจิ่วที่เริ่มรู้จักมากกว่าเลขเก้าก็เห็นสมควรจะตั้งชื่อใหม่ที่ดูฉลาดและพ้องเสียงมากกว่าเดิมให้กับตัวเอง อาจารย์จึงมอบชื่อเหรินจิ่วให้นางนับแต่บัดนั้น

ความใฝ่ฝันของบิดามารดาส่วนใหญ่คือการได้มีบุตรชายสักคนไว้สืบสกุล ทว่าบุตรทั้งเก้าของพวกเขากลับไม่มีใครพกดุ้นติดตัวมาด้วยเลย พี่สาวทั้งแปดคนของนางนำโดย ‘จาวตี้’ (กวักมือเรียกน้องชาย) ‘ไหลตี้’ (มาสิน้องชาย) ‘เสี่ยงตี้’ (คิดถึงน้องชาย) ‘พั่นตี้’ (อยากได้น้องชาย) ‘วั่งตี้’ (รอคอยน้องชาย) ‘เนี่ยนตี้’ (รำลึกถึงน้องชาย) เย่าตี้ (ต้องการน้องชาย) และฉิวตี้ (ขอน้องชาย) สุดท้ายพวกเขาก็ยอมแพ้ และตั้งชื่อบุตรสาวคนสุดท้องว่า ‘เหริ่นจิ่ว’ ที่แปลว่ายอมรับ

พี่สาวทั้งแปดของเหรินจิ่วล้วนดูถูกอาชีพโจรภูเขาอย่างไร้ข้อยกเว้น พวกนางต่างก็รับหมั้นผู้อื่นแล้วแต่งออกไปอยู่ที่ตำบลจือเหลียงเจิ้นกันหมด มีเพียงเหรินจิ่วที่ยังคงครองความโสด เพราะไม่อยากเป็นแบบพี่สาวที่มักจะกลับมาระบายความทุกข์ให้มารดาฟังอยู่บ่อยๆ ทั้งเรื่องเลี้ยงดูลูก ทั้งเรื่องแม่สามี...

เหรินจิ่วไม่เข้าใจว่าพวกนางจะแต่งออกไปเพื่อเหตุใด สู้แต่งแล้วเอาบุรุษเข้าบ้านไม่ดีกว่าหรือ?

ความคิดนี้ของเหรินจิ่วได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้งบิดาและมารดา พวกเขารู้สึกว่า เมื่อไม่อาจอุ้มลูกชายได้ เพียงมีลูกเขยไว้เชยชมก็ยังดี ซ้ำอาจจะมีหลานให้อุ้มเล่นและสืบทอดตำแหน่งในค่ายภูเขาอีกด้วย

ดังนั้น เวลาที่เหรินจิ่วลงจากเขาเพื่อไปปล้น นางจะคิดเรื่องการตามหา ‘สามีสยบรังโจร’ ทุกครั้ง ด้วยความที่เห็นบุรุษหยาบกร้านในค่ายภูเขามาตั้งแต่เด็ก นางจึงคาดหวังที่จะได้สามีหน้าตาประณีตงดงามกับเขาสักคน และเขาผู้นั้นก็ต้องรับในความหยาบกระด้างของนางได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อตั้งความหวังไว้สูง นางจึงมักจะกลับขึ้นเขาด้วยหัวใจที่ปวดร้าวทุกครั้ง กระทั่งล่วงเลยถึงอายุยี่สิบปีนางก็ยังคงไม่ได้หมั้นหมายกับผู้ใด

แม้เหรินจิ่วจะไม่แสดงถึงความอาทรร้อนใจ แต่ความรู้สึกอดอยากปากแห้งก็บีบคั้นนางให้ต้องกินไม่เลือกอยู่บ่อยครั้ง

ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดเข้าถึงจิตใจของนางยามเฝ้ามองบุรุษในไข่ ผู้ที่เป็นดั่งหยาดพิรุณอันหอมหวานสำหรับผืนป่าที่แห้งผาก ดั่งวสันตฤดูที่ทำให้ต้นไม้เหี่ยวเฉาพลิกฟื้นจากความโรยราและเติบโตกลายเป็นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าในชั่วพริบตา

แน่นอนว่าเหรินจิ่วไม่อาจระงับความวู่วามและทำเช่นนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

นางพาเขาออกจากถ้ำภูเขา ทั้งยังร่วมมือกับต้าป๋ายในการลากบุรุษนิรนามกลับห้องหอ ก่อนจะเฝ้าเขาเอาไว้ตลอด

ไม่กี่วันต่อมา คนของทางการก็มาถึงค่ายภูเขาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับวัตถุประหลาดที่ตกลงมาจากฟากฟ้า เหรินจิ่วลูบแก้มของผู้หลับใหลพลางส่งยิ้มชั่วร้ายที่ไม่ต่างอะไรจากมารเฒ่าแห่งเขาเฮยชาน[2] จากนั้นก็กำชับเหล่าบุรุษภายในค่ายว่า “ให้เจ้าหน้าที่ของทางการลากไข่ยักษ์สีขาวใบนั้นไป แต่จงอย่าแพร่งพรายเรื่องบุรุษผู้นี้ เพราะข้าได้ยึดไว้แล้ว!”

โจรหมายเลขหนึ่ง คนสนิทของเหรินจิ่วแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้อย่างมาก “จิ่วเหย (ท่านเก้า) ข้าได้ยินมาว่าการกระทำชำเราศพไม่ถูกสุขอนามัยสักเท่าไหร่ ซ้ำยังทำลายบุญในโลกหลังความตายอีกด้วย”

เหรินจิ่วลูบไล้ใบหน้าของบุรุษนิรนามพลางสูดปาก

เมื่อโจรหมายเลขสองได้ยิน เขาก็กล่าวแบบไม่แยแสว่า “ถ้าไม่ฉวยโอกาสข่มขืนตอนที่ศพยังสดใหม่ แล้วจะรอให้เน่าก่อนหรือ? จิ่วยาโถว[3] เจ้าอย่าได้กลัว ข้าจะถือดาบคอยเฝ้าอยู่ข้างนอก แม้แต่เทพผีปีศาจ ข้าก็จะต้านทานให้เจ้าจงได้ ไม่ต้องกลัว รุกได้เลย!” เขากล่าวพลางหิ้วเจ้าหมายเลขหนึ่งที่ผอมแห้งออกไป “ไปกับข้า! ไปรับมือเจ้าหน้าที่ของทางการด้วยกัน”

เหตุที่บรรดาโจรภูเขาต่างพากันเรียกบุรุษในไข่ว่าซากศพ ก็เพราะทั้งร่างของเขายังคงเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดขาว ลมหายใจสะบั้น และชีพจรหยุดนิ่งนับตั้งแต่วันที่เหรินจิ่วพาเขาออกจากถ้ำมา

ไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร เหรินจิ่วก็เชื่อเสมอว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เพราะบางครั้งเปลือกตาของบุรุษนิรนามก็จะขยับและสั่นเล็กน้อย แม้ว่าจะจบลงด้วยความสงบนิ่งทุกครั้งก็ตาม

เหรินจิ่วทอดถอนใจพลางไล้นิ้วไปตามแนวคิ้วและคางอันประณีตของอีกฝ่าย ทั้งยังเฝ้าฝันถึงดวงตาของเขายามเปิดขึ้นอีกด้วย

ใจของเหรินจิ่วคะยั้นคะยอให้นางฝืนพลิกเปิดเปลือกตาของเขาขึ้น ทว่าพอลองทำจริงๆ นางก็พบเพียงแค่ลูกตาขาวซีดเท่านั้น

ด้วยความผิดหวัง เหรินจิ่วถอนหายใจรดดวงตาที่แห้งผากของชายหนุ่ม พริบตาเดียว ลูกตานั้นก็แดงก่ำ น้ำในตาเอ่อทะลักออกมาราวกับน้ำพุ

เหรินจิ่วรีบปล่อยมือพลางใช้นิ้วปาดน้ำตาให้เขา “ที่แท้เจ้าก็รับรู้ถึงความหดหู่ของข้า! เจ้าเข้าใจถึงความจำเป็นของข้าแล้วใช่ไหม? คนงามเอ๋ย ใบหน้าของเจ้ายามร้องไห้ทำให้ข้าปวดใจไม่น้อยเลย”

หลังจากเช็ดหยาดน้ำตาสองหยดให้อีกฝ่ายเสร็จแล้ว เหรินจิ่วก็มั่นใจว่าเขาคือคู่ชีวิตที่สวรรค์ส่งมาให้อย่างแน่นอน

สองสามวันต่อมา อาการของบุรุษในไข่ก็ยังไม่ดีขึ้น หัวคิ้วของเหรินจิ่วขมวดแน่นด้วยความเครียด บรรดาโจรภูเขาเริ่มมั่นใจแล้วว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ เพราะศพทั่วไปจะไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้ท่ามกลางอากาศของเดือนเจ็ด

โจรหมายเลขหนึ่งจึงเสนอความคิดเห็นออกมาว่า “จิ่วเหย เคยมีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านบอกกับข้าว่า หากผู้ใดเป็นคู่แท้ของกันและกัน จุมพิตแห่งรักจะทำให้อีกฝ่ายฟื้นคืนชีพได้ ท่านอยากจะลองดูบ้างไหม?”

เหรินจิ่วพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อผู้คนรอบข้างถอยห่างออกไปแล้ว นางก็เลียริมฝีปากแล้วเริ่มคิดค้นวิธีจุมพิตที่ดีที่สุด

เกาศีรษะครุ่นคิดไปได้สักพักนางก็หันไปมองหน้าเจ้าหมายเลขหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นถึงประมุข ความอ่อนหัดทั้งหลายจึงต้องเก็บซ่อนเอาไว้ดังเดิม

เหรินจิ่วทำปากจู๋แล้วประทับมันลงไปบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาของบุรุษนิรนามอย่างแผ่วเบา พลันก็ขบคิดได้ว่า จุมพิตนี้อาจจะเบาเกินไปจนอีกฝ่ายไม่ทันได้รู้สึก

คิดได้เช่นนี้ นางก็ประทับจูบหนักหน่วงลงไปอีกครั้ง จนหน้าผากของเขาเป็นรอยแดงช้ำ

จอมโจรสาวกระหยิ่มยิ้มย่องให้กับผลงานของตัวเอง ทว่าขณะกำลังชื่นชมอยู่นั้น ที่กลางรอยแดงของจุมพิตก็พลันปรากฏแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นมา นางพินิจพิเคราะห์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที

ของเหลวสีเงินกลุ่มหนึ่งซึมออกจากรอยแดงอย่างช้าๆ พอสัมผัสกับอากาศก็ผนึกตัวกลายเป็นก้อน

‘แปลกจริง! มนุษย์ยามใกล้ชิดกันจะคลอดทารกออกมา ทว่าไข่ยักษ์กลับคลอดเงินออกมา?’

เหรินจิ่วหรี่นัยน์ตาลงพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะ จากนั้นก็หยิบก้อนสีเงินบนหน้าผากของเขาขึ้นมาลองกัดดู

เอ๋?

นางขมวดคิ้ว เพราะดูเหมือนเจ้าสิ่งนี้จะนิ่มกว่าเงินเล็กน้อย

ยังไม่ทันจะได้คายก้อนสีเงินออกมา เหรินจิ่วก็ถูกวัตถุที่ค่อนข้างแข็งเสยเข้าที่ใต้กรามอย่างแรงจนปลายคางเชิดสูงขึ้น

ก้อนสีเงินประหลาดหลุดเข้าไปในลำคอของนางและติดแหง็กอยู่แบบนั้น

น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแหบพร่าของบุรุษในไข่ดังขึ้นที่ข้างหูของเหรินจิ่ว พยายามฟังอย่างไรนางก็ไม่เข้าใจความหมายสักที

ขณะที่กำลังสำลักเจียนตายจนใบหน้าเริ่มเป็นสีม่วงคล้ำ เหรินจิ่วไม่สนใจเขาและรีบร้อนลุกขึ้นเพื่อไปหาน้ำมาดื่ม เพียงตั้งท่าจะหยัดกายขึ้น นางก็ถูกใครบางคนใช้กำลังกดกระชากลงจนแผ่นหลังกระแทกกับขอบเตียงอย่างแรง เวลานั้นเอง เจ้าก้อนสีเงินก็ทะลึ่งพรวดไหลผ่านลำคอของนางลงไปทันที

รอดจากความตายมาได้ เหรินจิ่วก็สูดหายใจลึกติดกันหลายครั้ง ไม่นานนัก ดวงตาที่พร่ามัวก็กลับมาเห็นได้ชัดเจนขึ้น

ทันทีที่เห็นผู้บังอาจนั่งคร่อมบนร่างของประมุขแห่งค่ายโจรภูเขา เหรินจิ่วก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง

พ่อรูปงามของนางฟื้นแล้ว ในที่สุดดวงตาคู่ที่รอคอยมานานก็เปิดเสียที ช่างเป็นดวงตาที่งดงามและคมกริบเฉกเช่นที่จินตนาการเอาไว้ ทว่าเจือความเฉยชาเกินกว่าที่คาดการณ์หลายส่วน เขานั่งทับและกดนางไว้ไม่ต่างจากตอนที่นางกดปลาลงกับเขียง

บุรุษนิรนามกดทับขาของเหรินจิ่วจนแน่น ทั้งยังรวบมือทั้งสองข้างและยึดขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมือข้างที่เหลือก็ถือบางสิ่งที่มีสีดำสนิทและเย็นเยียบไว้ ก่อนจะจ่อเข้าที่หว่างคิ้วของนางอย่างระแวดระวัง

 

[1] 认 แปลว่า รู้จัก ยอมรับ

[2] ปีศาจที่เกิดจากการดูดกินพลังวิญญาณทั้งมวลในเขาเฮยชาน ตัวร้ายในเรื่องโปเย โปโลเย

[3] ภาษาแต้จิ๋วเรียกเอียเท้า หมายถึงเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน หรือนังหนู

3. ฮ่องเต้อยู่ที่ไหน?

จู่ๆ เขาก็พูดบางอย่างที่นางฟังไม่เข้าใจออกมา

เหรินจิ่วกระพริบตาปริบๆ ถึงจะยังไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในมือของอีกฝ่าย แต่มันก็ทำให้นางอึดอัดพอตัว “คนงาม เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด ฟังที่ข้าอธิบายก่อน”

‘คนงาม’ ของเหรินจิ่วไม่มีปฏิกิริยาตอบรับแม้แต่น้อย เหรินจิ่วยังคงพูดพล่ามถึงต้นสายปลายเหตุแบบละเอียดยิบคนเดียวต่อไป เสร็จแล้วก็ไม่ลืมที่จะขอความเห็นจากเขา “ข้าไม่ติดใจที่เจ้าเป็นคนต่างแดน และยินดีที่จะอยู่กินกับเจ้าไปชั่วชีวิต เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”

ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ และบีบแขนของเหรินจิ่วเอาไว้จนเริ่มชา จู่ๆ เสียงของสตรีนางหนึ่งก็ดังออกมาจากร่างของบุรุษในไข่ เป็นเสียงเดียวกับที่นางเคยได้ยินจากในถ้ำ ทั้งแข็งกระด้าง ไร้ชีวิตชีวา เหรินจิ่วตกใจจนปากอ้าตาค้างพลางจ้องคนตรงหน้าเขม็ง “เจ้า... เจ้าซ่อนสตรีไว้ในร่างได้อย่างไรกัน?”

สตรีลึกลับยังคงกล่าวภาษาที่เหรินจิ่วไม่เข้าใจออกมา แล้วก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง“เก็บตัวอย่างภาษาเสร็จสมบูรณ์---อ่านข้อมูลเสร็จเรียบร้อย---ป้อนข้อมูลระบบภาษาสำเร็จ---กรุณาทดลองใช้”

“ทดสอบ” เขาจ้องเหรินจิ่วพลางเอ่ยสองคำนี้ออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

“การทดสอบเสร็จสิ้น ควบคุมการใช้งานภาษาต่างดาวสำเร็จลุล่วง”

มุมปากของเหรินจิ่วกระตุกกึก บุรุษในไข่ผู้นี้กำลังพูดคุยกับสตรีที่มองไม่เห็นอยู่ แม้จะคุ้นเคยกับพยางค์ แต่นางก็ยังไม่เข้าใจภาษาอยู่ดี

‘หรือคนงามจะมีปัญหาทางสมอง?’

โดยไม่รอให้เหรินจิ่วได้ถอนใจอย่างปลงตก วัตถุที่จ่อตรงหว่างคิ้วของนางก็เปลี่ยนทิศและเล็งไปที่กาน้ำชาบนโต๊ะแทน

ปัง!

สิ้นเสียงกึกก้องนี้ กาน้ำชาที่อยู่ไกลออกไปก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

เหรินจิ่วเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก นิ่งเงียบไปได้พักหนึ่ง นัยน์ตาของนางก็ทอประกายเจิดจ้า “แม่เจ้า ตีวัวข้ามภูเขา! สุดยอดไปเลย!”

วัตถุสีดำที่ว่าย้ายกลับมาประชิดตรงหว่างคิ้วของนางอีกครั้ง ตามด้วยน้ำเสียงจริงจังของบุรุษนิรนาม “ถ้าไม่ตอบคำถามดีๆ นั่นจะเป็นจุดจบของหัวสมองเจ้า!”

“ต... ตอบอยู่แล้ว เอาอย่างนี้นะ ข้ารู้อะไรก็จะบอกให้หมด ส่วนที่ไม่รู้คงบอกไม่ได้จริงๆ”

“เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารปกครองที่มีตำแหน่งสูงสุดของพวกเจ้าคือใคร?”

“เจ้าหน้าที่อะไร?”

ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนวิธีการพูดใหม่ “ให้ประมุขของพวกเจ้ามาพบข้า!”

“ข้าคือประมุขของค่ายภูเขาแห่งนี้”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “ดีมาก ตอนนี้เจ้ามีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือละทิ้งการต่อต้านด้วยกำลังทั้งปวงแล้วช่วยเหลือข้า สองคือตาย”

“หนึ่ง!” แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่เหรินจิ่วก็เลือกแบบไม่ลังเล

“ดีมาก” บุรุษในไข่ชื่นชมความร่วมมือของนาง “เช่นนั้น เจ้าต้องช่วยข้าสามเรื่อง หนึ่ง คืนยานบินของข้ามา สอง ช่วยข้าติดต่อกับสถานีอวกาศทางทหารของสมาพันธรัฐ และสาม ปิดปากให้สนิท!”

ได้ยินเช่นนี้ ประมุขค่ายก็ยิ้มเจื่อน “เรื่องสุดท้ายไม่มีปัญหา ทว่าสองเรื่องแรก... เจ้าช่วยใช้คำที่ข้าฟังรู้เรื่องหน่อยจะได้ไหม?” เหรินจิ่วกล่าวด้วยความน้อยใจ “ยังมีอีก... เจ้าช่วยลงไปจากตัวข้าก่อนได้หรือไม่? ข้ายังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่ ถูกขึ้นคร่อมนานขนาดนี้ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? แม้ข้าจะหน้าหนาและไร้ศีลธรรม แต่ก็ยังต้องรักษาความบริสุทธิ์อยู่ดี!”

บุรุษในไข่มีสีหน้าลังเล ก่อนจะยอมวางอาวุธและพลิกกายลงจากเตียง เขากวาดตามองไปรอบด้านพลางแยกแยะอย่างมีสติ ‘ล้าหลัง ป่าเถื่อน อ่อนแอ ทั้งยังไม่มีความสามารถในการต่อต้านใดๆ’

นี่คือสิ่งที่เขาประเมินได้ รวมไปถึงสตรีที่อยู่ตรงหน้าด้วย

เหรินจิ่วนั่งนวดข้อมือไปมาอยู่ริมเตียง ปากก็พึมพำต่อว่าเรื่องที่อีกฝ่ายเนรคุณ เขาไม่เพียงไม่สนใจ ซ้ำยังกล่าวแบบเอาแต่ใจขึ้นว่า “ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ก็ควรจะแสดงความจริงใจออกมา ข้าจะไม่ใช้กำลังบีบบังคับเจ้า ส่วนเจ้าก็นำยานบินมาคืนข้าซะ!”

เหรินจิ่วขบคิดแล้วตอบกลับไปว่า “ยานบินที่เจ้าพูดถึง คือไข่ยักษ์ทรงกลมสีขาว ที่ฟักเจ้าออกใช่ไหม?”

“ไม่ผิด!”

หญิงสาวโบกมือไปมาพลางชี้แจง “หากว่าเป็นสิ่งนั้นล่ะก็ มันไม่อยู่ที่นี่แล้ว คนของทางการเพิ่งจะลากมันออกไปเมื่อเช้า”

ทันทีกล่าวจบ อาวุธสีดำอันเดิมก็เล็งเข้าที่หว่างคิ้วของเหรินจิ่วอีกครั้ง พร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบของเขา “ไปชิงกลับมา!”

มุมปากของเหรินจิ่วกระตุก “นี่คือความจริงใจที่เจ้าพูดถึงหรือ?”

“อย่าคิดเล่นลูกไม้เป็นอันขาด!” สีหน้าของเขาไม่หวั่นไหว ดวงตาดำขลับจ้องเหรินจิ่วอย่างเฉียบขาด “ในเมื่อเจ้าเป็นประมุขของที่นี่ ก็ควรจะมีอำนาจสั่งการให้พวกเขานำของที่ไม่ใช่ของตนมาคืน!”

“ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้เสียหน่อย! เป็นเพียงหัวหน้าโจรตัวเล็กๆ เท่านั้น จะมีอำนาจไปสั่งคนของทางการได้อย่างไร? ข้าไม่ชอบรนหาที่ตายหรอกนะ!”

เขาหรี่ตามองนาง ไม่นานก็กระจ่างถึงสถานะของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี “แล้วฮ่องเต้อยู่ที่ไหน?”

“อยู่เมืองหลวง อยู่ไกลมาก อยากเจอนักใช่ไหม จะพาเดินเท้าไปหา สักสองสามเดือนก็ถึง!”

“แล้วทางการลากยานบินของข้าไปไว้ที่ไหน?”

“เชิงเขา”

“ไปชิงกลับมา!”

เหรินจิ่วยืดคอขึ้นพลางหลับตา “เช่นนั้นก็ฆ่าข้าเถอะ ตายไปเลยน่าจะง่ายกว่า!”

โจรภูเขาบุกไปชิงของๆ ทางการ หากไม่ได้อยากตาย แล้วจะเรียกว่าอะไร!

ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนัก เขาไม่คุ้นเคยกับที่นี่ แถมสตรีนางนี้ยังมีประโยชน์ให้ใช้สอยอีกมาก ตรึกตรองไปได้สักพัก เขาก็ฉุดเหรินจิ่วลงจากเตียง “เจ้าต้องช่วยข้าด้วยการไปเอายานบินกลับคืนมา!” เขาทั้งลากทั้งผลักนางไปที่ประตูพลางออกคำสั่ง “นำทาง!”

เหรินจิ่วจำต้องเดินออกจากห้องตามคำสั่งของเขา ทว่าผ่านไปสองก้าว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

เหรินจิ่วหันกลับไปมองแล้วก็พบว่าบุรุษในไข่กำลังคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น มือกุมหน้าอก ปากเม้มแน่น หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อชื้นเย็น

เหรินจิ่วรีบโบกไม้โบกมือด้วยความตกใจ “เจ้าไม่ต้องคุกเข่าขอร้องข้าหรอก พูดดีๆ ข้าก็ช่วยนำทางให้แล้ว!”

“หุบปาก!” เขายกอาวุธสีดำในมือขึ้นและเล็งไปที่นาง “ห้ามเข้ามา ยกมือขึ้นกุมหัว แล้วนั่งยองๆ ลง”

‘ความจริงใจอะไรกัน เห็นชัดๆ ว่าเจ้าหมอนี่ขี้ระแวงมาก ทั้งยังสร้างกำแพงสูงกว่ากำแพงเมืองเสียอีก หน้าตาก็ดี แต่นิสัยกลับสู้บุรุษหยาบกร้านในค่ายไม่ได้เลย!’ เหรินจิ่วก่นด่าในใจขณะที่ยกมือขึ้นกุมศีรษะและนั่งยองๆ ตามคำสั่ง

ทันใดนั้น บุรุษนิรนามก็ควักวัตถุทรงกระบอกสีเงินอันหนึ่งออกมาจากเสื้อเกราะ

เหรินจิ่วเหลือบตามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตรงกลางกระบอกบรรจุของเหลวสีฟ้าเอาไว้ ชายหนุ่มกดปุ่มที่อยู่บนนั้นอย่างแผ่วเบา ไม่นานนัก เสียงแข็งกระด้างและไร้ชีวิตชีวาของสตรีคนเดิมก็ดังขึ้น “ตรวจสอบสถานะไม่ได้ ห้ามใช้ยาของทางการทหาร”

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลองกดปุ่มอีกครั้ง เสียงนั้นยังคงตอบกลับเช่นเดิมว่า “ตรวจสอบสถานะไม่ได้ ห้ามใช้ยาของทางการทหาร”

ได้ยินคำตอบนี้ เขาก็ล้วงเอาวัตถุทรงกระบอกสีเงินอีกชิ้นออกมาจากเสื้อเกราะและทำเหมือนเดิม ทว่าก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน

สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลง และไม่แสดงอาการลนลานแต่อย่างใด หลังจากนั่งทบทวนความทรงจำอย่างมีสติ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเหรินจิ่วด้วยแววตาเป็นประกาย “ก่อนข้าจะฟื้น เจ้าได้ทำอะไรข้าบ้าง?”

เหรินจิ่วกลอกตาไปมา “ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”

ปัง!

ครั้งนี้เหรินจิ่วเห็นเต็มตาว่า เขาใช้อาวุธที่มีลำแสงสีฟ้าในมือทำลายตู้เสื้อผ้าจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ

“พูดความจริงออกมา!”

“ก็ได้ๆ ด้วยความที่เจ้าตัวหนักมาก ข้าแบกไม่ไหว เลยถูลู่ถูกังลากเจ้าจากในถ้ำมาจนถึงที่นี่”

“เช่นนี้นี่เอง หลังศีรษะของข้าถึงได้ปวดมาก!” ชายหนุ่มกระชับอาวุธในมือ ก่อนจะยิงลำแสงสีฟ้าลงบนพื้นตรงข้างเท้าของเหรินจิ่ว

“เจ้าทำอะไรอีก?”

ใบหูของเหรินจิ่วแดงวาบขึ้น นางกุมใบหน้าก่อนจะกล่าวอ้อมแอ้ม “ข้าจูบเจ้าไปครั้งหนึ่ง”

“จูบตรงไหน?”

“หน้าผาก” จากนั้นนางก็ตบมือดังป้าบ! “จริงด้วย! หลังจากถูกข้าจูบ หน้าผากของเจ้าก็ปรากฏแสงสีเงินที่รวมตัวกันเป็นก้อน ข้าสงสัยเลยลองเอามากัดดู”

สีหน้าของบุรุษในไข่เยือกเย็นลง “เอาเครื่องจำแนกสถานะของข้าคืนมา!”

“เครื่องจำแนกสถานะอะไร ไม่มีให้หรอก!”

เพลิงโทสะของ ‘ฉู่ขวาง’ ถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที ชายหนุ่มเค้นพลังหยดสุดท้ายในร่างออกมาและโถมตัวเข้าใส่เหรินจิ่วด้วยความโมโห

เขาขึ้นคร่อมนางอีกครั้ง ก่อนจะรวบมือทั้งสองข้างตรึงไว้เหนือศีรษะ และจ่ออาวุธสีดำลงบนหว่างคิ้ว

เหรินจิ่วเจ็บเสียจนต้องแผดเสียงออกมา “แขนบิดแล้ว แขนข้าบิดแล้ว เบาลงหน่อย โอย... เจ็บจังเลย!”

ฉู่ขวางที่ไม่แยแสแค่นเสียงเย็นออกมา “ข้าไม่ได้ล้อเล่น คืนของมาก็รอด ไม่คืนก็ตาย!”

“ข้าคืนให้ไม่ได้จริงๆ!”

แววตาของฉู่ขวางเยือกเย็นขึ้นอีกหลายขุม มือที่แข็งแกร่งบีบรัดข้อมือของนางแรงขึ้น เหรินจิ่วเจ็บจนน้ำตาไหล ไม่เพียงน้อยใจ นางยังรู้สึกเดือดดาลอีกด้วย ปกติเคยแต่ไปรังแกผู้อื่น มาวันนี้ถูกขึ้นคร่อมและรังแกถึงสองครา เดิมนางคิดจะใช้ความอ่อนโยนสยบเขา ทว่าพอเจอทั้งขู่เข็ญและทำร้าย ความเจ็บปวดก็กระตุ้นเพลิงโทสะให้ลุกโชนขึ้น นิสัยโจรพลันปะทุออกมาอย่างน่ารังเกียจ นางถลึงตาใส่บุรุษตรงหน้า และระเบิดถ้อยคำหยาบคายออกมา

4. คนบ้าคลั่งแซ่ฉู่

“ข้ากลืนลงไปแล้ว! มีปัญญาก็ผ่าท้องเอาออกมาเองแล้วกัน!”

ได้ยินเช่นนี้ ฉู่ขวางก็แปรสภาพอาวุธในมือทันที

แกร๊ก แกร๊ก!

หลังจากที่เขากดปุ่มลงไปสองครั้ง สิ่งที่อยู่ในมือก็แปรสภาพเป็นมีดคมกริบที่สะท้อนแสงวาบใส่นัยน์ตาของเหรินจิ่ว

‘เจ้าบ้านี่จะผ่าท้องข้าจริงๆ เหรอ?!’

“เดี๋ยวก่อน!” เหรินจิ่วตะโกนออกมาเสียงดัง

ปลายมีดของฉู่ขวางชะงักค้างอยู่บนหน้าอกของนาง เหรินจิ่วเหลือบตามองมีดสลับกับนัยน์ตาอันเฉยชาของบุรุษตรงหน้า ก่อนจะสูดหายใจเฮือกใหญ่พลางเอ่ย “ระบบย่อยอาหารของข้าดีเลิศยิ่งนัก หากคิดจะผ่าตอนนี้ ก็คงสายไปเสียแล้ว!” พูดจบนางก็กลั้นลมหายใจพักหนึ่ง ก่อนจะเรอใส่หน้าของเขาเต็มแรง

ลมหายใจนั้นเป่ารดปอยผมซึ่งระหน้าผากของฉู่ขวางจนปลิวไสว

เหรินจิ่วจุ๊ปาก “ลำไส้ของข้าดีเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

ฉู่ขวางตะลึงค้าง แม้เขาจะควบคุมอารมณ์ให้สงบได้ แต่ใบหน้าก็บิดเบี้ยวไปแล้วหลายส่วน กรามค้างเกร็ง มือที่กุมมีดไว้สั่นระริกราวด้วยความคับแค้น

เหรินจิ่วชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกระแอมออกมาสองครา และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงการสั่งสอนไว้สามส่วน ความสะใจอีกเจ็ดส่วน “เจ้าคงเริ่มร้อนรนแล้วสินะ? ใครใช้ให้เจ้าตื่นขึ้นมาตอนที่ข้ากำลังกัดเจ้าก้อนสีเงินนั่นอยู่เล่า? ซ้ำยังทำข้าล้มหงายลงกับเตียงและสำลักเกือบตาย! อยากคร่อมบนตัวข้าก็คร่อมเลย หรืออยากจะใช้ไอ้ไม้กวนอาจมนั่นจ่อตรงหว่างคิ้วของข้าก็ทำไป หากคิดว่าทั้งหมดเป็นความผิดของข้าจริงๆ!”

ฉู่ขวางค่อยๆ คลายฟันที่ขบแน่นออก ก่อนจะพยายามข่มเส้นเอ็นที่ปูดโปนตรงขมับด้วยการวางอาวุธลงและยกมือขึ้นนวดเฟ้น

ผ่านไปได้สักพัก เขาก็หยิบวัตถุทรงกระบอกสีเงินขึ้นมาและแนบลงบนผิวของเหรินจิ่ว จากนั้นก็กดปุ่ม

ตี๊ด ตี๊ด!

เสียงเสนาะหูนี้ดังขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเสียงแข็งกระด้างของสตรีคนเดิม “ตรวจสอบสถานะสำเร็จ ยาที่ใช้ทางการทหาร กรุณาดื่มด้วยความระมัดระวัง”

เขาจ้องนางด้วยสีหน้าสับสน แววตานั้นบ่งบอกถึงความลำบากใจ ไม่นานเขาก็เงยหน้าขึ้นและกรอกของเหลวสีฟ้าใส่ลงในหลอดแล้วกลืนลงคอด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม ราวกับกำลังดื่มสุราชุนจิ่วไปทั้งแม่น้ำ

ครู่หนึ่งเขาก็ฟื้นคืนพละกำลัง ฉู่ขวางลุกขึ้นและยื่นมือออกมาให้เหรินจิ่วจับเพื่อพยุงตัว ทว่านางกลับมองเขาอย่างระแวดระวังพลางกระถดถอยหลังไปชิดประตู

บุรุษในไข่ขมวดคิ้ว “ในเชิงยุทธศาสตร์ การไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเจ้า”

“อ้อ... เจ้าทำทั้งหมดเพราะความหวังดีหรอกรึ?”

เมื่อใคร่ครวญการกระทำของตัวเอง ฉู่ขวางก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “เป็นเพราะข้าประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ต้องขออภัยด้วย”

เหรินจิ่วหัวเราะแห้ง “เช่นนั้น ข้าขอฟาดเจ้าสักสองสามกระบองได้ไหม? ประเดี๋ยวจะเอ่ยคำขอโทษให้!”

ได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของฉู่ขวางก็จริงจังขึ้นหลายส่วน สักพักเขาก็ควักกระบองเหล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะโบกเบาๆ จนมันก็ขยายใหญ่เท่าท่อนแขน

เหรินจิ่วมองเขาด้วยใจระทึก “เจ้ามีอาวุธซ่อนอยู่ในร่างมากแค่ไหนกัน?”

ฉู่ขวางไม่ตอบ แต่กลับส่งกระบองในมือให้นาง “ฟาดเลย!”

แม้จะตระหนกอยู่บ้าง แต่เหรินจิ่วก็ปั้นหน้าขรึมพลางเอื้อมมือไปรับกระบองนั้นมา หลังจากกะน้ำหนักอยู่สองรอบ นางก็เงื้อมือขึ้นโดยหวังจะฟาดอีกฝ่ายให้หายแค้น

ทว่าสายตาของเขาที่จ้องมองมา ก็ทำให้นางใจอ่อนยวบ บุรุษที่งดงามเพียงนี้ ไม่ควรต้องมีร่างกายที่พิกลพิการ หลังจากโดนเขาจ้องแบบไม่กระพริบตา นางก็ค่อยๆ ลดมือลง

คิ้ว คาง สันจมูกเช่นนี้... ไม่ว่าเจ้าของจะทำผิดหนักหนาเพียงใด ก็สมควรที่จะได้รับการให้อภัยจากสวรรค์

เหรินจิ่วไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็เบ้ปากและทิ้งกระบองลงพื้น “ข้าจิ่วเหยเป็นคนใจกว้าง คราวนี้จะยกโทษให้สักครั้ง เพียงแต่เจ้าจะต้องตอบทุกคำถามของข้าตามความจริง”

“ได้”

“เจ้ามีชื่อแซ่ว่าอะไร? บ้านอยู่แห่งหนไหน? อายุอานามเท่าใด? มีภรรยาแล้วหรือยัง?” นี่เป็นประโยคที่นางมักจะใช้ยามออกไล่ล่าหาสามี

จากประสบการณ์แล้วนั้น ชายหนุ่มที่เหรินจิ่วหมายมั่นจะรายงานสถานภาพด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น จากนั้นก็จะถูกนางโอบเอวเข้ามากอดพลางพ่นเสียงหัวเราะใส่หู สุดท้ายก็จะถูกบังคับขู่เข็ญและพากลับขึ้นค่ายภูเขา สภาพของทุกคนล้วนแตกต่างจากบุรุษในไข่ผู้ที่ยืนประจันหน้านางยามนี้อย่างมาก

“ข้าอยู่ในสังกัดกองยานบินซวี่รื่อ (Rising Sun) ของดาวซานทาน่า อายุยี่สิบแปดปี ไร้ประวัติการแต่งงาน ชื่อแซ่แปลตามความหมายสมควรเป็น...” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฉู่ขวาง (คนบ้าคลั่งแซ่ฉู่)”

สติของเหรินจิ่วหลุดลอยไปกับชื่อของบุรุษผู้นี้พักหนึ่ง ชื่อกับรูปกายภายนอกของเขาช่างขัดกันเสียนี่กระไร ทว่าพอได้เห็นอารมณ์ที่สงบนิ่งในดวงตาดำขลับคู่นั้น นางก็เห็นสมควรที่เขาจะถูกเรียกเช่นนี้

ขณะที่เหรินจิ่วกำลังสติหลุดลอยอยู่นั้น เสียงโหยหวนหนึ่งก็ดังแว่วขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหิมะก้อนใหญ่ที่ปากระแทกประตูจนมันเปิดออก

ต้าป๋ายที่เป็นถึงพยัคฆ์ขาว ถูกเจ้าสุนัขต้าหวงไล่กวดอย่างเอาเป็นเอาตาย จนมันต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้ามาในห้องด้วยสภาพน้ำตาคลอ ก่อนจะซุกหัวลงออดอ้อนที่กลางหลังของเหรินจิ่วจนนางล้มคะมำลงไปกองกับพื้น

นางหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เหรินจิ่วก็ถูกต้าป๋ายจู่โจมเสียจนขนติดเต็มปาก

เหรินจิ่วเดือดดาลเป็นที่สุด นางใช้มือเพียงข้างเดียวปัดเจ้าต้าป๋ายจนกระเด็น ก่อนจะขว้างกระบองของฉู่ขวางใส่ต้าหวง “ไอ้สุนัขบ้า! วันๆ เอาแต่ก่อเรื่อง! ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังเกี้ยวพาบุรุษอยู่!”

ต้าหวงเกรงกลัวเหรินจิ่วยิ่งนัก มันกระโจนหลบกระบองไปได้แบบเฉียดฉิว ก่อนจะวิ่งหนีหางจุกตูดไป

ต้าป๋ายเบิกบานใจอย่างมาก ขณะกำลังคิดจะออดอ้อนขอความรักจากผู้เป็นนาย ลำแสงสีฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งใส่ใต้ขาของมัน ด้วยความหวาดกลัว ต้าป๋ายที่ตัวสั่นงันงกถลาไปหลบที่ด้านหลังของเหรินจิ่ว

“อย่าฆ่ามัน นี่พวกเดียวกัน!” นางรีบออกโรงปกป้อง

ฉู่ขวางถอยหลังไปสามก้าวพลางจ้องต้าป๋ายเขม็งราวกับเห็นศัตรูตัวฉกาจ ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเครียด ที่ดูเหมือนจะจริงจังกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับเหรินจิ่วหลายส่วน

“โง่เขลายิ่งนัก! สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ล้วนมีเชื้อโรคที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต! เจ้านี่ควรจะถูกเผาให้วอด และนำไปฝังเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค” เขาใช้สายตาเย็นเยียบมองเหรินจิ่วแวบหนึ่ง “เจ้าเคยสัมผัสมันอย่างใกล้ชิดมาก่อน สมควรถูกกักกันเชื้อโรคเป็นเวลาสามสิบวัน!”

‘มันคืออะไรหว่า?’

เหรินจิ่วไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด รู้แต่เพียงว่าเขากลัวต้าป๋ายยิ่งนัก นางจึงแกล้งทำเป็นยกเท้าและเตะเจ้าพยัคฆ์ขาวไปหาเขา “ไปๆ ไปลองเลียเขาสักคำ”

ฉู่ขวางมีสีหน้าที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่ถึงอย่างนั้น ต้าป๋ายก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้เขา และเอาแต่หลบอยู่ข้างขาของเหรินจิ่วด้วยท่าทางหวาดกลัว

เหล่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านพากันยื่นศีรษะเข้ามาในห้อง โจรหมายเลขหนึ่งกวาดตามองเพียงครู่ก็ถามขึ้นเสียงเบาว่า “จิ่วเหย เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ แต่ก็ไม่กล้าเคาะประตูถาม ว่าแต่... ท่านเสร็จกิจแล้วใช่ไหม?”

โจรหมายเลขสองตบศีรษะโจรหมายเลขหนึ่งอย่างแรง ก่อนจะหัวเราะลั่น “ก็เห็นๆ อยู่ว่าเจ้านั่นฟื้นขึ้นมาแล้ว!”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว และกวาดตามองบรรดาโจรภูเขาอย่างระแวดระวัง “คนพวกนี้เป็นใคร?”

เหรินจิ่วลูบจมูกไปมา “เป็นลูกน้องของข้าเอง”

“เพื่อเป็นการเสริมความเชื่อมั่นระหว่างกันในเชิงยุทธศาสตร์ ข้าคิดว่าเราควรทำความเข้าใจกันให้ลึกซึ้งกว่านี้”

เหรินจิ่วปาดเหงื่อที่หน้าผาก ‘แบบพวกเขา จะลึกซึ้งกันได้จริงๆ หรือ?’

ช่วงหัวค่ำ บนโต๊ะในห้องของเหรินจิ่วมีกับข้าววางอยู่สองสามอย่าง นางวางถ้วยเปล่าใบหนึ่งไว้ตรงหน้าฉู่ขวางพลางเอ่ย “ทุกคนในค่ายภูเขาล้วนมีบ้านของตัวเอง แม้ข้าจะเป็นประมุขของค่าย แต่ก็ไม่มีใครมาคอยปรนนิบัติหรือทำอาหารให้กิน ไม่กี่เดือนก่อนบิดามารดาของข้าเพิ่งจะเสียชีวิตลง ข้าเลยเพิ่งจะทำอาหารเป็น เจ้าก็ฝืนใจกินหน่อยแล้วกัน”

ฉู่ขวางเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “อาหารเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบเชื้อโรค ขออภัยที่ข้าไม่อาจกินได้” พูดจบเขาก็หยิบตลับสีเงินอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อที่มุมล่างขวา ก่อนจะเปิดมันออก แล้วหยิบยาเม็ดสีขาวออกมาใส่ปาก

เหรินจิ่วบีบตะเกียบพลางมองเขานิ่งค้าง “นี่คือเจ้า... กินอิ่มแล้วใช่ไหม?”

ฉู่ขวางผงกศีรษะ “หนึ่งเม็ดเพียงพอสำหรับพลังงานที่จำเป็นของข้าทั้งวัน”

เหรินจิ่วเคี้ยวข้าวพลางใคร่ครวญ บุรุษในไข่ดูเหมือนจะไม่คุ้นเคยกับโลกใบนี้มากนัก แม้ว่านางจะยังไม่ค่อยเข้าใจเขา แต่สำหรับเหรินจิ่วที่ต้องการมีสามีอย่างมากก็ไม่ถือสากับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ อย่างน้อยฉู่ขวางก็ไม่หวาดกลัวนางเหมือนอย่างคนอื่นๆ และแม้เขาจะตื่นขึ้นมาแล้วทำเรื่องไร้มารยาทกับนางมากมาย ทว่าก็เป็นสิ่งที่พอจะเข้าใจได้

ไม่ผิดที่คนเราจะตื่นกลัวกับสิ่งแวดล้อมแปลกใหม่ เหรินจิ่วเชื่อว่าตนเองเป็นผู้มีจิตใจกว้างขวาง ดังนั้นจึงให้อภัยเขาแบบไม่ตะขิดตะขวง เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือต้องทำให้เขาอยู่ต่อกับนางให้ได้ จากนั้นค่อยใช้เสน่ห์สร้างความหวั่นไหวให้แก่เขา ใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจขุนเขาอันสูงชันสยบเขาให้เขากลายเป็นบุคคลที่นุ่มนวลโอนอ่อน กลายเป็นกระต่ายขาวตัวน้อย จากนั้นค่อยเขมือบเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!

5. บุญคุณต้องตอบแทนด้วยร่างกาย

เหรินจิ่วดีดลูกคิดรางแก้วดังตึ๊งตั๊ง! ก่อนจะจีบปากจีบคอพูดขึ้นว่า “เจ้าเป็นคนจากที่ใดหรือ?”

“ดาวซานทาน่า” ฉู่ขวางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พอคิดได้ว่าอีกฝ่ายคงจะไม่เข้าใจ เขาจึงพูดเสริมขึ้นอีกประโยค “ดาวหลักศูนย์กลางแห่งการปกครองในระบบกาแล็กซีเซินโล”

ได้ยินประโยคนี้ เหรินจิ่วก็อ้าปากค้างมองเขา

ฉู่ขวางเริ่มรู้สึกอับจนเมื่อเห็นความมึนงงบนใบหน้าของนาง เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่า จะถูกบีบให้ต้องลงจอดฉุกเฉินบนดาวที่ล้าหลังขนาดนี้

พอตั้งสติได้ ฉู่ขวางก็ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ปราศจากดวงตะวัน ทว่าเต็มไปด้วยดวงดาวสุกสกาว “ข้ามาจากที่นั่น”

เหรินจิ่วยืดศีรษะขึ้นแล้วมองตามนิ้วของเขาไป “จากบนฟ้าน่ะรึ?”

“บนดวงดาว”

หากเป็นเมื่อก่อน เหรินจิ่วคงตบโต๊ะและกระทืบเท้าแหกปากหัวเราะไปแล้ว ทว่าหลังจากที่ประสบกับเรื่องราวพิลึกพิลั่นพวกนั้น นางก็ทำเพียงกลืนข้าวลงคอไปอย่างเงียบๆ สักพักก็เดินถือถ้วยไปนั่งยองๆ ตรงหน้าธรณีประตูพลางแหงนหน้ามองฟ้า “แล้วเจ้ามาจากดาวดวงไหนกันล่ะ?”

ฉู่ขวางนั่งลงที่หน้าธรณีประตูเช่นกัน แผ่นหลังตั้งตรง ไม่เอียงไม่เบี้ยว เทียบกับท่วงท่าของเหรินจิ่วแล้ว ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “ไม่อาจสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าน่าจะอยู่ตรงนั้น” เขาชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า

“อ้อ อยู่ใกล้ๆ กับดาวเหนือนี่เอง” เหรินจิ่วพุ้ยข้าวเข้าปากไปหลายคำ ก่อนจะถามต่อว่า “เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือ?”

ฉู่ขวางตีหน้าขรึม สีหน้าเคร่งเครียด “ภารกิจลับสุดยอด ไม่อาจแพร่งพรายได้”

เหรินจิ่วเบ้ปาก ในใจใคร่ครวญหาวิธีที่จะตีสนิทกับเขา

ทันใดนั้น ฉู่ขวางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงกระด้างว่า “ในอนาคตอันใกล้ ข้ามีสองเรื่องที่ต้องการให้ท่านประมุขช่วยเหลือ”

ข้าวสวยถูกพ่นพรวดออกมาจากปากของเหรินจิ่ว “เจ้า... เรียกข้าว่าอะไรนะ?”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ใช่ประมุขของค่ายภูเขาแห่งนี้หรอกรึ?”

พรืด!

เหรินจิ่วพ่นข้าวออกมาอีกพรวดหนึ่ง พอเริ่มรู้ตัวว่าแสดงอาการไม่สมกับเป็นกุลสตรี นางก็กระแอมออกมาสองครา ก่อนจะยกมือขึ้นป้ายปาก และเบือนหน้าด้วยท่าทางขวยเขิน “คนบ้า! เรียกข้าว่าเหรินจิ่ว จิ่วเหย เสี่ยวจิ่ว หรืออาจิ่ว ก็ได้”

“แบบไหนก็ได้ทั้งนั้น!” ฉู่ขวางกล่าว “ข้าต้องการให้เจ้าช่วยสองเรื่อง เรื่องแรก เอายานบินที่ถูกทางการยึดไปกลับคืนมา”

หา?

สีหน้าขัดเขินของเหรินจิ่วสลายวูบ หัวคิ้วขมวดมุ่น “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าข้าเป็นหัวหน้าโจร ให้ไปหาทางการก็เท่ากับไปรนหาที่ตาย ข้าไม่ทำ เจ้าพูดเรื่องที่สองได้เลย!”

“เรื่องที่สอง ก็เกี่ยวกับเรื่องเมื่อครู่นี้”

“หืม?”

ฉู่ขวางเริ่มลังเลและรู้สึกว่าคำขอของตนน่าจะฝืนใจอีกฝ่ายอยู่มาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ เขาจำต้องเอ่ยอย่างจนปัญญา “ระยะนี้ ขอให้เจ้าช่วยอยู่ข้างกายข้าก่อน”

ได้ยินที่อีกเขาร้องขอ เหรินจิ่วก็ตะลึงค้าง ถ้วยและตะเกียบในมือร่วงลงพื้น

‘คำขอนี้ ช่างตรงกับใจของข้าเหลือเกิน!’

นางเอื้อมไปดึงมือของฉู่ขวาง ทว่าเขากลับสะบัดออกแบบไร้เยื่อใย และกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ขอโทษด้วย ข้าคิดว่าเจ้าควรจะฆ่าเชื้อโรคทั้งตัวก่อน”

เหรินจิ่วที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่าน มองข้ามประโยคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง “ในเมื่อเจ้าออกปากแล้ว นับแต่นี้ เจ้าก็คือคนของข้า!”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว “ข้าสังกัดกองยานบินซวี่รื่อ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือองค์กรใดล้วนไม่มีอำนาจเหนือตัวข้า!”

เหรินจิ่วไม่สนใจ นางทำปากจู๋แล้วยื่นหน้าเข้าหาอีกฝ่าย “ท่านพี่ พวกเรามาจุมพิตสาบานรักกันสักฟอดเถอะ จากนี้ไป ข้าจะอยู่ข้างกายเจ้าทุกเมื่อเชื่อวัน!”

ฉู่ขวางยกมือขึ้นสกัดใบหน้าของนางทันที แม้เขาจะไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แต่ก็ทำให้นางไม่อาจเข้าใกล้ได้ “แสดงว่าเจ้ายินดีที่จะทำเรื่องที่สองให้ข้าใช่หรือไม่?”

“แน่นอนอยู่แล้ว! จะอย่างไร ข้าก็ยินดีทั้งนั้น! ตอนนี้เจ้าต้องการแล้วใช่ไหมล่ะ?”

หลายปีมานี้ เหรินจิ่วคิดอยากจะมีบุรุษสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย ยามนี้นางสมปรารถนาแล้ว ซ้ำเขายังเป็นผู้เสนอความต้องการเองอีกด้วย!

“ข้าต้องการ แต่เป็นสามวันให้หลังจากนี้”

‘บุรุษก็มีช่วงที่ไม่สะดวกเหมือนกันงั้นหรือ?’

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ฉู่ขวางก็พูดขึ้นต่อว่า “ข้ากำลังจะไปยังที่ว่าการเพื่อแย่งชิงยานบินกลับมา และต้องการให้เจ้าซึ่งกลืนเครื่องจำแนกสถานะของข้าติดตามไปด้วย เจ้าต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดอย่าได้ออกห่าง!”

“เจ้าต้องการข้า... เพียงเพราะเรื่องนี้?” นางถามเสียงอ่อย

“ใช่ และเพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นระหว่างกันในเชิงยุทธศาสตร์ ข้าจะบอกความจริงทั้งหมดแก่เจ้า สิ่งที่เจ้าได้กลืนลงไปคือเครื่องจำแนกสถานะของข้า ทุกการควบคุมอาวุธ ยานบิน ตลอดจนยุทธภัณฑ์ต่างๆ ล้วนต้องอาศัยการสัมผัสตัวเจ้าจึงจะใช้การได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจึงอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลาเพื่อรอรับคำสั่ง”

เหรินจิ่วนิ่งอึ้งไป “เจ้าช่วยพูดคำที่ข้าฟังเข้าใจสักหน่อยจะได้ไหม?”

ฉู่ขวางนวดหัวคิ้วอย่างจนปัญญา หลังจากถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาก็สรุปให้นางฟังว่า “จากนี้อีกระยะหนึ่ง เจ้าจะต้องช่วยเหลือข้า หากไม่ยินยอม ข้าก็จำต้องใช้กำลังปราบปราม”

นั่นก็หมายความว่า ถ้าไม่เชื่อฟัง จะถูกเขาอัดจนน่วม!

เหรินจิ่วหรี่ตามองอีกฝ่าย แม้นางจะหยาบกระด้าง แต่ใช่ว่าจะโง่เขลา!

“เรื่องอื่นน่ะได้ แต่ให้ไปช่วยขโมยยานบินที่ที่ว่าการอำเภอน่ะไม่มีทาง!”

ได้ยินที่นางประกาศกร้าว หัวคิ้วของฉู่ขวางก็ขมวดเป็นปม ดวงตาจับจ้องเหรินจิ่วเขม็ง

ท่ามกลางสายตาจริงจังนั้น เหรินจิ่วเริ่มที่จะหวั่นไหว “ยานนั่น... สำคัญมากเลยหรือ? เจ้าถึงต้องเสี่ยงชีวิตไปเอากลับมา”

“ไม่ผิด” ฉู่ขวางผงกศีรษะ “สำคัญเท่ากับชีวิตของข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาคืนมาให้ได้ ดังนั้น เจ้าจงร่วมมือกับข้า ทุกคนในที่นี้จะได้ไม่ลำบาก!”

คำข่มขู่ที่เปิดเผยนี้ ทำเอาเหรินจิ่วถึงกับพูดไม่ออก หลังจากไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว นางก็พยักหน้ารับคำแบบไม่เต็มใจ “ตกลงตามนี้ ข้าเองก็ไม่อยากให้พี่น้องทุกคนในค่ายภูเขาต้องลำบากภายหลัง”

“อืม” ฉู่ขวางพยักหน้า

“ข้าขอเพิ่มข้อแม้อีกสักข้อจะได้หรือไม่?”

“ย่อมได้”

เหรินจิ่วบิดนิ้วมือด้วยความตื่นเต้น “หากข้าช่วยเจ้าเอาของสำคัญเท่าชีวิตกลับมาได้ นั่นก็เท่ากับว่าข้าได้ช่วยชีวิตเจ้า ตามกฎของพวกเราที่นี่ บุญคุณจากการถูกช่วยชีวิตต้องใช้ร่างกายตอบแทน ถึงตอนนั้น เจ้าจะต้องแต่งงานกับข้านะ!” นางจ้อไม่หยุด “แม้ข้าจะเป็นหัวหน้ากองโจร ทว่าความอ่อนโยนแบบอิสตรีข้าก็มีพร้อม ข้าสัญญาว่า หลังจากแต่งงานจะไม่ใช้ฐานะของตัวเองข่มเหงเจ้าเด็ดขาด”

“แต่งงาน?” นัยน์ตาของฉู่ขวางหลุบลง “ทำไมข้าต้องแต่งกับเจ้า?”

เหรินจิ่วจ้องเขาตาเป็นประกาย

“ข้าไม่แต่ง!” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง

เหรินจิ่วถูกปฏิเสธจนชิน นางจึงไม่เจ็บปวดอะไรมาก ซ้ำยังต่อปากต่อคำอีกว่า “อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ! ข้าเข้าใจที่เจ้าต่อต้าน แต่ทุกเรื่องล้วนทดลองก่อนได้ไม่ใช่หรือ? อย่างไรเสียเจ้าก็ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ จะไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อชิงยานบินอะไรนั่นก็คงยังไม่เหมาะ ช่วงที่ยังอยู่ที่นี่ เจ้าก็ลองเป็นสามีของข้าไปพลางๆ ก่อน ลองกิน ลองอยู่ ลองหลับนอน หากติดใจค่อยสานต่อก็ได้”

“ความหมายของเจ้าคือ ต้องการให้ข้าลงนามความสัมพันธ์แบบคู่สัญญาที่แน่นอนสินะ?” ฉู่ขวางเอ่ยถาม

“ใช่ เพราะความสัมพันธ์แบบคู่สัญญาที่แน่นอน จะช่วยให้การเคลื่อนไหวของเจ้าที่นี่สะดวกขึ้น"

“ข้อเสนอนี้ไม่เลวเลย แต่ความสัมพันธ์ที่ระบุนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ คู่กรณีจะต้องยืนยันสิทธิ์และหน้าที่ของอีกฝ่ายได้ ข้าคิดว่า เราจำต้องเจรจากันอย่างละเอียดอีกครั้ง”

“ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจอะไรผิด ข้ากำลังบอกว่า หากเจ้าคิดจะทำอะไรข้าก็ทำได้เลย ไม่ต้องมีสิทธิ์หรือหน้าที่อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องตกลงอะไรเลยก็ได้ แค่เจ้าทำก็พอ ทำได้ตามสะดวกเลย!” พูดจบนางก็แทบจะกระโดดกอดเขา

ฉู่ขวางลุกพรวดขึ้น ก่อนจะลูบปลายคางครุ่นคิดพลางพยักหน้า “จากที่ประเมิน ข้าอาจต้องอยู่ร่วมกับเจ้าอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ดังนั้น หากสามารถกำหนดหลักในการอยู่ร่วมกันได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย” เขานิ่งเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตกลง

“กำหนดอะไร? เจ้าตัดสินใจอะไรไป? เฮ้ย!”

ฉู่ขวางทอดตามองค่ายภูเขาพลางกล่าวอย่างจริงจัง “หน่วยกองกำลังติดอาวุธค่ายภูเขาของพวกเจ้ามีแสนยานุภาพทางอาวุธที่อ่อนแอเกินไป กฎระเบียบไม่เข้มงวดชัดเจน ฉะนั้น ช่วงที่ข้าพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ข้าจะช่วยยกระดับความสามารถทางการทหารโดยรวมของค่ายให้ก็แล้วกัน”

น้ำตาของเหรินจิ่วแทบจะไหลออกมาเป็นสาย “เกี่ยวอะไรกับค่ายภูเขาของข้า? ข้ากำลังพูดถึงเรื่องของเราสองคนอยู่นะ! เจ้าตั้งใจฟังที่ข้าพูดบ้างไหม?”

“การฝึกซ้อมระยะสั้นข้าทำมาแล้วหลายครั้ง วางใจเถอะ” ฉู่ขวางตบไหล่ของนางเบาๆ ก่อนจะเช็ดมือกับเสื้อของตัวเองอีกรอบ “ในเมื่อเจ้าเป็นประมุขของที่นี่ ก็จงมอบอำนาจในการฝึกชั่วคราวให้แก่ข้า จะได้เป็นการยืนยันการว่าจ้างระหว่างเรา ซ้ำยังสะดวกต่อการเคลื่อนไหวของข้า ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย”

6. บทอันเยี่ยมยอด

เหรินจิ่วรู้สึกหมดแรงขึ้นมาทันที

“เวลาฉุกละหุกนัก ข้าต้องรีบไปร่างแผนการฝึกของวันพรุ่งนี้ ขอตัว!”

“เดิน... ดีๆ นะ”

เหรินจิ่วมองแผ่นหลังของฉู่ขวางที่ค่อยๆ หายเข้าไปในห้องส่วนตัวที่นางเตรียมไว้ให้

พอประตูห้องของเขาถูกปิดลง เหรินจิ่วก็รู้สึกพ่ายแพ้หมดรูป

คืนนั้น นางนั่งกัดด้ามพู่กันจนยุบอยู่ในห้องนอน เค้นสมองครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะวาดๆ เขียนๆ ลงบนกระดาษ สุดท้ายก็ขยำทิ้ง

ปัง!

นางตบโต๊ะเสียงดังพลางยกขาขึ้นพาดบนตั่ง “อยากให้ใช้กำลังนักใช่ไหม?”

ทว่าความยากนั้นอยู่ตรงที่ จะรุกอย่างไรนี่สิ! ดูผิวเผิน อีกฝ่ายอาจจะเหมือนดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ที่เพียงบีบเบาๆ ก็อ่อนยวบ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เขาคือเถาวัลย์ที่เต็มไปด้วยหนาม

“วางยาเลยก็แล้วกัน!” นัยน์ตาของเหรินจิ่วเปล่งประกาย

นางรีบเขียนคำว่า ‘ยา’ ตัวโตๆ ลงบนกระดาษ จากนั้นก็วางแผนขุดหลุมพรางเขาด้วยการแสร้งทำเป็นเสียใจที่ถูกย่ำยี เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกละอายใจและกระตุ้นจิตสำนึกรับผิดชอบของเขา

ด้วยเหตุนี้ เหรินจิ่วจึงจรดพู่กันเขียนคำว่า ‘เสแสร้ง’ ตัวโตๆ ลงบนกระดาษอีกครั้ง

เพียงเท่านี้ บุรุษรูปงามในไข่ก็จะยอมร่วมหอลงโลงกับนาง ซ้ำยังไม่กล้าทอดทิ้งหลังแต่งอีกด้วย

จากที่นางเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่บอกไว้ เรื่องดีๆ ย่อมต้องผ่านอุปสรรคมากมาย เหรินจิ่วจึงเขียนคำว่า ‘ฝ่าฟัน’ ลงบนกระดาษด้วยสีหน้าจริงจัง

ท้ายที่สุด คนสองคนซึ่งผ่านความยากลำบากนานับประการมาด้วยกัน จะยืนหยัดในความรักจริงของทั้งสองฝ่าย กุมมือน้ำตาไหลพรากอยู่บนหน้าผาท่ามกลางบรรยากาศยามดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า สาบานรักมั่นชั่วฟ้าดินสลาย

เหรินจิ่วตบโต๊ะด้วยความตื่นเต้น “บทเยี่ยม!”

นางตะโกนเสียงดังจนต้าหวงที่อยู่นอกห้องเห่าโฮ่งๆ ออกมา ก่อนจะล้มตัวลงนอนต่อ

เหรินจิ่วเบ้ปากพลางหยิบแท่นฝนหมึกทับกระดาษแผ่นนั้นแล้วไปเข้านอน

เช้าวันต่อมา นางฝันว่าตัวเองใส่ชุดแต่งงานสีแดงอยู่บนหลังม้าและกำลังตรงไปรับเจ้าบ่าวท่ามกลางเสียงอึกทึกกึกก้องของประทัด

ปัง!

ประตูไม้ถูกกระแทกเปิดอย่างแรง “จิ่วเหย บุรุษที่เจ้าชิงมาเสียสติไปแล้ว!”

“เสียสติ?” เหรินจิ่วพลิกตัวขึ้นนั่ง ใบหน้ามันเยิ้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิง “เกิดอะไรขึ้น?” นางถามเจ้าโจรหมายเลขหนึ่งด้วยเสียงแหบแห้ง

“เขาลุกขึ้นมาสวมหน้ากากประหลาด และกำลังไล่ฆ่าต้าป๋ายกับต้าหวงอยู่ พวกเราพยายามช่วยกันต้าน แต่ก็สู้อาวุธที่พ่นลำแสงสีฟ้าในมือของเขาไม่ไหว ข้าวของในค่ายล้วนแตกหักไปหลายชิ้นแล้ว!”

เหรินจิ่วปาดน้ำมันบนใบหน้า ก่อนจะสวมรองเท้า และคว้าเสื้อมาคลุม “ข้าจะออกไปดูเดี๋ยวนี้!”

เพียงข้ามบานประตูออกไป ทั้งค่ายภูเขาก็ตกอยู่ในสภาพโกลาหล เป็ดไก่กระโดดพรึ่บพรั่บกันไปทั่ว โดยมีชาวบ้านพยายามต้อนพวกมันกลับเข้าเล้า ยังมีหมูอ้วนกลมที่วิ่งไม่ไหวและนั่งร้องอี๊ดๆ อยู่สองสามตัว

ฉู่ขวางสวมเสื้อผ้าที่ไม่รู้ว่าทำมาจากผ้าชนิดใด ใส่หน้ากากที่เหมือนกับเกราะ และมีหมวกครอบศีรษะอย่างมิดชิดอีกชั้นหนึ่ง

อาวุธสีดำสนิทในมือของเขาเล็งไปที่เจ้าหมูอ้วนกลมตัวหนึ่ง สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ชายผู้เป็นเจ้าของพยายามลากหมูของเขาเข้าบ้าน แต่ด้วยความที่มันตัวหนักมาก จึงเชื่องช้าอุ้ยอ้ายเสียจนไม่อาจรอดพ้นสายตาพิฆาตของฉู่ขวาง

ขณะที่บุรุษในไข่ยกมือข้างที่ถืออาวุธขึ้น เหรินจิ่วก็พุ่งเข้าไปกอดเขาไว้แน่น

“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” เขาบิดตัวออกจากอ้อมแขนของนาง

“เป็นข้ามากกว่าที่ควรจะถาม!” เหรินจิ่วตำหนิเสียงดัง “เจ้าจะรื้อค่ายข้ารึ?”

หน้ากากของฉู่ขวางเป็นแบบใส เหรินจิ่วจึงเห็นสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน

ฉู่ขวางขมวดคิ้วพลางอธิบายอย่างเสียไม่ได้ “สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ ล้วนเต็มไปด้วยเชื้อโรคที่ทำให้ถึงแก่ชีวิต สิ่งนี้อันตรายเกินไป ข้าจึงต้องทำลายให้สิ้นซาก นี่เป็นความเห็นพ้องต้องกันของสมาพันธรัฐ นับแต่นี้ ข้าจะยกระดับความสามารถทางการทหารของพวกเจ้า ด้วยการฝึกฝนในสถานที่ที่ปลอดภัย โปรดอย่าขัดขวางการเก็บกวาดของข้า!”

“ข้าไม่เข้าใจ!” เหรินจิ่วพูดแทรกอย่างไม่เกรงใจ “สัตว์เลี้ยงในค่ายของข้า ใช่ว่าใครคิดจะฆ่าก็ฆ่าได้” นางเคาะที่ครอบศีรษะของเขา “ถอดสิ่งนี้ออกซะ แล้วมาคุยกันให้รู้เรื่อง!”

“ความไม่รู้คือฆาตกร ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าต้องถูกสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ทำร้าย!” เขายังคงไม่ลดละ

“งั้นหรือ?” เหรินจิ่วถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะกวาดมือไปด้านหลัง “บอกข้าทีสิว่า มีใครในที่นี้ถูกทำร้ายแล้วบ้าง?”

ทุกคนในค่ายพากันโอบกอดสัตว์เลี้ยงของตนด้วยแววตาหวาดระแวงต่อบุรุษแปลกหน้า

ฉู่ขวางชะงักไปเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญกับสายตาเหล่านั้น ในสมองบังเกิดชิ้นส่วนเหตุการณ์ขึ้นมาสองสามภาพ ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เขายืนเลือดโชกร่าง ห่างออกไปสิบเมตรมีคนมากมายล้อมอยู่ พวกเขากระซิบกระซาบกัน สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความเย็นชา ทุกคนต่างก็ชี้มือชี้ไม้มาที่เขา ผู้ซึ่งยืนอย่างโดดเดี่ยวไร้ความช่วยเหลือใดๆ

“เห็นแล้วใช่ไหม? ทุกคนยังปกติดีอยู่!” เหรินจิ่วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ก่อนจะพยายามปลดหน้ากากของอีกฝ่ายออก ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด “หากสัตว์พวกนี้ทำร้ายคนจนถึงชีวิตได้ ข้าก็คงตายไปหลายร้อยรอบแล้ว เห็นแก่ที่พวกมันถูกเจ้าทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ เช่นนั้นก็เมตตาพวกมันเสียหน่อยเถอะ อีกอย่าง... หน้ากากของเจ้ามันถอดยังไงฮึ?”

ฉู่ขวางยกมือขึ้นกดปุ่มตรงรอยเชื่อมระหว่างเสื้อผ้ากับหมวกครอบ เพียงได้ยินเสียงกริ๊ก! หมวกดังกล่าวก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว

ฟุ่บ!

เมื่อหายใจเอาอากาศที่มีกลิ่นของสัตว์เข้าไป ฉู่ขวางก็ขมวดคิ้วพลางกำชับเหรินจิ่วว่า “ให้พลติดอาวุธมารวมตัวกันในที่โล่งกว้าง วันนี้ข้าจะประกาศข้อตกลงร่วมกันให้พวกเขาได้รู้ ตลอดจนการฝึกซ้อมที่พวกเขาจะต้องทำให้สำเร็จภายในไม่กี่วันข้างหน้า”

“คือว่า... ข้าอยากจะปรึกษาเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวกับเจ้าก่อน” เหรินจิ่วกอดหมวกครอบของเขาไว้ไม่ยอมปล่อย “เป้าหมายของเจ้า คือต้องเอาไข่ยักษ์นั่นกลับมาให้ได้ใช่ไหม?”

ฉู่ขวางตั้งใจฟังด้วยสีหน้าจริงจัง

“และที่เจ้าต้องการฝึกคนในค่ายภูเขา ก็เพื่อจะได้เคลื่อนไหวอยู่ที่นี่อย่างสะดวก?”

ฉู่ขวางไม่แสดงอาการยอมรับ “ข้าทำเพราะต้องการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือ หลังผ่านการฝึกฝนอย่างเป็นระบบจากข้าแล้ว ความสามารถทางการทหารของพวกเจ้าจะยกระดับขึ้นถึงห้าเท่า”

คำตอบที่เรียบเรื่อยเช่นนี้ สะกดให้เหรินจิ่วนิ่งเงียบไปวูบหนึ่ง พอตั้งสติได้ นางก็ผงกศีรษะและเลียนเสียงของเขา “เอาล่ะ ถ้าข้ามีวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อการหาไข่ยักษ์ ซ้ำเจ้ายังได้ตอบแทนบุญคุณอย่างที่ต้องการอีกด้วย จะว่าอย่างไร?”

ฉู่ขวางหมุนกายยืดตัว และจ้องนางด้วยความสนใจ “ว่ามา!”

เหรินจิ่วชี้นิ้วมาที่ตัวเอง “ฝึกข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว จะได้ไม่ต้องรบกวนการใช้ชีวิตของผู้คนในค่าย ข้าแข็งแกร่งขึ้นก็เท่ากับได้ตอบแทนบุญคุณ ที่สำคัญ ยังได้ข้าไว้คอยอยู่เคียงข้างยามต้องออกไปชิงไข่ยักษ์กลับมาอีกด้วย”

ฉู่ขวางนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ “ตกลง” พอมีแผนการที่ตัดสินใจได้ พลังในการจัดการของฉู่ขวางก็เพิ่มมากขึ้น “รอข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เราค่อยไปหาที่สงบฝึกซ้อมกัน ว่าแต่... เจ้าไม่ต้องการที่จะยกระดับความสามารถของคนในค่ายจริงๆ รึ?”

“ไม่ต้องหรอก ปะ... ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน” เหรินจิ่วตาเป็นประกายขณะพยายามดึงแขนของฉู่ขวาง ทว่าเขากลับเอี้ยวตัวหลบได้อีกครั้ง

“เจ้าไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า” พูดจบฉู่ขวางก็เดินเข้าห้องและกระแทกประตูปิด

“เจ้าโจรหมายเลขหนึ่ง!” เหรินจิ่วโก่งคอเรียก “รีบลงเขาไปซื้อของให้ข้าโดยด่วน!”

กลางป่าที่หลังเขา เสียงสตรีหอบหายใจอย่างหนักดังขึ้นเป็นระยะ

“พวก... พวกเรา พัก... พักกันสักครู่เถอะ”

“ไม่จำเป็น!”

เงาร่างสองร่างวิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว เท้าของพวกเขาย่ำผ่านซากใบไม้แห้งจนส่งเสียงดังแซ่ก! แซ่ก!

ฉู่ขวางวิ่งนำเหรินจิ่วไปครึ่งร่าง ลมหายใจไม่เปลี่ยนจังหวะแม้แต่น้อย

“พวกเรา... วิ่ง... แบบนี้... ไปเพื่อ... อะไร?” นางถามด้วยสภาพเหงื่อโทรมกาย

“ได้รับคำสั่งพลันเคลื่อนไหว เมื่อสั่งหยุดพลันยุติ นี่เป็นพื้นฐานเบื้องต้น!” ฉู่ขวางตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จากที่ได้อยู่ร่วมกันเมื่อวาน ข้ามองเห็นถึงความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้า การจะเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ต้องคำนึงถึงระดับความยากของภารกิจให้มาก จากนี้ไป เจ้าไม่ต้องฝึกฝนอย่างอื่น แค่เน้นฝึกทักษะการประสานงานขณะร่วมรบก็พอ”

สรุปก็คือ เขากำลังจะสอนไม่ให้นางเพิ่มความยุ่งยากแก่เขายามต้องออกรบนั่นเอง

“แม้จะเป็นเพียงคำสั่งง่ายๆ แต่เชื่อเถอะ การฝึกซ้อมจะทำให้เจ้าได้รับประโยชน์ไปชั่วชีวิต” ฉู่ขวางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ปฏิบัติตามคำสั่งของข้า กระโดด!” จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นหน้า ผ่านไม้ตายซากที่ล้มขวางกลางทาง

เหรินจิ่วตอบรับปฏิกิริยาของเขาแทบไม่ทัน ยังดีที่ร่างกายของนางคล่องแคล่วและยกเท้าเหยียบไม้ตายซากเหล่านั้นได้ก่อนที่จะล้มคะมำ

พอฝืนใจกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางได้ นางก็โซซัดโซเซตามหลังเขาไปติดๆ

ฉู่ขวางปรายตามองนางพลางเอ่ยชม “สภาพร่างกายไม่เลว แต่การตอบรับยังช้ามาก”

‘นี่แกกำลังด่าฉันว่าโง่ใช่ไหม?!’ เหรินจิ่วกำหมัด

แต่ยังไม่ทันจะได้แผลงฤทธิ์ เสียงตะโกนสั่งของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น “ก้ม!”

7. จูบแพร่เชื้อ

เหรินจิ่วเลียนแบบการกระทำของฉู่ขวางอย่างตั้งใจ

หลังจากย่อตัวลงและไม่พบสิ่งกีดขวาง นางก็ตะโกนถามด้วยความสงสัย “ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย เจ้าให้ข้าก้มตัวหลบทำไม?”

ฉู่ขวางไม่ตอบ ทว่าจู่ๆ เหรินจิ่วก็รู้สึกคันยุกยิกที่จมูก ขยี้ไปได้สองสามทีนางก็พบว่าในมือมีใยแมงมุมติดอยู่หลายเส้น

‘เมื่อครู่คงเตือนข้าให้หลบเจ้านี่สินะ! แต่วิ่งเร็วขนาดนั้น ทำไมยังเห็นใยแมงมุมพวกนี้ได้อีก?’ เหรินจิ่วรู้สึกทึ่งในความสามารถของอีกฝ่าย

ด้วยเหตุนี้ นางจึงมุ่งมั่นที่จะคว้าเขามาเป็นสามีให้ได้ ‘ของดีหายากแบบนี้ ใช่ว่าจะมีมาทุกปี!’

“เบี่ยงตัวไปทางซ้าย” ฉู่ขวางร้องสั่ง

ไม่ว่าฉู่ขวางจะพูดอะไร เหรินจิ่วก็ทำตามโดยไม่อิดออด เพียงเพื่อให้ได้เป็นคนสำคัญของเขาเท่านั้น

“เบี่ยงตัวไปทางขวา”

“หมอบคลานกับพื้น”

“หมุนกลางอากาศไปข้างหน้า”

“หมุนกลางอากาศไปข้างหลังสองรอบ”

“หมุนกลางอากาศไปด้านข้างสองรอบแล้วค่อยตีลังกาลงพื้น!”

เหรินจิ่วประสบความสำเร็จในการเอาเท้าซ้ายเกี่ยวเท้าขวาและกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ทั้งยังหกคะเมนตีลังกาหน้าทิ่มพื้นฝุ่นตลบ หลังจากงัดร่างของตัวเองขึ้นมาได้ จอมโจรสาวที่หอบหายใจอย่างหนัก ก็ตะคอกบุรุษในไข่ด้วยความเดือดดาล “จะเอาให้ตายวันนี้เลยใช่ไหม?!”

“ไม่” เขาตอบด้วยแววตาชื่นชม “ข้าเพียงต้องการประเมินความสามารถของเจ้าเท่านั้น”

หากไม่ใช่เพราะต้องการอีกฝ่ายมาเป็นสามี เหรินจิ่วคงเด็ดหัวเขาทิ้งไปแล้ว!

นางข่มไฟที่สุมอกเอาไว้พลางยันกายขึ้นนั่ง “ข้าต้องการพักสักครู่”

“ข้าอนุญาต” ฉู่ขวางผงกศีรษะ “วันแรกควรจะผสมผสานระหว่างการออกแรงกับการผ่อนคลาย”

‘เจ้าหมอนี่คิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าไปแล้วจริงๆ?’ เหรินจิ่วตวัดสายตาค้อน ‘ไม่ได้การ ต้องสอนให้เขารู้จักเชื่อฟังคำสั่งเสียบ้าง!’

คิดได้เช่นนี้ เหรินจิ่วก็กระแอมออกมาสองที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม “เจ้าบอกว่าเราสองคนต้องไปปล้นที่ว่าการอำเภอใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่การปล้น ข้าเพียงต้องการไปเอาของคืน”

“ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น!” เหรินจิ่วชี้นิ้วไปที่เขา ก่อนจะชี้ที่ตัวเอง “ข้าคิดว่าความเท่าเทียมกันในการออกคำสั่งคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว “เจ้าอยากจะเป็นผู้บัญชาการการรบ?” ไม่รอให้เหรินจิ่วได้ตอบ เขาก็รีบพูดแทรกทันที “ไม่ได้! เพราะไม่ว่าจะเป็นการออกรบ การวางแผนยุทธวิธีในการรบ หรือแม้แต่การสอดแนม ข้าล้วนมีประสบการณ์และศักยภาพที่สูงกว่า และเจ้าก็ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะสั่งการใดๆ ได้ จากข้อตกลงร่วมกันของสมาพันธรัฐ อำนาจเด็ดขาดในสนามรบมีได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น!”

เหรินจิ่วเริ่มจะคุ้นชินกับวิธีการพูดของอีกฝ่ายแล้ว เมื่อเห็นว่าเริ่มจะไปด้วยกันได้ยาก นางจึงคิดวิธีพูดขึ้นใหม่ “ข้าเข้าใจดีเรื่องที่เจ้าต้องการฝึกทักษะการประสานงานขณะร่วมรบ แต่การจะเข้าขากันได้ต้องสนิทสนมและไว้เนื้อเชื่อใจเสียก่อน เมื่อข้ายอมฝึกในแบบของเจ้าแล้ว เจ้าก็ควรที่จะฝึกในแบบของข้าบ้าง”

ฉู่ขวางลูบปลายคางครุ่นคิด ก่อนจะผงกศีรษะ “ข้าเห็นด้วยกับความคิดของเจ้า”

เหรินจิ่วฉีกยิ้มด้วยความดีใจ “เช่นนั้น เราลองทำแบบเมื่อครู่กันอีกรอบ ข้าพูด เจ้าทำ ฟังคำสั่งของข้าให้ดีล่ะ”

ฉู่ขวางยืดตัวตรงในทันใด

“กระโดด!”

“เบี่ยงกายไปทางซ้าย”

การเคลื่อนไหวของฉู่ขวางทั้งรวบรัด ฉับไว และคล่องแคล่วกว่าเหรินจิ่วมาก นางยืนน้ำลายสอดูเรือนร่างที่ได้สัดส่วนนั้นเคลื่อนไหวตามคำสั่ง

“กระโจนเข้ามา”

ฉู่ขวางชะงักไปเล็กน้อย

“กระโจนเข้ามาสิ!”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว

“กระโจนเข้ามาสิ ยืนบื้ออยู่ทำไม!”

“การเคลื่อนไหวนี้ไม่จำเป็นต่อการฝึก” ฉู่ขวางตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

เหรินจิ่วขบกรามแน่น หลังจากกุมหน้าผากด้วยความกลัดกลุ้ม นางก็เงยหน้าขึ้นอธิบาย “สมมติว่ามีลูกธนูคมกริบดอกหนึ่งพุ่งใส่ข้าจากทางด้านหลัง เจ้าที่เห็นเหตุการณ์ย่อมต้องกระโจนเข้ามาปกป้องใช่หรือไม่? ดังนั้น... กระโจนเข้ามาทับตัวข้าเลย เร็วเข้า!” นางกวักมือเรียกอย่างกระตือรือร้น

“สมมติฐานของเจ้ายังไม่ถูกต้อง” ฉู่ขวางชูนิ้วขึ้น “ประการแรก หากเจ้าเป็นผู้ที่อ่อนแอกว่าและต้องรอความช่วยเหลือจากข้า เช่นนั้น การฝึกให้เข้าขากันย่อมไม่จำเป็น เพราะอย่างไรข้าก็ต้องนำอยู่แล้ว ประการที่สอง หากสถานการณ์เมื่อครู่เป็นจริง การกระโจนใส่สหายร่วมรบจนล้มกลิ้งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ ทว่าการกระโดดถีบอีกฝ่ายให้พ้นทางธนูย่อมได้ผลดีกว่า ประการที่สาม เมื่อต้องตกอยู่ในสภาวะไร้อาวุธ ความสามารถในการรบของข้าเมื่อเทียบกับเจ้าแล้วคือหนึ่งต่อพัน หากมีใครต้องตายจริงๆ ข้าก็หวังว่าจะเป็นเจ้า” เขาตอบเสียงเรียบ

น้ำเสียงราบเรียบไร้รอยกระเพื่อมของเขา ทำเอาเหรินจิ่วเดือดดาลควันแทบพุ่งออกทวารทั้งเจ็ด นางขยี้ศีรษะตัวเองอย่างแรงเพื่อข่มเพลิงโทสะ

หลังจากที่เค้นใบหน้าเปื้อนยิ้มออกมาได้ นางก็ปัดกางเกงแล้วเอ่ยชวนเขาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไปกินข้าวกันเถอะ”

เหรินจิ่วไม่เคยอดทนกับผู้ใดมากถึงเพียงนี้ และแม้ว่านางจะยอมถอยจนหลังชนฝา ฉู่ขวางก็ยังคงไม่รู้สึก “พลังงานยังไม่ถึงค่าวิกฤติ ไม่จำเป็นต้องชดเชย ฝึกต่อไปได้!”

“เฮ้ย!” เหรินจิ่วผุดลุกขึ้น ก่อนจะโบกมือแล้วเดินจากไป “ไม่ฝึกแล้ว ข้าหิว!”

ฉู่ขวางจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง พลันนั้นเขาก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของนางและบิดไปไพล่หลังอย่างรวดเร็ว

“โอ๊ย เจ็บนะ!” เหรินจิ่วร้องโวยวาย

“ระหว่างการฝึกซ้อม ทหารไม่สมควรฝ่าฝืนคำสั่งของผู้บังคับบัญชา! ข้าขอแจ้งว่า เจ้าได้ถูกยึดสิทธิ์ในการพักผ่อนแล้ว เริ่มการฝึกต่อได้!”

แม้จะโกรธเพียงใด แต่เหรินจิ่วก็ไม่อาจขัดขืนการควบคุมของอีกฝ่ายได้ นางจึงเบะปากแล้วร้องไห้เสียงดังลั่น “เจ้ารังแกข้าทำไม? มือข้าจะหักอยู่แล้วเนี่ย! ฮือ ฮือ ฮือ”

ที่ผ่านมา ฉู่ขวางคลุกคลีอยู่แต่กับบุรุษด้วยกัน แม้จะเคยเจอศัตรูที่เป็นทหารหญิงมาบ้าง แต่พวกนางก็อดทนอดกลั้นและทระนงในศักดิ์ศรีมาก ไม่มีมาแหกปากร้องไห้คร่ำครวญเยี่ยงนี้

สภาพของเหรินจิ่วทำเอาฉู่ขวางตะลึงงันและรีบคลายมือออก ทันทีที่ถูกปล่อยตัว นางก็ทิ้งตัวลงกับพื้น และเริ่มดิ้นพล่าน “มือหักแล้ว! คนใจดำ! จะดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็นผู้มีพระคุณ! เจ้าคนอกตัญญู มาทำร้ายข้าแบบนี้ได้อย่างไร?”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ไม่หยุด เขาก็นั่งยองๆ และพยายามหาช่องว่างเพื่อดึงมือของนาง เหรินจิ่วที่ร้องไห้โวยวายอยู่ผงะไปด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะถลึงตาแดงก่ำใส่เขา “จะทำอะไรข้า? นี่คิดจะทำลายศพเพื่อกลบเกลื่อนการกระทำเนรคุณใช่ไหม?”

ฉู่ขวางตอบอย่างหนักแน่น “จะสแกนกระดูกให้”

“เริ่มสแกนกระดูก” จู่ๆ เสียงแข็งกระด้างที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

เหรินจิ่วที่ตื่นตระหนกสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ โดยไม่คาดคิด ดวงตาทั้งสองข้างของฉู่ขวางที่จ้องข้อมือของนางอยู่พลันเกิดแสงสีเขียววาบขึ้น

“การสแกนกระดูกเสร็จสิ้น ข้อเคลื่อนเล็กน้อย ไม่ต้องทำการผ่าตัด ไม่ต้องเย็บแผล นายทหารจัดการตัวเองได้”

คิ้วของฉู่ขวางคลายลงเล็กน้อย “ข้อเคลื่อนเท่านั้น ไม่ต้องเป็นห่วง”

ได้ยินประโยคนี้ เหรินจิ่วก็ยิ่งตื่นตูม “ข้าได้รับบาดเจ็บเหรอ?”

ขณะที่นางลนลานยกข้อมือขึ้นดู เขาก็ร้องห้ามพลางออกคำสั่ง “กัดฟันไว้!”

เหรินจิ่วเผลอกัดฟันตามโดยไม่รู้ตัว เพียงได้ยินเสียงกึก! ใบหน้าของนางก็ซีดเผือด ทว่าเจ็บเพียงครู่ นางก็ไม่รู้สึกอีกเลย

‘หน้าตาดี มีวิทยายุทธ ซ้ำยังเป็นหมออีกด้วย! สวรรค์ช่างเมตตาค่ายภูเขาของข้าเสียจริง!’

เพื่อให้แน่ใจ ฉู่ขวางประสานนิ้วทั้งสิบของเขาเข้ากับฝ่ามือของเหรินจิ่ว จากนั้นก็หมุนขยับข้อมือของนางเบาๆ

แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเจตนาร้าย และอีกฝ่ายก็ดิ้นรนมากเสียจนบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี ขณะกำลังตั้งใจตรวจสอบ เงาดำหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนมาปกคลุมใบหน้าของฉู่ขวาง ระดับการคุกคามไม่สูงมาก เขาจึงไม่ปล่อยมือของเหรินจิ่วและทำเพียงเบี่ยงศีรษะหลบตามสัญชาตญาณ

จ๊วบ!

กลีบปากที่อ่อนนุ่มของเหรินจิ่วประทับอย่างหนักหน่วงลงบนแก้มของฉู่ขวาง

หลังจากที่ลอบจู่โจมอีกฝ่ายได้สำเร็จ นางก็กระหยิ่มยิ้มย่องพลางเลียริมฝีปากอย่างได้ใจ

ฉู่ขวางจ้องนางด้วยแววตาเฉียบขาด “ประการแรก น้ำลายเป็นพาหะสำคัญในการแพร่เชื้อ เจ้ายังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรค กรุณาอย่าสัมผัสข้าด้วยวิธีเช่นนี้อีก ประการที่สอง อย่าได้คิดจะให้ท่าข้าอีก เพราะข้าอึดอัดมาก!”

เหรินจิ่วหุบยิ้มในทันที “เช่นนั้น เจ้าก็คงต้องอึดอัดไปอีกนาน เพราะข้าจะไม่หยุด จนกว่าจะได้เจ้ามาเป็นสามี!” พูดจบนางก็เดินผิวปากไปหาข้าวกิน ทิ้งให้ฉู่ขวางกึ่งนั่งกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น

เขายกมือขึ้นคลึงขมับพลางทอดถอนใจ ‘มนุษย์บนดาวดวงนี้ช่างรับมือได้ยากเหลือเกิน!’

หลังจากทำอาหารเย็นเสร็จ เหรินจิ่วก็เปิดห่อยา X ที่เจ้าโจรหมายเลขหนึ่งไปซื้อมาให้

ขณะกำลังวางแผนว่าจะใส่ยาลงในอาหารจานไหน เสียงฝีเท้าของฉู่ขวางก็ดังแว่วขึ้น

เหรินจิ่วร้อนรนจนมือสั่น สุดท้ายยาทั้งห่อก็ถูกเทพรวดลงในกับข้าวจานหนึ่ง นางตะลึงค้าง ก่อนจะลนลานยัดห่อยาลงในอกเสื้อ

“เมื่อตอนบ่าย เจ้าไปไหนมาหรือ?” นางแสร้งถาม

ยิ้มที่ไม่เป็นธรรมชาติของเหรินจิ่ว ถูกฉู่ขวางจับตามองไว้โดยตลอด

“เพราะเจ้าไม่ให้ความร่วมมือในการฝึก ข้าจึงต้องเปลี่ยนกำหนดการในช่วงบ่าย ไปเป็นการออกสำรวจภูมิประเทศแทน”

“อ้อ แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” นางพูดพลางกวักมือเรียกเขาให้นั่งลง

8. ยากำหนัดปลอม

“ศูนย์บัญชาการทางการรบของพวกเจ้านั้นดีเยี่ยม ทว่ากองกำลังยังต่ำกว่ามาตรฐานมาก ซึ่งทำให้ง่ายต่อการถูกโจมตี ด้วยเหตุนี้ พวกเจ้าจึงไม่ควรที่จะละเลยการป้องกันในส่วนของป่ายวี่มู่[1] ทางทิศตะวันตก เพราะข้าศึกสามารถใช้ต้นไม้เป็นที่กำบังและบุกขึ้นมาบนเขาได้อย่างง่ายดาย ข้าขอสั่งให้เจ้าส่งคนไปเฝ้าระวังเย็นนี้เลย!”

ค่ายภูเขาแห่งนี้ลงหลักปักฐานมานานหลายทศวรรษแล้ว ซ้ำยังไม่เคยถูกโจมตีมาตั้งแต่รุ่นปู่ของเหรินจิ่ว ด้วยความที่ห่างไกลจากสายตาของราชสำนัก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และปล่อยปละละเลยโจรกระจอกอย่างพวกนางมาโดยตลอด คำสั่งของฉู่ขวางจึงเป็นเพียงสายลมที่เข้าหูซ้ายทะลุหูสุนัขเท่านั้น

เหรินจิ่วผงกศีรษะพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาคลุกกับข้าวจานที่ใส่ยาเอาไว้ จากนั้นก็วางลงตรงหน้าฉู่ขวาง “ข้าเพิ่งทำอาหารเสร็จ รีบกินตอนร้อนๆ จะได้อร่อย”

ฉู่ขวางหรี่ตามองผักกวางตุ้งที่เพิ่งจะถูกอีกฝ่ายคลุกเคล้า ก่อนจะควักตลับสีเงินอันเดิมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบยาเม็ดหนึ่งใส่ปาก “ข้าได้บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าไม่สามารถกินอาหารของพวกเจ้าได้” กล่าวจบเขาก็พูดเรื่องเมื่อครู่ต่อทันที “พื้นที่ทางด้านทิศตะวันตกมีการป้องกันที่หละหลวม ข้าขอเสนอให้เจ้าส่งคนไปเฝ้าโดยด่วน!”

“เอาเถอะ เอาเถอะ” เหรินจิ่วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ทว่ากลับจ้องตลับสีเงินของเขาไม่วางตา “เจ้าต้องพกสิ่งนี้ตลอดเวลาเลยหรือ?”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจในสิ่งที่ตนพูด ฉู่ขวางที่รู้สึกอับจนก็จำต้องปล่อยวางข้อเสนอ และตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือรำคาญ “สิ่งนี้คือเสบียงสำรอง ใช้สำหรับเติมพลังงานยามที่ต้องลงจอดฉุกเฉินในดวงดาวนอกการปกครองของสมาพันธรัฐ”

“อ้อ” เหรินจิ่วพยักหน้าหงึกๆ “เช่นนั้นก็หมายความว่า หากไม่มีสิ่งนี้ เจ้าก็ต้องกินอาหารของพวกเราใช่ไหม?”

“ไม่ผิด”

เหรินจิ่วเงียบไปครู่หนึ่ง “ใช่สิ เจ้าต้องดื่มน้ำ ประเดี๋ยวข้าไปเอาน้ำมาให้นะ!”

“ขอบคุณ”

เหรินจิ่วลุกขึ้นด้วยสีหน้าเบิกบาน ทว่าไม่ทันไร นางก็ถูกอีกฝ่ายขัดจนต้องหุบยิ้ม

“ไม่รบกวนเจ้าดีกว่า” จากนั้นเขาก็ควักวัตถุทรงกระบอกขนาดเท่ากำปั้นออกมา ก่อนจะเปิดฝาและจัดการเทน้ำแกงถั่วงอกของเหรินจิ่วลงไป หลังจากปิดฝาแล้วเขย่าไปได้สักพัก เขาก็เปิดฝาอีกด้านหนึ่งออก

น้ำแกงถั่วงอกเมื่อครู่แปรสภาพเป็นน้ำใสสะอาดแก้วหนึ่ง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฉู่ขวางดื่มน้ำในกระบอกรวดเดียวจนหมด

เหรินจิ่วกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย ‘พกของเล่นมาเยอะเหลือเกินนะ!’

“นี่คือเครื่องทำน้ำบริสุทธิ์ ที่สามารถสกัดไฮดรอกไซด์จากของเหลวได้ มันถูกทำขึ้นจากสารไฮโดรนบริสุทธิ์ ที่มีประสิทธิภาพในการชำระล้างธาตุอื่นๆ เหมาะสำหรับทหารที่ต้องการน้ำดื่มยามออกรบ”

แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่นางก็พอจะจับใจความได้บ้าง ‘เจ้าหมอนี่มีเกราะคุ้มกันร่างกายที่แน่นหนามาก ไม่ว่าของเหลวใดๆ ก็ซึมเข้าไปไม่ได้!’

เหรินจิ่วขยี้ศีรษะด้วยความกลัดกลุ้ม ความคิดอุบาทว์หนึ่งพลันแล่นเข้าในหัวสมอง นัยน์ตาของนางส่องประกายวูบ “อากาศที่เจ้าหายใจต่างจากอากาศที่ข้าหายใจหรือไม่?”

ฉู่ขวางผงกศีรษะ

เหรินจิ่วลืมตัวและตบโต๊ะเสียงดังลั่น “ดี!”

การจะให้ท่าบุรุษสักคนต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน หากการวางยาไม่ได้ผล ก็ต้องอาศัยสิ่งอื่นที่สำคัญไม่แพ้กัน!

ยังดีที่เจ้าโจรหมายเลขหนึ่งเป็นคนหัวไว เขาจึงนำเครื่องหอมที่ใช้กระตุ้นกำหนัดติดไม้ติดมือมาด้วย

นางไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะรอดหลุมพรางนี้ไปได้ หลังจากพุ้ยข้าวเข้าปากแบบลวกๆ เหรินจิ่วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “อากาศเปลี่ยน แมลงจึงค่อนข้างชุม ข้าจะไปเอายากันยุงมาจุดให้ก็แล้วกัน”

ครั้งนี้เขาไม่ระแวง ซ้ำยังผงกศีรษะขอบคุณ ก่อนจะต่อด้วยเรื่องที่สำคัญกว่า “ในเมื่อฟ้ายังไม่มืด เราก็ควรจะฝึกชดเชยของเมื่อกลางวันกันเสียหน่อย”

นัยน์ตาของเหรินจิ่วทอประกาย “ได้สิ! รอให้ข้ารมยากันยุงและล้างชามเสร็จก่อน เราค่อยไปฝึกกันต่อ”

‘หึหึ กว่าข้าจะล้างชามเสร็จ เจ้าก็คงถูกยาปลุกกำหนัดรมไปหลายรอบแล้ว!’ นางกระหยิ่มยิ้มย่อง ก่อนจะเริ่มรมยาในห้องของตัวเองเป็นอันดับแรก

หลังจากฝึกกันไปได้สักพัก เหรินจิ่วก็อดรนทนไม่ไหวและถามฉู่ขวางออกไปตรงๆ ว่า “เจ้ารู้สึกร้อนบ้างไหม? มีตรงไหนคันคะเยอหรือเปล่า?”

ฉู่ขวางส่ายศีรษะ “คุณภาพอากาศตรงนี้ดีเยี่ยม ความชื้นและอุณหภูมิเหมาะสมกับร่างกายของมนุษย์อย่างมาก ขอบคุณที่เป็นห่วง” เขาประสานมือขึ้นพลางโค้งกายลงเล็กน้อย “นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวก่อน”

ผ่านไปครึ่งคืน ภายในห้องของฉู่ขวางก็ยังคงสงบดังเดิม ต่างจากเหรินจิ่ว ที่รู้สึกร้อนรุ่มและกระสับกระส่ายจนต้องไปอาบน้ำเย็นอยู่หลายรอบ

เช้าวันต่อมา ฉู่ขวางตื่นสายกว่าทุกวัน หลังจากลุกขึ้นจากเตียงด้วยอาการมึนงง เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ก่อนจะรีบล้างหน้าบ้วนปากแบบลวกๆ และผลักประตูห้องออกไป

“หยุดนะ!”

ที่หน้าประตู เหรินจิ่วกำลังแผดเสียงด่าเจ้าโจรหมายเลขหนึ่งอยู่

“ซื่อบื้อเอ๊ย! ไปซื้อยาปลอมอะไรมาให้ข้า? เอาเงินคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!” โวยวายเสร็จนางก็วิ่งไล่กวดเขาไปทั่วลาน

“ฟ้าดินโปรดเมตตา! ข้าไม่อาจหาญหลอกท่านจิ่วเหยได้! หากว่าเป็นยาปลอมจริงๆ ท่านก็ควรจะไปตบตีเถ้าแก่ร้านขายยามากกว่าไหม?”

เหรินจิ่วคว้าดินบนพื้นขึ้นมากำ ก่อนจะเขวี้ยงใส่อีกฝ่าย “ยังจะกล้าเถียงอีกรึ?!”

ชาวบ้านต่างก็มุงดูด้วยความสนุกสนาน บางคนถึงกับหัวเราะลั่นและตะโกนขึ้นว่า “เจ้าบังอาจทำให้จิ่วเหยไม่เสร็จกิจ สมควรถูกทุบตีเพื่อเป็นการระบายโทสะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เหตุการณ์ตรงหน้า ทำเอาฉู่ขวางส่ายศีรษะด้วยความสับสน ‘ไม่มีระเบียบวินัย ทะเลาะเบาะแว้ง ไล่ทุบตีกัน ทว่า... ทุกคนกลับดูมีความสุขและสงบอย่างน่าประหลาด?’

เขายืนแข็งค้างไปพักหนึ่ง กระทั่งเสียงเรียกของเหรินจิ่วปลุกเขาให้ฟื้นคืนสติ

“วันนี้ ที่ตำบลตรงเชิงเขามีตลาดนัด เจ้าอยากไปเดินเล่นหรือไม่?” นางถามด้วยเสียงเหนื่อยหอบ

ทุกคนในที่นั้นหันมาจ้องฉู่ขวางเป็นตาเดียว

เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะยืดตัวตรงและตอบกลับไปว่า “ตามกำหนดการแล้ว วันนี้จะต้อง...”

“อย่าเรื่องมากนักเลย!” ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ นางก็ดึงข้อมือของเขาและลากไปด้วยกัน “ก็แค่ไปเดินตลาด จะเสียเวลาสักเท่าใดเชียว! ไปกันเถอะ ข้าไม่ได้ลงจากเขานานแล้ว ขากลับจะได้แวะที่ว่าการอำเภอให้เจ้าด้วย”

โดยปกติแล้ว ฉู่ขวางไม่ใช่คนที่จะยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ ทว่าวันนี้เขากลับยอม ซ้ำยังปล่อยให้เหรินจิ่วกุมข้อมือเดินอีกด้วย

ไม่ว่าจะกล่อมอย่างไร เขาก็ไม่ยอมถอดเครื่องแต่งกายสีดำที่ดูลึกลับออก เดือดร้อนเหรินจิ่วต้องไปหาเสื้อสีน้ำตาลอ่อนมาคลุมให้ ทั้งยังหาหมวกผ้ามาใส่ให้อีกด้วย

“คนที่นี่เชื่อกันว่า ร่างกาย เส้นผม และผิวหนังเป็นของบิดามารดา นอกจากนักโทษแล้ว ห้ามผู้ใดโกนผมโดยเด็ดขาด เจ้าเองก็ไม่ควรให้ใครได้เห็นเช่นกัน”

ฉู่ขวางผงกศีรษะรับคำ

ยิ่งเข้าใกล้ตำบลจือเหลียงเจิ้นมากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งคราคร่ำขึ้นเท่านั้น

ชาวบ้านที่เดินเบียดเสียดกันอยู่บนถนน ต่างก็หอบหิ้วเป็ดไก่และห่านสีขาวตัวโตในมือ

ทันทีที่เห็น สีหน้าของฉู่ขวางก็ถมึงทึงขึ้น “สิ่งมีชีวิตพวกนี้สมควรถูกทำการุณยฆาต!”

ยิ่งตอนพวกเขาเดินถึงตลาดกลางของตัวตำบลด้วยแล้ว ใบหน้าของฉู่ขวางก็แข็งเกร็งหนักกว่าเดิม “เจ้าควรรายงานข้าล่วงหน้า ว่าที่ๆ เราจะมา มีแต่สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ การละเลยข้อมูลสำคัญทางการทหารเยี่ยงนี้ สมควรถูกตัดสินให้เนรเทศตามกฎของสมาพันธรัฐ!”

เสียงบ่นของฉู่ขวางลอยหายไปท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อึกทึก เหรินจิ่วรีบตรงไปที่ร้านขายยาเพื่อคิดบัญชีกับเถ้าแก่

นางคร้านที่เกรงใจและแสร้งทำเป็นรักนวลสงวนตัว พอคว้ามือของเขาได้ก็รีบสอดสิบนิ้วเข้าไปเกี่ยวกระหวัด “คนเยอะเกินไป ตามข้ามาอย่าได้ห่าง!”

ทว่าสายตาของฉู่ขวางที่มองนาง กลับไม่ต่างจากลูกธนูที่ปักลงบนมือของพวกเขา “ขออภัยที่ต้องเอ่ยตามตรง เจ้ายังไม่ผ่าน...”

“ข้ารู้ ข้ายังไม่ได้ฆ่าเชื้อ และไม่ควรจะแตะต้องเจ้า แต่เจ้าก็สวมถุงมืออยู่ไม่ใช่หรือ?” นางพูดโดยที่ไม่หันมามองเขา “อีกอย่าง ถ้าคลาดกันที่นี่จะยุ่งยากกว่าการติดเชื้อเป็นไหนๆ”

ฉู่ขวางพยายามข่มกลั้นและเดินตามนางไปอย่างเงียบๆ

อุณหภูมิจากร่างกายของเหรินจิ่วส่งผ่านถุงมือมายังร่างกายของเขา ความรู้สึกนี้ช่างแปลกใหม่เหลือเกินสำหรับทหารของสมาพันธรัฐที่ติดอาวุธล้ำสมัยครบมือ เพราะปกติแล้ว ฉู่ขวางจะไม่สัมผัสกับร่างกายของผู้ใดแม้ว่าจะเสียชีวิตอยู่ในยานรบของเขาก็ตาม

โดยไม่ทันระวังตัว เหรินจิ่วถูกบุรุษในชุดสีเทากระแทก จนเซถอยหลังไปอยู่ในอ้อมแขนของฉู่ขวาง

หลังจากที่ถูกประคอง เหรินจิ่วก็เบิกบานใจอย่างมาก พลันนั้นนางรู้สึกเหมือนมีสายลมวูบผ่านด้านหลังไป พริบตาเดียว ฉู่ขวางก็หายตัวไปแล้ว

ที่อีกด้าน เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังโหยหวนขึ้น “ท่านจอมยุทธ์ ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ถุงเงินนี่ ข้ายอมคืนให้ก็ได้!”

เหรินจิ่วรีบวิ่งตามเสียงนั้นไป กระทั่งได้พบกับฉู่ขวางที่กำลังตรึงบุรุษในชุดสีเทาไว้บนพื้นด้วยมือเดียว

 

[1] ต้นเอล์ม (Elm Tree) ไม้ผลัดใบที่มีความสูงราว 20 – 30 เมตร เนื้อไม้สีน้ำตาลเข้ม นิยมนำมาใช้ในการสร้างอาคารบ้านเรือน ศาลเจ้า วัด และเครื่องเรือน

9. หลิวรกโลก

เขาบิดฝ่ามือของอีกฝ่ายจนแผ่ออกเป็นรูปดอกไม้ และไม่ลืมที่จะใช้มืออีกข้างกดหมวกบนศีรษะตามที่เหรินจิ่วได้กำชับไว้

ท่ามกลางบรรยากาศที่โกลาหล เหรินจิ่วอดที่จะคลั่งไคล้ท่าทางแสนองอาจของฉู่ขวางไม่ได้ ‘ว่าที่สามีของข้า น่ากินอะไรปานนี้!’

ฉู่ขวางชำเลืองมองเหรินจิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เขาขโมยถุงเงินของเจ้า”

เหรินจิ่วตื่นจากภวังค์และจับจ้องไปที่มือของชายชุดเทาทันที

“เจ้าโจรชั่ว!” นางก่นด่าเมื่อเห็นถุงผ้าปักลายของตัวเองในมือเขา “กล้าดีอย่างไรมาล้วงคองูเห่า ข้าจะจับเจ้าส่งทางการ!”

ทั้งหมดเป็นเพียงคำขู่ เพราะอำเภอเล็กๆ ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่มากนักอย่างจือเหลียงเสี้ยน ไม่ได้รับการใส่ใจจากนายอำเภอหลิวผู้มีน้ำหมึก[1] ในตัวไม่มากมานานแล้ว

แม้จะได้รับมอบหมายให้ดูแลตำบลจือเหลียงเจิ้นที่ควบรวมหมู่บ้านเสี่ยวเหอเซียงกับหมู่บ้านต้าเหอเซียงเอาไว้ แต่ความห่างไกลและอุปสรรคในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็ทำให้เขาละละเลยทุกข์สุขของราษฎร ซ้ำยังชอบรีดไถ และปล่อยให้เครือญาติข่มเหงชาวบ้านไปทั่ว

“แม่นาง ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าเพียงไม่อยากให้ลูกเมียต้องอดตาย แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำอีก!”

เหรินจิ่วเปิดถุงเงินพลางนับเหรียญทองแดงข้างใน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ นางก็โบกมือส่งสัญญาณให้ฉู่ขวาง ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อย และเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง สมควรส่งตัวให้หน่วยงานกลาโหมลงโทษ ความลำบากไม่ใช่เหตุผลของการหลีกเลี่ยงกฎหมาย”

นางเบ้ปากพลางดึงแขนของเขาออก “ทุกคนที่นี่ล้วนยากลำบาก อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเลย ปล่อยวางสักเรื่องเถอะ”

ฉู่ขวางจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของชายชุดเทา ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์! ช่างเป็นดาวที่มีแต่ความสิ้นหวังจริงๆ!”

หลังจากที่ปล่อยตัวหัวขโมยไป เหรินจิ่วก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “นี่เจ้ากำลังคุ้มครองข้าอยู่ใช่ไหม?”

ฉู่ขวางผงกศีรษะ “สำหรับข้าเจ้าคือพันธมิตร อีกอย่าง ในร่างของเจ้าก็มีเครื่องจำแนกสถานะของข้าอยู่ จึงต้องคุ้มครองเป็นธรรมดา”

เหรินจิ่วประทับใจเกินจะกล่าว “ในเจ้ามีข้า ในข้ามีเจ้า รักที่ไม่ทอดทิ้งกันทำข้าซาบซึ้งจนวิญญาณสั่นคลอน”

“ได้โปรดอย่าคิดมาก!”

เหรินจิ่วไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่าย นางกวาดตามองหาร้านขายยา ก่อนจะตบไหล่เขาและพูดขึ้นว่า “รออยู่ตรงนี้อย่าไปไหน ข้าจะเข้าไปจัดการเถ้าแก่เจ้าของร้านเสียหน่อย!”

ฉู่ขวางขมวดคิ้วพลางยื่นศีรษะตามเข้าไป แล้วก็พบว่าเหรินจิ่วกำลังโต้เถียงกับเถ้าแก่เจ้าของร้านยาอย่างดุเดือดอยู่

ประเมินสถานการณ์ไปได้สักพัก เขาก็หันหลังแล้วเดินออกจากหน้าร้านไป

หลังจากถกเถียงจนได้รับชัยชนะ เหริ่นจิ่วก็เหน็บเงินค่ายาลงในผ้ารัดเอว และคว้าห่อยา X ที่มีฤทธิ์รุนแรงติดมือกลับบ้านไปด้วย

ตามหาฉู่ขวางไปได้สักพัก เสียงร้องไห้ของสตรีนางหนึ่งก็ดังแว่วขึ้นจากมุมถนนด้านหน้า พอหันไปมอง นางก็พบฉู่ขวางในเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อนกำลังยืนอออยู่กับฝูงชนพอดี

เหรินจิ่วรีบซ่อนห่อยาแล้ววิ่งไปหาอีกฝ่าย “ข้าเสร็จธุระแล้ว เรารีบไปที่ที่ว่าการอำเภอกันเถอะ”

ฉู่ขวางยังคงไม่ขยับเขยื้อน นางจึงมองตามเขาไปด้วยความสงสัย

ท่ามกลางฝูงชน มีคนสองกลุ่มอยู่ในนั้น พูดให้ถูกก็คือ กลุ่มหนึ่งยืนและอีกกลุ่มหมอบกระแตอยู่บนพื้น โดยกลุ่มที่ยืน คือกลุ่มของคุณชายท่านนายอำเภอ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หลิวรกโลก’

จู่ๆ สหายลิงกังหัวขี้กลากของคุณชายก็ตะโกนขึ้นว่า “กล้าพนันก็ต้องกล้าแพ้สิ! ส่งตัวแม่นางคนนี้ให้คุณชายของข้าเสียดีๆ อย่าให้ต้องใช้กำลัง!”

หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของคนที่หมอบอยู่บนพื้น เหรินจิ่วก็เลิกคิ้วพลางส่งเสียง “เห้!” ออกมาเบาๆ

ก่อนที่ฉู่ขวางจะปรากฏตัวขึ้น บัณฑิตหนุ่มหน้าตาดีผู้นี้คือคนที่นางเคยบีบบังคับให้แต่งงานด้วย ทว่าความทระนงตนและรักศักดิ์ศรีของเขาก็ทำให้เหรินจิ่วต้องยอมแพ้

ที่ด้านข้างของเขา มีหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งกอดหญิงสาวใบหน้างดงามประหนึ่งบุปผาแรกแย้มอยู่

พลันนั้น หญิงชราก็ส่งเสียงประณามอย่างดุเดือดว่า “ถึงข้าจะหูตาฝ้าฟาง แต่ความจำนั้นยังดี ไหนเลยจะกล้าใช้บุตรสาวเป็นเครื่องพนันกับคุณชาย! ลูกของข้ารักใคร่ชอบพอกับบัณฑิตจาง ซ้ำยังกราบไหว้ฟ้าดินและทำพิธีแต่งงานกันไปเมื่อวันก่อนแล้วด้วย!”

“นี่คือลายลักษณ์อักษรของเจ้าใช่หรือไม่?” ชายหัวขี้กลากยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้หญิงชราดู ข้อความในนั้นเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ยินดีชดใช้ด้วยการยกบุตรสาวแซ่หวางให้’

“ไม่จริง ข้าถูกปรักปรำ! ข้าไม่รู้หนังสือสักตัว แล้วจะเขียนสัญญาให้คุณชายได้อย่างไร? อีกอย่าง บุตรสาวของข้าแซ่หยาง ไม่ใช่แซ่หวาง!”

หลิวรกโลกหันขวับพลางถีบสหายของเขาเต็มแรง “ไอ้โง่?”

ชายคนที่ถูกถีบได้แต่นั่งเกาศีรษะ ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาแก้ตัวอักษรท่ามกลางสายตาของทุกคน พอคิดได้ เขาก็รีบขยำกระดาษทิ้ง

การกระทำไร้ซึ่งผิดชอบชั่วดีนี้ ทำเอาทุกคนตรงนั้นตะลึงค้าง มีเพียงบัณฑิตหนุ่ม ที่รีบหันไปสวมกอดสตรีแซ่หยางด้วยใบหน้าซีดขาว

เห็นท่าทางนี้ของเขา เหรินจิ่วก็เริ่มปลงตก

“บัณฑิตจางช่างเป็นคนที่เคราะห์ร้ายเสียจริง ก่อนหน้านี้ก็ถูกจอมโจรสาวบนค่ายภูเขาจับตัวไปทำสามี โชคดีที่รอดกลับมาได้แบบไม่บุบสลาย” ชาวบ้านคนหนึ่งส่งเสียงวิจารณ์

ฉู่ขวางเหล่มองมองเหรินจิ่วด้วยสายตาดูแคลน “เขาช่างเป็นคนที่อับโชคเสียจริง เจ้าว่าไหม?”

เหรินจิ่วหดศีรษะลง ก่อนจะแก้ต่างให้ตัวเองว่า “ใครบ้างไม่เคยทำเรื่องผิดพลาด! ข้าอายุยังน้อยเลยเผลอทำเรื่องที่เลยเถิดไป แต่นั่นก็เพราะข้ายังไม่ได้พบเจ้า ในเมื่อเจ้าปรากฏตัวแล้ว ก็จงคุ้มครองข้าให้ดี จะได้ไม่กลับไปทำเรื่องเช่นนั้นอีก!”

“การคุ้มครองเจ้าเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล ที่ข้าห่วงก็คือ เจ้าหน้าที่ปกครองบนดาวของเจ้ามากกว่า”

เหรินจิ่วผงกศีรษะ “เรื่องน่าอับอายพวกนี้เกิดขึ้นในอำเภอจือเหลียงเสี้ยนมานานแล้ว” กล่าวจบนางก็ชี้นิ้วไปที่หลิวรกโลก “บุตรชายของนายอำเภอผู้นี้ชื่นชอบการฉุดคร่าหญิงสาวอย่างมาก และบิดาของเขาก็ไม่คิดที่จะห้ามปรามแต่อย่างใด”

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ สหายสองคนของหลิวรกโลกก็ตรงเข้ามายึดร่างของบัณฑิตหลิวและลากเขาออกไป จากนั้นคนที่เหลือก็เข้าไปกดร่างของหญิงชราแล้วกระชากหญิงสาวในอ้อมกอดออกมา นางหยางทั้งดิ้นรนทั้งร้องตะโกนจนเสียงแหบแห้ง

“พวกเจ้ามันไร้คุณธรรม ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง!” บัณฑิตหลิวตะโกนสองประโยคนี้กลับไปกลับมา

เหรินจิ่วเริ่มรู้สึกดีกับตัวอง เพราะแม้นางจะโฉดชั่ว แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะชิงสามีของใคร!

บุตรสาวของนางหยางดิ้นรนอย่างหนัก จนหลิวรกโลกโกรธจัดและฟาดฝ่ามือใส่หน้าจนนางสลบเหมือด

ลมหายใจของบัณฑิตจางชะงักไปอึดใจ ก่อนจะแผดเสียงออกมาเต็มกำลัง “พวกเจ้ามันไร้คุณธรรม ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง!!!”

ภาพที่เห็นทำเอาเหรินจิ่วเดือดดาลไม่แพ้กัน นางเองก็มีพี่สาวถึงเจ็ดคน แม้ชีวิตหลังแต่งงานของพวกเขาจะไม่ราบรื่นสักเท่าใด โดยเฉพาะพี่สาวคนโตที่มักจะถูกทุบตีเป็นประจำ แต่นางก็ยอมรับชะตากรรมและไม่เคยให้บิดามารดาต้องออกหน้าแทน สุดท้ายก็เสียชีวิตหลังจากอยู่ไฟลูกคนที่สอง

ทุกครั้งที่คิดถึงพี่สาวคนโต เหรินจิ่วจะรู้สึกเจ็บปวดเสมอ ยิ่งต้องเห็นหญิงสาวถูกทุบตีต่อหน้า นางก็ยากที่จะอดกลั้น

เหรินจิ่วพับแขนเสื้อขึ้นและทำท่าจะพุ่งเข้าใส่หลิวรกโลก ทว่าเสียงของโลหะที่เสียดสีกันอยู่ด้านข้าง ก็ทำให้นางต้องชะลอฝีเท้า

แกรก กราก!

ฉู่ขวางยืนถืออาวุธสีดำด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม “ระบบบนดาวของเจ้าเริ่มสับสน ความยุติธรรมจึงใช้การไม่ได้ โปรดอนุญาตให้ข้า ‘นายทหารขั้นที่หนึ่งของกองยานซวี่รื่อ’ ใช้วิธีการรบแบบพิเศษด้วย!” กล่าวจบเขาก็หยิบเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมาผูกบนหน้าผาก “ข้าจะปราบปรามคนพวกนี้ด้วยตนเอง!”

ลำแสงที่ยิงออกมาจากอาวุธสีดำทำเอากาน้ำชาบนโต๊ะและตั่งยาวซึ่งทำจากไม้สลายกลายเป็นผุยผง

เหรินจิ่วสะดุ้งตัวโยน ก่อนจะรีบคว้าแขนของฉู่ขวางแล้วตะโกนห้าม “หยุดนะ! เจ้าจะระบายโทสะเยี่ยงนี้ไม่ได้!”

หากนายอำเภอล่วงรู้ว่า คนที่ทำให้บุตรชายของเขากลายเป็นผุยผงมาจากค่ายภูเขาของนาง ทุกคนในค่ายก็จะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป

“อาวุธนี้ทำร้ายสิ่งมีชีวิตไม่รุนแรง”

เหรินจิ่วยังคงส่ายศีรษะไม่เห็นด้วย

สีหน้าของอีกฝ่ายทำให้ฉู่ขวางต้องครุ่นคิดอย่างหนัก ‘คนบนดาวดวงนี้ย่อยได้แม้กระทั่งเครื่องจำแนกสถานะ เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์’ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย เขาจึงลดมือข้างที่ถืออาวุธลง จากนั้นก็หยิบถุงมือที่มีลักษณะเป็นเกล็ดสีดำออกมาสวม ก่อนจะหันไปพูดกับเหรินจิ่วว่า “พอศัตรูล้มลง เจ้าต้องรีบวิ่งเข้าไปประคองสตรีอ่อนวัยผู้นั้นออกมา แล้วรีบไปหาที่หลบภัย ส่วนข้าจะพาอีกสองคนตามไปทีหลัง”

ไม่รอให้เหรินจิ่วได้ตอบ ฉู่ขวางก็สะบัดเสื้อคลุมแล้วย่างกรายเข้าไปยืนกลางฝูงชนด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว

เห็นท่าทางขึงขังของเขา นางก็อดเสียดายไม่ได้ ‘เสียแรงเปล่าๆ พี่เอ๋ย! ไอ้พวกนั้นมันขี้แพ้หางจุกตูดจะตายไป!’

 

[1] เป็นสำนวนหมายถึงรู้หนังสือไม่มาก

10. เจริญหูเจริญตา

“ไอ้หนุ่ม! จะทำอะไรน่ะ?”

ทันทีที่เห็นฉู่ขวางก้าวออกมา สหายหัวขี้กลากของหลิวรกโลกก็ทำท่าจะผลักเขา “อยากตายหรืออย่างไร?”

ฉู่ขวางไม่ยี่หระต่อคำขู่ ซ้ำยังหันไปคว้าแขนของอีกฝ่ายแล้วบิดดังกร๊อบ!

ภาพที่เห็นทำเอาคุณชายผู้จองหองหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เขารีบทิ้งตัวลงบนพื้นพลางเก็บคองอเข่าราวกับลูกเต่าน้อย

สหายที่เหลือต่างก็ถูกกระบวนท่าของฉู่ขวางซัดจนล้มระเนระนาด ชาวบ้านที่มุงดูเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น แม้แต่บัณฑิตจางเองก็ตะลึงงันจนลืมที่จะประณามต่อ

พอตั้งสติได้ เหรินจิ่วก็แสร้งทำเป็นตะโกนข่มขวัญคู่ต่อสู้ “ท่าแยกเอ็นถอดกระดูก สุดยอด!”

ผู้คนที่มุงดูต่างพากันตะโกนเลียนแบบเหรินจิ่ว ทั้งยังชื่นชมสรรเสริญฉู่ขวางยกใหญ่

เมื่อถูกเหยียดหยาม หลิวรกโลกก็โกรธหน้าดำหน้าแดง “เจ้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมา...”

ยังไม่ทันจบประโยค ฉู่ขวางก็สาวเท้าเข้ามาหาเขา พลางวาดกระบวนท่าพริ้วไหวดั่งจอมยุทธ์ในตำนาน

ผลัวะ!

เพียงปล่อยหมัดผ่านข้อนิ้วเบาๆ คางของหลิวรกโลกก็ดีดขึ้นและพาตัวเขาลอยออกไปไกล

สิ้นเสียงตกกระแทกพื้น คุณชายนายอำเภอก็นอนร่างกระตุกจมกองเลือดกำเดา ก่อนจะสลบไป

ชาวบ้านต่างพากันโห่ร้องด้วยความดีใจ ราวกับว่าฉู่ขวางได้ระบายความแค้นที่อัดอั้นมานานให้พวกเขาจนหมดสิ้น ต่างจากเหรินจิ่วที่สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน

ทั้งที่นายอำเภอหลิวยอมทุ่มทุนด้วยการเชิญเหล่าอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาสอนวิทยายุทธ์ให้แก่บุตรชาย ทว่าหลิวรกโลกกลับพ่ายแพ้ให้แก่หมัดลวกๆ ของฉู่ขวางอย่างง่ายดาย

‘หรือว่าร่างของเขาจะมีสัตว์ประหลาดเร้นกายอยู่?’

ฉู่ขวางผลักแม่นางหยางไปทางเหรินจิ่ว ก่อนจะหมุนกายไปหยุดยืนที่เบื้องหน้าของหญิงชรา ด้วยความตกใจ สหายขี้ขลาดของหลิวรกโลกรีบปล่อยมือออกจากคอเสื้อของนางและทำท่าจะเผ่นหนี ทว่าบุรุษในไข่กลับว่องไวกว่า เขากระชากร่างของอีกฝ่ายเข้าหาตัว ก่อนจะยกขึ้นเหนือศีรษะและทุ่มลงพื้น จากนั้นก็เหลือบตามองชายอีกสองคนที่กำลังยึดร่างของบัณฑิตจางอยู่

ไม่รอให้บุรุษตรงหน้าได้เคลื่อนไหว ทั้งสองก็ตาลีตาเหลือกหนีไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่ขวางแบกนางหยางไว้บนบ่าข้างขวา ส่วนมือซ้ายก็หิ้วบัณฑิตจางเอาไว้ ก่อนจะหันมาสบตากับเหรินจิ่ว

จอมโจรสาวพยักหน้ารับ จากนั้นก็ช้อนร่างของแม่นางหยางขึ้น และวิ่งตะบึงออกจากตำบลไป

ณ ที่รกร้างแห่งหนึ่งนอกอำเภอ เหรินจิ่วนั่งหอบหายใจอย่างหนัก ทว่าฉู่ขวางที่ทั้งแบกทั้งหิ้วร่างของนางหยางและบัณฑิตจางกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย

พอวางทุกคนลงอย่างปลอดภัย หญิงชราก็คุกเข่าลงกับพื้น และโขกศีรษะขอบคุณฉู่ขวางทั้งน้ำตา

เขาไม่เพียงปลอบใจนาง ซ้ำยังวางแผนชีวิตให้ด้วย “ระบบการปกครองของดาวดวงนี้บกพร่อง ข้าอาจช่วยเหลือเจ้าได้เพียงเท่านี้ รอให้ทหารของสมาพันธรัฐยกพลลงที่นี่เสียก่อน เจ้าจึงจะปลอดภัยแบบถาวร จนกว่าจะถึงวันนั้น ข้าขอเสนอให้ตัดการติดต่อทั้งหมดกับเครือญาติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสอดแนมของศัตรู!”

เหรินจิ่วสูดหายใจเข้าลึกพลางยืดตัวตรง ก่อนจะแปลคำพูดของอีกฝ่ายให้นางหยางเข้าใจ “เขากำลังบอกท่านยายว่า การที่หลิวรกโลกถูกหยามเกียรติในวันนี้ อาจทำให้บิดาของเขาแค้นเคืองและหาทางกำจัดครอบครัวของท่านทุกวิถีทาง ดังนั้น พวกท่านควรเก็บข้าวของและหนีไปใช้ชีวิตอยู่ที่อื่นสักพัก”

พอได้ยินเสียงของนาง บัณฑิตจางก็เบิกตาโพลงพลางชี้หน้า “จะ จะ... เจ้า เจ้านี่เอง!”

“ใช่ ข้าเอง! เรื่องคราวก่อนต้องขอโทษด้วย แต่วางใจได้ ข้าจะไม่ยุ่มย่ามกับเจ้าอีก เพราะข้ามีเป้าหมายใหม่แล้ว นั่นก็คือเขา” นางเหลือบตามองฉู่ขวาง ก่อนจะก็ควักถุงเงินออกมาเปิดนับ แล้วยัดมันใส่มือของบัณฑิตจาง “เก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้ เพราะพวกเจ้าคงกลับบ้านไม่ได้อีกนาน ถือว่าเป็นการชดเชยความผิดของข้าก็แล้วกัน”

บัณฑิตจางถือถุงเงินด้วยใบหน้าสับสน จากนั้นก็ทำท่าเหมือนจะส่งคืน

เหรินจิ่วกัดฟันกรอด “เอาไปเถอะน่ะ!”

บัณฑิตจางคารวะเหรินจิ่วด้วยความนอบน้อม “ข้าน้อยจางเถา ขอบพระคุณท่านประมุขอย่างมาก หากวันหน้ามีโอกาส ข้าจักถักหญ้าเป็นเชือก[1] เพื่อตอบแทน!”

เหรินจิ่วผงกศีรษะ

“พวกท่านควรรีบออกเดินทางได้แล้ว อย่าเสียเวลาอีกเลย” ฉู่ขวางเอ่ยเตือน

จางเถารีบประคองภรรยาและแม่ยายให้ลุกขึ้น ก่อนจะหมุนกายจากไป

เหรินจิ่วทอดตามองเงาหลังของบัณฑิตหนุ่ม เห็นเขาประคองภรรยาสาวด้วยความระมัดระวังก็อดที่จะตะโกนถามไม่ได้ “เจ้าไม่ยอมแต่งงานกับข้าเพราะแค้นที่ถูกลักพาตัวใช่หรือไม่?”

ฝีเท้าของบัณฑิตจางเซไปวูบหนึ่ง เขาไตร่ตรองอยู่นานจึงค่อยหันกลับมาอธิบาย “ท่านประมุข ข้าจางเถาเป็นบัณฑิตยากไร้ นอกจากศักดิ์ศรีแล้วข้าก็ไม่มีสิ่งใดอีก สำหรับข้า ความรักฉันท์สามีภรรยาต้องเกิดจากพรหมลิขิตเท่านั้น หาใช่การช่วงชิงไม่ หากท่านเป็นคนมีนิสัยเกรงใจผู้อื่น และไม่ใช้อารมณ์ตัดสินทุกอย่าง ท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ข้ากำลังบอก”

สรุปได้ว่า บัณฑิตจางเป็นคนรักศักดิ์ศรี ไม่ชอบการบังคับหรือช่วงชิง อีกทั้งไม่ชื่นชอบในนิสัยของเหรินจิ่วเป็นการส่วนตัวด้วย

กว่าที่ทั้งสองจะกลับถึงค่ายภูเขาก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ระหว่างทาง เหรินจิ่วเอาแต่คร่ำครวญและบ่นพึมพำเรื่องที่ถูกบัณฑิตจางตำหนิ ดีที่ฉู่ขวางมีขันติยอดเยี่ยม เขาจึงทำเป็นไม่สนใจ

สุดท้ายเหรินจิ่วก็ทนไม่ไหวและถามเขาขึ้นเองว่า “ฉู่ขวาง เจ้าเป็นคนรักศักดิ์ศรีไหม?”

ฉู่ขวางเหล่มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของอีกฝ่ายพลางครุ่นคิด ‘ถ้าตอบไม่ดี นางอาจสูญเสียความมั่นใจจนถึงขั้นฆ่าตัวตายได้’

คิดได้เช่นนี้ เขาก็ยืดตัวตรงและตอบอย่างหนักแน่นว่า “ความหมายของเจ้าไม่ชัดเจน กรุณาอธิบายใหม่”

“จะอธิบายอย่างไรดี? เอาเป็นว่าถ้าตอนนี้เจ้าหิวมาก หิวจนใกล้จะตาย ทว่าศัตรูที่เจ้าชิงชังที่สุดกลับมีอาหารอยู่ในมือ เช่นนั้น เจ้าจะไปหาเขาเพื่อขออาหารหรือไม่?”

ฉู่ขวางแทบไม่คิดและตอบกลับทันที “สถานการณ์นี้มีหลายตัวแปร ประการแรก ข้าด้านหน้าไปขอเขาและเขาไม่ให้ ประการที่สอง เขาให้แต่ก็ใส่ยาพิษในนั้นเรียบร้อยแล้ว ประการที่สาม ในเมื่อเขาเป็นศัตรูที่ข้าชิงชังที่สุด สถานการณ์นี้จึงไม่สมควรถูกตั้งขึ้นมา เพราะมันจะไม่มีวันเป็นจริง”

เหรินจิ่วกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย “ข้าแค่สมมติ เจ้าก็อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังสิ! เอาอย่างนี้นะ ถ้าเขายื่นอาหารที่ไม่ได้ใส่ยาพิษให้เจ้า เจ้าจะกินไหม?”

ฉู่ขวางขมวดคิ้ว “ถ้าเจอศัตรูที่โง่เพียงนี้ ข้าจะสังหารเขาก่อน แล้วค่อยชิงอาหารทั้งหมดมา”

เหรินจิ่วหมดแรงจะโต้เถียง “เจ้านี่มันไร้ศีลธรรมจริงๆ!”

เดินต่อไปได้สักพัก เหรินจิ่วก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “จากคำตอบเมื่อครู่ แสดงว่าเจ้ายินดีที่จะไปหาศัตรูเพื่อขออาหารใช่ไหม?”

“หากเป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง” เขาตอบสั้นๆ

“ไร้ศักดิ์ศรี!” เหรินจิ่วสรุป จากนั้นก็พึมพำต่อ “การฆ่าคนเพื่อชิงสิ่งของเป็นเรื่องที่อุกอาจมาก ดูท่า... เจ้าจะไม่ติดใจในวิธีการสักเท่าไหร่”

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูด แต่เขาก็ผงกศีรษะรับ “ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การใช้กำลังอย่างเหมาะสมคือเรื่องจำเป็น”

“คำถามสุดท้าย เจ้าชอบหญิงสาวที่มีลักษณะเช่นไร? กุลสตรีแสนเรียบร้อย นางมารยั่วสวาทผู้เร่าร้อน หรืออ่อนหวานสดใสน่าทะนุถนอม?”

“ดูแล้วสบายตา” เขาตอบเสียงเย็น

เหรินจิ่วลูบใบหน้าไปมาพลางจัดผมเผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะยื่นหน้าไปหาอีกฝ่ายแล้วถามต่อว่า “รู้สึกสบายตาขึ้นบ้างไหม?”

ด้วยความที่ใกล้กันมาก เขาจึงมองเห็นแก้มสุกปลั่ง ดวงตาทอประกายระยิบระยับ และรอยยิ้มแสนน่ารักของนางได้อย่างชัดเจน ความสดใสทั้งมวลไม่ต่างจากดวงดาวในกาแล็กซีเซินโลที่เขาคุ้นเคย

ฉู่ขวางใจลอยไปชั่วขณะ จู่ๆ คำพูดของบัณฑิตจางก็วูบขึ้นมาในสมอง เขาที่ปกติไม่ใช่คนอารมณ์อ่อนไหวอะไร พลันรู้สึกสงสารเหรินจิ่วขึ้นมาจับใจ “เจ้ายังไม่ได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ข้าทนไม่ไหว”

เหรินจิ่วขบคิดเล็กน้อย “สรุปว่า เจ้าเห็นข้าแล้วสบายตาหรือขัดหูขัดตา?”

“ไม่ได้มีสิ่งใดที่ขัดหูขัดตา”

“เยี่ยม!”

เหรินจิ่วประทับใจเกินจะกล่าว นางเริ่มมั่นใจแล้วว่าเขาคือบุรุษที่ออกตามหามานาน หน้าตาหล่อเหลา จิตใจทระนงองอาจ ไม่รักศักดิ์ศรีจนน่ารำคาญ สามารถยอมรับนิสัยที่ชอบช่วงชิงของนางได้ ที่สำคัญก็คือ เขาเจริญหูเจริญตาที่ได้เห็นนาง และไม่พยายามเปลี่ยนนางให้เป็นกุลสตรีอย่างที่ใครๆ ชื่นชอบ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางจะต้องไม่วางยา X ให้เขากิน!

ณ ที่ว่าการอำเภอของตำบลจือเหลียงเจิ้น เสียงร้องโหยหวนของหลิวรกโรกทำเอาท่านหมอที่กำลังทายาให้สะดุ้งตัวโยน

นายอำเภอหลิวผู้อุดมไปด้วยไขมันพอกร่างเดือดดาลจนตัวสั่น เขาย่ำเท้าไปมาในห้อง ก่อนจะด่ากราด “ไอ้พวกอันธพาล! นับวันยิ่งไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา!”

ชายชุดดำที่สวมหน้ากากอยู่ชำเลืองมองหลิวรกโลกด้วยสายตาดูแคลน “คุณชายจำลักษณะของคนที่ทำร้ายท่านได้หรือไม่?”

“อ๊าก!” หลิวรกโลกร้องเสียงหลง ก่อนจะปัดมือของท่านหมอออก “มันผู้นั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลา สวมหมวกผ้า ทั้งยังผูกเชือกไว้บนหน้าผากอีกด้วย ผมก็... น่าจะสั้น... กระมัง?” พอคิดอะไรไม่ออก เขาก็หันไปใส่อารมณ์กับผู้เป็นบิดาแทน “ระยะนี้ท่านพ่อได้ปล่อยพวกโจรบัดซบออกจากคุกบ้างหรือไม่?”

 

[1] 衔草结环 เป็นสำนวนหมายถึง ยามได้รับความช่วยเหลือผู้มีพระคุณ ย่อมต้องทดแทน แม้ตายก็ไม่ลืมบุญคุณ