ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ไม่อาจลืม 胭脂债

ผู้แต่ง อีตู้จวินหัว
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ข่าวลือ ระยะนี้ยุทธภพปั่นป่วนหนักเพราะข่าวลือที่แพร่สะพัดถึง สองเรื่อง หนึ่ง... ประมุขยุทธภพ ‘เจียงชิงหลิว’ แห่งตระกูลเจียงได้รับ บาดเจ็บจากการฝึกวิชาจนอาจถึงขั้นต้องสูญเสียวรยุทธ์ สอง... ประมุขพรรคมาร ‘ป๋อเหย่จิ่งสิง’ ที่ถูกบ้านตระกูลเจียง ขังลืมไว้ในคุกใต้ดินถึงสามสิบปี... หายไป อนุผู้งามล้ำ เพื่อที่จะปิดบังว่าประมุขพรรคมาร ‘ป๋อเหย่จิ่งสิง’ ที่ใต้หล้าล้วนหวาดกลัวแท้จริงแล้วเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง เจียงชิงหลิวถึงกับต้องยอมฝืนสวมบทหมาป่าบ้ากาม หลอก ทุกคนว่าตนรับอนุคนใหม่มาเลี้ยงไว้ในบ้าน เขาถือโอกาสนี้กักตัวนางเอาไว้เสียเอง เพื่อบังคับให้นางมารยอมเผยวิธีรักษาอาการบาดเจ็บของตน ซึ่งก็ดี... เพราะป๋อเหย่จิ่งสิงเองก็มีปริศนา ‘บางอย่าง’ ที่อยากค้นหาจากคนตระกูลเจียงเช่นกัน

บทนำ

ข่าวลือ
    ระยะนี้ยุทธภพปั่นป่วนหนักเพราะข่าวลือที่แพร่สะพัดถึง
สองเรื่อง
    หนึ่ง... ประมุขยุทธภพ ‘เจียงชิงหลิว’ แห่งตระกูลเจียงได้รับ
บาดเจ็บจากการฝึกวิชาจนอาจถึงขั้นต้องสูญเสียวรยุทธ์
    สอง... ประมุขพรรคมาร ‘ป๋อเหย่จิ่งสิง’ ที่ถูกบ้านตระกูลเจียง
ขังลืมไว้ในคุกใต้ดินถึงสามสิบปี... หายไป

อนุผู้งามล้ำ
    เพื่อที่จะปิดบังว่าประมุขพรรคมาร ‘ป๋อเหย่จิ่งสิง’ ที่ใต้หล้าล้วนหวาดกลัวแท้จริงแล้วเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง 
    เจียงชิงหลิวถึงกับต้องยอมฝืนสวมบทหมาป่าบ้ากาม หลอก
ทุกคนว่าตนรับอนุคนใหม่มาเลี้ยงไว้ในบ้าน
    เขาถือโอกาสนี้กักตัวนางเอาไว้เสียเอง เพื่อบังคับให้นางมารยอมเผยวิธีรักษาอาการบาดเจ็บของตน
    ซึ่งก็ดี... เพราะป๋อเหย่จิ่งสิงเองก็มีปริศนา ‘บางอย่าง’ ที่อยากค้นหาจากคนตระกูลเจียงเช่นกัน 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Author: 一度君华
Chinese edition copyright  北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., ltd
ALL RIGHTS RESERVED

 

สารบัญ

                ในคุกใต้ดินนี้มีแสงสว่างน้อยมาก

                อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเสีย อับชื้น

                เจียงชิงหลิวเดินผ่านทางเดินแคบๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องขังแคบเล็กห้องหนึ่ง คนที่อยู่ด้านในมีผมยาวยุ่งเหยิง มือทั้งสองถูกล่ามไว้ด้วยโซ่หนาหนัก ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบสกปรกจนมองไม่เห็นรูปโฉมที่แท้จริง

                การคุมขังอันยาวนานถึงสามสิบปีทำให้จอมมารผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของทุกผู้คนในยุทธภพค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน แต่สามสิบปีมานี้ ตระกูลเจียงกลับไม่กล้าผ่อนคลายความเข้มงวดในการคุมขังเขาแม้แต่น้อย

                ในคุกใต้ดินมีเพียงความเงียบสงัด เสียงผิดปกติเพียงเล็กน้อยจึงไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทไปได้ คนในคุกเงยหน้าขึ้น เข็มเหล็กกล้าซึ่งอยู่ด้านในโซ่ที่ล่ามมือเท้าของเขาเอาไว้แทงทะลุกระดูกไปนานแล้ว เจียงชิงหลิวก้าวเข้าไปในห้องขังซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า

                “ยังไม่ยอมพูดอีกหรือ?” เสียงของเขาเย็นเยียบ องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านข้างรีบก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม “เรียนท่านประมุข โจรเฒ่าผู้นี้ปากแข็งมากขอรับ”

                เจียงชิงหลิวพยักหน้า สามสิบปีแล้ว แม้กระทั่งตระกูลเจียงเองก็ไม่คาดหวังอะไรอีก

                เจียงชิงหลิวผู้มีรูปร่างสูงโปร่งสง่างามราวต้นไม้หยกกลางสายลม หยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย “ป๋อเหย่จิ่งสิง ตามหลักแล้ว ข้าเองควรเรียกเจ้าว่าผู้อาวุโส วันนี้ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย คัมภีร์เบญจดาราอยู่ที่ไหน?”

                คนที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้อย่างแน่นหนาแค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง เจียงชิงหลิวหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณ เหล่าองครักษ์ก็ถอยออกห่าง เขาจ้องผมยาวสยายของคนตรงหน้านิ่ง จากนั้นจึงควักขวดหยกใบหนึ่งออกมา โซ่ส่งเสียงดังขึ้นอีกครั้ง เขาบีบคางของคนที่ถูกพันธนาการเอาไว้แน่นก่อนจะยัดยาสีแดงเลือดขนาดเท่าเม็ดไข่มุกลงไปในปากแล้วบังคับให้อีกฝ่ายกลืนลงคอ

                เสียงอู้อี้ดังมาจากลำคอของป๋อเหย่จิ่งสิง เขามีโอกาสดิ้นรนแต่เขาทำไม่ได้ เพราะสามสิบปีมานี้ เขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินยาสองเม็ดนี้ทุกวัน หลังจากยาตกลงไปถึงท้อง ร่างของเขาก็เริ่มผ่อนคลาย ดวงตาที่เมื่อครู่ยังดูใสกระจ่างค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหม่นหมอง ไร้ชีวิตชีวา

                เจียงชิงหลิวขยับเข้าไปหาช้าๆ “คัมภีร์เบญจดาราอยู่ที่ไหน?”

                ริมฝีปากของเขาสั่นระริก สมองไม่อาจรวบรวมสติ ร่างทั้งร่างราวกับกำลังล่องลอย เจียงชิงหลิวเทยาออกมาป้อนให้เขาอีกเม็ด ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่อาจต่อต้านได้

                ยานี้มีชื่อเรียกอันแสนไพเราะว่ายาอมตะ หลังจากกินลงไปจะทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ผลข้างเคียงของมันก็ชัดเจนมาก หลายปีมานี้ สมองของเขาทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

                ผลการปรึกษาหารือกันของผู้นำกับเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเจียงได้ข้อสรุปว่า หมู่บ้านเฉินปี้ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บตัวคนบ้าที่แสนอันตรายผู้นี้ไว้อีกต่อไป

                หลังจากกินยาเม็ดที่สาม แววตาของปีศาจร้ายซึ่งเคยมีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธภพผู้นี้ก็เปลี่ยนเป็นว่างเปล่า เจียงชิงหลิวย่อกายลงนั่งตรงหน้าเขา ทันใดนั้น ดวงตาของชายหนุ่มก็หยุดนิ่งอยู่ที่ทรวงอกของอีกฝ่าย ยามนี้เสื้อผ้าของอีกฝ่ายแทบจะปกปิดร่างไว้ไม่ได้อีก ซ้ำทั่วทั้งร่างยังเต็มไปด้วยคราบดินสกปรก แต่ตรงทรวงอก... แววตาของเจียงชิงหลิวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

                นี่...นี่มันอะไรกัน?

                ร่างสกปรกมอมแมมของป๋อเหย่จิ่งสิงงองุ้มราวกับร่างกายและวิญญาณของเขาได้แยกออกจากกัน เจียงชิงหลิวรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ พอสำรวจดูอย่างละเอียด สิ่งที่ค้นพบก็ทำให้ประมุขยุทธภพผู้มีความรู้กว้างขวางเช่นเขาต้องปากอ้าตาค้าง

                ป๋อเหย่จิ่งสิง เป็นหญิง?

                เจียงชิงหลิวลุกพรวดอย่างตกใจ รีบหมุนกายไปบดบังสายตาขององครักษ์ที่ด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าออกไปก่อน ข้ามีอะไรจะถามเขาสักสองสามประโยค”

                องครักษ์ประสานมือทำความเคารพก่อนจะถอยออกไป ในห้องขังมืดสนิท ร่างของป๋อเหย่จิ่งสิงก็สกปรกจนดูไม่ได้ เขาจึงเห็นไม่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น

                รอจนกระทั่งคนอื่นๆ ออกไปหมดแล้ว เจียงชิงหลิวถึงได้ก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายสองก้าว เสื้อผ้าบนร่างของป๋อเหย่จิ่งสิงแทบจะปกปิดร่างกายเอาไว้ไม่ได้ ให้เขาคุยกับอีกฝ่ายอย่าง ‘เปิดเผย’ แบบนี้คงไม่ดีนัก ชายหนุ่มหยุดคิดครู่หนึ่ง ก็ถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมร่างให้

                “เจ้า...” เขาอยากถาม แต่ไม่รู้จะเริ่มถามอย่างไร ทำไมป๋อเหย่จิ่งสิงถึงเป็นผู้หญิงไปได้? นี่มันเรื่องตลกที่สุดในแผ่นดิน!

                สามสิบปีก่อน ตอนที่จอมมารผู้นี้ออกอาละวาดในยุทธภพ เขายังไม่เกิด แต่ตอนนั้นผู้คนในยุทธภพต่างก็พากันเรียกคนผู้นี้ว่าจอมมาร สำหรับเจียงชิงหลิว เขาไม่ได้มีความเคียดแค้นชิงชังอะไรกับอีกฝ่าย แต่ตอนที่แปดสำนักร่วมมือกันล้อมโจมตีโจรเฒ่าผู้นี้ มีมือกระบี่ต้องสังเวยชีวิตไปท่ามกลางศึกครั้งนั้นมากมายนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นก็คือปู่ของเขา เจียงเส้าซาง

                จากความแค้นของครอบครัวทำให้เขาเมินเฉยต่อความทารุณโหดร้ายที่ตระกูลเจียงกระทำต่อโจรเฒ่าผู้นี้มานานถึงสามสิบปี แต่อีกฝ่ายกลับเป็นหญิง เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขามาก หากพูดออกไปคนทั้งยุทธภพคงกลายเป็นตัวตลกกันหมด

                ป๋อเหย่จิ่งสิงซึ่งอยู่ตรงหน้าไม่มีสติหลงเหลืออยู่อีก เจียงชิงหลิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง การมาครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนมาก หากเขาป้อนยาอมตะให้อีกฝ่ายอีกเพียงแค่สองเม็ด ต่อให้ป๋อเหย่จิ่งสิงสามารถเหินฟ้าดำดินได้ก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่

                ป๋อเหย่จิ่งสิงก็กำลังมองเขาเช่นกัน แววตาของนางเดี๋ยวก็สุกใสเดี๋ยวก็ขุ่นมัว เจียงชิงหลิวเอ่ยปากว่า “บอกที่อยู่ของคัมภีร์เบญจดารามาเถอะ เจ้าจะได้หลุดพ้นเสียที ดื้อแพ่งอยู่แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นกลับคืนสู่ความกระจ่างใสอีกครั้ง ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง “เด็กน้อยตระกูลเจียง คัมภีร์เบญจดาราเป็นแหล่งรวมพลังของเทพชั้นฟ้า ข้าจะมอบให้เจ้าง่ายๆได้หรือ”เจียงชิงหลิวรู้ว่าคนผู้นี้เจ้าเล่ห์แสนกลปู่ทวดของเขาเจียงอิ่นเทียนต่อกรกับอีกฝ่ายมานานปีก็ยังล้วงคำตอบจากอีกฝ่ายไม่ได้ คำพูดของเขาย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ แต่พอคิดขึ้นมาว่าคนที่ตระกูลเจียงกักขังมานานปีเป็นสตรี เขาก็รู้สึกสงสารอีกฝ่าย “หากเจ้าตายไป เคล็ดวิชาล้ำเลิศนั่นก็จะสูญหายตามไปด้วย แล้วจะมีความหมายอะไร?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงก้มหน้าลง ปากก็พึมพำไปเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังพูดอะไร แววตาของนางหม่นแสงอีกครั้ง เจียงชิงหลิวรู้สึกหวาดระแวงอยู่บ้าง ใครๆ ต่างร่ำลือกันว่าคนผู้นี้บ้าระห่ำ โหดร้าย ซ้ำยังกระหายเลือดอย่างไม่มีอะไรเทียบ แต่พอได้เห็นอีกฝ่ายในสภาพนี้เขาก็สงสาร

                อีกทั้งนางยังเป็นสตรี ในยุทธภพมีผู้คนที่มีสายตาเฉียบคมมากมาย แต่ทำไมถึงไม่มีใครเคยสังเกตเห็น? หรือนางจะไม่ใช่ป๋อเหย่จิ่งสิง? หลังจากคิดทบทวนดู เขาก็รู้สึกว่าควรจะไว้ชีวิตนางไว้ชั่วคราวก่อน กำลังคิดจะหันกายจากไป ป๋อเหย่จิ่งสิงก็พูดโพล่งขึ้นว่า “เจ้าหนู หากข้ามองไม่ผิด วิชาที่เจ้าฝึกคือเพลงกระบี่จิ่วเฟิน กับพลังเทพฉานเซี่ยงสินะ”

                เสียงของนางแหบพร่า ยากจะบอกว่าเป็นเสียงของบุรุษหรือสตรี แต่เจียงชิงหลิวก็ไม่ยอมหยุดเท้า “แล้วจะทำไม?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงแค่นเสียงเย็น “เจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลว แต่ใจร้อนไปหน่อย ทำให้เริ่มมีอาการลมปราณแตกซ่าน เห็นแก่ที่วันนี้เจ้ามอบเสื้อตัวนี้ให้ข้า ข้าจะเตือนเจ้าสักประโยค หากวันที่คำพูดนี้เป็นจริงแล้วข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าก็มาหาข้าได้”

                เจียงชิงหลิวย่อมไม่เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาใส่ใจ “เป็นห่วงตัวเจ้าเองเถิด”

                เจียงชิงหลิวแอบสืบข่าวอยู่ครึ่งเดือน

                แต่ข้อมูลทั้งหมดล้วนบันทึกเอาไว้ว่าป๋อเหย่จิ่งสิงเป็นผู้ชาย แล้วยังมีคำร่ำลือว่าเขากับฟ่านซู่ซู่แห่งหุบเขาหานอินมีบุตรชายด้วยกันคนหนึ่งอีกด้วย เจียงชิงหลิวงุนงงมาก แต่ถึงจะไปเยี่ยมเยือนชาวยุทธ์ที่รอดชีวิตมาจากศึกครั้งก่อน ก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี

                ครึ่งเดือนต่อมา เขานำคนไปล้อมสำนักหยินหยาง ซ้ำยังประมือกับเจ้าสำนักของอีกฝ่ายจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย เจียงชิงหลิวมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อย จึงไม่ค่อยมีใครกล้าท้าทายมากนัก ปกติก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แท้จริง เขาก็รู้สึกว่าตัวเองควบคุมกำลังภายในได้ยาก

เขาอดทนจนกระทั่งกลับไปถึงหมู่บ้านเฉินปี้ ตระกูลเจียงก็รีบเชิญซางซินหมอเทวดาแห่งหุบเขาเทียนเซียงมารักษา หลังจากตรวจชีพจรดูก็พบว่าเขามีอาการเลือดและชี่ติดขัด กำลังภายในพลุ่งพล่าน ลมปราณแตกซ่านไปเสียแล้ว

สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์หวาดกลัวที่สุดก็คือโคจรพลังผิดพลาดจนลมปราณแตกซ่าน ชั่วพริบตานั้นคนตระกูลเจียงรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ท่ามกลางกลุ่มเมฆดำไม่มีผิด

                ไม่มีใครสงสัยผลการตรวจของซางซิน แต่ถึงแม้ตระกูลเจียงจะเสนอค่ารักษาให้ก้อนใหญ่ นางก็ได้แต่บอกให้พักรักษาตัวอยู่เงียบๆ เพื่อรักษาชีวิตของเจียงชิงหลิวเอาไว้เท่านั้น

                คำตอบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลเจียงต้องการ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ตระกูลซึ่งยืนหยัดอยู่ในยุทธภพมานับร้อยปีจะอบรมผู้สืบทอดขึ้นมาสักคน หากเจียงชิงหลิวสูญเสียวรยุทธ์ทั้งหมด รักษาชีวิตของเขาเอาไว้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?

                เจียงอิ่นเทียนซึ่งเป็นผู้นำตระกูลรีบเรียกทุกคนไปที่ศาลประจำตระกูลเพื่อปรึกษาหารือเรื่องผู้สืบทอดรุ่นต่อไปอย่างเร่งด่วน ตอนที่เจียงชิงหลิวตื่นขึ้นมาจึงไม่มีใครอยู่ข้างกายสักคน เขารู้สึกเพียงแค่ว่าเส้นชีพจรทั่วร่างร้อนรุ่มราวกับถูกไฟเผา แม้กระทั่งหายใจก็ยังลำบาก

                “ชุยเสวียะ ชุยเสวียะ” เขาส่งเสียงเรียกสองคำ เด็กรับใช้ของเขาก็รีบวิ่งเข้ามา “ประมุข ท่านตื่นแล้ว!”

                เขารีบร้อนจะไปตามซางซิน แต่เจียงชิงหลิวกลับห้ามเอาไว้

                “คนอื่นๆ เล่า?”

                ชุยเสวียะมีอายุแค่สิบสองสิบสามปี เป็นวัยที่ยังไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด “ท่านประมุขหมดสติไปหลายวัน ผู้นำตระกูลร้อนใจมาก ตอนนี้ท่านกำลังปรึกษากับเหล่าผู้อาวุโสเรื่องผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไปอยู่ขอรับ”

                เจียงชิงหลิวไอติดๆ กันหลายครั้ง “ฮูหยินเล่า?”

                ชุยเสวียะค่อยนึกขึ้นได้ว่าควรรินน้ำให้เขา “ไท่ฮูหยิน กับฮูหยินกำลังสวดมนต์ขอพรให้ท่านประมุขอยู่ที่หอพระขอรับ”

                เจียงชิงหลิวแอบลองรวบรวมพลังดู ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงจุดชี่ไห่ราวกับถูกลิ่มตอกเข้าที่หัวใจ หัวใจของชายหนุ่มเย็นวูบ เขาพยายามอดกลั้นต่อความเจ็บปวด “หมอที่มาตรวจอาการข้าใช่แม่นางซางซินแห่งหุบเขาเทียนเซียงหรือไม่?”

                ชุยเสวียะพยักหน้า “เจ้าหุบเขาซางจากไปหลายวันแล้ว นางพูดเสียจนกลายเป็นเรื่องร้ายแรง เล่นเอาฮูหยินตกใจร้องไห้เลยขอรับ”

                เจียงชิงหลิวถาม “ร้ายแรงแค่ไหน?”

                ชุยเสวียะตอบ “นางบอกว่าวรยุทธ์ของท่านไม่มีทางฟื้นคืนมาได้อีก แต่หากรักษาตัวดีๆ ก็ยังสามารถรักษาชีวิตของท่านเอาไว้ได้”

                เจียงชิงหลิวยิ้มขื่น “ร้ายแรงจริงๆ”

                เขาเอนกายลงนอนบนเตียง ชุยเสวียะรีบป้อนน้ำให้ “ท่านประมุขพักก่อนนะขอรับ ข้าจะไปเชิญเจ้าหุบเขาซาง”

                เจียงชิงหลิวโบกมือห้ามเอาไว้ “เจ้าหุบเขาซางมีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศ ในเมื่อนางพูดเช่นนี้ออกมาแล้ว ทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องจริง อย่าทำให้นางลำบากใจอีกเลย”

                ชุยเสวียะร้อนใจขึ้นมา “แต่ท่านประมุข...”

                เจียงชิงหลิวชูนิ้วขึ้นเป็นสัญญาณบอกไม่ให้อีกฝ่ายพูดให้มากความ “เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่เงียบๆ สักพัก”

                ชุยเสวียะก้าวออกไปทั้งที่ไม่ค่อยสบายใจนัก เจียงชิงหลิวนอนนิ่งอยู่บนเตียง เขาฝึกพลังเทพฉานเซี่ยงถึงขั้นที่เก้าแล้ว นี่เป็นความสำเร็จที่เจียงเส้าซางผู้เป็นปู่และเจียงหลิงเหอผู้เป็นบิดายังไม่เคยทำได้ แต่ก็เหมือนอย่างที่ป๋อเหย่จิ่งสิงเคยกล่าวไว้ เส้นชีพจรของเขาไม่อาจทนรับแรงกระแทกจากกำลังภายในที่ดุดันเช่นนี้มาได้ตั้งแต่แรกเสียด้วยซ้ำ

                หากเขาสูญเสียวรยุทธ์ทั้งหมดไปจริงๆ จะเป็นอย่างไร?

                นี่เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบเจ็ดปีที่เขาคิดถึงปัญหานี้

                ชื่อของตระกูลเจียงแห่งหมู่บ้านเฉินปี้เหมือนฟ้าร้องกรอกหู แม้จะไม่ใช่คนในยุทธภพก็ต้องเคยได้ยินมาก่อน สองร้อยปีมานี้ ตระกูลเจียงมีฐานะมั่นคงมากในยุทธภพ ประมุขยุทธภพซึ่งเป็นที่นับหน้าถือตามากถึงหกคนที่มาจากตระกูลเจียง เจียงชิงหลิวเองก็เหมือนกับผู้สืบทอดรุ่นก่อนๆ ของตระกูลที่ก่อนอายุครบสิบห้าปีจะต้องเก็บตัวฝึกวิชา ไม่ย่างเท้าเข้าไปในยุทธภพเด็ดขาด

ในงานชุมนุมยุทธภพหลังจากเขาอายุครบสิบห้าปี เจียงชิงหลิวเอาชนะศิษย์เอกของสำนักต่างๆ ทั้งหัวซาน ง้อไบ๊ บู๊ตึ๊ง ฯลฯ ได้ติดต่อกันถึงเจ็ดสำนัก ส่งผลให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน

                สุดท้าย เขาไปหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงหลิงเหอผู้ดำรงตำแหน่งประมุขยุทธภพในตอนนั้น เสื้อผ้าสีขาวแบบชาวยุทธ์พลิ้วไสวไปตามสายลม ทั้งที่มีอายุแค่สิบห้าปี แต่แววตาของเขากลับมุ่งมั่นมาก สายตาที่เขามองเจียงหลิงเหอไม่เหมือนกับมองผู้เป็นบิดา แต่เหมือนกำลังมองรูปสลักและขุนเขาที่ตัวเองจะต้องก้าวข้ามไปให้ได้

                นับแต่ปีนั้นมา เขาก็เริ่มออกท่องยุทธภพอย่างเต็มตัว เพียงแค่ปีเดียว เขาก็สร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ ปีถัดมา ปรมาจารย์ด้านการหลอมกระบี่ชางฉินจื่อหลอมกระบี่ให้เขาเล่มหนึ่ง ชื่อว่าจั่นเย่ ปีที่สาม เขากลายเป็นแขกผู้มีเกียรติของสำนักฝ่ายธรรมะ และเป็นต้นแบบของผู้ผดุงคุณธรรมที่ทำให้ชาวอธรรมทั้งหลายต้องหวาดหวั่นแม้เพียงได้ยินชื่อ

                ภายหลัง เจียงชิงหลิวมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินไม่ต่างจากผู้สืบทอดตระกูลเจียงทุกรุ่นที่ผ่านมา เมื่ออายุยี่สิบปี เขาช่วยเจียงหลิงเหอผู้เป็นบิดาจัดการภารกิจต่างๆ ในยุทธภพ อายุยี่สิบสามปีสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เขาได้รับสืบทอดตำแหน่งประมุขยุทธภพในงานชุมนุมชาวยุทธ์เมื่ออายุยี่สิบห้าปี

                เขาอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่กลับมีความสำเร็จเทียบเท่าผู้คนมากมายที่ต้องใช้เวลาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ เขากลับนอนอยู่บนเตียง โดยมีเด็กรับใช้อายุสิบสองสิบสามปีอยู่ข้างกายเท่านั้น

                เขาเลิกผ้าห่มบางที่คลุมร่างออก โจรเฒ่านั้นหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้จริงๆ บางทีอีกฝ่ายอาจจะมีหนทางรักษาอาการบาดเจ็บภายในของเขาได้ก็เป็นได้ ชุยเสวียะซึ่งอยู่ด้านนอกได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ด้านในก็รีบเข้ามา พอเห็นผู้เป็นนายกำลังหย่อนเท้าลงบนพื้น เขาก็รีบมาช่วยประคองเอาไว้พลางกล่าวอย่างร้อนใจว่า “ท่านประมุข ท่านหมอซางบอกว่าท่านจะเคลื่อนไหวไม่ได้...”

                เจียงชิงหลิวโบกมือตัดบท ตอนนั้นเขาเลือกเด็กคนนี้เอาไว้รับใช้ข้างกายก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอายุยังน้อย และไม่เข้าใจสถานการณ์ในตระกูลเจียงนัก

                “อย่าพูดมาก” ชายหนุ่มตรงไปที่คุกใต้ดินโดยมีชุยเสวียะช่วยประคอง ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ยังเป็นประมุขอยู่ แม้ว่าเหล่าองครักษ์เห็นเขาแล้วจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดขวาง จนกระทั่งไปถึงนอกห้องขัง เขาถึงได้สั่งให้คนอื่นๆ ถอยออกไป ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างในเพียงลำพัง

                ป๋อเหย่จิ่งสิงยังคงมีสภาพเหมือนเมื่อหลายวันก่อน พอเห็นอาการของเขา อีกฝ่ายก็ไม่ประหลาดใจสักนิด “ไม่ฟังคำพูดของคนแก่ แค่กๆ”

                เจียงชิงหลิวไม่พูดอะไรให้มากความ “เจ้ามีหนทางช่วยข้าจริงหรือ?”

                รอยยิ้มของป๋อเหย่จิ่งสิงเต็มไปด้วยอันตราย “แน่นอน แต่พวกเจ้าขังข้ามาสามสิบปี คงไม่คิดจะให้ข้าช่วยเหลือเปล่าๆ หรอกนะ?”

                เจียงชิงหลิวไม่แปลกใจ “เจ้าอยากได้อะไร? แค่กๆ” เขาใช้มือยันกับเสากลมเอาไว้พลางไอออกมาติดๆ กันหลายครั้ง “อิสรภาพ?”

                “ฮ่าๆ” ป๋อเหย่จิ่งสิงหัวเราะเสียงดังก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ตระกูลเจียงของเจ้ากล้าปล่อยข้างั้นรึ? อย่าว่าแต่ปล่อยเลย เจ้ากล้าปลดพันธนาการบนแขนของข้าสักข้างหรือเปล่าเล่า?”

                คนผู้นี้บ้าระห่ำจริงๆ! เจียงชิงหลิวแค่นเสียงเย็น “ป๋อเหย่จิ่งสิง อย่าลืมสิว่าเจ้ากับตระกูลเจียงมีความแค้นไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า! หากข้าเอาเรื่องที่เจ้าเป็นหญิงไปบอกผู้นำตระกูล ดูซิว่าเจ้าจะโอหังไปได้ถึงเมื่อไหร่!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงหยุดหัวเราะทันที เจียงชิงหลิวขยับเข้าไปใกล้เขาพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ตกลงเจ้าเป็นชายหรือหญิงกันแน่?”

                สายตาของเขาเลื่อนไปที่หว่างขาของป๋อเหย่จิ่งสิง อีกฝ่ายก็แค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง “หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะเป็นห่วงตัวเองก่อน”

                เจียงชิงหลิวกระแอมเบาๆ “บอกเงื่อนไขของเจ้ามา”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงเอ่ยว่า “ข้าต้องการเวลาหนึ่งปีเพื่อค้นหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นกันแน่ ส่วนคัมภีร์เบญจดาราที่เจ้าต้องการ หากข้ารู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมดเมื่อไหร่ จะมอบให้เจ้าเอง”

                เจียงชิงหลิวลังเล “ข้าจะเชื่อได้อย่างไร?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างที่ไม่ค่อยจะได้เห็นนัก “เจ้าเชื่อหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ ถึงอย่างไรข้าก็อยู่ที่นี่มาหลายสิบปีจนเคยชินแล้ว”

                เจียงชิงหลิวกล่าวเสียงหนัก “เจ้าบอกข้ามาว่าอยากรู้เรื่องอะไร ข้าจะช่วยสืบให้”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงหัวเราะ “ไม่ได้”

                เจียงชิงหลิวย้อนถาม “ทำไม?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิง “ข้าไม่เชื่อใจเจ้า”

                เจียงชิงหลิวไม่รู้จะพูดอะไรอีก พวกเขาทั้งสองต่างไม่เชื่อใจกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน แต่ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ “ข้าจะให้คนปรุงยาสะกดกำลังภายในของเจ้า หากเจ้ายอมก็ตกลงตามนี้ แต่หากเจ้าไม่ยอมก็แล้วกันไปเถิด”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเลียริมฝีปากแห้งผากแล้วกล่าวว่า “ตกลง”

                เย็นวันนั้น หลังจากการประชุมเพื่อกำหนดผู้สืบทอดรุ่นถัดไปจบสิ้นลง เจียงอิ่นเทียนผู้นำตระกูลเจียงก็ได้รับข่าวที่น่าตกใจ ป๋อเหย่จิ่งสิงหนีไปแล้ว

ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังแปดสำนักใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับติดปีก

                เพียงพริบตาเดียว ยุทธภพที่เปลือกนอกดูสงบสุขก็บังเกิดคลื่นใต้น้ำถาโถม

                ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ป๋อเหย่จิ่งสิงกำลังดื่มกินอย่างมีความสุขอยู่ในห้องของเจียงชิงหลิว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวที่อบอวลอยู่ในห้องทำให้เจียงชิงหลิวขมวดคิ้วแน่น สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “เจ้าไม่ได้กินข้าวมากี่ปีแล้ว? ไปอาบน้ำก่อนไม่ได้หรือ?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงยังถือน่องไก่เอาไว้ในมือ “ข้าไม่ได้กินข้าวมากี่ปี ต้องถามเจ้ามากกว่า!”

                เจียงชิงหลิวคิดแล้วก็ใช่ ยามนี้ในเรือนของเขามีเพียงเด็กรับใช้ชุยเสวียะ แต่เด็กคนนั้นจัดการได้ไม่ยาก เขากล่าวเสียงต่ำว่า “รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปซ่อนตัวซะ! ถ้ามีคนมาเจอเข้า เจ้ารับผิดชอบเองก็แล้วกัน”ป๋อเหย่จิ่งสิงจัดการเขมือบน่องไก่อย่างรวดเร็ว ในเวลาเช่นนี้ย่อมไม่อาจสั่งให้คนยกน้ำร้อนมาให้ อากาศในเดือนสามหนาวจัด แต่นางไม่สนใจ ดังนั้นจึงลงไปอาบน้ำตรงริมทะเลสาบนอกเรือนของเจียงชิงหลิวนั่นเอง

                ฟ้ามืดลงเรื่อยๆ เจียงชิงหลิวเอนกายพิงประตูพลางมองไปยังเงาร่างเลือนรางนั้น ไม่นานนัก ป๋อเหย่จิ่งสิงก็เดินเข้ามา บนร่างของนางคือเสื้อตัวในของเจียงชิงหลิว ผมยาวชื้นเปียกแนบศีรษะ ผิวขาวซีดเพราะไม่ได้สัมผัสแสงแดดมานานปี

                เจียงชิงหลิวไม่อยากเชื่อตาของตัวเอง “เจ้า...” ถูกขังมาสามสิบปี อย่างน้อยตอนนี้คนคนนี้ก็ต้องมีอายุหกสิบปี แต่ทำไมถึงได้อ่อนเยาว์เช่นนี้เล่า?

                ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่สนใจสายตาของอีกฝ่าย นางเดินเข้าไปในห้องแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงของอีกฝ่ายทันที “ทำไมข้างในถึงหนาวกว่าข้างนอก?”

                เจียงชิงหลิวขมวดคิ้ว แต่ไอเย็นที่ได้รับก็ทำให้เขาเริ่มไอขึ้นมาอีก เขาจึงได้แต่เอ่ยเตือนป๋อเหย่จิ่งสิงว่า “เจ้ารักษาอาการบาดเจ็บของข้าได้จริงๆ หรือ?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม นางดูเหมือนกลัวความหนาวมาก แต่เมื่อครู่ก็ยังลงไปอาบน้ำในทะเลสาบเย็นเฉียบ ดูท่าคงจะทนความสกปรกของตัวเองไม่ได้เหมือนกัน “ข้าเป็นใคร? แล้วจะหลอกเด็กอย่างเจ้าไปทำไม”

                เจียงชิงหลิวแค่นเสียงเย็น “ถ้าอย่างนั้นก็รีบทำให้ข้าเห็นความจริงใจของเจ้าสิ”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงโผล่ออกมาจากผ้าห่มแล้วคืบคลานมาหาเขา ดูเผินๆ เหมือนจิ้งจอกยักษ์ขนฟูไม่มีผิด “เจ้าถ่ายทอดกำลังภายในมาฝากไว้ที่จุดชี่ไห่ของข้าก่อน จากนั้นก็หาคนรักษาเส้นชีพจร รอจนอาการบาดเจ็บภายในหายดีแล้ว ค่อยถ่ายทอดกำลังภายในกลับคืนไป”

                วิธีแบบนี้เจียงชิงหลิวไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจึงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ป๋อเหย่จิ่งสิงยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูของเขาทั้งที่ผมยังเปียกชื้น

                “เชื่อเถอะ หากรอให้กำลังภายในทำลายเส้นชีพจร ไฟหยางโจมตีหัวใจ เจ้าจะเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว ถึงตอนนั้นข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

                เจียงชิงหลิวผลักศีรษะของนางให้ถอยห่าง “เช็ดผมให้แห้งแล้วค่อยขึ้นมา!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงจำต้องลุกไปเช็ดผม ผมของนางทั้งดำทั้งเงางาม ซ้ำยังยาวถึงเอว เครื่องหน้าแข็งกร้าวแฝงด้วยความอ่อนโยน ยากจะบอกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี

                ในขณะที่นางกำลังเช็ดผมนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านนอก สีหน้าของเจียงชิงหลิวเปลี่ยนไปทันที ป๋อเหย่จิ่งสิงรีบปีนขึ้นมาบนเตียงเขาแล้วมุดเข้ามาในผ้าห่ม ร่างทั้งร่างของนางแนบกับร่างของเขา เจียงชิงหลิวจงใจงอขาข้างหนึ่งดันผ้าห่มให้สูงขึ้น ทำให้ไม่เห็นเงาร่างของพวกเขาชัดเจนนัก

                ผู้มาเยือนคือผู้นำตระกูลเจียงอิ่นเทียน ที่ด้านหลังของเขายังมีผู้อาวุโสอีกสิบกว่าคน รวมไปถึงซางซินเจ้าหุบเขาเทียนเซียง

                ซางซินก้าวเข้ามาตรวจชีพจรของเจียงชิงหลิวอีกครั้ง ภรรยาของเจียงชิงหลิวซึ่งมีนามว่าซ่านหว่านฉานร้องไห้กระซิกๆ อยู่ด้านข้าง จนเจียงไท่ฮูหยินผู้เป็นย่าทวดต้องหันไปดุ

                เจียงชิงหลิวรู้สึกว่าผิวเนื้อบริเวณที่แนบชิดกับคนผู้นั้นร้อนผ่าว แต่เขาไม่กล้าขยับ “เจ้าหุบเขาซาง อาการบาดเจ็บของข้าเป็นอย่างไร?”

                ซางซินตอบอย่างตรงไปตรงมา “หุบเขาเทียนเซียงได้รับบุญคุณจากประมุขเจียงหลายครั้ง หากมีหนทาง ต่อให้ผู้น้อยต้องแลกด้วยชีวิตก็ไม่เสียดาย แต่กำลังภายในของท่านรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เกรงว่าคงจะฝึกพลังเทพฉานเซี่ยงบรรลุถึงขั้นเก้าแล้ว กำลังภายในที่ล้ำลึกเช่นนี้ทำให้ข้าอับจนหนทาง ผู้น้อยโง่เขลา ได้แต่ช่วยพยุงอาการให้ท่านเท่านั้น”

                สิ้นเสียงของนาง เจียงอิ่นเทียนก็เอ่ยขึ้นบ้าง “มาจนป่านนี้แล้ว เจ้าหุบเขาซางโปรดบอกมาตามตรงเถิด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ชิงหลิวจะเป็นอย่างไร?”

                ซางซินถอนใจคำหนึ่ง “เส้นเอ็นและเส้นชีพจรได้รับบาดเจ็บ สูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้น ไม่ต่างจากคนพิการ ข้าไร้ความสามารถ ได้แต่รักษาชีวิตท่านประมุขเอาไว้เท่านั้น”

                เจียงอิ่นเทียนหันไปมองเจียงชิงหลิว ชายหนุ่มเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ฐานะของตระกูลเจียงในยุทธภพจะสั่นคลอนไม่ได้เด็ดขาด และประมุขยุทธภพก็ไม่อาจเป็นคนพิการที่สูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้น เขากวาดตามองผู้คนในห้องรอบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่อาจดูแลเรื่องต่างๆ ได้ชั่วคราว เรื่องในตระกูลเจียงต้องรบกวนผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสทุกท่านแล้ว”

                เจียงอิ่นเทียนถอนใจโล่งอก จากนั้นจึงพยักหน้า “เจ้าพักผ่อนเถิด อย่าคิดมาก”

                ก่อนทุกคนจะจากไป เจียงชิงหลิวร้องเรียกซางซินเอาไว้อีกครั้ง

                “ขอถามเจ้าหุบเขาซาง หากข้าถ่ายเทกำลังภายในไปฝากไว้ในร่างของคนอื่นก่อน จะมีประโยชน์ต่อการรักษาเส้นชีพจรของข้าหรือไม่?”

                ซางซินนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงหนัก “ตามหลักการแล้ว แม้ว่าวิธีนี้จะเป็นไปได้ แต่เส้นชีพจรของแต่ละคนสามารถรองรับกำลังภายในได้จำกัด ท่านประมุขมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ เกรงว่าทั่วยุทธภพคงมีคนที่สามารถรองรับพลังเทพฉานเซี่ยงระดับเก้าได้ไม่มากนัก ซ้ำกำลังภายในก็แบ่งออกเป็นหยินหยางและธาตุต่างๆ หากพลังของฝ่ายตรงข้ามเป็นธาตุที่ขัดแย้งกัน ก็อาจทำให้บาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้น กำลังภายในของสำนักต่างๆ ก็ยังมีวิธีโคจรพลังแตกต่างกันออกไป ต้องถ่ายทอดกำลังภายในเข้าไปทางจุดชีพจรจุดไหน เก็บไว้ที่เส้นชีพจรไหนถึงจะไม่ทำให้ตัวเองลมปราณแตกซ่านจนตาย เรื่องนี้ต้องขบคิดให้มาก ขั้นตอนเหล่านี้หากมีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ทั้งสองฝ่ายย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน”

                เจียงชิงหลิวพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก รอจนทุกคนออกไปหมดแล้ว ซ่านหว่านฉานซึ่งมีดวงตาแดงก่ำก็เดินมาที่ข้างเตียง เจียงชิงหลิวใจอ่อนยวบ เขากุมมือนางเอาไว้เบาๆ พลางเอ่ยว่า “เจ้าก็เหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถิด”

                จนกระทั่งไม่มีใครอยู่ในห้องอีก เจียงชิงหลิวค่อยออกแรงดันคนที่แนบชิดอยู่กับสีข้างของตัวเองให้ถอยห่างออกไป “ป๋อเหย่จิ่งสิง!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงซึ่งอยู่ในโปงผ้าห่มกอดขาเขาเอาไว้แน่น พอเจียงชิงหลิวออกแรงสะบัด นางกลับร้องไห้โฮออกมา “เจียงอิ่นเทียนจะทำร้ายข้า! อาจารย์ช่วยข้าด้วย! ศิษย์น้องช่วยข้าด้วย! เถี่ยฟงไหลจะทำร้ายข้า!”

                ทั้งน้ำตาและน้ำมูกของนางไหลเปรอะเปื้อนขากางเกงของเจียงชิงหลิว ชายหนุ่มหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ป๋อเหย่จิ่งสิงเจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกอดขาเขาแน่นไม่ยอมปล่อย นางร้องไห้อยู่เป็นนาน แต่จู่ๆ ก็หยุดร้องไห้ ซ้ำยังโผล่หน้าออกมามองซ้ายขวา พอแน่ใจว่าไม่มีใครแล้วถึงได้มุดออกมาจากผ้าห่ม เส้นผมยุ่งเหยิงของนางยังคงเปียกชื้น มือขวาซึ่งถือผ้าขนหนูเอาไว้ค่อยๆ เช็ดผมช้าๆ พลางกล่าวว่า “คิดแล้วหรือยัง?”

                เจียงชิงหลิวมองนางอย่างงุนงง โจรเฒ่าผู้นี้ถูกขังมาหลายปี คงไม่ได้เป็นบ้าไปจริงๆ แล้วหรอกนะ!

                พูดจริงๆ แล้ว เขาลังเลอยู่บ้าง การเชื่อคำพูดของคนบ้า ต่อให้เป็นคนบ้าที่เคยเก่งกาจมากๆ ก็เป็นเรื่องอันตราย ป๋อเหย่จิ่งสิงรำคาญแสงไฟแยงตา นางถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินมานานจนไม่คุ้นชินกับแสงสว่าง นางจึงหยิบถั่วเม็ดหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาดีดใส่เทียนดับไปสามเล่ม ก่อนที่ถั่วเม็ดนั้นจะกระดอนกับผนังกลับมาที่มือของนางอย่างแม่นยำ

                เจียงชิงหลิวตัดสินใจได้ทันที เขาจะเสี่ยงเชื่อคนบ้าคนนี้สักครั้ง

                “มาเถอะ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะนอนรอโชคชะตาอยู่ที่นี่เยี่ยงคนพิการไม่ได้”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงพยักหน้าเห็นด้วย “ขอข้าพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่ม”

                กล่าวจบ นางก็มุดเข้าไปในผ้าห่มอีก เจียงชิงหลิวออกแรงถีบนางให้ถอยห่างออกไป “ผมยังชื้นอยู่ อย่ามาโดนตัวข้า!”

                นางแค่นเสียงเชอะด้วยความรำคาญก่อนจะปล่อยให้ผมห้อยออกไปนอกเตียง เจียงชิงหลิวรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับอยู่บนขา พอมองไปก็พบว่า อีกฝ่ายหลับไปในท่าที่นอนพาดขาของเขาเอาไว้

                ซ้ำมือทั้งคู่ยังประกบเข้าด้วยกันเหนือศีรษะ เหมือนตอนที่ถูกมัดอยู่ไม่มีผิด

                เจียงชิงหลิวกลับเป็นฝ่ายนอนไม่หลับ เขาอยากจะพลิกตัว แต่จนใจที่ขาทั้งคู่ถูกป๋อเหย่จิ่งสิงทับเอาไว้ เขาผลักนางเบาๆ คิดไม่ถึงเลยว่า ป๋อเหย่จิ่งสิงที่กำลังหลับสนิทจะกระโดดพรวดขึ้นมาเหมือนกระต่าย ปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้แม้แต่เจียงชิงหลิวก็ยังอดตกใจไม่ได้

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกวาดตามองไปรอบๆ พอเห็นว่าไม่มีอันตรายอะไร นางก็ทิ้งตัวลงนอนทับขาของเขาต่อแล้วหลับสนิทไปอีกรอบ

                เช้าวันรุ่งขึ้น

                เจียงชิงหลิวสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตู บ่าวรับใช้กำลังจะยกน้ำร้อนเข้ามาให้ เขารีบผลักป๋อเหย่จิ่งสิงที่ยังหลับสนิทอยู่บนขาให้ตื่น ป๋อเหย่จิ่งสิงที่เพิ่งตื่นดูงุนงงอยู่บ้าง นางมีเครื่องหน้างดงาม ดวงตาสุกใส ยิ่งกำลังงุนงงเช่นนี้ ดวงตาคู่นั้นก็ยิ่งงามอย่างไม่มีอะไรเทียบ พอตั้งสติได้ นางก็รีบขยับไปหลบอยู่หลังม่านอย่างรวดเร็ว

                รอจนนางซ่อนตัวเรียบร้อยดีแล้ว เจียงชิงหลิวจึงค่อยกระแอมเบาๆ “เข้ามา”ผู้มาเป็นสาวใช้ในชุดเสื้อขาวกระโปรงสีม่วงอายุประมาณ สิบเจ็ดสิบแปดปี นางบิดผ้าขนหนูเตรียมเช็ดหน้าให้เจียงชิงหลิว แต่เขาโบกมือห้ามเสียก่อน “ให้ชุยเสวียะมา”

                สาวใช้รับคำแล้วรีบถอยออกไป

                ระหว่างที่ชุยเสวียะกำลังเช็ดหน้าให้เจียงชิงหลิว ซ่านหว่านฉานก็ยกน้ำแกงโสมเข้ามา ชุยเสวียะหันไปเห็นเข้าก็รีบยกน้ำออกไปพร้อมกับปิดประตูตามหลัง

                ซ่านหว่านฉานนั่งลงตรงข้างเตียง นางเป็นสตรีในตระกูลสูง ซ้ำยังได้รับการอบรมจากคนที่ตระกูลเจียงส่งไปดูแลนางตั้งแต่เด็ก นับแต่แต่งเข้าตระกูลเจียงเป็นต้นมา นางก็ทำหน้าที่ภรรยาได้อย่างเพียบพร้อมไม่ต่างจากฮูหยินตระกูลเจียงทุกรุ่นจนดูไม่ออกเลยว่านางมีอายุเพียงแค่ยี่สิบปีเท่านั้น

                ยามนี้ นางกำลังถือชามน้ำแกงโสมเอาไว้ในมือพลางใช้ช้อนตักป้อนให้เจียงชิงหลิว “ท่านพี่ทานอะไรสักนิดเถิด”

                เจียงชิงหลิวพยักหน้า เขาดื่มน้ำแกงลงไปคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยปลอบใจนาง “ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง”

                เขารู้ดีว่าอาการของตัวเองในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงไม่อยากพูดอะไรมาก ซ่านหว่านฉานพยักหน้า นางกับเจียงชิงหลิวแต่งงานกันมาห้าปีแล้ว แต่ยังไม่มีบุตรสักคน เจียงอิ่นเทียนกดดันเจียงชิงหลิวให้แต่งอนุภรรยาอยู่หลายครั้ง แต่เจียงชิงหลิวก็หาข้ออ้างว่างานยุ่ง ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด

                ดื่มน้ำแกงหมด ซ่านหว่านฉานก็ป้อนน้ำให้เจียงชิงหลิว ชายหนุ่มอยากจะพูดเรื่องส่วนตัวกับนางสักสองสามประโยค แต่จนใจที่หลังม่านมีคนแอบอยู่ เขาจึงได้แต่ตบหลังมือของซ่านหว่านฉานเบาๆ “รอให้อาการบาดเจ็บของข้าหายดี เราก็มีลูกกันสักคนเถอะ”

                ซ่านหว่านฉานใบหน้าแดงก่ำ นับแต่แต่งงานมา เจียงชิงหลิวต้องเดินทางไปที่นั่นที่นี่อยู่บ่อยๆ ทำให้มีเวลาอยู่ด้วยกันไม่มากนัก เจียงอิ่นเทียนไม่พอใจนางมาก แต่เรื่องลูกไม่ใช่เรื่องที่นางสามารถตัดสินใจได้คนเดียว นางจะมีปัญญาทำอะไรได้

                นางได้รับการอบรมมาตั้งแต่เด็กว่าศรีภรรยาที่ดีต้องดูแลครอบครัว และกตัญญูต่อบุพการีของสามี ดังนั้นจึงไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด

                เมื่อมีคนคั่นกลางอยู่คนหนึ่ง เจียงชิงหลิวก็พูดอะไรได้ไม่มาก

                “ไปเถิด ไปหาท่านย่าทวด”

                ซ่านหว่านฉานไม่เต็มใจนัก “ข้าเพิ่งกลับมาจากเรือนของท่านย่าทวด” จากนั้นนางก็แนบใบหน้าแดงเรื่อกับฝ่ามือของเขา ใบหน้าเล็กๆ ที่ถูไถกับฝ่ามือทำให้เจียงชิงหลิวอดหวั่นไหวไม่ได้ แต่ในตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเปิดออก จากนั้นเจียงไท่ฮูหยินก็เดินเข้ามา

                นางไม่พอใจมากที่เห็นทั้งสองใกล้ชิดกันเช่นนี้ “กลางวันแสกๆ ซ้ำสามียังได้รับบาดเจ็บ ไม่รู้จักสำรวม โยนมารยาทกุลสตรีที่เคยร่ำเรียนมาทิ้งไปหมดแล้วหรือ?”

                ซ่านหว่านฉานหน้าแดงก่ำ นางรีบลุกขึ้นยืนที่ข้างเตียง

                “ท่านย่าทวด”

                เจียงไท่ฮูหยินไม่พอใจในตัวหลานสะใภ้ผู้นี้เท่าใดนัก แม้นิสัยของนางจะไม่เลว แต่แต่งงานมาหลายปีกลับไร้ทายาท นางจึงเอ่ยเป็นนัยว่า “หากเจ้ารู้จักใช้มารยาทำให้ตระกูลเจียงมีทายาท ข้าก็ไม่ว่าอะไร เจ้าแต่งเข้ามาห้าปีแล้ว ข้าอายุมากถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าจะอยู่รอจนถึงวันที่ได้เห็นทายาทของตระกูลเราหรือไม่!”

                ซ่านหว่านฉานก้มหน้าลง เจียงชิงหลิวพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง

                “ท่านย่าทวด! นางเป็นภรรยาของข้า ทำตัวใกล้ชิดกับข้าถึงจะเป็นวาสนาของตระกูลเจียงเรา”

                คำพูดของเขาทำให้สีหน้าของเจียงไท่ฮูหยินดูดีขึ้นบ้าง “เจ้าเป็นอย่างไร? อยู่ดีๆ ทำไมถึงได้โคจรพลังผิดพลาดเล่า”

                เจียงชิงหลิวลุกขึ้นนั่งพูดคุยกับนาง เจียงไท่ฮูหยินผู้นี้นับได้ว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่ไหนแต่ไรมาสตรีในตระกูลเจียงก็ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงใดๆ มีเพียงนางเท่านั้นที่ยังพอมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง แม้กระทั่งผู้นำตระกูลอย่างเจียงอิ่นเทียนก็ยังต้องเกรงใจนางอยู่สามส่วน

                แม้เจียงชิงหลิวจะเป็นหลานชายคนโตในสายของเจียงเส้าซาง แต่เจียงอิ่นเทียนกับเจียงไท่ฮูหยินสูญเสียบุตรชายไปในวัยกลางคน เจียงไท่ฮูหยินชื่นชอบเจียงชิงหลิวว่าวางตัวได้ดี จึงสนิทสนมกับเขาไม่ต่างจากเหลนแท้ๆ พวกเขาพูดคุยกันอยู่นานถึงครึ่งชั่วยาม ทันใดนั้น ม่านก็ขยับเบาๆ เหมือนมีลมพัดผ่าน เจียงชิงหลิวจึงจำต้องปรับสีหน้าให้ดูเหมือนกำลังอ่อนเพลีย

                เจียงไท่ฮูหยินเห็นเช่นนี้ก็ไม่กล้าชวนเขาคุยต่ออีก นางลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ซ่านหว่านฉานก็ตามออกไปด้วย รอจนประตูห้องปิดเรียบร้อยดีแล้ว ป๋อเหย่จิ่งสิงก็มุดออกมาจากม่านทางด้านหลัง นางไม่พูดอะไรสักคำ ไม่นานนักก็ทิ้งตัวลงกับเตียงแล้วหลับสนิทไปอีก

                เจียงชิงหลิวปลุกนางให้ตื่น “ยังจะนอนอีก เจ้าเป็นหมูรึไง?”

                เขาไม่เกรงใจป๋อเหย่จิ่งสิงเลยสักนิด

                ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่สนใจ นางนอนคว่ำอยู่ข้างกายเขา และยังแย่งผ้าห่มไปครึ่งหนึ่ง เจียงชิงหลิวพูดไม่ออก “เจ้าไม่หิวหรือ?”

                นางส่ายหน้า เจียงชิงหลิวค่อยนึกขึ้นได้ว่า ตอนอยู่ในคุกใต้ดิน นางต้องกินยาอมตะวันละสองเม็ด ยาอมตะทำให้จิตใจของผู้คนผ่อนคลายจนไม่อาจรวบรวมสมาธิได้ ซ้ำยังเสพติดได้ง่ายๆ ต่อให้เป็นนักรบเดนตาย ขอเพียงป้อนยาอมตะให้ไม่กี่ครั้งก็อาจเสียสติได้ ดังนั้นมันจึงเป็นอาวุธชั้นยอดสำหรับบีบให้ผู้คนยอมคายความจริงออกมา

                แต่สามสิบปีมานี้ นางกลับมีชีวิตอยู่ได้เพราะมัน หากไม่ใช่มีกำลังภายในแข็งแกร่งมากพอ นางคงจะอดตายไปนานแล้ว

                คิดได้เช่นนี้ เขาก็ใช้เท้าสะกิดป๋อเหย่จิ่งสิงอีก “บนโต๊ะมีขนมอยู่ อีกเดี๋ยวจะมีคนเข้ามาเปลี่ยน ถ้าเจ้าหิวก็กินรองท้องก่อน”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงส่ายหน้าก่อนจะหลับสนิทไปอีกครั้ง

                จนกระทั่งตอนเที่ยง ชุยเสวียะส่งอาหารกลางวันมาให้ นางถึงได้ตื่น

                เจียงชิงหลิวสั่งให้ชุยเสวียะออกไป ป๋อเหย่จิ่งสิงหยิบชามอาหารขึ้นมาตั้งหน้าตั้งตากิน เพราะเจียงชิงหลิวกำลังป่วยอยู่ อาหารจึงมีเพียงแค่อาหารง่ายๆ อย่างโจ๊ก กับเต้าหู้ผักดองเท่านั้น แต่นางก็กินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่นานนักโจ๊กหม้อนั้นก็หมดเกลี้ยง

                เจียงชิงหลิวสนใจเรื่องสำคัญมากกว่า “เจ้าจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าเมื่อไหร่?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงเลียจานอย่างรวดเร็ว “เจ้ารับรองได้หรือไม่ว่า ภายในหนึ่งชั่วยามนี้จะไม่มีใครเข้ามา?”

                เจียงชิงหลิวรอจนนางกินเสร็จก็สั่งชุยเสวียะให้เฝ้าประตูเอาไว้ และบอกว่าช่วงบ่ายนี้เขาจะไม่พบใครทั้งสิ้น

                รอจนกระทั่งทุกอย่างเตรียมพร้อม ป๋อเหย่จิ่งสิงถึงได้กล่าวอย่างพึงพอใจ “เรื่องตำแหน่งจุดชีพจรไม่ต้องกังวลไป ข้าพอจะรู้จักเคล็ดวิชาพลังเทพฉานเซี่ยงอยู่บ้าง ไม่ถึงกับเป็นอันตรายหรอก เจ้าแค่ทำใจให้สงบเท่านั้นก็พอ”

                แต่เจียงชิงหลิวก็ยังกลัวอีกฝ่ายจะเสียสติขึ้นมา “เจ้ารับรองได้ไหมว่า ภายในหนึ่งชั่วยามนี้จะรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงพยักหน้า “อย่าเรื่องมาก มีเวลาไม่มากแล้ว”

                เจียงชิงหลิวยังไม่ทันได้ตั้งตัว นางก็ปีนขึ้นมาบนเตียงแล้วจัดการถอดเสื้อของเขาออกอย่างรวดเร็ว

                “เฮ้...” เขาขมวดคิ้วแน่น แต่ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่พูดอะไร นางใช้ปากกาขนนกวาดเส้นทางการเดินลมปราณบนร่างของเจียงชิงหลิว จากนั้นจึงกล่าวว่า “ถ่ายทอดกำลังภายในออกมาตามนี้ จะได้ไม่ทำให้เส้นชีพจรบาดเจ็บซ้ำอีก”

                เจียงชิงหลิวรู้ว่าสงสัยไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงได้แต่จดจำตำแหน่งชีพจรให้แม่นยำ ป๋อเหย่จิ่งสิงจับมือซ้ายของเขามาวางไว้ที่ตำแหน่งจุดเหรินอิ๋งและเชวเผินของตนเองโดยไม่พูดอะไรให้มากความอีก

                จริงๆ แล้วเจียงชิงหลิวยังไม่วางใจนัก แต่มาจนป่านนี้ เขาก็ได้แต่ปล่อยให้ชะตาลิขิตเท่านั้น หากต้องสูญเสียวรยุทธ์ไปทั้งหมด ไม่สู้ลองเสี่ยงชีวิตดูสักตั้งจะดีกว่า เขากระแอมเบาๆ ครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หลับตาลงแล้วเริ่มโคจรพลัง

                แต่กำลังภายในเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหว สีหน้าของป๋อเหย่จิ่งสิงก็เปลี่ยนไปแล้วรีบยุติการถ่ายทอดกำลังภายในทันที เจียงชิงหลิวสังเกตเห็นความผิดปกติ “มีอะไรหรือ?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงหลุบตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงเรียบว่า “ไม่มีอะไร เพียงแต่ต้องเปลี่ยนเส้นทางโคจรพลังใหม่”

                กล่าวจบ นางก็ใช้ผ้าขนหนูเปียกลบเส้นทางโคจรพลังที่เขียนไว้บนร่างของเจียงชิงหลิวทิ้งแล้ววาดใหม่ ประมุขเจียงที่ไม่วางใจอยู่แล้วก็ยิ่งไม่วางใจกว่าเดิม “เจ้าแน่ใจหรือว่าครั้งนี้ไม่ผิดพลาดแล้ว?”

ป๋อเหย่จิ่งสิงประกบฝ่ามือกับฝ่ามือของเขาพลางถลึงตาใส่

                “ข้าจะหลอกเด็กไม่รู้ความอย่างเจ้างั้นรึ?”

                พูดไปก็แปลก ทั้งที่เส้นชีพจรของเจียงชิงหลิวได้รับบาดเจ็บ แต่ตอนที่กำลังภายในเคลื่อนผ่านจุดชีพจรเหล่านี้ เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดมากเหมือนก่อน เขาค่อยๆ ถ่ายกำลังภายในออกจากร่างอย่างระมัดระวัง แต่เส้นชีพจรของป๋อเหย่จิ่งสิงก็ไม่ต่างอะไรกับท้องทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งสามารถรองรับกำลังภายในทั้งหมดของเขาได้อย่างง่ายดาย

                เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม

                เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็ได้เห็นป๋อเหย่จิ่งสิงมีใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากแห้งผาก เขาตกใจมากเพราะคิดว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ริมฝีปากของป๋อเหย่จิ่งสิงสั่นระริก มือขวากุมบ่าของเขาเอาไว้แน่น ไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้สักคำ

                เจียงชิงหลิวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขารู้เพียงแค่ว่าริมฝีปากของนางกำลังแห้งลงอย่างรวดเร็วราวกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ

                ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจ ชายหนุ่มรีบสลัดหลุดจากเงื้อมมือของป๋อเหย่จิ่งสิงแล้วก้าวลงจากเตียง หลังจากรื้อกล่องยาอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบยาอมตะออกมาสองเม็ด เขารีบเทน้ำใส่ถ้วยน้ำชาบนโต๊ะเพื่อละลายมันทันที ร่างทั้งร่างของป๋อเหย่จิ่งสิงกำลังสั่นระริก หลังจากเสพติดแล้ว ยาอมตะมีฤทธิ์รุนแรงเสียยิ่งกว่าฝิ่น เวลาอาการกำเริบจึงทุกข์ทรมานกว่ามาก

                ผู้ที่เสพติดยาอมตะ เมื่ออาการกำเริบร่างกายจะขาดน้ำอย่างรุนแรง แต่ไม่ว่าน้ำอะไรก็ไม่สามารถชดเชยน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปได้

                เจียงชิงหลิวประคองป๋อเหย่จิ่งสิงให้ลุกขึ้นเพื่อป้อนน้ำละลายยาอมตะให้ ทันใดนั้น มือทั้งสองของเขาก็ถูกอีกฝ่ายจับเอาไว้แน่น ก่อนที่ศีรษะของเขาจะถูกจับกดลงไปใต้ผ้าห่ม

                “ป๋อเหย่จิ่งสิง!” เสียงของเจียงชิงหลิวดังอู้อี้มาจากใต้ผ้าห่ม ป๋อเหย่จิ่งสิงแค่นเสียงเย็น “เจ้าเด็กไม่รู้ความ! ตอนนั้นเจียงเส้าซางตายด้วยฝ่ามือผลาญใจ วันนี้ข้าก็จะมอบให้หลานของเขาสักฝ่ามือ ให้พวกเจ้าสองปู่หลานได้ตายด้วยกระบวนท่าเดียวกัน!”

                กล่าวจบ นางก็ซัดฝ่ามือเข้าใส่เขาทันที เจียงชิงหลิวรู้สึกเหมือนอวัยวะในร่างกำลังถูกไฟเผาผลาญ ทันใดนั้น เขาก็กระอักเลือดออกมา ป๋อเหย่จิ่งสิงค่อยคลายมือจากร่างของเขาก่อนจะหันไปคว้าสิ่งที่อยู่ในกล่องหยกที่เขาเพิ่งเปิดเมื่อครู่ไปซุกไว้ในอกเสื้อ สายตาของเจียงชิงหลิวเริ่มพร่าเลือน แต่เขาก็รู้ว่า โจรเฒ่าผู้นี้เสพติดยาอมตะ ดังนั้นก่อนจะหนีไปนางต้องเอามันติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ในยามจำเป็น!

                เขาไร้เดียงสาเกินไปแล้ว! แม้ว่ายาในร่างของนางจะสะกดกำลังภายในของนางเอาไว้ได้ แต่เมื่อเขาถ่ายทอดกำลังภายในเข้าไป ใครจะรู้ว่านางใช้วิธีไหนสะกดฤทธิ์ยา! คำพูดของโจรเฒ่าผู้นี้ไม่อาจเชื่อได้แม้แต่คำเดียวจริงๆ

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกวาดเอายาพิษและยาถอนพิษในกล่องไปจนหมด จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าสีอ่อนชุดหนึ่งของเจียงชิงหลิวขึ้นมาสวมแล้วหนีออกจากหมู่บ้านเฉินปี้ แม้ว่ากำลังภายในของเจียงชิงหลิวจะด้อยกว่านางมาก แต่ด้วยฝีมือของนาง การหลบหนีไปจากหมู่บ้านเฉินปี้ย่อมเป็นเพียงเรื่องง่ายๆ เท่านั้น

                นางค้อมกายเดินไปบนหลังคาอย่างรวดเร็ว เสียงของเด็กรับใช้ชุยเสวียะดังมาจากในห้อง “ท่านประมุข? ท่านประมุข? เจ้าหุบเขาซาง ใครก็ได้ เข้ามาเร็ว”

                มีเรื่องใหญ่สองเรื่องเกิดขึ้นในตระกูลเจียง เรื่องที่หนึ่งคือประมุขยุทธภพเจียงชิงหลิวลมปราณแตกซ่าน สูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้น ส่วนเรื่องที่สองคือ ป๋อเหย่จิ่งสิง จอมมารร้ายที่เคยออกอาละวาดเมื่อสามสิบปีก่อนหลบหนีไปจากห้องขังอย่างไร้ร่องรอย แต่ทั้งสองเรื่องนี้ เจียงอิ่นเทียนล้วนไม่อยากให้แพร่กระจายออกไป

                ยามนี้เขาเป็นผู้กุมอำนาจในตระกูลเจียง ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับผู้สืบทอดมาก หลายวันมานี้ เขาเฝ้าแต่เฟ้นหาลูกหลานที่โดดเด่นเพื่อมาเป็นผู้สืบทอดคนใหม่ ส่วนเจียงชิงหลิว หลังจากซางซินบอกว่าวรยุทธ์ของเขาไม่มีวันฟื้นคืนมาได้อีกก็ไร้ผู้คนเหลียวแล ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่ ความสัมพันธ์ของผู้คนในตระกูลจึงสลับซับซ้อนมาก

                เมื่อก่อนเขาเป็นผู้สืบทอด อนาคตจะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูล ทุกคนย่อมให้ความสำคัญ แต่บัดนี้เขามีสภาพไม่ต่างจากคนพิการ จะมีใครยอมเสียเวลามาห่วงใยเขาอีก

                และแล้วความไม่ใส่ใจนี้ก็เป็นเหตุให้ประมุขยุทธภพผู้นี้ถูกทำร้ายจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

                พอชุยเสวียะไปตาม ซางซินก็รีบรุดมา นางเป็นหมอ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งชิงดีของผู้คนในตระกูลเจียง ซ้ำเจียงชิงหลิวก็มีบุญคุณต่อหุบเขาเทียนเซียง ที่นางมาที่นี่ก็เพราะเห็นแก่หน้าเจียงชิงหลิวเท่านั้น

                พอมาถึงห้องของเจียงชิงหลิว นางก็รีบหยิบกล่องเข็มออกมาพลางร้องสั่งให้เด็กรับใช้เตรียมยาคุ้มกันเส้นชีพจรหัวใจของเขาเอาไว้ก่อน ส่วนตระกูลเจียง นอกจากซ่านหว่านฉานกับเจียงไท่ฮูหยินผู้เป็นย่าทวดแล้วก็ไม่มีใครมาดูอาการของเขาอีก

                แปดสำนักใหญ่ก็ไม่สงบสุขนัก ผู้นำของทั้งแปดสำนักล้วนเร่งรุดมายังหมู่บ้านเฉินปี้เป็นการลับ ในเรือนจวี้เสียนมีแขกสามสิบถึงสี่สิบคนนั่งจิบชาอยู่ แต่เจียงอิ่นเทียนกำลังมีงานยุ่ง จึงยังไม่ได้ออกมาต้อนรับแขก

                ในห้องโถงขนาดใหญ่นั้นมีเพียงความเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ ศิษย์เยาว์วัยคนหนึ่งของสำนักดาบไวก็เอ่ยถามลู่คงซานผู้เป็นอาจารย์ของตนเสียงเบา “อาจารย์ ป๋อเหย่จิ่งสิงเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสในยุทธภพตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?”

                “ป๋อเหย่จิ่งสิง...” ลู่คงซานถอนใจ แม้จะผ่านยุคสมัยของคนผู้นี้ไปสามสิบปีแล้ว แต่เงามืดที่ชื่อชื่อนี้สร้างขึ้นในยุทธภพก็ยังไม่จางหายไป

                หกสิบปีก่อน ป๋อเหย่จิ่งสิงเคยออกอาละวาดในยุทธภพ เขาฆ่าคนเหมือนผักปลา มือชุ่มโชกไปด้วยเลือด หลังจากสังหารผู้อาวุโสทั้งแปดที่ถอนตัวออกจากยุทธภพไปแล้ว ในแผ่นดินก็ไม่มีใครสามารถต่อกรกับเขาได้อีก แม้กระทั่งสำนักหยินหยางซึ่งเป็นสำนักฝ่ายอธรรมที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคนั้นก็ยังไม่กล้าตอแยเขา

                มารร้ายเช่นนี้ แม้แต่สำนักฝ่ายธรรมะก็ยังไม่อยากล่วงเกิน ประมุขยุทธภพในตอนนั้นคือเจียงเส้าซางปู่ของเจียงชิงหลิว เขาเคยรวบรวมไพร่พลเพื่อกำจัดป๋อเหย่จิ่งสิงหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกสำนักที่เข้าร่วมต่างก็รู้ดีว่า มันเป็นแค่การกระทำเพื่อให้สามารถตอบผู้ชมที่ไม่รู้ความจริงได้เท่านั้น

                ประโยชน์เดียวที่มีคือ มันทำให้ทุกคนรู้ว่า จริงๆ แล้วฝ่ายธรรมะยังไม่ล้มเลิกความพยายาม

                ตอนนั้น สายของทุกสำนักล้วนพยายามสืบหาร่องรอยของป๋อเหย่จิ่งสิงสุดความสามารถ เพื่อให้เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายสามารถหลบเลี่ยงจากเขาได้

                ฝ่ายธรรมะทำไปแกนๆ หากป๋อเหย่จิ่งสิงไม่ทำอะไรจนเกินไป ทุกอย่างก็คงสงบเรียบร้อยดี แต่จนใจที่ป๋อเหย่จิ่งสิงเป็นคนบ้า! อาวุธของเขาไม่มีใครในแผ่นดินสามารถต่อกรได้ เขาจึงเริ่มหันไปจับตามองอาวุธของคนอื่นแทน

                เขาเริ่มฝึกดาบก่อน หลังจากเอาชนะดาบปีศาจเซินถูเหยาได้ เขาก็ตัดมือที่กวัดแกว่งดาบของฝ่ายตรงข้ามทิ้ง ต่อมาฝึกกระบี่ไปท้าทายเหออิ้งจิ่วเจ้าสำนักกระบี่จิ่วหัว เขาก็ตัดมือที่ใช้กระบี่ของเหออิ้งจิ่วอีก จากนั้นเขาก็เริ่มฝึกกระบอง...

                เวรเอ๊ย! เส้าหลินร้อนใจมาก!

                เส้าหลินรีบส่งคนไปหาประมุขยุทธภพเจียงเส้าซาง ขอให้รวบรวมกำลังแปดสำนักขจัดมารร้ายผู้นี้เสีย แปดสำนักซึ่งได้รับเทียบจากประมุขยุทธภพต่างก็ตอบรับ แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ต่อมาในยุทธภพมีข่าวลือว่า หากป๋อเหย่จิ่งสิงฝึกกระบองสำเร็จเมื่อไร เขาจะฝึกวิชาฝ่ามือต่อ สำนักบู๊ตึ๊งร้อนใจขึ้นมา จึงส่งยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งมาร่วมด้วย จากนั้นไม่รู้มีใครปล่อยข่าวออกมาอีกว่า หลังจากวิชาฝ่ามือแล้ว เขาอาจจะฝึกวิชาทวน...

                ไม่ถึงหนึ่งเดือน ประมุขยุทธภพเจียงเส้าซางก็นำกำลังฝ่ายธรรมะเปิดศึกชี้เป็นชี้ตายกับจอมมารร้ายป๋อเหย่จิ่งสิง ศึกครั้งนั้น ฝ่ายธรรมะบาดเจ็บล้มตายเกินกว่าครึ่ง ส่วนป๋อเหย่จิ่งสิงซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสหลบหนีไปได้ เจียงเส้าซางตระหนักดีว่าจะปล่อยเสือคืนป่าไม่ได้ เขาจึงสั่งให้ทุกสำนักส่งศิษย์ฝีมือเยี่ยมมาไล่ล่าต่อทันที

                ศิษย์สำนักธรรมะทั้งหลายรับฟังจนปากอ้าตาค้าง ทันใดนั้น เสียงห้าวของใครบางคนก็ดังขึ้น “เหตุใดพี่คงซานจึงพูดจาสร้างความฮึกเหิมให้จอมมารร้ายเช่นนี้เล่า? ถึงมันจะเหินฟ้าดำดินได้ แต่สุดท้ายก็ยังถูกพวกเราจับขังเอาไว้ในคุกใต้ดินมาสามสิบปีไม่ใช่หรือ? เสียดายที่ประมุขเจียงเส้าซางมีใจเมตตา ชื่นชมวรยุทธ์ของมัน ไม่ยอมสังหารมัน ถึงได้กลายเป็นเภทภัยในวันนี้อย่างไรเล่า”

                ผู้กล่าวคือหัวทิงเทาเจ้าสำนักเหยี่ยวฟ้า บิดาของเขาเสียชีวิตใต้คมดาบของป๋อเหย่จิ่งสิง ว่ากันว่าแม้กระทั่งซากศพก็หาได้ไม่ครบ ดังนั้นเขาจึงเคียดแค้นป๋อเหย่จิ่งสิงมาก

ลู่คงซานถอนใจคำหนึ่ง รู้ว่าการกล่าวเช่นนี้ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องเหมาะสม ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก ห้องโถงกลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง ผ่านไปสามสิบปี จอมมารร้ายผู้นั้นจะไปที่ไหนได้นะ?

                ยอดฝีมือของแปดสำนักมาชุมนุมรวมกันที่หมู่บ้านเฉินปี้ แต่หมู่บ้านซงเฟิงซึ่งอยู่ห่างไปห้าสิบลี้กลับเงียบสงัดราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความตาย ในห้องหนังสือซึ่งตกแต่งไว้อย่างงดงาม ชายชราในชุดเสื้อผ้าสีน้ำเงินผู้หนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะ ทันใดนั้นก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นที่นอกหน้าต่าง เขาเงยหน้าขึ้นทันที “ใคร?”

                เด็กหนุ่มในชุดเสื้อผ้าสีอ่อนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาช้าๆ ผมดำยาวของเขาถูกรวบไว้ด้วยเถาวัลย์ ผมหลายปอยปรกอยู่บนใบหน้าซึ่งประดับด้วยเครื่องหน้างดงาม ยากจะบอกว่าเป็นชายหรือหญิง ชายชราชุดสีน้ำเงินก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ ทำไมเขาถึงไม่รู้เลยว่าคนผู้นี้มาจากไหน

                “เจ้าคือ...” ถึงจะอายุมากแล้ว แต่เขาคิดว่าตนเองยังไม่แก่จนถึงขั้นหูตาฝ้าฟาง ทว่าเขากลับนึกไม่ออกเลยว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครกันแน่

                “เนี่ยฝูเซิง” เสียงของผู้มาดังกังวาน แต่กลับแฝงด้วยความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน “ไม่ได้พบกันหลายปี ศิษย์น้องไม่รู้จักเพื่อนเก่าแล้วหรือ”

                สีหน้าของชายชราชุดสีน้ำเงินเปลี่ยนไปทันที เนี่ยฝูเซิงเป็นชื่อที่เขาเคยใช้สมัยที่คลุกคลีอยู่กับฝ่ายอธรรม ในฝ่ายธรรมะจึงมีคนรู้น้อยมาก! เขาเพ่งตามองผู้มา พอเห็นข้อมือขวาของฝ่ายตรงข้ามมีเส้นไหมสีแดงเพลิงพันอยู่ เขาก็ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รูม่านตาหดตัวลงอย่างรวดเร็ว “เจ้า...ป๋อเหย่จิ่งสิง!”

                อีกฝ่ายนั่งลงตรงข้างโต๊ะหนังสือของเขา เป็นป๋อเหย่จิ่งสิงอย่างไม่ต้องสงสัย นางรินชาให้ตัวเองด้วยท่าทีเรียบเรื่อยก่อนจะยกขึ้นจิบ จากนั้นจึงเอ่ยว่า “บอกมาซิว่า เจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมากแค่ไหน?”

                เนี่ยฝูเซิงก้าวถอยหลังช้าๆ จนกระทั่งแผ่นหลังชนกับชั้นวางหนังสือ “เป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่ใช่ป๋อเหย่จิ่งสิง! เจ้าเป็นใครกันแน่?” เขาเบิกตากว้าง แม้จะอายุมากแล้ว แต่ดวงตายังเปล่งประกายคมกล้า เพียงดูก็รู้ว่ามีกำลังภายในไม่ธรรมดา

                ป๋อเหย่จิ่งสิงมีผมดำดุจน้ำหมึก ผิวขาวราวหิมะ นางหรี่ตาลงก่อนจะลุกขึ้นยืน รองเท้าไหมแทบจะเหยียบลงบนมือของชายชรา “อาจารย์อยู่ที่ไหน?”

                เนี่ยฝูเซิงแอบรวบรวมพลังไว้ที่มือขวา ทันใดนั้นเขาก็กระโดดพรวดขึ้นพลางซัดฝ่ามือออกไปข้างหน้า ป๋อเหย่จิ่งสิงแค่นเสียงเย็นคำหนึ่ง “ไม่ประมาณตน!” นางยกมือขวาขึ้นรับฝ่ามือของฝ่ายตรงข้ามตรงๆ! เดิมเนี่ยฝูเซิงคิดจะหยั่งความตื้นลึกหนาบางของอีกฝ่ายดูก่อน แต่คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะโคจรกำลังภายใน เส้นไหมบนข้อมือของนางจะพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็วราวกับลิ้นของอสรพิษ เงาร่างของทั้งสองเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง เพียงหนึ่งเค่อก็ประมือกันแล้วหลายสิบกระบวนท่า

                เขาเริ่มหอบ สถานการณ์เริ่มตกเป็นรอง ทันใดนั้น มือขวาก็วกกลับไปที่ทรวงอกแล้วบีบอะไรบางอย่างแตก พริบตาต่อมา เขาก็ซัดฝ่ามือออกมาอีกครั้งพร้อมฝุ่นผงบางอย่าง เนี่ยฝูเซิงรีบฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบพลังฝ่ามือหันไปกระแทกหน้าต่างให้เปิดออก เตรียมหลบหนีไป แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวูบที่เท้าขวา เหมือนถูกอะไรบางอย่างพันเอาไว้

                ร่างของเขาชะงักอยู่กับที่ สุดท้ายก็ยอมทรุดกายลงนั่งตรงมุมกำแพงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ตามองเส้นไหมที่พันเท้าขวาของตัวเองเอาไว้ด้วยความสิ้นหวัง “ป๋อเหย่จิ่งสิง ไม่ เป็นไปไม่ได้ สามสิบปีแล้ว ทำไมเจ้า...”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงขยับมือขวาเบาๆ เส้นไหมสีแดงนั้นก็หดกลับไปพันอยู่บนข้อมือข้างขวาของนางอย่างรวดเร็ว การต่อสู้เมื่อครู่ทำให้นางมีเหงื่อซึมทั่วร่าง ยามนี้นางจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด เพราะไม่ชอบความรู้สึกที่เสื้อผ้าเปียกแนบร่าง “อย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อีกเลย ศิษย์น้อง”

                เนี่ยฝูเซิงก้มหน้านิ่ง ไม่พูดอะไรอีก ป๋อเหย่จิ่งสิงหยิบขวดหยกขาวซึ่งได้มาจากเจียงชิงหลิวออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นจึงหยิบถ้วยชาบนโต๊ะมาหยดยาลงไปสองหยดแล้วเติมน้ำชาลงไปจนเต็ม “ยาพิษนี้เรียกว่าเงาอสรพิษในจอก เจ้าคงจะรู้จักฤทธิ์ของมันดี เห็นแก่ที่เราเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนัก อย่าทำให้เรื่องวุ่นวายนักเลย”

                สีหน้าของเนี่ยฝูเซิงเปลี่ยนเป็นซีดขาว “ป๋อเหย่จิ่งสิง อย่าถามอีกเลย”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงหยิบถ้วยชาขึ้นมา การต่อสู้ที่แสนดุเดือดเมื่อครู่ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้ามากอยู่แล้วของนางยิ่งอ่อนเพลียกว่าเดิม ความอดทนจึงลดน้อยลงตามไปด้วย “คิดว่าศิษย์น้องคงอยากจะลิ้มรสเงาอสรพิษในจอกดูสินะ”

                เนี่ยฝูเซิงขยับถอยหลังอย่างรวดเร็ว เขาย่อมรู้จักพิษของเงาอสรพิษในจอกนี้ดี “ไม่ๆ ข้าจะบอก ข้าจะบอกท่าน!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงย่อกายลงพลางหมุนจอกน้ำชาสีเขียวมรกตช้าๆ

                “พูด”

                “ตอนนั้น...เมื่อสามสิบปีก่อน จริงๆ แล้ว...” เขากล่าวเสียงตะกุกตะกัก ป๋อเหย่จิ่งสิงรู้สึกคอแห้งผาก เพราะยาอมตะกำลังเริ่มออกฤทธิ์อีกครั้ง นางจิบชาลงไปคำหนึ่ง อากาศเฮงซวยนี่ ยากจะรับได้จริงๆ ดวงตาของเนี่ยฝูเซิงจ้องเขม็งไปที่ถ้วยชา “ตอนนั้นคนที่วางแผนให้ร้ายท่านมีอีกคนหนึ่ง จริงๆ เรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับแผนการร้ายที่แสนน่ากลัว”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงจิบชาลงไปอีกคำ สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

                “ถ้ายังพูดเหลวไหลอีก ข้าจะให้เจ้าลิ้มรส...”

                ยังพูดไม่ทันจบ นางก็หันขวับไปมองถ้วยชาในมือของตัวเอง

                เวรเอ๊ย!

                นางสัมผัสได้ถึงรสหวานในลำคอ ทันใดนั้นเลือดสีดำก็กระอักออกมาจากปาก เนี่ยฝูเซิงหัวเราะเสียงดังพลางหยิบถุงใส่ยาเส้นตรงข้างเอวขึ้นมา เพียงกระชากครั้งเดียว กล้องยาสูบก็แปรสภาพไปเป็นดาบสั้นเปล่งประกายวาววับ เขาถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ป๋อเหย่จิ่งสิง เจ้ามารนหาที่ตายชัดๆ!”

                ใบหน้าของป๋อเหย่จิ่งสิงซีดขาวราวกระดาษ นางใช้ฟันบนขบริมฝีปากล่างเอาไว้ มือซ้ายสกัดจุดชีพจรใหญ่หลายจุดบนทรวงอกของตัวเองอย่างรวดเร็ว เส้นไหมสีแดงสดราวหยาดโลหิตบนข้อมือขวาถักทอเข้าด้วยกันเป็นตาข่ายที่แสนแข็งแกร่ง เมื่อคมกระบี่ของเนี่ยฝูเซิงกระทบเข้าเหมือนกระทบกับผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ไม่อาจผ่านเข้ามาได้แม้แต่นิ้วเดียว

                ดวงตาซึ่งถูกปกคลุมด้วยไอสังหารปรากฏแววประหลาดใจ

ป๋อเหย่จิ่งสิงหัวเราะเสียงเย็น “ประหลาดใจหรือ? ยังมีเรื่องที่น่าประหลาดใจกว่านี้อีกนะ อยากดูไหม?”

                คำพูดของนางแฝงด้วยกลิ่นคาวเลือด ซ้ำยังบ้าระห่ำและยโสโอหังอย่างไม่มีอะไรเปรียบ สิ้นเสียงของนาง เส้นไหมในมือก็พุ่งไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็วราวกับลิ้นของอสรพิษ เนี่ยฝูเซิงส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่าแขนขวาเบาผิดปกติ ดาบในมือร่วงลงกับพื้น

                พร้อมกับมือขวาที่กุมดาบเอาไว้

                เขาก้มลงมองกระดูกสีขาวที่โผล่ออกมาจากข้อมือที่ถูกตัดขาด ผ่านไปครู่ใหญ่เลือดสีแดงสดถึงได้พุ่งออกมา เขาส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ทันใดนั้น เส้นไหมก็พุ่งตรงมาโจมตีมือข้างซ้ายอีก คนที่อยู่ตรงหน้าดูเย็นชาราวกับทูตจากนรก ขอเพียงอีกฝ่ายขยับมือขวาเพียงเล็กน้อยมือซ้ายข้างนี้ก็จะหลุดออกจากร่างทันที

                เนี่ยฝูเซิงไม่กล้าขยับอีก เขาพยายามสูดหายใจลึกๆ หลายครั้งก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์พี่ใหญ่! อย่าฆ่าข้า ข้าจะบอกทุกอย่างกับท่าน”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกำลังจะเอ่ยปากพูด ทันใดนั้น ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งเข้ามา เส้นไหมของนางวกกลับไปปัดธนูได้ทันท่วงที แต่ตัวเองกลับต้องกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ไม่มีใครรู้จักพิษของเงาอสรพิษในจอกดีกว่านางอีก หากไม่รีบโคจรพลัง ต่อให้เป็นนางก็คงต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล แต่ความจริงก็เป็นสิ่งที่นางเฝ้ารอมาถึงสามสิบกว่าปี!

                หญิงสาวซึ่งมีเลือดไหลออกมาทางมุมปากโผไปคว้าคอเสื้อของเนี่ยฝูเซิงเอาไว้ “พูด! ที่แท้เพราะอะไรกันแน่?”

                แต่สีหน้าของเนี่ยฝูเซิงซึ่งอยู่ตรงหน้ากลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทา ดวงตาค่อยๆ สูญเสียประกายไป ตรงมุมปากมีเลือดสีดำไหลออกมา ริมฝีปากสั่นระริกเผยอขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้แม้แต่คำเดียว

                เสียงแหวกอากาศเบาๆ ใกล้เข้ามา ป๋อเหย่จิ่งสิงใช้ซากศพในมือรับเอาไว้ มันเป็นเข็มทองที่บางราวกับขนวัว ทันทีที่สัมผัสกับร่าง มันก็จมหายเข้าไปในหัวไหล่ของเนี่ยฝูเซิง ชั่วพริบตาต่อมา ขมับของเขาก็กลายเป็นสีดำคล้ำ มีคนลงมือสังหารเขา

                เข็มทองถูกซัดเข้ามาทางหน้าต่างอย่างต่อเนื่อง ป๋อเหย่จิ่งสิงพยายามหลบด้วยความทุลักทุเล ทรวงอกของนางเย็นเยียบ ผิวหนังเริ่มบวมพองราวกับเลือดทั้งหมดในร่างกำลังจะไหลทะลักออกมา สติของนางค่อยๆ พร่าเลือน ทันใดนั้น ที่ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น

                เข็มทองบางราวขนวัวหยุดชะงักอย่างกะทันหัน เส้นไหมสีแดงเลือดร่วงลงกับพื้น ในห้องหนังสือเหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจสองร่างเท่านั้น

                “อาจารย์!” ใครบางคนบุกเข้ามาอุ้มร่างของเนี่ยฝูเซิงขึ้น หมู่บ้านซงเฟิงอันเงียบสงัดตกอยู่ในความวุ่นวายทันที ตอนที่ถูกประคองให้ลุกขึ้น ป๋อเหย่จิ่งสิงกล่าวเพียงประโยคเดียว “ข้า...แค่กๆ ข้าเป็นเพื่อนสนิทของประมุขยุทธภพ...เจียงชิงหลิว”

                กล่าวจบ นางก็หมดสติไป

          กว่าเจียงชิงหลิวจะฟื้นขึ้นมาก็ผ่านไปสามวัน

                ตามหลัก ฝ่ามือผลาญใจสมควรเอาชีวิตของเขาได้ แต่ยอดฝีมือลงมือทุกครั้งมักไม่แตกต่าง ป๋อเหย่จิ่งสิงลืมไปว่ากำลังภายในของตัวเองในยามนี้ไม่อาจเทียบกับกาลก่อน นางจึงใช้พลังเพียงแค่สามส่วน ซ้ำซางซินเจ้าหุบเขาเทียนเซียงก็บังเอิญอยู่ที่หมู่บ้านเฉินปี้พอดี

                เพราะช่วยได้ทันเวลา เจียงชิงหลิวจึงไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ซางซินพอใจไม่น้อย “การที่ท่านประมุขเลือกทำลายวรยุทธ์ของตัวเองเป็นวิธีที่ถูกต้อง ถึงการกระทำเช่นนี้จะทำให้สูญเสียกำลังภายในไปจนหมด แต่อย่างน้อยก็สามารถรักษาเส้นชีพจรรวมทั้งกระดูกทั้งหมดเอาไว้ได้ รอให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่ ท่านประมุขค่อยเริ่มฝึกเคล็ดวิชาใหม่ก็ยังไม่สาย”

                เจียงชิงหลิวกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี “เส้นชีพจรของข้าต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหน?”

                ซางซินช่วยกดจุดเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น “อย่างน้อย สองสามเดือน อย่างมากครึ่งปี”

                เจียงชิงหลิวรีบให้ชุยเสวียะไปแจ้งให้เพื่อนสนิทของเขาทราบ เรื่องอาการบาดเจ็บของเจียงชิงหลิว ตระกูลเจียงบอกใครๆ เพียงแค่ว่าเขาเก็บตัวฝึกวิชาเท่านั้น เจียงชิงหลิวเข้าสู่ยุทธภพเมื่ออายุสิบห้าปี ผาดโผนไปทั่วอยู่สิบสองปี ซ้ำยังมีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลหนุนหลัง แม้ปีนี้เขาจะมีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปี แต่ก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในยุทธภพไม่น้อย

                บัดนี้ เมื่อข่าวที่เขาได้รับบาดเจ็บแพร่กระจายออกไปก็มีคนไม่น้อยเร่งรุดมาที่หมู่บ้านเฉินปี้ เจียงอิ่นเทียนย่อมไม่กล้าให้คนเหล่านี้เห็นว่าเขาปฏิบัติต่อเจียงชิงหลิวอย่างไร้น้ำใจ เพราะพวกเขาล้วนเป็นลูกผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคมหอกคมดาบ หากโกรธแค้นขึ้นมาย่อมกล้าที่จะเสี่ยงชีวิตโดยไม่คิดเสียดาย

                เขาเปลี่ยนตัวบ่าวรับใช้ในเรือนเล็กของเจียงชิงหลิวเสียใหม่ ทั้งยังให้คนคอยดูแลตลอดสิบสองชั่วยาม

                เห็นเจียงชิงหลิวบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ดาบเจี่ยหงฟางรั่วและทวนทองคำเซี่ยชิงอีล้วนตาแดงก่ำ เจียงชิงหลิวส่ายหน้าห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องอื่นอีกก่อนจะเอ่ยว่า “รีบติดต่อคนอื่นๆ ช่วยข้าสืบข่าวคนคนหนึ่ง!” เขากำลังจะบรรยายลักษณะของคนที่ต้องการตามหา จู่ๆ ด้านนอกก็มีคนมารายงานว่า “ประมุขเจียง ข้าเป็นคนของหมู่บ้านซงเฟิง ท่านเจ้าบ้านของเราถูกลอบสังหารเมื่อสองวันก่อนขอรับ!”

                เจียงชิงหลิวตกใจไม่น้อย เจ้าบ้านหมู่บ้านซงเฟิงคือดาบเทพซูชีซี ใครกันที่สามารถสังหารเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?

                ผู้มาโขกศีรษะอีก “เราพบเส้นไหมกลุ่มหนึ่ง มีคนจำได้ว่ามันคืออาวุธของโจรเฒ่าป๋อเหย่จิ่งสิง ท่านเจ้าบ้านน้อยจึงให้ข้าเร่งรุดมา ขอท่านประมุขมอบความเป็นธรรมให้หมู่บ้านซงเฟิงของเราด้วย!”

                เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึก ป๋อ เหย่ จิ่ง สิง!

                เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ฝ่ายตรงข้ามก็พูดต่อ “สหายสนิทของท่านประมุขก็อยู่ที่หมู่บ้านของเราเช่นกัน เขาได้รับพิษรุนแรง แต่ท่านเจ้าบ้านน้อยเชิญหมอเทวดาซางเทียนเหลียงไปดูอาการแล้วขอรับ”

                เจียงชิงหลิวเงยหน้าขึ้น “สหายสนิทของข้า?”

                ผู้มาไม่ประหลาดใจสักนิด “ขอรับ สหายสนิทของท่านบอกว่าได้รับการไหว้วานจากท่านให้ไปส่งข่าวที่หมู่บ้านซงเฟิง แต่คาดไม่ถึงว่าศัตรูจะไปถึงก่อนก้าวหนึ่ง จึงช่วยท่านเจ้าบ้านเอาไว้ไม่ได้ ซ้ำเขายังพลอยถูกลอบทำร้ายจนได้รับพิษร้ายแรงไปด้วย ท่านเจ้าบ้านน้อยรู้สึกผิดมาก จึงให้ข้าน้อยมาขอบคุณประมุขเจียงขอรับ”

                เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึกพลางเอื้อมมือไปรับเส้นไหมสีแดงเลือดกลุ่มนั้นมา “เพื่อน รัก ของ ข้าคนนี้อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างผอมบาง พูดจาโอหังไร้มารยาทใช่หรือไม่?”

                ผู้มาโขกศีรษะอีกครั้ง “สหายของท่านประมุขเจียงย่อมเป็นวีรบุรุษเช่นกัน เจ้าบ้านน้อยของเราชื่นชมเขามากขอรับ”

                เจียงชิงหลิวขยุ้มไหมกลุ่มนั้นสุดแรงราวกับมันเป็นศีรษะสุนัขของใครบางคน “ฟางรั่ว ชิงอี พวกเจ้าสองคนรีบไปหมู่บ้านซงเฟิง รับเพื่อน รัก ของข้ากลับมาที่หมู่บ้านเฉินปี้ เรื่องนี้เร่งด่วนมาก ระหว่างทางไม่ต้องถอนพิษให้นาง กลับมาแล้วค่อยว่ากัน”

                ฟางรั่วและเซี่ยชิงอีย่อมไม่คัดค้าน ผู้มาไม่เข้าใจนัก “สหายสนิทของท่านได้รับพิษร้ายแรง เกรงว่าคงไม่อาจทนรับความลำบากในการเดินทางได้...”

                เจียงชิงหลิวแค่นหัวเราะเสียงเย็นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แต่ข้า คิด ถึง นาง มาก”

                หมู่บ้านซงเฟิง

                แม้ทุกคนในหมู่บ้านจะตกอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้า แต่ความเป็นอยู่ของป๋อเหย่จิ่งสิงก็นับได้ว่าไม่เลว เห็นแก่ที่นางเป็นเพื่อนของเจียงชิงหลิว ทั้งยังตั้งใจมาช่วย ซูเจี่ยอี้ศิษย์ของเนี่ยฝูเซิงจึงดูแลนางเป็นอย่างดี

                แต่เช้าวันนี้ หมู่บ้านซงเฟิงกลับให้คนปลุกนางขึ้นมาจากเตียงแล้วส่งขึ้นรถม้าแต่เช้าตรู่ ผมบนศีรษะของป๋อเหย่จิ่งสิงชี้โด่เด่ “เจ้าเด็กแซ่เนี่ย คิดจะทำอะไรฮึ?”

                ดวงตาของซูเจี่ยอี้แฝงด้วยความโศกเศร้า “ประมุขเจียงสั่งให้พวกข้าส่งจอมยุทธ์น้อยกลับหมู่บ้านเฉินปี้ พิษของเงาอสรพิษในจอกเดิมเป็นของหมู่บ้านเฉินปี้อยู่แล้ว ประมุขเจียงย่อมมีวิธีแก้ บุญคุณของจอมยุทธ์น้อยวันนี้ วันหน้าหมู่บ้านซงเฟิงต้องตอบแทนแน่นอน”

                 จนถึงตอนนี้เขาก็ยังแยกไม่ออกว่า ‘สหายสนิทของท่านประมุข’ ผู้นี้เป็นชายหรือหญิงกันแน่

                ป๋อเหย่จิ่งสิง “ประมุขเจียง? เจียงชิงหลิวยังมีชีวิตอยู่?”

                ซูเจี่ยอี้ “หืม?”

                “ไม่ๆๆ” ป๋อเหย่จิ่งสิงเปลี่ยนประเด็นไปพูดเรื่องอื่น “ตอนนี้ข้าถูกพิษร้ายแรง อวัยวะทั้งห้าเหมือนถูกไฟแผดเผา ซ้ำยังเคลื่อนไหวไม่ได้ ข้าไม่ไป...”

                ซูเจี่ยอี้หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ประมุขเจียงสุขภาพไม่แข็งแรง รออีกไม่กี่วันให้จัดการเรื่องงานศพของอาจารย์เสร็จแล้ว ผู้น้อยก็ต้องไปเยี่ยมเยียนที่หมู่บ้านเฉินปี้เช่นกัน ถึงตอนนั้น หวังว่าจอมยุทธ์น้อยจะช่วยชี้ตัวฆาตกรที่แท้จริง แก้แค้นให้อาจารย์ของผู้น้อยด้วย”

                “ไม่เอา ท่านจอมยุทธ์...” ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่สนใจหน้าตาอีกแล้ว นางจับแขนเสื้อของซูเจี่ยอี้แน่นไม่ยอมปล่อย “ข้าจะอยู่ที่นี่ รออีกสามวันห้าวัน...”

                อีกสามวันห้าวัน พิษในร่างข้าถูกสะกดเรียบร้อย ข้าก็จะมอบฝ่ามือผลาญใจให้เจ้าสักฝ่ามือ!

                “จอมยุทธ์น้อยไม่ต้องกังวล ในเมื่อท่านประมุขรับจอมยุทธ์น้อยกลับไป ย่อมต้องคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว อย่าว่าแต่ข้ายังมีงานศพของท่านอาจารย์ต้องจัดการ เกรงว่าจะดูแลได้ไม่ดีพอ” ซูเจี่ยอี้สลัดไม่หลุด เขาจึงตัดสินใจใช้ดาบตัดแขนเสื้อ บังคับให้นางจากไป สหายสนิทของประมุขเจียงผู้นี้ แม้จะพูดจาไม่มีมารยาท แต่ว่า...ติดคนหนึบเหลือเกิน...

                เขาสาวเท้ายาวๆ กลับหมู่บ้านพลางเริ่มครุ่นคิดถึงหลักฐานที่ฆาตกรทิ้งเอาไว้

                สองวันต่อมา หมู่บ้านเฉินปี้

                ป๋อเหย่จิ่งสิงนอนพังพาบอยู่บนเตียงพลางแอบมองเจียงชิงหลิวเป็นระยะ แต่พอเจียงชิงหลิวมองมา นางก็รีบเบนตาหลบไปแสร้งมองที่อื่น เจียงชิงหลิวดื่มยาช้าๆ เขาได้รับบาดเจ็บภายในสาหัส จึงจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างนาน แต่เพราะฝึกยุทธ์มานานปี ร่างกายมีพื้นฐานดี จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

                ป๋อเหย่จิ่งสิงวางคางลงบนมือทั้งสอง นางต้องใช้เวลาประมาณ สามถึงห้าวันเพื่อสลายพิษของเงาอสรพิษในจอก “ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเนี่ยฝูเซิง”

                เจียงชิงหลิวไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ หญิงสาวหัวเราะคิกคัก

                “ตอนที่ข้าผาดโผนอยู่ในยุทธภพ พ่อของเจ้ายังเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอยู่เลย ข้าจะหลอกเด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าได้อย่างไร?”

                เจียงชิงหลิวอดทนดื่มยาลงไปครึ่งชามโดยไม่พูดอะไร

                ป๋อเหย่จิ่งสิงหัวเราะแห้งๆ “ในเมื่อเจ้าเป็นประมุขยุทธภพก็ต้องใจกว้างบ้างไม่ใช่หรือ? ก็แค่ซัดเจ้าฝ่ามือเดียวเท่านั้น เจ้าก็ซัดข้าคืนสักฝ่ามือ ไม่ๆ สิบฝ่ามือ! ข้าจะไม่พูดอะไรเด็ดขาด ตกลงไหม?”

                เจียงชิงหลิวจิบชาเงียบๆ

                ป๋อเหย่จิ่งสิงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม “แล้วจะว่าไป ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเจียงเส้าซางจริงๆ นะ เจ้าไม่อยากหาตัวศัตรูที่แท้จริงหรอกหรือ?”

                เจียงชิงหลิวลุกขึ้นด้วยท่วงท่างามสง่าก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง หญิงสาวพยายามขดตัวหลบ “เจ้า เจ้า เจ้าคิดจะทำอะไร?”

                เจียงชิงหลิวใช้มือข้างหนึ่งชักกระบี่ ส่วนมืออีกข้างกดนางไว้ในผ้าห่ม “โจรเฒ่าป๋อเหย่ หาเหตุผลมาบอกข้าสักข้อซิว่าทำไมข้าถึงไม่ควรฆ่าเจ้า!”

                ชายหนุ่มฟันลงไป แต่กระบี่นั้นไม่มีคมจึงไม่ต่างอะไรกับแผ่นไม้ไผ่ที่ฟาดลงบนร่างของป๋อเหย่จิ่งสิง ป๋อเหย่จิ่งสิงร้องโวยวายเสียงดัง

                “กำลังภายในของเจ้ายังอยู่ในร่างข้า ถ้าฆ่าข้า เจ้าต้องกลายเป็นคนพิการไปจริงๆ แน่!”

                เจียงชิงหลิวคว้าถุงใส่ยาพิษและยาถอนพิษชนิดต่างๆ ที่เอวของนางกลับไป ป๋อเหย่จิ่งสิงเสียดายยาอมตะจึงพยายามเอื้อมมือมาแย่ง เจียงชิงหลิวก็ใช้กระบี่ในมือฟาดลงมาอีก นางจึงจำต้องหดมือกลับไป

                เย็นวันนั้น หลังจากเจียงชิงหลิวพบแขกแล้ว เขาก็เชิญซางซินมาตรวจดูชีพจรของป๋อเหย่จิ่งสิงอีกครั้ง ซางซินขมวดคิ้วแน่น รอจนก้าวออกจากห้องถึงได้กล่าวกับเขาว่า “เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดของสหายสนิทของท่านประมุขผู้นี้ไม่ใช่ยาพิษในร่าง แต่เป็นยาอมตะ ดูจากสภาพร่างกายของนางในตอนนี้ หากกินยาอมตะต่อไปอีก เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงหนึ่งปี”

                เจียงชิงหลิวถอนใจโล่งอก หุบเขาเทียนเซียงเป็นหุบเขาหมอเทวดาที่มีชื่อเสียง ซางเทียนเหลียงเจ้าหุบเขาคนก่อนเห็นแก่ผลประโยชน์ แต่ซางซินกลับให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณมากที่สุด เจียงชิงหลิวพยักหน้า เขาย่อมไม่อยากพูดถึงการแลกเปลี่ยนลับๆ นั้นต่อหน้าหมอผู้มีเมตตาเช่นนาง

                วันรุ่งขึ้น เขาสั่งให้คนติดต่อซางเทียนเหลียง ความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกซางเทียนเหลียงกับซางซินไม่ค่อยดีนัก เจียงชิงหลิวเองก็ไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นเขาจึงส่งซางซินจากไปก่อนหน้าที่ซางเทียนเหลียงจะมาถึงหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สองพ่อลูกเผชิญหน้ากัน

                ซางเทียนเหลียงไม่สนใจบุญคุณความแค้นใดๆ เขาสนใจเพียงแค่เงินเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เจียงชิงหลิวก็เปิดเผยขึ้นมาก แม้จะเป็นคนฝ่ายธรรมะ แต่เมื่อเผชิญกับคนอย่างป๋อเหย่จิ่งสิง เขาก็ไม่จำเป็นต้องเมตตาให้มากความ

                เขาเคยเมตตา แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าถูกซัดฝ่ามือใส่จนเกือบตาย

                “ข้าต้องการให้ท่านควบคุมชีวิตของนางให้อยู่ภายในระยะเวลาหนึ่งปี” หลังจากซางเทียนเหลียงตรวจชีพจรของป๋อเหย่จิ่งสิงแล้ว เจียงชิงหลิวก็เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ซางเทียนเหลียงอายุเกินครึ่งร้อย ในยามที่มีเงินมากพอ เขาจะเป็นมิตรอย่างที่สุด “คนผู้นี้มีโครงกระดูกพิสดาร เส้นชีพจรยืดหยุ่นมากกว่าผู้อื่น ซ้ำยังไม่อาจแยกแยะธาตุหยินหยาง นับได้ว่ามีสภาพร่างกายที่แปลกประหลาดมาก ตามหลักแล้ว หากคนธรรมดาได้กินยาอมตะติดต่อกันหลายปีเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางมีชีวิตรอดอยู่ได้...”

                เจียงชิงหลิวตัดบท “ข้าไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้”

                สีหน้าของซางเทียนเหลียงเปลี่ยนเป็นประจบประแจง “สภาพร่างกายของนางพิเศษมาก จะปล่อยให้โดนพิษตายไปเปล่าๆ ก็น่าเสียดาย ไม่สู้อีกหนึ่งปีให้หลังท่านก็ขายนางให้ข้า ราคาเราตกลงกันได้”

                เจียงชิงหลิวไม่พอใจ “ไม่เจอกันไม่กี่วัน หมอเทวดาซางไม่เปิดเผยเหมือนก่อนแล้วหรือ”

                ซางเทียนเหลียงยิ้ม “ข้าย่อมมีวิธีทำให้นางยอมติดตามท่านประมุขเจียงแต่โดยดี อีกหนึ่งปีให้หลังค่อยเจรจาการค้านี้ใหม่ก็ยังไม่สาย ถึงตอนนั้น เราผู้แซ่ซางจะยอมรักษาคนตระกูลเจียงโดยไม่คิดเงินไปตลอดชีวิต ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

                เจียงชิงหลิวไม่หวั่นไหวสักนิด “นางเป็นคน ไม่ใช่สิ่งของ หากตกอยู่ในมือท่านหมอเทวดาซาง เกรงว่าคงมีชีวิตมิสู้ตกตาย ถึงข้าจะไม่ชื่นชอบพฤติกรรมของนาง แต่การฆ่าคนควรทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องลบหลู่ดูหมิ่น เพียงแต่ตอนนี้ข้าจำเป็นต้องเก็บชีวิตนางเอาไว้อย่างน้อยหนึ่งปี อีกหนึ่งปีข้างหน้าข้าจะจบชีวิตนางเสีย คนผู้นี้ทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งโหดเหี้ยม เพื่อไม่ให้นางกลายเป็นภัยของยุทธภพในช่วงหนึ่งปีนี้ ข้าต้องขอให้ท่านหมอเทวดาซางคิดหาวิธีทำให้นางยอมติดตามอยู่ข้างกายข้าแต่โดยดีด้วย”

                ซางเทียนเหลียงปรึกษากับเจียงชิงหลิวอยู่หนึ่งชั่วยาม เดิมยังมีรายละเอียดต้องตกลงกันอีกมาก แต่สุขภาพของเจียงชิงหลิวไม่ดีนัก เขาจึงจำเป็นต้องตัดสินใจเอาเอง ป๋อเหย่จิ่งสิงถูกเคลื่อนย้ายไปตอนกลางดึก ตอนที่จากไปพิษยาอมตะในร่างของนางกำลังกำเริบอยู่พอดี นางจึงไม่อาจต้านทานได้

                สติของนางยังแจ่มใสดี นางจึงหันไปถามเจียงชิงหลิว “พวกเจ้าคิดจะพาข้าไปที่ไหน?”

                เจียงชิงหลิวตอบอย่างตรงไปตรงมา “ไปยังสถานที่ที่จะดัดนิสัยเสียๆ ของเจ้าได้น่ะสิ”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงทำไม่ได้แม้แต่จะยกมือ นางจึงถูกซางเทียนเหลียงพาตัวไปในลักษณะนี้เอง

                ต้องบอกว่า ประมุขเจียงไว้ใจซางเทียนเหลียงมากเกินไป

                หนึ่งเดือนให้หลัง เมื่อซางเทียนเหลียงส่งนางกลับมา เจียงชิงหลิวถึงกับพูดไม่ออก!!

                นางถูกส่งมาในหีบไม้สีทองทรงกลม หีบนั้นทำจากไม้การบูร แกะสลักลวดลายเมฆและขุนเขาประณีตงดงาม ซ้ำยังมีกลิ่นหอมกำจาย

                ซางเทียนเหลียงทำท่าปลาบปลื้มราวกับอยากให้คนทั้งแผ่นดินเข้ามามุงดู เจียงอิ่นเทียนเข้าใจว่าเป็นของสำคัญ จึงเรียกบรรดาผู้อาวุโสและผู้รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ ถึงหกสิบเอ็ดคนให้มาชุมนุมกันที่ห้องโถงใหญ่ แต่ทั่วทั้งเรือนจวี้เสียนกลับเงียบเสียจนอาจได้ยินกระทั่งเสียงเข็มตกกระทบพื้น ทุกคนกลั้นลมหายใจนิ่ง ซางเทียนเหลียงซึ่งยืนตระหง่านอยู่ข้างหีบโบกมือครั้งหนึ่ง สาวใช้ผู้มีท่วงท่างามสง่าในชุดเครื่องแต่งกายงดงามสองคนก็แก้เชือกผ้าต่วนสีแดงที่มัดหีบเอาไว้แล้วเปิดหีบออก การเคลื่อนไหวของพวกนางแผ่วเบามากราวกับเกรงว่าจะรบกวนฝันดีของใครบางคน

                หญิงสาวคนหนึ่งนอนขดตัวหลับสนิทอยู่บนผ้าแพรสีแดงสดในหีบใบนั้น เส้นผมซึ่งแผ่กระจายอยู่บนผ้าแพรสีแดงงดงามราวกับน้ำหมึก บนร่างสวมชุดสีขาวเบาบางกึ่งเปิดเผยกึ่งปกปิด ขับเน้นเรือนร่างสมบูรณ์แบบของนางให้ดูงดงามราวกับดอกหลานฮวาที่กำลังแย้มกลีบ

                ข้อมือขาวสะอาดวางอยู่บนทรวงอก ผ้าแพรสีแดงขับเน้นผิวของนางให้ดูใสกระจ่างยิ่งกว่าหยกเนื้อดี นางหลับสนิทอยู่ในท่วงท่าเดียวกับทารกที่เพิ่งออกจากครรภ์มารดา เพียงมองใบหน้าด้านข้างก็รู้ว่านางจะต้องเป็นหญิงงามยากพบพาน ชั่วเสี้ยวขณะที่หีบเปิดออก กลิ่นหอมจางๆ ของสุราก็ฟุ้งกระจายไปทั่วเรือนจวี้เสียน

                ทุกคนล้วนพูดไม่ออก แต่ประมุขเจียงกลับกระอักเลือดออกมา

                บางครั้ง เราไม่ควรเชื่อใจคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ง่ายๆ เพราะเราไม่มีวันรู้ว่าเขาจะบิดเบือนความคิดที่บริสุทธิ์ตรงไปตรงมาของเราให้กลายเป็นแบบไหนกันแน่...

                ทั่วทั้งเรือนจวี้เสียนมีเพียงความเงียบสงัด ในขณะที่ใบหน้าของประมุขเจียงกลายเป็นสีแดงเลือด

                แต่ซางเทียนเหลียงกลับได้ใจมาก “เป็นอย่างไร? ข้ากล้ารับประกันว่าทั่วทั้งยุทธภพ ไม่มีทางหาสตรีที่งดงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้อีกแล้ว”

                เจียงชิงหลิวดึงตัวซางเทียนเหลียงไปทางด้านหนึ่งต่อหน้าต่อตาเหล่าผู้อาวุโสและคนในตระกูลทั้งหลาย พลางกัดฟันกรอด “ท่านจะบอกข้าได้หรือไม่ว่า ท่านเข้าใจความหมายของข้าว่าอย่างไรกันแน่?”

                ซางเทียนเหลียงตบบ่าเขาด้วยสีหน้าแบบ ‘ผู้ชายเหมือนกันย่อมเข้าใจกันดี’ “ก็แค่นางไม่ยอมคล้อยตามท่านประมุขเจียงแต่โดยดีไม่ใช่หรือ ท่านประมุขเจียงเป็นชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะย่อมต้องรักษาชื่อเสียงเอาไว้ เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี”

                เข้าใจบ้าน่ะสิ!

                เจียงชิงหลิวแทบจะล้มทั้งยืน!

                เรือนจวี้เสียนยังคงตกอยู่ในความเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเจียงอิ่นเทียนซึ่งเป็นผู้นำตระกูลก็เอ่ยปาก “ชิงหลิว ลูกหลานตระกูลเจียงเราจะลุ่มหลงในความงามของอิสตรีไม่ได้ หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป จะมิกลายเป็นที่เยาะหยันของผู้คนหรอกหรือ?”

                เจียงชิงหลิวปรายตามองคนในหีบแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกเหมือนอกกำลังจะระเบิด แต่ก็จำต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ “ท่านปู่ทวด เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด คนผู้นี้...คนผู้นี้...ในร่างของคนผู้นี้มีพลังเทพฉานเซี่ยงขั้นเก้าของชิงหลิวอยู่ อีกหนึ่งปีให้หลัง รอให้ชิงหลิวรักษาอาการบาดเจ็บของเส้นชีพจรจนหายดีแล้ว บางทีอาจจะสามารถฟื้นฟูกำลังภายในได้”

                เจียงอิ่นเทียนให้ความสำคัญกับคำพูดนี้มาก เพราะสำหรับตระกูลเจียงในตอนนี้แล้ว เรื่องสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ป๋อเหย่จิ่งสิงหลบหนีไป แต่เป็นเรื่องผู้สืบทอดต่างหาก

                ผู้สืบทอดทุกรุ่นของตระกูลเจียงต้องเก็บตัวรับการอบรมอยู่สิบห้าปี จากนั้นก็ต้องฝึกฝนอีกสิบปี รากฐาน เส้นสายในสังคม รวมทั้งชื่อเสียงล้วนไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงวันเดียวเท่านั้น

                หากเจียงชิงหลิวมีหวังจะฟื้นฟูวรยุทธ์ได้ย่อมดีที่สุด เจียงชิงหลิวเป็นคนระมัดระวัง ซางซินบอกว่าภายในครึ่งปีเส้นชีพจรของเขาอาจหายดีเป็นปกติ แต่ตัวเขาเองพูดว่าหนึ่งปี ซ้ำยังบอกว่าอาจจะแค่ ‘มีหวัง’ เท่านั้น

                เจียงอิ่นเทียนถอนใจโล่งอก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ขอเพียงมีหวังย่อมเป็นเรื่องดี

                ซางเทียนเหลียงแค่นเสียงคำหนึ่งเหมือนดูแคลนการกระทำของคนฝ่ายธรรมะที่ไม่ว่าทำอะไรก็ต้องหาเหตุผลอันสง่าผ่าเผยมารองรับ เจียงชิงหลิวเองก็คร้านจะโต้แย้ง “ท่านหมอเทวดาซาง บอกข้าได้หรือไม่ว่าในช่วงหนึ่งเดือนกว่ามานี้ ท่านทำอะไรลงไปบ้าง?”

                ซางเทียนเหลียงเชิดหน้าสูงเหมือนจะบอกว่าคนธรรมดาอย่างเขาไม่มีวันเข้าใจความสำเร็จระดับนี้ได้ “ข้าล้างไขกระดูกให้นางเรียบร้อยแล้ว บัดนี้ ทั้งเนื้อและกระดูกของนางล้วนมีกลิ่นหอม กลายเป็นคนใหม่แล้ว...”

                เขากำลังคิดจะกล่าวโอ้อวดสักรอบ แต่เจียงชิงหลิวกลับไล่เขาออกไปนอกเรือนจวี้เสียนเสียก่อน “ซางเทียนเหลียง ภายในหนึ่งปีนี้ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่าน ยิ่งไม่อยากได้ยินท่านพูดแม้แต่คำเดียว เข้าใจนะ?”

                ซางเทียนเหลียงโมโหมาก “เสียทีที่ท่านยังเห็นตัวเองเป็นประมุขยุทธภพ ท่านรู้ไหมว่าตอนนี้นาง...”

                เห็นเจียงชิงหลิวคว้ากระบี่ของบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ มา เขาก็หุบปากทันที อย่าเห็นว่าตอนนี้อีกฝ่ายสูญเสียกำลังภายในไปหมดแล้ว แต่เขายังเป็นประมุขยุทธภพ ต่อให้ไม่ใช้กำลังภายใน แค่กระบวนท่าเดียว ซางเทียนเหลียงก็ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย

                เขาจึงยอมหุบปากอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก

                เจียงชิงหลิวเองก็ไม่อยากพูดอะไรให้มากความ “เท่าไหร่?”

                ซางเทียนเหลียงชูนิ้วหนึ่งนิ้ว เจียงชิงหลิวปรายตามอง “หนึ่งพันตำลึง?”

                ซางเทียนเหลียงส่ายหน้า เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึก “หนึ่งหมื่นตำลึง?”

                ซางเทียนเหลียงยังคงส่ายหน้า ในที่สุดเจียงชิงหลิวก็ระเบิดอารมณ์ออกมา “ท่านคิดจะเรียกหนึ่งแสนตำลึงอย่างนั้นรึ?”

                ดวงตาทั้งสองของซางเทียนเหลียงเปล่งประกายเจิดจ้า “ทองคำ!”

                เจียงชิงหลิวหันไปสั่งการทันที “ชุยเสวียะ ไล่คนบ้านี่ออกไปซะ นับแต่นี้เป็นต้นไป ห้ามเขาเหยียบเข้ามาในหมู่บ้านเฉินปี้แม้แต่ก้าวเดียว!”

                “เจียงชิงหลิว ยังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นประมุขยุทธภพอีกรึ ข้าขอสาปแช่งบรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของเจ้า...” ซางเทียนเหลียงซึ่งถูกลากออกไปข้างนอกตะโกนด่า เจียงชิงหลิวทนรำคาญไม่ไหวจึงให้ซ่านหว่านฉานมอบเงินให้เขาไปหนึ่งหมื่นตำลึง ซางเทียนเหลียงยังไม่ยอมจากไป แต่หลังจากพ่อบ้านแสดงให้ดูว่าหมู่บ้านเฉินปี้มีวิธีจัดการกับแขกที่ดื้อรั้นอย่างไร เขาก็ได้แต่ประกาศว่าจะระเบิดหมู่บ้านเฮงซวยแห่งนี้เสียก่อนจะคว้าเงินหนึ่งหมื่นตำลึงจากไปแต่โดยดี

เจียงชิงหลิวย่อมไม่อาจให้ตระกูลควักเงินก้อนนี้ ทุกเดือนตระกูลเจียงสายต่างๆ จะต้องมอบเงินจำนวนหนึ่งให้สายหลักของผู้นำตระกูลเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สืบทอด ในยุทธภพไม่มีจอมยุทธ์คนไหนกลัดกลุ้มเรื่องเงิน สาเหตุหลักคือ ไม่มีจอมยุทธ์คนไหนยอมให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องเงิน

                หากได้พบสหายรู้ใจ บางครั้งการใช้จ่ายทองคำพันตำลึงก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะเจียงชิงหลิว การที่เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประมุขยุทธภพได้นั้น ไม่ว่าตัวเขาจะมีความสามารถที่แท้จริงมากแค่ไหน ก็ไม่อาจขาดการสนับสนุนจากเงินได้

                ตัวเจียงชิงหลิวเองไม่มีเงินสักเท่าไร เขาเพิ่งมีอายุยี่สิบเจ็ดปี ช่วงเวลาสิบสองปีที่ผาดโผนอยู่ในยุทธภพนั้น นอกจากสร้างภาพลักษณ์จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่มีหน้าที่ปราบมารผดุงคุณธรรมแล้ว ก็มีเรื่องที่เขาสามารถทำได้จำกัดมาก

                ดูสิ แม้แต่บุตรชายเขาก็ยังไม่มี อย่าว่าแต่เงินเลย

                ดังนั้น เจียงชิงหลิวจึงไม่ได้มีฐานะร่ำรวยนัก หลังจากจ่ายเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้ซางเทียนเหลียงไป เขาก็มีเงินเหลืออยู่ไม่เท่าไร ซ่านหว่านฉานไม่พูดอะไร เจียงชิงหลิวบอกให้จ่าย นางก็สั่งให้คนไปนำเงินมามอบให้ซางเทียนเหลียงแต่โดยดี

                ยามนี้ เจียงชิงหลิวกำลังอธิบายให้คนอื่นๆ ในตระกูลฟัง ซ่านหว่านฉานจึงสั่งให้คนส่งป๋อเหย่จิ่งสิงที่อยู่ในหีบกลับไปที่เรือนของตัวเองก่อน หนึ่งชั่วยามต่อมา เมื่อเจียงชิงหลิวก้าวผ่านประตูเข้ามาก็ได้เห็นป๋อเหย่จิ่งสิงนอนหลับอยู่บนเตียง

                ซ่านหว่านฉานนั่งอยู่ตรงข้างเตียง เจียงชิงหลิวเดินไปกุมมือนางไว้เบาๆ “คนผู้นี้ยังมีประโยชน์ต่อข้า เราต้องเก็บนางไว้ชั่วคราว แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก”

                ซ่านหว่านฉานเม้มปากเล็กน้อย “ท่านพี่ ก่อนหว่านฉานจะแต่งเข้ามา ท่านป้าที่ตระกูลเจียงส่งไปได้อบรมหว่านฉานมาตลอดว่าภรรยาที่ดีของประมุขยุทธภพจะต้องทำอย่างไร” นางแต่งงานกับเจียงชิงหลิวมาหลายปี แต่มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความในใจกันไม่มากนัก ใบหน้าสีชมพูเรื่อแฝงความเอียงอายของนางในยามนี้จึงดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างบอกไม่ถูก “แต่หว่านฉานคิดว่า หากท่านพี่สูญเสียวรยุทธ์จนกลายเป็นคนธรรมดาก็ดีเหมือนกัน”

                เจียงชิงหลิวถอนใจคำหนึ่ง มือทั้งคู่กระชับนิ้วทั้งห้าที่อ่อนนุ่มราวไร้กระดูกของนางแน่นขึ้น “หลายปีมานี้ข้าต้องเดินทางไปทั่ว ลำบากเจ้าจริงๆ ตอนนี้จะได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าเสียที”

                รอยยิ้มบางๆ ของซ่านหว่านฉานยิ่งขับเน้นใบหน้าของนางให้ดูงดงามยิ่งขึ้น “ท่านพี่...”

                เห็นนางเอนกายเข้าไปในอ้อมอกของเจียงชิงหลิวราวกับไร้กระดูก คนบนเตียงก็กระแอมคำหนึ่ง “โง่เง่า เขาผาดโผนอยู่ในยุทธภพสิบสองปี ซ้ำยังเป็นประมุขยุทธภพ คนที่ต้องเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ หากสูญเสียอำนาจเมื่อไหร่ พวกเจ้าสองสามีภรรยาจะอยู่อย่างสงบสุขได้หรือ?” 

                เจียงชิงหลิวมองไปก็เห็นคนบนเตียงตื่นแล้ว หลังจากถูกซางเทียนเหลียงจับไปแปลงโฉมรอบหนึ่ง ร่างของนางก็มีกลิ่นหอมของเหล้าแผ่กระจายออกมา ท่าทางที่นางลุกขึ้นนั่งบนเตียงนั้นดูอ่อนแอมาก แต่ถ้อยคำที่กล่าวออกมากลับแทงเข้าที่จุดตาย “ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าสนใจแต่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ แม้กระทั่งชีวิตก็ไม่สนใจ ฮึ ข้าล่ะยอมนับถือจริงๆ”

                สีหน้าของเจียงชิงหลิวเคร่งขรึมลง คำพูดของป๋อเหย่จิ่งสิงย่อมมีเหตุผล แต่เขารู้ว่าตัวเองติดค้างซ่านหว่านฉาน หากสามารถเอาใจนางให้รู้สึกดีขึ้นได้ย่อมเป็นเรื่องดี จะให้แข็งใจพูดออกมาตรงๆ ได้อย่างไร?

                แต่ยัยนี่กลับไม่สนใจอะไรเลยสักนิด

                สีหน้าของซ่านหว่านฉานเซื่องซึมลง สายตาที่มองเจียงชิงหลิวแฝงด้วยความกังวลมากขึ้น เจียงชิงหลิวถอนใจคำหนึ่งพลางตบหลังมือของนางเบาๆ “ไม่ต้องเป็นห่วง” เขาหันไปมองป๋อเหย่จิ่งสิงด้วยแววตาเย็นเยียบ อีกฝ่ายก็รู้ตัวดี นางจึงแค่นเสียงคำหนึ่งก่อนจะกลับไปนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเหมือนเดิม

                ท่าทางอ่อนแอบอบบางของนางในยามนี้ทำให้เจียงชิงหลิวไม่อาจทำอะไรได้ เขาส่งซ่านหว่านฉานกลับไปที่ห้อง แม้พวกเขาจะแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยอยู่ห้องเดียวกัน ในแต่ละเดือนจะมีผู้อาวุโสในตระกูลคำนวณให้ว่าพวกเขาควรจะอยู่ด้วยกันในวันไหน หลายปีก่อนเพราะเกรงว่าเจียงชิงหลิวจะลุ่มหลงในอิสตรี หมกมุ่นอยู่กับความรัก แต่หลายปีมานี้เพราะต้องการให้ได้ทายาทที่สมบูรณ์แบบที่สุด

                ส่งซ่านหว่านฉานกลับไปแล้ว พอกลับมาที่ห้องอีกครั้ง เจียงชิงหลิวก็ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโมโห โจรเฒ่านั่นหนีไปอีกแล้ว!

                เขารีบสั่งให้คนค้นหาทันที แต่เพิ่งพูดกับพ่อบ้านเสร็จ ระหว่างทางกลับมาเขาก็สังเกตเห็นชายเสื้อที่โผล่ออกมาจากหลังภูเขาจำลองเข้าพอดี พอเดินเข้าไปดู เขาก็เห็นคนคนหนึ่งนอนขดอยู่ในภูเขาจำลองนั้น

                นอกจากป๋อเหย่จิ่งสิงจะเป็นใครไปได้?

                เจียงชิงหลิวสาวเท้าเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว นางกำลังขดตัวพิงโขดหินเอาไว้ เห็นได้ชัดว่าอ่อนล้ามาก เดิมเขาคิดจะสั่งสอนโจรเฒ่าผู้นี้สักครั้ง แต่เขาเป็นชาวยุทธ์ ดังนั้นจึงรู้ดีว่าคำกล่าวที่ว่า ‘รู้จักวีรบุรุษให้เกียรติวีรบุรุษ’ ไม่ใช่คำกล่าวที่เหลวไหล

                ป๋อเหย่จิ่งสิงในอดีตเคยเป็นฝันร้ายของชาวยุทธ์มากมาย

                เขากระชากร่างนางให้ลุกขึ้น ป๋อเหย่จิ่งสิงถูมือเข้าด้วยกันพลางหัวเราะแห้งๆ “ข้าไม่ได้หนี ข้าแค่ออกมา...ชมปลา ใช่ ชมปลา นึกถึงครั้งนั้นที่ข้าผาดโผนอยู่ในยุทธภพ พ่อของเจ้ายังสวมกางเกงเปิดเป้า* อยู่เลย ข้าไม่จำเป็นต้องหนีหรอก จริงไหม”

                เจียงชิงหลิวมองนางด้วยสายตาเยียบเย็นโดยไม่พูดอะไร สุดท้ายนางก็ได้แต่กระแอมติดๆ กันหลายครั้งแล้วพูดว่า “ไปๆ กลับกันเถอะ”

                ในที่สุดเจียงชิงหลิวก็เอ่ยปาก “ป๋อเหย่จิ่งสิง หากมีครั้งหน้า ข้าคงจำเป็นต้องฆ่าเจ้า”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงสาวเท้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ยินหรือไม่

                เจียงชิงหลิวไปทานอาหารเย็นกับพวกเจียงอิ่นเทียน ตระกูลเจียงเป็นตระกูลใหญ่ แม้จะมีคำกล่าวที่ว่าตระกูลรุ่งเรืองผ่านไปห้ารุ่นย่อมแยกจากกัน แต่ตระกูลเจียงเป็นข้อยกเว้น ลูกหลานทุกสายในตระกูลเจียงล้วนไหว้ศาลบรรพชนเดียวกับสายหลัก เพียงแต่แยกสายกันเท่านั้น

                เพราะตระกูลเจียงสายหลักมีฐานะมั่นคงอยู่ในยุทธภพมานานปี จึงมีคนในตระกูลเจียงหันไปทำการค้าจำนวนมาก แทบทุกร้านจะมีคนของตระกูลเจียงสายหลักช่วยดูแลให้ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง แม้กระทั่งผู้คนในยุทธภพเองก็ตาม

                คนในตระกูลจึงมักมีการไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

                กว่าจะทานอาหารเสร็จ ยามโหย่ว* ก็ผ่านไปแล้วกว่าครึ่ง เจียงชิงหลิวกลับไปที่เรือนของตัวเองก็เห็นอาหารของป๋อเหย่จิ่งสิงถูกวางไว้บนโต๊ะในสภาพที่ยังไม่ถูกแตะต้อง

                เขาแปลกใจอยู่บ้าง “วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกรึไง”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้นพลางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผมยาวสยายลงมาปรกไหล่ “ห้องนี้หนาวจัง”

                เจียงชิงหลิวเห็นนางมีสีหน้าซีดขาวก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา เพราะถึงอย่างไรกำลังภายในของเขาก็ยังอยู่ในร่างของนาง ตามหลักแล้วแค่ปกป้องร่างกายไม่น่าจะมีปัญหา เขาก้าวเข้าไปตรวจชีพจรของป๋อเหย่จิ่งสิงดู กำลังภายในยังอยู่ แต่ร่างของนางกลับค่อนข้างเย็น

                เขาหันกลับไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบผ้าห่มออกมาโยนให้ เพราะเห็นแก่กำลังภายในของตัวเอง “อากาศเดือนสี่เดือนห้า เจ้านี่มันอ่อนแอเสียจริงนะ”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงจับผ้าห่มห่อร่างโดยไม่พูดอะไร เจียงชิงหลิวเดินออกจากห้องไป แต่ก็ยังไม่ลืมหันกลับมาสั่ง “กินข้าวซะ ก่อนที่ข้าจะเอากำลังภายในกลับคืนมา ทางที่ดีเจ้าควรจะมีชีวิตอยู่”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงรับคำคำหนึ่ง จากนั้นก็หลับไปอีก

                วันรุ่งขึ้น ตอนที่เจียงชิงหลิวก้าวเข้ามาในห้อง เขาเห็นอาหารยังวางอยู่บนโต๊ะในสภาพเดิม ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะก้าวตรงไปที่เตียง ป๋อเหย่จิ่งสิงมีใบหน้าแดงก่ำ แต่ริมฝีปากกลับซีดขาว พอแตะหน้าผากดูก็พบว่าร้อนจนแทบลวกมือ

                บัดซบ นางล้มป่วย!

                เจียงชิงหลิวสั่งให้คนไปเชิญหมอมา แต่หมอทั้งสี่ห้าคนที่เชิญมาเพียงแตะชีพจรดูก็บอกให้ไปเชิญคนอื่น ไม่แม้แต่จะเขียนใบสั่งยาเสียด้วยซ้ำ

                สุดท้าย หมอแซ่เย่ซึ่งเป็นหมอมีชื่อประจำตำบลชีซิ่วกล่าวกับเขาอย่างตรงไปตรงมา “ท่านประมุขเจียง ชีพจรของแม่นางผู้นี้แปลกประหลาดมาก หมอธรรมดาไม่อาจสั่งยาได้ ในเมื่อข้าพูดเช่นนี้ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเชิญหมอคนอื่นๆ ในเมืองนี้อีกแล้ว”

                ถึงตอนนี้ เจียงชิงหลิวค่อยตระหนักว่าสถานการณ์ร้ายแรงสักเพียงใด เขารื้อหีบไม้การบูรที่ซางเทียนเหลียงส่งมาดูรอบหนึ่ง ยังดีที่ซางเทียนเหลียงยังไม่เหลวไหลจนเกินไปนัก ในหีบไม้การบูรนั้นมีกล่องหยกม่วงขนาดเท่าหมอนใบหนึ่งอยู่ ในนั้นมีเม็ดยาเปล่งประกายวาววับราวกับไข่มุกหลากสีสัน และด้านข้างยังมีคู่มือสำหรับเลี้ยงดูวางอยู่ด้วยเล่มหนึ่ง!

                เจียงชิงหลิว “...”

                ในกล่องหยกม่วงขนาดเท่าหมอนนั้น ยาชนิดต่างๆ ถูกแยกเอาไว้ในช่องเล็กๆ อย่างเป็นระเบียบ

                เจียงชิงหลิวพลิกดูคู่มือ ข้อความที่ซางเทียนเหลียงเขียนไว้ยังมีกลิ่นหอมจางๆ ของหมึก สามหน้าแรกล้วนเป็นข้อความสรรเสริญเยินยอ ‘พรสวรรค์ที่เหนือกว่าผู้อื่น’ ของตนเอง เรียกได้ว่าทุกวันเขาแทบจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะประหลาดใจในความล้ำเลิศของตัวเองเลยทีเดียว

                จนถึงหน้าที่สี่ถึงได้เป็นวิธีใช้ยาชนิดต่างๆ ยาเม็ดสีแดงเป็นอาหารที่นางต้องกินทุกวัน มื้อละสองเม็ด วันละสามครั้ง วิธีกินคือนำไปละลายกับเหล้าเก่าให้เป็นน้ำดอกเยียนจือ ทั้งนี้ต้องรักษาความสะอาดและรับประทานตามปริมาณที่กำหนด ภาชนะต้องทำความสะอาดตามกำหนดเวลา และจะรับประทานมากเกินไปไม่ได้ (หมายเหตุ หลังมีความสัมพันธ์ทางเพศอาจให้เพิ่มได้อีกหนึ่งถึงสองเม็ด ขึ้นอยู่กับระดับความดุเดือด)

                ยาเม็ดสีชมพูใช้เมื่อร่างกายสูญเสียกำลังไปมากจากการออกกำลัง เมื่อออกไปข้างนอกต้องนำติดตัวไปด้วย 

                ยาเม็ดสีขาวสำหรับเพิ่มกำลังกาย หากร่างกายของนางมีอาการผิดปกติเล็กน้อยให้ป้อนครั้งละหนึ่งเม็ด อย่างมากอาจเพิ่มได้ถึงสองเม็ดได้ตามสถานการณ์ วิธีกินเหมือนข้างต้น แต่จะรับประทานมากเกินไปไม่ได้

                ยาเม็ดสีน้ำเงินสำหรับรับประทานเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติมาก รับประทานครั้งละหนึ่งเม็ดโดยละลายกับเหล้า หากภายในหนึ่งชั่วยามอาการไม่ดีขึ้น รีบส่งคนมาแจ้งข้าที่เรือนสือฮู่!

                เจียงชิงหลิวโมโหจนไม่รู้จะโมโหอย่างไร แต่เขาก็จำต้องหยิบยาสีขาวออกมาสองเม็ด ในกล่องหยกม่วงนั้นมีชามหยกม่วงสองใบ เขาจึงหยิบออกมาใบหนึ่งแล้วใส่ยาลงไป

                หมู่บ้านเฉินปี้มีเหล้าฮัวเตียวอายุสามสิบปี เขาจึงสั่งให้คนไปเอามาไหหนึ่ง จากนั้นก็เทลงในชามใบเล็ก ทันทีที่ยานั้นสัมผัสโดนน้ำ มันก็ละลายทันที น้ำในชามกลายเป็นสีขาวน้ำนมข้นยิ่งกว่านมวัวนมแพะ เรียกได้ว่าแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียว

                เขายื่นชามไปให้ป๋อเหย่จิ่งสิง ป๋อเหย่จิ่งสิงได้กลิ่นเข้าก็เบิกตากว้าง นางคิดจะรับยามา แต่จนใจที่มือทั้งสองไร้เรี่ยวแรง ก็เลยจำต้องยอมตัดใจ

                นางก้มหน้าลงดื่มน้ำในมือของเจียงชิงหลิวด้วยความกระหาย ไม่นานนัก ชามหยกม่วงนั้นก็ว่างเปล่า ป๋อเหย่จิ่งสิงเงยหน้าขึ้นพลางเลียริมฝีปาก “เอาอีกชาม เอามาอีกชาม”

                เจียงชิงหลิวอารมณ์ไม่ดี “คิดว่านี่เป็นสุราสามชามไม่ข้ามเขารึไง? ไสหัวไปนอนซะ!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงคืนชามให้เขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ เจียงชิงหลิวไม่มีเวลามามัวเถียงกับนาง หากมีเวลาแบบนี้ไม่สู้ไปอยู่เป็นเพื่อนหว่านฉานจะดีกว่า จะว่าไป เจ้าโจรเฒ่านี่ทำให้เขาเสียเวลามากเกินไปแล้วจริงๆ

                แต่เย็นวันนั้น สาวใช้ซึ่งไม่เข้าใจสถานการณ์กลับยกอาหารมาให้ป๋อเหย่จิ่งสิง นางตะกละกินลงไป ทำให้มีไข้สูงตลอดทั้งคืน ซ้ำยังอาเจียนจนหน้าซีดไปหมด เจียงชิงหลิวไม่อยากให้นางตาย อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขาเอากำลังภายในกลับมาก่อนค่อยตาย!

                เขานอนไม่หลับ ดังนั้นจึงนั่งดูนางอาเจียนอยู่ข้างๆ บ่าวรับใช้คอยทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา ในห้องจึงไม่มีกลิ่นอื่นใด นอกจากกลิ่นหอมจางๆ ของเหล้าเท่านั้น สุดท้ายกระเพาะอาหารของนางเหลือเพียงความว่างเปล่า อุณหภูมิร่างกายถึงได้ลดลง

                เจียงชิงหลิวถอนใจคำหนึ่งก่อนจะไปหยิบคู่มือมาอ่านอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งใจอ่านละเอียดขึ้น ในช่องข้อห้ามในการรับประทานอาหารเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าห้ามกินอาหารอื่นๆ เด็ดขาด อย่างมากให้ชงเกสรดอกเยียนจือดื่มเท่านั้น

                เจียงชิงหลิวพลิกไปหน้าถัดไปถึงได้รู้ประโยชน์ของเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ห่อนั้น ดอกไม้นี้เรียกว่าเยียนจือ มีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสงบ การเลี้ยงดูนางจำเป็นต้องจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกดอกไม้นี้แล้วเก็บน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ทั้งเช้าและเย็น จะช่วยเสริมสร้างกำลังกายให้นางได้ อีกทั้งกลิ่นดอกไม้ก็จะช่วยให้นางนอนหลับได้ดีขึ้น

                การออกกำลังกาย ควรทำในตอนเช้าหนึ่งครั้งตอนเย็นหนึ่งครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วยาม แต่ไม่ควรหักโหมเกินไป สามารถปล่อยให้นางเคลื่อนไหวได้โดยอิสระ

                ความรู้สึกเฉียบไว ตื่นตระหนกได้ง่าย เวลานอนและทานอาหารไม่ควรรบกวน ที่อยู่อาศัยต้องสงบเงียบและสะอาด ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อฤทธิ์ยาได้

                ในฤดูที่อากาศแห้งผิวจะขาดน้ำได้ง่าย ต้องละลายยาสีขาวไข่มุกหนึ่งเม็ดกับน้ำค้างจากกลีบดอกไม้เล็กน้อย ทาผิวส่วนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าทิ้งไว้หนึ่งเค่อ ในฤดูหนาวต้องใช้ยาที่สกัดจากน้ำมันเมล็ดดอกเยียนจือทาผิวให้ทั่วเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแตก

                ต่อให้เจียงชิงหลิวได้รับการอบรมมาดีมากแค่ไหนก็อดก่นด่าไม่ได้! นี่มันเลี้ยงบรรพบุรุษรึอย่างไร?

                แต่สองหน้าสุดท้ายกลับดึงดูดความสนใจของเขา ในช่องสรรพคุณ ซางเทียนเหลียงเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เส้นชีพจรของนางสามารถหล่อเลี้ยงกำลังภายใน เมื่อผสานกับสรรพคุณของยา เลือดและเนื้อของนางก็มีสรรพคุณช่วยขจัดพิษ บำรุงชี่ บำรุงร่างกาย

                เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึก ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงไม่เพียงแต่ฝึกกระบวนท่าเท่านั้น สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือเคล็ดวิชาของแต่ละสำนัก เคล็ดวิชานี้โดยทั่วไปจะเรียกกันว่ากำลังภายใน กำลังภายในเป็นสิ่งที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอวัยวะภายในร่าง ทั้งเส้นชีพจร กระดูก รวมไปถึงอวัยวะต่างๆ

                ในตอนเริ่มแรก กำลังภายในจะก่อให้เกิดปราณกลุ่มหนึ่งขึ้นในร่าง จากนั้น ปราณนั้นจะถูกขับเคลื่อนไปตามเส้นชีพจรต่างๆ ในร่างกายตามเคล็ดวิชา นานวันเข้าก็จะพัฒนาไปถึงขั้นที่ร่างกายสามารถขับเคลื่อนปราณกลุ่มนี้ได้เอง ส่งผลให้เส้นชีพจรและกระดูกมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้น

                เพราะปราณกลุ่มนี้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น หากมันเคลื่อนออกนอกเส้นทางก็จะก่อให้เกิดภาวะที่เรียกกันว่าลมปราณแตกซ่าน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายอย่างไม่อาจแก้ไขได้

                ในยุทธภพมีเคล็ดวิชาต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีปราณแบบไหนที่สามารถเคลื่อนไหวอยู่ในร่างได้ตามใจชอบ ยิ่งปราณมีความแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็จะยิ่งหลุดพ้นจากการควบคุมได้ง่าย และหากหลุดพ้นจากการควบคุมเมื่อไรก็จะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายมากเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงส่งจึงมักจะลมปราณแตกซ่านได้ง่าย และหลังจากลมปราณแตกซ่าน เส้นชีพจรจะถูกปราณทำลาย อย่างเบาคือสูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้น อย่างหนักก็อาจถึงขั้นสูญเสียชีวิต

                คำว่าหล่อเลี้ยงกำลังภายในที่ซางเทียนเหลียงพูดถึงก็คือการหล่อเลี้ยงปราณนั่นเอง ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อปราณไหลผ่านร่างของนาง มันจะค่อยๆ สงบลง

                หลังจากปราณสงบลง มันจะปรับตัวเข้ากับเส้นชีพจรในร่างของมนุษย์ ต่อให้ลมปราณแตกซ่านไปแล้ว ก็ยังสามารถฟื้นคืนสู่สภาพปกติ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายของมนุษย์แต่อย่างใด

                ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่า เหตุใดซางเทียนเหลียงจึงเรียกราคาถึงหนึ่งแสนตำลึงทอง ราคาเท่านี้สำหรับยอดฝีมือที่ปรารถนากำลังภายในอันแข็งแกร่งแล้ว ไม่นับว่าแพงเลย

                เจียงชิงหลิวย่อมหวังว่าตนเองจะสามารถฟื้นฟูวรยุทธ์ได้ในเร็ววัน แต่พอคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคือป๋อเหย่จิ่งสิง เขาก็ลังเลขึ้นมา เมื่อเผชิญหน้ากับโจรเฒ่าผู้นี้ จะให้เขาทำอะไร เขาก็ยังทำใจไม่ได้จริงๆ...

                วันรุ่งขึ้น เกิดคดีสะเทือนขวัญ ป้อมจิงเฟิงถูกฆ่าล้างสำนัก

                เจียงชิงหลิวยังดำรงตำแหน่งประมุขยุทธภพ เมื่อเกิดคดีเช่นนี้เขาย่อมไม่อาจนั่งอยู่เฉยๆ ป้อมจิงเฟิงเป็นสถานที่สำหรับส่งข่าวสารในยุทธภพ คนส่วนใหญ่จึงมาที่นี่เพื่อซื้อขายข่าวสารกัน

                เจียงชิงหลิวในตอนนี้สูญเสียวรยุทธ์ไปจนหมดสิ้น เขาจึงต้องขอให้เพื่อนรักทั้งสองมาช่วยเหลือ คนหนึ่งคือเหมยอิ้งเสวียะนายน้อยแห่งเมืองอมตะ เขาสนิทสนมกับเจียงชิงหลิวมาตั้งแต่เด็กและมักไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ส่วนอีกคนหนึ่งคือกงจื้อไจ้ซึ่งเกลียดชังฝ่ายอธรรมเข้ากระดูก แม้ว่าเขาจะอาวุโสกว่าเจียงชิงหลิวหนึ่งรุ่น แต่ทั้งสองก็คบหากันเหมือนเป็นสหายรุ่นเดียวกัน

                ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่ได้ผาดโผนในยุทธภพมานานปีจึงกระตือรือร้นจะตามไปด้วย แต่พอได้ยินชื่อของทั้งสอง นางก็เปลี่ยนใจไม่ไปทันที

                เจียงชิงหลิวประหลาดใจมาก นางอึกอักอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมพูดความจริง “ข้ากับครอบครัวของสองคนนี้...แค่กๆ มีความแค้นต่อกันนิดหน่อย”

                เจียงชิงหลิวเลิกคิ้ว “ความแค้นอะไรหรือ?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงไอแห้งๆ ติดต่อกันหลายครั้ง “ไม่มีอะไรหนักหนาหรอก แค่ข้าเคยต่อสู้กับเหมยคุนแห่งเมืองอมตะเท่านั้น”

                เจียงชิงหลิวเลิกคิ้วสูง “เท่านั้น? โจรเฒ่า! เจ้าเป็นคนทำลายวรยุทธ์ของผู้อาวุโสเหมยคุนใช่ไหม?!”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงโบกมือพลางกล่าวถ่อมตัว “ไม่ทันระวัง ไม่ทันระวังเท่านั้น”

                เจียงชิงหลิวพลิกโต๊ะ “กงจื้อไจ้ล่ะ?”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงถอนใจโล่งอก “กงจื้อไจ้ยิ่งไม่มีอะไรมาก ตอนนั้นอาจารย์ของเขาเคยนำพาผู้คนมาตามล่าข้า!”

                เจียงชิงหลิวแค่นเสียงคำหนึ่ง เมื่อสามสิบปีก่อน มีใครในยุทธภพไม่เคยไล่ล่าโจรเฒ่าผู้นี้บ้าง เขาเองก็ไม่บังคับ “ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ หว่านฉานจะเป็นคนดูแลความเป็นอยู่ของเจ้า ป๋อเหย่จิ่งสิง หากเจ้าหนีไปอีก ข้าจะทำให้เจ้าไปไหนไม่ได้อีกเลย”

                ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่สนใจนัก “ไปเถอะๆ เจ้าหนู ความสามารถอื่นไม่มี แต่เรื่องพูดเกินจริงนี่คล่องแคล่วเชียวนะ”

                เจียงชิงหลิว “...”

                หลายวันต่อมา เมื่อเจียงชิงหลิวได้พบกับกงจื้อไจ้และเหมยอิ้งเสวียะที่ป้อมจิงเฟิง เขาจงใจพูดถึงป๋อเหย่จิ่งสิง แล้วแสร้งกระอักเลือดออกมา เหมยอิ้งเสวียะเคียดแค้นคนผู้นี้เข้ากระดูก กงจื้อไจ้เองก็แค้นจนอยากจะกินเนื้อแล้วถลกหนังของเขามาปูนอน!

                 อาจารย์ของกงจื้อไจ้เป็นจอมยุทธ์หญิงผู้หนึ่ง ว่ากันว่าตอนที่นางไล่ล่าจอมมารร้ายผู้นี้ที่เขาจิ่งซาน นางไม่ทันระวังถูกจอมมารร้ายจับตัวไปข่มเหง เรื่องนี้ทำให้นางอับอายมาก

                นับแต่นั้นมา นางก็ตามล่าสังหารป๋อเหย่จิ่งสิงไปทั่วยุทธภพ!

                เจียงชิงหลิว “...”