กว่าเจียงชิงหลิวจะฟื้นขึ้นมาก็ผ่านไปสามวัน
ตามหลัก ฝ่ามือผลาญใจสมควรเอาชีวิตของเขาได้ แต่ยอดฝีมือลงมือทุกครั้งมักไม่แตกต่าง ป๋อเหย่จิ่งสิงลืมไปว่ากำลังภายในของตัวเองในยามนี้ไม่อาจเทียบกับกาลก่อน นางจึงใช้พลังเพียงแค่สามส่วน ซ้ำซางซินเจ้าหุบเขาเทียนเซียงก็บังเอิญอยู่ที่หมู่บ้านเฉินปี้พอดี
เพราะช่วยได้ทันเวลา เจียงชิงหลิวจึงไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ซางซินพอใจไม่น้อย “การที่ท่านประมุขเลือกทำลายวรยุทธ์ของตัวเองเป็นวิธีที่ถูกต้อง ถึงการกระทำเช่นนี้จะทำให้สูญเสียกำลังภายในไปจนหมด แต่อย่างน้อยก็สามารถรักษาเส้นชีพจรรวมทั้งกระดูกทั้งหมดเอาไว้ได้ รอให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่ ท่านประมุขค่อยเริ่มฝึกเคล็ดวิชาใหม่ก็ยังไม่สาย”
เจียงชิงหลิวกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่พอดี “เส้นชีพจรของข้าต้องใช้เวลารักษานานแค่ไหน?”
ซางซินช่วยกดจุดเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น “อย่างน้อย สองสามเดือน อย่างมากครึ่งปี”
เจียงชิงหลิวรีบให้ชุยเสวียะไปแจ้งให้เพื่อนสนิทของเขาทราบ เรื่องอาการบาดเจ็บของเจียงชิงหลิว ตระกูลเจียงบอกใครๆ เพียงแค่ว่าเขาเก็บตัวฝึกวิชาเท่านั้น เจียงชิงหลิวเข้าสู่ยุทธภพเมื่ออายุสิบห้าปี ผาดโผนไปทั่วอยู่สิบสองปี ซ้ำยังมีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลหนุนหลัง แม้ปีนี้เขาจะมีอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปี แต่ก็นับได้ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในยุทธภพไม่น้อย
บัดนี้ เมื่อข่าวที่เขาได้รับบาดเจ็บแพร่กระจายออกไปก็มีคนไม่น้อยเร่งรุดมาที่หมู่บ้านเฉินปี้ เจียงอิ่นเทียนย่อมไม่กล้าให้คนเหล่านี้เห็นว่าเขาปฏิบัติต่อเจียงชิงหลิวอย่างไร้น้ำใจ เพราะพวกเขาล้วนเป็นลูกผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคมหอกคมดาบ หากโกรธแค้นขึ้นมาย่อมกล้าที่จะเสี่ยงชีวิตโดยไม่คิดเสียดาย
เขาเปลี่ยนตัวบ่าวรับใช้ในเรือนเล็กของเจียงชิงหลิวเสียใหม่ ทั้งยังให้คนคอยดูแลตลอดสิบสองชั่วยาม
เห็นเจียงชิงหลิวบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ดาบเจี่ยหงฟางรั่วและทวนทองคำเซี่ยชิงอีล้วนตาแดงก่ำ เจียงชิงหลิวส่ายหน้าห้ามไม่ให้พูดถึงเรื่องอื่นอีกก่อนจะเอ่ยว่า “รีบติดต่อคนอื่นๆ ช่วยข้าสืบข่าวคนคนหนึ่ง!” เขากำลังจะบรรยายลักษณะของคนที่ต้องการตามหา จู่ๆ ด้านนอกก็มีคนมารายงานว่า “ประมุขเจียง ข้าเป็นคนของหมู่บ้านซงเฟิง ท่านเจ้าบ้านของเราถูกลอบสังหารเมื่อสองวันก่อนขอรับ!”
เจียงชิงหลิวตกใจไม่น้อย เจ้าบ้านหมู่บ้านซงเฟิงคือดาบเทพซูชีซี ใครกันที่สามารถสังหารเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?
ผู้มาโขกศีรษะอีก “เราพบเส้นไหมกลุ่มหนึ่ง มีคนจำได้ว่ามันคืออาวุธของโจรเฒ่าป๋อเหย่จิ่งสิง ท่านเจ้าบ้านน้อยจึงให้ข้าเร่งรุดมา ขอท่านประมุขมอบความเป็นธรรมให้หมู่บ้านซงเฟิงของเราด้วย!”
เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึก ป๋อ เหย่ จิ่ง สิง!
เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ฝ่ายตรงข้ามก็พูดต่อ “สหายสนิทของท่านประมุขก็อยู่ที่หมู่บ้านของเราเช่นกัน เขาได้รับพิษรุนแรง แต่ท่านเจ้าบ้านน้อยเชิญหมอเทวดาซางเทียนเหลียงไปดูอาการแล้วขอรับ”
เจียงชิงหลิวเงยหน้าขึ้น “สหายสนิทของข้า?”
ผู้มาไม่ประหลาดใจสักนิด “ขอรับ สหายสนิทของท่านบอกว่าได้รับการไหว้วานจากท่านให้ไปส่งข่าวที่หมู่บ้านซงเฟิง แต่คาดไม่ถึงว่าศัตรูจะไปถึงก่อนก้าวหนึ่ง จึงช่วยท่านเจ้าบ้านเอาไว้ไม่ได้ ซ้ำเขายังพลอยถูกลอบทำร้ายจนได้รับพิษร้ายแรงไปด้วย ท่านเจ้าบ้านน้อยรู้สึกผิดมาก จึงให้ข้าน้อยมาขอบคุณประมุขเจียงขอรับ”
เจียงชิงหลิวสูดหายใจลึกพลางเอื้อมมือไปรับเส้นไหมสีแดงเลือดกลุ่มนั้นมา “เพื่อน รัก ของ ข้าคนนี้อายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างผอมบาง พูดจาโอหังไร้มารยาทใช่หรือไม่?”
ผู้มาโขกศีรษะอีกครั้ง “สหายของท่านประมุขเจียงย่อมเป็นวีรบุรุษเช่นกัน เจ้าบ้านน้อยของเราชื่นชมเขามากขอรับ”
เจียงชิงหลิวขยุ้มไหมกลุ่มนั้นสุดแรงราวกับมันเป็นศีรษะสุนัขของใครบางคน “ฟางรั่ว ชิงอี พวกเจ้าสองคนรีบไปหมู่บ้านซงเฟิง รับเพื่อน รัก ของข้ากลับมาที่หมู่บ้านเฉินปี้ เรื่องนี้เร่งด่วนมาก ระหว่างทางไม่ต้องถอนพิษให้นาง กลับมาแล้วค่อยว่ากัน”
ฟางรั่วและเซี่ยชิงอีย่อมไม่คัดค้าน ผู้มาไม่เข้าใจนัก “สหายสนิทของท่านได้รับพิษร้ายแรง เกรงว่าคงไม่อาจทนรับความลำบากในการเดินทางได้...”
เจียงชิงหลิวแค่นหัวเราะเสียงเย็นก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แต่ข้า คิด ถึง นาง มาก”
หมู่บ้านซงเฟิง
แม้ทุกคนในหมู่บ้านจะตกอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้า แต่ความเป็นอยู่ของป๋อเหย่จิ่งสิงก็นับได้ว่าไม่เลว เห็นแก่ที่นางเป็นเพื่อนของเจียงชิงหลิว ทั้งยังตั้งใจมาช่วย ซูเจี่ยอี้ศิษย์ของเนี่ยฝูเซิงจึงดูแลนางเป็นอย่างดี
แต่เช้าวันนี้ หมู่บ้านซงเฟิงกลับให้คนปลุกนางขึ้นมาจากเตียงแล้วส่งขึ้นรถม้าแต่เช้าตรู่ ผมบนศีรษะของป๋อเหย่จิ่งสิงชี้โด่เด่ “เจ้าเด็กแซ่เนี่ย คิดจะทำอะไรฮึ?”
ดวงตาของซูเจี่ยอี้แฝงด้วยความโศกเศร้า “ประมุขเจียงสั่งให้พวกข้าส่งจอมยุทธ์น้อยกลับหมู่บ้านเฉินปี้ พิษของเงาอสรพิษในจอกเดิมเป็นของหมู่บ้านเฉินปี้อยู่แล้ว ประมุขเจียงย่อมมีวิธีแก้ บุญคุณของจอมยุทธ์น้อยวันนี้ วันหน้าหมู่บ้านซงเฟิงต้องตอบแทนแน่นอน”
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังแยกไม่ออกว่า ‘สหายสนิทของท่านประมุข’ ผู้นี้เป็นชายหรือหญิงกันแน่
ป๋อเหย่จิ่งสิง “ประมุขเจียง? เจียงชิงหลิวยังมีชีวิตอยู่?”
ซูเจี่ยอี้ “หืม?”
“ไม่ๆๆ” ป๋อเหย่จิ่งสิงเปลี่ยนประเด็นไปพูดเรื่องอื่น “ตอนนี้ข้าถูกพิษร้ายแรง อวัยวะทั้งห้าเหมือนถูกไฟแผดเผา ซ้ำยังเคลื่อนไหวไม่ได้ ข้าไม่ไป...”
ซูเจี่ยอี้หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ประมุขเจียงสุขภาพไม่แข็งแรง รออีกไม่กี่วันให้จัดการเรื่องงานศพของอาจารย์เสร็จแล้ว ผู้น้อยก็ต้องไปเยี่ยมเยียนที่หมู่บ้านเฉินปี้เช่นกัน ถึงตอนนั้น หวังว่าจอมยุทธ์น้อยจะช่วยชี้ตัวฆาตกรที่แท้จริง แก้แค้นให้อาจารย์ของผู้น้อยด้วย”
“ไม่เอา ท่านจอมยุทธ์...” ป๋อเหย่จิ่งสิงไม่สนใจหน้าตาอีกแล้ว นางจับแขนเสื้อของซูเจี่ยอี้แน่นไม่ยอมปล่อย “ข้าจะอยู่ที่นี่ รออีกสามวันห้าวัน...”
อีกสามวันห้าวัน พิษในร่างข้าถูกสะกดเรียบร้อย ข้าก็จะมอบฝ่ามือผลาญใจให้เจ้าสักฝ่ามือ!
“จอมยุทธ์น้อยไม่ต้องกังวล ในเมื่อท่านประมุขรับจอมยุทธ์น้อยกลับไป ย่อมต้องคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว อย่าว่าแต่ข้ายังมีงานศพของท่านอาจารย์ต้องจัดการ เกรงว่าจะดูแลได้ไม่ดีพอ” ซูเจี่ยอี้สลัดไม่หลุด เขาจึงตัดสินใจใช้ดาบตัดแขนเสื้อ บังคับให้นางจากไป สหายสนิทของประมุขเจียงผู้นี้ แม้จะพูดจาไม่มีมารยาท แต่ว่า...ติดคนหนึบเหลือเกิน...
เขาสาวเท้ายาวๆ กลับหมู่บ้านพลางเริ่มครุ่นคิดถึงหลักฐานที่ฆาตกรทิ้งเอาไว้
สองวันต่อมา หมู่บ้านเฉินปี้
ป๋อเหย่จิ่งสิงนอนพังพาบอยู่บนเตียงพลางแอบมองเจียงชิงหลิวเป็นระยะ แต่พอเจียงชิงหลิวมองมา นางก็รีบเบนตาหลบไปแสร้งมองที่อื่น เจียงชิงหลิวดื่มยาช้าๆ เขาได้รับบาดเจ็บภายในสาหัส จึงจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นค่อนข้างนาน แต่เพราะฝึกยุทธ์มานานปี ร่างกายมีพื้นฐานดี จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ป๋อเหย่จิ่งสิงวางคางลงบนมือทั้งสอง นางต้องใช้เวลาประมาณ สามถึงห้าวันเพื่อสลายพิษของเงาอสรพิษในจอก “ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเนี่ยฝูเซิง”
เจียงชิงหลิวไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ หญิงสาวหัวเราะคิกคัก
“ตอนที่ข้าผาดโผนอยู่ในยุทธภพ พ่อของเจ้ายังเป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอยู่เลย ข้าจะหลอกเด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าได้อย่างไร?”
เจียงชิงหลิวอดทนดื่มยาลงไปครึ่งชามโดยไม่พูดอะไร
ป๋อเหย่จิ่งสิงหัวเราะแห้งๆ “ในเมื่อเจ้าเป็นประมุขยุทธภพก็ต้องใจกว้างบ้างไม่ใช่หรือ? ก็แค่ซัดเจ้าฝ่ามือเดียวเท่านั้น เจ้าก็ซัดข้าคืนสักฝ่ามือ ไม่ๆ สิบฝ่ามือ! ข้าจะไม่พูดอะไรเด็ดขาด ตกลงไหม?”
เจียงชิงหลิวจิบชาเงียบๆ
ป๋อเหย่จิ่งสิงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม “แล้วจะว่าไป ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเจียงเส้าซางจริงๆ นะ เจ้าไม่อยากหาตัวศัตรูที่แท้จริงหรอกหรือ?”
เจียงชิงหลิวลุกขึ้นด้วยท่วงท่างามสง่าก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง หญิงสาวพยายามขดตัวหลบ “เจ้า เจ้า เจ้าคิดจะทำอะไร?”
เจียงชิงหลิวใช้มือข้างหนึ่งชักกระบี่ ส่วนมืออีกข้างกดนางไว้ในผ้าห่ม “โจรเฒ่าป๋อเหย่ หาเหตุผลมาบอกข้าสักข้อซิว่าทำไมข้าถึงไม่ควรฆ่าเจ้า!”
ชายหนุ่มฟันลงไป แต่กระบี่นั้นไม่มีคมจึงไม่ต่างอะไรกับแผ่นไม้ไผ่ที่ฟาดลงบนร่างของป๋อเหย่จิ่งสิง ป๋อเหย่จิ่งสิงร้องโวยวายเสียงดัง
“กำลังภายในของเจ้ายังอยู่ในร่างข้า ถ้าฆ่าข้า เจ้าต้องกลายเป็นคนพิการไปจริงๆ แน่!”
เจียงชิงหลิวคว้าถุงใส่ยาพิษและยาถอนพิษชนิดต่างๆ ที่เอวของนางกลับไป ป๋อเหย่จิ่งสิงเสียดายยาอมตะจึงพยายามเอื้อมมือมาแย่ง เจียงชิงหลิวก็ใช้กระบี่ในมือฟาดลงมาอีก นางจึงจำต้องหดมือกลับไป
เย็นวันนั้น หลังจากเจียงชิงหลิวพบแขกแล้ว เขาก็เชิญซางซินมาตรวจดูชีพจรของป๋อเหย่จิ่งสิงอีกครั้ง ซางซินขมวดคิ้วแน่น รอจนก้าวออกจากห้องถึงได้กล่าวกับเขาว่า “เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดของสหายสนิทของท่านประมุขผู้นี้ไม่ใช่ยาพิษในร่าง แต่เป็นยาอมตะ ดูจากสภาพร่างกายของนางในตอนนี้ หากกินยาอมตะต่อไปอีก เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่ถึงหนึ่งปี”
เจียงชิงหลิวถอนใจโล่งอก หุบเขาเทียนเซียงเป็นหุบเขาหมอเทวดาที่มีชื่อเสียง ซางเทียนเหลียงเจ้าหุบเขาคนก่อนเห็นแก่ผลประโยชน์ แต่ซางซินกลับให้ความสำคัญกับจรรยาบรรณมากที่สุด เจียงชิงหลิวพยักหน้า เขาย่อมไม่อยากพูดถึงการแลกเปลี่ยนลับๆ นั้นต่อหน้าหมอผู้มีเมตตาเช่นนาง
วันรุ่งขึ้น เขาสั่งให้คนติดต่อซางเทียนเหลียง ความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกซางเทียนเหลียงกับซางซินไม่ค่อยดีนัก เจียงชิงหลิวเองก็ไม่ใช่คนโง่ ดังนั้นเขาจึงส่งซางซินจากไปก่อนหน้าที่ซางเทียนเหลียงจะมาถึงหนึ่งวัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สองพ่อลูกเผชิญหน้ากัน