ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

สิงห์สถิต 温柔的野兽

ผู้แต่ง 风荷游月
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (น 18+) เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป
คุณคิดว่าอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้า มนุษย์จะเป็นอย่างไร? เผชิญมหันตภัย อดอยาก หรือวิวัฒนาการจนฉลาดล้ำเหนือธรรมชาติ แล้วถ้าสิ่งที่คุณคิดมันผิดหมด ถ้าโลกใบนี้ไม่มีมนุษย์อีกต่อไปแล้ว? จี้เสี่ยวโอวคือเด็กสาวที่โดนรอยต่อแห่งกาลเวลาเล่นตลก สะบัดเธอข้ามไปอยู่ในโลกอนาคต โลกที่ไม่เหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์แม้แต่คนเดียว เธอต้องพยายามเอาตัวรอดจากสัตว์กลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่า เอาตัวรอดจากสภาพอากาศที่โหดร้ายแบบสุดขั้ว ณ ที่แห่งนี้เธอช่วยเหลือเหมียวน้อยน่ารักที่กำลังเจ็บหนักอยู่ตัวหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าเนื้อแท้ของมันคือจ่าฝูงเผ่าเสือที่ดุร้ายที่สุดในห่วงโซ่อาหาร!

บทนำ

Author: 风荷游月
Chinese edition copyright  北京晋江原创网络科技有限公司
Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.
ALL RIGHTS RESERVED
----------------------------------------

คุณคิดว่าอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้า มนุษย์จะเป็นอย่างไร?
เผชิญมหันตภัย อดอยาก หรือวิวัฒนาการจนฉลาดล้ำเหนือธรรมชาติ
แล้วถ้าสิ่งที่คุณคิดมันผิดหมด ถ้าโลกใบนี้ไม่มีมนุษย์อีกต่อไปแล้ว?

จี้เสี่ยวโอวคือเด็กสาวที่โดนรอยต่อแห่งกาลเวลาเล่นตลก 
สะบัดเธอข้ามไปอยู่ในโลกอนาคต
โลกที่ไม่เหลือเผ่าพันธุ์มนุษย์แม้แต่คนเดียว 
เธอต้องพยายามเอาตัวรอดจากสัตว์กลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่า 
เอาตัวรอดจากสภาพอากาศที่โหดร้ายแบบสุดขั้ว
ณ ที่แห่งนี้เธอช่วยเหลือเหมียวน้อยน่ารักที่กำลังเจ็บหนักอยู่ตัวหนึ่ง
โดยไม่รู้เลยว่าเนื้อแท้ของมันคือจ่าฝูงเผ่าเสือที่ดุร้ายที่สุดในห่วงโซ่อาหาร!

สารบัญ

ป่าลึกลับกับสัตว์ตาสีน้ำเงิน

          จี้เสี่ยวโอวชูมือถือขึ้น

          ทดลองหาสัญญาณเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่ขีดสัญญาณมือถือกลับไม่ขยับ แถมยังขึ้นข้อความชวนปวดใจอีกด้วยว่า ‘นอกเครือข่ายให้บริการ’

          เธอไม่ยอมแพ้ ทดลองโทรออกครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็โทรออกไม่ได้

          เสี่ยวโอวขบริมฝีปากแน่นเพื่อข่มใจตนให้สงบลง เธอยัดมือถือกลับลงไปในกระเป๋า ประเมินดูสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกครั้ง

          เบื้องหน้าของเธอคือต้นไม้ขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายไม้โบราณสูงเสียดฟ้า รอบด้านเป็นแมกไม้เขียวขจี กิ่งและใบของไม้ป่าเหล่านี้ทั้งหนาและกว้างบดบังแสงอาทิตย์เหนือหัวของเธอเสียมิด บริเวณโดยรอบเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง

          ต้นไม้ที่นี่ดูประหลาดจัง รากแต่ละแขนงผุดขึ้นมาจากพื้นในลักษณะสอดกิ่งพันก้านกันไปมา ทำให้เกิดรูปทรงที่ยุ่งเหยิงแต่เป็นเอกลักษณ์ มองไม่เหมือนต้นสน ‘ไซเปรส’ ที่เสี่ยวโอวคุ้นเคยแต่ไม่ใช่ต้น ‘หวู่ถงชื่อไฮว๋’ ที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง เสี่ยวโอวนึกทบทวนประสบการณ์ชีวิตตลอดสิบหกปีของตน เธอแน่ใจว่าไม่เคยเห็นต้นไม้แบบนี้มาก่อน

          ต้นไม้ใบหญ้าที่นี่แปลกตาเหลือเกิน

          กลุ่มเพื่อนในชั้นเรียนของเธอมาทัศนาจรกันเป็นเวลาเวลาสามวันสองคืน และเพื่อความตื่นเต้น...เพื่อนๆ จึงเลือกมาทัศนาจรในป่าดึกดำบรรพ์ที่ห่างไกลตัวเมืองและยังเงียบสงบ

          พอรถบัสของโรงเรียนขับถึงยอดเขา ไม่รู้โชเฟอร์ไปเห็นอะไรเข้า เขาส่งเสียงร้องขึ้นทีหนึ่ง จากนั้นล้อรถก็ไถลลื่นตกไหล่ทางด้านข้างซึ่งเป็นหน้าผา รถบัสพุ่งตรงลงตามทางลาดอย่างไร้จุดหมาย

          โชคดีที่โชเฟอร์ตั้งสติได้ทันรีบเหยียบเบรกไว้ รถโรงเรียนจึงแขวนห้อยอยู่ปลายหน้าผา ช่วยให้คนทั้งรถรอดชีวิต

          แต่เสี่ยวโอวกลับไม่โชคดีขนาดนั้น เธอนั่งริมหน้าต่าง เพื่อนข้างๆ เมารถก็เลยเปิดหน้าต่างเสียกว้าง

          ช่วงที่โชเฟอร์เลี้ยวผ่านทางโค้งด้วยความเร็วสูง เธอยังไม่ทันได้จับพนักเก้าอี้ไว้ให้มั่น เพื่อนข้างๆ ก็เอนมากระแทกเธออีกแรง เธอจึงหลุดออกนอกหน้าต่างด้วยประการฉะนี้!

          ตอนนั้นเสี่ยวโอวจำได้ดี เธอเบิกตาโตอย่างตะลึงลาน ยื่นมือไขว่คว้าไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ดวงตาของเธอมองเห็นเพื่อนๆ ไกลห่างออกไปเรื่อยๆ

          ยังไม่ทันได้นึกหวาดกลัวหรือคิดเอาตัวรอด เหมือนมีพลังบางอย่างจากด้านล่างมาดึงดูดและกระชากเธอลงสู่ห้วงลึก

          พอฟื้นคืนสติมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ประหลาดแห่งนี้แล้ว

          เสี่ยวโอวรู้สึกแปลกใจที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เธอลูบคลำไปทั่วกายเจอแค่แผลเล็กๆ ตรงหน้าผากที่คงจะถูกกระแทกตอนร่วงลงจากหน้าผา แต่ส่วนอื่นๆ ยังอยู่ในสภาพดี       

          ร่วงลงมาจากที่สูงขนาดนั้น เธอกลับเป็นแผลแค่นี้เองเหรอ?

          นอกจากนี้ เสี่ยวโอวยังพบเรื่องประหลาดอีกเรื่อง กระเป๋าเป้ของเธอกลับมีสิ่งของอื่นอีกมากมาย เพิ่มเติมจากของที่เธอนำติดตัวมาด้วยในครั้งนี้

          ก่อนหน้านั้น...เพื่อความคล่องตัว เสี่ยวโอวเตรียมมาแค่บิสกิตสองถุง ช็อกโกแลตแบบแท่งสามกล่อง น้ำแร่ไม่กี่ขวดและชุดลำลองสามชุด เพราะกลัวว่าประจำเดือนจะมาก่อนกำหนดเธอจึงได้เอาผ้าอนามัยมาอีกสองห่อ

          แต่ว่าตอนนี้พอเธอซุกมือลงไปในกระเป๋ากลับเจอไฟฉาย ไฟแช็ก มีดพับสวิสและกล่องยา...

          ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มีกระทั่งถุงนอนกับเต็นท์ด้วย

          ของพวกนี้ไม่กินพื้นที่ ราวกับว่ากระเป๋าของเธอเปลี่ยนตัวเองเป็นกระเป๋าโดราเอมอนไปซะแล้ว เสี่ยวโอวมองเห็นของชิ้นไหนในกระเป๋าก็สามารถหยิบออกมาใช้ได้

          ยิ่งไปกว่านั้น...เธอเพียงทดลองหลับตาและตั้งใจจดจ่อนึกถึงข้าวของภายในกระเป๋า ของทุกอย่างก็สามารถปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนในห้วงสำนึก โดยไม่ต้องมองเข้าไปในกระเป๋าเสียด้วยซ้ำ สำหรับเธอแล้ว ข้างในนี้เสมือนมิติอันว่างเปล่า ทั้งใหญ่และสงบ

          เอ...จะว่าไปแล้วของพวกนี้ก็ดูคุ้นตาอยู่หน่อยๆ นะ เธอตั้งใจใช้จิตของตนเพ่งมองอย่างละเอียด จึงพบว่าบรรดาข้าวของที่อยู่ในมิตินั้นก็คือของที่เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอเตรียมมาใช้ในการทัศนาจรนั่นเอง

          ของพวกนี้อยู่ในช่องเก็บสัมภาระของรถบัสชัดๆ ทำไมถึงมาอยู่กับเธอได้ล่ะ?

          เรื่องทั้งหมดนี่มันอะไรกันแน่?

          เสี่ยวโอวนั่งตะลึงอยู่กับที่ มองดูสิ่งของตรงหน้าที่เธอหยิบออกมาจากกระเป๋า แต่พยายามคิดเท่าไรก็ไร้คำตอบ เธอร่วงลงมาจากหน้าผาสูงขนาดนั้น ยังมานั่งสบายดีได้นี่ก็นับว่าเหลือเชื่อมากแล้ว สิ่งเร่งด่วนในตอนนี้คือหาวิธีกลับไป ไม่ใช่มานั่งเสียเวลามองข้าวของเหล่านี้

          เสี่ยวโอวจัดการสงบสติอารมณ์ตนเอง หยิบยาใส่แผลกับปลาสเตอร์ยาออกมาจากกล่องปฐมพยาบาล จัดการทำแผลที่หน้าผากแล้วเก็บกล่องยากับข้าวของที่เหลือกลับลงในกระเป๋า เหลือเพียงมีดพับสวิสที่เก็บไว้กับตัว จากนั้นก็ขึ้นเขาเพื่อหาทางกลับ

 

            เดินมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ทิวทัศน์เบื้องหน้าเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปเลย

          ยังคงเป็นต้นไม้หน้าตาประหลาดรูปทรงอวบใหญ่ พุ่มหญ้าเขียวขจีหนาทึบ แล้วก็สภาพแวดล้อมที่เงียบเชียบเกินกว่าปกติ

          เสี่ยวโอวเคยท่องเที่ยวกับครอบครัวอยู่หลายครั้ง และเคยไปเที่ยวในป่าลึกมาแล้ว ไม่ว่าที่นั่นจะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติบริสุทธิ์เพียงใด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีร่องรอยจากฝีมือมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มีที่ไหนเงียบกริบ ดั้งเดิม แมกไม้ขึ้นทึบและหนาตาเหมือนสภาพแวดล้อมรอบตัวเธอในตอนนี้อีกแล้ว

          ทั้งที่ยังไม่เห็นอันตรายใดๆ แต่กลับเหมือนมีภัยซุ่มอยู่รอบทิศ

          เดินมาได้อีกครึ่งชั่วโมง มองดูก้านไม้อวบใหญ่เบื้องหน้า เสี่ยวโอวรู้สึกคุ้นตาอยู่นิดๆ

          เธอขมวดคิ้ว...มองประเมินต้นไม้ตรงหน้า ผ่านไปครู่หนึ่งก็หยิบมีดพับสวิสออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมเบสบอลมาง้างออกแล้วค่อยๆ สลักตัวเลขลงบนต้นไม้

         

            ‘1002’ คือวันที่ในวันนี้

          สลักเสร็จแล้วก็เก็บมีด เสี่ยวโอวมองดูต้นไม้ใหญ่ต้นนี้อีกรอบด้วยสายตาพึงพอใจ พยายามจดจำสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกครั้งแล้วเดินทางต่อ การเดินทางหนนี้ลำบากกว่าเดิม เธอร่วงลงมาจากหน้าผาในตอนเช้า จากนั้นก็หมดสติไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง พอตื่นขึ้นก็เดินต่ออีกหนึ่งชั่วโมงด้วยความมุ่งมั่น พอก้มหน้าลงมองนาฬิกาที่ข้อมือ...ก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว

          ในป่าแบบนี้ช่วงเวลากลางคืนจะมาถึงเร็วกว่าปกติ พอใกล้ค่ำอากาศจะเริ่มเย็นลงและฟ้าจะค่อยๆ มืดก่อนหกโมงเย็น เสี่ยวโอวยอมรับความจริงแล้วว่าวันนี้คงไม่สามารถปีนเขาขึ้นไปด้านบนได้ ดังนั้นเธอจำเป็นต้องหาที่เหมาะสำหรับค้างคืนก่อนฟ้ามืด

          วันนี้เธอรีบออกเดินทางจึงไม่ได้กินข้าวเช้า กลางวันหมดสติอยู่ก็ไม่ได้กินอะไร เสี่ยวโอวเดินมาอีกครึ่งชั่วโมงก็รู้สึกหิว เมื่อครู่เธอลองหลับตา ใช้สมาธิกวาดตามองหยาบๆ ดู ‘ห้วงมิติ’ ในกระเป๋า พบวัตถุดิบจำพวกเนื้อวัวแช่แข็งและอาหารทะเล ดูท่าเพื่อนๆ ในชั้นเรียนคงเตรียมมาปิ้งย่างในป่าแน่

          แต่ว่าเธอไม่มีเวลามาจัดการวัตถุดิบพวกนี้น่ะสิ จึงล้วงหยิบช็อกโกแลตสองชิ้นและนมกล่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วรีบกินอย่างรวดเร็วเพื่อให้ท้องอิ่ม หลังจากดื่มนมอึกสุดท้าย เธอก็เห็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องหยุดฝีเท้าลง

          หมายเลข ‘1002’ ที่แสนจะคุ้นเคยสลักอยู่บนต้นไม้เบื้องหน้า!

          ใจเธอหายวาบ สำลักนมพร้อมกับไออย่างรุนแรง

          ต้นไม้สูงเสียดฟ้า ก้านไม้ใหญ่ใบอวบบดบังแสงตะวัน ที่นี่เหมือนเธอจะเดินผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้นี่นา

          มันยังไงกันล่ะเนี่ย?

          ทั้งที่เธออุตส่าห์เดินไปทิศตรงกันข้ามแล้วแท้ๆ ทำไมสุดท้ายถึงยังวนกลับมาที่เดิมอยู่อีก?

          เสี่ยวโอวเริ่มลนลาน ความหวาดกลัวไม่สบายใจที่คอยข่มทับมาตลอดต่างผุดขึ้นมาในสมอง

          เธอร่วงลงมาจากหน้าผา มาโผล่ในที่แปลกตาอย่างประหลาดเดิมทีก็กลัวอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมาติดอยู่ในป่าวงกตอีก บริเวณโดยรอบมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตเลยสักตัว เหมือนจะมีเธอเพียงคนเดียวกลางป่าทึบอันกว้างใหญ่ไพศาล

          เธอไหล่สั่นเล็กน้อย เอานิ้วมือเช็ดความเปียกชื้นที่หางตา รู้สึกหมดเรี่ยวแรง เลยไม่ได้สนใจความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นตรงปลายเท้า

          เสี่ยวโอวร้องไห้น้ำตารินอย่างอดกลั้นไม่ไหว แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างขยับอยู่แถวเท้า

          วันนี้เธอสวมรองเท้าพื้นบางสีกรมท่าที่เผยส้นเท้า เสี่ยวโอวมีผิวขาวผ่องเหมือนน้ำนมในกล่องที่เธอเพิ่งดื่มหมด เมื่อลิ้นอ่อนนุ่มเปียกลื่นเลียผ่านส้นเท้าเธอด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนม เธอก็ยืนตัวแข็ง...หลุบสายตาลงมองที่เท้าอย่างตกตะลึง

          แมว?

          แมวป่าตัวน้อยมีลวดลายบนตัวนอนหมอบนิ่งอยู่ที่ปลายเท้า มันมีใบหูกลม ตาสีน้ำเงินเข้ม กรงเล็บแหลมคม แผ่นเนื้อที่อุ้งเท้ายิ่งย้ำชัดว่าเป็นสัตว์ตระกูลแมว แต่พอมองอีกทีก็ไม่เหมือนแมวสักเท่าไร ดูเหมือนเสือดาวมากกว่า พอคิดว่าน่าจะเป็น ‘เสือ’ เสี่ยวโอวก็ถอยหลังครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ มองดูเสือดาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง

          เดี๋ยว...

          จะยกให้มันเป็นเสือดาว แต่เธอก็ไม่เคยเห็นเสือดาวที่มีลักษณะทางกายภาพแบบนี้มาก่อน ใต้ดวงตาไปจนถึงแก้มของมันมีขนสีดำเป็นหย่อม ไม่ได้มีลวดลายเต็มตัวเหมือนพวกเสือดาวนักล่า มันมีขนสีอ่อน ดวงตาไม่ได้เป็นสีฟ้าเหมือนเสือดาวทั่วไป กลับเป็นสีน้ำเงินเข้มที่เห็นได้น้อยนัก

          มันเดินตามมาเลียส้นเท้าของเธอ พอเห็นว่าไร้รสชาติก็หันหน้าไปอีกทาง ค่อยๆ เลียนมบนใบไม้ที่เธอทำหกไว้เมื่อครู่         

          เจ้าเสือตัวน้อยเลียนมหมดแล้วจึงเงยหน้ามองเสี่ยวโอว ดวงตามันเป็นสีน้ำเงินเข้มเหมือนสีของทะเลที่ลึกที่สุด ตอนที่มองเธอก็ให้ความรู้สึกจดจ่อล้ำลึกราวกับจะดึงดูดให้เธอตกลงไปในน้ำทะเลอย่างไรอย่างนั้น

          คงจะยังกินไม่อิ่ม มันเยื้องย่างเข้าหาเธออีกก้าวหนึ่ง

          เสี่ยวโอวรีบถอยหลัง มองมันอย่างหวาดระแวง

เสือดาวน้อย

          แม้มันจะตัวเล็กแต่เสือก็คือเสือ ไม่เคยเป็นสัตว์ใจดีมาแต่ไหนแต่ไร แถมยังอยู่ในสถานที่แปลกถิ่นโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ เธอขอระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า

          เสือดาวน้อยก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว

          เสี่ยวโอวก็ถอยหลังสองก้าว

          ครั้งนี้เสือดาวน้อยไม่ได้ก้าวเข้ามาต่อ แต่หยุดชะงักแล้วจ้องมองเธอ ถ้าจะบอกให้ถูกก็คือมันกำลังประเมินท่าทีของเธออยู่

          ไม่นานนักเสือดาวน้อยก็ยกเท้าหน้าขึ้นเขี่ยหูตัวเองทีหนึ่ง แล้วก็แลบลิ้นออกมาเลียกรงเล็บก่อนจะเงยหน้าจ้องมองเสี่ยวโอวต่อ

          เธอจึงเพิ่งสังเกตว่าขนที่ขาหลังของมันถูกย้อมไปด้วยเลือด ต้นขามีรอยแผลที่เห็นได้อย่างชัดเจน ท่าจะลึกน่าดู หนังปริเนื้อแตก แต่มันกลับยังยืนนิ่งอยู่ได้

          เสี่ยวโอวเผลอลดความระวังตัวลง คิดว่ามันคงจะหลงทางกับพ่อแม่แล้วถูกสัตว์อื่นทำร้ายถึงได้มาโผล่ที่นี่ มันบาดเจ็บหนักขนาดนี้คงไม่สามารถทำอันตรายเธอได้หรอก

          เธอครุ่นคิดชั่วครู่ จึงหยิบเอากล่องนมออกมาจากกระเป๋า ตัดแพ็คเกจส่วนบนออก แล้วค่อยๆ นั่งยองๆ ยื่นนมวางลงบนจุดที่ห่างจากเสือดาวน้อยหนึ่งเมตร

          ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเสือดาวน้อยมองดูเสี่ยวโอว แล้วก็มองดูกล่องนมเบื้องหน้า ชั่วครู่...ก็ลากสังขารบาดเจ็บของตนขยับเข้ามาทีละก้าว มันเริ่มจากเลียนมไปคำหนึ่งก่อน จากนั้นก็มุดหน้าลงกินนมในกล่องอย่างเอร็ดอร่อย

          เสี่ยวโอวมองมันแล้วก็แอบโล่งใจ

          อาศัยจังหวะที่เสือดาวน้อยกินนม เธอถอยหลังหมุนตัวแล้วรีบรุดไปจากตรงนี้ทันที

          แม้เสือดาวตัวเล็กๆ อาจจะไม่อันตราย แต่ถ้าพ่อแม่มันมาเห็นแผลบนร่างของลูกเสือแล้วนึกว่าเป็นฝีมือเธอ หากคิดเอาเรื่องขึ้นมา จะทำยังไงล่ะ?

          เธอมีมีดพับสวิสเล่มเดียว จะให้สู้กับเสือดาวโตเต็มวัยสองตัวคงจะเป็นไปไม่ได้

          พอคิดได้แบบนี้ เสี่ยวโอวก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย จริงสิ...ตกกลางคืนไม่รู้ในป่าจะมีสัตว์ดุร้ายอีกเท่าไร เธอต้องรีบหาที่ปลอดภัยเพื่อหลบซ่อนตัว

          เพื่อออกจากป่านี้ให้ได้ เสี่ยวโอวเลี่ยงไม่กลับไปยังต้นไม้ต้นนั้นอีก เธอเลือกไปอีกเส้นทางหนึ่ง เดินไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ต้นไม้เบื้องหน้าเตี้ยลงเรื่อยๆ ก้านไม้ก็ยิ่งอวบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

          กิ่งใบหนาทึบจริงๆ

          เสี่ยวโอวยังไม่ทันได้มองพิจารณารอบด้าน ทันใดนั้นความมืดก็ปกคลุมอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งป่าตกอยู่ในความมืดมิด แม้กระทั่งยื่นมือออกมาก็ยังไม่เห็นนิ้วทั้งห้า

          เธอนิ่งอึ้งไปไม่เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พยายามคลำทางท่ามกลางความมืดมือไม้พัลวัน เธอล้วงเอาไฟฉายออกจากกระเป๋า...แล้วเปิดสวิตช์

          แสงสีขาวสาดออกมาจากไฟฉาย

          อันดับแรกเธอส่องไปยังข้อมือตนเอง เห็นเข็มสั้นของนาฬิกาชี้ตรงไปที่เลขหกพอดี

          อ...อะไรกัน...

          พอหกโมงตรงฟ้าก็ดับลงทันทีเหมือนปิดไฟ!

          เสี่ยวโอวไม่กล้าเปิดไฟฉายนานนัก กลัวว่าแสงนี้จะล่อสัตว์ป่ามาหาตัวเอง เธอมองดูเวลาอย่างรวดเร็วแวบหนึ่งแล้วก็เก็บไฟฉายใส่กระเป๋า ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย

          มันยังไงกันแน่?

          ทำไมจู่ๆ ฟ้าถึงมืด?

 

 

 

          วินาทีก่อนฟ้ายังสว่างอยู่เลย วินาทีถัดมาก็มืดทันที

          เสี่ยวโอวเงยหน้าขึ้น เหนือหัวของเธอเป็นดวงดาวพร่างพราว ทางช้างเผือกสีเงินสว่างไสวพาดผ่านท้องฟ้าทั้งผืน ทำให้มองเห็นดวงดาวทุกดวงได้อย่างชัดเจน

          แสงจากดาวตกพุ่งลงมาเป็นสายแล้วหายลับไปที่ปลายขอบฟ้า สวยงามดุจโลกแห่งเทพนิยายที่เธอเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าขานให้ฟังในวัยเด็ก น่าเสียดายที่เสี่ยวโอวไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมทิวทัศน์สวยงามเหล่านี้ รู้สึกเพียงอกสั่นขวัญหาย

          ที่นี่ไม่มีการค่อยๆ เปลี่ยนจากวันเป็นคืนเลยหรือ? พอถึงเวลากลางคืนฟ้าก็มืดลงเสียอย่างนั้น

          หรือว่าที่นี่ไม่มีตะวันตกดิน ไม่มีช่วงเวลาพลบค่ำ?

          ยังไม่ทันได้คำนึงถึงปัญหาเหล่านี้ เสี่ยวโอวจำต้องข่มทับความรู้สึกขวัญหายของตนเองเอาไว้ก่อน เธอมีเวลาไม่มากเท่าไรแล้ว ต้องอาศัยแสงดาวสลัวรางเหนือหัวเพื่อคลำทางหาต้นไม้ที่เหมาะสมในการหลบซ่อนตัว

          หลังจากควานหาอยู่นานในที่สุดก็พบ เธอหยิบเอาตะขอและเชือกสำหรับปีนเขาออกมาจากกระเป๋า นี่น่าจะเป็นของเฉินปิน--กรรมาธิการฝ่ายพลานามัย เสี่ยวโอวจำได้ว่าก่อนจะมาทัศนาจรนั้น เขาบอกว่าจะไปปีนภูเขาทางด้านหลัง แต่ตอนนี้อุปกรณ์เหล่านั้นกลับมาปรากฏในกระเป๋าทำให้เธอรู้สึกสับสนเล็กน้อย

          โชคดีที่ของสองสิ่งนี้ช่วยให้เธอปีนขึ้นต้นไม้ได้สำเร็จ จึงผ่านพ้นค่ำคืนอันมืดสนิทนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

          แม้จะรู้สึกปลอดภัยแล้วสำหรับคืนนี้ แต่อุณหภูมิรอบด้านที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วทำให้รู้สึกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ยังดีที่ใน ‘ห้วงมิติ’ มีผ้าห่มกับถุงนอนให้หยิบใช้พอคลายความหนาวได้บ้าง

          เสี่ยวโอวตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่ตีห้าครึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องเมื่อคืนเธอไม่ได้รู้สึกไปเอง

          ที่นี่ไม่มีตะวันตกดิน แล้วจะไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นด้วยหรือเปล่า?

          เธอลืมตารอจนถึงตีห้าห้าสิบเก้านาที เบื้องหน้ายังคงมีเพียงความมืดมิด จากนั้นเมื่อเข็มนาทีบรรจบกับเข็มวินาทีที่เลขสิบสอง เข็มชั่วโมงชี้ตรงไปที่เลขหก

          เท่านั้นแหละ...บรรยากาศรอบด้านก็เหมือนมีมือขนาดใหญ่มาแหวกม่านออก

          ฟ้าสว่างขึ้นทันที!

          แสงตะวันเจิดจ้าส่องผ่านแมกไม้อันหนาทึบ

          เสี่ยวโอวนั่งตะลึงอยู่บนกิ่งไม้ ดวงตายังปรับกับแสงสว่างที่แผดใส่อย่างกะทันหันไม่ได้ แสงจ้าจนเธอต้องหรี่ตา ที่นี่แปลกสุดๆ มีจุดที่น่าสงสัยมากมายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ เสี่ยวโอวบังคับตัวเองไม่ให้คิดมาก แต่ว่าภาพเบื้องหน้าทำให้เธอไม่อาจสงบใจได้อีก

          ที่ไหนบนโลกกันที่ไม่มีพลบค่ำและรุ่งอรุณ?

          และจะมีที่ไหน ที่กลางวันกับกลางคืนแบ่งกันชัดเจนขนาดนี้?

          เป็นเพราะเธอความรู้น้อยด้อยประสบการณ์ หรือว่านี่คือโลกอีกใบหนึ่งซึ่งไม่ใช่โลกเก่าของเธอ?

          พอความคิดนี้แวบขึ้นในหัว เสี่ยวโอวก็แข็งไปทั้งตัว สายลมแผ่วเบายามเช้าพัดผ่านยอดไม้ ทำให้ขนที่แขนเธอลุกชันไปหมด

          ถ้านี่เป็นเรื่องจริง...

          ไม่...ไม่... เธอ...เธอจะต้องกลับไปได้แน่ๆ เมื่อวานก็แค่เดินหลงทางเท่านั้น ขอแค่วันนี้หาทางออกจากป่าเจอก็จะกลับขึ้นไปบนยอดเขาได้ แล้วก็จะได้ไปพบกับเพื่อนและอาจารย์ในชั้นเรียนด้วย พ่อกับแม่ยังรอให้เธอกลับบ้านอย่างปลอดภัยอยู่นะ เธอจะติดอยู่ที่นี่ไม่ได้!

          เสี่ยวโอวเก็บผ้าห่มกับถุงนอนยัดเอาไว้ในกระเป๋าสะพายแล้วไต่เชือกลงมาจนถึงพื้น เธอพบว่ามีลำธารอยู่บริเวณใกล้ๆ น้ำใสจนเห็นก้อนหิน เธอเดินไปล้างหน้าพอทำให้รู้สึกสดชื่นได้สติขึ้นมาบ้าง

          ผืนน้ำสะท้อนใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของเด็กสาวคนหนึ่ง ผิวขาวผุดผาด ริมฝีปากสีแดงสดเป็นรูปหัวใจ ดูงดงามกระจ่างตาที่ตัวเจ้าของเองก็ยังไม่รู้ว่าตนหน้าตาดี เพียงทำท่าขมวดคิ้วน้อยๆ ก็ยังดูน่ารัก

น่าสงสารชวนให้ผู้คนที่เห็นพากันใจอ่อนเสียแล้ว

          พอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างก็ก้มลงมองฝ่าเท้าที่เริ่มเจ็บ เมื่อถอดรองเท้าออกพบตุ่มน้ำใสๆ สองตุ่มขึ้นที่เท้า

          เมื่อวานเธอใช้เวลาเดินเกือบห้าชั่วโมง แถมเส้นทางในป่าก็ยังขรุขระ ตอนที่เดินก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก เพิ่งมารู้สึกเจ็บในตอนนี้

          เสี่ยวโอวถูจมูกไปมา รู้สึกรันทดใจนิดๆ

          ครอบครัวสกุลจี้มีลูกยาก เธอเป็นลูกหลงเพียงคนเดียวตอนที่พ่อกับแม่อายุมากแล้ว ปกติแค่เธอปวดหัวตัวร้อนเล็กน้อย บรรยากาศก็ตึงเครียดไปทั้งบ้าน ท่านทั้งสองทะนุถนอมเธอดังไข่ในหิน ตอนนี้เธอ

ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกตัวคนเดียวกลางป่ากลางเขา เกิดบาดเจ็บขึ้นมาก็คงไม่มีใครรู้

          เสี่ยวโอวนึกเศร้าใจอยู่ครู่หนึ่ง พอตั้งสติได้ก็จัดการตุ่มน้ำที่เท้าอย่างลวกๆ จากนั้นก็เปิดกระเป๋าไปเจอรองเท้ากีฬาสีขาวคู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าของเพื่อนผู้หญิงคนไหน แต่ดูขนาดแล้วน่าจะพอดีกับเท้า เธอจึงรีบสวมทันทีโดยไม่คิดอะไรอีกแล้วออกเดินทางต่อ

          เดินไปได้ไม่ไกลนัก หางตาเสี่ยวโอวก็เหลือบเห็นคราบเลือดบนใบหญ้า คราบเลือดที่ว่าจับตัวแข็งกลายเป็นจุดสีแดงชาด

          สภาพแวดล้อมโดยรอบดูคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ เธอมีลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย แล้วก็เป็นดั่งที่คาดไว้ ด้านหน้ามีต้นไม้ใหญ่ที่แสนจะคุ้นตาสลักเลข ‘1002’ อยู่ตรงใต้ต้น แถมยังมี ‘เจ้าเหมียวลายดอกตัวน้อย’ นอนหลับอยู่อย่างสบายใจ แน่ล่ะ...ใจเธอตกลงตาตุ่มทันที

          ฉันกลับมาที่เดิมอีกแล้ว!

          เมื่อคืนพอฟ้ามืดเธอไม่เห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบ พอเห็นต้นไม้เบื้องหน้าดูแปลกตาก็นึกว่าเดินมาไกลแล้ว

          ไม่รู้เลยว่าต้นไม้ที่เธอใช้อาศัยหลับนอนเป็นนานสองนานนั้น อยู่ห่างจากต้น ‘1002’ เพียงไม่กี่สิบเมตร ทำไมเธอถึงเดินออกจากที่นี่ไม่ได้สักทีนะ? ความร้อนรนระคนความสงสัยท่วมท้นจิตใจเธอทันที

          พวกละครที่เกี่ยวกับยุคโบราณมักมีฉากเขาวงกต สภาพแวดล้อมที่ดูคล้ายกัน แต่กลับมีค่ายกลลับซ่อนอยู่ในทุกก้าวย่าง เดินพลาดเพียงแค่ก้าวเดียว สิ่งที่รออยู่ก็จะต่างกันราวฟ้ากับเหว

          หรือตอนนี้เธอกำลังติดอยู่ในเขาวงกต?

          ทันใดนั้นเสียงแหลมเล็กพลันดึงสติเสี่ยวโอวกลับคืนมา

          เสี่ยวโอวมองไปตามต้นเสียง เสือดาวน้อยที่ถูกใบไม้กลบกำลังหายใจรวยรินพะงาบๆ อยู่บนพื้น เสียงเมื่อครู่ก็มาจากมันนั่นแหละ เสียงครวญครางของมันนั้นเหมือนออกมาจากลำคอส่วนลึก ฟังแล้วน่าสงสารนัก

          เธอเดินเข้าไป ค่อยๆ โกยใบไม้ออกจากตัวมัน พอเห็นแผลที่ขาหลังมันชัดถนัดตาก็ถึงกับตกตะลึง เมื่อวานยืนอยู่ห่างกันพอสมควรเลยไม่ได้มองให้ละเอียด มาวันนี้มองอีกทีก็เห็นหนังบริเวณปากแผลเริ่มเน่าเป็นหนองแล้ว ขนกับหนังจับตัวกันเป็นกระจุก มีแมลงตัวเล็กๆ ไต่ไปมาอยู่ในนั้น

          เมื่อวานยังเดินได้อยู่เลยไม่ใช่หรือ ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็นแบบนี้แล้วล่ะ?

อาย?

          มือของเสี่ยวโอวเผลอไปถูกแผลของมันเข้า เสือดาวน้อยส่งเสียงครางต่ำอู้อี้จากในลำคอ เปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจับจ้องมาที่เธอ

          แววตาของมันไม่ถือว่าเป็นมิตร น่าจะเป็นสัญชาตญาณเฮือกสุดท้ายของสัตว์ที่ระแวงสงสัยไปหมดทุกสิ่ง

          หากไม่ใช่เพราะมันบาดเจ็บหนักอยู่ เสี่ยวโอวเชื่อว่ามันต้องโดดมาตะปบตนแน่

          ตอนนี้แค่เอาตัวให้รอดเธอยังลำบากเลย เดิมทีก็ไม่อยากจะช่วยมันหรอก ใครจะรู้ว่าพ่อแม่มันอยู่ไหน บาดเจ็บเพราะอะไร แล้วมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง หลังจากนี้จะมีเรื่องยุ่งยากอะไรรออยู่อีกหรือเปล่า? แต่ว่าพอได้อุ้มร่างกายเล็กจิ๋วของมันแล้ว เธอก็เปลี่ยนความคิด

          เล็กจังเลย เล็กยิ่งกว่าแมวอเมริกันขนสั้นที่เธอเลี้ยงไว้ที่บ้านอีก

          หากช่วยได้ก็ช่วยสักหน่อยเถอะนะ

 

            เสี่ยวโอวอุ้มเสือดาวน้อยมาที่ริมแม่น้ำ

          เธอนั่งยองๆ มือหนึ่งกุมขาหน้ามันไว้ อีกมือหนึ่งวักน้ำใสชะล้างบาดแผลที่ขาหลังมันเบาๆ

          แผลลึกมาก ดูไม่เหมือนเกิดจากสิ่งมีคมจำพวกกับดักสัตว์ เหมือนถูกสัตว์อื่นทำร้ายเสียมากกว่า

          เอ๋...หรือว่ามันถูกสัตว์ร้ายพรากมาจากพ่อแม่ แล้วก็หนีมาได้?

          เสี่ยวโอวล้างทำความสะอาดแผลของเสือดาวน้อย วางมันลงบนพื้นหญ้าสะอาด ล้วงดูในกระเป๋ากำลังเตรียมจะหยิบกล่องยามาทำแผลให้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหมาป่าดังมาแต่ไกล

          การเคลื่อนไหวของเสี่ยวโอวชะงักกึก

          เสือดาวน้อยลืมตาขึ้น จากนั้นก็หรี่ตาลงแล้วเฝ้ารอ...ดูต่างจากเจ้าเหมียวอ่อนแอเมื่อครู่ราวกับไม่ใช่ตัวเดียวกัน ทันใดนั้นมันก็พองขนเกร็งตัวขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเธอ

          ตอนแรกเธอนึกว่าตนเองได้ยินผิดไป มีเสียงร้องคล้ายเสียงของหมาป่าดังขึ้นอีกครั้งและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว

          ฟังจากเสียงแล้ว ดูท่าจะไม่ใช่หมาป่าแค่ตัวเดียวเสียด้วย

          ได้ยินมาว่าหมาป่าเป็นสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูง วิเคราะห์จากเสียงที่ขานรับกันเป็นทอดยาว น่าจะเป็นหมาป่าฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งเลยทีเดียว

          เสี่ยวโอวคว้ากระเป๋ามากุมไว้แน่น ลุกขึ้นคิดจะวิ่งหนี

          โอเค...เธอเคยเผื่อใจไว้แล้วว่าอาจเจอสัตว์ร้าย แต่นึกไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้ ทั้งหมดนี่มันแปลกที่แปลกทางสำหรับเธอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะซ่อนตัวตรงไหน ลำพังตัวเธอเองยังหลงทางอยู่ในป่าหาทางออกไม่ได้เลย หญิงสาวรีบรูดซิปกระเป๋าอย่างร้อนรน

          จังหวะนั้นเองมีของสิ่งหนึ่งร่วงออกมาจากกระเป๋า กลิ้งลงบนพื้น

          พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเข็มทิศวงกลม สลักตัวอักษร N-S-W-E ทั้งสี่ทิศด้วยลายเส้นที่สวยงาม

          นี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่ของเธอใส่กระเป๋ามาให้ก่อนที่จะออกเดินทาง พวกท่านกลัวว่าเธอจะหลงป่า จะได้มีใช้ยามจำเป็น ตอนนั้นเธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจนักแถมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ตอนนี้กลับตาสว่างวาบ

          ใช่แล้ว...เธอต้องการสิ่งนี้!

          พอใช้เข็มทิศกำหนดทิศทางเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวโอวก็สะพายกระเป๋า หันกลับไปมองเสือดาวน้อยที่หมอบอยู่กับพื้นเงียบๆ

          มันกำลังมองเธอโดยไม่ละสายตา

          ดวงตาสีน้ำเงินหม่นลง

          แปลกจังเลย เสี่ยวโอวคิดอยู่ในใจ เธอมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกของคนจากในดวงตาเสือดาวเนี่ยนะ?

          เมื่อครู่มันแสดงสีหน้าเวทนาให้เธอหรือ?

          “โบร๋ว-------------”

          เสียงหมาป่าหอนครั้งแล้วครั้งเล่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

          เสี่ยวโอวกัดฟันแน่น รีบเข้าไปอุ้มเสือดาวน้อยแนบกับอก จากนั้นทั้งคนทั้งเหมียวก็วิ่งลัดเลาะไปตามทางน้ำอย่างไม่คิดชีวิต

          พอเปลี่ยนมาสวมรองเท้ากีฬาแล้ววิ่งสบายขึ้นเยอะ เสี่ยวโอวคอยระมัดระวังไม่ให้สัมผัสแผลของเสือดาวน้อย วิ่งไปก็ก้มหน้ามองเข็มทิศไปด้วย พอมีเข็มทิศนำทางทุกอย่างก็ราบรื่น เธอเลือกวิ่งลงทางทิศใต้เร่งฝีเท้าไม่หยุด เพียงครู่เดียวก็หลุดออกมาจากป่า เสียงหมาป่าที่ด้านหลังค่อยๆ ห่างไป เธอก้มหน้ามองนาฬิกาแวบหนึ่ง

          หา...นี่เธอเดินทางมาสองชั่วโมงแล้วหรือเนี่ย ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยสักนิด

          เธอหายใจหอบอย่างหนัก พออันตรายจางหายจึงได้รู้สึกเหนื่อยจนหมดแรง

          เสี่ยวโอวแข้งขาอ่อน ล้มตัวลงนั่งเอนพิงต้นไม้ รู้สึกว่าฝ่ามือเหนียวเหนอะผิดปกติจึงแบมือออก เห็นคราบเลือดเต็มไปหมด เธอสะดุ้งตกใจ รีบตรวจดูเสือดาวน้อยในอ้อมอก

          เมื่อครู่รีบวิ่งจนเกินไป แถมในป่าก็มีสิ่งกีดขวางเยอะ ฝีเท้าเธอจึงสะดุดเป็นพักๆ เธอเห็นว่าแผลของเสือดาวที่แห้งแข็งไปแล้วปริแตกออกอีกครั้ง เลือดกำลังไหลซึม แผลที่ว่าลึกมาก... ลึกจนแทบจะเห็นกระดูก ขนาดเธอเห็นแล้วยังนึกเจ็บแทนแต่มันกลับไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ

          “คงไม่ได้ตายไปแล้วหรอกนะเจ้าเหมียว?” เสี่ยวโอวทักมัน ยื่นมือมาแตะใบหูกลมเบาๆ

          เสือดาวน้อยขยับใบหูแล้วลืมตาช้าๆ ดวงตาสีน้ำเงินของมันจ้องมาที่เธอ เดิมทีเธอนึกว่ามันจะโกรธ คิดไม่ถึงว่ามันแค่มองเธอแวบหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปเงียบๆ โดยไม่ส่งเสียงอะไรเลย

          คงเจ็บจนไม่มีแรงเคลื่อนไหวแล้วล่ะสิ...เสี่ยวโอวคิดในใจ

          ในเมื่อพ้นอันตรายแล้ว สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำตอนนี้คือการทำแผล พอคิดเช่นนี้เสี่ยวโอวก็ตั้งหน้าตั้งตาค้นกระเป๋าสะพาย ในที่สุดก็ล้วงหยิบกล่องยาจากอีกมิติหนึ่งได้ ภายในกล่องมียาสำหรับใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นครบครัน มีทั้งแอลกอฮอล์ น้ำยาล้างแผล ยาลดไข้ ยาห้ามเลือดและผ้าก๊อซ

          ที่บ้านของเธอเลี้ยงแมว จึงพอรู้วิธีดูแลแมวอยู่บ้าง

          แต่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เธอเจอแผลลึกขนาดนี้

          เธอพยายามควบคุมมือให้นิ่ง ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อราดลงบนมีดพับสวิสจากนั้นก็กดขาหลังของเสือดาวน้อยที่กำลังบาดเจ็บไว้เบาๆ กรีดเนื้อตายและน้ำหนองออกจากบริเวณบาดแผลอย่างระมัดระวัง เสือดาวน้อยครางเสียงต่ำ เสียงของมันทำให้เธอมือสั่นไปหมดจนเผลอออกแรงมากไป เสือดาวน้อยหันมากะพริบตาวาววับใส่เธอ

          เธอโพล่งออกมาว่า “ขอโทษ ขอโทษนะ...ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

          พูดจบก็เพิ่งนึกได้ว่ามันคงฟังไม่รู้เรื่อง จึงอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมตัวเองต้องขอโทษด้วย? เพราะเห็นแววตาไม่พอใจของมันเหรอ?

          หลังจากจัดการเอาเนื้อที่ตายออกเสร็จ เสี่ยวโอวก็นำน้ำยาล้างแผลมาฆ่าเชื้อบนปากแผล ห้ามเลือด ทายาแล้วก็พันด้วยผ้าก๊อซ เธอพันรอบขาหลังเสือดาวน้อยอย่างตั้งใจอยู่หลายรอบ พอรอบสุดท้ายก็ผูกโบหูกระต่ายให้มันอย่างสวยงามเป็นรางวัลปลอบใจ

          เสร็จแล้ว!

          เสี่ยวโอวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เตรียมจะถอนใจยกใหญ่ เสือดาวน้อยที่ยืนทรงตัวอย่างมั่นคงมาตลอดก็พลันเซมาด้านหน้าแล้วล้มลงไปกับพื้น

          เธอตกใจรีบโอบตัวมันไว้

          พอสัมผัสตัวเจ้าเสือ เธอจึงพบว่าอุณหภูมิมันไม่ปกติ สัตว์จำพวกแมวจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่ามนุษย์ ปกติจะอยู่ที่ประมาณสามสิบแปดองศา เห็นได้ชัดว่าเจ้าเสือดาวน้อยนี้มีอุณหภูมิสูงมากกว่าปกติเสียอีก

          เป็นไข้รึ?

          เสี่ยวโอวแตะใบหูกับอุ้งเท้าของมัน ร้อนวูบวาบจริงๆ ด้วย คงเพราะเมื่อคืนบาดเจ็บหนัก แถมยังค้างแรมกลางแจ้งมาคืนหนึ่งถึงได้ตัวร้อน

          เสี่ยวโอวค้นดูในกล่องยา หยิบเอาปรอทวัดไข้ออกมา

          ปากของแมวไม่อาจคาบปรอทวัดไข้ได้ เมื่อก่อนตอนที่เสี่ยวโอววัดไข้ให้เจ้าอเมริกันขนสั้นที่บ้าน ก็มักจะเอาปรอทวัดไข้สอดรูทวารตลอด

          เธอหยิบปรอทวัดไข้ วางเสือดาวน้อยราบลงบนน่องตนเองกำลังเตรียมจะใช้วิธีเดียวกัน

          เพียงปรอทวัดไข้สัมผัสทวารมัน ยังไม่ทันได้สอดเข้าไป เสือดาวน้อยเหมือนเดาได้ว่าเธอจะทำอะไร ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน ดิ้นรนไปมา กรงเล็บหน้าตะกุยตะกายสุดแรง ตาสีน้ำเงินฉายประกายโทสะจับจ้องมาที่เธอเขม็ง

 

          ชิ...

          เสี่ยวโอวชูปรอทวัดไข้...ทำอะไรไม่ถูก

          ทำไมมันถึงได้ต่อต้านรุนแรงขนาดนี้ล่ะ? ไม่ชอบการวัดไข้วิธีนี้เหรอ?

          แต่ตอนเธอวัดไข้ให้กับเจ้าแมวอเมริกันขนสั้นที่บ้าน ก็ไม่เห็นว่ามันจะต่อต้านเลยนี่นา เสี่ยวโอวงงกับการกระทำของเจ้าเสือน้อยจึงลองยื่นปรอทวัดไข้เข้าใกล้มันอีกครั้ง คราวนี้ยังไม่ทันได้สัมผัสตัวมันก็กระโจนมาหาอย่างรวดเร็ว ใช้ขาหลังข้างที่ไม่บาดเจ็บดีดปรอทวัดไข้ในมือเธอร่วงลงกับพื้น เพราะเสี่ยวโอวคลายมือออกอย่างรวดเร็วจึงไม่รู้สึกเจ็บ

          เสือดาวน้อยยืนกัดฟันกรอด จ้องเขม็งมาที่เธอพร้อมส่งเสียงแหลมเล็กขู่

          ท่าทางเหมือนจะโกรธและอาย

          อาย?

          เสี่ยวโอวนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ มีเสือดาวน้อยยืนอยู่ตรงหน้า...หนึ่งคนหนึ่งเสือจ้องตากันไม่ลดละ

          ในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีก่อน เพราะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง จึงถามออกมาว่า “แกไม่ชอบวัดไข้เหรอ?”

          เสือดาวน้อยมองปรอทวัดไข้ที่ร่วงลงในพงหญ้าด้วยแววตาขุ่นเคือง

          เอาเถอะ...ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องวัด เพราะไม่ว่าอย่างไร อุณหภูมิของตัวมันก็บอกอยู่แล้วว่ามีไข้โดยไม่ต้องสงสัย ที่อยากวัดไข้ก็เพื่อยืนยันว่ากี่องศาเท่านั้น ในเมื่อมันต่อต้านขนาดนี้ ใช้แอลกอฮอล์เช็ดเพื่อลดอุณหภูมิให้ก่อนก็แล้วกัน

          เสี่ยวโอวเอาก้านสำลีจุ่มแอลกอฮอล์ เตรียมจะเช็ดอุ้งเท้าเจ้าเสือดาวน้อยเพื่อลดไข้ให้มัน แต่ดูจากปฏิกิริยาของเสือดาวน้อยเมื่อครู่นี้ มันยังจะยอมให้เธอสัมผัสอีกเหรอ?

          เธอยื่นมือมาตรงหน้าเสือน้อยเป็นการหยั่งเชิง เขี่ยคางมันเหมือนที่เคยหยอกเจ้าเหมียวที่บ้านตามปกติ

          เสือดาวน้อยไม่ขยับ ดวงตาสีน้ำเงินฉ่ำลึกกลอกขึ้นเล็กน้อยเหมือนเบื่อหน่าย ก่อนจะมองไปที่สำลีในมือเสี่ยวโอว

          “อันนี้คือสำลีชุบแอลกอฮอล์ มันจะช่วยลดไข้ให้แกได้ ตอนนี้แกมีไข้นะ...” ไม่รู้เพราะอะไรเมื่อเผชิญกับดวงตาคู่ที่ดูเหมือน ‘รู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง’ คู่นั้น ทำให้เธอรู้สึกอยากจะอธิบายขึ้นมา

          คราวนี้เสือดาวน้อยไม่ได้ต่อต้าน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฟังคำพูดเธอเข้าใจ หรือว่าใช้แรงเฮือกสุดท้ายหมดไปแล้ว

ห้วงมิติ

          เสี่ยวโอวอุ้มมันขึ้นมาบนตักได้สำเร็จ คว้าขาทั้งสี่โดยพยายามเลี่ยงไม่ให้โดนบาดแผล แล้วก็ค่อยๆ เช็ดอุ้งเนื้อกลางฝ่าเท้าจนครบทุกขา

          อุ้งเท้าของสัตว์จำพวกแมวล้วนเป็นสีชมพู เสือดาวก็เช่นกัน ตรงอุ้งเท้าหน้าฝั่งซ้ายของเสือดาวน้อยมีรอยแผลเป็นสีน้ำตาลเป็นเส้น แทบจะพาดทับทั้งอุ้งเท้า แผลเป็นทั้งยาวทั้งลึกดูสะดุดตา ตอนที่ได้แผลนี้มามันคงจะต้องเจ็บมากแน่ๆ

          เสี่ยวโอวอยากจะสัมผัสบาดแผลนั้นแต่ก็ยั้งมือไว้ บอกกับตนเองว่าเจ้าเหมียวขี้โมโหตัวนี้ไม่ชอบให้แหย่ ไม่เหมือนเจ้าเหมียวน้อยที่บ้านเธอ

          ถ้ามันไม่พอใจขึ้นมา ต่อให้บาดเจ็บอยู่ก็อาจกัดเธอถึงตายได้

          หลังจากทาแอลกอฮอล์เสร็จ เสี่ยวโอวหยิบผ้าขนหนูไปซักที่ลำธารจนสะอาด เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง น้ำในลำธารทั้งใสและเย็น อาจไม่ดีพอสำหรับประคบเย็น แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย เสี่ยวโอวเอาผ้าขนหนูเปียกที่พับเรียบร้อยแล้ววางพาดลงบนท้องของเสือดาวน้อย แล้วเอาไปจุ่มน้ำที่ลำธารใหม่ทุกๆ สิบนาที

          จัดการทั้งหมดนี้เสร็จแล้ว เสี่ยวโอวจึงเพิ่งจะได้พักผ่อน

          เมื่อเช้ายังไม่ทันได้กินอะไรก็ต้องวิ่งเตลิดมาถึงสองชั่วโมง จากนั้นก็วุ่นอยู่กับการทำแผลให้เสือดาวตัวนี้ พอหมดเรื่องวุ่นวายเธอจึงรู้สึกหิวขึ้นมา

          เสี่ยวโอวมุดหน้าเข้าดูในกระเป๋า เพื่อหาดูเสบียงอาหารในอีกมิติหนึ่ง

          เธอยังคงรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อยแต่ก็ค่อยๆ ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะหากไม่มีสิ่งของจากมิติคู่ขนานนี้ เมื่อคืนเธออาจถูกสัตว์ร้ายกัดตายใต้ต้นไม้ไปแล้วก็ได้

          เธอตรวจนับดูสิ่งของในอีกมิติ นอกจากของที่เห็นก่อนหน้านี้ ยังมีข้าวสารสองกระสอบ แป้งสาลีสองถุง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห้าลัง นมวัวห้าลัง น้ำแร่สิบลัง เนื้อวัวแห้งอีกหลายถุง ช็อกโกแลตสองกล่องและสนิกเกอร์สองแท่ง ยังมีเนื้อวัวสดและอาหารทะเลที่แพ็คอยู่ในน้ำแข็งอย่างดี และขนมผลไม้แห้งต่างๆ อีกตั้งมาก

          เมื่อวานเสี่ยวโอวลองสังเกตดู ทั้งที่ผ่านมาคืนหนึ่งแล้วแต่น้ำแข็งที่รักษาความเย็นของเนื้อวัวนั้นก็ไม่ได้ละลายไปเลยสักนิด อาหารทะเลก็เช่นกัน ยังคงมีสีสดใหม่เหมือนแช่อยู่ในตู้เย็น

          เหมือนว่าเวลาในห้วงมิตินั้นจะเดินไปช้ามากจึงไม่ต้องกังวลเรื่องหมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ

          เมื่อตรวจนับอาหารเสร็จแล้ว ที่เหลือก็คือข้าวของเครื่องใช้และของใช้ประจำวัน

          น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู หม้อ ถ้วย ขัน กะละมัง เตาไฟ กระป๋องแก๊ส ตะแกรงย่างเนื้อ ทุกอย่างมีครบ แถมยังมีกล้องส่องทางไกล แว่นกันแดด แชมพู ครีมอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัวและขวดน้ำเก็บอุณหภูมิ...

          สิ่งของที่เพื่อนๆ เอามานั้นมีมากมายหลากหลาย ให้เธอได้หยิบเอามาใช้ยามจำเป็น  แล้วยังเจอไม้เซลฟี่อันหนึ่งด้วย!

          หลังจากจัดของเสร็จแล้ว เสี่ยวโอวหยิบเอาเนื้อวัวแห้ง ข้าวโอ๊ตหนึ่งถุงนมวัวสองกล่องและบะหมี่ออกมา

          เธอเอาหม้อใบเล็กไปตักน้ำจากลำธารมาครึ่งหม้อ แล้วกลับมาตั้งเตาไฟที่จุดด้วยกระป๋องแก๊ส เธอวางหม้อใบนั้นลงบนเตา เปิดสวิตช์แล้วเริ่มต้มน้ำ

          เปลวไฟสีน้ำเงินลุกโชนขึ้น เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงน้ำเดือดดังจากหม้อ

          เสือดาวน้อยที่นอนนิ่งอยู่ข้างๆ เริ่มชายตามอง จ้องเตาไฟโดยไม่ส่งเสียงใดๆ สายตาเอื่อยเฉื่อยของมันหรี่ลงเล็กน้อย กรงเล็บหน้าออกแรงจิกลงบนพื้นดิน

          เสี่ยวโอวไม่รับรู้สิ่งนี้เลยสักนิด

          คุณพ่อของเธอชอบค้างแรมกลางป่า ที่บ้านจึงมีอุปกรณ์ค้างแรมกลางป่าเยอะมาก ดังนั้นเสี่ยวโอวจึงรู้จักของพวกนี้เป็นอย่างดี ต้มน้ำเสร็จแล้วเธอก็ฉีกซองบะหมี่ออก ใส่ก้อนบะหมี่ลงในน้ำแล้วเทเครื่องปรุง เอาตะเกียบมาคลุก

          ระหว่างนั้นเธอตัดเปิดกล่องนมออก ดื่มไปนิดหนึ่ง แล้วเทข้าวโอ๊ตทั้งถุงใส่ลงในนม นำไปวางตรงหน้าเสือดาวน้อย

          “ตอนนี้แกบาดเจ็บอยู่ กินนมเยอะๆ หน่อยจะดีต่อร่างกาย แผลจะได้สมานตัวไวๆ และยังมีเนื้อวัวแห้งด้วยนะ เดี๋ยวฉันตัดเป็นชิ้นเล็กให้ พอตัดเสร็จแกก็กินได้แล้ว” ไม่ได้คุยกับคนมาสองวัน นี่เธอถึงขนาดคุยยาวๆ กับเสือดาวได้แล้วเหรอ? เธอรู้สึกนับถือความสามารถการปรับตัวของตนเองอยู่นิดๆ

          เมื่อวานเสือดาวน้อยได้ลองกินนมไปกล่องหนึ่งแล้ว วันนี้จึงไม่ได้ต่อต้าน มันชักสายตากลับจากเตาไฟและก้มหน้ากินนม

          เสี่ยวโอวเปิดนมให้ตนเองอีกกล่อง จิบไปได้สองอึกแล้วเห็นว่าบะหมี่ที่ต้มเริ่มสุกจึงปิดสวิตช์เตา

          เมื่อวานทั้งวันกินไปแค่ช็อกโกแลตสองชิ้น ในที่สุดตอนนี้ก็ได้กินอาหารร้อนแล้ว แม้จะเป็นเพียงบะหมี่อย่างง่ายๆ เธอก็รู้สึกพอใจมาก

          เธอกินบะหมี่จนหมดและเห็นว่าเสือดาวตรงหน้าก็กินไปได้มากแล้วห่อเนื้อวัวแห้งถูกมันฉีกออกแล้วเขี่ยทิ้ง ภายในถูกกินจนเกลี้ยง

          เสี่ยวโอวกลัวว่ากลิ่นอาหารจะดึงดูดฝูงหมาป่า จึงรีบเก็บกวาด นำถ้วยและหม้อไปล้างที่ลำธารจนสะอาดแล้วเก็บใส่ ‘ห้วงมิติ’ ไปพร้อมกับเตาไฟและกระป๋องแก๊ส ชุดเตาแก๊สกระป๋องที่เธอใช้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ต่อให้เก็บใส่กระเป๋าก็ไม่ได้ดูนูนสักเท่าไร

          เสือดาวน้อยมองดูเป้สะพายไหล่ที่คล่องตัวของเสี่ยวโอว มันนิ่งไปชั่วครู่...ก่อนจะเบนสายตาไปยังสาวน้อยที่กำลังวุ่นอยู่ตรงหน้า

          เสี่ยวโอวหาที่ทิ้งขยะไม่ได้จะโยนทิ้งไว้ในป่าก็ไม่ดี จึงเลือกขุดหลุมฝังกล่องนมกับห่อบะหมี่ลงในดิน ฝังเสร็จแล้วก็ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้า คราบดินและฝุ่นทำเอามอมแมมไปหมด

          ดูท่าเธอก็คงรู้ตัวจึงลุกขึ้นไปล้างหน้าที่ลำธาร กลับมาพร้อมกับขนตาเรียวยาวที่มีหยดน้ำเกาะ ดวงตากลมโตสว่างใส ผิวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่เรียบลื่น ไม่ได้มีขนยาวทั่วตัวเหมือนสัตว์ ทำให้ร่างของเธอดูบอบบางมาก

          เสี่ยวโอวเดินกลับมายืนตรงหน้าเสือดาว สองแก้มถูกแดดส่องจนแดงเรื่อ จ้องมองมันตาไม่กะพริบ

          เสือดาวน้อยถอยหลังสองก้าว เบนสายตาทำท่าเหมือนไม่สนใจ

          เสี่ยวโอวหยิบผ้าขนหนูที่พันตัวมันออก จับเนื้อที่อุ้งเท้าของมันอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าเมื่อครู่นิดหน่อย พอค่ำค่อยทายาอีกครั้งก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมากแล้ว

          ฝั่งตรงข้ามลำธารเป็นเทือกเขาสูงตระหง่านยาวเหยียด ยอดเขาสูงมาก เรียกว่าสูงทะลุเมฆเลยก็ว่าได้ เสี่ยวโอวจำได้ว่าตนเองตกลงมาจากหน้าผา ไม่แน่ว่าถ้าลองปีนขึ้นไปอาจจะนำเธอกลับไปยังสถานที่ที่เธอจากมาได้

          เดิมทีเธอกะว่าถ้าทำแผลให้เสือดาวน้อยเสร็จก็จะเดินทางขึ้นเขา เพียงแต่ว่าพอทำแผลเสร็จ ก้มหน้าดูนาฬิกาเห็นว่าเป็นเวลาบ่ายสองโมงแล้ว หากเธอขึ้นเขาไปในเวลานี้ กว่าจะปีนถึงยอดเขาอย่างน้อยที่สุดก็รุ่งสาง ตอนนั้นที่ยอดเขาคงยังไม่มีคนสัญจรและคงไม่ปลอดภัยไปกว่าที่นี่แน่

          เมื่อไตร่ตรองดีแล้วเธอจึงตัดสินใจค้างแรมที่นี่อีกหนึ่งคืน ไว้ออกเดินทางพรุ่งนี้เช้าดีกว่า

          เสี่ยวโอวอุ้มเสือดาวน้อยแนบไว้กับอก มองดูลำธารตรงหน้า

          ลำธารไหลเชี่ยวตัดผ่านป่าเขา หากคิดจะข้ามไปอีกฝั่งคงต้องเดินฝ่าลำธารไปเท่านั้น เธอหยิบกิ่งไม้แห้งริมฝั่งมากิ่งหนึ่ง แหย่ลงไปเพื่อวัดความลึกของน้ำแล้วเอามาทาบกับน่องของตน น้ำไม่ลึกนักเพียงแค่ท่วมพ้นน่องเท่านั้น

          เสี่ยวโอวสวมกางเกงขาบานสีเบจ จึงพับม้วนขึ้นเหนือน่องได้ง่าย เธอกอดตัวเจ้าเสือน้อยแน่นขึ้นแล้วค่อยๆ เดินลุยน้ำไปยังฝั่งตรงข้าม

          อีกฟากของลำธารมีลักษณะเป็นป่าแบบดึกดำบรรพ์เช่นกัน เพียงแต่รูปร่างต้นไม้ดูเป็นมิตรกว่า ไม่ได้แผ่กิ่งก้านอย่างวางอำนาจเหมือนต้นไม้อีกฝั่ง แสงแดดที่นี่ดูวิบวับแพรวพราว พื้นที่ป่าเขียวชอุ่มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ทำให้คนมองรู้สึกจิตใจเบิกบานขึ้นโดยไร้สาเหตุ และสิ่งที่ทำให้จี้เสี่ยวโอวยิ่งกว่าดีใจก็คือ...

          เธอพอจะเห็นสายพันธุ์ของต้นไม้ที่ตัวเองรู้จักบ้างแล้ว

          เยื้องไปทางด้านหน้าคือนอร์เวย์สปรูซ ทางซ้ายมือมีต้นหลิวน้ำเรียงเป็นแถว ลึกเข้าไปยังมีต้นการบูร โอ๊ก ต้นเบิร์ช...

          เฮ้อ...ในที่สุดก็ได้เห็นสิ่งที่เธอคุ้นเคย

          พอเห็นอย่างนี้ก็ยิ่งทำให้เสี่ยวโอวมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ว่าถ้าเธอไปถึงยอดเขาจะได้เจออาจารย์กับเพื่อนๆ ของตน ความคาดหวังทั้งหมดนี้ทำให้เธอมีสติรุกหน้าต่อ

          เธอเดินอยู่ในป่าชั่วโมงกว่า พบเนินที่ไม่ถือว่าเตี้ยนักในตำแหน่งหลืบเขาทางด้านหลัง แถมยังมีต้นไม้ใบหนาต้นหนึ่งคอยบัง ปกติสัตว์ป่าทั่วไปจะหาไม่พบ

          เอาล่ะ...คืนนี้เธอกับเจ้าเสือจะพักผ่อนที่นี่แหละ

 

          ห้าโมงกว่า

          เสี่ยวโอวทายาแก้อักเสบให้เสือดาวน้อยอีกครั้ง แล้วก็ให้มันกินนมแช่ข้าวโอ๊ตกับเนื้อวัวแห้ง และเพราะวันนี้เธอกินมื้อเที่ยงช้า ตอนนี้เลยยังไม่ค่อยหิวเท่าไร จึงดื่มนมไปกล่องหนึ่งแล้วก็ควักถุงนอนจากอีกมิติออกมาปู เตรียมตัวรอฟ้ามืด

          พอถึงหกโมงป่าทั้งป่าก็เข้าสู่ความมืดตามกำหนดเวลา...เป๊ะ!

          เสี่ยวโอวยังคงไม่เข้าใจธรรมชาติของที่นี่ แต่กลับคอยบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก เธอหันหน้าไปมองเสือดาวน้อยที่อยู่ข้างๆ เห็นว่ามันหลับไปแล้ว เธอจึงหยิบเอาผ้าห่มไหมพรมจากห้วงมิติมาห่มให้มัน

          คืนนี้เมฆดำทั้งหนาและทึบ บนฟ้าไม่เห็นดาวสักดวง

 

            เช้าวันถัดมา

          ฟ้าเพิ่งจะสว่าง เสือดาวน้อยลืมตาขึ้นพบแต่ความว่างเปล่าตรงหน้า ถุงนอนไม่อยู่ ผ้าห่มไม่อยู่ กล่องนมไม่อยู่ แม้แต่เสี่ยวโอวก็หายไปไหนไม่รู้

          เจ้าเสือดาวค่อยๆ ลุกขึ้น มองดูตรงที่เสี่ยวโอวนอนเมื่อคืน เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ มันเหลียวมองขาหลังของตนข้างที่บาดเจ็บ

          ผ้าก๊อซสะอาด ดูก็รู้ว่าเพิ่งเปลี่ยนเมื่อเช้า ผูกโบหูกระต่ายเหมือนเช่นเคย

          เสือดาวน้อยจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ชักสายตากลับมา เลียเขี้ยวฟันของตน หมุนตัวเยื้องย่างเข้าไปในป่าลึก

“นี่...นี่มันตัวอะไรเนี่ย...”

          เสี่ยวโอวตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

          หลังจากเก็บข้าวเก็บของเสร็จเรียบร้อย เธอก็ใส่ยาแก้อักเสบและเปลี่ยนผ้าก๊อซให้เสือดาวน้อย หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเขามาคนเดียว

          ภูเขาลูกนี้สูงชัน มีหลายช่วงที่ทางเดินแทบจะตั้งฉากไปกับพื้น ขึ้นตรงลงตรงอันตรายมาก

          เสี่ยวโอวกัดฟันแน่น ใช้ขอเกี่ยวสำหรับปีนเขากับไม้เท้าช่วยปีนเขาของเฉินปิน--กรรมาธิการฝ่ายพลานามัย ในที่สุดเธอก็ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ก่อนฟ้ามืด

          เธอก้มหน้ามองดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสี่สิบสามนาที เธอใช้เวลาขึ้นเขาไปเกือบสิบสองชั่วโมง

          เสี่ยวโอวยืนหายใจหอบอยู่ตรงยอดเขา พอคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้เจออาจารย์กับเพื่อนๆ แล้วก็รู้สึกชื่นมื่นขึ้นมา เธอไม่เคยเฝ้ารอจะได้เจอพวกเขาอย่างนี้มาก่อน

          ไม่รู้ว่าสองวันมานี้พวกเขาได้ตามหาเธอไหม?

          ได้แจ้งพ่อแม่เธอหรือเปล่า?

          ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าเธอร่วงตกเหว จะตกใจจนช็อกไปเลยไหมนะ?

          แต่พอได้มองสภาพแวดล้อมโดยรอบบนยอดเขาที่เพิ่งขึ้นมาถึงเธอก็ตะลึงงันไป นี่เป็นยอดเขาที่สุดแสนจะธรรมดา มีต้นสนยืนต้นตรงอยู่หลายต้นตรงริมผา ด้านหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีอะไรอีก

          แล้วยอดเขาที่เธอร่วงลงมานั่นล่ะ?

          ทางหลวง G80 ที่เธอเห็นจากบนรถโรงเรียนล่ะ?

          เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าด้านหน้าเป็นเทือกเขายาวเหยียดสูงต่ำสลับกัน โอบล้อมเป็นวงกลม มีพืชสีเขียวขึ้นปกคลุมไปทั่ว

          เทือกเขานั้นมีลักษณะตรงกลางต่ำรอบข้างสูง เหมือนเป็นแอ่งกระทะขนาดใหญ่ แต่ว่าตรงกลางแอ่งนี้ไม่ได้รกร้างว่างเปล่า มีพืชที่เสี่ยวโอวไม่รู้จักชื่อขึ้นอยู่มากมาย

          มีลำธารไหลโอบรอบบริเวณเทือกเขา ซึ่งเป็นลำธารที่เธอข้ามมาเมื่อวานจากป่าฝั่งตรงข้ามนั่นเอง

          แอ่งนั้นมองไปไม่เห็นขอบ เทือกเขาแห่งนี้เหมือนเหยียดยาวไปสุดขอบโลก มีสายน้ำไหลคดเคี้ยวไปตามเทือกเขา ปรากฏเป็นโลกทั้งใบที่เสี่ยวโอวไม่รู้จัก และไม่เคยพบเห็นมาก่อน

          เธอมาโผล่ในที่แปลกถิ่น

          ในวินาทีถัดมา เหมือนจะเป็นการพิสูจน์สิ่งที่เธอคิด เมื่อเวลาหกโมงเย็นพอดี  แสงทั้งหมดของโลกใบนี้ก็ถูกดับ โลกทั้งใบกลายเป็นดำมืดในทันที

          ที่นี่ไม่มีตึกสูงระฟ้า ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีสัญญาณมือถือ...ถึงขนาดไม่มีช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นและกำลังตกดิน

          เสี่ยวโอวยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น ใจทั้งดวงร่วงดิ่งลงเรื่อยๆ

          ทั้งตะลึง กังวล และสับสน

          ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

          แล้วจะกลับไปยังไง?

          หากเธอกลับไปไม่ได้แล้วจริงๆ จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ?

          คืนนี้เสี่ยวโอวไม่ได้นอน เอาแต่นั่งขัดสมาธิอย่างเหม่อลอยบนเขาอยู่ทั้งคืน

          กลางวันกลางคืนของที่นี่อุณหภูมิต่างกันมาก กลางคืนหมอกลงหนาและอากาศจะเปลี่ยนเป็นเย็นจัด เธอสวมชุดลำลองธรรมดา ใต้เสื้อสีดำลายดอกมีเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียวเท่านั้น กางเกงขาบานที่ใส่อยู่ก็ให้ความอบอุ่นได้ไม่มากเท่าไร เธอจึงรู้สึกเวียนหัวเหมือนจะเป็นไข้ทันทีที่ฟ้าสว่างในเช้าวันถัดมา

          ทำใจอยู่ทั้งคืน เสี่ยวโอวจึงค่อยสงบอารมณ์ลงได้บ้าง ไม่ว่าเธอจะมาที่นี่ด้วยสาเหตุใด แต่ในเมื่อยังไม่สามารถกลับบ้านได้ตอนนี้ ก็ต้องหาวิธีมีชีวิตอยู่ที่นี่ต่อให้ได้ พอคิดได้แบบนี้เธอก็เริ่มมีกำลังใจ หยิบเอายาแก้หวัดออกจากกล่องยา เทออกมาสองเม็ด ใส่ยาเข้าปากแล้วกลืนน้ำแร่ตาม จากนั้นก็หยิบขนมปังแผ่นออกมาอีกสองแผ่น กินหมดไปพร้อมนม จึงค่อยเตรียมลงเขา

          การลงเขาอันตรายกว่าการขึ้นมาก เธอจึงเดินไปช้าๆ เวลาประมาณบ่ายสามโมงเธอเพิ่งจะเดินถึงไหล่เขาเท่านั้น

          ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยพืชสีเขียว มีพืชชนิดหนึ่งใบหนา ใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือของเธอ มีดอกไม้สีแดงชาดขึ้นอยู่หนึ่งถึงสองดอกที่ปลายยอด ทำให้แมลงปีกแข็งมากมายบินวนอยู่รอบดอกไม้ คงเพราะกระเป๋าของเสี่ยวโอวมีสีค่อนข้างสว่าง เป็นสีแดงกุหลาบ เลยดึงดูดแมลงที่ว่าให้บินมาหาเธอด้วย

          เสี่ยวโอวกลัวแมลงตั้งแต่เด็ก แรกๆ ยังพอใช้น้ำยาไล่ยุงมาไล่ไปได้บ้าง ต่อมาแมลงพวกนี้ก็มีภูมิต้านทานต่อน้ำยาไล่ยุงของเธอ ค่อยๆ ล้อมเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

          จุดที่ถูกแมลงกัดนั้นจะเกิดเป็นตุ่มเล็กขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คันยิบๆ เสี่ยวโอวทนไม่ไหวยื่นมือไปเกาจนหลังมือแดงไปทั้งแถบ

          เสี่ยวโอวไม่กล้าเกาอีก แต่จะปล่อยต่อไปอย่างนี้ก็ใช่ที่

          เธอหันหน้าไปสังเกตโดยรอบ พบว่าใต้ต้นไม้ข้างหน้าไม่มีแมลงพวกนี้แม้แต่ตัวเดียว ถึงจะมีแมลงบางตัวหลงบินไปทางนั้นแต่พวกมันก็จะเปลี่ยนทิศไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว เธอรีบวิ่งไปใต้ต้นไม้ พอหันกลับมาก็เห็นว่าแมลงพวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้เธอจริงๆ เสียด้วย ได้แต่บินหมุนวนตรงหน้าเธอหลายรอบ แล้วก็แยกย้ายกันไป

          ใต้ต้นไม้มีพืชอยู่ชนิดหนึ่ง พืชที่ว่านี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คนดมแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่กลับเป็นกลิ่นที่รุนแรงมากสำหรับแมลงพวกนี้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่กล้าเข้าใกล้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอแมลงพวกนี้อีก เสี่ยวโอวจึงเด็ดใบของเจ้าต้นนี้มาหลายใบ เอาผ้าก๊อซขาวมาห่อ ทำเป็นถุงหอมอย่างเรียบง่ายพกติดตัวไว้

          เมื่อทำเสร็จเธอมองดูผลงานตนเองอย่างพึงพอใจ เตรียมจะเดินทางต่อแต่เมื่อก้าวเท้าไปข้างหน้า ปลายเท้าก็เหมือนไปเตะถูกอะไรเข้าสักอย่างแข็งๆ เหมือนก้อนหิน

          เสี่ยวโอวก้มหน้าลงมองอย่างสงสัย พลันเห็นเขากวางขนาดใหญ่สองเขาโผล่อยู่กลางกอหญ้า เป็นเขากวางที่แตกหน่อและกิ่งก้านออกไปมากมายราวกับกิ่งไม้ แผ่ขยายไปสองข้าง ทั้งดูหรูหราและสวยงามเป็นอย่างมาก เสี่ยวโอวไม่เคยเห็นเขากวางที่สวยขนาดนี้มาก่อน นอกจากตะลึงแล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้มตัวแล้วยื่นมือไปสัมผัส

          ทว่าเธอยังไม่ทันได้สัมผัสโดน เขากวางก็ขยับเสียก่อน กอหญ้าโดยรอบมีเสียงซ่าๆ ดังตามมา จากนั้นก็มีหัวหนึ่งค่อยๆ เงยขึ้นจากต้นไม้ที่เธอเพิ่งเด็ดไล่แมลงบิน เจ้าของหัวส่งเสียงครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย เมื่อครู่ใครเตะฉัน...”

          เสี่ยวโอวเบิกตาโตมองหนุ่มน้อยที่มีเขากวางอยู่บนหัวอย่างตกตะลึง จากนั้นสองขาก็เริ่มอ่อนแรง ตกใจจนนั่งฟุบลงกับพื้น

          “นี่...นี่มันตัวอะไรเนี่ย...” เสี่ยวโอวสีหน้าซีดขาว จ้องมองหนุ่มน้อยเบื้องหน้า ถามตะกุกตะกัก

          อีกฝ่ายนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เขามีร่างกายกำยำ ดูหน้าตาท่าทางเหมือนมนุษย์หนุ่มที่มีอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ที่หัวมีเขากวางคู่โตสวมอยู่คู่หนึ่ง ติ่งหูสองข้างมีขนอ่อนข้างหนึ่งสีเทาอีกข้างสีขาว ยาวเฟื้อยมาจนถึงข้างแก้ม สันจมูกก็มีขนสีเทา ริมฝีปากหนา ตาโต...และกำลังมองเธออยู่

          “ฉันน่ะเหรอ?” หนุ่มน้อยชี้จมูกตนเอง ยิ้มและแนะนำตัว “ฉันชื่ออีริคเธอล่ะชื่ออะไร?”

          แนะนำตัวเองจบก็ยังไม่ได้คำตอบ หนุ่มเขากวางมองเสี่ยวโอวที่ยังอยู่ในสภาวะตกตะลึง เขาส่ายหัวแล้วโบกมือไปมา “จริงสิ ขอโทษนะ เมื่อครู่คงทำเธอตกใจแน่เลย วางใจเถอะฉันเป็นพวกกินพืช ไม่ดุเหมือนกับพวกกินเนื้อ ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก”

          หนุ่มน้อยเห็นเธอหน้าซีด ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงและท่าทางคงยังโตไม่เต็มวัย แถมที่ตัวยังมีกลิ่นหอมของหญ้าอีกต่างหาก เลยทึกทักเอาเองว่าเธอเป็น ‘พวกกินพืช’ เหมือนกัน

          เสี่ยวโอวอ้าปาก ย้ายสายตาจากเขากวางของหนุ่มน้อยไปยังจมูกสีเทาของเขา เธอกำมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะหมุนตัววิ่งหนี แต่จู่ๆ หนุ่มน้อยตรงหน้าก็มีสีหน้าหวาดระแวงร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมา เธอยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ เขาก็คว้าข้อมือเธอแน่นแล้วกดหัวลง ดึงเธอเข้าไปหลบในกอหญ้าอย่างรวดเร็ว

          “...”

          ตอนแรกเสี่ยวโอวยังสับสนงุนงงก่อนจะดิ้นรนพยายามให้หลุดจากมืออีกฝ่าย เพราะอยากจะลุกแต่หนุ่มเขากวางรีบใช้นิ้วชี้แตะปากส่งสัญญาณว่าให้เงียบเสียง “ชู่...”

          เสี่ยวโอวมองดูนิ้วมือที่มีสีดำและดูเหมือนกับเท้ากวางของเขา จากนั้นก็เม้มปากแน่นไม่ส่งเสียงใดๆ

          อีริคที่มีท่าทางตื่นเต้นจ้องไปข้างหน้าตาเขม็ง

          ช่วยไม่ได้ที่เขากวางบนหัวเขามันเด่นเกินไป พอมาซ่อนอยู่ในกอหญ้าทำให้รู้สึกประหลาด

          เหมือนเขาเองก็รู้ในจุดนี้ เขาพูดว่า “แคทนิพ” แล้วก็เด็ดเอาใบพืชที่เสี่ยวโอวใช้ไล่แมลงมากองโตเพื่อใช้ปิดเขากวางของตัวเองเป็นการอำพรางตัว

          ที่แท้พืชไล่ยุงนี่ก็คือต้น ‘แคทนิพ’ หรอกหรือ?

          แคทนิพที่แมวชอบเล่นน่ะนะ?

          เพียงครู่เดียวเสี่ยวโอวรู้สึกได้ถึงแผ่นดินที่สั่นไหวอย่างชัดเจน ตามมาด้วยเสียงร้องของสัตว์ร้ายตัวแล้วตัวเล่า

          เสียงที่ดังขึ้นทำให้อีริคตัวแข็งเกร็งกว่าเก่า

          เสียงสัตว์ร้ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสี่ยวโอวมองไกลออกไปเห็นเสือดาวโตเต็มวัย มีลายจุดสีดำชัดเจนกำลังวิ่งมาทางนี้ถึงสองตัว

          เสือดาวเป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วมาก เพียงพริบตาก็เห็นสองร่างอันปราดเปรียววูบผ่านหน้าไปราวกับสายลมพัด หางอันเรียวยาวกรีดอากาศวาดเป็นเส้นโค้งอันสวยงาม กระโจนเพียงไม่กี่ทีก็หายวับไปไม่เหลือแม้แต่เงา

          จนกระทั่งเสือดาวทั้งสองไกลออกไป อีริคจึงค่อยๆ ถอนหายใจโล่งยาว ลูบหน้าอก “รอดตัวแล้ว”

          ปริศนาในใจของเสี่ยวโอวนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เหมือนไหมพรมที่พันกันจนยุ่งเหยิง เหลือเพียงหาปลายเส้นด้ายให้เจอ เมื่อเข้าใจเรื่องหนึ่งก็จะเข้าใจเรื่องที่เหลือทั้งหมดเอง

          “ทำไม...พวกเราถึงต้องซ่อนตัวด้วย?” เสี่ยวโอวมองดูหนุ่มน้อยตรงหน้าที่กำลังเอาหญ้าออกจากเขากวาง ก่อนถามหยั่งเชิง

          อีริคชะงักการเคลื่อนไหว คิดว่าเสี่ยวโอวเป็นสัตว์กลายพันธุ์วัยใสที่ยังไม่รู้เดียงสาเลยอธิบายอย่างใจเย็น “เสือดาวสองตัวเมื่อครู่เป็น ‘สัตว์กลายพันธุ์ประเภทกินเนื้อ’ เป็นศัตรูทางธรรมชาติของ ‘สัตว์กลายพันธุ์ประเภทกินพืช’ อย่างเรา หากพวกมันพบเราเข้าละก็ ฉันกับเธอคงได้จบชีวิตกันที่นี่แน่ๆ”

          เสี่ยวโอวหยิกฝ่ามือตนเองแรงๆ...เจ็บมาก ไม่ใช่ฝัน

หมู่บ้านกวางเรนเดียร์

          เสียงเธอสั่นเล็กน้อย “เมื่อครู่เธอว่าอะไรนะ?”

          อีริคสงสัยแต่ก็ยอมพูดซ้ำอีกหน “หากเสือดาวสองตัวนั้นพบพวกเราเข้า พวกเราก็จะ...”

          “ไม่ใช่อันนี้” เสี่ยวโอวตัดบทอย่างร้อนรน “เธอบอกว่าพวกเราเป็นอะไรนะ?”

          อีริคนิ่งไปชั่วครู่แล้วกล่าวยิ้มๆ “พวกเราก็คือสัตว์กลายพันธุ์ประเภทกินพืชไงล่ะ บนตัวเธอไม่มีกลิ่นคาวเลือด แถมยังมีกลิ่นหอมของหญ้า ฉันน่าจะเดาไม่ผิดใช่ไหม?” เขานึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว “อ้อ ใช่แล้ว ฉันนี่เลอะเลือนจัง ยังไม่ได้ถามชื่อเธอเลย เธอชื่ออะไร? เผ่าพันธุ์อะไร? อยู่ที่ไหน?”

          เสี่ยวโอวนิ่งไปนานจึงค่อยตอบด้วยเสียงเฝื่อนๆ

          “ฉันชื่อจี้เสี่ยวโอว... เรียกฉันว่าเสี่ยวโอว หรือโอวก็ได้”

          อีริคยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร “ชื่อเธอเหมือนชื่อของมนุษย์เลย แต่มนุษย์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่เจ็ดร้อยปีก่อนแล้ว ร่องรอยการดำรงอยู่ของพวกเขาก็หายไปจาก ‘แผ่นดินโบเออร์เนีย’ นานแล้ว เธอก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับมนุษย์นี่เนอะ”

          คำพูดของเขายิ่งทำให้เธอตกใจมากขึ้น

          หลังจากโยนระเบิดลูกใหญ่ลงมาเสร็จ อีริคก็มองดูท้องฟ้า

          “ฟ้าจะมืดแล้ว เธอเดินหลงกับฝูงของเธอหรือเปล่า? ฝูงของฉันอยู่ด้านหลังเขา ห่างจากนี่ไม่ไกลนัก เธอจะมาอาศัยที่ฝูงของฉันก่อนสักคืนหนึ่งไหม?”

          พูดจบก็หันมามองเสี่ยวโอวที่กำลังยืนหน้าซีด แววตาค้างเติ่ง อีริคนึกว่าเธอตกใจจากการที่เห็นเสือดาวกลายพันธุ์เมื่อครู่ อาจยังช็อกอยู่เลยพูดปลอบ “อย่ากังวลไปเลย แม้ฝูงกวางของฉันจะไม่กล้าแข็งนัก แต่เราจะไม่ปล่อยให้เธอบาดเจ็บแน่ แต่หากเธออยู่ที่นี่จะยิ่งมีโอกาสถูกสัตว์ร้ายกินมากกว่านะ”

          เสี่ยวโอวถามทันควัน “ทำไมล่ะ?”

          อีริคหุบยิ้มพูดเสียงขึงขัง “หลายวันก่อน จ่าฝูงเผ่าเสือดาวหายตัวไป พวกมันระดมกำลังตามหาอยู่ทั้งเช้าสายบ่ายเย็น มันจะสังหารใครก็ตามที่มันพบ คนในฝูงของฉันหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลายคนแล้ว”

 

          “อีริค ทำไมวันนี้กลับมาเร็วจัง?”

          “อีริค ตรวจสอบแล้วได้เรื่องยังไงบ้าง? ฝูงเสือดาวจะไปจากเขาแห่งนี้เมื่อไหร่กัน...”

          “อีริค วันนี้มีคนของฝูงเราบาดเจ็บอีกสองคนแล้ว...”

          อีริคเป็นหลานของหัวหน้าเผ่าและเป็นผู้กล้าที่หนุ่มแน่นแข็งแกร่งที่สุดในเผ่า เขาเป็นคนใจดีเป็นมิตร ปกติเวลาเกิดอะไรขึ้นฝูงก็มักจะมาขอความช่วยเหลือจากเขาเสมอ

          ครั้งนี้เผ่าเสือดาวมาคุกคามเผ่ากวางของพวกเขา อีริครับอาสาออกไปลาดตระเวนอย่างกล้าหาญ หลังจากเขากลับมาทุกคนก็ระดมสารพัดคำถามทุ่มใส่ไม่หยุด

          จนกระทั่งกวางตัวหนึ่งสังเกตเห็นเสี่ยวโอวเข้าก็สะกิดเรียกให้คนที่สองมองบ้าง จากนั้นคนที่สามสี่ห้าก็หันมามองตาม ทุกตัวเห็นเป็นตาเดียวกันว่ามี ‘ตัวเมีย’ รูปร่างโปร่งบางอ้อนแอ้นยืนหน้าถอดสีหลบอยู่ด้านหลังอีริค ความสนใจทั้งมวลจึงเบี่ยงเบนไปที่เธอทันที

          เผ่าของอีริคเป็นเผ่ากวางเรนเดียร์ ร่างมนุษย์ของพวกเขาจะใหญ่โตเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียก็ล้วนมีขนาดตัวที่สูงใหญ่กำยำ

          แต่เสี่ยวโอวนั้นต่างกัน พอยืนอยู่ข้างอีริคเธอยังสูงไม่ถึงอกของเขาด้วยซ้ำ

          เธอรูปร่างเล็กจ้อยดูเปราะบาง ใบหน้าจิ้มลิ้ม ลำคอเล็กระหงจนเหมือนจะถูกบิดหักเอาได้ง่ายๆ หากจะพูดถึงผิวพรรณบ้าง เธอมีผิวที่เนียนละเอียดและไร้ขนอย่างนี้ มองยังไงก็ต้านแดดจัดลมแรงข้างนอกไม่ไหวแน่ ไม่ต้องพูดถึงอากาศที่ต่างกันสุดขั้วอย่างตอนเช้ากับตอนเย็นเลย เธอดูไม่แข็งแกร่งเหมือนพวกเขาที่มีขนเต็มตัว ดีไม่ดีอาจจะยังโตไม่เต็มวัยเสียด้วยซ้ำ

          เมื่อต้องเผชิญกับสายตาขี้สงสัยของฝูงกวาง อีริคเลยเอ่ยอธิบายขึ้นเอง “เอ่อ...เธอมีชื่อว่าเสี่ยวโอว ฉันไปเจอเธอที่เขาทางด้านหลัง น่าจะพลัดหลงกับฝูงของตนเอง ฉันเลยเชิญให้มาพักแรมที่ฝูงของเราก่อนชั่วคราว ไว้เขาทางด้านหลังไม่มีอันตรายแล้วค่อยให้เธอไป”

          อันตรายที่ว่าย่อมหมายถึงฝูงเสือดาว

          สมาชิกฝูงกวางต่างพากันเงียบเสียง จ้องมองดูเสี่ยวโอวแล้วก็สบตากันไปมา แววตาระแวงภัย

          ตัวเมียตัวนี้ดูแล้วไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับพวกเขา แถมยังแต่งตัวประหลาด จะนำความยุ่งยากอะไรมาให้หรือเปล่า?

          จะโทษว่าฝูงคิดมากก็ไม่ได้ เพราะช่วงนี้มีสมาชิกในฝูงบาดเจ็บเยอะมากจริงๆ ดังนั้นแต่ละตัวต่างก็หวังว่าจะรักษาชีวิตตนเอาไว้

          อีริครู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่สับสน หวาดระแวงของฝูง จึงพูดอย่างรวดเร็ว “เธอเป็นพวกกินพืชเหมือนพวกเรา พวกคุณลองดมดูสิ มีกลิ่นแคทนิพจากตัวเธอด้วย”

          พอพูดคำนี้ออกมาพวกเรนเดียร์ก็ใช้จมูกอันเฉียบไวดมกลิ่นจากตัวเธอ ได้กลิ่นหอมหญ้าจริงๆ ด้วย จึงค่อยผ่อนความระแวงลงชั่วคราว เผยรอยยิ้มเป็นมิตรให้

          “ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็มาอาศัยที่บ้านฉันละกัน บ้านฉันมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่งพอดี”

          “ที่บ้านฉันมีข้าวโพดที่ปลูกใหม่ในปีนี้ ไม่รู้ว่าตัวเมียตัวนี้จะชอบกินไหม? ฉันจะไปเอามาแบ่งให้ก็แล้วกันนะ”

          “เธอเป็นสมาชิกของเผ่าอะไรหรือ? ดูท่าจะยังโตไม่เต็มวัย ขนยังขึ้นไม่ทั่วตัวเลย หายมาอย่างนี้พ่อแม่เธอคงจะเป็นห่วงมากเลยทีเดียว”

          “...” เสี่ยวโอว

          เดิมทีเผ่าเรนเดียร์ก็อ่อนโยนเป็นมิตรอยู่แล้ว เมื่อสัมผัสได้ว่าเสี่ยวโอวไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา ทุกตัวก็มอบความอบอุ่นแก่เธอกันอย่างล้นหลาม เสี่ยวโอวฝืนยิ้มปลายนิ้วมือกุม ‘ถุงหอมแคทนิพ’ ตรงเอวไว้แน่น ก่อนจะแอบเอาไปซ่อนไว้ด้านหลัง

          สุดท้ายอีริคก็ปฏิเสธคำเชิญของสมาชิกในฝูงอย่างนุ่มนวล พาเสี่ยวโอวกลับไปยังบ้านที่ตนอาศัยอยู่กับปู่

          ปู่ของอีริคชื่อโบแร็ต เป็นผู้อาวุโสที่อายุมากและมีชื่อเสียงที่สุดของฝูงกวาง พ่อกับแม่ของอีริคเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มสาว โบแร็ตจึงเป็นผู้ที่เลี้ยงอีริคมาจนโต

          “คุณปู่ ผมพาเพื่อนใหม่มาคนหนึ่ง” อีริคเปิดประตูรั้วออก ตะโกนทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง

          ชายชราหลังค่อมกำลังตากเห็ดอยู่ในสวน พอได้ยินเสียงของอีริคจึงค่อยๆ หันกลับมา

          อืม..หากไม่ใช่เพราะบนหัวชายชราก็มีเขากวางคู่หนึ่งเหมือนกัน เธออาจจะเห็นเขาเป็นเพียงคนแก่ธรรมดาๆ ก็ได้นะ

          กวางชราส่งเสียงสั่งหลานชาย ไม่ทันสังเกตเห็นผู้ที่ตามมาด้วย “อีริค มาช่วยปู่ตากเห็ดสดพวกนี้หน่อย จะเข้าฤดูหนาวแล้วพวกเราต้องเก็บสะสมอาหารไว้...” เขาเบนสายตามองมาทางเสี่ยวโอวแล้วหยุดพูดทันที

          อีริคแนะนำอย่างคล่องแคล่ว “คุณปู่ เธอชื่อเสี่ยวโอว เป็นเพื่อนใหม่ที่ผมรู้จักที่หลังเขา...”

          ไม่ว่าตอนนี้เสี่ยวโอวจะตะลึงเพียงใด แต่เธอรู้ว่าหากจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ จำต้องกลมกลืนกับพวกเขาให้ได้อย่างรวดเร็ว เธอยืนอย่างนอบน้อม ร้องทักทายอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

          “คุณปู่”

          รอยยิ้มบนหน้าของโบแร็ตหายไป เห็ดสดในมือร่วงกระจายทั่วพื้น สายตาคมกริบมองเพ่งทั่วร่างของเสี่ยวโอว หลังจากผ่านความเงียบที่น่าอึดอัดใจ เขาก็ค่อยๆ เก็บเห็ดสดที่ร่วงพื้นอย่างเชื่องช้า

          “อ้อ...เพื่อนใหม่เรอะ”

          อีริคพยักหน้า พูดต่อไปว่า “เธอพลัดหลงกับฝูงของตัวเอง คุณปู่ครับ พวกเราพอจะหาวิธีช่วยให้เธอได้พบฝูงของเธอได้หรือไม่?”

          หัวหน้าโบแร็ตเป็นตาเฒ่าแสนดีประจำเผ่า ใครมีเรื่องอะไรมาขอร้อง เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ

          นิสัยชอบช่วยเหลือคนของอีริคก็สืบทอดมาจากเขานี่แหละ

          แต่ครั้งนี้ เขากลับมองเสี่ยวโอวด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจ ตอบอย่างเหนือความคาดหมาย “พวกเราช่วยเธอไม่ได้”

          อีริคอึ้งไปคิดไม่ถึงว่าคุณปู่จะปฏิเสธทันควันขนาดนี้ “ทำไมช่วยไม่ได้ล่ะครับ? ทุกเผ่าล้วนมีถิ่นที่อยู่ประจำของตัวทั้งนั้น ขอเพียงรู้ว่าเธอเป็นเผ่าไหน...”

          หัวหน้าโบแร็ตตัดบทเสียงเรียบ “ฝูงของเธอไม่อยู่ที่นี่”

          เสี่ยวโอวใจเต้นแรง เงยหน้าพรวด...จ้องมองคุณปู่ของอีริค

          แต่พอเขาพูดคำนี้จบกลับไม่ได้พูดอะไรต่อ โบแร็ตหมุนตัวเอามือไพล่หลังเดินเข้าไปในเรือนไม้

          อีริคแตะแก้มเธอเบาๆ พลางปลอบว่า “เธออย่ากังวลนะ อาจเพราะช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากจนเกินไป คุณปู่พูดแบบนี้เพราะต้องการปกป้องความปลอดภัยให้กับของฝูงของเรา เธอวางใจเถอะ ในเมื่อฉันรับปากแล้วว่าจะช่วยเธอตามหาครอบครัว ฉันจะไม่ผิดคำพูดแน่นอน”

          เสี่ยวโอวพยักหน้ากล่าวยิ้มๆ ด้วยใจเหม่อลอย “ขอบคุณนะ อีริค”

          มื้อเย็นเป็นต้นอ่อนข้าวสาลี เมล็ดข้าวโพดกับซุปตุ๋นเห็ดสด ข้าวโพดดิบกับซุปเห็ดนั้นเสี่ยวโอวพอรับได้ มีแต่ต้นอ่อนข้าวสาลีนี่แหละที่กลืนไม่ลงจริงๆ ยังดีที่อีริคกับคุณปู่ไม่ได้ติดใจอะไรนัก อีริคคิดไปเองว่าเธอคงไม่ชอบกินต้นอ่อนของข้าวสาลีเท่านั้น เลยตักซุปเห็ดเพิ่มให้เธออีกถ้วย

          หลังอาหารอีริคจะไปขอแผ่นไม้ที่บ้านเพื่อนชื่อคาร์เทอร์ เพราะทางทิศตะวันตกของสวนมีเรือนว่างอยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ระบายอากาศได้ดีและยังสะอาด ถ้าประกอบเตียงไม้เพิ่มมาอีกเตียงก็นอนได้สบาย

          พออีริคจากไปแล้ว เสี่ยวโอวก็เก็บทำความสะอาดโต๊ะจนเรียบร้อย มองดูกวางชราที่กำลังทอเสื่ออยู่ในสวน เธอรวบรวมความกล้า ตัดสินใจเดินไปยืนตรงหน้าเขา ถามอย่างลังเล “หัวหน้าเผ่า ทำไมคุณถึงบอกว่าฝูงของฉันไม่อยู่ที่นี่แล้วล่ะคะ?”

          หัวหน้าโบแร็ตทอเสื่อเพื่อให้เสี่ยวโอวใช้ปูเตียง พอได้ยินก็ชะงักมือไปเล็กน้อย “ฝูงของเธออยู่ที่ไหน ฉันว่าเธอรู้ดีกว่าฉันนะ”

          เดิมทีเสี่ยวโอวแค่หวังว่าอาจจะรู้ แต่พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ยิ่งแน่ใจว่าเขาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน

          เขาพูดไม่ผิด เผ่าพันธุ์ของเธอไม่อยู่ที่นี่ และอาจจะไม่อยู่บนโลกนี้เสียด้วยซ้ำ

แสงที่ซ่อนในเงามืด

          “แล้วคุณ...รู้ไหมว่าฉันจะกลับบ้านได้ยังไง?” เสี่ยวโอวกลั้นใจแล้วกลั้นใจอีก อดไม่ไหวถามออกไปจนได้

          “ไม่รู้” หัวหน้าโบแร็ตตอบโดยไม่หันหน้ามามองด้วยซ้ำ

          เสี่ยวโอวก้มหัวงุดสีหน้าเซื่องซึม ทั้งที่เป็นคำตอบที่คาดไว้อยู่แล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกผิดหวัง

          ผ่านไปครู่หนึ่ง กลับเป็นโบแร็ตที่ถามขึ้นเสียเอง “อีริครู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอไหม?”

          “ไม่รู้ค่ะ ฉันไม่ได้บอกเขา” เสี่ยวโอวส่ายหัว กุมชายเสื้อแน่น “อีริคบอกฉันว่า...มนุษย์สูญพันธุ์ไปตั้งแต่เจ็ดร้อยปีก่อน เป็นความจริงไหมคะ?” พูดจบก็จ้องเขม็งไปยังผู้เฒ่าตรงหน้า

          เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉย พยักหน้า “จริง”

          ใจของเสี่ยวโอวเหมือนร่วงลงก้นเหว

          ไม่รู้หัวหน้าโบแร็ตนึกอะไรขึ้นได้จึงทอดสายตาไปไกล เขากวางบนหัวก็หันตามไปด้วย “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ พวกเขาประดิษฐ์คิดค้นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขึ้นมามากมาย แก้ไขเรื่องราวที่เป็นไปไม่ได้จนเป็นไปได้ น่าเสียดาย สุดท้ายก็ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพแวดล้อม ในที่สุดก็กลายเป็นผู้แพ้”

          เสียงของเขาฟังดูไกลออกไป “เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน โบเออร์เนียมีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ สี่ฤดูผันแปร กลางวันกลางคืนสลับที่กัน พอทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติ มนุษย์ก็หายไปเสียแล้ว”

          เสี่ยวโอวนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่มีรุ่งสางและพลบค่ำ พอคิดขึ้นมาก็รู้สึกขนลุก

          ผลจากการสลับกลางวันกลางคืนก็คือทำให้รุ่งสางกับพลบค่ำหายไป แล้วผลของการที่สี่ฤดูผันแปรล่ะ?

          หัวหน้าโบแร็ตทอเสื่อเสร็จแล้วถามขึ้น “เธอมาจากไหน? เป็นผู้รอดชีวิตของเผ่าพันธุ์มนุษย์งั้นหรือ?”

          เสี่ยวโอวส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ” เธออธิบายให้ชายชราฟังว่าตนมาที่นี่ได้ยังไง “ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้ พอฉันคิดจะกลับไป ก็กลับไม่ได้ซะแล้ว”

          เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าตอนตกจากหน้าผานั้น มีกระแสบางอย่างพยายามดึงเธอให้ตกลงสู่เบื้องล่าง เหมือนจงใจเหวี่ยงมายังโลกนี้

          หัวหน้าโบแร็ตไม่พูดอะไรอยู่นาน จนกระทั่งเห็นเงาร่างของอีริคที่กลับมาจากด้านนอก จึงค่อยๆ กล่าวว่า “ที่นี่อยู่สุดขอบตะวันตกของโบเออร์เนีย หากเธออยากรู้วิธีกลับไป ก็ลองไปแถวชายทะเลสุดขอบตะวันออก ตามหาเต่าน้ำที่ชื่อแพ็ต มันมีอายุยืนยาวเหนือกาลเวลา บางทีมันอาจช่วยเธอได้”

          พูดเพิ่งจะขาดคำ อีริคก็ผลักประตูรั้วเข้ามา “คุณปู่ คุยอะไรกันอยู่หรือครับ?”

          หัวหน้าโบแร็ตสะบัดเสื่อ ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่มีอะไรหรอก รีบไปทำเตียงให้เสร็จ เดี๋ยวฟ้าจะมืดแล้ว”

          อีริคยิ้มให้เสี่ยวโอว เดินแบกแผ่นไม้เพื่อไปประกอบเป็นเตียง

          อีริคใช้เวลาประกอบไม่นานเตียงหลังเล็กแข็งแรงก็เสร็จทันก่อนฟ้ามืด พอวางเสื่อชิ้นแรก ปูสำลีลงไปด้านบน แล้วก็ปูเสื่อทับลงไปอีกชั้น เย็บเสื่อทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นที่นอนแบบง่ายๆ ได้แล้ว

          เสี่ยวโอวได้นอนเตียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทะลุมิติมา แม้จะไม่สบายเท่าที่บ้าน แต่เธอก็นอนหลับสนิทจนถึงเช้า

          หลังฟ้าสว่างแล้ว เสี่ยวโอวก็ตัดสินใจได้ว่า...

          เธออยากจะลองไปที่ชายทะเลสุดขอบตะวันออกดู ถึงแม้จะไม่รู้ว่าการทำแบบนี้จะช่วยให้กลับบ้านได้ไหม

          เพราะยังไงเธอก็ไม่มีที่อื่นให้ไปนี่

          เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เสี่ยวโอวก็เตรียมจะบอกลาอีริคกับหัวหน้าโบแร็ต แต่กลับพบว่าอีริคไม่อยู่ในสวน

          “เขาไปไร่ข้าวโพดทางด้านหลังแล้ว” หัวหน้าโบแร็ตบอกเธอ

          เสี่ยวโอวถามทาง จากนั้นก็ตั้งใจจะเดินไปที่ไร่คนเดียว

          เดิมทีหัวหน้าโบแร็ตคิดจะไปส่ง แต่เสี่ยวโอวเห็นเขาอายุมากแล้ว จึงรีบปฏิเสธทันควัน “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณนั่งพักอยู่ที่นี่เถอะ ตรงนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ฉันไปเองได้”

          โบแร็ตรู้จักสภาพร่างกายตนเองดี จึงไม่ได้เอ่ยแย้งแต่อย่างใด

          เสี่ยวโอวสะพายกระเป๋าเดินไปทางด้านหลังเขา พบว่าแถวนี้ไม่ได้มีแต่ฝูงของอีริคเท่านั้น ยังมีแพะภูเขากับกระต่ายดัตช์อาศัยอยู่อีก เธอมองดูเหล่าสัตว์กลายพันธุ์ที่มีเขา บ้างก็หูยาวเหยียด เห็นฝูงแล้วฝูงเล่า ในที่สุดเสี่ยวโอวก็ตัดสินใจเดินอ้อมไปอีกทางเพราะไม่อยากให้เผ่าไหนพบเห็น กลัวจะเกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น

          เส้นทางนี้ดูคล้ายทางที่เสี่ยวโอวลงเขาเมื่อวานอยู่เล็กน้อย มีแมลงปีกแข็งที่ไม่รู้ชื่อบินว่อนอยู่มากมาย ยังดีที่เธอพกถุงแคทนิพติดตัว พวกมันจึงไม่เข้ามาใกล้

          เธอมองเห็นไร่ข้าวโพดแต่ไกล มีข้าวโพดฝักโตอยู่เต็มไปหมด อีริคยืนอยู่กลางไร่ข้าวโพด กำลังหักข้าวโพดอยู่กับฝูงของเขา

          เสี่ยวโอวเร่งฝีเท้าเดินไปทางนั้น แต่จู่ๆ ก็หยุดชะงักเหลียวมองดูในป่าข้างตัวแวบหนึ่ง

          เธอรู้สึกเหมือนมีประกายแสงสีเขียววาบผ่าน พอตั้งใจสังเกตดูอีกทีก็ไม่เห็นเสียแล้ว

          หลอนไปเองหรือ?

          ทำไมเธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างตามมาตลอดทางเลยล่ะ?

          เสี่ยวโอวส่ายหัว เดินต่อไปทางไร่ข้าวโพด แต่หางตากลับเห็นกอหญ้าข้างทางไหววูบ ทันใดนั้นก็มีกำลังลมหอบหนึ่งพัดมาปะทะใบหน้า ร่างปราดเปรียวว่องไวร่างหนึ่งพุ่งออกมา เสี่ยวโอวยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบโต้ก็ถูกกระแทกล้มลงกับพื้นเสียแล้ว กรงเล็บทั้งสองข้างตรึงไหล่ของเธอเอาไว้แน่น

          หญิงสาวรู้สึกเจ็บจนต้องขมวดคิ้ว

          เมื่อเบนสายตาขึ้นมอง ก็เห็นสัตว์กลายพันธุ์ที่มีใบหน้าคล้ายเสือ มีดวงตาสีเขียวอมฟ้า มีกลุ่มขนสีดำใต้ดวงตายาวลงมาจรดคาง จมูกสีดำ พออ้าปากก็เผยเขี้ยวและฟันที่แหลมคมให้เห็นเต็มปาก

          เสี่ยวโอวปากอ้าตาค้างอย่างตื่นตะลึง ยังไม่ทันได้ตั้งสติ เสือดาวกลายพันธุ์อีกตัวก็เดินตามออกมาจากกอหญ้า มองดูสาวน้อยที่ไม่มีกำลังแขนแม้แต่จะเชือดไก่ แล้วเอ่ยถาม “ร็อด นายคอยตามเธอทำไมหรือ?”

          เสือดาวกลายพันธุ์ตัวแรกที่ถูกเรียกว่า ‘ร็อด’ ยังคงทับอยู่บนตัวเสี่ยวโอว มันโน้มกายลง ยื่นจมูกเข้าไปใกล้ร่างของเธอ ดอมดมไปทั่ว พูดอย่างมั่นใจ “ไม่ผิดแน่ บนตัวเธอมีกลิ่นของไรอัน”

 

          เสือดาวเพศผู้ตัวโตเต็มวัยมีร่างกายกำยำ มือเท้าแข็งแกร่งและกล้ามเนื้อแน่น

          เสี่ยวโอวถูกสัตว์กลายพันธุ์ตัวนี้กดไว้กับพื้นจนแทบจะหายใจไม่ออก

          มันเหยียบลงมาที่ช่องอกเธออย่างไม่ออมแรง...

          สัญชาตญาณบอกให้เธอพยายามขยับแขนขา แต่ยังไม่ทันหนีก็ถูกอีกฝ่ายคว้าข้อมือแล้วล็อกเอาไว้กับพื้น

          เสือดาวกลายพันธุ์พวกนี้มีสายตาคมกริบ ท่าทางขู่เข็ญ พวกมันจ้องตาเธอเขม็งถามเสียงคาดคั้น “เอาไรอันไปซ่อนไว้ที่ไหน?”

          ที่โชคร้ายก็คือ พวกนี้ไม่ได้เรียนรู้ภาษาของมนุษย์ทั้งหมดเหมือนกับเผ่าเรนเดียร์ วิวัฒนาการของเผ่าเสือดาว แม้จะลอกเลียนระบบภาษามาจากมนุษย์ แต่ก็ปรับปรุงให้ผสมผสานไปกับภาษาของตนเองด้วย แถมสัตว์กลายพันธุ์ตัวนี้ยังกดเสียงต่ำ เสี่ยวโอวเลยฟังรู้เรื่องแต่คำว่า ‘ไรอัน’ จึงตอบกลับทันควันว่า “ฉันไม่รู้จักเขาสักหน่อย”

          เสี่ยวโอวฟังภาษาของพวกเขาไม่รู้เรื่อง แต่ร็อดกลับเข้าใจคำพูดของเธอ

          เขายังคงนิ่งเงียบไม่ขยับ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ชัดเจนว่ากำลังชั่งน้ำหนักว่าเสี่ยวโอวพูดจริงหรือไม่

          ไม่ว่ายังไงก็ตาม บนร่างของเธอมีกลิ่นของไรอันอยู่ แสดงว่าต้องเคยเจอไรอันแน่นอน ร็อดเอามือข้างหนึ่งล็อกข้อมือของเธอไว้ อีกมือวางตรงช่องอก ท่าทางสอบสวนดุร้ายยิ่งกว่าเดิม “พูดความจริงมาดีกว่า”

          แม้สัตว์ป่าจะวิวัฒนาการจนมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่กรงเล็บก็ยังคงแหลมคม แล้วตอนนี้เล็บที่ว่ากำลังจ่ออยู่ตรงหน้าอกเสี่ยวโอว หากเขาออกแรงอีกสักนิด ก็จะแหวกอกเธอได้เลย

          เสี่ยวโอวใจหายวาบ แหงนหน้ามองอีริคที่อยู่ในไร่ข้าวโพดไกลออกไป อ้าปากคิดขอความช่วยเหลือ “ช่วย...”

          พูดเพียงคำว่า ‘ช่วย’ ออกมา คำที่เหลือก็คาอยู่ในลำคอ

          เมื่อวานเธอเห็นอีริควิ่งหนีเสือมาแล้ว แม้เรนเดียร์จะตัวใหญ่ แต่ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรม พวกมันจึงเป็นได้แค่อาหารคำใหญ่สำหรับพวกเสือดาวเท่านั้น ถ้าเธอร้องขอความช่วยเหลือจากอีริคในตอนนี้ ไม่เท่ากับดึงเขาเข้าสู่อันตรายเหรอ?

          เสี่ยวโอวกัดฟัน แต่หากจะให้ถูกฆ่าไปเสียอย่างนี้ เธอก็ไม่ยอมหรอก นิ้วของเธอสัมผัสถูกถุงหอมตรงเอวโดยไม่ตั้งใจ เธอชะงักการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

          มือเร็วเท่าความคิด เสี่ยวโอวกระชากถุงหอมที่ตนทำมากำไว้อย่างไม่ลังเล จากนั้นก็เบนสายตามาสังเกตปฏิกิริยาของเสือดาวกลายพันธุ์ทั้งสอง ร็อดยังคงไม่สนใจการดิ้นรนของเธอ ส่วนเสือดาวกลายพันธุ์อีกตัวยืนห่างไปหลายก้าว แม้จะไม่ได้เข้ามาร่วมด้วยแต่ก็ไม่คิดจะห้ามปราม

          เธอคงต้องหาทางรอดเองแล้ว

          เสี่ยวโอวตัดสินใจเด็ดขาด สูดลมหายใจเข้าปอดลึก กำถุงแคทนิพในมือแน่น แล้วยกขึ้นไปกดจมูกเสือดาวตรงหน้า

          แมวที่บ้านเวลาเจอของเล่นที่มีแคทนิพทีไร ก็จะร่าเริงสุดชีวิตไปเสียทุกครั้ง ถึงขนาดไร้สติกอดของเล่นไว้ทั้งเขี่ยทั้งกัด กลิ้งไปทั่วพื้น เหมือนคนติดยาเสพติดอย่างไรอย่างนั้น

          ในเมื่อเป็นสัตว์ตระกูลแมวเหมือนกัน ไม่รู้ว่าพืชชนิดนี้จะมีผลกับเสือดาวไหม?

          ผลลัพธ์นั้นให้เธอผิดหวัง

          “เป็นตัวเมียที่โง่เสียด้วย!” ร็อดเบนหน้าหลบถุงหอมแคทนิพ น้ำเสียงที่พูดยิ่งกว่าดูแคลน “เธอคิดว่าพวกฉันจะเก็บจุดอ่อนขนาดใหญ่ของเผ่าพันธุ์เอาไว้เหรอ? แคทนิพไม่มีผลต่อประสาทสัมผัสของพวกเรามาตั้งหลายร้อยปีแล้ว”

          แย่แล้ว! นอกจากแคทนิพจะไม่ได้ผล กลับยิ่งเพิ่มความโกรธให้กับเสือดาวกลายพันธุ์ตัวนี้เข้าไปอีก

          กรงเล็บคมกริบของร็อดบนหน้าอกเสี่ยวโอวกดแรงขึ้นเรื่อยๆ “บอกมา ไรอันอยู่ที่ไหน?”

เหยื่อกับผู้ล่า

          เล็บแหลมคมเกี่ยวเสื้อคลุมเบสบอลของเธอขาดอย่างง่ายดาย เสื้อที่เธอมีเปลี่ยนในแต่ละวันปกติก็ไม่พออยู่แล้ว ขืนถูกเขาทำขาดไปอีกตัว ต่อไปก็จะยิ่งไม่มีให้เปลี่ยน

          เสี่ยวโอวดิ้นรนไปมา รู้เพียงว่าพวกเขาตามหาสัตว์กลายพันธุ์ที่ชื่อไรอัน “ฉันไม่รู้จริงๆ...”

          ร็อดขมวดคิ้วอย่างนึกรำคาญ ตัวเมียตัวนี้ได้แต่ดิ้นไปดิ้นมาใต้กรงเล็บของเขา ไม่ยอมพูดความจริง ขืนยังถ่วงเวลาต่อไปจะรู้ที่อยู่ของไรอันได้ยังไงล่ะ?

          เขาตัดสินใจเอาตัวเธอกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอคิดแบบนี้มือหนึ่งจึงคว้ามือเสี่ยวโอวไว้ อีกมือล็อกเข้าที่เอวบาง ตวัดร่างน้อยขึ้นพาดบ่าโดยไม่นึกจะถนอมโฉมงามอย่างเธอเลยสักนิด เขาหันไปบอกเพื่อนที่ชื่อดอลโต้ว่า “กลับฝูง” แล้วก็ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าเข้าป่าลึก

          หน้าท้องของเสี่ยวโอวกระแทกเข้ากับไหล่บึกบึนของเสือดาวกลายพันธุ์ เธอเจ็บจนจุก คิดจะร้องแต่ก็ร้องไม่ออก

          อีริคบอกว่าเสือดาวกลายพันธุ์เป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้ายที่สุดในห่วงโซ่อาหาร ในเมื่อพวกเขาถามแล้วไม่ได้ความจากเธอ คงจะจับเธอกลับไปกินแน่ๆ เลย เสี่ยวโอวทั้งเหนื่อยล้าและโศกเศร้ากับชะตากรรมของตัวเอง แต่ทันใดนั้น เสือดาวกลายพันธุ์ที่จับเธอพาดบ่าอยู่ก็หยุดเดิน เปล่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แล้วตามมาด้วยเสียงสบถ

          “นี่มันอะไรกัน”

          เสี่ยวโอวยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกเสือดาวกลายพันธุ์โยนลงกับพื้น

          แม้จะเจ็บแต่ก็ไม่มีเวลาลูบคลำเนื้อตัวแล้ว เธอรีบเงยหน้าขึ้น เห็นเสือดาวน้อยลายดำกำลังเกาะอยู่บนไหล่ของร็อด เขี้ยวอันคมกริบของมันฝังลงในเนื้อแล้วกัดเขาอย่างแรง

          ร็อดคว้าเสือดาวน้อยออกจากไหล่ กำลังคิดจะสั่งสอนมันเสียหน่อย แต่กลับเจอเข้ากับดวงตาแวววาวสีน้ำเงินเข้มเสียก่อน แววตาที่ว่าทั้งข่มขวัญ ดุดันแล้วก็ตำหนิ

          ร็อดตกตะลึง แข็งเกร็งไปทั้งร่าง แม้แต่ลิ้นก็เริ่มพันกัน “ไร...”

          ไรอัน!

          พูดยังไม่ทันจบ เขาก็ถูกเสือดาวน้อยยกเท้าขึ้นฟาดกรงเล็บใส่ปลายคาง

          ร็อดแหงนไปด้านหลัง มือคลายออก เสือดาวน้อยจึงโดดออกจากมือเขาไปได้อย่างง่ายดาย

          เสี่ยวโอวเห็นเสือดาวน้อยวิ่งมาหาตน กลัวว่าสัตว์กลายพันธุ์ทั้งสองจะตามมาเอาเรื่อง จึงรีบอุ้มมันไว้แล้วฉวยโอกาสที่ร็อดและดอลโต้ยังไม่ทันได้สติ รีบวิ่งหนี

          “เดี๋ยวก่อน...”

          ร็อดกับดอลโต้คิดจะไล่ตาม แต่เพิ่งขยับได้เพียงสองก้าว เสือดาวน้อยก็ยื่นหัวออกมาจากอ้อมแขนของเสี่ยวโอวแล้วคำรามขู่

          เสี่ยวโอวสนใจแต่จะวิ่งหนี จึงไม่เห็นแววตาทรงอำนาจที่กำลังขู่ขวัญและออกคำสั่งของเจ้าเหมียวในอ้อมอก

          ร็อดกับดอลโต้อึ้งไป สุดท้ายก็ยอมหยุดฝีเท้า ปล่อยให้เจ้าเหมียวน้อยกับเสี่ยวโอวห่างออกไปต่อหน้าต่อตา

          วิ่งหนีมาได้สักระยะหนึ่ง คิดว่าน่าจะปลอดภัยแล้ว เธอจึงปล่อยร่างเสือดาวน้อยในอ้อมแขนลง ก่อนจะยกมันขึ้นมามองแล้วถามอย่างแปลกใจ “ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

          เสือดาวน้อยเปล่งเสียงครางออกมาจากลำคอเพียงเบาๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะขยับขาหลังออกมาให้เธอเห็น

          เป็นอย่างที่มันคิดไว้ เสี่ยวโอวถูกดึงดูดความสนใจจริงๆ เสียด้วย เธอเปลี่ยนไปสนใจขาหลังของมันแทน แผลที่ขาปริออก มีเลือดซึมเต็มผ้าก๊อซ

          แผลต้องปริตอนสู้กับสัตว์กลายพันธุ์สองตัวเมื่อครู่แน่ๆ

          เสี่ยวโอวซาบซึ้งใจที่เจ้าตัวน้อยเสี่ยงเข้ามาช่วยเธอโดยเอาชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน เธอรีบเปิดกระเป๋าหยิบเอากล่องยาจาก ‘ห้วงมิติ’ ใส่ยาฆ่าเชื้อแล้วทำแผลให้ใหม่

          เมื่อทำแผลเสร็จ เสี่ยวโอวก็ถามอย่างอ่อนโยน “แกโผล่มาเพื่อช่วยฉันหรือ?”

          เสือดาวน้อยหลุบตาลง ปิดบังความนัยบางอย่างในสายตา แต่สำหรับเสี่ยวโอวนั้น ท่าทางแบบนี้ถือเป็นการยอมรับโดยปริยาย

          แน่นอน ไม่ว่ามันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เสี่ยวโอวก็มั่นใจเต็มที่ว่ามันเป็นเจ้าเหมียวยอดกตัญญู ยอมเข้ามาต่อกรกับสัตว์กลายพันธุ์ที่ตัวโตเต็มวัยเพื่อช่วยเหลือเธอ คิดได้ดังนี้ก็ทั้งปลาบปลื้มใจและรู้สึกสงสารมันไปด้วย “แกไปทำพวกนั้นโมโหเข้าแล้วรู้ตัวหรือเปล่า ดูก็รู้ว่าพวกนั้นร้ายมากแค่ไหน จะไม่ตามมาหาเรื่องแกในอนาคตหรอกหรือ?”

          เสี่ยวโอวเป็นกังวลแทนมันเหลือเกิน

          เสือดาวน้อยนอนหมอบอยู่ในอ้อมอกเธอเงียบๆ เหมือนจะไม่กังวลกับปัญหานี้เลยสักนิด แน่สิ...มันยังเด็กนี่นาจะไปรู้อะไร

          เสี่ยวโอวนวดหัวเสือดาวน้อยเพื่อให้มันผ่อนคลาย แล้วลองถามหยั่งเชิงดู

          “ฝูงของแกอยู่ที่ไหน...หืม? ไกลจากที่นี่มากหรือเปล่า?” พูดจบก็วางมันลงบนพื้น “แกรีบกลับฝูงของตัวเองเถอะ อย่างไรเสียพวกแกก็เป็นเสือดาวเหมือนกัน จะกลายพันธุ์หรือไม่กลายพันธุ์ก็น่าจะพอตกลงกันได้ ถ้าแกกลับฝูงพวกเขาอาจจะช่วยเหลือแกจากสัตว์กลายพันธุ์สองตัวนั้นได้ ฉันตัวคนเดียวคงปกป้องแกไม่ได้หรอก”

          เสือดาวน้อยยืนอยู่กับที่ไม่ขยับ แหงนหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองเธอเงียบๆ

          ผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็ยังไม่ขยับ

          เสี่ยวโอวเอียงหัว นึกสงสัย “ทำไมแกไม่ยอมไปล่ะ?”

          เสือดาวน้อยเดินกลับมาอยู่ข้างกายเธอ หมอบลงโดยไม่ส่งเสียงใดๆ

          นี่มันอะไรกัน?

          ไม่คิดจะกลับฝูงของตัวเองหรือ?

          เสี่ยวโอวลุกขึ้น จงใจเดินห่างไปสองก้าว

          เห็นเสือดาวน้อยค่อยๆ ลุกขึ้น เดินตามหลังเธอมา ขาหลังที่บาดเจ็บนั้นกะเผลกเล็กน้อย เธอเดินไปทางไหน มันก็เดินไปทางนั้น

          เสี่ยวโอวเขินเล็กน้อย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าป่าที่มีสิงสาราสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยคอยเดินตาม จึงถามมันอย่างประหลาดใจ

          “แกจะตามฉันไปจริงเหรอ?”

          เสือดาวน้อยหยุดอยู่แทบเท้าเธอ ความเงียบคือการยอมรับโดยปริยาย

          “แต่ว่าฉันจะไปที่ที่ห่างไกลทางตะวันออกนะ อาจจะมีอันตรายระหว่างทาง แล้วก็...อาจจะไม่กลับมาอีก แกยังจะอยากตามฉันไปอยู่รึเปล่า?”

          คราวนี้เสือดาวน้อยค่อยมีปฏิกิริยาตอบกลับให้เธอเห็น แต่ไม่ใช่ตีจาก...มันฉวยโอกาสตอนเสี่ยวโอวโน้มร่างลงมา ใช้ขาหลังที่ไม่ได้บาดเจ็บนั้นออกแรงกระโจนตัว กระโดดเข้าสู่อ้อมอกของเธอเสียอย่างนั้น

          เสี่ยวโอวกลัวมันจะล้มกลิ้ง จึงรีบโอบรับมันไว้

          “เอาเถอะๆ” เธอหัวเราะอย่างจนใจ “ในเมื่อแกอยากจะตาม ก็ตามมาละกัน...”

          มันเป็นสัตว์ตัวแรกที่เธอพบนับแต่มาถึงโลกนี้ คิดๆ ดูแล้ว เราอาจมีวาสนาต่อกันก็เป็นได้

          เอาเถอะ...มีสัตว์เลี้ยงสักตัวก็ไม่เสียหายนี่

          พอคิดได้อย่างนี้ เสี่ยวโอวก็ปล่อยวางและปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตอนแรกเธอคิดจะเดินทางคนเดียว แต่ตอนนี้มีเสือดาวน้อยเพิ่มมาอีกหนึ่ง คงต้องวางแผนเส้นทางใหม่ ปู่ของอีริคบอกว่าเต่าน้ำที่ชื่อแพ็ตอาศัยอยู่ทางซีกตะวันออกของแผ่นดินโบเออร์เนีย ถ้าเธอมุ่งหน้าตามเข็มทิศไปทางตะวันออกอย่างเดียวก็คงพอล่ะมั้ง

          นึกถึงโบแร็ต ก็นึกถึงอีริค

          เสี่ยวโอวคิดจะบอกลาเขาก่อนไป แต่พอเจอเสือดาวกลายพันธุ์เข้าทำให้เธอวิ่งออกนอกเส้นทาง เมื่อครู่มัวแต่หนี พอรู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่ตรงเชิงเขาแล้ว

          เสี่ยวโอวมองกลับเข้าไปในป่า แล้วก็ตัดสินใจว่าคงไม่ต้องลาแล้ว ไม่ว่ายังไงเธอก็คงไม่สามารถอธิบายได้ว่าเผ่าพันธุ์ของตนเป็นพันธุ์อะไร และจะไปตะวันออกทำไม

          หลังจากหันหลังเดินไปได้หลายก้าว ก็ได้ยินเสียงร้องเรียกดังมาจากทางด้านหลัง—

          “โอว รอฉันด้วย”

          เสี่ยวโอวหันกลับไปมองอย่างประหลาดใจ เห็นอีริควิ่งมาแต่ไกล เขากวางขนาดใหญ่ส่ายไหวตามการวิ่ง ทำเอาคนเห็นอกสั่นขวัญแขวนแทนเพราะกลัวมันจะหักลงมา

          ยังวิ่งไม่ถึงตัวเสี่ยวโอว อีริคก็ถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว “ฉันได้ยินคุณปู่บอกว่าเธอจะเดินทางไปยังทิศตะวันออกเพื่อตามหาฝูงของตนเอง ทำไมเธอไม่บอกฉันว่าฝูงของเธออยู่ไกลขนาดนั้นเล่า?”

          เสี่ยวโอวลังเล “อืม ฉันไม่อยากรบกวน...”

          ไม่รอให้เสี่ยวโอวพูดจบ อีริคก็ฉีกยิ้มกว้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “ไม่เป็นไร ฉันต้องไปเข้าประชุมแทนคุณปู่ที่หมู่บ้านกวางหนอกพอดี หมู่บ้านนี้ก็อยู่ทางทิศตะวันออกเหมือนกัน หากเธอไม่รังเกียจพวกเราร่วมทางกันได้นะ”

          “...”

          อีริคพูดจบ ก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสี่ยวโอว สายตามองต่ำลง จึงเห็นเสือดาวที่เธออุ้มไว้แนบอก

          เสือดาวขนสีเทาลายดำมองตอบอีริคด้วยสายตามืดครึ้มดวงตาสีน้ำเงินเข้มเปล่งประกายแวววาว เป็นลักษณะเฉพาะที่พวกกินเนื้อมักใช้มองประเมินพวกกินพืช

 

          อีริคผงะถอยหลังด้วยความตกใจ “ส...เสือดาวรึเนี่ย!”

          เพราะความกลัว แม้แต่เขากวางบนหัวก็ยังสั่น

          โดยธรรมชาติแล้ว...ผู้อ่อนแอมักจะกลัวผู้แข็งแกร่ง แถมเสือดาวยังล่ากวางเป็นอาหารหลักเพราะเนื้อแน่นเต็มปากเต็มคำ เคี้ยวทีเดียวอิ่มไปหลายวัน กรณีเสือล่ากวางเป็นอาหารจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเสือดาวน้อยที่ดูไม่มีพิษมีภัย แต่ก็จะประมาทไม่ได้

          เสี่ยวโอวกุมขาหลังของเสือดาวเอาไว้ พยายามไม่ให้มือของตัวเองถูกแผลของมัน เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนอธิบายอย่างเก้อเขิน “เหมียวน้อยของฉันไม่ทำร้ายใครหรอก...”

          น่าเสียดายที่น้ำเสียงลังเลจนแม้แต่ตนเองก็ยังไม่เชื่อ

          พอมาคิดอีกที เธอเจอมันมาแล้วถึงสามครั้ง สองครั้งแรกเธอระแวงมันมาก แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งที่สามมันถึงขนาดช่วยชีวิตเธอไว้ด้วยซ้ำ

          มันไม่น่าจะเป็นตัวอันตรายอะไรหรอกน่า

          อีริคทำใจกล้าถามว่า “ทำไมเธอถึงมาอยู่กับมันได้ล่ะ?”

          เสี่ยวโอวจึงเล่าเรื่องที่ไปเจอเสือดาวน้อย และได้ช่วยเหลือมันอย่างย่อๆ ให้อีริคฟัง แถมยังอุตส่าห์เน้นย้ำเสียงจริงจัง “เมื่อครู่มีเสือดาวกลายพันธุ์สองตัวจู่โจมฉัน มันนี่แหละที่ช่วยฉันไว้”

          ประโยคนี้เจตนาจะให้อีริคเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเสือดาวน้อย

          แต่ว่า...เสี่ยวโอวคิดง่ายเกินไป ความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อกับผู้ล่านั้นดำรงอยู่มานับร้อยนับพันปี ไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วข้ามคืน

เรื่องด่วน

          อีริคมองเสือดาวแล้วก็มองดูเสี่ยวโอว กลืนน้ำลายอย่างยากเย็น “เธอคิดจะพามันร่วมเดินทางไปด้วยหรือ?”

          เสี่ยวโอวพยักหน้า พูดตามตรงว่า “มันหลงกับพ่อแม่ ฉันคิดจะช่วยมันหาฝูงด้วย” พูดจบก็เห็นอีริคทำสีหน้าหวาดผวา เสี่ยวโอวครุ่นคิดชั่วครู่ จึงเอ่ยปากอย่างเข้าใจ “ถ้าเธอกลัวมัน เราแยกกันเดินทาง ต่างคนต่างไปไม่ดีกว่าหรือ”

          เสี่ยวโอวนึกว่าอีริคจะพยักหน้า เพราะว่าความกลัวบนหน้าเขานั้นไม่ใช่ของปลอม

          แต่เขากลับส่ายหน้า ดวงตากลมแป๋วนั้นจ้องมองเสือดาวอย่างกลัวๆ แต่ปากกลับพูดว่า “ไม่ ฉันจะไปกับเธอ...หากเกิดอันตรายขึ้นระหว่างทาง ฉันจะได้ปกป้องเธอได้”

          ส่วน ‘อันตราย’ ที่ว่าเกิดจากใครนั้น...แม้จะไม่พูดให้ชัดเจน แต่เจ้าตัวย่อมรู้อยู่แก่ใจ

          เสี่ยวโอวไม่อาจปฏิเสธความหวังดีจากเขาได้ จึงร่วมเดินทางไปด้วยกัน

          ตอนนี้ก็สายมากแล้ว ขืนยังไม่รีบออกเดินทาง วันนี้พวกเขาคงออกจากเขาลูกนี้ไม่ทันด้วยซ้ำ เธอเก็บเข็มทิศกลับเข้าไปในกระเป๋าตั้งแต่ตอนที่ถูกอีริคเรียกให้หยุด ยังดีที่เธอจดจำทิศทางเอาไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ขอเพียงมุ่งหน้าเดินไปตามทิศที่ตั้งใจก็พอ

          เสี่ยวโอวเดินนำหน้า อีริคเดินตามหลัง

          ระหว่างทางอีริคคอยสังเกตเสือดาวน้อยที่เสี่ยวโอวอุ้มเอาไว้ตลอดการเดินทาง พอมันเคลื่อนไหว เขาก็จะตึงเครียดแข็งเกร็งไปทั้งตัวทันที บางครั้งมันก็ยกกรงเล็บขึ้นเกาหูเบาๆ แต่อีริคกลับลุกลี้ลุกลนถอยหลังหลายก้าวอย่างหวาดผวา ตากวางคู่นั้นมีแต่ความระแวง

          เสือดาวน้อยจ้องมองเขาเงียบๆ ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางกรงเล็บลง หาวอย่างเกียจคร้านเบื่อหน่าย

          ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด

          หนึ่งคน--หนึ่งเสือ--หนึ่งกวางเดินมาร่วมสามชั่วโมง เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นจึงได้พบถ้ำที่เหมาะจะพักผ่อนในที่สุด ปากทางเข้าถ้ำเตี้ยมาก อีริคซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่ ต้องก้มตัวถึงจะเดินเข้าไปได้ แต่ภายในถ้ำกลับกว้างขวาง อีกทั้งยังลึกจนมองไม่เห็นปลายถ้ำ ไม่มีหญ้าฟางและสิ่งอื่นใด จึงดูไม่เหมือนที่พักอาศัยของหมี

          ถ้าเป็นถ้ำโล่ง เสี่ยวโอวก็วางใจ เธอไปขนเอาหญ้าแห้งจากด้านนอกมาปูไว้ในถ้ำ วางเสือดาวน้อยลงบนนั้น

          อีริครับหน้าที่จุดไฟ พอมีเปลวไฟลุกในถ้ำก็สว่างขึ้นมาก เขาไม่ได้อยู่เฉย หมุนตัวออกจากถ้ำไปอีกหน เพียงครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับผลไม้ป่านานาชนิด “แถวนี้มีอะไรที่กินได้ไม่มากนัก ฉันเด็ดผลไม้กลับมาได้บ้างบางส่วน พอรองท้องได้สักหนึ่งคืน พรุ่งนี้ฉันจะคอยมองระหว่างทางว่ามีเห็ดสดที่กินได้บ้างไหม เราจะได้กินเห็ดย่างกัน”

          เสือดาวน้อยกลอกตา พ่นลมออกทางจมูก

          ผลไม้...เห็ด!

          อีริคมองไปทางมันด้วยสีหน้าตึงเครียด ได้ข่าวว่าถ้าขาดเนื้อสดนานๆ เสือจะอันตรายขึ้น

          แต่เสือตัวนี้กลับพลิกตัว ไม่แยแสเขาสักนิด

          แน่ล่ะ...พวกกินพืชนั้นกินง่ายอยู่ง่าย แค่เห็ดย่างสักหน่อยก็ทำให้พวกเขาพึงพอใจได้แล้ว

          เสี่ยวโอวไม่ได้สังเกตถึงคลื่นใต้น้ำระหว่างสัตว์สองตัวนี้ เธอเอาแต่ปอกผลไม้อยู่ ผลไม้ชนิดนี้ด้านนอกดูอัปลักษณ์ ตะปุ่มตะป่ำ เป็นประเภทที่ปกติเสี่ยวโอวจะไม่เด็ดแน่ๆ แต่พอปอกออกแล้ว เนื้อข้างในกลับเป็นสีขาวมีน้ำผลไม้ไหลออกมา ดูหวานฉ่ำ เสี่ยวโอวดูดเบาๆ อึกหนึ่ง รสชาติหวานหอมถูกใจ แถมยังมีกลิ่นเหมือนมะพร้าวอีกแน่ะ

          เธอรู้สึกว่าไม่เลวนัก จัดการปอกอีกลูกหนึ่งแล้วยื่นมาตรงหน้าเสือดาวน้อย “แกกินไหม?”

          เสือดาวน้อยมองเพียงปราดเดียว ก็เบนสายตาออกอย่างเฉยเมย

          เสี่ยวโอว “...”

          เอาเถอะ มันเป็นสัตว์กินเนื้อนี่นะ

          หลังจากฟ้ามืด เธออาศัยจังหวะที่อีริคนอนหลับ แอบเอานมวัวสองกล่องออกจาก ‘ห้วงมิติ’ ตัดวางไว้หน้าเสือดาวน้อยกล่องหนึ่ง เอาไว้กินเองอีกกล่องหนึ่ง แล้วก็ไม่ลืมฉีกซองเนื้อวัวแห้งให้เสือดาวน้อยด้วย คราวนี้มันไม่ปฏิเสธ เอาหัวมุดลงในกล่องนมกินจนหมด แถมกินเนื้อวัวแห้งจนเกลี้ยงถุง

          เสี่ยวโอวอดไม่ไหวหนีบใบหูกลมๆ ของมัน พูดเสียงอุบอิบ “คิดไม่ถึงว่าแกจะเลือกกินด้วย...”

          เสือดาวน้อยขยับปลายหู ก้มหัวลง ไม่ได้ต่อต้าน

          พอเสือดาวน้อยกินหมดแล้ว เธอก็เก็บกวาดกล่องอย่างมิดชิด โยนเศษขยะใส่กลับไปใน ‘ห้วงมิติ’ แล้วจึงค่อยเอนกายนอน

          เธอนอนไปได้ไม่นาน เสือดาวน้อยที่หมอบอยู่ตรงหัวมุมก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองสาวน้อยที่ขดตัวนอนหลับปุ๋ยตรงหน้า

          จากนั้นก็ค่อยๆ ยืนขึ้น หมุนตัว แล้วเดินออกนอกถ้ำไป

          ในความมืด ร่างอันคล่องแคล่วของมันเคลื่อนที่รวดเร็วไปทางป่าด้านหลัง

          มีสองร่างเคลื่อนที่ในแบบเดียวกันตามหลังมาติดๆ

          พอเข้าไปในป่าลึกไรอันก็หยุดวิ่ง หันหลังมาเผชิญหน้ากับสองผู้ติดตาม “ร็อด ดอลโต้ ใครอนุญาตให้พวกนายตามฉันมา?”

          น้ำเสียงที่เอ่ยเคร่งขรึมเย็นเยียบ ไม่มีท่าทางของเสือดาวตัวน้อยที่อ่อนแอไร้ทางสู้อย่างที่เคยแสดง ตอนที่เสี่ยวโอวอุ้มเขาวิ่งหนี เสือดาวกลายพันธุ์ทั้งสองก็ลอบสะกดรอยตามมาอย่างไม่ลดละ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้

          ร็อดก้าวมาด้านหน้าหนึ่งก้าว จ้องตาเสือดาวตัวเล็กตรงหน้า ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ “จ่าฝูง...เป็นคุณจริงๆ หรือ” จากนั้นก็รีบถามต่อ “หากเป็นคุณจริง ทำไมคุณถึงมีสภาพ...แบบนี้ได้”

          ร็อดกลืนคำว่า ‘น่าตกใจ’ ลงคอเมื่อเผชิญกับแววตาดุดันของไรอัน

          ไรอันหันกลับมามองผู้ติดตามทั้งสอง

          ใช่แล้ว...ตอนนี้เขาอยู่ในร่างเสือน้อยแรกเกิดที่อ่อนแอเปราะบาง ทั้งยังเป็นเสือตามสายเลือดเดิม ต่างจากร่างสัตว์กลายพันธุ์อย่างร็อดกับดอลโต้

          เสือดาวน้อยตรงหน้ายืนนิ่ง สี่เท้ายันพื้น ลวดลายสีดำพาดเทาทำให้เขาดูน่าเกรงขาม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าป่าที่มีมาแต่กำเนิด

          เจ้าป่าหรือจ่าฝูงเผ่าเสือดาวที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร...

          ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ร็อดกับดอลโต้ปากอ้าตาค้าง

          เดิมที...ร่างของไรอันนั้นคือเสือดาวโตเต็มวัยสูงใหญ่กำยำและแข็งแกร่งที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในร่างมนุษย์หรือเสือดาว ไรอันจะปราดเปรียวและเป็นที่น่าเกรงขามที่สุดในเผ่าเสือดาว สมกับตำแหน่งจ่าฝูงของเหล่าเสือ

          แล้วไปทำอะไรมา จ่าฝูงไรอันถึงได้กลายเป็นลูกเสือตัวจ้อยแบบนี้ได้ล่ะ?

          ดอลโต้คืนสติกลับมาก่อน “จ่าฝูง นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

          คนทั้งฝูงทุ่มเทกำลังเต็มที่ตามหาเขาอยู่สามวัน แต่กลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากเขาเลย ด้วยความเก่งกาจของไรอัน หากไม่ใช่เพราะบาดเจ็บหนัก ก็หมายความว่าจงใจไม่ให้พวกพ้องหาพบ...แต่เมื่อวานเขาเลือกที่ปรากฏกายเอง จึงตัดความเป็นไปได้อันแรกออก

          หมายความว่า เขาจงใจหลบหลีกการตามหาของฝูงเสือดาวหรอกหรือ?

          ดอลโต้มองดูไรอันในร่างของเสือน้อย ถึงแม้จะอยู่ในร่างของสัตว์ ซ้ำยังเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ยังโตไม่เต็มวัย แต่ก็หาได้ลดทอนความทระนงองอาจของจ่าฝูงเผ่าเสือดาวไม่ แววตาดอลโต้มืดลง ถามหยั่งเชิง “หลายวันนี้คุณหายไปไหนมา?”

          ไรอันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กึ่งจริงกึ่งเท็จ “ไปวนเวียนแถวที่ตั้งเผ่าหมาป่ามา”

          หมาป่าหน้าโง่พวกนั้นนึกว่าเขาตายแล้ว กำลังล้อมกองไฟฉลองกันอยู่

          ดอลโต้ถามอีกว่า “ในเมื่อคุณยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไม่ส่งข่าวให้พวกเรารู้ล่ะ? ฝูงต่างคาดเดากันว่าจ่าฝูงตายไปแล้ว ไม่มีคุณคอยคุมเชิงในฝูงก็เริ่มมีคลื่นใต้น้ำ เจ้าราอูล ซิธ นั่นถึงขนาดปลุกระดมให้เลือกจ่าฝูงคนใหม่แล้วด้วยซ้ำ” ดอลโต้มองสบตาไรอัน “ขืนคุณยังไม่กลับไป ต้องเกิดความวุ่นวายภายในฝูงแน่”

          เสือดาวนั้นเดิมทีก็ไม่ใช่สัตว์ที่เชื่องอะไรอยู่แล้ว ไม่มีเสือตัวไหนจะยอมให้เสือตัวอื่นมาควบคุมพวกมันได้หรอก นอกเสียจากว่ามันอ่อนแอกว่าจึงจะยอมสยบให้

          ตอนแรกที่ไรอันได้ขึ้นเป็นจ่าฝูง เพราะเขามีจุดเด่นเฉพาะตัว เขาแข็งกล้า ดุดัน หลักแหลม ทั้งยังเจ้าเล่ห์ ทุกความสามารถล้วนโดดเด่นเหนือกว่าตัวผู้ตัวอื่นๆ ในเผ่าเสือดาวทั้งหมด ทำให้ทุกคนยอมรับนับถือ

          เพราะเหตุนี้เอง ไรอันจึงไม่อาจให้ฝูงรู้ความจริงที่ว่าเขาตัวเล็กลงได้

          รวมทั้งร็อดกับดอลโต้ด้วย!

          ใช่แล้ว นับแต่ที่บาดเจ็บเป็นต้นมา ไรอันก็ติดอยู่ในร่างเล็กจิ๋วนี่ ทำยังไงก็ไม่สามารถกลับสู่ร่างโตเต็มวัยได้ แล้วก็ไม่อาจกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อีกด้วย ตอนแรกเขานึกว่าเป็นฝีมือเล่นแร่แปรธาตุของพวกหมาป่า ฝูงหมาป่าเจ้าเล่ห์เพทุบายชอบชกใต้เข็มขัด แต่ต่อมาเขากลับพบว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเพราะพวกมัน

          เผ่าหมาป่าแค่บังเอิญทำขาเขาบาดเจ็บไปข้างหนึ่งเท่านั้น และตอนนี้แผลค่อยๆ สมานตัวแล้ว แต่ที่เขายังไม่อาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เพราะร่างกายเหมือนถูกอะไรสักอย่างผนึกไว้

          ในเผ่าเสือดาวนั้นเต็มไปด้วยเสือร้ายที่ทะเยอทะยาน ตอนที่ร่างกายเขายังปกติดี พวกนั้นก็ยังพยายามแก่งแย่งชิงอำนาจอยู่เนืองๆ หาเรื่องสารพัด ยิ่งตอนนี้ถ้ารู้ว่าเขาอยู่ในร่างของลูกเสือแรกคลอดแล้วละก็ จะไม่ยิ่งเหิมเกริมถึงขั้นยึดฝูงหรอกหรือ?

          “ฉันจะยังไม่กลับไปตอนนี้” ไรอันพูดอย่างสงบนิ่ง

          ดอลโต้อึ้งไป “คุณว่าอะไรนะ?”

          คืนนี้เงียบสงัด จึงได้ยินเสียงทุ้มต่ำของไรอันชัดเจน “ตอนนี้ฉันมีเรื่องด่วนที่ต้องสะสาง”

          ทางปากถ้ำมีแสงไฟสีขาวลุกโชนขึ้น จากนั้นก็มีร่างสาวน้อยผอมบางเดินออกมาจากด้านใน ถือไฟฉาย ส่องไปทั่วทิศ พอมองไม่เห็นร่างที่ตามหา ก็ตะโกนเรียก “เฮ้...เหมียวน้อย แกอยู่ไหนน่ะ?”

          เสือทั้งสามกลอกตาแล้วมองหน้ากัน

          แสงแสบตาสาดผ่านต้นไม้เบื้องหน้าไรอัน เขาถอยหลังไปสองก้าว สายตาจับจ้องอยู่ที่เธอ

          ร็อดกับดอลโต้มองตาม

          ร็อดมองปราดเดียวก็รู้ว่าเธอคือตัวเมียเมื่อกลางวันที่จ่าฝูงช่วยเอาไว้

          ดอลโต้ชักสายตากลับ ถามตามตรง “ตัวเมียตัวนี้ก็คือ ‘เรื่องด่วน’ ที่คุณพูดถึงน่ะหรือ?”

          ไรอันไม่ได้ปฏิเสธ ‘ถือว่าใช่’

เสือดาวมันรู้จักเชื่องตั้งแต่เมื่อไรกัน?

          เช้านี้เขาเดินผ่านเผ่าเรนเดียร์ ได้ยินเสี่ยวโอวคุยกับหัวหน้าเผ่าวัยชรา ได้รู้ว่าเธอจะเดินทางไปยังซีกตะวันออกของโบเออร์เนียเพื่อตามหาเต่าน้ำที่ชื่อแพ็ต เขาเคยได้ยินเรื่องเต่าน้ำตัวนั้นมาบ้าง มันมีอายุเกือบแปดร้อยปี ประสบการณ์มากมาย ความรู้ลึกซึ้ง บางทีตาเฒ่านั่นอาจมีวิธีช่วยให้ร่างกายเขากลับคืนสู่สภาพเดิมได้

          ดอลโต้มีสีหน้าประหลาดใจ ชัดเจนว่ากำลังเข้าใจอะไรผิด

          ตัวเมียตัวนี้ขนยังขึ้นไม่ทั่วตัว ดูก็รู้ว่ายังโตไม่เต็มวัย ทำไมจ่าฝูงถึงไปชอบตัวเมียแบบนี้ได้ล่ะ?

          ไรอันไม่ได้อธิบายอะไรมาก เห็นเสี่ยวโอวเดินตามหานอกถ้ำไปรอบหนึ่ง พอไม่เห็นเขาจึงเดินกลับเข้าถ้ำไปปลุกเรนเดียร์ตัวนั้นขึ้นมา เขาไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากกว่าเดิมจึงย่างเท้า เตรียมจะกลับไป

          “ถ้าอย่างนั้น...ในระหว่างที่คุณไม่อยู่ จะเอายังไงกับฝูงล่ะ?” ดอลโต้ถามคำสุดท้าย

          “ปล่อยพวกมันไป” ไรอันพูดประโยคนี้ กระโจนหลายทีก็ทิ้งร็อดกับดอลโต้ไว้ด้านหลัง “บอกพวกมันว่า ใครมีปัญญาก็มาแย่งตำแหน่งจ่าฝูงจากฉันไปได้เลย เตือนพวกมันด้วยว่า กฎเรื่องปลาใหญ่กินปลาเล็กนั้น ใช้ได้กับทุกเผ่าพันธุ์ รวมถึงคนในฝูงเดียวกันด้วย...”

 

          อีกด้านหนึ่งของป่า หนึ่งคนหนึ่งกวางกำลังใกล้เข้ามา

          อีริคเหมือนโล่งใจที่เสือน้อยหายไป เขารีบปลอบเสี่ยวโอว “บางทีมันอาจคิดว่าการเดินทางแบบนี้ไม่สนุก เลยจากไปเองก็ได้ หรือบางทีมันอาจไปตามหาฝูงของมันด้วยตนเอง ในเมื่อมันคิดจะไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันไปเถอะ...”

          เสี่ยวโอวถือไฟฉายอยู่ในมือ ไม่รู้คิดอะไรอยู่

          ไรอันที่เพิ่งเดินมาถึง ยื่นขาหลังที่บาดเจ็บของตัวเองออกมา...จากนั้นเสียงฝีเท้าหนักข้างเบาข้างของสัตว์ที่บาดเจ็บจนต้องเดินกะโผลกกะเผลกก็ดังขึ้น

          เสี่ยวโอวหันมองทางต้นเสียง

          ขณะเดียวกันไรอันก็โน้มร่างกระโจนตัวพุ่งกลับสู่อ้อมอกของเธออีกครั้ง

 

          จู่ๆ ก็มีน้ำหนักพุ่งเข้ามาในอ้อมอก

          เสี่ยวโอวรับไว้ด้วยสัญชาตญาณ เธอก้มหน้ามอง พอเห็นว่าเป็นเสือดาวน้อยก็นึกโล่งใจ เสือดาวน้อยหมอบอยู่ในอ้อมอกเธออย่างสุขสบาย ปรือตานิดๆ ขนสีเทาดำของมันชื้นน้ำค้างเล็กน้อย เสี่ยวโอวตรวจดูขาหลังของมันเพื่อให้มั่นใจว่าผ้าก๊อซยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เมื่อดูแล้วไม่มีร่องรอยว่าจะแผลปริ เธอจึงวางใจและเกาคางมันเบาๆ อย่างเย้าแหย่

          “แกไปไหนมา?”

          เธอคิดว่าเสือดาวกลายพันธุ์สองตัวที่เจอเมื่อกลางวันนั่นจะมาหาเรื่องเจ้าเปี๊ยกของเธอเสียอีก

          ไรอันยังนิ่งเฉย ด้วยศักดิ์ศรีของเผ่าเสือดาวค้ำคออยู่ เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองแสดงท่าทางสบายอารมณ์เวลาถูกคนเกาคาง

          เสี่ยวโอวเห็นมันมีแววตาเอื่อยเฉื่อยไม่ยินดียินร้าย นึกว่ามันไม่พอใจจึงรีบชักมือกลับ เธอแทบจะลืมไปเลยว่ามันเป็นเสือ...ไม่ว่าเสือดาวน้อยตัวนี้จะไร้พิษภัยเพียงใด แต่เสือก็คือเสือไม่ใช่แมวอย่างที่เธอมักจะหยอกล้อเล่นด้วยได้

          เธอทำเรื่องที่ไม่ทันคิดไปอีกแล้ว

          เสี่ยวโอวยังตรึกตรองไม่ทันเสร็จ ไรอันก็หมุนตัว แยกเขี้ยวมองไปทางป่า ส่งเสียงคำรามออกมา

          ท่าทางของมันทำให้เสี่ยวโอวกับอีริค พากันมองเข้าไปในป่าอย่างพร้อมเพรียง อีริคชูคบไฟขึ้น เดินหน้าสองก้าว ส่องไฟไปทั่วทิศ แต่กลับไม่พบอะไรสักอย่าง

          ร็อดกับดอลโต้นั้นจากไปตั้งแต่ตอนที่ได้รับสัญญาณเสียงจากไรอันแล้ว การที่พวกเธอไม่พบอะไรนั่นแหละถือว่าปกติ

          หนึ่งคน--หนึ่งกวางค้นหาทั่วบริเวณอยู่รอบหนึ่ง เสี่ยวโอวนึกว่าเสือดาวน้อยวิ่งออกมาเพราะได้กลิ่นอันตราย ถึงขนาดเอ่ยปากปลอบขวัญมัน “แถวนี้ไม่มีอะไรหรอก แกหูแว่วไปเองหรือเปล่า? ไม่เป็นไรนะ พวกมันไม่น่าจะตามมาถึงที่นี่ แกไม่ต้องกลัวแล้ว”

          บอกเสือดาวว่าไม่ต้องกลัว อีริคกลอกตาไปมา...รู้สึกทนฟังไม่ได้

          ตอนนี้ยังอีกนานกว่าฟ้าจะสว่าง เสี่ยวโอวมองดูนาฬิกา...สี่ทุ่มครึ่ง

          ข้อดีจากการทะลุห้วงมิติคือ... เธอเข้านอนเร็วทุกวัน เพราะพอฟ้ามืดปุ๊บเสี่ยวโอวก็จะไม่มีอะไรทำ ได้แต่ข่มตาให้นอนหลับ ไม่รู้เป็นเพราะได้นอนเต็มอิ่มหรือเปล่า เธอจึงรู้สึกว่าผิวพรรณและสมาธิของตนแจ่มใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

          เรื่องผิวนั้นไม่ต้องพูดถึง หลายวันมานี้เธอใช้แค่น้ำเปล่าล้างหน้า แต่กลับไม่รู้สึกหน้าแห้งหรือมันเลยสักนิด

          ส่วนสมาธิ เมื่อก่อนเสี่ยวโอวได้แต่หยิบของใน ‘ห้วงมิติ’ ออกจากกระเป๋า วันนี้กลับพบว่าเธอสามารถหยิบแท่งช็อกโกแลตกลางอากาศได้แล้ว ห้วงมิติของเธอไม่ถูกจำกัดเพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กๆ อีกต่อไป มันดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับสมาธิของเธอ อย่างเช่นว่า...เมื่อคืนเธอนอนหลับสนิท ตื่นเช้ามาก็รู้สึกสดใส

          เสี่ยวโอวทดลองหลับให้สนิทอีกคืน ดูสิว่าพรุ่งนี้จะพบความสามารถใหม่ๆ อีกหรือเปล่า แต่ว่าพอฟ้าสาง นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดเมื่อวานแล้ว ภายในห้วงมิติก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ทำให้เธอผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอก็เริ่มคาดเดาอย่างอื่นแทน

          หรือว่าต้องนอนสะสมเป็นระยะเวลาตามที่กำหนด ห้วงมิติของเธอถึงจะมี ‘ทักษะใหม่’?

          ขณะที่เสี่ยวโอวครุ่นคิดอยู่นั้น อีริคก็เก็บผลไม้ป่ากับเห็ดสดกลับมาจากด้านนอกแล้วก็ย่างเห็ดอย่างชำนาญ อีริคเอาเกลือกับพริกไทยมาจากบ้าน พอเอาเห็ดวางย่างข้างกองไฟได้พอประมาณแล้ว ก็สาดเกลือกับพริกไทยลงไปหน่อย ให้กลิ่นหอมอบอวลนัก

          เสี่ยวโอวไม่รู้ว่าเห็ดย่างจะอร่อยได้ขนาดนี้ จึงลืมเรื่องห้วงมิติไปก่อนชั่วคราว กินคำเดียวถึงสี่ห้าชิ้น

          อีริคกล่าวยิ้มๆ “ต่อไปฉันจะย่างข้าวโพดแล้วก็มะเขือให้กินด้วย อร่อยทั้งนั้นเลย”

          เสี่ยวโอวขอบคุณเขา เห็นเสือดาวน้อยนอนหมอบข้างๆ ไม่ขยับ ก็กังวลกลัวมันจะต้องทนหิวทั้งวัน เลยเอาเห็ดย่างชิ้นหนึ่งวางไว้บนพื้นตรงหน้ามันนัยน์ตาของเธอกำลังจ้องมัน ดวงตาที่ทั้งใสสว่างเป็นประกาย เหมือนกำลังบอกว่า ‘กินเถอะ อร่อยนะ’

          เสือดาวน้อยเลิกเปลือกตาขึ้น มองดูเห็ดย่างบนพื้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

          เสี่ยวโอวนึกว่ามันจะไม่กิน คิดไม่ถึงว่าเพียงครู่เดียว มันกลับลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แล้วงับเอาเห็ดย่างเข้าปาก

          เสี่ยวโอวอัศจรรย์ใจนัก จึงหยิบเห็ดย่างอีกอันให้มันทันที

          เสือดาวน้อยทำหน้านิ่ว แต่ก็กิน

          หญิงสาวเหมือนคนที่แล่นเรือแล้วได้ค้นพบทวีปใหม่ ที่แท้แล้วเสือดาวไม่ได้กินแต่เนื้อเท่านั้น แต่กินเห็ดย่างเป็นด้วย เธอป้อนมันห้าชิ้นติดๆ กัน อีริคที่อยู่ข้างๆ มองจนปากอ้าตาค้าง...นี่พวกเสือดาวมันรู้จักเชื่องตั้งแต่เมื่อไรกัน?

          กินข้าวเช้าเสร็จ พวกเขาก็ออกจากถ้ำ

          อาจเพราะภูมิประเทศแถบนี้ไม่ค่อยดี พวกเธอเดินมาทั้งเช้าก็ยังไม่เจอสัตว์กลายพันธุ์เลยสักฝูง เผ่าพันธุ์เดียวที่เจอคือฝูงเม่นที่กำลังขนของกินอยู่

          พวกเม่นยังไม่มีวิวัฒนาการด้านการกลายพันธุ์เป็นมนุษย์ ด้านหลังของพวกมันมีหนามแหลมชูเต็มไปหมด มีถั่ว เห็ด แมลงปักอยู่ที่หนาม ดูเหมือนกำลังสะสมเสบียงสำหรับฤดูหนาว พอรู้ตัวว่าเสี่ยวโอวจ้องมองพวกมันอยู่ พวกเม่นก็เร่งความเร็วกันมากขึ้น เพียงครู่เดียวก็หลบเข้าพุ่มหญ้ากันไปแล้ว

          เสี่ยวโอวเอียงหัว มองดูต้นไม้รอบๆ แล้วก็มองดูท้องฟ้าเหนือหัว นี่เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ร่วง พวกมันก็เริ่มขนเสบียงสะสมสำหรับฤดูหนาวแล้วหรือ?

          “โอว ดูอะไรอยู่หรือ?” อีริคหันกลับมา เห็นเสี่ยวโอวยังยืนอยู่ที่เดิมจึงได้ถามขึ้น

          เสี่ยวโอวอุ้มเสือดาวเดินไปถามว่า “อีริค เม่นมันกลายร่างเป็นคนไม่ได้หรือ?”

          อีริคเดินไปพูดไป “ไม่ได้ พวกมัน...” พูดยังไม่ทันจบ เขากวางก็ไปพันกับเถาวัลย์เส้นหนึ่งเข้า เขาจำต้องหยุดเดิน ตั้งอกตั้งใจสู้กับเถาวัลย์ “ไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกสายพันธุ์จะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ สัตว์บางชนิดที่มีความต้องการอยากจะทำตัวใกล้เคียงกับมนุษย์ ก็จะมุ่งวิวัฒนาการมาทางนี้ ต่อให้มนุษย์จะแพ้ภัยธรรมชาติไปแล้ว แต่สมองของพวกเขาฉลาดมาก สัตว์ไม่ได้ต้องการเพียงร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังต้องมีสมองที่คิดอะไรได้เอง เพื่อหาวิธีสืบพันธุ์และดำรงชีพในทวีปนี้ต่อไปได้อย่างปลอดภัย”

          ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง

          เสี่ยวโอวหลุบตาลง ไม่พูดอะไรอีก

          แม้จะรู้ว่ามนุษย์เคยมีชีวิตอยู่บนทวีปนี้เมื่อหลายร้อยปีก่อน อาจจะต่างจากมนุษย์บนโลกของตนเอง เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแผ่นดินโบเออร์เนียในศตวรรษที่ 21 แต่เธอก็ยังรู้สึกเศร้าใจ

          นี่หมายความว่า ทั้งทวีปนี้มีเธอเป็นมนุษย์เพียงแค่คนเดียว

          ไร้ฝูง ไร้พรรคพวก

          “โอว ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?” เสียงร้อนรนของอีริคดังแทรกความคิดของเสี่ยวโอวเข้ามา

          เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเขากวางของอีริคไปพันกับเถาวัลย์ได้ยังไงก็ไม่รู้ ท่าทางของเขาแปลกประหลาด หน้าตาบิดเบี้ยวดูตลก ทำเอาเสี่ยวโอวทนไม่ไหวหลุดขำออกมา

          เธอไม่คิดอะไรมาก ควักมีดพับสวิสออกจากกระเป๋าเสื้อ คว้าเถาวัลย์ไว้ ใช้มีดคมกริบเฉือนเบาๆ เพียงไม่กี่ทีก็ช่วยอีริคออกมาได้แล้ว

          เพียงแต่ว่าเถาวัลย์นั้นมีหนาม เสี่ยวโอวไม่ทันระวังจึงถูกหนามแทงนิ้วเข้าให้

          อีริคมองดูมีดพับสวิสในมือเธอ อยากถามอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ เขาเบนสายตามองดูหยดเลือดที่ซึมออกจากนิ้วของเธอแทน นึกโทษตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ “เพราะฉันแท้ๆ ควรเดินระวังกว่านี้หน่อย”

          เสี่ยวโอวส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แค่แผลเล็กน้อย”

          อาจเพราะพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ข้างกาย เสี่ยวโอวจึงแข็งแกร่งขึ้นมากนับแต่มาอยู่ที่นี่ คราวก่อนบาดเจ็บหน้าผาก มีตุ่มพุพองที่ฝ่าเท้า เธอก็เศร้าเพียงแป๊บเดียว ถ้าเป็นตอนอยู่บ้าน เพียงแค่นิ้วเท้ากระแทกขาโต๊ะเธอก็ทนไม่ไหวร้องไห้ออกมาแล้ว

          พอคิดถึงที่บ้าน เสี่ยวโอวก็ใจลอย

          ไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของเสือดาวน้อยในอ้อมอกเลย