ความคิดของมนุษย์กับปีศาจมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่มาก ผีผาหยกขาวถือกำเนิดในส่วนลึกของภูเขา ดังนั้น ตรรกะของนางจึงเรียบง่ายมาก อาทิ สิ่งของที่วางอยู่ข้างกายผู้อื่นเป็นของมีเจ้าของ จะหยิบฉวยมาไม่ได้ ส่วนสิ่งของที่วางอยู่ข้างกายตนเองคือของไม่มีเจ้าของ สามารถยึดครองได้
สำหรับอวี้จื่อฉยง วิชาที่เรียนในแต่ละวันไม่แตกต่างกันเลย ก็แค่จดบันทึกเอาไว้ในแผ่นหยกแล้วค่อยดูดซึมไว้ใช้ภายหลังเท่านั้น
แต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะในคาบวิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ที่กำลังพูดน้ำลายแตกฟองอยู่หน้าชั้นเล่าเกี่ยวกับราชวงศ์เซี่ย ราชวงศ์อินซางและราชวงศ์โจว
“พูดถึงสมัยราชวงศ์อินซางและโจวก็ต้องกล่าวถึงวรรณกรรมชื่อดังเรื่อง ‘เฟิงเฉินหยั่นอี้’ ใครไม่เคยอ่านเล่มนี้บ้างยกมือขึ้น”
สิ้นเสียงของอาจารย์ก็มีนักเรียนถึงครึ่งห้องยกมือขึ้น ทำให้สีหน้ากระตือรือร้นของอาจารย์เปลี่ยนขุ่นมัวทันที
อาจารย์พูดขึ้นอย่างปวดใจ “พวกเธอมีวัยเด็กกันหรือเปล่าเนี่ย?”
เหล่านักเรียนต่างพากันยกมือขึ้นลูบศีรษะพลางหัวเราะแห้ง
“ไม่เคยอ่านก็ไม่เป็นไร! การบ้านสัปดาห์นี้ก็คือกลับบ้านไปอ่านเฟิงเฉินหยั่นอี้ แล้วเขียนข้อคิดที่ได้จากการอ่านทำเป็นรายงานห้าร้อยตัวอักษรด้วย!”
เสียงโอดครวญดังขึ้นทั่วห้องทันที
‘อะไรคือเฟิงเฉินหยั่นอี้? เป็นตำราประวัติศาสตร์อย่างนั้นหรือ?’ อวี้จื่อฉยงครุ่นคิด
แต่ไม่นานนักข้อสงสัยนี้ก็ถูกสลัดทิ้งเมื่อเสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
เธอหลบออกจากห้องเรียนแล้วเดินไปยังพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งเพื่อดำเนินการค้นหาแบบปูพรม
การปล่อยจิตเปลืองแรงเกินไป เธอจึงเลือกที่จะหลอมรวมตัวเองเข้ากับผืนแผ่นดินแห่งนี้แทน
พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า นักเรียนทยอยกลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว
“อ๊ะ!” นักเรียนหญิงคนหนึ่งร้องอุทานหลังจากเตะโดนก้อนหินเข้า
“ระวังหน่อยสิ!” เด็กสาวอีกคนร้องเตือน
ลมเย็นที่โชยผ่านมาเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าค่ำคืนกำลังจะมาเยือนแล้ว เพื่อนของเธอหัวเราะเยาะได้ไม่กี่คำก็ต้องถูมือเข้าด้วยกัน “รีบกลับบ้านกันเถอะ ยิ่งมืดโรงเรียนก็ยิ่งดูน่ากลัว!”
เด็กสาวคนที่เตะโดนก้อนหินอดหัวเราะไม่ได้ “เธอคงไม่ได้กลัวผีหรอกนะ? เชื่อเรื่องแปลกๆ ในโรงเรียนพวกนั้นด้วยหรือ?”
“ใครกลัว! โรงเรียนมีเทพคุ้มครองอยู่!” เด็กสาวคนนั้นปั้นหน้าเคร่งขรึม แต่กลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพื่อนของเธอกลอกตา “เทพคุ้มครองอะไรกันเคยเห็นงั้นหรือ?”
เด็กสาวหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกครั้งที่มีงานฉลองวันครบรอบการก่อตั้งโรงเรียนกับวันกีฬาสีก็ต้องทำพิธีกราบไหว้เทพเทวดาเช่นเดียวกับเวลาที่ชมรมของเราจะทำกิจกรรมก็ต้องกราบไหว้เจ้าที่เพื่อขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองพวกเรามาโดยตลอด”
“เจ้าที่? นั่นมันความเชื่อของคนต่างจังหวัดนะ” เพื่อนสาวทำหน้าล้อเลียน
เด็กสาวทั้งสองพากันหัวเราะคิกคักพลางเดินตรงไปที่ประตูใหญ่ โดยไม่สังเกตเลยว่าก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งทางด้านหลังกำลังกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างน่าประหลาด
ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของที่ก็คือวิญญาณที่คอยปกปักรักษาสถานที่ พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเป็นเทพ เพียงแต่เคยอาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ ก็พอ
เจ้าของที่อาจจะเป็นคน สัตว์ หรือพืชก็ได้ พวกเขาแตกต่างจากวิญญาณแค้นที่ถูกจองจำอยู่ในสถานที่นั้นๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาล้วนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ หลังจากตายไปแล้ว ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่เดิมเพื่อปกปักรักษาสถานที่และคุ้มครองผู้อาศัยใหม่ นานวันเข้าก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างเคารพนับถือ
นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมอวี้จื่อฉยงถึงหาร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ หรือจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า ‘มังกรแข็งแกร่งไม่ข่มเหงงูดินเจ้าถิ่น’ อีกฝ่ายได้หยั่งรากฝังลึกมานานแล้ว หากเขาไม่ยินยอม ต่อให้อวี้จื่อฉยงพลิกก้อนอิฐขึ้นมาทีละก้อนก็ไม่มีทางหาเจอ
คำถามผุดขึ้นในใจของเธอมากมาย ‘ทำแบบนี้เพื่ออะไร? ทำไมจะต้องหลบหน้าด้วย?’
เป็นเวลาสามทุ่มแล้วตอนที่อวี้จื่อฉยงกลับถึงบ้าน เธอนั่งกินผลไม้ที่ตั้งใจจะเอาไปมอบให้เพื่อนของซูฉางเล่อพลางบ่นให้พี่สาวคนรองฟัง
หูเฉียวสี่ได้ฟังก็แค่นเสียงเย็น “เหลวไหลทั้งเพ! ปีศาจจิ้งจอกจะมีเพื่อนได้ยังไง? สำหรับพี่ใหญ่ เพศตรงข้ามคือเครื่องมือ เพศเดียวกันคือศัตรู!”
วันรุ่งขึ้น อวี้จื่อฉยงไปโรงเรียนตามปกติ
“อยู่ด้วยกันจนชั่วฟ้าดินสลายอย่าร้างลาไปแสงตะวันสดใสในฤดูใบไม้ผลิ”
เสียงกังวานใสสไตล์โบราณดังออกมาจากกระเป๋าของอวี้จื่อฉยง สายตาของเด็กสาวหลายคนที่อยู่รอบข้างทอประกายขึ้นทันที ‘นี่มันเพลงประกอบละครเรื่องใหม่ของเทพธิดาซูนี่? คิดไม่ถึงเลยว่านักเรียนที่ย้ายมาใหม่จะรสนิยมดีขนาดนี้!’
อวี้จื่อฉยงหยิบสิ่งที่เรียกว่า ‘โทรศัพท์มือถือ’ ออกมา หลังจากเพ่งมอง ‘ยันต์’ บนหน้าจอ เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี
“รับสายสิ!” อันอวี๋เหนียนที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบบอกด้วยความหงุดหงิด
แต่พอเห็นอวี้จื่อฉยงทำหน้าตกใจ เขาก็กลอกตาพลางเอื้อมมือไปกดปุ่มรับสายให้แทน
“น้องสาม?” เสียงของซูฉางเล่อลอดออกมาจาก ‘ของวิเศษ’ ในมือเธอ
“พี่ใหญ่!” อวี้จื่อฉยงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงหวานหยดย้อย จนอันอวี๋เหนียนตะลึงงัน
เขาแอบเหลือบมองมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกับลักยิ้มบนแก้มของอวี้จื่อฉยง สีหน้าแข็งทื่อเย็นชาในความทรงจำเลือนหายไป อันอวี๋เหนียนเพิ่งได้เห็นเธอในมุมของสาวน้อยที่มีความรู้สึกและความอบอุ่นเป็นครั้งแรก
‘ที่แท้... ประสาทสัมผัสก็ไม่ได้มีปัญหานี่นา’
เดิมเด็กสาวผู้นี้เปรียบเสมือนบึงน้ำเย็นเยียบที่ใครก็ไม่อยากเฉียดใกล้ แต่หากได้ลองเข้าใกล้บึงน้ำนั้นแล้ว ไม่ว่าใครก็จะได้พบกับฝูงปลางดงามที่แอบซ่อนอยู่ใต้สาหร่ายมืดดำนั้น
อวี้จื่อฉยงยิ้มน้อยๆ พลางกำโทรศัพท์ในมือแน่น คิ้วเรียวบางดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด
อันอวี๋เหนียนรู้สึกเอ็นดูปนขัดใจ เพื่อนใหม่คนนี้ดูเหมือนจะเติบโตมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอกลับไม่มีนิสัยเย่อหยิ่งหรือเอาแต่ใจเลย ซ้ำยังชอบทำตัวไม่สนใจโลก ไม่แก่งแย่งชิงดีเหมือนคนทั่วไปอีกด้วย
‘คงเป็นนิสัยส่วนตัวสินะ? เด็กผู้หญิงเช่นเธอไม่จำเป็นต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นเพื่อดึงดูดความสนใจของใคร เพราะท่าทางซื่อๆ แบบนี้ย่อมมีคนใจอ่อนอยากช่วยเหลืออยู่แล้ว’ เขาคิด
คำสั่งของซูฉางเล่อเรียบง่ายมาก เธอต้องการให้อวี้จื่อฉยงไปเดินวนรอบสนามกีฬาโดยถือผลไม้ในมือด้วย
แม้อวี้จื่อฉยงจะไม่เข้าใจ แต่เธอก็ยอมทำตามอย่างเชื่อมั่น
ตอนพักกลางวัน อวี้จื่อฉยงจงใจกินแอปเปิลแค่ผลเดียว ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นเหยื่อล่อเจ้าของที่
“ฉันเกลียดอาหารที่มีสีเยอะๆ แบบนี้” อันอวี๋เหนียนยื่นกล่องอาหารมาให้อวี้จื่อฉยงดูพลางเบ้ปาก “ขอแลกกับแอปเปิลของเธอได้ไหม?”
แอปเปิลของอวี้จื่อฉยงเล็กกว่ากำปั้นของเธอเสียอีก ทว่าอาหารกล่องของเขานั้นเต็มไปด้วยผักสลัดมากมาย โดยไม่ต้องคิด อวี้จื่อฉยงตัดสินใจแลกอาหารกับเขาทันที
หลังจากเห็นเด็กสาวตรงหน้ากินสลัดของเขาจนหมด อันอวี๋เหนียนก็ส่งแอปเปิลคืนให้เธอ “ฉันไม่ค่อยชอบกินผลไม้น่ะ”
อวี้จื่อฉยงแอบส่ายหน้าให้กับนิสัยเลือกกินของเขา ‘นี่คือสาเหตุที่ผ่านไปหลายพันปีก็ไม่มีมนุษย์บำเพ็ญเป็นเซียนอีก พลังชีวิตจากแผ่นดินไม่กิน กลับเลือกกินแต่เลือดเนื้อไร้ประโยชน์’
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจับตาดูอยู่ เด็กสาวก็เดินถือผลไม้ไปยังสนามกีฬาของโรงเรียนที่อยู่ติดกับภูเขา
เพราะได้รับคำแนะนำจากซูฉางเล่อ ครั้งนี้เธอจึงหาเป้าหมายพบอย่างง่ายดาย
ใกล้กับประตูใหญ่ของโรงยิม มีต้นไทรเขียวชอุ่มเรียงกันเป็นแถวราวกับเคราของชายแก่ นักเรียนจำนวนไม่น้อยออกมานั่งพักใต้ต้นไทรหลังเล่นกีฬาเสร็จ
โดยทั่วไปแล้ว ต้นไทรจะจัดอยู่ในธาตุหยิน ต่อให้อยู่ในโรงเรียนที่สะอาดปราศจากอันตราย มันก็ยังคงดึงดูดภูตผีวิญญาณให้มารวมตัวกันอยู่ดี คนที่ไม่ถูกกับไอหยินจึงไม่ควรที่จะพักผ่อนใต้ต้นไทร
แต่เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้มี ‘บางอย่าง’ สะกดไอหยินเอาไว้เพื่อปกป้องนักเรียนเหล่านี้ จากที่ซูฉางเล่อเล่า บางอย่างที่ว่านั่นก็คือเจ้าของที่ที่กลายร่างมาจากต้นไม้นั่นเอง
‘ร้อนจังเลย กินผลไม้ดีกว่า’ อวี้จื่อฉยงหยิบแอปเปิลผลหนึ่งออกมาจากถุง
“ขอทางหน่อย” หญิงชราที่กำลังกวาดถนนบอกเธอ
อวี้จื่อฉยงเลิกคิ้ว จากนั้นก็ยื่นแอปเปิลในมือให้อีกฝ่าย “คุณยาย กินด้วยกันไหม?”
หญิงชราหรี่ตามองเธอแล้วก็ต่อว่า “เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักกาลเทศะเสียเลย!”
“ไม่กินฉันกินเอง”
“เดี๋ยวก่อน!” เสียงแหบแห้งของหญิงชรากังวานใสขึ้นทันที หากบอกว่าเมื่อครู่เป็นใบไม้แห้ง ตอนนี้ก็คือใบไม้อ่อนที่เพิ่งงอกงาม
นางโยนไม้กวาดทิ้งแล้วรีบลากอวี้จื่อฉยงไปยังศาลาซึ่งอยู่ในมุมอับใต้ต้นไม้ การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วมากราวกับไม่ใช่ผู้สูงอายุ
“เด็กสาว? ข้าอายุมากกว่าเจ้าถึง 1,076 ปี เจ้าไม่เพียงแต่ต้องเคารพข้าในฐานะผู้ใหญ่ แต่ยังต้องเคารพข้าในฐานะบรรพบุรุษอีกด้วย” อวี้จื่อฉยงพูดอย่างไม่เกรงใจ
ซูฉางเล่อกับหูเฉียวสี่ประเมินน้องสาวคนเล็กต่ำเกินไป เพราะอย่างไรนางก็เป็นปีศาจที่อายุกว่าพันปีแล้ว แม้จะด้อยกว่าพี่สาวทั้งสองอยู่บ้าง แต่ก็ยังมากพอที่จะเป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งโลกปีศาจได้ แม้แต่เจ้าที่ในศาลเจ้า ยังต้องทำความเคารพนางทุกครั้งที่เดินผ่าน