ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ฟ้าส่งข้ามาลุย - ภาคปีศาจผีผา(琵琶精的奇葩日常)

ผู้แต่ง 溫奶茶 Wen Nai Cha
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ผีผาน้อย นางมารสะคราญโฉม เจ้าโอ้โลมชายหนุ่มจนหลงใหล ทำแว่นแคว้นเกิดทุกข์เข็ญจนเป็นภัย ขอสาปแช่งให้ตายไป... พร้อมแผ่นดิน ----------- นางมารผีผา น้องเล็กสุดในบรรดาสามปีศาจงามล่มเมือง รับบัญชาเทพธิดาหนี่ฮวาให้มาล่อลวงโจ้วอ๋องแห่งราชวงศ์อินซาง นางถูกบัณฑิตเจียงจื่อหยาและบรรดานักพรตไล่ล่า ตามทำลายล้าง แต่ด้วยความช่วยเหลือของสองพี่สาว ผีผาหยกขาวจึงถูกนำไปซุกซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้ ท่ามกลางกลียุค และการผลัดเปลี่ยนรัชสมัย ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวันผ่านคืน ผีผาหยกขาวค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน ใครจะรู้ว่าพันปีให้หลัง.. ในยุคที่เทพและมารเป็นเพียงความเชื่อ นางจะถูกค้นพบ!

บทนำ

Author: 溫奶茶 Wen Nai Cha

Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

----------------------------------------------------------------------------

ผีผาน้อย นางมารสะคราญโฉม

เจ้าโอ้โลมชายหนุ่มจนหลงใหล

ทำแว่นแคว้นเกิดทุกข์เข็ญจนเป็นภัย

ขอสาปแช่งให้ตายไป... พร้อมแผ่นดิน

-----------

นางมารผีผา น้องเล็กสุดในบรรดาสามปีศาจงามล่มเมือง

รับบัญชาเทพธิดาหนี่ฮวาให้มาล่อลวงโจ้วอ๋องแห่งราชวงศ์อินซาง

 

นางถูกบัณฑิตเจียงจื่อหยาและบรรดานักพรตไล่ล่า ตามทำลายล้าง

แต่ด้วยความช่วยเหลือของสองพี่สาว

ผีผาหยกขาวจึงถูกนำไปซุกซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้

 

ท่ามกลางกลียุค และการผลัดเปลี่ยนรัชสมัย

ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวันผ่านคืน

ผีผาหยกขาวค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน

 

ใครจะรู้ว่าพันปีให้หลัง..

ในยุคที่เทพและมารเป็นเพียงความเชื่อ

นางจะถูกค้นพบ!

 

--------------------------------------------------------------------------

E-Book วางจำหน่ายแล้วนะครับ กดลิ้งค์ด้านบนได้เลยครับ

สารบัญ

1.นักพรตจับปีศาจ

          นักพรต! ข้ากับเจ้าไม่มีความแค้นต่อกัน! ไยต้องเผาข้าด้วย!?”

          เสียงร้องตะโกนดังขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงสดที่ลุกโชนไปจนถึงฟากฟ้า หมู่เมฆเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วราวกับเทพเจ้าผู้สูงส่งกำลังหลุบตาลงมองสาวน้อยที่ยืนอยู่กลางเปลวเพลิงนั้นด้วยความเวทนา

          ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน สาวน้อยผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเผือดกำลังยืนอยู่กลางดอกบัวอัคคี เปลวเพลิงแปรสภาพเป็นโซ่รัดร่างของนางเอาไว้แน่น อาภรณ์งดงามถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน เผยให้เห็นเรือนร่างขาวเนียนอรชรที่ซ่อนอยู่ด้านใน

          ร่างของปีศาจผีผาเปลือยเปล่า เปลวเพลิงลามเลียไปทั่วทุกตารางนิ้วของเรือนกาย ก่อนจะแทรกซึมเข้าไปในร่างและพุ่งตรงไปทำลายปราณที่สั่นระริกของนาง

          ทันทีที่เสียงปราณแตกสลายดังขึ้น นางก็ไม่อาจรักษาร่างมนุษย์ไว้ได้อีก กระดูกและผิวหนังทั้งหมดแปรสภาพกลับไปเป็นหยกสีขาว จากนั้นผีผาหยกขาวชิ้นนั้นก็ร่วงลงกระแทกพื้น

          เมื่อไม่มีคอ นางก็ไม่อาจส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดได้อีก สายพิณบนร่างส่งเสียงหวีดแหลมราวกับกำลังบรรเลงเพลงสุดท้ายให้แก่นาง

          เปลวเพลิงเจิดจ้ากับเสียงพิณแสนเศร้าทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของผู้ฟัง ทุกคนพากันยกมือขึ้นอุดหู ด้วยเกรงว่าเสียงที่ได้ยินจะเป็นลูกไม้สุดท้ายของนางปีศาจ

          “เอ๊ะ?”

          นักพรตขมวดคิ้วพลางยกมือขึ้นคำนวณ ตอนแรกเขาไม่อยากจะเชื่อ ทว่าสุดท้ายก็อดถอนใจไม่ได้ “ดูท่าจะเอาชีวิตเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ช่างเถอะ ถือว่าสร้างกุศลให้แก่ตระกูลเจียง* ก็แล้วกัน”

          แม้ว่าผีผาหยกขาวจะสูญเสียร่างมนุษย์จนมองไม่เห็นศัตรูที่น่าชัง แต่นางก็ยังได้ยินเสียงของคนผู้นั้นอยู่

          ‘เจียง... แซ่เจียงรึ? ดี ข้าจะจำไว้!’

          เพียงคนผู้นั้นดึงมือกลับ เปลวเพลิงพลันสูญสลายไปในทันที ผีผาซึ่งปกคลุมไปด้วยขี้เถ้าถูกทิ้งไว้บนพื้นอย่างเดียวดาย ไม่มีวี่แววของโฉมสะคราญเมื่อครู่อีกแล้ว

          นักพรตผู้นั้นหยิบผีผาขึ้นมาร่ายคาถากำกับรอบหนึ่ง ทันใดนั้นคราบฝุ่นที่เกาะบนผีผาก็จางหายไป เผยให้เห็นเนื้อหยกขาวชั้นดีไร้ตำหนิ

          ผู้คนที่มุงอยู่โดยรอบพากันปรบมือพลางส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น

          “นักพรตจับปีศาจได้แล้ว!”

          “นั่นคือปีศาจอย่างนั้นหรือ?”

          “ท่านนักพรตช่างเก่งกล้าเหลือเกิน!”

          เก่งรึ? เขาเพิ่งจะถักทอเส้นใยแห่งความอาฆาตขึ้นมาต่างหากเล่า! จากนี้ก็ได้แต่หวังว่า ปีศาจผีผาจะคิดได้หลังจากหลับใหลไปกว่าพันปีและยอมปล่อยวางบุญคุณความแค้นครั้งนี้ลง

          การกำจัดนางปีศาจได้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี พอทราบข่าว โจ้วอ๋องที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรก็เปล่งพระสุรเสียงออกมาอย่างสำราญใจ โดยไม่สังเกตสีหน้าของหญิงงามที่นั่งอยู่ข้างกายเลยสักนิด

          ดวงตาคู่งามหยาดเยิ้มของ ‘ซูต๋าจี่’ เพ่งตรงไปที่ผีผาหยกขาว หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด

          “ฝ่าบาท ผีผาหยกขาวนั่นงดงามเหลือเกิน ไยพระองค์ไม่ขึ้นสายแล้วประทานให้แก่หม่อมฉันล่ะเพคะ? วันหน้าหม่อมฉันจะได้บรรเลงให้พระองค์ฟัง”

          เมื่อหญิงงามเอ่ยปาก โจ้วอ๋องย่อมไม่ขัดใจ พระองค์สั่งให้คนนำผีผามามอบให้ซูต๋าจี่ทันที

          นางรับผีผามาพลิกดูโดยไม่สนใจสายตาที่จับจ้องของนักพรต เปลือกนอกนางแสร้งทำเป็นยินดีปรีดา แต่หัวใจกำลังหลั่งเลือด

          พลังของอัคคีสามตะวันสมคำร่ำลือจริงๆ บัดนี้ปีศาจผีผาน้องสาวคนเล็กของนางถูกเผาจนจิตทั้งเจ็ดแตกสลาย คงเหลือแค่เพียงสามวิญญาณและตบะบางส่วน ต่อให้วางไว้บนหอเด็ดดาวซึ่งมีพลังชีวิตสูงที่สุดก็ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อยเกือบพันปี!

          ถึงตอนนั้น ภารกิจของนางกับ ‘หูสี่เม่ย’ น้องสาวคนรอง ก็คงจะสำเร็จลุล่วงและได้ขึ้นไปรับความดีความชอบบนสวรรค์เรียบร้อยแล้วกระมัง

          คืนนั้น ปีศาจจิ้งจอกและปีศาจไก่ฟ้าเก้าหัวลอบเข้าไปในหอเด็ดดาว พวกนางยืนมองผีผาหยกขาวที่สูญเสียพลังชีวิตจนหมดสิ้นพลางร่ำไห้

          หลังจากที่พวกนางเอาผีผาหยกขาวมาซ่อนไว้ที่หอเด็ดดาว พวกนางก็โค่นล้มราชวงศ์อินซางตามที่ได้รับคำสั่ง ทว่าเทพธิดาหนี่ฮวากลับผิดคำสัญญาและสั่งให้ ‘เจียงจื่อหยา’ ไล่ล่าพวกนางฐานเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์

          ปีศาจทั้งสองร้อนรนหนีเอาชีวิตรอดจนลืมนำผีผาหยกขาวในหอเด็ดดาวไปด้วย

          ผีผาหยกขาวต้องระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่วทิศท่ามกลางกลียุค เปลี่ยนจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือ แคว้นหนึ่งไปยังอีกแคว้น จนในที่สุดก็ไม่มีใครได้ยินเกี่ยวกับมันอีกเลย

          พันปีต่อมา

          “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้คุณ ‘ซูฉางเล่อ’ ราชินีจอเงินเจ้าของรางวัลจินซูปีนี้มาเป็นผู้ตัดริบบิ้นเปิดพิพิธภัณฑ์ให้”

          รถลีมูซีนคันหนึ่งขับมาจอดลงตรงหน้ากลุ่มนักข่าว พวกเขายกกล้องขึ้นเตรียมถ่ายซูเปอร์สตาร์คนดังทันที

          เมื่อประตูรถถูกเปิดออก รองเท้าส้นสูงสีแดงสดข้างหนึ่งก็เหยียบลงบนพื้น

          เพียงเสี้ยวนาทีที่เธอเผยโฉม สมองของทุกคนก็ว่างเปล่า นักข่าวลืมกดชัตเตอร์ ช่างภาพลืมจับโฟกัส เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งรอต้อนรับอยู่บนพรมแดงยืนตะลึงค้าง

          ที่ปลายพรมแดง หญิงงามในชุดกี่เพ้าสไตล์โบราณก้าวตรงมาอย่างช้าๆ ผมสีดำขลับราวกับเส้นไหมถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยและปักด้วยปิ่นมุก

          ชุดกี่เพ้าสีแดงขลิบทองขับเน้นร่างอรชรอ้อนแอ้นของเธอได้มาก แม้จะไม่เผยให้เห็นเรียวขางาม แต่ทุกย่างก้าวก็สง่าราวกับปลาคาร์พกำลังสะบัดหาง

          หญิงสาวแต่งหน้าบางจนแทบมองไม่ออก ตาหงส์คู่นั้นเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนจนทุกคนที่ได้มองต่างพากันหลงใหล

          ในฐานะราชินีจอเงินผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและฝีมือการแสดง แต่ซูฉางเล่อกลับไม่ชอบให้ใครมาสรรเสริญเยินยอ ดังนั้น เธอจึงมักจะวางตัวราวกับฮองเฮาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

          “ขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้เกียรติ ขอต้อนรับคุณซูฉางเล่อ!” พิธีกรกล่าวแนะนำ

          ซูฉางเล่อยิ้มน้อยๆ ฟันขาวสะอาดขบลงบนริมฝีปากแดงเรื่ออย่างเขินอาย

          ท่าทางทั้งหมดนี้ มีเพียงคนสนิทเท่านั้นที่รู้ว่าเธอกำลังเริ่มหงุดหงิด

          ถ้าไม่ติดว่าที่นี่มีของที่เธอต้องการ เธอจะยอมลดตัวมาตัดริบบิ้นเปิดพิพิธภัณฑ์เฮงซวยนี่หรือ? แถมยังต้องยกเลิกงานพรีเซนเตอร์อัญมณีอีกหลายงานด้วย!

          “เริ่มพิธีตัดริบบิ้นได้!” พิธีกรกล่าว

          ฉับ!

          ซูฉางเล่อตัดริบบิ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม ในใจก็พยายามคิดว่า นี่คือเสียงศีรษะมนุษย์ร่วงลงสู่พื้นดินเท่านั้น

          ยุคนี้อะไรก็ดีไปหมด เสียแต่การฆ่าคนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นเธอคงจะให้พวกแฟนคลับฆ่ากันให้ดูไปนานแล้ว

          ซูฉางเล่อก้าวเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ พยายามอดทนฟังคำบรรยายไร้สาระของพนักงานต้อนรับ ดวงตาคู่งามแอบสำรวจไปรอบๆ

          เธอรู้ดีว่ามีกล้องคอยจับภาพอยู่ ดังนั้นจึงแสร้งทำเป็นตั้งใจฟัง ทั้งที่หัวใจลอยไปยังส่วนลึกของพิพิธภัณฑ์นานแล้ว

          มีพลังชีวิตรวมตัวกันอยู่ที่นี่ มีเสียงคล้ายเสียงพิณบรรเลงเบาๆ...

          “นี่คือส่วนจัดแสดงสมัยราชวงศ์อินซาง ทางพิพิธภัณฑ์ของเราได้รับของสะสมมีค่ามาจากนักสะสมอาวุโสหลายท่าน มีเครื่องกระเบื้องเคลือบหกสิบห้าชิ้น เครื่องทองแดงยี่สิบชิ้น เครื่องสำริดสิบเอ็ดชิ้น และหยกหนึ่งชิ้น”

          พนักงานต้อนรับนำซูฉางเล่อเดินตรงไปยังยกพื้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ผีผาหยกขาวชิ้นนี้คือสมบัติล้ำค่าและมีชื่อเสียงมากที่สุดของพิพิธภัณฑ์เรา เมื่อพิจารณาจากฝีมือช่างในสมัยนั้น โบราณวัตถุชิ้นนี้นับได้ว่าถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตมากๆ ทั้งยังถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี”

          ในหูของซูฉางเล่อมีแต่เสียงดังอื้ออึง เธอไม่ได้ยินอีกแล้วว่าพนักงานต้อนรับคนนั้นกำลังพูดอะไร

          ผีผาหยกขาวชิ้นหนึ่งถูกแขวนไว้ตรงกลางของส่วนจัดแสดง ผิวของมันมีรอยแตกอยู่ไม่น้อย

          แม้จะมีอายุกว่าพันปีแล้ว แต่สีของมันยังคงความขาวเฉกเช่นหยกเนื้อบริสุทธิ์อยู่

          น้ำตาของซูฉางเล่อแทบจะไหลออกมา

          ในที่สุดเราก็ได้พบกัน... น้องพี่

          ข่าวราชินีจอเงินไปเยือนพิพิธภัณฑ์ถูกพาดหัวใหญ่โตในหน้าบันเทิง

          ทุกคนที่ได้เห็นข่าวต่างพากันชื่นชมว่าเธอเป็นผู้ทรงความรู้ พิพิธภัณฑ์เองก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย มีผู้เดินทางมาเข้าชมไม่ขาดสายจนบัตรถูกขายหมดเกลี้ยงไปหลายวัน

          สมบัติชิ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือผีผาหยกขาวนั่นเอง ทุกคนที่ได้เห็นต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวถึงความไม่ธรรมดาของมัน

          แต่เจ้าของพิพิธภัณฑ์ก็ดีใจได้ไม่นาน เพราะหนึ่งเดือนหลังจากที่ราชินีจอเงินมาเยือน ผีผาหยกขาวล้ำค่าก็ถูกขโมยไป ในขณะที่สมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆ กลับไม่ถูกแตะต้อง

          ตำรวจเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดแต่ก็ไม่พบร่องรอยของผู้บุกรุก พวกเขาจึงเบนเข็มไปว่าอาจจะเป็นฝีมือของคนใน

          ราชินีจอเงินซูฉางเล่อทราบข่าวเข้าก็ได้แต่แสดงความเสียใจ และหวังว่าของสุดล้ำค่าชิ้นโปรดนี้จะถูกเจ้าหน้าที่ตามพบโดยเร็ว

          เมื่ออยู่เบื้องหน้าอาคม ระบบป้องกันภัยทั้งหมดของมนุษย์ก็เป็นเพียงเศษขยะ

          ซูฉางเล่อใช้ผ้าห่อผีผาหยกขาวไว้อย่างแน่นหนา ร่ายอาคมให้หมอกแสงปีศาจปกคลุมลงบนหลังคาของคอนโดมิเนียมมีระดับแห่งหนึ่ง

          ภายในห้องซึ่งมีแสงไฟอบอุ่น หญิงสาวใบหน้าขาวเนียนไร้ตำหนิฮัมเพลงพลางยกกาน้ำร้อนขึ้นเทลงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

          “กลับมาแล้ว!”

          เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้เธอสะดุ้งและเผลอเทน้ำร้อนลงบนโต๊ะ บางส่วนก็กระเด็นโดนมือ

          หูเฉียวสี่แยกเขี้ยวพลางถลึงตาจ้องมือที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ทันใดนั้นขนไก่สีแดงเจิดจ้าก็โผล่ออกมาจากร่างตามสัญชาตญาณระวังภัยทันที

2.น้องสาม

          เธอตั้งท่าจะหันไปต่อว่าอีกฝ่าย แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่อยู่ในมือของซูฉางเล่อ เธอก็ผละออกจากชามบะหมี่แล้ววิ่งไปแย่งผีผาหยกขาวชิ้นนั้นมาสำรวจอย่างละเอียด จากนั้นหญิงสาวทั้งสองก็กอดคอกันร้องไห้ด้วยความดีใจ

          ซูฉางเล่อเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน “น้องรอง นี่ก็ผ่านมาได้สามพันปีแล้ว น้องสามคงจะมีพลังชีวิตมากพอแล้วล่ะ วันนี้เราสองคนมาช่วยนางกันอีกแรงเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าสิงร่างใหม่ดีหรือไม่?” กล่าวจบนางก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา

          ได้ยินเช่นนั้น หูเฉียวสี่ก็รีบพยักหน้าตอบ ปีศาจทั้งสองจึงช่วยกันอุ้มผีผาเข้าไปในห้องถัดไปทันที

          แสงไฟที่สว่างขึ้นอย่างกะทันหันทำให้แสบตาอยู่บ้าง ห้องนั้นตบแต่งอย่างเรียบง่ายจนน่าประหลาด มีเพียงเตียงหนึ่งหลังกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตวางอยู่เท่านั้น

          เครื่องวัดคลื่นหัวใจที่กำลังเชื่อมต่อไปยังร่างของสาวน้อยผู้หลับใหลส่งเสียงร้องอย่างเป็นจังหวะ

          สาวน้อยคนนั้นมีใบหน้าซีดขาว ดวงตาพริ้มปิดสนิท จนผู้ที่ได้พบอาจต้องผ่อนลมหายใจให้เบาลงด้วยเกรงว่าอาจทำให้เธอตื่นจากฝันดีได้

          “ไม่มีปัญหาแน่เหรอ?”

          “ไม่มีปัญหาแน่นอน นางเป็นกำพร้า ทั้งครอบตัวตายในอุบัติเหตุหมดแล้ว”

          ซูฉางเล่อมองสาวน้อยที่กำลังนอนหลับด้วยสายตาเยียบเย็นไร้ความปรานี “หญิงผู้นี้ประสบอุบัติเหตุก็จริง ทว่าอายุขัยของนางยังไม่สิ้น ชื่อกับเวลาตกฟากก็มีวาสนากับน้องสามเป็นอย่างดี ยามนี้ พลังปีศาจของน้องสามอ่อนแรงอย่างมากจนไม่อาจแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ จำต้องอาศัยร่างนี้เพื่อคืนชีพก่อน แล้วการที่เรายืมร่างของนางเพื่อช่วยให้น้องสามคืนชีพได้นั้นก็ไม่ขัดต่อลิขิตสวรรค์แต่อย่างใดด้วย”

          “ตกลง ครั้งนี้ต้องสำเร็จแน่!” หูเฉียวสี่รับคำอย่างหนักแน่น

          ปีศาจทั้งสองวางผีผาลงข้างๆ ร่างของสาวน้อยก่อนจะถอยห่างออกมา ทันใดนั้น แสงสีแดงก็สว่างวาบขึ้น ตามมาด้วยกลุ่มควันสีขาวที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง

          รอจนหมอกหนาและแสงปีศาจสลายไป ปีศาจทั้งสองก็จ้องผีผากันตาเขม็ง

          สาวน้อยตรงหน้ายังคงหลับสนิท ทว่าผีผาหยกขาวเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มและมีเส้นคล้ายชีพจรแตกแขนงอยู่บนนั้นราวกับแมงมุมพ่นใย

          ผีผาหยกขาวที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว ขยายแกนของมันออกจนคล้ายกับกระดูกของมนุษย์

          ซูฉางเล่อเห็นเช่นนั้นก็รีบร้องตะโกน “น้องสาม เปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์แล้วสิงร่างข้างๆ เร็วเข้า! อย่าเปลี่ยนเป็นแมวหรือหมาเด็ดขาดนะ! ที่นี่เขาไม่ให้เลี้ยงสัตว์!”

          จู่ๆ ผีผาที่กำลังเปลี่ยนรูปร่างก็หยุดชะงักลง จากนั้นก็ขยายแกนไปในทิศทางตรงกันข้าม แกนเรียวยาวพวกนั้นดูไม่ต่างไปจากขาทั้งแปดของแมงมุม พวกมันหนีบร่างของสาวน้อยตรงหน้าเอาไว้ หลังจากแน่ใจว่าเป็นร่างเนื้ออุ่นๆ ส่วนท้องของผีผาก็ปริแยกออกจากกันเป็นปากขนาดใหญ่ เตรียมกลืนกินหญิงสาวผู้หลับใหลลงไป

          สีหน้าของปีศาจทั้งสองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เพราะกลัวว่าผีผาหยกขาวจะ ‘อาหารไม่ย่อย’ แล้วต้องสูญเสียร่างเนื้อที่ยอดเยี่ยมไปโดยเปล่าประโยชน์

          ท่ามกลางค่ายกล สายลม และควันลอยกรุ่น ยังมีเสียงกระดูกลั่นดังแกรกๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่นานนัก เสียงนั้นก็ค่อยๆ เบาลง หญิงสาวทั้งสองรีบปัดกลุ่มควันออกอย่างร้อนใจ

          บัดนี้ ผีผาหยกขาวได้หายไปแล้ว และสาวน้อยที่เมื่อครู่ยังหมดสติอยู่ก็ได้เปลี่ยนท่านอนเป็นหันหลังแล้วด้วย

          เธอใช้มือทั้งสองยันลงกับเตียง เส้นผมสีดำราวกับไหมทิ้งตัวลงจนเผยให้เห็นแผ่นหลังขาวเนียน

          “น้องสาม...”

          พอคิดถึงอดีต หัวใจของซูฉางเล่อก็เหมือนถูกกรีดด้วยมีด

          ตอนนั้นนางได้แต่เบิกตามองผีผาหยกขาวถูกเจียงจื่อหยาทำร้าย จากนั้นก็ถูกเทพธิดาหนี่ฮวาทอดทิ้ง มิหนำซ้ำนางยังทำร้ายผีผาหยกขาวจนต้องระหกระเหินเร่ร่อน ถูกเปลี่ยนมือครั้งแล้วครั้งเล่า

          เมื่อได้เห็นผีผาหยกขาวฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ความรู้สึกผิดในใจก็มีมากกว่าความยินดี

          สาวน้อยหันกลับมา ดวงตาสีทองคู่นั้นเปล่งระยิบราวกับเปลวเทียนเต้นระบำ

          หูเฉียวสี่ก้าวออกไปคว้าร่างของสาวน้อยพลางกวาดตาสำรวจด้วยเกรงว่าอาจมีร่างกายบางส่วนที่ยังแปลงได้ไม่สมบูรณ์

          นางจ้องทรวงอกแบนเรียบของน้องสาวด้วยความสงสัย “นี่ยังโตไม่เต็มที่หรือยังแปลงร่างไม่สมบูรณ์กันแน่?”

          สาวน้อยร่างเปลือยเปล่ารู้สึกสับสนอย่างมาก ความทรงจำของมนุษย์และปีศาจปะปนเข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก

          นางบอกไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร เพียงแต่รู้สึกว่าตรงหน้ามีเปลวไฟลุกโชน ข้างหูมีเสียงกรีดร้อง และมีเสียงที่ไม่รู้จักกำลังพูดคุยกันอยู่

          โชคดีว่านางเป็นปีศาจที่บำเพ็ญเพียรมาเป็นพันปี จึงใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีดูดซับความทรงจำกว่าสิบปีของเจ้าของร่างได้จนหมด

          สาวน้อยกะพริบตาไล่ความรู้สึกอึดอัดที่เหลืออยู่ ไม่นานดวงตาก็เปลี่ยนเป็นสีดำเฉกเช่นคนปกติ

          ผีผาหยกขาวถามพี่สาวทั้งสอง “ที่นี่ที่ไหน? ทำไมพวกท่านถึงไม่กลับไปรอรับคำสั่งที่เมืองหลวง! มานั่งจ้องหน้าข้าอยู่ทำไม?”

          นางยิงคำถามใส่พวกเขามากมาย เพราะไม่เพียงแต่รูปร่างหน้าตาของตัวเองเท่านั้นที่เปลี่ยนไป แต่ซูต๋าจี่กับหูสี่เม่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ดูแปลกตาไม่แพ้กัน

          สองพี่น้องหันมามองหน้ากัน เพราะไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อนดี

          จะว่าไปก็ต้องโทษอัคคีสามตะวันที่ร้ายกาจเหลือทน หากเจียงจื่อหยาไม่ยั้งมือเอาไว้ ผีผาหยกขาวคงได้ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว

          ช่วงเวลาพันปีที่ผ่านมา แม้ผีผาหยกขาวจะมีโอกาสดูดซับพลังชีวิตจากฟ้าดินและสามารถซ่อมแซมปราณปีศาจขึ้นใหม่ แต่ก็อยู่ในสภาวะหลับใหลมาโดยตลอด ซ้ำยังถูกเปลี่ยนมือครั้งแล้วครั้งเล่าในฐานะเครื่องดนตรีโบราณ ที่วันๆ ต้องถูกเก็บอยู่แต่ในห้องใต้ดินอันแสนมืดมิดซูฉางเล่อไม่มีเวลาสนใจเครื่องแต่งกายของตัวเอง นางเข้าไปคว้ามือของผีผาหยกขาวแล้วบอกเสียงเศร้า “ราชวงศ์อินซางล่มสลายไปกว่าสามพันปีแล้ว แถมเทพธิดาหนี่ฮวายังทอดทิ้งพวกเราอีกด้วย”

          ผีผาหยกขาวงุนงงอย่างมาก นางกะพริบตาถี่ก่อนจะหันไปสำรวจรอบกาย

          เมื่อเห็นว่าที่นี่แตกต่างจากวังหลวงของราชวงศ์อินซาง ซ้ำยังเต็มไปด้วยข้าวของแปลกๆ นางก็คิดว่าเป็นตำหนักที่เพิ่งสร้างใหม่ของต๋าจี่

          “ในเมื่ออินซางล่มสลายแล้ว เหตุใดเทพธิดาหนี่ฮวาต้องทอดทิ้งพวกเราด้วยล่ะ?” ผีผาหยกขาวถามด้วยสีหน้าจริงจัง

          “ฮึ!” หูเฉียวสี่แค่นเสียงเย็น ต่างจากท่าทีโศกเศร้าของซูฉางเล่อโดยสิ้นเชิง “นางบอกว่าพวกเราทำร้ายขุนนางตงฉิน เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ก็เลยสั่งให้เจียงจื่อหยาประหารพวกเรา ที่แท้นังนั่นก็คิดจะใช้พวกเราเป็นหินรองเท้า สร้างความมั่นคงให้แก่ราชวงศ์โจว!”

          เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ปีศาจทั้งสองก็พากันโกรธแค้นเป็นการใหญ่ ต่างจากผีผาหยกขาวซึ่งเป็นปีศาจเหมือนกัน

          ‘ใต้รังล้มคว่ำย่อมหามีไข่ที่สมบูรณ์ไม่’ นับแต่โบราณมา เมื่ออาณาจักรล่มสลายก็ต้องมีผู้คนล้มตาย เลือดไหลนองเป็นแม่น้ำ เคยมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินอย่างสงบสุขที่ไหนกัน?

          ปีศาจทั้งสามไม่ใช่คนธรรมดา ย่อมไม่เห็นชีวิตมนุษย์อยู่ในสายตา คำกล่าวโทษของเทพธิดาหนี่ฮวาจึงเป็นเรื่องที่เหล่าปีศาจไม่อาจเข้าใจได้

          หูเฉียวสี่พูดเสียงขื่น “พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ใครๆ ก็บอกว่าหนี่ฮวาปั้นดินสร้างมนุษย์ ชาวบ้านพวกนั้นเป็นลูกรักของนาง สัตว์ที่อาศัยอยู่บนภูเขาอย่างพวกเราจะไปเทียบได้อย่างไร โชคดีที่เราไหวตัวทัน ไม่งั้นคงได้กลายเป็นเสื้อหนังที่ถูกตั้งโชว์ในพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว!”

          ผีผาหยกขาวได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจกับคำว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ไม่น้อย

          ร่างของสาวน้อยมีวิญญาณเหลืออยู่เพียงส่วนเดียว ความทรงจำที่ผีผาหยกขาวได้รับจึงขาดเป็นช่วงๆ เหมือนกับกลืนก้อนไหมพรมที่พันกันเป็นปมลงไป

          ซูฉางเล่อส่ายหน้าและพูดขึ้นต่อ “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็อย่าพูดถึงอีกเลย ตอนนี้เราต้องช่วยน้องสามปรับตัวให้ได้ก่อน เพราะถ้าหากกลิ่นอายปีศาจรั่วไหลออกไป ทายาทพวกนั้นอาจค้นพบได้”

          “ทายาท?” ผีผาหยกขาวเริ่มสัมผัสได้ว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนกับโลกที่นางเคยรู้จักอีกต่อไป

          “พวกนั้นก็คือทายาทของเจียงจื่อหยากับตระกูลจีอย่างไรเล่า” ซูฉางเล่ออธิบายอย่างใจเย็น ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะนางมีตบะสูงที่สุดในบรรดาสามปีศาจงามล่มเมือง ซ้ำการบำเพ็ญเพียรนับหมื่นปีก็ยิ่งช่วยให้ตระหนักถึงโลกแห่งความเป็นจริงได้มากขึ้น “พลังชีวิตในโลกมนุษย์เบาบางลงทุกวันจนไม่อาจเชื่อมโยงกับสวรรค์ได้อีกต่อไป โลกทั้งสองแยกออกจากกันมาหลายร้อยปีแล้ว หลงเหลือก็แค่เพียงปีศาจเล็กๆ ที่อาศัยปะปนอยู่กับมนุษย์ เราสามคนถูกหนี่ฮวากับเจียงจื่อหยาไล่ล่ามาตั้งแต่ครั้งราชวงศ์อินซางล่มสลาย แม้จะไม่ต้องกลัวการถูกสวรรค์เล่นงาน ทว่าทายาทของตระกูลเจียงกับจีก็ยังคงอยู่”

          ผีผาหยกขาวพยักหน้ารับทั้งที่ยังงุนงง นางพยายามซึมซับความทรงจำจากร่างของสาวน้อยที่มีวิญญาณหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ความทรงจำของสาวน้อยก็เหลือเพียงความรู้สึกเจ็บปวดในตอนที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น ตอนนี้ปีศาจผีผาจึงไม่ต่างอะไรกับลูกแมวเกิดใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง

          ซูฉางเล่อสังเกตได้ถึงความหวาดหวั่นของน้องสาวคนเล็ก นางจึงหันไปสั่งกับน้องรองว่า “เฉียวสี่ ไปเอานิยายที่เจ้าเขียนและหนังที่ข้าแสดงมาหน่อยเถอะ น่าจะพอช่วยให้น้องสามเข้าใจความแตกต่างของยุคสมัยได้มากยิ่งขึ้น”

          ผีผาหยกขาวงุนงงหนักกว่าเดิม “นิยาย? หนัง?”

3.ไปชอปปิ้ง

          หูเฉียวสี่ฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ถึงเราจะต้องคอยหนีเอาชีวิตรอด แต่ฝีมือของเรายังมีอยู่ หลายปีมานี้พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ได้ไม่เลวเลย ตอนนี้พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นถึง ‘เทพธิดา’ ของผู้คนนับหมื่นเชียวนะ”

          “เทพธิดา?” ผีผาหยกขาวหันไปมองซูฉางเล่อ เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ใหญ่ที่เคารพรัก สีหน้าของนางก็อ่อนโยนลง “พี่ใหญ่มีวัดของตัวเองแล้วหรือ? น้องไปดูได้หรือไม่? จะได้ถือโอกาสแบ่งกลิ่นอายธูปบ้าง”

          ซูฉางเล่อส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่เทพธิดาแบบนั้น เฉียวสี่เจ้าอย่าทำให้นางเข้าใจผิดสิ แล้วทำไมไม่พูดว่าตัวเองก็เป็น ‘เทพเจ้า’ เหมือนกัน!”

          ผีผาหยกขาวคิดว่าพี่สาวทั้งสองบำเพ็ญจนบรรลุมรรคผลก็ยิ่งดีใจหนักกว่าเดิม “เทพเจ้า? เทพธิดา? พี่ทั้งสองถูกบูชาอยู่ในวัดเดียวกันหรือไม่?”

          เห็นน้องสามผู้นี้ยังโง่เขลาไม่เลิก หูเฉียวสี่จึงเอื้อมไปกุมมือนางด้วยความเอ็นดู “ทำไมยังซื่อเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อนอยู่อีกนะ!”

          “น้องสามมีร่างเดิมเป็นหินหยก ย่อมมีนิสัยซื่อๆ อยู่แล้ว แต่นิสัยชอบพูดจาเหลวไหลของเจ้านี่สิ จะกี่พันปีก็ยังเหมือนเดิม ฮ่าฮ่าฮ่า” ซูฉางเล่อหัวเราะลั่น

          ขณะนั้นเอง ผีผาหยกขาวก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง นางขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยความไม่พอใจ

          ซูฉางเล่อหยุดหัวเราะในทันที “ไม่ล้อเจ้าแล้วดีกว่า เดี๋ยวข้าจะหาเสื้อผ้าให้สวมนะ”

          ตอนนี้ผีผาหยกขาวเป็นสาวน้อยอายุ 15-16 ปี ที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ซูฉางเล่อจึงเลือกชุดกระโปรงสีขาวแสนอ่อนหวานให้นาง

          แม้ปีศาจผีผาน้อยจะไม่สวยหยาดเยิ้มเท่าพี่สาวทั้งสอง ทว่าผิวที่ขาวเนียนราวกับหิมะก็ทำให้นางดูงดงามไม่น้อย

          ซูฉางเล่อและหูเฉียวสี่ดูจะไม่พอใจที่ชุดกระโปรงของพวกนางใหญ่กว่าตัวของน้องสาวคนเล็กอยู่มาก

          ไม่ทันจะได้เริ่มสอนอะไร ทั้งคู่ก็ตัดสินใจว่าจะต้องพาผีผาหยกขาวไปเดินชอปปิ้งก่อนเสียแล้ว!

 

          เนื่องจากซูฉางเล่อต้องไปจัดการเรื่องเอกสารให้กับน้องสาวคนใหม่ หูเฉียวสี่จึงต้องเป็นคนพาปีศาจผีผาไปชอปปิ้ง

          หูเฉียวสี่กลัวผีผาหยกขาวจะทำอะไรผิดพลาด เธอจึงโทรศัพท์เรียกให้คนมารับ

          ไม่นานนัก ลัมโบกินี่คันหรูก็มาจอดที่หน้าประตูคอนโด จากนั้นชายหนุ่มรูปงามก็ก้าวลงมาเปิดประตูรถให้สองพี่น้อง

          ท่าทางของชายตรงหน้าชี้ชัดว่า เขากับหูเฉียวสี่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

          หูเฉียวสี่ปรายตามองชายหนุ่มแวบหนึ่งก่อนจะจูงผีผาหยกขาวขึ้นรถ ใจคิดว่าต้องเปลี่ยนแฟนคนใหม่ที่ทำอะไรว่องไวกว่านี้เสียแล้ว ‘กล้าลังเลตอนที่รับโทรศัพท์เธอ บังอาจมาก!’

          แฟนหนุ่มทำหน้าที่เป็นสารถีของสองพี่น้องโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ถูกแฟนสาวกาหัวออกจากบัญชีรายชื่อแล้ว

          ตอนนี้ผีผาหยกขาวเริ่มรู้อะไรมากขึ้น ‘ซูฉางเล่อ’ คือชื่อของต๋าจี่ในโลกนี้ เธอเป็นนักแสดงชื่อดัง ซ้ำยังเคยได้รับรางวัลมาไม่น้อยจนถูกขนานนามว่าราชินีจอเงิน

          ส่วน ‘หูเฉียวสี่’ ก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน เธอเป็นนักเขียนชื่อดังที่สำนวนคลาสสิคของเธอสามารถบรรยายชีวิตผู้คนในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งความรักของหญิงชายได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังถูกนำไปสร้างเป็นละครอีกด้วย

          ในยุคที่พลังชีวิตเจือจางเช่นนี้ สองพี่น้องใช้ความหลงใหลและชื่นชมของผู้อื่นเป็นรากฐานของพลังชีวิต ดังนั้น พวกเธอจึงสามารถรักษาระดับอาคมในร่างเอาไว้ได้

          พวกเธอบอกใครต่อใครว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และอาศัยอยู่ด้วยกันในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง

          เพราะเห็นว่าคอนโดนี้มีไอหยินและพลังชีวิตหนาแน่นมาก พวกเธอจึงยอมทิ้งคฤหาสน์ส่วนตัวแสนหรูหราและมาอาศัยร่วมกับพวกมนุษย์

          เดิมซูฉางเล่อคิดจะซื้อคอนโดนั้นไว้ทั้งหมด แต่เจ้าของโครงการไม่ยินยอม เธอจึงตัดสินใจใช้ลูกไม้บางอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมนุษย์สังเกตเห็นความผิดปกติ

          เรื่องที่มีผีอาละวาดในคอนโดนั้นเป็นเรื่องจริง ตอนที่ผีผาหยกขาวเดินลงมาชั้นล่าง เธอก็บังเอิญได้เจอกับผีสาวลิ้นยาวตนหนึ่งเข้าพอดี

          ภูตผีทั้งหลายยกให้ซูฉางเล่อเป็นผู้นำ และช่วยกันหลอกหลอนมนุษย์ที่เข้ามาอาศัยจนเผ่นหนีไปหมด ตอนนี้คอนโดไฮโซแทบจะ

กลายเป็นถ้ำผานซือต้ง* ของสองพี่น้องไปแล้ว ไอเยียบเย็นแสนสะพรึงที่แผ่ออกมาก็บดบังสายตาของพวกมนุษย์โดยเฉพาะเหล่าปาปารัสซีที่คอยตามถ่ายรูปซูฉางเล่อทุกวี่วัน

          ผีผาหยกขาวมองดูตึกสูงระฟ้ากับผู้คนแต่งกายแปลกๆ จากหน้าต่างรถด้วยความรู้สึกมึนชา

          เธอไม่เหมือนกับปีศาจทั้งสองที่มีรูปโฉมงดงามและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เพราะแม้หยกจะมีค่ามากเพียงใดแต่ก็เป็นแค่หินที่อาจจะหายากหน่อยเท่านั้น

          ปีศาจผีผามีนิสัยเย็นชาและไม่ค่อยสนใจโลกสักเท่าไหร่ แม้จะหลับใหลไปนานกว่าพันปี แต่เธอก็ยังคงเกียจคร้านและไม่ค่อยสนใจอะไรเหมือนเดิม

          ตอนที่เทพธิดาหนี่ฮวาออกคำสั่งให้ไปยั่วยวนโจ้วอ๋อง ผีผาหยกขาวก็ไม่ค่อยเต็มใจนัก เธอชอบร่ำสุราและนอนอาบแสงจันทร์บรรเลงพิณอยู่บนหินหยกมากกว่า

          ใครจะคิดว่าพอลากสังขารอันเกียจคร้านไปเยี่ยมเยียนพี่น้องที่เมืองหลวง เธอจะถูกเจียงจื่อหยาเผาจนกลับคืนสู่ร่างเดิม

          บ่ายวันนั้น หูเฉียวสี่ลากปีศาจผีผาไปเดินชอปปิ้งทั่วศูนย์การค้า ชายคนที่มาขับรถให้ก็เดินตามจ่ายเงินและช่วยถือของด้วยความยินดี

          ทันทีที่เดินผ่านร้านขายของเก่า ผีผาหยกขาวก็ชะงักฝีเท้าลง

          “เครื่องดนตรีโบราณ?” หูเฉียวสี่ยิ้มให้น้องสาว “อยากได้ก็เข้าไปเลือกสิ เดี๋ยวพี่ซื้อให้เอง” พูดจบก็ปรายตามองไปข้างหลัง ชายคนนั้นรีบพยักหน้าตอบทันที

          ร้านขายเครื่องดนตรีโบราณแห่งนี้ถูกตบแต่งอย่างเรียบง่าย ประตูหน้าต่างล้วนมืดทึบ

          พอก้าวเข้าไป กลิ่นหอมของไม้ก็โชยมาปะทะจมูก หูเฉียวสี่ชื่นชอบกลิ่นนี้มาก เพราะทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้กลับไปยังบ้านเกิดบนภูเขา

          สาวน้อยกวาดตามองไปรอบๆ แสงไฟในห้องนั้นมืดสลัว แต่แสงแดดตรงหน้าต่างทั้งสองบานกลับทำให้แสบตา บนผนังมีเครื่องดนตรีขนาดใหญ่อย่างกู่ฉิน ซอเอ้อร์หู ตลอดจนผีผา สรุปแล้ว เครื่องดนตรีพื้นฐานประเภทดีด สี ตี เป่าล้วนมีอย่างครบครัน

          ชายชราสวมเสื้อสีน้ำเงินแบบจีนโบราณกับแว่นสายตายาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์และกำลังพลิกดูหนังสือพิมพ์ในมือโดยไม่สนใจแขกผู้งดงามทั้งสองเลย

          คนหนุ่มสาวอารมณ์ร้อน ไม่มีความอดทน เล่นแค่ไม่กี่เพลงก็เลิก ชายชราจึงคร้านที่จะต้อนรับ

          ปีศาจผีผามองอยู่นานก็ไม่พบเครื่องดนตรีที่เหมาะกับร่างเดิมของตัวเอง เพราะผีผายุคนี้ถูกปรับเปลี่ยนรูปร่างจนคล้ายกับลูกแพร์เข้าไปทุกที สายบนตัวก็มีความซับซ้อนขึ้นมาก ทำให้เธออดอิจฉาไม่ได้

          ร่างเดิมของผีผาหยกขาวไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ประณีตงดงามสักเท่าไหร่ ผีผาในสมัยนั้นเป็นเพียงเครื่องดนตรีสำหรับดีดง่ายๆ เท่านั้น ส่วนใหญ่มักใช้หินหยกหรือไม้ทำเป็นตัวและใช้ไส้แพะขึงเป็นสาย

          หูเฉียวสี่มองแคนจีนที่แสนงดงามพลางย้อนคิดถึงอดีตอันแสนไกล ในยุคสมัยหนึ่งซึ่งเกิดภัยแล้ง เธอกับซูฉางเล่อแฝงตัวเข้าไปเป็นนักดนตรีในตำหนักขององค์หญิง เครื่องดนตรีที่เลือกบรรเลงก็คือแคนจีน ตอนนั้นพวกเธอทั้งสองมีชื่อเสียงโด่งดังจนแทบจะถูกอ๋องเฒ่าหัวงูขอตัวไป สุดท้ายจึงจำต้องหลบหนีออกมา

          หญิงสาวส่ายหน้าแรงพลางหยิบขลุ่ยไม้ขึ้นมาลองเล่น อืม… ทั้งยาวทั้งแข็ง.. ดีกว่ากันเยอะเลย

          ระหว่างที่ปีศาจสาวหน้าหนากำลังจมอยู่กับเรื่องวาบหวิวในอดีต ปีศาจผีผาก็กวาดตามองบรรดาผีผาด้วยแววตาสิ้นหวัง

          ทำจากไม้ทั้งนั้น น่าเสียดาย!

          แม้จะกล่าวอ้างว่าหินหยกและไม้ที่นำมาใช้ทำผีผาล้วนถูกคัดสรรเป็นอย่างดี ทว่าหยกที่ถูกนำมาใช้ยังคงมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ในขณะที่ไม้จะตายทันทีเมื่อถูกตัด

          ที่จริงแล้ว ปีศาจผีผาสามารถใช้กระดูกหยกของตัวเองสร้างเครื่องดนตรีแสนสวยชิ้นใหม่ได้ แต่ก็อย่างที่ซูฉางเล่อเคยพูด ในยุคที่พลังชีวิตเจือจางเช่นนี้ อย่าใช้อาคมให้มากนักจะดีกว่า

          สุดท้าย ปีศาจผีผาก็ตัดสินใจเลือกผีผาสีอ่อนตัวหนึ่งแล้วลากหูเฉียวสี่ไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

          ชายชราเจ้าของร้านที่เดิมมีท่าทีเบื่อหน่าย ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมองผีผาหยกขาว ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ประกอบกับหูเฉียวสี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ มีหน้าตาสวยคม ยิ่งขับเน้นให้ผีผาหยกขาวดูเหมือนสาวน้อยแสนซื่อที่มาจากครอบครัวเล็กๆ ซึ่งเข้ากับรสนิยมในการเลือกภรรยาให้กับหลานชายของเขาอย่างมาก

          ในใจของชายชราเต็มไปด้วยความชื่นชม ทว่ากลับจงใจชี้นิ้วไปอีกทาง “หากเป็นมือใหม่ขอแนะนำให้เลือกไม้แดงแถวซ้ายจะดีกว่าแถวขวา”

          ผีผาหยกขาวไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผีผาในยุคนี้มากนัก พอได้ยินที่ชายชราแนะนำ เธอก็คล้อยตามทันที

          สาวน้อยหันไปหยิบผีผาตัวที่มีสีม่วงปนดำแทน ตอนแรกผีผาหยกขาวไม่ชอบสีของมัน แต่กลิ่นของมันช่างเย้ายวนเหลือเกิน

          ชายชราเห็นเช่นนั้นก็วางหนังสือพิมพ์และมองลอดแว่นสายตายาวด้วยความประหลาดใจ

          เขาคิดว่าสาวน้อยผู้นี้คงเป็นมือใหม่ ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกตัวที่ทำจากไม้ขาวห่วยๆ แต่พอเขาบอกให้ไปหยิบตัวที่ทำจากไม้แดงซึ่งเหมาะกับมือใหม่มากกว่า เธอกลับไปหยิบตัวที่ทำจากไม้จันทน์ม่วงชั้นยอดมาเสียนี่ มันมีเสียงเพราะก็จริง แต่ทั้งหนักทั้งเล่นยาก ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอเล่นเป็นจริงๆ หรือแสร้งทำกันแน่

4.พี่ใหญ่พี่รอง

          “เรียนมานานแค่ไหนแล้วหรือ?” เขาถาม

          ผีผาหยกขาวกำลังจะตอบว่าหนึ่งพันสามร้อยเจ็ดสิบหกปี แต่โดนหูเฉียวสี่แทรกขึ้นก่อน “หกปีแล้ว! น้องสาวฉันเรียนมาตั้งแต่เด็กค่ะ!”

          ชายชราเลิกคิ้ว “เอาผีผาตัวเดิมมาด้วยหรือเปล่า?”

          หูเฉียวสี่กำลังจะส่ายหน้า ปีศาจผีผาก็ชิงตอบก่อน “ถูกคนบ้าคนหนึ่งเผาทิ้งไปแล้ว”

          ที่เธอพูดก็ไม่ผิด ผีผาที่ทำจากหยกตัวนั้นไม่มีอีกแล้ว ตอนที่เธอถูกเผาจนคืนสู่ร่างเดิม เครื่องดนตรีของเธอก็พลอยสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปด้วย

          ชายชราตกใจมาก ภาพความขัดแย้งในครอบครัวผุดขึ้นในสมองทันที เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีที่ลูกๆ ไม่อยากเรียนแต่พ่อแม่บังคับให้เรียน คำพูดของผีผาหยกขาวจึงทำให้ชายชราประทับใจไม่น้อย มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้เช่นนี้ช่างน่านับถือจริงๆ

          หูเฉียวสี่ถลึงตาใส่ แต่ผีผาหยกขาวไม่สน เพราะเธอยังอาฆาตนักพรตแซ่เจียงคนนั้นอยู่

          “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! หนูลองบรรเลงดู ฉันจะช่วยฟังแล้วปรับเสียงให้” ชายชรากล่าวอย่างใจดี

          สำหรับมืออาชีพแล้วการเปลี่ยนเครื่องดนตรีเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะหากระดับเสียงไม่ถูกต้องอาจทำให้เพลงทั้งเพลงล่มได้โดยง่าย

          ปีศาจผีผาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมพลางเอื้อมมือไปลูบผีผา เพียงครู่เดียวก็คุ้นเคยกับโครงสร้างของมัน

          ผีผาในยุคนี้มีสี่สาย โน้ตเสียงตรงคอส่วนที่แคบยาวเรียกว่า ‘เซี่ยง’ ส่วนบริเวณตัวผีผาที่แบนกว้างเรียกว่า ‘ผิ่น’ มีทั้งหมดหกเซี่ยงยี่สิบห้าผิ่น เพราะมีความกว้างของเสียงมาก และมีวิธีบรรเลงที่หลากหลาย ผีผาจึงจัดเป็นเครื่องดนตรีสำหรับดีดอันดับหนึ่งของจีนมาแต่สมัยโบราณ

          ผีผาหยกขาวย่อมไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจดจำให้มาก กล่องเสียงเหมือนกัน ปุ่มกดบังคับเสียงเหมือนกัน สายเหมือนกัน เพียงแต่ยากขึ้น ระดับเสียงหลากหลายขึ้น และน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น

          หูเฉียวสี่คิดจะห้าม แต่เห็นผีผาหยกขาวกระตือรือร้นมากจึงทำอะไรไม่ได้ เธอได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เคลิบเคลิ้มจนแสดงพิรุธออกมาเท่านั้น

          ปีศาจผีผาสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด เทพธิดาหนี่ฮวาจึงเลือกเธอให้ไปเล่นดนตรียั่วยวนโจ้วอ๋องเพื่อทำให้เขาลุ่มหลงอยู่แต่กับความงามของต๋าจี่กับสี่เม่ยจนไม่สนใจสิ่งใดอีก

          ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันย่อมไม่อยู่ร่วมกัน สามพี่น้องถือกำเนิดเพื่อนำภัยพิบัติมาสู่ประเทศชาติและราษฎรโดยแท้

          เพราะเป็นผีผาที่ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว ปีศาจผีผาจึงแตะนิ้วลงไปด้วยความลังเล

          ชายชราเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว ‘แค่ลองดีดสองสามทีต้องลังเลขนาดนี้ด้วยหรือ?’

          ผีผาหยกขาวไม่คุ้นเคยกับเพลงในยุคปัจจุบัน แต่ก็คันไม้คันมืออยากจะเล่น เธอเห็นว่าถึงอย่างไรผู้ฟังก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดา ดังนั้นจึงเลือกบทเพลงง่ายๆ ซึ่งแต่งขึ้นเองเมื่อครั้งเดินเล่นอยู่ท่ามกลางป่าเขา

          สาวน้อยอุ้มผีผาให้กระชับแนบร่างพลางพลิกข้อมือซ่อนเล็บสีหยกที่งอกยาวออกมา

          ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เสียงดนตรีกังวานใสก็ดังขึ้น หัวใจของชายชราบีบตัวแน่น คิ้วขมวดเป็นปม

          ปีศาจผีผาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวยาวของเธอเคลื่อนไปตามแต่ละสายอย่างคล่องแคล่ว พริบตาเดียว ภาพทิวทัศน์ไร้ตัวตนก็ถูกสร้างขึ้นจากเสียงเพลงนั้น

          ผีผาหยกขาวหลับตาฟังเสียงที่ตนกำลังบรรเลงอยู่ มีทั้งเสียงใบไม้ต้องลม เสียงนกร้องกังวานใส เสียงธารน้ำไหลรินไปตามโขดหิน โดยหลงลืมผู้คนรอบข้างเสียหมดสิ้น

          เธอย้อนนึกถึงความทรงจำเมื่อครั้งก่อนถูกเจียงจื่อหยาเผา มันช่างงดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเหลือเกิน... คิดถึงป่าเขาที่ไม่มีแสงไฟนีออนคอยบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว

          ปีศาจผีผาลืมตาขึ้นด้วยขอบตาแดงเรื่อ ส่วนชายชราเองก็ยืนแข็งค้าง แววตาเหม่อลอยหูเฉียวสี่ซึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติรีบร้องขึ้นว่า “น้องสาม! ทำไมถึงสะกดใจผู้อื่นเช่นนี้เล่า!”

         หลังจากได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ผีผาหยกขาวก็พูดกับพี่สาวคนรองที่กำลังตกใจอย่างอารมณ์ดี “อีกเดี๋ยวก็เป็นปกติ” ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะเมื่อครู่เธอลืมเก็บงำไอปีศาจตอนเล่นเพลงนั่นเอง

          พอได้สติ หูเฉียวสี่ก็รีบลากน้องสาวตัวดีออกจากร้านโดยไม่ลืมที่จะหันไปสั่งให้แฟนหนุ่มจ่ายเงิน

 

          ตั้งแต่ได้ผีผาไม้จันทน์ม่วงมา ปีศาจผีผาก็อารมณ์ดีมาก วันๆ เอาแต่กอดมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

          ซูฉางเล่อที่วุ่นวายทั้งวัน ในที่สุดก็จัดการเรื่องเอกสารของน้องสาวเสร็จเรียบร้อย

          สาวน้อยที่ผีผาหยกขาวเข้าสิงมีชื่อว่า ‘อวี้เหยา’ อายุสิบห้าปี ครอบครัวมีฐานะธรรมดา แต่มีหน้าตาสวยสดงดงาม เมื่อสองปีก่อน ครอบครัวของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างออกไปท่องเที่ยว พ่อแม่และน้องชายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที มีเพียงอวี้เหยาคนเดียวที่หลับใหลจนแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราและส่งเธอเข้าไปอยู่ในความดูแลของรัฐ กระทั่งปีก่อนที่ซูฉางเล่อไปพบเข้า และตัดสินใจเก็บร่างที่ยังคงสมบูรณ์นี้ไว้รอวันให้ผีผาหยกขาวได้มาเข้าสิง

          ปีศาจผีผามองตัวอักษรในบัตรประชาชน แล้วอ่านออกเสียงอย่างช้าๆ ว่า “อวี้ จื่อ ฉยง?”

          ซูฉางเล่ออธิบายอย่างใจเย็น “ร่างนี้ไม่มีญาติที่ไหน พี่เลยทำเรื่องรับอุปการะแล้วก็เปลี่ยนชื่อให้เสียเลย ต่อไปนี้สำหรับคนนอกเจ้าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องคนที่สามของข้า ส่วนเฉียวสี่คือลูกผู้พี่คนที่สองของเจ้า จำไว้ให้ดีนะ!”

          อวี้เหยามีอายุเพียงสิบห้าปีเท่านั้น หน้าตาของเธอจึงดูเด็กมาก ซูฉางเล่อกลัวว่าปาปารัสซีจะเข้าใจผิดคิดว่าสาวน้อยผู้นี้เป็นลูกลับๆของเธอ

          หูเฉียวสี่กลอกตา “มัธยมปลาย? อย่างน้อยก็ต้องให้น้องสามลองเข้าชั้นประถมก่อนไหม? ตอนนี้นางรู้จักตัวอักษรแล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่แตกฉานเท่าไหร่”

          ผีผาหยกขาวยกมือขึ้นลูบศีรษะ ‘ใช่ ตอนนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ คงเพราะเราทั้งคู่ต่างก็หลับกันไปนานเหลือเกิน’

          ซูฉางเล่อเลิกคิ้วถามกลับ “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

          หูเฉียวสี่สวนขึ้นทันควัน “เริ่มจากให้นางฝึกภาษาด้วยการอ่านบทละครกับนิยายที่ข้าเขียนก่อน ศัพท์สแลงไม่มี คำที่ใช้ก็ถูกต้องครบถ้วน”

          ซูฉางเล่อส่ายหน้า “นางจะอ่านนิยายยาวหลายแสนตัวอักษรของเจ้ารู้เรื่องได้อย่างไร? ข้าว่าให้นางดูละครที่ข้าแสดงก่อนจะดีกว่า มีทั้งเสียงมีทั้งบทบรรยาย”

          “น้องสาม เจ้าว่าอย่างไร?” ทั้งสองหันไปถามปีศาจผีผาโดยพร้อมเพรียงกัน

          ผีผาหยกขาวหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหาคำตอบแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นให้พี่สาวทั้งสอง “ดูของพี่ใหญ่ก่อนค่อยอ่านของพี่รอง”

          ซูฉางเล่อปรายตามองหูเฉียวสี่อย่างได้ใจ ส่วนหูเฉียวสี่ก็กลอกตากลับอย่างไม่ยอมแพ้

          เธอฉวยโอกาสตอนที่ซูฉางเล่อไปหาแผ่นซีดี หยิบบัตรประชาชนที่เพิ่งทำใหม่ขึ้นมา แล้วเริ่มสอนน้องสาวคนเล็ก

          แม้ซูฉางเล่อจะเป็นพี่คนโต แต่คนที่มีการศึกษามากที่สุดในบ้านกลับเป็นหูเฉียวสี่ เธอจบการศึกษาจากภาควิชาภาษาจีนของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทั้งยังเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงและผู้กำกับหน้าใหม่ ชื่อของผีผาหยกขาวเธอก็เป็นคนตั้งให้ เพื่อการนี้หูเฉียวสี่ถึงกับพลิกตำราประวัติศาสตร์อยู่หลายตลบ เพราะอยากได้ชื่อที่เต็มไปด้วยพลังและจิตวิญญาณ

          หูเฉียวสี่หัวเราะขึ้นเบาๆ “ชื่ออวี้เหยาธรรมดาเกินไป เจ้ามีร่างเดิมเป็นหินหยก ดวงชะตาแข็ง ย่อมสมควรแซ่อวี้ ชื่อจื่อฉยง!” ปีศาจไก่ฟ้าเก้าหัวได้ใจ “จริงๆ แล้วในยุคนี้ยังมีอัจฉริยะคนหนึ่งใช้ชื่อว่าฉยง* เช่นกัน ข้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากนางก็เลยเริ่มเขียนนิยาย ตัวอักษร ‘ฉยง’ จึงนับได้ว่ามีกลิ่นอายของผู้ทรงภูมิอยู่หลายส่วน!”

          “ข้าเชื่อพี่รอง ต่อไปนี้ข้าจะใช้ชื่อว่าอวี้จื่อฉยง” เธอตอบด้วยความรู้สึกมั่นคง

          ซูฉางเล่อใช้เวลาเลือกแผ่นซีดีอยู่นาน ละครที่เธอเล่นส่วนใหญ่ล้วนเป็นละครย้อนยุคซึ่งใช้ต้นทุนมหาศาล ไม่ค่อยมีละครรักสมัยใหม่เท่าไร

          เธอจัดการใส่แผ่นซีดีเข้าไปในเครื่องเล่นแล้วเร่งเสียงจนสุด

          “อา อา อา... แรงหน่อย... แรงอีกหน่อย...”

          อวี้จื่อฉยงได้ยินเสียงครวญครางของซูฉางเล่อก็หันไปมองหน้าด้วยความห่วงใย สุดท้ายก็พบว่า กล่องละครนั่นกำลังเลียนเสียงของซูฉางเล่ออยู่

          หูเฉียวสี่รีบลุกขึ้นต่อว่าทันที “พี่ใหญ่เลือกของเฮงซวยแบบนี้มาให้นางดูได้อย่างไร?”

          ซูฉางเล่อถลึงตาใส่ “ของเฮงซวยอะไรกัน? นี่คือผลงานชิ้นโบแดงที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสเชียวนะ!”

          ที่จริงแล้ว ปีศาจจิ้งจอกกับปีศาจไก่ฟ้าเก้าหัวล้วนเปิดกว้างในเรื่องเพศ เปลี่ยนแฟนบ่อยเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า แม้กระทั่งตอนที่ดูหนัง AV ก็ยังสามารถแทะแตงกวาแกล้มโค้กไปด้วยได้ แต่อวี้จื่อฉยงไม่เหมือนกัน เธอมีอายุน้อยที่สุด ซ้ำยังไร้เดียงสา ปีศาจทั้งสองจึงต้องคอยปกป้องเธอมาโดยตลอด

          ความเป็นห่วงที่มากมายนี้ ทำให้อวี้จื่อฉยงกลายเป็นคนหัวอ่อนที่ไม่ค่อยทันโลก จนทำให้ถูกเจียงจื่อหยาจับพิรุธได้และถูกเผาทั้งเป็นมาแล้ว

          ซูฉางเล่อเสียใจกับเรื่องนี้มากและตั้งใจว่าจะอบรมให้อวี้จื่อฉยงกลายเป็นสาวงามทรงเสน่ห์มากเล่ห์ที่ทุกคนหลงใหล ทว่าหูเฉียวสี่กลับไม่เห็นด้วย เธอเลือกชื่อและซื้อเสื้อผ้าให้อวี้จื่อฉยงโดยมีแผนการในใจของตัวเองเช่นกัน เธอเลือกคำว่าฉยงก็เพราะอยากให้อวี้จื่อฉยงกลายเป็นหญิงงามผู้ทรงภูมิความรู้ จะให้ดีก็ควรสืบทอดอาชีพของเธอด้วย

5.ปีศาจทะเลาะกัน

          ‘สาวงามผู้เย้ายวน’ กับ ‘สาวงามผู้ทรงภูมิ’ กำลังทะเลาะกันแย่งรีโมท โดยไม่รู้เลยว่ากำลังถูกเด็กน้อยคนหนึ่งมองดูด้วยความอ่อนใจ

          ทั้งสองแย่งกันไปแย่งกันมาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้กระทั่งหางกับขนก็โผล่ออกมาจนหมด สมกับคำว่า ‘ปีศาจทะเลาะกัน’ อย่างแท้จริง

          อวี้จื่อฉยงที่ยืนดูอยู่แอบบ่นในใจ ‘แม้จะผ่านมาเป็นพันปี แต่นิสัยของพี่ๆ ก็ยังเหมือนเดิมเลย!’

          สุดท้ายพวกเธอก็เลือกละครรักใสๆ เรื่องหนึ่งให้อวี้จื่อฉยงดู โดยมีหูเฉียวสี่เป็นผู้คอยควบคุมฉากให้

          ราชินีจอเงินไม่ได้มีเพียงชื่อ เพราะแม้จะเป็นเพียงละครรักใสๆ แต่ฝีมือการแสดงของซูฉางเล่อก็เหนือกว่าเหล่าตัวประกอบอย่างเทียบไม่ติด ไม่เว้นแม้แต่พระเอกผู้หล่อเหลา

          เพราะความเด่นที่เกินหน้าเกินตานักแสดงคนอื่นๆ ละครรักใสๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยเรื่องนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้ซูฉางเล่อได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงในละครย้อนยุคเกี่ยวกับความรักความแค้นในพระราชวัง และส่งผลให้เธอเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา

          หลายวันต่อจากนั้น อวี้จื่อฉยงเริ่มหัดอ่านและเขียนตัวอักษร พรสวรรค์ของเธอทำให้ทุกอย่างดูไม่ยากเย็นนัก กระทั่งถึงวันที่เหมาะสม ซูฉางเล่อจึงจัดการให้เธอเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

          “ตอนเข้ามหาวิทยาลัยค่อยให้นางตัดสินใจเอง” สองปีศาจทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายแผนการในอนาคตของอวี้จื่อฉยง

          หลังจากแยกย้ายกันกลับห้อง ซูฉางเล่อก็รีบติดต่อผู้จัดการส่วนตัวทันที เธอต้องการจะรู้ว่ามีบทภาพยนตร์เกี่ยวกับการศึกษาหรือปณิธานอันมุ่งมั่นหรือไม่ จะให้ดีควรเกี่ยวกับการร้องเพลงหรือวงการบันเทิงด้วย ส่วนหูเฉียวสี่ก็ตั้งหน้าตั้งตาวางพล็อตนิยายเรื่องใหม่ โดยตั้งชื่อเรื่องว่า ‘บันทึกการปั้นสาวน้อยให้กลายเป็นยอดนักเขียนแห่งยุค’

          ในวันเปิดภาคเรียน อวี้จื่อฉยงถูกปลุกแต่เช้า เดิมเธอคิดจะแกล้งหลับต่อ แต่หูเฉียวสี่ไม่ยอมและจัดแจงจับน้องสาวแปรงฟัน ใส่เสื้อผ้า ยัดผลไม้ใส่กระเป๋านักเรียนและลากออกไปขึ้นรถแท็กซี่

          “พี่ใหญ่ล่ะ?”

          “ไปถ่ายละครที่ซินเกียงตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” หูเฉียวสี่ดีใจมากที่ตัวเองได้เป็นคนไปส่งอวี้จื่อฉยงในวันเปิดเรียน เพื่อที่ในอนาคต เธอจะได้มีสิทธิ์มีเสียงเกี่ยวกับตัวน้องสาวผู้นี้มากยิ่งขึ้น

          “รถสีน้ำเงินคันนั้นล่ะ?”

          หูเฉียวสี่ยักไหล่ “เลิกกันแล้ว”

          เธอบล็อกหนุ่มลูกเศรษฐีคนนั้นไปแล้ว และกำลังกิ๊กกั๊กอยู่กับผู้กำกับหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงแทน

          ตลอดทางที่ไปโรงเรียน หูเฉียวสี่กำชับน้องสาวหลายครั้งเกี่ยวกับการห้ามเปิดเผยร่างจริงและห้ามพูดภาษาโบราณ

          ซูฉางเล่ออยากให้อวี้จื่อฉยงคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่และเข้ากับผู้คนได้เร็ว จึงเลือกโรงเรียนมัธยมปลายใกล้บ้านให้ อีกทั้งยังวางแผนว่า จะส่งอวี้จื่อฉยงไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้เธอมากยิ่งขึ้น

          หูเฉียวสี่พาอวี้จื่อฉยงไปยังห้องของผู้อำนวยการโรงเรียน

          ที่นั่น เลขาของเขาลุกขึ้นต้อนรับด้วยท่าทางเป็นมิตร “ยินดีต้อนรับค่ะคุณหู ผู้อำนวยการรออยู่ด้านในเรียบร้อยแล้ว”

          หูเฉียวสี่ยิ้มตอบ แต่พอประตูเปิดออกเธอก็ต้องผิดหวัง ‘เป็นผู้หญิงเหรอกรึ? นึกว่าจะใช้อาคมทำให้หลงใหลสักหน่อย!’

          ความเย้ายวนและความสวยของหูเฉียวสี่ช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ของอวี้จื่อฉยงให้ดูดีอย่างน่าประหลาด

          อันอี๋ฮุ่ยเห็นสาวน้อยมีใบหน้าสะอาดสะอ้าน เส้นผมดำขลับ ท่าทางเหมือนหยกบริสุทธิ์ แค่ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กดีที่ตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน

          ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแบบที่สาวน้อยสวมก็เรียบร้อยเป็นระเบียบ ไม่จงใจดัดแปลงให้สั้น ชายกระโปรงยาวคลุมเข่า เหมือนนักเรียนตัวอย่าง ขาดก็แต่ไม่ได้ถือถ้วยรางวัลเอาไว้เท่านั้น

          พอนึกถึงเด็กสาวเกเร ที่ชอบใส่ทั้งคอนแทคเลนส์สี เจาะหู และย้อมผม อันอี๋ฮุ่ยก็ยิ่งชื่นชอบอวี้จื่อฉยงผู้มีท่าทางเรียบร้อยมากขึ้นไปอีก

          เธอให้คะแนนความประทับใจกับสาวน้อยสูงถึงแปดสิบคะแนน ก่อนจะพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “ดีใจที่หนูจื่อฉยงจะมาเรียนที่มัธยมปลายผิงเหอ ฉันจะจัดให้เธอเข้าเรียนในห้องหนึ่งนะ”

          หูเฉียวสี่ได้ฟังก็พอใจอย่างมาก เธอรู้ว่าโรงเรียนเอกชนแห่งนี้มีชื่อเสียงและให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนเพียงใด ดังนั้นจึงแบ่งห้องตามระดับผลการเรียน ห้องหนึ่งย่อมเป็นห้องที่ดีที่สุด การที่อันอี๋ฮุ่ยจัดให้อวี้จื่อฉยงเข้าเรียนในห้องหนึ่งเพื่อให้ตามเพื่อนๆ ได้ทันก่อนสอบวัดผลประจำเดือนจึงไม่ต่างอะไรกับการช่วยเธอ

          หูเฉียวสี่มั่นใจในตัวอวี้จื่อฉยงมาก น้องสามของเธอคือหินหยกที่กลายร่างเป็นมนุษย์ ย่อมต้องเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หากมีมนุษย์ตัวกระจ้อยคนใดคิดจะแกล้ง น้องสาวของเธอคงรับมือได้ภายในเวลาอันสั้นแน่นอน!

 

          หลังออกจากห้องผู้อำนวยการ ครูประจำชั้นของห้องหนึ่งก็มารับตัวอวี้จื่อฉยงไป

          หูเฉียวสี่ช่วยจัดผมของเธอให้เรียบร้อย ไม่ต่างจากผู้ปกครองที่ส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก

          ตอนไปส่งอีกฝ่าย หูเฉียวสี่แอบใช้ตาพันลี้สำรวจไปทั่วห้องเรียน ที่ว่างตรงข้างหน้าต่างน่าจะเป็นของน้องสาวเธอ ทว่าคนที่นั่งติดกันนั้น...

          ‘โอ๊ะ! เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาหล่อเหลาเสียด้วย แต่ท่าจะดื้อรั้นไม่เบา น้องสามก็มีนิสัยแบบนั้น คงจะสปาร์คกันยากหน่อยล่ะ’

          ในใจของหูเฉียวสี่ อวี้จื่อฉยงยังคงเป็นสาวน้อยแสนบริสุทธิ์ผู้ก้าวออกมาจากใต้แสงจันทร์คนเดิม ทั้งเงอะงะงุ่มง่ามและตามใครไม่ค่อยจะทัน

          ‘ไม่รู้จักความรักก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องสัมผัสกับความทุกข์ของมนุษย์ เธอจะได้เป็นสาวน้อยที่มีพวกฉันคอยดูแลปกป้องไปตลอดกาล’ หูเฉียวสี่ปลอบใจตัวเอง

          เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่อวี้จื่อฉยงก้าวเข้าไปในห้อง นักเรียนทุกคนต่างพากันมองสาวน้อยแปลกหน้าด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

          เมื่อได้กลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ความทรงจำเกี่ยวกับการเรียนในห้องเรียนของสาวน้อยเจ้าของร่างก็ปรากฏขึ้นในสมองของอวี้จื่อฉยง แต่เธอไม่สนใจ เพราะในสายตาของเธอมนุษย์ทุกคนล้วนเหมือนกันหมด ภาพตรงหน้าจึงไม่ต่างอะไรกับฝูงมดดำที่กำลังแตกตื่น

          แต่มดดำก็กัดเจ็บเช่นกัน เธอจะไม่ดูแคลนมนุษย์เด็ดขาด โดยเฉพาะใครก็ตามที่แซ่เจียง

          ครูประจำชั้นให้เธอขึ้นไปแนะนำตัวบนยกพื้นหน้าห้องอวี้จื่อฉยงเขียนชื่อของตัวเองบนกระดานดำด้วยท่าทางแข็งทื่อ ผ่านไปนานกว่าเด็กสาวจะได้วางชอล์กลงและหยิบเอาโพยที่หูเฉียวสี่เขียนให้ออกมาอ่าน

          “ฉันแซ่อวี้ ชื่อจื่อฉยง ดีใจที่ได้มาเรียนที่นี่ ขอบคุณอาจารย์และเพื่อนๆ ทุกคนค่ะ”

          ในห้องเงียบสนิท ไม่ใช่เพราะการแนะนำตัวแบบขอไปทีของเพื่อนใหม่ตรงหน้า แต่เป็นเพราะท่าทางราวกับนักพากย์และเสียงกังวานใสของเธอมากกว่า

          ‘ยัยนี่เป็นนักพากย์เหรอ?’

          ‘เสียงของเจ้าหล่อนเพราะอย่างไม่น่าเชื่อ!’

          นกขมิ้นโบยบินจากหุบเขา ไข่มุกกระทบจานหยก... ถ้อยคำที่ใช้กันจนชินในเรียงความเลิศหรูที่มักใช้เขียนบรรยายเกี่ยวกับสำเนียงที่ไพเราะเสนาะหู ปรากฏขึ้นในหัวของนักเรียนทุกคน เสียงของอวี้จื่อฉยงไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่นักประพันธ์พรรณนา แต่กลับมาอยู่ในชีวิตจริงของพวกเขา

          สายตาชื่นชมเหล่านั้นไม่ได้ทำให้อวี้จื่อฉยงรู้สึกประหลาดใจเลย เธอไม่ได้ใช้พลังปีศาจ แถมยังไม่ได้ทำอะไรผิดแผกจากมนุษย์ธรรมดา เดิมหินหยกก็มีเสียงกังวานไพเราะอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครเอาเธอมาทำเป็นผีผาเหรอก

          “หูของฉันก้องกังวานไปหมดแล้ว” นักเรียนชายคนหนึ่งสูดหายใจลึก

          ‘ฉันว่าฉันเจอรักแรกพบแล้วล่ะ’ เด็กหนุ่มอีกหลายคนแอบคิดในใจ

          “เสียงสวรรค์...” สมาชิกคณะนักร้องประสานเสียงคนหนึ่งตาวาวราวกับเพิ่งได้ค้นพบสมบัติล้ำค่า

          ครูประจำชั้นได้ยินเธอแนะนำตัวก็อดถามไม่ได้ “สองปีมานี้จื่อฉยงรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีงานอดิเรกอะไรอยากเล่าให้เพื่อนๆ ฟังบ้างไหม?”

          อวี้จื่อฉยงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ “เล่นผีผาค่ะ”

          ‘ยัยนี่ไฮโซมาก!’ ทุกคนพากันพยักหน้าด้วยความชื่นชม ภาพลักษณ์ของอวี้จื่อฉยงสูงส่งขึ้นทันใด

          หลังจากคาบเรียนที่สอง นักเรียนทั้งสิบสามห้องก็รู้โดยทั่วกันว่า ห้องหนึ่งมีนักเรียนใหม่ที่เล่นเครื่องดนตรีโบราณเป็น แต่ทุกคนไม่ได้อิจฉา เพราะห้องหนึ่งเป็นห้องที่เรียนเก่งที่สุดอยู่แล้ว ในเมื่อมีนักเรียนใหม่ที่เก่งกาจเช่นนี้ย้ายมา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

          หลังจากคณะนักร้องประสานเสียงจากไปก็มีกลุ่มนักเรียนจากห้องข้างๆ มาหาอวี้จื่อฉยงอีกกลุ่ม กลุ่มนี้เป็นนักเรียนหญิงผมยาวสลวย หัวหน้ากลุ่มเป็นเด็กสาวหน้าตาดีที่ไว้ผมยาวถึงเอว ขาเรียวยาวใต้กระโปรงสั้นดึงดูดสายตาของนักเรียนชายไม่น้อย

          “สวัสดี เราคือประธานชมรมวงดนตรีจีนโบราณของโรงเรียน ชื่อ ‘หลี่ปี้ฉิน’ อยู่ห้องสอง ได้ยินว่าเธอเล่นผีผาเป็น? ตอนนี้เธอคงอยากจะฝึกซ้อมแล้วสินะ? ให้เราช่วยหาตำแหน่งว่างให้ไหม” หลี่ปี้ฉินส่งยิ้มอ่อนโยนให้

          หลี่ปี้ฉินผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนเรียบร้อย ทว่าที่จริงแล้วเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัวมาก ทั้งๆ ที่อยากจะได้อวี้จื่อฉยงมาร่วมวงจนตัวสั่น แต่เธอกลับพูดเหมือนอีกฝ่ายมาขอร้องเสียเอง

          ลึกๆ แล้วหลี่ปี้ฉินรู้ว่าตัวเองทำถูกต้องแล้ว ไม่มีเหตุผลที่อวี้จื่อฉยงจะปฏิเสธเธอ นอกเสียจากว่าจะเล่นเครื่องดนตรีประเภทสายได้ทั้งหมด

6.ช่วยเก็บ...ให้ฉันด้วย

          อวี้จื่อฉยงพยักหน้าตอบอย่างว่าง่าย เพราะกำลังหาทางควบคุมพลังปีศาจอยู่พอดี ซึ่งการฝึกบรรเลงเพลงยุคปัจจุบันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

          หลี่ปี้ฉินคลี่ยิ้มอย่างมีชัย “ต่อไปเราก็จะเป็นเพื่อนและสมาชิกร่วมวงกันแล้ว งั้นวันนี้เราไปทานอาหารกลางวันพร้อมกันนะ”

          ที่โรงอาหาร อวี้จื่อฉยงผู้ไม่ชอบกินของคาวนั่งแทะผักและผลไม้จากในกระเป๋านักเรียนของตัวเองราวกับกระต่ายตัวน้อย

          ปีศาจผีผาถูกเข้าใจผิดมานานหลายพันปีแล้ว โดยบอกต่อๆ กันมาว่าเธอเป็นพวกชอบดูดเลือดมนุษย์ ซ้ำยังสมน้ำหน้าที่ถูกเผาจนคืนร่างเดิมอีก ‘เลือดมนุษย์ทั้งข้นทั้งเหม็น ใครจะไปชื่นชอบกัน!’

          อาหารหลักของหินหยกเช่นเธอคือไอสุริยันจันทราและพลังชีวิตจากธรรมชาติ เปรียบกับปีศาจแล้วเธอใกล้เคียงกับจิตวิญญาณของธรรมชาติมากกว่า หากต้องกินอาหารจริงๆ ก็จะเลือกกินผักป่าที่สะอาด เพียงแต่ตอนนั้นเธอเข้าวังไปเยี่ยมต๋าจี่ ทำให้ติดกลิ่นอายดุร้ายของปีศาจจิ้งจอกมา จึงเป็นเหตุให้เจียงจื่อหยาทำร้ายเธอ

          พอกินผักขมหมด อวี้จื่อฉยงก็หยิบมะเขือเทศสีแดงสดขึ้นมาแทะต่อ

          เดิมหลี่ปี้ฉินนึกหมั่นไส้เด็กใหม่ตรงหน้าไม่น้อย แต่พอได้เห็นท่าทางใสซื่อนั้น เธอก็คร้านที่จะสนใจศัตรูผู้อ่อนด้อยคนนี้อีก

          หลังจากพักเที่ยงก็ไม่มีใครเข้ามาชวนอวี้จื่อฉยงคุยอีก

          แต่มนุษย์ธรรมดาก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรไปทั้งหมด เด็กสาวซึ่งนั่งริมหน้าต่างมีผิวขาวผมดำ หน้าตาสะสวย ริมฝีปากบาง ลมซึ่งโชยเข้ามาทางหน้าต่างที่แง้มเอาไว้พัดเส้นผมของเธอเบาๆ ทำให้ทั่วทั้งร่างของเธอเหมือนมีไอเย็นแผ่กระจายออกมา

          “ช่วยเก็บให้ฉันหน่อยได้ไหม?” เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างพูดขึ้น

          เด็กหนุ่มคนนี้มีดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้ามาก ดวงตาดำขลับใต้ขนตายาวคู่นั้นดูคล้ายกับหยกสีดำสองเม็ดมากๆ

          อวี้จื่อฉยงกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวและควักลูกตาของอีกฝ่ายออกมาเล่น เธอจึงรีบหันกลับไปแทะมะเขือเทศต่อ

          เด็กหนุ่มไม่รู้ถึงความคิดอันแสนโหดเหี้ยมของอวี้จื่อฉยงเลยสักนิด เขามองยางลบที่ใต้เท้าของสาวน้อยพลางนึกอยากก้มลงไปเก็บ ทว่า... มันอยู่ใต้กระโปรงนี่สิ!

          ‘ทำไมถึงสวมกระโปรง? วันนี้มีเรียนพละไม่ใช่หรือ?’

          “ช่วยเก็บให้ฉันหน่อยได้ไหม?” เด็กหนุ่มถามซ้ำ

          อวี้จื่อฉยงยังคงนิ่งเงียบ

          “ฉันชื่อ ‘อันอวี๋เหนียน’ เป็นหัวหน้าห้องหนึ่งนะ ยินดีที่ได้รู้จัก ตอนนี้เธอช่วยก้มลงเก็บยางลบที่ใต้เท้าของเธอให้ฉันหน่อยจะได้ไหม?” เขาพูดอย่างสุภาพ

          ‘อะไรกัน? เจ้ามนุษย์คนนี้ไม่กลัวเธอเลยหรือไง?’ ปีศาจผีผาประหลาดใจ

          เด็กหนุ่มมีผมสั้นดำสนิทเหมือนขนกา นัยน์ตาหงส์ ริมฝีปากบาง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเนกไทสีแดง ดูคล้ายกับใบหน้าที่ปรากฏอยู่ในละครมากๆ

          อวี้จื่อฉยงจ้องตาเขานิ่ง ตาหงส์งดงามคู่นี้ทำให้อวี้จื่อฉยงนึกถึงซูฉางเล่อขึ้นมา

          ปีศาจจิ้งจอกผู้งดงามชื่นชอบตาหงส์ซึ่งมีส่วนปลายชี้ขึ้นและมีตาดำและขาวตัดกันอย่างชัดเจน เธอบอกว่ามนุษย์ไม่ค่อยมีดวงตาเช่นนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เธอจะได้เห็นมันบนใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่ง

          “ยาง... ลบ” อันอวี๋เหนียนย้ำเสียงหนัก ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มปรากฏแววหงุดหงิด “ใต้กระโปรงของเธอ ช่วยเก็บให้ฉันด้วย!”

          นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับหญิงสาวนิสัยประหลาดเช่นนี้

          ปีศาจผีผาแอบเพิ่มไอสังหารของตัวเองให้สูงขึ้นเล็กน้อย ไม่นานนักทุกคนในห้องเรียนก็ได้รับผลกระทบ

          ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นซีดขาว เหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก ปากก็พร่ำบ่นว่าท้องเสีย

          “ช่างเถอะ ยกให้ก็แล้วกัน!” อันอวี๋เหนียนหมดความอดทน เขาหันไปยืมยางลบจากคนอื่นแทน แต่พอหันกลับมาอีกครั้งก็พบว่ายางลบของตัวเองวางอยู่บนโต๊ะแล้ว

          ‘ที่แท้ก็แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ!’ เด็กหนุ่มกัดฟันก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวดีดยางลบให้กระเด็นไปโดนหัวเข่าของเด็กสาว

          “ขอโทษ” ใบหน้าของเขาไม่มีแววรู้สึกผิดเลยสักนิด

          ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ดังเดิม...

          ปีศาจผีผาค่อยๆ สลายไอสังหารของตัวเอง ทำให้นักเรียนคนอื่นๆ รู้สึกดีขึ้นเป็นลำดับ

          อวี้จื่อฉยงฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายหันไปทางอื่นเปิดตาปีศาจแล้วสำรวจอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็พบว่าเขาไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดาคนอื่นๆ เลย อย่าว่าแต่อาณาเขตป้องกันที่ควรมี แม้แต่ประสาทสัมผัสถึงเล็กน้อยเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณก็ไม่มี!

          “เวลามีใครพูดด้วย ช่วยให้ความสนใจและตอบเร็วๆ หน่อยนะ!” อันอวี๋เหนียนพูดขึ้น

          อวี้จื่อฉยงไม่สนใจคำเตือนของอีกฝ่ายเลย เธอเอาแต่ขยี้ตาพลางคิด ‘ชายคนนี้แปลกมาก ดวงชะตาแบบคนทั่วไปก็มองไม่เห็น หรือข้าควรเรียกพี่ใหญ่มาดูดี?’

 

          คุยอะไรกันอยู่เหรอน่าสนุกเชียว?”กลุ่มนักเรียนชายที่ลอบมองพวกเขาได้สักพักเดินเข้ามาทักทาย

          ‘ดูเหมือนวันนี้หัวหน้าอันจะลืมตัว ปกติไม่เคยเห็นพูดเกินห้าประโยค’ เด็กหนุ่มคิดตรงกัน

          อันอวี๋เหนียนคนนี้เป็นหลานของผู้อำนวยการโรงเรียน มีนิสัยเย่อหยิ่งเย็นชาและไม่ชอบสุงสิงกับใครโดยเฉพาะนักเรียนหญิง ดังนั้นการที่ได้เห็นเขานั่งคุยกับเพื่อนใหม่เลยเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

          เขาแนะนำเพื่อนๆ แก่อวี้จื่อฉยงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกนี้เขาเรียนเก่งเป็นอันดับต้นๆ ของห้องเรา หากมีปัญหาเรื่องเรียนก็ถามได้เลย”

          ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็เริ่มแนะนำตัวเองกันใหญ่

          “ฉันชื่อ ‘หม่าซ่านจือ’ ถนัดวิชาสังคม มีอะไรไม่เข้าใจถามได้”

          “ฉันชื่อ ‘หลินเว่ยชิง’ ถนัดวิชาธรรมชาติวิทยากับคณิตศาสตร์”

          “ฉันชื่อ ‘ต่งฉิน’ ถนัดวิชาภาษาจีนอังกฤษ และญี่ปุ่น เสียงของเธอเหมาะจะเป็นนักพากย์มากๆ เลย สนใจเรียนภาษาญี่ปุ่นบ้างไหม? อนาคตจะได้ไปทำงานเป็น...”

          ยังไม่ทันได้พูดประโยคสองแง่สองง่ามจบ ต่งฉินก็ถูกอันอวี๋เหนียนถีบอย่างแรง

          การแนะนำตัวของแต่ละคนในครั้งนี้ ครบถ้วนเสียยิ่งกว่าโรงเรียนสอนพิเศษอีก อวี้จื่อฉยงยังจำคำพูดของหูเฉียวสี่ได้ดี ‘มนุษย์พวกนี้เหมาะจะเอามาใช้สำหรับรวบรวมข้อมูลข่าวสารอย่างมาก’

          เมื่อเห็นเพื่อนถูกลงโทษหลินเว่ยชิงก็รีบประจบทันที “เธอนี่โชคดีจริงๆ ได้นั่งติดกับมือวางอันดับหนึ่งของโรงเรียน อีกไม่นาน...ชื่อของเธอต้องติดอยู่ในยี่สิบอันดับเด็กเก่งของชั้นอย่างแน่นอน!”

          ต่งฉินพยายามอดกลั้นความเจ็บปวดแล้วฝืนยิ้มออกมา “ยี่สิบอันดับ? แค่ติดห้าสิบอันดับแรกก็ได้อยู่ห้องหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอ?”

          “พวกนายพูดถึงอะไรกันอยู่เหรอ?” อวี้จื่อฉยงอดที่จะถามไม่ได้

          แม้จะมีนิสัยเย็นชาแต่เธอไม่ใช่คนโง่ หลังจากได้ลองศึกษามนุษย์โลก เธอก็ค้นพบว่าพวกเขาไม่ได้แตกต่างไปจากเหล่าปีศาจเลย คนอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนเข้มแข็ง ผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้

          แต่โลกมนุษย์ไม่มีอิสระมากเท่าโลกปีศาจ ที่นี่มีกฎเกณฑ์บางอย่างที่จำเป็นจะต้องรักษา อาทิ ห้ามฆ่าคน ห้ามบินรวมไปถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘การเรียน’ ด้วย

          หลินเว่ยชิงแกล้งขู่ต่อ “เด็กเก่งห้าสิบอันดับแรกจะได้อยู่ในห้องหนึ่งถึงห้าหากใครคนใดคนหนึ่งสอบวัดระดับประจำภาคแล้วมีคะแนนที่แย่ลง เขาจะถูกเนรเทศไปอยู่ห้องมืดทันที จากนั้นคนทั้งโรงเรียนก็จะพากันรังเกียจ”

          อวี้จื่อฉยงได้ฟังก็เงียบไป ‘โลกใบนี้ซับซ้อนกว่าที่ข้าคิดเยอะเลย!’

          เมื่อก่อนนางมีชีวิตเรียบง่ายมาก อยากไปเที่ยวเล่นในโลกมนุษย์ก็แค่เสกผีผาขึ้นมาร้องเพลง ประเดี๋ยวเหล่ามนุษย์ที่แต่งกายหรูหรางดงามก็จะนำทุกสิ่งทุกอย่างมาประเคนให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปดูเหมือนมนุษย์จะสร้างระบบที่ซับซ้อนมากขึ้นเพื่อป้องกันผู้ที่จะแฝงตัวเข้ามาฉกฉวยโอกาสและแม้จะยังไม่เห็นมนุษย์ธรรมดาเหล่านี้อยู่ในสายตา แต่หลังจากที่โดนเจียงจื่อหยาเล่นงาน นางก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น

          “ต่อไปคงต้องฝากเนื้อฝากตัวด้วย” อวี้จื่อฉยงส่งยิ้มเขินอายให้พวกเขา

          “ได้เวลาเข้าเรียนแล้ว ทุกคนกลับไปนั่งที่!” อันอวี๋เหนียนตัดบท

          จากนั้น ห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายก็เข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

          ตลอดทั้งคาบบ่าย อวี้จื่อฉยงฟังอาจารย์สอนอย่างไม่ใส่ใจนัก ‘ตรีโกณมิติ คำสรรพนาม คำกริยา จดในแผ่นหยกแล้วเก็บใส่สมองก่อนแล้วกัน จะใช้ค่อยเอาออกมาลอก!’

          ตรงกันข้าม เธอตั้งใจเรียนวิชาภาษาจีนอย่างมาก จนเข้าใจถึงความแตกต่างและวิวัฒนาการของตัวอักษรในแต่ละยุคได้เป็นอย่างดี

          อวี้จื่อฉยงยังได้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพอีกหนึ่งคาบในฐานะคนจากยุคโบราณ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสแนวคิดเกี่ยวกับโลกและจักรวาลอย่างลึกซึ้งจนแทบจะเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่

          ในฐานะหินหยกก้อนเล็กๆ เธอขอเพียงเงยหน้าแล้วได้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสก็สุขใจแล้ว ไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้รู้เกี่ยวกับทางช้างเผือก หินอุกกาบาต หรือระบบสุริยะเลย

          หลังเลิกเรียน หลี่ปี้ฉินและสมุนของเธอก็มาชวนให้อวี้จื่อฉยงกลับบ้านด้วยกัน

          อันอวี๋เหนียนที่กำลังเก็บกระเป๋าอยู่หันมาบอกลาอวี้จื่อฉยงทันทีอวี้จื่อฉยงหยิบกระเป๋าแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับนักเรียนหญิงกลุ่มนั้น เธอสนใจวงดนตรีจีนมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าศิลปินในยุคนี้มีฐานะเป็นอย่างไร

          หลี่ปี้ฉินมองเงาหลังสูงโปร่งของอันอวี๋เหนียนแล้วหันมามองอวี้จื่อฉยงซึ่งกำลังเดินมาหาด้วยความรู้สึกไม่พอใจ อันอวี๋เหนียนมีผลการเรียนยอดเยี่ยม หน้าตาก็โดดเด่น หากไม่ใช่ว่าเขามีนิสัยเย็นชารักสันโดษ และยอมคบหาเฉพาะกลุ่มนักเรียนชายที่มีผลการเรียนอยู่ในลำดับต้นๆ เขาก็คงมีคนคอยตามชื่นชมไม่ต่างจากเธอเช่นกัน

 

7.โรงเรียน

          เดิมหลี่ปี้ฉินยังไม่ทันได้สังเกต แต่พอเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายพูดกับอวี้จื่อฉยงก่อน ในขณะที่เธอซึ่งเป็นเพื่อนกับเขามาสองปี แต่ก็ไม่เคยได้พูดกับเขาเกินหนึ่งประโยค หลี่ปี้ฉินก็รู้สึกไม่พอใจเอามากๆ

          หลี่ปี้ฉินมองสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของอวี้จื่อฉยงแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ‘ถือดีอะไรกัน?’

          อวี้จื่อฉยงสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตของอีกฝ่าย เธอจึงรีบพูดตัดบททันที “มีคนมารับแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ”

          ปีศาจผีผาไม่ชอบหลี่ปี้ฉินสักเท่าไหร่ เพราะแม้ใบหน้าของเธอจะประดับด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนหวาน แต่มุมปากกลับแข็งทื่อ หางตาก็หรี่เล็กแสดงความเจ้าเล่ห์ตลอด ‘จะเสแสร้งทั้งทีก็ควรให้ได้ครึ่งของซูฉางเล่อสิ! รายนั้นน่ะยิ้มได้แม้กระทั่งตอนจะควักลูกตาคน’

          เมื่อกลับถึงบ้าน อวี้จื่อฉยงก็พบกับหูเฉียวสี่กำลังทำกับข้าวรออยู่

          พี่รองคนนี้ไม่เหมือนกับพี่ใหญ่ของเธอที่ต้องเดินทางไปทำงานนอกสถานที่ตลอด ส่วนใหญ่ก็จะแค่นั่งเขียนนิยายยาวหลายหมื่นตัวอักษรให้แฟนๆ ได้อ่านอยู่ที่บ้าน

          “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง?” หูเฉียวสี่ซึ่งกำลังยกอาหารออกมาผูกผ้ากันเปื้อนสีชมพูไว้ที่เอวคอดกิ่ว ความงามของเธอไม่ใช่ความงามหยาดเยิ้มแบบหญิงสาวโตเต็มวัยอย่างซูฉางเล่อ แต่เป็นความงดงามที่เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง

          เธอมีใบหน้าอ่อนเยาว์ เครื่องหน้างดงามราวภาพวาด บุคลิกอ่อนโยนเหมือนสาวน้อย หลายสิบปีที่ผ่านมา เธอมีโอกาสได้รับแหวนแต่งงานมากกว่าซูฉางเล่อเสียอีก

          “ก็พอใช้ได้” อวี้จื่อฉยงวางกระเป๋านักเรียนลงแล้วเริ่มทานอาหาร

          ถึงสามพี่น้องจะเป็นปีศาจ แต่รูปแบบการใช้ชีวิตก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไป เข้านอนเร็วตื่นเช้า กับข้าวสี่อย่างน้ำแกงหนึ่งถ้วย แถมพวกเธอยังรำลึกถึงบรรพบุรุษมากกว่าคนยุคปัจจุบันเสียอีก

          อาหารคาวเพียงอย่างเดียวบนโต๊ะคือหมูผัดหัวหอม ความรักต่อเผ่าพันธุ์เดียวกันที่มีมานานหลายพันปีทำให้หูเฉียวสี่ไม่เคยเอาเนื้อไก่มาทำอาหารเลย แม้ปีศาจจิ้งจอกอย่างซูฉางเล่อจะอยากแทะกระดูกไก่เพียงใดก็ ตามแต่นางก็กลัวการถูกอีกฝ่ายไล่ฟันด้วยปังตอมากกว่า

          “วันนี้ข้าไปสมัครชมรมดนตรีจีนแล้วนะ” พูดจบอวี้จื่อฉยงก็คีบถั่วงอกเข้าปาก

          หูเฉียวสี่กำลังกินหมูเค็มอย่างเอร็ดอร่อย พอได้ยินประโยคนี้ก็แทบจะสำลักออกมา เธอรีบส่ายหน้า “น้องสามอยากเล่นดนตรี? ไม่ค่อยดีมั้ง ถ้าเปิดเผยกลิ่นอายปีศาจออกมาจะทำอย่างไร?”

          ‘ไม่รู้เหมือนกันว่าชายชราคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง บทเพลงปีศาจทำให้ผู้คนลุ่มหลง ดีไม่ดีเขาอาจกินอะไรไม่ลงไปสามวันสามคืนเลยก็ได้!’

          อวี้จื่อฉยงเลิกคิ้ว “นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก”

          หูเฉียวสี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นต่อ “น้องสามไม่รู้อะไร เครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในยุคนี้คือไวโอลิน ส่วนผีผา กู่เจิ้งและขลุ่ยไม้ไผ่ได้กลายเป็นเพียงเครื่องดนตรีประจำชาติ ที่ใช้สำหรับอนุรักษ์ ไม่ใช่สำหรับออกแสดง”

          “อืม” อวี้จื่อฉยงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

          หูเฉียวสี่เห็นท่าทางของน้องสาวก็เริ่มเป็นกังวล ‘สงสัยต้องรีบเขียนนิยายเล่มใหม่ให้เสร็จ จะได้ชักนำนางให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องเสียที หากล่าช้าอาจกลายเป็นพวกเดียวกับซูฉางเล่อได้!’

 

            “ไม่ทราบว่าคุณอันถงเซียวอยู่ห้องไหนครับ?”

          พยาบาลสาวเงยหน้าขึ้นด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วเธอก็ยิ้มขึ้นทันที “คุณอันใช่ไหมคะ? เดินตรงไปเลี้ยวซ้าย ห้องที่สองค่ะ”

          “ขอบคุณครับ”

          พยาบาลสาวมองแผ่นหลังตั้งตรงของเด็กหนุ่มแล้วก็อดที่จะสะกิดเพื่อนร่วมงานไม่ได้ “เห็นนั่นไหม? หล่อมากๆ เลย!”

          เพื่อนร่วมงานได้ฟังก็หัวเราะออกมา “นั่นมันแค่เด็กมัธยมปลายเองนะ!”

          “ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ!”

          เสียงซุบซิบที่ด้านหลังทำเอาอันอวี๋เหนียนซึ่งถือช่อดอกไม้อยู่ขมวดคิ้วแน่น เขาพยายามข่มความรู้สึกไม่พอใจแล้วเดินเลี้ยวไปตามทางเดินก่อนจะเคาะประตูห้องด้วยความระมัดระวัง “คุณปู่ ผมมาแล้วครับ”

          “อาอวี๋เหรอ? เข้ามาสิ” เสียงชายวัยกลางคนพูดขึ้น

          ทันทีที่เข้าไปด้านใน เด็กหนุ่มก็หันไปทักทายชายหญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง “คุณลุงคุณป้า สวัสดีครับ”

          ‘อันจี้เหยียน’ มองร่างผอมสูงของหลานชายแล้วก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย “ดอกพุดซ้อนใช่ไหม? เอามาให้คุณปู่สิ”

          อันอวี๋เหนียนทำตามอย่างว่าง่าย บนเตียงคนไข้มีชายชรานอนสวมเครื่องช่วยหายใจอยู่ ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาไร้ซึ่งวี่แววความเจ็บปวด มีเพียงผิวซีดขาวเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขากำลังไม่สบาย

          “เพิ่งเลิกเรียนหรือ?” หญิงวัยกลางคนรับดอกไม้จากเด็กหนุ่มแล้วจัดลงแจกัน

          อันอวี๋เหนียนตอบ “ครับ เพิ่งเปิดเทอมได้ไม่นาน อ้อ อีกเดี๋ยวอาหญิงก็จะมาถึงแล้วนะครับ”

          ‘หลี่อวี้อิ๋ง’ ยกมือขึ้นตบบ่าเขา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสาร

          พ่อแม่ของอันอวี๋เหนียนจากไปนานแล้ว สองสามีภรรยาจึงรับอุปการะเขาตั้งแต่ยังเล็กแถมยังเอ็นดูเขาราวกับลูกแท้ๆ จนเมื่ออันอวี๋เหนียนได้เข้าเรียนในชั้นมัธยมต้น สุขภาพของอันถงเซียวผู้เป็นปู่ก็ย่ำแย่ลง จนสองสามีภรรยาไม่มีเวลาดูแลเขาอย่างเต็มที่สุดท้ายอันอวี๋เหนียนก็เสนอตัวขอย้ายไปอยู่กับผู้เป็นปู่ ความยุ่งยากต่างๆจึงคลี่คลายลงได้

          “วันก่อนยังดีๆ อยู่เลย ทำไมจู่ๆ เส้นเลือดในสมองถึงแตกได้นะ?” อันจี้เหยียนพึมพำ

          อีกครึ่งปีอันอวี๋เหนียนก็จะขึ้นชั้นมัธยมปลายแล้ว เขาไม่อยากให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเด็กหนุ่ม เพราะทายาทตระกูลอันรุ่นต่อไปเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น

          หลี่อวี้อิ๋งมองใบหน้าเคร่งเครียดของสามีและหลานชายพลางกัดริมฝีปาก สุดท้ายก็กระแอมออกมา

          อันจี้เหยียนหรี่ตาลง เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าภรรยากำลังต้องการจะพูดอะไร

          “ในเมื่อคุณหมอหาสาเหตุไม่ได้ ฉันก็เลยลองติดต่อครอบครัวของน้องสะใภ้ดู” เธอบอกเสียงสั่น

          สีหน้าของอันจี้เหยียนเปลี่ยนเป็นตกใจทันที “บ้าไปแล้วรึไง? จะติดต่อคนพวกนั้นทำไมอีก!?”

          หลี่อวี้อิ๋งเหลือบมองหลานชาย “ก็เสี่ยวอวี๋เล่าว่า ระหว่างทางที่มาโรงพยาบาล คุณพ่อเอาแต่พึมพำถึง หญิงงาม ลิขิตสวรรค์ นางฟ้าและปีศาจ ฉันเลยกลัวว่าคุณพ่อจะถูกผีเข้าไงล่ะ!”

          อันจี้เหยียนกลอกตาด้วยความโมโห “คุณพ่อเส้นเลือดในสมองแตก ไม่ได้ถูกผีสิง!! เธอคิดจะให้พวกเขาเอาแท่นบูชามาตั้งจนคุณพ่อไม่มีที่นอนเลยหรือไง?”

          “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า” หลี่อวี้อิ๋งกำลังจะพูดค้านก็ถูกสามีถลึงตาใส่ ในตอนนั้นเองอันอวี๋เหนียนที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นว่า“ผมไปห้องน้ำก่อนนะครับ” เด็กหนุ่มหันหลังให้พวกเขาแล้วก้าวออกจากห้องไปทันที

          ใบหน้าของอันจี้เหยียนแข็งค้าง เขาได้แต่มองอันอวี๋เหนียนเดินออกจากห้องไป จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่หลี่อวี้อิ๋ง “พอใจรึยังล่ะ? คนอื่นเขาเครียดเพราะการกระทำของเธอกันหมดแล้ว!”

          หลี่อวี้อิ๋งถอนหายใจ “คุณพ่อล้มป่วยกะทันหัน ฉันตกใจก็เลยไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อน”

          “ช่างเถอะ! ไหนๆ ก็เรียกมาแล้ว พวกเขาว่ายังไงบ้างล่ะ?”

          หลี่อวี้อิ๋งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “พวกเขาบอกว่าคุณพ่อถูกไอของปีศาจที่มีตบะสูงแทรกซึมเข้าสู่ร่างจนจิตทั้งหมดถูกครอบงำ”

          อันจี้เหยียนหัวเราะเสียงเย็น “คุณพ่อไม่เคยข้องแวะกับเรื่องพวกนี้แล้วจะไปโดนไอปีศาจตอนไหนกัน? ถูกคนอื่นหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก!” พอถูกสามีตำหนิ ขอบตาของหลี่อวี้อิ๋งก็เริ่มแดง

          เดิมที สองครอบครัวนี้เป็นญาติกัน นับแต่น้องชาย‘อันม่อเหยียน’ กับน้องสะใภ้ ‘เจียงไหวโหรว’ จากไป บ้านตระกูลเจียงก็พยายามแย่งสิทธิอุปการะอันอวี๋เหนียนมาโดยตลอด อันจี้เหยียนต้องทุ่มเทแรงกายอย่างหนักในการแย่งสิทธิครั้งนี้ จากนั้น ทั้งสองบ้านก็กลายเป็นศัตรูกันอย่างถาวร

          อันจี้เหยียนมองใบหน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้ของหลี่อวี้อิ๋งด้วยความหงุดหงิด ภรรยาของเขาทั้งขี้ขลาดทั้งงมงาย ซ้ำยังเคารพนับถือครอบครัวของน้องสะใภ้มากเสียจนมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้

          ปัง! ประตูห้องน้ำถูกกระแทกปิดอย่างแรง

          อันอวี๋เหนียนตรงไปที่อ่างล้างหน้าพลางจ้องไปในกระจก ตาหงส์สีเลือดของเขาทำให้เด็กหนุ่มหวาดกลัวอย่างมาก เขารีบเปิดน้ำก๊อกรดหัวตัวเองทันที

          “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ” อันอวี๋เหนียนพึมพำ มือก็กำหัวก๊อกแน่น จากนั้นก็สูดหายใจลึกและพยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดไปในทางเลวร้าย

          หลังจากตั้งสติได้เด็กหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองกระจกอีกครั้งยามนี้ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาวจนน่ากลัว ริมฝีปากไร้สีเลือดไม่ต่างไปจากคุณปู่ของเขาเลย

          อันอวี๋เหนียนลองเลิกเปลือกตาขึ้นสำรวจดูสีแดงเลือดข้างใน แล้วก็พบว่าพวกมันกำลังค่อยๆ จางลง เหลือเพียงเส้นเลือดสีแดงไม่กี่เส้นที่กำลังสั่นระริก เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นก็เช็ดมือแล้วออกจากห้องน้ำไป

          ไม่นานนักคนที่เพิ่งปัสสาวะเสร็จก็เดินมาล้างมือที่อ่าง ทันทีที่สังเกตเห็นว่าสองฟากของอ่างล้างหน้ามีรอยแตกลึก เขาก็ตกใจแทบเสียสติ

          ‘กระเบื้องไม่แตกแต่กลับทิ้งรอยฝ่ามือเอาไว้ได้? นี่มันยอดมนุษย์ชัดๆ!’

          อวี้จื่อฉยงไม่รู้ตัวเลยว่าได้เผลอบ่มเพาะสาเหตุของเรื่องทั้งหมดขึ้นแล้ว

          สองสัปดาห์หลังจากเปิดภาคเรียน กิจกรรมของชมรมต่างๆ ก็เริ่มต้นขึ้น

          ในที่สุดอวี้จื่อฉยงก็จะได้บรรเลงผีผาตัวใหม่ที่ชื่อว่า ‘จื่ออวี้’ เสียที

          เพราะกลัวว่าเสียงดนตรีจะรบกวนผู้อื่น ชมรมดนตรีจึงย้ายไปฝึกซ้อมในห้องใต้ดิน

          อวี้จื่อฉยงมาถึงเป็นคนสุดท้าย พวกนักเรียนหญิงคนอื่นๆต่างนั่งประจำที่พร้อมกับเครื่องดนตรีในมือแล้ว

8.วางแผน

          “นี่คืออวี้จื่อฉยง เธอเพิ่งจะย้ายมาเรียนที่นี่ หวังว่าทุกคนจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับสมาชิกชมรมชั่วคราวคนหนึ่งนะ” หลี่ปี้ฉินผู้เป็นประธานชมรมแนะนำอย่างเป็นมิตร

          ที่ต้องแนะนำเช่นนี้ก็เพราะหลี่ปี้ฉินเองก็ชอบเล่นผีผาเหมือนกัน เด็กสาวกลัวว่าจะสูญเสียตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งไป เลยต้องบอกว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ ทุกคนจะได้ไม่ใส่ใจสมาชิกคนนี้มากนัก

          เป็นไปอย่างที่คิด ทุกคนที่ได้ยินคลายความสนใจในตัวอวี้จื่อฉยงลงทันที

          รองประธานชมรมอย่าง ‘หลินเมี่ยวอิน’ ซึ่งอยู่ชั้นปีที่สองเหมือนกันแอบหัวเราะในใจ เธอกวาดตามองอวี้จื่อฉยงอย่างพินิจพิเคราะห์ทันที

          หลินเมี่ยวอินลูบกู่เจิ้งของตัวเองด้วยความภูมิใจ ‘อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงใครเหมือนหล่อน!’

          ทันทีที่อี้จื่อฉยงหยิบผีผาออกมาปรับเสียง รูม่านตาของหลี่ปี้ฉินก็หดตัวลงทันที

          ‘นั่นมันไม้จันทน์ม่วงหรือไม้พะยูงกันนะ?’ หลี่ปี้ฉินแข็งค้าง ในใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

          “นี่ทำจากไม้อะไรหรือ?” นักเรียนหญิงอีกคนหนึ่งอดถามขึ้นไม่ได้

          “ไม้จันทน์ม่วง” อวี้จื่อฉยงตอบเสียงเบา

          หลี่ปี้ฉินเรียนผีผามาตั้งแต่เด็ก เธอรู้ดีว่าผีผาที่ทำจากไม้ต่างชนิดกันจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน ผีผาที่ทำจากไม้จันทน์ม่วงมีราคาเริ่มต้นที่สี่หมื่นหยวน ซ้ำยังไม่เหมาะกับมือใหม่อีกด้วย หากอวี้จื่อฉยงคนนี้ไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยมาก เธอก็ต้องมีพรสวรรค์ในการบรรเลงอย่างมาก

          เพียงระยะเวลาสั้นๆ แววตาของหลี่ปี้ฉินที่มองอวี้จื่อฉยงก็เปลี่ยนจากความระแวงไปเป็นความชิงชัง

          ระหว่างที่หลี่ปี้ฉินจมอยู่กับความขัดแย้งในสมอง หลินเมี่ยวอินก็จับตาดูทั้งสองอย่างเงียบๆ ครั้งแรกที่เด็กสาวได้เห็นอวี้จื่อฉยงก็รู้สึกราวกับเห็นสมบัติล้ำค่า เธอจึงจงใจปล่อยข่าวเกี่ยวกับเด็กใหม่คนนี้ให้หลี่ปิ้ฉินได้รับรู้

          ขณะที่ทุกคนกำลังวางแผนชั่วร้ายกันอยู่ อวี้จื่อฉยงซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องกลับรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ

          มีคนกล่าวไว้ว่าดนตรีสามารถขัดเกลาจิตใจคนได้ แต่มนุษย์พวกนี้กลับมีความคิดไม่บริสุทธิ์จนเธอสัมผัสได้

          อวี้จื่อฉยงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจว่าจะตั้งใจฝึกฝนผีผาและควบคุมพลังปีศาจเท่านั้น จะไม่เอาใจไปใส่เรื่องอื่นเด็ดขาด คิดได้เช่นนี้ เธอก็กระชับผีผาในมือแน่น

          “เปลี่ยนเป็นตัวที่เล่นง่ายกว่านี้ดีไหม? ชมรมของเรามีผีผาไม้ขาวเก่าอยู่ตัวหนึ่ง เหมาะสำหรับมือใหม่หัดฝึกมาก” หลี่ปี้ฉินดูแคลน

          อวี้จื่อฉยงส่ายหน้า เธอคุ้นเคยกับจื่ออวี้แล้ว เกรงว่าถ้าเปลี่ยนเป็นตัวอื่นจะควบคุมพลังปีศาจได้ไม่ดีพอ และอาจทำให้เด็กสาวพวกนี้หมดสติได้

          พอโดนอีกฝ่ายปฏิเสธ หลี่ปี้ฉินก็เริ่มหงุดหงิด “ก็ได้ ฉันไม่ชอบฝืนใจใครเสียด้วย!”

          รุ่นน้องหลายคนในห้องหันมามองอวี้จื่อฉยงเป็นตาเดียว ‘ทำไมเด็กใหม่คนนี้ต้องวางท่าหยิ่งยโสใส่พี่ปี้ฉินด้วยนะ’ พวกเธอคิด

          “ฝึกดีดไปพลางๆ ก่อนนะ พอคล่องแล้วฉันจะจัดกลุ่มลงให้” หลี่ปี้ฉินโพล่งขึ้น

          อวี้จื่อฉยงถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ก็ดี จะได้ไม่ต้องควบคุมพลังปีศาจให้เหนื่อย’ จากนั้นก็ส่งยิ้มแทนคำขอบคุณกลับไป

          “พี่จื่อฉยงยิ้มสวยจังเลย” รุ่นน้องคนหนึ่งพูดขึ้น

          “จริงด้วย ยิ้มแล้วสวยมากๆ” รุ่นน้องอีกคนเสริมขึ้น

          ‘แค่สวยรึ! ต้องเรียกว่ามีความงามแบบอุดมคติต่างหากล่ะ’ ปีศาจผีผาคิด

          “สวยกว่าพี่ปี้ฉินอีกนะ”

          ทันใดนั้น รอยยิ้มของหลี่ปี้ฉินก็หุบลงทันที

 

          การจะตัดสินว่าผีผาดีหรือไม่ ต้องดูจากเสียง

          เสียงแบ่งออกเป็น ‘เจียน ถัง ซง ชุ่ย เป้า’

          ‘เจียน’ คือเสียงแหลมสูง ‘ถัง’ คือเสียงทุ้มต่ำ ‘ซง’ คือความพลิ้วไหวของเส้นเสียง ‘ชุ่ย’ คือเสียงดังกังวาน ‘เป้า’ คือเสียงหนักแน่นดุดัน ทรงพลังเป็นจังหวะจะโคน

          แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผีผาทั่วไปจะมีไม่ครบทั้งห้าเสียง เพราะเสียง ถังชุ่ยเป้า นั้นมีความขัดแย้งในตัวเอง ต้องเลือกเพียงสองและทิ้งไปหนึ่ง ดังนั้น ขอเพียงมีเสียงครบสามเสียงก็นับได้ว่าเป็นผีผาที่ไม่เลวแล้ว

          หลี่ปี้ฉินเป็นคนขี้ระแวง เธอจึงอยากจะลองฟังเสียงของผีผาไม้จันทน์ม่วงดูก่อน

          ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคน อวี้จื่อฉยงใช้มือซ้ายโอบผีผาเอาไว้ จากนั้นก็ใช้เล็บปลอมที่ทำจากหยกขาวดีดเสียงสูงครั้งหนึ่งก่อนจะตามด้วยเสียงต่ำ

          รุ่นน้องที่น่ารักพากันปรบมือ แต่หลี่ปี้ฉินกลับหงุดหงิด เสียงสูงเหมือนเส้นลวดที่ถูกเหวี่ยงขึ้นไปบนท้องฟ้า เสียงต่ำเหมือนตีกลองในหุบเขา ‘เป็นผีผาที่ไม่เลวเลยแต่ก็ไม่ดีไปกว่าผีผาไม้พะยูงหอมของฉันหรอก!’

          หลินเมี่ยวอินมองคนทั้งสองพลางยิ้มมุมปาก

          อวี้จื่อฉยงไม่สนว่าใครจะคิดอย่างไร เธอเคลื่อนนิ้วไปตามสายพิณอย่างคล่องแคล่ว ยิ่งสายพิณเปล่งเสียงกังวานมากเท่าไหร่ หัวใจของหลี่ปี้ฉินก็ยิ่งบีบตัวแน่น

          ในขณะที่หัวใจของหลี่ปี้ฉินกำลังบีบเกร็ง อวี้จื่อฉยงก็กรีดนิ้วลงไปอีกครั้ง เสียงที่ออกมามีความกังวาน ใสแต่ไม่โดดเด่นมากนัก

          หลี่ปี้ฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ผีผาตัวนี้สามารถทำเสียงทุ้มต่ำของถัง และเสียงกังวานของชุ่ย แต่ไม่สามารถทำเสียงหนักของเป้าได้’

          ประธานชมรมหลี่ประกาศตารางฝึกซ้อมของอาทิตย์หน้าอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ทิ้งให้อวี้จื่อฉยงเก็บผีผา ปิดไฟ และล็อกห้องเพียงลำพัง

          ปีศาจผีผาหรี่ตาแล้วก้มมองเล็บสีขาวหยกที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียวของตัวเอง มันคือไอปีศาจที่รอการบรรเลงเสียงเป้าของเธออยู่จากนั้นก็จะแปรสภาพเป็นอาวุธสังหารและสะบั้นชีพจรของทุกคนในห้องจนกระอักเลือดตาย

          เมื่อครู่ อวี้จื่อฉยงพยายามควบคุมไอปีศาจของตัวเองไม่ให้ไหลย้อนกลับ เพื่อที่อีกหลายชีวิตในห้องจะได้ไม่ตกอยู่ในอันตราย

          ‘หากไม่จำเป็น จะใช้เป้าแบบพร่ำเพรื่อไม่ได้เด็ดขาด!’ อวี้จื่อฉยงเตือนตัวเองในใจ

          แต่ด้วยนิสัยของปีศาจ แม้จะระแวดระวังเพียงใดแต่เธอก็อดคิดชั่วร้ายไม่ได้ ‘วันหลังถ้าเหม็นหน้าใคร แม่จะใช้เสียงเป้าควักหัวใจซะเลย!’

          เป็นเวลาสองทุ่มแล้วแต่อวี้จื่อฉยงยังกลับไม่ถึงบ้าน หูเฉียวสี่นั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรออย่างร้อนใจ จากนั้นก็เปิดโปรแกรมแชทออนไลน์เพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ซูฉางเล่อรู้

          “พี่ใหญ่จะว่าอะไรไหมหากตอนนี้น้องสามยังคงกลับไม่ถึงบ้าน?”

          ได้ยินประโยคนี้ ซูฉางเล่อก็ขมวดคิ้วแน่น ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ห่างกันเป็นหมื่นลี้ เธอคงปล่อยพลังปีศาจไปคว่ำชามบะหมี่ใส่หัวของอีกฝ่ายแล้ว

          ซูฉางเล่อตอบเสียงเรียบ “รีบๆ กินบะหมี่ให้เสร็จเถอะ”

          น้ำเสียงเจือรำคาญของอีกฝ่ายทำเอาหูเฉียวสี่เบ้ปาก แต่พอตั้งใจมองพี่สาวแสนสวยอีกที เธอก็เลิกคิ้วด้วยความสงสัย “เปลี่ยนสีผม?”

          “คิดว่าข้าอยากหรือ? ถ้าไม่ใช่เพราะบทสาวงามที่ถูกชนเผ่าชายแดนถวายเป็นบรรณาการล่ะก็ ข้าคงไม่ยอมให้พวกเขาเอายาพิษมาทำร้ายผมแน่!”

          หูเฉียวสี่เหน็บแนม “ฮึ น้องสามเพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ไม่กี่วัน ท่านก็เผ่นไปซะไกลเลยนะ รู้หรือเปล่าว่านางไปสมัครเข้าชมรมดนตรีจีนแล้ว เริ่มฝึกซ้อมวันนี้เป็นวันแรก ไม่รู้ว่าเผลอทำพิรุธอะไรออกไปบ้างรึเปล่า!”

          “เรื่องน้องสามไม่ต้องกังวล ข้าเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว” ซูฉางเล่อตอบ

          หูเฉียวสี่วางชามบะหมี่ลงบนโต๊ะทันที “ก่อนหน้านี้ทำเป็นไม่สนใจ ที่แท้ก็แอบไปเตรียมการไว้นี่เอง ไหนลองเผยให้ข้าฟังหน่อยซิ”

          ซูฉางเล่อกลอกตา “ข้ามีผู้ช่วยอยู่ที่โรงเรียน นางอยู่ที่นั่นมากว่าสามร้อยปีแล้ว วันรุ่งขึ้นเจ้าอย่าลืมให้น้องสามเอาของเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยล่ะ”

          ตั้งแต่ที่ปีศาจจิ้งจอกพันปีอย่างเธอเกือบถูกมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งตัดหัว ซูฉางเล่อก็ไม่เคยไว้ใจพวกมนุษย์อีกเลย

          หูเฉียวสี่แค่นเสียงเย็น “สามร้อยปี? ยังไม่ร้ายกาจเท่าหางอันหนึ่งของพี่ใหญ่เลย! หัวทั้งเก้าของข้าก็เช่นกัน แค่ตัดสักหัวมาตุ๋นน้ำแกงก็ช่วยเพิ่มสติปัญญาให้น้องสามได้ไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้ว!”

          ขณะที่น้องสาวคนรองกำลังโอ้อวดร่างเดิมของตัวเองอยู่ซูฉางเล่อกลับมีเหงื่อซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง

          อาหารเย็นของกองถ่ายวันนี้เป็นอาหารซินเกียงที่เรียกว่า‘ต้าผานจี’ ซึ่งทำมาจากเนื้อไก่ผัดกับผักชี มันฝรั่ง หัวหอม พริก ขิง และกระเทียม

          ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะจับได้ ซูฉางเล่อจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย“ที่ข้าทำทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงน้องสามนั่นแหละ ข้าไม่อยากให้พวกเราต้องกลับไปอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว”

          หูเฉียวสี่ขมวดคิ้วแน่น “จะพูดเรื่องนี้ทำไมอีก!”

          ซูฉางเล่อขยับขึ้นนั่งตัวตรงก่อนจะพูดต่อ “เมื่อก่อนมีแค่เราสองคนก็ยังพอจะหลบหลีกได้ แต่ตอนนี้น้องสามคืนชีพแล้ว แถมตบะของนางยังอ่อนด้อยมากๆ ความคิดก็ติดอยู่แต่กับสมัยราชวงศ์อินซางเจ้าคิดว่าตระกูลเจียงที่ไล่ล่าเรามาเป็นพันปีจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินี้หรือ? สักวันพวกเขาต้องมาหาเราแน่”

          หูเฉียวสี่หลุบตาลงครุ่นคิด ตอนนั้นพวกเธอใจร้อนอยากจะชุบชีวิตให้อวี้จื่อฉยงจนลืมสถานะของตัวเองไปเสียสนิท

          หลายพันปีที่ผ่านมา ทายาทตระกูลเจียงออกไล่ล่าเหล่าปีศาจกันอย่างหนักหน่วง จนพวกเธอต้องระหกระเหเร่ร่อนเป็นผีไม่มีศาลมากว่าร้อยปีเต็ม

          “ข้าเคยสาปแช่งแก้วตาดวงใจของอาจารย์พวกเขา ซ้ำยังฆ่าลูกหลานของตระกูลเจียงไปแล้วนับไม่ถ้วน ขอเพียงมีเบาะแสเกี่ยวกับข้า พวกเขาจะต้องรีบแห่กันมาอย่างแน่นอน” น้ำเสียงของซูฉางเล่อเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “ที่จริงแล้วข้ามีแผนการหลบหนีอยู่สามสิบหกแบบ แต่ตอนนี้เรามีน้องสามแล้ว เลยกลัวว่านางอาจทำตามไม่ได้และต้องพลัดหลงกันอีก” สีหน้าของซูฉางเล่อเคร่งขรึมลง “ถูกพวกหมาป่าแยกร่างก็นับว่าเป็นจุดจบที่ดีที่สุดแล้ว”

          “พอแล้วๆ!” หูเฉียวสี่ลุกพรวดขึ้น “พี่ใหญ่อยากจะฝึกฝนนางก็บอกมาตรงๆ ไม่ต้องทำเป็นยกตัวอย่างน่าคลื่นไส้แบบนี้หรอก! ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่ตามใจนาง พอใจรึยัง?”

9.มนุษย์ผู้ชาย?

          แววตาของซูฉางเล่ออ่อนโยนลง น้ำเสียงแฝงความวิงวอน “น้องสามก็เหมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง หากไม่ถูกขัดเกลาเสียบ้าง แม้แต่น้ำก็คงหยดลงไปไม่ได้ ข้าให้นางไปเรียนก็เพราะหวังว่านางจะปรับตัวเข้ากับมนุษย์ และตบตาคนตระกูลเจียงได้ในเร็ววัน”

          หลังจากปรึกษากันจบ ซูฉางเล่อก็เอนกายพิงโซฟาพลางขยับขาเรียวงามเพื่อเปลี่ยนท่า สีหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เธอกับเฉียวสี่อาศัยอยู่ที่เมืองนั้นนานเกินไป แถมช่วงนี้ยังก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นอยู่บ่อยๆ อีกไม่นานคนตระกูลเจียงที่เกลียดเราเข้ากระดูกดำคงเริ่มได้กลิ่นแล้วตามมาพบเป็นแน่ แต่ก็ดี! คำสาปของปีศาจจิ้งจอกย่อมต้องอยู่ใกล้ปีศาจจิ้งจอกจึงจะแข็งแกร่งขึ้น

          ครั้งก่อนเธอกำจัดบุตรสาวของตระกูลเจียงไปได้เพียงคนเดียว ครั้งนี้ เธอจะให้ตระกูลเจียงได้ลิ้มรสการประหัตประหารกันเองบ้าง!

          นิ้วเรียวยาวพันเข้ากับผมสีน้ำตาลสวยที่ดูงดงามในแบบฉบับของสาวตะวันตก แต่ก็ไม่ทำให้ตาหงส์กับคิ้วเรียวเหมือนใบหลิวในแบบฉบับของสาวตะวันออกดูด้อยลงไปเลย

          ซูฉางเล่อถอนหายใจเบาๆ ไม่นานนัก เส้นผมของเธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นกระทั่งกลายเป็นสีดำราวกับหมึก ไม่ต่างจากดวงตาคู่ดำขลับของเธอ

 

          วันรุ่งขึ้น กระเป๋านักเรียนของอวี้จื่อฉยงถูกยัดผลไม้เข้าไปสองชุด โดยชุดหนึ่งเป็นของฝากให้กับใครบางคน

          หูเฉียวสี่ตักเบค่อนใส่จานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เมื่อวานพี่ใหญ่โทรมาบอกให้เจ้าช่วยไปเยี่ยมเพื่อนเก่าของนางที่โรงเรียนด้วย”

          “มนุษย์ผู้ชาย?”

          ความคิดของอวี้จื่อฉยงไม่ต่างจากหูเฉียวสี่ ‘ปีศาจจิ้งจอกผู้งดงามและแสนอันตรายจะมีเพื่อนที่ไหนกัน? น่าจะมีแต่คู่รักเก่าที่ถูกทิ้งไว้บนโลกมนุษย์มากกว่า นี่คงสลัดภาพของจิ้งจอกจอมยั่วยวนไม่หลุดสินะ’

          หูเฉียวสี่กลั้นหัวเราะ จากนั้นก็หันไปหยิบน้ำส้มคั้นออกมารินให้อวี้จื่อฉยงพลางดุ “อย่าทำเป็นเล่นไป เรากำลังพูดถึงจอมปีศาจอายุสามร้อยปีเชียวนะ!”

          “มีปีศาจอยู่ที่โรงเรียนด้วยรึ? ทำไมข้าไม่รู้สึกเลยล่ะ” อวี้จื่อฉยงชะงักไปเล็กน้อย

          หูเฉียวสี่พูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่ใหญ่บอกเพียงเท่านี้เจ้าก็ถือว่าได้ไปเที่ยวหลังเลิกแล้วกัน”

          เที่ยงวันนี้มีงานแจกลายเซ็นที่เมืองข้างๆ นักเขียนชื่อดังอย่างหูเฉียวสี่จึงต้องตื่นเช้ากว่าทุกวัน

          ตอนที่อวี้จื่อฉยงไปถึงโรงเรียน ประตูใหญ่ถูกเปิดเอาไว้เพียงครึ่ง มีนักเรียนอยู่ข้างในไม่กี่คน แถมประตูห้องเรียนก็ยังไม่เปิด

          ทั้งโรงเรียนดูว่างเปล่าจนน่ากลัว เสียงลมและใบไม้ที่เสียดสีกันดังซ่าๆ ยิ่งขับเน้นให้สภาพแวดล้อมรอบด้านดูเงียบเหงา

          ยามนี้ห่างจากรุ่งสางไม่มาก แสงจันทร์อันอ่อนโยนยังไม่จางหายไป ดวงตะวันก็เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าท้องฟ้าสีน้ำเงินอ่อนจางดูคล้ายกับดวงตาของใครบางคนที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น หากมองข้ามลมหนาวที่พัดโชยมาจะพบว่าสีของมันช่างอ่อนโยนและใสกระจ่างเหลือเกิน

          ช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านเช่นนี้นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ สีหน้าของอวี้จื่อฉยงซึ่งยืนอยู่ตรงทางเดินนอกห้องเรียนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นว่างเปล่า

          ดวงวิญญาณที่มักจะหลบซ่อนในตอนกลางวันและปรากฏตัวในยามค่ำคืนเหล่านี้ดื้อรั้นมาก ตอนเช้าเราไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกมัน แต่พอตกค่ำพวกมันจะล่องลอยไปทั่วจนยากที่จะสัมผัสได้

          แต่อวี้จื่อฉยงเป็นหินที่ได้รับพลังจากฟ้าดิน ไม่นานนักเธอก็ค้นพบเคล็ดลับ

          แม้ว่ากลุ่มพลังเหล่านี้จะถือกำเนิดขึ้นจากฟ้าดิน แต่ในความเป็นจริงแล้วได้รับการหล่อเลี้ยงจากแสงตะวันและจันทรา ตลอดช่วงเวลาสิบสองชั่วยามในแต่ละวัน พวกมันจะลุกขึ้นมามีชีวิตชีวาในยามที่ตะวันและจันทราสมดุลกัน ซึ่งก็คือยามรุ่งสางที่มีแสงตะวันเรืองรองและแสงจันทร์เลือนรางเท่านั้น

          อวี้จื่อฉยงเอนกายพิงกำแพง ตาทั้งคู่จ้องตรงไปยังกระถางไม้ประดับบนราวระเบียง เส้นผมสีดำงดงามทิ้งตัวลงมาปรกบ่า ดวงตาของเด็กสาวเหม่อลอยราวกับกำลังรอคอยใครบางคน

          แต่ที่จริงแล้วเธอกำลังเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าอยู่ เพื่อที่พลังปีศาจจะได้แผ่กระจายออกไปรอบด้านและสำรวจพื้นที่ทั้งหมดในบริเวณโรงเรียนรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

          ‘ไอปีศาจแปลกหน้าอยู่ที่ไหนกันนะ?’

          จิตของอวี้จื่อฉยงเคลื่อนผ่านไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ปูด้วยหิน สองฟากฝั่งทางเดินเต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวชอุ่ม เนื่องจากได้สัมผัสกับแสงจันทร์และน้ำค้างยามเช้ามาตลอด พวกมันจึงดูมีชีวิตชีวาไม่น้อย

          ต้นไม้ใบหญ้ารวมทั้งก้อนหินล้วนถือกำเนิดจากแผ่นดิน เมื่อสัมผัสได้ว่าอวี้จื่อฉยงกำลังสำรวจอยู่ พวกมันก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด ซ้ำยังขยับกิ่งก้านทักทายกับเธออย่างเป็นมิตร และถ่ายทอดพลังชีวิตช่วยหล่อเลี้ยงจิตของอวี้จื่อฉยงอีกด้วย

          อวี้จื่อฉยงเองก็ใจกว้างกับรุ่นน้องเหล่านี้เช่นกัน เธอช่วยชี้แนะเรื่องการบำเพ็ญเพียรให้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสืบข่าว

          “ปีศาจ? คนที่เธอตามหาน่าจะเป็น...”

          ต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่งกำลังจะเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง แต่ทันใดนั้นใครบางคนก็ตบบ่าของเธอ ทำให้จิตของอวี้จื่อฉยงกลับคืนสู่ร่างทันที

          “เฮ้!”

          อวี้จื่อฉยงเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีขาวดำราวกับจิ้งจอกของเขาพอดี

          เด็กหนุ่มสะพายกระเป๋าไว้บนบ่า มือข้างหนึ่งถือกุญแจกับสมุดรายชื่อ ส่วนอีกข้างยังวางอยู่บนบ่าของเธอ

          “ฉันเรียกเธอตั้งหลายครั้ง!” อันอวี๋เหนียนจ้องหน้าอวี้จื่อฉยงด้วยความสงสัย คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนมาเช้ากว่าเขา แถมยังเป็นนักเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่อีกด้วย

          “เอ่อ...”

          จิตของอวี้จื่อฉยงเพิ่งจะกลับเข้าร่าง ทำให้เธอรู้สึกเวียนหัวอยู่บ้าง ใบหน้าที่เงยขึ้นมองอีกฝ่ายจึงดูเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน อันอวี๋เหนียนมองแล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

          ‘เมื่อครู่เธอคงไม่ได้ยืนหลับหรอกนะ?’

          ถูกขัดจังหวะขณะรวบรวมสมาธิก็เหมือนกับแกว่งชิงช้าขึ้นไปจนสุดแล้วพลัดตกลงมา ความรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นวูบนั้นทำให้อวี้จื่อฉยงรู้สึกเหมือนมีเสียงดังอื้ออึงอยู่ตรงข้างหู ภาพตรงหน้าก็พร่ามัวไปหมด

          เธอไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายตรงข้ามถึงเข้าใกล้เธอได้โดยที่เธอไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะเธอต้องรีบสะกดพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างเสียก่อน

          อวี้จื่อฉยงใช้มือเกาะผนังไว้แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องเรียน พอถึงที่นั่งของตัวเองก็รีบนั่งลงแล้วฟุบหน้ากับโต๊ะ

          ‘ช่างเป็นคนที่...’ อันอวี๋เหนียนกลั้นเสียงถอนใจเอาไว้ จากนั้นก็วางกระเป๋าและสมุดรายชื่อลงก่อนจะหันไปเปิดหน้าต่างห้องเรียน และเปิดไฟเฉพาะแถวหลังเท่านั้น

          ห้องเรียนในช่วงหกโมงถึงเจ็ดโมงเช้าไม่มีเสียงรบกวนใดๆ เหมาะกับการอ่านหนังสืออย่างมาก แต่วันนี้อันอวี๋เหนียนกลับไม่มีสมาธิ

          ในห้องเรียนว่างเปล่ามีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนสองคนเท่านั้น ยิ่งฟังเสียงลมหายใจของกันและกันก็ยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น อันอวี๋เหนียนไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้สนใจคนข้างๆ ได้ ทุกครั้งที่พลิกหน้าหนังสือเขาก็จะเหลือบมองเธอทีหนึ่ง

          ‘มาเช้าขนาดนี้แต่กลับมานอน ถ้าอย่างนั้นนอนให้เต็มอิ่มที่บ้านแล้วค่อยมาไม่ดีกว่าหรือ?’

          อวี้จื่อฉยงกำลังโคจรพลังในร่างโดยไม่สนใจความคิดของคนข้างๆ เธอขยับตัวเปลี่ยนท่าแล้วใช้แขนข้างหนึ่งหนุนเอาไว้ใต้ศีรษะเมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ แขนขาวเนียนเปล่าเปลือยทั้งสองข้างของเธอก็ดูสะดุดตามาก ลมหายใจแผ่วเบาก็เหมือนจะแฝงด้วยไอเย็นจางๆ

          อันอวี๋เหนียนเบือนหน้าหนีพลางพลิกหนังสือด้วยความหงุดหงิด

          โรงเรียนอยู่ใกล้ภูเขา แม้ตอนนี้จะเป็นเดือนพฤษภาคมแล้วแต่อากาศในยามเช้าก็ยังหนาวเย็นไม่ต่างจากปลายฤดูหนาวหรือต้นฤดูใบไม้ผลิเลย คนที่ฉลาดพอจะไม่มีทางสวมเสื้อแขนสั้นมานอนในห้องเรียนแบบนี้แน่

          ยิ่งนึกถึงพฤติกรรมของฝ่ายตรงข้ามในวันที่ย้ายมาวันแรกอันอวี๋เหนียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าประสาทสัมผัสของอีกฝ่ายอาจจะมีปัญหา หรือบางทีก็อาจจะมีอาการเซลล์ประสาทฝ่อ ถึงได้ไม่มีความรู้สึกใดๆต่อโลกภายนอก

          อวี้จื่อฉยงไม่รู้เลยว่าภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาเพื่อนร่วมโต๊ะกำลังเปลี่ยนจาก ‘ซื่อบื้อ’ ไปเป็น ‘โง่ทึ่ม’ กว่าเธอจะโคจรพลังเสร็จแล้วเงยหน้าเตรียมคิดบัญชีกับอีกฝ่าย ก็มีนักเรียนนั่งอยู่เต็มห้องแล้ว

          อวี้จื่อฉยงเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา ที่แท้ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว เธอลองเทียบเวลาตามวิธีคำนวณแบบโบราณตามความเคยชินก็พบว่าคาบเรียนที่หนึ่งกำลังจะเริ่ม แถมการก่ออาชญากรรมต่อหน้าผู้คนก็อยู่ในขอบเขตข้อห้ามที่เธอตกลงไว้กับพี่สาวอีก

          ‘ช่างเถอะ!’

          เธอขยับตัว ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ไม่คุ้นเคยบนบ่าพอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นเสื้อคลุมตัวหนึ่ง

          อวี้จื่อฉยงถือเสื้อคลุมเอาไว้ในมือพลางหันไปมองดูรอบๆ เธอพบว่านักเรียนหลายคนต่างก็สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกันนี้ ‘คงเป็นเครื่องแบบอย่างหนึ่งของมนุษย์สินะ?’

          อวี้จื่อฉยงยังจำคำพูดของหูเฉียวสี่ได้ดี ว่าต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นและอย่าทำตัวเป็นจุดเด่น

          เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนขึ้นสวม แถมยังรูดซิปปิดจนสุดอีกด้วย

          อันอวี๋เหนียนได้แต่เบิกตามองเด็กสาวที่กำลังยึดครองเสื้อคลุมของเขาโดยไม่อาจเอ่ยปากทวงคืนได้

          ช่างเถอะ เสื้อนอกตัวนั้นเขาหยิบมาจากศูนย์รับฝากของหาย การที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เอ่ยปากถามก็เท่ากับเป็นการช่วยเขาอีกทาง

10.เจ้าที่?

          ความคิดของมนุษย์กับปีศาจมีส่วนที่แตกต่างกันอยู่มาก ผีผาหยกขาวถือกำเนิดในส่วนลึกของภูเขา ดังนั้น ตรรกะของนางจึงเรียบง่ายมาก อาทิ สิ่งของที่วางอยู่ข้างกายผู้อื่นเป็นของมีเจ้าของ จะหยิบฉวยมาไม่ได้ ส่วนสิ่งของที่วางอยู่ข้างกายตนเองคือของไม่มีเจ้าของ สามารถยึดครองได้

          สำหรับอวี้จื่อฉยง วิชาที่เรียนในแต่ละวันไม่แตกต่างกันเลย ก็แค่จดบันทึกเอาไว้ในแผ่นหยกแล้วค่อยดูดซึมไว้ใช้ภายหลังเท่านั้น

          แต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะในคาบวิชาประวัติศาสตร์ อาจารย์ที่กำลังพูดน้ำลายแตกฟองอยู่หน้าชั้นเล่าเกี่ยวกับราชวงศ์เซี่ย ราชวงศ์อินซางและราชวงศ์โจว

          “พูดถึงสมัยราชวงศ์อินซางและโจวก็ต้องกล่าวถึงวรรณกรรมชื่อดังเรื่อง ‘เฟิงเฉินหยั่นอี้’ ใครไม่เคยอ่านเล่มนี้บ้างยกมือขึ้น”

          สิ้นเสียงของอาจารย์ก็มีนักเรียนถึงครึ่งห้องยกมือขึ้น ทำให้สีหน้ากระตือรือร้นของอาจารย์เปลี่ยนขุ่นมัวทันที

          อาจารย์พูดขึ้นอย่างปวดใจ “พวกเธอมีวัยเด็กกันหรือเปล่าเนี่ย?”

          เหล่านักเรียนต่างพากันยกมือขึ้นลูบศีรษะพลางหัวเราะแห้ง

          “ไม่เคยอ่านก็ไม่เป็นไร! การบ้านสัปดาห์นี้ก็คือกลับบ้านไปอ่านเฟิงเฉินหยั่นอี้ แล้วเขียนข้อคิดที่ได้จากการอ่านทำเป็นรายงานห้าร้อยตัวอักษรด้วย!”

          เสียงโอดครวญดังขึ้นทั่วห้องทันที

          ‘อะไรคือเฟิงเฉินหยั่นอี้? เป็นตำราประวัติศาสตร์อย่างนั้นหรือ?’ อวี้จื่อฉยงครุ่นคิด

          แต่ไม่นานนักข้อสงสัยนี้ก็ถูกสลัดทิ้งเมื่อเสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น

          เธอหลบออกจากห้องเรียนแล้วเดินไปยังพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งเพื่อดำเนินการค้นหาแบบปูพรม

          การปล่อยจิตเปลืองแรงเกินไป เธอจึงเลือกที่จะหลอมรวมตัวเองเข้ากับผืนแผ่นดินแห่งนี้แทน

          พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับขอบฟ้า นักเรียนทยอยกลับบ้านกันเกือบหมดแล้ว  

          “อ๊ะ!” นักเรียนหญิงคนหนึ่งร้องอุทานหลังจากเตะโดนก้อนหินเข้า

          “ระวังหน่อยสิ!” เด็กสาวอีกคนร้องเตือน

          ลมเย็นที่โชยผ่านมาเหมือนเป็นสัญญาณบอกว่าค่ำคืนกำลังจะมาเยือนแล้ว เพื่อนของเธอหัวเราะเยาะได้ไม่กี่คำก็ต้องถูมือเข้าด้วยกัน “รีบกลับบ้านกันเถอะ ยิ่งมืดโรงเรียนก็ยิ่งดูน่ากลัว!”

          เด็กสาวคนที่เตะโดนก้อนหินอดหัวเราะไม่ได้ “เธอคงไม่ได้กลัวผีหรอกนะ? เชื่อเรื่องแปลกๆ ในโรงเรียนพวกนั้นด้วยหรือ?”

          “ใครกลัว! โรงเรียนมีเทพคุ้มครองอยู่!” เด็กสาวคนนั้นปั้นหน้าเคร่งขรึม แต่กลับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

          เพื่อนของเธอกลอกตา “เทพคุ้มครองอะไรกันเคยเห็นงั้นหรือ?”

          เด็กสาวหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทุกครั้งที่มีงานฉลองวันครบรอบการก่อตั้งโรงเรียนกับวันกีฬาสีก็ต้องทำพิธีกราบไหว้เทพเทวดาเช่นเดียวกับเวลาที่ชมรมของเราจะทำกิจกรรมก็ต้องกราบไหว้เจ้าที่เพื่อขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองพวกเรามาโดยตลอด”

          “เจ้าที่? นั่นมันความเชื่อของคนต่างจังหวัดนะ” เพื่อนสาวทำหน้าล้อเลียน

          เด็กสาวทั้งสองพากันหัวเราะคิกคักพลางเดินตรงไปที่ประตูใหญ่ โดยไม่สังเกตเลยว่าก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งทางด้านหลังกำลังกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างน่าประหลาด

 

          ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าของที่ก็คือวิญญาณที่คอยปกปักรักษาสถานที่ พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องเป็นเทพ เพียงแต่เคยอาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ ก็พอ

          เจ้าของที่อาจจะเป็นคน สัตว์ หรือพืชก็ได้ พวกเขาแตกต่างจากวิญญาณแค้นที่ถูกจองจำอยู่ในสถานที่นั้นๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขาล้วนจากโลกนี้ไปอย่างสงบ หลังจากตายไปแล้ว ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่เดิมเพื่อปกปักรักษาสถานที่และคุ้มครองผู้อาศัยใหม่ นานวันเข้าก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านต่างเคารพนับถือ

          นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมอวี้จื่อฉยงถึงหาร่องรอยของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ หรือจะเป็นดังคำกล่าวที่ว่า ‘มังกรแข็งแกร่งไม่ข่มเหงงูดินเจ้าถิ่น’ อีกฝ่ายได้หยั่งรากฝังลึกมานานแล้ว หากเขาไม่ยินยอม ต่อให้อวี้จื่อฉยงพลิกก้อนอิฐขึ้นมาทีละก้อนก็ไม่มีทางหาเจอ

          คำถามผุดขึ้นในใจของเธอมากมาย ‘ทำแบบนี้เพื่ออะไร? ทำไมจะต้องหลบหน้าด้วย?’

          เป็นเวลาสามทุ่มแล้วตอนที่อวี้จื่อฉยงกลับถึงบ้าน เธอนั่งกินผลไม้ที่ตั้งใจจะเอาไปมอบให้เพื่อนของซูฉางเล่อพลางบ่นให้พี่สาวคนรองฟัง

          หูเฉียวสี่ได้ฟังก็แค่นเสียงเย็น “เหลวไหลทั้งเพ! ปีศาจจิ้งจอกจะมีเพื่อนได้ยังไง? สำหรับพี่ใหญ่ เพศตรงข้ามคือเครื่องมือ เพศเดียวกันคือศัตรู!”

          วันรุ่งขึ้น อวี้จื่อฉยงไปโรงเรียนตามปกติ

          “อยู่ด้วยกันจนชั่วฟ้าดินสลายอย่าร้างลาไปแสงตะวันสดใสในฤดูใบไม้ผลิ”

          เสียงกังวานใสสไตล์โบราณดังออกมาจากกระเป๋าของอวี้จื่อฉยง สายตาของเด็กสาวหลายคนที่อยู่รอบข้างทอประกายขึ้นทันที ‘นี่มันเพลงประกอบละครเรื่องใหม่ของเทพธิดาซูนี่? คิดไม่ถึงเลยว่านักเรียนที่ย้ายมาใหม่จะรสนิยมดีขนาดนี้!’

          อวี้จื่อฉยงหยิบสิ่งที่เรียกว่า ‘โทรศัพท์มือถือ’ ออกมา หลังจากเพ่งมอง ‘ยันต์’ บนหน้าจอ เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี

          “รับสายสิ!” อันอวี๋เหนียนที่นั่งอยู่ข้างๆ กระซิบบอกด้วยความหงุดหงิด

          แต่พอเห็นอวี้จื่อฉยงทำหน้าตกใจ เขาก็กลอกตาพลางเอื้อมมือไปกดปุ่มรับสายให้แทน

          “น้องสาม?” เสียงของซูฉางเล่อลอดออกมาจาก ‘ของวิเศษ’ ในมือเธอ

          “พี่ใหญ่!” อวี้จื่อฉยงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงหวานหยดย้อย จนอันอวี๋เหนียนตะลึงงัน

          เขาแอบเหลือบมองมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกับลักยิ้มบนแก้มของอวี้จื่อฉยง สีหน้าแข็งทื่อเย็นชาในความทรงจำเลือนหายไป อันอวี๋เหนียนเพิ่งได้เห็นเธอในมุมของสาวน้อยที่มีความรู้สึกและความอบอุ่นเป็นครั้งแรก

          ‘ที่แท้... ประสาทสัมผัสก็ไม่ได้มีปัญหานี่นา’

          เดิมเด็กสาวผู้นี้เปรียบเสมือนบึงน้ำเย็นเยียบที่ใครก็ไม่อยากเฉียดใกล้ แต่หากได้ลองเข้าใกล้บึงน้ำนั้นแล้ว ไม่ว่าใครก็จะได้พบกับฝูงปลางดงามที่แอบซ่อนอยู่ใต้สาหร่ายมืดดำนั้น

          อวี้จื่อฉยงยิ้มน้อยๆ พลางกำโทรศัพท์ในมือแน่น คิ้วเรียวบางดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด

          อันอวี๋เหนียนรู้สึกเอ็นดูปนขัดใจ เพื่อนใหม่คนนี้ดูเหมือนจะเติบโตมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอกลับไม่มีนิสัยเย่อหยิ่งหรือเอาแต่ใจเลย ซ้ำยังชอบทำตัวไม่สนใจโลก ไม่แก่งแย่งชิงดีเหมือนคนทั่วไปอีกด้วย

          ‘คงเป็นนิสัยส่วนตัวสินะ? เด็กผู้หญิงเช่นเธอไม่จำเป็นต้องร้องไห้สะอึกสะอื้นเพื่อดึงดูดความสนใจของใคร เพราะท่าทางซื่อๆ แบบนี้ย่อมมีคนใจอ่อนอยากช่วยเหลืออยู่แล้ว’ เขาคิด

          คำสั่งของซูฉางเล่อเรียบง่ายมาก เธอต้องการให้อวี้จื่อฉยงไปเดินวนรอบสนามกีฬาโดยถือผลไม้ในมือด้วย

          แม้อวี้จื่อฉยงจะไม่เข้าใจ แต่เธอก็ยอมทำตามอย่างเชื่อมั่น

          ตอนพักกลางวัน อวี้จื่อฉยงจงใจกินแอปเปิลแค่ผลเดียว ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นเหยื่อล่อเจ้าของที่

          “ฉันเกลียดอาหารที่มีสีเยอะๆ แบบนี้” อันอวี๋เหนียนยื่นกล่องอาหารมาให้อวี้จื่อฉยงดูพลางเบ้ปาก “ขอแลกกับแอปเปิลของเธอได้ไหม?”

          แอปเปิลของอวี้จื่อฉยงเล็กกว่ากำปั้นของเธอเสียอีก ทว่าอาหารกล่องของเขานั้นเต็มไปด้วยผักสลัดมากมาย โดยไม่ต้องคิด อวี้จื่อฉยงตัดสินใจแลกอาหารกับเขาทันที

          หลังจากเห็นเด็กสาวตรงหน้ากินสลัดของเขาจนหมด อันอวี๋เหนียนก็ส่งแอปเปิลคืนให้เธอ “ฉันไม่ค่อยชอบกินผลไม้น่ะ”

          อวี้จื่อฉยงแอบส่ายหน้าให้กับนิสัยเลือกกินของเขา ‘นี่คือสาเหตุที่ผ่านไปหลายพันปีก็ไม่มีมนุษย์บำเพ็ญเป็นเซียนอีก พลังชีวิตจากแผ่นดินไม่กิน กลับเลือกกินแต่เลือดเนื้อไร้ประโยชน์’

          เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจับตาดูอยู่ เด็กสาวก็เดินถือผลไม้ไปยังสนามกีฬาของโรงเรียนที่อยู่ติดกับภูเขา  

          เพราะได้รับคำแนะนำจากซูฉางเล่อ ครั้งนี้เธอจึงหาเป้าหมายพบอย่างง่ายดาย

          ใกล้กับประตูใหญ่ของโรงยิม มีต้นไทรเขียวชอุ่มเรียงกันเป็นแถวราวกับเคราของชายแก่ นักเรียนจำนวนไม่น้อยออกมานั่งพักใต้ต้นไทรหลังเล่นกีฬาเสร็จ

          โดยทั่วไปแล้ว ต้นไทรจะจัดอยู่ในธาตุหยิน ต่อให้อยู่ในโรงเรียนที่สะอาดปราศจากอันตราย มันก็ยังคงดึงดูดภูตผีวิญญาณให้มารวมตัวกันอยู่ดี คนที่ไม่ถูกกับไอหยินจึงไม่ควรที่จะพักผ่อนใต้ต้นไทร

          แต่เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้มี ‘บางอย่าง’ สะกดไอหยินเอาไว้เพื่อปกป้องนักเรียนเหล่านี้ จากที่ซูฉางเล่อเล่า บางอย่างที่ว่านั่นก็คือเจ้าของที่ที่กลายร่างมาจากต้นไม้นั่นเอง

          ‘ร้อนจังเลย กินผลไม้ดีกว่า’ อวี้จื่อฉยงหยิบแอปเปิลผลหนึ่งออกมาจากถุง 

          “ขอทางหน่อย” หญิงชราที่กำลังกวาดถนนบอกเธอ

          อวี้จื่อฉยงเลิกคิ้ว จากนั้นก็ยื่นแอปเปิลในมือให้อีกฝ่าย “คุณยาย กินด้วยกันไหม?”

          หญิงชราหรี่ตามองเธอแล้วก็ต่อว่า “เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักกาลเทศะเสียเลย!”   

          “ไม่กินฉันกินเอง”

          “เดี๋ยวก่อน!” เสียงแหบแห้งของหญิงชรากังวานใสขึ้นทันที หากบอกว่าเมื่อครู่เป็นใบไม้แห้ง ตอนนี้ก็คือใบไม้อ่อนที่เพิ่งงอกงาม

          นางโยนไม้กวาดทิ้งแล้วรีบลากอวี้จื่อฉยงไปยังศาลาซึ่งอยู่ในมุมอับใต้ต้นไม้ การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วมากราวกับไม่ใช่ผู้สูงอายุ

          “เด็กสาว? ข้าอายุมากกว่าเจ้าถึง 1,076 ปี เจ้าไม่เพียงแต่ต้องเคารพข้าในฐานะผู้ใหญ่ แต่ยังต้องเคารพข้าในฐานะบรรพบุรุษอีกด้วย” อวี้จื่อฉยงพูดอย่างไม่เกรงใจ

          ซูฉางเล่อกับหูเฉียวสี่ประเมินน้องสาวคนเล็กต่ำเกินไป เพราะอย่างไรนางก็เป็นปีศาจที่อายุกว่าพันปีแล้ว แม้จะด้อยกว่าพี่สาวทั้งสองอยู่บ้าง แต่ก็ยังมากพอที่จะเป็นบรรพชนผู้ก่อตั้งโลกปีศาจได้ แม้แต่เจ้าที่ในศาลเจ้า ยังต้องทำความเคารพนางทุกครั้งที่เดินผ่าน