ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

ข้าจับปีศาจสาวได้ตัวหนึ่ง 天上掉下个美娇娘

ผู้แต่ง Nv Wang Bu Zai Jia
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
(นข. เดียวกับฮูหยินบุก) ในถุงหนังนั่นมีอะไร? เขาคิดจะเปิด แต่จู่ ๆ ปากถุงก็คลี่ออกเองเสียอย่างนั้น จากนั้นศีรษะของใครบางคนก็โผล่ขึ้นมา ถึงตอนนี้ เซียวเถี่ยเฟิงถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วบนโลกนี้มีปีศาจอยู่จริง ที่แท้ปีศาจก็ไม่จำเป็นต้องงามหยาดเยิ้มเหมือนชุนเถาเอ๋อผู้งามล้ำในหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องมากรักเหมือนแม่ม่ายซิ่วเฟิน นางเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น แล้วมองมาด้วยสายตาเรียบเฉยก็สามารถทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงได้แล้ว เขารู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียการควบคุม ตรงหน้าคือหุบเหวลึก หากยังคงก้าวเดินต่อคงไม่เหลือแม้แต่ซาก ดังนั้นเขาจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ ทว่าจู่ ๆ นางก็เลียริมฝีปาก...

บทนำ

天 上 掉 下 个 美 娇 娘

Author: Nv Wang Bu Zai Jia

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

-----------------------------

ในถุงหนังนั่นมีอะไร?    
เขาคิดจะเปิด แต่จู่ ๆ ปากถุงก็คลี่ออกเองเสียอย่างนั้น    
จากนั้นศีรษะของใครบางคนก็โผล่ขึ้นมา
ถึงตอนนี้    เซียวเถี่ยเฟิงถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วบนโลกนี้มีปีศาจอยู่จริง    
ที่แท้ปีศาจก็ไม่จำเป็นต้องงามหยาดเยิ้มเหมือนชุนเถาเอ๋อผู้งามล้ำในหมู่บ้าน    
ไม่จำเป็นต้องมากรักเหมือนแม่ม่ายซิ่วเฟิน    
นางเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น แล้วมองมาด้วยสายตาเรียบเฉยก็สามารถทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงได้แล้ว
เขารู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียการควบคุม    
ตรงหน้าคือหุบเหวลึก หากยังคงก้าวเดินต่อคงไม่เหลือแม้แต่ซาก    ดังนั้นเขาจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้    
ทว่าจู่ ๆ นางก็เลียริมฝีปาก...
 

 

 

สารบัญ

จันทรุปราคา (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

เธอชื่อกู้จิ้ง ปีนี้อายุยี่สิบสี่ เป็นแพทย์ทั่วไปประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

กู้จิ้งข้ามเวลาได้ยังไงน่ะหรือ เรื่องมันเป็นแบบนี้

คืนวันนั้นเธอเก็บสัมภาระ เตรียมตัวเดินทางไปพักผ่อนที่เขาเว่ยอวิ๋นบ้านเกิด

เธอยังขาดกระเป๋าสำหรับใส่ยาซึ่งจะเอาไปให้ชาวบ้านในภูเขาที่แทบจะไม่ได้ออกมาพบปะกับผู้คนในโลกภายนอก หาไปหามาก็เจอกระเป๋าหนังสีดำใบหนึ่ง

กระเป๋าหนังใบใหญ่นี้เป็นของที่คุณยายของเธอมอบให้ก่อนตาย ถือได้ว่าเป็นของดูต่างหน้า ดังนั้นถึงมันจะน่าเกลียดจนแทบดูไม่ได้ เธอก็ยังเก็บมันเอาไว้ข้างกาย ตอนนี้มาคิดดู เธอกำลังจะกลับไปไหว้สุสานของคุณยาย ถ้าอย่างนั้นก็ใช้กระเป๋าใบนี้เถอะ

หญิงสาวเริ่มเก็บยาและอุปกรณ์ต่างๆ ใส่ลงในกระเป๋า ทันใดนั้นเรื่องมหัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น เธอใส่ของเข้าไป แต่พอมองดู ในกระเป๋ากลับว่างเปล่า ไม่มีอะไรสักอย่าง

เธอไม่เชื่อ หยิบของใส่เข้าไปอีก มันก็ยังว่างเปล่าเหมือนเดิม

เธอเดินวนรอบกระเป๋าด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็หยิบข้าวของต่างๆ ทั้งมีดผ่าตัด, ยา, หลอดทดลอง, อาหารกระป๋อง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมไปถึงไขควง, แอลกอฮอล์, ไฟแช็ก ฯลฯ เรียกได้ว่าเห็นอะไรก็หยิบมายัดใส่กระเป๋าหมด แต่ข้าวของเหล่านั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

ถึงตอนนี้เธอก็แทบจะเป็นบ้า หญิงสาวเริ่มสวดมนต์ “คุณยายคะ วิญญาณของคุณยายที่อยู่บนสวรรค์ช่วยบอกหนูหน่อยเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น?”

แต่คุณยายของเธอไม่ได้แสดงปาฏิหาริย์ เธอจึงได้แต่ขมวดคิ้วพลางมองกระเป๋าหนังว่างเปล่าด้วยความงุนงง

กำลังคิดอยู่ว่าควรไปแจ้งความหรือนิมนต์พระมาดีหรือไม่ เธอก็ได้ยินเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นที่ด้านนอก “เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว!”

กู้จิ้งค่อยนึกขึ้นได้ว่า วันนี้ดูเหมือนจะมีจันทรุปราคา

ได้ยินว่าเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยากจะพบพานในรอบหลายร้อยปี เพื่อนๆ ของเธอหลายคนต่างก็เฝ้ารออยู่

กู้จิ้งลุกขึ้นยืน ใจคิดว่าอย่าเพิ่งไปคิดเรื่องกระเป๋าหนังนี่เลย ไปดูปรากฏการณ์พิสดารที่ยากจะพบพานในรอบหลายร้อยปีให้สบายใจก่อนดีกว่า

คิดไม่ถึงว่าจังหวะที่ลุกขึ้น เธอจะเผลอสะดุดล้มหน้าคว่ำ

บังเอิญตรงหน้าคือกระเป๋าหนังที่เปิดทิ้งเอาไว้

ทันทีที่ศีรษะทิ่มลงไปในกระเป๋า กู้จิ้งก็รู้สึกว่ามีเสียงหวีดแหลมดังก้องจนหูอื้อไปหมด ซ้ำตรงหน้าก็ปรากฏแสงสีขาวสว่างจ้าบาดตาจนเธอลืมตาไม่ขึ้น

ชั่ววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าร่างของตัวเองหนักอึ้งกว่าปกติ ราวกับแบกก้อนหินหนักหนึ่งร้อยแปดสิบชั่งเอาไว้

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเสียงอื้ออึงนั้นก็หายไป แสงสีขาวก็หายไปด้วย เธอลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้าก่อนจะพยายามโงหัวขึ้นจากกระเป๋า

แต่พอลุกขึ้นได้ ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับเป็นเท้าคู่หนึ่ง

เท้าคู่นั้นใหญ่กว่าของเธอมาก แค่ดูก็รู้ว่าเป็นของผู้ชาย แถมมันยังทั้งหยาบกร้านทั้งสกปรก

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เท้าคู่นั้นสวมรองเท้าสาน!

ถึงตอนนี้เธอก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ยังคงรักษาความเยือกเย็นตามแบบฉบับของแพทย์ทั่วไปเอาไว้ได้ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาค่อยๆ เลื่อนจากรองเท้าสานคู่นั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

เหนือรองเท้าสานคือกางเกงผ้าเนื้อหยาบซึ่งตัดเย็บขึ้นอย่างหยาบๆ ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นกางเกงที่ทั้งหยาบทั้งแข็งกระด้างแบบนี้มาก่อนเลย

เหนือกางเกงคือขอบกางเกงซึ่งถูกรัดไว้ด้วยผ้าเนื้อหยาบ ดูท่าจะใช้มาหลายปีแล้ว สายรัดเอวนั่นถึงได้ยับย่นถึงเพียงนั้น

เหนือเอวกางเกงคือแผงอกแข็งแกร่งเปล่าเปลือย บนแผงอกนั้นมีแผลเป็นน่ากลัว ซ้ำยังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เหนือแผงอกคือใบหน้าแข็งกร้าว วันนี้คงยังไม่ได้โกนหนวด ใบหน้าถึงได้รกรุงรังอยู่บ้าง

เจ้าของใบหน้านั้นกำลังขมวดคิ้วเข้มดกหนาพลางกวาดตามองเธอด้วยความสงสัย เหมือนกับที่เธอกำลังสำรวจมองเขา

สายตาของกู้จิ้งเลื่อนจากใบหน้าของเขาลงมาที่แผงอก ลงมาที่สายรัดเอวกางเกง แล้วก็ลงมาที่กางเกง

ทันใดนั้นเธอก็หยุดชะงัก เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างตรงนั้น

สัญชาตญาณของหมอบอกเธอว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเธอก็สังเกตลูกกระเดือกที่กำลังขยับกับดวงตาที่มืดมัวลงของผู้ชายคนนั้น

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนา ความปรารถนาตามสัญชาตญาณดิบที่ไม่อาจควบคุมได้

เธอได้ข้อสรุปทันที เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย

ผู้ชายคนนี้กำลังมีความปรารถนาทางเพศ

“ฉัน...” เธอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า จากนั้นก็เลียริมฝีปากพลางกลืนน้ำลายคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก “ฉันถูกหลอกมาขาย ฉันให้เงินคุณได้นะ!”

เธอเดาว่า บางทีเวลาชั่ววินาทีที่เธอคิดอาจจะนานกว่าที่คิดก็ได้

เธออาจจะถูกตีหัวสลบหรือไม่ก็ถูกวางยา พอหมดสติก็ถูกขายมายังหมู่บ้านบนภูเขาที่แสนห่างไกลแห่งนี้

นี่มันคดีลักพาตัวผู้หญิงในเมืองมาขายในเขตชนบทหรือเปล่า?

เธอต้องตั้งสติให้ดี ต้องหาทางหนีไปให้ได้

 

เขาชื่อเซียวเถี่ยเฟิง ปีนี้อายุยี่สิบหก เป็นนายพรานซึ่งอาศัยอยู่ในเขาเว่ยอวิ๋น

เซียวเถี่ยเฟิงเก็บสาวงามคนหนึ่งได้ในสวนแตงยังไงน่ะหรือ เรื่องมันเป็นแบบนี้

วันนั้น เขาไปช่วยเฝ้าสวนแตงให้ท่านหมอเหลิ่ง

เฝ้าสวนแตงหนึ่งคืน เขาจะได้เงินสิบอีแปะ

เขามีรูปร่างสูงใหญ่ มีแรงมาก ซ้ำยังต่อยตีเป็น ใครๆ ก็กลัว ย่อมเหมาะจะทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าสวนแตงมากที่สุด แถมจะว่าไปเขาก็มีตัวคนเดียว ฤดูร้อนแบบนี้จะนอนที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจหาเงินเพิ่มอีกสิบอีแปะ

นอนไปได้ครึ่งคืน เพราะกินแตงมากไปก็เลยปวดปัสสาวะขึ้นมา เขาจึงคิดจะไปหามุมอับจัดการปัญหาเสียหน่อย

คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเดินออกไปนอกเพิงก็พบว่าตรงบริเวณที่ห่างไปไม่ไกลนักมีเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่างกำลังขยับอยู่

เขาเลิกคิ้วขึ้น สัญชาตญาณบอกให้ระวังตัวขึ้นมาทันที

ใครกันที่กินดีหมีหัวใจเสือ กล้ามาขโมยแตงในช่วงที่เขากำลังเฝ้าอยู่?

เซียวเถี่ยเฟิงสาวเท้ายาวๆ ตรงไปหาเงาตะคุ่มนั้น พอเพ่งตามองก็พบว่ามันดูเหมือนถุงหนังใบหนึ่ง

ในถุงหนังมีอะไรบางอย่างอยู่?

เขากำลังคิดจะก้มลงเปิดมันออก แต่จู่ๆ ปากถุงก็เปิดออกเสียก่อน จากนั้นศีรษะของใครบางคนก็โผล่ขึ้นมา

ศีรษะนั้นมีผมสีดำสนิท แม้จะเป็นค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ มันก็ยังเป็นเงางามราวกับผ้าต่วนชั้นดีที่ขายอยู่ในเมือง

หลังเส้นผมนั้น เขามองเห็นดวงตาที่กำลังเบิกกว้างคู่หนึ่ง

ดวงตาคู่นั้นสุกใสเป็นประกาย แต่กลับดูสงบนิ่งเยือกเย็นมาก ราวกับว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนอยู่ในการควบคุมของนาง

แม้ว่ายามนี้นางจะกำลังตกใจ แต่มันก็ไม่อาจบั่นทอนท่าทีสงบนิ่งและหยิ่งยโสซึ่งเหมือนจะติดตัวนางมาแต่กำเนิดได้เลย

พอเลื่อนสายตาต่ำลง เขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่น ตามองทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

ลำคอของผู้หญิงคนนี้ทั้งบางทั้งขาวจนเขารู้สึกเหมือนจะมองเห็นเส้นเลือดสีเขียวจางๆ บนลำคอของนางได้เลยทีเดียว

ใต้ลำคอนั้นคือความขาวโพลน...

ดวงตาของเขาร้อนวูบ อยากหลบแต่ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ลำคอแข็งเหมือนถูกน้ำแข็งเกาะ ทำอย่างไรก็ไม่อาจเบือนหน้าไปทางอื่นได้เลย

ชายหนุ่มกัดฟันก่อนจะเลื่อนสายตาต่ำลงอีก

ด้านล่างคืออะไรบางอย่างซึ่งดูเหมือนกับเสื้อผ้าที่...ไม่มีแขนไม่มีคอ? ผ้าที่ทั้งเล็กทั้งบางนั่นแทบจะปกปิดอะไรไม่ได้

อย่างน้อยเขาก็เห็นว่าผ้าบางๆ นั่นไม่สามารถปกปิดภูเขาเล็กๆ สองลูกใต้ลำคอของนางได้เลย

ลูกกระเดือกของเขาขยับอีกรอบ ลำคอของเขาทั้งร้อนผ่าวทั้งแห้งผากราวกับถูกไฟเผา แตงที่กินไปวันนี้สูญเปล่าจริงๆ

เขากำหมัดแน่นแล้วมองต่ำลงไปอีก คราวนี้เขาถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ ในสมองเหลือเพียงความว่างเปล่า ผืนฟ้าผืนดินต่างก็หมุนวนไปรอบๆ

บน...บนโลกนี้ ทำไมถึงมีผู้หญิงแบบนี้อยู่ด้วย?

ภายใต้แสงจันทร์สลัว บนถุงหนังสีดำนั้นคือขาเรียวยาวขาวเนียนนุ่มซึ่งไม่มีสิ่งใดปกปิด

ท่อนล่างของนางมีเพียงแค่ผ้าซึ่งสั้นเต่อเสียยิ่งกว่าท่อนบน แม้แต่ครึ่งหนึ่งของขาอ่อนก็ยังปิดไม่มิด

ระหว่างที่เซียวเถี่ยเฟิงกำลังเบิกตามองขาอ่อนขาวเนียนน่าตื่นตะลึงด้วยสายตาที่เหมือนจะถูกตรึงอยู่กับที่นั้น สตรีนางนั้นก็เงยหน้าขึ้นแล้วเริ่มกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าเช่นกัน

เขาสัมผัสได้ว่าดวงตาสุกใสคู่นั้นกวาดมองผ่านสายรัดเอวของเขา แผงอกของเขา ลำคอของเขา

แม้สายตาคู่นั้นจะแฝงด้วยแววประหลาดใจแกมประเมิน แต่ก็ไม่มีความเอียงอายหรือความหวาดกลัวใดๆ แม้แต่น้อย ความเป็นธรรมชาตินั้นเหมือนกับแสงจันทร์เยียบเย็นซึ่งสาดส่องลงมาบนผืนโลกตามครรลองซึ่งถูกกำหนดเอาไว้

เขายืนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้สตรีตรงหน้ากวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัว ทุกส่วนที่ถูกนางมองจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเยียบเย็นเสียดลึกเข้าไปถึงกระดูกก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ อุ่นขึ้นๆ จนกระทั่งร้อน จากนั้นความร้อนก็ค่อยๆ ไหลไปตามเส้นเลือด แผ่กระจายไปทั่วร่าง แผดเผาทุกอณูในร่างกายของเขา

เขาจ้องหญิงสาวตรงหน้าตาไม่กะพริบ

สตรีนางนี้มีคิ้วบาง จมูกไม่มีอะไรพิเศษ ริมฝีปากไม่โดดเด่น รูปหน้าก็ไม่ใช่รูปผลท้อที่คนในหมู่บ้านชื่นชอบที่สุด เมื่อเครื่องหน้าที่แสนธรรมดาจนไม่มีอะไรสะดุดตาผู้คนเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกัน ประกอบกับดวงตาใสกระจ่างเรียบเฉยคู่นั้น นางก็ดูนิ่งเฉย ไม่สะทกสะท้านกับอะไรทั้งสิ้น ราวกับคนที่กำลังมองทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านด้วยสายตาของผู้ที่เหนือกว่า

ปีศาจมีจริง (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

แต่เสื้อผ้าของนางกลับเปิดเผยยิ่งกว่าหญิงคณิกาที่ร่านร้อนที่สุดที่เขาเคยเห็นเสียอีก

ท่าทีนิ่งเฉยราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับตนเอง ประกอบกับผิวขาวราวหิมะยั่วยวนใจผู้คน ยิ่งก่อให้เกิดเป็นเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างน่าประหลาด ผู้ชายมองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกเหมือนได้ดื่มสุราเลือดกวาง กินน้ำแกงหู่เปียน[1]

ถึงตอนนี้ เซียวเถี่ยเฟิงถึงได้รู้ว่าที่แท้บนโลกนี้ก็มีปีศาจอยู่จริง

ที่แท้ปีศาจก็ไม่จำเป็นต้องสวยหยาดเยิ้มเหมือนชุนเถาเอ๋อในหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องมากรักเหมือนแม่ม่ายซิ่วเฟิน นางเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้วมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยก็สามารถทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง ทำให้เขาลืมหายใจ ทำให้เลือดในกายของเขาเดือดพล่าน

เซียวเถี่ยเฟิงกำหมัดแน่น พยายามระงับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก ไม่ให้ตัวเองจมลงสู่ความปรารถนาที่แสนจะไม่คุ้นเคยและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

นี่คือปีศาจ นี่คือปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจที่ทำร้ายผู้คนในสวนแตง เขากลั้นหายใจนิ่ง พยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะบางส่วนในร่างกายก็เปิดโปงความรู้สึกที่แท้จริงของเขาออกมาจนหมดสิ้น

แสงจันทร์สลัว ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ยามค่ำคืนในภูเขาเงียบสงัด แม้กระทั่งหมาในหมู่บ้านก็ยังไม่เห่าสักครั้ง ลมหายใจของเซียวเถี่ยเฟิงถี่กระชั้น แผงอกขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วราวกับจังหวะตีกลอง

เขารู้ว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียการควบคุมตัว ตรงหน้าคือหุบเหวลึก หากเดินต่อไปคงไม่เหลือแม้แต่ซากศพ ดังนั้น เขาจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้

แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นนางเลียริมฝีปาก

ริมฝีปากที่แสนจะธรรมดา ถูกลิ้นสีชมพูเล็กๆ เลียผ่านเบาๆ

เสียง ‘ตูม’ ดังขึ้นเหมือนมีอะไรบางอย่างระเบิดขึ้นในสมองของเขา

หากบอกว่าก่อนหน้านี้เขาถูกจับใส่หม้อนึ่งจนมีควันลอยกรุ่นอยู่แล้ว ตอนนี้ลิ้นน้อยๆ ของนางก็ไม่ต่างอะไรกับฟืนที่สุมเข้าไปในกองไฟ ทำให้ไฟยิ่งลุกโชน

ไฟในอกของเขาลุกพรึบ เลือดในกายร้อนระอุ ร่างกายร้อนผ่าวราวกับจะระเบิด ลำคอแห้งผากเปล่งเสียงหอบหายใจหนักหน่วง

เขาอยาก...            

“ฉันเตือนคุณก่อนนะ อย่าเข้ามาเด็ดขาด ไม่งั้นฉันสู้ตายแน่ ขอเพียงคุณไม่เข้ามา ฉันจะให้เงินคุณ ให้เป็นสองเท่าเลย แค่คุณยอมปล่อยฉันไปเท่านั้น”

กู้จิ้งเห็นชายหนุ่มตรงหน้ายังคงจ้องเธอนิ่งราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเธอสักนิด แววตาของเขาดูเร่าร้อนราวกับอยากจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนลงท้องอย่างไรอย่างนั้น

ผู้ชายคนนี้อดอยากมากี่ปีแล้ว ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นผู้หญิงมาก่อนรึไง?

กู้จิ้งมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง เท้าค่อยๆ ขยับถอยหลังโดยไม่ให้เขารู้ตัว

เธอเคยได้ยินมานานแล้วว่า พวกนักค้ามนุษย์ชอบหลอกผู้หญิงมาขายที่หมู่บ้านชนบทห่างไกล คนในหมู่บ้านโง่เขลาไม่มีวัฒนธรรม ดังนั้นจึงมักจะจับผู้หญิงขังเอาไว้แล้วข่มเหงต่างๆ นานา จนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นมีลูกถึงได้ยอมเลิกรา ซ้ำร้ายชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ละแวกนั้นก็ยังช่วยกันปกปิดความจริงไม่ให้คนนอกรู้อีกด้วย

ซึ่งก็หมายความว่า หากหลงเข้ามาในปากเสือ ต่อให้มีปีกก็ยากจะบินหนีไปได้

กู้จิ้งย่อมไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองมีชะตากรรมเช่นนั้น เธอกวาดตามองไปรอบๆ ถึงได้รู้ว่าที่นี่คือสวนแตงที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง

แม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมผู้ชายบ้านนอกหยาบกร้านคนนี้ถึงได้พาเธอมาไว้ที่สวนแตง แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเวลาที่ท้องฟ้ามืดมิด รอบด้านไร้ผู้คนเช่นนี้ เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการหลบหนีมากที่สุด

ขอเพียงเธอสลัดหลุดจากผู้ชายคนนี้ได้ เธอจะต้องหาทางหนีไปจากหมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ได้แน่

กู้จิ้งจ้องผู้ชายคนนั้นตาเขม็งแล้วก้าวถอยหลังไปทีละก้าวๆ ทันใดนั้น เขาก็เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าหยาบกระด้าง

อะไรเนี่ย?

กู้จิ้งขมวดคิ้วพลางเงยหน้าขึ้นสำรวจผู้ชายร่างใหญ่แข็งแรงตรงหน้า

เขาพูดภาษาอะไรกันเนี่ย ทำไมไม่เข้าใจสักนิด

แต่ไม่นานนัก เธอก็เข้าใจ

ใช่แล้ว ที่นี่ต้องเป็นบ้านนอกที่ห่างไกลและล้าหลังเอามากๆ ผู้คนพูดภาษาถิ่น เธอก็เลยหลงคิดว่าเป็นภาษาต่างประเทศ

เรื่องนี้เธอมีประสบการณ์มาก่อน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลาที่รูมเมทของเธอโทรศัพท์หาพ่อแม่ก็มักจะพูดภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนภาษาต่างประเทศเหมือนกัน

“คุณพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ! คุณก็คงไม่เข้าใจที่ฉันพูดเหมือนกันใช่ไหม?” กู้จิ้งรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นตะโกนถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงสุภาพ สีหน้าสงบนิ่ง

“แต่ไม่เป็นไร เรายังเจรจากันได้”

กู้จิ้งกล่าวปลอบขวัญศัตรูพลางตั้งท่าจะวิ่งหนีไปให้ไกล

เธอไม่โง่ ย่อมรู้ดีว่าเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่องก็ไม่มีทางเอาชนะด้วยปัญญา ทางเดียวที่ทำได้คือหนี!

ผู้ชายคนนี้มีรูปร่างสูงใหญ่ร่างกายแข็งแรง หวังว่าเขาจะไม่ชอบวิ่งระยะไกลด้วยหรอกนะ

กู้จิ้งกลั้นหายใจแล้วเผ่นหนีไปข้างหน้าสุดชีวิต เสียงลมดังอื้ออึงอยู่ตรงข้างหู แต่เธอก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกัดฟันวิ่งต่อไปเรื่อยๆ

นี่คือการเดิมพันด้วยความเป็นความตาย หากวิ่งชนะผู้ชายคนนี้ได้ เธอก็จะมีชีวิตรอด

เธอไม่กล้าหยุดฟังเสียงเคลื่อนไหวที่ด้านหลังเสียด้วยซ้ำ

วิ่งไปๆ ทันใดนั้น กำแพงสีดำก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ร่างของเธอกระแทกเข้ากับมันอย่างแรงไม่ต่างจากถุงทรายที่ถูกขว้างลงบนพื้น ทำให้เธอหมุนคว้างไปหลายรอบก่อนจะล้มหน้าคว่ำลงไปกองกับพื้น

เธอพยายามฝืนยันร่างที่เหมือนจะหลุดออกเป็นชิ้นๆ ให้ลุกขึ้น แต่ก็เจ็บแปลบไปทั้งตัวจนแทบขยับไม่ไหว

ความสิ้นหวังผุดขึ้นในใจ กู้จิ้งอดคิดไม่ได้ว่าบนโลกนี้คงไม่มีใครดวงซวยยิ่งกว่าเธออีกแล้ว

ในยามคับขันที่ต้องหนีเอาชีวิตรอด เธอกลับสวมรองเท้าผ้าหลวมโพรก แค่นี้ยังไม่พอ ระหว่างที่วิ่งร้อยเมตร เธอยังพุ่งเข้าใส่ท่อนไม้ไม่ต่างจากกระต่ายโง่ๆ ในเรื่องเฝ้าต้นไม้รอกระต่ายอีกด้วย

จริงๆ แล้วแค่ชนตอไม้เธอก็ยังพอตะเกียกตะกายขึ้นมาวิ่งต่อได้ แต่โชคร้ายที่ข้อเท้าของเธอดันแพลงเสียนี่

คนที่มีสภาพไม่ต่างจากคนพิการเช่นเธอไม่มีทางวิ่งชนะผู้ชายตัวล่ำบึ้กคนนั้นได้แน่ ดูท่าเธอจะเหลือทางเลือกแค่ทางเดียวเท่านั้น เอาชนะด้วยปัญญา

เธอหันกลับไปมองด้านหลัง

ทันใดนั้นก็อดประหลาดใจไม่ได้

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้วิ่งตามมาเสียด้วยซ้ำ เขายังคงยืนมองเธออยู่ตรงจุดเดิม

พระจันทร์บนท้องฟ้าสาดแสงลงมาที่สวนแตง ทำให้เงาร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มเห็นเป็นเงาทอดยาว เสียงร้องของจิ้งหรีดดังขึ้นทางนั้นทีทางนี้ที เขายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง

ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มองเธอด้วยสายตาเยือกเย็นแบบนี้ ทำไมเขาถึงไม่ไล่ตามมา?

เขาแน่ใจว่าเธอจะหนีไม่พ้นงั้นหรือ?

เขาแน่ใจได้ยังไงว่าเธอจะหนีไม่พ้น?

กู้จิ้งคิดถึงตรงนี้ มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น

เธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่า เธอกู้จิ้งจะเอาชนะผู้ชายบ้านนอกโง่เขลาไร้ความรู้ไม่ได้!

ดังนั้นเธอจึงกระดิกนิ้วเรียกเขาแล้วส่งยิ้มไปให้ “คุณมานี่สิ”

แต่ผู้ชายคนนั้นกลับไม่เคลื่อนไหวสักนิด

หึ ใช้แผนแสร้งปล่อยเพื่อจับงั้นรึ? นายแน่ใจรึว่าฉันจะหนีไม่พ้น?

แต่คิดดูก็ใช่ ข้อเท้าของเธอแพลงไปแล้วจะหนียังไง เขาต้องมองออกแน่

คิดได้เช่นนี้ กู้จิ้งก็โบกมือเรียกผู้ชายคนนั้นแล้วส่งยิ้มไปให้อีก “คุณอยากเอาฉันไม่ใช่หรือ ได้ เข้ามาเลย”

บางทีอาจเป็นเพราะถ้อยคำยั่วยวนของกู้จิ้ง หรือไม่ก็ท่าทาง ในที่สุดผู้ชายคนนั้นก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ เขาดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย แต่จากนั้นก็ตัดสินใจเดินมาหาเธอ

ย่างก้าวของเขาเชื่องช้าแต่ทรงพลัง

กู้จิ้งเห็นแล้วยิ่งหงุดหงิด ใจคิดว่าผู้ชายคนนี้คงเห็นเธอเป็นแค่กระต่ายที่ไม่มีปัญญาหลบหนีก็เลยคิดจะหยอกเล่น รอจนเธอหมดหวังเมื่อไหร่ เขาก็จะลับมีดแล้วเชือดเธอกินสินะ

 

เพียงหญิงสาวผู้เย็นชาแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนเลียริมฝีปาก

เซียวเถี่ยเฟิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีสภาพไม่ต่างจากฝักถั่วที่ถูกตากแดดจนแห้งใกล้ระเบิดเต็มที ในขณะที่เขากำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้นั้นเอง จู่ๆ ก็ได้ยินหญิงสาวกล่าวคำพูดประโยคหนึ่ง

คำพูดประโยคนั้นทำให้เขาถึงกับตะลึงงัน

มันเป็นคำพูดที่เขาฟังไม่เข้าใจสักนิด แม้ว่าเขาจะเคยเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ เหยียบย่ำไปทั่วแผ่นดิน แต่เขาก็ไม่เข้าใจเลยว่านางกำลังพูดอะไร เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภาษาท้องถิ่นของที่ไหนมีส่วนคล้ายคลึงกับภาษาที่นางพูด

มันเป็นภาษาที่ไม่เหมือนกับภาษาถิ่นใดๆ ที่เขาเคยรู้จักมาก่อน

ทำไมถึงได้มีคนพูดภาษาแบบนี้นะ?

เซียวเถี่ยเฟิงเริ่มสงสัย ความรู้สึกแปลกๆ ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาที่ได้เห็นผู้หญิงคนนี้เป็นครั้งแรกผุดขึ้นในใจอีกครั้ง คงไม่ใช่ว่านางไม่ใช่คน แต่เป็นปีศาจหรอกนะ?

ยามดึกสงัด ในสวนแตงบนภูเขา เขาได้พบกับสตรีที่ทั้งเย็นชาทั้งมีเสน่ห์เย้ายวน หากไม่ใช่ปีศาจจะเป็นอะไรไปได้

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกสาวของครอบครัวดีๆ ครอบครัวไหนจะมาปรากฏตัวในสถานที่แบบนี้ ในเวลานี้?

เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับปีศาจในเขาเว่ยอวิ๋นที่เคยได้ยินมาสมัยเด็กผุดขึ้นในใจ

ระหว่างที่เขากำลังสงสัยอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูดกับเขาด้วยภาษาที่ฟังไม่เข้าใจอีก

เซียวเถี่ยเฟิงก้มหน้าลงมอง เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนน้ำเสียงที่พูดก็เย่อหยิ่งเย็นชา ราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาสักนิด

 

 

--------------------------------------------------

[1] อวัยวะเพศของเสือ

นางคิดจะยั่วยวนเขาอย่างนั้นรึ? (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ทั้งๆ ที่นางนั่งอยู่บนพื้น ส่วนเขากำลังยืน แต่นางก็ยังทำท่าราวกับเป็นคนที่เหนือกว่า

นางเป็นปีศาจที่เย่อหยิ่งมากๆ อย่างนั้นรึ?

เซียวเถี่ยเฟิงมองคิ้วบางของหญิงสาว ใจอดคิดอีกไม่ได้ว่า ใบหน้าที่แสนจะธรรมดานั้นดูมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างน่าประหลาด ร่างของเขาแข็งเกร็ง ทรวงอกเจ็บแปลบเพราะความปรารถนา

เขาต้องการนาง ต้องการจนเจ็บปวดไปหมด

หญิงสาวเอ่ยปากอีก น้ำเสียงของนางยังคงเย่อหยิ่งเหมือนเดิม แต่เซียวเถี่ยเฟิงกลับรู้สึกว่าเสียงนั้นช่างไพเราะเหลือเกิน ไพเราะราวกับดนตรีจากสรวงสวรรค์

เขาลังเล ที่แท้เขาควรทำตามสัญชาตญาณ ยอมเสี่ยงตายคว้าปีศาจจอมยั่วมากอดเอาไว้แล้วทำตามใจชอบโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น หรือควรข่มความปรารถนาแล้วเดินจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้?

ในตอนนั้นเอง เรื่องที่เขาไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

จู่ๆ นางก็ลุกพรวดแล้ววิ่งหนีไปทันที

ท่าวิ่งของนางดูประหลาดมาก ไม่สงบเสงี่ยมระมัดระวังเหมือนสตรีชาวต้าเจาทั่วไปที่เขารู้จัก

ท่าวิ่งของนางดูเปิดเผย สง่างามเหมือนกวางดาวที่กำลังโลดแล่นอยู่ท่ามกลางป่าเขา

ลมฤดูร้อนโชยมา ทำให้ผมยาวดำสนิทราวกับผ้าต่วนของนางปลิวสยายไปตามสายลม ผ้าสั้นเต่อซึ่งแทบปิดบั้นท้ายของนางเอาไว้ไม่ได้ นางดูราวกับไร้ตัวตน ขาขาวเรียวยาวทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอยู่ในอก ใจนึกอยากจะพุ่งไปรวบขาคู่นั้นไว้ แล้ว...แล้ว...

ระหว่างที่เขากำลังคิดเหลวไหลนั้นเอง เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เขาเห็นนางพุ่งไปหาตอไม้ที่ด้านข้างอย่างแรง

นางจะฆ่าตัวตายงั้นรึ?

อย่านะ!

เขาเกือบจะพุ่งไปขัดขวาง ปีศาจฆ่าตัวตายก็ตายได้เหมือนกันใช่ไหม?

แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่ตาย หลังจากกระแทกกับตอไม้ดังปัง นางก็ล้มลงไปกองกับพื้น

หญิงสาวที่นอนอยู่ตรงนั้นเหมือนจะหยุดคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นนางก็ผงกหัวขึ้นมามองเขา

ดวงตาทั้งคู่ของนางจ้องตรงมาที่เขา ราวกับคิดจะกระชากวิญญาณของเขาไป

ลูกกระเดือกของเขาขยับ แผงอกขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

ปีศาจตนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่ เขาเริ่มสงสัย

แต่ไม่นานนัก เขาก็เข้าใจ

นางคิดจะยั่วยวนเขาอย่างนั้นรึ?

เขาเห็นนางส่งยิ้มมาให้ แถมยังโบกมือเรียกเขาให้เดินไปหาอีกด้วย

รอยยิ้มของนางเยียบเย็น เย็นเหมือนกำลังดูแคลนทุกสิ่ง แต่มันน่าดูเหลือเกิน แม้กระทั่งดวงจันทร์บนท้องฟ้าก็ยังต้องหม่นหมองเมื่อเทียบกับรอยยิ้มของนาง

เซียวเถี่ยเฟิงลังเลขึ้นมาอีก เห็นชัดๆ ว่าปีศาจตนนี้คิดจะยั่วยวนเขา เขาควรจะเดินไปหานางดีหรือไม่

สมองของเขาคิดถึงเรื่องราวของปีศาจที่เคยได้ยินมาสมัยยังเด็กอีกครั้ง ปีศาจในภูเขายั่วยวนผู้ชายเพื่อดูดไอหยาง นับแต่นั้นมาผู้ชายคนนั้นก็จะป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น

ระหว่างที่เขายังตัดสินใจไม่ได้นั้นเอง ปีศาจก็กวักมือเรียกพลางส่งยิ้มมาให้อีก

เพียงนางยิ้ม สมองของเขาก็ว่างเปล่า ความคิดทั้งหมดปลิวหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในหัวใจและดวงตามีเพียงรอยยิ้มของนางเท่านั้น

ชั่วขณะนั้น ต่อให้ตรงหน้าคือภูเขาดาบทะเลเพลิง ต่อให้นางดูดไอหยางของเขาไปจริงๆ เขาก็ยอมรับ

ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจเดินไปหานาง

เขาเดินช้ามาก เดินไปก็คิดไปว่า เขาควรจะอุ้มปีศาจขึ้นมาแล้วบอกให้นางรู้ได้อย่างไรว่า...

เจ้าอยากได้ไอหยางใช่ไหม ได้ ข้าจะให้

ข้ายอมแพ้แล้ว

 

เมื่อ ‘ผู้ชายบ้านนอกโง่เขลาไร้ความรู้’ เซียวเถี่ยเฟิงตัดสินใจเดินมาหา ‘ปีศาจสาวจอมคร่าวิญญาณในยามค่ำคืน’ กู้จิ้งกำลังแอบวางแผนในขั้นต่อไป

เธอรู้ว่าจะต้องจัดการกับผู้ชายบ้านนอกคนนี้ให้ได้ก่อนถึงจะหนีรอดไปได้อย่างราบรื่น

แต่เธอเป็นผู้หญิงอ่อนแอ ส่วนฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง หากปะทะกันซึ่งๆ หน้า เธอไม่มีทางชนะแน่ มีแต่ต้องหาทางเอาชนะด้วยปัญญาเท่านั้น

จะเอาชนะด้วยปัญญาได้อย่างไรนะ?

กู้จิ้งจำได้ว่าตอนที่โผล่ออกมาจากกระเป๋าหนัง เธอเหมือนจะคลำโดนอะไรบางอย่างที่มีคม

เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอเคยโยนมีดผ่าตัดเล่มหนึ่งเข้าไปในกระเป๋า เธอจึงเดาว่ามันน่าจะเป็นมีดผ่าตัดเล่มนั้น

ตอนนี้เธอไม่มีเวลาไปสนใจว่ามีดผ่าตัดอะไรนั่นโผล่ออกมาได้อย่างไร เธอคิดเพียงแค่ว่าจะต้องรีบกลับไปที่กระเป๋าหนังสีดำใบนั้นแล้วหามีดผ่าตัดเล่มนั้นให้เจอ

ถึงตอนนี้เธอจะเป็นแค่แพทย์ทั่วไปตัวเล็กๆ แต่ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเป็นศัลยแพทย์มีชื่อในโรงพยาบาลชั้นแนวหน้า สามารถใช้มีดผ่าตัดได้อย่างคล่องแคล่ว ขอเพียงหามีดผ่าตัดเจอ เธอจะใช้มันจัดการกับตำแหน่งสำคัญของผู้ชายบ้านนอกคนนั้น แม้ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต แต่ก็ต้องทำให้เขาช่วยตัวเองไม่ได้อีก!

วางแผนเสร็จ เธอก็หันไปฉีกยิ้มแบบที่ทำให้มุมปากเป็นตะคริวพลางกวักมือเรียกผู้ชายบ้านนอกคนนั้น

“พี่ชาย มานี่สิ ฉันไม่หนีหรอก ถ้าคุณอยากเอาฉันทำเมีย ฉันยอมก็ได้นะ ฉันจะเชื่อฟัง คุณอยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของเธอ ดวงตาที่จ้องตรงมาที่เธอเปี่ยมด้วยแววเร่าร้อนหื่นกระหาย หึ ดูท่าจะไม่เคยเห็นผู้หญิงมาแปดชาติสินะ!

เธออดแค่นยิ้มไม่ได้ ดูท่าวันนี้คงมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก

ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เงาร่างสูงใหญ่บดบังร่างของเธอเอาไว้ ทำให้เธอมองไม่เห็นแสงจันทร์ตรงหน้าอีก

เธอเงยหน้าขึ้นเอียงคอมองเขา

จริงๆ แล้วผู้ชายคนนี้มีหน้าตาไม่เลวเลย เครื่องหน้าคมเข้ม จมูกโด่งคล้ายชนชั้นสูงชาวกรีก ริมฝีปากบางเซ็กซี่ ผมที่รวบเอาไว้ด้านหลังมีกลิ่นอายแบบโบราณ แผงอกแกร่ง เอวสอบแข็งแรง จุ๊ๆๆ หากที่นี่ไม่ใช่ป่ารกร้าง เธอคงสงสัยว่าเขาเป็นดาราดังระดับซูเปอร์สตาร์แน่!

หากเจอกันด้วยวิธีอื่น จะให้เธอกุ๊กกิ๊กกับเขาสักรอบก็ไม่มีปัญหา

แต่เรื่องนี้พัวพันถึงคดีลักพาตัวและค้ามนุษย์ เธอยอมตายก็จะไม่ยอมถูกลบหลู่เด็ดขาด!

“พี่ชาย อุ้มฉันหน่อยสิ ขาของฉันแพลง” เธอยื่นแขนไปข้างหน้าเหมือนจะขอให้อุ้ม

ข้อเท้าแพลง เธอต้องพยายามรักษากำลังเอาไว้ และต้องทำให้ผู้ชายคนนี้คลายความระวังให้ได้ ดังนั้น ใช้แผนเสนอตัวก่อนดีกว่า

ผู้ชายเซ็กซี่แบบนี้ คลอเคลียด้วยก็ไม่ขาดทุน

ถึงเขาจะฟังคำพูดของเธอไม่เข้าใจ แต่ก็คงเข้าใจความหมายสินะ เพราะร่างของเขาแข็งเกร็งขึ้นมาทันที

เอ๋? ยังไม่ขยับอีก? อดทนเก่งขนาดนี้เชียว?

กู้จิ้งเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อีก ให้เวลาเขาคิดหน่อยก็แล้วกัน เธอไม่เชื่อหรอกว่าผู้ชายที่กำลังหื่นกระหายเต็มที่คนนี้จะยอมปล่อยโอกาสเอาเปรียบเธอให้หลุดมือไป!

ไม่ผิดจากที่คาด ผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็ก้มลงช้าๆ ด้วยท่าทางเกร็งๆ แขนแข็งแรงทั้งคู่ยื่นออกมาแตะเอวของเธอ จากนั้นก็อุ้มเธอขึ้นไปกอดเอาไว้

ความรู้สึกที่ร่างลอยขึ้นไปกลางอากาศทำให้กู้จิ้งไม่ค่อยคุ้นชินนัก แต่ไม่นานนักเธอก็ปรับตัวได้

ผู้ชายคนนี้มีแรงมาก ร่างกายก็แข็งแรงเหมือนวัว เขาจึงสามารถอุ้มเธอได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มใบไม้

บั้นท้ายของกู้จิ้งแนบชิดกับท่อนแขนของเขา แขนของเขามีกล้ามเป็นมัดแข็งเหมือนหิน เห็นได้ชัดว่าเป็นท่อนแขนของคนที่ทำงานหนักเป็นประจำ ไม่ใช่ได้มาจากฟิตเนส ร่างท่อนบนของเธอซบแนบแผงอกซึ่งกำลังขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เธอถึงกับได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นตุบๆ เสียด้วยซ้ำ

ดูท่าผู้ชายคนนี้กำลังจะทนไม่ไหวแล้ว!

ดีมาก!

ย่างก้าวของเขาเชื่องช้าแต่มั่นคง กู้จิ้งรู้สึกว่าถูกเขาอุ้มเดินไปแบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน

เดินไปครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ไปหยุดอยู่ตรงตำแหน่งที่กระเป๋าหนังใบนั้นตกอยู่

กู้จิ้งเตรียมตัวเอาไว้แล้ว เธอรีบหันไปทางกระเป๋าหนังสีดำใบนั้นพลางทำท่าชี้โบ๊ชี้เบ๊เหมือนจะบอกว่า นั่นเป็นกระเป๋าของฉัน เอากลับไปที่บ้านด้วย!

ชายหนุ่มหยุดชะงัก จากนั้นจึงก้มลงมองกู้จิ้งก่อนจะหันไปมองกระเป๋าหนังสีดำบนพื้น

กู้จิ้งเห็นแววลังเลในดวงตาของเขา เธอจึงรีบยิ้มให้ เขย่าแขนเขาแล้วก็บิดตัวไปมา

ในที่สุด ผู้ชายคนนั้นก็เหมือนจะเข้าใจความหมายของเธอ เขาจึงเก็บกระเป๋าหนังสีดำใบนั้นขึ้นมา

กู้จิ้งผิดหวังอยู่บ้าง เธอคิดว่าเขาจะปล่อยเธอ คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ปล่อย แต่กลับเก็บกระเป๋าขึ้นมาเอง

แต่ไม่เป็นไร พอเห็นผู้ชายคนนั้นเก็บกระเป๋าขึ้นมา เธอก็รีบเอื้อมมือไปแย่งมันมาแล้วล้วงมือเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

มีของมีคมอยู่ในนั้นจริงๆ!

มันคือมีดผ่าตัดของเธอ!

ดีมาก!

มีมีดผ่าตัดอยู่ในมือ เธอก็มีกำลังใจขึ้นมาทันที กู้จิ้งบิดข้อมือครั้งหนึ่ง คมมีดเปล่งประกายวาววับเห็นเป็นเงาดุจสายฟ้า

คอยดูเถอะ!

กู้จิ้งตวัดมีดใส่แขนของชายหนุ่ม

มีดของเธอไม่ทำให้เส้นเลือดและเส้นเอ็นของเขาเสียหาย ทว่าต้องทำให้เขาปล่อยเธอได้แน่

แต่คิดไม่ถึงว่า แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอ ซ้ำยังรัดร่างของเธอเอาไว้แน่น แน่นจนเธอเจ็บ เจ็บเหมือนกระดูกจะแหลกเป็นชิ้นๆ!

กู้จิ้งขมวดคิ้วแน่นพลางพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ในใจนึกแค้นนัก ใจคิดว่าฉันอุตส่าห์คิดจะเหลือแขนขาไว้ให้นาย แต่ในเมื่อนายลงมืออำมหิตแบบนี้ อย่ามาโทษว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน!

ทันใดนั้นเธอก็ตวัดมีดเข้าใส่เส้นเลือดตรงข้อมือของชายหนุ่มอีก

ครั้งนี้เธอลงมือด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แถมยังเลือกตำแหน่งสำคัญ

มือของเขาต้องพิการแน่

แต่สุดท้ายกู้จิ้งก็คำนวณพลาด

ผู้ชายคนนั้นเคลื่อนไหวเร็วมาก มากจนเธอคาดไม่ถึง

เพียงพริบตาเดียว มีดของเธอก็ถูกเขาแย่งไป หญิงสาวซึ่งไม่มีมีดในมือยังไม่ทันได้ตื่นตระหนก ลำคอก็ถูกอีกฝ่ายบีบเอาไว้แน่น

สวยเหลือเกิน (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ลมฤดูร้อนโชยมา ทำให้กระโปรงสั้นของเธอเปิดขึ้น

เสียงหมาเห่าดังมาจากหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก ทำให้สัตว์ในป่าซึ่งไม่รู้ว่าเป็นตัวอะไรพลอยส่งเสียงคำรามตามไปด้วย

แตงซึ่งสุกเต็มที่ในสวนส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล

แววตาคมกริบเยียบเย็นของชายหนุ่มจ้องหน้ากู้จิ้งเขม็งด้วยความโกรธ

เขาส่งเสียงคำรามแหบต่ำออกมาจากลำคอ จากนั้นก็กล่าวคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง

กู้จิ้งฟังไม่เข้าใจ แต่เธอรู้ว่าคราวนี้ตัวเองคงไม่มีทางรอดแล้ว ไม่มีทางรอดแล้วจริงๆ

เธอหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง

แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ นิ้วของชายหนุ่มที่กุมรอบลำคอของเธอเอาไว้ก็แข็งค้างอยู่กับที่

กู้จิ้งสังเกตเห็นทันที พอลืมตามองด้วยความประหลาดใจ เธอก็พบว่าเขากำลังมองท้องฟ้าด้วยสายตาแปลกประหลาด

เธอเงยหน้าขึ้นมองบ้าง

บนท้องฟ้ามืดมิดนั้นมีพระจันทร์สีเลือดลอยเด่น

จันทรุปราคาเต็มดวงสีเลือด?

สีหน้าของกู้จิ้งเปลี่ยนไปทันที

 

ตอนที่เซียวเถี่ยเฟิงค่อยๆ เดินตรงไปหาปีศาจสาวทีละก้าวๆ

เขารู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงบรรเลงเพลง ‘สายลมพัดผ่าน แม่น้ำอี้สุ่ยเย็นยะเยือก[1]’ ดังขึ้นตรงข้างหู ทั้งที่รู้ว่าตรงหน้าคือปีศาจสาว ทั้งที่รู้ว่านางมีเจตนาไม่ดี แต่เขาก็ยังคงเดินตรงไปหานาง

ทั้งหมดเป็นเพราะแววตาของนางที่มองเขา มันเยือกเย็นเหมือนแสงจันทร์ น่าหลงใหลเหมือนสุรารสร้อนแรง เพียงมองแวบเดียว เขาก็ถอนตัวไม่ได้อีก

เขาเดินช้ามาก มากจนเหมือนกับกำลังเดินไปสู่จุดจบของชีวิต

ท้ายที่สุดเมื่อเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง เขาก็เห็นปีศาจสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสำรวจตรวจตรา

นางเป็นปีศาจที่แปลกประหลาดเอามากๆ ทั้งที่ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้ม แถมรอยยิ้มนั้นยังงดงามจนทำให้ผู้คนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ร่างที่แข็งแกร่งปานเหล็กของเขาอ่อนปวกเปียก แต่แววตาของนางกลับยังคงเยือกเย็น

นางมองเขาด้วยสายตาสงบนิ่ง ความหมายของสายตานั้น เซียวเถี่ยเฟิงพอจะเดาได้บ้าง นางคงกำลังประเมินเนื้อบนร่างของเขาว่าชิ้นไหนอร่อย ชิ้นไหนไม่อร่อยสินะ?

หรือไม่ก็คงกำลังประเมินไอหยางบนร่างของเขาว่าคุ้มค่าพอที่จะลงมือหรือไม่?

ปีศาจสาวประเมินอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยื่นมือออกมา

แขนขาวผ่องทั้งสองข้างซึ่งไม่มีผ้าปกปิดสักนิดยื่นตรงมาหาเขา ดูท่าคงอยากให้เขาอุ้ม? นางคิดว่าเขามีไอหยางมากพอ?

ร่างของเซียวเถี่ยเฟิงแข็งเกร็งเหมือนธนูที่ถูกเหนี่ยวจนสุดสาย เกร็งจนเขาคิดว่าร่างของตัวเองกำลังจะระเบิด

เขาสูดหายใจลึกพลางพยายามควบคุมหัวใจที่กำลังเต้นแรงสุดความสามารถ จากนั้นจึงก้มลงอุ้มปีศาจสาวขึ้นมาด้วยท่าทางเกร็งๆ

ร่างของปีศาจสาวอ่อนนุ่มมาก ซ้ำยังร้อนผ่าว ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอีก

แต่เขารู้ว่าในเวลาเช่นนี้จะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ จะปล่อยให้มีอะไรผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด

เขาตั้งท่าจะอุ้มนางกลับไปที่เพิง เพราะในเพิงมีเสื่ออยู่ผืนหนึ่ง

เสื่อผืนนั้นจะเป็นสนามรักของเขากับนางในคืนนี้ และคงเป็นสถานที่ที่เขาต้องจบชีวิตลงด้วย

เขารู้ดีว่ากินอาหารมื้อนี้แล้ว ไม่เพียงแต่ไม่มีมื้อต่อไป แต่ยังอาจไม่มีชีวิตเหลืออยู่อีกด้วย

เขาก้มลงมองปีศาจสาวในอ้อมกอดนิ่งพลางใช้ท่อนแขนแข็งเกร็งกอดกระชับร่างนางให้แน่นขึ้น จากนั้นจึงเดินย้อนกลับไปที่เพิงทีละก้าวๆ

เขายังคงเดินด้วยฝีเท้าที่ช้ามากๆ มากจนเหมือนกำลังเดินไปสู่จุดสุดท้ายของชีวิต

เขาบอกตัวเองไม่ให้มองปีศาจสาว สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า แต่กลับใช้กล้ามเนื้อทุกมัดบนแผงอกท่อนแขนและหน้าท้องสัมผัสถึงตัวตนของนาง

ปีศาจสาวหอมมาก

ปีศาจสาวนุ่มมาก

ปีศาจสาว...เปล่าเปลือย

ความคิดทั้งหมดในหัวใจในดวงตาในร่างกายในเส้นผมในเส้นเลือดของเขาล้วนมีแต่ปีศาจสาวเท่านั้น

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ปีศาจสาวที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ขยับ

เขาก้มลงมอง

ปีศาจสาวชี้อะไรบางอย่างที่อยู่บนพื้น

เขามองไปก็พบว่าเป็นถุงหนังสีดำใบหนึ่ง

เขาจำได้แล้ว ปีศาจสาวคลานออกมาจากถุงหนังสีดำใบนี้

ดังนั้น นางเป็น...ปีศาจงู? แถมยังเป็นปีศาจงูดำ?

ปีศาจสาวเอ่ยปากพูดภาษาปีศาจที่เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด

เขาจ้องถุงหนังสีดำตาเขม็งก่อนจะหันไปมองปีศาจสาว

นาง...อยากได้หนังงูของตัวเองอย่างนั้นรึ?

ปีศาจสาวเริ่มหงุดหงิด จากนั้นก็เริ่มพูดภาษาปีศาจอีกรอบพลางบิดตัวไปมา

พอนางขยับ เขาก็ทนไม่ได้อีก

เซียวเถี่ยเฟิงส่งเสียงครางแหบต่ำอย่างสิ้นความอดทน เขากัดฟันแน่นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพลางออกแรงกอดปีศาจสาวแน่นขึ้น จากนั้น เขาก็ใช้เท้าเกี่ยวถุงหนังสีดำใบนั้นขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ

ในตอนนั้นเอง ปีศาจสาวในอ้อมกอดก็เริ่มลงมือ

นางแย่งถุงสีดำในมือเขาไปอย่างรวดเร็ว

ชั่วขณะนั้น ในสมองของเขามีแค่ความคิดเดียวเท่านั้น จะปล่อยให้ปีศาจสาวมุดกลับเข้าไปในหนังงูของนางไม่ได้เด็ดขาด!

มือเนียนนุ่มของปีศาจสาวล้วงเข้าไปในถุงหนัง เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว หางตาก็เหลือบไปเห็นประกายคมปลาบเยียบเย็นของอะไรบางอย่าง

นี่คือ?

เซียวเถี่ยเฟิงตั้งท่าจะเอื้อมมือไปจับมือนางไว้ แต่นางเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก

ทันใดนั้นคมมีดก็แทงเข้าใส่ข้อมือของเขา ทำให้เลือดไหลออกมาไม่หยุด

ปีศาจสาว...จะฆ่าเขา?

เลือดร้อนระอุในร่างของเซียวเถี่ยเฟิงค่อยๆ เย็นลง สมองซึ่งมึนงงไปเพราะถูกความปรารถนาครอบงำเริ่มตั้งสติได้ มือเท้าแข็งเกร็งกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง

ปีศาจสาวไม่ได้คิดจะดูดไอหยางของเขา ไม่อยากดื่มเลือดของเขา นางแค่อยากปลิดชีวิตของเขาเท่านั้น

ความเสียใจผุดขึ้นในอกของเซียวเถี่ยเฟิง แต่หลังจากนั้น ความโกรธแค้นที่ถูกหลอกก็เข้ามาแทนที่

ชีวิตนี้ เขาได้พบเห็นจิตใจที่น่าชิงชังของมนุษย์มาไม่น้อย ทั้งยังเคยประสบพบเจอเหตุการณ์ที่น่ารังเกียจมาก็มาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ถึงความคับแค้นใจเพราะถูกหลอก ได้รับรู้ถึงอันตรายและความโหดร้ายบนโลก

นางหลอกเขา จริงๆ แล้วนางไม่ได้คิดจะทำเรื่องนั้นสักนิด!

ความโกรธแค้นนี้ทำให้ในใจเขาคิดเพียงแค่ว่า จะปล่อยให้นางหนีไปไม่ได้

เขารัดร่างปีศาจสาวไว้แน่น

เขากลัวนางจะหนีไป

แต่ปีศาจสาวก็คือปีศาจสาว เพราะนางใช้มีดเล่มนั้นแทงเขาอีกรอบจากมุมที่คาดไม่ถึง

พอเห็นเลือด เขาก็กลายสภาพไปเป็นเสือดาวบาดเจ็บซึ่งกำลังโกรธแค้นสุดขีด

เขายังไม่ได้คิดเสียด้วยซ้ำว่าควรทำอะไรต่อไป มือที่แข็งแรงปานคีมเหล็กเพราะผ่านการฝึกฝนมานานก็ยื่นออกไปแย่งมีดของนางมาแล้วกุมลำคอของนางเอาไว้แน่น

ลำคอบอบบางของปีศาจสาวตกอยู่ใต้อุ้งมือของเขา เซียวเถี่ยเฟิงหอบหายใจหนักก่อนจะกัดฟันกล่าวว่า “นางปีศาจ วันนี้ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปทำร้ายใครอีกแน่!”

สิ้นเสียงคำรามต่ำ ความโกรธแค้นของเขาก็เหมือนจะเลือนหายไปในชั่วพริบตา เขาสูดหายใจลึกติดๆ กันหลายครั้ง พยายามบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง

ในสวนแตงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงถี่กระชั้นของเขาเท่านั้น

หมาสีเหลืองตัวใหญ่ของบ้านหวังซานเริ่มส่งเสียงเห่าขึ้นมาอีก หมาป่าในป่าลึกก็พลอยส่งเสียงหอนตามไปด้วย

เส้นผมงดงามของนางปลิวสยายอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าในยามค่ำคืน ผ้าบางๆ บนร่างเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าท่อนล่างยิ่งไม่อาจบดบังอะไรได้อีก

เซียวเถี่ยเฟิงก้มลงมองปีศาจสาวซึ่งตกอยู่ในกำมือของตัวเอง หัวใจเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง

ปีศาจสาวสวยเหลือเกิน

ปีศาจสาวที่สวยเช่นนี้ เขาควรฆ่าหรือไม่ควรฆ่า?

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ทันใดนั้น เขาก็ได้เห็นภาพที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

พระจันทร์สีเลือด

 

พอกู้จิ้งเงยหน้าขึ้นเห็นพระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้า สมองของเธอเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย

เธอถึงกับเริ่มสงสัยว่า ตัวเองจำอะไรผิดไปหรือเปล่า?

จำได้ชัดๆ ว่าตอนอยู่ที่บ้าน เธอได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นที่ด้านนอก จากนั้นก็เห็นพระจันทร์สีเลือดที่นอกหน้าต่าง เธอคิดจะลุกไปดู แต่จู่ๆ ก็เดินสะดุดหน้าคว่ำลงไปในกระเป๋า แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีก

จากการคาดเดา เธอคิดว่าตัวเองน่าจะถูกจับมาเรียกค่าไถ่หรือไม่ก็ถูกจับมาขายที่เขตภูเขาห่างไกลล้าหลังแห่งนี้

แต่หากเป็นแบบนี้ วันที่เกิดจันทรุปราคาสีเลือดก็น่าจะผ่านไปหลายวันแล้ว

พระจันทร์สีเลือดแบบนี้ไม่ใช่วันนี้มีพรุ่งนี้ก็จะมีเสียหน่อย มันเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่หลายร้อยปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง

ถ้าอย่างนั้น พระจันทร์สีเลือดที่เธอเห็นในตอนนี้เป็นดวงเดียวกับที่เธอเห็นก่อนจะถูกจับตัวมาหรือเปล่า? ถ้าเป็นดวงเดียวกัน อยู่ดีๆ เธอมาโผล่ที่ชนบทห่างไกลรกร้างแบบนี้ภายในชั่วพริบตาเดียวได้อย่างไร?

แต่ถ้าไม่ใช่ดวงเดียวกัน เวลานี้ห่างจากวันที่เธอถูกจับตัวมากี่วันแล้วกันแน่?

หรือว่า...นักดาราศาสตร์เข้าใจผิด จริงๆ แล้วพระจันทร์สีเลือดมีฝาแฝด วันนี้มี อีกไม่กี่วันก็จะมีอีกรอบ?

ในขณะที่กู้จิ้งกำลังงุนงงอยู่นั้นเอง จู่ๆ ผู้ชายที่บีบคอเธอเอาไว้ก็ปล่อยมือเสียเฉยๆ

เธอไอติดๆ กันหลายครั้งก่อนจะทรุดลงนั่งบนพื้นอย่างอ่อนแรง

จริงๆ แล้วพระจันทร์สีเลือดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอสักนิด จะมีพระจันทร์สีเลือดดวงเดียวหรือสองดวงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ประเด็นสำคัญคือเธอจะหนีให้พ้นเงื้อมมือผู้ชายบ้านนอกหยาบกร้านท่าทางโหดเหี้ยมคนนี้ได้อย่างไรต่างหาก

 

 

----------------------------------------------------

[1] เป็นลำนำที่จิงเคอเอื้อนเอ่ยก่อนจะไปลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้ ประโยคเต็มคือ สายลมพัดผ่าน แม่น้ำอี้สุ่ยเย็นยะเยือก ผู้กล้าไปแล้วไม่หวนคืน

ผู้ชายบ้านนอกหน้าโง่ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

กู้จิ้งเงยหน้าขึ้นมอง ถึงตอนนี้เธอถึงได้พบว่าการโจมตีครั้งที่สองของเธอโดนเป้าหมาย ยามนี้บนท่อนแขนและข้อมือของเขาชุ่มไปด้วยเลือด เลือดสีแดงสดไหลลงมาตามท่อนแขนก่อนจะหยดลงบนพื้นสวน

สายลมเย็นในภูเขาโชยผ่านมา เสียงหอนน่าสะพรึงกลัวของหมาป่าดังขึ้นอีกครั้ง กู้จิ้งมองเลือดซึ่งกำลังหยดลงบนพื้นติ๋งๆๆ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้า...

แม้เธอจะเป็นหมอที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางชิ้นส่วนอวัยวะแช่ฟอร์มาลินในคณะแพทยศาสตร์ แต่ยามนี้ก็ยังอดหวาดผวาไม่ได้

เมื่อหมอที่เชื่อมั่นในแนวคิดวัตถุนิยมมาร์กซิสมาเจอกับสถานการณ์ที่ทั้งอันตรายทั้งแปลกประหลาดเช่นนี้ เธอจะทำอะไรได้ เธอควรจะทำอย่างไร?

กู้จิ้งตัวสั่น ตามองผู้ชายตรงหน้าอย่างระแวดระวัง

เขาถูกเธอทำร้ายแบบนี้ คงไม่ได้คิดจะฆ่าเธอ หรือไม่ก็ข่มขืนก่อนแล้วค่อยฆ่าหรอกนะ? ตอนนี้ข้อเท้าของเธอแพลง มีดก็ไม่มี แถมฝ่ายตรงข้ามยังดูทรงพลังน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ เธอมีสิทธิ์ถูกฆ่าหมกสวนแตงได้ง่ายๆ เลย!

ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ก้มลงมาอุ้มร่างของเธอขึ้นไปกอดเอาไว้

กู้จิ้งตั้งท่าจะดิ้น ทว่าคิดๆ ดูก็ยอมอยู่เฉยๆ แต่โดยดี

ดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า

สิ่งที่เธอควรทำในตอนนี้คือคิดว่า... อีกสักเดี๋ยวในจังหวะที่คลุกวงในกันเธอควรจะทำอย่างไรเพื่อปกป้องตัวเองให้มากที่สุด และต้องอย่าลืมว่าจบเรื่องแล้วต้องกินยาคุมฉุกเฉิน ป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ขึ้นมา

ชายหนุ่มอุ้มเธอเดินไปที่เพิง เพิงนั้นเตี้ยมาก เขาจึงต้องค้อมกายมุดเข้าไป

พอเขาก้มลง คางของเขาก็สัมผัสโดนจมูกของเธอ

ริมฝีปากบางของเขาเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ดูไม่ค่อยเข้ากับภาพลักษณ์ของผู้ชายหยาบกร้านไม่มีความรู้เช่นเขาสักเท่าไหร่

จมูกของเขาโด่งเหมือนเคยทำศัลยกรรมมาก่อน

ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาสัมผัสกับแก้มของเธอเบาๆ

ในยามคับขันเช่นนี้ กู้จิ้งยังมีอารมณ์คิดเรื่องเหลวไหลอย่างไม่น่าเชื่อ ‘ถ้าเล็มเคราบนคางของเขาให้ดีแล้วตัดผมยาวๆ ให้เป็นทรงเสียหน่อย เขาคงจะดูไม่เลวเลย’

แน่นอน ถึงตอนนี้เขาจะดูสกปรกซกมกแต่ก็ดูเซ็กซี่แบบเถื่อนๆ เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของลูกผู้ชาย

กู้จิ้งกำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเอง จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบตรงบั้นท้าย เธอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเขาวางเธอลงบนพื้นแล้ว

จริงๆ ก็ไม่ใช่พื้นดินหรอก พูดให้ถูกต้องบอกว่าวางลงบนเสื่อที่ปูไว้บนพื้น

มันเป็นเสื่อขาดๆ ที่ดูก็รู้ว่าเก่ามากแล้ว

หลังจากวางกู้จิ้งลงบนเสื่อ เขาก็เดินออกไปข้างนอกอีก

กู้จิ้งอดคาดเดาไปต่างๆ นานาไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้อเท้าของเธอแพลง คิดหนีเป็นเรื่องยาก เธอจึงหันไปกวาดตามองสำรวจเพิงแห่งนี้แทน

บนเสื่อมีเสื้อคลุมสีครามที่ถูกซักจนซีดโยนทิ้งไว้ตัวหนึ่ง

ด้านข้างมีน้ำเต้าซึ่งมีเชือกห้อยอันหนึ่ง เคียวที่ถูกลับไว้จนคมกริบเล่มหนึ่ง และถุงผ้าใบหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะมีมันฝรั่งอยู่หลายหัว

หลังจากสำรวจดูรอบหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นก็กลับเข้ามา

ร่างสูงใหญ่แข็งแรงของเขามุดเข้ามาในเพิงซึ่งเห็นได้ชัดว่าเตี้ยกว่าตัวของเขามาก จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอ

กู้จิ้งก้มลงมองก็พบว่าในมือของเขามีพืชสีเขียวๆ อยู่หลายต้น ดูเหมือนกับยาสมุนไพร?

เมื่อก่อนกู้จิ้งเคยเรียนวิชาแพทย์แผนจีนมาบ้าง จึงพอจะมองออกว่าในจำนวนพืชเหล่านั้นมีเป้าซู่เหลียนซึ่งมีสรรพคุณช่วยห้ามเลือด, ลดอาการบวม, ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก, แก้ฟกช้ำอยู่ด้วย

ดวงตาของเธอเปล่งประกายวูบ ใจคิดว่าควรทำอย่างไรถึงจะได้มันมาประคบข้อเท้าของตัวเอง

คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เขาจะเอาเป้าซู่เหลียนใส่ปากเคี้ยวๆๆ จากนั้นเขาก็ยื่นมือข้างหนึ่งมากุมเท้าของเธอไว้ก่อนจะคายเป้าซู่เหลียนออกมาพอกลงบนข้อเท้าของเธอ

อ๊าๆๆๆ

กู้จิ้งเบิกตามองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ

เป้าซู่เหลียนมีสรรพคุณช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี, แก้ฟกช้ำก็จริง แต่อย่าใช้วิธีหยาบคายป่าเถื่อนแบบนี้จะได้ไหม แถมเขายังใช้ปาก... เขาแปรงฟันก่อนหรือเปล่า บ้วนน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนหรือเปล่า...

ยังมีมือที่จับเท้าของเธอเอาไว้ก็แข็งยังกับคีมเหล็ก หนีบจนเธอเจ็บเท้าจะตายอยู่แล้ว!

เธอคิดว่าถึงข้อเท้าของเธอจะโชคดีถูกวิธีป่าเถื่อนแบบนี้รักษาจนหายได้ แต่กระดูกเท้าก็อาจจะแหลกเป็นผุยผงแทน!

ระหว่างที่เธอกำลังมองเขาด้วยความงุนงงอยู่นั้นเอง ในที่สุดเขาก็ยอมเมตตาปล่อยเท้าของเธอเสียที

พอได้รับอิสระ กู้จิ้งก็เอื้อมมือไปลูบเท้าที่น่าสงสารของตัวเองน้ำตาคลอ ใจคิดว่าคราวนี้ดวงซวยจริงๆ

ชายหนุ่มดูเหมือนจะสังเกตเห็นท่าทางน่าสงสารของกู้จิ้งเช่นกัน เขาจึงเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง

กู้จิ้งฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็พอจะเดาได้

เขาคงกำลังพูดว่า “ขอเพียงเธอยอมเป็นเมียของฉันแต่โดยดี มีลูกชายอวบอ้วนให้ฉันหลายๆ คน ฉันจะดีต่อเธอ”

แต่เธอจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเด็ดขาด

ระหว่างที่กู้จิ้งกำลังคิดเช่นนี้ เขาก็เริ่มทำแผลให้ตัวเอง วิธีที่เขาทำแผลให้ตัวเองดูป่าเถื่อนยิ่งกว่าที่ทำให้เธอเสียอีก แค่พอกยาแล้วฉีกผ้าชิ้นหนึ่งจากกางเกงมาพันๆๆ แขน เท่านี้ก็เรียบร้อย

กู้จิ้งซึ่งมองดูอยู่ด้านข้างเริ่มใช้ความคิดเงียบๆ

ถึงผู้ชายคนนี้จะดูหยาบกร้านล้าหลังโง่เง่า แถมยังเป็นพวกบ้ากามชอบใช้ความรุนแรงที่ไม่เคยเห็นผู้หญิงมาแปดชาติ แต่ดูๆ แล้วเนื้อแท้ของเขาก็ไม่ใช่คนไม่ดี

อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้คิดจะมีอะไรกับเธอในช่วงที่ข้อเท้าของเธอยังบวมเหมือนลูกซาลาเปาแบบนี้

ดังนั้น โจรก็มีจรรยาบรรณของโจร นี่คือผู้ชายหยาบกร้านล้าหลังโง่เง่าที่ยังพอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้าง

“@#$%&*@#$%” ผู้ชายบ้านนอกหน้าโง่เอ่ยปากพูดกับกู้จิ้งอีก จากนั้นก็เปิดน้ำเต้าออกดื่มน้ำก่อนจะโยนมาให้เธอ

กู้จิ้งหยิบน้ำเต้าขึ้นมามองเข้าไปด้านใน จากนั้นก็หลับตาดื่มลงไปบ้าง

อดทนต่อความอับอายและยากลำบาก รักษากำลังเอาไว้ หาทางหลบหนีไปให้ได้ เธอพร่ำบอกตัวเองในใจ

ฝืนดื่มน้ำลงไปหลายอึก เช็ดปากเสร็จ ผู้ชายบ้านนอกหน้าโง่หยาบกร้านคนนั้นก็เอนกายลงบนเสื่อ หันหลังให้เธอแล้วหลับไปทันที

เขาใช้พื้นที่เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเสื่อ ดูท่าคงคิดจะเหลือพื้นที่อีกครึ่งหนึ่งให้เธอ

กู้จิ้งนั่งอยู่บนเสื่อพลางใช้สมองครุ่นคิดรอบหนึ่ง จากนั้นจึงเลือกมุมที่มีรูโหว่น้อยที่สุดล้มตัวลงนอนอย่างระมัดระวัง

เพิงแห่งนี้ซอมซ่อมากจนสามารถมองลอดรูโหว่บนหลังคาขึ้นไปเห็นดวงดาว รวมทั้งพระจันทร์สีเลือดซึ่งกำลังจะกลับคืนสู่สภาพเดิมบนท้องฟ้าดวงนั้นได้

เธอนอนอยู่ในเพิงที่ไม่คุ้นเคย ข้างกายคือชายหนุ่มซึ่งมีกลิ่นฮอร์โมนฟุ้งกระจาย กู้จิ้งพยายามข่มตาให้หลับ

ในใจท่องคำว่า ‘อดทนต่อความอับอายและยากลำบาก รักษากำลังเอาไว้ หาทางหลบหนีไปให้ได้’ ซ้ำเป็นรอบที่หนึ่งร้อย

 

พอเซียวเถี่ยเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเห็นพระจันทร์สีเลือด

จู่ๆ เขาก็นึกถึงช่วงที่นั่งรับลมอยู่ใต้ต้นหลิวในฤดูร้อนพลางฟังตาเฒ่าซุนซึ่งมีอายุมากที่สุดในหมู่บ้านเล่านิทานให้ฟังสมัยยังเด็ก ตาเฒ่าซุนบอกว่าในเขาเว่ยอวิ๋นมีปีศาจตนหนึ่งซ่อนอยู่ ปกติมันจะบำเพ็ญตบะอยู่ในภูเขา หลายร้อยปีถึงจะออกมาสักครั้ง

หากนางออกจากภูเขามาที่หมู่บ้านเมื่อไหร่ ผู้ชายคนแรกที่พบจะถูกนางเลือกเป็นสามีแล้วพากลับไปอยู่ที่ถ้ำ

ผู้ชายคนนั้นจะถูกกักขังเอาไว้ให้ใช้ชีวิตอยู่เป็นเพื่อนปีศาจสาวในป่าจนกระทั่งพลังชีวิตเหือดแห้ง ร่างกายผ่ายผอมจนเหลือแต่โครงกระดูก ปีศาจสาวถึงจะยอมปล่อยเขากลับไปที่หมู่บ้าน

“คนล่าสุดที่ถูกนางปีศาจทำร้ายเป็นลูกชายของ...น้าของลุงของปู่ของปู่ข้า ได้ยินว่าเขาถูกนางปีศาจปล่อยกลับมาแค่สองวันก็ตายอยู่บนเตียงที่บ้าน ก่อนตายไอ้นั่นยังตั้งเด่ สิ้นลมไปแล้วก็ยังไม่อ่อนลงเลย!”

ตอนนั้นเซียวเถี่ยเฟิงยังเด็ก ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ก่อนตายยังตั้งเด่ สิ้นลมไปแล้วก็ยังไม่อ่อนลง จนกระทั่งโตขึ้น เขาถึงได้เข้าใจ

โดยเฉพาะตอนนี้ เมื่อเขาได้เห็นพระจันทร์สีเลือด ได้เห็นปีศาจสาว เขาก็ยิ่งเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น เข้าใจความรู้สึก เข้าใจความทรมาน!

เซียวเถี่ยเฟิงก้มลงมองปีศาจสาวซึ่งหลายร้อยปีจะปรากฏตัวออกมาสักครั้ง พอคิดว่านางทำร้ายชีวิตผู้คนไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เขาก็กัดฟันแน่น ใจคิดอยากบีบคอนางให้หักเสียให้รู้แล้วรู้รอด

เขาจ้องใบหน้าเย็นชาแต่งามหยาดเยิ้มของนางพลางคิดด้วยความเจ็บปวด นางคงจะเคยพบเจอผู้ชายที่เหมือนกับเขามามากมายสินะ...

ชายหนุ่มมองสำรวจใบหน้านั้นอีกครั้ง ความปรารถนาในร่างไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้อีก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

ทำไมนางถึงได้เจ้าเล่ห์แบบนี้ ทำไมต้องทำหน้าแบบนี้ด้วย?

บนใบหน้าเย็นชาไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ ของนางแฝงด้วยความงุนงง ราวกับไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น!

ปีศาจสาวจอมเสแสร้ง

แต่ปีศาจที่สังหารผู้คนมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ กระทำเรื่องเลวร้ายดูดไอหยางของบุรุษมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ซ้ำยังเสแสร้งเก่งนางนี้ กลับทำให้เขาไม่อาจละสายตาได้เลย!

ชายหนุ่มสูดหายใจลึกพลางกำหมัดแน่น พยายามบังคับตัวเองให้หันหน้าไปมองทางอื่น มองทางอื่น มองทางอื่น!

สุดท้ายเขาก็เบนสายตาหลบจากความขาวผ่องใต้ลำคอและขาเรียวยาวของนางแล้วมองไปที่ข้อเท้าแทน

ตาบ้านี่คิดลามกกับเธอจริงๆ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ทันใดนั้นเขาก็พบว่าข้อเท้าของนางกำลังบวม

ที่แท้ปีศาจก็เท้าแพลงได้ด้วยหรือ?

เซียวเถี่ยเฟิงหลงลืมอดีตอันน่ารังเกียจของนางไปทันที

นางคงจะปวดมากสินะ?

ลังเลอยู่ชั่วพริบตาเดียว เขาก็ก้มลงอุ้มนางขึ้นมาแล้วเดินกลับไปที่เพิง

บางทีพรุ่งนี้นางอาจจะเปิดเผยสัญชาตญาณที่แท้จริงของปีศาจออกมา บางทีมะรืนนี้นางอาจจะจับเขากลับไปที่ถ้ำแล้วดูดไอหยางของเขาจนกระทั่งพลังชีวิตในร่างของเขาเหือดแห้ง แต่คืนนี้ เขากลับไม่อาจแข็งใจปล่อยให้นางนั่งอยู่ในสวนแตงคนเดียว

เขาโยนมีดเล่มนั้นทิ้งก่อนจะก้มลงอุ้มนางขึ้นมา

ร่างของนางเบามาก ราวกับใบไม้ที่ร่วงลงมากลางป่า

เซียวเถี่ยเฟิงอุ้มปีศาจสาวแสนสวยแต่ชั่วช้ามุดเข้าไปในเพิง

จังหวะที่เขาค้อมตัวมุดเข้าไป ปลายจมูกของเขาสัมผัสโดนขนตาของนาง

ขนตาของนางยาว น่าดูเอามากๆ

ชั่วขณะนั้น เขาอยากขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้ปลายจมูกของตัวเองถูไถกับขนตาและผิวเนียนนุ่มของนาง แต่สุดท้าย เขาก็วางร่างนางลงบนเสื่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เขาไม่มีทางลืมหรอกว่า นางเคยยั่วยวนผู้ชายมาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่เมื่อครู่นี้ นางกลับไม่ยอมทำเรื่องนั้นกับเขา แถมยังคิดจะปลิดชีวิตเขาอีกด้วย!

ถึงเขาจะยังเป็นหนุ่มไร้ประสบการณ์ แต่เขาก็มีศักดิ์ศรี!

เขาวางร่างนางลงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไว้ตัว จากนั้นจึงเดินออกจากเพิงไปเก็บยาสมุนไพร เมื่อมุดกลับเข้ามาในเพิงอีกครั้ง เขาก็พบว่านางกำลังกวาดตามองสำรวจเพิงแห่งนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เขาอารมณ์บูดขึ้นมาทันที ทำไมนางถึงได้ไร้จิตสำนึกเช่นนี้นะ?

ไม่สิ นางเป็นปีศาจ ย่อมไม่มีจิตสำนึกอยู่แล้ว!

เซียวเถี่ยเฟิงกัดฟันแน่น จากนั้นจึงหยิบเป้าซู่เหลียนออกมาเคี้ยวให้แหลกแล้วคว้าเท้านางขึ้นมาโปะยาลงตรงข้อเท้าที่ปูดบวม

คิดไม่ถึงเลยว่าเท้าของนางจะเรียวยาวอ่อนนุ่มเช่นนี้ เพียงกุมเอาไว้ก็รู้สึกดีเหลือเกิน ดีกว่ากุมเคียวกุมมีดทำกับข้าวไม่รู้กี่เท่า

แต่บนร่างของปีศาจสาวเหมือนจะมีเปลวไฟ แค่เขากุมเท้าของนางเอาไว้ ดวงไฟเล็กๆ ก็ผุดขึ้นในอก

เขาอดเงยหน้าขึ้นมองนางอีกครั้งไม่ได้

คิดไม่ถึงว่านางเองก็กำลังสำรวจมองเขา

ปีศาจสาวเบิกตามองเขาด้วยความประหลาดใจ เหมือนไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่เขาทำอะไร

เพียงถูกดวงตาคู่นั้นมอง ไฟโทสะ, ความโกรธแค้นและความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหมดในใจของเซียวเถี่ยเฟิงก็สูญสลายไป

เขาคิดว่าปกติปีศาจสาวอาศัยอยู่ในถ้ำ คงไม่รู้ว่ายาสมุนไพรสามารถรักษาบาดแผลได้สินะ

ต่อให้ปีศาจมีอาคมแก่กล้าขนาดไหนก็คงไม่รู้เรื่องของโลกมนุษย์

“เจ้าไม่ต้องกลัว” เสียงของเขาแหบพร่าแต่กลับอ่อนโยนมาก ชีวิตนี้เขาไม่เคยพูดเสียงอ่อนโยนแบบนี้กับใครมาก่อนเลย

“ข้ารักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้า อีกสองวัน ขาของเจ้าก็ไม่เจ็บแล้ว”

เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ขอเพียงเจ้าไม่ทำร้ายข้าอีก รอให้อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าจะปล่อยเจ้าไป”

แต่เสียดายที่ปีศาจสาวเพียงแค่กะพริบตาปริบๆ เหมือนไม่เข้าใจคำพูดของเขาสักนิด

เซียวเถี่ยเฟิงแอบถอนใจเงียบๆ จากนั้นก็ไม่พูดกับนางอีก เพราะพูดไปก็ไร้ประโยชน์

เขาใส่ยาให้ปีศาจสาวเสร็จก็ตัดใจวางเท้าของนางลงบนเสื่อ จากนั้นจึงหันไปหยิบน้ำเต้ามาดื่มน้ำลงไปหลายอึก

ดื่มน้ำเสร็จ เขานึกขึ้นได้ว่าปีศาจสาวก็ควรดื่มน้ำเหมือนกันใช่ไหม? ดังนั้นเขาจึงโยนน้ำเต้าให้นาง

นางรับน้ำเต้าไปสำรวจดูรอบหนึ่งพลางกะพริบตาปริบๆ จากนั้นก็หยิบน้ำเต้าขึ้นดื่มน้ำเลียนแบบเขา

เขาเห็นริมฝีปากของนางสัมผัสกับปากน้ำเต้าตรงตำแหน่งเดียวกับที่ปากของเขาสัมผัสเมื่อครู่ บางที...ตรงนั้นอาจจะมีน้ำลายของเขาติดอยู่ด้วย?

พอคิดเช่นนี้ ประกายไฟในอกของเซียวเถี่ยเฟิงก็ลุกโชนขึ้นมาอีก ทำให้ร่างของเขาร้อนผ่าวไปหมด

ไม่ได้ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้!

เขากัดฟันบังคับตัวเองให้นอนลงบนเสื่อแล้วหันหลังให้นาง

ความเย็นจากพื้นดินที่แทรกซึมผ่านเสื่อขึ้นมาทำให้เขารู้สึกเย็นขึ้นบ้าง หวังว่ามันจะช่วยดับไฟที่กำลังจะระเบิดในใจเขาได้นะ!

 

กู้จิ้งตกอับถึงขั้นนี้

เธอคิดว่าตัวเองคงต้องนอนไม่หลับแน่ แต่เธอประเมินพลังของเทพนิทราต่ำเกินไป แน่นอน บางทีอาจเป็นเพราะเหนื่อยมากเกินไปก็เป็นได้ สรุปแล้ว ไม่นานนักเธอก็หลับสนิท

คืนนี้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาหลายหน ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงต่างๆ มากมาย ทั้งเสียงจิ้งหรีดเสียงแมลงที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ เสียงหมาเห่าที่ดังแว่วมาแต่ไกล ยังมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในป่าลึก ทำให้เธอต้องนอนพลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบ

จริงๆ แล้วเสียงต่างๆ เหล่านี้เธอเองก็คุ้นเคยดี เพราะเขาเว่ยอวิ๋นบ้านเกิดของเธอก็เป็นแบบนี้เช่นกัน

พลิกไปพลิกมา เธอถึงกับหลงคิดไปว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังเด็กอีกครั้ง ตอนนั้น คุณยายสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งไปขุดหาโสมบนเขาโดยมีเธอนั่งอยู่ในตะกร้าด้วย ช่วงเวลานั้น ตะกร้าไม้ไผ่สีเขียวคือบ้านของเธอ ท้องฟ้าสีครามคือผ้าห่มของเธอ มือน้อยๆ อวบอ้วนทั้งสองกำมันเผาเอาไว้แล้วพยายามยัดมันเข้าไปในปาก ทำให้ใบหน้ากลมๆ เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด

กู้จิ้งถอนใจคำหนึ่งพลางส่งเสียงจั๊บๆ อย่างอารมณ์ดี

ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นหู

นั่นเป็นเสียงหายใจของผู้ชายที่กำลังหลับสนิท

ร่างของเธอแข็งค้างอยู่กับที่ หนังตาค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ ภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าคือเพิงไม้ซึ่งเต็มไปด้วยรูโหว่

ทันใดนั้น ความทรงจำของเมื่อคืนวานก็ผุดขึ้นในสมอง

เธอถูกจับมาขายที่หมู่บ้านบนภูเขาที่แสนจะล้าหลังกันดาร จากนั้นก็ได้พบผู้ชายหยาบคายหยาบกร้านแต่ก็พอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้างคนนี้ ผู้ชายบ้านนอกน่าสงสารบ้ากามคนนี้มีเจตนาไม่ดี ซื้อเธอมาเพราะอยากให้เธอเป็นภรรยาของเขา

ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่ข้างกายเธอ

ไม่เพียงแต่นอนอยู่ข้างกายเธอ แต่แขนขาของเขายังพัวพันอยู่กับแขนขาของเธออีกด้วย

กู้จิ้งพยายามบิดลำคอแข็งเกร็งมองสำรวจสถานการณ์ของตัวเองอย่างระมัดระวัง

ท่อนแขนล่ำบึ้กของชายหนุ่มวางพาดอยู่บนเอวของเธอ ท่อนขาใหญ่หนักอึ้งข้างหนึ่งแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างขาทั้งสอง ซ้ำแผงอกแข็งแกร่งก็ยังแนบชิดกับร่างของเธอ!

นี่...

กู้จิ้งกัดฟันแล้วก็กัดฟัน พยายามอดทนสุดความสามารถ

อยู่ใต้ชายคาบ้านผู้อื่นจำต้องก้มหัว ต่อให้ผู้อื่นแอบเอาเปรียบเธอ เธอก็ต้องแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

แค่เขาไม่ฉวยโอกาสตอนที่เธอหลับสนิทเปลี่ยนข้าวสารให้เป็นข้าวสุก เธอก็น่าจะขอบคุณฟ้าดินแล้วไม่ใช่หรือ?

กู้จิ้งมองใบหน้าซึ่งขยายใหญ่ขึ้นเพราะมองจากระยะใกล้ของชายหนุ่มพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สมองพยายามคิดว่าควรจะผลักผู้ชายคนนี้ออกไปอย่างไรดี

เธอยกมือขึ้นวางลงบนแผงอกของเขาอย่างระมัดระวังแล้วออกแรงผลักดู ขาทั้งสองก็เริ่มบิดไปมา หวังจะพาตัวเองให้หลุดพ้นจากการควบคุมของเขา

ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้น

เพราะเพิ่งตื่น เขาจึงยังดูงุนงงอยู่บ้าง แต่ไม่นานนัก ดวงตาดำสนิทคู่นั้นก็เริ่มแจ่มชัดขึ้น เขาจ้องกู้จิ้งนิ่งอยู่พักใหญ่ ทันใดนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ

ผู้ชายหยาบกร้านแข็งกระด้างคนหนึ่งหน้าแดง...

ไม่เพียงแค่หน้าแดง แม้กระทั่งใบหูก็แดง

กู้จิ้งมองดูใบหูแดงก่ำซึ่งอยู่ใกล้เพียงแค่มือเอื้อมแล้วก็แอบแค่นยิ้มเย็นในใจ

เขามีเจตนาไม่ดี คิดจะแอบ XXX เธอจริงๆ! ไม่เช่นนั้น แค่เธอปรายตามอง เขาจะหน้าแดงแบบนี้หรือ?

นี่มันผู้ชายน่าสงสารที่คิดจะทำเรื่องไม่ดีแต่ถูกจับได้คาหนังคาเขาก็เลยทั้งอายทั้งโกรธจนหน้าแดงไปหมด

หึ! สมเป็นผู้ชายบ้านนอกโง่เง่าล้าหลังไม่เคยพบเห็นโลกภายนอกจริงๆ

ในเมื่อผู้ชายคนนี้ยังรู้จักอาย เรื่องทั้งหมดก็ง่ายขึ้นมาก เธอจะฉวยโอกาสใช้จุดอ่อนเรื่องความใจดีของเขาทำให้การหลบหนีของเธอบรรลุผล

ระหว่างที่กู้จิ้งจ้องหน้าชายหนุ่มพลางครุ่นคิดว่าจะหลอกล่อศัตรูอย่างไรนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านนอก

มีคนมางั้นรึ?

เธอยังไม่ทันหันกลับไปมองก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจ จากนั้นก็มีเสียง “@#$%&*@#$%”

ผู้ชายที่แขนขายังคงเกี่ยวพันอยู่กับเธอได้ยินเสียงนี้เข้าก็รีบลุกขึ้น

จังหวะที่เขาลุกขึ้น เธอยังไม่ได้ดึงขากลับ ขาแข็งแรงบึกบึนนั่นก็เลยเสียดสีกับผิวเนื้อบนขาของเธอจนเธอรู้สึกเจ็บ

ก่อนออกจากเพิง เขาคว้าเสื้อคลุมสีครามตัวนั้นมาโยนให้เธอ

“โอ๊ย!” หญิงสาวส่งเสียงร้องเบาๆ ในลำคอ

มีกลิ่น...กลิ่นกายของผู้ชาย น่าจะเป็นกลิ่นเหงื่อ

แต่นึกถึงขาของตัวเองแล้ว เธอก็ตัดสินใจไม่โยนเสื้อคลุมตัวนั้นทิ้ง แต่ค่อยๆ โผล่หัวออกไปสำรวจมองทุกซอกทุกมุมในเพิงเงียบๆ แทน

นอกเพิงมีผู้ชายคนหนึ่งซึ่งทั้งดำ, ล่ำ, เตี้ยยืนอยู่

ตาอ้วนดำนั่นสวมเสื้อผ้าปอ คลุมทับเสื้อคลุมหน้าตาประหลาด กำลังพูดว่า “@#$%&*@#$%” อยู่กับตาล่ำบึ้ก

พวกเขาคุยกันพลางหันมามองกู้จิ้งเป็นพักๆ

หึ! ใช้หัวเข่าคิดดูก็รู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน

คงกำลังตกลงกันว่าจะแบ่งเธออย่างไร ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะรวมเงินกันซื้อเธอมาก็ได้!

แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าตาล่ำบึ้กจะออกเงินซื้อเธอมาคนเดียว แต่ตาอ้วนดำคิดจะมาแจมด้วย

ทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง เธอต้องหาทางยุแยงให้ผู้ชายสองคนนี้แตกคอกัน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะลงไม้ลงมือกันเพื่อแย่งตัวเธอ จะให้ดีก็บาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย เธอจะได้ฉวยโอกาสเผ่นหนีไปได้

ชาวบ้านจอมแส่ (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

คิดได้เช่นนี้ เธอก็เอียงคอมองตาอ้วนดำ หวังจะสำรวจอีกฝ่ายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

คิดไม่ถึงว่าตาล่ำบึ้กกลับขยับมาบังสายตาของเธอเอาไว้พอดี

เธอผิดหวังอยู่บ้าง ดูท่าแผนการนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไปเสียแล้ว

ในขณะที่ทั้งสองกำลังส่งเสียง “@#$%&*@#$%” กันอยู่นั้นเอง ด้านนอกก็มีคนมาเพิ่มอีกหลายคน พวกเขาบางคนแบกจอบ บางคนสะพายตะกร้า หลังจากพูดจามั่วซั่ว “@#$%&*@#$%” ทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็พากันหัวเราะเสียงดัง พลางยื่นหน้ามามองเธอ

ในเวลาเช่นนี้ นอกจากทำหน้าตายไร้ความรู้สึกแล้ว เธอยังจะทำอะไรได้อีก?

คนพวกนั้นพูดจากันอยู่พักใหญ่ ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

ผู้หญิงคนนั้นสวมกระโปรงซึ่งมีแบบประหลาดมาก ท่อนล่างยาวลากพื้น ท่อนบนเป็นเสื้อผ่าหน้า ตรงเอวมีผ้ารัดเอวพันเอาไว้

รูปโฉมของเธอไม่เลว ทรวงอกนูนเด่น ดวงตาแฝงแววเจ้าชู้

สตรีท่าทางเย้ายวนคนนั้นกวาดตามองเธอด้วยสายตาจับผิด จากนั้นก็หันไปเอ่ยว่า “@#$%&*@#$%” กับตาล่ำบึ้ก

ตาล่ำบึ้กมองผู้หญิงคนนั้นด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก จากนั้นก็ตะโกน “@#$%&*@#$%” ออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธๆ

ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยว่า “@#$%&*@#$%” แล้วก็สะบัดหน้าจากไป

ฮ่าๆๆๆ...

กู้จิ้งคิดในใจว่า พวกเขาคงกำลังวิพากษ์วิจารณ์เธอกัน เช่น ‘ตาล่ำบึ้กเอ๊ย ทำไมถึงได้ซื้อเมียแบบนี้มา ผอมแห้งแบบนี้ คงมีลูกยากแน่?’ หรือไม่ก็อาจจะพูดว่า ‘จ่ายเงินซื้อมาเท่าไหร่ คนที่เอามาขายเชื่อถือได้หรือเปล่า ถ้าถูกก็แนะนำให้หนิวต้านของฉันบ้างสิ’...

ส่วนผู้หญิงท่าทางเย้ายวนคนนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะติว่าเธอไม่ดีตรงนั้นไม่ดีตรงนี้ โทษตาล่ำบึ้กว่าจ่ายเงินมากเกินไป ซื้อมาไม่คุ้มราคาสักนิด!

กู้จิ้งรับฟังทุกอย่างด้วยท่าทีสงบนิ่ง เธอนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่สนใจเหล่าหญิงชายที่เดินเข้าเดินออกสักนิด

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดคนพวกนั้นก็แยกย้ายกันไป ในเพิงจึงเหลือเพียงแค่ผู้ชายล่ำบึ้กคนนั้นคนเดียว

กู้จิ้งตัดสินใจหลับตา แสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ใช้กลยุทธ์สงบสยบเคลื่อนไหว

ผู้ชายล่ำบึ้กคนนั้นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็ก้มลงมากุมมือเธอเอาไว้

เธอลืมตาขึ้นมองเขาอย่างอารมณ์ไม่ดี

ตาล่ำบึ้กนิ่งเงียบไป แต่จากนั้นก็ตัดสินใจอุ้มเธอขึ้นก่อนจะหันไปหยิบน้ำเต้า, เสื้อคลุมสีคราม, ถุงใส่มันฝรั่งมาถือเอาไว้

ดูท่า คงกำลังเตรียมจะไปจากที่นี่

กู้จิ้งไม่ได้ดิ้นรนต่อต้าน แต่พอออกจากเพิง เธอก็ชี้ไปที่กระเป๋าหนังสีดำซึ่งตกอยู่ข้างๆ

ตาล่ำบึ้กลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินไปหยิบกระเป๋าหนังใบนั้นขึ้นมา

กู้จิ้งนึกถึงมีดผ่าตัดของเธอ ดังนั้นจึงทำท่าบุ้ยใบ้บอกเขาอีก

ตาล่ำบึ้กลังเล สุดท้ายก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปเก็บมีดเล่มนั้นมาจากไหน

กู้จิ้งรีบแย่งมีดผ่าตัดกับกระเป๋าของตัวเองมา หลังจากจัดการโยนมีดเข้าไปในกระเป๋าเสร็จ เธอก็กอดกระเป๋าไว้แนบอกแล้วเอนกายซบแขนของตาล่ำบึ้กอย่างอารมณ์ดี

มีคนอุ้มเดินไปแบบนี้...ก็สบายดีเหมือนกัน

 

เซียวเถี่ยเฟิงหลับสบายตลอดคืน เขาฝันหวานหลายเรื่อง แต่ทุกเรื่องก็เหมือนจะเกี่ยวข้องกับปีศาจสาวไปเสียหมด

เขาฝันเห็นตัวเองถูกปีศาจสาวพากลับไปที่ถ้ำ ฝันเห็นร่างของตัวเองเต็มไปด้วยพละกำลัง ฝันเห็นปีศาจสาวร้องอุทานด้วยความประหลาดใจว่า ที่แท้ท่านก็มีไอหยางมากถึงเพียงนี้ ข้ามองท่านไม่ผิดจริงๆ!

ในขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความฝันอันแสนหวานนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกคันจมูกขึ้นมา เหมือนมีลมหายใจแผ่วเบาราวขนนกของใครบางคนปัดผ่านปลายจมูกของเขาไป

พอลืมตาขึ้น เขาก็เห็นดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงด้วยแววเย้ายวนของนาง

ยามนี้เป็นตอนกลางวัน แสงแดดลอดผ่านรูโหว่ของเพิงเข้ามา ทำให้เขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดวงตาของนางเป็นสีน้ำตาลอ่อนน่าหลงใหล เพียงมองก็ไม่อาจละสายตาได้เลย

นางกำลังจ้องเขานิ่งด้วยแววตาลึกซึ้ง

พอนึกขึ้นมาว่านางแอบมองเขาแบบนี้ในช่วงที่เขากำลังหลับสนิท ใบหน้าของเซียวเถี่ยเฟิงก็ร้อนผ่าว

ทำไมนางถึงมองเขาแบบนี้... คิด...คิดจะยั่วยวนเขาอย่างนั้นหรือ?

ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ว่ามือน้อยๆ ของนางกำลังลูบอกของเขาเบาๆ ขาทั้งสองหนีบขาข้างหนึ่งของเขาเอาไว้แน่น แถมร่างอ่อนนุ่มก็แนบชิดกับจุดสำคัญใต้เอวของเขา!

ประกายไฟในใจของเซียวเถี่ยเฟิงลุกโชนเป็นภูเขาเพลิงทันที หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำอยู่ในอก ร่างทั้งร่างร้อนผ่าวเหมือนตกลงไปในเตาไฟ

เขามองปีศาจสาวในอ้อมกอดด้วยความดีใจ คาดหวังแกมไม่อยากเชื่อ นางคิดจะยั่วยวนเขาจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

ถ้าอย่างนั้น ทำไมเมื่อคืนนางถึงไม่ยั่วยวนเขาเล่า? เพราะเขาทำท่าเคร่งขรึมเกินไปจนนางตกใจ? หรือเพราะไอหยางรุนแรงเกินไปจนนางรับไม่ได้?

เขาควรทำอย่างไรดี?

เซียวเถี่ยเฟิงพยายามคิดหาเหตุผลด้วยความสับสน จำได้ว่าเมื่อคืนตอนที่โมโหจนขาดสติเขาเคยบีบคอของนาง ตอนนี้มาคิดดูก็เสียใจนัก ต่อให้โกรธมากแค่ไหน เขาก็ไม่ควรทำกับนางแบบนั้น ไม่ควรทำให้นางตกใจแบบนั้น

ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่ด้านนอก จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องตะโกนขึ้นว่า “เฮ้! เถี่ยเฟิง ทำไมยังไม่ตื่นอีก?”

เซียวเถี่ยเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็รู้ว่าเป็นหนิวปาจินซึ่งอาศัยอยู่บ้านข้างๆ

ฟ้าสว่างแล้ว ทุกคนต่างก็ตื่นขึ้นมาทำงาน นาของหนิวปาจินอยู่ติดกับสวนแตงของท่านหมอเหลิ่ง อีกฝ่ายรู้ว่าเมื่อคืนเขามาเฝ้าสวนแตงจึงแวะมาทักทาย

เขาส่งเสียงตอบรับพลางตัดใจลุกขึ้น จังหวะที่ดึงขาของตัวเองออกมาจากหว่างขาทั้งสองของนาง เขาสัมผัสได้ถึงความเรียบลื่นซึ่งทำให้ร่างแข็งแกร่งของเขาสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้

รสชาตินั้นให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งกว่ากินแตงโมในฤดูร้อนเสียอีก

เขาโยนเสื้อไปคลุมร่างของปีศาจสาวเอาไว้แล้วเดินออกไปข้างนอก

แต่คลุมไปก็ไร้ประโยชน์ เห็นได้ชัดว่าหนิวปาจินเห็นปีศาจสาวในเพิงแล้ว แถมยังเห็นภาพที่เขานอนแนบชิดอยู่กับนางอีกด้วย

หนิวปาจินแต่งงานไปนานแล้ว พอเห็นเช่นนี้ดวงตาก็เปล่งประกายวูบ เขามองสำรวจดูเซียวเถี่ยเฟิงแล้วก็หันไปมองปีศาจสาวในเพิง

“เถี่ยเฟิงเอ๊ย ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าก็มีความสามารถแบบนี้ เล่าให้ฟังหน่อยซิว่าแม่นางคนนี้มาจากไหน?”

หนิวปาจินหัวเราะคิกคัก “เจ้านอนกับนางแบบนี้เลยรึ? เมื่อคืน? ตรงนี้?”

เซียวเถี่ยเฟิงไม่ชอบท่าทางลับๆ ล่อๆ เหมือนอยากให้เขาเล่าเรื่องลามกจกเปรตให้ฟังก็เลยต่อยบ่าของหนิวปาจินแรงๆ ครั้งหนึ่ง

“พูดจาเหลวไหลอะไร ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดเสียหน่อย”

“จุ๊ๆ” หนิวปาจินถูกต่อยแต่ยังไม่ยอมเลิก เขามองเซียวเถี่ยเฟิงพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “อย่าเสแสร้งไปหน่อยเลย ข้าเห็นนะว่าเมื่อครู่เจ้ากอดนางแน่นเหมือนเป็นคนคนเดียวกันไม่มีผิด แถมยังใช้ขาหนีบขาเจ้าไว้ด้วย ช่าง...”

เขายังพูดไม่ทันจบ เซียวเถี่ยเฟิงก็ส่งสายตาคมกริบเหมือนใบมีดมาให้

หนิวปาจินหุบปากเงียบ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เขาไม่กลัวกำปั้นของเซียวเถี่ยเฟิง เพราะรู้ดีว่าเซียวเถี่ยเฟิงไม่มีวันเอาจริงกับคนกันเอง

แต่เขากลัวสายตาของเซียวเถี่ยเฟิง เพียงถูกแววตาที่คมกริบเหมือนมีดกวาดมองมา เขาก็ต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ

เพราะเมื่อใดก็ตามที่เซียวเถี่ยเฟิงมองมาด้วยสายตาแบบนั้น มันหมายความว่าเขาอาจกำลังจะตาย

เขาจำต้องเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น “ได้ๆๆ เราไม่พูดเรื่องนี้ วันนี้ข้ามาแต่เช้าก็เพราะอยากถามเจ้าว่า เจ้าจะเป็นหัวหน้าพรานในฤดูใบไม้ร่วงนี้ได้หรือไม่?”

“ข้าว่าไม่ดีกว่า หลายปีมานี้คนตระกูลจ้าวเป็นผู้นำไม่ใช่หรือ ให้พวกเขาเป็นไปเถิด” เซียวเถี่ยเฟิงรู้ดีว่าทุกปีชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่บนเขาเว่ยอวิ๋นมักจะแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรานในฤดูใบไม้ร่วงกันจนหัวร้างข้างแตก ตระกูลจ้าวเป็นตระกูลใหญ่ในเขาเว่ยอวิ๋น หลายปีมานี้ตำแหน่งหัวหน้าพรานจึงตกเป็นของพวกเขามาโดยตลอด

คนอื่นๆ ย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ไม่มีใครกล้าท้าทายตระกูลจ้าว

“เถี่ยเฟิง ข้ารู้ดีว่าเจ้าไม่ชอบแย่งชิงกับใคร แล้วก็ไม่ชอบทำตัวโดดเด่น แต่หลายปีมานี้คนตระกูลจ้าวเป็นหัวหน้าพราน เราไม่ใช่คนตระกูลจ้าวก็เลยต้องเสียเปรียบมาตลอด ข้ากับพี่น้องคนอื่นๆ ปรึกษากันแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแย่งชิงตำแหน่งนี้มาจากพวกเขาให้ได้ ไม่เช่นนั้น เราต้องทนเสียเปรียบไปเรื่อยๆ ในใจคงอัดอั้นตันใจนัก!”

“เรื่องนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าแย่งชิงสักนิด บ้านข้าไม่มีสมบัติ ไม่มีอิทธิพลอะไร รับจ้างเฝ้าสวนแตงได้เงินสิบอีแปะข้าก็ดีใจแล้ว ข้าตัวคนเดียว ตัวเองกินอิ่มคนทั้งบ้านก็กินอิ่ม ข้าไม่มีใจทะเยอทะยานอยากเป็นหัวหน้าพรานสักนิด”

เซียวเถี่ยเฟิงปฏิเสธข้อเสนอของพี่น้องทันที

“เถี่ยเฟิง เฮ้อ... เจ้าก็ถือว่าทำเพื่อพวกเรา”

ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ร่วง เซียวเถี่ยเฟิงสังเกตเห็นว่าสายตาของหนิวปาจินคอยเหลือบมองเข้าไปในเพิงเป็นพักๆ

เขาขมวดคิ้วก่อนจะปรายตามองเข้าไปในเพิง ทันใดนั้นก็พบว่าปีศาจสาวไม่ได้แอบอยู่ใต้เสื้อคลุมของเขา แต่กลับแอบโผล่หน้าออกมามองหนิวปาจิน

ไฟโทสะลุกโชนขึ้นในใจ

นางยั่วยวนเขาคนเดียวไม่พอ ยังคิดจะยั่วยวนพี่น้องของเขาอีกอย่างนั้นหรือ?

สันดานปีศาจ รู้จักแต่ทำร้ายผู้คน!

เพื่อปกป้องพี่น้องของตัวเอง เซียวเถี่ยเฟิงขยับตัวเล็กน้อย ใช้ร่างกายใหญ่โตของตัวเองบดบังสายตาของปีศาจสาว และสายตาของหนิวปาจินเอาไว้

เมียข้าเอง (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

“เรื่องหัวหน้าพรานไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่มีความสามารถพอ หากเจ้าจะตั้งตนเป็นปรปักษ์กับตระกูลจ้าวให้ได้ก็ไปหาคนอื่นเถอะ” เซียวเถี่ยเฟิงกล่าวเสียงแข็งกร้าวเย็นชา

ทั้งสองยังพูดคุยกันไม่จบ ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ทยอยกันมาที่นา บางคนแบกจอบ บางคนหิ้วถัง พอมาถึงก็เริ่มลงมือทำงาน บางคนเห็นเซียวเถี่ยเฟิงกับหนิวปาจินพูดคุยกันอยู่ก็เดินมาร่วมวงด้วย คิดไม่ถึงว่าจะมีบางคนเหลือบไปเห็นปีศาจสาวในเพิงเข้าแล้วก็เริ่มร้องโวยวาย

“ในนั้นมีผู้หญิง เถี่ยเฟิง เจ้าซ่อนเอาไว้หรือ?”

“เถี่ยเฟิง นางมาจากไหน?”

“ทำไมนางถึงนอนอยู่ในเพิง นางเป็นผู้หญิงของเจ้าหรือ?”

บางคนถามออกมาตรงๆ “เถี่ยเฟิงเอ๊ย เมื่อคืนวานเจ้ามีเมียแล้วอย่างนั้นหรือ?”

สายตาของทุกคนหันไปมองปีศาจสาวแล้วก็หันมามองเซียวเถี่ยเฟิง พวกเขาเริ่มคาดเดา เริ่มหยอกล้อ สุดท้ายก็พากันหัวเราะออกมา

ใบหน้าของเซียวเถี่ยเฟิงร้อนผ่าว แต่ก็ยังแข็งใจโกหก

“ใช่ เมียของข้า”

ตอนที่กล่าวคำพูดนี้ สายตาของเขาหันไปมองปีศาจสาวในเพิงโดยไม่ได้ตั้งใจ นางยังคงนอนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ท่าทางเหมือนไม่สนใจสักนิดว่าเขากำลังพูดอะไร ยิ่งไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบด้าน

เขาสูดหายใจลึกพลางบอกตัวเองให้ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ

ใครให้เขามาเจอปีศาจสาวเข้าล่ะ ถือว่าตัวเองดวงซวยก็แล้วกัน

วันนี้เขายอมรับว่าปีศาจสาวเป็นภรรยา ต่อไปจะแต่งผู้หญิงสักคนมาให้กำเนิดทายาทสืบสกุลคงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว...

คำพูดของเขาทำให้ผู้คนรอบด้านแตกตื่นทันที

“เถี่ยเฟิง เจ้าแต่งเมียตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมเราถึงไม่รู้?”

“เจ้าแต่งตอนที่ทำงานอยู่ข้างนอกหรือ? ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยได้ยินเจ้าพูดถึงมาก่อน?”

“เมื่อก่อนนางอยู่ที่ไหน? เมื่อก่อนนางไม่ได้ตามเจ้ากลับมา ตอนนี้เพิ่งมาหาอย่างนั้นหรือ?”

เซียวเถี่ยเฟิงยังไม่ทันได้อธิบายอะไร เพื่อนบ้านทั้งหลายก็พูดเองเออเองกันหมด

ทุกคนแย่งกันพูด บางคนแสดงความยินดี บางคนถอนใจ บางคนประหลาดใจ สุดท้ายหญิงม่ายนามซิ่วเฟินก็ก้าวออกมา นางบิดสะโพกเดินเข้าไปในเพิงด้วยท่วงท่าเย้ายวนก่อนจะกวาดตามองปีศาจสาวอย่างละเอียด

“เถี่ยเฟิง เมียเจ้าคนนี้หยิ่งเกินไปหรือเปล่า ทุกคนยืนอยู่ที่นี่ แต่นางกลับไม่พูดอะไรสักคำ?”

เซียวเถี่ยเฟิงยิ้มก่อนจะอธิบายว่า “นางเป็นใบ้ ขาก็แพลง”

ปีศาจสาวน่าจะพูดเป็น แต่เสียดายที่พูดเป็นแต่ภาษาปีศาจ ถือว่านางเป็นใบ้ก็แล้วกัน

“เป็นใบ้งั้นรึ?”

ทุกคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอีกรอบ

ซิ่วเฟินกวาดตามองปีศาจสาวแล้วก็หันไปกวาดตามองเซียวเถี่ยเฟิง จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ที่แท้เจ้าก็ปักใจอยู่กับผู้หญิงที่ทั้งอัปลักษณ์ทั้งเป็นใบ้คนนี้งั้นรึ?”

เซียวเถี่ยเฟิงขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง

ปีศาจสาวเป็นใบ้ เขายอมรับ

แต่หาว่านางอัปลักษณ์?

นางอัปลักษณ์ตรงไหน?

นางดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้า ผิวขาวสะอาดน่าดู ตาจมูกปากต่างก็ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้

“ไม่นับว่าสวย แต่ว่า...” เซียวเถี่ยเฟิงกล่าวเสียงเย็น “ดูดีกว่าเจ้าก็แล้วกัน”

ซิ่วเฟินคิดไม่ถึงว่าเซียวเถี่ยเฟิงจะพูดแบบนี้ ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ฟันซี่เล็กๆ ขบกันแน่น “เซียวเถี่ยเฟิง ข้าเป็นผู้หญิงที่ไม่มีผู้ชายคอยปกป้อง เจ้าก็เลยข่มเหงข้าอย่างนั้นรึ?”

เซียวเถี่ยเฟิงกล่าวเสียงเรียบ “เจ้ามีผู้ชายปกป้องหรือไม่ข้าไม่สนใจ แต่เมียข้ามีผู้ชายคอยปกป้อง”

คำพูดของเขาทำให้หญิงม่ายซิ่วเฟินโกรธแค้นจนน้ำตาแทบร่วง นางมองเซียวเถี่ยเฟิงด้วยสายตาคับแค้น “ได้ เจ้าแน่มาก! ข้าจะจำเรื่องนี้เอาไว้!”

กล่าวจบก็บิดสะโพกเดินหนีไปทันที

นับแต่หญิงม่ายซิ่วเฟินไม่มีสามี หากมีงานที่ต้องใช้แรงอย่างการล่าสัตว์เอย ทำนาเอย นางก็มักจะยั่วยวนผู้ชายบ้านอื่นให้มาช่วยทำให้ เป็นเหตุให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างก็ไม่พอใจมาก พอเห็นนางถูกเซียวเถี่ยเฟิงย้อนเช่นนี้ ทุกคนก็สะใจนัก ซ้ำยังไม่มีใครคิดจะช่วยพูดแทนนางสักคน

ทุกคนพูดคุยกันอีกครู่หนึ่งก็ค่อยๆ แยกย้ายกันไป พวกเขายังมีงานในนารออยู่ ไม่มีใครอยู่เฉยๆ แล้วจะได้มีข้าวกินอิ่มทั้งนั้น

เซียวเถี่ยเฟิงเป็นคนจน ไม่มีที่นา ยามนี้ฟ้าสว่างแล้ว คนตระกูลเหลิ่งเองก็มาแล้ว ภารกิจของเขาก็จบสิ้น

เขาเดินเข้าไปในเพิง เห็นปีศาจสาวหลับตานอนอยู่ใต้เสื้อคลุมสีครามเงียบๆ เขาก็ตั้งท่าจะก้มลงอุ้มนางขึ้นมา

คิดไม่ถึงว่านางจะลืมตาขึ้น

ดวงตาทั้งคู่ของปีศาจสาวดูราวกับธารน้ำบนภูเขา ใสกระจ่างแต่เยียบเย็น ในดวงตานั้นยังแฝงด้วยแววดูแคลน ราวกับว่าจริงๆ แล้วนางไม่อยากจะสนใจเขาสักนิด

เขาชะงัก ใจนึกถึงคำโกหกเมื่อครู่ของตัวเองขึ้นมา

นางรู้ว่าเขาบอกคนอื่นๆ ว่านางเป็นภรรยาของเขา ก็เลยไม่พอใจงั้นรึ?

สายตาเยียบเย็นนั้นทำให้เขาอึดอัด แต่นึกถึงสถานการณ์ในตอนนี้ขึ้นมา เขาก็ตัดสินใจอุ้มนางขึ้นมากอด

พอเดินออกจากเพิง ปีศาจสาวก็ชี้ไปที่ถุงหนังบนพื้น

เขาเหลือบตามอง ถุงหนังสีดำใบนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านางมุดออกมาจากถุงใบนั้นได้อย่างไร

คิดดูแล้ว นางคงจะเป็นปีศาจงูดำจริงๆ สินะ

ตอนนี้นางอยากจะได้ถุงหนังใบนี้ คิดจะมุดกลับเข้าไปแล้วคืนร่างเป็นงูงั้นหรือ?

เซียวเถี่ยเฟิงไม่อยากให้ปีศาจสาวคืนร่างเดิม ดังนั้นเขาจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

แต่ดูปีศาจสาวจะยืนกรานหนักแน่น เขาก็เลยยอมใจอ่อนช่วยเก็บให้นาง

นางได้หนังงูดำไปแล้วก็เรียกร้องอยากได้มีดเล่มนั้นคืน เขาก็ใจอ่อนยอมช่วยเก็บให้นางอีก

ปีศาจสาวได้หนังงูกับมีดคมกริบของนางกลับคืนไปแล้วก็กอดเอาไว้กับอกด้วยความพึงพอใจ จากนั้นจึงเอนศีรษะซบบ่าของเขา

เขาชะงักเล็กน้อย พริบตาต่อมา รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

หลังจากนั้นเขาก็รีบตั้งสติแล้วอุ้มนางเดินกลับบ้าน

 

ยามเช้าในฤดูร้อน

ลำธารใสในภูเขาไหลเอื่อยผ่านก้อนหินเก่าแก่สีเทาดำกับต้นหญ้าริมฝั่งเป็นแนวคดเคี้ยวทอดยาวก่อนจะไหลลงสู่หน้าผาเตี้ยๆ เบื้องล่าง ก่อให้เกิดละอองน้ำเป็นฟองฝอยสีขาวสะอาดกับเสียงดังเสนาะหู นี่คือเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดบนภูเขา

กู้จิ้งถูกชายหนุ่มอุ้มเดินไปตามทางเล็กๆ บนภูเขา เดี๋ยวก็ปีนขึ้นเนินเดี๋ยวก็เดินลงเนิน บางครั้งยังเดินผ่านคูน้ำเล็กๆ เธอยังคงเอนศีรษะซบกับบ่าของชายหนุ่มพลางสัมผัสกับแรงสั่นสะเทือนจากร่างแข็งแกร่งของเขา แม้กระทั่งท้องฟ้าสดใสเบื้องบนก็พลอยสั่นไหวตามไปด้วย

บางทีอาจเป็นเพราะเธอชิงไหวชิงพริบกับผู้ชายคนนี้จนเริ่มท้อและจำต้องยอมพักรบชั่วคราว เธอถึงได้รู้สึกว่า ถูกเขาอุ้มเอาไว้แบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน แถมมันยังทำให้เธอนึกถึงภาพอันงดงามในวัยเด็กที่เธอถูกคุณยายสะพายไว้ในตะกร้าไม้ไผ่อีกด้วย

กู้จิ้งหลับตาลงพลางสูดอากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเข้าไปเต็มปอด ใจอดคิดไม่ได้ว่าอากาศที่นี่คล้ายกับเขาเว่ยอวิ๋นมาก

สายลมฤดูร้อนที่โชยผ่านมาทำให้เธอรู้สึกเย็นขึ้นมาบ้าง ในความเย็นนั้นแฝงด้วยกลิ่นหอมหวาน และในกลิ่นหอมหวานก็แฝงด้วยกลิ่นเปรี้ยว

กู้จิ้งลืมตาขึ้นพลางยกศีรษะขึ้นจากบ่าของชายหนุ่มด้วยความสงสัย จากนั้นจึงหันไปกวาดตามองดูรอบๆ

บนภูเขาเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ยามนี้พระอาทิตย์เพิ่งขึ้น บนภูเขายังคงมีหมอกสีขาวจางๆ คล้ายกับผ้าแพรสีเงินปกคลุมอยู่ ทำให้ภาพรอบด้านดูราวกับความฝัน

ท่ามกลางภาพอันแสนงดงามนั้น กู้จิ้งได้กลิ่นที่คุ้นเคยของอะไรบางอย่าง

ผลหรูหรู คุณยายเคยเด็ดให้เธอกินสมัยที่แบกเธอขึ้นไปหาโสมในป่า

ผลหรูหรูมีสีดำอมม่วง เด็ดทีก็ได้มาเป็นพวง เวลากินจะมีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ มันเป็นของกินเล่นเพียงอย่างเดียวของกู้จิ้งสมัยยังเด็ก ทั้งยังเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดของเธอ พอโตขึ้น เธอก็ออกจากภูเขาไปใช้ชีวิตกับพ่อแม่ ไม่ค่อยได้กลับไปที่เขาเว่ยอวิ๋นอีก

กว่าจะได้กลับไป ที่นั่นก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แถมคุณยายก็แก่มากแล้ว

เดินไปทั่วเขาเว่ยอวิ๋น เธอก็หาผลหรูหรูไม่พบอีก

คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้กลิ่นของผลหรูหรู

ดวงตาของกู้จิ้งกวาดมองไปรอบๆ หวังจะหาผลไม้สีม่วงอมดำที่คุ้นเคยให้พบท่ามกลางพุ่มไม้หนาทึบเหล่านั้น

ตาล่ำบึ้กสังเกตเห็นเธอขยับตัวไปมาก็หยุดชะงักแล้วก้มลงมองเธอด้วยความสงสัย งุนงงอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจความหมายของเธอ เขาจึงเอ่ยออกมาว่า “@#$%&*@#$%&*” ประโยคหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดอะไร

กู้จิ้งร้อนใจขึ้นมา

เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าเช้านี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย เธอหิวแล้ว!

ตอนนี้เธออยากกินผลหรูหรู

จากภูเขาไปหลายปี ตอนนี้ยังหลงมาอยู่ในสถานที่ที่อันตรายแถมยังไม่คุ้นเคยเช่นนี้อีก ความปรารถนาที่มีต่อของกินเล่นในอดีตจึงไม่ต่างอะไรจากพยาธิที่มุดเข้าไปในสมองของเธอ

เธออยากกินผลหรูหรู!

บางทีอาจเป็นเพราะขยับตัวแรงเกินไป ตาล่ำบึ้กก็เลยต้องวางเธอลงบนก้อนหินด้านข้าง

กู้จิ้งซึ่งนั่งอยู่บนก้อนหินใช้มือบอกใบ้ ผลไม้ลูกเล็กๆ เอามากินได้ จากนั้นก็ทำท่าเคี้ยวให้เขาดู

ตาล่ำบึ้กลำบากใจมาก เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบมันฝรั่งออกมาจากถุงผ้าเนื้อหยาบ เหมือนจะถามเธอว่าจะเอามันฝรั่งไหม

กู้จิ้งมองมันฝรั่งซึ่งถูกมือใหญ่หยาบกร้านบีบจนแทบจะแหลกแล้วก็จนใจเหลือเกิน มันฝรั่งน่าเกลียดขนาดนี้ เธอไม่กินหรอก เธอจะกินผลหรูหรู

ดังนั้นเธอจึงพยายามบอกใบ้อีกครั้งสุดความสามารถ แถมยังทำจมูกหยุกหยิกเพื่อบอกเขาว่า ตอนนี้ในอากาศมีกลิ่นเปรี้ยวอมหวาน นั่นคือผลหรูหรู นายเข้าใจไหม!

ต้องหาเลี้ยงสักหน่อยแล้ว (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

ชายหนุ่มสูดกลิ่นอยู่ครู่หนึ่งก็ทำท่าเหมือนจะเข้าใจ “@#$%&*@#%$&*?”

ดวงตาของกู้จิ้งเปล่งประกายขึ้นทันที

แม้เธอจะไม่เข้าใจภาษา ‘@#%$*&%$#’ ของเขา แต่ในประโยคนั้นมีคำหนึ่งที่ออกเสียงเหมือนกับคำว่าหรูหรูมาก!

เธอมองเขาด้วยความดีใจพลางตอบว่า “ผลหรูหรู ฉันจะกินผลหรูหรู!”

ชายหนุ่มจ้องกู้จิ้งตาเขม็ง ดวงตาฉายแววยินดี “@$#&* ผลหรูหรู @#$&%# ผลหรูหรู”

พูดจบเขาก็วางเคียวกับถุงผ้าเนื้อหยาบลงตรงข้างกายกู้จิ้งแล้วหันมาพูด “@#$%&*%$” กับเธออีกรอบ จากนั้นก็เริ่มถกขากางเกง ถอดรองเท้าสาน เสร็จแล้วจึงเดินข้ามคูน้ำเล็กๆ ไปก่อนจะมุดเข้าไปในป่าหนาทึบด้านข้าง

นับแต่เมื่อคืนวาน กู้จิ้งก็ต้องคอยชิงไหวชิงพริบกับผู้ชายคนนี้อยู่ตลอดเวลา ยามนี้เห็นเขาหายตัวไป ทิ้งให้เธอนั่งมองดูต้นไม้หนาทึบเขียวขจีรอบด้านอยู่บนก้อนหินตามลำพัง ตอนแรกเธอยังโล่งอก ใจคิดว่าในที่สุดก็ได้อยู่สงบๆ เสียที

แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เริ่มนั่งไม่ติด

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เธอก็เริ่มตื่นตระหนก

ที่นี่คือบนภูเขานะ

แถมดูแล้วยังเป็นภูเขาที่ยังไม่ผ่านการบุกเบิกอีกด้วย

บนภูเขามีงูหรือเปล่า มีหนูหรือเปล่า มีสัตว์ป่ากินคนหรือเปล่า?

ทำไมตาล่ำบึ้กนั่นยังไม่กลับมาอีก?

เขาคงไม่ได้ทิ้งเธอเอาไว้ตรงนี้ ส่วนตัวเองเผ่นไปแล้วหรอกนะ กู้จิ้งเริ่มคิดถึงผู้ชายตัวใหญ่คนนั้นในแง่ร้ายที่สุด

แต่คิดดูอีกทีก็ไม่น่าจะใช่ เขาจ่ายเงินซื้อเธอมา ย่อมต้องอยากให้เธอมีลูกชายลูกสาวให้ จะยอมตัดใจทิ้งเธอไปได้อย่างไร? แถมจะว่าไป เขาจนขนาดนั้น คงไม่มีปัญญาซื้อผู้หญิงคนที่สองแน่!

กู้จิ้งก้มลงมองถุงผ้าเนื้อหยาบเก่าขาดใบนั้นก่อนจะหยิบมันฝรั่งหัวหนึ่งขึ้นมาโยนเล่นแก้เบื่อ

ท้องของเธอร้องดังโครกคราก หากเขายังไม่กลับมาอีก เธอคงต้องยอมกินมันฝรั่งหน้าตาน่าเกลียดนี่เสียแล้ว

ระหว่างที่เธอจำต้องเลือกระหว่างความรังเกียจมันฝรั่งกับความหิวนั้นเอง ตาล่ำบึ้กก็กลับมา

เขาใช้เสื้อคลุมสีครามห่ออะไรบางอย่างกลับมาด้วย

ไม่ต้องดู แค่ใช้จมูกดมกู้จิ้งก็รู้ว่านั่นคือผลหรูหรู

เธอกวักมือเรียกเขาด้วยความดีใจ ตาล่ำบึ้กโบกมือเหมือนจะบอกเธอว่าอย่าใจร้อน จากนั้นจึงย่อกายลงตรงข้างลำธาร จัดการล้างผลหรูหรูให้สะอาด เสร็จแล้วจึงยื่นมันมาให้เธอ

“@#$%&*% ผลหรูหรู” เขาพูดกับเธอ

กู้จิ้งหิวมาก เธอรีบคว้าผลหรูหรูมาจากมือของเขาด้วยความดีใจแล้วกินมันลงไปทันที

เพียงกัดครั้งเดียว เธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา

นี่คือรสชาติที่เคยกินสมัยยังเด็ก เปรี้ยวๆ หวานๆ ลูกโตน้ำเยอะ

นี่คือผลหรูหรูที่คุณยายเคยเด็ดให้เธอกิน!

เธอกินมันลงไปลูกแล้วลูกเล่าโดยไม่สนใจสักนิดว่าหากกินมากเกินไปจะทำให้เข็ดฟันได้

อร่อย อร่อยจริงๆ อร่อยมากๆ!

ที่แท้ผู้ชายบ้านนอกหยาบกร้านล้าหลังคนนี้ก็มีข้อดีอยู่...

ในจังหวะที่เธอกำลังกินจนลืมตัวนั้นเอง เธอบังเอิญเงยหน้าขึ้นเห็นตาล่ำบึ้กกำลังส่งยิ้มมาให้พอดี

กู้จิ้งนิ่งอึ้งไป

แสงแดดยามเช้าลอดผ่านป่าหนาทึบลงมาเห็นเป็นสะเก็ดแสงสีทองดวงเล็กๆ แสงสีทองเหล่านั้นสาดส่องลงบนแผงอกแกร่งและใบหน้าคล้ำแดดของเขา เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงและเงาเช่นนี้ เขาก็ดูไม่เหมือนผู้ชายหยาบกร้านล้าหลังซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาอีก แต่ดูเหมือนรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของชั้นเรียนศิลปะ

โดยทั่วไปแล้วรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ในชั้นเรียนศิลปะมักเป็นชาวตะวันตก บางทีอาจเป็นเพราะมีเครื่องหน้าคมเข้มก็เลยสามารถแสดงให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของแสงและเงาได้อย่างชัดเจน

และยามนี้ ผู้ชายซึ่งมีเครื่องหน้าคมเข้มจนเรียกได้ว่าเป็นชายรูปงามกำลังส่งยิ้มมาให้เธอ

รอยยิ้มของเขาสดใสเหมือนแสงตะวันยามเช้า แต่กลับอบอุ่นกว่าแสงตะวันยามเช้ามาก

ในมือของเขายังมีผลหรูหรูอีกจำนวนมาก ล้วนเป็นผลหรูหรูที่เขาเพิ่งเอาไปล้างที่ลำธารมาทั้งสิ้น

“@#$%&*%$#*&^%$?”

“$%&^$#@?”

ตาล่ำบึ้กเหมือนจะสงสัยว่าทำไมกู้จิ้งถึงไม่กินต่อ? เขายื่นผลหรูหรูที่เหลืออยู่ในมือมาให้เธอแล้วชี้ไปที่ลำธารด้านข้าง ท่าทางเหมือนอยากจะพูดว่าอร่อยมาก สะอาดมากสินะ?

กู้จิ้งก้มหน้าลงลิ้มรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ที่ติดอยู่บนริมฝีปาก แต่ในใจกลับเปรี้ยวฝาด

จริงๆ แล้วผู้ชายล้าหลังโง่เขลาคนนี้เป็นคนดี

แม้เขาจะจ่ายเงินซื้อภรรยาเพราะความโง่เขลาและล้าหลัง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขายากจน ซ้ำยังไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา แต่เนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนใจดีมาก

เมื่อวานเธอไม่ควรแทงเขาเลยจริงๆ

คิดถึงตรงนี้เธอก็เงยหน้าขึ้นมองแขนของเขา บาดแผลของเขาประสานกันเร็วกว่าที่คาด ซ้ำยังเริ่มตกสะเก็ดแล้ว

 ตาล่ำบึ้กเหมือนจะรับรู้ว่าเธอกำลังมองบาดแผลของเขา เขาจึงยกแขนขึ้นพลางพูด “@#¥%&%¥@” สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังปลอบใจเธอ

เฮ้อ...

กู้จิ้งถอนใจคำหนึ่ง

ช่างเป็นคนดีจริงๆ!

 

เซียวเถี่ยเฟิงอุ้มปีศาจสาวกลับบ้าน

ร่างของปีศาจสาวเบามาก ส่วนเขามีแรงเยอะ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด ไม่เพียงไม่เหนื่อย แต่ยังรู้สึกเหมือนในร่างเปี่ยมด้วยพละกำลังอีกด้วย

เขาชอบความรู้สึกที่ร่างอ่อนนุ่มของปีศาจสาวซบแนบอยู่กับบ่าของเขา

นางหลับตาลงพลางเหยียดแขนบิดขี้เกียจอย่างมีความสุข

แสงแดดยามเช้าลอดผ่านต้นไม้หนาทึบลงมากระทบกับใบหน้างดงามขาวสะอาดของนาง ทำให้เขามองเห็นขนตาที่กำลังขยับเบาๆ รวมทั้งจมูกเล็กๆ ของนางได้อย่างชัดเจน

นางดูไม่เหมือนปีศาจสาว แต่เหมือนกับเทพธิดาที่ตกลงมาจากสวรรค์มากกว่า

เทพธิดาที่งดงามเช่นนี้กลับตกลงมาสู่อ้อมกอดของเขา

เซียวเถี่ยเฟิงอยากให้ทางเดินกลับบ้านนี้ทอดยาวจนสามารถเดินไปได้ตลอดชีวิต

คิดได้เช่นนี้ พอเดินไปถึงทางแยก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจเลี้ยวไปทางขวา

แบบนี้จะได้อ้อมไปอีกรอบหนึ่ง

คิดไม่ถึงว่ากำลังเดินอยู่ ปีศาจสาวก็เริ่มขยับ นางหันมาพูดกับเขาด้วยภาษาปีศาจพลางพยายามบอกใบ้อะไรบางอย่าง

เขายืนตะลึงอยู่กับที่

หรือนางจะรู้ว่าเขาเดินผิดทาง?

ปีศาจสาวโมโหงั้นรึ?

เขาทำอะไรไม่ถูก ปีศาจสาวโกรธ เขาควรจะทำอย่างไรดี?

“ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจหลอกเจ้า ทางสายนี้ทิวทัศน์งดงาม มีภูเขามีลำธาร...” เขาลนลานอธิบาย

เขาไม่อยากให้ปีศาจสาวโกรธ เขายังอยากให้นางเอนร่างซบกับร่างของเขาอีก

แต่ปีศาจสาวกลับไม่มีทีท่าจะสงบลงสักนิด นางขมวดคิ้วแน่นพลางโบกมือไปมาอย่างไม่สบอารมณ์ จมูกน้อยๆ ขยับหยุกหยิก ปากก็ส่งเสียงอือๆ อาๆ ไม่หยุด

หัวใจของเขากระตุกวูบ ใจคิดว่าหรือนางจะหิว? คิดดูก็น่าจะใช่ ปีศาจสาวเองก็คงต้องกินข้าว เขาคิดแต่จะเดินอ้อมไกลๆ ทำไมไม่คิดบ้างว่าปีศาจสาวต้องทนหิวมาจนป่านนี้!

เซียวเถี่ยเฟิงรู้สึกผิดมาก เขารีบวางนางลงบนก้อนหินแล้วหยิบมันฝรั่งออกมาส่งให้ คิดไม่ถึงว่านางจะมองมันฝรั่งอย่างไม่พอใจแล้วพยายามทำท่าบอกใบ้อีก

นางดูร้อนใจมาก แม้กระทั่งปลายจมูกก็มีเหงื่อซึมออกมา

เซียวเถี่ยเฟิงมองนางอย่างลำบากใจ สมองพยายามคาดเดาความหมายของนางสุดความสามารถ

ปีศาจ...ปกติจะคิดอะไรกันนะ?

ปีศาจสาวกำลังร้อนใจเรื่องอะไร?

ปากของปีศาจสาวเดี๋ยวก็อ้าเดี๋ยวก็หุบ หรือนางจะหิวแล้ว แต่ปีศาจสาวกินอะไรกันเล่า?

เซียวเถี่ยเฟิงร้อนใจมาก ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้!

เขาได้กลิ่นหอมหวานของผลหรูหรูลอยมาตามลม หรือปีศาจสาวก็ได้กลิ่นเหมือนกัน นางอยากกินอย่างนั้นหรือ?

ดังนั้นเขาจึงพึมพำว่า “หรือปีศาจสาวอยากกินผลหรูหรู?”

คิดไม่ถึงว่าพอปีศาจสาวได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าเล็กๆ ก็เปล่งประกายสดใสขึ้นทันที “@#$&%$# ผลหรูหรู @#$%&%$ ผลหรูหรู!”

เซียวเถี่ยเฟิงไม่อยากจะเชื่อเลย ที่แท้ปีศาจสาวก็รู้จักผลหรูหรูด้วย!

แต่ไม่นานนักเขาก็เข้าใจ ปีศาจสาวบำเพ็ญตบะอยู่ในภูเขา ย่อมรู้จักผลไม้บนภูเขาดี

นางอาจจะไม่คุ้นชินกับอาหารของมนุษย์ และรู้จักแต่ผลไม้บนภูเขาเท่านั้น

เซียวเถี่ยเฟิงดีใจมาก เขารีบวางถุงผ้ากับเคียวในมือลงแล้วหันไปกำชับปีศาจสาวว่า “ข้าจะไปเด็ดมาให้เจ้า ขาของเจ้าแพลง อย่าขยับไปไหนล่ะ เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา”

กำชับเสร็จเขาก็รีบเข้าไปในป่าเพื่อเก็บผลหรูหรูมาให้นาง

นึกถึงท่าทางอยากกินสุดๆ ของปีศาจสาวเมื่อครู่ เขาก็เด็ดแล้วเด็ดอีกจนได้มาเป็นกองใหญ่ พอกลับมาก็เห็นปีศาจสาวกำลังโยนมันฝรั่งเล่นพลางหันไปมองซ้ายทีขวาทีด้วยท่าทางเซื่องซึม

เห็นเช่นนี้ เขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

บางทีปีศาจสาวอาจชอบกินแต่ผลหรูหรูบนภูเขา ไม่ชอบกินมันฝรั่ง นางกำลังคิดจะเปลี่ยนมันฝรั่งเป็นผลหรูหรูอยู่หรือเปล่า?

แต่เสียดาย...อาคมของนางไม่แก่กล้ามากพอ...

เซียวเถี่ยเฟิงล้างผลหรูหรูให้สะอาดแล้วเอาไปให้ปีศาจสาว นางก็รับไปกินโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แถมยังกินจนมุมปากเปื้อนน้ำสีแดงอมม่วงเต็มไปหมด

ช่างเป็นปีศาจสาวที่น่ารักจริงๆ

เซียวเถี่ยเฟิงนั่งลงข้างๆ พลางมองดูปีศาจสาวกินผลหรูหรูอย่างเอร็ดอร่อย ใจคิดว่าต่อไปคงต้องเด็ดผลไม้บนภูเขามาให้นางกินมากๆ เสียแล้ว...

แต่จู่ๆ นางก็หยุดกิน

เขามองนางด้วยความงุนงง เป็นอะไรไปอีกหรือ?

คิดไม่ถึงว่าปีศาจสาวจะหันมาจ้องหน้าเขา จากนั้นก็เลื่อนลงไปที่อก แล้วเลื่อนต่ำลงไปอีก แววตานั้นดูราวกับกำลังประเมินว่าเขามีไอหยางมากพอหรือไม่

เซียวเถี่ยเฟิงกำลังคิดเรื่องเก็บผลไม้อยู่ พอถูกนางมองด้วยสายตาเช่นนี้ ผลไม้ก็เลือนหายไปจากสมองทันที เลือดในกายของเขาเริ่มพลุ่งพล่าน ลำคอแห้งผาก ในอกเหมือนถูกไฟแผดเผา

สูบไอหยาง (ตัวอย่างทดลองอ่าน)

เขาจ้องปีศาจสาวนิ่ง ใจนึกอยากจะโผเข้าไปจุมพิตริมฝีปากน้อยๆ ซึ่งเปื้อนน้ำสีม่วงอมแดงนั้นแล้วกดนางลงกับก้อนหินเหลือเกิน!

ปีศาจสาวเหมือนจะรับรู้ได้ถึงความปรารถนาของเขา ร่างของนางสั่นน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้าลง

เซียวเถี่ยเฟิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาพยายามสะกดกลั้นความปรารถนาซึ่งลุกโชนอยู่ในอกสุดความสามารถ จากนั้นจึงกล่าวปลอบโยนเสียงแหบพร่า

“ตอนนี้เจ้ายังไม่ต้องการไอหยาง ถ้าอย่างนั้น...ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไปเถอะ ข้าไม่รีบ”

คำพูดนี้ ไม่ตรงกับใจสักนิด

 

กู้จิ้งถูกตาล่ำบึ้กอุ้มเดินผ่านเนินเขาคูน้ำลำธารและต้นไม้โบราณเก่าแก่ไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็กลับไปถึงหมู่บ้าน

พอเข้าไปในหมู่บ้านก็มีคนมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตาล่ำบึ้กใจดีพูด “@#$&$#” กับพวกเขา คนเหล่านั้นก็มองดูนางด้วยความประหลาดใจก่อนจะหันไปหัวเราะคิกคักกับตาล่ำบึ้ก

ถูกรุมล้อมแบบนี้ กู้จิ้งใช้หัวเข่าคิดก็รู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไร

ผู้หญิงคนนี้ซื้อมาเท่าไหร่...

รีบพากลับบ้านไปแล้วมีลูกชายตัวอวบอ้วนเร็วๆ ล่ะ...

ระวังอย่าให้หนีไปได้นะ...

กู้จิ้งแค่นยิ้มเย็นอยู่ในใจ ทันใดนั้น เธอก็ต้องตะลึงงันอยู่กับที่

เธอค้นพบเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง

ทำไมชาวบ้านเหล่านี้รวมทั้งชาวบ้านที่ได้พบที่สวนแตงเมื่อเช้าต่างก็แต่งตัวไม่เข้ากับยุคสมัยเลย?

ตอนที่ได้พบกับตาล่ำบึ้กครั้งแรก เธอคิดว่าคนคนนี้ไม่ใส่ใจเรื่องการแต่งกาย ซ้ำยังยากจนจนคร้านจะใส่ใจเรื่องทรงผม คิดไม่ถึงเลยว่าทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด? แถมพวกเขายังสวมเสื้อผ้าที่เชยมาก มากจน...เหมือนเป็นแบบที่สวมกันเมื่อแปดร้อยปีก่อน...

หลังจากความงุนงงและความตื่นตระหนกผ่านพ้นไป กู้จิ้งฟังเสียงพูด “@#$%$#@*” ไม่คุ้นหูของพวกเขา ทันใดนั้นเธอก็เข้าใจ

นี่เป็นหมู่บ้านชนบทที่ล้าหลังเอามากๆ มากจนไม่รู้วันเดือนปี แถมพวกเขายังอาจจะเป็นชนกลุ่มน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ไม่เคยข้องแวะกับโลกภายนอก

เห็นได้ชัดว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมเป็นเสื้อผ้าของชนกลุ่มน้อย!

กู้จิ้งแอบส่ายหน้าพลางถอนใจอยู่เงียบๆ มิน่าตาล่ำบึ้กถึงได้มีเครื่องหน้าคมเข้ม ที่แท้เขาก็เป็นชนกลุ่มน้อย ไม่แน่ว่าอาจเป็นสายเลือดของชาวชี่ตันหรือหนี่เจินก็ได้... จริงๆ กู้จิ้งก็ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์หรือเรื่องของชนเผ่าต่างๆ สักเท่าไหร่ เธอจึงได้แต่คาดเดาไปมั่วๆ เท่านั้น

ตาล่ำบึ้กใจดีพูด “@#¥%&¥#@” กับชาวบ้านคนอื่นอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักก็เดินกลับไปถึงบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง

พอเดินเข้าไปในบ้าน กู้จิ้งก็ต้องแอบส่ายหน้าพลางถอนใจอีกรอบ

นี่เขาจนขนาดไหนกันนะ!

ในบ้านนั้นไม่มีอะไรสักอย่าง บนกำแพงดินซึ่งเหมือนจะถูกลมพัดล้มได้ทุกเมื่อมีเครื่องมือต่างๆ เช่น จอบ, เคียว ฯลฯ แขวนอยู่ บ้านดินซึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้เหมือนจะถล่มได้ตลอดเวลา หน้าต่างมีไปก็เหมือนไม่มี!

ตาล่ำบึ้กใจดีอุ้มกู้จิ้งเข้าไปในบ้าน จากนั้นจึงวางร่างนางลงบนเตียงพลางพูด “@#$%&*%$#” ประโยคหนึ่ง

กู้จิ้งซึ่งนั่งอยู่บนเตียงได้แต่ส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ

ทีนี้เธอก็รู้แล้วว่าอะไรคือยากจนจนเหลือแต่ผนังสี่ด้าน

ก็คือจนจนที่บ้านเหลือแต่ผนังสี่ด้านกับเตียงเท่านั้นน่ะสิ!

ผู้ชายก็คือผู้ชาย ผู้ชายหยาบกร้านยากจนล้าหลัง จนจนไม่มีข้าวกินอิ่มท้อง แต่ก็ยังคิดจะซื้อภรรยามาสนองความต้องการของไอ้นั่น แถมยังคิดจะมีทายาทสืบสกุลที่แสนจะยากจนข้นแค้นของตัวเอง เขาคิดว่าที่บ้านเขามีตำแหน่งฮ่องเต้ให้สืบทอดหรือยังไง!

กู้จิ้งกำลังคิดนั่นคิดนี่เรื่อยเปื่อยก็เห็นตาล่ำบึ้กใจดีเดินออกไปข้างนอกแล้วเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่าง กู้จิ้งเงี่ยหูฟัง เหมือนจะผ่าฟืนทำอาหาร?

ทำอาหาร...

กู้จิ้งนึกถึงอาหาร ท้องก็ร้องโครกคราก น้ำลายเริ่มไหลอย่างไม่อาจควบคุมได้

ผลหรูหรูแค่ช่วยรองท้องเท่านั้น ทำให้อิ่มไม่ได้ ตอนนี้เธอหิวมาก หิวจนนึกเสียใจที่ตัวเองไม่ยอมกินมันฝรั่ง

ตาล่ำบึ้กใจดีนั่นทำอาหารเป็นหรือเปล่า เขาจะทำอาหารอะไร? ซี่โครงหมูนึ่ง, ปลาหลีฮื้อน้ำแดง, หมูชุบแป้งทอด? ลูกชิ้นสี่สหาย, ปีกไก่ต้มโค้ก, หมูสามชั้นผัดต้นกระเทียม?

กู้จิ้งคิดพลางแอบน้ำลายไหลอยู่เงียบๆ แต่พอมองดูบ้านหลังคารั่วกับเสื่อขาดๆ บนเตียงแล้ว เธอก็คิดว่า มะเขือเทศผัดไข่กับซุปเกอต๋า[1]น่าจะเป็นไปได้มากกว่า

กำลังคิดอยู่ ตาล่ำบึ้กก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยอ่างไม้ใบหนึ่ง

กู้จิ้งรีบชะโงกหน้าไปดู ทันใดนั้น ความหวังในใจก็ดับมอด

ในนั้นมีแต่น้ำ...น้ำสะอาด แม้กระทั่งเม็ดข้าวสักเม็ดก็ยังไม่มี

เขาจะให้เธอดื่มแต่น้ำเย็นทุกวันงั้นรึ?

เห็นภาพที่น่าอนาถเช่นนี้แล้ว กู้จิ้งซึ่งกำลังหิวโซก็แทบจะเสียสติ “นี่ นายรู้บ้างไหม ถ้าขาดสารอาหารนานๆ จะทำให้ผู้หญิงหมดประจำเดือน ถ้าหมดประจำเดือนก็มีลูกให้นายสืบสกุลไม่ได้ นายจะรังแกฉันแบบนี้ไม่ได้นะ! ปล่อยให้ฉันหิวตายไม่มีผลดีอะไรต่อพวกเราสองคนสักนิด นายรู้บ้างไหม?”

ตาล่ำบึ้กเห็นเช่นนี้ก็มองกู้จิ้งด้วยความงุนงง จากนั้นจึงยื่นมือลงไปในอ่าง

กู้จิ้งแทบจะเสียสติ

น้ำสำหรับดื่ม แต่เขากลับยื่นมือลงไป?

ตาล่ำบึ้กมองกู้จิ้งด้วยความงุนงงกว่าเดิม เขาพูด “@#$%&*&%” ออกมาประโยคหนึ่ง จากนั้นก็เอื้อมมือมาจับมือเธอลงไปแช่น้ำแล้วเริ่มล้างให้

นี่...

กู้จิ้งเบิกตามองตาล่ำบึ้กล้างมือให้เธอ จนกระทั่งเขาหยิบผ้าเนื้อหยาบผืนหนึ่งมาเช็ดมือเธอจนแห้ง เธอก็ยังตั้งสติไม่ได้

ตาล่ำบึ้กใจดีกำลังช่วยล้างมือให้เธอ ล้างมือแล้วถึงจะกินข้าวได้...

ชั่ววินาทีนี้ กู้จิ้งทั้งเหยียดหยามตัวเอง ทั้งซาบซึ้งใจในตัวตาล่ำบึ้ก แต่ไม่นานนักเธอก็เข้าใจ เขาคิดจะจับเธอล้างให้สะอาด ป้อนให้อิ่ม แล้วค่อยจับเธอกดเตียงสินะ?

ช่างเป็นตาล่ำบึ้กใจดีที่รักสะอาดเหลือเกิน!

กู้จิ้งนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ พลางจับตาดูการเคลื่อนไหวของตาล่ำบึ้กใจดีอย่างระมัดระวัง

เธอเห็นเขาเดินออกไปข้างนอก ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมกับกระจาดกลมๆ ซึ่งสานจากเถาวัลย์ใบหนึ่ง ในกระจาดนั้นคือขนมเปี๊ยะร้อนๆ

ขนมเปี๊ยะนั้นเป็นสีทองนุ่ม ดูเหมือนจะใส่ไข่ แถมยังใส่ต้นหอมซอยกับเมล็ดอวี๋เฉียนด้วย?

ดวงตาของกู้จิ้งเปล่งประกายเจิดจ้า

หญิงสาวซึ่งกำลังหิวโหยเต็มที่ลืมมะเขือเทศผัดไข่กับซุปเกอต๋าไปทันที ในใจเหลือเพียงแค่ขนมเปี๊ยะไข่ตรงหน้าเท่านั้น!

ตาล่ำบึ้กคงจะมองสีหน้าหิวโหยของเธอออก เขาจึงรีบวางกระจาดลงตรงหน้าเธอพลางพูด “%&*%” ประโยคหนึ่ง

แต่เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจเขา ยามนี้เธอคิดแต่จะกินขนมเปี๊ยะ มือทั้งสองรีบคว้าขนมเปี๊ยะแผ่นหนึ่งมาถือเอาไว้แล้วเป่าลมเบาๆ ให้หายร้อน จากนั้นก็ยัดเข้าไปในปาก

ขนมเปี๊ยะ ขนมเปี๊ยะหอมฉุย! อร่อย ต้องอร่อยแน่ๆ! แค่ดูก็อร่อยแล้ว!

แต่ทันทีที่ฟันสัมผัสกับขนมเปี๊ยะ ร่างของเธอก็แข็งค้างอยู่กับที่

ฟันของเธอ...เสียวเหลือเกิน เสียวแปลบๆ

เธอตระหนักถึงเรื่องเศร้าเรื่องหนึ่งขึ้นมา กินผลหรูหรูมากเกินไปจะทำให้เข็ดฟัน

คิดได้เช่นนี้ น้ำตาก็ร่วงลงมาทันที

 

เซียวเถี่ยเฟิงอุ้มปีศาจสาวขาแพลงกลับบ้าน พอเดินไปถึงโม่หินเก่าแก่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน บรรดาคนเฒ่าคนแก่ซึ่งกำลังนั่งรับลมอยู่ตรงนั้นก็ยกชามโจ๊กในมือขึ้นดื่มพลางร้องทักทายเขา

“เถี่ยเฟิง เจ้าอุ้มใครกลับมาน่ะ?”

เซียวเถี่ยเฟิงไม่คิดจะปิดบังสักนิด “เมีย”

“หา! เจ้ามีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีเมียโผล่ออกมาได้!”

ผู้พูดคือจ้าวยาจื่อซึ่งมีอาชีพเป็นแม่สื่อ ระยะนี้นางกำลังหาเมียให้เซียวเถี่ยเฟิง แต่จนใจที่เขาอ้างว่าตัวเองจนมาก ไม่มีปัญญาแต่งเมีย นางกำลังคิดจะเกลี้ยกล่อมเขาอยู่พอดีว่า ไม่ว่าจนแค่ไหนก็สมควรต้องแต่งงาน

ไม่คิดเลยว่า อยู่ดีๆ เขาจะอุ้มเมียกลับมา?

คนที่นั่งอยู่ข้างกายจ้าวยาจื่อคือจ้าวฝูชาง

จ้าวฝูชางมีเคราขาว หลังค่อม เป็นบิดาของจ้าวจิ้งเทียน สมัยหนุ่มๆ ชายชราผู้นี้นับได้ว่าเป็นคนมีหน้ามีตาในเขาเว่ยอวิ๋น เขาเคยเป็นหัวหน้าพรานมาหลายปี สั่งสมที่ดินดีๆ ให้ตระกูลจ้าวได้ถึงยี่สิบกว่าไร่ ซ้ำยังเปิดร้านขายยาร้านหนึ่งที่เชิงเขา แต่ละปีทำรายได้ได้ไม่น้อย

พอจ้าวฝูชางอายุมากขึ้น ตำแหน่งหัวหน้าพรานก็ตกเป็นของจ้าวจิ้งเทียน แม้หลายปีมานี้ตำแหน่งหัวหน้าพรานจะเคยตกอยู่ในมือคนตระกูลอื่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นของจ้าวจิ้งเทียนอยู่ดี

จ้าวฝูชางเห็นเซียวเถี่ยเฟิงเดินมาแต่ไกลก็หรี่ตาลงพลางยกมือขึ้นลูบเครา จากนั้นจึงวางชามลง

“เถี่ยเฟิง คงจ่ายเงินแต่งเมียไปไม่น้อยเลยสินะ? อีกไม่นานก็คงได้อุ้มลูกชายตัวอวบอ้วนแล้ว? ข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านก็ควรหาเพิ่มได้แล้ว ถ้าขาดเหลืออะไรก็ไม่ต้องเกรงใจ ไปขอจากป้าของเจ้าได้เลย”

เซียวเถี่ยเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็หันไปมองจ้าวฝูชางพลางกล่าวยิ้มๆ “ท่านลุง ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ข้าแต่งเมียคนนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน ลูกก็คงยังไม่รีบมี แค่กินอิ่มท้องข้าก็พอใจแล้ว เรื่องอื่นยังไม่ได้คิดอะไร มีชีวิตอย่างไรก็ต้องอยู่ต่อไปเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

เซียวเถี่ยเฟิงตอบกลับไปอย่างสุภาพ ในใจรู้ดีว่าจ้าวฝูชางคิดหยั่งเชิงตนเอง จ้าวฝูชางเป็นคนมากเล่ห์ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหนิวปาจินคิดยุแยงให้เขาแย่งชิงตำแหน่งผู้นำพราน

 

 

------------------------------------

[1] ทำจากแป้งสาลีนวดปั้นเป็นก้อนเล็กๆ หรือเส้นอ้วนๆ เหมือนลอดช่องแล้วนำไปต้มเป็นซุปข้นๆ