ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เรียกข้าว่าคุณหนูอันดับหนึ่ง 嫡嫁千金

ผู้แต่ง เชียนซานฉาเค่อ
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ขอตอบแทนหนึ่งแค้นที่แสนรัก ให้กระอักล้มหายตายเป็นผี ให้ขึ้นชื่อลือชั่วทั่วปฐพี เจ้าวอดวายแค้นนี้จึงจบกัน

บทนำ

ขอตอบแทนหนึ่งแค้นที่แสนรัก

ให้กระอักล้มหายตายเป็นผี

ให้ขึ้นชื่อลือชั่วทั่วปฐพี

เจ้าวอดวายแค้นนี้จึงจบกัน 

----------------------------------

Author: 千山茶客

Chinese edition copyright  潇湘书院(天津)文化发展有限公司

Thai edition copyright  Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED

สารบัญ

ระวังเจ้านายจะถลกหนังเอา

          ย่างเข้าเดือนห้า

          ฤดูใบไม้ผลิผันผ่าน อากาศร้อนค่อยๆ แผ่เข้ามาปกคลุม

          แสงสุริยันแรงกล้าสาดส่องลงมายังเมืองเยี่ยนจิง บรรดาพ่อค้าแม่ขายตามท้องถนนต่างหลบแดดอยู่ภายใต้เงาไม้

          อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ บรรดาคุณหนูคุณชายตระกูลใหญ่ไหนเลยจะยอมลำบากออกมากรำแดด จะมีก็แต่คนชนชั้นแรงงานที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง หลายคนกำลังแบกไหสุรารำข้าวที่แช่น้ำจนเย็นฉ่ำมาเร่ขายตามบ่อนพนันบ้าง โรงน้ำชาบ้าง อย่างไม่กลัวลำบาก หวังเพียงผู้กระหายน้ำจะยอมควักเงินสักห้าอีแปะซื้อกินสักชาม เท่านี้ก็สามารถหาข้าวสารกรอกหม้อเพื่อให้มีแรงสู้งานหนักต่อไปได้แล้ว

          ทางทิศตะวันออกของเมืองมีจวนใหม่ผุดขึ้นหลังหนึ่ง แขวนป้ายชื่อไว้สูงลิ่วกลางป้ายมีอักษรจารึกว่า ‘จวนจอหงวน’

          ประกายแสงสีทองของอักษรทั้งสี่ส่องสว่าง ว่ากันว่าป้ายนี้ฮ่องเต้หงเซี่ยวพระราชทานให้กับท่านจอหงวน* คนใหม่ด้วยพระองค์เองจึงนับเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเกียรติยศอันสูงสุด หากบัณฑิตใดได้รับป้ายพระราชทานเช่นนี้ก็สมควรจัดงานเฉลิมฉลอง อาจถึงขั้นตีกลองร้องป่าวให้ญาติมิตรทั้งหลายได้รับรู้กันเลยทีเดียว

          จวนใหม่แห่งนี้มีบ่าวรับใช้เดินสวนกันไปมาอยู่ภายในสวนด้านในแน่นขนัด ต่อให้ด้านนอกจะร้อนอบอ้าวเพียงใด ภายในจวนกลับเย็นสบายยิ่ง

          ณ ห้องเล็กห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้กับกำแพงด้านในสุดของตัวบ้าน เวลานี้มีหญิงสามคนนั่งอยู่ด้านนอกของประตู สองในสามเป็นสาวใช้อายุไม่มากนัก แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีชมพู ที่เหลืออีกหนึ่งเป็นสาวใช้วัยกลางคนที่มีลักษณะอวบท้วม ทั้งสามจิบชาพลางเสวนากันอย่างออกรส ดูท่าจะสุขสบายกว่าเจ้านายเสียอีก

          สาวใช้หนึ่งในสามมองไปยังหน้าต่างห้อง กล่าวขึ้นว่า “ยิ่งอากาศร้อน กลิ่นยาในห้องยิ่งไม่ค่อยระบาย เหม็นจะแย่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าต้องทนไปอีกนานเท่าไร”

          “อย่าได้นินทาเชียว” บ่าวสูงวัยกว่าเตือนเสียงเบา “ระวังเจ้านายจะถลกหนังเอา”

          สาวใช้ในชุดสีชมพูเชิดหน้าไม่แยแส “จะถลกได้อย่างไร นายท่านไม่ได้มาเหยียบเรือนของฮูหยินถึงสามเดือนแล้วกระมัง” นางแสร้งทำเป็นลดน้ำเสียงให้เบาลง “เหตุการณ์คราวนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้ว ที่นายท่านไม่เอาเรื่องก็ถือว่าปรานีอย่างที่สุด หากว่าเป็นชายอื่น…” สาวใช้แสยะปาก “เฮอะ...ไม่รู้ว่านางจะทนอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกทำไม ไร้ประโยชน์สิ้นดี”

          หญิงวัยกลางคนนึกอยากกล่าวเสริม แต่กลับถูกสาวใช้อีกคนเอ่ยแทรก “อันที่จริงฮูหยินก็น่าสงสาร เกิดมางดงาม สติปัญญาเป็นเลิศ อีกทั้งยังมีจิตใจเมตตา ใครจะไปรู้ว่านางจะอาภัพวาสนา ต้องพบกับเรื่องแบบนี้เข้า”

          แม้ว่าทั้งสามจะพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาแล้วก็ตาม แต่ในช่วงกลางวันของฤดูร้อนที่เงียบสงบ ทั้งยังห่างกันไม่ไกลนัก แต่ละพยางค์ แต่ละถ้อยคำ ล้วนเข้าสู่หูของคนที่อยู่ภายในห้องอย่างชัดเจน

          บนเตียงเล็กในห้อง... เซวียฟังเฟยนอนนิ่ง หางตายังคงมีคราบน้ำตาที่แห้งไปแล้วพาดอยู่เป็นทาง ใบหน้าที่ขาวซีดจากอาการป่วยยิ่งทำให้นางดูทรุดโทรมขึ้นไปอีก มองแล้วให้ความรู้สึกน่าเวทนามากกว่าจะเป็นหญิงงาม

          ใช่แล้ว... นางเคยงดงาม

          งามถึงขั้นกล่าวขานกันว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเยี่ยนจิง

          วันที่นางออกเรือน คุณชายบางคนถึงขั้นลงทุนว่าจ้างกลุ่มวณิพกให้วิ่งชนเกี้ยวเจ้าสาว ทำเอาผ้าคลุมหน้าของนางร่วงหล่น เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยสะคราญปานบุปผา บรรดาฝูงชนสองข้างถนนต่างพากันจ้องมองตาไม่กะพริบ

          ก่อนที่นางจะแต่งไปอยู่ไกลถึงเยี่ยนจิง ‘เซวียฮว๋ายหย่วน’ บิดาของนาง... หรือก็คือนายอำเภอใจซื่อมือสะอาดของอำเภอถงเซียงแห่งเมืองเซียงหยาง ก็ยังเป็นกังวลถึงกับกำชับว่า ‘หลี่เอ๋องดงามปานล่มเมือง แต่งามนักมักมีภัย พ่อกลัวแต่เสิ่นอวี้หยงจะปกป้องเจ้าไม่ได้’

          ‘เสิ่นอวี้หยง’ คือสามีของนางนั่นเอง

          ก่อนที่เสิ่นอวี้หยงจะสอบจอหงวนได้เขาเป็นแค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่ง บ้านของเสิ่นอวี้หยงอยู่ที่เมืองเยี่ยนจิง ท่านยายของเขา ‘เฉาฮูหยิน’ เคยอาศัยอยู่ที่เมืองเซียงหยาง เมื่อสี่ปีก่อนเฉาฮูหยินถึงแก่กรรม เสิ่นอวี้หยงและมารดากลับมาเซียงหยางเพื่อเคารพศพ จึงได้รู้จักกับเซวียฟังเฟยเข้า

          ถงเซียงเป็นแค่อำเภอเล็กๆ อำเภอหนึ่งของเมืองเซียงหยาง เซวียฮว๋ายหย่วนก็เป็นเพียงนายอำเภอตำแหน่งเล็กๆ มารดาของเซวียฟังเฟยสิ้นใจตอนให้กำเนิดน้องชายของนางนามว่าเซวียเจา หลังจากไร้มารดา ชีวิตความเป็นอยู่ภายในบ้านก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย มีเพียงสองคนพี่น้องและบิดาที่ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันมาอย่างรักใคร่กลมเกลียว

          เมื่อเซวียฟังเฟยมีอายุเหมาะสมจะออกเรือน เพราะนางเกิดมารูปงาม บรรดาคุณชายน้อยใหญ่จากเมืองใกล้ไกลต่างก็พากันส่งเทียบมาสู่ขอ เซวียฮว๋ายหย่วนวิตกกังวลกับการแต่งงานของบุตรสาวนัก หากนางได้ออกเรือนกับคุณชายตระกูลใหญ่ที่มีหน้ามีตา แน่นอนว่าต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ทว่าทุกอย่างในโลกนี้ล้วนยากที่จะกำหนดให้เป็นไปตามใจหวัง อีกอย่าง... เซวียฮว๋ายหย่วนเองก็ชื่นชอบเสิ่นอวี้หยงด้วยใจจริง

          แม้ว่าเสิ่นอวี้หยงจะไร้ตำแหน่งแต่ก็มีปฏิภาณไหวพริบ เฉลียวฉลาด เป็นบุรุษที่จะต้องได้ดิบได้ดีไม่วันใดก็วันหนึ่ง พอคิดได้เช่นนี้ จึงยอมตัดใจให้เซวียฟังเฟยออกเรือนไปอยู่กับเสิ่นอวี้หยงที่เมืองเยี่ยนจิง

          เซวียฟังเฟยเองก็ตกลงปลงใจจะแต่งให้กับเสิ่นอวี้หยงเพราะนางชอบพอเขา

          นางแต่งกับเสิ่นอวี้หยง ย้ายมาอยู่เยี่ยนจิง ถึงแม้ว่าแม่สามีจะไม่ดีต่อนาง มีหลายครั้งที่ทำให้น้อยอกน้อยใจทว่าเสิ่นอวี้หยงนั้นดีนัก ความดีของเขาเพียงพอจะทดแทนความ อยุติธรรมที่นางได้รับ ความไม่พอใจทั้งหมดทั้งมวลจึงมลายสิ้น

          ช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วเสิ่นอวี้หยงสอบจอหงวนได้ สร้างชื่อเสียงมากมายให้แก่วงศ์ตระกูล มีการขี่ม้าแห่ขบวนเสียใหญ่โต อีกทั้งฮ่องเต้ยังพระราชทานจวนหลังใหญ่พร้อมป้ายชื่อให้อีกด้วย หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ‘จงซูเส่อหลาง’* มีหน้าที่ร่างราชโองการ

          เรื่องดีมักมาเป็นคู่ ไม่นานนัก... ประมาณเดือนเก้าเซวียฟังเฟยก็ตั้งครรภ์ ประจวบกับเป็นวันครบรอบวันเกิดของแม่สามี ตระกูลเสิ่นจึงจัดงานเลี้ยงฉลองพร้อมทั้งเชื้อเชิญแขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองเยี่ยนจิงมาร่วมงาน

          วันนั้นนับเป็นฝันร้ายของเซวียฟังเฟย

          ว่ากันตามจริงนางเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำได้ว่าตนดื่มสุราเข้าไปเพียงแค่จอกเดียวก็รู้สึกง่วงงุน สาวใช้พากันพยุงร่างที่สะลึมสะลือของนางกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อน นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงร้องปลุก พลันพบว่ามีชายแปลกหน้ายืนอยู่ในห้อง เสื้อผ้าที่ตนสวมใส่ก็หลุดลุ่ยอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย แม่สามีและบ่าวรับใช้ในบ้านทั้งหลายล้วนยืนตะลึงอยู่หน้าประตู มองนางด้วยสีหน้าหยามเหยียด ไม่รู้ว่ากำลังตกใจหรือว่าสาแก่ใจที่เห็นนางตกอยู่ในสภาพนี้กันแน่

          ไม่ว่านางจะอธิบายอย่างไร เรื่องที่ฮูหยินของท่านจอหงวนมีชู้และถูกจับได้ต่อหน้าบรรดาแขกเหรื่อภายในบ้าน ก็ยังคงถูกเล่าขานออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          นางสมควรถูกฟ้องหย่าและขับไล่ออกจากจวน ทว่าเสิ่นอวี้หยงกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เรื่องทั้งหมดทำนางวิตกกังวลจนแท้งบุตร ช่วงเวลาที่นอนป่วยกระเสาะกระแสะอยู่บนเตียงก็ได้ยินข่าวว่าเซวียเจาน้องชายของนาง เนื่องจากได้ยินเรื่องร้ายของพี่สาวจึงรีบเดินทางมายังเมืองเยี่ยนจิง ยังไม่ทันถึงจวนตระกูลเสิ่น กลางดึกกลับโดนโจรป่าปล้น ท้ายที่สุดก็ถูกสังหารแล้วโยนศพลงแม่น้ำ

          หลังจากได้รับข่าวร้ายนี้นางถึงกับนิ่งงัน ไม่กล้าแจ้งข่าวกลับไปให้บิดาชราที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง ณ อำเภอถงเซียง นางอดทนเพื่อรอดูหน้าเซวียเจาเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากจัดการเรื่องงานศพเสร็จสิ้นก็ล้มป่วย สามเดือนหลังจากนั้น... สามเดือนเต็มๆ เสิ่นอวี้หยงไม่เคยมาพบหน้านางอีกเลย นางหวาดวิตกไปเสียทุกเรื่องในระหว่างที่ป่วยไข้

          หรือเสิ่นอวี้หยงจะเข้าใจผิดจึงไม่ยอมมาพบ

          หรือว่าเขาตั้งใจวางท่าปึ่งชาเพื่อระบายแค้น

          ยิ่งนอนป่วยนานวันเข้าสุขภาพก็ยิ่งย่ำแย่ ยิ่งได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทาต่างๆ จากปากของบ่าวรับใช้ ก็ยิ่งคิดว่าตนไม่อาจทนรอได้อีก

          เซวียฟังเฟยพยายามลุกขึ้นจากเตียง ถ้วยยาที่ตั้งอยู่ข้างเตียงเย็นเฉียบ ส่งกลิ่นขมชวนคลื่นเหียนออกมาไม่ขาดสาย นางยันร่างลุกขึ้นได้กึ่งหนึ่งก็คว้ายาในถ้วยเทใส่กระถางไห่ถังข้างเตียง ดอกไม้ต้นนี้เหี่ยวเฉาไปนานแล้ว เหลือเพียงก้านแห้งๆ อยู่อีกไม่กี่กิ่งเท่านั้น

          เสียงผลักเปิดประตูดังขึ้น

          เซวียฟังเฟยเงยหน้า ภาพที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาคือชายผ้าที่ถักทอขึ้นจากเส้นไหมทองคำ

          ผู้มาเยือนเป็นหญิงสาวเยาว์วัยที่สวมใส่ผ้าไหมทองคำ นางกระดกหางคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ามีความทะนงตนสูงเทียมฟ้า สายตาของนางจับจ้องไปยังถ้วยยาว่างเปล่าที่อยู่ในมือของเซวียฟังเฟย ความเข้าใจฉายชัดบนใบหน้า นางหัวเราะร่วน “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”

          เซวียฟังเฟยวางถ้วยยาลงอย่างสงบ เห็นมีบ่าวรับใช้ร่างใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินตามหญิงผู้นี้เข้ามาในห้อง เข้ามาได้ก็หันไปลงกลอนปิดประตูเสียแน่นหนา บรรดาบ่าวที่เมื่อครู่คุยกันอยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าจากไปตั้งแต่เมื่อไร ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่เงียบสงัด มีเสียงจักจั่นร้องบ้างเป็นพักๆ ราวกับจะเตือนเจ้าของห้องว่ากำลังจะมีพายุลูกใหญ่ซัดเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น

เป็นคนใจอ่อน

          เซวียฟังเฟยเป็นฝ่ายเอ่ยทัก “องค์หญิงหย่งหนิง”

          องค์หญิงหย่งหนิงเหยียดริมฝีปากยิ้ม ไข่มุกทะเลใต้เม็ดโตเท่าหัวแม่มือบนปิ่นปักผมสะท้อนแสงเป็นประกายเจิดจ้าจนผู้มองตาลาย

          ไข่มุกทะเลใต้หนึ่งเม็ดมีค่าเทียบเท่ากับที่นาชั้นดีเป็นหมื่นหมู่ บรรดาเชื้อพระวงศ์มักเลือกใช้แต่ของที่ดีที่สุด ล้ำค่าที่สุดอยู่เสมอ

          คนเหล่านั้นกินดีอยู่ดี ไม่เคยรับรู้วิถีชีวิตอันทุกข์ยากของชาวบ้าน มีทุกสิ่งที่ผู้อื่นไม่กล้าแม้แต่จะอาจเอื้อม แต่กลับยังต้องการครอบครองของของคนอื่น ถึงขั้นต้องขโมยหรือแก่งแย่งก็ไม่สนใจ

          “เจ้าดูไม่ตกใจเลยนี่” องค์หญิงหย่งหนิงถามกลับไป “หรือว่าพี่เสิ่นบอกกับเจ้าแล้ว”

          พี่เสิ่น... องค์หญิงเรียกชื่อสามีของนางใกล้ชิดถึงเพียงนี้ เซวียฟังเฟยรู้สึกขมฝาดในลำคอ พักหนึ่งนางจึงกล่าวออกมาว่า “ข้ากำลังรอ รอให้ท่านเสิ่นบอกข้าจากปากของเขาเอง”

          เซวียฟังเฟยไม่ได้โง่เลยสักนิด เซวียฮว๋ายหย่วนพร่ำสอน อบรมบ่มเพาะบุตรสาวคนโตจนเฉลียวฉลาดทันคน หลังจากที่นางล้มป่วย หลังจากที่นางพบว่าตนถูกกักขัง หลังจากที่สังเกตว่าทุกอิริยาบถของตนล้วนแล้วแต่มีคนเฝ้ามอง นางจึงปะติดปะต่อเรื่องราวรวมถึงสาเหตุการตายของเซวียเจากระทั่งพบข้อพิรุธบางประการ

          นางลวงถามเอาความจากปากบ่าวรับใช้ เพียงเท่านี้ก็รู้จนหมดเปลือกแล้ว

          หลังจากเสิ่นอวี้หยงสอบได้จอหงวน ก็นับว่าเป็นบุรุษที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งฐานะและบรรดาศักดิ์ของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ต่อให้เซวียฟังเฟยมีใบหน้างดงามและสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ก็เป็นเพียงบุตรสาวของนายอำเภอเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น

          ครั้นเสิ่นอวี้หยงได้รับความชื่นชมจากองค์หญิงหย่งหนิง เซวียฟังเฟยจึงกลายเป็นตอไม้อันใหญ่ เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสามีทันที หรือสวรรค์จะลิขิตให้นางต้องหลีกทางแก่องค์หญิงหย่งหนิง ราชนิกุลที่มีความเพียบพร้อมไปเสียทุกด้าน

          เซวียฟังเฟยหวนคิดถึงวันที่เกิดเหตุ วันนั้นเสิ่นฮูหยินจัดงานฉลองเชื้อเชิญแขกเหรื่อมากมาย องค์หญิงหย่งหนิงเองก็แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นด้วย เมื่อหวนคิดย้อนกลับไป นางยังจำได้ถึงรอยยิ้มสาแก่ใจจากมุมปากขององค์หญิงผู้นี้ และแล้วความจริงทั้งหมดพลันกระจ่าง

          “พี่เสิ่นเป็นคนใจอ่อน” องค์หญิงหย่งหนิงค่อยๆ หย่อนร่างนั่งลงบนเก้าอี้ มองไปยังเซวียฟังเฟย “ข้าเองก็ใช่ว่าจะเป็นคนใจดำ เดิมทีก็อยากให้เจ้าไปอย่างสบายๆ แต่ใครเลยจะรู้ว่าเจ้าไม่ยอมดื่ม” องค์หญิงมองไปยังถ้วยยาที่วางอยู่บนโต๊ะ พลางถอนหายใจ “เจ้าจะดื้อด้านอย่างนี้ต่อไปทำไม”

          เซวียฟังเฟยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเย็น ยาวันละถ้วยที่ถูกส่งเข้ามาในห้องนั้นมีพิษ นางรับรู้ถึงความผิดปกติมาตั้งแต่แรกจึงนำยาเททิ้งลงในกระถางต้นไม้ พวกเขาอยากจะให้นาง ‘ป่วยตาย’ เพื่อให้องค์หญิงหย่งหนิงมีข้ออ้างที่จะแต่งเข้ามาในบ้านนี้อย่างสง่าผ่าเผย...แต่ภรรยาเก่าอย่างนางมีหรือจะยอม

          เซวียฮว๋ายหย่วนสอนสั่งนางมาตั้งแต่เล็กว่า ถ้ายังไม่สู้จนหลังชนฝาห้ามหาทางออกโดยการคิดสั้น

          นางจะตายไปเพื่ออะไร เพื่อให้หญิงร้ายชายเลวคู่นี้ได้สุขสมหวังอย่างนั้นหรือ

          ให้นางยอมเปิดทาง ฝันไปเถอะ คนอย่างนางไม่ทำเด็ดขาด

          เซวียฟังเฟยกล่าวตอบ “ทำลายครอบครัวผู้อื่น ให้ร้ายอดีตภรรยา เข่นฆ่าลูกเมียเขา ‘ความปรารถนาดี’ ขององค์หญิง ฟังเฟยรับไว้หมดแล้ว”

          องค์หญิงหย่งหนิงบันดาลโทสะขึ้นมาทันที แต่เพียงชั่วอึดใจนางก็สงบลง นางลุกยืนแล้วเดินเข้ามายกกระถางดอกไห่ถังที่เหี่ยวเฉาขึ้นเพ่งพินิจ ไห่ถังต้นน้อยโตเพียงฝ่ามือ กิ่งก้านเล็กๆ ดูน่ารัก องค์หญิงหย่งหนิงลูบคลำกระถางพลางแสยะยิ้ม “เจ้าอาจจะพอเดาได้ว่าน้องชายตัวเองตายเพราะเหตุใด”

          แผ่นหลังของเซวียฟังเฟยแข็งเกร็งขึ้นในฉับพลัน

          “น้องชายของเจ้าคนนี้ถือว่าเก่งทีเดียว เพียงแต่อายุยังน้อย จึงมุทะลุไปสักหน่อย” องค์หญิงหย่งหนิงเผยสีหน้าชื่นชมออกมา “สามารถสืบรู้ได้ว่าเรื่องนี้ผิดปกติ ทั้งยังหาพยานหลักฐานบางส่วนจนพบ ถึงขั้นขู่ว่าจะฟ้องร้องไปยังราชสำนัก ตัวข้าเองก็เกือบจะเดือดร้อนไปด้วยแล้ว”

          องค์หญิงหย่งหนิงลูบอกตัวเองราวกับหวาดกลัวเสียเหลือเกิน “น้องชายเจ้านับว่าฉลาด ซุ่มออกเดินทางทั้งคืนเพื่อไปขอพบจิงจ้าวอิ่น แต่หารู้ไม่ว่าจิงจ้าวอิ่นกับข้านั้นสนิทกันเพียงใด เป็นไปไม่ได้ที่ฝ่ายนั้นจะไม่บอกให้ข้ารู้” องค์หญิงหย่งหนิงวางมือลง กล่าวต่อว่า “น่าเสียดายนักอายุยังน้อย ทั้งยังมีความสามารถด้านบุ๋นและบู๊ หากไม่รนหาที่ตายเสียก่อน ไม่แน่ว่าอาจได้เป็นขุนนางใหญ่ในภายภาคหน้า น่าเสียดายจริงๆ”

          เซวียฟังเฟยขบฟันแน่น

          เซวียเจา... เซวียเจา นางสงสัยมาตั้งนานแล้วว่าการตายของน้องชายมีพิรุธ

          เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ในอำเภอถงเซียง เซวียเจาเคยร่ำเรียนวรยุทธจากอาจารย์เลื่องชื่อท่านหนึ่ง น้องชายของนางคนนี้ส่อแววเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่ยังเล็ก จะสิ้นชื่อเพราะโจรป่าธรรมดาๆ ได้อย่างไร

          นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเบื้องลึกเบื้องหลังจะเป็นเช่นนี้ น้องชายทำเพื่อนาง สอบสวนจนพบความจริงว่าเป็นแผนการขององค์หญิงหย่งหนิงกับพี่เขยของตน ไม่ทันใคร่ครวญให้ละเอียดรอบคอบ คิดเพียงว่าต้องไปหาคนของทางการเพื่อแจ้งความเอาเรื่องขุนนางที่ประพฤติชั่ว ใครเล่าจะรู้ว่าข้าราชการพวกนี้ล้วนช่วยกันปิดบังความผิด ศัตรูที่แท้จริงของราษฎรก็คือพวกที่ถือกฎหมายอยู่ในมือนั่นเอง

          เซวียฟังเฟยเปล่งเสียงออกมาอย่างอาฆาตแค้น “ชั่วช้าสามานย์”

          องค์หญิงหย่งหนิงโมโหยิ่งนัก กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแดกดัน “เป็นคนดีแล้วอย่างไร วันๆ ได้อยู่แต่ในห้อง ไม่เคยได้ออกไปเห็นแสงเดือนแสงตะวัน เกรงว่าเจ้าคงไม่รู้ข่าวคราวเกี่ยวกับบิดาของตนกระมัง วันนี้ข้าตั้งใจมาเพื่อแจ้งให้ทราบเชียวนะ รู้หรือไม่ว่าบิดาของเจ้าเสียสติทันทีหลังจากที่รู้เรื่องงามหน้าของบุตรสาวและการตายของบุตรชาย เขารับไม่ได้ถึงขั้นอาละวาดและฆ่าตัวตายเลยทีเดียว”

          เซวียฟังเฟยชะงักงัน “เป็นไปไม่ได้”

          “เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ” องค์หญิงหย่งหนิงหัวเราะและเอ่ยหยัน “ออกไปถามบ่าวรับใช้ดูสิ ดูซิว่าเป็นไปได้หรือไม่”

          จิตใจของเซวียฟังเฟยพะว้าพะวังไม่เป็นสุข เซวียฮว๋ายหย่วนเองก็อายุมากแล้ว เขาเป็นนายอำเภอถงเซียงที่ใจซื่อมือสะอาดมาตลอดชีวิต เป็นคนดีอย่างที่ขุนนางน้อยคนจะเป็นได้ เขาจะตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นจริงหรือ ผมหงอกต้องมาเผาผมดำ เสียสติจนตัวตาย เซวียฟังเฟยแทบไม่กล้าคิดว่าเซวียฮว๋ายหย่วนจะเป็นอย่างไรเมื่อรับทราบเรื่องราวทั้งหมด

          องค์หญิงหย่งหนิงพูดเองเออเองอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็หมดความอดทน วางกระถางดอกไห่ถังลงบนโต๊ะและส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ทั้งสองเดินหน้าขึ้นมา

          เซวียฟังเฟยรับรู้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน นางร้องเสียงดังทักท้วง “คิดจะทำอะไร”

          รอยยิ้มขององค์หญิงหย่งหนิงเต็มไปด้วยความสะใจ

          “เซวียฟังเฟย เจ้าเป็นสตรีที่เย่อหยิ่ง รูปงามทั้งยังเฉลียวฉลาด แน่นอนว่าไม่สามารถยอมรับข้อกล่าวหาคบชู้สู่ชาย ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเจ้ากระวนกระวายใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าพี่เสิ่นจะยังคงดีกับเจ้า แต่เป็นเจ้าเองที่ไม่อาจยกโทษให้การกระทำของตัวเอง จึงถือโอกาสตอนที่พี่เสิ่นไม่อยู่บ้าน จบชีวิตด้วยการผูกคอตาย” ก็เท่านี้... องค์หญิงยิ้มออกมา “เป็นอย่างไร คำอธิบายแบบนี้ไม่ทำให้เจ้าต้องเสียหน้าใช่หรือเปล่า” กล่าวจบ ใบหน้าขององค์หญิงพลันแปรเปลี่ยน น้ำเสียงก็เกรี้ยวกราดขึ้นกว่าเดิม “ถ้าไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของพี่เสิ่น ข้าจะไม่ให้เจ้าไปสบายเช่นนี้หรอก”

          “กล้าดีอย่างไร เจ้ากล้าดีอย่างไร” ในใจของเซวียฟังเฟยเดือดดาลขึ้นมา แต่ยังไม่ทันอาละวาด บ่าวรับใช้ร่างใหญ่ทั้งสองก็จับตัวนางเอาไว้แน่น

          “ข้าและพี่เสิ่นมีรักแท้ต่อกัน น่าเสียดายที่มีเจ้ายืนขวางทางรัก พวกเราไม่สามารถเก็บเจ้าเอาไว้ได้ หากเจ้าเป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่เราอาจต้องพิจารณาใหม่ให้รอบคอบ แต่โชคดีที่บิดาของเจ้าเป็นเพียงนายอำเภอตัวเล็กๆ เมืองเซียงหยางมีนายอำเภออยู่มากมาย ตระกูลเซวียเปรียบเหมือนหญ้าต้นหนึ่งในป่าเท่านั้น ชาติหน้าก่อนที่จะเลือกเกิดใหม่จงจำไว้และคิดให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้ เลือกเกิดมาในบ้านที่มีชาติตระกูลสักหน่อย”

          เซวียฟังเฟยรู้ว่าหมดหวังที่จะมีชีวิตรอดแต่นางไม่ยอมแพ้ พยายามดิ้นรนขัดขืนจนเฮือกสุดท้าย หวังเพียงจะหาโอกาสรอด ทว่ากลับสู้แรงบรรดาบ่าวที่ทั้งดึงทั้งลากไม่ไหว นางลืมตาโพลง หางตาเหลือบไปนอกหน้าต่าง ดูเหมือนจะเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย นางจำได้ทันทีว่าเป็นบุรุษที่ร่วมเรียงเคียงหมอน

          เซวียฟังเฟยมองเห็นความหวังอันเลือนรางจึงกัดฟันร้อง “เสิ่นอวี้หยง เสิ่นอวี้หยง หากเจ้าทำกับข้าเช่นนี้ ฟ้าดินต้องไม่ให้อภัยแน่... เสิ่นอวี้หยง!”

          เงาคนนอกหน้าต่างเดินวนเวียนไปมาอยู่พักใหญ่ ราวกับต้องการจะหลบไปให้พ้นๆ

          องค์หญิงหย่งหนิงตวาดลั่น “ยังจะรอช้าอะไรอีก ลงมือเดี๋ยวนี้!”

          บ่าวรับใช้รีบคล้องผ้าไหมสีขาวราวหิมะรัดแน่นอยู่รอบลำคอระหง ผ้าไหมผืนนี้เนื้อละเอียดราวกับผิวที่เรียบลื่นของหญิงงาม มันเป็นของบรรณาการที่ตระกูลจ้าวแห่งเมืองซงเจียงส่งมอบเข้ามาในวังหลวงเป็นประจำทุกปี ผ้าหนึ่งพับมีค่านับพันตำลึง

ฝนตกหนักเหลือเกิน

            ระหว่างที่เซวียฟังเฟยดิ้นรนอยู่นั้น ในใจก็ให้ท้อแท้เมื่อนึกถึงความแตกต่างระหว่างตนกับองค์หญิง

            ดูเอาเถิด... แค่อาวุธที่ใช้สังหารคนก็ยังล้ำค่าถึงเพียงนี้

            องค์หญิงหย่งหนิงยืนห่างไปสามฉื่อ แววตาส่งความเย็นยะเยือกออกมาไม่ขาดสาย นางจ้องมองเซวียฟังเฟยดิ้นรนราวกับปลาถูกทุบหัว เอ่ยกระทบกระเทียบขึ้นมาว่า “ฮึ... ต่อให้เจ้างามแล้วอย่างไร เฉลียวฉลาดแล้วอย่างไร ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงบุตรสาวของนายอำเภอตัวเล็กๆ เท่านั้น ข้าจะเหยียบเจ้าให้ตายเหมือนเหยียบมดก็ยังได้”

            ไห่ถังกระถางนั้นถูกปัดตกลงมาขณะที่เซวียฟังเฟยกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด พอตกลงบนพื้นก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ดินในกระถางกระจัดกระจายออกมาพร้อมกลิ่นยาขม กิ่งไม้ที่แห้งเฉาหักโค่น ใบไม้บอบช้ำร่วงหล่น

            วันเวลาที่เคยโชติช่วงชัชวาลถึงกาลสิ้นสุด!

            สายลมกระโชกแรง พัดเอาประตูหน้าต่างเปิดปิดเสียงดัง

            สาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดจึงยื่นมือไปปิดหน้าต่าง ข้างหน้าต่างมีวัวสำริดขนาดใหญ่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตัวหนึ่ง ด้านในบรรจุก้อนน้ำแข็งจำนวนมาก ด้วยความช่วยเหลือของมัน อากาศภายในห้องจึงชุ่มฉ่ำ เย็นสบาย

            ตั่งที่วางอยู่กลางห้องมีหญิงสาวสะคราญโฉมนางหนึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่ นางกำลังกวาดตามองสมุดบัญชีในมืออย่างพึงใจ ข้างกายมีเด็กสาวเยาว์วัยอายุราวสิบสามย่างสิบสี่นั่งอยู่ด้วย เด็กสาวกินน้ำแข็งใสพลางพลิกดูใบประกาศที่กองสูงอยู่ตรงหน้า สาวใช้สองนางที่ยืนอยู่ด้านหลังคอยสะบัดพัดเบาๆ เพื่อคลายความร้อนให้กับหญิงทั้งสอง

            “ฝนตกหนักเหลือเกิน” เด็กสาวมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย

            หญิงงามเจ้าของห้องมองเด็กสาวแล้วกล่าวว่า “กินของเย็นให้น้อยๆ หน่อยเถอะ ไม่เช่นนั้นตอนเย็นท่านพ่อของเจ้ากลับมา เจ้าจะกินข้าวกับเขาไม่ไหว” พูดจบก็หันไปสั่งสาวใช้ข้างกาย “หยูอี้ ยกขนมหวานออกไป น้ำชากานี้เย็นแล้ว เปลี่ยนเอาชาหอมร้อนๆ มาแทนก็แล้วกัน”

            เด็กสาวที่โดนปรามให้ลดขนมหวาน ไม่ค่อยพอใจนัก

            หยูอี้วางพัด ก้มลงเก็บขนมหวานที่วางอยู่บนโต๊ะ ขณะที่กำลังจะเดินออกนอกประตูไป แม่นมในชุดผ้าไหมนางหนึ่งก็เดินสวนเข้ามาจากด้านนอก นางไม่ได้กล่าวทักทายเมื่อเห็นหยูอี้ แต่เดินตรงไปหยุดอยู่ข้างกายหญิงเจ้าของห้อง เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องเร่งด่วน

            หยูอี้หยุดชะงักไปพักหนึ่ง จากนั้นก็ยกเอาขนมหวาน ผลไม้ และน้ำชาที่เย็นแล้วออกนอกประตูไป นางได้ยินเสียงพูดคุยกันแว่วมาจากด้านหลัง “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ป่วยหนักเอาการ แต่พอรู้เรื่องงานแต่งของคุณหนูสามเข้า ก็ยังจะหาเรื่องทะเลาะกับจิ้งอันซือไท่* อีก”

            “สุขภาพคงแย่มากแล้วสินะ ถึงขั้นลุกออกจากเตียงไม่ได้ขนาดนั้น”

            “ท่านหมอคาดว่าคงอยู่ไม่พ้นฤดูร้อนนี้แล้วเจ้าค่ะ เราควรแจ้งให้นายท่านใหญ่ทราบดีหรือไม่”

            ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง หญิงงามเจ้าของห้องกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ช่วงนี้นายท่านใหญ่มีภารกิจรัดตัว เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อย่านำความไปรบกวนเลย รอให้ว่างสักหน่อย ข้าจะเป็นคนบอกนายท่านใหญ่เอง”

            แล้วเสียงออดอ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กสาวก็ดังขึ้น “จะไปสนใจนางทำไม ตายไปซะก็ดี”

            “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก” หญิงงามเจ้าของห้องเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ได้ยินว่าภรรยาของท่านจอหงวนคนใหม่ป่วยตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน พิธีศพจะเริ่มพรุ่งนี้แล้ว” น้ำเสียงของนางฟังดูแล้วราวกับเห็นอกเห็นใจยิ่งนัก “อายุยังน้อย ไม่ทันได้เสวยสุขก็ต้องมาป่วยตาย ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ”

            ช่างน่าสงสารเสียจริงๆ

            หยูอี้คิดอยู่ในใจเช่นกันแต่สองเท้ายังไม่หยุดเดิน ยกเอาถาดเงินตรงไปยังห้องครัว

            ฮูหยินที่อยู่ภายในห้องก็คือภรรยาคนที่สองของ ‘มหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋ว’ นางมีนามว่าจี้ซูหรัน เด็กสาวที่นั่งกินขนมนางนั้นเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของนาง หรือก็คือคุณหนูสามตระกูลเจียง มีนามว่าเจียงโย่วเหยา ส่วนคนที่พวกเขาคาดคะเนว่าคง ‘อยู่ไม่พ้นฤดูร้อนปีนี้’ แน่นอนที่สุดว่าต้องเป็นเจียงหลี คุณหนูรองตระกูลเจียง

            เจียงหลี... เมื่อแปดปีก่อนเคยกระทำความผิดจึงถูกส่งตัวไปขัดเกลาความประพฤติอยู่ที่สำนักนางชี แปดปีนั้นยาวนานนัก คนตระกูลเจียงแสร้งหลงลืมนาง ราวกับไม่เคยมีคนชื่อนี้อยู่ในบ้าน ปัจจุบันผู้ที่คอยดูแลจัดการทุกอย่างในบ้านก็คือจี้ซูหรัน และเพราะมารดามีอำนาจอยู่ในมือ... เจียงโย่วเหยาจึงพลิกฟื้นฐานะกลายเป็นคุณหนูคนสำคัญของบ้านตระกูลเจียงไปโดยปริยาย ส่วนบุตรสาวของอำมาตย์เจียงที่ถือกำเนิดจากอดีตฮูหยินใหญ่ผู้วายชนม์นามว่าเจียงหลีนั้นกลับไม่มีใครให้ความสำคัญ ในช่วงเวลาที่ป่วยหนัก คนทั้งจวนยังไม่รู้

            ทว่าต่อให้รู้... ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

            หยูอี้ถอนหายใจอยู่ในอก มองน้ำชาในมือที่เย็นชืด นางคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เพราะฮูหยินใหญ่คนก่อนก็สิ้นบุญไปแล้ว คุณหนูรองเองก็ไม่ได้เป็นที่รักของใครๆ

            โลกเราก็เป็นเช่นนี้ คนที่จากไปแล้วมักไร้ค่าดั่งน้ำชาที่เย็นชืด

 

            วัดเฮ่อหลินซื่อเป็นวัดชื่อดังบนเขาชิงเฉิงซาน

            หนทางขึ้นเขาถึงแม้จะทุรกันดารแต่ธรรมชาติด้านบนนั้นงดงามนัก ป่าทั้งป่าปกคลุมด้วยต้นไผ่ชวนให้ผู้มองรู้สึกสดชื่น เจ้าอาวาสทงหมิงเองก็เป็นภิกษุที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง

            ห่างจากวัดเฮ่อหลินซื่อไม่ไกลนักมีสำนักนางชีตั้งอยู่

            เมื่อเทียบกับวัดเฮ่อหลินซื่อที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย สำนักนางชีแห่งนี้ดูๆ ไปแล้วเหมือนสถานที่รกร้าง

            ยิ่งฝนตกลงมา สายลมบนเขายิ่งหนาวเหน็บ

            ห้องเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับห้องเก็บฟืนของสำนักนางชี มีเสียงร้องไห้ของสตรีแว่วดังขึ้น “คุณหนู… คุณหนู... จะทำอย่างไรดี...”

            เซวียฟังเฟยลืมตาขึ้น พลันตกใจกับเสียงกรีดร้องก้องกังวานที่ข้างหู นางพยายามอย่างหนักเพื่อจะขยับปลายนิ้วมือ แต่รู้สึกว่าร่างของตนหนักอึ้งเหลือเกิน พอพยายามขยับอีกครั้งก็เข้าใจได้ทันที... ไม่ใช่เพราะร่างของนางหนัก แต่เป็นเพราะนางถูกทับด้วยผ้าห่มหลายชั้นจนถึงกับลุกไม่ขึ้น

            เดิมทีผ้าห่มแต่ละผืนควรจะบางเบา แต่เนื่องจากอากาศที่เย็นชื้นจึงทำให้มันทั้งเปียกและหนัก พอนำมาห่อตัวจึงรู้สึกไม่สบายเอาเสียเลย นางเลิกผ้าห่มออกแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

            เสียงร้องไห้ข้างกายหยุดลงทันที ณ เวลานี้มีเพียงแสงสลัวจากเทียนไขบนโต๊ะที่กำลังเต้นระริก ภาพแรกที่เซวียฟังเฟยมองเห็นคือใบหน้าของเด็กสาวนางหนึ่งที่ไม่สามารถปกปิดความยินดีไว้ได้ นางร้องอุทานขึ้นว่า “คุณหนูฟื้นแล้ว”

            คุณหนู?

            เซวียฟังเฟยงุนงง พอพิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้าก็พบว่าเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบห้าย่างสิบหกปี ตาบวมจนมองคล้ายเม็ดลูกท้อ อีกทั้งยังผ่ายผอมซีดเซียว สวมเสื้อสีน้ำเงินหลวมโพรก ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีเครื่องประดับเลยสักชิ้น เด็กสาวกำลังจ้องมองเซวียฟังเฟยแล้วหัวเราะอย่างยินดี

            เรียกนางว่าคุณหนู หรือจะเป็นสาวใช้?

            ต่อให้เด็กสาวผู้นี้เป็นสาวใช้คนเก่าที่นางพาออกเรือนมาด้วย ก็ไม่น่าจะใส่เสื้อผ้าอนาถาแบบนี้

            เมื่อเซวียฟังเฟยได้สติกลับคืน ก็ลองใคร่ครวญในใจ นางจำไม่ได้ว่าตนเองเคยมีสาวใช้หน้าตาแบบนี้อยู่ข้างกาย หลังจากที่แต่งไปอยู่เมืองเยี่ยนจิง บิดามอบสาวใช้ประจำตัวให้นางสี่คน

            หลังจากเกิดเรื่องฉาวโฉ่กับนาง สาวใช้ของนางมีสองคนที่ถูกมารดาของเสิ่นอวี้หยงตีจนตาย ส่วนอีกสองคนนางช่วยให้หนีไปได้ หลังจากนั้น สาวใช้คนสนิทที่คอยดูแลนางในเวลาต่อมา ก็เป็นคนขององค์หญิงหย่งหนิงแทบทั้งสิ้น

            องค์หญิงหย่งหนิง...

            ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว เซวียฟังเฟยเพิ่งนึกขึ้นได้ ความทรงจำสุดท้ายของนางคือภาพขององค์หญิงหย่งหนิงที่เข้ามาเหยียดหยามกันถึงในห้อง นางถูกบ่าวขององค์หญิงใช้ผ้ารัดคอจนตาย

            เอ... หรือว่ายังไม่ตายกันแน่?

            จะเป็นไปได้อย่างไร คนอย่างองค์หญิงหย่งหนิงมักตัดหญ้าไม่เหลือโคน จะปล่อยให้นางมีชีวิตรอดหรือ

            หรือว่า... นางถูกคนช่วยเอาไว้?

            เป็นเสิ่นอวี้หยงที่ช่วยนาง... หรือว่าคนอื่น

            “เจ้าเป็นใคร” เซวียฟังเฟยเอ่ยขึ้น เมื่อถามจบนางเองก็ตกใจ เหมือนว่ามีอะไรผิดปกติกับตน แต่อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าผิดปกติที่ตรงไหน

            พอถูกถาม เด็กสาวก็มีสีหน้าร้อนใจขึ้นมา นางกล่าวว่า “คุณหนู บ่าวคือถงเอ๋อไงเจ้าคะ”

            ถงเอ๋อรึ เซวียฟังเฟยนึกไม่ออกว่ามีคนชื่อนี้อยู่ข้างกายตนมาก่อน

            “คุณหนู” ถงเอ๋อมองเห็นปฏิกิริยานายของตน สีหน้าก็ยิ่งเศร้าสลด “คุณหนู บ่าวรู้ว่าในใจคุณหนูเคียดแค้นไม่เป็นสุข แน่ล่ะ... คุณหนูสามมีสิทธิ์อะไรมาแย่งงานแต่งของท่าน การหมั้นหมายก็เป็นเรื่องที่ฮูหยินใหญ่ในอดีตเตรียมการไว้นานแล้วตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิต ฝ่ายท่านหนิงหย่วนโหว* เองก็เถอะ เหตุใดถึงเห็นดีเห็นงามกับแผนชั่วของคนเลวกลุ่มนั้นไปได้ บ่าวรู้ว่าคุณหนูเจ็บแค้นนายท่านใหญ่ แต่ถ้าคุณหนูไม่คิดทำเพื่อตัวเอง ก็ต้องคิดเผื่อท่านแม่บ้างนะเจ้าคะ หากท่านแม่ของคุณหนูที่อยู่บนสวรรค์มาเห็นบุตรสาวอยู่ในสภาพทุกข์ตรมเช่นนี้ จะโศกเศร้าเสียใจสักเพียงใด”

            เซวียฟังเฟยมองสาวใช้ที่ร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสีหน้างุนงง คิดในใจว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องกับ ‘ท่านหนิงหย่วนโหว’ ได้อย่างไร

           แน่ล่ะ... เซวียฟังเฟยรู้จักคนมีชื่อเสียงอย่างท่านหนิงหย่วนโหวและครอบครัว จำได้ว่าน้องสาวของเสิ่นอวี้หยงนามว่าเสิ่นหรูอวิ๋น ก็หลงใหลคลั่งไคล้บุตรชายของท่านหนิงหย่วนโหวเป็นอย่างมาก ชายผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นเอกบุรุษแห่งเมืองเยี่ยนจิง ทว่า... เกี่ยวข้องอะไรกับนางเล่า

เราเป็นใครกัน

            สาวใช้ยังคงร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย

            จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าดังครืน ภายในห้องนอนพลันสว่างวาบ สภาพห้องที่เก่าทรุดโทรม ผ้าห่มที่เย็นเฉียบและเปียกชุ่มเผยออกมาให้เซวียฟังเฟยเห็นชัดเจนด้วยสองตา

            หญิงสาวเข้าใจทันใดว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

            เสียงนี้... เสียงของนางเมื่อครู่... โทนเสียงเล็ก ใสกระจ่าง เจือความอ่อนล้า แต่เป็นน้ำเสียงของเด็กสาว

            ไม่ใช่เสียงของนาง!

            “เราเป็นใครกัน” เซวียฟังเฟยกระซิบถามตัวเอง

            ถงเอ๋อได้ยินก็ถึงกับชะงัก

            “ข้าเป็นใคร” เซวียฟังเฟยเงยหน้าขึ้นถามถงเอ๋อ

            “ท่าน... ท่านพูดอะไรเจ้าคะ” ถงเอ๋อคิดว่านางยังคงอยู่ในอาการมึนงง จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ท่านคือคุณหนูรองเจียง บุตรีของท่านอำมาตย์ผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตในราชสำนัก” ซ้ำยังพูดเสริมขึ้นอีกว่า “เป็นคุณหนูที่เปี่ยมไปด้วยเงินทองและยศถา”

            บุตรสาวคนที่สองของตระกูลเจียง บุตรีอำมาตย์ผู้มีนามว่าเจียงหลี... เซวียฟังเฟยหลับตาลง

            นางกลายเป็นเจียงหลี!

 

            ไม่ว่าจะมองอีกสักกี่ครั้ง เซวียฟังเฟยก็ยังไม่ชิน

            ภาพของเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปีที่เห็นในคันฉ่อง ดูแล้วไม่ต่างกับสาวใช้ของนางที่ชื่อถงเอ๋อสักเท่าไร ทั้งคู่ดูผอมเสียจนน่าตกใจ

            ความคิดของเซวียฟังเฟยล่องลอยไปไกล นางไม่คิดว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่ หรืออาจพูดได้ว่ามีชีวิตอยู่ภายในร่างเจียงหลี บุตรีของมหาอำมาตย์คนปัจจุบัน

            เพียงแต่บุตรีของท่านอำมาตย์ผู้นี้ดูจะไม่มีความสำคัญสักเท่าไร มารดาแท้ๆ ของเจียงหลีเกิดในตระกูลเย่แห่งเมืองเซียงหยาง นับเป็นตระกูลคหบดีใหญ่ที่มีชื่อเสียงในแคว้นเยี่ยน บ้านตระกูลเย่มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล เดิมทีเจียงหยวนปั๋วเองก็ไม่ได้มียศมีตำแหน่งในราชสำนักดังเช่นทุกวันนี้ แต่ด้วยนายท่านตระกูลเย่ถูกชะตา จึงได้มอบบุตรสาวคนเล็ก ‘เย่เจินเจิน’ ให้แต่งออกมาอยู่กินกับเขา ฐานะความเป็นอยู่ของเจียงหยวนปั๋วจึงดีขึ้นตามลำดับ     

            ใครจะรู้... พอเย่เจินเจินแต่งออกไปแล้วนางจะสิ้นใจหลังจากคลอดบุตรสาวได้ไม่นาน ในตอนนั้นเจียงหลีอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบหลังจากมารดาป่วยตาย เจียงหยวนปั๋วก็แต่งเอาจี้ซูหรัน บุตรสาวของจี้เยี่ยนหลิน ซึ่งเป็น ‘ขุนนางตำแหน่งฟู่ตูอวี้สื่อ’* เข้ามาในบ้าน แต่งกันได้ปีเดียวจี้ซูหรันก็ให้กำเนิดเจียงโย่วเหยา

            พอจี้ซูหรันตั้งครรภ์บุตรคนที่สอง เจียงหลีก็อายุได้เจ็ดขวบพอดี

            มีข่าวลือมาว่า ในตอนนั้นเจียงหลีน้อยเกิดขัดอกขัดใจอะไรไม่ทราบ นางผลักจี้ซูหรันตกบันไดต่อหน้าต่อตาฮูหยินทั้งหลายที่มาเป็นแขกของจวน เป็นเหตุให้จี้ซูหรันแท้งบุตรชาย ทั้งยังบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

            เรื่องนี้ทำให้เจียงหยวนปั๋วโกรธจัด ยังดีที่จี้ซูหรันช่วยพูดจาขอร้องแทน แต่อย่างไรเสียเจียงหลีก็หนีไม่พ้นข้อหาทำร้ายแม่เลี้ยงและสังหารน้องชาย ด้วยเหตุนี้นางจึงถูกส่งตัวเข้าสำนักนางชีเพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่

            หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อพูดถึงคุณหนูรองเจียง คนในเมืองเยี่ยนจิงก็จะนึกถึงแต่วีรกรรมเลวร้ายที่นางเคยกระทำเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

            หลังจากที่เย่เจินเจินสิ้นใจ ด้วยความกลัวว่าเจียงหลีจะถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง ญาติฝ่ายมารดาอย่างตระกูลเย่เคยส่งคนมารับตัวเจียงหลีอยู่หลายครั้ง หากว่าเจียงหลียินยอมนางก็สามารถไปอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเย่ที่เมืองเซียงหยางได้ทันที ไม่ต้องพูดถึงว่าคนตระกูลเจียงจะห้ามปรามหรือไม่ เป็นตัวเจียงหลีเองต่างหากที่เป็นฝ่ายไม่ยอมจากไป นานวันเข้าคนตระกูลเย่ก็ไม่เข้ามาก้าวก่ายอีก

            เซวียฟังเฟยเคยได้ยินข่าวซุบซิบประเภทนี้อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าบุตรสาวที่ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าโหดเหี้ยมอำมหิต จะมีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าอนาถถึงเพียงนี้

            มหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋วที่มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนัก ไหนจะจี้ซูหรันผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีดั่งพระโพธิสัตว์ เหตุใดทั้งสองกลับไม่สนใจไยดีอาการป่วยหนักแทบสิ้นใจของบุตรสาวอย่างเจียงหลีเอาเสียเลย?

            หรือว่าเรื่องนี้มี ‘ลับลมคมใน’ ที่คนนอกอย่างนางยังไม่รู้?

            หรือว่าเจียงหลีคิดสั้นไปเอง?

            จำได้ว่าเมื่อตอนที่เย่เจินเจินมารดาของเจียงหลียังมีชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเจียงกับท่านหนิงหย่วนโหวนั้นไม่เลวนัก ทั้งสองตระกูลมียศถาบรรดาศักดิ์ทัดเทียมทั้งยังสนิทสนมกัน ทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวถือกำเนิดก่อนเจียงหลีหนึ่งปีพอดิบพอดี ด้วยเหตุนี้เย่เจินเจินและโหวฮูหยินจึงเอ่ยปากขอหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล หวังว่าเมื่อเติบใหญ่เด็กทั้งสองจะได้ตบแต่งเป็นฝั่งเป็นฝา ในวันข้างหน้าก็สามารถพึ่งพากันได้

            พอท่านหนิงหย่วนโหวทราบคำสัญญาปากเปล่านี้ ก็จัดการให้โหวฮูหยินภรรยาของตนร่างข้อสัญญาขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรทันที ถึงแม้เย่เจินเจินจะมีความลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงว่าบุตรสาวตนสามารถเป็นสะใภ้ของโหวฮูหยินได้ก็ยินดีนัก โหวฮูหยินเป็นคนมีเมตตา หากเจียงหลีได้แม่สามีเช่นนี้ แน่นอนว่าชั่วชีวิตที่เหลือของนางย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค

            ตอนนี้ถึงแม้เย่เจินเจินจะเสียชีวิตไปแล้ว ทว่าสัญญาเรื่องการแต่งงานระหว่างทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวกับเจียงหลีนั้นยังคงอยู่ แม้เมืองเยี่ยนจิงจะไม่มีใครกล่าวถึง ทว่าทั้งสองตระกูลล้วนถือหนังสือสัญญาไว้ในมือ

            แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน สาวใช้ที่มาส่งข้าวให้กับนางชีในสำนักจู่ๆ ก็กล่าวลอยๆ ขึ้นมาว่า ทายาทท่านหนิงหย่วนโหวเดินทางมาสู่ขอแล้ว ทว่า... คนที่ถูกสู่ขอกลับกลายเป็นคุณหนูสามเจียงโย่วเหยาแทน

            เจียงหลีถึงกับตะลึงงัน

            ในสัญญาระบุว่าทายาทของท่านหนิงหย่วนโหวจะต้องมาสู่ขอคุณหนูรองเจียงหลี แต่ทำไมกลับกลายเป็นคุณหนูสามเจียงโย่วเหยาไปได้ ด้วยนิสัยบุ่มบ่ามใจร้อนของเจียงหลี นางคิดจะกลับเมืองเยี่ยนจิงเพื่อถามหาคำอธิบายให้จงได้ จึงโดนสาวใช้พูดกระทบกระเทียบต่อไปอีกว่า ‘คนทั้งเมืองเยี่ยนจิง ตอนนี้รู้จักแต่คุณหนูสามเจียงเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่าคุณหนูรองเป็นใคร แต่ต่อให้รู้จักก็รู้เพียงว่าเป็นหญิงแพศยา ใจดำอำมหิตที่มุ่งร้ายแม่เลี้ยงและสังหารน้องชายจนตายตั้งแต่ในครรภ์ คนแบบนี้จะเหมาะสมกับทายาทท่านหนิงหย่วนโหวได้อย่างไร สงสัยว่าคนในจวนของท่านหนิงหย่วนโหวเองก็ไม่ได้สนใจคุณหนูรองสักเท่าไร ถึงได้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว’

            สาวใช้ยังประชดว่า ‘หากคุณหนูรองเจียงยังรั้นจะกลับไปให้ได้ก็ไปเถิด นางจะกลายเป็นแค่ตัวตลกให้คนด่าทอสนุกปากเท่านั้น ต่อให้สุดท้ายคนในจวนหนิงหย่วนโหวจำเป็นต้องมาสู่ขอเจียงหลีจริง พวกเขาก็คงนึกอับอายถึงขั้นเจ็บแค้น ในภายภาคหน้าความแค้นก็จะกลายเป็นเกลียดชังเสียด้วยซ้ำ’

            พอคุณหนูรองเจียงได้ยินเข้า ก็หันหลังกระโดดลงทะเลสาบ

            เมื่อถูกช่วยขึ้นมากลับป่วยหนักจนผ่ายผอมลงทุกวัน จากเดิมที่ผอมอยู่แล้วก็ยิ่งซูบเซียวประหนึ่งต้นหญ้าที่พร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แม้ว่าจะป่วยหนักขนาดนี้ ตระกูลของนางก็ยังไม่เคยส่งคนมาเยี่ยมไข้ดูใจเลยสักครั้ง

            หรือบางทีอาจรอให้นางตายแล้วจึงจะส่งคนมาเก็บศพก็เป็นได้

            หรืออาจจะหวังให้เจียงหลี ‘ป่วยตาย’ ไปเองตามยถากรรมในสำนักนางชีแห่งนี้ พวกเขาจะได้พูดอย่างเต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกับนาง

            เหตุการณ์นี้เหมือนกับที่องค์หญิงหย่งหนิงและเสิ่นอวี้หยงทำกับเซวียฟังเฟยอย่างไรก็อย่างนั้น

            ถงเอ๋อที่อยู่อีกด้านตัดฟืนไปก็เงี่ยหูฟังด้วยสีหน้าไม่พอใจ บนเขาอากาศไม่ร้อนอบอ้าว ค่อนไปทางเย็นชื้น อาหารและเครื่องใช้ของสองนายบ่าวล้วนต้องพึ่งพาตนเอง ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ฝึกจิตเพื่อบรรลุธรรม บำเพ็ญตนเพื่อขัดเกลานิสัย’ พวกนางถูกนักบวชหญิงในสำนักนางชีที่ ‘รับเงินบริจาคไปแล้ว’ กลั่นแกล้งอย่างไม่ลืมหูลืมตา

            “รู้อย่างนี้ สู้กลับไปอยู่กับตระกูลเย่ที่เมืองเซียงหยางยังดีเสียกว่า” ถงเอ๋อกล่าวเสริมอีกว่า “ตอนนี้เราสองคนนายบ่าวช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน”

            เซียงหยางรึ... สีหน้าของเซวียฟังเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            จริงสิ... ท่านตาท่านยายของเจียงหลีอยู่ที่เมืองเซียงหยางนี่นา ตัวนางเองก็อยากกลับเมืองเซียงหยางด้วยเหมือนกัน

            นางอยากกลับไปเคารพศพท่านพ่อ อยากกลับไปคุกเข่าต่อหน้าบิดา เพราะนางอกตัญญู เลือกแต่งกับคนเลว จนส่งผลกระทบร้ายแรงต่อครอบครัว ทำให้บิดาต้องคลุ้มคลั่งเสียใจจนตาย น้องชายก็ถูกลอบสังหาร

            นางอยากกลับเมืองเซียงหยาง แต่จะให้ดีที่สุดต้องกลับไปจัดการธุระด่วนที่เมืองเยี่ยนจิงเสียก่อน ทว่าตอนนี้จะทำอย่างไรถึงจะหลุดออกจากสำนักนางชีแห่งนี้ได้

            กล่าวกันว่าเหล่าเทพเซียนที่ปกป้องคุ้มครองจะสถิตอยู่เหนือเกล้าของเราขึ้นไปเล็กน้อย วันที่ฝนตกเช่นนี้ ต่อให้เงยหน้าขึ้นกวาดสายตามอง ยังไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างรำไร มีเพียงความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด เอาเถอะ... ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างไรเสียชีวิตก็ต้องดำเนินต่อ

            องค์หญิงหย่งหนิงเคยเตือนนางไว้ก่อนตายว่าชาติหน้า ให้นางเลือกเกิดเป็นบุตรสาวของตระกูลที่สูงศักดิ์ ต้องขอบใจองค์หญิงที่ทรงพร่ำสอน ตอนนี้เซวียฟังเฟยเป็นถึงบุตรสาวของมหาอำมาตย์ แม้ว่ายังมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนัก แต่คนอย่างนางก็จะไม่ละเลยโอกาสนี้ นางจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายตนได้อีก... พวกเจ้าต่างหาก เตรียมพร้อมรับมือกับข้าคนใหม่แล้วหรือยัง

            เซวียฟังเฟยคนเก่าตายไปแล้ว ต่อแต่นี้จะไม่มีสตรีชื่อนั้นอีก

            “ข้าคือเจียงหลี” นางพูดกับตัวเอง

            ใช่... นางคือเจียงหลี คุณหนูรองเจียง!

ไม่มีใครจำได้รึ?

            ฝนตกทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าก็ปลอดโปร่ง ผ้าห่มในห้องเปียกชื้นไปเสียทั้งหมด

            ถงเอ๋อจัดการตากผ้าห่ม เจียงหลีนั่งอยู่ในห้อง บนโต๊ะมีแผ่นรองรองเท้าวางอยู่จำนวนหนึ่ง นี่คือสิ่งที่นางจะต้องทำในแต่ละวัน เย็บแผ่นรองรองเท้าให้ครบตามจำนวนห้าสิบชิ้นเพื่อแลกกับเงินอีแปะหนึ่งพวง

            ถ้าใช้ชีวิตอยู่บนเขา การมีเงินทองอยู่ในมือก็ไร้ประโยชน์ ถงเอ๋อเองก็ลงจากเขาไม่ได้เช่นกัน พวกนางจำเป็นต้องรอให้พ่อค้าขึ้นมาบนเขา แล้วถึงจะเอาเงินที่หามาได้ไปแลกซื้อขนมหวาน

            นี่คือสิ่งฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียวของพวกนางทั้งสอง

            ถงเอ๋อตากผ้าห่มเสร็จก็กลับมานั่งอยู่ข้างกายเจียงหลี ถงเอ๋อเกรงว่าถ้าหากเผลอละเลย ผู้เป็นนายจะกระโดดทะเลสาบอีกหน

หลายวันที่ผ่านมาถงเอ๋อตามติดเจียงหลีราวกับเงาตามตัว เมื่อเห็นนางนั่งเหม่อก็หยิบเอาแผ่นรองรองเท้าขึ้นมาเย็บ เจียงหลีมองมือสาวใช้ที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นแล้วรู้สึกผิดจึงแย่งแผ่นรองรองเท้าในมือมาเขวี้ยงทิ้ง “ไม่ต้องทำแล้ว”

            “หือ” ถงเอ๋อไม่เข้าใจ “อีกสามวันพ่อค้าก็จะขึ้นมาแล้ว คุณหนูชอบกินขนมหวานไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

            เจียงหลีส่ายหัวแล้วย้อนถาม “เจ้าอยากอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต เพื่อรอกินขนมหวานเดือนละครั้งอย่างนั้นหรือ”

            “ไม่อยาก” ถงเอ๋อหน้าม่อย “แต่พวกเราออกไปจากที่นี่ไม่ได้นี่เจ้าคะ” พูดแล้วก็งึมงำว่า “เมื่อก่อนคุณหนูก็เคยเขียนจดหมายถึงนายท่านใหญ่และฮูหยินผู้เฒ่า แต่ก็ไร้ข้อความใดๆ ตอบกลับมา คงไม่ใช่ว่าพวกเขาลืมเราไปแล้วกระมัง”

            เซวียฟังเฟยในร่างของเจียงหลีถอนหายใจ ความทรงจำเก่าๆ ในร่างนี้ยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อนางเข้าไปสำรวจความทรงจำเหล่านั้นก็พบว่า เดิมทีเด็กสาวเจ้าของร่างพยายามติดต่อที่บ้านอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าพวกนางสองนายบ่าวมักถูกนางชีของที่นี่กลั่นแกล้งอยู่เสมอ ทั้งยังไม่ยอมส่งหมอมารักษาหลังจากที่เจียงหลีล้มป่วย เกรงว่าทั้งหมดทั้งมวลจะเป็นกลอุบายของฮูหยินใหญ่คนปัจจุบัน... แม่เลี้ยงของเจียงหลีนั่นเอง

            นิ้วมือของนางสัมผัสกับแผ่นรองรองเท้าที่เย็บเสร็จแล้ว ฝีเข็มที่ใช้เย็บแผ่นรองรองเท้านั้นถี่ยิบ ประณีต ถึงแม้ว่าถงเอ๋อจะเสียงดังโหวกเหวกอยู่สักหน่อย แต่ว่างานฝีมือของนางไม่เลวเลยทีเดียว

            เจียงหลีจะต้องคิดหาวิธีการออกไปจากที่นี่ให้ได้

            เซวียฟังเฟยแห่งเมืองเยี่ยนจิงตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าองค์หญิงหย่งหนิงกับเสิ่นอวี้หยง คนสารเลวทั้งสองจะกลบเกลื่อนความจริงอย่างไร นางต้องกลับไปดูให้เห็นกับตา

            นางยังต้องกลับไปสืบเรื่องของเซวียเจาว่าตายอย่างมีพิรุธจริงหรือไม่ อีกทั้งยังต้องคิดหาวิธีกลับถงเซียงอีกสักครั้ง ไม่รู้ว่าหลังจากสิ้นบุตรทั้งสอง พิธีศพของท่านพ่อใครจะเป็นคนจัดการให้ นางยังอยากเห็นหน้าบิดาบังเกิดเกล้าอีกเป็นครั้งสุดท้าย

            นางต้องออกไปจากที่นี่

            แต่ในเมืองเยี่ยนจิงตอนนี้ไม่มีใครสักคนจำเจียงหลีได้ คนที่ไม่มีใครจดจำ มีชีวิตเสมือนไร้ตัวตน จะเหลือกัลยาณมิตรให้พอพึ่งพาอาศัยได้อีกหรือ?

            ต่อให้มีเพียงสมองและสองมือของตน ก็ต้องหาวิธีออกไปด้วยตัวเอง

          

            การทำให้คนทั้งโลกจดจำได้ ไม่ใช่เรื่องยาก

            จู่ๆ เจียงหลีก็ยิ้มออกมา

            ถงเอ๋อมองนางด้วยความตกใจ นี่คือรอยยิ้มแรกของเจียงหลีตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

            “ถงเอ๋อ” เจียงหลีเอ่ยถาม “เจ้าบอกว่าจะมีพ่อค้าขึ้นเขามางั้นรึ”

            “เจ้าค่ะ” ถงเอ๋อขยายความต่อ “พ่อค้าจางจะขึ้นมาที่นี่ในวันที่สิบเดือนห้าของทุกปี พวกเรานัดกับเขาเอาไว้ว่าถ้ามีขนมหวานอร่อยๆ ก็ให้มาหาพวกเราก่อน พวกเราจะได้เลือกเป็นคนแรก”

            สมกับเป็นสาวใช้จากตระกูลใหญ่ ต่อให้อยู่ในสภาพอเนจอนาถ ต่อให้มีเงินอีแปะแค่หนึ่งพวง ก็ยังรู้จักแสวงหาความสุข

            “มีขนมเยอะเลยรึ” เจียงหลีซัก

            “มีเยอะเลยเจ้าค่ะ” ถงเอ๋อย้อนถาม “คุณหนูอยากกินแล้วหรือเจ้าคะ”

            เจียงหลีหัวเราะออกมา รู้สึกเอ็นดูในความซื่อของเด็กสาว “อยากสิ”

            ถงเอ๋อดีใจยกใหญ่ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ รอบนี้พวกเราสะสมเงินไว้มากพอควร สามารถซื้อได้หลายกระบุงเลยทีเดียว คุณหนูอยากกินเท่าไรก็ย่อมได้เต็มที่”

            เจียงหลีว่า “จริงสิ วัดเฮ่อหลินซื่ออยู่ในละแวกนี้ใช่หรือไม่”

            ถงเอ๋อมองนางนิ่งๆ แล้วเอ่ยถาม “คุณหนูอยากจะไปไหว้พระหรือเจ้าคะ”

            “เปล่า” เจียงหลีตอบ “ข้าไม่เชื่อในพระสงฆ์องค์เจ้า”

            ถงเอ๋อไม่เข้าใจ

            เจียงหลียิ้มอย่างอ่อนโยน “ของแบบนั้นมีอะไรให้น่ากราบไหว้”

 

            ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน

            เจียงหลีเริ่มคุ้นเคยกับสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากบนเขา อาจเป็นเพราะระยะนี้นางสงบเสงี่ยมเจียมตน จิ้งอันซือไท่แห่งสำนักนางชีที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมาใส่ใจ ถึงกับมาเยี่ยมเยียนด้วยความสงสัยใคร่รู้

            จิ้งอันซือไท่เป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบปี ได้ยินว่าเคยเป็นฮูหยินตระกูลใหญ่ หลังจากสามีเสียชีวิตจึงโกนผมบวชชี แล้วมาอาศัยอยู่บนเขา

            ก่อนหน้านี้ หลังจากที่รู้ข่าวว่างานแต่งของตนถูกผู้อื่นแย่งชิง เจียงหลีเคยโวยวายกับจิ้งอันซือไท่ว่าจะกลับเมืองเยี่ยนจิง นางคลุ้มคลั่งจนเกือบถึงขั้นลงไม้ลงมือกับอีกฝ่าย มาวันนี้จิ้งอันซือไท่ที่แวะมาเยี่ยมเยียนเจียงหลีจึงทำเพียงพูดจาแสดงความห่วงใย แล้วจากไปโดยไม่มีของฝากติดไม้ติดมือมาให้สักชิ้น

            ถงเอ๋อยกมือเท้าสะเอวถ่มน้ำลายลับหลังจิ้งอันซือไท่ “ชิ... นังแก่ขี้เหนียว”

            เจียงหลีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ซือไท่ยังดูอ่อนกว่าคำว่านังแก่มากนัก”

            จิ้งอันซือไท่อายุเพียงแค่ยี่สิบกว่าปี ถึงแม้จะแต่งกายด้วยชุดนางชีสีเทา แต่ก็ไม่สามารถปกปิดเรือนร่างที่งดงามเอาไว้ได้ อีกทั้งท่วงท่าเดินเหินยิ่งดูสูงสง่า เพียงแต่กิริยาที่แสดงต่อพวกนางสองนายบ่าวนั้นค่อนข้างจะเหยียดหยามไปสักหน่อย ดูแล้วเย็นชา เหมือนว่าอีกฝ่ายถูกจ้างให้มาคอยควบคุมความประพฤติของบ่าวรับใช้อย่างไรอย่างนั้น

            “อายุน้อยแล้วมีประโยชน์อะไร” ถงเอ๋อแสยะปาก “อย่างไรก็เป็นได้แค่นางชีอยู่ที่นี่ ตลอดชีวิตที่เหลือต้องนั่งภาวนา ละเว้นเนื้อสัตว์ จะใส่เสื้อแพรพรรณงดงามก็ไม่ได้”

            “ไม่รู้ว่านางละเว้นเนื้อสัตว์หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นางกินดีอยู่ดีกว่าเรามาก ผ้าที่นางใส่ก็หนากว่าเนื้อผ้าของเราทั้งคู่”

            “น่าอนาถแท้” ถงเอ๋อโกรธนัก

            “ไม่เพียงเท่านี้” เจียงหลียังแจกแจงให้นางฟังต่อไปอีกว่า “ถึงแม้ซือไท่จะไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับ แต่ใช้แป้งผัดหน้าของซิ่งชุนฟังแห่งเมืองเยี่ยนจิง ประพรมน้ำหอมกล่องเงินจากหอหงซิ่ว”

            ถงเอ๋ออ้าปากค้าง ก่อนจะกล่าวว่า “นะ... นางช่างฟุ่มเฟือยเสียจริง แต่ว่า...” ถงเอ๋อกลับนึกขึ้นมาได้ ดวงตากระจ่างใสทั้งสองจ้องมองเจียงหลี “คุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”

            “ข้าได้กลิ่น”

            “บ่าวรู้ว่าคุณหนูอาจได้กลิ่น แต่กลิ่นที่ว่าไม่น่าจะรวมถึงรายละเอียดต่างๆ ด้วยนี่เจ้าคะ คุณหนูรู้ได้อย่างไรว่านางใช้แป้งผัดหน้าของซิ่งชุนฟัง อีกทั้งยังรู้ว่าน้ำหอมมาจากหอหงซิ่ว”

            เจียงหลีคิดในใจว่านางต้องรู้อยู่แล้ว ตอนที่เพิ่งแต่งกับเสิ่นอวี้หยงมาอยู่ในเมืองเยี่ยนจิงใหม่ๆ นางเกรงจะทำให้เขาอับอายขายหน้า จึงพยายามเรียนรู้รูปแบบการแต่งกายและสวมใส่เครื่องประดับของชนชั้นสูงในเยี่ยนจิง พยายามพัฒนาภาษาพูดของตนให้มีสำเนียงเหมือนคนท้องถิ่น

            แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็ว บิดายังเคยเปรยว่าหากนางไม่ใช่สตรี ด้วยความสามารถที่มีอาจสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้อย่างง่ายดาย

            แป้งผัดหน้า น้ำหอม

            ของเหล่านี้คุณหนูรองเจียงที่ไม่เคยลงจากเขาเลยเป็นเวลาแปดปีไม่มีทางรู้จักแน่ แต่นางกลับสามารถแยกแยะได้ ถงเอ๋อตั้งท่าจะกล่าวต่อ ก็พอดีกับได้ยินเสียงร้องเรียกดังมาจากภายนอก เป็นเสียงบุรุษ ถงเอ๋อตั้งใจฟังสักพักก็กระโดดโลดเต้น “คุณหนู พ่อค้าจางมาแล้ว พ่อค้าจางมาขายของแล้วเจ้าค่ะ”

            เจียงหลีมองตามสาวใช้ที่วิ่งวุ่นอย่างดีใจ หัวเราะแล้วตะโกนว่า “ถ้างั้นก็เอาเงินทั้งหมดออกมา เราจะไปซื้อขนมหวานกัน”

            “ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อหันมามองอย่างประหลาดใจ

            “ทั้งหมด”

            ถงเอ๋อนำเงินที่สะสมไว้ออกมา ห่อด้วยผ้าสีน้ำเงินแล้วพกไว้ในอกเสื้อ จากนั้นจึงเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับเจียงหลี

            ตรงประตูของสำนักนางชีปรากฏร่างชายวัยกลางคนสวมหมวกไม้ไผ่สานยืนอยู่ผู้หนึ่ง เขาสวมชุดที่ทำมาจากผ้ากระสอบสีน้ำตาล ตรงเอวผูกด้วยผ้าขาว สวมรองเท้าดำ แต่งกายเหมือนพ่อค้าสามัญทั่วไป

            พ่อค้าจางสนิทสนมกับนายบ่าวคู่นี้เป็นอย่างดี เขาทักทายถงเอ๋อว่านางสูงขึ้น

            ถงเอ๋อได้ยินยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ พลันหันหน้าถามเจียงหลี “คุณหนู อยากกินขนมหวานชิ้นไหนเจ้าคะ”

            เจียงหลีมองไปยังพ่อค้าจาง นางยิ้มให้เขาแล้วรับเอาถุงเงินจากมือถงเอ๋อมา พอแกะถุงออกก็พบว่าด้านในมีเงินอยู่หลายพวง วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ เงินเหล่านี้ล้วนแต่เป็นค่าจ้างที่ได้จากการปักแผ่นรองรองเท้าซึ่งสองนายบ่าวสะสมมาเป็นเวลาครึ่งปี รวมถึงปีแรกๆ ที่เริ่มเก็บสะสมลับหลังจิ้งอันซือไท่ รวมทั้งหมดทั้งสิ้นมีอยู่ด้วยกันสี่สิบพวง

            “ลุงจาง” เจียงหลียิ้มและกล่าวว่า “ข้าขอใช้เงินจำนวนนี้ แลกขนมทุกชนิดที่ท่านมี”

            ถงเอ๋อเบิกตาโต “คุณหนู”

            “ทำไมรึ” เจียงหลียังคงยิ้มกว้าง “ข้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ จะใช้เงินเล็กน้อยแค่นี้หาความสุขให้ตนเองไม่ได้เชียวหรือ”

             พ่อค้าจางมองเจียงหลีแล้วนิ่งงันไปพักหนึ่ง

กินหมดแน่นอน

          พ่อค้าจางรู้จักสาวน้อยทั้งสองดี ได้ยินว่าคนเป็นนายคือคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ทำความผิดแล้วถูกส่งให้มาสำนึกตนอยู่ที่นี่ ส่วนอีกคนที่ดูยิ้มแย้มแจ่มใสกว่าเป็นเพียงสาวใช้ที่ติดร่างแหมาด้วย ได้ข่าวว่าคนเป็นนายอารมณ์ร้ายนี่นา ทว่า...วันนี้พ่อค้าจางกลับเห็นเจียงหลียิ้มแย้มและพูดคุยกับเขาอย่างเป็นมิตร

            “ท่านกว้านซื้อของกินไปเยอะขนาดนี้ ถ้ากินไม่หมดของจะเสียเอาได้” พ่อค้าจางอดทักท้วงไม่ได้

            “ไม่เป็นไร” เจียงหลีกล่าว “กินหมดแน่นอน”

            พ่อค้าจางได้ยินก็ไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เงินก็เป็นเงินของคนอื่นนี่นา

            เจียงหลีซื้อขนมจากพ่อค้าจางไปกว่าครึ่งหาบ เมื่อขายของหมดก็สามารถลงจากเขากลับบ้านได้เร็วขึ้น แบบนี้ไม่ดีหรอกหรือ ยังจะมีอะไรให้ต้องกังวลอีกเล่า

            คนที่กังวลก็คือถงเอ๋อ แม้ว่านางจะไม่เข้าใจเจียงหลีนัก แต่ก็ไม่เคยขัดคำสั่งของคุณหนูเลยสักครั้ง ได้แต่เก็บความกังวลของตนไว้ในใจ หอบเอาขนมถาดใหญ่กลับเข้าไปในสำนักนางชี

            เมื่อกลับมาถึงห้อง ถงเอ๋อก็เอาถาดขนมวางลงบนโต๊ะแล้วปิดประตู อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “คุณหนู ทำไมหนนี้ถึงได้ซื้อมากมายขนาดนี้เล่าเจ้าคะ”

            เจียงหลีไม่ได้ใส่ใจถงเอ๋อ นางเพียงเดินไปเปิดหน้าต่าง นอกหน้าต่างห้องของนางเป็นแนวเขาชิงเฉิงซาน ยอดเขาที่เรียงรายกันเป็นทางยาวดูงดงามยิ่งนัก หิมะที่ปกคลุมมาตลอดฤดูหนาวละลายไปนานแล้ว ดอกท้อเริ่มแทงหน่อแตกยอด แข่งกันออกดอกเสียจนยอดเขากลายเป็นสีชมพู

            “ดูนี่สิ” นางชี้ให้ถงเอ๋อมองระยะที่ไกลออกไป

            ถงเอ๋อขยับเข้ามาตามเสียงเรียก บนต้นท้อกิ่งหนึ่ง มีลิงหางงอขนาดประมาณฝ่ามือนั่งอยู่ตัวหนึ่ง มันกำลังกินลูกท้ออย่างสบายอกสบายใจ

            “เอ๋... ลิงนี่เจ้าคะ” ถงเอ๋อยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ “ลิงมีอะไรน่าดูกัน”

            ลิงบนเขาชิงเฉิงซานนั้นมีมาก พวกมันเป็นมิตรและสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิงในวัดเฮ่อหลินซื่อ ปกติผู้คนมักจะมากราบพระขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย บางครั้งคนที่มาวัดพบเห็นลิงเหล่านี้เข้าก็จะโยนผลไม้บ้างถั่วลิสงบ้าง ให้พวกมันกินเล่น

            ทว่าที่สำนักนางชีแห่งนี้ ไม่ค่อยมีลิงสักเท่าไร อาจเป็นเพราะที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรให้พวกมันกิน ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไร้สิ่งดึงดูด

            “ไปเอาขนมหวานออกมา” เจียงหลีสั่ง

            ถงเอ๋อไปหยิบขนมหวานรสเหอเถาออกมาตามคำสั่ง

            เจียงหลีนำเอามาปั้นเป็นก้อนๆ ยกขึ้นโบกสะบัดเรียกความสนใจจากลิงบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก ความหอมของกลิ่นเหอเถาดึงดูดเจ้าลิงหางงอตัวนั้นอย่างรวดเร็ว ครู่เดียวมันก็กระโจนมาหยุดตรงหน้าต่างด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ

            เจียงหลียื่นมือออกไปอีกเล็กน้อย ในที่สุดเจ้าลิงก็อดทนกับความยั่วยวนไม่ไหว ยื่นมือออกมารับแล้วรีบวิ่งไปหลบอยู่หลังก้อนหิน มันหันหลังให้เจียงหลีแล้วกินขนมจนหมด จากนั้นค่อยหันกลับมามองนาง พอเห็นเจียงหลียืนอยู่ที่เดิม ทั้งยังโบกขนมพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เจ้าลิงก็เริ่มใจกล้ามากขึ้น มันวิ่งกลับไปหาเจียงหลีอีกครั้งเพื่อเอาขนมมากิน

            เป็นเช่นนี้อยู่สองสามหน ในที่สุดเจ้าลิงก็กินขนมที่อยู่ในมือของเจียงหลีจนหมด นางโบกมือให้กับมันเพื่อส่งสัญญาณว่าตนเองก็ไม่มีแล้วเช่นกัน เจ้าลิงมองมือที่ว่างเปล่าของเจียงหลีอย่างอาวรณ์สักพักหนึ่งก็สะบัดหางแล้วจากไป

            ถงเอ๋อที่สังเกตการณ์อยู่ไม่ห่างพลันเอ่ยถาม “หากคุณหนูอยากให้อาหารลิง ทำไมจะต้องเอาขนมราคาแพงให้มันกินด้วยล่ะเจ้าคะ เอาผลไม้ป่าที่เก็บได้จากบนเขาให้มันไม่ดีกว่าหรือ บ่าวคิดว่าไม่คุ้มค่าเสียเลย”

            เจียงหลีลูบหัวถงเอ๋ออย่างอ่อนโยน “ดูสิ เมื่อเทียบกับผลไม้ป่า ลิงชอบรสของขนมหวานมากกว่านะ”

            ถงเอ๋อยังอยากจะกล่าวค้าน แต่ก็ได้ยินเจียงหลีตัดบท “ถงเอ๋อ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้ามีหน้าที่เอาขนมหวานเหล่านั้นไปให้ลิงกินนะ”

            ถงเอ๋อได้ฟังก็ตาโต “คุณหนู ทำไมล่ะเจ้าคะ... บ่าวไม่เข้าใจ”

            “ข้าต้องการให้พวกมันช่วยข้าทำงานสักเรื่อง” เจียงหลียิ้ม “ขนมหวานเหล่านั้น ถือเสียว่าเป็นค่าจ้าง”

            “แต่ว่า...”

            “แค่ขนมหวานไม่กี่ชิ้นเท่านั้น” เจียงหลีเอ่ยขัดคำโต้แย้งของถงเอ๋อ “ให้เจ้าเอาขนมหวานเหล่านี้แบ่งเป็นสิบห้าส่วน แจกลิงวันละส่วนทุกๆ วันจนถึงวันที่สิบแปด”

            ถงเอ๋อรับคำเสียงแผ่ว “เจ้าค่ะ”

            “สำนักนางชีอยู่ห่างจากวัดเฮ่อหลินซื่อไม่มากนัก” เจียงหลีกล่าว “ตัวข้าเองถูกสั่งห้ามไม่ให้ก้าวออกจากประตูสำนักนางชี แต่เจ้าอิสระกว่า... ในช่วงยามสองของทุกวัน ข้าจะมอบหมายให้เจ้าเอาขนมหวานเหล่านี้ไปแจกจ่ายให้ฝูงลิงในป่าด้านหลังวัดเฮ่อหลินซื่อ ให้ทำเช่นนี้ทุกวันจนถึงวันที่สิบแปด พอถึงคืนวันที่สิบเก้าเจ้าก็ไม่ต้องไปอีก”

            ที่เขาชิงเฉิงซานมักจะมีบรรดาฮูหยินตระกูลใหญ่มากราบพระเพื่อขอพรกันอยู่เนืองๆ บนเขาแห่งนี้ไร้โจรผู้ร้าย ปลอดภัยยิ่ง ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ใช้งานถงเอ๋อกลางดึกแบบนี้แน่

            ถงเอ๋อเชื่อฟังคำสั่งของเจียงหลีดี เพียงแต่ยังสงสัยเล็กน้อย “ที่คุณหนูทำทั้งหมดนี่ ก็เพื่อจะหาทางกลับเมืองหลวงใช่หรือไม่เจ้าคะ”

            เจียงหลีมองถงเอ๋อและส่งยิ้มให้ “เจ้ากลัวรึ”

            ครั้นถงเอ๋อได้ยินคำตอบของเจ้านาย ไม่เพียงแต่ไม่นึกกลัว นางยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่กลัวเจ้าค่ะ บ่าวรอวันนี้มานานแล้ว”

            “ดี” เจียงหลีพยักหน้า “แผนของเราจะเริ่มตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป”

 

            หลังจากวันนั้น ถงเอ๋อก็ขึ้นเขาทุกคืน

            พวกนางชีในวัดแค่รู้สึกว่าถงเอ๋อขึ้นเขาบ่อยครั้งกว่าที่เคย ครั้นสะกดรอยตามถงเอ๋อไป ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ เห็นเพียงว่าถงเอ๋อตัดฟืนอย่างตั้งอกตั้งใจ

            ถงเอ๋อออกจากห้องพักราวยามหนึ่ง พอถึงยามสามก็กลับ ทำเช่นนี้จนถึงวันที่สิบเก้าเดือนห้าถาดขนมก็ว่างเปล่า ถงเอ๋อใช้ช้อนไม้ค่อยๆ แคะเอาเศษขนมหวานที่ติดอยู่ตามขอบมาไว้ในถ้วย แล้วเอ่ยเรียกเจียงหลี “คุณหนูเจ้าคะ กินขนมพวกนี้รองท้องก่อนเถิด”

            พวกนางไม่ได้กินข้าวกันมาหนึ่งวันหนึ่งคืน เนื่องจากเมื่อวานนางชีในวัดจงใจทำถ้วยข้าวต้มที่ส่งมาตกแตก ในครัวก็ไม่เหลือกับข้าว จะมีก็แต่ขนมหวาน ซึ่งเอาไปเลี้ยงลิงป่าหลังวัดเฮ่อหลินซื่อจนเกลี้ยง เวลานี้ทั้งสองจึงหิวจนท้องร้อง

            เจียงหลีมองออกไปนอกหน้าต่าง พระอาทิตย์กำลังตกดิน ผ่านไปอีกไม่นานกลางคืนก็จะคืบคลานมาถึง นางจึงกล่าวว่า “ข้าไม่กิน เจ้ากินเถอะ”

            ถงเอ๋อกลืนน้ำลายแล้วส่ายหัว “ถ้าคุณหนูไม่กิน ถงเอ๋อก็ไม่กิน”

            “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวพวกเราจะได้ไปกินของดีๆ กันแล้ว” เจียงหลียิ้มให้

            ถงเอ๋อยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่

            เจียงหลีลุกขึ้นเดินไปยังมุมห้อง ตรงนั้นมีกล่องไม้ใบหนึ่งตั้งอยู่ นางเปิดกล่องไม้ควานหาเสื้อนางชีสีเทา

            ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่คนในสำนักนางชีก็ไม่ยอมตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจียงหลี ทุกวันนางต้องทนสวมแต่เสื้อผ้าที่ไม่เข้ากับรูปร่างของตน ชุดเก่าที่มีก็สั้นเป็นคืบ มีแค่เสื้อนางชีสีเทาตัวนี้เพียงตัวเดียวที่พอจะสวมได้ เพราะเป็นเสื้อที่นางชีน้อยคนหนึ่งที่เพิ่งสึกออกไปเมื่อตอนปีใหม่ทิ้งเอาไว้

            ถงเอ๋อเอ่ยปากถาม “คุณหนูจะใส่ตัวนี้หรือเจ้าคะ”

            เจียงหลีพยักหน้า “ตัวนี้แหละ”

            นางสวมอาภรณ์นางชีสีเทาเรียบร้อยพอดีกับที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า ถงเอ๋อและเจียงหลีเฝ้ามองเปลวไฟในตะเกียง รอจนเลยยามหนึ่งเจียงหลีก็ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

            “ไปที่ไหนหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อถาม

            “ไปหาอะไรกินกันน่ะสิ”

            ถงเอ๋อมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในใจ กระทั่งเจียงหลีพานางไปยังอุโบสถด้านหน้า ภายในอุโบสถมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ตั้งอยู่ กระถางธูปเบื้องหน้ามีผลไม้ไหว้เจ้าวางเรียงราย เจียงหลีเลือกเอาผลไม้ถาดหนึ่งมาถือแล้วส่งให้ถงเอ๋อ “กินเสีย”

            ถงเอ๋อตะลึงงัน “คุณหนู ผลไม้เหล่านี้เป็นของที่ใช้ไหว้พระโพธิสัตว์นะเจ้าคะ”

            “อืม”

            “หากพรุ่งนี้เช้าพวกนางชีเหล่านั้นมาพบเข้า เราจะทำอย่างไร” ถงเอ๋อปัดมือออก “วางไว้ที่เดิมดีกว่า”

            “ไม่เป็นไรหรอก” เจียงหลีปลอบใจถงเอ๋อ “เห็นก็เห็นไป”

            “แต่ว่าพระโพธิสัตว์” ถงเอ๋อไม่กล้ารับ “พวกเรากินผลไม้บูชาพระ แบบนี้จะเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นะเจ้าคะ”

            ได้ฟังดังนี้ เจียงหลีพลันหัวเราะ “รูปปั้นพระโพธิสัตว์ยังเอาตัวเองไม่รอด เจ้าจะหวังให้รูปปั้นมาคุ้มครองเจ้าอีกรึ ชีวิตคนต้องแผ้วทางด้วยสองมือ มัวอาศัยพระโพธิสัตว์ไม่ได้หรอก”

            ถงเอ๋อมองเจียงหลีด้วยความประหลาดใจ แต่ก่อนคุณหนูรองไม่เคยพูดอะไรที่ทำให้คนต้องตกตะลึงเช่นนี้ ขณะที่กำลังนิ่งงันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังแว่วมา เสียงหัวเราะนั้นเบามาก ยิ่งดังขึ้นในคืนที่เงียบสงัดไร้ผู้คนยิ่งชัดเจนชวนขนหัวลุก

            ถงเอ๋อเงยหน้าขึ้นมองอย่างหวาดกลัว พลันชี้มือขึ้นไป แล้วพูดติดอ่างว่า “ผี... ผีหลอก”

            บนหลังคาวัด

            ไม่รู้ว่ามีคนขึ้นไปนั่งอยู่ตั้งแต่เมื่อไร คนผู้นี้ใส่เสื้อผ้าสีดำปลอด คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีแดงปักลายดอกโบตั๋นดำ ยิ่งทำให้มองแล้วดูเหมือนภูตผี

            แสงจันทร์กระจ่าง หมอกลงบางๆ ส่องให้เห็นใบหน้าชายหนุ่มที่อยู่บนหลังคาได้ชัดเจน เขามีคิ้วและดวงตาเรียวยาวพราวเสน่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากกำลังเผยอเล็กน้อยราวกับมีรอยยิ้ม แต่หากมองให้ดีรอยยิ้มนี้กลับให้ความรู้สึกประชดประชันแฝงอยู่กลายๆ หางตาของเขาที่กระดกขึ้นเล็กน้อยมีไฝสีชาดขนาดประมาณเม็ดข้าวแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าที่ดูหล่อเหลาภายใต้แสงจันทร์ สง่างามโดดเด่นราวกับไม่ใช่มนุษย์ แม้แต่สีสันตระการตาของดอกท้อยังไม่สามารถชิงความโดดเด่นจากบุรุษผู้นี้ได้

ไม่ใช่ความฝัน

            เพราะมีเขาอยู่ เหล่าดอกท้อจึงดูราวกับมีชีวิต

            เขายืนอมยิ้ม ปรายตามองลงมา ราวกับเทพที่กำลังสอดส่องพฤติกรรมมนุษย์โลกอย่างเบื่อหน่าย

           เจียงหลีสวมเสื้อนางชีสีเทา ปล่อยเรือนผมให้พลิ้วไหวอย่างเป็นอิสระ มองเผินๆ คล้ายมีน้ำตกสายหนึ่งแผ่สยายคลุมแผ่นหลัง ดูน่ารักเหมือนนางเซียนน้อยที่กำลังนำดอกบัวมากราบพระพุทธองค์ นางยกเทียนไขในมือขึ้น เงยหน้าสบตาชายบนหลังคาด้วยสายตาสงบนิ่ง

            คนหนึ่งงดงามเรียบง่าย อีกคนหนึ่งหล่อเหลากระชากวิญญาณ

            โลกที่ยืนอยู่ราวกับถูกแบ่งออกเป็นสองซีก หนึ่งสว่างไสวคล้ายแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิ อีกซีกหนึ่งมืดมิดเหมือนตกอยู่ในห้วงเหวลึก ความสว่างไสวนั้นเสมือนภาพลวงตา เหวลึกก็ล่อลวงใจคนให้ติดกับ

            ทั้งสองมองจ้องกันและกัน สายตาประเมินหยั่งเชิงซึ่งๆ หน้า

            ไม่มีใครสังเกตเห็นความประหลาดใจที่เกิดขึ้นภายในส่วนลึกของเจียงหลี

            เป็นเขาไปได้อย่างไร

            ไม่มีใครพูดอะไรขึ้นมา

            ภายใต้ป่าดอกท้อ บนหลังคาโบสถ์ ใบหน้าที่หล่อเหลาของบุรุษภายใต้แสงจันทร์อำไพโดดเด่นชัดเจน ดวงตาจ้องมองมายังเจียงหลี

            รอยยิ้มของเขาไม่จริงใจ แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขามาร้ายหรือดี อาจเป็นได้ทั้งสองประการ

            กลับเป็นถงเอ๋อที่ไม่สามารถอดรนทนรอ จึงถามออกไปว่า “ท่านเป็นเซียนรึ”

            เจียงหลียังไม่ทันจะพูดอะไร พลันได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากภายนอก นางใจหายวาบไปครู่หนึ่ง ครั้นเหลือบมองขึ้นไปบนหลังคาอีกครั้งก็ไม่เห็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้นั้นเสียแล้ว เห็นเพียงกิ่งดอกท้อที่ยังคงสะบัดไหว

            ถงเอ๋อก็ตกตะลึงเช่นกัน นางขยี้ตาอีกครั้งและเปรยว่า “บ่าวคงไม่ได้ฝันไปหรอกนะ”

            เจียงหลีกล่าวปลอบ “ไม่ใช่ความฝัน แต่ว่าตอนนี้...” นางได้ยินเสียงคนกำลังเดินใกล้เข้ามา “พวกเราไปคุกเข่าในโบสถ์กันก่อนเถอะ”

            มีเรื่องที่ทำให้ถงเอ๋อรู้สึกงงงวยมากมายเต็มไปหมด แต่นางก็ไม่ได้ถามให้มากความ ทำเพียงเดินตรงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นพระโพธิสัตว์กับคุณหนูโดยดี ผลไม้บูชาพระถาดนั้นถูกวางกลับคืนสู่ที่เดิม ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุกเข่าอยู่ก็ได้ยินเสียงคนโหวกเหวกมาจากภายนอก ใครคนหนึ่งเคาะประตูสำนักนางชีอย่างแรง

            เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวทำให้เหล่านางชีในวัดถึงกับแตกตื่น รีบเดินไปเปิดประตู ตะเกียงถูกจุดสว่างขึ้นตามลำดับ เสียงของคนด้านนอกดังก้องมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเจียงหลีกับถงเอ๋อก็ทำเพียงคุกเข่าอย่างสงบ

            ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็บุกเข้ามาในสำนักนางชี ผู้ที่บุกเข้ามาคนแรกคือหญิงวัยกลางคนที่ถือตะเกียงอยู่ในมือ หญิงผู้นั้นไม่คิดมาก่อนว่าจะมีคนสองคนนั่งคุกเข่าอยู่ เนื่องจากตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว นางร้องบอกคนข้างหลังว่า “ฮูหยิน ที่นี่ยังมีนางชีอยู่สองคนเจ้าค่ะ”

            ด้านหลังของหญิงวัยกลางคนมีคนอีกจำนวนหนึ่งเดินตามมา มีทั้งฮูหยิน คุณหนู และพวกผู้ชาย ทุกคนล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพง ผู้ที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยปากเรียกว่า ‘ฮูหยิน’ นั้นมีผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างอรชร กิริยาสุภาพเรียบร้อย

            นางรุดหน้าขึ้นมามองเจียงหลี ตกตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัวพลางกล่าวกับสาวใช้ของตนว่า “นางไม่ใช่ชี ไม่ได้โกนหัว... ข้างกายเกรงว่าจะเป็นสาวใช้ของนางสินะ”

            เจียงหลีมองผู้คนที่บุกเข้ามาอย่างตื่นตะลึง ผมยาวดำขลับของนาง ตัดกับใบหน้าซีดเผือดยิ่งทำให้ดูขาวซีด ร่างผอมแห้งถูกเสื้อนางชีอำพรางไว้ หว่างคิ้วเผยให้เห็นความอ่อนโยนของเด็กสาว

            ถึงแม้ว่าท่าทางจะดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง แต่การที่นางคุกเข่าใต้ฐานที่นั่งขององค์พระโพธิสัตว์ยิ่งทำให้ภาพของนางประทับใจต่อผู้พบเห็น ดูงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ ราวกับสาวพรหมจรรย์ที่ปราศจากมลทินแปดเปื้อน ทำให้ใครเห็นต่างก็เอ็นดู

            บางที อาจจะด้วยความเอ็นดูที่นางอายุยังน้อย แม้กระทั่งคำพูดของฮูหยินที่มาใหม่ ก็ยังกล่าวขึ้นด้วยความอ่อนโยน “เด็กน้อย ดึกดื่นเช่นนี้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

            เจียงหลีตอบเสียงเบา “ข้าทำความผิด ซือไท่เลยให้มาคุกเข่าบำเพ็ญจิตอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ”

            ผู้ติดตามทั้งหญิงและชายต่างรู้สึกประหลาดใจ มีคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ทำความผิดอะไรมากมายนักรึ ถึงจำเป็นต้องให้เด็กสาวอย่างเจ้ามาคุกเข่าในสำนักนางชีเพียงลำพัง หากสุขภาพย่ำแย่ใครจะรับผิดชอบ ผู้ออกบวชควรมีจิตใจเมตตากรุณาไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงใจร้ายนักเล่า”

            ถงเอ๋อสบโอกาส ร่วมแสดงสีหน้าท่าทางน่าสงสารแล้วกล่าวว่า “เป็นความผิดของบ่าวเอง เมื่อวานตอนที่บ่าวยกอาหารเจให้คุณหนู ไม่ทันระวังทำจานตกแตก จิ้งอันซือไท่จึงลงโทษให้คุณหนูและบ่าวนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้” ถงเอ๋อพูดพลางเช็ดน้ำตา “ตัวบ่าวเองไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ สงสารก็แต่คุณหนูเท่านั้น คุณหนูของบ่าวไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้ว”

            พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของคนทั้งหลายก็เกรี้ยวกราดขึ้นทันที ในเมื่อมาสำนักนางชีเพื่อไหว้พระ แน่นอนว่าจิตใจของคนเหล่านี้ย่อมต้องมีเมตตา พอเห็นคุณหนูตัวน้อยๆ ถูกรังแก จึงรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา

            ได้ยินเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “ทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นนางชีที่ใจดำอำมหิต”

            “พูดไม่ผิดเลย”

            เจียงหลีมองไปรอบกาย เมื่อไม่เห็นนางชีสักคนจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ขอเรียนถามทุกท่าน นักบวชทั้งหลายไปไหนกันหรือเจ้าคะ” เมื่อถามจบ กลุ่มผู้มาเยือนต่างแสดงสีหน้าพิลึกพิลั่น

            ฮูหยินที่กล่าวกับเจียงหลีเป็นคนแรกมองนางแล้วถามว่า “คุณหนูท่านนี้ ดูแล้วไม่เหมือนคนในสำนักนางชีเอาเสียเลย”

            “คุณหนูของบ่าว คือคุณหนูรองเจียงแห่งเมืองเยี่ยนจิงเจ้าค่ะ” ถงเอ๋อรีบตอบเสียงดังกังวาน

            “ตระกูลเจียงงั้นรึ” สตรีอีกนางที่ยังดูเยาว์วัยเอ่ยแทรก “เจ้าหมายถึงตระกูลเจียง ของอำมาตย์เจียงอย่างนั้นหรือ”

            “เจ้าค่ะ” ถงเอ๋อตอบอย่างมั่นใจ

            “จะเป็นไปได้อย่างไร” สตรีอ่อนเยาว์นางนั้น หากมองดีๆ จะพบว่ายังอายุน้อยกว่าเจียงหลีอยู่สักหน่อย นางกล่าวด้วยความสงสัย “ข้ารู้แต่ว่า... ตระกูลเจียงมีเพียงคุณหนูสามเจียงโย่วเหยานี่นา ไม่เคยได้ยินว่ามีคุณหนูรองอยู่ด้วย”

            ‘คุณหนูรองเจียง’ เมื่อสี่คำนี้ถูกกล่าวออกมา คุณหนูทั้งหลายในที่นั้นต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก บรรดาฮูหยินที่มาด้วยต่างนึกรู้อยู่ในใจ ร่ำลือว่าหลายปีก่อน คุณหนูรองเจียงผลักแม่เลี้ยงตกบันไดจนแท้งบุตร ใครต่อใครในเมืองเยี่ยนจิงรับรู้กันทั่ว ทว่าเรื่องนี้ก็ผ่านมานานมากแล้ว หลังจากนั้นก็ได้ยินว่าคุณหนูรองเจียงถูกส่งตัวมาปฏิบัติธรรมขัดเกลานิสัยอยู่ในสำนักนางชี ไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลานาน ไม่มีใครพบเห็นคุณหนูรองผู้นี้อีกเลย ย่อมนึกไม่ออกเป็นธรรมดา

            คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอนางที่นี่

            เจียงหลี คุณหนูรองเจียงที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ กลับไม่เหมือนคำที่ถูกครหาว่าใจดำอำมหิต วางแผนเด็ดชีวิตแม่เลี้ยงและน้องชาย นางคุกเข่าอยู่ในสำนักนางชีด้วยร่างกายผ่ายผอมอ่อนแรงเช่นนี้ จะให้ร้ายใครได้ พูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ

            เจียงหลีจ้องมองฮูหยินที่กล่าวกับตนเป็นคนแรก ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงถามว่า “ฮูหยิน... ท่านคือหลิ่วฮูหยินแห่งจวนเฉิงเต๋อหลังใช่หรือไม่”

            ฮูหยินท่านนั้นตะลึงงันชั่วครู่ แล้วเอ่ยถาม “คุณหนูรู้จักข้าหรือ”

            เจียงหลีพยักหน้าราวกับเขินอาย ยิ้มพลางกล่าว “เมื่อหลายปีก่อนช่วงเทศกาลดอกโบตั๋น ฮูหยินเคยมาชมดอกโบตั๋นที่จวนของเรา ข้าจำได้”

            หลิ่วฮูหยินได้ฟัง ก็หวนระลึกถึงความหลังแล้วตอบว่า “ไม่ผิด” สายตาที่มองเจียงหลียิ่งอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม “ดีใจที่เจ้ายังจำได้”

            หลิ่วฮูหยิน ภรรยาของท่านเฉิงเต๋อหลังนามว่าหลิ่วเอวี๋ยนฟง เคยเป็นสหายรักของเย่เจินเจินมารดาเจียงหลี เมื่อครั้งเย่เจินเจินเพิ่งแต่งงานเข้ามาอยู่เมืองเยี่ยนจิงนั้น ก็คบค้าสมาคมกับหลิ่วฮูหยินผู้นี้ ต่อมาเย่เจินเจินเสียชีวิตลง เหลือแต่เจียงหลี ด้วยความอาลัยในตัวสหายรัก หลิ่วฮูหยินจึงมาเยี่ยมเจียงหลีอยู่บ่อยครั้ง

            แต่เมื่อจี้ซูหรันแต่งเข้ามา หลิ่วฮูหยินก็ไม่สะดวกจะมาเยี่ยมเยือนเจียงหลีบ่อยๆ อีก นานวันเข้าความสัมพันธ์ก็เจือจาง เทศกาลดอกโบตั๋นที่เจียงหลีพูดถึงนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่หลิ่วฮูหยินไปเยี่ยมเจียงหลี จนบัดนี้เมื่อเจียงหลีเอ่ยทักขึ้นมา ภาพของเพื่อนรักเย่เจินเจินก็ผุดขึ้นในความทรงจำของหลิ่วฮูหยินทันที

            หลิ่วฮูหยินมองเจียงหลีอย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม “ผู้ใหญ่ที่บ้านตระกูลเจียงส่งเจ้ามาอยู่ที่นี่หรือ”

            เจียงหลีพยักหน้าเล็กน้อย

            “เจ้าคือบุตรสาวคนสำคัญของท่านอำมาตย์เจียง มาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร ทั้งร้อนและชื้น ต้องทนคุกเข่าอยู่ทั้งคืน เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร คุณหนูรองเจียง ข้าว่าพรุ่งนี้เช้าเจ้าเดินทางกลับเมืองเยี่ยนจิงกับข้าดีกว่า” หลิ่วฮูหยินกล่าว

            ถงเอ๋อที่กำลังคุกเข่าอยู่นั้นนัยน์ตาพลันทอประกาย ถ้อยคำของหลิ่วฮูหยินแฝงนัยว่าจะพยายามมอบความเป็นธรรมให้เจียงหลี

            ทว่าเมื่อหลิ่วฮูหยินกล่าวจบ กลับไม่ได้ยินเสียงตอบรับอย่างที่คิด เจียงหลีเงยหน้ามองหลิ่วฮูหยิน สีหน้าแสดงความลังเลใจ นางส่ายหน้าอย่างมั่นคง “ขอบคุณฮูหยินสำหรับความหวังดี แต่เกรงว่าจะไม่เหมาะ”

            บรรดาบุรุษสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิ่วฮูหยิน ถูกคำพูดของหลิ่วฮูหยินสะกิดใจมาก่อน  แล้วจึงตามด้วยการปฏิเสธอันน่าทึ่งของเจียงหลี หลิ่วฮูหยินพลันเอ่ยถาม “ทำไมเล่า”

            เจียงหลียิ้มรับ “ท่านพ่อส่งตัวข้ามาที่วัด เพราะต้องการให้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญจิต ถึงแม้จะลำบาก แต่ก็สามารถแลกกับความสงบสุขของคนในบ้าน หากข้าละทิ้งกลางคัน ก็จะเป็นการลบหลู่องค์พระโพธิสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อเองก็ไม่ได้มีคำสั่งให้ใครมารับ ข้ายิ่งไม่สามารถตัดสินใจกลับโดยพลการได้”

จะเป็นไปได้หรือ...

            ในคำพูดของเจียงหลีไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่ตนทำร้ายแม่เลี้ยงแล้วถูกทำโทษแม้แต่น้อย กล่าวแต่เพียงว่าตนเองถูกส่งมาปฏิบัติธรรม เพื่อนำพาความสุขไปสู่คนในบ้าน หากคนภายนอกได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็คงรู้สึกว่าคุณหนูรองเจียงเลี่ยงหนักเป็นเบา แต่เมื่อหลิ่วฮูหยินได้ฟัง คำกล่าวนี้กลับมีความนัยลึกซึ้งยิ่งกว่า

            หลิ่วฮูหยินและเย่เจินเจินเป็นสหายรักกันมายาวนาน นางรู้ว่าเย่เจินเจินเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าบุตรสาวของเย่เจินเจินจะเป็นคนใจดำอำมหิต เพียงแต่ตอนที่เจียงหลีเกิดเรื่อง หลิ่วฮูหยินไม่ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลเจียงหลายปีแล้ว อีกทั้งเจียงหลียังผลักจี้ซูหรันจนแท้งลูกต่อหน้าต่อตาฮูหยินคนอื่นๆ พยานหลักฐานแน่นหนา แม้หลิ่วฮูหยินจะไม่เชื่อแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

            มาตอนนี้ได้เห็นบุตรสาวของสหายรักถูกคนรังแก หลานสาวก็ช่างอ่อนโยนดีพร้อมถึงเพียงนี้ ภายในใจของหลิ่วฮูหยินบังเกิดความคลางแคลง เจียงหลีไม่ได้เอ่ยถึงความผิดของตนออกมาสักคำ หรือว่าจริงๆ แล้วนางไม่ได้ทำอะไรผิด

            ใจของหลิ่วฮูหยินร้อนรนนัก เห็นเจียงหลีเงยหน้ามองตน แล้วเอ่ยอย่างไม่เข้าใจว่า “เพิ่งนึกขึ้นได้ เหตุใดฮูหยินจึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ” เจียงหลีถาม “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ฮูหยินและนายท่านทั้งหลายคงไม่ได้มาเพื่อกราบพระขอพรกระมัง”

            พูดจบ ใบหน้าของคนเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป

            หลิ่วฮูหยินมีสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงเปรยกับเจียงหลีว่า “สำนักนางชีแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อบิดาส่งเจ้ามา ก็ควรทำใจยอมรับให้ได้... เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมกลับไปพร้อมข้า หลังจากข้ากลับเยี่ยนจิงในวันพรุ่งนี้ คาดว่าไม่นานบิดาก็จะมารับตัวเจ้ากลับเช่นกัน”

            เจียงหลีมีสีหน้าเหมือนกับฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ขอบพระคุณฮูหยินเป็นอย่างสูง”

            “อวี้เซียง” หลิ่วฮูหยินกล่าวกับสาวใช้คนสนิท “ระหว่างนี้ ให้อยู่ที่นี่เพื่อปรนนิบัติคุณหนูรองเจียง ข้างกายของคุณหนูมีแค่สาวใช้เพียงคนเดียว เกรงจะดูแลได้ไม่ครบถ้วน” แล้วก็มองไปยังเจียงหลี พูดขึ้นว่า “คุณหนูรองอย่าได้ปฏิเสธ ข้าเป็นสหายสนิทของมารดาเจ้า อวี้เซียงเป็นสาวใช้คนสนิทของข้า อีกทั้งยังมีวรยุทธอยู่บ้าง ให้อวี้เซียงอยู่ข้างกายเจ้าข้าถึงจะมั่นใจ รอให้เจ้ากลับถึงเมืองเยี่ยนจิงแล้วจึงค่อยส่งอวี้เซียงกลับมาหาข้าก็แล้วกัน”

            เจียงหลีกล่าวขอบคุณหลิ่วฮูหยิน

            หลังจากนั้น หลิ่วฮูหยินจึงนำคณะเดินทางแยกย้ายเข้ามาพักผ่อนภายในสำนักนางชี พอมีอวี้เซียงคอยติดตาม เจียงหลีและถงเอ๋อจึงเปลี่ยนมาพักอยู่ในห้องที่สะดวกสบายขึ้น เป็นห้องที่ปกตินางชีพำนักอยู่ ส่วนนางชีเหล่านั้นไม่รู้ว่าหายไปไหน ถึงไม่เห็นแม้เงา

            ถือโอกาสตอนที่อวี้เซียงไปตักน้ำ ถงเอ๋อรีบถามเจียงหลีเสียงเบา “คุณหนู เกิดเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ”

            “ข้าส่งเจ้าไปให้อาหารลิงพวกนั้นไม่ใช่รึ” เจียงหลีกล่าว “ท่านเจ้าอาวาสทงหมิงแห่งวัดเฮ่อหลินซื่อ มีศิษย์ที่ชื่อว่าเหลี่ยวอู้ เขามีสัมพันธ์ลับอันลึกซึ้งอยู่กับจิ้งอันซือไท่ของสำนักเรา ทั้งสองจะมาลอบพบกันที่ป่าด้านหลังวัดเฮ่อหลินซื่อในวันที่สิบเก้าของทุกเดือน ลิงบนเขาถูกเจ้าให้อาหารมาครึ่งเดือนแล้ว ทุกวันเมื่อถึงเวลาก็จะไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น วันนี้เป็นวันที่สิบเก้าพอดี พวกลิงก็ไปรอเจ้าตามปกติ ฝูงลิงเห็นแต่จิ้งอันซือไท่กับเหลี่ยวอู้ เข้าใจว่าทั้งสองเป็นคนให้อาหารก็เลยเข้าไปขอ ทั้งสองคนกำลังทำเรื่องฉาวโฉ่จึงจิตใจไม่สงบ คงจะตกใจจนส่งเสียงร้องออกมา เรื่องแดงถึงหูบรรดาฮูหยินทั้งหลาย ฮูหยินและคุณหนูที่มากราบพระที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ดีมีตระกูล จะยอมให้เกิดเรื่องอัปยศในศาสนสถานได้อย่างไร คาดว่าพวกเขาคงจัดการคุมตัวเหล่านางชีทั้งหลายในวัดเอาไว้แล้ว”

            ถงเอ๋อฟังอย่างตกตะลึง ได้แต่พึมพำว่า “จะเป็นไปได้หรือ...” ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยความตื่นเต้น “เรื่องแบบนี้ คุณหนูทราบได้อย่างไรเจ้าคะ”

            “เคยได้ยินมาน่ะ” เจียงหลียกชาที่อยู่บนโต๊ะขึ้นจิบ “นางชีสองคนกำลังนินทา ข้าได้ยินเข้าพอดี”

            ถงเอ๋อยังรู้สึกรับไม่ได้ “ช่างน่าบัดสีนัก”

            เจียงหลีหัวเราะ นางย่อมรู้อยู่แล้ว... เมื่อชาติก่อนตอนที่ยังเป็นเซวียฟังเฟย องค์หญิงหย่งหนิงมักใช้คนต้มยามาส่งให้  เพื่อหมายจะเอาชีวิต นางถูกขังอยู่แต่ในห้อง วันๆ ต้องคอยเงี่ยหูฟังบ่าวรับใช้พูดคุยนินทาเรื่องต่างๆ กันอย่างสนุกปากโดยไม่สนใจว่านางจะได้ยิน มองนางเหมือนคนที่ตายไปแล้ว นางจึงรู้ว่าองค์หญิงหย่งหนิงและเสิ่นอวี้หยงแอบนัดพบกันที่วัดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเยี่ยนจิง

            บ่าวรับใช้พวกนั้นยังพูดถึงเรื่องอัปยศอื่นๆ อีกมาก เช่น เหลี่ยวอู้แห่งวัดเฮ่อหลินซื่อที่แท้ก็เป็นพระบ้าตัณหา มีหญิงจำนวนไม่น้อยถูกเหลี่ยวอู้รังแก แม้กระทั่งนางชีในวัดก็ไม่เว้น องค์หญิงหย่งหนิงได้อุบายมากมายมาจากเหลี่ยวอู้ ถึงนัดพบเสิ่นอวี้หยงที่วัดได้

            เมื่อนางตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็นคุณหนูรองเจียง ได้รู้ว่าไม่ไกลจากที่นี่คือวัดเฮ่อหลินซื่อ สิ่งแรกที่นึกขึ้นมาได้ก็คือเรื่องฉาวโฉ่นี้ ครั้นได้เห็นจิ้งอันซือไท่ด้วยตาตนเอง เจียงหลีก็รู้ได้ทันทีว่าจิ้งอันซือไท่ต้องมีชู้รัก ออกบวชทั้งที่ยังงดงามและอายุน้อย หากไม่มีชู้รัก เหตุใดจะต้องผัดแป้ง แต่งเนื้อแต่งตัวให้คนอื่นดูเล่า

            ตอนนั้น แผนการในใจของเจียงหลีจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แผนการนี้ไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จ บางทีสิ่งที่บ่าวรับใช้พวกนั้นซุบซิบนินทาอาจไม่ใช่ความจริง ไม่แน่ว่าชู้รักของจิ้งอันซือไท่อาจไม่ใช่เหลี่ยวอู้ หรือไม่ตอนที่พวกเขาแอบพลอดรักกันก็อาจจะไม่ได้ส่งเสียงดังจนผู้คนแตกตื่น หากเป็นเช่นนั้น เรื่องราวเหล่านี้ก็จะต้องกลายเป็นโมฆะ ไม่สามารถยังประโยชน์ให้นางได้

            ถึงเวลานั้น เจียงหลีคงจำเป็นต้องคิดหาแผนการอื่น

            ทว่านางดวงดี แค่ทดลองก็ทำได้สำเร็จ

            ถงเอ๋อพนมมือ “โชคดีจริงๆ ที่คุณหนูหูดี ได้ยินพวกนั้นพูดนินทา โชคดีจริงๆ ที่คุณหนูคิดแผนนี้ขึ้นมาได้ ไม่แน่ อาจเป็นเพราะคืนนี้พวกเราเจอผี... ไม่ใช่สิ เจอเซียนศักดิ์สิทธิ์เข้า ทำให้พวกคนชั่วพากันได้รับผลกรรม”

            เซียนศักดิ์สิทธิ์รึ ภาพบุรุษหนุ่มใบหน้าคมคายผุดขึ้นมาในสมองของเจียงหลี

            “เขาไม่ใช่เซียน” เจียงหลีหัวเราะเบาๆ “เขาคือซู่กั๋วกง*”

 

            “หนังสือร้องเรียนของท่านหยังหัวถิงถูกริบไว้ เฉิงอ๋องเรียกตัวท่านเสนาบดีเข้าจวน ตอนนี้ฝ่าบาทตามหาท่านไปทั่วแล้ว”

            “อืม”

            “นายท่านเพิ่งจะ...” องครักษ์ร่างใหญ่เหน็บดาบไว้กับลำตัว พูดได้เพียงครึ่งประโยค ชายหนุ่มข้างกายก็ส่งเสียง ‘จุ๊ จุ๊’ ปรามไว้เสียก่อน

            ในหุบเขาเงียบสงัด แสงตะเกียงของวัดที่อยู่ไม่ห่างยังคงส่องสว่างเช่นเคย ค่ำคืนนี้เขาไม่คิดจะนอนหลับพักผ่อน อยากเดินเที่ยวชมบางอย่างเสียมากกว่า เขาเอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจว่า “เหวินจี้ เวลาดูละครอย่าพูดมาก”

            องครักษ์ที่มีนามว่าเหวินจี้ไม่พูดอะไรอีก

            “เขาชอบดูละคร” ในห้อง เจียงหลีกำลังเล่าสิ่งที่รู้ให้ถงเอ๋อฟัง

            “คุณหนู ท่านบอกว่านั่นคือ... นั่นคือซู่กั๋วกงหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อถาม

            เจียงหลีพยักหน้า “ไม่ผิด”

            ชื่อของชายหนุ่มที่เก่งกาจเป็นอันดับต้นๆ ของแคว้นเยี่ยนผุดขึ้นมาในหัว ซู่กั๋วกงเป็นกั๋วกงที่อายุน้อยที่สุด จะว่าไปแล้วตอนนี้เขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบสี่ปี

            ซู่กั๋วกงมีนามว่า ‘จีเหิง’ บิดาคือ ‘จีหมิงหัน’ เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งจินอู่ จีหมิงหันเคยติดตามช่วยเหลืออดีตฮ่องเต้บุกเบิกแว่นแคว้น มีความดีความชอบใหญ่หลวง อดีตฮ่องเต้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เป็นซู่กั๋วกง

            แม่ทัพใหญ่แห่งจินอู่มีวรยุทธล้ำเลิศ ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มาโดยตลอด เป็นที่หมายปองของสตรีทั้งหลายในแคว้นเยี่ยน ทว่าโชคไม่ดี... ท่านแม่ทัพใหญ่จีหมิงหันผู้นี้กลับเลือกแต่งกับบุตรสาวขุนนางที่มีโทษติดตัวอย่างอวี๋หงเย่

            ยามนั้นบิดาของอวี๋หงเย่มีส่วนพัวพันกับคดีฉ้อโกง เมื่อถูกตรวจสอบได้จึงต้องรับโทษ อวี๋หงเย่ผู้เป็นบุตรีของตระกูลอวี๋จึงถูกส่งไปอยู่ที่หอชิงโหลว จีหมิงหันที่ยังหนุ่มแน่นกำลังนั่งดื่มกินกับพรรคพวก เห็นอวี๋หงเย่เข้าก็ตกหลุมรักทันที

            อวี๋หงเย่โฉมสะคราญดั่งนางสวรรค์ ทั้งยังเฉลียวฉลาดล้ำเลิศ ต่อให้เป็นบุตรีของขุนนางต้องโทษ บรรดาชายทั้งหลายในเมืองเยี่ยนจิงก็ยังพากันหลงรัก หลังจากได้พบหน้าเพียงหนึ่งครั้ง จีหมิงหันก็ซื้อตัวอวี๋หงเย่ออกมาจากหอชิงโหลวแล้วรับนางขึ้นเป็นฮูหยิน

            อวี๋หงเย่แต่งกับจีหมิงหันได้หนึ่งปีก็ให้กำเนิดจีเหิง ตอนที่จีเหิงอายุได้หนึ่งขวบเกิดศึกใหญ่ทางด้านตะวันออก จีหมิงหันรับคำสั่งให้ไปออกรบ ระหว่างนั้นเอง... อวี๋หงเย่เกิดป่วยหนักจนไร้หนทางรักษา

            ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่เพียงว่ายามนั้น จู่ๆ บ่าวรับใช้ภายในบ้านตระกูลจีก็ถูกสับเปลี่ยนไปจนหมด สาวใช้ประจำตัวของอวี๋หงเย่ก็หายสาบสูญ จีหมิงหันตัดสายสัมพันธ์กับทุกคนในตระกูล เขาจัดการภารกิจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

            ทิ้งบุตรชายที่ชื่อจีเหิงให้ผู้เป็นปู่ช่วยดูแล

            ภายหลัง ก่อนอดีตฮ่องเต้สวรรคตทรงสถาปนาฮ่องเต้หงเซี่ยวให้ขึ้นครองราชย์ ส่วนจีเหิงน้อยก็ให้ดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา... กลายเป็นกั๋วกงที่อายุน้อยที่สุดในแคว้น

            ชีวิตของจีหมิงหันมากด้วยสีสัน... พอมาถึงรุ่นของจีเหิงก็ไม่ได้น้อยหน้าบิดาเลยสักนิด เรื่องที่ทำให้ผู้คนในเมืองเยี่ยนจิงกล่าวขวัญอันดับแรกคงจะเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายของจีเหิง

อรหันต์หน้าหยก

            ได้ยินว่าอวี๋หงเย่มารดาของจีเหิงนั้นงดงามล่มเมือง มีรอยยิ้มละมุนละไมดั่งภาพวาด สมกับที่ได้ฉายาว่า ‘ภูตพราย’ ความหล่อเหลาของจีเหิงได้รับมรดกตกทอดมาจากมารดาเป็นส่วนใหญ่ ทำเอาเหล่าสตรีพากันคลั่งไคล้ใหลหลง

            จีเหิงผู้นี้ทั้งหล่อเหลาและเย็นชา อารมณ์แปรปรวน จิตใจยิ่งไร้ปรานี แม้ริมฝีปากจะหัวเราะแต่ขณะเดียวกันก็สามารถลากคนไปตัดหัวได้โดยไม่กะพริบตา ชาวเมืองเยี่ยนจิงจึงให้สมญานามว่า ‘อรหันต์หน้าหยก’ แต่ไม่ว่านิสัยเขาจะเป็นอย่างไร ก็ยังคงมีหญิงสาวจำนวนมากคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด

            อีกทั้งเขาเองก็ชอบทำตัวให้เป็นข่าว ลือกันว่าขุนนางน้อยใหญ่ในเมืองเยี่ยนจิง กระทั่งกลุ่มราชนิกุลยังต้องให้ความเคารพเขาอยู่หลายส่วน

            จีเหิงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ถ้าหากว่าทำผิดต่อเขาก็เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัว เขาชอบสวมอาภรณ์ฉูดฉาดดูแล้วยิ่งมีสีสัน นิยมชมชอบคนรูปงาม แม้กระทั่งเด็กรับใช้ในจวนที่มีหน้าที่จุดตะเกียงก็ยังต้องมีใบหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา

            จีเหิงมีเรื่องที่ชอบทำอยู่สองอย่าง หนึ่งคือชมบุปผา สองคือดูละคร ในจวนของเขาเก็บรวบรวมบุปผชาตินานาพันธุ์ไว้มากมาย ชอบเรียกคณะละครมาจัดการแสดง หากทำได้ดีก็จะมอบเงินรางวัลให้นับพันตำลึง หากดูแล้วไม่ชอบใจก็จะไล่นักแสดงทั้งคณะออกนอกเมืองเยี่ยนจิงไปทันที นักแสดงในเมืองเยี่ยนจิงทั้งชื่นชอบและเกลียดชังเขา

            มีคนร่ำลือว่าที่จีเหิงคลั่งไคล้การดูละครเป็นเพราะเขาชอบเลี้ยงนักแสดง คุณชายสูงศักดิ์ในเมืองเยี่ยนจิงก็มักจะมีเรื่องน่าอายซ่อนเร้น จำได้ว่ามีนักแสดงแนวหน้าแห่งคณะละครจี๋อันโด่งดังคนหนึ่งโดนตีจนแขนขาหัก แล้วถูกขับไล่ออกจากจวนกั๋วกงในเช้าวันหนึ่ง ได้ยินว่าเขาลุกจากเตียงมาทำงานไม่ไหวจึงถูกโละทิ้ง เรื่องนี้เล่าขานกันอย่างสนุกปากเรื่อยมา

            กล่าวโดยรวมแล้ว ซู่กั๋วกงนั้นก็คือบุรุษที่ไม่เคยเห็นหัวใคร อารมณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป็นคนร้ายลึกน่ากลัว ทั้งยังเป็นหนุ่มรูปงามที่ไม่รู้จักทำดีกับผู้อื่น

            หนุ่มหล่อเหลาที่ร้ายกาจ อย่างไรก็ยังคงเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลา

            ถงเอ๋อก็เคยได้ยินชื่อของซู่กั๋วกงเช่นกัน เมื่อแปดปีก่อนตอนที่มาถึงวัดใหม่ๆ ในยามนั้นเจียงหลีมีอายุเพียงเจ็ดปี ส่วนซู่กั๋วกงนั้นอายุครบสิบหกแล้ว ไม่มีใครในเมืองเยี่ยนจิงไม่รู้จักเขา คิดไม่ถึงว่าจะได้มาพบกับเขาที่นี่

            “เหตุใดคุณหนูถึงรู้ว่าเป็นซู่กั๋วกงเล่าเจ้าคะ” ถงเอ๋อถาม “คุณหนูไม่เคยเห็นซู่กั๋วกงมาก่อน”

            เจียงหลีอมยิ้ม

            เหตุใดนางถึงรู้จักซู่กั๋วกงน่ะหรือ ตอนที่นางยังเป็นเซวียฟังเฟย แต่งกับเสิ่นอวี้หยงมาอยู่ที่เมืองเยี่ยนจิงนั้น เป็นเพราะชื่อเสียงเรื่องโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของนาง คนที่นิยมชมชอบของสวยงามอย่างซู่กั๋วกงมีหรือจะไม่มาให้เห็นด้วยตาตนเอง

            ซู่กั๋วกงได้พบหน้าแล้วคิดอย่างไรกับเซวียฟังเฟยน่ะหรือ เล่ากันว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ซู่กั๋วกงยืนอยู่ข้างถนน พบเซวียฟังเฟยกับน้องสาวของเสิ่นอวี้หยงที่เดินอยู่ในร้านขายเครื่องประดับเข้าพอดี แค่มองปราดเดียวเขาก็สบถออกมาว่า ‘ก็สวยอยู่หรอก แต่ดูเหมือนตอไม้แข็งทื่อ’

            เรื่องราวนี้ถูกเอามาเล่าจนเป็นเรื่องตลกขบขันของเมืองเยี่ยนจิงอยู่นานพอควร เซวียฟังเฟยเองพอได้ยินเรื่องนี้ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่เสิ่นอวี้หยงกลับโกรธเคืองนัก น้องสาวของเสิ่นอวี้หยงและมารดามองว่าเซวียฟังเฟยเป็นเหตุให้บ้านตระกูลเสิ่นถูกหัวเราะเยาะ เพราะอย่างนั้นจึงสั่งห้ามนางออกจากบ้านเป็นเวลาถึงสามเดือน

            ตอนนี้มาคิดทบทวนอีกครั้ง นางก็ยังคงไม่โกรธคำพูดของซู่กั๋วกง ซ้ำยังรู้สึกว่าจีเหิงกล่าวได้ถูกต้องนัก ตอนที่นางแต่งให้กับเสิ่นอวี้หยงนั้น เพื่อจะตีสนิทกับมารดาและน้องสาวของเขา นางพยายามเป็นสะใภ้ที่ดี เก็บความรู้สึกที่แท้จริงของตนเองไว้ ไม่ยอมเปิดเผยออกมา ทำตัวเป็นภรรยาที่ว่านอนสอนง่าย ไม่แสดงความแก่นแก้วของสาวน้อยผู้รักอิสระให้ใครเห็น

            การที่จะรักใครสักคนจนละทิ้งตัวตนกลายเป็นอีกคนนั้น เป็นการกระทำที่ไร้ค่านัก เสมือนตอไม้ เป็นร่างไร้วิญญาณอย่างที่เขาพูดไม่มีผิด

            เจียงหลีกล่าว “ในราชสำนัก บุรุษหน้าตาเช่นนี้จะมีก็แต่ซู่กั๋วกงเท่านั้น อีกอย่าง... ที่หางตาของเขายังมีไฝแดง”

            ถงเอ๋อไม่ติดใจในตัวเขา เพียงแต่สงสัยว่า “แต่ทำไมซู่กั๋วกงถึงมาที่นี่เล่าเจ้าคะ มากราบพระหรือ”

            แน่นอนว่าไม่ใช่

            “บางทีเขาอาจจะมาชมดอกไม้” เจียงหลีขบคิดพลางหัวเราะออกมา “พร้อมกับละครเรื่องเด็ด... ได้ชมทั้งดอกไม้และดูละคร ตอนนี้เขาน่าจะอารมณ์ดีเชียวล่ะ”

            ถงเอ๋อฟังคำของเจียงหลีจบก็พยักหน้าตาม แล้วคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “หลิ่วฮูหยินเป็นคนดีจริงๆ นะเจ้าคะ” พูดจบก็หันมามองเจียงหลี “ผ่านไปนานจนบ่าวเองก็ลืมไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะยังจำหลิ่วฮูหยินท่านนี้ได้อีก”

            เจียงหลีคลี่ยิ้ม เมื่อตอนที่นางยังเป็นเซวียฟังเฟยและแต่งเข้ามาอยู่ในเมืองเยี่ยนจิง เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรดาฮูหยินบ้านนั้นบ้านนี้อยู่บ่อยๆ จำได้ว่าผู้คนมักกล่าวขานถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างหลิ่วฮูหยินแห่งจวนเฉิงเต๋อหลังกับเย่เจินเจินแห่งตระกูลเย่ อีกทั้งตัวนางเองก็ยังเคยได้ใกล้ชิดกับหลิ่วฮูหยินมาบ้าง รู้ว่าฮูหยินผู้นี้เป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับใคร

            วันนี้นางพยายามใช้ความสัมพันธ์อันดีในอดีตของเย่เจินเจิน โน้มน้าวหลิ่วฮูหยินให้เกิดความเวทนาสงสาร กล่าวเป็นนัยว่าถูกส่งตัวมาสำนักนางชีอย่างมีพิรุธ แน่นอนว่าหลิ่วฮูหยินคงไม่ยอมรามือกับเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

            “แต่ว่าคุณหนู” ถงเอ๋อเปิดปากอย่างลังเล “ต่อให้หลิ่วฮูหยินกลับไปเมืองเยี่ยนจิงและแจ้งนายท่านใหญ่เกี่ยวกับคุณหนู นายท่านใหญ่จะส่งคนมารับท่านกลับไปจริงหรือเจ้าคะ ไม่สู้รุ่งเช้าพวกเราติดตามหลิ่วฮูหยินไปจะดีกว่า... นะ... นะเจ้าคะคุณหนู”

            “วางใจเถิด ท่านพ่อต้องส่งคนมารับพวกเราแน่” เจียงหลีกล่าว

            สามปีก่อน คนที่บิดาของจี้ซูหรันแนะนำเข้ารับราชการเคยมีความแค้นกับท่านเฉิงเต๋อหลังผู้มีนามว่าหลิ่วเอวี๋ยนฟง เดิมทีหลิ่วเอวี๋ยนฟงยังสามารถเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นได้ แต่คนที่จี้เยี่ยนหลินแนะนำอาศัยความสัมพันธ์อันดีกับจี้เยี่ยนหลิน แย่งเอาความดีความชอบของหลิ่วเอวี๋ยนฟงไป

            แย่งความดีความชอบ ขัดขวางหน้าที่การงาน

            ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหลิ่วเอวี๋ยนฟงกับจี้เยี่ยนหลิน ไม่ค่อยจะราบรื่นสักเท่าใด แค่รอให้หลิ่วฮูหยินกลับถึงเมืองเยี่ยนจิงและนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อสามี หลิ่วเอวี๋ยนฟงเป็นคนฉลาด คงไม่ยอมให้โอกาสบุตรสาวของจี้เยี่ยนหลินได้ชูคอยึดทุกสิ่งทุกอย่างของฮูหยินคนก่อนไปได้แน่

            เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นความผิดของบ้านตระกูลจี้ ถัดมาก็เป็นความผิดของท่านอำมาตย์ผู้เป็นบิดาแท้ๆ ของเจียงหลี เขาชอบทำตัวเป็นคนดีให้ความสำคัญกับชื่อเสียง มาตอนนี้เรื่องความเป็นอยู่ของบุตรสาวแท้ๆ กลับตกไปอยู่ในมือของศัตรูทางการเมืองเสียแล้ว

            “รอดูไปเถอะ” เจียงหลีหลับตาลง “ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

 

            รุ่งเช้าวันถัดมา

            หลิ่วฮูหยินก็เดินทางกลับเมืองเยี่ยนจิง ก่อนออกเดินทาง ยังทิ้งทหารอารักขาไว้อีกหลายคนเพื่อป้องกันไม่ให้เจียงหลีได้รับอันตราย สาวใช้ประจำตัวของหลิ่วฮูหยินอย่างอวี้เซียงก็ถูกสั่งให้ขนาบอยู่ข้างกายเจียงหลีตลอดเวลา

            รถม้ากำลังจะออกเดินทาง หลิ่วฮูหยินพลันสะบัดผ้าเปิดหน้าต่าง แล้วกล่าวด้วยความห่วงใย “คุณหนูรองต้องการจะอยู่ที่นี่ต่อไปจริงหรือ ข้าคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะนัก กลับไปกับข้าจะดีกว่า”

            เจียงหลีปฏิเสธนางอย่างอ่อนโยนแต่ชัดเจน “ขอบคุณในความปรารถนาดีของฮูหยิน แต่ในเมื่อข้ารับปากกับท่านพ่อไว้แล้ว ก็จะต้องทำให้สำเร็จ”

            หลิ่วฮูหยินทอดถอนใจ “ได้ ในเมื่อเจ้ามุ่งมั่นเช่นนี้ข้าก็ไม่ขัดขวาง วางใจเถอะ ข้าจะบอกให้บิดาเจ้ารีบส่งคนมารับ” จบคำก็หันไปกำชับสาวใช้คนสนิท “อวี้เซียง ดูแลคุณหนูรองให้ดี”

            อวี้เซียงพยักหน้ารับคำ

            ขบวนรถม้าค่อยๆ ลับหายไปจากสายตา ถงเอ๋อมองรถม้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ดวงตาฉายให้เห็นถึงความรู้สึกว้าวุ่นสับสน จากไปครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะมีคนมาที่นี่อีก ถงเอ๋อรู้สึกอดรนทนไม่ไหว “คุณหนู เราจะได้กลับไปจริงหรือเจ้าคะ”

            “ได้สิ” เจียงหลียิ้ม

            นางต้องกลับไปอย่างแน่นอน การกลับไปในฐานะของคุณหนูรองเจียงอันทรงเกียรติจะทำให้นางสานต่อแผนการเดิมได้อย่างสะดวก ดีที่สุดก็คือ... สามารถตีสนิทใกล้ชิดองค์หญิงหย่งหนิงได้โดยง่าย

            องค์หญิงหย่งหนิง เสิ่นอวี้หยง แม้กระทั่งจิงจ้าวอิ่น รวมถึงพวกสมรู้ร่วมคิดทั้งหลาย การตายของบิดากับเซวียเจา นางจดจำทุกเรื่องราวได้ไม่เคยลืม

            รอยยิ้มที่มุมปากของเจียงหลีค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น อวี้เซียงที่ยืนอยู่ข้างกายเห็นแล้วยังอดแปลกใจไม่ได้ คุณหนูรองเจียงมีนิสัยอ่อนโยนไม่ชิงดีชิงเด่น เวลายิ้มก็งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม แต่เพราะเหตุใดสีหน้าจึงมักแฝงไปด้วยความโศกเศร้าเย็นชาเช่นนี้

 

            ช่วงนี้เมืองเยี่ยนจิงมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย

            เรื่องสนุกปากในเหลาสุราและโรงเตี๊ยมก็เพิ่มขึ้นทุกวัน เรื่องเล่าซึ่งได้รับความนิยมที่สุดยังคงเป็นเหตุการณ์ ‘นางชีสาวลอบนัดพบพระลูกวัด ลิงหางงอตื่นตระหนกจนร้องลั่น เรื่องลับกลับฉาวโฉ่’

            เมื่อไม่กี่วันมานี้ บรรดากลุ่มชนชั้นสูงที่ไปกราบพระขอพรยังวัดเฮ่อหลินซื่อ กลับมาพร้อมข่าวใหญ่

            เล่ากันว่าในวัดเฮ่อหลินซื่อบนเขาชิงเฉิงซาน มีเหลี่ยวอู้ผู้เป็นศิษย์เอกของท่านเจ้าอาวาสทงหมิงคอยดูแลอยู่ พระรูปนั้นหลงในกามตัณหา รังแกสตรีมากหน้าหลายตา แม้กระทั่งซือไท่ในสำนักนางชีที่อยู่ข้างวัดก็ยังไม่เว้น

เพียงแต่...

            ต้องเข้าใจว่าวัดเฮ่อหลินซื่อเป็นวัดมีชื่อเสียง บรรดาชนชั้นสูงทั้งหลายล้วนมากราบพระขอพรที่นี่ด้วยกันทั้งนั้น พอมีคนทำเรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้ ฮ่องเต้หงเซี่ยวได้ยินเข้าก็ทรงกริ้ว รับสั่งให้ลงโทษคนเหล่านั้นอย่างหนัก แม้กระทั่งวัดเฮ่อหลินซื่อที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานก็พลอยถูกปิดตามไปด้วย

            เรื่องฉาวโฉ่ประเภทนี้ นอกจากจะทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วแล้ว ยังพัวพันไปถึงคนที่ไม่มีใครคิดถึงมาก่อน นั่นก็คือบุตรีที่หายหน้าไปนานของมหาอำมาตย์เจียงหยวนปั๋ว... คุณหนูเจียงหลี

            เมื่อแปดปีก่อน คุณหนูรองเจียงผลักแม่เลี้ยงตกบันไดจนแท้งบุตร เจียงหยวนปั๋วลงโทษนางด้วยการส่งไปบำเพ็ญตนสำนึกผิดที่สำนักนางชี นับแต่นั้นนางก็เหมือนหายสาบสูญไปจากสายตาของผู้คนทั้งหลาย หลังจากเกิดกรณีของเหลี่ยวอู้ขึ้นในครั้งนี้ กลับพบว่ามีคุณหนูรองเจียงอยู่ในสำนักนางชีวัดเดียวกันกับจิ้งอันซือไท่ด้วย

            ต่อให้คุณหนูรองเจียงจะมีจิตใจโหดเหี้ยมสักแค่ไหน ถูกส่งไปสำนักนางชีก็ดี หรือจะโกนผมออกบวชเป็นชีก็ไม่มีใครคัดค้าน แต่จะให้ไปอยู่ใกล้กับคนโฉดแบบนั้นคิดว่าดีแล้วหรือ เจียงหยวนปั๋วทำเช่นนี้นับว่าเป็นการไม่สมควร

            ฮูหยินท่านเฉิงเต๋อหลังขึ้นไปกราบพระที่วัดเฮ่อหลินซื่อพอดี บังเอิญได้พบคุณหนูรองเจียงที่สำนักนางชีของจิ้งอันซือไท่ ตอนนั้นเป็นเวลาดึกสงัด คุณหนูรองกลับโดนพวกนางชีใจร้ายกลั่นแกล้งให้ต้องคุกเข่าอยู่ในอาราม

            การเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้ของหลิ่วเอวี๋ยนฟงมีความนัยแอบแฝง เนื่องจากเจียงหยวนปั๋วมากด้วยมิตรสหาย ไม่เหมาะที่เขาจะปะทะโดยตรงจนสร้างความบาดหมาง ดังนั้น ในฎีกาของหลิ่วเอวี๋ยนฟงจึงไม่เอ่ยถึงความผิดของเจียงหยวนปั๋วเลยสักกระผีก กลับระบุว่า ‘ถึงแม้เจียงหลีจะกระทำความผิด แต่นั่นเป็นเพราะนางอายุยังน้อย ที่สำคัญ การไม่อบรมสั่งสอนบุตรนั้นถือเป็นความผิดของบิดา จะส่งบุตรสาวแท้ๆ ให้ไปอยู่ในเงื้อมมือของคนชั่วได้อย่างไร จะปล่อยให้อยู่ตามมีตามเกิดหรือ ถ้าเช่นนั้นจี้ซูหรันที่ตอนนี้รั้งตำแหน่งฮูหยินใหญ่ปกครองบ้านของท่านเจียงหยวนปั๋วก็ทำหน้าที่มารดาได้บกพร่องแล้ว’

            ตำหนิจี้ซูหรันก็เท่ากับต่อว่าบ้านตระกูลจี้ เสมือนตบหน้าจี้เยี่ยนหลินอย่างแรง ข้อความในฎีการะบุชัดเจนว่าจี้ซูหรันนั้นต้องการแก้แค้น จงใจใส่ร้ายแล้วส่งเจียงหลีไปให้จิ้งอันซือไท่รังแก

            เดิมทีเนื้อหาในฎีกานั้นถือเป็นเรื่องเล็ก แต่เนื่องด้วยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ไม่ได้ประสูติจากฮองเฮาองค์ก่อน พระมารดาของฮ่องเต้หงเซี่ยวสวรรคตตอนที่ทรงมีพระประสูติกาลพอดี พระองค์จึงถูกเลี้ยงดูมาโดยฮองเฮา หนังสือคำร้องของหลิ่วเอวี๋ยนฟงฉบับนี้ทำให้ฮ่องเต้หงเซี่ยวหวนรำลึกถึงตนเองเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ตอนที่รับสั่งให้นำตัวเจียงหยวนปั๋วเข้ามาในห้องทรงพระอักษรเพื่อพูดคุยนั้น ก็ยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาพูดอยู่สองประโยค

            เมื่อเจียงหยวนปั๋วออกจากวังกลับมาถึงจวน เรื่องแรกที่เขาสั่งการก็คือให้คนไปรับเจียงหลี

            พอจี้ซูหรันทราบข่าวก็รีบทักท้วง “ท่านพี่ ทำไมถึงรีบร้อนให้ไปรับนางนักเล่า...”

            เจียงหยวนปั๋วตบหนังสือที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะเสียงดังก้อง จี้ซูหรันหุบปากทันที

            เจียงหยวนปั๋วหันมอง แม้ว่าอายุจะเลยสี่สิบไปแล้ว โครงหน้าของเจียงหยวนปั๋วก็ยังแสดงให้เห็นเค้าความหล่อเหลาเมื่อครั้งหนุ่มแน่น ทั้งยังมีมาดของชายวัยกลางคนผู้ทรงภูมิ ทำให้ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมี

            เพียงแต่วันนี้ สายตาอ่อนโยนของเจียงหยวนปั๋วที่มักปรากฏในช่วงเวลาปกตินั้นหายไปเสียแล้ว เหลือเพียงความโกรธเกรี้ยว “วันนี้ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ข้าเข้าเฝ้าที่ห้องทรงพระอักษร ถึงแม้ฎีกาของหลิ่วเอวี๋ยนฟงจะไม่ได้อ้างถึงชื่อข้า แต่ข้ากลับโดนลากเข้าไปเกี่ยวพันด้วย” เจียงหยวนปั๋วกล่าว “รับตัวเจียงหลีกลับมา นี่เป็นรับสั่งของฮ่องเต้”

            จี้ซูหรันได้ฟังก็ตกอกตกใจ “เป็นรับสั่งของฮ่องเต้เลยหรือเจ้าคะ เหตุใดฮ่องเต้ถึงทรงสนใจเรื่องแบบนี้ได้”

            “ไทเฮาไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของฝ่าบาท” เจียงหยวนปั๋วกล่าวแค่ประโยคเดียว ในเมื่อฮ่องเต้หงเซี่ยวรับสั่งถามถึงเรื่องนี้ ก็เท่ากับต้องการให้เจียงหยวนปั๋วปฏิบัติตาม “นอกจากนี้ เจียงหลีนับเป็นบุตรสาวคนสำคัญของตระกูลเจียง” เจียงหยวนปั๋วถอนหายใจ “ปล่อยให้ลูกต้องทนลำบากอยู่นอกบ้าน เรื่องนี้ข้าเองก็ทำใจไม่ได้... น้องหญิง” เจียงหยวนปั๋วมองมาที่จี้ซูหรันแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าคงไม่โกรธข้าหรอกนะ”

            จี้ซูหรันแย้มยิ้ม ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย นางรีบพูดจาประจบเอาใจ “เหตุใดท่านพี่จึงพูดแบบนี้เจ้าคะ มองว่าข้าเป็นคนใจดำอำมหิตอย่างนั้นหรือ เจียงหลีเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของท่าน ก็นับว่าเป็นบุตรสาวของข้าด้วยเช่นกัน ตอนนั้นลูกรองอายุยังน้อยถึงได้หลงผิดไป นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ข้าไม่ได้คิดติดใจอะไรอีก ท่านพี่รับตัวลูกรองกลับมาเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะสั่งให้แม่นมไปจัดเตรียมข้าวของ แล้วดูแลห้องหับให้เรียบร้อยเสียแต่เนิ่นๆ”

            “คนที่เข้าใจข้าอย่างเจ้า ใต้หล้านี้จะมีใครอีก” เจียงหยวนปั๋วเอื้อมมือโอบกอดจี้ซูหรัน

            “เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่...” จี้ซูหรันเอ่ยถ้อยคำแสดงความระแวดระวังออกมา “หวังว่าลูกรองจะอยู่กับพวกเราอย่างปรองดอง” น้ำเสียงของนางสั่นเครือคล้ายกับเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจ

            พอเจียงหยวนปั๋วได้ยินเข้า พลันนึกถึงเรื่องราวที่เจียงหลีทำไว้เมื่อแปดปีก่อนขึ้นมา เขาขมวดคิ้วและปลอบใจจี้ซูหรัน “ตอนนี้นางไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว ถ้านางกล้าไม่เชื่อฟัง ข้าย่อมไม่ยอมยกโทษให้เด็ดขาด” เขาปลอบใจจี้ซูหรันอีกสักพักแล้วค่อยจากไป

            ร่างของเจียงหยวนปั๋วเพิ่งจะลับสายตา เจียงโย่วเหยาก็นำกลุ่มบ่าวรับใช้บุกเข้ามา ทันทีที่มาถึงก็เอ่ยปากถาม “ท่านแม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าเจียงหลี...”

            “โย่วเหยา!” จี้ซูหรันรีบปราม แล้วสั่งให้คนปิดประตูหน้าต่างก่อนจะกล่าวว่า “ทำไมถึงบุกเข้ามาแบบนี้”

            เจียงโย่วเหยาตัดพ้ออย่างน้อยใจ “ท่านแม่ ไม่ใช่ลูกอยากบุกเข้ามาโดยพลการ แต่ลูกได้ยินท่านพ่อบอกว่าจะไปรับตัวเจียงหลีกลับมา นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ดีๆ ทำไมถึงนึกอยากจะรับตัวนังนั่นกลับมาล่ะเจ้าคะ”

            จี้ซูหรันขมวดคิ้วมุ่น “โย่วเหยา แม่บอกกับเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปจับตามองเจียงหลี นางเป็นเพียงหญ้าต้นเล็กๆ สักวันก็ต้องถูกถอนทิ้ง เจ้าเป็นถึงคุณหนูคนสำคัญของบ้านตระกูลเจียง จะไปให้ค่านางทำไม”

            “แต่ว่า...” เจียงโย่วเหยาไม่ยินยอม ยังอยากจะพูดต่อไป

            “ถึงนางกลับมาแล้วจะทำอะไรได้ แม่ของเจ้าเป็นใหญ่ในจวนแห่งนี้ นางกลับมาแล้วจะปีนป่ายได้สูงสักแค่ไหนกันเชียว ครั้งนี้ก็เพียงแต่ดวงดีเท่านั้น”

            “ท่านแม่จัดการไม่ให้นางกลับมา... ได้ไหมเจ้าคะ” เจียงโย่วเหยาถามอย่างไม่สบอารมณ์

            จี้ซูหรันส่ายหน้า เรื่องนี้แม้กระทั่งฮ่องเต้ยังทรงทราบ หากระหว่างทางมีเหตุอันใดเกิดขึ้น คนในตระกูลเจียงทั้งหมดย่อมต้องรับเคราะห์ไปด้วย เจียงหลีไม่เพียงต้องกลับบ้าน แต่ยังจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยอีกด้วย

            คิดแล้วก็ยิ่งใจไม่เป็นสุข

            “ไม่นึกว่า...” จี้ซูหรันเอ่ยอย่างเย็นชา “แค่ต่อเวลาให้หายใจนานขึ้นแปดปี นางก็ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปเสียแล้ว คิดอยากจะกลับบ้านรึ... ฮึ... พอกลับมาข้าจะหาวิธีจัดการกับนางเอง ถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่ายังอยากกลับบ้านอีกหรือเปล่า”

 

            เชิงเขาชิงเฉิงซาน วันที่สอง เดือนหก

            ด้านนอกสำนักนางชีจู่ๆ ก็มีเสียงดังแว่วมา ถงเอ๋อแปลกใจนัก “ด้านนอกมีเรื่องหรือเจ้าคะ”

            เจียงหลีที่กำลังนั่งฟังเรื่องเล่าจากอวี้เซียงเงยหน้ามองแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “มาแล้วสินะ”

            “อะไรมาหรือเจ้าคะ” ถงเอ๋อถามอย่างไม่เข้าใจ

            เจียงหลียิ้มบางๆ “คนที่มารับพวกเรามาถึงแล้ว”

            อวี้เซียงคิดในใจสักพักก็ลุกขึ้นยืนอาสา “บ่าวจะออกไปดูลาดเลาก่อน คุณหนูรองนั่งรออยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ”

            “ไม่จำเป็น” เจียงหลียิ้มพลางลุกขึ้น “ข้าจะไปพร้อมกับเจ้าด้วย” โดยไม่รอฟังคำของอวี้เซียง นางก็เดินนำออกไปก่อน ถงเอ๋อเห็นเช่นนั้นจึงรีบตามออกไป “รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”

            เพิ่งพ้นจากประตูใหญ่ของสำนักนางชีก็เห็นคนจำนวนหนึ่งยืนรออยู่ น่าจะประมาณยี่สิบชีวิตเห็นจะได้ มากกว่าครึ่งแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งกายของทหารองครักษ์ ทั้งยังมีบ่าวรับใช้ติดสอยห้อยตาม ผู้นำขบวนก็คือหญิงผิวดำร่างท้วม แต่งกายด้วยชุดผ้าไหม บนศีรษะปักปิ่นทองคำที่สะบัดไปมาจนตาลาย สายตาแฝงความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด

            หญิงดำร่างท้วมนางนั้นพินิจคนทั้งสาม สุดท้ายสายตาก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของเจียงหลี นางตรงเข้ามาแล้วกล่าวว่า “คารวะคุณหนูรอง”

            เจียงหลีไม่ตอบแต่ยิ้มรับคำทักทาย

            หญิงดำร่างท้วมเห็นเจียงหลีรับคำทักทายของนางอย่างมีมารยาทก็เกิดความประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะพิจารณาเจียงหลีอย่างละเอียดอีกหน รู้สึกเพียงว่าแม่นางน้อยตรงหน้าช่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ตอนที่เจียงหลีถูกส่งตัวมายังสำนักนางชี นางเป็นแค่เด็กหญิงคนหนึ่ง แต่เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ แต่งกายเรียบง่าย ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ ยืนด้วยกิริยาสำรวม ให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก

            ถงเอ๋อกะพริบตาปริบๆ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอันคุ้นเคยว่า “แม่นมซุน เป็นท่านเองรึ”

            แม่นมซุนพลันหัวเราะ “ฮูหยินสั่งให้บ่าวมารับตัวคุณหนูรองกลับจวน คุณหนูรองอยู่ที่นี่ก็หลายปี ฮูหยินคิดถึงท่านอยู่ตลอดเวลา มักขอร้องนายท่านใหญ่ให้รับตัวคุณหนูรองกลับจวนอยู่หลายครั้ง นายท่านใหญ่เพิ่งจะรับปากเมื่อไม่กี่วันก่อน ฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวรีบพาคนมารับคุณหนูเจ้าค่ะ”