เมิ่งกังคนนี้จบแค่ชั้นมัธยมปลายก็เริ่มทำงาน ไม่มีใครคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ต้องพึ่งพาสองขาของตัวเอง ตลอดเส้นทางชีวิตเต็มไปด้วยประสบการณ์จากการต่อสู้อันหลากหลาย เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขาย ไต่เต้าขึ้นเป็นพนักงานในออฟฟิศ ซูเปอร์ไวเซอร์ ผู้จัดการ จนสุดท้ายก็กลายเป็นมือหนึ่งของห้างสรรพสินค้า
ในองค์กรนี้ เขาคือตัวแทนของความเพียรพยายามที่สถิตอยู่ในใจใครหลายคน
หนึ่งในนั้นก็คือมู่หานเซี่ย
เธอค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปในห้อง พอมู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้นก็เห็นเมิ่งกังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ข้างๆ เขาเป็นตู้ปลาทอง เครื่องปั๊มอากาศกำลังปั๊มฟองอากาศมากมายลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เขาถือถ้วยชาอยู่ในมือ ภายในห้องจึงมีกลิ่นของชาหอมปนกับกลิ่นบุหรี่ เมื่อเห็นมู่หานเซี่ยเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา เขาก็ยิ้ม
“นั่งสิ”
มู่หานเซี่ยนั่งลงอย่างเก้อเขิน ในใจแอบบ่นว่า ‘เจ้านายละก็ แค่เธอเผลองีบไปหน่อยเดียวต้องถึงกับให้คนไปตามมาตำหนิเชียวหรือ เรื่องแค่นี้ บอกผ่านซูเปอร์ไวเซอร์ให้ว่ากล่าวตักเตือนก็น่าจะพอแล้ว’
อีกใจหนึ่งก็อยากจะลุกขึ้นแล้ววิ่งหนี
ในที่สุดเมิ่งกังก็ถามว่า “เมื่อคืนนอนไม่พอเหรอ?”
เขาใช้โทนเสียงต่ำอันแสนสุภาพ ฟังดูไม่เหมือนการตำหนิติเตียน
มู่หานเซี่ยหน้าแดงเล็กน้อย หูเหมือนฟังไม่ชัด ได้ยินแต่เสียงของฟองอากาศแตกในอ่างปลา เธอก้มหน้าแล้วตอบเสียงอ่อย “ประธานเมิ่ง ต่อไปฉันจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”
หญิงสาวยังคงใส่ชุดเครื่องแบบสีแดง หมวกของเธอตกตอนที่วิ่งขึ้นมาหาเมิ่งกัง ทำให้เห็นผมหางม้าที่นุ่มสลวยชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรีบเดินหรือในใจร้อนรน เหงื่อจึงผุดออกมาล้อมกรอบหน้า ด้วยความที่เป็นคนผิวขาว ใบหน้าและลำคอหญิงสาวจึงเป็นสีงาช้างที่เรียบเนียนละเอียดอ่อน พอเริ่มมีเหงื่อก็เปลี่ยนเป็นสีแดงนิดๆ
พอเธอก้มหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่หลุบต่ำจึงถูกบดบังด้วยแผงขนตาดกหนาและยาวละเอียด มือขาวเนียนทั้งสองข้างค่อยๆ กุมเข้าด้วยกันเป็นกำปั้น
ผ่านไปสักครู่ เธอถึงได้ยินเมิ่งกังเอ่ยปาก “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้เรียกคุณมาตำหนิเรื่องนี้ ต่อไประมัดระวังหน่อยแล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะท่านประธาน” มู่หานเซี่ยลอบยิ้มแล้วรีบกลับมาตั้งสติ เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา “แล้วคุณเรียกฉันมา...”
เมิ่งกังจ้องหน้าเธอ “ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งส่งตัวเองเรียนจนจบ?”
มู่หานเซี่ยยิ้มอย่างเสียไม่ได้ “ค่ะ เพิ่งได้ใบประกาศนียบัตรมาเมื่อไม่กี่วันนี่เอง”
เมิ่งกังก็ยิ้มเช่นกัน เขาดื่มชาหนึ่งอึกก่อนจะพูดต่อ “แล้วปีนี้เธอวางแผนไว้ว่ายังไง?”
มู่หานเซี่ยมองสีหน้าเขา แล้วก็ลองพูดหยั่งเชิงไปว่า “วันก่อนฉันได้ไปขอแบบฟอร์มจากแผนกทรัพยากรบุคคล อยากลองเปลี่ยนไปทำงานฝ่ายการตลาดดูค่ะ”
“ผมอนุมัติให้แล้ว”
มู่หานเซี่ยรู้สึกประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจ มันเป็นความดีใจที่เจือความเสียใจอยู่บ้าง จากนั้นเธอก็เผยความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกมา
“ประธานเมิ่งคะ คือฉัน...” แล้วก็หยุดชะงัก ก้มโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบคุณ... ขอบคุณมาก”
“ปกติคุณพูดเก่งสุดๆ ไปเลยนี่ ทำไมวันนี้ถึงตะกุกตะกักได้ล่ะ?” มีรอยยิ้มแฝงอยู่ในแววตาลุ่มลึกของเมิ่งกัง เมื่อมู่หานเซี่ยก้มศีรษะ เขาก็พูดว่า “แม่สาวน้อย คุณทำได้ดีมากนะ”
มู่หานเซี่ยที่ยังอยู่ในอารมณ์เบิกบานกลับตอบว่า “ประธานเมิ่ง ฉันอายุยี่สิบสองแล้วนะคะ ไม่ใช่แม่สาวน้อยแล้วล่ะ”
“อายุน้อยขนาดนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมจะไม่ใช่แม่สาวน้อยได้ยังไง?”
ผ่านไปหนึ่งเดือน
ด้วยงานในมือจำเป็นต้องมีการส่งมอบ ขณะที่งานในแผนกของสดช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นมู่หานเซี่ยจึงยังคงทำงานในตำแหน่งพนักงานขายต่ออีกสองสามวันจึงจะย้ายไปทำที่ฝ่ายการตลาด
วันนี้เป็นเช้าที่แสงแดดสดใส หลายวันมานี้มู่หานเซี่ยทำงานอยู่ตรงเคาน์เตอร์เบเกอรี่ซึ่งเป็นงานเบาๆ แต่เธอเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง สักพักก็เริ่มขอเรียนทำคุกกี้กับอาจารย์สอนทำขนมแล้ว
ช่วงนี้ลูกค้าในร้านมีน้อย ลำโพงที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของเธอเปิดเพลง ‘สิบปี’ ของเฉินอี้ซวิ่นอยู่ มู่หานเซี่ยฮัมเพลงตามเบาๆ เสียงร้องของเธอไม่ได้เรื่อง ก็อย่างที่เหอจิ้งพูดไว้ว่าเธอมีน้ำเสียงแบบเด็กที่ร้องไม่ตรงคีย์
กระจกหน้าเคาน์เตอร์สะท้อนแสงนวลตา กลิ่นหอมของนมและเนยที่อบร้อนๆ แตะจมูก
มู่หานเซี่ยกำลังโน้มตัวดึงถาดคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จออกมาแล้วนำไปจัดวางในตู้ ปากก็ร้องเพลงไปด้วย “สิบปีที่แล้ว ฉันไม่รู้จักเธอ เธอไม่ได้เป็นของฉัน...” แล้วก็มองเห็นขายาวๆ อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์
คนคนนั้นสวมสูทและรองเท้าหนัง ยืนอยู่นิ่งๆ
มู่หานเซี่ยยังเรียงคุกกี้ใส่ตู้ไม่เสร็จ จึงยังไม่รีบยืดตัวตรงขึ้นมา ทว่าปากกลับพูดเชื้อเชิญอย่างอารมณ์ดี “คุณผู้ชายรับอะไรดีคะ? นี่เป็นคุกกี้ที่อบเสร็จใหม่ๆ จะลองชิมไหมคะ?”
คุกกี้ที่เธอเพิ่งหัดทำ ถึงรูปทรงจะดูพื้นๆ เป็นสี่เหลี่ยมแบบง่ายๆ ไม่เตะตา แต่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว
“คุกกี้น่าเกลียดแบบนี้จะมีพิษทำให้ผมตายได้หรือเปล่า?” ผู้ชายคนนั้นถามกลับ
มู่หานเซี่ยรู้สึกโกรธเล็กน้อย พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับดวงตาดำขลับแววตาสงบนิ่งคู่นั้น
มู่หานเซี่ยงุนงง
วันนั้นถึงแม้เธอจะได้อยู่กับเขาช่วงเวลาหนึ่ง แต่แสงไฟสลัวในตอนกลางคืนทำให้มองเห็นเขาไม่ชัดเหมือนมีผ้าบางๆ กั้นขวางอยู่ ส่วนตอนนี้ไม่ใช่ เขายืนอยู่ใต้แสงไฟในร้านที่สว่างไสว ผมสั้นตัดเรียบ ชุดสูทที่สวมพอดีตัวทำให้มองดูปราดเปรียว เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีดำไว้ข้างใน ไม่ผูกเน็กไท
มือทั้งสองข้างของเขาล้วงกระเป๋ากางเกง คางเชิดเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็นแต่สงบนิ่ง อีกฝ่ายจ้องมองเธอเหมือนคืนวันนั้น
ความประทับใจที่มู่หานเซี่ยมีต่อเขาในการเจอกันครั้งที่สองก็เหมือนกับครั้งแรก
ทั่วทั้งตัวผู้ชายคนนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวหนังสือได้คำหนึ่ง นั่นคือคำว่า ‘ทระนง’ ลายเส้นของตัวหนังสือนี้อาจพลิ้วไหวเบาบาง แต่กลับกดลึกเข้าไปถึงแกนกระดูก
“คุณมู่” เขาเอ่ยปากทักขึ้นช้าๆ
มู่หานเซี่ยแสร้งทำเป็นสงสัย “คุณคือ...”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มู่หานเซี่ยรู้สึกใจอ่อนเล็กน้อย เธอจึงยิ้มออกมาทันที “อ๋อ คุณนั่นเอง ฉันจำได้แล้ว หายเจ็บแล้วเหรอคะ?”
เขาตอบเพียงเบาๆ คำเดียว “อืม”
มู่หานเซี่ยส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ มองหน้าเขาแล้วพูดว่า “ดีใจด้วยนะคะ”
เขาละสายตาจากเธอ มองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้น “ไปหาที่นั่งคุยกันได้ไหมครับ”
“ฉันไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ” มู่หานเซี่ยตอบ “คุณมีอะไรอยากจะพูดกับฉันเหรอ?”
เขานิ่งไปไม่กี่วินาทีแล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา “เป็นพนักงานขายเหรอ?”
“อืม บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้หลอกคุณ” มู่หานเซี่ยเอามือไขว้หลังแล้วมองหน้าเขา “อย่าลืมใส่คำขยายให้ฉันด้วยนะ พนักงานขายที่ทั้งสวยและฉลาด”
เขามองหน้าเธอแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ขันบวกกับความหน้าไม่อายของเธอไม่อาจทำให้เขายิ้มออกมาได้ เขาก้มหน้ามองคุกกี้ที่เธอทำเพิ่งเสร็จในตู้ราวกับอยากจะประเมินฝีมือกันอย่างนั้น
มู่หานเซี่ยเป็นคนใจกว้าง เธอหยิบขนมขึ้นมาหลายชิ้นแล้วยื่นให้ “ชิมเลย ฉันจ่ายเอง”
เขาหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วส่งเข้าปาก มู่หานเซี่ยอดสังเกตนิ้วมือของอีกฝ่ายไม่ได้ นิ้วมือเขาช่างแตกต่างกับนิ้วมือของเพื่อนร่วมงานชายรอบตัวเธออย่างมาก นิ้วของเขาเรียวยาว ขาวและเนียน ข้อต่อทุกข้อเรียวเล็กไม่มีเนื้อ
“รสชาติเป็นยังไงคะ?” เธอถาม
เขาไม่ตอบแต่กลับพูดขึ้นเบาๆ “เหมาหมด”
มู่หานเซี่ยอึ้ง ช่างเป็นรูปแบบของลูกคนรวยจริงๆ เอะอะก็จะเหมาหมดร้าน คุกกี้ราคา 5.5 หยวนต่อชั่งเนี่ยนะ! เธอยิ้มแล้วก็พูดว่า “ไม่ได้หรอกค่ะ จะให้คุณเหมาไปคนเดียวได้ไง อย่างมากสุดก็ให้คุณได้แค่ครึ่งชั่งเท่านั้น”
เธอจัดแจงห่อคุกกี้ให้อย่างพิถีพิถัน โดยมีเขายืนมองอยู่เงียบๆ พอเรียบร้อยแล้วมู่หานเซี่ยก็ยื่นขนมส่งให้
ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันอีก มู่หานเซี่ยเองก็ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกับเขาดี ทันใดนั้นหญิงสาวก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เอ... หรือเขาคิดจะตีเช็คให้เธอเพื่อตอบแทนน้ำใจ?
ลำบากใจจัง รู้สึกเหมือนถูกรบกวนจิตใจนิดๆ
สุดท้ายชายหนุ่มก็เอามือล้วงกระเป๋า มู่หานเซี่ยเหลือบมองเขาด้วยหางตา ใบหน้าค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้นมา
และแล้วเขาก็หยิบ... นามบัตรออกมาใบหนึ่ง? ยื่นให้เธอ
มู่หานเซี่ยรู้สึกงงเล็กน้อย แค่ ‘นามบัตร’ เองหรือ
นามบัตรสีทองอ่อนเนื้อบางแต่แข็ง ไม่มีกลิ่นหอมและไร้ลวดลายดอกไม้ตกแต่ง ใช้ตัวอักษร MingLiU ในการพิมพ์ข้อความจำนวนสองบรรทัด อันประกอบด้วย
‘บริษัท เฟิงเฉินเทรดดิ้ง จำกัด’
‘ผู้จัดการทั่วไป หลินม่อเฉิน’
ชื่อบริษัทนั้นเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนชื่อหลินม่อเฉินนี้ ตัวอักษรทั้งสามคำดูผอมสูง ลึกลับซับซ้อน ทำให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกว่าชื่อนี้เหมาะสมกับเขาอย่างที่สุด
แสงจากโคมไฟเหนือศีรษะยังคงส่องสว่างเป็นประกาย กลิ่นหอมจากขนมอบร้อนอบอวลอยู่โดยรอบ มู่หานเซี่ยเช็ดมือทั้งสองกับผ้ากันเปื้อนก่อนจะยื่นไปหยิบนามบัตร
“มาทำงานบริษัทผมไหม เป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหาร”
มู่หานเซี่ยกำลังอยู่ในภาวะมึนงง ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะหางานให้ตนทำ
“คุณ...” เธอพูดไม่ออกในตอนแรก ตื้นตันกับคลื่นของความรู้สึกดีๆ ที่เข้ามากระทบหัวใจ
คาดเดาได้เลยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบกลับยังไง เขายิ้มนิดๆ แล้วพูดว่า “ลองคิดดูนะ”
“ไม่ค่ะ...” เธอตัดบทด้วยใบหน้าที่ไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกจนต้องยิ้มออกมา แต่ก็ยังส่ายหน้า “ขอบคุณคุณหลินม่อเฉินที่เห็นคุณค่าของฉัน แต่ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เพราะยังไงฉันก็ยังอยากจะอยู่ที่เล่อหย่านี้ต่อไป ขอบคุณค่ะ”
หลินม่อเฉินไม่พูดอะไร