ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เร้นรัก(莫负寒夏)

ผู้แต่ง 丁墨(Ding Mo)
ผู้แปล hongsamut,加油, 陈宝石
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ในความคิดของมู่หานเซี่ย ผู้ชายอย่างหลินม่อเฉินเปรียบดังเหล้าพิษที่ร้ายกาจ ทว่ามีแต่เขา เขาคนเดียวเท่านั้นที่กอดเธออย่างทะนุถนอมและแนบแน่น เขาคนเดียวเท่านั้นที่จดจำคำมั่นสัญญาระหว่างกันได้ เขาบอกกับเธอว่า “คุณบอกว่าไม่รักผม คิดหรือว่าผมจะเชื่อ” เขาบอกกับเธอว่า “จะรักก็ดี จะเกลียดก็ช่าง แต่เราจะไม่แยกจากกัน” ทุกช่วงเวลาในชีวิตของมู่หานเซี่ย จะมีหลินม่อเฉินคอยประคับประคอง เขาเฝ้าเลี้ยงดู ฟูมฟัก ผลักดันเธอจากลูกเป็ดตัวน้อย ๆ จนกลายเป็นนางหงส์ เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ และพร้อมจะวางทุกอย่างในมือลง เพื่อรอเธอกลับมา เป็นเช่นนี้แล้ว... ต่อให้รู้ว่าเขาเปรียบดังเหล้าพิษ เธอยังกล้าจะกล้าปฏิเสธอีกหรือ?

บทนำ

Author: 丁墨(Ding Mo)

Original story and characters created and copyright 丁墨(Ding Mo)

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd.

ALL RIGHTS RESERVED

-------------------------

ในความคิดของมู่หานเซี่ย ผู้ชายอย่างหลินม่อเฉินเปรียบดังเหล้าพิษที่ร้ายกาจ

ทว่ามีแต่เขา เขาคนเดียวเท่านั้นที่กอดเธออย่างทะนุถนอมและแนบแน่น

เขาคนเดียวเท่านั้นที่จดจำคำมั่นสัญญาระหว่างกันได้

เขาบอกกับเธอว่า “คุณบอกว่าไม่รักผม คิดหรือว่าผมจะเชื่อ”

เขาบอกกับเธอว่า “จะรักก็ดี จะเกลียดก็ช่าง แต่เราจะไม่แยกจากกัน”

ทุกช่วงเวลาในชีวิตของมู่หานเซี่ย จะมีหลินม่อเฉินคอยประคับประคอง

เขาเฝ้าเลี้ยงดู ฟูมฟัก ผลักดันเธอจากลูกเป็ดตัวน้อย ๆ จนกลายเป็นนางหงส์

เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ และพร้อมจะวางทุกอย่างในมือลง เพื่อรอเธอกลับมา

เป็นเช่นนี้แล้ว... ต่อให้รู้ว่าเขาเปรียบดังเหล้าพิษ

เธอยังกล้าจะกล้าปฏิเสธอีกหรือ?

 

สารบัญ

อย่าเพิ่งไป

          ฟ้ามืด...

          ถนนปราศจากผู้คน ไม่มีรถสักคันแล่นผ่าน มีแต่เงาของต้นไม้ใหญ่ที่ไหววูบเบาๆ

          มู่หานเซี่ยรั้งเบรกจักรยานสุดแรง จักรยานของเธอค่อยๆ วิ่งช้าลงจนกระทั่งจอดนิ่งอยู่ตรงทางแยก เจ้าตัวไม่คาดมาก่อนว่าจะมาพบกับเรื่องเลวร้ายอย่างเช่นเหตุการณ์ตรงหน้า

          รถเก๋งสีดำขนาดเล็กคันหนึ่งพลิกคว่ำอยู่ข้างทาง กระจกแตกกระจายเกลื่อน สภาพรถเหมือนถูกชนยับไปแล้วครึ่งคัน ล้อของรถที่หงายอยู่นั้นยังคงหมุนควงไม่หยุด เธอไม่กล้าเดาเลยว่าคนที่อยู่ข้างในจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร มีรถบรรทุกขนาดใหญ่คันหนึ่งพุ่งเสยไปบนเกาะกลางถนน สภาพด้านหน้าของรถคันนั้นพังยับไม่ต่างกัน

          ในขณะที่มู่หานเซี่ยกำลังตกตะลึง รถบรรทุกคันนั้นก็เริ่มเคลื่อนหนี เธอจึงตะโกนขึ้นดังๆ

          “อย่าเพิ่งไป”

          แต่รถบรรทุกคันดังกล่าวกลับยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้น

          มู่หานเซี่ยหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าขึ้นมาถ่ายรูปไว้ได้หลายรูปก่อนที่รถบรรทุกคันนั้นจะแล่นห่างออกไปไกล เธอรีบจอดจักรยานของตนไว้ข้างทาง ในใจรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย

          สิ่งแรกที่เธอทำคือโทรเรียกรถพยาบาลแล้วก็โทรแจ้งตำรวจจากนั้นจึงค่อยวิ่งเข้าไปหารถที่ประสบอุบัติเหตุ หญิงสาวหยุดยืนห่างจากรถเพียงไม่กี่ก้าว พบว่าเบาะนั่งด้านหลังไม่มีคน

          ด้านหน้าตรงข้างคนขับมีผู้หญิงคนหนึ่งหัวแตกเลือดอาบ นอนหมดสติอยู่ ส่วนที่นั่งตำแหน่งคนขับเป็นชายหนุ่ม ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด แต่เขากำลังจ้องมองเธอ

          เขาเป็นคนผิวขาว ดวงตาลึกล้ำดำเข้มราวกับมีบางอย่างตกตะกอนอยู่ภายใน มองเผินๆ เหมือนแนวปะการังที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึก

          มู่หานเซี่ยถามขึ้นเบาๆ “พอขยับตัวได้บ้างไหมคะ ต้องการความช่วยเหลืออะไรบอกได้นะ”

          เขาเพียงตอบกลับเสียงต่ำ “พาผมออกไป”

          ท่าทางของเขาสงบนิ่ง ไร้ร่องรอยความตื่นกลัวใดๆ กับอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ตนเพิ่งประสบ มู่หานเซี่ยอดไม่ได้จึงปรายตามองเขาอีกหน แล้วพบกับสายตาเยือกเย็นที่จ้องตอบกลับมา

          หญิงสาวดึงประตูรถให้เปิดกว้าง เห็นเขายื่นแขนข้างหนึ่งส่งมาให้ มู่หานเซี่ยจึงค่อยๆ ดึงเขาออกจากรถอย่างระมัดระวัง

          บริเวณรอบๆ ยังคงเงียบสงัด มีเสียงใบไม้ต้องลมส่ายไปมาอย่างแผ่วเบา ตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เพราะถนนเส้นนี้มุ่งสู่ทางแยกที่ค่อนข้างลาดชัน ผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วไปจึงมักหลีกเลี่ยงการสัญจรในยามวิกาล ทำให้ไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา

          มู่หานเซี่ยดึงเขาออกมานอนพักตรงข้างทาง ส่วนตัวเองก็ทรุดตัวลงมานั่งหอบ ชายคนนี้มีโครงร่างสูงเพรียวแต่กระดูกใหญ่ การออกแรงเพื่อดึงเขาออกมานั้นทำให้เธอเกือบหมดแรง

          ทั้งคู่เงียบกันไปสักพัก ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “เรียกรถพยาบาล”

          “เรียกแล้วค่ะ” เธอตอบ

          “เมื่อครู่จำทะเบียนรถได้หรือเปล่า?” เขาพูดแต่ละครั้งดูเหมือนต้องออกแรงไม่น้อยเลยทีเดียว

          มู่หานเซี่ยปรายตามองชายที่นอนอยู่ข้างๆ เรือนผมและชุดสูทของเขาเปรอะไปด้วยเลือด สูทที่เขาสวมอยู่ มองแวบเดียวก็ตระหนักได้ถึงราคาอันแสนแพง ที่ข้อมือยังมีนาฬิกาโรเล็กซ์อีกด้วย

          แสงจากโคมไฟข้างถนนสาดมายังใบหน้าขาวซีดของเขา เผยให้เห็นดวงหน้าของคนระเบียบจัด ประเภทที่นิยมชี้นิ้วสั่งการ มิน่า... มาถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่คิดเอ่ยปากขอบคุณเธอด้วยซ้ำ

        มู่หานเซี่ยเอ่ยขึ้นว่า “ถ่ายได้หลายรูปค่ะ ค่อนข้างชัดเลยทีเดียว และฉันก็โทรแจ้งตำรวจแล้วด้วยคุณวางใจได้ ว่าแต่ตอนนี้คุณไม่ควรพูดอะไรมากนะคะ ดูเหมือนยิ่งพูดเลือดก็จะยิ่งไหลไม่หยุด”

          เขาจ้องเธอสักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ขอบคุณ”

          มู่หานเซี่ยยิ้ม หันไปหยิบเสื้อเชิ้ตสองตัวจากกระเป๋าเป้ของตัวเอง เธอใช้เสื้อตัวหนึ่งมัดตำแหน่งต้นขาของเขาที่มีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ส่วนอีกตัวเธอใช้มันช่วยเช็ดเลือดบนใบหน้าให้อีกฝ่าย

          เสื้อเชิ้ตนี้สะอาดและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

          ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงมือที่เคลื่อนผ่านผิวหน้าอย่างอ่อนโยน คราบเลือดบนใบหน้าถูกเช็ดออกจนเกลี้ยงทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก แต่เพราะร่างกายมีบาดแผลอยู่หลายจุดจึงรู้สึกอ่อนล้าและง่วงงุน

          เขาค่อยๆ หลับตาลง

          “ช่วยไปดูเพื่อนของผมที”

          “ค่ะ”

          มู่หานเซี่ยเดินไปก้มตัวลงมองตำแหน่งที่นั่งข้างคนขับ ผู้หญิงคนนั้นยังสลบอยู่ ดูเหมือนบางส่วนของร่างกายจะถูกอัดติดอยู่กับตัวรถ ด้วยเหตุนี้มู่หานเซี่ยจึงไม่กล้าเคลื่อนย้าย ได้แต่ตรวจสอบลมหายใจของอีกฝ่ายว่ายังมีอยู่หรือไม่

          เมื่อเรียบร้อยแล้วมู่หานเซี่ยก็เดินกลับมาอยู่ข้างกายเขา “เพื่อนของคุณยังไม่ตาย แต่สลบค่ะ”

          “งั้นก็อย่าซี้ซั้วแตะต้อง”

          “...” แล้วฉันจะไปทำอย่างนั้นทำไมล่ะ?

          ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง มู่หานเซี่ยพูดขึ้นว่า “อืม... ฉันคงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่รถพยาบาลคงมาถึงในอีกไม่ช้า คุณทนเอาหน่อยก็แล้วกัน”

          พูดจบก็คิดจะลุกขึ้นเพื่อไปเอาน้ำขวดมาให้เขา ทว่าชายหนุ่มกลับรั้งมือเธอไว้

          มู่หานเซี่ยตกใจหันขวับมามอง

          เขากลับจ้องตอบนิ่งๆ “อย่าเพิ่งไป อยู่กับผมก่อน”

          เธอคิดอยากจะดึงมือตนออกแต่เห็นใจว่าอีกฝ่ายกำลังเจ็บหนักจึงลังเล

          อืม... แต่อย่างไรเขาก็เป็นผู้ชาย

          สุดท้ายเธอก็ไม่ได้แข็งขืนดึงมือออก ปล่อยให้มือใหญ่เรียวยาวที่ขาวกว่าเธอคู่นั้นกุมเอาไว้เหมือนเดิม มู่หานเซี่ยเพียงแต่เปรยขึ้นว่า “ฉันไม่ได้จะไปไหนเสียหน่อย ปล่อยก่อนเถอะ”

          แทนที่เขาจะเชื่อฟังกลับกระชับมือเธอแน่นขึ้นกว่าเดิม นิ้วของเธอถูกสอดประสานกับนิ้วของเขาแล้วกอบกุมกันแนบชิดทุกตารางนิ้ว

          จังหวะนี้เขาเริ่มตาปรือ สีหน้าสับสนระคนเหม่อลอย

          “ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง...” จู่ๆ เขาก็พึมพำขึ้นมา “ถ้าคุณแอบหนีไปละก็ ผมจะบอกตำรวจว่าคุณเป็นคนทำ”

          มู่หานเซี่ย “...”

          เอ๊ะ ผู้ชายคนนี้! ตกลงเธอช่วยคนประเภทไหนเอาไว้แน่?

          “คุณ... คุณจะโยนความผิดให้ฉันได้ยังไง? หรือคุณจะบอกตำรวจว่าฉันใช้ตัวฉันเองวิ่งชนรถเก๋งคุณจนกระเด็น?”

          เขาหลับตา เบ้ปาก ไม่ได้ตอบอะไร

          มู่หานเซี่ยยังคงปล่อยให้เขากุมมือตนไว้ รู้ดีว่าสติสัมปชัญญะของเขาคงยังไม่กลับมาเต็มที่ ตอนที่เธอช่วยดึงออกมาจากซากรถดูเขาสงบนิ่ง ทว่ายิ่งนานเข้าก็ยิ่งทำตัวงอแง คิดแต่จะพึ่งพาเธอ

          เวลาคืบคลานผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความมืด สายลมพัดแผ่วเบา ในที่สุดเขาก็หลับตาลง

          มู่หานเซี่ยก้มหน้าลงมอง

          หน้าผากของผู้ชายคนนี้กว้าง คิ้วสูง จมูกโด่งเป็นสันตรง นี่ไม่ใช่ใบหน้าของผู้ชายที่หล่อเหลาแบบสมัยนิยมแต่เป็นใบหน้าที่ดูเรียบง่าย บ่งบอกถึงบุคลิกที่แข็งแกร่ง มีชีวิตชีวา

          “ถ้าถังน้ำมันรั่วหรือมีแววว่าจะระเบิดละก็... คุณรีบหนีไปได้เลย” เขาพูดขึ้นมาทั้งที่ยังหลับตา

          มู่หานเซี่ยตกใจ “คุณวางใจเถอะ ฉันเพิ่งไปตรวจถังน้ำมันมา ตอนนี้มันยังไม่รั่ว แล้วถ้ามันจะระเบิดขึ้นมาจริงๆ ฉันจะแบกคุณไปเอง ส่วนเพื่อนคุณคนนั้นฉันอาจช่วยไม่ไหว”

          เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงทำปากขมุบขมิบ “คุณมีแรงมากขนาดนั้นเชียวเหรอ ข้อมือเล็กๆ นี่น่ะนะ?”

          “คุณเข้าใจผิดแล้ว ฉันเป็นพนักงานขายที่ถึกทนคนหนึ่งเลยล่ะ”

          เขาพูดขึ้นเบาๆ “ไม่จริงหรอก” จากนั้นก็ปรือตาขึ้นมองเธอ “พนักงานขายที่ไหนจะสวยและฉลาดอย่างนี้กัน”

          มู่หานเซี่ยเผลอยิ้มออกมา “ฉันว่าสติคุณยังสมบูรณ์อยู่นะ”

          เขาไม่ว่าอะไรอีก ได้แต่หลับตาหน้านิ่วคิ้วขมวด คงจะเจ็บน่าดู ยิ่งเจ็บเขาก็ยิ่งกุมมือเธอแน่นเข้าไปอีก

          มู่หานเซี่ยรู้สึกได้ถึงความทุกข์ทรมานของคนข้างกาย จึงโน้มศีรษะไปกระซิบข้างหู “วางใจเถอะ ฉันจะอยู่กับคุณตรงนี้ไม่ไปไหน”

          เขาไม่ตอบอะไรและก็ไม่ขยับตัว แต่ระบบหายใจกลับคืนสู่สภาวะปกติคล้ายคนกำลังหลับ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงของรถพยาบาล มู่หานเซี่ยค่อยๆ ดึงมือออกจากอุ้งมือเขา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อว่าอีกประเดี๋ยวจะนำรูปรถต้นเหตุที่ถ่ายเอาไว้ส่งให้ตำรวจ... แต่แล้วเธอก็ก้มหน้าลง

          แสงจากไฟถนนที่ลอดผ่านทิวไม้ลงมาเผยให้เห็นใบหน้ามอมแมมสงบนิ่งของเขา ถึงสูทที่สวมจะยับเยิน เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด แต่มู่หานเซี่ยยังคงรู้สึกว่าใบหน้าด้านข้างของชายคนนี้ชวนมองมากกว่าผู้ชายคนไหนๆ ที่เคยพบมา

          หญิงสาวยกมือถือขึ้นแล้วแอบถ่ายรูปเขา

 

          ห้างสรรพสินค้าเล่อหย่าเข้างาน 07:00 .

          เมื่อคืนกว่ามู่หานเซี่ยจะออกจากที่เกิดเหตุกลับถึงบ้านก็เป็นเวลา 03:00 น. แล้ว วันนี้เธอขึ้นรถประจำทางมาที่ทำงานทั้งๆ ที่ขอบตายังดำคล้ำ

          พอถึงร้านค้าตรงชั้นล่างของห้าง เธอเพิ่มพลังด้วยการกินก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ เพิ่งกินไปได้สองคำ เหอจิ้งก็เดินเข้ามา

          เหอจิ้งเดินมานั่งตรงข้ามกับเธออย่างกระฉับกระเฉง สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้อยากเห็น “นี่... หานเซี่ย เธอรู้ข่าวหรือยัง? กลางดึกคืนที่ผ่านมา คู่แข่งของพวกเรา ยัย ‘เฉิงเวยเวย’ คุณหนูจากหย่งเจิ้งกรุ๊ปประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ล่ะ!”

          มู่หานเซี่ยทั้งง่วง อีกทั้งยังมีก๋วยเตี๋ยวอยู่เต็มปาก ต้องรอสักพักถึงจะตอบออกมาได้ “ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เหรอ?”

          “ใช่” เหอจิ้งยื่นโทรศัพท์ให้เธอ

          ‘เฉิงเวยเวยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหย่งเจิ้งกรุ๊ปและเพื่อนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์’

          ประโยคนี้ถูกพาดหัวข่าวด้วยตัวหนังสือสีดำ มีภาพประกอบเป็นถนนตรงจุดทางแยกเมื่อคืน แต่ไม่มีสภาพรถที่เสียหายถูกถ่ายรวมเข้าไปในเนื้อข่าวด้วย

          “อืม... ฉันรู้แล้ว” มู่หานเซี่ยกล่าวขึ้น “เมื่อคืนหลังเลิกงานกะกลางคืนฉันเป็นคนไปเจอเองแหละ ยังช่วยพวกเขาเรียกรถพยาบาลเลย ตอนนี้...น่าจะพ้นขีดอันตรายแล้วล่ะ”

          “หา!” เหอจิ้งเบิ่งตาโต “จริงเหรอ?”

          มู่หานเซี่ยเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังโดยไม่บอกรายละเอียดช่วงที่เธออยู่กับ ‘ผู้ชายคนนั้น’

คนจนผู้ยิ่งใหญ่!

          เมื่อเหอจิ้งฟังจบก็มีสีหน้าผิดหวัง “แค่นี้เองเหรอ?”

          “แค่นี้แหละ”

          “ทำไมเธอไม่ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ให้พวกเขาล่ะ เรียกร้องสินน้ำใจหน่อยสิ ฝ่ายนั้นรวยมากๆ เลยนะ ให้เธอได้มีโอกาสจูจุ๊บเช็คของพวกเขาสักครั้งก็ยังดี”

          มู่หานเซี่ยฟังแล้วขำแต่ก็ทำเป็นตีหน้าเศร้า “อืม... จริงด้วย ฉันคงคิดน้อยไปหน่อย คราวหน้าจะไม่ยอมพลาดโอกาสทองแบบนี้อีก”

          แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา เหอจิ้งกล่าวอย่างจริงจัง “แต่ฉันว่าเรื่องนี้เธออย่าบอกให้คนอื่นรู้จะดีกว่า การช่วยคนมันไม่ผิดหรอก แต่หย่งเจิ้งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของเรา ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูหัวหน้าแล้วละก็ เธออาจมีปัญหาได้”

          มู่หานเซี่ยพยักหน้าตอบ “อืม...ฉันรู้น่ะ”

 

          ซูชิค่ะ ซูชิ... อร่อยๆ

          มู่หานเซี่ยร้องเรียกแขก พร้อมกับนำซูชิที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ออกมาวางบนจาน

          แสงแดดเช้านี้ทอประกายสดใส ชั้นวางสินค้าถูกจัดแต่งอย่างลงตัว ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ลูกค้าของห้างยังบางตา บรรยากาศภายในร้านจึงโล่งกว้างและเงียบสงบ มู่หานเซี่ยสวมชุดเดรสสีแดงตัวสั้นอันเป็นเครื่องแบบของพนักงานขาย เธอยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ พอไม่มีอะไรทำก็หยิบซูชิออกมาจัดเรียงในถาดอย่างสวยงาม

          ถ้าจะพูดถึงเทคนิคการถ่ายภาพเธอก็ไม่น้อยหน้าใคร แม้กล้องโทรศัพท์มือถือของเธอจะเป็นแบบธรรมดาๆ แต่รูปที่ถ่ายออกมาล้วนได้รับคำชื่นชม

          เธอเลือกถ่ายให้พื้นหลังมัวเล็กน้อย ทำให้ข้าวแต่ละเมล็ดในภาพเปล่งประกายสดใส สีต่างๆ ในเฟรมภาพเช่นสีเขียวของสาหร่าย สีแดงของเนื้อปลาดูสวยสดชัดเจน เธอนำรูปถ่ายโพสต์ลงในบล็อกคู่กับบทกลอนที่เขียนว่า

          ‘ซูชิแซลมอนเสิร์ฟพร้อมข้าวห่อสาหร่ายไส้ทูน่า ดื่มด่ำกับกลิ่นหอมๆ ของอาหารในช่วงเวลาดีๆ ด้วยกันนะคะ โดย มู่หานเซี่ย’

          จากนั้นก็มีผู้คนเข้ามาออกความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม

          นักเรียนมัธยมปลาย A ‘สวยจัง!’

          นักเรียนมัธยมปลาย B ‘ไม่ชอบเช้าแบบนี้เลย ฉันยังติดอยู่ในรถไฟใต้ดินเพื่อรีบไปโรงเรียน ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย’

          นักเรียนมัธยมปลาย C ‘มู่หานเซี่ย เธอแต่งกลอนอีกแล้ว (เหงื่อแตก)’

          พนักงานขายเครื่องสำอางสาวสวย ‘เซี่ยเซี่ยถ่ายรูปสวยจังเลย!’

          พนักงานขายเนื้อ ‘อ๊ะอ๊ะ เนื้อหมูสิครับกลิ่นหอมอย่างราชา’

          นักเรียนมัธยมปลาย D ‘อาเซี่ยนี่เก่งเรื่องผสมข้าวของทุกอย่างเข้าด้วยกันจริงๆ ว่างๆ ก็มาเที่ยวที่ไห่หนานนะ ลิ้นจี่ที่บ้านของพวกเราใกล้จะสุกแล้วล่ะ’

          มู่หานเซี่ยยืนเอนหลังพิงเคาน์เตอร์ กำลังมองอะไรเพลินๆ จังหวะนั้นเองก็เห็นเหอจิ้งหิ้วทุเรียนสองลูกเดินมาหาทางด้านข้าง

          เหอจิ้งเป็นพนักงานขายแผนกผลไม้ เธอสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะโยนทุเรียนลงบนเคาน์เตอร์ แล้วเคลื่อนตัวไปข้างๆ มู่หานเซี่ยพลางกระซิบ “ไงยะ... แม่คนจนผู้ยิ่งใหญ่!”

          มู่หานเซี่ยวางมือถือลง “ทำไมล่ะ จนแล้วจะมีชีวิตที่มีความสุขไม่ได้เหรอ?”

          เหอจิ้งหัวเราะก๊าก กวาดสายตามองบรรดาซูชิสดสวยแล้วอดใจไม่ไหว ถึงกับพูดออกมา “ทำไมเธอต้องยื่นเรื่องขอย้ายแผนกด้วยล่ะ ย้ายแล้วก็ย้ายอีก”

          มู่หานเซี่ยตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันน่ะมีเป้าหมายในอาชีพการงานเหมือนกันนะ สักวัน... ฉันจะต้องเรียนรู้เทคนิคการขายทั้งเจ็ดสิบสองอย่างของห้างให้จงได้”

          “ไปเลยไป!” เหอจิ้งขัดจังหวะขึ้นมา ใบหน้าไม่เหลือรอยยิ้มแล้วในตอนนี้ “อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ เนื้อแท้เธอน่ะเป็นคนทะเยอทะยานอยากจะก้าวหน้า สู้อุตส่าห์ส่งตัวเองเรียนเจียงเฉิงจนได้ใบประกาศนียบัตร อีกอย่างเธอก็สวยด้วย ต่อไปถ้าเจริญก้าวหน้าก็อย่าลืมกันนะ”

          มู่หานเซี่ยแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ข้าเก่าเมียรักที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา เขาว่าห้ามทิ้ง เรื่องนี้ฉันรู้น่า” พูดจบก็วางเกาลัดอบลูกหนึ่งไว้บนหัวของเหอจิ้ง

 

          ผู้จัดการทั่วไปของห้างสรรพสินค้าเล่อหย่าบนถนนเอ้อฮวนในเมืองเจียงเฉิงชื่อเมิ่งกัง อายุสามสิบห้า สถานะโสดจากการหย่าร้าง

          เขามักจะมาถึงที่ทำงานแต่เช้า จากนั้นก็จะดูแลห้างสรรพสินค้าอย่างมุ่งมั่นตลอดทั้งวัน เขามักโหมงานจนดึก และเลิกงานพร้อมกับเจ้าหน้าที่แคชเชียร์เป็นประจำ ถึงจะไม่มีพนักงานคนไหนกล้าพูดคุยกับเขา แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าห้างสรรพสินค้าภายใต้การนำของเขาแห่งนี้ เป็นกิจการที่มีรายได้เป็นอันดับหนึ่งในเขตหัวจงอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว

          วันนี้เมิ่งกังเรียกประชุมเจ้าหน้าที่บริหารทุกแผนกตามวาระ แสงแดดในตอนเช้าแสนอบอุ่น บรรยากาศในห้องประชุมดูเรียบง่าย ทุกคนนั่งรอบโต๊ะโดยมีเมิ่งกังนั่งเป็นประธาน มือของเขาคีบบุหรี่สูบไปเรื่อยๆ เมื่อแสงแดดส่องมากระทบร่าง ทุกคนก็สัมผัสถึงความมุทะลุดุดันและความน่าเกรงขามของชายรูปร่างสูงใหญ่ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

          บรรยากาศเงียบสงบแต่ดูจริงจัง พอถึงคราวที่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเป็นฝ่ายพูดก็เริ่มมีคนแอบยิ้ม

          ด้วยฝ่ายการตลาดมีข่าวมานำเสนอ เฉิงเวยเวยกรรมการบริหารห้างสรรพสินค้าหย่งเจิ้งและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวานนี้ แม้จะไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

          “หย่งเจิ้งเพิ่งประกาศว่าจะเปิดห้างใหม่ฝั่งตรงข้ามห่างจากพวกเราหนึ่งกิโลเมตรครึ่ง ที่ดินบนถนนเอ้อฮวนถูกพวกเขาคว้าไปหมดแล้ว แต่คนที่จะมารับผิดชอบในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลับมาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์” ผู้อำนวยการสำนักงานพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมคิดว่าพวกเขาคงต้องเลื่อนการเปิดห้างใหม่ออกไปแน่”

          บุคลิกของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อออกจะดุดันสักหน่อย เขาหัวเราะก่อนจะพูดเสริม “พูดจริงๆ นะ ผมไม่สงสารพวกเขาหรอก พวกเราทำงานของเราอยู่ดีๆ หย่งเจิ้งเห็นกิจการของพวกเราดีก็เลยตั้งมั่นว่าจะเปิดห้างฝั่งตรงข้ามเพื่อแข่งกัน ถ้าเช่นนั้น... ผมก็ขอพูดคำที่ไม่สมควรพูดแล้วกัน... สมน้ำหน้า”

          ทุกคนพูดขึ้นพร้อมๆ กันด้วยน้ำเสียงยินดีในความโชคร้ายของคนอื่น ถึงเมิ่งกังที่นั่งเป็นประธานจะไม่เอ่ยอะไรออกมา แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตามาแต่ไหนแต่ไร เขาก็เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปากเช่นกัน

          “ประธานเมิ่ง” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดใคร่ครวญก่อนกล่าวขึ้น “ผมได้ยินมาว่า ครั้งนี้มีคนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับเฉิงเวยเวยด้วย เขาเป็นเพื่อนที่เธอพากลับมาจากอเมริกาเพื่อให้ช่วยบริหารห้างสาขาใหม่”

          “อเมริกา?” มีคนถามขึ้นมา “ใครกัน?”

          “ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเฉิงเวยเวย เป็นเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าเท่านั้นเอง”

          “ฮ่าๆ...” มีคนหัวเราะแล้วพูดกับเมิ่งกังว่า “ประธานเมิ่ง สาวไฮโซไปพาเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกลับมาร่วมออกศึก หย่งเจิ้งนี่มือไม้อ่อนจริงๆ”

          ทุกคนต่างหัวเราะ เมิ่งกังก็ยังคงยิ้มเหมือนเดิม กล่าวว่า “ทุกคนอย่าเพิ่งวางใจ หย่งเจิ้งดำเนินกิจการด้วยความมั่นคงและรอบคอบอยู่เสมอ ล่าสุดยังเปิดสาขาเพิ่มอีกหลายแห่ง ผลการดำเนินการก็ไม่เลว ตอนที่พวกเขาเปิดห้างสาขานี้เราจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างเต็มที่ ตีพวกเขาให้แตกให้ได้ อืม...จริงสิ แล้วคนที่เฉิงเวยเวยเชิญมาช่วยคนนี้ชื่ออะไร?”

          ผู้จัดการฝ่ายการตลาดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “น่าจะชื่อ... หลินม่อเฉินนะครับ”

 

          ใกล้เที่ยง

          มู่หานเซี่ยเพิ่งจะเสร็จจากการส่งลูกค้ารายหนึ่ง แล้วก็กลับมานั่งหลับหลังเคาน์เตอร์

          เมื่อคืนเธอหลับไม่ค่อยสบาย หลังตื่นแล้วยังง่วงนอนจึงเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งพอไม่มีคนเธอก็หาวจนน้ำตาคลอเบ้า

          ผ่านไปสักครู่หญิงสาวก็สัปหงกจนตื่น เมื่อเหลียวมองรอบด้าน แล้วไม่เห็นว่ามีลูกค้าก็พร้อมจะหลับต่อ พลันสายตาก็เหลือบเห็นเมิ่งกังและผู้ช่วยของเขายืนอยู่หลังแถวของตู้เย็น

          มู่หานเซี่ยตกใจ รีบนั่งตัวตรง ตีสีหน้าขึงขังแล้วยื่นมือออกไปจัดซูชิในตู้ เธอทำราวกับคนที่เพิ่งสัปหงกเมื่อกี้เป็นคนอื่นไม่ใช่ตัวเอง

          หญิงสาวไม่กล้าเงยหน้า แต่รับรู้ได้ถึงสายตาเป็นประกายล้ำลึกของเมิ่งกังที่สอดส่ายมาทางนี้ ผ่านไปสักพักเธอก็เงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏว่าพวกเขาเดินไปแล้ว

          มู่หานเซี่ยถอนใจอย่างโล่งอก ในใจคิดว่าทุกครั้งที่เมิ่งกังมาเดินตรวจตนไม่เห็นกังวลเลยนี่ มีเคาน์เตอร์ต่างๆ และพนักงานมากมายในห้างแห่งนี้ เขาอาจไม่เคยสนใจมองเธอก็เป็นได้

          แต่แล้วเวลาผ่านไปไม่นาน เสี่ยวเฉินผู้ช่วยของเมิ่งกังที่เดินไปแล้วในตอนแรกก็วกกลับมาอีกหน เขายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ พลางส่งยิ้มอย่างใจดีแต่ดูเคร่งขรึมมาให้

          “มู่หานเซี่ย ประธานเมิ่งเรียกคุณไปพบที่ออฟฟิศ”

 

            ออฟฟิศของผู้บริหารอยู่ชั้นบน

          โดยเฉพาะห้องทำงานของเมิ่งกังจะอยู่ชั้นบนสุดคือชั้นสี่

          มู่หานเซี่ยไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก ครั้งก่อนที่ขึ้นมาบนนี้ต้องย้อนหลังไปเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงที่เธออยากเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ในจำนวนผู้สมัครยี่สิบกว่าคน มีเธอเพียงคนเดียวที่เมิ่งกังเรียกพบ

          บุคลิกและสไตล์การแต่งตัวของเมิ่งกังในตอนนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ผมเกรียน ตัวสูง ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงขายาว สวมนาฬิกาข้อมืออย่างดี คิ้วดำเป็นปื้น เวลาตรวจงานมักคีบบุหรี่สูบไปด้วย ครั้งแรกที่มู่หานเซี่ยพบเขา เธอสังเกตนิ้วมือของเขา ข้อต่อกระดูกนิ้วดูแข็งแรง คล้ำและหยาบ มีส่วนที่ปูดออกมาเป็นไตแข็งๆ ด้วย

          จนถึงวันนี้มู่หานเซี่ยก็ยังจำได้ดี วันนั้นเขาพูดกับเธอสั้นๆ ว่า ‘สาวน้อย ฉันได้เห็นประวัติย่อของเธอแล้ว ถึงเธอจะจบแค่มัธยมปลาย แต่เป็นมัธยมปลายเกรดดีที่สุดในเมืองนี้ ทำงานดีๆ นะ ต่อไปจะได้มีโอกาสก้าวหน้า’

คุณเรียกฉันมา...

          เมิ่งกังคนนี้จบแค่ชั้นมัธยมปลายก็เริ่มทำงาน ไม่มีใครคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ต้องพึ่งพาสองขาของตัวเอง ตลอดเส้นทางชีวิตเต็มไปด้วยประสบการณ์จากการต่อสู้อันหลากหลาย เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขาย ไต่เต้าขึ้นเป็นพนักงานในออฟฟิศ ซูเปอร์ไวเซอร์ ผู้จัดการ จนสุดท้ายก็กลายเป็นมือหนึ่งของห้างสรรพสินค้า

          ในองค์กรนี้ เขาคือตัวแทนของความเพียรพยายามที่สถิตอยู่ในใจใครหลายคน

          หนึ่งในนั้นก็คือมู่หานเซี่ย

          เธอค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปในห้อง พอมู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้นก็เห็นเมิ่งกังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ข้างๆ เขาเป็นตู้ปลาทอง เครื่องปั๊มอากาศกำลังปั๊มฟองอากาศมากมายลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ เขาถือถ้วยชาอยู่ในมือ ภายในห้องจึงมีกลิ่นของชาหอมปนกับกลิ่นบุหรี่ เมื่อเห็นมู่หานเซี่ยเคาะประตูแล้วเดินเข้ามา เขาก็ยิ้ม

          “นั่งสิ”

          มู่หานเซี่ยนั่งลงอย่างเก้อเขิน ในใจแอบบ่นว่า ‘เจ้านายละก็ แค่เธอเผลองีบไปหน่อยเดียวต้องถึงกับให้คนไปตามมาตำหนิเชียวหรือ เรื่องแค่นี้ บอกผ่านซูเปอร์ไวเซอร์ให้ว่ากล่าวตักเตือนก็น่าจะพอแล้ว’

          อีกใจหนึ่งก็อยากจะลุกขึ้นแล้ววิ่งหนี

          ในที่สุดเมิ่งกังก็ถามว่า “เมื่อคืนนอนไม่พอเหรอ?”

          เขาใช้โทนเสียงต่ำอันแสนสุภาพ ฟังดูไม่เหมือนการตำหนิติเตียน

          มู่หานเซี่ยหน้าแดงเล็กน้อย หูเหมือนฟังไม่ชัด ได้ยินแต่เสียงของฟองอากาศแตกในอ่างปลา เธอก้มหน้าแล้วตอบเสียงอ่อย “ประธานเมิ่ง ต่อไปฉันจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”

          หญิงสาวยังคงใส่ชุดเครื่องแบบสีแดง หมวกของเธอตกตอนที่วิ่งขึ้นมาหาเมิ่งกัง ทำให้เห็นผมหางม้าที่นุ่มสลวยชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรีบเดินหรือในใจร้อนรน เหงื่อจึงผุดออกมาล้อมกรอบหน้า ด้วยความที่เป็นคนผิวขาว ใบหน้าและลำคอหญิงสาวจึงเป็นสีงาช้างที่เรียบเนียนละเอียดอ่อน พอเริ่มมีเหงื่อก็เปลี่ยนเป็นสีแดงนิดๆ

          พอเธอก้มหน้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่หลุบต่ำจึงถูกบดบังด้วยแผงขนตาดกหนาและยาวละเอียด มือขาวเนียนทั้งสองข้างค่อยๆ กุมเข้าด้วยกันเป็นกำปั้น

          ผ่านไปสักครู่ เธอถึงได้ยินเมิ่งกังเอ่ยปาก “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ได้เรียกคุณมาตำหนิเรื่องนี้ ต่อไประมัดระวังหน่อยแล้วกัน”

          “ขอบคุณค่ะท่านประธาน” มู่หานเซี่ยลอบยิ้มแล้วรีบกลับมาตั้งสติ เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา “แล้วคุณเรียกฉันมา...”

          เมิ่งกังจ้องหน้าเธอ “ได้ข่าวว่าเธอเพิ่งส่งตัวเองเรียนจนจบ?”

          มู่หานเซี่ยยิ้มอย่างเสียไม่ได้ “ค่ะ เพิ่งได้ใบประกาศนียบัตรมาเมื่อไม่กี่วันนี่เอง”

          เมิ่งกังก็ยิ้มเช่นกัน เขาดื่มชาหนึ่งอึกก่อนจะพูดต่อ “แล้วปีนี้เธอวางแผนไว้ว่ายังไง?”

          มู่หานเซี่ยมองสีหน้าเขา แล้วก็ลองพูดหยั่งเชิงไปว่า “วันก่อนฉันได้ไปขอแบบฟอร์มจากแผนกทรัพยากรบุคคล อยากลองเปลี่ยนไปทำงานฝ่ายการตลาดดูค่ะ”

          “ผมอนุมัติให้แล้ว”

          มู่หานเซี่ยรู้สึกประหลาดใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นดีใจ มันเป็นความดีใจที่เจือความเสียใจอยู่บ้าง จากนั้นเธอก็เผยความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจออกมา

          “ประธานเมิ่งคะ คือฉัน...” แล้วก็หยุดชะงัก ก้มโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบคุณ... ขอบคุณมาก”

          “ปกติคุณพูดเก่งสุดๆ ไปเลยนี่ ทำไมวันนี้ถึงตะกุกตะกักได้ล่ะ?” มีรอยยิ้มแฝงอยู่ในแววตาลุ่มลึกของเมิ่งกัง เมื่อมู่หานเซี่ยก้มศีรษะ เขาก็พูดว่า “แม่สาวน้อย คุณทำได้ดีมากนะ”

          มู่หานเซี่ยที่ยังอยู่ในอารมณ์เบิกบานกลับตอบว่า “ประธานเมิ่ง ฉันอายุยี่สิบสองแล้วนะคะ ไม่ใช่แม่สาวน้อยแล้วล่ะ”

          “อายุน้อยขนาดนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมจะไม่ใช่แม่สาวน้อยได้ยังไง?”

 

          ผ่านไปหนึ่งเดือน

          ด้วยงานในมือจำเป็นต้องมีการส่งมอบ ขณะที่งานในแผนกของสดช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง ดังนั้นมู่หานเซี่ยจึงยังคงทำงานในตำแหน่งพนักงานขายต่ออีกสองสามวันจึงจะย้ายไปทำที่ฝ่ายการตลาด

          วันนี้เป็นเช้าที่แสงแดดสดใส หลายวันมานี้มู่หานเซี่ยทำงานอยู่ตรงเคาน์เตอร์เบเกอรี่ซึ่งเป็นงานเบาๆ แต่เธอเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง สักพักก็เริ่มขอเรียนทำคุกกี้กับอาจารย์สอนทำขนมแล้ว

          ช่วงนี้ลูกค้าในร้านมีน้อย ลำโพงที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของเธอเปิดเพลง ‘สิบปี’ ของเฉินอี้ซวิ่นอยู่ มู่หานเซี่ยฮัมเพลงตามเบาๆ เสียงร้องของเธอไม่ได้เรื่อง ก็อย่างที่เหอจิ้งพูดไว้ว่าเธอมีน้ำเสียงแบบเด็กที่ร้องไม่ตรงคีย์

          กระจกหน้าเคาน์เตอร์สะท้อนแสงนวลตา กลิ่นหอมของนมและเนยที่อบร้อนๆ แตะจมูก

       มู่หานเซี่ยกำลังโน้มตัวดึงถาดคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จออกมาแล้วนำไปจัดวางในตู้ ปากก็ร้องเพลงไปด้วย “สิบปีที่แล้ว ฉันไม่รู้จักเธอ เธอไม่ได้เป็นของฉัน...” แล้วก็มองเห็นขายาวๆ อยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์

          คนคนนั้นสวมสูทและรองเท้าหนัง ยืนอยู่นิ่งๆ

          มู่หานเซี่ยยังเรียงคุกกี้ใส่ตู้ไม่เสร็จ จึงยังไม่รีบยืดตัวตรงขึ้นมา ทว่าปากกลับพูดเชื้อเชิญอย่างอารมณ์ดี “คุณผู้ชายรับอะไรดีคะ? นี่เป็นคุกกี้ที่อบเสร็จใหม่ๆ จะลองชิมไหมคะ?”

          คุกกี้ที่เธอเพิ่งหัดทำ ถึงรูปทรงจะดูพื้นๆ เป็นสี่เหลี่ยมแบบง่ายๆ ไม่เตะตา แต่รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว

          “คุกกี้น่าเกลียดแบบนี้จะมีพิษทำให้ผมตายได้หรือเปล่า?” ผู้ชายคนนั้นถามกลับ

          มู่หานเซี่ยรู้สึกโกรธเล็กน้อย พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับดวงตาดำขลับแววตาสงบนิ่งคู่นั้น

 

          มู่หานเซี่ยงุนงง

          วันนั้นถึงแม้เธอจะได้อยู่กับเขาช่วงเวลาหนึ่ง แต่แสงไฟสลัวในตอนกลางคืนทำให้มองเห็นเขาไม่ชัดเหมือนมีผ้าบางๆ กั้นขวางอยู่ ส่วนตอนนี้ไม่ใช่ เขายืนอยู่ใต้แสงไฟในร้านที่สว่างไสว ผมสั้นตัดเรียบ ชุดสูทที่สวมพอดีตัวทำให้มองดูปราดเปรียว เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีดำไว้ข้างใน ไม่ผูกเน็กไท

          มือทั้งสองข้างของเขาล้วงกระเป๋ากางเกง คางเชิดเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็นแต่สงบนิ่ง อีกฝ่ายจ้องมองเธอเหมือนคืนวันนั้น

          ความประทับใจที่มู่หานเซี่ยมีต่อเขาในการเจอกันครั้งที่สองก็เหมือนกับครั้งแรก

          ทั่วทั้งตัวผู้ชายคนนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวหนังสือได้คำหนึ่ง นั่นคือคำว่า ‘ทระนง’ ลายเส้นของตัวหนังสือนี้อาจพลิ้วไหวเบาบาง แต่กลับกดลึกเข้าไปถึงแกนกระดูก

          “คุณมู่” เขาเอ่ยปากทักขึ้นช้าๆ

          มู่หานเซี่ยแสร้งทำเป็นสงสัย “คุณคือ...”

          สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

          ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มู่หานเซี่ยรู้สึกใจอ่อนเล็กน้อย เธอจึงยิ้มออกมาทันที “อ๋อ คุณนั่นเอง ฉันจำได้แล้ว หายเจ็บแล้วเหรอคะ?”

          เขาตอบเพียงเบาๆ คำเดียว “อืม”

          มู่หานเซี่ยส่งยิ้มให้อย่างจริงใจ มองหน้าเขาแล้วพูดว่า “ดีใจด้วยนะคะ”

          เขาละสายตาจากเธอ มองไปรอบๆ แล้วพูดขึ้น “ไปหาที่นั่งคุยกันได้ไหมครับ”

          “ฉันไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ” มู่หานเซี่ยตอบ “คุณมีอะไรอยากจะพูดกับฉันเหรอ?”

          เขานิ่งไปไม่กี่วินาทีแล้วจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา “เป็นพนักงานขายเหรอ?”

          “อืม บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้หลอกคุณ” มู่หานเซี่ยเอามือไขว้หลังแล้วมองหน้าเขา “อย่าลืมใส่คำขยายให้ฉันด้วยนะ พนักงานขายที่ทั้งสวยและฉลาด”

          เขามองหน้าเธอแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ขันบวกกับความหน้าไม่อายของเธอไม่อาจทำให้เขายิ้มออกมาได้ เขาก้มหน้ามองคุกกี้ที่เธอทำเพิ่งเสร็จในตู้ราวกับอยากจะประเมินฝีมือกันอย่างนั้น

          มู่หานเซี่ยเป็นคนใจกว้าง เธอหยิบขนมขึ้นมาหลายชิ้นแล้วยื่นให้ “ชิมเลย ฉันจ่ายเอง”

          เขาหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วส่งเข้าปาก มู่หานเซี่ยอดสังเกตนิ้วมือของอีกฝ่ายไม่ได้ นิ้วมือเขาช่างแตกต่างกับนิ้วมือของเพื่อนร่วมงานชายรอบตัวเธออย่างมาก นิ้วของเขาเรียวยาว ขาวและเนียน ข้อต่อทุกข้อเรียวเล็กไม่มีเนื้อ

          “รสชาติเป็นยังไงคะ?” เธอถาม

          เขาไม่ตอบแต่กลับพูดขึ้นเบาๆ “เหมาหมด”

          มู่หานเซี่ยอึ้ง ช่างเป็นรูปแบบของลูกคนรวยจริงๆ เอะอะก็จะเหมาหมดร้าน คุกกี้ราคา 5.5 หยวนต่อชั่งเนี่ยนะ! เธอยิ้มแล้วก็พูดว่า “ไม่ได้หรอกค่ะ จะให้คุณเหมาไปคนเดียวได้ไง อย่างมากสุดก็ให้คุณได้แค่ครึ่งชั่งเท่านั้น”

          เธอจัดแจงห่อคุกกี้ให้อย่างพิถีพิถัน โดยมีเขายืนมองอยู่เงียบๆ พอเรียบร้อยแล้วมู่หานเซี่ยก็ยื่นขนมส่งให้

          ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันอีก มู่หานเซี่ยเองก็ไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรกับเขาดี ทันใดนั้นหญิงสาวก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เอ... หรือเขาคิดจะตีเช็คให้เธอเพื่อตอบแทนน้ำใจ?

          ลำบากใจจัง รู้สึกเหมือนถูกรบกวนจิตใจนิดๆ

          สุดท้ายชายหนุ่มก็เอามือล้วงกระเป๋า มู่หานเซี่ยเหลือบมองเขาด้วยหางตา ใบหน้าค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้นมา

          และแล้วเขาก็หยิบ... นามบัตรออกมาใบหนึ่ง? ยื่นให้เธอ

          มู่หานเซี่ยรู้สึกงงเล็กน้อย แค่ ‘นามบัตร’ เองหรือ

          นามบัตรสีทองอ่อนเนื้อบางแต่แข็ง ไม่มีกลิ่นหอมและไร้ลวดลายดอกไม้ตกแต่ง ใช้ตัวอักษร MingLiU ในการพิมพ์ข้อความจำนวนสองบรรทัด อันประกอบด้วย

          ‘บริษัท เฟิงเฉินเทรดดิ้ง จำกัด’

          ‘ผู้จัดการทั่วไป หลินม่อเฉิน’

          ชื่อบริษัทนั้นเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนชื่อหลินม่อเฉินนี้ ตัวอักษรทั้งสามคำดูผอมสูง ลึกลับซับซ้อน ทำให้ผู้ที่ได้เห็นรู้สึกว่าชื่อนี้เหมาะสมกับเขาอย่างที่สุด

          แสงจากโคมไฟเหนือศีรษะยังคงส่องสว่างเป็นประกาย กลิ่นหอมจากขนมอบร้อนอบอวลอยู่โดยรอบ มู่หานเซี่ยเช็ดมือทั้งสองกับผ้ากันเปื้อนก่อนจะยื่นไปหยิบนามบัตร

          “มาทำงานบริษัทผมไหม เป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหาร”

          มู่หานเซี่ยกำลังอยู่ในภาวะมึนงง ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะหางานให้ตนทำ

          “คุณ...” เธอพูดไม่ออกในตอนแรก ตื้นตันกับคลื่นของความรู้สึกดีๆ ที่เข้ามากระทบหัวใจ

          คาดเดาได้เลยว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบกลับยังไง เขายิ้มนิดๆ แล้วพูดว่า “ลองคิดดูนะ”

          “ไม่ค่ะ...” เธอตัดบทด้วยใบหน้าที่ไม่อาจเก็บซ่อนความรู้สึกจนต้องยิ้มออกมา แต่ก็ยังส่ายหน้า “ขอบคุณคุณหลินม่อเฉินที่เห็นคุณค่าของฉัน แต่ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เพราะยังไงฉันก็ยังอยากจะอยู่ที่เล่อหย่านี้ต่อไป ขอบคุณค่ะ”

          หลินม่อเฉินไม่พูดอะไร

ฉันชอบเป็นผู้ให้บริการ

          มู่หานเซี่ยยังคงปลื้มกับตัวเอง ในใจคิดว่าจะแถมคุกกี้ให้เขาสักหน่อยดีไหม แต่แล้วจู่ๆ เธอก็สัมผัสได้ถึงอากัปกิริยาของเขาที่ดูผิดปกติไป

          อีกฝ่ายส่งสายตานิ่งเฉยใส่เธอ บรรยากาศรอบตัวเขาดูเหมือนจะค่อยๆ เย็นยะเยือกขึ้น “คุณบอกว่า คุณยินดีที่จะเป็นพนักงานขายอยู่ที่ห้างแห่งนี้ต่อไป อย่างนั้นเหรอ?” เขาถามย้ำ

          มู่หานเซี่ยยิ้ม ในใจอยากจะตอบออกไปว่า ฉันกำลังจะย้ายไปอยู่ฝ่ายการตลาดวันสองวันนี้แล้วจ้ะ แต่ปากก็ยังตอบอย่างจริงจัง “ใช่ ฉันชอบเป็นผู้ให้บริการ”

     เขาไม่พูดอะไรอีก แต่มู่หานเซี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นชะงักงันเล็กน้อย ในใจคิดว่าผู้ชายคนนี้ช่างมีอารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงซะเหลือเกิน เขามาเพื่อขอบคุณเธอไม่ใช่หรือ? แต่เธอก็ปฏิเสธอย่างสุภาพอ่อนโยนแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไรนี่ แล้วจะมาตีหน้าโมโหใส่เธออีกทำไม?

       แต่ถึงอย่างไรเธอก็ควรรักษามารยาทต่อผู้ยิ่งใหญ่ที่มาเยือนคนนี้ กำลังคิดอยู่ว่าจะหาคำพูดอะไรให้บรรยากาศดูผ่อนคลายดี กลับเห็นเขาหยิบแว่นตาดำขึ้นมาสวม อ้อ... คงจะเตรียมตัวกลับแล้วสินะ

          มู่หานเซี่ยอดไม่ได้ที่จะขอมองหน้าเขาเต็มๆ ตาอีกสักหน่อย

          พอเขาสวมแว่นแล้ว ใบหน้าที่เห็นเพียงจมูกกับคางดูขึงขังจริงจัง ไร้รอยยิ้ม  มีกลิ่นอายของความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาทันที

          แต่สิ่งที่มู่หานเซี่ยคาดไม่ถึงก็คือคำพูดประโยคต่อมาของเขา

          “ภายในเวลาสามเดือน ผมจะคว่ำกิจการของห้างนี้ ก่อนจะถึงเวลานั้นคุณมาหาผมได้ทุกเมื่อ นี่เป็นสิ่งที่ผมจะตอบแทนสำหรับน้ำใจที่ยังติดค้างคุณอยู่”

          หลินม่อเฉินเดินจากไปไม่นานก็มีคนมาตามมู่หานเซี่ย “ประธานเมิ่งเรียกฝ่ายการตลาดเข้าประชุม เรียกเธอด้วยนะ”

          มู่หานเซี่ยรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนแบบฟอร์มที่เต็มไปด้วยกลิ่นนมเนยออก แทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาว พอส่องกระจกเธอก็เห็นใบหน้างามใสไร้เครื่องสำอาง เงาสะท้อนของเธอดูเป็นหญิงสาวที่มีสีหน้ากังวลเล็กน้อย เธอค่อยๆ มัดผมให้เรียบร้อยพร้อมกับจัดเสื้อผ้าราคาถูกแต่สะอาดสะอ้านของตนให้เข้าที่ จากนั้นก็เดินออกไป

          ด้วยกลัวว่าจะเข้าประชุมสาย เธอจึงเลือกวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน จนถึงหน้าห้องประชุมก็ปรับมาเป็นเดินช้าๆ อย่างมั่นใจ แต่เพราะวิ่งมาจึงทำให้รู้สึกคอแห้งเล็กน้อย พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าคนนั่งรอกันเต็มห้อง โดยที่มีเมิ่งกังนั่งหัวโต๊ะ

          เหมือนกับเขาจะรู้ถึงตัวตนของคนมาใหม่ จึงเงยหน้าขึ้นมองประตู มู่หานเซี่ยทำความเคารพอีกฝ่ายด้วยการก้มศีรษะหนึ่งครั้งก่อนจะเดินเข้ามาและหาที่นั่งตรงมุมห้อง

          เมิ่งกังละสายตาไปจากเธอ สำหรับเขา เธอไม่มีอะไรพิเศษพอที่จะมีตัวตนในสายตาอยู่แล้ว

          มีบางคนสูบบุหรี่ บางคนก็พูดคุยกันเบาๆ ในมือของมู่หานเซี่ยถือทั้งสมุดและปากกา หญิงสาวก้มหน้ามองหน้าสมุดที่ว่างเปล่า รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน

          ไม่นานทุกคนก็มากันครบ

          เมิ่งกังเคาะโต๊ะเบาๆ “เริ่มประชุมได้”

          ภายในห้องประชุมเงียบกริบขึ้นมาในเสี้ยววินาที มู่หานเซี่ยกลั้นลมหายใจตั้งสมาธิ และทำเหมือนคนอื่นๆ ที่เงยหน้ามองตรงไปยังท่านผู้นำที่มีสีหน้าน่าเกรงขาม

          เมิ่งกังพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ห้างใหม่ของหย่งเจิ้งจะเปิดในเดือนหน้านี้แล้ว พวกเรามาคุยกันถึงเรื่องการรับมือ”

 

          หลังจากหลินม่อเฉินออกจากห้างสรรพสินค้าเล่อหย่าแล้วก็ขับรถตรงไปที่โรงพยาบาล

          เฉิงเวยเวยพักรักษาตัวอยู่ในห้องวีไอพี มีคนรับใช้จากบ้านเฉิงสองคนคอยดูแล พอหลินม่อเฉินเดินเข้ามา เธอก็โบกมือไล่คนรับใช้ออกไป

          หลินม่อเฉินทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา เฉิงเวยเวยหันหน้าไปหาเขา แต่เพราะเธอยังมีผ้าพันแผลอยู่บนหัวและขาขวายังเข้าเฝือกอยู่ การจะยิ้มจึงเป็นอะไรที่ต้องใช้ความพยายามมาก

          “ไปพบกับผู้หญิงที่ช่วยพวกเรามาแล้วเหรอ?” เฉิงเวยเวยถาม

          หลินม่อเฉินนั่งไขว่ห้าง มือทั้งสองค่อยๆ เลื่อนมาวางแตะหัวเข่า มองหน้าเธอแล้วตอบว่า “พบแล้ว”

          “เขียนเช็คให้เธอสักใบ คงไม่ถือว่าเราปฏิบัติอย่างขาดตกบกพร่องหรอกนะ” เฉิงเวยเวยกล่าว

          หลินม่อเฉินไม่ออกความเห็น

         เฉิงเวยเวยมองสูทสุดเนี้ยบของเขา ถึงแม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวหลังผ่านการบาดเจ็บ แต่เรือนร่างของเขาก็ยังคงแผ่กลิ่นอายแห่งความองอาจผึ่งผายออกมา เธออดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ “พระเจ้าช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย พวกเราประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกัน แต่คุณกลับเดินไปไหนมาไหนได้แล้ว ส่วนฉันสิ ต้องนอนโรงพยาบาลอีกเป็นเดือน”

          หลินม่อเฉินเปิดขวดน้ำแร่แล้วดื่มเข้าไปหนึ่งอึก ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ “วิเวียน เงื่อนไขที่พวกเราร่วมงานกันไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องผูกมัดไปเสียทุกอย่างนี่ ความหมายของคุณคือ หุ้นส่วนที่ถูกคุณลากมาประสบอุบัติเหตุรถยนต์ด้วยกันจะต้องบาดเจ็บหนักเหมือนคุณจึงจะยุติธรรมอย่างนั้นเหรอ? บางทีผมก็แอบสงสัยว่าคุณมีความจริงใจในการมาร่วมงานกับผมหรือเปล่า?”

          ความจริงเฉิงเวยเวยแค่จะแกล้งทำตัวงอแงเล็กน้อยเท่านั้น เธอเม้มปากแล้วก็ยิ้ม “เอาล่ะ เอาล่ะ เจสัน ฉันก็แค่ล้อคุณเล่นเท่านั้นเอง มาพูดเรื่องจริงจังกันดีกว่า ความจริงฉันอยากจะให้คุณมาช่วยวางแผนการทำงานให้รอบคอบกว่านี้ แต่ตอนนี้อีกตั้งเดือนกว่าฉันจะออกจากโรงพยาบาลได้ คุณอาจจะต้องฉายเดี่ยวแล้วล่ะ... คุณก็รู้ว่าคนของคุณพ่อฉันหูตาเป็นสับปะรด แถมยังมีลูกๆ หลานๆ พวกนั้น ไหนจะพี่เขยฉันอีก ทุกคนเอาแต่จับจ้องฉันไม่วางตา กิจการของครอบครัวฉันใหญ่โตขนาดไหนคุณก็เห็น ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบเด็ดขาด ดังนั้นพ่อรูปหล่อ ตอนนี้ฉันต้องพึ่งคุณแล้วล่ะ”

          หลินม่อเฉินไม่พูดอะไร

          สายตาที่เฉิงเวยเวยจับจ้องไปยังเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง “คุณมาช่วยจัดการห้างสาขาใหม่อย่างเต็มตัวได้หรือเปล่าเจสัน? วางมือจากเฟิงเฉิน แล้วจัดการดูแลห้างสาขาใหม่แทนฉันทั้งหมด”

          หลินม่อเฉินยิ้มออกมา แล้วยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อสายตามองผ่านไปที่ขาข้างหนึ่งของเธอที่ยังห้อยอยู่อย่างนั้น

          เฉิงเวยเวยได้ทีก็รีบส่งเสียงร้อง “โอ๊ย” ก่อนจะแกล้งทำท่าให้ดูน่าสงสารเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอยังบาดเจ็บอยู่มาก

          หลินม่อเฉินพูดขึ้นว่า “ผมดูเป็นผู้ชายที่ชอบบุกน้ำลุยไฟเพื่อผู้หญิงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้นคุณเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงของผม”

          เฉิงเวยเวยรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอก เจ้าสิ่งที่ว่านี้หมุนวนอยู่ในใจหลายรอบกว่าจะผ่อนคลายลง เธอถึงกับต้องฝืนยิ้ม “รู้แล้วล่ะน่ารูปหล่อ งั้นบอกเงื่อนไขของคุณมา”

          หลินม่อเฉินมองหน้าเธอ “หลังจากเปิดเกมแล้ว สินค้าของผมจะถูกส่งเข้าไปในระบบการขายของหย่งเจิ้ง ส่วนกำไรที่ได้คุณเอาไปห้าเปอร์เซ็นต์”

          เฉิงเวยเวยทนเจ็บกล้ามเนื้ออยู่สักพัก สุดท้ายก็กัดฟันพูด “ตกลง”

          หลินม่อเฉินยิ้มนิดๆ

          ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ แสงอาทิตย์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างส่องมายังเขาและเธอ สีหน้าชายหนุ่มดูเรียบเฉยมาก ตั้งแต่ที่เธอไหว้วานเพื่อนให้แนะนำจนรู้จักกับเขาในมหาวิทยาลัย ผู้ชายคนนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเคยรีดนาทาเร้นทรัพย์สินของใครมามากมายเท่าไร เขาก็ยังคงเป็นคนโอหังถือดีที่มีท่าทีเฉียบขาด

           สองตาของเฉิงเวยเวยไล่มองจากเปลือกตาเรียวลึกของเขาคู่นั้น ไปยังมุมปากซึ่งยกขึ้นเล็กน้อย และสิ้นสุดที่ไหล่กว้าง

          “ถ้าคุณจะยกมือขึ้นแล้วเอื้อมอีกสักนิด” เฉิงเวยเวยพูดจาหยอกล้อ “คุณจะพบแฟ้มรายงานยอดขายหลายเดือนที่ผ่านมาของเล่อหย่าอยู่บนโต๊ะข้างๆ คุณ”

          หลินม่อเฉินหยิบมันขึ้นมา ก้มหน้าแล้วพลิกดู

          เฉิงเวยเวยพูดขึ้นว่า “รูปหล่อ ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มันไม่น่าทำ วิธีการโจมตีของคุณที่ใช้ในต่างประเทศเป็นกลยุทธ์ที่ใหม่มากสำหรับตลาดเมืองจีน มันเหมาะสำหรับแบบแผนธุรกิจที่มีเสรีทางการค้าสูง แต่กิจการซูเปอร์มาร์เก็ตของพวกเราที่นี่มีขีดจำกัดเรื่องขนาดของกิจการ กำไรก็น้อย ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ฉันยังมีห้างให้คุณเล่นได้แค่สาขาเดียว... สาขาเดียวเท่านั้นที่คุณพอจะทำสงครามราคาได้นะเจสัน... แต่ในอนาคตฉันสัญญาว่าจะขอทุนก้อนโตพร้อมกับการสนับสนุนเรื่องนโยบายกับคณะกรรมการบริหารมาให้คุณ ส่วนพนักงานที่เราจะใช้ทำงานในห้างสาขาใหม่ล้วนเป็นคนที่ไว้ใจได้ หวังว่าคุณจะทำงานได้อย่างเต็มที่”

          ทุกถ้อยคำที่เธอพูดล้วนออกมาจากใจ แต่ดูเหมือนจะไม่ทำให้หลินม่อเฉินรู้สึกชื่นชมหรือขอบคุณสักนิด แม้แต่หน้าเขาก็ยังไม่เงยขึ้นมามองเธอด้วยซ้ำ

          อีกฝ่ายเพียงแต่หัวเราะขึ้นเบาๆ แล้วพูดว่า “สำหรับผมแล้วจะมีอะไรยากกัน? สงครามราคาเหรอ หลับตายังจัดการได้เลย”

 

            คุณคิดว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ จะมีส่วนลดให้สักเท่าไร?

          ลดห้าเปอร์เซ็นต์ต่อบิลหรือ?

          หรือว่าซื้อครบ 50 หยวน คืนให้ 5 หยวน สูงสุดไม่เกิน 15 หยวน? ตอนนี้สิ่งที่พนักงานฝ่ายการตลาดกำลังถกเถียงกันก็คือประเด็นที่ว่านี้ เพื่อเป็นการตอบโต้การเปิดกิจการของหย่งเจิ้ง พวกเขาจำเป็นต้องอาศัยพลังจากการลดราคามาโจมตีคู่แข่ง

          “ทุกครั้งที่หย่งเจิ้งเปิดกิจการ พวกนั้นจะนำเสนอส่วนลดสองถึงสามเปอร์เซ็นต์” เจ้าหน้าที่บริหารคนหนึ่งกล่าว “ครั้งนี้ก็คงไม่ผิดไปจากเดิม”

          ผู้จัดการอีกคนหนึ่งชิงพูดขึ้นบ้าง “แต่พวกเราจะต้องยอมรับว่า สินค้าและบริการของหย่งเจิ้งมีคุณภาพที่ดีกว่าของเรา ห้างของเราเป็นห้างเก่าที่เปิดกิจการมาเจ็ดแปดปีแล้ว ส่วนพวกเขาเป็นห้างใหม่ ตกแต่งสวยงาม แถมพนักงานยังดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี”

มองหารักแท้

          “ช่วงนี้เราจะต้องโชว์สินค้าและทำความสะอาดร้าน แล้วยังต้องเทรนพนักงานให้มีอัธยาศัยดีอีกด้วย” มีคนพูดเสริมขึ้นมา

          “พวกเขาทำโพรโมชันลดราคา พวกเราก็จะทำด้วยเหมือนกัน” อีกคนพูดขึ้น “ลูกค้าส่วนมากจับจ่ายซื้อของที่ห้างของเราจนเคยชิน ไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะสามารถดึงลูกค้ากลุ่มนี้ไปได้”

          ทุกคนล้วนถกเถียงกัน มู่หานเซี่ยจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ อย่างว่องไว

          เมื่อก่อนเธอจะแค่นั่งมองโน่นมองนี่ไปเรื่อย แต่มาวันนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน เธอพบว่าเหล่าผู้บริหารล้วนมีประสบการณ์อันโชกโชน ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเขาก็สามารถหาคำตอบที่จะนำมาซึ่งการปฏิบัติได้จริง เช่น เพิ่มแนวคิดในการตกแต่งร้านให้สวยงามสะอาดสะอ้าน การนำพนักงานเก่าเข้าฝึกอบรมทางวิชาชีพอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ยังจะสรรหาสินค้าดีมีคุณภาพและสดใหม่เข้ามาเสริม สินค้าประเภทเกรดกลางๆ พอใช้ได้จะไม่นำมาขึ้นวางบนชั้นอีกแล้วในวันพรุ่งนี้

          มีบางครั้งที่เธอเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าเมิ่งกังนั่งฟังเงียบๆ มีบางความเห็นที่เขาจะกล่าวสรุปหรือให้คำตัดสินใจ บางความเห็นที่เขาจะซักถามขึ้นโดยตรงถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งความเห็นของเขาล้วนเป็นคำพูดที่รวบรัดชัดเจน อีกทั้งยังให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้ทุกคนยอมคล้อยตามเขา

          ปิดท้ายการประชุมด้วยคำพูดของผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่ว่า “ประธานเมิ่ง ผมคิดว่าลดห้าเปอร์เซ็นต์ก็แล้วกัน เริ่มในสัปดาห์ที่หย่งเจิ้งเปิดกิจการเลย เงินทุนหมุนเวียนของพวกเรามีประมาณ 2 ล้านหยวนต่อวัน หากลงเงินเข้าไปในส่วนนี้สักหนึ่งสัปดาห์จะตกประมาณ 1 แสนกว่าหยวน คิดว่าน่าจะเพียงพอ”

          เมิ่งกังครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเห็นชอบด้วย

          ผลสุดท้ายก็คือ ไม่ว่าจะอยู่ในสมรภูมิไหน การตั้งรับย่อมง่ายกว่าการโจมตี

          การให้ส่วนลดที่เท่ากันในสินค้าชนิดเดียวกัน แน่นอนว่าลูกค้าจะต้องไปจับจ่ายยังร้านที่คุ้นเคย ต่อให้มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากแค่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เมื่ออยากจะคงความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในวงการก็ต้องชิงลงมือก่อนเพื่อรักษาความได้เปรียบเอาไว้เท่านั้น

 

          บ้านของมู่หานเซี่ยอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าเท่าไร

          ช่วงใกล้ค่ำ เธอลงจากรถประจำทาง เดินผ่านถนนลูกรังโดยใช้มือปิดปากเพื่อกันไม่ให้ฝุ่นเข้าจมูกและปาก พอเดินผ่านซากปรักหักพังของอาคารที่ถูกรื้อถอนก็จะถึงอะพาร์ตเมนต์ที่ทั้งเก่าและผุพังหลังหนึ่ง คนส่วนใหญ่ย้ายออกไปแล้ว ในตึกจึงเหลือห้องว่างกว่าครึ่ง แต่ก็ยังมีคนอาศัยอยู่บ้างรวมทั้งมู่หานเซี่ยด้วย

          ห้องของเธออยู่ชั้นบนสุด... คือชั้นหก เธอก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดอย่างฉับไว พอเปิดประตูห้องเสร็จก็โยนกระเป๋าเป้แล้วตรงไปนั่งบนโซฟา

          “ฮ้า...” เธอทอดเสียงยาวสะท้อนถึงความสุขและความทุกข์ที่ปะปนกันในใจออกมา

          สักพักหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืน มองไปยังผนังห้องสีขาวที่มีรอยกระดำกระด่างตรงจุดที่แขวนรูปของพ่อแม่เอาไว้ ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืด เธอจ้องมองรูปของพวกท่านในห้องที่มืดสลัว จากนั้นก็เริ่มพูดคนเดียว

          “แม่คะ หนูเก่งแล้วนะ วันนี้ประธานเมิ่งของพวกเราให้หนูไปทำงานฝ่ายการตลาดแล้วด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหนูจะเป็นพนักงานออฟฟิศอย่างเป็นทางการ ไม่ได้เป็นแค่พนักงานขายแล้วนะคะ”

          “คิดไปคิดมาถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัย หนูว่าพวกเราคงต่างกันไม่มาก แต่ไหนแต่ไรผลการเรียนของหนูก็สู้ได้อยู่แล้ว”

          “พอคิดอีกทีหนูคงจะเลิกดวงซวยเสียที แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดีขึ้นเรื่อยๆ”

          “พรุ่งนี้จะต้องไปหาอะไรอร่อยๆ ฉลองซะหน่อย แล้วหนูจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้พ่อกับแม่เยอะๆ เลย ลูกสาวได้เป็นพนักงานออฟฟิศแล้วนะคะ ไม่ใช่คนจนอีกแล้ว”

          “ทำไมพ่อกับแม่ถึงจากไปกันหมด หนูคิดถึงมากนะคะรู้ไหม” พูดแล้วเธอก็ร้องไห้ออกมา ร้องไปสักพักก็เช็ดน้ำตาแล้วทุ่มตัวลงไปนอนเหม่อบนเตียง

          หญิงสาวคิดถึงเรื่องในที่ประชุมวันนี้ การประชุมระดับสูงแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าในอนาคตเธอจะดีพอที่จะมีโอกาสแสดงความคิดเห็นบ้างหรือเปล่า จู่ๆ เธอก็คิดถึงหลินม่อเฉิน คำพูดปองร้ายที่เขากล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ไม่ดีสำหรับบริษัทของเธอเท่าไรนัก

          จู่ๆ หญิงสาวก็นึกถึงสิ่งที่คนในฝ่ายการตลาดหาข้อมูลมา พวกเขาบอกว่าหลินม่อเฉินจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในประเทศสหรัฐอเมริกา

          มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เคยเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาในฝันของเธอ จากนั้นความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เธอรีบออนไลน์โปรแกรมคิวคิว*ทันที

          “โห่วจือ อยู่หรือเปล่า?”

          โห่วจือเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายของเธอ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่นิวยอร์กพอดี

          ต้องรอเกือบเที่ยงคืน โห่วจือที่อยู่คนละฟากฟ้าถึงจะตอบกลับ “อยู่สิคุณหัวหน้าห้อง วันนี้คิดยังไงถึงติดต่อมาหาฉัน มีเรื่องอะไรเหรอ?”

          มู่หานเซี่ยคลี่ยิ้มนิดๆ ตอบไปว่า “ไม่มีเรื่องติดต่อไม่ได้เหรอ ตอนนี้เป็นไงบ้าง?”

          “ดีมากเลยล่ะ เธอก็รู้ว่าฉันน่ะอยู่ที่ไหนก็เจริญเติบโตได้”

          “ฮ่าๆ ดีจังเลย! ฉันมีเรื่องรบกวนนายหน่อย เคยได้ยินคนที่ชื่อหลินม่อเฉินไหม เขาจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของนาย”

          “ไม่รู้จักหรอก...เรียนปีเดียวกับฉันเหรอ?” โห่วจือถาม

          “น่าจะเป็นรุ่นพี่พวกเราหลายปีเหมือนกันนะ”

          “ถึงจะไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นคำขอของหัวหน้าห้องแล้วละก็ ข้าน้อยจะบุกป่าฝ่าดงค้นหาข้อมูลมาให้กระจ่างจนได้ วางใจเถอะ ถ้าเป็นกลุ่มก๊วนคนจีนโพ้นทะเลด้วยกัน ฉันไปสอบถามข้อมูลแป๊บเดียวก็ได้แล้ว”

          “ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ!” แล้วมู่หานเซี่ยก็ส่งสติกเกอร์รูปหน้าคนยิ้มแฉ่งไป

          ผ่านไปสักพักโห่วจือก็ถามกลับมา “คุณหัวหน้าห้อง ตอนนี้เธอเป็นไง สบายดีหรือเปล่า?”

          มู่หานเซี่ยหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับไป “ดีสุดๆ ไปเลย!”

          แล้วโห่วจือก็ส่งรูปคนเต้นรำอย่างสนุกสนานมาให้ มู่หานเซี่ยเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

 

            วันต่อมามู่หานเซี่ยได้เข้าทำงานในฝ่ายการตลาดอย่างเป็นทางการ

          เธอต้องย้ายห้องทำงานจากชั้นล่างไปอยู่ชั้นบน บรรยากาศจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ห้องทำงานชั้นบนนั้นเงียบสงบ ทุกคนพากันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ บ้างก็เข้าประชุมหรือไม่ก็ออกไปทำแผนการตลาดเพื่อเสนองาน ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

          ผู้จัดการให้มู่หานเซี่ยแนะนำตัวสั้นๆ กับทุกคน แล้วให้เธอเรียนรู้งานกับเจ๊ใหญ่

          เจ๊ใหญ่มอบหมายงานง่ายๆ ให้เธอทำไปก่อน เช่น ถ่ายเอกสาร

          มู่หานเซี่ยวางตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ขยันขันแข็ง ปากหวานแต่ไม่ใช่ประจบประแจง เธอเป็นคนคุยสนุก พอได้ร่วมงานกันเพียงวันเดียว ไม่เพียงแต่เจ๊ใหญ่เท่านั้น คนอื่นๆ ในออฟฟิศต่างก็รู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้เฉลียวฉลาด ไม่ใช่พนักงานซื่อๆ บื้อๆ เธอจึงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน

          ได้เวลาพลบค่ำ สาวออฟฟิศที่ชื่อมู่หานเซี่ยก็เลิกงานตรงเวลา วันนี้เธอนัดเหอจิ้งไปกินแหลกกันสักมื้อ สองสาวนั่งรถประจำทางมุ่งตรงไปยังตลาดกลางคืนริมแม่น้ำ กินบาร์บีคิวกองโต ดื่มเบียร์ เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากกินกันจนพุงกางแล้วทั้งคู่ก็นั่งไหล่ชนไหล่กันริมแม่น้ำมองดาวบนท้องฟ้าไปพร้อมๆ กัน

          “นี่...” เหอจิ้งมองมู่หานเซี่ยด้วยความสงสัย “บอกมาตามจริงเลยนะ เธอได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเท่าไร?”

          “เออ ก็ขึ้นมา...” มู่หานเซี่ยหัวเราะร่า “เป็นสองเท่าจากเดิม”

          “ว้าว!” เหอจิ้งอุทานออกมาแล้วชูกำปั้นมาที่หน้าของเธอ “อย่างนี้ไม่พูดยังจะดีเสียกว่า”

 

          ทั้งคู่หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

          ผ่านไปสักพักมู่หานเซี่ยก็ลุกขึ้นเดินไปริมแม่น้ำที่มืดสนิท มองแสงไฟฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นแหล่งที่เจริญที่สุดของเมืองเจียงเฉิง มองเท่าไรก็ไม่เห็นยอดของตึกระฟ้า

          ด้วยความภาคภูมิใจที่มีอยู่แน่นอก เธออดไม่ได้ที่จะร้องตะโกนออกมา “จักรวาลนี้เป็นของฉัน”

          เหอจิ้งหัวเราะจนลงไปนอนกลิ้งกับพื้น ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาต่างคิดว่าทั้งคู่เป็นเด็กสาวสติไม่เต็ม

          ภาพยนตร์เรื่องไททานิกออกฉายไปครบสิบปีเต็มแล้ว แต่ไม่รู้เป็นยังไง คำพูดของตัวพระเอกในเรื่องที่ตะโกนว่า ‘I’m the King of the World’ ยังคงติดปากของมู่หานเซี่ยอยู่

          เหอจิ้งที่อยู่ข้างๆ นึกสนุกขึ้นมา “เธอกำลังมองหารักแท้อยู่ใช่ไหม อยากได้แบบแจ็คสักคนไหมล่ะ?”

          “แน่นอน ถ้าบนโลกนี้จะมีแจ็คสักคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อฉัน แล้วก็กระโดดลงไปในน้ำทะเลแบบนั้น ฉันก็จะรักเขา”

          เหอจิ้งเดาะลิ้น เพื่อนของเธอที่ยืนอยู่ริมน้ำท่ามกลางการผสมผสานของแสงและเงายามค่ำคืนหันมาหาพร้อมรอยยิ้ม “แต่ฉันไม่ใช่โรส ฉันจะไม่ยอมอยู่อย่างเดียวดาย ฉันจะกระโดดลงน้ำพร้อมกับเขาด้วย เราจะกอดกันแน่นแบบไม่พรากจากกัน”

          มืดแล้ว ทั้งคู่นั่งรถประจำทางกลับมาถึงห้างสรรพสินค้า เหอจิ้งนั้นนั่งรถประจำทางอีกสายหนึ่งกลับบ้าน มู่หานเซี่ยเองก็คิดว่าจะกลับบ้านแล้วเช่นกัน แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นห้างสรรพสินค้าหย่งเจิ้งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังตกแต่งใกล้จะเสร็จก็อดหยุดมองไม่ได้

          ตัวอาคารตกแต่งใหม่ด้วยสีขาว ชั้นบนสุดติดตัวอักษรสีดำขนาดใหญ่ว่า ‘หย่งเจิ้ง Yourmart’ เห็นแล้วรู้สึกขัดตาชะมัด เธอรู้สึกว่ารูปแบบอาคารแม้จะดูล้ำสมัยก็จริง แต่หากเทียบกับห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่มีความขลังอย่าง ‘เล่อหย่า’ ซึ่งออกแบบด้วยสีแดงสดใสแล้ว หย่งเจิ้งดูแล้วไร้สง่าราศีไปเลย

          ช่วงที่อยู่คนเดียวในค่ำคืนนี้ มู่หานเซี่ยเกิดแรงดลใจบางอย่างจึงตัดสินใจจะสำรวจห้างใหม่เสียหน่อย

แล้วจะทำให้ดู

          เธอเดินข้ามถนนไปยังสนามหญ้าที่ยังปูไม่เรียบร้อยดี เห็นส่วนที่เป็นชั้นล่างของตึกมีแสงไฟส่องสว่างอยู่หลายดวง มีคนงานเดินสวนกันไปมา มู่หานเซี่ยวางสีหน้าเรียบเฉยเหมือนคนเดินถนนทั่วไป จริงๆ แล้วไม่มีใครสังเกตเห็นเธอด้วยซ้ำ หญิงสาวเดินไปตามทางเดินข้างอาคาร ผ่านกลุ่มคนงานไปจนถึงด้านหลังตึก

          ตรงนั้นเป็นจุดก่อสร้างว่างโล่ง น่าจะวางตำแหน่งไว้ให้เป็นลานจอดรถ ตอนนี้มีรถจอดอยู่เพียงคันเดียว เป็นปอร์เช่ คาเยนน์สีดำสนิทที่แต่งอย่างสวยหรู ตัวรถส่องประกายเงาวับ ไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่นิดเดียว แสดงว่าคนระดับหัวหน้าใหญ่สักคนคงยังอยู่ที่นี่

          ประตูม้วนของชั้นที่หนึ่งเปิดกว้างอยู่ จากการประเมินแล้วข้างในนั้นน่าจะเป็นโกดังรับสินค้า มู่หานเซี่ยอยากจะ ‘ลอบ’ เข้าไปดูสักหน่อยว่าเขาตุนสินค้าสำคัญอะไรเอาไว้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากด้านใน เป็นเสียงฝีเท้าเดินลงบันได

          มู่หานเซี่ยรีบวิ่งไปหลบตรงริมกำแพงฝั่งหนึ่ง

          ชายหนุ่มร่างสูงเพรียว สวมสูทใส่รองเท้าหนังคนหนึ่งเดินออกมา

          หลินม่อเฉิน!

          มู่หานเซี่ยตกตะลึงเล็กน้อย

          เขาสอดสองมือไว้ในกระเป๋ากางเกง เดินมาด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า พอเข้าใกล้รถก็หยิบกุญแจรีโมตออกมากดปลดล็อก

          มู่หานเซี่ยที่หลบอยู่หลังกำแพงเอาแต่จ้องมองแผ่นหลังของเขา ทว่าจู่ๆ อีกฝ่ายก็ยืดตัวตรง จากนั้นก็หันหน้ามามองตำแหน่งที่เธอซ่อนตัวอยู่

          หญิงสาวตกใจจนต้องรีบหลบ แนบหลังพิงกับกำแพงพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรง ตอนนี้รอบตัวมีแต่แสงไฟสลัว ยอดหญ้าที่อยู่ข้างๆ ขาพลิ้วไหวไปมาเป็นจังหวะ บรรยากาศเงียบเชียบไร้เสียง

          เขาเองก็เช่นกัน ชายหนุ่มไม่เคลื่อนไหวใดๆ ให้เกิดเสียงและก็ไม่ได้ขยับตัวขึ้นรถ

          มู่หานเซี่ยรู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นาน จึงหันหลังกลับแล้วค่อยๆ ก้าวไปตามทางเล็กๆ ข้างอาคารเพื่อตรงไปยังทางออก

          เพราะทางเดินมืดทำให้มองอะไรไม่ชัด เธอเหมือนจะเหยียบลงไปบนแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ที่ปูอยู่บนพื้นแล้วก็เหยียบโคลนด้วย ทว่าหญิงสาวไม่ได้สนใจ โชคดีที่เธอเดินห่างออกมาไกลแล้ว แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้นทางด้านหลัง

          “ฮ่าๆๆ...”

          มู่หานเซี่ยใจเสีย ก้าวต่อไปจึงวางเท้าไม่มั่นคง ไม่รู้ว่าเธอไปเหยียบอะไรเข้าทำให้ส้นรองเท้าติดอยู่กับตะแกรงเหล็กจึงหน้าคะมำ ตัวถลาลงไปกองกับพื้นท่ามกลางกองฝุ่น

          “อูย...” เธอร้องก่อนจะไอออกมาติดๆ กันหลายครั้ง

          หญิงสาวรู้สึกเจ็บไปทั้งข้อศอกและหัวเข่า อยากจะลุกขึ้นแต่ส้นรองเท้าดันไปติดกับอะไรสักอย่างอีกครั้ง ขณะที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่นั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลังเข้ามาใกล้มากขึ้น ก่อนที่ขาในกางเกงสแล็กตัวยาวจะมาหยุดอยู่ด้านหน้า

          หลินม่อเฉินนั่งยองๆ ลงตรงหน้าเธอ

     มู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ใบหน้าเธอร้อนผ่าวแต่ไม่กล้าส่งเสียง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเลือนรางท่ามกลางความมืด แต่ดวงตาที่กำลังจ้องมองเธออยู่กลับเป็นประกายสดใส “พนักงานขายตัวเล็กๆ ที่ไม่คิดจะสบายทางลัด กลับริจะเป็นสายลับทางธุรกิจเหรอ?”

          มู่หานเซี่ยถูกจี้ใจดำ ก็เลยจ้องหน้าเขาแล้วโต้กลับว่า “ใครบอกว่าฉันมาเป็นสายลับสอดแนมคุณ ฉันแค่เดินผ่านมาเท่านั้นเอง”

          หลินม่อเฉินกวาดตามองรอบตัว “เวลาสามทุ่มแบบนี้ พอดีเดินผ่านมาโกดังของผมเนี่ยนะ?”

          มู่หานเซี่ยถูกเขาต้อนจนมุมถึงกับพูดอะไรไม่ออก พอดีกับส้นรองเท้าที่ติดอยู่หลุดออกมาแล้วจึงดีดตัวลุกจากพื้นทันทีแล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “ก็ไม่ใช่คุณหรือที่บอกว่าจะคว่ำเล่อหย่าภายในสามเดือน”

          หลินม่อเฉินเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน

          ทางแคบกำแพงก็สูง พอเขายืนยิ่งทำให้ดูสูงกว่ามู่หานเซี่ยมาก เธอคิดจะถอยห่างออกมาตั้งหลัก แต่สถานการณ์ตรงหน้าบอกว่าการถอยให้คนอย่างหลินม่อเฉินแม้แต่ก้าวเดียวคือการยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วเธอจะยอมแพ้คนอย่างเขาหรือ?

          มู่หานเซี่ยได้แต่อดทนยืนหยัดอยู่ที่เดิมแล้วเชิดหน้า ไม่คิดเลยว่าเขาจะยอมรับการท้าทายด้วยการก้มหน้ามาสบตาเธอแล้วใช้ลำตัวสูงเพรียวกีดขวางไว้

          เขายิ้มนิดๆ แล้วตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอน แล้วจะทำให้ดู”

          มู่หานเซี่ยพลันตะลึง “หืม?”

          คนเอาแต่ใจตัวเองหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ... คุณอยากเห็นอะไรผมก็รีบจัดให้ ผมดูเหมือนคนที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นที่อยากจะตอบแทนบุญคุณไหมล่ะ”

          มู่หานเซี่ย “...”

          ถึงตอนนี้เธออยากจะหยิบก้อนอิฐปาใส่หน้าเขาเสียจริง คนอะไรปากร้ายเหลือเกิน

          “ฮ่าๆๆ...” เธอหัวเราะเสียงเย้ยหยันขึ้นบ้าง “คุณเป็นคนยังไงฉันไม่รู้หรอก แต่พวกเราเล่อหย่าไม่ใช่กลุ่มคนที่ชอบทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” พูดจบหญิงสาวก็เดินจากไป

          ทว่าหลินม่อเฉินยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ขณะที่เขาตั้งท่าจะกลับก็หันมาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง

          ท่ามกลางแสงจันทร์กระจ่างและสายลมโชย หญิงสาวสวมเสื้อลายสก็อตแบบเรียบง่าย ด้านในเป็นเสื้อยืดสีขาว ท่อนล่างสวมกางเกงยีน เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นเส้นผมสีดำยาวสยายเหมือนธารน้ำตก เอวบาง ท่อนขาเรียวยาว

          หากเทียบกับบรรดาหญิงสาวที่เวียนว่ายอยู่รอบตัวเขา ผู้หญิงคนนี้ตัวเล็กมาก ยิ่งอยู่ในที่มืดยิ่งดูเล็กกระจ้อยร่อยเหมือนละอองฝุ่น

          ละอองฝุ่นเล็กๆ ที่แข็งแกร่งซึ่งความจริงแล้วไม่มีทางจะโคจรมาพบกับเขาได้เลย

          เจ้าละอองฝุ่นน้อย

          หลังจากมู่หานเซี่ยกลับถึงบ้านก็ได้ยินเสียงคิวคิวดังขึ้น สงสัยโห่วจือจะออนไลน์อยู่

          มู่หานเซี่ยถาม “เป็นยังไง ได้เรื่องหรือยัง?”

          โห่วจือไม่ตอบตรงๆ แต่กลับถามว่า “หัวหน้าห้อง บอกมาก่อนว่าทำไมต้องให้หาข้อมูลของเขาคนนี้ด้วย”

          “ตอนนี้ที่ทำงานของฉันมีธุรกิจบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาอยู่ รีบบอกมาเร็ว”

          “อืม ไม่ว่าจะยังไงก็ตามนะ ถ้าเธอเจอกับคนคนนี้ละก็ อยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้ ทางที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงไม่ต้องเจอกันยิ่งดี บอกบริษัทของเธอด้วยว่าอย่าไปเผชิญหน้ากับเขา!”

          มู่หานเซี่ยถามเสียงเหม่อลอย “เพราะอะไร?”

          “เพราะเขาเป็นผู้ชายที่น่ากลัวมาก ตามข่าวลือกันว่าเขาจิตใจเหี้ยมโหด เพ่งเล็งแต่ผลประโยชน์ ได้ยินว่าหลายคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามล้วนถูกเขาเล่นงานจนล้มละลาย”

 

          โห่วจือคุยกับมู่หานเซี่ยในเรื่องนี้

          เขาได้ยินมาว่าปีที่หลินม่อเฉินเรียนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียเกิดเรื่องหนึ่งขึ้น

          ทางบ้านของเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งของหลินม่อเฉินเป็นเจ้าของสวนแอปเปิล ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้เครื่องจักรมาตรฐานสูง และมีปัจจัยด้านนโยบายสนับสนุนเกษตรกร ทำให้ปริมาณผลผลิตในสวนมีมากเกินไป

          หลินม่อเฉินจึงร่วมหุ้นกับเพื่อนทำการขายผลไม้คนอื่นๆ ที่ต้องการระบายผลไม้ล้วนต้องทำสัญญาซื้อขาย รีบขายผลผลิต ต้องจัดการเรื่องการขนส่ง แต่เขากลับไม่ หลังเตรียมการแบบเงียบๆ อยู่หลายเดือน จู่ๆ เขาก็เปิดตัวเว็บไซต์ชื่อ Onefresh ขึ้น

          เว็บไซต์ที่ว่านี้ทำอะไร?

          เว็บไซต์นี้เจาะจงขายผลไม้ให้กับคนทำงานออฟฟิศในแมนฮัตตันโดยเฉพาะ ด้วยสโลแกนที่ว่า ‘กินผลไม้สดทุกวัน สุขภาพดีทุกวัน’

          ถ้าคุณงานยุ่ง ไม่ได้ใส่ใจหรือว่าลืมดูแลตัวเอง... ไม่เป็นไร เพียงแค่คุณทิ้งออร์เดอร์ไว้กับเว็บเรา จะมีคนนำผลไม้สดส่งตรงมายังร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ กับจุดที่คุณจะต้องเดินทางผ่านทุกวัน เช่นเส้นทางไปทำงาน เส้นทางหลังเลิกงาน หรือย่านที่คุณจะแวะพักกินอาหารกลางวัน ใช้เวลาเพียงครู่เดียวคุณก็สามารถแวะรับผลไม้ไปกินได้อย่างสะดวก

          ยิ่งไปกว่านั้นผลไม้ที่เราขายล้วนสดใหม่ ผลไม้แต่ละลูกจะมีสลากแผ่นเล็กๆ ระบุรายละเอียดต่างๆ เช่น เวลาเก็บเกี่ยว ไร่ที่เก็บเกี่ยว หมายเลขต้นไม้ต้นที่เท่าไรของไร่นี้ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว ผลไม้ที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายผลไม้ทั่วไปจะไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้

          ผลไม้เหล่านั้นถูกแช่มานานเท่าไร มีความสดแค่ไหน คุณรู้หรือ?

          กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเว็บไซต์คือผู้หญิง แต่ก็ต้อนรับลูกค้าผู้ชายที่จะสั่งซื้อในระยะยาวเพื่อเป็นของขวัญให้กับหญิงคนรักด้วยเช่นกัน โดยเว็บไซต์จะมอบโพรโมชันเป็นดอกกุหลาบแถมเป็นของกำนัล

          ด้วยอิทธิพลและเส้นสายของหลินม่อเฉินกับเพื่อนของเขาที่เป็นคนท้องถิ่น ทำให้เว็บไซต์นี้ได้รับการประชาสัมพันธ์ออกไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เป็นที่นิยมไปทั่วแมนฮัตตัน พอทำเงินได้แน่นอนว่าจะต้องมีคนริษยา นั่นก็คือผู้จัดจำหน่ายผลไม้รายใหญ่ที่สุดในนิวยอร์ก

          พวกเขาเริ่มจากทำโพรโมชันลดราคามาแข่งกับหลินม่อเฉินแต่ก็ไม่ได้ผล เหล่าพนักงานออฟฟิศไม่สนใจเรื่องราคาเสียแล้ว หลินม่อเฉินได้ปรับเปลี่ยนวิถีของผู้บริโภคไปอีกแนวหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวที่ราคาไม่ใช่ปัจจัยหลัก ณ เวลานั้นคำว่ากินของดีมีประโยชน์ได้กลายเป็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณค่าทางใจให้กับตัวผู้บริโภคเอง

          ใครจะไปสนกว่าแอปเปิลแต่ละลูกจะราคาถูกลงไปสัก 2 เซนต์ล่ะ?

          ต่อมาคู่แข่งของเขาก็สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาบ้าง โดยคิดจะเปิดตัวให้บริการแบบเดียวกัน ความจริงมันเป็นเรื่องที่อันตรายมากในสนามรบทางการค้า เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กผุดไอเดียใหม่ขึ้นมาก็มักจะถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ลอกเลียนแบบ บริษัทขนาดใหญ่นี้มีความแข็งแกร่งในทุกๆ ด้าน สุดท้ายบริษัทเล็กก็มักจะถูกกำจัดทิ้ง

          แต่คู่แข่งกลับพบว่าเว็บไซต์ไม่สามารถดำเนินการได้ เป็นเพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เป็นเพราะหลินม่อเฉินได้แอบทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับร้านสะดวกซื้อในชุมชนเหล่านั้นตั้งแต่แรกเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเป็นเจ้าเดียวที่นำเสนอบริการขนส่งและส่งมอบผลไม้ในแมนฮัตตัน หากร้านค้าใดกล้าขายให้คู่แข่งจะเป็นการละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรงและจะถูกเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมาก

ร้ายกาจมาก...

          ด้วยยังไม่เคยมีใครทำธุรกิจแบบนี้มาก่อน ดังนั้นร้านสะดวกซื้อบางรายที่รับเงินจากหลินม่อเฉินแต่แรกจึงรีบตกลงร่วมมือด้วยความยินดี

          ช่วงซุ่มเงียบก่อนหน้านี้หลายเดือนเป็นช่วงที่หลินม่อเฉินทำเรื่องเหล่านี้ ผลไม้ของคู่แข่งก็ไม่ได้ต่างกันมาก ถึงอีกฝ่ายจะสามารถทำราคาให้ต่ำกว่านี้ได้อีกแต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงใจลูกค้าได้

          จากนั้นฝ่ายตรงข้ามก็เดือดดาลจึงลอบทำร้าย โดยเริ่มจากแย่งเจ้าของสวนในมือของหลินม่อเฉินมาได้บางส่วน แถมยังข่มขู่และทำร้ายพนักงานส่งของ กระทั่งส่งจดหมายข่มขู่ให้หลินม่อเฉินหวาดกลัว

          ทว่าหลินม่อเฉินกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ขณะเดียวกันเว็บไซต์ของเขาก็ยังคงเฟื่องฟู กระทั่งกล้าตั้งเป้าหมาย ‘ยอดขาย 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี’ และเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเขาคือ ‘ขยายกิจการไปทั่วอเมริกาภายในสามปี’ สุดท้ายคู่แข่งยังไม่ยอมถอดใจ จึงเชิญหลินม่อเฉินมาพูดคุยกัน

          ผลของการเจรจาต่อรองคือ คู่แข่งใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อสิทธิ์ผูกขาดเจ้าเดียวกับธุรกิจในมือของหลินม่อเฉิน โดยกำหนดว่า Onefresh ของเขาจะต้องไม่นำเสนอระบบจัดส่งผลไม้แบบนี้อีก พูดกันว่าหลินม่อเฉินและเพื่อนๆ ได้เงินก้อนโตจากการนี้

          “รู้สึกยังไงล่ะ?” โห่วจือถาม

          “ร้ายกาจมาก... แต่ฉันว่าเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดตรงไหนเลยนะ”

          “ฮ่าๆ... เธอนึกหรือว่าเรื่องมันจะจบเพียงเท่านี้?”

          คู่แข่งก็คิดแบบนี้เช่นกัน ขณะที่พวกเขาทุ่มทุนก้อนใหญ่ในการทำโพรโมชัน อีกทั้งยังกักตุนผลไม้ไว้จำนวนมาก พอลูกค้าพบว่า Onefresh ไม่ส่งผลไม้ให้อีกแล้วก็เปลี่ยนมาใช้บริการเว็บไซต์ใหม่นี้ สถานการณ์จึงดำเนินไปอย่างดีเยี่ยม

          ในตอนนี้เอง Onefresh ของหลินม่อเฉินก็ปล่อย fruit ’s heart card ออกมา

          แนวความคิดของบัตรนี้คืออะไร?

          ทางเว็บไซต์บอกทุกคนว่าเพื่อตอบแทนความรักของลูกค้าที่มอบให้บริษัท พวกเราจะนำเสนอผลไม้ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมในราคาต่ำแบบคาดไม่ถึง ในครั้งนี้พวกเราจะไม่เอากำไร เพียงแค่คุณซื้อบัตรทางเว็บไซต์หนึ่งใบก็สามารถไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่หลายแห่งในท้องที่ของคุณเพื่อรับของขวัญชิ้นนี้จากเรา ถ้ายอดเงินในบัตรยังใช้ไม่หมดก็สามารถเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไปได้

          หลังจากลูกค้าซื้อบัตรแล้วลองไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก็เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง พวกเขาได้รับผลไม้สดใหม่อย่างที่เคยซื้อกับ Onefresh ผลไม้แต่ละลูกมีสลากบ่งบอกความสดใหม่เช่นเดิม ส่วนราคากลับถูกกว่าที่เคยซื้อผ่านเว็บไซต์ เทียบราคากับคู่แข่งก็ต่ำกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับราคาของผลไม้ทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ตช่วงจัดโพรโมชันแล้วก็ยังถูกกว่ามาก ช่างเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายจริงๆ เรียกว่าเป็นราคาที่ไม่เคยมีมาก่อน

          สาเหตุที่หลินม่อเฉินสามารถทำราคาได้ต่ำขนาดนี้เป็นเพราะเขาใช้เงินที่คู่แข่งให้นำมาลงทุนตรงส่วนนี้ทั้งหมด

          พอเริ่มต้นดำเนินการยอดขายก็เพิ่มขึ้น มีข่าวลือด้วยว่า fruit ’s heart card ราคา 100 ดอลลาร์ ถูกขายออกไปอย่างน้อยหลายแสนใบ

          ในภูมิภาคหนึ่งๆ ปริมาณความต้องการผลไม้มีอยู่จำกัด แต่ลูกค้าบางรายกลับซื้อบัตรหลายใบ โดยมอบความต้องการผลไม้ทั้งปีของตนเองให้กับหลินม่อเฉิน เว็บไซต์ของคู่แข่งกลายเป็นเว็บร้าง บางวันยอดขายเป็นศูนย์เหรียญ

          หลินม่อเฉินใช้กลยุทธ์สงครามราคาแบบโหดสุดๆ เพื่อมากำจัดรูปแบบการค้าดั้งเดิมที่เขาเป็นคนต้นคิดขึ้นมาเองอย่างไม่เหลือซาก

          แล้วผลแห่งสงครามธุรกิจขนาดเล็กนี้คืออะไร?

          การกักตุนผลไม้จำนวนมากของคู่แข่งขายไม่ได้และจะปล่อยให้เนิ่นนานไปกว่านี้ก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยขายในราคาต่ำสุดๆ แบบคนขายต้องกระอักเลือดให้กับหลินม่อเฉิน ด้วยเหตุนี้หลินม่อเฉินไม่เพียงแต่ไม่เพลี่ยงพล้ำ เขายังหาเงินได้ก้อนโต จากนั้นเป็นต้นมาบริษัทของเขาและเพื่อนๆ ก็ครองตลาดผลไม้ในนิวยอร์กได้อย่างสิ้นเชิง

          โห่วจือเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้นมีเจ้าของสวนบางรายที่เคยแปรพักตร์ไปเข้ากับคู่แข่ง... ระหว่างการต่อสู้อันดุเดือดนี้หลินม่อเฉินเคยบอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่ถือสา แต่รอจนเขาผูกขาดตลาดได้แล้ว เขากลับตัดช่องทางการจัดจำหน่ายของคนเหล่านั้นทั้งหมด ส่วนพนักงานขนส่งของเขาที่เคยถูกทำร้าย หรือตัวเขาที่เคยได้รับจดหมายข่มขู่ เขาก็ใช้เงินจำนวนมากว่าจ้างทนายที่เก่งที่สุดเพื่อดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับการลงโทษสูงสุด

          สรุปสั้นๆ ก็คือ คนที่ทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจจะต้องเจอกับโศกนาฏกรรมอย่างหนัก เขาเป็นคนที่ช่างอาฆาตแค้น และเป็นคนหน้าเนื้อใจเสือแบบยากจะหาใครเสมอเหมือน”

          มู่หานเซี่ย “...”

 

          หลังเล่าเรื่องจบแล้วโห่วจือยังไม่วายถามหัวหน้าห้อง ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”

          “ช็อกสุดๆ”

          “ในแง่ลบใช่รึเปล่า”

          “ไม่ใช่ ทำไมฉันฟังแล้วกลับรู้สึกเหมือนเห็นคนยกดาบขึ้นมาต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดก็ไม่รู้ ความจริงสงครามธุรกิจมันก็ควรเป็นแบบนี้แหละ”

          “เหรอ...”

          “มันทำให้ฉันคิดไปถึงคำโบราณที่ว่า ‘ริจะเป็นทหาร...ต้องหลอกล่อเก่ง’ ตอนนี้ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว ธุรกิจการค้าก็ ‘ปลิ้นปล้อน’ แบบนี้นี่เอง นายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเขาให้ฉันฟังอีกหน่อยสิ”

          โห่วจือรีบตัดบท “ไม่ล่ะ...ทำไมฉันถึงมีความรู้สึกว่ากำลังเลี้ยงเด็กนิสัยเสียอยู่นะ! นี่มันไม่ใช่เจตนารมณ์เดิมของฉันเลยนะ”

 

 

          เช้าตรู่ท้องฟ้าสดใส อากาศยังคงเย็นสบาย มู่หานเซี่ยใส่ชุดกีฬาวิ่งอยู่ท่ามกลางสายหมอก

       ตั้งแต่แม่ป่วยหนักจนเสียชีวิต การออกกำลังกายทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอไปเสียแล้ว มีสนามกีฬาแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ไกลนักและห่างจากห้างสรรพสินค้าไม่ไกลด้วยเช่นกัน หญิงสาวมาที่นี่ทุกวัน พอหมอกยามเช้าจางลงก็จะเห็นผู้คนมากมายกระจายตัวอยู่เต็มสนาม แต่เธอไม่เคยเสวนากับใคร เอาแต่วิ่งออกกำลังกายเพียงลำพังจนกระทั่งหายใจหอบแรง

          เรื่องที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ เธอพบเมิ่งกังที่นี่

          ข้างๆ สนามมีอุปกรณ์ออกกำลังกายอยู่หลายชนิด พอเธอวิ่งเข้าไปใกล้ตรงส่วนนั้น ก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อยืดสีเทากางเกงกีฬาขาสั้นสีดำกำลังใช้อุปกรณ์บริหารกล้ามอกอยู่ แผ่นหลังกว้างของเขาตั้งตรงและดูหนา มองแล้วคุ้นตา จากนั้นเมิ่งกังหันมาเห็นเธอเข้าพอดี

          มู่หานเซี่ยสะดุ้งแล้วหยุดวิ่ง “ประธานเมิ่ง”

          เสื้อยืดของเมิ่งกังเปียกชุ่ม หน้าผากกว้างเต็มไปด้วยเหงื่อ ท่าทางดูสดใส เขาทักเธอพร้อมรอยยิ้ม “อรุณสวัสดิ์สาวน้อย”

          “อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านประธาน คุณมาออกกำลังกายที่นี่ด้วยเหรอคะ?”

          เมิ่งกังยิ้มนิดๆ “ทำไมล่ะ ที่นี่อนุญาตให้เด็กๆ อย่างพวกเธอมาแต่อายุอย่างผมมาไม่ได้งั้นหรือ? ช่วงนี้มีปาร์ตี้บ่อย ร่างกายของผมเลยบอกว่าอยากพักหายใจบ้าง”

          “จริงค่ะ จริง การออกกำลังกายดีที่สุด ท่านประธานช่างปราดเปรื่อง”

          เมิ่งกังหัวเราะแล้วหัวเราะอีก

          มู่หานเซี่ยไม่ค่อยถนัดพูดจาประจบหัวหน้า แต่หากเจอกับเมิ่งกังแล้วไม่พูดอะไรออกมาเสียบ้างเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เธอจากไป หญิงสาวจึงลองหยั่งเชิงถามไป “งั้นประธานเมิ่งมีอะไรจะสั่งให้ฉันทำหรือเปล่าคะ?”

          คำพูดนี้ทำให้เมิ่งกังรู้สึกขำ เขาหัวเราะชอบใจใหญ่ทั้งๆ ที่มือยังถืออุปกรณ์ออกกำลังกายอยู่ “เอาล่ะ หานเซี่ย เอาอย่างงี้ อยู่ที่นี่พวกเราไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง พวกเราจะเป็นเพื่อนกัน ผมไม่มีอะไรจะสั่งให้คุณทำหรอก ไป... ไปวิ่งต่อเถอะ”

          คำว่าเพื่อนคำนี้ช่างกระทบใจ เธอรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาในอก ขาที่เตรียมวิ่งเหมือนจะลอยได้

          “งั้นก็ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะประธานเมิ่ง” แก้มของเธอแดงเรื่อ หญิงสาวออกวิ่งต่อไปจนครบหนึ่งรอบ

          ไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่นวิ่งอยู่ด้านหลัง มู่หานเซี่ยหันไปมองก็เห็นเมิ่งกังกำลังวิ่งมา

          ผู้ชายอายุสามสิบกว่ากำลังเป็นช่วงที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเมิ่งกังยังเป็นกำลังสำคัญของห้างสรรพสินค้าอีกด้วย พระอาทิตย์ที่สาดแสงขับให้เห็นรูปร่างของผู้ชายคนนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาทรงพลัง หากเทียบกับหนุ่มๆ อายุยี่สิบต้นๆ เขาจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

          มู่หานเซี่ยหันกลับมา ตั้งใจวิ่งเหยาะๆ เพื่อหลีกทางให้ พอเขาเข้ามาใกล้ ไอร้อนในร่างของเขาเหมือนจะแผ่มาถึงตัวเธอ

          “ทำไมวิ่งช้านักล่ะ?” เขาถามเสียงต่ำ

          มู่หานเซี่ยหัวเราะ ทำเสียงอ้อมแอ้มตอบกลับไป “ไม่กล้าวิ่งเร็วกว่าเจ้านายค่ะ”

          เขาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าด้านข้างที่แข็งแกร่งกลับดูอ่อนโยนขึ้นมาในเสี้ยววินาทีที่เขาวิ่งแซงหน้าเธอไป

          หลังจากวิ่งผ่านไปสิบรอบ มู่หานเซี่ยก็นั่งพักตรงบันไดหินข้างสนาม เพิ่งนั่งพักได้สักครู่ เมิ่งกังก็วิ่งผ่านมาจากนั้นก็หยุดแล้วเดินมานั่งลงข้างๆ เธอ

          มู่หานเซี่ยรู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มกลบเกลื่อนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เมิ่งกังชวนเธอคุยเรื่องงาน

          “ไปอยู่ฝ่ายการตลาดเป็นยังไงบ้าง?” เขาถาม

          ทั้งคู่นั่งชิดติดกัน มู่หานเซี่ยได้กลิ่นทั้งบุหรี่และเหงื่อของเขาปะปนไปกับกลิ่นของใบหญ้าเขียวๆ ข้างสนาม แสงแดดส่องมาต้องร่างของทั้งคู่ ให้ความรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่าทั้งสองคุ้นเคยกัน ไม่รู้สึกว่าตำแหน่งหน้าที่การงานทำให้ห่างชั้นกันเหมือนเคย

          “ดีหมดทุกอย่างเลยค่ะ” มู่หานเซี่ยพูดยิ้มๆ “ทุกคนดีกับฉันมาก”

          เมิ่งกังหัวเราะออกมา เขาหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าแล้วค่อยๆ สูบ ถึงมู่หานเซี่ยจะไม่ชอบกลิ่นบุหรี่แต่ก็ไม่แสดงออก

          “ผมถามผู้จัดการของคุณแล้ว” เขาพูด “เขาบอกว่าคุณทำงานดี มีศักยภาพมาก เสียแต่บุคลิกของคุณหลุกหลิกกระวนกระวายเกินไปหน่อย ไม่ชอบถูกจ้องมองเหรอ?” เขาเหลือบมองเธอ

ทุกคนมองหน้ากัน

          มู่หานเซี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี

          เขาหัวเราะขึ้นมาอีก มองบุหรี่ที่คีบอยู่ที่มือแล้วกล่าวอย่างสุภาพ “หานเซี่ย ไม่ต้องตื่นเต้นแล้วก็ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดด้วย คุณรู้ไหมการที่ผมจะจ้างผู้ช่วยสักคน อย่างน้อยที่สุดคนเหล่านั้นจะต้องมีวุฒิระดับปริญญา ระดับมัธยมปลายก็มีบ้างแต่น้อยมาก แต่ผมก็เลือกจ้างคุณ... สำหรับผมแล้วเราทั้งคู่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง ถึงพวกเราจะเริ่มต้นจากศูนย์แต่ก็ทำงานได้ไม่น้อยหน้าใคร พนักงานทุกคน... ตอนเริ่มต้นทำงานอาจจะดูกันที่วุฒิการศึกษา แต่สุดท้ายบริษัทล้วนมองที่ความสามารถ ประวัติการศึกษาไม่มีความหมายอะไรหรอก เข้าใจหรือเปล่า?”

          มู่หานเซี่ยเงียบไปหลายวินาทีแล้วก็ตอบว่า “เข้าใจค่ะ”

          ทั้งคู่นิ่งกันไปสักพัก มู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์บ้าง แสงอาทิตย์ที่ส่องไปทั่วสนามดูสว่างไสวและอบอุ่น นาทีนี้พอได้ยินคำพูดของเมิ่งกังก็ทำให้ใจเธอรู้สึกฮึกเหิม

          “ประธานเมิ่งคะ ฉันมีเรื่องอยากจะบอกคุณค่ะ” จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมา

          “เรื่องอะไรเหรอ?”

          “คืออย่างนี้ค่ะ ฉันมีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่นิวยอร์ก วันนั้นฉันนึกถึงคำพูดที่เพื่อนร่วมงานพูดว่า หลินม่อเฉินจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่นิวยอร์กก็เลยเอ่ยขึ้นกับเพื่อน ผลก็คือเพื่อนของฉันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหลินม่อเฉินมาพอดี พวกเราจึงได้คุยเรื่องนี้กัน...”

          บุหรี่ในมือของเมิ่งกังค่อยๆ มอดไหม้ระหว่างที่ฟังเรื่องทั้งหมดจากปากเธอ

          มู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้นมองเขา “ประธานเมิ่ง เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ค่ะ”

          เมิ่งกังครุ่นคิดโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน แล้วถามขึ้นมา “ทำไมคุณถึงเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง?”

          มู่หานเซี่ยมองตาเขาพร้อมกับตอบอย่างอาจหาญ “เพราะฉันคิดว่าส่วนลดเดิมห้าเปอร์เซ็นต์อาจจะไม่พอรับมือการโจมตีจากเขาคนนั้น”

          เมิ่งกังเงียบไปสักครู่ แววตาที่แฝงรอยยิ้มดูลุ่มลึกจนสุดจะคาดเดา “หานเซี่ย เทียบกับผมสมัยก่อนแล้วคุณใจกล้ากว่าและมีศักยภาพกว่ามาก”

          มู่หานเซี่ยใจเต้นรัว “ท่านประธาน พวกเราจะทำยังไงต่อไปคะ?”

          เมิ่งกังกลับยกบุหรี่ขึ้นสูบแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “ผมจะลองพิจารณาดูอีกครั้งนะ จะไปกันหรือยัง ไม่งั้นพวกเราสองคนคงต้องไปทำงานสายแล้วล่ะ”

 

          หลายวันต่อมา มู่หานเซี่ยได้แต่เฝ้าคอยอย่างเงียบๆ

          เฝ้ารอเมิ่งกังประกาศแผนโพรโมชันใหม่

          แต่ว่าทั้งบริษัทและในส่วนของห้างสรรพสินค้ากลับนิ่งเงียบ ไร้การเคลื่อนไหว ฝ่ายการตลาดก็ยังเตรียมโพรโมชันลดห้าเปอร์เซ็นต์อยู่เหมือนเดิม

          มู่หานเซี่ยได้แต่ทอดถอนใจ ไม่ได้นะ จะให้เป็นแบบนี้ไม่ได้

          แค่นี้ไม่สามารถหยุดยั้งจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ในตำนานตัวนั้นได้หรอก

          วันที่หย่งเจิ้งจะเปิดกิจการใกล้เข้ามาทุกทีแต่มู่หานเซี่ยกลับพูดน้อยมาก เธอไม่สามารถพูดคุยเรื่องในใจนี้กับเพื่อนร่วมงานได้ และก็ไม่สามารถนำเรื่องนี้ไปบีบคั้นหรือชักจูงเมิ่งกังเป็นครั้งที่สองได้เช่นกัน

          จะว่าไปแล้วถึงจะได้พบปะพูดคุยกันไม่กี่ครั้งและเมิ่งกังสุภาพอ่อนโยนต่อเธอ แต่คนประเภทเขามอบให้เธอได้เพียงความรู้สึกเยี่ยงลูกน้องกับเจ้านาย จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนอย่างปากว่าคงไม่ได้จริงๆ ผิดที่เธอเองนั่นแหละที่บังอาจถือดีไปแนะนำ

          ดังนั้นหลายวันต่อมา เธอจึงตัดสินใจไม่ไปวิ่งที่สนามกีฬาแห่งนั้นอีก แต่กลับไปวิ่งที่ริมแม่น้ำแทน

          และก็ไม่รู้ว่าเมิ่งกังยังจะไปที่นั่นอีกหรือเปล่า

          สำหรับมู่หานเซี่ยแล้ว การวิ่งทุกเช้าเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ถ้ายังต้องมาสวัสดีทักทายเจ้านายอีกคงอึดอัด ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าควรเว้นระยะสักสามถึงห้าวันถึงจะไปวิ่งที่สนามกีฬาสักครั้ง แบบนี้เขาจะได้ดูไม่ออกว่าเธอตั้งใจจะตีตัวออกห่าง และอีกอย่างเธอก็ไม่ต้องคอยเดินเป็นเพื่อนเจ้านายทุกวันอีกด้วย... เยี่ยม!

          แต่มู่หานเซี่ยยังไม่ทันได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้านายเป็นครั้งที่สองก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

          ระบบการทำงานของห้างสรรพสินค้าคือ ทำงานหกวันในหนึ่งสัปดาห์ หยุดวันอาทิตย์ วันนี้เป็นช่วงค่ำของวันเสาร์ ห่างจากวันที่หย่งเจิ้งจะเปิดกิจการอีกเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์

          ใกล้จะหกโมงเย็น มู่หานเซี่ยกำลังเตรียมตัวเลิกงานและกลับบ้าน ผู้จัดการกลับวิ่งเข้ามาตะโกนในออฟฟิศด้วยสีหน้าจริงจัง “ขอให้ทุกคนอยู่ก่อน”

          ทุกคนมองหน้ากัน

          แผนกอื่นที่ถูกเรียกให้อยู่ด้วยเช่นกันก็คือ พนักงานระดับหัวหน้าของแผนกของสด แผนกจัดซื้อ ฝ่ายบริหาร และอีกหลายแผนก ผ่านไปสักพักมู่หานเซี่ยก็ได้รับข้อความจากเหอจิ้ง

          ‘อาเซี่ย เกิดเรื่องอะไรขึ้น วันนี้ก่อนเลิกงาน พวกเราที่เป็นพนักงานขายก็ถูกสั่งให้อยู่ต่อ’

          พอมู่หานเซี่ยวางโทรศัพท์ก็เห็นเพื่อนพนักงานรอบๆ ตัวต่างมีสีหน้าสงสัย ทำให้เธอใจเต้นแรงขึ้นมา

          ถึงเวลาแล้ว

          ในที่สุดก็ถึงเวลา

            ตอนฟ้ามืด...

       พนักงานทั้งหมดถูกเกณฑ์มารวมกันในห้องประชุมใหญ่ พนักงานขายทุกคนยืนออกันบริเวณลานกว้างกลางห้างสรรพสินค้า มีพนักงานบางคนของฝ่ายการตลาดตามคนมาช่วยเคลื่อนย้ายโปสเตอร์โพรโมชันที่วางเรียงเป็นมัดๆ เช่นป้ายโฆษณา ป้ายราคาเข้ามา

          ประตูใหญ่ของโกดังสินค้าตรงชั้นล่างถูกเปิดออก รถบรรทุกคันหนึ่งค่อยๆ ขับเข้ามาใกล้แล้วก็เริ่มมีการลงของ

          ในห้องประชุม

          แสงไฟสว่าง บรรยากาศตึงเครียด พนักงานนั่งกันจนเต็ม

          มู่หานเซี่ยนั่งตรงหัวมุมแถวหลังสุด ฟังเสียงคนข้างๆ กระซิบกระซาบกัน รอไปสักพักในที่สุดก็เห็นเมิ่งกังเดินนำเหล่าผู้บริหารเข้ามา

          เสียงพูดคุยภายในห้องเงียบลงทันที

          ก่อนที่เมิ่งกังจะนั่งลง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วก็พูดขึ้น “ผมจะประกาศเรื่องหนึ่งให้ทราบ ด้วยการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ พรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเราจะจัดโพรโมชันครั้งใหญ่” เขาหยุดพักชั่วครู่ก่อนพูดเสริม “จะมีการทุ่มทุน 3 ล้านหยวนภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์”

          ด้านล่างเวทีมีเสียงฮือฮาเกิดขึ้น แต่ละคนแสดงสีหน้าตื่นเต้น เริ่มซุบซิบกัน

          ถึงจะรู้ว่าเงิน 3 ล้านหยวนไม่ใช่ตัวเลขที่จะทำให้คนตกใจได้ แต่ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นกิจการที่กำไรน้อย การใช้เงินจำนวน 3 ล้านในเจ็ดวัน ทำให้พวกเขาต้องลงเงินถึง 4 แสนหยวนต่อวัน ในขณะที่อาจทำกำไรจากการขายได้เพียงวันละ 2 แสนกว่าหยวนเท่านั้น

          มีห้างสรรพสินค้ากี่รายที่เคยทำแบบนี้? คนที่คิดได้เร็วจะเข้าใจในทันที

          ประธานเมิ่งลงมืออย่างเหี้ยมโหดกับคู่แข่งอย่างหย่งเจิ้งที่จะเปิดกิจการอีกในหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ บีบคั้นให้ฝ่ายนั้นต้องประสบปัญหาตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ“ทุกคนคงรู้” เมิ่งกังค่อยๆ อธิบาย “โพรโมชันแบบนี้ พวกเราไม่เคยทำมาก่อนตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ ผมหวังว่าพวกเราจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ช่วยกันต่อสู้เพื่อปกป้องห้างเล่อหย่าให้อยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาดของเจียงเฉิงต่อไป และช่วยกันสร้างสถิติใหม่ของยอดขายที่สูงที่สุด”

 

          เวลา 03:00 . ของวันใหม่นับเป็นคืนที่เงียบสงบ ดาวหลายดวงเปล่งแสงสลัวอยู่เหนือยอดตึก

          ภายในห้างสรรพสินค้าเล่อหย่ากลับเป็นภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งแสงสว่าง ความวุ่นวาย และผู้คนที่เดินสวนกันไปมา

          มู่หานเซี่ยกับเจ้าหน้าที่บางส่วนถูกเกณฑ์ลงไปทำงานในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อช่วยขนย้ายสินค้า จริงๆ แล้วก็คือพนักงานเกือบทั้งหมดอยู่ที่นี่ในคืนนี้เพื่อทำสงครามกองโจร

          หลังจากยุ่งอยู่หลายชั่วโมง ใบหน้าของมู่หานเซี่ยก็เต็มไปด้วยเหงื่อ ตอนที่เธอนั่งพักข้างกองป้ายราคา เหอจิ้งก็เดินขนลังผลไม้ผ่านมาใกล้ๆ พอดี

          “นี่” เหอจิ้งพูด “เธอว่าโพรโมชันครั้งใหญ่ของพวกเราในครั้งนี้จะสามารถเอาชนะหย่งเจิ้งได้หรือเปล่า?”

          มู่หานเซี่ยตอบอย่างผ่อนคลาย “ไม่รู้สิ แต่ที่แน่ๆ ก็คือพวกเราได้ต่อยกลับอย่างเต็มแรงหมัดหนึ่งก็แล้วกัน”

          “เรารึต่อยเขา?” เหอจิ้งในตอนนี้ยังไม่เข้าใจ “หย่งเจิ้งเองก็ร่ำรวย อย่างพวกเขาต้องสามารถจัดโพรโมชันใหญ่โตแข่งกับเราได้อยู่แล้ว”

          มู่หานเซี่ยหัวเราะออกมา “เธอคิดว่าครั้งนี้ประธานเมิ่งจะทำสงครามราคากับพวกเขาเพียงครั้งเดียวเหรอ?”

          เหอจิ้งถึงกับตะลึง

          มู่หานเซี่ยเงยหน้าขึ้น ชี้ไปยังขวดน้ำที่อยู่ข้างตัวอีกฝ่าย “คนสวย... หยิบน้ำมาให้ฉันหน่อยได้ไหม”

          เหอจิ้งจ้องหน้าเพื่อน สุดท้ายก็ต้องยอม ‘เสิร์ฟ’ น้ำให้อีกฝ่ายดื่มสักอึกถึงจะได้ฟังคำอธิบายอย่างไม่รีบร้อน “ง่ายมาก กิจการเปิดใหม่สำคัญที่สุดคือภาพลักษณ์ ก็เหมือนที่พวกเราไปเดินช็อปปิง ความประทับใจแรกที่ร้านค้ามอบให้จะมีอิทธิพลต่อพวกเราจากวันนี้ไปอีกนาน”

          เหอจิ้งพยักหน้า “ก็จริง”

          “หย่งเจิ้งเปิดกิจการ แน่นอนว่าจะต้องทำโพรโมชันให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้สินค้าดีราคาถูก บรรยากาศดี บริการดี คุณภาพดีใช่หรือเปล่า?”

          “ใช่สิ หย่งเจิ้งน่าจะเป็นแบบนั้นแหละ...”

          “ดังนั้นการที่จู่ๆ พวกเราทำโพรโมชันลดราคากระหน่ำหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะเปิดกิจการ จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร?”

          เหอจิ้งมองเธออย่างงงๆ “ผลกระทบอะไร?”

          มู่หานเซี่ยยิ้มนิดๆ หยิบผลไม้สองลูกจากในลังขึ้นมาโยนเล่น “หนึ่ง การลดราคาของพวกเราทำอย่างกะทันหันมาก แน่นอนว่านี่จะเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพวกเขา ถ้าพวกเขาเตรียมการไม่ดี ไม่สามารถลดราคาในระดับเดียวกับเราได้ พอถึงเวลาเปิดกิจการ ลูกค้าที่เคยได้สัมผัสกับโพรโมชันครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเรามาแล้วก็จะเกิดความประทับใจห้างของเรามากกว่า”“พูดไปมันก็จริงนะ แต่ถ้าพวกเขาสามารถลดราคาได้มากกว่าพวกเราล่ะ?” เหอจิ้งถาม

นี่เธอชมหรือว่าด่าฉันกันแน่?

          “สอง ถึงแม้ราคาของพวกเขาจะถูกกว่าของพวกเรา แต่ก็คงไม่ต่ำไปกว่าต้นทุน จริงหรือเปล่า?” มู่หานเซี่ยกล่าวอย่างผ่อนคลาย “กำไรส่วนต่างที่ใช้เล่นในสงครามราคาถูกพวกเรายึดไปใช้หมดแล้ว ความคาดหวังในใจของลูกค้าถูกเราเติมเต็มไปจนเกลี้ยง ถ้าห้างใหม่ราคาถูกกว่าเล่อหย่าเพียงเล็กน้อยจะไม่สามารถดึงความภักดีในแบรนด์เก่าออกไปจากใจลูกค้าได้ อาจกล่าวได้ว่าการซุ่มโจมตีของพวกเราทำให้หย่งเจิ้งที่ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลลงไปในธุรกิจเกิดสภาวะได้ไม่คุ้มเสีย พูดสั้นๆ ก็คือ... การเปิดกิจการของพวกเขาในครั้งนี้ ถ้าคิดจะสร้างแบรนด์ใหม่ในใจของลูกค้านับเป็นเรื่องยากแล้ว”

          เธอพูดได้คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ เหอจิ้งกลับฟังอย่างเงียบๆ ต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเข้าใจความหมายซึ่งฟังดูแล้วมีเหตุผลเอามากๆ

          เหอจิ้งอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “เธอไปรู้เรื่องแบบนี้มาจากไหน คนในออฟฟิศเล่าให้ฟังเหรอ?”

          มู่หานเซี่ยส่ายหัว ตอบเสียงต่ำ “ฉันก็แค่พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง พวกเขาจะมาพูดคุยเรื่องวงในแบบนี้กับฉันทำไม ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นของฉันเอง” พูดถึงตรงนี้หญิงสาวก็ยิ้ม

          เหอจิ้งมองอีกฝ่ายแบบจริงจังสักพักแล้วอุทานออกมา “เธอรู้ไหมหานเซี่ย เธอเป็นคนที่ดูภายนอกเฮฮา แต่จริงๆ แล้วภายในใจมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนเหมือนกันนะ ดีจังเลย”

          มู่หานเซี่ยฟังแล้วสับสนเล็กน้อย “นี่เธอชมหรือว่าด่าฉันกันแน่?”

          เหอจิ้งหัวเราะ ยื่นมือมาโยกหัวเพื่อนเป็นการหยอกล้อ “เอาล่ะ... เอาล่ะ ฉันยอมเธอละ ทำตัวเป็นเสือซุ่มแบบนี้ต่อไปน่ะดีแล้ว ฉันจะคอยให้กำลังใจเธอตลอดไป”

          มู่หานเซี่ยรู้สึกอบอุ่นหัวใจ แต่กลับวางสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ตอบแบบยิ้มๆ “อืม”

          เหอจิ้งมองความยุ่งเหยิงวุ่นวายรอบๆ “ไม่รู้เหมือนกันว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง...”

          มู่หานเซี่ยไม่พูดอะไร ในสมองกลับคิดถึงผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมา

          เธอคิดว่าบทวิเคราะห์ของตนเมื่อครู่นี้ไม่เลวเลย ถ้าฝ่ายตรงข้ามเป็นหลินม่อเฉินที่พูดอย่างโอหังว่าภายในสามเดือนจะคว่ำเล่อหย่าให้ได้ เขาผู้เป็นตำนานซึ่งยังไม่รู้เรื่องการซุ่มโจมตีของเล่อหย่าทางนี้ เขาจะจัดการกับสงครามการค้าครั้งนี้อย่างไรนะ

 

          เช้าวันต่อมา

          รูปแบบสถาปัตยกรรมทั้งหมดของหย่งเจิ้งเทียบกับเล่อหย่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแล้วดูใหม่กว่า กว้างขวางกว่า และทันสมัยกว่า ตอนนี้หลินม่อเฉินกำลังหมกตัวอยู่ในออฟฟิศที่ชั้นบนสุด มือข้างหนึ่งถือถ้วยกาแฟ นั่งอยู่ตรงตำแหน่งเก้าอี้ผู้บริหารและกำลังมองหุ้นในตลาดของประเทศสหรัฐอเมริกา

          ฝ่ายจัดการและพนักงานของเขาที่อยู่ด้านนอกกำลังเตรียมการ รออีกเพียงสัปดาห์เดียวจะได้เปิดกิจการใหม่แล้ว

          ก๊อกๆๆ... เสียงคนเคาะประตู

          หลินม่อเฉินตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เข้ามา”

          ผู้จัดการจากแผนกหลักๆ หลายแผนกเดินเข้ามา ทุกคนล้วนเป็นคนที่เฉิงเวยเวยไว้วางใจ พวกเขาต่างมีสีหน้าที่เป็นกังวล

          “ประธานหลิน!” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น “เล่อหย่าเริ่มโพรโมชันใหญ่ในวันนี้ ราคาขายของสินค้าแต่ละชนิดต่ำอย่างน่าใจหาย สินค้าบางอย่างตั้งราคาที่ต่ำจนไม่น่าเชื่อ ตอนนี้ร้านของพวกเขาขายดีมาก ลูกค้าแห่ไปอยู่ที่นั่นกันหมด”

          หลินม่อเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่พูดอะไร ผู้จัดการอีกคนก็พูดขึ้นบ้าง “พวกเขาทำแบบนี้เหมือนจงใจแกล้งกัน เพราะข่าวที่ได้ยินมาก่อนหน้าก็มีแค่เรื่องที่จะลดราคาห้าเปอร์เซ็นต์ แต่เอาจริงๆ กลับปิดข่าวเงียบ จู่ๆ ก็ทำโพรโมชันใหญ่ เห็นได้ชัดว่าจะตัดแข้งตัดขาพวกเราตั้งแต่เปิดกิจการ”

          ทุกคนเห็นด้วยและโกรธจัด ต่างมองไปที่หลินม่อเฉิน รอดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร

          นึกไม่ถึงว่าหลินม่อเฉินจะก้มหน้าดื่มกาแฟ แล้วพูดขึ้นเบาๆ “จะหัวเสียไปทำไม? พวกเราเองก็ไม่ได้เปิดเผยแผนการทุกอย่างออกไปเหมือนกันนี่?”

          คำพูดนี้ทำให้ทุกคนสงบลงได้

          จริงด้วย หลายวันมานี้หลินม่อเฉินวางแผนบางอย่างไว้

          ท่าทีของแต่ละคนเปลี่ยนไปจนยากจะอธิบาย ความรู้สึกที่ว่านี้คล้ายๆ ติดระเบิดไว้แนบอก ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลาที่ระเบิดทำงานขึ้นมา จะเป็นคู่แข่งหรือว่าตัวเองกันแน่ที่ต้องพลีชีพ

          หลินม่อเฉินรู้สึกสงสัยเช่นเดียวกับพวกเขา จึงเงยหน้าถามว่า “เรื่องที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ ตามข้อมูลเดิมที่หามา รูปแบบการทำงานของเมิ่งกังเป็นประเภทอนุรักษนิยม อะไรทำให้เขาเปลี่ยนจากการลดห้าเปอร์เซ็นต์แบบเดิมๆ มาเป็นการต่อสู้เต็มรูปแบบในทันทีแบบนี้ได้”

          ทุกคนมองหน้ากัน มีคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ “ประธานหลิน ผมได้ยินข่าวที่เขาลือกันโดยไม่รู้ว่าจะจริงหรือเปล่าว่า มีพนักงานขายคนหนึ่งของเล่อหย่าเข้าไปคัดค้านเรื่องนี้กับเมิ่งกัง บอกว่าประธานหลินเป็นคนเจ้าเล่ห์ ดังนั้นการลดราคาเพียงห้าเปอร์เซ็นต์นั้นไม่พอครับ”

 

          มู่หานเซี่ยทำงานข้ามคืน เหนื่อยจนแทบหมดสติ

          ตอนเที่ยงจึงหาช่วงเวลาที่ไม่มีคนแอบเข้าไปหลับในโกดังสินค้า เธอนอนคว่ำบนกองสินค้า

          ในโกดังอากาศเย็นสบาย มีแสงไฟสลัวๆ

          ในตอนนี้ต่อให้เสื้อผ้าจะเปื้อนฝุ่นยังไงเธอก็ไม่สนใจแล้ว สมัยที่ยังเรียนมัธยมปลายอยู่นั้น แม้ทางบ้านจะยากจนแต่เธอก็ยังแต่งตัวสะอาดสะอ้านและดูดีอยู่เสมอ แถมเธอยังเคยถูกโหวตให้เป็นดาวเด่นประจำห้องอีกด้วย

          หลายปีมานี้เธอต้องต่อสู้ชีวิต ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดเธอก็คือเธอ คนที่จะสามารถผ่านไปได้ทุกสถานการณ์

 

          เธอเพิ่งงีบไปได้สักพัก เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

          มีคนส่งข้อความมา เธอสะลึมสะลือหยิบขึ้นมาอ่าน เป็นข้อความมาจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย เนื้อหาก็ออกจะแปลกเล็กน้อย เพราะมีเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

          ‘เอาไข่กระทบหิน’

          มู่หานเซี่ยอ่านแล้วรู้สึกงงจึงพิมพ์ตอบไปว่า ‘คุณเป็นใคร?’

          ผ่านไปสักพักก็มีข้อความตอบกลับมา ‘ผมเอง’

          มู่หานเซี่ยถือโทรศัพท์ค้างอยู่ในมือ ความรู้สึกแรก... เธอนึกถึงน้ำเสียงเย็นยะเยือกของคนคนหนึ่ง จำได้ว่าคืนที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตอนที่เธอบอกเบอร์โทรศัพท์ตัวเองกับตำรวจ หลินม่อเฉินก็อยู่บริเวณนั้นด้วย ถ้าเขาจะรู้ว่าเธอทำงานที่ไหน โทรศัพท์เบอร์อะไร ก็คงไม่แปลกเธอตอบกลับไปว่า ‘ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร และกำลังพูดอะไรอยู่’

          อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า ‘เสแสร้ง’

          มู่หานเซี่ยสงสัยว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร แต่ดูจากข้อความแล้ว ไม่รู้ทำไมเธอถึงนึกสนุกตอบกลับไปว่า ‘คุณกัดฉันเหรอ?’

          เขาไม่ได้พิมพ์ตอบ      

          มู่หานเซี่ยรออยู่สักพัก จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วหลับต่อ

 

          หญิงสาวได้พบกับเมิ่งกังอีกครั้งหลังจากนั้นอีกสองวัน

          เช้าวันนี้ท้องฟ้าสดใสไร้หมอก อากาศเย็นสบาย พอมู่หานเซี่ยวิ่งมาถึงข้างสนามก็เห็นเมิ่งกังยืนอยู่ตรงจุดเดิม แถวอุปกรณ์ออกกำลังกายกล้ามแขน

          หญิงสาววิ่งเข้าไปหา “ประธานเมิ่ง อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

          เมิ่งกังหยุดเล่น หันหน้ามาหาเธอ การทำงานหนักต่อเนื่องหลายวันมานี้กลับไม่ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าของเขาสักนิด อีกฝ่ายตอบด้วยแววตาเป็นประกาย “อรุณสวัสดิ์ หานเซี่ย”

          แสงแดดค่อยๆ ปกคลุมทั่วทั้งสนามกีฬา ท้องฟ้าแจ่มใส

          ทั้งคู่วิ่งครบสิบรอบอย่างรวดเร็ว เมิ่งกังเดินนำเธอมานั่งตรงจุดเดิมเหมือนครั้งที่แล้ว

          มู่หานเซี่ยหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเหงื่อ มุมปากมีรอยยิ้ม ตอนนี้ใจเธอไม่นึกหวาดกลัวเมิ่งกังเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว กลับเพิ่มความนับถือในตัวเขามากขึ้น จริงๆ เธอก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเขา จึงได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ มองไปข้างหน้าด้วยจิตใจสงบนิ่ง

          เมิ่งกังมองใบหน้าด้านข้างที่งดงามของเธออยู่เงียบๆ ยิ้มน้อยๆ และถามว่า “หลายวันที่ผ่านมา ทำไมไม่เห็นมาวิ่งเลย”

          “อ๋อ ช่วงนี้ยุ่งมากน่ะค่ะ” มู่หานเซี่ยตอบ

          ฟังเป็นข้อแก้ตัวที่มีน้ำหนัก เมิ่งกังพยักหน้า มีรอยยิ้มซ่อนอยู่ในแววตาแต่ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อเธอหรือไม่

          “การจัดโพรโมชันใหญ่ครั้งนี้ เป็นเพราะคำแนะนำของคุณเราจึงทำสำเร็จ” เขาพูดต่อ “ผลงานของคุณ ผมจะจดจำไว้ ตอนนี้คุณเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งงานไปอยู่ฝ่ายการตลาด จะแสดงอะไรออกมามากไปก็จะดูไม่ดีกับคุณ ดังนั้นผมจะไม่มอบรางวัลให้คุณแบบเปิดเผย”

          คำพูดนี้ของเขาสร้างความประทับใจให้กับมู่หานเซี่ย “ขอบคุณค่ะท่านประธาน แต่สำหรับฉันแล้ว จะมีรางวัลหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงได้เรียนรู้งานในฝ่ายการตลาดก็เพียงพอแล้วค่ะ”

          ไม่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็น “ไม่อยากได้รางวัลเหรอ งั้นเลี้ยงข้าวสักมื้อเป็นยังไง”      

          มู่หานเซี่ยตกใจ เหลือบตาขึ้นมองหน้าเขา เห็นรอยยิ้มในแววตาที่ดูลุ่มลึกสงบนิ่ง

          เป็นแววตาที่เธออ่านใจไม่ออก

          “ไม่... ไม่ต้องหรอกค่ะท่านประธาน ไม่ต้องเลี้ยงข้าวฉันหรอก ผลงานของฉันก็ไม่ได้มากมายอะไร” หญิงสาวรีบพูด

          คำตอบของเธอทำให้เมิ่งกังหัวเราะ เขาสูบบุหรี่แล้วพูดขึ้นว่า “แค่ข้าวเช้าก็ไม่ได้เหรอ?”

          สิบนาทีต่อมา

          ทั้งคู่ก็นั่งอยู่ที่ร้านขายอาหารเช้าริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง เมิ่งกังเป็นคนขับรถพาเธอมา

          ยามนี้พระอาทิตย์โผล่พ้นก้อนเมฆ สาดแสงลงมากระทบคลื่นบนผิวน้ำ สายลมเย็นฉ่ำพัดมาบางเบา ร้านค้าแห่งนี้ตั้งโต๊ะอยู่ริมแม่น้ำหลายตัวพร้อมกับเก้าอี้พลาสติกซ้อนกันเป็นตั้ง เมิ่งกังไม่ได้พิถีพิถันเรื่องสุขภาพอนามัยนัก

          เขานั่งตรงข้ามกับเธอ หญิงสาวอยากกินก๋วยเตี๋ยวสักชามจึงสั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อ พร้อมกับพูดว่าขอถล่มเจ้านายสักมื้อ เมิ่งกังยิ้มอย่างอ่อนหวาน ส่วนตัวเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวใส่แต่ผัก

ความฝันของคุณคืออะไร?

          เขากินไว เพียงแป๊บเดียวก็หมดชาม เขาวางตะเกียบลงแล้วดื่มน้ำอุ่นพร้อมกับมองหน้าเธอ

          ส่วนมู่หานเซี่ยเพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งชาม ตามเขาไม่ทันแล้ว

          แสงแดดที่สาดมากระทบร่างมอบความอบอุ่นให้กับทั้งคู่ เขาจุดบุหรี่สูบอย่างเคย กลิ่นบุหรี่ลอยวนท่ามกลางคนทั้งสอง แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่รู้สึกว่าเหม็น

          “มู่หานเซี่ย” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพ “ความฝันของคุณคืออะไร?”

          มู่หานเซี่ยงงเล็กน้อย เธอวางตะเกียบแล้วมองใบหน้าสงบนิ่งแต่กลับดูอ่อนโยนของอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจรอฟังคำตอบของเธออยู่

          หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตอบ “ประธานเมิ่งคะ ความฝันของฉัน... หากพูดไปแล้วเหมือนจะไม่รู้จักคำว่าฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คือฉันอยากกลับไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็ไปเมืองนอกค่ะ”

          เมิ่งกังดูจะประหลาดใจเล็กน้อย “ไปเมืองนอก เพราะอะไร?”

          มู่หานเซี่ยตอบ “ไม่รู้เหมือนกันค่ะ แค่อยากจะลองไปดู”   

          เมิ่งกังเงียบไปสักครู่ ยกกาน้ำชาขึ้นรินน้ำชาใส่ถ้วยของเธอจนเต็ม แล้วเอ่ยทีละคำอย่างช้าๆ ทว่าชัดเจน “ใจใหญ่มากแค่ไหนก็จะก้าวไปได้ไกลเท่านั้น สำหรับผมแล้ว ความฝันของคุณไม่ใช่อะไรที่ไกลเกินเอื้อม เข้าใจไหมเด็กน้อย”

          มู่หานเซี่ยพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งเสียง “อืม” ตอบรับเบาๆ

          เมิ่งกังไม่ได้พูดอะไรอีก เขามองเธอด้วยแววตาแปลกๆ จนเถ้าบุหรี่ตกลงบนโต๊ะ มืออีกข้างของเขาอยู่ใกล้มือของเธอ ไม่รู้ว่ากำลังคิดจะทำอะไรกันแน่

          ทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกันตามลำพังหลายครั้ง แต่มู่หานเซี่ยยังคงเห็นเขาเป็นเจ้านาย ในใจมีแต่ความเคารพนับถือ ช่วงที่เงียบงันนี้เขาจ้องมองเธออยู่เป็นเวลานาน นี่เป็นครั้งแรกที่จู่ๆ หญิงสาวก็เกิดหน้าแดงขึ้นมาพร้อมกับความคิดฟุ้งซ่านที่ปรากฏในใจ

          เธอก้มหน้าหลบสายตาเขา

          จากนั้นมือของเธอก็ถูกเขากอบกุม

          มู่หานเซี่ยตัวแข็งทื่อ รู้สึกได้ว่ามือเย็นๆ ของตนถูกมือยาวที่หยาบหนา มีหนังแข็งเป็นตุ่มเป็นไตกอบกุมเอาไว้ จากนั้นก็ได้ยินเขาตะโกนขึ้นว่า “เถ้าแก่ ค่าอาหารวางอยู่บนโต๊ะนะครับ”

          เขาดึงให้เธอลุกขึ้นแล้วเดินไปด้วยกัน หัวใจของมู่หานเซี่ยเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ยิ่งเธอพยายามดึงมือให้หลุดออกจากการจับจูงของเขา ก็ยิ่งรู้สึกว่ามือถูกบีบแน่นมากกว่าเดิม

          อีกฝ่ายเหลือบมองเธอด้วยหางตา มู่หานเซี่ยพูดตะกุกตะกัก “ท่านประธาน... ประธานเมิ่ง ช่วยปล่อยมือด้วยค่ะ”

          เมิ่งกังรู้ว่าเธอทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขากำลังทำอยู่จึงหัวเราะ ดวงตาของเขาลุ่มลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง “สาวน้อย ไม่ต้องกลัว” เขาพูดแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ยังคงกุมมือเธอไว้ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อย

      มู่หานเซี่ยรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนกองไฟ ทุกย่างก้าวปั่นป่วน เธอตัดสินใจดึงมือออกโดยไม่สนใจว่าเมิ่งกังจะแสดงสีหน้าอย่างไรทว่าทำไม่สำเร็จ ได้แต่ยอมให้เขาจูงตนเดินไปยังที่จอดรถ        

          ข้อต่อนิ้วมือที่หยาบหนาล็อกมือนุ่มของเธอไว้แน่น ทำให้หญิงสาวรู้สึกกระวนกระวายใจ

          โชคดีที่ที่จอดรถอยู่ไม่ไกล พอเดินไปถึง มู่หานเซี่ยก็โล่งอก เธอรอจังหวะที่เขาใช้กุญแจเปิดประตูรถ รีบชักมือตัวเองออกมา

          เมิ่งกังอยากจะหัวเราะแต่ก็ไม่ได้ทำ “ขึ้นรถสิ ผมจะไปส่งคุณที่บ้าน”

          มู่หานเซี่ยไม่ยอมมองหน้าเขา ใบหน้าของเธอแดงก่ำ ท้ายที่สุดเธอก็เข้าไปนั่งในรถ ตลอดทางทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน มู่หานเซี่ยใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พอถึงใต้ตึกก็รีบเปิดประตูรถแล้วออกวิ่งทันที

 

          หานเซี่ย หานเซี่ย

          “คะ?” เธอขานรับอย่างงุนงง พอเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ก็เห็นเจ๊ใหญ่ฝ่ายการตลาดยืนยิ้มอยู่หน้าโต๊ะ

          “ดูอะไรอยู่ถึงได้อินขนาดนี้” เจ๊จางถาม

          “กำลังจัดการกับตัวเลขบางอย่างอยู่ค่ะ” มู่หานเซี่ยแตะหัวตัวเองอย่างเก้อเขิน ความจริงแล้วเธอกำลังเหม่อลอยอยู่ต่างหาก “เจ๊จางมีอะไรหรือเปล่าคะ?”

          เจ๊จางส่งยิ้มให้เธอเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ชี้ไปที่ด้านหลังของตัวเอง มู่หานเซี่ยถึงได้มองเห็นเมิ่งกังกับผู้จัดการยืนอยู่ตรงประตู ไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังคุยอะไรกัน ตอนนี้ในใจของมู่หานเซี่ยเหมือนถูกไฟช็อต เธอยิ้มและพูดออกมาอย่างยากลำบาก “ท่านประธานมาได้ยังไงคะ?”

          เจ๊จางตอบ “หลายวันมานี้ผลการดำเนินงานของพวกเราดีขึ้นมาก ประธานเมิ่งเลยอยากจะเลี้ยงเครื่องดื่มฝ่ายการตลาด นี่ไง เงินก็ให้มาแล้วด้วย รีบไปซื้อสิจ๊ะ”

          “ได้ค่ะ” มู่หานเซี่ยยื่นมือไปรับเงิน ตอนที่เดินมาถึงหน้าประตูก็โน้มตัวลง “สวัสดีค่ะประธานเมิ่ง สวัสดีค่ะผู้จัดการ”

          ผู้จัดการตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ดื่มกินกันให้เต็มที่”

          เมิ่งกังเพียงขานรับเบาๆ “อืม” น้ำเสียงนั้นก้องเข้าไปในหู แม้จะเป็นการพูดอย่างไม่เป็นทางการ ซ้ำยังไม่มองหน้าเธออีกด้วย

          มู่หานเซี่ยรีบวิ่งลงตึกราวกับจะบิน

          จากชั้นล่างพอข้ามถนนไปก็มีร้านกาแฟดังอยู่หลายร้าน โดยปกติแล้วมู่หานเซี่ยไม่ค่อยเข้าร้านแบบนี้เพราะราคาแพง แต่รสชาติของมันก็ดึงดูดผู้คนจริงๆ นั่นแหละ

          ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายพอดี แสงแดดเดือนห้ากำลังส่องสว่างอยู่ตรงถนนด้านนอก คนในร้านกาแฟมีไม่มาก เสียงดนตรีเบาๆ ที่เปิดคลอในร้านช่วยเร่งให้บรรยากาศหอมกรุ่นน่าหลงใหล มู่หานเซี่ยเดินไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อสั่งเครื่องดื่มสิบกว่าแก้ว

          การที่ไม่ต้องใช้จ่ายเงินของตัวเอง และได้ส่วนแบ่งมาจากความสำเร็จของบริษัท ทำให้จิตใจที่กำลังสับสนวุ่นวายผ่อนคลายลงได้บ้าง

          เธอก้มหน้ามองขนมเค้กในตู้แล้วคิดว่า ‘ให้กำลังใจตัวเองหน่อยดีกว่า’

          “มีเค้กเกาลัดหรือเปล่าคะ?” เธอถาม

          พนักงานบริการตอบ “ขอโทษค่ะ เค้กเกาลัดเพิ่งขายหมดไป ต้องรออีกสิบนาที คุณจะรับไหมคะ?”

          มู่หานเซี่ยคิดก่อนจะตอบว่า “งั้นไม่เป็นไรค่ะ” เธอชอบของกินที่มีส่วนผสมของเกาลัด ที่นี่มีเค้กเกาลัด เธอเคยยอมกัดฟันซื้อมาแล้วสองสามหน เป็นรสชาติที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษจริงๆ

          หลังจากได้คำแนะนำจากพนักงาน เธอจึงใช้เงินส่วนตัวสั่งขนมทิรามิสุกับน้ำผลไม้ให้กับตัวเอง ในช่วงเวลาอันยุ่งวุ่นวายนี้ เธอก็สามารถหาช่องว่างให้ตัวเองผ่อนคลายได้บ้างแล้ว หญิงสาวหามุมสงบภายในร้านนั่งกินขนมระหว่างรอพนักงานเตรียมเครื่องดื่ม

          พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนเช้า ใจกลับร้อนรนยากจะสงบ เธอก้มหน้ามองมือตัวเอง มือขาวเรียวยาวของเธอถูกฝ่ามือที่แข็งเป็นไตของเมิ่งกังกุมเอาไว้

          เขาจับมือเธอทำไม เขาคิดยังไงกับเธอกันแน่?

          ระหว่างที่กำลังเหม่อลอย เสียงกระดิ่งที่ประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับมีคนเดินเข้ามาในร้าน

          เธอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นหลินม่อเฉินสวมสูทสีดำกับเสื้อเชิ้ตตัวในสีดำเหมือนเคย เขาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

          มู่หานเซี่ยจ้องมองเขา อีกฝ่ายเห็นเธอแล้วแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น เขาตรงไปสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์

          หญิงสาวนิ่งเหมือนก้อนหิน ก้มหน้าดื่มน้ำผลไม้และกินเค้กของตนต่อไป

          เสียงฝีเท้าค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ เธอเห็นเสื้อสูทสีดำแวบผ่านเข้ามาในครรลองสายตา เจ้าของสูทถือจานแล้วนั่งลงตรงข้ามกับเธอ ทั้งคู่นั่งโต๊ะตัวเดียวกัน ห่างจากกันไม่ถึงครึ่งเมตร

          ยิ่งไปกว่านั้น บนจานของเขายังมีเค้กเกาลัดที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ด้วย

          มู่หานเซี่ยโยนความคิดสับสนเกี่ยวกับเมิ่งกังทิ้งไปจนหมด แล้วเปลี่ยนมาจับจ้องหลินม่อเฉินที่ดูดีไปเสียทุกส่วนที่กำลังจิบกาแฟอยู่ตรงหน้า ในใจนึกถึงข้อความที่ส่งให้เขาเมื่อวันก่อน ‘คุณกัดฉันเหรอ?’

          “ที่ว่างออกเยอะแยะ คุณมานั่งตรงนี้ทำไม?” เธอพูด

          “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?” เขาย้อนถามกลับ

          ทว่ามู่หานเซี่ยไม่ตอบ

          ผ่านไปสักครู่ก็ได้ยินเสียงของเขากล่าวเสริมขึ้นมาอีก “ช่วยเมิ่งกังทำไม?”

          มู่หานเซี่ยตะลึง เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาแปลกใจ “ถ้าฉันไม่ช่วยเขา แล้วจะให้ฉันช่วยคุณงั้นเหรอ?”

          เขามองตรงมาที่เธอ แสงแดดส่องให้เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน คิ้วตรงดูดื้อรั้น จมูกโด่งเป็นสัน

          “ก็ดีเหมือนกันนะว่าไหม?” เขาตอบ “นกยังรู้จักเลือกต้นไม้เพื่อทำรัง คุณเลือกมายืนอยู่ข้างผมก็ไม่แปลก”  

          มู่หานเซี่ยไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรดี คนคนนี้เยือกเย็นเย่อหยิ่งอย่างเปิดเผย ความจริงเขาเป็นฝ่ายติดหนี้บุญคุณเธอด้วยซ้ำ แต่ไปๆ มาๆ กลับทำเหมือนว่าเธอเป็นฝ่ายติดหนี้บุญคุณเขา

          “ฉันไม่ใช่สัตว์ปีก” เธอกระซิบ “ตรรกะที่คุณว่ามา คนอย่างฉันฟังไม่เข้าใจ” คำพูดนี้เหมือนจะเป็นคำด่ากลายๆ

          หลินม่อเฉินเผยรอยยิ้ม “พูดอะไรของคุณ?”

          “เปล่า” มู่หานเซี่ยก้มหน้าตักเค้กเข้าปาก

          เสียงดนตรีคลออยู่ข้างหู ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่โต้ตอบอะไรอีก ความหอมอร่อยที่คุ้นเคยกระจายไปทั่วปาก มู่หานเซี่ยกินแล้วกินอีก จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าหลินม่อเฉินกำลังมองตนอยู่ ปฏิกิริยาของมู่หานเซี่ยคือมองเฉพาะเค้กที่ตนกำลังกินเท่านั้น

          แม่เจ้า... กินผิดจาน นี่มันเป็นเค้กเกาลัดของเขานี่นา!

          ด้วยโต๊ะมันเล็ก อาหารของทั้งคู่จึงอยู่ใกล้กันมาก ในขณะที่ใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและเค้กเกาลัดก็เป็นอะไรที่เธอชื่นชอบสุดๆ ดังนั้นก็เลยกินแบบหยุดไม่อยู่

          มู่หานเซี่ยเคอะเขินเป็นที่สุด เธอวางช้อนลง “เอ่อ... คือ...”

          “กินของคนอื่น คงรู้สึกดีมากเป็นพิเศษเลยใช่ไหม?” เขาพูด

          มู่หานเซี่ยหน้าแดงก่ำ จ้องหน้าเขาแวบหนึ่งก่อนตัดสินใจยกมือขึ้นบอกพนักงานบริการ “ขอเค้กเกาลัดให้เขาอีกชิ้นหนึ่งค่ะ”เขาไม่พูดอะไร

          มู่หานเซี่ยสงบสติอารมณ์ลง ในใจคิดว่าไหนๆ ก็กินเข้าไปแล้ว ราคาเค้กชิ้นหนึ่งตั้ง 15 หยวนเชียวนะ ดังนั้นเธอจะกินให้หมดจึงตักกินอีกสองคำ