ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เป็นเมียแม่ทัพ... ไม่ง่าย!

ผู้แต่ง ฮวารื่อเฟ่ย
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
มารดาถูกใส่ร้ายจนตาย น้องชายก็หายสาบสูญแบบไม่รู้ชะตากรรม ชีวิตแบบตัวคนเดียวของคุณหนูใหญ่อย่างสีหยุนจือจะดำเนินต่ออย่างไรเมื่อต้องถูกบังคับให้แต่งกับแม่ทัพตกอับ ที่มีกำลังพลต้องดูแลถึงสองแสนนาย!

บทนำ

将军夫人的当家日记

Author: Hua Ri Fei

Chinese edition copyright by 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright by Hongsamut.com 

All right reserved

----------------------------

มารดาถูกใส่ร้ายจนตาย น้องชายก็หายสาบสูญแบบไม่รู้ชะตากรรม

ชีวิตแบบตัวคนเดียวของคุณหนูใหญ่อย่างสีหยุนจือจะดำเนินต่ออย่างไรเมื่อต้องถูกบังคับให้แต่งกับแม่ทัพตกอับ ที่มีกำลังพลต้องดูแลถึงสองแสนนาย!

ปู้ถาน...

แม่ทัพน้อยผู้นี้เชี่ยวชาญทั้งบุ๋นบู๊ เป็นบุรุษที่องอาจแกล้วกล้า 
เขาเข้าสู่สนามรบด้วยวัยเพียงสิบแปด...ตลอดระยะเวลาแปดปีที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพเขาได้รับการยกย่องปูนบำเหน็จมากมายจากเบื้องบน 
ทว่า...ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงอดีต
ปู้ถานในวันนี้เป็นเพียงแม่ทัพที่ไร้กำลังพล ซ้ำยังกลายเป็นคนเดินขากะเผลก 
เขานำความอัปยศอดสูมาสู่ตระกูลปู้ 
บุรุษที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่ยามตกอับกลับถูกฮ่องเต้อยุติธรรมเนรเทศ 
ชีวิตที่เคยพุ่งสูงเสียดฟ้ากลับถูกกระชากลงดินเพียงชั่วพริบตา 

เอ... ช้าก่อน เขาจำได้ว่าตนเองเคยมีคู่หมั้นตั้งแต่ยังเล็กนี่นา!

------------------


สีหยุนจือ...

ความปรารถนาหนึ่งเดียวของ ‘สีหยุนจือ’ ก็คือการทำให้คนทั้งบ้านได้กินอิ่มนอนหลับ

นางมองเงินที่ตนอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากด้วยหมายจะซื้อเรือนเล็กๆ สักหลังแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองกองทัพของ "คู่หมั้นแต่วัยเยาว์" ที่แห่กันมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน 

นางสะกิดถามผู้ติดตามของคู่หมั้นว่า “ตระกูลปู้มีสมาชิกทั้งหมดเท่าไร?”
องครักษ์ทั้งสองของท่านแม่ทัพสบตากันและตอบนางอย่างพร้อมเพรียง “สองแสนคนขอรับ”
“...............”
“อ๊ะ... ช่วยด้วย ฮูหยิน...ฮูหยินเป็นลมไปแล้ว!”
ทั้งยากจน ทั้งไร้การศึกษา ทั้งอดอยากแร้นแค้น บ้านนี้...ดูแลยากเกินไปแล้ว!

 

----------------------------

สารบัญ

ปฐมบท

หลังจากที่แม่ทัพน้อยปู้ถานพ่ายสงครามกลับมาเมืองหลวงด้วยสภาพขากะเผลก

บารมีตระกูลปู้ที่เคยเกรียงไกรแผ่ไพศาล มีแต่คนนับหน้าถือตาก็ดับแสง แม้จะกล่าวว่าการศึกย่อมมีแพ้ชนะเป็นธรรมดา ทว่าเรื่องนี้ก็ทำให้ตระกูลปู้ต้องอึดอัดคับแค้นใจนานอยู่หลายเดือน

หมอหลวงต่างพากันวินิจฉัยว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของท่านแม่ทัพไร้หนทางเยียวยา มิเพียงแต่จะไม่เหมือนเดิม แต่ขาอาจใช้การไม่ได้อีก เรื่องนี้สร้างผลกระทบแม้แต่ในงานเลี้ยงรับรองขุนนาง บรรดาจอหงวนใหม่ที่เพิ่งจะดื่มน้ำสาบานกลับถูกฮ่องเต้ระบายอารมณ์ใส่ หาว่าปฏิบัติตนไม่ถูกธรรมเนียมและลดชั้นให้เป็นเพียงเสมียนธรรมดา

 

ความกล้าหาญของแม่ทัพใหญ่ผู้เป็นบิดาทำให้ชื่อเสียงตระกูลปู้เลื่องลือไปทั่วแคว้น แม้แต่กองกำลังนักรบฝีมือดีสักแค่ไหน ก็ไม่อาจล้มแม่ทัพใหญ่ได้

ด้วยมีบิดาผู้ล่วงลับเป็นดังตำนานของแผ่นดิน แม่ทัพน้อยปู้ถานจึงถูกคาดหวังอย่างสูง เขาแบกความรับผิดชอบใหญ่หลวงไว้บนบ่าตั้งแต่อายุยังน้อย ปู้ถานเป็นเด็กที่มากความสามารถ โดดเด่น ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านการรบ เขาร่ำเรียนวรยุทธตอนอายุสามขวบ ฝึกกำหนดลมปราณตอนห้าขวบ และเมื่ออายุสิบห้า เขาก็สามารถลอบสังหารหัวหน้าโจรชื่อดังเพียงลำพังได้

ใต้หล้าล้วนร่ำลือว่าแม่ทัพน้อยตระกูลปู้เก่งกล้าไร้คู่ต่อกร

ภายในระยะเวลาแปดปีตระกูลปู้ที่เกือบจะถูกลืมกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง ปู้ถานทุ่มเทกำลังความสามารถทั้งหมดเพื่อนำพาความมั่งคั่งและกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลให้กลับมารุ่งเรืองเหมือนก่อน เขาได้รับเหรียญตราอันแสดงถึงความกล้าหาญ ทั้งยังได้รับการยกย่องในฐานะผู้สร้างคุณงามความดีให้บ้านเมือง

ทว่าความรุ่งโรจน์ที่เคยโถมซัดเข้ามาดุจคลื่นลูกใหญ่กลับจางหายรวดเร็วนัก

หลังจากแม่ทัพน้อยกลับมาพร้อมอาการบาดเจ็บและแพ้พ่าย ในระยะเวลาเพียงสามเดือนให้หลัง คำสรรเสริญเยินยอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหมางเมิน และเนื่องจากตระกูลปู้ไม่มีผู้ใดที่สามารถทำหน้าที่แทนปู้ถานได้ สุดท้ายตระกูลนี้จึงถูกฮ่องเต้ริบอำนาจทางทหาร

แม่ทัพน้อยที่เคยเกรียงไกรกลับกลายเป็นนายทหารที่สูญเสียกำลังพลและบาดเจ็บ

ตระกูลปู้หมดสิ้นความหวัง

ซ้ำร้ายยังมีราชโองการเนรเทศครอบครัวนี้ให้ไปเฝ้าสุสานจักรพรรดิที่เมืองลั่วหยางอีกด้วย ถึงเบื้องบนจะยังคงบรรดาศักดิ์แม่ทัพไว้ให้ปู้ถาน แต่กลับไม่ใช่แม่ทัพที่ได้รับการยกย่องให้เกียรติอีกต่อไป

หลังจากราชโองการประกาศ บรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่เคยติดต่อไปมาหาสู่ตระกูลปู้ต่างก็พากันคิดว่าตระกูลนี้หมดประโยชน์แล้ว หากจะคบหากันต่อก็รังแต่จะทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย สุดท้ายอาจหนีไม่พ้นถูกเชื่อมโยงจนกลายเป็นผู้มีความผิดไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงพากันตัดสายสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานบ้านตระกูลปู้ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

หลังจากถูกริบอำนาจและโดนเนรเทศ ปู้ถานก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง

ท่านแม่ทัพปู้เฉิงจงผู้เป็นปู่นั่งลงตรงโต๊ะหินอ่อนในสวนเล็กๆ ของหลานชาย มือทั้งสองกำแน่น แม้วัยจะล่วงเลยมาเจ็ดสิบปีแล้ว แต่ยังนั่งหลังตรงสง่างาม ดูมั่นคงราวกับไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกแผ่ร่มเงาท้าทายพายุฝน ริ้วรอยบนใบหน้าบ่งบอกประสบการณ์อันยาวนานของแม่ทัพกล้า

ลุงเยี่ยนยืนอยู่ข้างหลังท่านแม่ทัพ ทั้งสองเป็นสหายกันมานับสิบปีจนกล่าวได้ว่าลุงเยี่ยนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลปู้ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดกับตระกูลปู้เขาย่อมรับรู้และเจ็บปวดประหนึ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวของตน

“ถ้าต้องไปตั้งรกรากที่ลั่วหยาง หาเมียให้ปู้ถานสักคนก็น่าจะดี”

หลังจากพูดจบ เขาก็นิ่งไป

---------------------------------------------

ชีวิตแร้นแค้น

เมืองลั่วหยาง

สายลมของฤดูใบไม้ผลิพัดมาปะทะใบหน้า ให้ความรู้สึกหนาวลึกจนแสบผิวดังต้องคมดาบของนักรบผู้กล้า

สีหยุนจือยืนหยัดต้านสายลม เส้นผมสีหมึกสะบัดพลิ้ว นางยืนอยู่ข้างรถม้า กำลังบันทึกบัญชีกองผ้าที่เพิ่งซื้อมาจากในเมือง

สาวใช้คนหนึ่งเดินออกมาเรียกให้นางเข้าไปด้านใน บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่าเรียกพบหลานสาวทุกคนในบ้านเพราะมีเรื่องจะประกาศให้รับรู้

แม้ว่าสีหยุนจือจะเป็นหลานสาวคนโตและนับเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลสี แต่ก็ไม่เคยได้รับการอุ้มชูจากบรรดาฮูหยินในบ้าน ซ้ำยังไม่ได้รับการให้เกียรติสมฐานะคุณหนูใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น ด้วยเมื่อสิบปีก่อนมารดาของนางถูกจับได้ว่าคบชู้สู่ชาย

ในยามนั้นฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเป็นหญิงม่ายที่ต้องดูแลครอบครัวเพียงลำพัง พอรู้เรื่องเข้าก็โมโหลมแทบจับ สั่งโบยมารดาของนางจนสิ้นใจ แม้แต่น้องชายของนางที่มีอายุเพียงเจ็ดขวบก็ยังถูกสงสัยว่าไม่ใช่สายเลือดตระกูลสี เขาจึงถูกไล่ออกจากบ้านและหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หลังจากที่มารดาของนางจากไป ชีวิตของสีหยุนจือก็ตกต่ำลง แม้ว่าสีเจิงผู้เป็นบิดาจะไม่ได้แต่งงานใหม่แต่ก็กลายเป็นคนติดสุราไปเสียแล้ว

เมื่อยังเด็กคุณหนูใหญ่ตระกูลสีถูกเลี้ยงดูอย่างสุขสบายสมฐานะ จนกระทั่งอายุได้เก้าขวบ ชีวิตเด็กน้อยกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ที่เคยอยู่ดีกินดีมีผู้ดูแลใกล้ชิด กลายเป็นมีแต่คนที่จ้องจะเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาตระกูลสีได้แต่งฮูหยินสามเข้ามาในบ้าน นางจึงเป็นผู้เลี้ยงดูสีหยุนจือ ทว่า...โชคดีนั้นสั้นนัก เพราะหลังจากนั้นไม่กี่ปีฮูหยินสามก็ขอลาไปบวชที่วัดจือหยุน ฮูหยินห้าจึงได้เป็นผู้ดูแลตระกูลคนต่อไป

แต่ไหนแต่ไรฮูหยินห้าก็ไม่ได้ชอบสีหยุนจืออยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกำเริบเหิมเกริมแอบยักยอกเบียดบังเอาข้าวของเงินทองของนางจนเป็นเรื่องปกติ บางครั้งถึงกับยุให้สาวใช้รังแกนางอีกด้วย

ครั้งหนึ่งในวันที่อากาศหนาวเหน็บ ฮูหยินห้าสั่งให้สีหยุนจือสวมเพียงเสื้อผ้าบางๆ ไปล้างจาน มือนางต้องแช่ในน้ำเย็นจัดจนเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และยังต้องจุ่มจานแต่ละใบลงในน้ำให้ครบสิบครั้งจึงจะยอมให้หยุดพักทีหนึ่ง สุดท้ายมือของนางก็บวมและบอบช้ำจนแทบดูไม่ได้

สีหยุนจือเก็บงำความอึดอัดคับแค้นใจมาตลอดโดยไม่ปริปากบ่น

เมื่ออายุครบสิบสอง สีหยุนจือวิ่งไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วคุกเข่าขอร้องอยู่หน้าประตูสามวันสามคืนโดยไม่มีเสียงร้องไห้หรือฟูมฟาย นางหวังเพียงว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะยอมอนุญาตให้ไปช่วยงานที่ร้านค้าของตระกูลสีแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

ฮูหยินผู้เฒ่าแม้จะโกรธเกลียดมารดาของนาง แต่ก็ยังเห็นว่าสีหยุนจือเป็นคนในตระกูล อีกทั้งตัวนางเองก็เคยได้ยินเรื่องที่นางถูกรังแกมาอยู่บ้าง จึงพยักหน้าน้อยๆ เป็นการอนุญาต

เหตุที่สีหยุนจือเลือกที่จะมาช่วยงานในร้าน นั่นเพราะไม่อยากทนให้คนในบ้านรังแก และข้าวของเงินทองของนางก็ถูกฮูหยินห้ายักยอกไปเกือบทั้งหมด จนตอนนี้นางแทบไม่มีจะกินจะใช้ หากนางไม่ทำอะไรสักอย่าง อาจจะได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูใหญ่คนแรกในประวัติศาสตร์ที่อดตายคาบ้านก็เป็นได้

สีหยุนจือได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์จากการทำงานในร้าน แต่ถ้าเจอปัญหาที่จัดการไม่ได้นางก็จะไปหาฮูหยินสามที่วัดจือหยุนเพื่อขอคำปรึกษา

ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี สีหยุนจือทำให้กิจการของร้านค้าตระกูลสีเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นางหวังว่าต่อไปถ้ามีโอกาส นางจะใช้เงินที่เพียรเก็บหอมรอมริบจากการทำงาน เปิดร้านค้าเป็นของตนเองสักร้าน

หากภายภาคหน้ามีเหตุให้นางต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูล อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้ซุกหัวนอน ไม่ต้องไปนอนข้างถนนอย่างคนยากไร้

 

บ้านตระกูลสี

เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ด้านในสุดของฝั่งตะวันออก การตกแต่งภายในดูเรียบง่ายแต่เครื่องเรือนทุกชิ้นกลับทำอย่างประณีต ฝาห้องสลักลายดอกไม้ ผนังห้องทำจากไม้ประดู่เคลือบด้วยน้ำมันสน แกะสลักเป็นลวดลายอย่างงดงาม เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณเรือนก็จะได้กลิ่นของไม้จันทน์โชยมาทักทาย

ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผู้นับถือพุทธ ดังนั้นนางจึงคล้องสร้อยประคำไว้ที่ข้อมือเสมอ ทุกวันพระขึ้นสิบห้าค่ำ นางจะงดเว้นกิจต่างๆ และประกอบพิธีสวดมนต์อย่างเคร่งครัด

อีกอย่างคือนางไม่ชอบให้ผู้หญิงในบ้านแต่งตัวมอมแมม สาวใช้จึงลอบสำรวจตัวสีหยุนจือ พอเห็นว่าชายแขนเสื้อของหญิงสาวเปื้อนฝุ่น จึงทำท่าส่งสัญญาณว่าควรจะไปเปลี่ยนชุดใหม่

สีหยุนจือกล่าวขอบคุณในคำเตือน ทว่านางทำเพียงแค่กลับไปล้างมือและยังคงใส่ชุดเดิมที่ใส่ทำงานวันนี้ไปพบฮูหยินผู้เฒ่า เพราะนางรู้ดีว่าคนบ้านนี้ไม่มีใครอยากเห็นตนแต่งตัวสวย ในเมื่อพวกเขาไม่อยากเห็นนางก็คร้านที่จะแต่ง เพราะหากแต่งแล้วไปขัดหูขัดตาใครเข้า จะกลายเป็นสร้างความลำบากให้ตัวเองเปล่าๆ

 

เรือนฮูหยินผู้เฒ่า

มีหญิงรับใช้สองคที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องรับรอง พอพวกนางได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาก็เตรียมยิ้มต้อนรับ แต่เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือสีหยุนจือ ก็พากันกล่าวต้อนรับอย่างเสียไม่ได้

“อ้อ คุณหนูใหญ่หรือเจ้าคะ เชิญข้างในเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าใกล้จะมาถึงแล้ว” คำเรียกคุณหนูใหญ่ ช่างฟังดูฝืนใจเหลือเกิน

“ขอบคุณแม่นมที่อุตส่าห์ต้อนรับ” สีหยุนจือคารวะกลับอย่างนอบน้อม แล้วเดินก้มหน้าเข้าไปในห้องรับแขกที่มีควันหอมลอยอยู่จางๆ

 

ในอดีต บรรพบุรุษของตระกูลสีล้วนเป็นผู้มีการศึกษา ท่านปู่ของนางเคยเป็นถึงข้าราชบริพารระดับสองในราชสำนักและยังเป็นอาจารย์ใหญ่ของสำนักฮ่านหลิน บรรดาลูกหลานในตระกูลจึงได้รับโอกาสให้เข้าเรียนที่สำนักฮ่านหลินจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆ กันมา

ทว่าหลังจากท่านปู่ของนางล่วงลับก็ไม่มีลูกหลานคนไหนมีความสามารถพอที่จะได้เข้าไปทำงานในราชสำนักอีก คงเหลือไว้แต่ชื่อเสียงที่ท่านปู่ได้สั่งสมให้ผู้คนกล่าวขานว่าตระกูลสีเป็นตระกูลของผู้มีการศึกษา

รุ่นต่อมาของตระกูลก็คือท่านพ่อและท่านอาทั้งสี่ของนาง ท่านพ่อเคยเข้าสอบคัดเลือกเพื่อเป็นจอหงวน เขาผ่านการทดสอบจนมาถึงขั้นสุดท้าย แต่กลับเกิดเรื่องกับภรรยาเสียก่อน หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เหมือนดิ่งลงเหว ถูกตัดรายชื่อและไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าร่วมการสอบใดๆ อีก

ส่วนบรรดาท่านอาแม้จะพยายามลองสอบอยู่หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลวไปเสียทุกครั้ง จนพวกเขาคิดว่าคงหมดหวังแล้ว จึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนมาทำการค้าเพื่อเลี้ยงดูคนในตระกูล

 

ขณะที่สีหยุนจือกำลังนั่งจิบชารออยู่ในห้องรับรองอย่างสงบนิ่ง

นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านนอกประตู จากนั้นไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดออก สตรีกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาด้านใน พวกนางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์งดงาม ต่างพูดคุย ยิ้มและหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนาน กลบบรรยากาศที่เงียบงันเมื่อครู่เสียหมดสิ้น

บรรดาสาวงามที่เดินเข้ามาคือน้องสาวทั้งสี่ของนาง น้องบ้านรองสีหยุนชุน น้องบ้านสี่สีหยุนซิ่ว น้องบ้านห้าสีหยุนเจิง และน้องสาวคนเล็กบ้านสามสีหยุนถง พวกนางเป็นหลานสาวที่เป็นหน้าเป็นตาของตระกูล และเป็นหลานสาวที่ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งรักทั้งหวง

สีหยุนชุนงดงามตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่านางจะสวมชุดอะไรก็ดูโดดเด่น

สีหยุนซิ่วมีกิริยางามสง่า ทำให้ผู้พบเห็นต่างประทับใจในทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว

สีหยุนถงแม้จะเป็นลูกสาวของบ้านสามแต่นางอายุน้อยสุดในบรรดาหลานสาวทั้งหมด และยังคงไร้เดียงสา รอยยิ้มของนางเหมือนภาพวาดตุ๊กตา ทำให้ผู้พบเห็นต่างพากันเอ็นดู

แต่หากจะพูดถึงรูปโฉมต้องยกให้สีหยุนเจิง นางได้ชื่อว่าเป็นหญิงงามประจำเมือง ความงามของนางมิอาจมีใครเทียบ เพียงแค่รอยยิ้มก็สามารถทำให้ผู้พบเห็นถึงกับนิ่งอึ้งราวถูกสะกด

“พี่หยุนจือ ทำไมมานั่งหลบอยู่ตรงนี้เล่า? รีบเข้าไปด้านในเถิด”

ในบรรดาน้องทั้งสี่มีเพียงหยุนถงที่เมื่อเจอนางก็ยอมทักตามมารยาท ใบหน้าไร้เดียงสาและรอยยิ้มของน้องเล็กมักจะปรากฏให้เห็นเสมอ ต่างกับหยุนเจิงที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะมองหน้านางเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเรื่องที่จะทักทายหรือชวนคุยยิ่งไม่ต้องพูดถึง

สีหยุนจือยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า “เจ้าเข้าไปเถอะ ข้าเพิ่งกลับมาจากร้าน เสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมด เดี๋ยวท่านย่าจะว่าเอาเปล่าๆ”

สีหยุนถงเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่กลับถูกสีหยุนซิ่วดึงตัวเอาไว้แล้วกระซิบบางอย่างที่ข้างหู สีหน้าของน้องเล็กแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามพี่ๆ ทั้งสามเข้าไปนั่งด้านใน

ระหว่างที่นั่งรอ สีหยุนจือได้ยินน้องสาวบ้านรองพูดว่า “นางเป็นพี่สาวคนโตแล้วอย่างไร? นิสัยไม่ดี ทั้งยังหน้าด้านอยู่ที่นี่ให้คนอื่นหัวเราะเยาะอยู่ได้ เจ้าจะไปยุ่งเกี่ยวนางทำไมกัน?”

“...”

ทุกคนในห้องโถงล้วนได้ยินที่สีหยุนชุนพูด บ้างก็พยายามกลั้นหัวเราะ บ้างก็ยกผ้าขึ้นมาปิดปากแล้วแอบยิ้ม

ปกติแล้วสีหยุนจือก็มักจะถูกรุมแกล้งให้อับอายอยู่เสมอ นางจึงได้แต่นิ่งเฉยราวกับคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้หมายถึงตน เพราะตั้งแต่อายุเก้าขวบจนถึงตอนนี้ก็ได้ยินคำประชดส่อเสียดจากคนรอบข้างนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละคำช่างแสนเจ็บปวด หากนางต้องโต้กลับเสียทุกครั้งก็คงจะได้เถียงกันจนไม่เป็นอันทำอะไร

---------------------------------------------

ข่าวดีข่าวร้าย

เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก ประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง

ฮูหยินรองและฮูหยินห้ากำลังประคองฮูหยินผู้เฒ่าเข้ามาในห้องรับรอง บรรดาหลานสาวและสาวใช้ต่างพากันลุกขึ้นทำความเคารพ

“นั่งลงเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือเบาๆ จากนั้นก็เดินไปนั่งที่ของตน

ฮูหยินผู้เฒ่ากวาดตามองบรรดาหลานสาวที่รออยู่แล้วพูดว่า “พวกเจ้าก็โตเป็นสาวแล้ว แต่คนที่โตพอจะเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนข้าจะตายก็คงมีอยู่ไม่กี่คน ข้าเองก็อายุปูนนี้ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไร หากไม่เตรียมการให้พวกเจ้าไว้ก่อน ในภายภาคหน้าหากข้าตายก็คงตายตาไม่หลับ”

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าพูดจบ ฮูหยินรองที่ยังสวยและดูอ่อนเยาว์ ชิงพูดขึ้นว่า “โถท่านแม่ พูดเรื่องความเป็นความตายเช่นนี้ ลูกหลานก็ตกใจหมดสิเจ้าคะ ท่านแม่ยังแข็งแรง อายุยืนได้อีกเป็นร้อยปีเจ้าค่ะ”

ฮูหยินห้ายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแล้วแอบยิ้มเยาะ นางสอดสายตาเข้าไปในกลุ่มลูกหลานที่นั่งอยู่เพื่อมองหาหญิงสาวผู้เป็นที่เกลียดชังของทุกคนในบ้าน

แม้สีหยุนจือจะรู้ว่าฮูหยินห้ากำลังจ้องมองนาง แต่ก็ไม่ได้พยายามหลบหน้าแต่อย่างใด กลับยิ้มให้อย่างจริงใจ

“ที่ผ่านมาข้ากังวลมาตลอด อยากหาคู่ครองที่เหมาะสมให้กับพวกเจ้า และบ้านเราก็ไม่ได้มีงานมงคลกันนานมากแล้ว หยุนชุน หยุนซิ่ว หยุนเจิง พวกเจ้าทั้งสามเข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อย” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกหลานสาวทั้งสามให้เข้ามาหา สีหยุนถงอยากจะเดินเข้าไปดูด้วย แต่ถูกฮูหยินห้าดึงตัวมาเขกหัวไปทีหนึ่ง นางจึงยอมกลับไปนั่งตามเดิมอย่างไม่ค่อยเต็มใจ

“รองเจ้าเมืองขุนนางขั้นหก เขาเพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ตระกูลเขาก็นับว่ามีชื่อเสียงทางด้านการศึกษาเหมือนกับตระกูลของเรา หากได้ผูกสัมพันธ์ด้วยคงเหมาะสมกันไม่น้อย หยุนชุน เจ้าเข้ามาดูสิ”

หยุนชุนสีหน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอายแต่ยังไม่ลืมมารยาท นางทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่าด้วยกิริยานอบน้อม กล่าวตอบว่า “หยุนชุนไม่กล้าปฏิเสธให้ท่านย่าเสียหน้าหรอกเจ้าค่ะ” กิริยาของนางไม่ได้ดูเกินงาม บรรดาพี่น้องได้ยินก็แอบอมยิ้ม บางคนก็แสร้งผลักนางเบาๆ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความยินดี

หลังจากฟังฮูหยินผู้เฒ่าพูด สีหยุนจือก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกลูกหลานทุกคนในตระกูลให้มารวมตัวกัน ก็เพื่อจะแจ้งเรื่องคู่หมั้นคู่หมายของหลานสาวคนโปรดทั้งสามนั่นเอง เมื่อรู้อย่างนี้นางจึงก้มมองมือที่หยาบกร้านของตน ไหนจะมีตราบาปเป็นชนักติดหลังจึงถูกตัดสินว่าเป็นสตรีไร้ศักดิ์ หากได้แต่งงานออกไปก็คงทำให้บ้านสามีอับอายไม่น้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าพูดต่อว่า “หยุนซิ่วเจ้าเองก็เป็นเด็กหัวดี ท่านเจ้าเมืองบอกข้ามาหลายครั้งแล้วว่าอยากได้เจ้าไปเป็นสะใภ้ใหญ่ ท่านเจ้าเมืองเคยเป็นลูกศิษย์ของท่านปู่ และยังระลึกถึงบุญคุณของท่านปู่อยู่เสมอ ลูกชายบ้านนี้ก็หน่วยก้านไม่เลว เจ้าคิดว่าอย่างไร”

หยุนซิ่วอมยิ้มอย่างเหนียมอาย “หยุนซิ่วแล้วแต่ท่านย่าเจ้าค่ะ”

ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจในคำตอบของหยุนซิ่ว ทว่าเมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหยิบซองแดงซองสุดท้ายขึ้นมา ทั้งห้องก็เงียบเสียงลงอีกครั้ง ใครๆ ก็รู้ว่าสีหยุนเจิงงดงามโดดเด่นที่สุดในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์หรือความสามารถ คู่ครองของหยุนชุนและหยุนซิ่วต่างก็ไม่ธรรมดา ทำให้ไม่อาจเดาได้ว่าคู่ครองของหยุนเจิงจะร่ำรวยและมีหน้ามีตาในสังคมขนาดไหน จึงตั้งตารอฟังคำฮูหยินผู้เฒ่า

“ส่วนฉบับนี้เป็นของหยุนเจิง” ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มกริ่ม มองหยุนเจิงด้วยแววตามีนัยจนสีหยุนเจิงถึงกับประหม่ายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก แววตาของนางแฝงไปด้วยความตื่นเต้น

“ต้องโทษข้าที่ไม่ได้เตรียมการไว้ แต่เรื่องของพรหมลิขิตไม่ใช่เรื่องที่จะไปบังคับกันได้ เมื่อสามเดือนก่อน หยุนเจิงติดตามข้าไปเมืองหยางโจว หลานสาวคนนี้ช่างซนนักแอบพาสาวใช้ไปเดินเล่นที่ตลาด ก็เลยไปต้องตาใครบางคนเข้า”

ในขณะที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยื่นซองแดงไปที่สีหยุนเจิง พลางบอกว่า “ใต้เท้าอีท่านผู้ตรวจการ เมื่อสามเดือนก่อนเขาไปว่าราชการที่เมืองหยางโจวและได้เห็นเจ้าโดยบังเอิญ ใต้เท้าอีตามหาเจ้าจนแทบจะพลิกเมืองหยางโจวกว่าจะหาบ้านของเราพบ หยุนเจิงแม้เป็นเด็กเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่มีจิตใจดีงามเสมอมา ใต้เท้าอีก็เป็นถึงข้าราชการขั้นสูง ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ”

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าพูดจบคนทั้งห้องก็นิ่งงัน สีหยุนจือเองยังรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ผู้ตรวจการเป็นถึงขุนนางขั้นสองในเมืองหลวง แม้หยุนชุนและหยุนซิ่วจะได้คู่ครองที่สมฐานะ แต่เมื่อเทียบกับผู้ตรวจการที่มาสู่ขอหยุนเจิง คู่ครองของพวกนางก็ดูตำแหน่งด้อยลงไปทันที ผู้ตรวจการท่านนี้มาต้องตาต้องใจสีหยุนเจิงได้ต้องไม่ใช่แค่เพราะพรหมลิขิตอย่างที่ว่าไว้แน่ เรื่องนี้ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี

เรื่องมงคลถูกประกาศให้ทราบโดยทั่วแล้ว ทุกคนต่างรายล้อมแสดงความยินดีกับสตรีทั้งสามอย่างชื่นมื่น แม้ว่าสีหยุนจือจะอยากเข้าไปร่วมยินดีด้วยแต่ก็คงทำไม่ได้ นางจึงจะขอตัวกลับก่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะค้อมกายคารวะฮูหยินผู้เฒ่าและบรรดาฮูหยินที่นั่งอยู่ แม้จะไม่มีใครหันมาสนใจ แต่หากนางไม่ทำก็จะถูกตำหนิว่า ‘ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไร้มารยาท ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง’ ในทันที

เมื่อนางลุกขึ้นเตรียมจะกล่าวลา กลับได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่า “หยุนจือ เข้ามาข้างใน ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” เมื่อพูดจบฮูหยินห้าก็ประคองฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไปในห้อง

สีหยุนจือไม่คาดคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเรียกนางไว้ แม้ไม่รู้ว่ามีเรื่องอันใดแต่นางรู้สึกสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ ทว่าก็จำต้องเดินตามฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไป

ภายในห้อง มีโต๊ะไหว้เจ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีรูปจำลองเจ้าแม่กวนอิมที่แกะสลักจากหยกดำอย่างวิจิตรประดิษฐานไว้ รูปปั้นนี้เป็นรูปปั้นจำลองที่ลูกศิษย์ของท่านปู่สั่งให้ช่างฝีมือดีจากเจียงหนานแกะสลักแล้วนำมามอบให้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงนำมาตั้งไว้เคารพบูชาและยังสั่งให้คนมาเช็ดทำความสะอาดวันละสามเวลา

กลิ่นไม้จันทน์ภายในห้องโชยมาเตะจมูกสีหยุนจืออย่างแรง ยิ่งคิดยิ่งเป็นกังวลในใจอย่างบอกไม่ถูก สองมือกำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ

“หยุนจือ ข้ารู้ดีว่าที่ผ่านมาเลี้ยงดูเจ้าไม่ได้สุขสบายนัก แม้ว่าความผิดของมารดาไม่อาจพาดพิงถึงบุตร แต่คนในตระกูลส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ในเบื้องลึก เจ้าอย่าได้ถือโทษโกรธพวกเขาเลย เพราะเรื่องที่ผ่านมามันก็นานมากแล้ว เอาล่ะ...ขอไม่พูดอ้อมค้อมแล้วกัน...”

ฮูหยินผู้เฒ่านั่งลงบนเก้าอี้ไม้ ในมือยังคงถือสร้อยประคำไว้ตลอด นางเหลียวมองฮูหยินห้าที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย บรรยากาศภายในห้องเงียบเสียจนสีหยุนจือรู้สึกบิดมวนในท้องด้วยความกังวล

“ชื่อเสียงของเจ้านับว่าแย่ หากคิดจะแต่งออกคงเป็นเรื่องยาก อย่าหาว่าลำเอียงเลยนะ ใจข้าก็ไม่ได้อยากให้เจ้าแต่งออกไปกับครอบครัวยาจกให้ต้องลำบากนักหรอก”

สีหยุนจือได้แต่ก้มหน้าฟัง ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม นางพอจะเดาได้แล้วว่าท่านย่าจะพูดอะไรต่อ นั่นเพราะชื่อเสียงไม่ดีของนางและเพราะชีวิตนี้นางคงไม่มีโอกาสได้แต่งงานกับตระกูลดีๆ ดังนั้นถ้าอยากจะแต่งงานก็คงไม่พ้นต้องเป็นเมียรองหรือร้ายกว่านั้นอาจไม่มีโอกาสได้ตบแต่งอย่างเชิดหน้าชูตา

หยุนชุนและหยุนซิ่วได้แต่งกับตระกูลขุนนางที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก มีเพียงหยุนเจิงที่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองหลวง หรือว่า...ท่านย่าอยากให้นางแต่งไปเป็นเมียรองของใต้เท้าอีอย่างนั้นหรือ?

“อันที่จริงตระกูลคู่หมายของหยุนเจิงเป็นถึงขุนนาง แต่จากที่ข้าเคยได้ยินคำบอกเล่าของคนในเมืองหลวงว่าเดิมทีท่านผู้ตรวจการเคยแต่งงานมีฮูหยินใหญ่แต่ถูกเมียรองฆ่าตายอย่างเลือดเย็น ถึงหยุนเจิงจะเป็นเด็กที่มีความสามารถมากแค่ไหน แต่ข้ากับอาสะใภ้เจ้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หากได้เจ้าเดินทางไปอยู่เป็นเพื่อน ไม่แน่ว่านานวันเข้าผู้ตรวจการคิดชอบพอในตัวเจ้าขึ้นมา เขาอาจจะรับเจ้าเป็นเมียรองก็ได้...”

ฮูหยินผู้เฒ่าพูดพลางเลื่อนลูกประคำในมือ น้ำเสียงและแววตาแฝงไปด้วยความเมตตาจนสีหยุนจืออดคิดไม่ได้ว่าที่อีกฝ่ายพูดมาทั้งหมดก็ด้วยความปรารถนาดีต่อนางอย่างจริงใจ

ในตอนแรกนางคิดเพียงว่าอีกฝ่ายต้องการให้ไปเป็นเมียรองเพียงเพื่อสลัดนางลงจากตำแหน่งหลานสาวคนโตของตระกูล ถ้าต้องทำขนาดนั้นก็ส่งนางไปเป็นบ่าวรับใช้ไร้ยศศักดิ์อยู่ที่ไหนสักแห่ง นางยอมถูกกลั่นแกล้งไปชั่วชีวิตยังจะดีเสียกว่า

“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” ผู้ที่นิ่งเงียบมาตลอดอย่างฮูหยินห้า พอเห็นสีหยุนจือตาเริ่มแดงก่ำ สีหน้าท่าทางของนางก็เปลี่ยนไปทันที พูดกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ยินยอมรึ?”

สีหยุนจือพยายามกลั้นน้ำตาจนไหล่สองข้างเริ่มสั่นเทา พลางส่ายหัวอย่างผู้น้อยที่ไม่มีทางเลือก สายตามองท่านย่าอย่างอ้อนวอน

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นท่าทีที่ฮูหยินห้ามีต่อสีหยุนจือก็หลับตาลง จดจ่ออยู่กับการนับลูกประคำในมือ ปล่อยให้ฮูหยินห้ากล่าวต่อโดยไม่ห้ามปราม

“หญิงไร้ค่าอย่างเจ้ายังมีหน้าบอกว่าไม่ยินยอมอีกรึ? ไม่ว่าหน้าตาหรือกิริยามารยาทก็หาได้เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล อย่าหาว่าข้าดูถูก...ที่ข้ายอมให้เจ้าไปกับหยุนเจิงก็ถือว่าให้เกียรติเจ้าเกินไปด้วยซ้ำ!”

สีหยุนจือไม่แม้แต่จะเอ่ยปาก ได้แต่เก็บงำความคับแค้นไว้ในใจ กำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ

“ท่านย่า...หยุนจือไม่ขอแต่งงานกับคนตระกูลสูงส่ง แต่ขอให้ท่านย่าโปรดเห็นแก่ความเป็นหลาน” นางคุกเข่าลงขยับไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือที่สั่นเทาเพื่อจะจับชายเสื้อของผู้เป็นย่า

ทว่า...ยังไม่ทันถึงตัวฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินห้าก็ส่งสายตาคมกริบไปยังแม่นมสองคนที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้าง แม่นมคนหนึ่งรีบเดินมาขวางหน้าและเตะนางล้มลง ส่วนอีกคนเหยียบซ้ำลงไปบนใบหน้าอย่างไม่เกรงใจ

ฮูหยินผู้เฒ่าพลันลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่หน้าโต๊ะไหว้เจ้าโดยมีบรรดาแม่นมคอยประคอง หญิงชราคุกเข่าลงกราบที่หน้าแท่นบูชา ไม่แม้แต่จะชายตามองหลานสาวที่ถูกกดหัวหมอบอยู่กับพื้นเสียด้วยซ้ำ

แม่นมทั้งสองลากสีหยุนจือออกไปยังสวนด้านนอก ระหว่างที่โดนลากออกไปนางยังทันได้ยินเสียงฮูหยินผู้เฒ่ากำชับให้ฮูหยินห้าไปหยิบแผนผังวงศ์ตระกูล

นั่นหมายความว่า ท่านย่าไม่ยอมรับคำขอของตน ซ้ำร้ายยังไม่ให้นางมีทางเลือกอื่นอีก หากพ้นคืนนี้ไปในแผนผังวงศ์ตระกูลอาจจะไม่มีชื่อสีหยุนจือแล้วก็เป็นได้

คงเหลือเพียงสตรีที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า...

---------------------------------------------

ลบชื่อ

สาวใช้ที่ลอบดูเหตุการณ์รีบวิ่งออกจากเรือนฮูหยินผู้เฒ่า

นางลอดผ่านช่องรั้วออกไปด้านนอก วิ่งฝ่าฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปตามตรอกซอกซอย กวาดสายตามองราวกับจะหาใครบางคน

เด็กสาววิ่งไปตามถนนหลายสาย จนในที่สุดก็เจอคุณชายใหญ่สีเจิงที่นั่งเมาอยู่ในร้านเหล้า

“คุณชายเจ้าคะ รีบไปเถอะเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่กำลังจะถูกขายแล้วเจ้าค่ะ” ชุ่ยยากระตุกแขนเสื้อคุณชายใหญ่ไปมา หวังจะให้ชายตรงหน้าที่เอาแต่เมาทุกวันมาตลอดสิบกว่าปีกลับคืนสติโดยเร็ว

“ขายก็ขายไปสิ อย่าลืมเหลือเงินไว้ให้ข้ากินเหล้าด้วย” ชายที่หมอบอยู่บนโต๊ะหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกอยู่ข้างกายก็ตอบกลับด้วยความรำคาญก่อนจะหันหน้าไปอีกทางแล้วหลับต่อ

เดิมชุ่ยยาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของคุณหนูใหญ่สีหยุนจือ แต่เมื่อเกิดเรื่องที่เรือนฮูหยินใหญ่ในครั้งนั้น นางก็ถูกลงโทษให้ไปทำงานในครัว แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่นางก็ยังหวังว่าคงมีสักวันที่เจ้านายจะสามารถยุติความขัดแย้งต่างๆ ในตระกูล และหวังว่าคุณหนูใหญ่จะคิดถึงนางและเรียกกลับมาใช้งานอย่างเดิม

ทว่าในตอนนี้คุณชายใหญ่ยังหลับฟุบอยู่กับโต๊ะ ไม่ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น เด็กสาวร้อนใจจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่กระทืบเท้าไปมาพร้อมกับเขย่าตัวเขาแล้วเรียกซ้ำๆ

“คุณชาย...คุณชาย!”

ท้ายที่สุดจึงคิดได้ว่าถึงอยู่ที่นี่ไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่สู้กลับถามคุณหนูใหญ่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีกว่า พอคิดได้อย่างนี้จึงสะบัดแขนเสื้อของคุณชายออก หันหลังวิ่งกลับไปทางเดิม

 

ให้ตายอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมอยู่ร่วมหอเดียวกับสีหยุนเจิงเด็ดขาด

เมื่อออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า สีหยุนจือก็รีบกลับไปเก็บของที่ห้อง นางหยิบเสื้อผ้าออกมาจากตู้เพียงสองชุด เตรียมจะหนีออกทางประตูด้านหลัง แต่คิดไม่ถึงว่าฮูหยินห้าจะคาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าและสั่งให้คนมาเฝ้าประตูด้านหลังไว้

เมื่อยามหน้าประตูเห็นสีหยุนจือเดินมาก็ไม่พูดพร่ำ พากันลากตัวนางไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน

แม้อากาศข้างนอกจะหนาวเหน็บเพียงใด ก็ไม่เท่าความหนาวที่เสียดแทงใจของนางในเวลานี้

สีหยุนจือนั่งกอดเข่าซุกตัวอยู่ในมุมมืดของห้อง ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

นั่นเพราะนางไม่คิดจะยอมแพ้!

มุมมืดเป็นเพียงที่กำบัง ไม่ให้คนที่เข้ามาได้เห็นสีหน้าของนางตอนนี้ก็เท่านั้น...

 

สีหยุนเจิงเตรียมตัวแต่งเข้าเมืองหลวง

ในครั้งนี้ตระกูลสีตั้งใจจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ คงใช้เวลาเตรียมงานไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน สีหยุนจือได้แต่คิดในใจ ภายในหนึ่งเดือนนี้ต่อให้ตนเองต้องเสี่ยงต่อการถูกโบยก็ต้องหาทางหนีไปจากที่นี่ให้ได้

“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เจ้าคะ บ่าวชุ่ยยาเองเจ้าค่ะ”

สีหยุนจือมองลอดผ่านช่องหน้าต่างก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย นางยืดตัวขึ้นมองไปด้านหลังของสาวใช้คนสนิทอย่างระแวง เด็กสาวส่งขนมสองชิ้นผ่านช่องสลักของประตูเข้ามาให้

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ข้าแอบขโมยมาจากห้องครัว คุณหนูรีบกินเถอะเจ้าค่ะ”

แม้ว่าท้องจะหิวแต่ใจนางยังคงกังวล จึงฝืนเปิดปากพูดทั้งที่ยังเจ็บแผลตรงมุมปาก บอกกับสาวใช้ด้วยเสียงแหบแห้ง

“ชุ่ยยา ฮูหยินห้าได้ปล่อยข่าวว่าข้าป่วยหรือหายสาบสูญบ้างหรือไม่?”

เด็กสาวส่ายหัว “ไม่มีเจ้าค่ะ บ่าวไปตามหาคุณชายที่ร้านเหล้าแต่คุณชายเมาไม่ได้สติ พอบ่าวกลับมาก็เห็นคุณหนูใหญ่ถูกจับมาขังไว้ที่นี่แล้ว บ่าวรอจนพวกนั้นกลับไปจึงได้ลอบมาหาคุณหนูเจ้าค่ะ”

ถ้าคำนวณไม่ผิด นางน่าจะถูกจับมาขังได้ราวหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าคงจะหาโอกาสเหมาะๆ เพื่อประกาศปลดชื่อนางออกจากตระกูลเป็นแน่ แต่จะใช้เหตุผลอะไรในการปลดอย่างกะทันหันนี้ คงไม่ใช่แค่การตายหรือหายสาบสูญธรรมดาแน่นอน ดังนั้นนางจะต้องสร้างข่าวลือบางอย่างก่อนที่อีกฝ่ายจะปล่อยข่าวออกไป คนภายนอกจะได้รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ นี่อาจจะเป็นการช่วยยืดเวลาให้นางได้อีกสักพัก

พอคิดได้เช่นนี้สีหยุนจือก็กวักมือเรียกเด็กสาวให้เอาหูมาใกล้ๆ แล้วบอกว่า

“เจ้าไปที่ร้านค้าแถวตรอกเป่ยถาง บอกพวกเขาว่าคุณหนูใหญ่ของตระกูลสีจะแต่งงานวันพรุ่งนี้ แต่เดิมที่นัดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ ขอเลื่อนเวลาไปอีกหนึ่งเดือนและขอเชิญทุกท่านมาดื่มฉลองร่วมกัน”

“เจ้าค่ะ ข้าจะไปบอกเดี๋ยวนี้” ชุ่ยยาพยักหน้าซ้ำๆ หันหลังเตรียมจะไปทำตามคำสั่งของคุณหนูใหญ่

แต่ก่อนจะไป สีหยุนจือพูดย้ำกับเด็กสาวอีกว่า “อย่าลืมนะ...ต้องบอกกับร้านค้าในตรอกเป่ยถาง”

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อพูดจบเด็กสาวก็เดินหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง

สีหยุนจือนั่งพิงผนังห้อง ได้แต่หวังว่าชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสียังจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้เจ้าของร้านค้าแถวเป่ยถางที่ไม่ชอบการค้างค่าสินค้าออกมาโวยวายสักหน่อย

สีหยุนจือไม่ได้หวังว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะยอมปล่อยตัวนาง ขอแค่สามารถยืดเวลาออกไปได้สักระยะก็พอ

 

หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าสวดมนต์เสร็จ แม่นมก็ช่วยกันพยุงขึ้นมา

โดยมีฮูหยินห้า ‘ซางซู่เอ๋อ’ รีบเข้ามาประคองฮูหยินผู้เฒ่าให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้

“เจ้ามาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังมีเรื่องอยากจะหารือ”

เมื่อพูดเสร็จฮูหยินผู้เฒ่าก็หลุบตาลงแล้วจิบน้ำชา ทำให้ผู้ที่กำลังมองมาไม่เห็นสายตาในเวลานี้

ทว่าซางซู่เอ๋อย่อมรู้ใจฮูหยินผู้เฒ่าดี นางยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านแม่ก็พูดเกินไปเจ้าค่ะ ในบ้านเราไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ท่านแม่ก็ตัดสินใจได้อยู่แล้ว ยังจะมีเรื่องที่ต้องการความคิดเห็นจากข้าอีกหรือเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่ามองกลับด้วยรอยยิ้มแต่ว่าไม่ได้ตอบคำถามนาง เพียงสั่งให้แม่นมหยิบซองแดงออกมาจากกล่องที่วางอยู่ด้านข้างแล้วยื่นให้กับซางซู่เอ๋อ หลังจากรับมาดูสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที แต่ยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงอาการออกมามากนัก นางวางซองแดงกลับไว้ที่เดิม นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้น

“นี่...ท่านแม่หมายความว่า...”

ฮูหยินผู้เฒ่ามองมาที่สะใภ้ห้า “เจ้าจะถามว่า...ข้าจะทำอะไรงั้นรึ? ตอนแรกเจ้าอยากให้หยุนจือแต่งงานไปพร้อมกับหยุนเจิง ทว่าตระกูลผู้ดูแลสุสานถึงจะตกอับแต่ก็มีเชื้อสายขุนนาง พวกเขาอยากสู่ขอหลานสาวคนโตของตระกูลเรา ข้าก็เลยอยากถามว่าเจ้าคิดเห็นเช่นไร?”

ฮูหยินห้าตอบว่า “ตระกูลสีไม่มีชื่อสีหยุนจือแล้วนี่เจ้าคะ ในเมื่อเขาอยากได้หลานสาวคนโตของตระกูล ก็ส่งลูกบ้านรองอย่างสีหยุนเจียวไปให้ก็ได้นี่เจ้าคะ”

หลังจากฮูหยินห้าพูดจบ ฮูหยินผู้เฒ่าก็หลุบตาลงอีกครั้งและนิ่งเงียบไป

จนกระทั่งมีคนเข้ามารายงานว่าข้างนอกมีพ่อค้าแม่ค้ามาขอพบคุณหนูใหญ่สีหยุนจือเพื่อจะมาแสดงความยินดี และยังมีคนจากตระกูลผู้ดูแลสุสานที่อยู่ชานเมืองมาสู่ขอคุณหนูใหญ่

ฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินห้าถึงกับมองตากันด้วยความประหลาดใจว่าพ่อค้าแม่ค้าจะมาแสดงความยินดีกับสีหยุนจือเรื่องอะไร?

ส่วนตระกูลผู้ดูแลสุสานก็เพิ่งส่งจดหมายสู่ขอมาเมื่อเช้านี้ ผ่านไปไม่กี่ชั่วยามก็ส่งคนมาสู่ขอแล้วหรือ?

ข่าวลือว่ากันไปต่างๆ นานา ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนออกไปสืบเรื่องราวจึงได้รู้ว่ามีใครบางคนปล่อยข่าวว่าคุณหนูสีหยุนจือจะแต่งงาน เช้าวันนี้จึงมีพ่อค้าแม่ค้ามากมายมาขอพบ

ในตอนแรกนางคิดว่าคงจะเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ถ้าออกไปอธิบายเสียใหม่ก็คงจบปัญหานี้ได้ แต่เรื่องกลับไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่แห่กันมาดันบังเอิญพบกับตระกูลผู้ดูแลสุสานที่มาสู่ขอคุณหนูใหญ่พอดี เมื่อเป็นเช่นนี้ข่าวลือที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องจริง

ทางฝ่ายผู้มาสู่ขอก็เข้าใจว่าคุณหนูใหญ่ตกปากรับคำแล้วจึงรีบกลับไปขนสินสอดมารอที่หน้าบ้านตระกูลสี เท่ากับเป็นการยืนยันข่าวลือนี้ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น จนกระทั่งตอนบ่าย บรรดาคหบดีต่างทยอยมาแสดงความยินดีมากขึ้นเรื่อยๆ และยังพูดถึงเรื่องที่ตระกูลสีบอกว่าจะจ่ายค่าสินค้าให้ครบในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว แม้คนที่ผ่านโลกมามากอย่างฮูหยินผู้เฒ่ายังรับมือกับผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่หน้าบ้านตระกูลสีแทบไม่ทัน อีกทั้งแผนการที่วางไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นอันต้องพังทลายลง

ตอนแรกนางตั้งใจว่าจะรออีกสักสองวัน จึงค่อยปล่อยข่าวว่าคุณหนูใหญ่สีหยุนจือป่วยกะทันหันและเสียชีวิต จากนั้นค่อยแอบส่งตัวนางเข้าเมืองหลวง แต่ในตอนนี้เรื่องกลับตาลปัตรไปหมด

 

ห้องเก็บฟืน

สีหยุนจือยังคงนั่งท่าเดิมอยู่ข้างประตูห้องด้วยท่าทางอิดโรย ร่างกายที่ขาดทั้งน้ำและอาหารมาสองวันเริ่มซูบผอมไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าที่เคยมีเลือดฟาดกลับซีดขาวราวกระดาษ เหลือเพียงแววตาที่ยังคงความเด็ดเดี่ยว ฉายชัดว่านางจะไม่ยอมแพ้!

สีหยุนจือแนบหูกับผนังห้อง หวังเพียงว่าชุ่ยยาจะแอบเข้ามาได้อีกครั้ง และรายงานสถานการณ์ภายนอกให้ฟัง แม้จะรู้ดีว่าคงเป็นไปได้ยากเพราะหน้าประตูมีเวรยามผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามสีหยุนจือรู้ดีว่าคนอย่างซางซู่เอ๋อไม่มีทางยอมให้นางอยู่ที่บ้านตระกูลสีต่อไปแน่ แม้ว่านางจะยอมเข้าเมืองไปพร้อมกับหยุนเจิง สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องถูกฆ่าทิ้ง!

นางไม่ได้มีญาติหรือรู้จักใครในเมืองหลวง ต่อให้ต้องตายหรือหายไปก็คงไม่มีใครคิดที่จะออกตามหรือสืบหาความจริง

ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าดังมาจากภายนอกตัดบทความคิดของนาง สีหยุนจือไม่แน่ใจว่าตนหูฝาดไปเองหรือไม่ จึงเกาะผนังพยุงตัวขึ้นแล้วมองลอดผ่านรอยแยกของประตูออกไป

---------------------------------------------

สู่ขอ

นอกประตู

ฮูหยินผู้เฒ่าที่ในมือถือไม้เท้ากำลังเดินตรงมาพร้อมกับบรรดาแม่นม ขณะที่นางสั่งให้คนเฝ้ายามเปิดประตูห้องเก็บฟืน แม่นมคนหนึ่งก็ยกเก้าอี้ไม้มาวางให้เจ้านายนั่งที่หน้าห้อง

เมื่อประตูเปิดออก ฮูหยินผู้เฒ่าก็มองหญิงสาวที่ยืนพิงผนังห้องในสภาพอิดโรยและเนื้อตัวสกปรกด้วยสายตาเย็นชา รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏบนใบหน้าแวบหนึ่งก่อนจางหายไป

“หยุนจือ...เข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อย”

น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าแม้จะฟังอ่อนโยนแต่สีหยุนจือรู้ดีว่าการมาครั้งนี้คงไม่ได้มาเพื่อช่วยตนแน่ แต่ก็จำต้องอดกลั้น ก้มหน้าเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าและค้อมกายทำความเคารพอย่างที่เคยทำ

“หยุนจือคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”

“ลุกขึ้นเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่ากวักมือเรียกนางให้เข้ามาใกล้ “มานี่...มายืนตรงหน้าข้านี่”

นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีแผนการอะไรในใจกันแน่จึงค่อยๆ เดินเข้าไปหา ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือมาดึงข้อมือสีหยุนจืออย่างอ่อนโยน แล้วบอกว่า

“ย่าเพียงต้องการจะทดสอบเจ้า เจ้าคงไม่คิดว่าย่าจะทำกับเจ้าอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นหลานสาวของตระกูลสี” หลังจากพูดจบจึงตบเบาๆ ที่หลังมือสีหยุนจือเป็นการปลอบประโลม

ฮูหยินผู้เฒ่าส่งสายตาไปหาแม่นมที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้ส่งซองสีแดงมาให้ นางรับมาแล้วส่งต่อให้สีหยุนจือ

ขณะที่สีหยุนจือกำลังเปิดซองออกอ่าน ฮูหยินผู้เฒ่าก็พูดขึ้นว่า “แถบชายเมืองมีสุสานจักรพรรดิอยู่แห่งหนึ่ง แม้จะไม่ใช่สุสานของฮ่องเต้แต่ตระกูลที่จะมาดูแลสุสานได้ย่อมไม่ธรรมดา อาจจะเป็นถึงตระกูลผู้ดี อย่างน้อยพวกเขาก็มาสู่ขอเจ้าอย่างเป็นทางการ ต่อให้คุณชายบ้านนั้นจะเดินขากะเผลกหรือจิตวิปลาสแต่ก็ถือเป็นแขกบ้านแขกเมือง พวกเขาไม่เคยรู้จักหรือได้ยินเรื่องของเจ้าที่นี่ และยังเขียนจดหมายมาสู่ขอ ตอนนี้ก็ยกขบวนสินสอดถึงสองหาบมารอที่หน้าบ้านแล้ว ถ้าเจ้าแต่งออกไปเสียวันนี้ ข้าจะมอบสินสอดทั้งหมดให้เจ้าเป็นขวัญถุงแต่งงาน เจ้าเห็นเป็นอย่างไร?”

หญิงสาวก้มหน้ามองซองแดงในมือ ลายมือด้านบนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ลายมือของชาวบ้านธรรมดา ซองแดงระบุวันที่ด้วยตัวอักษรที่มีลายเส้นหนักแน่นแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณราวกับจะถ่ายทอดตัวตนของผู้เขียนออกมา

สีหยุนจือคิดตามที่ฮูหยินผู้เฒ่าบอก ตระกูลนี้คงเพิ่งมาถึงเมืองลั่วหยางได้ไม่นาน พวกเขายังไม่รู้กิตติศัพท์ของนางก็เลยยกสินสอดมาสู่ขอถึงหน้าบ้าน อีกทั้งยังเป็นตระกูลผู้ดีจากเมืองหลวง แต่คาดว่าน่าจะเป็นตระกูลตกอับ ไม่อย่างนั้นจะถูกส่งมาดูแลสุสานไกลถึงชานเมืองได้อย่างไร และถ้าไม่ใช่ตระกูลตกอับ ฮูหยินผู้เฒ่าก็คงไม่ยอมให้นางแต่งกับคุณชายบ้านนั้นแน่ๆ

เมื่อนึกถึงข่าวลือเกี่ยวกับตนเอง ในใจก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะแต่งเข้าบ้านไหน นางก็คงจะเป็นสะใภ้ที่ดีไม่ได้แน่ๆ ถ้ายังไม่สามารถหยุดขี้ปากชาวบ้านที่ร่ำลือแต่เรื่องไม่ดีของตัวเอง ยิ่งถ้าคนในตระกูลสามีเกิดเห็นด้วยกับชาวบ้านเมื่อไร ต่อไปนางก็คงไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขแน่นอน

ฮูหยินผู้เฒ่ามองหญิงสาวด้วยสายตาเหมือนรู้เท่าทันความคิด นางมั่นใจว่าสีหยุนจือคงไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้ออกไปจากที่นี่แน่ นางจึงไม่ได้พูดเร่งรัดหรือคาดคั้น เพียงแต่มองและรอให้อีกฝ่ายตัดสินใจโดยไม่เอ่ยอะไรต่อ

สีหยุนจือเก็บซองแดงใส่ไว้ในสาบเสื้อ พยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปกติ ไม่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะคิดอย่างไร ในเมื่อวันนี้มีโอกาสรอดพ้นจากการต้องเดินทางไปเมืองหลวงกับหยุนเจิงได้ นางย่อมไม่ทิ้งโอกาสนี้แน่นอน ส่วนเรื่องบ้านสามี ในภายภาคหน้าหากพวกเขารู้เรื่องของนาง สุดท้ายแล้วไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ขอให้เป็นเรื่องของสวรรค์ลิขิตแล้วกัน

“ตกลงเจ้าค่ะ ข้าจะแต่ง”

ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจ หันไปบอกแม่นมสองคนที่ยืนรออยู่ “พาคุณหนูใหญ่ไปล้างเนื้อล้างตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้นางใหม่ พรุ่งนี้นางจะต้องแต่งออกจากบ้านนี้แล้ว”

แต่งพรุ่งนี้? ไม่มีเวลาแม้แต่จะให้นางได้เตรียมชุดแต่งงานเลยหรือ?

สีหยุนจือพยายามควบคุมอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจที่ผุดขึ้นมา เนื้อตัวเริ่มสั่นเทา สีหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังไม่ลืมทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่า

“ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าที่เมตตาหยุนจือเจ้าค่ะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าค่อยๆ ลุกขึ้นพลางโบกมือให้ “เจ้าไปเถอะ”

แม่นมทั้งสองพาหญิงสาวออกไปเตรียมตัวตามคำสั่ง ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ายังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างไม่รีบร้อน

ครู่หนึ่งแม่นมคนสนิทจึงได้เข้ามาประคองแล้วพากันเดินกลับเรือน ระหว่างทางแม่นมถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ท่านรีบให้คุณหนูใหญ่แต่งงานออกไปอย่างนี้ ไม่เกรงว่าคุณหนูคนอื่นๆ จะเสียใจหรือเจ้าคะ?”

ฮูหยินผู้เฒ่ายกยิ้มมุมปาก แววตาแฝงไปด้วยความเย็นชาพลางเหลือบตามองแม่นม “พวกนางเป็นใครกัน ทำไมข้าจะต้องไปสนใจความรู้สึกของพวกนางด้วย?”

แม่นมคนสนิทรู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดก็รีบแก้คำ “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านเอ่ยอะไรออกไปก็คงไม่มีใครกล้าขัดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เห็นท่านตกลงกับฮูหยินห้าว่าจะให้คุณหนูใหญ่เข้าเมืองหลวงกับคุณหนูหยุนเจิง ในเมื่อเป็นอย่างนี้ฮูหยินห้าคงได้มารบเร้าท่านอีกเป็นแน่”

ฮูหยินผู้เฒ่าตอบกลับอย่างเย็นชา “หึ ซางซู่เอ๋อเป็นใครกัน นางคิดว่าข้าให้อำนาจดูแลตระกูลแล้วจะทำอะไรก็ได้อย่างนั้นรึ? ยิ่งนางอยากให้หยุนจือออกจากบ้านนี้มากเท่าไร ข้าก็ยิ่งอยากจะแทรกแซง ดูสิว่านางจะยอมเปิดเผยธาตุแท้เมื่อไรกัน”

“หมายความว่าท่านไม่ได้อยากให้คุณหนูใหญ่ไปเมืองหลวงตั้งแต่แรกหรือเจ้าคะ” แม่นมถึงกับตาสว่าง แต่ยังมีข้อสงสัยจึงพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นเราก็ควรดูแลคุณหนูใหญ่ให้ดีกว่านี้หน่อย ต่อไปหากมีเรื่องขัดแย้งกับฮูหยินห้าขึ้นมา อย่างน้อยก็จะมีคนช่วยท่านดูแลตระกูลอย่างจริงใจนะเจ้าคะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินก็ยิ้มเยาะ นางชะงักฝีเท้าแล้วหันมาบอกกับแม่นมคนสนิท

“จริงใจรึ? ข้าจะเอาความจริงใจของนางไปทำไม? สตรีที่ชื่อเสียงเสื่อมเสีย ไหนยังต้องแต่งงานกับตระกูลตกอับที่ไม่มีทางจะโงหัวขึ้นมาได้อีก เจ้าไม่เห็นสินสอดอนาถาจากพวกนั้นรึ แล้วต่อไปจะมาช่วยข้าดูแลตระกูลได้อย่างไร? ต่อให้ข้าทำดีกับนางก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อไร้ประโยชน์ ข้าจะทำไปทำไม?”

แน่นอนว่าประโยคต่อมาของแม่นมคนสนิท คงไม่พ้นคำประจบประแจงผู้เป็นเจ้านายของตนที่อยู่เหนือผู้ใด

 

คืนก่อนแต่งงาน

เวลาแค่คืนเดียวแทบไม่พอให้สีหยุนจือได้ทันเตรียมอะไรด้วยซ้ำ นางทำได้เพียงนำชุดของมารดามาแก้ไขปรับขนาดให้พอดีกับตัวก็เท่านั้น

หญิงสาวครุ่นคิดถึงสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าพูดว่าจะยกสินสอดทั้งหมดให้เพื่อเป็นขวัญถุงในวันแต่งงาน

สินสอดที่ว่าก็คือของจากฝ่ายชายสองหาบที่ยกมาสู่ขอ นางแอบไปดูมาแล้วเห็นเพียงผ้าธรรมดา เนื้อปลา หมั่นโถว และขนมต่างๆ โชคดีที่ยังอยู่ในช่วงเดือนสาม อากาศจึงยังไม่ร้อนเท่าไรนัก ไม่อย่างนั้นของทั้งสองหาบนั่นก็คงเสียไปแล้ว ตระกูลที่นางจะแต่งด้วยคงกำลังตกยาก จึงไม่แปลกที่คนอย่างฮูหยินผู้เฒ่าจะคิดดูถูก

หากตระกูลสีไม่มีนาง...ผู้ดียากไร้อย่างตระกูลนี้ก็คงไม่มีทางสู่ขอหลานสาวบ้านนี้ไปได้ ยิ่งในยามปกติฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ยอมให้ของพวกนั้นมากองอยู่หน้าบ้านเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะมีนาง...ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรีบขับไสยกให้แต่งออกไปโดยเร็ว

สีหยุนจือกลับคิดว่าแม้อีกฝ่ายจะจนก็ไม่เห็นเป็นอะไร หากนางแต่งเข้าตระกูลเขาไปแล้ว ขอเพียงนางทำหน้าที่ให้ดีและขยันทำงานก็คงอยู่ในบ้านนั้นได้ไม่ยาก หวังเพียงแต่ว่า...ตระกูลของว่าที่สามีจะรู้จักแยกแยะและมีเหตุผล ไม่หูเบาเชื่อคำลือที่ไม่จริง

สีหยุนจือนั่งปรับแก้ชุดแต่งงานของตนจนกระทั่งเช้า เนื่องจากนางไม่มีสาวใช้จึงต้องเก็บข้าวของของตนเพียงลำพัง โชคดีที่หลายปีมานี้นางมีข้าวของเครื่องใช้ไม่มากนัก จึงไม่มีอะไรให้เก็บมากเท่าไร

หญิงสาวหยิบกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่ตรงหัวเตียงออกมา ข้างในมีเหรียญและเงินอยู่จำนวนหนึ่ง รวมกันแล้วได้ราวสองร้อยกว่าตำลึง เป็นเงินเก็บในช่วงที่นางทำงานอยู่ที่ร้านค้าของตระกูลสี

เงินเก็บสองร้อยตำลึงนี่แหละที่นางเตรียมสำรองไว้ให้ตนเอง ในภายหน้าหากนางทนอยู่บ้านของสามีไม่ไหว อย่างน้อยเงินก้อนนี้ก็คงพอให้นางหยิบมาใช้ได้

สีหยุนจือเก็บข้าวของของตนทั้งหมด ได้สัมภาระเพียงสี่ใบ นางวางสัมภาระบนหาบสินสอดจากบ้านฝ่ายชายอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็นั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองมุมปากที่ยังคงมีรอยฟกช้ำและใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้ม

เดิมทีสีหยุนจือเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงาม แต่คิ้วบางที่ไร้การตกแต่งทำให้ใบหน้าดูจืดชืด หนำซ้ำต้องทนลำบากมาหลายปี ผิวจึงซีดเหลืองไม่เปล่งปลั่ง ภายนอกก็ดูราวกับสตรีที่อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง

หญิงสาวได้แต่มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกแล้วยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็ก้มมองโต๊ะเครื่องแป้ง มีเพียงแป้งทาหน้าที่มารดาของนางเคยใช้เหลือทิ้งไว้ ในยามปกติอย่าว่าแต่หยิบมาใช้ แม้แต่จะเปิดออกนางยังไม่กล้า เพราะแป้งนี้ถ้าวางไว้นานกลิ่นจะจางลงเรื่อยๆ สีหยุนจือกลัวว่าหากเปิดตลับบ่อยๆ อาจจะทำให้กลิ่นของแป้งจางเร็วกว่าเดิม

ทว่าในเมื่อเป็นวันแต่งงานของนาง นางก็ควรจะแต่งหน้าบ้าง

สีหยุนจือวางตลับแป้งลง เดินไปหยิบอ่างน้ำอุ่นเพื่อล้างหน้าล้างมือให้สะอาด จากนั้นจึงนำชุดเจ้าสาวชุดเก่าของมารดาที่ตนซ่อมแซมแล้วมาสวม

หญิงสาวนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เปิดตลับแป้งอย่างระวัง กลิ่นหอมอ่อนของแป้งโชยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นเดียวกับมารดาของนาง ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ในช่วงวัยเด็กอีกครั้ง

ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยแป้งหอมดูมีชีวิตชีวาขึ้น สีหยุนจือถอนหายใจอยู่หลายครั้ง หากนางงดงามได้เหมือนมารดาสักครึ่งหนึ่งก็คงดี

แต่น่าเสียดายที่ความงามนั้นย้อนมาทำร้ายท่านแม่ แม้แต่คนที่ได้หน้าตาจากท่านแม่มาบ้างอย่างน้องชายของนางก็ยังไม่เว้น ส่วนนางก็ต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากมาจนถึงตอนนี้

---------------------------------------------

แต่งงาน

ช่วงเช้า

วันนี้บรรยากาศช่างเงียบเหงาเหมือนกับที่สีหยุนจือคิดไว้

ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้แม่นมคนหนึ่งมาช่วยดูแลความเรียบร้อยให้นางแต่เช้า ทว่าแม่นมคนนี้ไม่ได้ช่วยยกสัมภาระและไม่ได้ช่วยแต่งตัวเจ้าสาว อีกฝ่ายได้แต่มายืนรออยู่นอกห้องเท่านั้น

แม้นางจะอ้างว้างอยู่บ้างที่ต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ว่าอะไร สีหยุนจือสวมผ้าคลุมศีรษะแล้วนั่งรออยู่ที่ขอบเตียง สองมือกุมกันไว้แน่น ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก

นางแอบเปิดผ้ามองเล็กน้อยก็เห็นชายสองคน คนหนึ่งหนุ่มคนหนึ่งแก่ ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดเรียบง่ายสีน้ำเงิน ท่วงท่าเดินหลังหยัดตรง บุคลิกดูกระฉับกระเฉง พวกเขากำลังพูดคุยกับแม่นมอยู่ด้านนอก

แม่นมแจ้งความประสงค์ของฮูหยินผู้เฒ่าให้พวกเขาทราบ นางจึงได้รู้ว่า...ที่แท้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่อยากให้นางแต่งงานโดยออกไปทางประตูใหญ่ จึงสั่งให้ขบวนเกี้ยวไปรอที่ประตูด้านข้างแทน

ชายชราพยายามเจรจาต่อรองกับแม่นมแต่ก็ไม่เป็นผล หนำซ้ำแม่นมยังไม่ยอมให้พวกเขาไปขออนุญาตกับฮูหยินผู้เฒ่าโดยตรงอีกด้วย ชายหนุ่มได้ยินก็ขมวดคิ้ว ทำท่าเหมือนจะพูดบางอย่างแต่กลับถูกชายชราห้ามปรามไว้ จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันขนย้ายสินสอดและสัมภาระของนางออกไปทางประตูข้าง

ไม่นานแม่นมก็เข้ามาในห้อง ประคองเจ้าสาวออกมาจากประตู สีหยุนจือมองพื้นทางเดินก็รู้ว่าไม่ใช่ทางเดินที่จะออกประตูใหญ่ เรื่องมาถึงขนาดนี้ ทว่าสุดท้ายแล้วฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้เห็นแก่ความเป็นหลานของนางแม้แต่น้อย เห็นได้ว่าอีกฝ่ายไม่อนุญาตให้นางแต่งออกทางประตูใหญ่ แต่ให้ใช้ประตูเล็กแทน

 

สีหยุนจือสวมผ้าคลุมศีรษะ นั่งบนเกี้ยวแดงที่มีคนหามสองคน

หญิงสาวนั่งบนเกี้ยวมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ถึงที่หมายเสียที เกี้ยวที่นางนั่งโอนเอนไปมาตลอดทาง แต่นางก็ไม่กล้าแง้มมองออกนอกหน้าต่าง เพราะเกรงว่าจะมีคนเห็นและตำหนิการกระทำของนางได้

นางรู้สึกว่ายิ่งนั่งเกี้ยวนานเท่าไร เสียงจากภายนอกก็ยิ่งเบาลงเท่านั้น รอบด้านเงียบมากจนสีหยุนจือเริ่มเกิดความกลัว ในหัวจินตนาการไปต่างๆ นานาว่านี่อาจจะเป็นแผนการของฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินห้าที่คิดจะกำจัดตน

คนหามอาจจะทิ้งเกี้ยวที่นางนั่งลงจากภูเขาสูง หรืออาจจะโยนทิ้งลงแม่น้ำเมื่อไรก็ไม่รู้...

นางยิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นใจมาตลอดทาง

ทันทีที่เกี้ยวหยุดก็ทำเอานางกลัวจับขั้วหัวใจ เฝ้าจดจ่ออยู่กับเสียงรายรอบว่าทำไมไม่มีเสียงประทัดหรือเสียงบรรเลงดนตรีแสดงความยินดี มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เดินกันให้วุ่นวาย

สีหยุนจือหายใจเข้าลึกๆ นั่งนิ่งรออยู่ในเกี้ยว ควบคุมตัวเองไม่ให้ทำอะไรวู่วาม

เมื่อเสียงภายนอกเงียบลง นางพยายามเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ พลันก็ได้ยินเสียง ‘โครม’ ราวกับภูเขาถล่ม ทำเอานางตกใจจนสะดุ้งสุดตัว

เมื่อเสียงแรกผ่านไป ก็มีเสียงแบบเดิมดังขึ้นอีกหลายครั้ง เสียงดังสนั่นจนพื้นดินแทบสั่นสะเทือน

นี่มันเสียงอะไรกัน! สีหยุนจือยกมือกุมอก คิดกังวลไปต่างๆ นานา

“พอแล้วๆ ปล่อยแค่ไม่กี่ครั้งก็พอ เดี๋ยวเจ้าสาวก็เสียขวัญกันพอดี”

สีหยุนจือฟังออกว่าเป็นเสียงชายชราที่ไปรับนางมาจากบ้านตระกูลสี ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงชายที่หนุ่มกว่าตอบกลับ

“ปล่อยตั้งหลายทีแล้ว เจ้าสาวยังไม่ตกใจเลย ลุงเยี่ยนจะห่วงไปทำไม”

เสียงนี้ไม่ใช่เสียงชายหนุ่มที่ไปรับนางที่บ้าน แต่เป็นเสียงที่ดังฟังชัดและมีพลังกว่ามาก

“จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร? เร็วเข้าเถอะ ใครเป่าปี่ ใครตีฆ้อง รีบบรรเลงเข้า อย่าให้เจ้าสาวต้องรอนาน” ชายแก่คนเดิมพูดขึ้น

“ใครจะเป่าปี่เป็นล่ะ? ฆ้องบ้านเราก็ไม่มี ใช้ฝาหม้อแทนได้ไหม เดี๋ยวข้าไปหาฟืนมาสักท่อนก่อน...โอ๊ย!” จู่ๆ ชายหนุ่มก็ร้องเสียงหลงราวกับโดนคนเตะ

“...”

สีหยุนจือได้ยินบทสนทนาที่พูดคุยอย่างเป็นกันเองก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยตระกูลที่นางจะแต่งเข้าคงไม่มีกฎระเบียบที่เคร่งครัดเท่าไรนัก

เสียงด้านนอกเงียบไปราวหนึ่งเค่อ จากนั้นจึงได้ยินเสียงตะโกนแสดงความยินดี เสียงประโคมเครื่องดนตรีดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยเสียงบรรเลงเพลงที่คล้ายกับเพลงท้องถิ่นดังขึ้นมา จากนั้นผ้าม่านของเกี้ยวก็เปิดออก มือใหญ่เปี่ยมพลังข้างหนึ่งยื่นมาจับมือที่ซีดเผือดและเย็นเฉียบของนาง สีหยุนจือพลันรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะต้านทานดึงตัวนางออกมาจากเกี้ยว

แรงดึงนั้นทำให้นางเซไปซบกับแผ่นอกกว้างและอุ่นร้อนของบุรุษร่างสูงใหญ่

สีหยุนจือตกใจจนไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ก้มมองพื้น ทำให้สังเกตเห็นขาข้างหนึ่งที่เขย่งขึ้นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจในทันที...

ชายผู้นี้คือว่าที่สามีของนางนั่นเอง เมื่อรู้อย่างนี้...ก็อดที่จะใจเต้นแรงไม่ได้

มือที่ร้อนผ่าวดั่งเหล็กกล้ากำลังวางอยู่บนไหล่บอบบางของนาง ใบหน้าเจ้าสาวภายใต้ผ้าคลุมหน้าพลันแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง ขณะที่กำลังคิดว่าควรจะทำความเคารพสามีหรือไม่ เขากลับดึงมือกลับและถอยหลังไปเล็กน้อยราวกับต้องการรักษาระยะห่าง

มีคนยัดผ้าไหมแดงใส่ในมือของนาง ตอนนี้หญิงสาวกำลังถือผ้าแดงไหว้ฟ้าดิน ไหว้ญาติผู้ใหญ่ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการอย่างเรียบง่ายทั้งสองก็ถูกส่งตัวเข้าห้องหอ

บรรยากาศช่างต่างจากที่นางคิดลิบลับ ไม่มีเสียงจอแจจากบรรดาลุง ป้า น้า อา ทั้งหลาย

ไม่มีเสียงประกาศให้คนในหมู่บ้านได้รับรู้ แม้แต่เสียงชนจอกสุราแสดงความยินดีก็ไม่มีเช่นกัน

นี่อาจจะเป็นงานแต่งงานที่เงียบงันที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นและสามารถจะจินตนาการได้

ด้วยความหิวและอดน้ำมาเป็นเวลานาน สุดท้ายสีหยุนจือจึงทนไม่ไหวเป็นลมล้มลงไป

 

เมื่อได้สติอีกครั้ง ผ้าคลุมหน้าของนางก็หลุดออกแล้ว

แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านแยงเข้าตาทำให้นางตาพร่า สีหยุนจือตัวสั่นด้วยความกลัว พยายามเพ่งมองภาพตรงหน้า

สิ่งแรกที่เห็นคือสามีของนางยืนเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า บุรุษผู้นี้หล่อเหลาราวเทพเซียน บุคลิกลักษณะสมกับเป็นผู้มีชาติตระกูล ดูสูงส่งอย่างยากจะหาใครเทียบได้ เขาควรคู่กับสตรีที่สูงส่งทัดเทียมกัน ไม่ควรจะมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้และแต่งงานกับหญิงสาวที่แสนธรรมดาอย่างนาง

สีหยุนจือยังคงมึนหัวเล็กน้อย ภาพชายตรงหน้าราวกับมีมนต์สะกด ทำให้นางไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ไหวติง ด้วยกลัวว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงภาพฝัน หากนางตื่นขึ้นจะต้องกลับมาเจอกับความจริงที่แสนรันทดดังเดิม

สีหน้าปู้ถานยังคงเรียบนิ่ง เขาเห็นความตกใจในดวงตาของสีหยุนจือชัดเจน ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าของนางด้วยสายตาเย็นชาอย่างยากจะคาดเดา

ครู่ต่อมาเขาก็หันไปหยิบขวดเหล้าที่วางอยู่บนชั้นวางตรงหัวเตียง รินเหล้าใส่จอกสุราสองใบแล้วยื่นให้นางจอกหนึ่ง พลางบอกว่า

“ดื่มซะ จะได้นอน”

สีหยุนจือเคยเห็นสีหน้าผู้คนมามากมาย ทำไมจะไม่รู้ว่าสามีของนางกำลังรู้สึกไม่พอใจ หญิงสาวจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ รับจอกสุรามาถืออย่างนอบน้อม

ปู้ถานไม่มีอารมณ์พูดคำหวานเพื่อสร้างบรรยากาศหรือเอาใจเจ้าสาว เขารีบชนจอกสุรากับนางอย่างขอไปทีแล้วกระดกเหล้าดื่มจนหมด อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ยกเหล้าดื่มเขาก็วางจอกเหล้าบนจานกระเบื้องแล้ว จากนั้นก็เดินกะเผลกไปด้านหลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

สีหยุนจือเก็บความผิดหวังไว้ในใจ นางรู้ดีว่าหน้าตาตัวเองไม่ได้งดงามโดดเด่น ถ้าจะโทษเขาที่แสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจนก็คงไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในรูปโฉมของตน ในใจคิดเพียงว่าหากนางงดงามกว่านี้สักหน่อยก็คงดี สามีก็คงสนใจในตัวนางบ้าง

หญิงสาวกระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวหมดจอก รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไหลผ่านลำคอลงไปที่ท้อง นางวางจอกสุราของตนไว้บนจานกระเบื้องข้างจอกเหล้าสามีอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็เดินตามชายหนุ่มไปหลังฉากกั้น

ขณะที่ปู้ถานกำลังถอดชุดแต่งงาน สีหยุนจือก็เดินไปหยุดตรงหน้า ตั้งใจจะช่วยเขาปลดกระดุมเสื้อ ตอนแรกปู้ถานคิดจะเบี่ยงตัวหลบ แต่เมื่อสัมผัสกับมือที่ซีดเผือดและเย็นเยียบของนางก็ลังเล

มือคู่นั้นไม่ได้เรียวบางเหมือนมือของคุณหนูที่มาจากตระกูลสูงส่ง บนนิ้วชี้มีรอยแผลเป็นที่เห็นชัดอยู่สองรอย แผลนั้นดูเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน เมื่อมองใบหน้านางตรงๆ ก็เห็นว่าแป้งที่ทาบางๆ บนหน้าไม่อาจปกปิดรอยช้ำสีม่วงอ่อนตรงมุมปากได้เลย

ผู้หญิงตรงหน้าในตอนนี้ ยากจะใช้คำว่างดงามมาบรรยายได้ หากเป็นเมื่อก่อน...อย่าว่าแต่เป็นเมียเอก แม้แต่ตำแหน่งเมียรองก็ยากที่จะถึงนาง

พอคิดถึงตรงนี้ ปู้ถานยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตามากกว่าเดิม

สีหยุนจือถอดเสื้อตัวนอกให้สามี ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ตนทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่า

นางพอจะเคยได้ยินเรื่องระหว่างชายหญิงมาบ้าง และตอนนี้ก็นับว่านางเป็นภรรยาของเขาแล้ว ดังนั้นหลังจากถอดเสื้อให้สามี นางจึงก้มหน้าถอดชุดแต่งงานของตนออก เหลือเพียงเสื้อตัวบางด้านใน จากนั้นก็บอกกับเขาว่า

“เชิญใต้เท้าไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”

ปู้ถานมองร่างบอบบางของสตรีตรงหน้า เสื้อผ้าเนื้อบางที่ใหญ่กว่าตัวอำพรางจนมองไม่เห็นส่วนโค้งเว้าจึงยากที่จะกระตุ้นแรงปรารถนาในตัวบุรุษ

สีหยุนจือใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก นางยื่นมือที่สั่นเทาไปจับแขนเสื้อของสามี พาเขาออกมาจากหลังฉากกั้น

นางทำเพียงเท่านี้ก็อายจนหน้าแดงก่ำแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขาอีก กลัวว่าจะเจอเข้ากับสายตาดูหมิ่นในท่าทีที่เหมือนไม่สำรวมของนาง

---------------------------------------------

**ปรับเรียงตอนให้ใหม่แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ***

เข้าหอ

ขณะที่หญิงสาวไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าตัวเบาหวิว

พอรู้ตัวอีกทีก็ถูกอุ้มมาวางบนเตียงแล้ว นางยังไม่ทันได้ร้องด้วยความตกใจ ร่างสูงใหญ่กำยำก็คร่อมลงบนตัว มือของเขาเคลื่อนไหวไปมาบนร่างนางอย่างคล่องแคล่ว

สีหยุนจือสบกับดวงตาคมเข้มที่จ้องมองมาด้วยแววตาล้ำลึก ก่อนจะทำใจกล้ายิ้มออกมาเบาบางแล้วกล่าวว่า

“ขอ...ขอให้ข้าได้รับใช้...”

คำว่า ‘ท่าน’ ยังไม่ทันได้ออกจากปาก นางก็ถูกจับพลิกคว่ำลง เสื้อผ้าถูกเปลื้องออกเมื่อไรไม่รู้ สัมผัสได้เพียงฝ่ามือร้อนผ่าวที่ลูบคลำบนตัวครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มขยับตัวเหนือร่างนางอย่างไม่รั้งรอ

ในตอนแรกเขาคิดว่าจะไม่แตะต้องตัวนาง แต่เมื่อได้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดราวหยกเนื้อดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้า จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อีก ปลดปล่อยสัญชาตญาณของบุรุษเพศให้นำทาง ถาโถมใส่นางด้วยแรงทั้งหมดที่มี

สีหยุนจือที่ถูกกดทับอยู่บนเตียงเจ็บจนร้องออกมาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้พยายามหยุดการเคลื่อนไหวของเขา

ปู้ถานจู่โจมอย่างเร่าร้อนและรวดเร็วราวกับกำลังระบายอารมณ์ สีหยุนจือเองก็แทบจะตั้งรับไม่ไหว นางอยากจะหันไปบอกให้เขาช่วยเบาแรงหน่อย แต่เมื่อหันกลับไปก็ถูกเขากดไว้ไม่ยอมให้ขยับ นางจึงทำได้เพียงรับมือกับความเร่าร้อนของเขา จิกมือลงบนที่นอนและครางออกมา

ผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ จนกระทั่งชายหนุ่มกระตุกครั้งสุดท้ายและหยุดการเคลื่อนไหว เขาจึงยอมถอนกายออกจากตัวนางแล้วพลิกตัวนอนหงายอยู่ด้านข้าง สีหยุนจือเองก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแล้วเช่นกัน ถึงเขาจะปล่อยนางออกจากการเกาะกุมแต่ยังกดที่ท้ายทอยไว้ เมื่อรู้สึกว่านางกำลังจะหันมาก็ออกแรงกดมากกว่าเดิม เมื่อเป็นอย่างนี้หญิงสาวก็รู้แล้วว่าเขาคงไม่อยากเห็นหน้า นางจึงไม่ฝืน

สีหยุนจือดึงผ้าห่มมาห่อตัวแล้วนอนตะแคงไปอีกทาง ขดตัวอยู่อย่างนั้นและไม่เข้าใกล้เขาอีก

คืนนั้นนางหลับไปพร้อมกับน้ำตาและความเหนื่อยล้า

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

สีหยุนจือถูกเสียงไม้กระบองที่กวัดแกว่งไปมากลางอากาศปลุกให้ตื่น นางมองผ่านช่องหน้าต่างเห็นแสงอาทิตย์แผดจ้าก็เริ่มร้อนใจ

เขาลุกไปจากเตียงตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มีเพียงนางที่นอนอยู่ตามลำพัง

หลังแต่งงานวันแรกนางไม่ได้ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารให้ทุกคน ซ้ำยังไม่ได้เข้าไปคารวะท่านปู่ของสามี นับเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

สีหยุนจือรีบจัดแจงสวมเสื้อผ้า เมื่อเปิดประตูห้องออก แสงอาทิตย์ก็ส่องเข้าหน้าจนนางต้องหยีตา

เมื่อวานนางเข้าบ้านทั้งที่ยังมีผ้าคลุมศีรษะจึงไม่ได้เห็นว่าบ้านของสามีเป็นอย่างไร นางรู้เพียงว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โต ผู้อยู่อาศัยไม่มาก เมื่อได้เห็นกับตา...ไม่ใช่แค่บ้านไม่ใหญ่ แต่ยังเล็กมากด้วยซ้ำ ดูเหมือนกับบ้านชาวไร่ชาวนาธรรมดา ผนังห้องเป็นสีขาว ปูพื้นสีดำ มีห้องสี่ห้องตั้งเรียงอยู่ในแถวเดียวกัน ด้านหน้าเป็นสวนหย่อม ส่วนด้านข้างของตัวบ้านก็มีห้องครัวที่มีปล่องระบายควันอยู่บนหลังคา

สวนหย่อมที่นี่ดูโล่งกว้าง มีเพียงหินไม่กี่ก้อนวางอยู่ ข้างก้อนหินมีชายหนุ่มสองคนกำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่กระบอง ท่วงท่ารวดเร็วฉับไวจนฝุ่นโดยรอบฟุ้งกระจาย

เมื่อทั้งสองเห็นสีหยุนจือเดินออกมาจากห้องก็หยุดซ้อม ชายร่างผอมผิวคล้ำที่สูงกว่าส่งยิ้มมาให้ ส่วนอีกคนที่รูปร่างเตี้ย ผิวขาวสะอาด รีบวิ่งมาทางนาง

เมื่อได้ยินเสียงชายผู้นี้ หญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่า...เขาเป็นคนที่ไปรับนางที่บ้านเมื่อวาน

“ฮูหยินตื่นแล้วหรือขอรับ ทำไมไม่พักต่ออีกสักหน่อยเล่า?”

สีหยุนจือได้ยินคนเรียกว่า ‘ฮูหยิน’ เป็นครั้งแรกก็รู้สึกประหม่า นางไม่ได้ตอบกลับ ทำเพียงยิ้มเล็กน้อย

ชายผู้นั้นพูดต่อว่า “ฮูหยินขอรับ ข้าชื่อจ้าวอี้ ส่วนเจ้าคนที่กำลังยืนยิ้มอยู่นั่นชื่อหานเฟิง พวกเราเป็นองครักษ์ของคุณชาย หากฮูหยินมีเรื่องอะไรให้พวกเรารับใช้ก็สามารถเรียกได้ตลอด พวกเราจะรีบมาทันที ให้ทำอะไรก็ได้ขอรับ ไม่มีอู้งานแน่นอน”

“อืม...ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ขอบคุณล่วงหน้า” สีหยุนจือรู้สึกกระดากใจอยู่บ้างที่จู่ๆ ก็มีคนมาเสนอตัวรับใช้ จึงพยักหน้าให้จ้าวอี้และหานเฟิงก่อนจะเดินด้วยท่าทางเขินอายไปทางห้องครัว

จ้าวอี้มองตามหลังสีหยุนจือ ก่อนจะเดินไปอยู่ข้างหานเฟิงแล้วลูบคางพลางบอกว่า

“ฮูหยิน...ดูจะเกรงใจพวกเรามากไปหรือเปล่า?”

 

แสงแดดที่เล็ดลอดเข้ามาทำให้เห็นว่าด้านในมีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่

ด้านข้างโต๊ะเป็นเตาไฟและมีฟืนกองใหญ่วางอยู่ทางทิศเหนือของห้อง ส่วนผนังแขวนของป่าและของตากแห้งไว้มากมาย มีทั้งไก่ป่า เป็ดป่า เห็ด และผักป่านานาชนิด

บ้านนี้อยู่ติดกับภูเขา...ที่นี่ก็เลยมีแต่อาหารป่าอย่างนั้นหรือ?

สีหยุนจือได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ คิดเพียงว่าในเมื่อเป็นคนของที่นี่แล้วก็ต้องอยู่แบบคนบ้านนี้ ทว่าสิ่งที่นางควรทำเป็นอันดับแรกคือต้มน้ำและชงชาไปคารวะญาติผู้ใหญ่ในบ้านของสามีก่อน

อันที่จริงนางควรจะตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารให้ท่านปู่กับสามี แต่ตอนนี้สายมากแล้วและพวกเขาคงกินข้าวกันแล้ว นางจึงเปลี่ยนมาต้มน้ำร้อนเพื่อชงชาแทน

ขณะที่กำลังต้มน้ำ ชายชราคนหนึ่งก็เปิดประตูห้องครัวแล้วเดินเข้ามาด้านใน

นางจำได้ทันที...เขาคือคนที่ไปรับตนเมื่อวานนี้ สีหยุนจือจึงถอยห่างออกจากกองไฟเล็กน้อย

เมื่อชายชราเห็นว่าหญิงสาวกำลังก่อไฟก็รีบเข้าไปรับฟืนจากมือนาง พลางบอกว่า “อะไรกันฮูหยิน ท่านจะมาทำงานหนักอย่างนี้ไม่ได้นะขอรับ เดี๋ยวข้าทำต่อเองขอรับ”

สีหยุนจือยิ้มอย่างอายๆ “ท่านผู้เฒ่า เช้าวันแรกข้าก็ตื่นสายเสียแล้ว...ไม่รู้ว่าท่านปู่กับใต้เท้าจะโกรธไหม ข้าเลยตั้งใจจะยกชาไปให้...”

ชายชรายิ้มออกมา “ฮูหยินขอรับ ข้าแซ่เยี่ยน คนที่นี่เรียกข้าว่าลุงเยี่ยน นายท่านรู้ว่าหลังเสร็จงานพิธีฮูหยินคงเหนื่อยมากจึงบอกให้ข้ามาเตรียมอาหารให้ฮูหยิน นายท่านไม่ได้โกรธหรอกขอรับ ส่วนคุณชายก็ตื่นเช้าเป็นปกติอยู่แล้ว ตอนนี้อาจจะกำลังไปหาของป่า ขอฮูหยินอย่าได้เป็นกังวล”

สีหยุนจือรีบปฏิเสธ “ไม่ได้ๆ ท่านอย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าทำอาหารกินเองได้” พูดจบก็รีบเดินไปแย่งฟืนกลับมาจากมือชายชรา ทว่าลุงเยี่ยนกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างว่องไวแล้วเดินไปก่อไฟที่เตา

เมื่อเห็นลุงเยี่ยนเดินไปก่อไฟแล้ว หญิงสาวก็ไม่อาจนิ่งเฉย รีบไปเปิดฝาหม้อดูว่าน้ำที่ต้มใกล้เดือดแล้วหรือยัง

เสียงพูดคุยเงียบไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งลุงเยี่ยนถามขึ้นว่า “ฮูหยินเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลสีหรือขอรับ? บิดาของฮูหยินชื่อสีเจิงใช่หรือไม่?”

สีหยุนจือชะงักมือเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อบิดา ก่อนพยักหน้าแล้วถามกลับ “ลุงเยี่ยนรู้ชื่อของบิดาข้าได้อย่างไร?”

ลุงเยี่ยนยืนหันหลังอยู่หน้าเตาไฟ นางจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะแห้งๆ แล้วบอกว่า “ปีที่คุณชายสีเข้าเมืองไปสอบเป็นจอหงวน บังเอิญมาหลบฝนที่หน้าจวนของเรา จึงได้มีโอกาสถามไถ่ว่าท่านเป็นคนที่ไหน ท่านตอบว่าเป็นคนตระกูลสี อยู่ที่เมืองลั่วหยาง”

“...”

เมื่อได้ยินลุงเยี่ยนเล่าเรื่องที่พบท่านพ่อโดยบังเอิญ สีหยุนจือก็ไม่รู้ว่าจะควรจะตอบกลับอย่างไรดี

เพราะตอนที่ท่านพ่อเข้าเมืองเพื่อไปสอบ...นั่นก็เกือบสิบปีมาแล้ว

ยามนั้นท่านพ่อยังเป็นคนหนุ่มที่กระฉับกระเฉงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง พร้อมกับความหวังว่าจะสอบติดจอหงวนและนำความภาคภูมิใจมาสู่ตระกูล แต่เรื่องกลับตาลปัตรไม่เป็นดังหวัง ท่านพ่อในวันนี้จึงต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

นางเดาว่าลุงเยี่ยนเองก็คงจะได้ยินเรื่องราวหลังจากนั้นของท่านพ่อมาบ้าง เขาจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ กลับเล่าเรื่องราวของตระกูลปู้ให้ฟังแทน

หลังจากฟังลุงเยี่ยนเล่า นางจึงได้รู้ว่าตระกูลที่นางแต่งเข้าแซ่ปู้ และสามีนางชื่อปู้ถาน เมื่อก่อนเขาเป็นแม่ทัพแต่เพราะพ่ายศึกสงครามและได้รับบาดเจ็บสาหัส เบื้องบนจึงเห็นว่าหมดประโยชน์ จากนั้นก็สั่งให้มาดูแลสุสานจักรพรรดิที่เมืองห่างไกลนี้

ตระกูลปู้เดินทางมาลั่วหยางพร้อมกับกองทัพทหารบาดเจ็บและพ่ายสงครามที่ฮ่องเต้ส่งมา ทว่ามีเพียงลุงเยี่ยน จ้าวอี้ และหานเฟิงที่ติดตามมายังบ้านหลังนี้เพื่อดูแลผู้เป็นนายอย่างใกล้ชิด

ในบ้านที่มีแต่ผู้ชายแบบนี้ ใครจะดูแลเรื่องงานบ้านงานเรือน?

นี่คงเป็นสาเหตุที่ต้องมีอาหารป่าและอาหารแห้งมากมายในห้องครัวเล็กๆ นี้สินะ

 

สุดท้ายสีหยุนจือก็ตัดสินใจต้มโจ๊กอย่างง่ายๆ

นางเตรียมเครื่องปรุงอย่างคล่องแคล่ว หั่นเนื้อที่ต้มสุกแล้วให้เป็นชิ้นแบบลูกเต๋า หั่นเห็ดเป็นเส้นๆ จากนั้นก็ใส่ลงในหม้อ เพียงไม่นานโจ๊กก็ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว

นางบรรจงตักโจ๊กใส่ถ้วยและวางลงบนถาด จากนั้นก็ถือถาดเดินตามลุงเยี่ยนไปยังห้องของท่านปู่

เมื่อเดินมาถึงก็เห็นท่านปู่นั่งอยู่ด้านใน สีหยุนจือค้อมกายคารวะ ก่อนจะยกถ้วยโจ๊กวางบนโต๊ะให้ด้วยกิริยานอบน้อม

ท่านปู่ยิ้มอย่างใจดี กินโจ๊กที่นางนำมาแล้วเอ่ยชื่นชมฝีมือทำอาหารพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ เขากินเพียงไม่กี่คำก็หมดถ้วย ลุงเยี่ยนยิ้มพลางส่งผ้าสะอาดให้เจ้านายเพื่อเช็ดปาก

ท่านปู่กระแอมขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงดังจนได้ยินกันทั่วบ้าน

“เยี่ยม! ไม่ได้กินโจ๊กรสเลิศอย่างนี้มานานแล้ว ถานเอ๋อมันวาสนาดีจริงๆ ฮ่าๆๆๆ”

แม้ท่านปู่จะเอ่ยชมไม่ขาดปากแต่สีหยุนจือก็ยังคุกเข่านิ่งอยู่กับพื้น นางไม่รู้ว่าท่านปู่พูดเพราะรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ หรือพูดชมไปอย่างนั้นเอง เหมือนท่านย่าของนางที่แม้จะพูดดีด้วยแต่แท้จริงแล้วกลับเกลียดนางเหลือเกิน มีหลายครั้งที่นางเดาใจท่านย่าไม่ออก

ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร หลานสะใภ้ก็ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ชายชราพลันคิดได้ว่า...อาจจะต้องให้เวลานางอีกสักหน่อย กว่าจะเข้ากับครอบครัวใหม่ได้อย่างสนิทใจ เขาจึงไม่ได้พยายามฝืนใจนางอีก

---------------------------------------------

หยกคู่

จู่ๆ ท่านปู่ก็ทำท่าเหมือนนึกบางอย่างได้

เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปรอบห้องเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ลุงเยี่ยนก็ไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังหาอะไรจึงเดินเข้าไปถาม

ปู้เฉิงจงยืนลูบเคราของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก เขาตรงไปยังห้องนอน เพียงไม่นานก็กลับออกมานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่เยื้องกับหลานสะใภ้ แล้วกวักมือเรียกนางให้เข้ามาใกล้ๆ

สีหยุนจือเข้าใจความหมายของท่านปู่แต่ก็ยังไม่กล้าลุกขึ้น จึงค่อยๆ เดินเข่าไปข้างหน้าสองก้าว

ท่านปู่เห็นนางทำเช่นนี้ก็ไม่ถือสาและไม่ได้ต่อว่า เขาวางถุงผ้าแดงลงบนมือนางก่อนจะบอกเสียงดังชัดเจน

“จี้หยกคู่สลักรูปนกเป็ดน้ำนี้เป็นสมบัติตกทอดของตระกูลปู้ ตอนนี้มันเป็นของเจ้ากับถานเอ๋อแล้ว ให้เจ้าเก็บเอาไว้ชิ้นหนึ่ง อีกชิ้นค่อยเอากลับไปใส่ให้สามีของเจ้า เฮ้อ...โชคยังดีที่ก่อนเกิดเรื่องข้าเก็บเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นบรรพบุรุษคงได้ลุกจากสุสานมาต่อว่าข้าเป็นแน่”

สีหยุนจือหยิบหยกขาวราวหิมะทั้งสองชิ้นออกมาจากถุงผ้า แม้ท่านปู่จะพูดอย่างนั้นแต่นางก็รู้ดีว่าท่านจริงจังและให้ความสำคัญเพียงไร

หยกคู่นี้หมายถึงการสืบทอดตระกูลปู้ รวมถึงความรับผิดชอบที่ไม่อาจละทิ้ง

สีหยุนจือเก็บหยกคู่ใส่ไว้ในถุงผ้าตามเดิมแล้วเก็บเข้าในสาบเสื้ออย่างระวัง ค้อมกายกล่าวขอบคุณท่านปู่ พร้อมกับรับปาก

“เจ้าค่ะ หยุนจือจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี”

ปู้เฉิงจงเห็นนางแสดงความเคารพเช่นนั้นก็วางใจ ลุกขึ้นไปประคองสีหยุนจือให้ยืนขึ้นแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี “แค่รักษาไม่พอหรอก ต้องสืบทอดด้วย...ส่งให้ลูกให้หลานต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็รีบมีทายาทตัวน้อยให้ตระกูลปู้ไวๆ ล่ะ ฮ่าๆๆ”

สีหยุนจือหน้าแดงด้วยความอาย ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี พลันได้ยินเสียงท้องของท่านปู่ร้อง

“อาเยี่ยน ไปตักโจ๊กมาให้ข้าเพิ่มหน่อย ข้าเพิ่งเคยกินโจ๊กที่อร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก ฝีมือทำอาหารของหลานสะใภ้ยอดเยี่ยมจริงๆ หากได้กินอาหารที่เจ้าทำชาตินี้ข้าคงนอนตายตาหลับ”

ท่านปู่ชมสีหยุนจือไม่ขาดปาก นางเขินอายจนทำหน้าไม่ถูก เมื่อได้ยินท่านปู่บอกว่าอยากจะกินโจ๊กอีก นางจึงอาสา

“เดี๋ยวหยุนจือไปเอาให้เองเจ้าค่ะ” พูดจบก็หยิบถ้วยโจ๊กที่ท่านปู่กินจนหมด เดินหน้าแดงเรื่อออกจากห้องไป

ลุงเยี่ยนเห็นเจ้านายมองตามหลังหลานสะใภ้ไม่วางตาก็อดถามไม่ได้ “นายท่าน คิดอะไรอยู่หรือขอรับ? ฮูหยินออกจะนิสัยดี มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส...”

ปู้เฉิงจงได้ยินลุงเยี่ยนพูด จึงหันกลับมาบอกว่า “นิสัยดีทีเดียว แต่ผอมไปหน่อย ดูเหมือนจะมีลูกยาก ต้องบำรุงมากๆ”

“...”

ลุงเยี่ยนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เมื่อรู้ความจริงว่านายท่านกำลังห่วงเรื่องอะไร จากนั้นเขาก็ทำท่าจะออกจากห้องแต่กลับถูกเจ้านายเรียกไว้

“เจ้าไปเอาบัญชีและเงินที่เหลือทั้งหมดของบ้านเราให้นางด้วย จากนี้ให้นางเป็นคนดูแล”

ลุงเยี่ยนแสดงสีหน้ากังวล “แต่ว่านายท่าน...บัญชีและเงินของบ้านเรา...” เขาทำหน้าลังเลเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ฮูหยินเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่นาน...อย่างนี้จะดีหรือขอรับ”

แต่ปู้เฉิงจงตัดสินใจแล้ว เขาโบกมือห้ามลุงเยี่ยนพร้อมกับบอกว่า “ทำตามที่ข้าว่านี่แหละ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก นางเป็นหลานสะใภ้ที่ข้าเลือกด้วยตัวเองเชียวนะ”

ตอนนั้นเขาไม่ได้ห่วงยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ห่วงความชราของตน ใช้เวลาสามเดือนเต็มกับการศึกษานิสัยและความอดทนของหลานสะใภ้คนนี้ จนแน่ใจว่านางเหมาะสมที่สุด

 

สีหยุนจือกลับมาที่ห้องครัว เห็นจ้าวอี้และหานเฟิงกำลังยืนกินโจ๊กข้างเตา

เมื่อพวกเขาเห็นนางเดินเข้ามาก็รีบหลบไปอยู่ด้านข้าง คนช่างพูดอย่างจ้าวอี้เอ่ยขึ้นก่อน

“ฮูหยิน โจ๊กที่ท่านทำอร่อยมากๆ เลยขอรับ”

“...”

สีหยุนจือไม่คิดว่าโจ๊กธรรมดาที่นางทำจะได้รับคำชมมากมายขนาดนี้ จึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ

“จริงรึ อย่างนั้นก็กินมากๆ นะ...”

พูดพลางเดินไปหยิบถ้วยออกมาจากตู้ เพื่อที่จะตักโจ๊กไปให้ท่านปู่เพิ่ม แต่กลับเห็นเพียงหม้อว่างเปล่าจนเห็นรอยดำที่ก้น นางจำได้ว่าตัวเองทำโจ๊กในปริมาณสำหรับคนสิบคน และเพิ่งจะตักไปให้ท่านปู่เพียงถ้วยเดียว จะหมดได้อย่างไรกัน?

จ้าวอี้ยังคงก้มหน้าก้มตากินโจ๊กอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนหานเฟิงเริ่มรู้สึกตัว เอามือลูบท้ายทอยพลางยิ้มเจื่อน เอ่ยสารภาพกับนายหญิง

“โจ๊กอร่อยมากเหลือเกินขอรับ พวกเราก็เลยเติมเพิ่มอีกสองสามถ้วย”

“...” แค่สองสามถ้วย...เท่านั้นหรือ

ทำอย่างไรดี ท่านปู่ก็กำลังรอกินโจ๊ก ตอนนี้นางแทบอยากจะร้องไห้

ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไร จู่ๆ จ้าวอี้ก็วางถ้วยลง รีบเดินออกจากห้องครัวแต่ไม่ลืมหันมาบอกกับหานเฟิง “คุณชายกลับมาแล้ว”

หานเฟิงเองก็รู้แล้วเช่นกัน เขาเดินตามจ้าวอี้ออกจากห้องครัวไปอย่างรีบร้อน สีหยุนจือยืนงงกับการกระทำของทั้งคู่จึงเดินตามออกไป

 

ท่านแม่ทัพสวมชุดสีดำ ร่างกำยำดูผึ่งผาย

ใบหน้าหล่อเหลากอปรกับแววตาที่เย็นชาทำให้บุรุษตรงหน้ายิ่งดูคมเข้มมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะขาที่เดินไม่สะดวก ชายผู้นี้ก็คงมีรูปลักษณ์เพียบพร้อมอย่างยากจะหาบุรุษใดเทียบ

จ้าวอี้และหานเฟิงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน จากสีหน้าและท่าทางขี้เล่นเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทั้งสองยืนเรียงแผ่นหลังหยัดตรงอยู่หน้าห้องครัวอย่างกับต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน

ท่านแม่ทัพกลับมาพร้อมกับคราบเลือดที่มือ สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาเดินไปที่บ่อน้ำข้างห้องครัว จ้าวอี้รีบเข้าไปตักน้ำให้อย่างคล่องแคล่ว หานเฟิงก็รีบไปหาสบู่มาให้

สีหยุนจือยืนดูอยู่ด้านนอก ดวงตาดำขลับจ้องบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา แต่เมื่อเห็นเขามองกลับมาด้วยสายตาเย็นชา นางจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ยิ้มให้อย่างจริงใจแล้วถามว่า

“ใต้เท้า กินข้าวเช้าหรือยังเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไป...”

“ไม่ต้อง” สีหยุนจือยังพูดไม่ทันจบเขาก็ปฏิเสธ

เขารับสบู่จากหานเฟิงมาล้างมือจนเสร็จ แล้วเดินไปที่ห้องหนังสือทางทิศตะวันออกของบ้านทันที

สีหยุนจือมองตามหลังสามีที่เดินห่างออกไปแล้วถอนหายใจ

จ้าวอี้และหานเฟิงสบตากัน กลัวว่านายหญิงจะคิดมากจึงรีบบอกนางว่า “ปกติคุณชายไม่กินอาหารเช้าขอรับ ฮูหยินอย่าได้เก็บไปคิดให้มากเลย”

สีหยุนจือยิ้มน้อยๆ ให้คนทั้งสอง “อืม ข้าไม่คิดมากหรอก พวกเจ้ากินอิ่มหรือยัง? ข้าว่าจะต้มเพิ่มอีกสักหน่อย พวกเจ้ายังอยากกินอยู่ไหม?”

จ้าวอี้และหานเฟิงฉีกยิ้มกว้าง รีบพยักหน้า ตอบกลับด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“เอาขอรับ เอาขอรับ!”

 

เป็นอีกคืนที่เร่าร้อน

ฉากหลังผ้าม่านที่เปิดไว้เพียงครึ่งมีเสียงครางเบาๆ ระคนเสียงหายใจหอบหนักตามจังหวะการเคลื่อนไหว

สีหยุนจือนอนงอตัวตอบรับการจู่โจมของปู้ถานที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สองมือแกร่งจับอยู่ที่เอวบาง นิ้วมือของเขาพันธนาการไว้แน่นจนนางไม่สามารถขยับหนีหรือต้านทานได้ แรงที่โถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงทำให้เอวนางแทบหัก แผ่นหลังขาวนวลเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราว เส้นผมดำขลับสยายลงมาปกคลุมร่างบอบบางเกิดเป็นภาพยั่วยวนใจจนปู้ถานยากจะห้ามใจได้ไหว เขาเพิ่มแรงกระแทกให้เร็วและแรงขึ้น เพื่อให้ร่างอ่อนนุ่มที่โค้งตัวอยู่ตรงหน้าตอบรับความปรารถนาท่วมท้นของตน

สีหยุนจือซบหน้ากับแขนตัวเอง เอวของนางถูกกุมไว้ทำให้จำต้องเคลื่อนไหวไปตามแรงที่โถมเข้าใส่จนร่างแทบแหลกสลาย หญิงสาวหายใจหอบ ขาและแขนไร้เรี่ยวแรง ราวกับปลาขาดน้ำที่กำลังจะหมดแรงดิ้น

เป็นอยู่อย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งร่างชายหนุ่มกระตุก เขาจึงได้หยุดการเคลื่อนไหวลง จากนั้นก็พลิกตัวลงมานอนหงายอยู่ด้านนอกของเตียง เขาหายใจหอบถี่อยู่ครู่ใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นปกติ สุดท้ายก็นอนตะแคงหันหลังให้นางแล้วเหมือนจะหลับไป

สีหยุนจือไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้มาก่อน นางหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้ข้างกายมาเช็ดน้ำตาแล้วสวมเสื้อผ้า พลางหันไปมองสามีที่ตอนนี้ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว

นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างแผ่วเบา “ใต้เท้า...ไม่อยากเห็นหน้าข้าใช่ไหมเจ้าคะ?”

ความเงียบภายในห้องยิ่งทำให้สีหยุนจืออึดอัดและคับข้องใจยิ่งกว่าเดิม น้ำตานางเริ่มรื้นขึ้นมา

ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้ยินปู้ถานถอนหายใจแล้วกล่าวเพียงว่า

“นอนเสียเถอะ”

สีหยุนจือยกมือปิดหน้าของตนที่ร้อนผ่าวจนแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอายแต่ก็ทำใจกล้าหันไปดึงแขนเสื้อของปู้ถานที่นอนอยู่ด้านข้าง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ใส่ใจซ้ำยังทำเสียงในคอเหมือนรำคาญ

นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าอีกครั้ง ถามเขาว่า

“ใต้เท้า ข้าขอนอนเตียงฝั่งด้านนอกได้ไหมเจ้าคะ?”

“...”

ภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบกลับจากชายหนุ่ม จนนางคิดว่าเขาคงไม่ยอม แต่ปู้ถานกลับลุกขึ้นนั่ง เสื้อที่สวมเพียงลวกๆ เผยให้เห็นแผงอกกว้าง สีหยุนจือรีบก้มหน้างุด หลบสายตาจากภาพตรงหน้า

ปู้ถานมองสตรีข้างกาย พลางคิดในใจว่าสตรีนางนี้ช่างน่าสงสาร อีกทั้งยังตกใจง่าย ถึงเขาอยากโกรธก็โกรธไม่ลง อยากจะดุก็ไม่กล้า ในสายตาผู้อื่นนางคงดูเป็นสตรีที่อ่อนโยน แต่สำหรับเขาแล้ว นางช่างอ่อนแอและบอบบางเกินไป

เขาเบี่ยงตัวขยับให้นางออกมานอนอีกฝั่ง ชุดนอนสตรีแบบบางพลิ้วไหวผ่านหน้า ชุดตัวในที่นางสวมไว้อย่างหลวมๆ เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มขาวผ่อง พลันให้นึกถึงกายอ่อนนุ่มที่แนบชิดเมื่อครู่ ปู้ถานรู้สึกราวกับมีไฟร้อนหมุนวนอยู่ในท้องจนต้องข่มตาหลับเพื่อสงบอารมณ์ที่เริ่มจะพลุ่งพล่าน

สีหยุนจือไม่รู้ตัวว่าเสื้อที่ใส่ไม่ได้ช่วยปกปิดเรือนร่างของนางเลย หญิงสาวย้ายตัวไปนอนอีกฟากอย่างรวดเร็ว เมื่อห่มผ้าเรียบร้อยก็หันหลังให้เขาแล้วหลับไป

---------------------------------------------

ผู้ดูแลคนใหม่

ปู้ถานตื่นขึ้นมาหลังยามสองเล็กน้อย

เขาค่อยๆ ขยับตัวข้ามสีหยุนจือที่กำลังหลับ แล้วอดไม่ได้ที่จะหยุดจ้องมองใบหน้าของนาง

หญิงสาวที่กำลังหลับไม่ได้มีท่าทีสงบเสงี่ยมและเรียบร้อยเหมือนตอนตื่น ปากเล็กๆ เผยอเล็กน้อย สองแก้มแดงระเรื่อ ทำให้คนมองอดหวั่นไหวไม่ได้

ปู้ถานส่ายหัวพยายามสลัดความคิดบ้าๆ ของตน ตัดใจจากภาพตรงหน้าแล้วลงจากเตียง เดินไปที่หลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

หลังฉากกั้นเขาเห็นชุดของตัวเองถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย เสื้อผ้าทั้งตัวนอกและตัวในถูกวางพับอย่างเป็นระเบียบบนเก้าอี้ ไม่เว้นแม้แต่ถุงเท้าและเชือกมัดผมซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังมีวางไว้พร้อมสรรพ

นางเป็นคนเตรียมหรือ? วางไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?

เขามองลอดลายฉลุของฉากกั้นไปยังสตรีที่นอนอยู่บนเตียง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มพิจารณาในตัวนางอย่างจริงจัง

 

สีหยุนจือพยายามที่จะตื่นแต่เช้า

นางหวังว่าตนจะได้ช่วยสามีแต่งตัวบ้าง แต่เวลานี้ยังไม่ถึงยามสี่ ฟ้ายังไม่ทันสาง สามีของนางก็ตื่นและหายออกไปจากบ้านแล้ว

สีหยุนจือล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งด้วยความผิดหวัง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง จมูกพลันได้กลิ่นของเขาที่ยังติดอยู่บนผ้า สีหน้าหญิงสาวจึงแดงก่ำ รีบผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะสะบัดผ้าห่มออกแล้วเดินลงจากเตียงไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังฉากกั้น

เสื้อผ้าที่นางจัดวางไว้ไม่อยู่แล้ว แสดงว่าเขายอมใส่ชุดที่นางเตรียมให้

สีหยุนจือรู้สึกราวกับมีดอกไม้กำลังเบ่งบานในใจ เพราะต่อให้เขาจะรังเกียจนางแค่ไหน ขอเพียงเขายอมรับความปรารถนาดีที่นางทำให้แม้เพียงเล็กน้อย นางก็มีความสุขแล้ว

 

เช้าวันนี้สีหยุนจือตื่นขึ้นมาทำความสะอาดห้องอย่างอารมณ์ดี

เมื่อวานนางได้นำเนื้อปลาหมักซึ่งเป็นสินสอดที่บ้านสามีให้ไปทำอาหาร วันนี้นางจึงตั้งใจจะนำขนมน้ำผึ้งอีกยี่สิบกว่าชิ้นมาทำบ้าง

นางหั่นขนมน้ำผึ้งเป็นแผ่นแล้วเก็บบางส่วนไว้ทำเป็นอาหารเช้า ส่วนขนมที่เหลือก็ถูกเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบในกระจาดใบใหญ่สองใบ จากนั้นนางก็นำกระจาดไปวางบนเก้าอี้ที่ยกออกมาจากห้องครัว ก่อนจะเอาไปตากแห้งเพื่อให้เก็บไว้ได้นานๆ

หญิงสาวนึกถึงเรื่องที่ลุงเยี่ยนเล่าจึงเข้าใจทันทีว่าทำไมงานแต่งงานถึงได้จัดแบบเรียบง่ายเช่นนั้น นางจะหวังให้บ้านที่มีสมาชิกเพียงห้าคนสร้างความครึกครื้นให้กับงานแต่งงานได้อย่างไร

สามีของนางเป็นผู้ดีตกยาก ครั้งหนึ่งเขาเคยสูงส่งและยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้กลับตกต่ำอย่างที่สุด จิตใจของเขาคงบอบช้ำไม่น้อย

นางรู้ดีว่าตนคงไม่สามารถคืนความยิ่งใหญ่ให้กับเขาได้ สิ่งที่นางทำได้คือดูแลเขาให้ดีที่สุด ภรรยาคนอื่นปฏิบัติต่อสามีอย่างไร นางจะทำให้มากกว่านั้นเป็นสิบเท่า หวังว่าคงมีสักวันที่นางจะช่วยให้เขาดึงตัวเองออกมาจากความผิดหวังได้

 

ขณะที่กำลังตากขนม ลุงเยี่ยนก็เดินเข้ามาพร้อมกับของบางอย่างในมือ เมื่อเขาเห็นนางก็ทำท่าจะค้อมกายทำความเคารพแต่กลับถูกหญิงสาวห้ามไว้ก่อน

“ลุงเยี่ยนไม่ต้องมากพิธีกับข้าหรอกเจ้าค่ะ”

“จำเป็นขอรับ” ลุงเยี่ยนยิ้มกว้าง นางเห็นว่าเขามีเรื่องอยากจะพูดด้วยจึงวางงานในมือแล้วรอฟัง

ลุงเยี่ยนค้อมคำนับอย่างนอบน้อมก่อนจะผายมือไปทางห้องรับแขก สีหยุนจือรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ถึงจะแปลกใจ แต่นางก็ยังเดินตามลุงเยี่ยนออกไป

เมื่อเข้ามาในห้อง ลุงเยี่ยนก็ส่งสมุดสองเล่มให้นาง

“ฮูหยิน นี่คือสมุดบัญชีของตระกูลปู้หลังจากย้ายมาที่ลั่วหยาง เมื่อวานนายท่านบอกว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอมอบให้ฮูหยินเป็นผู้ดูแลบ้าน เรื่องสำคัญต่างๆ ในบ้านฮูหยินมีอำนาจตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”

สีหยุนจือเห็นลุงเยี่ยนพูดกับนางอย่างนอบน้อมก็คิดว่าเขาคงอยากลองใจเท่านั้น จึงรีบโบกมือปฏิเสธ

“ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ข้าจะทำได้อย่างไรกัน ให้ท่านปู่กับลุงเยี่ยนดูแลอย่างเดิมก็ดีอยู่แล้ว”

ลุงเยี่ยนได้ยินก็ยิ้มเจื่อน วางสมุดและกล่องไม้ลงบนโต๊ะแล้วอธิบายต่อ

“นี่คือสมุดบัญชี ส่วนเงินที่เหลือทั้งหมดของตระกูลอยู่ในกล่องนี้แล้วขอรับ ต้องขออภัยฮูหยินด้วย ข้าแก่แล้ว ไม่มีแรงจะดูแลเรื่องพวกนี้ต่อไป จากนี้คงต้องพึ่งท่านแล้ว”

เมื่อลุงเยี่ยนพูดจบก็ไม่ได้รอให้สีหยุนจือได้พูดอะไรอีก รีบคารวะแล้วออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

สีหยุนจือหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี แต่หลังจากที่เปิดสมุดดูไปสองสามหน้าก็เข้าใจความหมายของลุงเยี่ยนและท่านปู่ในทันที

นางปิดสมุดบัญชี มองไปที่กล่องไม้บนโต๊ะ ถึงไม่เปิดดูก็รู้ว่าข้างในน่ารันทดแค่ไหน

ห้าตำลึง! นี่คือเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดของตระกูลปู้

ข้าอยากจะร้องไห้!

 

ลุงเยี่ยนเดินออกจากห้องก็พบกับจ้าวอี้และหานเฟิงที่กำลังเดินมาพอดี

พวกเขาเตรียมจะไปฝึกซ้อมยกก้อนหิน แต่กลับถูกลุงเยี่ยนเรียกเอาไว้ก่อน แล้วบอกทั้งสองด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฮูหยินจะเป็นผู้ดูแลเรื่องต่างๆ ในบ้าน ให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของฮูหยิน

ทั้งคู่รีบตอบรับด้วยความดีใจ เพราะพวกเขารู้ดีกว่าใครว่าฮูหยินทำอาหารอร่อย

 

สีหยุนจือเพิ่งเดินออกมาจากห้องก็เห็นจ้าวอี้และหานเฟิงยืนรออยู่

ทั้งคู่ค้อมตัวคารวะนางอย่างนอบน้อม หญิงสาวรู้สึกเขินอายแต่ไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงถือสมุดบัญชีและกล่องเงินตรงไปยังห้องนอน หลังจากหาที่เก็บของเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว นางก็เดินกลับไปที่ครัวเพื่อจัดการกับขนมน้ำผึ้งที่ทำค้างไว้ เตรียมมื้อเช้าให้ทุกคนในบ้านต่อ

เนื่องจากมีขนมน้ำผึ้งเหลืออยู่เยอะมาก สีหยุนจือจึงเลือกทำข้าวต้มใส่ขนมน้ำผึ้ง

นางนำขนมลงไปทอดในน้ำมัน พอเหลืองได้ที่ก็ยกขึ้นจากกระทะ แล้ววางลงบนจานกระเบื้อง จากนั้นก็โรยน้ำตาลลงไปสองช้อน เมื่อน้ำตาลเจอกับความร้อนก็ค่อยๆ ละลายซึมเข้าไปในเนื้อขนม

บรรดาหนุ่มๆ ตระกูลปู้ที่ไม่ได้กินของหวานมานาน พอได้ชิมฝีมือนางก็พากันชมไม่ขาดปาก จ้าวอี้และหานเฟิงถึงกับหาเก้าอี้มาคนละตัว นั่งกินอยู่ข้างหม้ออย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งขนมทอดหรือแม้แต่รอยน้ำมันทั้งสองก็กินเกลี้ยงไม่มีเหลือ

สีหยุนจือยืนอยู่ข้างห้องครัว ถือถ้วยข้าวต้มที่ใส่ไว้เพียงครึ่ง เหมือนกำลังรอใครบางคน

เมื่อคำนวณจากเวลา ป่านนี้เขาน่าจะต้องกลับมาแล้ว แต่วันนี้กลับไม่เห็น ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดคิดอยู่นั้นพลันได้ยินเสียงบางอย่างที่หน้าประตู จ้าวอี้และหานเฟิงรีบวางถ้วยลงอย่างรวดเร็ว ออกไปยืนตัวตรงอยู่นอกห้องครัวเพื่อเตรียมรับเจ้านาย

ทว่าวันนี้เขาไม่ได้เดินมาล้างมือเหมือนเคย แต่เดินตรงไปที่ห้องหนังสือทันที

สีหยุนจือมองตามหลังสามีแล้วยิ้มน้อยๆ นางถือถ้วยใส่ข้าวต้มกับขนมน้ำผึ้งที่เตรียมใส่จานไว้ไปที่ห้องหนังสือ โชคดีที่นางตักแบ่งไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเขากลับมาสายขนาดนี้ อาหารเช้าคงถูกจ้าวอี้และหานเฟิงกินหมดก่อนเป็นแน่

 

เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ หานเฟิงก็อาสาเป็นคนล้างจาน

ส่วนจ้าวอี้ไปหาเก้าอี้ตัวยาวมาวางไว้หน้าห้องครัวให้สีหยุนจือนั่งพักผ่อน

หญิงสาวไม่อาจทัดทานคนทั้งสองได้ แต่เมื่อนั่งลงแล้วกลับนึกบางอย่างออก นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังล้างหม้อล้างจานอยู่ในครัว

“อีกสักครู่ใครจะไปตลาดกับข้าได้บ้าง ข้าเห็นหลังบ้านมีรถเข็นอยู่สองคันคงจะใช้ได้พอดี”

จ้าวอี้ชะโงกหน้าออกมา แล้วถามว่า “ฮูหยินจะไปตลาดทำไมหรือขอรับ? ท่านจะซื้อของรึ? ท่านบอกพวกเราก็ได้ เดี๋ยวพวกเราไปซื้อให้เองขอรับ”

หานเฟิงก็พยักหน้าด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างยินดีรับใช้ฮูหยินคนใหม่

ทว่าสีหยุนจือกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก พวกเจ้าคนหนึ่งไปกับข้า เอาของป่าที่แขวนอยู่บนผนังใส่รถเข็นไปด้วย เพราะอย่างไรพวกเราก็คงกินไม่หมด ข้าว่าแบ่งบางส่วนไปขายบ้างจะดีกว่า”

จ้าวอี้กับหานเฟิงหันมาสบตากัน “ฮูหยิน ท่านไม่ได้จะไปซื้อของแต่จะไปขายของอย่างนั้นรึ?”

สีหยุนจือพยักหน้า “อืม”

จ้าวอี้ยิ้มเจื่อน “แต่ของพวกนั้นคงไม่มีใครซื้อหรอกขอรับ แต่ก่อนข้ากับหานเฟิงเคยลองเอาไปขายแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะซื้อแต่พวกสัตว์เป็นๆ ไปทำอาหารกันมากกว่า”

สีหยุนจือยิ้ม “นั่นเป็นเพราะพวกเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหนน่ะสิ แค่ไปกับข้าก็พอ”

“...”

 

สีหยุนจือให้หานเฟิงเข็นรถตรงไปที่ร้านกว่างจิ้นซึ่งอยู่ในเมือง

ร้านกว่างจิ้นเป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลั่วหยาง เมื่อครั้งที่ยังทำงานในร้านค้าของตระกูลสี นางได้ติดต่อทำการค้ากับเหล่าคหบดีอยู่บ้าง จึงรู้ว่าที่ร้านนี้มีพ่อครัวฝีมือดีที่ชอบนำของป่ามาทำเป็นอาหารรสเลิศนานาชนิด จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไก่ป่าและเป็ดป่ามาขายที่นี่

ปกติแล้วของป่าจะมีแต่พวกนายพรานที่รู้ว่าต้องเอาไปทำอาหารแบบใดจึงจะอร่อย ผู้ที่ทำอาหารจากของป่าได้มีไม่มากนัก ยิ่งคนขายของป่าด้วยแล้วยิ่งหาได้ยาก เพราะถ้าอากาศหนาวมาก นายพรานก็จะไม่ขึ้นเขา อีกทั้งตอนนี้ก็เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ พวกพืชพรรณในป่าเพิ่งจะงอกเงย ช่วงเวลาแบบนี้จึงหาของป่าได้ยากนัก

พอคิดได้อย่างนี้ สีหยุนจือจึงมั่นใจว่าของป่าที่นางนำมาต้องขายได้แน่นอน

---------------------------------------------

เถ้าแก่ร้านขายเนื้อแกะ

เมื่อไปถึงร้านกว่างจิ้น นางก็แจ้งความประสงค์กับเสี่ยวเอ้อ

เสี่ยวเอ้อรีบไปบอกเจ้าของร้านและพ่อครัวทันที เพียงครู่เดียวก็ออกมาเรียกนางให้ไปที่หลังร้านเพื่อขอดูสินค้า

เดิมทีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมกับสีหยุนจือก็รู้จักกันอยู่แล้ว เขาจึงตกลงรับซื้อของที่นางนำมาขาย แล้วยังบอกด้วยว่าหากมีสินค้าเช่นนี้อีกก็ยินดีรับซื้อทั้งหมด

สีหยุนจือยิ้มอย่างยินดี กล่าวขอบคุณเถ้าแก่ร้าน

นางบอกให้หานเฟิงรับเงินไว้ จากนั้นคนทั้งสองก็เดินกลับไปทางถนนสายหลักที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่

หานเฟิงยังคงไม่อยากเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ เพราะครั้งหนึ่งเขากับจ้าวอี้เคยเอาของป่าพวกนี้มาวางขาย แต่รออยู่ตลอดทั้งเช้าก็ยังขายไม่ได้ อย่าว่าแต่คนจะมาซื้อเลย แค่คนเข้ามาถามก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ ช่างผิดกันกับฮูหยิน นางแค่คุยกับเถ้าแก่เพียงไม่กี่คำก็ขายของได้ทั้งหมด

เขาลองประมาณน้ำหนักถุงเงินในมือ คาดว่าในถุงน่าจะมีเงินมากกว่าสิบแปดตำลึง ซึ่งเป็นจำนวนมากสุดเท่าที่เคยเห็นตั้งแต่ออกมาจากเมืองหลวง เขาจึงรู้สึกตื่นตะลึงกับเรื่องนี้มาก

“ฮูหยินขอรับ หากข้ากับจ้าวอี้ขึ้นเขาไปเก็บของป่าทุกวัน พวกเราจะขายได้เงินมากอย่างนี้ทุกวันใช่ไหมขอรับ?” หานเฟิงส่งถุงเงินให้นายหญิง แต่ยังจ้องมองอย่างไม่คลาดสายตา

พอเห็นท่าทางของหานเฟิง นางก็อดขำไม่ได้ หญิงสาวส่ายหน้าพลางบอกว่า “หากผ่านช่วงนี้ไปอากาศก็จะอบอุ่นขึ้น คนขายของป่าก็ย่อมจะมากขึ้นด้วย ใช่ว่าจะขายดีได้อย่างวันนี้ทุกครั้งหรอกนะ”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ “อ้อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าคิดว่าจะขายได้ตลอดเสียอีก”

“...” สีหยุนจือทำเพียงยิ้มให้ ไม่ได้ตอบอะไรเขาอีก

 

ทั้งสองเดินในตลาดอยู่ครู่หนึ่ง

สีหยุนจือหันมาบอกหานเฟิงว่า “เจ้าไปที่ร้านขายข้าวสาร ซื้อข้าวสารกับแป้งมาอย่างละถุง จากนั้นค่อยไปซื้อผักกับเนื้อ เที่ยงนี้เราจะทำเกี๊ยวกินกัน”

พอได้ยินชื่อของกินหานเฟิงก็ยิ้มร่า รีบไปซื้อของตามที่นายหญิงสั่งทันที

ระหว่างทางสีหยุนจือเหลือบเห็นคนจำนวนมากยืนมุงอยู่ในตรอกฮวนสี่ พอมองเข้าไปพลันเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย...

พ่อค้าจางจากร้านผ้าไหมของตระกูลสีกับสาวใช้ในบ้านชื่อกุ้ยหนิงกำลังทะเลาะกับเถ้าแก่หลิวซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายเนื้อแกะเก่าแก่ในตรอกฮวนสี่ เถ้าแก่หลิวผลักพ่อค้าจางและกุ้ยหนิงออกจากร้านด้วยท่าทางโกรธจัดพร้อมกับตะโกนไล่ให้พวกเขาไสหัวไป

ผู้ที่ถูกไล่ตะโกนด่าทอเถ้าแก่ร้านไม่ขาดปาก สุดท้ายก็ต้องออกจากตรอกฮวนสี่แล้วมุ่งหน้าไปตลาดทางเหนือแทน

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ในช่วงหน้าหนาวนางมักจะมากินน้ำแกงต้มแกะร้อนๆ ที่ร้านนี้จึงได้รู้จักกับเถ้าแก่หลิว นางและชายผู้นี้ถือเป็นมิตรที่ดีต่อกันเสมอมา

เมื่อเห็นท่าทางโวยวายของเถ้าแก่กอปรกับสีหน้าที่เดือดจัด นางก็เกิดความสงสัย หญิงสาวหันไปบอกให้หานเฟิงไปรอที่ปากตรอกก่อน ส่วนนางเดินเข้าไปในตรอกฮวนสี่เพื่อทักทายเถ้าแก่หลิว และถามไถ่เรื่องราวที่เกิดขึ้น

เมื่อฟังเรื่องราวจากเถ้าแก่หลิวซึ่งได้ความมาว่า เสี่ยวหลิวลูกสาวเพียงคนเดียวของเถ้าแก่ได้แต่งงานออกไปเมื่อสามปีก่อน ครั้งนั้นสีหยุนจือยังได้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของลูกสาวเถ้าแก่ด้วย

ในตอนแรกบ้านสามีก็ดูแลเสี่ยวหลิวเป็นอย่างดี แต่ผ่านไปสามปีเสี่ยวหลิวก็ยังไม่ตั้งครรภ์ ตระกูลของสามีจึงร้อนใจ คิดจะหาเมียรองให้กับสามีของนาง เสี่ยวหลิวเสียใจอย่างหนักจึงเขียนจดหมายมาหาบิดาของตน

พอเถ้าแก่หลิวได้รับจดหมายที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของลูกสาว มีหรือที่ผู้เป็นพ่อจะทนได้ ด้วยความเป็นห่วงเขาจึงคิดจะขายร้านเก่าแก่นี้เพื่อไปอยู่กับลูกสาวที่กันเซา

ร้านเนื้อแกะของเถ้าแก่หลิวเปิดในตรอกฮวนสี่มานานกว่าสิบปี ด้วยสูตรอาหารต้นตำรับที่สืบทอดกันมาในตระกูลหลิวทำให้ร้านนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองลั่วหยาง จึงมีผู้คนมากมายคอยจ้องจะขโมยสูตรของตระกูลเขา

เมื่อเป็นเช่นนี้เถ้าแก่หลิวก็ยิ่งร้อนใจ เพราะเมื่อข่าวขายร้านแพร่กระจายออกไป ก็มีแต่พวกนายหน้าที่มาติดต่อเพื่อกดราคา ซ้ำยังขอให้เถ้าแก่บอกสูตรต้นตำรับที่ตกทอดในตระกูลให้อีก ในบรรดาคนเหล่านี้ก็รวมถึงสองคนที่นางเห็นเมื่อครู่ด้วย

ถ้าเป็นคนอื่น เถ้าแก่หลิวคงไม่โกรธขนาดนี้ แต่นั่นเพราะกุ้ยหนิงเคยมาขอเรียนสูตรลับกับเถ้าแก่แต่เขาปฏิเสธ นางจึงสั่งให้คนแอบใส่ยาถ่ายลงในน้ำแกงต้มแกะที่ทำเสร็จแล้ว หวังจะให้ร้านของเขาต้องเสียชื่อเสียง แต่โชคยังดีที่เถ้าแก่รู้ตัวเสียก่อนว่าน้ำแกงที่ทำผิดปกติจึงไม่ได้นำออกขาย นับแต่นั้นมาเขาจึงโกรธและเกลียดกุ้ยหนิงมาก

คนของตระกูลสีมาวันนี้เพื่อกดราคาค่าร้าน เท่านั้นยังไม่พอ อีกฝ่ายยังจะให้เขาสอนสูตรลับของตระกูล ทำให้เถ้าแก่หลิวถึงกับบันดาลโทสะ ตะโกนใส่หน้าคนทั้งสองว่าจะไม่ยอมขายร้านนี้ให้เด็ดขาด

สีหยุนจือได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ปลอบใจเถ้าแก่หลิวจนเขาเริ่มใจเย็นลง

เถ้าแก่หลิวรับรู้มาตลอดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลสีเป็นคนนิสัยดี แต่นางกลับต้องลำบากตรากตรำทำงานหนัก ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ดังนั้นก่อนหน้านี้หากมีอะไรที่พอจะช่วยเหลือได้ เขาก็เต็มใจทำอย่างสุดความสามารถ

ส่วนสีหยุนจือเองก็อยากจะช่วยเถ้าแก่หลิว แต่เวลานี้นางยังมีกำลังไม่พอ ไหนจะต้องห่วงปากท้องของคนในบ้านอีก จึงทำได้เพียงให้กำลังใจเถ้าแก่หลิว ก่อนจะเดินออกจากตรอกฮวนสี่ไป

สีหยุนจือเดินไปตามถนน มุ่งหน้าไปตลาดทางเหนือเพื่อซื้อแป้งข้าวเจ้า ซื้อเนื้อและผักเพิ่ม ถึงนางจะไม่เคยทำการเกษตรแต่ก็พอรู้วิธีปลูกอยู่บ้าง ตอนที่อยู่บ้านตระกูลสี นางแทบไม่มีจะกินจึงคิดอยากจะปลูกผักไว้กินเอง ถึงจะลำบากอยู่บ้างแต่ก็ดีกว่าอดตาย แต่ติดปัญหาที่ว่าในสวนบ้านตระกูลสีปลูกดอกไม้เต็มไปหมด จึงไม่มีพื้นที่เหลือให้นางปลูกผัก

มาถึงตอนนี้ นางแต่งเข้าบ้านตระกูลปู้ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา หากเดินขึ้นภูเขาไปจะเจอสุสานจักรพรรดิ ถึงบ้านตระกูลปู้จะมีอาณาบริเวณไม่กว้างนัก แต่พื้นที่รอบนอกยังว่างอีกมาก ดังนั้นหากนางคิดจะปลูกผักก็คงไม่ใช่ปัญหา

 

เมื่อกลับถึงบ้าน

สีหยุนจือบอกให้จ้าวอี้และหานเฟิงนำข้าวของที่ซื้อมาไปเก็บไว้ในครัว ส่วนนางเริ่มปอกและหั่นผักเพื่อเตรียมทำอาหาร

หานเฟิงยังไม่หายตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้รับรู้จึงรีบลากจ้าวอี้ออกไปซุบซิบด้านนอกครัว เขาเล่าเรื่องที่ไปตลาดวันนี้พลางเอ่ยชมฮูหยินไม่ขาดปากว่านางช่างค้าขายเก่งเหลือเกิน และตามมาด้วยคำเยินยออื่นๆ อีกมากมายเท่าที่เขาจะคิดออก และคำพูดเหล่านี้ก็ลอยมาเข้าหูสีหยุนจือเช่นกัน

หลายปีที่ผ่านมานางเคยชินกับการถูกผู้คนเย็นชาใส่ ไม่เคยชินกับการที่มีคนมายกย่องชื่นชมขนาดนี้ หญิงสาวเริ่มรู้สึกอายจึงเรียกหานเฟิงให้มาช่วยงานเพื่อที่เขาจะได้สงบคำลงบ้าง

กลิ่นหอมของอาหารกลางวันทำให้บุรุษตระกูลปู้ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เกี๊ยวในหม้อต้มยังไม่ทันยกลงจากเตาก็ส่งกลิ่นหอมจนคนนั่งรอพากันน้ำลายสอ พวกเขาจับจ้องหม้อต้มเกี๊ยวไม่วางตา เมื่อสีหยุนจือเริ่มตักเกี๊ยวชามแรก จ้าวอี้แทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เขารีบเข้ามารับชามจากมือนาง จากนั้นก็วางลงบนโต๊ะก่อนจะกินอย่างรวดเร็ว

สีหยุนจือมองพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วออกไปยืนที่หน้าประตู เห็นประตูห้องหนังสือยังปิดสนิทก็ถามออกมา

“พวกท่านรู้หรือไม่ว่าใต้เท้าไปไหน แล้วจะกลับมาเมื่อไรเจ้าคะ?” สายป่านนี้แล้ว หากเขายังไม่กลับมาอีก นางคงต้องแอบแบ่งอาหารมื้อกลางวันไว้ให้เขาก่อน

ท่านปู่ที่กำลังกินเกี๊ยวเต็มปากอย่างเอร็ดอร่อย ตอบเสียงอู้อี้ “เจ้าไม่ต้องไปสนใจถานเอ๋อหรอก เขาคงไปยิงนกบนต้นไม้สักต้นกระมัง”

“ยิงนกหรือเจ้าคะ?” สีหยุนจือถาม สีหน้างุนงง

ในขณะที่ทุกคนกำลังแย่งกันกินเกี๊ยว หานเฟิงคนซื่อก็ยอมวางตะเกียบแล้วหันมาอธิบายให้ฟัง

“ยิงนกก็คือไปเที่ยวเล่นนั่นแหละขอรับ ว่าแต่...เกี๊ยวนี่ยังมีอีกไหม?”

“...” สีหยุนจือนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า “มีสิ เดี๋ยวข้าไปตักเพิ่มให้”

ลุงเยี่ยนเอาตะเกียบเคาะหัวจ้าวอี้และหานเฟิง ส่งเสียงดุพวกจอมตะกละ “พวกเจ้าสองคนกล้าใช้ฮูหยินรึไง ยังไม่รีบเข้าไปช่วยอีก”

จ้าวอี้และหานเฟิงจ้องมองเกี๊ยวที่เหลืออยู่ครึ่งชามอย่างเสียดาย แต่พอหันมาเจอกับสายตาเฉียบคมของลุงเยี่ยนก็จำต้องวางตะเกียบลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจ จากนั้นเดินตามกันเข้าไปในครัวพลางตะโกนบอก “ฮูหยิน พวกเรามาช่วยแล้วขอรับ”

เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้าครัวไปแล้ว ท่านปู่กับลุงเยี่ยนก็มองตากันแล้วยิ้มกริ่ม ท่านปู่พูดกับลุงเยี่ยนด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ทำได้ดีมาก เจ้าสองคนนั่นมันกินเก่งเหลือเกิน”

ลุงเยี่ยนหัวเราะ คีบเกี๊ยวแป้งบางไส้แน่นใส่ในชามของผู้เป็นนาย

---------------------------------------------