จู่ๆ ท่านปู่ก็ทำท่าเหมือนนึกบางอย่างได้
เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปรอบห้องเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ลุงเยี่ยนก็ไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังหาอะไรจึงเดินเข้าไปถาม
ปู้เฉิงจงยืนลูบเคราของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก เขาตรงไปยังห้องนอน เพียงไม่นานก็กลับออกมานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่เยื้องกับหลานสะใภ้ แล้วกวักมือเรียกนางให้เข้ามาใกล้ๆ
สีหยุนจือเข้าใจความหมายของท่านปู่แต่ก็ยังไม่กล้าลุกขึ้น จึงค่อยๆ เดินเข่าไปข้างหน้าสองก้าว
ท่านปู่เห็นนางทำเช่นนี้ก็ไม่ถือสาและไม่ได้ต่อว่า เขาวางถุงผ้าแดงลงบนมือนางก่อนจะบอกเสียงดังชัดเจน
“จี้หยกคู่สลักรูปนกเป็ดน้ำนี้เป็นสมบัติตกทอดของตระกูลปู้ ตอนนี้มันเป็นของเจ้ากับถานเอ๋อแล้ว ให้เจ้าเก็บเอาไว้ชิ้นหนึ่ง อีกชิ้นค่อยเอากลับไปใส่ให้สามีของเจ้า เฮ้อ...โชคยังดีที่ก่อนเกิดเรื่องข้าเก็บเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นบรรพบุรุษคงได้ลุกจากสุสานมาต่อว่าข้าเป็นแน่”
สีหยุนจือหยิบหยกขาวราวหิมะทั้งสองชิ้นออกมาจากถุงผ้า แม้ท่านปู่จะพูดอย่างนั้นแต่นางก็รู้ดีว่าท่านจริงจังและให้ความสำคัญเพียงไร
หยกคู่นี้หมายถึงการสืบทอดตระกูลปู้ รวมถึงความรับผิดชอบที่ไม่อาจละทิ้ง
สีหยุนจือเก็บหยกคู่ใส่ไว้ในถุงผ้าตามเดิมแล้วเก็บเข้าในสาบเสื้ออย่างระวัง ค้อมกายกล่าวขอบคุณท่านปู่ พร้อมกับรับปาก
“เจ้าค่ะ หยุนจือจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี”
ปู้เฉิงจงเห็นนางแสดงความเคารพเช่นนั้นก็วางใจ ลุกขึ้นไปประคองสีหยุนจือให้ยืนขึ้นแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี “แค่รักษาไม่พอหรอก ต้องสืบทอดด้วย...ส่งให้ลูกให้หลานต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็รีบมีทายาทตัวน้อยให้ตระกูลปู้ไวๆ ล่ะ ฮ่าๆๆ”
สีหยุนจือหน้าแดงด้วยความอาย ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี พลันได้ยินเสียงท้องของท่านปู่ร้อง
“อาเยี่ยน ไปตักโจ๊กมาให้ข้าเพิ่มหน่อย ข้าเพิ่งเคยกินโจ๊กที่อร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก ฝีมือทำอาหารของหลานสะใภ้ยอดเยี่ยมจริงๆ หากได้กินอาหารที่เจ้าทำชาตินี้ข้าคงนอนตายตาหลับ”
ท่านปู่ชมสีหยุนจือไม่ขาดปาก นางเขินอายจนทำหน้าไม่ถูก เมื่อได้ยินท่านปู่บอกว่าอยากจะกินโจ๊กอีก นางจึงอาสา
“เดี๋ยวหยุนจือไปเอาให้เองเจ้าค่ะ” พูดจบก็หยิบถ้วยโจ๊กที่ท่านปู่กินจนหมด เดินหน้าแดงเรื่อออกจากห้องไป
ลุงเยี่ยนเห็นเจ้านายมองตามหลังหลานสะใภ้ไม่วางตาก็อดถามไม่ได้ “นายท่าน คิดอะไรอยู่หรือขอรับ? ฮูหยินออกจะนิสัยดี มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส...”
ปู้เฉิงจงได้ยินลุงเยี่ยนพูด จึงหันกลับมาบอกว่า “นิสัยดีทีเดียว แต่ผอมไปหน่อย ดูเหมือนจะมีลูกยาก ต้องบำรุงมากๆ”
“...”
ลุงเยี่ยนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง เมื่อรู้ความจริงว่านายท่านกำลังห่วงเรื่องอะไร จากนั้นเขาก็ทำท่าจะออกจากห้องแต่กลับถูกเจ้านายเรียกไว้
“เจ้าไปเอาบัญชีและเงินที่เหลือทั้งหมดของบ้านเราให้นางด้วย จากนี้ให้นางเป็นคนดูแล”
ลุงเยี่ยนแสดงสีหน้ากังวล “แต่ว่านายท่าน...บัญชีและเงินของบ้านเรา...” เขาทำหน้าลังเลเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ฮูหยินเพิ่งจะมาอยู่ได้ไม่นาน...อย่างนี้จะดีหรือขอรับ”
แต่ปู้เฉิงจงตัดสินใจแล้ว เขาโบกมือห้ามลุงเยี่ยนพร้อมกับบอกว่า “ทำตามที่ข้าว่านี่แหละ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก นางเป็นหลานสะใภ้ที่ข้าเลือกด้วยตัวเองเชียวนะ”
ตอนนั้นเขาไม่ได้ห่วงยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ห่วงความชราของตน ใช้เวลาสามเดือนเต็มกับการศึกษานิสัยและความอดทนของหลานสะใภ้คนนี้ จนแน่ใจว่านางเหมาะสมที่สุด
สีหยุนจือกลับมาที่ห้องครัว เห็นจ้าวอี้และหานเฟิงกำลังยืนกินโจ๊กข้างเตา
เมื่อพวกเขาเห็นนางเดินเข้ามาก็รีบหลบไปอยู่ด้านข้าง คนช่างพูดอย่างจ้าวอี้เอ่ยขึ้นก่อน
“ฮูหยิน โจ๊กที่ท่านทำอร่อยมากๆ เลยขอรับ”
“...”
สีหยุนจือไม่คิดว่าโจ๊กธรรมดาที่นางทำจะได้รับคำชมมากมายขนาดนี้ จึงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“จริงรึ อย่างนั้นก็กินมากๆ นะ...”
พูดพลางเดินไปหยิบถ้วยออกมาจากตู้ เพื่อที่จะตักโจ๊กไปให้ท่านปู่เพิ่ม แต่กลับเห็นเพียงหม้อว่างเปล่าจนเห็นรอยดำที่ก้น นางจำได้ว่าตัวเองทำโจ๊กในปริมาณสำหรับคนสิบคน และเพิ่งจะตักไปให้ท่านปู่เพียงถ้วยเดียว จะหมดได้อย่างไรกัน?
จ้าวอี้ยังคงก้มหน้าก้มตากินโจ๊กอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนหานเฟิงเริ่มรู้สึกตัว เอามือลูบท้ายทอยพลางยิ้มเจื่อน เอ่ยสารภาพกับนายหญิง
“โจ๊กอร่อยมากเหลือเกินขอรับ พวกเราก็เลยเติมเพิ่มอีกสองสามถ้วย”
“...” แค่สองสามถ้วย...เท่านั้นหรือ
ทำอย่างไรดี ท่านปู่ก็กำลังรอกินโจ๊ก ตอนนี้นางแทบอยากจะร้องไห้
ขณะที่กำลังคิดว่าจะทำอย่างไร จู่ๆ จ้าวอี้ก็วางถ้วยลง รีบเดินออกจากห้องครัวแต่ไม่ลืมหันมาบอกกับหานเฟิง “คุณชายกลับมาแล้ว”
หานเฟิงเองก็รู้แล้วเช่นกัน เขาเดินตามจ้าวอี้ออกจากห้องครัวไปอย่างรีบร้อน สีหยุนจือยืนงงกับการกระทำของทั้งคู่จึงเดินตามออกไป
ท่านแม่ทัพสวมชุดสีดำ ร่างกำยำดูผึ่งผาย
ใบหน้าหล่อเหลากอปรกับแววตาที่เย็นชาทำให้บุรุษตรงหน้ายิ่งดูคมเข้มมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะขาที่เดินไม่สะดวก ชายผู้นี้ก็คงมีรูปลักษณ์เพียบพร้อมอย่างยากจะหาบุรุษใดเทียบ
จ้าวอี้และหานเฟิงราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน จากสีหน้าและท่าทางขี้เล่นเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทั้งสองยืนเรียงแผ่นหลังหยัดตรงอยู่หน้าห้องครัวอย่างกับต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน
ท่านแม่ทัพกลับมาพร้อมกับคราบเลือดที่มือ สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาเดินไปที่บ่อน้ำข้างห้องครัว จ้าวอี้รีบเข้าไปตักน้ำให้อย่างคล่องแคล่ว หานเฟิงก็รีบไปหาสบู่มาให้
สีหยุนจือยืนดูอยู่ด้านนอก ดวงตาดำขลับจ้องบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา แต่เมื่อเห็นเขามองกลับมาด้วยสายตาเย็นชา นางจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ยิ้มให้อย่างจริงใจแล้วถามว่า
“ใต้เท้า กินข้าวเช้าหรือยังเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไป...”
“ไม่ต้อง” สีหยุนจือยังพูดไม่ทันจบเขาก็ปฏิเสธ
เขารับสบู่จากหานเฟิงมาล้างมือจนเสร็จ แล้วเดินไปที่ห้องหนังสือทางทิศตะวันออกของบ้านทันที
สีหยุนจือมองตามหลังสามีที่เดินห่างออกไปแล้วถอนหายใจ
จ้าวอี้และหานเฟิงสบตากัน กลัวว่านายหญิงจะคิดมากจึงรีบบอกนางว่า “ปกติคุณชายไม่กินอาหารเช้าขอรับ ฮูหยินอย่าได้เก็บไปคิดให้มากเลย”
สีหยุนจือยิ้มน้อยๆ ให้คนทั้งสอง “อืม ข้าไม่คิดมากหรอก พวกเจ้ากินอิ่มหรือยัง? ข้าว่าจะต้มเพิ่มอีกสักหน่อย พวกเจ้ายังอยากกินอยู่ไหม?”
จ้าวอี้และหานเฟิงฉีกยิ้มกว้าง รีบพยักหน้า ตอบกลับด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“เอาขอรับ เอาขอรับ!”
เป็นอีกคืนที่เร่าร้อน
ฉากหลังผ้าม่านที่เปิดไว้เพียงครึ่งมีเสียงครางเบาๆ ระคนเสียงหายใจหอบหนักตามจังหวะการเคลื่อนไหว
สีหยุนจือนอนงอตัวตอบรับการจู่โจมของปู้ถานที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด สองมือแกร่งจับอยู่ที่เอวบาง นิ้วมือของเขาพันธนาการไว้แน่นจนนางไม่สามารถขยับหนีหรือต้านทานได้ แรงที่โถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงทำให้เอวนางแทบหัก แผ่นหลังขาวนวลเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราว เส้นผมดำขลับสยายลงมาปกคลุมร่างบอบบางเกิดเป็นภาพยั่วยวนใจจนปู้ถานยากจะห้ามใจได้ไหว เขาเพิ่มแรงกระแทกให้เร็วและแรงขึ้น เพื่อให้ร่างอ่อนนุ่มที่โค้งตัวอยู่ตรงหน้าตอบรับความปรารถนาท่วมท้นของตน
สีหยุนจือซบหน้ากับแขนตัวเอง เอวของนางถูกกุมไว้ทำให้จำต้องเคลื่อนไหวไปตามแรงที่โถมเข้าใส่จนร่างแทบแหลกสลาย หญิงสาวหายใจหอบ ขาและแขนไร้เรี่ยวแรง ราวกับปลาขาดน้ำที่กำลังจะหมดแรงดิ้น
เป็นอยู่อย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งร่างชายหนุ่มกระตุก เขาจึงได้หยุดการเคลื่อนไหวลง จากนั้นก็พลิกตัวลงมานอนหงายอยู่ด้านนอกของเตียง เขาหายใจหอบถี่อยู่ครู่ใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นปกติ สุดท้ายก็นอนตะแคงหันหลังให้นางแล้วเหมือนจะหลับไป
สีหยุนจือไม่เคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้มาก่อน นางหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เตรียมไว้ข้างกายมาเช็ดน้ำตาแล้วสวมเสื้อผ้า พลางหันไปมองสามีที่ตอนนี้ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างแผ่วเบา “ใต้เท้า...ไม่อยากเห็นหน้าข้าใช่ไหมเจ้าคะ?”
ความเงียบภายในห้องยิ่งทำให้สีหยุนจืออึดอัดและคับข้องใจยิ่งกว่าเดิม น้ำตานางเริ่มรื้นขึ้นมา
ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้ยินปู้ถานถอนหายใจแล้วกล่าวเพียงว่า
“นอนเสียเถอะ”
สีหยุนจือยกมือปิดหน้าของตนที่ร้อนผ่าวจนแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอายแต่ก็ทำใจกล้าหันไปดึงแขนเสื้อของปู้ถานที่นอนอยู่ด้านข้าง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ใส่ใจซ้ำยังทำเสียงในคอเหมือนรำคาญ
นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าอีกครั้ง ถามเขาว่า
“ใต้เท้า ข้าขอนอนเตียงฝั่งด้านนอกได้ไหมเจ้าคะ?”
“...”
ภายในห้องเงียบกริบ ไม่มีเสียงตอบกลับจากชายหนุ่ม จนนางคิดว่าเขาคงไม่ยอม แต่ปู้ถานกลับลุกขึ้นนั่ง เสื้อที่สวมเพียงลวกๆ เผยให้เห็นแผงอกกว้าง สีหยุนจือรีบก้มหน้างุด หลบสายตาจากภาพตรงหน้า
ปู้ถานมองสตรีข้างกาย พลางคิดในใจว่าสตรีนางนี้ช่างน่าสงสาร อีกทั้งยังตกใจง่าย ถึงเขาอยากโกรธก็โกรธไม่ลง อยากจะดุก็ไม่กล้า ในสายตาผู้อื่นนางคงดูเป็นสตรีที่อ่อนโยน แต่สำหรับเขาแล้ว นางช่างอ่อนแอและบอบบางเกินไป
เขาเบี่ยงตัวขยับให้นางออกมานอนอีกฝั่ง ชุดนอนสตรีแบบบางพลิ้วไหวผ่านหน้า ชุดตัวในที่นางสวมไว้อย่างหลวมๆ เผยให้เห็นเนินอกอวบอิ่มขาวผ่อง พลันให้นึกถึงกายอ่อนนุ่มที่แนบชิดเมื่อครู่ ปู้ถานรู้สึกราวกับมีไฟร้อนหมุนวนอยู่ในท้องจนต้องข่มตาหลับเพื่อสงบอารมณ์ที่เริ่มจะพลุ่งพล่าน
สีหยุนจือไม่รู้ตัวว่าเสื้อที่ใส่ไม่ได้ช่วยปกปิดเรือนร่างของนางเลย หญิงสาวย้ายตัวไปนอนอีกฟากอย่างรวดเร็ว เมื่อห่มผ้าเรียบร้อยก็หันหลังให้เขาแล้วหลับไป
---------------------------------------------