เสียงฟ้าร้องดังขึ้นกะทันหัน ในที่สุดสายฝนก็โปรยลงมา ต้นหวู่ถงยืนตระหง่านท่ามกลางลมฝน เขากางร่มพับในมือออก
ถึงตอนนี้ จงอิงจึงค่อยมองเห็น ‘วงแหวนมอบิอุส’ สีขาวบนตัวร่มสีดำ ด้านล่างพ่นเป็นตัวเลข 9.14
นั่นเป็นร่มของเธอนี่!
ตอนที่จงอิงถลันไปถึงประตูชั้นล่าง สิ่งที่ต้อนรับเธอมีเพียงม่านฝนเต็มผืนฟ้า
รถกู้ชีพเสียงดัง ‘วี้หว่อวี้หว่อ’ แล่นเข้ามายังตึกฉุกเฉิน ที่ตามมาติดๆ ก็คือเสียงอึกทึกพักหนึ่งและผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทั้งหมดล้วนหลอมรวมเข้าไปในม่านฝนยามราตรี
จากครรลองสายตา คนที่สวมเสื้อเชิ้ตขาว ถือร่มพับสีดำ ไม่มีเลยสักคนเดียว
จงอิงวิ่งลงมาใช้เวลาเพียงแค่สามสิบเจ็ดวินาที อีกฝ่ายกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว เธอยังสงสัยว่าตนเองเห็นภาพหลอนไปหรือเปล่า
พื้นดินเปียกแฉะอย่างรวดเร็ว พอล้อรถกลิ้งผ่านก็ทำเอาละอองน้ำกระเซ็น ฝนในคืนที่ร้อนอบอ้าวจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันราวกับกองทัพที่แตกพ่ายไม่เป็นขบวน ภายในตัวอาคาร ไอเย็นฉ่ำของน้ำฝนไหลวนเข้ามา
จงอิงถอยไปข้างหลังหลายก้าวแล้วหมุนตัวไปนั่งลงตรงม้านั่งแถวประตูทางเอาดื้อๆ พยายามปรับลมหายใจตัวเองให้สงบ
เสียงรถกู้ชีพข้างนอกเงียบไปแล้ว มีเพียงเสียงฝนเทกระหน่ำ อากาศสดชื่นล้นทะลักเข้ามาแทนที่ไอร้อนที่ตกตะกอนอยู่ภายในกาย
ไฟรางคู่จู่ๆ ก็ดับวูบไปกว่าครึ่ง มีเพียงผู้คนน้อยนิดที่ยังเดินไปมาอยู่ตรงชั้นหนึ่ง จงอิงยืดขาออกไป หลับตาลง ลมหายใจผ่อนช้าลงทีละน้อย
แต่ทันใดนั้น... บ่าก็ถูกตบลงมาจนเธอผวาตื่น
“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ?” เป็นเชิ่งชิวฉือที่กลับมาจากห้องตรวจ
“ลงมาสูบบุหรี่ เลยเผลอหลับไปน่ะ” จงอิงหาเหตุตอบกลับอย่างส่งเดช
เชิ่งชิวฉือกล่าวว่า “นั่งตรงนี้จะเป็นหวัดเอาได้นะ” มือทั้งคู่ของเขาซุกกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ มองสภาพฝนด้านนอกที่เปลี่ยนเป็นซาลงเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “รอจนฝนหยุดแล้วคุณค่อยกลับบ้านไปนอนนะ ตอนนี้ขึ้นไปข้างบน นั่งพักสักหน่อยเถอะ”
จงอิงไม่ขยับ แต่อีกฝ่ายช่างมีน้ำอดน้ำทนจริงๆ ยืนรอเธออยู่ที่ด้านข้างไปทั้งอย่างนั้น รอจนเธอยินดีลุกขึ้นถึงได้ยอมเลิกรา
“ป้าใหญ่ของคุณเป็นคนพูดแรง แต่ป้าก็เป็นคนแบบนี้มาตลอดนี่นา คุณไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก” อีกฝ่ายพยายามโน้มน้าวชักจูงให้เธอคล้อยตาม
จงอิงเองก็ไม่ให้เสียความปรารถนาดี รับคำว่า “อืม”
เธอลุกขึ้นตามเชิ่นชิวฉือไปชั้นบน อีกฝ่ายถามเธอว่ากลางวันได้พักผ่อนบ้างหรือไม่ เธอพิงผนังลิฟต์ตอบไปตามความจริง “ต้องอยู่ประจำการ”
ประตูลิฟต์เปิดออก เชิ่นชิวฉือหันหน้ามามองเธอแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าจงอิงดูเหมือนกับหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ที่สวมเครื่องแบบประจำชาติ
พอผลักประตูห้องตรวจเข้าไป ป้าใหญ่กับแม่ของจงยวี๋ก็ยังอยู่
ดูท่าจะได้รับการปลอบประโลมไปแล้วบ้าง สติอารมณ์ของแม่จงยวี๋จึงมั่นคงขึ้นมาก ทว่าขอบตายังคงแดงระเรื่อ พอหล่อนเห็นจงอิงเดินเข้ามา ก็ใช้น้ำเสียงต่ำๆ กล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “จงอิง ขอบใจนะ”
จงอิงยังไม่ทันตอบ ป้าใหญ่กลับชิงพูดเสียก่อน “ก่อนหน้านี้จู่ๆเธอก็วิ่งพรวดพราดออกไป ทำเอาฉันตกอกตกใจไปหมดเลย!” หล่อนบ่นพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่บอกเล่าเก้าสิบคนอื่นอยู่เรื่อย”
เชิ่งชิวฉือส่งสายตาให้จงอิง แอบชี้ๆ ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งด้านหลังโต๊ะคอมพิวเตอร์ บอกให้เธอไปนั่งทางด้านโน้น ตนเองกลับลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามโซฟา กล่าวกับคนในครอบครัวทั้งสองท่านว่า “อุบัติเหตุคราวนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างร้ายแรง ห้องฉุกเฉินทางนั้นมีพวกสื่อมานั่งรอกันแล้ว ถึงตอนนี้ เราแจ้งให้พ่อของจงยวี๋รับทราบได้แล้วหรือยังครับ?”
“เขาไปดูงานอยู่ต่างประเทศ กลับมาทันทีเลยได้ที่ไหนกัน?” ป้าใหญ่สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ทั้งยังออกจะกระวนกระวายอยู่บ้าง “นักข่าวเองก็ว่างจัดไม่มีอะไรทำ เรื่องพรรค์นี้หยิบยกขึ้นมาวิจารณ์กันได้ที่ไหน? แถมก็ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบต่อบริษัทหรือเปล่า”
ทางด้านนั้นสนทนากันงึมๆ งำๆ จงอิงกลับไม่ใคร่ใส่ใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหลายแหล่
ข้อศอกเธอแตะถูกเมาส์โดยไม่ตั้งใจ หน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างวาบขึ้นมา โชว์ PACS* ที่เธอร้างรามานาน มันเป็นระบบสอบถามหาข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ปลายทาง** ทั้งยังลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว จึงมีสิทธิ์ในการเปิดอ่าน
ที่แสดงอยู่ในหน้าจออ่านภาพคือภาพผลตรวจสมองของจงยวี๋พอดี รูปแบบภาพ 3 X 4 เรียงกันเป็นแนว 12 ภาพ เธอไล่ตรวจอ่านทีละภาพ ทีละภาพลงมา โดยทั่วไปแล้วพอจะยืนยันได้ว่าสภาพความเสียหายบริเวณสมองของจงยวี๋ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล
นับว่าโชคดีมาก
เสียงฝนด้านนอกค่อยๆ เบาลง จงอิงปิดตา หลังจากเธอตัดขาดเสียงสนทนาภายในห้องแล้ว สมองก็สามารถได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่เบากว่า เช่น เช่นเสียงเดินติ๊กๆ ของนาฬิกาควอทซ์ เธอได้ยินมันอย่างชัดเจน
อัตราการเต้นของหัวใจถูกเสียงเข็มยิ่งเร่งเร้ายิ่งรัวเร็ว แนวสันหลังที่โค้งงอของเธอในเวลานี้ทำเอาหายใจไม่สะดวกนัก ทำให้เธอหวนนึกถึงตอนที่ถูกผลักเข้าไปในเครื่องสแกนเมื่อตอนเช้าวานนี้ มีความรู้สึกเหมือนตนขาดอากาศหายใจในที่ที่ปิดทึบ
จู่ๆ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างทรมาน จากนั้นก็เปิดตาขึ้น มือที่กุมเมาส์เอาไว้คลิกเปิดหน้าสอบถามขึ้นมาใหม่ราวกับมีอะไรมาดลใจ
เชิ่งชิวฉือเบือนหน้ามามอง ถามเธอว่าคลิกอะไร
จงอิงป้อนหมายเลขเวชทะเบียน* ลงไปอย่างแม่นยำ เลือกภาพการตรวจ NMRI** ของตนเองขึ้นมา
เธอตอบว่า “Minesweeper***”
แสงหน้าจอกึ่งมืดกึ่งสว่าง ภาพดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ผ่านการเซ็นประทับตราและทำให้คมชัดขึ้นซ่อน ‘คำวินิจฉัย’ เอาไว้
แน่นอนว่าแพทย์ที่ประสบการณ์โชกโชนอย่างเธอ สามารถทำการวินิจฉัยออกมาได้ทันที
สิบนาทีให้หลัง สายตาที่พยายามไขว่คว้าข้อมูลบนหน้าจอพลันหม่นลงทีละน้อย ต้นคอที่ยืดออกไปก็ค่อยๆ หดเก็บกลับไปด้านหลัง บ่าทั้งคู่ของจงอิงลู่ลง ลมหายใจติดขัดและหนักหน่วง ในที่สุดก็พิงกลับไปที่เก้าอี้ใหม่อีกครั้ง กุมมือทั้งคู่เข้าหากัน
ในห้องตรวจกลางค่ำคืนในฤดูร้อนนี้กลับมีไอยะเยือกบางเบาคืบคลานขึ้นมาจากปลายเท้า
รอบข้างราวกับเงียบสงัดไปในชั่วพริบตาเดียว กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดินก็ยังไม่ได้ยินแล้ว ทว่าจู่ๆ กลับมีเสียงอึกทึกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เสียงนี้เหมือนจะทลายประตูเข้ามา
จงอิงเงยหน้าขึ้น เห็นคนสามคนถลันเข้ามา ชูเครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป โหวกเหวกว่าจะสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องด้วยทีท่าราวกับมีเรื่องอะไรใหญ่โต ป้าใหญ่อีกทั้งแม่ของจงยวี๋ต่างพากันรับมือไม่ทัน เชิ่งชิวฉือลุกพรวดขึ้นทันที เชิญอีกฝ่ายออกไปด้วยเสียงอันดัง “นี่เป็นห้องตรวจ ไม่ให้สัมภาษณ์”
คนที่ถือเครื่องบันทึกเสียงคนนั้นกระทั่งสำนักข่าวก็ยังไม่แจ้ง รี่ตรงมาหาแม่ของจงยวี๋ทันที เอ่ยปากโพล่งไม่อ้อมค้อมว่า “ถามหน่อย คุณเป็นคนในครอบครัวของผู้ตายใช่ไหม?”
“ตายเตยอะไรกัน! คุณพูดว่าใครตายแล้ว?” ป้าใหญ่เอื้อมมือไปผลักอย่างแรง อีกฝ่ายยังคงไม่เปลี่ยนเป้าหมาย เอาแต่จ้องแม่ของจงยวี๋เอาไว้ รุกจี้ถามต่อไปว่า “ขอถามหน่อยคุณเป็นน้องสาวของสิงเสวียอี้ผู้ตายใช่ไหม? สิงเสวียอี้ทำไมต้องพาหลานชายออกนอกบ้านไปตอนเช้าตรู่ด้วย? คุณรู้เรื่องนี้ไหม?”
ปลายเข็มสอด* ที่บรรจุข้อสงสัยจนเต็มแทงออกไปอย่างดุดัน ให้ความรู้สึกเย็นชาและก้าวล่วงที่หยาบคาย
เพลิงโทสะของป้าใหญ่ลุกพรึบ หล่อนคว้าแก้วกระดาษบนโต๊ะรับแขกขึ้นมาได้ก็สาดใส่อีกฝ่ายทันที “ออกไปให้หมด!”
เสียงกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดิจิตอลดังขึ้น เชิ่งชิวฉือตรงเข้ามาขวาง ทว่ายังคงมีคนตาแหลมมองเห็นจงอิงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะคอมพิวเตอร์
ยูนิฟอร์มสีฟ้าอ่อนเตะตายิ่งนัก คนคนนั้นแพนกล้องเล็งตรงมายังจงอิง คนที่ด้านข้างถลันเข้ามาสอบถามในทันทีว่า “ขอถามหน่อย คุณเป็นตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ใช่ไหม?”
ในพริบตาที่อีกฝ่ายกดชัตเตอร์ จงอิงก็เบือนหน้าหนี คว้าเอาสมุดเขียนใบสั่งยาขึ้นมาบังใบหน้าด้านข้าง
เธอมุ่นคิ้วปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เสียงชัตเตอร์แชะๆ กลับดังรัวไม่หยุด ตามมาด้วยคำถามหลากหลาย จงอิงฟังไม่ชัดแม้แต่ประโยคเดียว
ในใจยามนี้ปรารถนาความเงียบสงบไร้ผู้คนรบกวนเป็นที่สุด แต่กลับต้องถูกจับขึงพรืดอยู่หน้าแท่นสอบปากคำที่อึกทึก ทุกวินาทีล้วนเป็นความทรมานทั้งสิ้น
พนักงานรักษาความปลอดภัยค่อยๆ ยุรยาตรมา ในห้องตรวจกลับคืนสู่ความสงบใหม่อีกครั้ง ทว่าบรรยากาศหดหู่เสียแล้ว
จากท่าทีคุกคามไล่บี้ของอีกฝ่ายเมื่อสักครู่ จงอิงรับรู้ได้ว่านี่น่าจะไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุทางถนนแบบธรรมดาเสียแล้ว บางทีอาจจะโยงไปยังเรื่องราวอีกมากมาย ทว่าเธอในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสน
นาฬิกาชี้ไปยังตัวเลขบอกเวลาเช้ามืด หรือตีสามห้าสิบหกนาที ฝนหยุดแล้ว ราตรีมืดสนิท ใบหน้าของทุกคนล้วนซึมเซาด้วยความเหนื่อยล้า ต่างคนต่างนั่งแผละหมดแรงไม่พูดไม่จาสักคำ
จงอิงตั้งสติกลับมาได้ ฝืนฮึดรวบรวมแรงกายเอื้อมไปกุมเมาส์ไว้ เลือกบันทึกประวัติการอ่านของตัวเธอเองบริเวณนั้น แล้วลบทิ้ง
เธอลุกขึ้น ดันเก้าอี้เข้าเก็บ กล่าวกับเชิ่งชิวฉือว่า “ฝนหยุดแล้ว ฉันไปก่อนละกัน มีเรื่องอะไรค่อยติดต่ออีกที”
เชิ่งชิวฉือหมายจะไปส่งเธอ จงอิงเดินมาถึงประตูกลับกล่าวเสียก่อนว่า “ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินมักมีเรื่องด่วนอยู่ตลอดเวลา คุณรออยู่ที่นี่จะเหมาะกว่า” กล่าวจบ ก็ใช้ร่างดันประตูให้เปิดออกตามความเคยชิน แล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบงัน