ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เหนือกาลเวลา( 夜旅人)

ผู้แต่ง 赵熙之
ผู้แปล hongsamut
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
ห้องนี้เป็นของใคร? จงอิง นิติเวชสาวมือฉกาจของยุค 2015 ต้องปวดหัวกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ที่จู่ๆ ก็มาอ้างสิทธิ์ในอะพาร์ตเมนต์ซึ่งเธอได้รับการตกทอดมาจากครอบครัว และตอนนี้เธอก็กำลังอาศัยอยู่เสียด้วย เขาคนนั้นมีสัญญาเช่าห้องที่ถูกต้อง ตามกฏหมายทุกประการ เสียอย่างเดียว มันเป็นสัญญาที่ทำตั้งแต่ปี 1932! เชิ่งชิงลั่ง ทนายหนุ่มหล่อไฟแรงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องวิ่งวุ่นกับ ภารกิจของประเทศชาติ ทั้งหลบกระสุนและต่อกรกับการรุกรานของทหารญี่ปุ่น เท่านั้นยังไม่พอ เขายังต้องรับมือกับสาวสวยที่มีภูมิหลังแสนประหลาด ซึ่งมา อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของห้องพักที่เขาพักอยู่หลายปีแล้ว! ทุกสี่ทุ่มตรง โลกของเขาและเธอจะซ้อนทับกัน ทุกอย่างเลยต้องแชร์ แน่ล่ะ เมื่อห้วงของกาลเวลาเวียนมาบรรจบ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...

บทนำ

Author: 赵熙之

Chinese edition copyright 北京晋江原创网络科技有限公司

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

----------

ห้องนี้เป็นของใคร?

จงอิง นิติเวชสาวมือฉกาจของยุค 2015 ต้องปวดหัวกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ที่จู่ๆ ก็มาอ้างสิทธิ์ในอะพาร์ตเมนต์ซึ่งเธอได้รับการตกทอดมาจากครอบครัว
และตอนนี้เธอก็กำลังอาศัยอยู่เสียด้วย เขาคนนั้นมีสัญญาเช่าห้องที่ถูกต้อง
ตามกฏหมายทุกประการ เสียอย่างเดียว มันเป็นสัญญาที่ทำตั้งแต่ปี 1932! เชิ่งชิงลั่ง ทนายหนุ่มหล่อไฟแรงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องวิ่งวุ่นกับ
ภารกิจของประเทศชาติ ทั้งหลบกระสุนและต่อกรกับการรุกรานของทหารญี่ปุ่น 
เท่านั้นยังไม่พอ เขายังต้องรับมือกับสาวสวยที่มีภูมิหลังแสนประหลาด ซึ่งมา
อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของห้องพักที่เขาพักอยู่หลายปีแล้ว!                                               
ทุกสี่ทุ่มตรง โลกของเขาและเธอจะซ้อนทับกัน
ทุกอย่างเลยต้องแชร์ 
แน่ล่ะ เมื่อห้วงของกาลเวลาเวียนมาบรรจบ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...

สารบัญ

เช้าของวันใหม่

          เพิ่งจะพ้นผ่านศูนย์นาฬิกาเพื่อเข้าสู่เช้าของวันใหม่ ไฟตามท้องถนนเริ่มหรี่แสง

          ฝนระลอกหนึ่งตั้งท่าจะตกอยู่รอมร่อ อากาศยามดึกคืนนี้ร้อนอบอ้าว

          ด้านนอกหอฌาปนกิจ... รถตำรวจคันหนึ่งจอดอยู่ เป็นรถเก๋งโฟล์กสวาเกนพาสสาท ท้ายรถด้านซ้ายพ่นเลขทะเบียน H3987 เอาไว้ หน้าต่างรถเปิดไว้ครึ่ง

          ที่ด้านนอก หนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังพิงหน้าต่างรถสูบบุหรี่กันอยู่ ส่วน ‘จงอิง’ นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ แกะกระป๋องปลาหลิงยวี๋ราดถั่วโต้วฉือ* กระป๋องหนึ่งเปิดออก ห่วงดึงเปิดกระป๋องขาดไปแล้วเธอจึงจำต้องใช้มีดเปิด

          ปลายมีดถูกจิ้มลงไปอย่างมั่นคง กรีดวนไปครึ่งรอบก็เปิดออกได้อย่างราบรื่น เธอคว่ำแล้วเคาะตัวกระป๋อง มีถั่วโต้วฉือมันเยิ้มเพียงเม็ดเดียวกลิ้งลงมาและหล่นแหมะอย่างเดียวดายบนข้าวสวยที่เย็นชืดไปแล้ว

          ตำรวจหนุ่มที่ยืนอยู่นอกรถขยี้ดับปลายบุหรี่ มองเข้าไปในรถแวบหนึ่ง “อาจารย์จง... คุณยังกินลงอีกหรือครับเนี่ย? ผมเห็นยังแทบอ้วก”

          “การมาเยือนที่เกิดเหตุนับเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง พอทำหลายครั้งเข้าก็จะชินไปเอง ไป... ไปเอาชุดปฏิบัติการขนกลับไปเก็บที่สถานีตำรวจได้แล้ว” ตำรวจหญิงที่สูบบุหรี่สั่งรุ่นน้องเสร็จ ก็หมุนตัวกลับมากล่าวกับจงอิงว่า “เธออย่ากินเลย ข้าวกล่องพวกนี้เป็นของเหลือจากเมื่อตอนกลางวัน อากาศร้อนขนาดนี้น่าจะบูดไปตั้งนานแล้ว”

          นิ้วมือที่คีบบุหรี่ของหล่อนเกาะบนกระจกหน้าต่างรถ ควันบุหรี่ลอยเข้ามาในตัวรถ

          จงอิงเงยหน้าขึ้น ผลักกล่องข้าววางไว้ด้านข้าง ใช้มือเปล่าแงะฝากระป๋องครึ่งที่เหลือที่ยังไม่ได้เปิด

          คนหิวมักไม่เลือกวิธีการ จงอิงไม่มีอะไรเข้าท้องมาสิบสองชั่วโมงแล้ว เธอวิ่งขาขวิดไปยังสถานที่เกิดเหตุทั้งสามแห่ง ทั้งยังต้องขับรถวนไปเวียนมาล่อไปเสียเกือบครึ่งเมือง ทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหงื่อ

          การตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและการชันสูตรพลิกศพล้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรง ร่างกายของเธอที่ได้รับการปลดแอกออกมาจากชุดปฏิบัติการ ทั้งอ่อนระโหยโรยแรง ทั้งยังหิวจนไส้กิ่ว

          หยาดเหงื่อพราวบนหน้าผากของจงอิง ซ้ำยังผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังยูนิฟอร์มที่สวมมีรอยเหงื่อวงกว้างเท่าฝ่ามือ ดาวประดับสี่แฉกบนอินทรธนูแถบเทาถูกแสงเรืองสีเหลืองอ่อนในรถส่องกระทบจนสว่างวาบ

          เธอออกแรงมากเกินไปในการเปิดฝากระป๋อง มีจังหวะหนึ่ง... มือถือมีเสียงเรียกเข้าพอดี จงอิงจึงถูกแผ่นโลหะคมกริบบาดง่ามมือขวาเข้าให้ เพราะไม่ทันระวัง มัวแต่สนใจจะรับสายโทรศัพท์ บริเวณเนื้อที่ถูกบาดมีเลือดทะลักออกมาในพริบตา ปะปนไปกับน้ำมันจากอาหารแล้วไหลย้อยลงมา

          เสียงเรียกเข้ายิ่งนานยิ่งกระชั้น จงอิงเหลือบมองชื่อคนที่โทรเข้ามาแวบหนึ่ง ก่อนจะควักแผ่นกระดาษชุบแอลกอฮอล์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีเรียบเฉย ฉีกห่อเปิดออกด้วยมือเดียว จากนั้นก็จัดการเช็ดน้ำมันและเลือด

          “ทำไมไม่รับล่ะ?” ตำรวจหญิงที่นอกรถเอื้อมมือเข้ามา ขณะกำลังจะช่วยจงอิงรับแทน เสียงเรียกเข้ากลับหยุดไป

          ตำรวจหญิงคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเปิดหน้าจอ “เชิ่งชิวฉือ---หมายเลขที่ไม่ได้รับสาย”

          ตามมาด้วยข้อความหนึ่งที่เด้งเข้ามาในทันที “น้องชายเธอแอดมิทฉุกเฉิน” ตำรวจหญิงนิ่วหน้า มือถือส่งเสียง ‘ติ้ง’ มาอีกครั้ง ข้อความที่สองที่เข้ามาคือ “ต้องใช้เลือด รีบมาด่วน”

          ตำรวจหญิงยกมุมปากขึ้นด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก เอาหน้าจอมือถือหันไปทางจงอิง “เธอจะไปไหม?”

          จงอิงเงยหน้าขึ้น แสงหน้าจอส่องใบหน้าเธอจนสว่าง ความรู้สึกยามที่แอลกอฮอล์กดบนบาดแผลดุเดือดแค่ไหนใครๆ ก็รู้ แต่มันได้ผลชะงัด หลังจากเอาแผ่นแอลกอฮอล์ออกบาดแผลก็แทบจะหายเจ็บไปเลย

          เธอกำลังจะตอบ เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง---คราวนี้เป็นสายเรียกเข้าจากทางสถานี

          จงอิงรับโทรศัพท์มือถือกลับมา หลังรับสายทางนั้นบอกว่า “มีอุบัติเหตุบนท้องถนนถนน คงต้องวานให้คุณกับเสี่ยวเจิ้งไปสักหน่อย ทางเราจะรีบระบุตำแหน่งแล้วส่งให้คุณรับทราบโดยด่วน”

          หลังจากขยับกระดาษแอลกอฮอล์ออก หยดเลือดก็ยังผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมกันจนเป็นสาย ไหลลงมาตามเส้นลายมือ ไหลรินตลอดทางจนหยดลงไปในกระป๋องปลาหลิงยวี๋

          เธอเงยหน้าขึ้นมาใหม่ มองออกไปนอกหน้าต่างพลางกล่าวกับคนปลายสายว่า “ธุระที่นี่ยังไม่เสร็จ ฉันจะให้เสวี่ยนชิงกับเสี่ยวเจิ้งไปดูแทนแล้วกันค่ะ”

          ในสุสานที่ไกลออกไป ป้ายหลุมศพตั้งตระหง่านเรียงเป็นแถวยาว เธอเบือนสายตาออก ก่อนจะวางสายโทรศัพท์แล้วกล่าวกับตำรวจหญิงที่อยู่นอกรถว่า “เสวี่ยนชิง ไปสถานที่เกิดเหตุแทนฉันหน่อย คราวหน้าฉันไปแทนเธอสองที่เลยเอ้า”

          เสวียเสวี่ยนชิงเปิดประตูรถแล้วเข้ามานั่งตรงที่นั่งคนขับ ในเสียงถอนหายใจเหนื่อยล้าเจือความจนใจอยู่รางๆ ทว่าท้ายสุดก็กดขยี้บุหรี่ในมือจนดับ เป็นความหมายว่ายอมรับข้อแลกเปลี่ยน “ไป... ฉันจะไปส่งเธอเอง”

          “ไม่ใช่ทางเดียวกัน อีกอย่างเรื่องของเธอด่วนกว่า พวกเธอต้องเร่งทำเวลา ฉันเรียกรถไปเองได้”

          เสวียเสวี่ยนชิงมองตามจงอิงกระทั่งเธอลงจากลงรถเดินออกไปข้างนอก คุณตำรวจสาวมีน้ำใจช่วยเปิดไฟหน้ารถส่องทางให้เธอไปอีกระยะหนึ่ง เห็นเพียงเงาแผ่นหลังนั้นยกแขนขึ้นโบกไปมา แล้วก็เลี้ยวโค้ง หายวับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว

          เสี่ยวเจิ้งจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ย้อนกลับเข้ามาในรถ ได้รับการบอกเล่าว่าไม่ต้องกลับไปสถานีตำรวจแล้ว เพราะยังต้องเดินทางไปสถานที่เกิดเหตุอีกแห่ง เขาโอดโอยโหยหวนอยู่พักใหญ่ พลันพบว่าใต้เท้าเหยียบกระเป๋าสตางค์ใบหนึ่งอยู่ พอหยิบขึ้นมาดู ก็ขมวดคิ้วถามเสวียเสวี่ยนชิงว่า “นี่เป็นกระเป๋าสตางค์ของอาจารย์จงรึเปล่า?”

          เสวียเสวี่ยนชิงปรายตามองอย่างรวดเร็ว อารมณ์เสียขึ้นมาทันที “ลืมจนได้สินะ ไม่พกเงินแล้วจะไปเรียกแท็กซี่ได้อย่างไร!”

          รถตำรวจขับออกไปถึงถนน เสวียเสวี่ยนชิงสอดส่ายสายตาหามาตลอดทางก็ยังไม่เห็นเงาร่างของจงอิง

          เสี่ยวเจิ้งว่า “งั้นผมโทรไปหาอาจารย์จงนะครับ”

          เสวียเสวี่ยนชิงกลับหักรถกะทันหัน กล่าวโต้ด้วยน้ำเสียงเดือดดาลอยู่บ้าง “ไม่ต้องโทร ปล่อยไปเลย”

 

          ดึกดื่นเกือบเที่ยงคืนแบบนี้เรียกรถยากมาก

          จงอิงซึ่งมักจะอับโชคมาตลอด สามารถโบกรถให้จอดได้คันหนึ่ง คนขับยื่นหน้าออกมา พูดกับเธอด้วยภาษาจีนกึ่งเซี่ยงไฮ้ว่า “เอ่อ... ที่นั่งด้านหลังรถผมมีคนแล้วครับคุณตำรวจ คุณรอคันอื่นเถอะนะ”

          รถเขาเปิดไฟว่า ‘รถว่าง’ แต่พอถูกโบกเรียกดันบอกว่ามีผู้โดยสารแล้ว จงอิงไม่สะดวกรอนานไปกว่านี้ เธอจึงบอกที่อยู่โรงพยาบาลเสร็จก็ถามเขาว่าไปทางเดียวกันหรือไม่

          คนขับแท็กซี่ตอบว่า “ทางเดียวกันก็จริงอยู่ แต่คุณก็ต้องลองถามคุณผู้ชายที่อยู่ข้างหลังดูด้วยว่าจะยอมให้คุณร่วมทางไปกับเขาหรือเปล่า” พูดพลางหันหน้ากลับไปถามความเห็นของผู้โดยสารที่อยู่บนรถตน “คุณครับ คุณผู้หญิงคนนี้จะไปโรงพยาบาล เธอมีเรื่องด่วน”

          ที่นั่งด้านหลังมีคนนั่งอยู่คนหนึ่งจริงๆ เขาตอบอย่างสุภาพว่า “ผมไม่รีบ... เชิญ”

          จงอิงที่อยู่นอกรถพอได้ยินคำตอบรับ ก็รีบเปิดประตูรถด้านหลังเข้าไปนั่งทันที ถึงตอนนี้เธอค่อยมีเวลาจัดการทำแผลที่มืออย่างจริงจัง

          จากง่ามมือไปทางเนินอุ้งมือ บาดแผลเปิดออกราวสี่มิลลิเมตร เรียกว่าบาดเข้าไปลึกพอสมควร พอแบมือออก ฝ่ามือจึงเต็มไปด้วยเลือด เธอล้วงมือซ้ายเข้าไปในกระเป๋ากางเกง กลับพบว่ากระดาษแอลกอฮอล์ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงไปแล้ว เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากถามคนขับแท็กซี่ว่า “คุณลุงมีกระดาษทิชชู่ไหมคะ?”

          คนขับเหลือบตามองกล่องกระดาษทิชชู่แบบดึงที่ว่างเปล่าแวบหนึ่ง “โชคไม่ดีเลย ใช้หมดเกลี้ยงพอดี”

          พอได้ยิน จงอิงก็คิดจะกำมือห้ามเลือดไว้ดังเดิม ทว่า ‘คุณผู้ชายที่ไม่รีบ’ ที่ด้านข้างจู่ๆ กลับยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งมาให้ เป็นผ้าฝ้ายสีเรียบ สามารถซับน้ำได้ดี

          จงอิงตะลึงไปเล็กน้อย

          “ยังไม่ได้ใช้ สะอาดครับ” เขากล่าว ใบหน้าทั้งดวงตกอยู่ในเงามืด เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีดำ ที่ตักวางกระเป๋าเอกสารอยู่ใบหนึ่ง ข้างขาวางร่มหนึ่งคัน เป็นร่มพับสีดำ

          แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว ฝนก็ไม่ได้ตก

          ทว่าร่มของเขากลับเปียกชื้น ทำให้พรมปูเท้าในรถเจิ่งเป็นน้ำกองหนึ่ง

          จงอิงรั้งสายตากลับ รับผ้าเช็ดหน้ามาแล้วกล่าวขอบคุณ

          “ไม่ต้องเกรงใจ” เขากล่าว

          จงอิงกดผ้าเช็ดหน้าหยุดเลือดกลางฝ่ามือ

          คนขับเปิดวิทยุ พอดีเป็นรายการสนทนาข่าวการเมืองในช่วงดึก ผู้จัดรายการสนทนาโต้ตอบกับผู้ฟังในบางช่วง รายการนี้ออกอากาศมาตั้งแต่จงอิงยังเด็ก ตอนนั้นคุณยายของเธอมักจะเปรยให้ได้ยินบ่อยๆ ว่า ดึกดื่นค่ำคืน มีคนไม่หลับไม่นอนมากมายขนาดนี้เชียวรึ

          ตอนกลางคืนนับว่าเป็นช่วงเวลาของคนอีกกลุ่มหนึ่ง พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างมีสีสัน มีเรื่องราวหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่คนกลางวันยังเข้าไม่ถึง

          คืนนี้รถกับไฟจราจรไร้ชะตาต้องกัน รถที่เธอนั่งจึงแล่นฉิวผ่านฉลุยมาตลอดทางจนถึงโรงพยาบาล

          หลังจากรถจอดสนิท จงอิงก็ควานหากระเป๋าเงิน แต่กลับไม่พบ

          ‘คุณผู้ชายที่ไม่รีบ’ เอ่ยปากอย่างมีน้ำใจว่า “ในเมื่อเป็นทางเดียวกัน ก็ถือเสียว่าพวกเราเรียกรถมาด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มอีก คุณมีธุระด่วน รีบไปเถอะครับ”

          คนขับแท็กซี่เดิมยังคิดจะหาลำไพ่พิเศษ พอเห็นกับตาว่ากำลังจะปิ๋วไป ก็กล่าวอย่างไม่เต็มใจว่า “พวกคุณไม่รู้จักกันสักหน่อย ทำไมถึงพูดว่าเรียกรถพร้อมกันได้ล่ะ!”

          “ตอนนี้รู้จักกันแล้ว” เขากล่าวพลางผายมือทำท่าเชิญ ส่งคนจากไปด้วยท่าทีราวสุภาพบุรุษยุคเก่าโดยแท้

น่าประหลาด

          ในมือของจงอิงยังคงกุมผ้าเช็ดหน้าเปรอะหยดเลือดเป็นด่างดวงเอาไว้ ตอนใกล้จะปิดประตูก็กล่าวขอบคุณอีกครา ทว่ากลับได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายว่า “ไม่ต้องขอบคุณ พวกเราต้องได้พบกันอีกแน่ครับ”

          เขานั่งอยู่อย่างสงบ ใบหน้าที่แสงไฟสลัวตกกระทบนั้นเป็น

รอยยิ้มที่ละมุนละไมเจิดจ้า จงอิงคิดจะพินิจพิเคราะห์ใบหน้านั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง ทว่าอีกฝ่ายกลับปิดประตูรถไปเสียก่อน รถแท็กซี่หักเลี้ยวเปลี่ยนทิศ ขับออกจากประตูทิศเหนือของโรงพยาบาล

          จงอิงยืนอยู่ที่เดิมไปอีกสามวินาที แล้วจึงหมุนตัวก้าวขึ้นบันไดและรีบร้อนก้าวเข้าไปในอาคาร นี่เป็นการมาโรงพยาบาลครั้งที่สองภายในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงของเธอ ครั้งแรกคือเช้าตรู่เมื่อวานนี้ เธอมาทำการตรวจคลื่นสมอง MRI แต่ว่ายังไม่ได้มารับผล

          ครั้งที่สองก็คือตอนนี้ มีคนต้องการใช้เลือดและเธอก็เป็นผู้บริจาคเลือดคนนั้นพอดี ทั้งๆ ที่เป็นพี่สาวน้องชายคนละแม่กันแท้ๆ กลับมีกรุ๊ปเลือดหายากแบบเดียวกันได้อย่างน่าประหลาด

 

            เข้าไปในลิฟต์ ตรงขึ้นไปที่ชั้นเจ็ด

          นาฬิกาแขวนผนังดิจิตอลตรงทางเดินแสดงเวลา 02:19:37 ตัวเลขเป็นสีแดงจ้า กะพริบแต่ละครั้งราวข้องเกี่ยวกับความเป็นความตายแทบทั้งสิ้น

          จะว่าไปแล้วนี่ก็นับเป็นเรื่องฉุกเฉินเรื่องหนึ่ง ทว่าตัวเธอที่ยามนี้จังหวะการเต้นของหัวใจถี่รัวเกินไปเพราะความเหนื่อยล้า จึงยากจะตื่นตระหนกขึ้นไปกว่านี้อีก

          เธอหยิบมือถือออกมากำลังจะโทรศัพท์หาเชิ่งชิวฉือ อีกฝ่ายกลับก้าวเร็วๆ เดินเข้ามาหาเสียก่อน

          จงอิงซ่อนมือขวาที่ได้รับบาดเจ็บเข้าไปในกระเป๋ากางเกง

          เชิ่งชิวฉือคว้าตัวเธอไว้ ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรก็พาเธอไปยังห้องไอซียู ด้วยเหตุนี้จงอิงจึงได้แค่มองบรรยากาศข้างนอกแวบเดียว ก็ต้องไปเจาะเลือดที่ห้องติดกันทันที

          จงอิงไม่ได้สอบถามสาเหตุของการรักษาฉุกเฉินในครั้งนี้ เป็นเชิ่งชิวฉือที่ยืนอยู่อีกฟากที่กรอกแบบฟอร์มพลางอธิบายให้เธอฟังว่า “น้าชายของจงยวี๋ขับรถพาเขากลับบ้าน โชคร้ายเกิดอุบัติเหตุรถชนเข้า ได้คนแถวนั้นรีบส่งตัวเขามาโรงพยาบาลเพื่อรักษาฉุกเฉิน ส่วนตัวน้าชายไม่ได้โชคดีแบบนี้ เสียชีวิตคาที่เลยล่ะ โรงพยาบาลแจ้งแม่ของจงยวี๋เรียบร้อยแล้วด้วย แม่ของเขาน่าจะใกล้มาถึงแล้วเหมือนกัน”

          ระหว่างที่พูด พยาบาลฝึกหัดก็ม้วนแขนเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของจงอิงขึ้นไปถึงต้นแขน มัดสายรัดแน่น ใช้ก้านสำลีและแอลกอฮอล์เย็นๆ มาถูบริเวณข้อพับแขนด้านในเป็นวงกว้าง

          พยาบาลฝึกหัดส่องไฟจ้าควานหาเส้นเลือด ทว่ากลับลังเลจดๆ จ้องๆ อยู่นาน

          ทางเดินด้านนอกมีเสียงฝีเท้าย่ำไปย่ำมาแว่วเข้ามาให้ได้ยิน เพราะคั่นไว้ด้วยประตูหนึ่งบาน จงอิงจึงได้ยินเพียงเสียงของป้าใหญ่ที่กำลังโวยวาย น้ำเสียงฟังร้อนใจ ล้วนแล้วแต่เป็นการซักถามเรื่องอุบัติเหตุทั้งยังเหน็บแกมบ่นไปด้วยอีกหน่อย ป้าใหญ่คงคิดจะเข้าไปเยี่ยมไข้แต่กลับถูกพยาบาลขวางไว้ ด้วยเหตุนี้หล่อนจึงยิ่งร้อนใจหนักขึ้นไปอีก บ่นพึมพำไม่หยุด

          ดึกดื่นคืนนี้ อารมณ์ของแต่ละคนราวกับนั่งรถไฟเหาะกลางสวนสนุก ผันผวนขึ้นลงไม่คงที่

          ยิ่งนานเข้าป้าใหญ่ยิ่งแตกตื่นโวยวาย ผิดกับจงอิงที่สงบนิ่งอย่างผิดปกติ

          พยาบาลฝึกหัดยังคงไม่มั่นใจที่จะลงมือ หน้าผากซึมออกมาเป็นเหงื่อชั้นบางๆ

          จงอิงเห็นดังนั้นเลยกล่าวว่า “ให้ฉันทำเองเถอะค่ะ”

          “เอ๋?” พยาบาลฝึกหัดเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง

          กลับได้ยินเชิ่งชิวฉือกล่าวว่า “ให้คุณจงทำเองเถอะ” เขาพูดพลางเอาปากกาเสียบกลับไปที่กระเป๋าเสื้อกาวน์ “แต่ก่อนตอนที่คุณจงประจำอยู่ในโรงพยาบาล เธอฝีมือดีมาก คุณเรียนรู้จากเธอสักหน่อยก็แล้วกัน” จากนั้นก็ยื่นแบบฟอร์มให้ คิดจะออกไปพบแม่ของจงยวี๋และป้าใหญ่ของจงอิงสักหน่อย ทว่ายามนี้กลับได้ยินป้าใหญ่ที่ด้านนอกเอ่ยปากบ่นว่า

          “จงอิงทำไมยังไม่มาอีกนะ? นี่เจาะเลือดแล้วก็ยังต้องเตรียมตัวตรวจคัดกรองอีกเหรอ ทั้งๆ ที่สองคนนี้เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ได้ยินว่าต่อให้เป็นเลือดของคนในครอบครัวก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ทันที ยังต้องไปฉายรังสีอีกแน่ะ อะไรๆ ก็ต้องใช้เวลา ทั้งๆ ที่ไม่ควรต้องมาเสียเวลาเลยสักนิด! โทรไปเร่งสิ”

          “ญาติผู้ป่วยคนนี้รู้มากเสียจริง รู้ด้วยว่าต้องเตรียมการฉายรังสี ฟังดูแล้วท่าจะมีประสบการณ์ไม่เบา” พยาบาลอีกคนเก็บแบบฟอร์มขึ้นมา แอบวิจารณ์ไปด้วย

          เชิ่งชิวฉือเดินมาถึงประตูแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลักออกไป

          ด้านนอกกล่าวอีกว่า “หากว่าจงอิงยังทำงานอยู่ในโรงพยาบาล ก็คงไม่ต้องมารอแบบนี้หรอก!” ป้าใหญ่จู่ๆ ก็สาดซัดคำบ่นดุเดือดลงบนตัวจงอิง “ทิ้งอาชีพหมอไปไม่ยอมทำ ตอนนี้เลยต้องมาเป็นแบบนี้ ดีไหมล่ะ? ผิดก็แต่ชิ่งหลินที่วันๆ เอาแต่สนใจงานในบริษัท ก็ไม่ได้มาดูแลลูก! ตอนนี้ลูกสาวเลยนิสัยพิลึกกึกกือเหมือนแม่ วันๆ เอาแต่คลุกอยู่กับคนตาย มีแต่กลิ่นพิลึกพิลั่นเหม็นคลุ้งไปทั้งตัว ใครที่ไหนจะอยากคบหาเธอกัน? อับโชคแบบนี้ ดูท่าต่อไปจะแต่งไม่ออกแน่!”

          จงอิงก้มหน้าลงมองหาหลอดเลือด ค่อยๆ แทงปลายเข็มเบอร์ 16 ทะลุผิวหนัง จมลงไปในเส้นเลือดดำ ท่อใสๆ ก่อนหน้ามีสีสันขึ้นมา ถุงเลือดที่เย็บต่อกันสามใบเต็มแน่นขึ้นทีละน้อยระหว่างการขยับไหว

          เธอปิดตาลง ไม่มีพนักเก้าอี้ให้พิง ได้แต่แนบร่างชิดเข้ากับผนังอย่างเหนื่อยอ่อน

          เชิ่งชิวฉือผลักประตูออกไป ขณะเดียวกันก็ปิดประตูลงอีกครั้ง เขาทักทายป้าใหญ่รวมถึงแม่ของจงยวี๋ที่ด้านนอก จากนั้นก็พาพวกหล่อนลงไปรอที่ห้องตรวจชั้นล่าง เลี่ยงไม่ให้เอะอะรบกวนไปถึงคนอื่นที่อยู่ในนี้

          ทางเดินด้านนอกได้รับความสงบกลับคืนมาอีกครั้ง ภายในห้องราวกับมีพลังไหลเวียนอยู่

          ตัวเลขบนเครื่องควบคุมการดูดโลหิตกระโดดเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง พยาบาลฝึกหัดเอาปลาสเตอร์ยาแปะที่หลังมือตรงที่เข็มแทงเข้าไปเป็นอันเสร็จเรียบร้อย จงอิงยามนี้จึงกล่าวว่า “ขอให้ฉันอีกสองอันเถอะค่ะ”

          ยามนี้พยาบาลฝึกหัดจึงค่อยสังเกตเห็นบาดแผลที่มือขวาของเธอ หล่อนรีบถอนเข็มออกแล้วปิดผ้าพันแผลให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาปลาสเตอร์ยาแผงที่เหลือยกให้จงอิงไปจนหมด

          จงอิงติดเสร็จอย่างรวดเร็ว ดึงแขนเสื้อลง พอลุกขึ้นก็วิงเวียนหน้ามืด

          พยาบาลพอตั้งสติได้ก็ตั้งใจจะเอาน้ำหวานให้คุณหมอจง แต่อีกฝ่ายคว้าติดมือเดินไปถึงประตูแล้ว

          จงอิงเดินเข้าไปในลิฟต์ ลงไปถึงชั้นสอง แสงไฟเพดานซีดขาวภายในลิฟต์ส่องจนจิตใจผู้คนรู้สึกหนาวยะเยือก เธอปิดตาลงเสียเลย เสียง ‘ติ๊ง’ดังขึ้นประตูลิฟต์เปิดออก เธอเพิ่งจะเปิดตาก็เห็นเชิ่งชิวฉือเบียดแทรกเข้ามา

          เขาเอื้อมมือกดไปชั้นหนึ่ง “ผมมีเคสด่วนต้องไป จะรีบกลับมาให้เร็ว คุณไปพักผ่อนที่ห้องตรวจก่อนก็แล้วกัน” ขณะพูดก็ผลักจงอิงออกนอกประตูไป

          จงอิงเดินมาถึงเคาน์เตอร์พยาบาล พยาบาลคนหนึ่งกำลังวุ่นชงชาอยู่ หล่อนเป็นคนรู้จักของจงอิง พอเงยหน้าขึ้นก็หลุดปากออกมาว่า “คุณหมอจง!”

          “พยาบาลเหลียง” จงอิงรับคำ อีกฝ่ายรีบผลักแก้วกระดาษสองใบมาให้ “น้ำชานี่ครอบครัวหมอสั่งมาค่ะ ฉันกำลังจะไปเดินเวรตรวจห้องพอดี รบกวนคุณหมอนำติดมือไปด้วยเลยนะคะ”

          ใบชาหร็อมแหร็มจมบ้างลอยบ้าง ผิวน้ำส่องประกาย จงอิงประคองแก้วกระดาษสองใบขึ้นมา เดินตรงไปยังห้องตรวจ

          พอผลักประตูออก ก็เห็นหลอดไฟรางคู่เปิดสว่างโร่ บรรยากาศดูเยือกเย็นไร้ความอบอุ่นราวกับนอนอยู่ใต้ไฟชาโดว์เลสกลางห้องผ่าตัด แม้แต่เงาคนก็ยังไร้ที่หลบซ่อน

          แม่ของจงยวี๋นั่งอยู่บนโซฟาด้วยสีหน้าซึมกะทือ สองมือกุมใบหน้า ปิดบังอารมณ์ที่ใกล้จะพังทลายเอาไว้

          ป้าใหญ่เงยหน้ามองเธอ จงอิงยื่นแก้วกระดาษไปให้

          ป้าใหญ่กวาดตามองเครื่องแบบของเธอแวบหนึ่ง ทั้งยังขมวดคิ้วเพราะสูดได้กลิ่นพิลึก “วันนี้ทำโอทีเรอะ?”

          “ค่ะ”

          “มาจากหน่วยรึไง?”

          “เปล่าค่ะ มาจากหอฌาปนกิจ” มือที่ถือแก้วกระดาษของจงอิงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ

          สีหน้าป้าใหญ่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ยื่นมือออกมารับแก้วใบนั้น

          จงอิงเอาแก้วไปวางไว้บนโต๊ะรับแขกของชุดโซฟา จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตรงไปข้างหน้าต่าง พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอยู่ห่างโซฟาให้มากที่สุด

          “ดูเธอตอนนี้สิ ไอ้งานนี่มันลำบากแถมรายได้ยังน้อยอีก เป็นสาวเป็นแส้ กลิ่นศพคลุ้งไปทั้งตัวแบบนี้ช่างไม่น่าพิสมัยเอาซะเลย ที่ฉันพูดตรงขนาดนี้ ก็เพราะหวังดีกับตัวเธอหรอกนะ”

          หวังดีกับตัวเธอ...

          กลางคืนยิ่งดึกยิ่งอบอ้าว ด้านนอกเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว จงอิงยืนพิงกระจกอยู่ก็จริงแต่กลับสูดอากาศสดชื่นจากภายนอกไม่ได้เลยแม้แต่เฮือกเดียว ในห้องอึดอัดราวกับจมปลักอยู่ในโคลนตม รู้สึกราวกับในห้องมีเถาวัลย์ที่หยาบใหญ่ทรงพลังพุ่งออกมา เกี่ยวกระหวัดรัดเธอเอาไว้อย่างแน่นหนา ลากถูลงไปยังที่ต่ำ

          ป้าใหญ่กล่าวอีกว่า “เธอไม่ได้กลับบ้านมาพักใหญ่แล้วใช่ไหม? ว่างๆ ก็กลับไปเยี่ยมหน่อยสิ เอาแต่อยู่คนเดียวจะโดดเดี่ยวเอาได้”

          “เวลาฉุกเฉินแบบนี้ พ่อเธอก็ดันไปต่างประเทศ คงไม่รู้ว่าเสี่ยวยวี๋จะเกิดเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้น เธอจะอย่างไรก็เป็นพี่สาว มากน้อยก็ต้องดูแลกันบ้าง”

          “วันนี้เธอยังจะต้องกลับไปที่หน่วยงานอีกไหม?”

          จงอิงมองป้าใหญ่ที่ขยับบิดกลีบปากแห้งแตกไม่มีหยุด สายตาทอดจับบนแก้วกระดาษอีกครั้ง

          เธอยื่นน้ำชาไปให้ ป้าใหญ่ก็ไม่แตะสักนิด

          ที่ด้านนอก ทั้งๆ ที่อากาศร้อนอบอ้าว จู่ๆ กลับมีฟ้าผ่าระเบิดเปรี้ยงแทบจะชิดติดหน้าต่าง จงอิงหมุนตัวหลุบตามองไปด้านล่างอาคาร

          เงาร่างที่คุ้นตาร่างหนึ่งเดินออกมาจากตัวอาคาร เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขายาวสีดำ หิ้วกระเป๋าเอกสารสีดำหนึ่งใบ ยังมีร่มอีกคันหนึ่งในมือ จงอิงจดจำเขาได้ เขาคือ ‘คุณผู้ชายที่ไม่รีบ’ บนรถแท็กซี่คนนั้นนั่นเอง

ม่านฝนเต็มผืนฟ้า

          เสียงฟ้าร้องดังขึ้นกะทันหัน ในที่สุดสายฝนก็โปรยลงมา ต้นหวู่ถงยืนตระหง่านท่ามกลางลมฝน เขากางร่มพับในมือออก

          ถึงตอนนี้ จงอิงจึงค่อยมองเห็น ‘วงแหวนมอบิอุส’ สีขาวบนตัวร่มสีดำ ด้านล่างพ่นเป็นตัวเลข 9.14

          นั่นเป็นร่มของเธอนี่!

 

          ตอนที่จงอิงถลันไปถึงประตูชั้นล่าง สิ่งที่ต้อนรับเธอมีเพียงม่านฝนเต็มผืนฟ้า

          รถกู้ชีพเสียงดัง ‘วี้หว่อวี้หว่อ’ แล่นเข้ามายังตึกฉุกเฉิน ที่ตามมาติดๆ ก็คือเสียงอึกทึกพักหนึ่งและผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทั้งหมดล้วนหลอมรวมเข้าไปในม่านฝนยามราตรี

          จากครรลองสายตา คนที่สวมเสื้อเชิ้ตขาว ถือร่มพับสีดำ ไม่มีเลยสักคนเดียว

          จงอิงวิ่งลงมาใช้เวลาเพียงแค่สามสิบเจ็ดวินาที อีกฝ่ายกลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว เธอยังสงสัยว่าตนเองเห็นภาพหลอนไปหรือเปล่า

          พื้นดินเปียกแฉะอย่างรวดเร็ว พอล้อรถกลิ้งผ่านก็ทำเอาละอองน้ำกระเซ็น ฝนในคืนที่ร้อนอบอ้าวจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหันราวกับกองทัพที่แตกพ่ายไม่เป็นขบวน ภายในตัวอาคาร ไอเย็นฉ่ำของน้ำฝนไหลวนเข้ามา

          จงอิงถอยไปข้างหลังหลายก้าวแล้วหมุนตัวไปนั่งลงตรงม้านั่งแถวประตูทางเอาดื้อๆ พยายามปรับลมหายใจตัวเองให้สงบ

          เสียงรถกู้ชีพข้างนอกเงียบไปแล้ว มีเพียงเสียงฝนเทกระหน่ำ อากาศสดชื่นล้นทะลักเข้ามาแทนที่ไอร้อนที่ตกตะกอนอยู่ภายในกาย

          ไฟรางคู่จู่ๆ ก็ดับวูบไปกว่าครึ่ง มีเพียงผู้คนน้อยนิดที่ยังเดินไปมาอยู่ตรงชั้นหนึ่ง จงอิงยืดขาออกไป หลับตาลง ลมหายใจผ่อนช้าลงทีละน้อย

          แต่ทันใดนั้น... บ่าก็ถูกตบลงมาจนเธอผวาตื่น

          “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ?” เป็นเชิ่งชิวฉือที่กลับมาจากห้องตรวจ

          “ลงมาสูบบุหรี่ เลยเผลอหลับไปน่ะ” จงอิงหาเหตุตอบกลับอย่างส่งเดช

          เชิ่งชิวฉือกล่าวว่า “นั่งตรงนี้จะเป็นหวัดเอาได้นะ” มือทั้งคู่ของเขาซุกกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์ มองสภาพฝนด้านนอกที่เปลี่ยนเป็นซาลงเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “รอจนฝนหยุดแล้วคุณค่อยกลับบ้านไปนอนนะ ตอนนี้ขึ้นไปข้างบน นั่งพักสักหน่อยเถอะ”

          จงอิงไม่ขยับ แต่อีกฝ่ายช่างมีน้ำอดน้ำทนจริงๆ ยืนรอเธออยู่ที่ด้านข้างไปทั้งอย่างนั้น รอจนเธอยินดีลุกขึ้นถึงได้ยอมเลิกรา

          “ป้าใหญ่ของคุณเป็นคนพูดแรง แต่ป้าก็เป็นคนแบบนี้มาตลอดนี่นา คุณไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก” อีกฝ่ายพยายามโน้มน้าวชักจูงให้เธอคล้อยตาม

          จงอิงเองก็ไม่ให้เสียความปรารถนาดี รับคำว่า “อืม”

          เธอลุกขึ้นตามเชิ่นชิวฉือไปชั้นบน อีกฝ่ายถามเธอว่ากลางวันได้พักผ่อนบ้างหรือไม่ เธอพิงผนังลิฟต์ตอบไปตามความจริง “ต้องอยู่ประจำการ”

          ประตูลิฟต์เปิดออก เชิ่นชิวฉือหันหน้ามามองเธอแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าจงอิงดูเหมือนกับหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง หุ่นยนต์ที่สวมเครื่องแบบประจำชาติ

          พอผลักประตูห้องตรวจเข้าไป ป้าใหญ่กับแม่ของจงยวี๋ก็ยังอยู่

          ดูท่าจะได้รับการปลอบประโลมไปแล้วบ้าง สติอารมณ์ของแม่จงยวี๋จึงมั่นคงขึ้นมาก ทว่าขอบตายังคงแดงระเรื่อ พอหล่อนเห็นจงอิงเดินเข้ามา ก็ใช้น้ำเสียงต่ำๆ กล่าวขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “จงอิง ขอบใจนะ”

          จงอิงยังไม่ทันตอบ ป้าใหญ่กลับชิงพูดเสียก่อน “ก่อนหน้านี้จู่ๆเธอก็วิ่งพรวดพราดออกไป ทำเอาฉันตกอกตกใจไปหมดเลย!” หล่อนบ่นพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่บอกเล่าเก้าสิบคนอื่นอยู่เรื่อย”

          เชิ่งชิวฉือส่งสายตาให้จงอิง แอบชี้ๆ ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งด้านหลังโต๊ะคอมพิวเตอร์ บอกให้เธอไปนั่งทางด้านโน้น ตนเองกลับลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามโซฟา กล่าวกับคนในครอบครัวทั้งสองท่านว่า “อุบัติเหตุคราวนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างร้ายแรง ห้องฉุกเฉินทางนั้นมีพวกสื่อมานั่งรอกันแล้ว ถึงตอนนี้ เราแจ้งให้พ่อของจงยวี๋รับทราบได้แล้วหรือยังครับ?”

          “เขาไปดูงานอยู่ต่างประเทศ กลับมาทันทีเลยได้ที่ไหนกัน?” ป้าใหญ่สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ทั้งยังออกจะกระวนกระวายอยู่บ้าง “นักข่าวเองก็ว่างจัดไม่มีอะไรทำ เรื่องพรรค์นี้หยิบยกขึ้นมาวิจารณ์กันได้ที่ไหน? แถมก็ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบต่อบริษัทหรือเปล่า”

          ทางด้านนั้นสนทนากันงึมๆ งำๆ จงอิงกลับไม่ใคร่ใส่ใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหลายแหล่

          ข้อศอกเธอแตะถูกเมาส์โดยไม่ตั้งใจ หน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างวาบขึ้นมา โชว์ PACS* ที่เธอร้างรามานาน มันเป็นระบบสอบถามหาข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ปลายทาง** ทั้งยังลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว จึงมีสิทธิ์ในการเปิดอ่าน

          ที่แสดงอยู่ในหน้าจออ่านภาพคือภาพผลตรวจสมองของจงยวี๋พอดี รูปแบบภาพ 3 X 4 เรียงกันเป็นแนว 12 ภาพ เธอไล่ตรวจอ่านทีละภาพ ทีละภาพลงมา โดยทั่วไปแล้วพอจะยืนยันได้ว่าสภาพความเสียหายบริเวณสมองของจงยวี๋ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล

          นับว่าโชคดีมาก

          เสียงฝนด้านนอกค่อยๆ เบาลง จงอิงปิดตา หลังจากเธอตัดขาดเสียงสนทนาภายในห้องแล้ว สมองก็สามารถได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่เบากว่า เช่น เช่นเสียงเดินติ๊กๆ ของนาฬิกาควอทซ์ เธอได้ยินมันอย่างชัดเจน

          อัตราการเต้นของหัวใจถูกเสียงเข็มยิ่งเร่งเร้ายิ่งรัวเร็ว แนวสันหลังที่โค้งงอของเธอในเวลานี้ทำเอาหายใจไม่สะดวกนัก ทำให้เธอหวนนึกถึงตอนที่ถูกผลักเข้าไปในเครื่องสแกนเมื่อตอนเช้าวานนี้ มีความรู้สึกเหมือนตนขาดอากาศหายใจในที่ที่ปิดทึบ

          จู่ๆ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างทรมาน จากนั้นก็เปิดตาขึ้น มือที่กุมเมาส์เอาไว้คลิกเปิดหน้าสอบถามขึ้นมาใหม่ราวกับมีอะไรมาดลใจ

          เชิ่งชิวฉือเบือนหน้ามามอง ถามเธอว่าคลิกอะไร

          จงอิงป้อนหมายเลขเวชทะเบียน* ลงไปอย่างแม่นยำ เลือกภาพการตรวจ NMRI** ของตนเองขึ้นมา

          เธอตอบว่า “Minesweeper***”

          แสงหน้าจอกึ่งมืดกึ่งสว่าง ภาพดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ผ่านการเซ็นประทับตราและทำให้คมชัดขึ้นซ่อน ‘คำวินิจฉัย’ เอาไว้

          แน่นอนว่าแพทย์ที่ประสบการณ์โชกโชนอย่างเธอ สามารถทำการวินิจฉัยออกมาได้ทันที

          สิบนาทีให้หลัง สายตาที่พยายามไขว่คว้าข้อมูลบนหน้าจอพลันหม่นลงทีละน้อย ต้นคอที่ยืดออกไปก็ค่อยๆ หดเก็บกลับไปด้านหลัง บ่าทั้งคู่ของจงอิงลู่ลง ลมหายใจติดขัดและหนักหน่วง ในที่สุดก็พิงกลับไปที่เก้าอี้ใหม่อีกครั้ง กุมมือทั้งคู่เข้าหากัน

          ในห้องตรวจกลางค่ำคืนในฤดูร้อนนี้กลับมีไอยะเยือกบางเบาคืบคลานขึ้นมาจากปลายเท้า

          รอบข้างราวกับเงียบสงัดไปในชั่วพริบตาเดียว กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดินก็ยังไม่ได้ยินแล้ว ทว่าจู่ๆ กลับมีเสียงอึกทึกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เสียงนี้เหมือนจะทลายประตูเข้ามา

          จงอิงเงยหน้าขึ้น เห็นคนสามคนถลันเข้ามา ชูเครื่องบันทึกเสียง กล้องถ่ายรูป โหวกเหวกว่าจะสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องด้วยทีท่าราวกับมีเรื่องอะไรใหญ่โต ป้าใหญ่อีกทั้งแม่ของจงยวี๋ต่างพากันรับมือไม่ทัน เชิ่งชิวฉือลุกพรวดขึ้นทันที เชิญอีกฝ่ายออกไปด้วยเสียงอันดัง “นี่เป็นห้องตรวจ ไม่ให้สัมภาษณ์”

          คนที่ถือเครื่องบันทึกเสียงคนนั้นกระทั่งสำนักข่าวก็ยังไม่แจ้ง รี่ตรงมาหาแม่ของจงยวี๋ทันที เอ่ยปากโพล่งไม่อ้อมค้อมว่า “ถามหน่อย คุณเป็นคนในครอบครัวของผู้ตายใช่ไหม?”

          “ตายเตยอะไรกัน! คุณพูดว่าใครตายแล้ว?” ป้าใหญ่เอื้อมมือไปผลักอย่างแรง อีกฝ่ายยังคงไม่เปลี่ยนเป้าหมาย เอาแต่จ้องแม่ของจงยวี๋เอาไว้ รุกจี้ถามต่อไปว่า “ขอถามหน่อยคุณเป็นน้องสาวของสิงเสวียอี้ผู้ตายใช่ไหม? สิงเสวียอี้ทำไมต้องพาหลานชายออกนอกบ้านไปตอนเช้าตรู่ด้วย? คุณรู้เรื่องนี้ไหม?”

          ปลายเข็มสอด* ที่บรรจุข้อสงสัยจนเต็มแทงออกไปอย่างดุดัน ให้ความรู้สึกเย็นชาและก้าวล่วงที่หยาบคาย

          เพลิงโทสะของป้าใหญ่ลุกพรึบ หล่อนคว้าแก้วกระดาษบนโต๊ะรับแขกขึ้นมาได้ก็สาดใส่อีกฝ่ายทันที “ออกไปให้หมด!”

          เสียงกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดิจิตอลดังขึ้น เชิ่งชิวฉือตรงเข้ามาขวาง ทว่ายังคงมีคนตาแหลมมองเห็นจงอิงที่นั่งอยู่หลังโต๊ะคอมพิวเตอร์

          ยูนิฟอร์มสีฟ้าอ่อนเตะตายิ่งนัก คนคนนั้นแพนกล้องเล็งตรงมายังจงอิง คนที่ด้านข้างถลันเข้ามาสอบถามในทันทีว่า “ขอถามหน่อย คุณเป็นตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ใช่ไหม?”

          ในพริบตาที่อีกฝ่ายกดชัตเตอร์ จงอิงก็เบือนหน้าหนี คว้าเอาสมุดเขียนใบสั่งยาขึ้นมาบังใบหน้าด้านข้าง

          เธอมุ่นคิ้วปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เสียงชัตเตอร์แชะๆ กลับดังรัวไม่หยุด ตามมาด้วยคำถามหลากหลาย จงอิงฟังไม่ชัดแม้แต่ประโยคเดียว

          ในใจยามนี้ปรารถนาความเงียบสงบไร้ผู้คนรบกวนเป็นที่สุด แต่กลับต้องถูกจับขึงพรืดอยู่หน้าแท่นสอบปากคำที่อึกทึก ทุกวินาทีล้วนเป็นความทรมานทั้งสิ้น

          พนักงานรักษาความปลอดภัยค่อยๆ ยุรยาตรมา ในห้องตรวจกลับคืนสู่ความสงบใหม่อีกครั้ง ทว่าบรรยากาศหดหู่เสียแล้ว

          จากท่าทีคุกคามไล่บี้ของอีกฝ่ายเมื่อสักครู่ จงอิงรับรู้ได้ว่านี่น่าจะไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุทางถนนแบบธรรมดาเสียแล้ว บางทีอาจจะโยงไปยังเรื่องราวอีกมากมาย ทว่าเธอในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะไปสน

          นาฬิกาชี้ไปยังตัวเลขบอกเวลาเช้ามืด หรือตีสามห้าสิบหกนาที ฝนหยุดแล้ว ราตรีมืดสนิท ใบหน้าของทุกคนล้วนซึมเซาด้วยความเหนื่อยล้า ต่างคนต่างนั่งแผละหมดแรงไม่พูดไม่จาสักคำ

          จงอิงตั้งสติกลับมาได้ ฝืนฮึดรวบรวมแรงกายเอื้อมไปกุมเมาส์ไว้ เลือกบันทึกประวัติการอ่านของตัวเธอเองบริเวณนั้น แล้วลบทิ้ง

          เธอลุกขึ้น ดันเก้าอี้เข้าเก็บ กล่าวกับเชิ่งชิวฉือว่า “ฝนหยุดแล้ว ฉันไปก่อนละกัน มีเรื่องอะไรค่อยติดต่ออีกที”

          เชิ่งชิวฉือหมายจะไปส่งเธอ จงอิงเดินมาถึงประตูกลับกล่าวเสียก่อนว่า “ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินมักมีเรื่องด่วนอยู่ตลอดเวลา คุณรออยู่ที่นี่จะเหมาะกว่า” กล่าวจบ ก็ใช้ร่างดันประตูให้เปิดออกตามความเคยชิน แล้วก็เดินจากไปอย่างเงียบงัน

ทุกอย่างก็มืดมิด

          บรรยากาศยามราตรีเงียบเหงา พื้นดินเปียกชื้นเฉอะแฉะ

          เดินออกจากประตูโรงพยาบาลแล้วเลี้ยวซ้าย จะเป็นทางกลับบ้านของจงอิง

          ตอนนี้เป็นยามเช้าตรู่ เวลาสี่นาฬิกาเศษ ร้านรวงข้างทางแทบจะลงกลอนล็อกประตูกันหมดแล้ว มีเพียงร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งตั้งเยื้องฝั่งตรงข้ามถนน ที่ยังเปิดไฟสว่างโร่ราวกับกล่องเก็บอาหารที่โปร่งใสใบหนึ่ง

          รถเก๋งแล่นผ่าน ทำให้เกิดเสียงน้ำซัดซ่าไปมา

          จงอิงก้าวเท้าเร็วๆ ผ่านทางเท้า ผลักประตูร้านสะดวกซื้อเข้าไป ทำให้เสียงกริ่งประตูดังขึ้น

          “ยินดีต้อนรับค่ะ” นักศึกษาพาร์ทไทม์กะดึกกล่าวทักทายเธอเหมือนหุ่นยนต์ฝึกพูด น้ำเสียงฟังแล้วไร้ชีวิตชีวา

          จงอิงหยิบบะหมี่จากบนชั้นมาหนึ่งถ้วย เปิดตู้แช่คว้าน้ำมาหนึ่งขวด ตอนที่คิดจะไปจ่ายเงิน ก็หมุนตัวไปหยิบบะหมี่มาอีกถ้วย

          “13.4 หยวน” นักศึกษาพาร์ทไทม์พูดแบบรวบรัดได้ใจความ

          พอควานมือเข้าไปในกระเป๋า เพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ได้พกกระเป๋าสตางค์ ดังนั้นจึงได้แต่ใช้มือถือชำระเงิน หน้าจอแสดงว่ายังคงเหลือแบตเตอรี่อีก 1% มือถือก็เหมือนเจ้าของ ตัวมันเองก็ใกล้จะยืนหยัดไม่ไหวแล้ว

          พอรับบะหมี่ที่ชงน้ำร้อนมาแล้ว จงอิงก็นั่งลงที่โต๊ะยาวสีเขียวติดหน้าต่าง ไอเย็นจากแอร์เป่าลงมาด้านล่างจนหนาวไปหมด

          เธอบิดเปิดขวดเครื่องดื่ม ดื่มไปรวดเดียวกว่าครึ่ง กระเพาะที่กลวงโบ๋กลายเป็นถุงน้ำที่สั่นระริกใบหนึ่ง

          ตอนนี้ยังไม่มีใครเดินเข้ามาในร้าน นักศึกษาพาร์ทไทม์เลยวุ่นอยู่กับการเคลียร์โอเด้งที่ต้มจนเละ พนักงานคนหนึ่งกล่าวว่า “เส้นบุกอันนี้เละจนไม่ไหวแล้ว ลูกชิ้นนี่ก็ต้องทิ้ง” อีกคนกรอกรายการสินค้าตัดจ่ายอยู่ด้านข้าง จัดการเสร็จทั้งสองคนก็เกี่ยงกันทำหน้าที่ล้างหม้อเปลี่ยนน้ำแกง

          จงอิงเปิดฝากระดาษฟอยล์ออกท่ามกลางเสียงทะเลาะเล็กๆ นี้ กลิ่นเข้มข้นของบะหมี่ชงล้นปรี่ออกมา

          น้ำซุปบะหมี่ร้อนลวก น้ำมันของพริกแห้งลอยฟ่องอยู่เต็มหน้าซุป จงอิงกินจนหน้าผากมีเหงื่อผุด สีหน้าคล้ายสะใจ กระเพาะกลับเริ่มต้นประท้วง แต่เธอก็ยืนหยัดกินบะหมี่สองถ้วยเต็มอย่างช้าๆ จนหมด

          ในระหว่างนั้นเสวียเสวี่ยนชิงก็โทรเข้ามาครั้งหนึ่ง หน้าจอมือถือของจงอิงสว่างวาบ แบตเตอรี่1%ฝืนทนอย่างดึงดันไปได้ยี่สิบวินาที ในที่สุดทุกอย่างก็มืดมิด ราวกับโลกทั้งใบสิ้นสุดลง

          ร่างกายของเธออิ่มเอมราวกับไร้ทุกข์ไร้โศกอย่างแท้จริง ความกลัดกลุ้มและเรื่องหยุมหยิมทั้งมวลล้วนไปอยู่ด้านนอกประตูกระจก

          จงอิงนั่งอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อนานมาก จนกระทั่งมีรถส่งสินค้ามากระจายส่งข้าวปั้นและขนมปังสดใหม่ของวันนั้น เธอถึงค่อยรับรู้ว่าท้องฟ้าใกล้สว่างแล้ว

          ท้องฟ้าท้ายสุดก็ต้องกลับมาสว่างจนได้ แม้แต่ผู้คนในเมืองเอง ในที่สุดก็ต้องตื่นขึ้นมาวุ่นวายทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน จงอิงลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่ห้องพักหมายเลข 699

          ห้องพักอยู่ใกล้โรงพยาบาลมาก เดินแค่สิบกว่านาที อากาศเพลานี้สดชื่นเย็นฉ่ำ บนถนนมีเด็กหญิงที่ตื่นแต่เช้าออกมาซื้อข้าวและก็มีคนเฒ่าคนแก่ที่เตรียมมาออกกำลังกายตอนเช้า ตรงสุดปลายถนนเริ่มสว่างสดใสขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รีบไม่ร้อน นี่เป็นวิถีชีวิตของชุมชนละแวกนี้ที่สืบทอดกันมาเป็นร้อยปี

          ห้องหมายเลข 699 ที่จงอิงอาศัยอยู่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 เป็นอาคารรูปไม้ฉากตัว L หลังหนึ่ง มีทั้งหมดเจ็ดชั้น ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นับเป็นความสงบท่ามกลางความจอแจ เคยข้ามผ่านไฟสงครามและการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยมาเนิ่นนาน เรียกว่าเดินฝ่าคลื่นลมมาเกือบหนึ่งศตวรรษ

          นานมาแล้ว คุณยายของจงอิงเคยอาศัยอยู่ที่นี่ หลังจากคุณยายตามลูกคนเล็กไปต่างประเทศก็เหลือแค่จงอิงอาศัยอยู่เพียงลำพัง เธอจึงถือว่าที่แห่งนี้เป็นบ้านของเธอ

          เพราะช่วงนี้ยุ่งเลยได้แต่อยู่หอ จงอิงไม่ได้กลับห้องหมายเลข 699 มาหลายวันแล้ว ต้นหวู่ถงฝรั่งเศส* ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามประตูผ่านการสาดซัดเขย่าไหวของลมฝนมาหนึ่งคืน ใบไม้สีเขียวจึงร่วงกราวเต็มพื้น

          เหนือประตูโค้งฝังกระจกหลากสีไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พอมีแสงตะวันยามอรุณรุ่งสาดมาตกกระทบ ก็สะท้อนเป็นสีสันแพรวพราวเต็มพื้น

          เธอรูดเปิดประตูรักษาความปลอดภัยเข้าตึกไป ลิฟต์ยุคปัจจุบันได้เข้ามาแทนที่ลิฟต์ตัวเก่าของปี 1930 มานานแล้ว ผู้อยู่อาศัยหลายสิบครัวเรือนล้วนแล้วแต่ย้ายเข้ามาอยู่ภายหลังแทบทั้งสิ้น

          จงอิงขึ้นไปบนชั้นบนสุดของตัวอาคาร ห้องของเธอเป็นห้องชุดแบบเก่ามีชั้นลอย ในยุคนั้นห้องที่มีชั้นลอยถือเป็นรูปแบบห้องที่ทันสมัย สะดวกสบายอย่างยิ่ง เสียอย่างเดียวก็คือหน้าต่างจะมีกรอบแคบและทรงยาว ทำให้แสงแดดส่องเข้ามาไม่ทั่วถึง ทำให้ห้องพักทึมทึบอึมครึมอยู่ตลอดเวลา

           ทางเดินในตึกอบอวลไปด้วยกลิ่นโจ๊กต้ม ทว่าจงอิงเหนื่อยจนไม่มีแก่ใจจะสนใจสิ่งใด พอเข้าห้องนอนแล้วเธอก็ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงอีกต่อไป หลังจากปิดประตู เธอเดินต่ออีกไม่กี่ก้าวก็ทิ้งตัวลงไปบนโซฟาทันที

          ม่านหน้าต่างในห้องรูดปิดอย่างแน่นหนา ห้องทั้งห้องดูมืดทึบไร้แสง

          หลายนาทีให้หลัง จงอิงจึงค่อยๆ เปิดตาขึ้น

          ปฏิกิริยาแรกสุดคือลุกไปหยิบแก้วชาบนโต๊ะรับแขกเหมือนเช่นที่ผ่านมา

          เธอน่าจะสมองมึนงงอยู่ไม่น้อย พอจ่อแก้วชามายังริมฝีปากก็รีบร้อนดื่มลงคอ

          ลำคอที่แห้งกระหายโห่ร้องต้อนรับการมาถึงของน้ำอย่างยินดี ที่ตามมาติดๆ คือสติรับรู้ที่ทำให้เธอเกิดอาการขนลุกซู่ด้วยความตกใจ

          น้ำนี่ร้อนอยู่!

 

          การขาดการติดต่อของคนยุคปัจจุบัน เริ่มต้นขึ้นทันทีที่ปิดมือถือ

          สภาพกีดขวางการจราจรในที่เกิดเหตุรถชน ได้รับการเก็บกวาดเคลื่อนย้ายเรียบร้อย ฟ้าสว่าง ฝนหยุด กระทั่งดวงอาทิตย์ยังโผล่ออกมาแล้ว

          เสวียเสวี่ยนชิงที่วุ่นวายมาตลอดทั้งคืน ยืนร้อนรนกระวนกระวายอยู่ข้างทาง หล่อนกดโทรหาเบอร์ของจงอิงไปแล้วเป็นสิบเที่ยว ตอนแรกยังมีเสียงตู้ดอยู่ พอถึงตอนหลังกลับกลายเป็นอีกฝ่ายปิดเครื่องไปเสียอย่างนั้น

          ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

          ดังนั้นหล่อนเลยเลิกกดโทรหามือถือของจงอิง เปลี่ยนเป็นโทรไปยังโทรศัพท์หอพักของอีกฝ่าย---ไม่มีคนรับสาย ท้ายสุดก็โทรไปที่ห้องชุดหมายเลข 699

          เสียงปลายสายดัง “ตู้ด....ตู้ด....ตู้ด.....” ตอนที่หล่อนกำลังจะวางหู เสียงตู้ดของโทรศัพท์ทางด้านนั้นจู่ๆ ก็หยุดกึก ที่เข้ามาแทนที่ก็คือเสียงยกหูโทรศัพท์ขึ้น----

          ชีพจรที่ขมับของหล่อนเต้นตุ้บๆ อ้าปากได้ก็ด่าขึ้นมาทันที “เป็นหมอประสาอะไร! นี่เธอไข้ขึ้นเสียสติไปแล้วเหรอ ถึงจงใจปิดเครื่องน่ะ?!”

          ทว่าเสียงตอบกลับจากโทรศัพท์ทางด้านนั้นกลับเป็นเสียงบุรุษหนุ่ม เขาตอบกลับการระเบิดอารมณ์อย่างดุเดือดของหล่อนด้วยคำพูดที่อ่อนโยน “สวัสดีครับ ต้องการคุยกับใครหรือครับ? ผมจดไว้ให้คุณก็ได้นะ”

          ไม่คุ้น ผิดปกติ

          หล่อนจ้องรายละเอียดที่ปรากฏบนหน้าจอครั้งแล้วครั้งเล่า---เป็นโทรศัพท์บ้านของห้องชุดหมายเลข 699 อย่างแน่นอน

          ทางด้านนั้นถามอีกครั้งอย่างสุภาพ “ขอโทษ คุณหาใครครับ?”

          กองไฟกระจุกหนึ่งในใจของเสวียเสวี่ยนชิงราวกับถูกน้ำมันสาดเข้าให้ทั้งถัง หล่อนถามสวนกลับไปอย่างเน้นย้ำทุกถ้อยคำ “คุณเป็นใครกัน?! เรียกจงอิงมารับสายซะ!”

          ตอนนี้เป็นเวลาเช้ามืดตอนตีห้าห้าสิบแปดนาทีพอดี ทางด้านนั้นไม่ตอบ จู่ๆ ก็ตัดสายทิ้งไป

          เสียง “ตู้ดๆๆ” ดังระรัว เสวียเสวี่ยนชิงนิ่งอึ้งไปเลย พอโทรไปอีกครั้ง ก็ได้รับแจ้งว่าปลายสายไม่ว่าง---คล้ายกับว่าอีกฝ่ายยกหูโทรศัพท์ออก

          เช้ามืดที่ว่านี้... เป็นเวลาตีห้าห้าสิบแปดนาที และก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จงอิงกลับมาถึงห้องหมายเลข 699 และควักกุญแจออกมาเปิดประตู

          เพราะถูกวางสายใส่อย่างไม่รู้สาเหตุ เสวียเสวี่ยนชิงจึงมึนตึ้บอยู่หลายนาที พอตั้งสติได้ก็เลิกหมวกกันฝนสีดำสนิทออก ปัดผมเปียกชื้นตรงหน้าผากเสยไปด้านหลัง เผยความกระวนกระวายออกมาให้เห็นเต็มใบหน้า

          เสี่ยวเจิ้งที่รออยู่ด้านข้างนานมากแล้ว กล่าวว่า “คุณเสวีย พวกเราไปกินข้าวเช้ากันก่อนเถอะ” เห็นหล่อนไม่ตอบ ก็เสนอขึ้นมาเองว่า “กินซาลาเปาทอดดีไหมครับ?”

          เสวียเสวี่ยนชิงไหนเลยยังจะมีแก่ใจไปกินข้าวเช้า หล่อนควักกุญแจรถโยนให้เสี่ยวเจิ้ง “เธอกลับไปสถานีเองก่อน ฉันจะไปหาจงอิง”

 

          เช้าตรู่วันนี้ท้องฟ้าสดใสหลังเมฆฝน รถเคลื่อนตัวไปมาไม่หยุด เสียงผู้คนอึกทึกจอแจ

          หกโมงสิบนาที เสวียเสวี่ยนชิงก็แทรกตัวเข้ารถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อจะเดินทางไปยังห้องหมายเลข 699

          จงอิงลุกขึ้นมาจากโซฟาแล้ว เธอกลั้นหายใจฟังอยู่สักพัก ภายในห้องนอกจากเสียงนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโบราณเรือนหนึ่ง ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใดอีก เธอก้มหน้าลงเปิดลิ้นชักโต๊ะรับแขก ลากเอากล่องอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่ใช้เก็บชุดเครื่องมือตรวจพิสูจน์หลักฐานออกมา เปิดสลักออก สวมถุงมือยาง แล้วหยิบเอาหลอดเก็บหลักฐานออกมาหนึ่งหลอด

          เธอเอาน้ำอุ่นในแก้วมัคบรรจุเข้าไป ขณะเดียวกันก็เปิดถุงเก็บหลักฐาน ใส่แก้วมัคเข้าไปแล้วปิดปากถุง จากนั้นจงอิงก็ลุกขึ้นอีกครั้งแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัว

          ในที่ว่างกึ่งเปิดโล่งสะอาดเรียบร้อย บนเคาน์เตอร์ครัววางกาต้มน้ำร้อนไฟฟ้าอยู่กาหนึ่ง

          ปลายนิ้วของเธอแตะบนพื้นผิวภายนอกของกาน้ำ อุณหภูมิของมันน่าจะอยู่ระหว่างสี่สิบห้าถึงห้าสิบองศาเซลเซียส หากวินิจฉัยจากประสบการณ์ตรง การต้มน้ำร้อนหนนี้น่าเกิดขึ้นภายในช่วงเวลายี่สิบนาทีก่อนหน้า นั่นหมายความว่าตอนเช้ามืดสักประมาณตีห้ากว่า คนผู้นั้นยังคงอยู่ในห้องของเธอ

กุญแจ...

          จุดอื่นในห้องครัวแทบจะไม่ถูกขยับเขยื้อนมาก่อน จงอิงเปิดดูถังขยะ ในนั้นพบกล่องนมหนึ่งกล่องที่หมดไปแล้ว เธอหยิบขึ้นมา ตรงที่ปิดปากกล่องมีหมายเลข 2015-07-21 ระบุวันผลิตเอาไว้ เป็นนมที่บรรจุกล่องเมื่อวันก่อน ตรวจห้องครัวเสร็จ จงอิงก็กลับเข้าไปค้นหาเบาะแสภายในห้องนอนต่อ ทว่าไม่ได้ผลลัพธ์ใดๆ

          เธอหมุนตัวเดินขึ้นชั้นบน บนนั้นมีเพียงห้องเล็กๆ ห้องเดียว ปกติใช้เป็นห้องนอนแขก ทว่าเธอแทบจะไม่ต้อนรับคนนอก จึงไม่ได้ทำความสะอาดมานาน กระทั่งบนลูกบิดประตูยังมีฝุ่นบางๆ เคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง ทว่าลูกบิดประตูที่อยู่ตรงหน้านี้กลับถูกเช็ดจนเงาวับ

          มือที่สวมถุงมือยางกุมลูกบิดอย่างระมัดระวัง หมายจะเปิดประตูบานนี้ออก แต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

          ประตูถูกล็อก

          แต่ไหนแต่ไรจงอิงไม่เคยมีนิสัยล็อกประตูมาก่อน

          เธอเก็บรอยนิ้วมือบนลูกบิดอย่างอดทน ทั้งยังลงไปชั้นล่างเพื่อตรวจประตูหน้าต่างทีละบาน พบว่าไม่มีร่องรอยการถูกงัดแงะ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าคนผู้นั้นมีกุญแจบ้านของเธอ

          จริงสิ กุญแจ...

          จงอิงกดเปิดดวงไฟตรงโถงทางเข้าแล้วดึงชั้นบนสุดของตู้ลิ้นชักออกมา ข้างในที่เคยกุญแจสำรองพวงหนึ่งแขวนอยู่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยดังคาด แถมยังมีเงินหายไปอีกเล็กน้อย---เศษสตางค์ที่เธอเอาไว้จ่ายค่าอาหารเดลิเวอรี่ยามปกติ

          ทว่าด้านข้างกล่องกลับวางจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ ข้างจดหมายเป็นร่มสีดำที่ผึ่งแห้งพับเก็บเรียบร้อย

          เธอยังไม่ทันจะได้หยิบออกมา ประตูก็ถูกตบเสียงดังลั่นสะท้านฟ้า เสวียเสวี่ยนชิงตะโกนพลางหอบ “รีบเปิดประตู ถ้ายังไม่เปิดอีกฉันจะเรียกคนมาพังแล้วนะ!”

          จงอิงก้าวตรงไปเปิดประตูออก ถูกมะเหงกใส่หน้าติดกันไปสองที “อยู่บ้านแล้วยังจะปิดมือถือ! อยู่บ้านแล้วยังจะปิดมือถือ!”

          “ลืมชาร์จน่ะ” จงอิงมีสีหน้าที่เรียบเฉยอย่างยิ่ง

          “เธอจงใจน่ะสิ!” เสวียเสวี่ยนชิงพอได้เห็นจงอิง ความกังวลและความโกรธในตอนแรกก็พลันสลายหายวับไปกว่าครึ่ง ทว่าพอเหลือบเห็นถุงมือของอีกฝ่ายก็พลันขมวดคิ้วใหม่ “ทำอะไรน่ะ?”

          “เพิ่มทักษะในอาชีพ” จงอิงตอบด้วยทีท่าจริงจัง

          “ข้ออ้างกะผีอะไร บ้านเธอมีขโมยขึ้นรึเปล่า?” หล่อนตรงเข้ามาผลักจงอิงออก พอเดินเข้ามาในห้องก็เห็นกล่องชุดเครื่องมือพิสูจน์หลักฐานเปิดอ้าอยู่ “เธอไม่รู้จักแจ้งตำรวจเรอะไงหา หลักฐานที่เก็บเองแบบนี้จะยืนยันอะไรได้เล่า?”

          จงอิงตอบไม่ได้ สัญชาตญาณบอกตนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การบุกรุกเข้ามาขโมยข้าวของธรรมดาแน่ ทว่าในตอนนี้เธอไม่คิดจะอธิบายให้ใครฟังทั้งนั้น

          “มีข้าวของอะไรสูญหายบ้าง?”

          จงอิงปิดปากเงียบ ไม่ตอบ เสวียเสวี่ยนชิงหมุนตัวกลับมาจ้องเธอเขม็ง

          ความสูงของทั้งสองไล่เลี่ยกัน ต่างก็อดนอนมาแล้วทั้งคืน ในดวงตามีแต่เส้นเลือดกระจายอยู่เต็ม สภาพย่ำแย่พอๆ กัน

          “ช่างเถอะ” ยันกันอยู่พักใหญ่ เสวียเสวี่ยนชิงก็ยอมแพ้ “เธอไม่ได้คิดอยากจะบอกฉัน ฉันก็จะไม่ซอกแซกถาม” หล่อนพูดพลางก็ควักซองบุหรี่ออกมาเคาะสองมวน ยื่นมวนหนึ่งให้จงอิง “เธอกลับมาถึงบ้านตอนกี่โมง?”

          “เกือบหกโมงเช้า” จงอิงรับบุหรี่มาแล้วตอบ เธอจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่ทิ้งตัวนอนลงบนโซฟา นาฬิกาตั้งโต๊ะในบ้านส่งเสียง แต๊งๆๆ ออกมาหกที

          “ถ้างั้นฉันก็จำเป็นต้องบอกเธอ---” เสวียเสวี่ยนชิงเปิดมือถือ เอาบันทึกการโทรมาแสดงให้จงอิง “ตีห้าห้าสิบเจ็ดนาที ฉันโทรมาที่โทรศัพท์ในห้องนี้ มีผู้ชายคนหนึ่งรับสาย พอตีห้าห้าสิบแปดนาที จู่ๆ เขาก็วางสาย”

          “เขาพูดว่าอะไร?”

          สมองที่เหนื่อยล้าเกินเหตุพยายามหวนนึกอยู่รอบหนึ่ง เสวียเสวี่ยนชิงตอบว่า “เขาบอกว่า... สวัสดีครับ ต้องการโทรหาใครครับ? ผมจดไว้ให้คุณก็ได้นะครับ... ประมาณนี้”

          จงอิงทำหน้ายู่ กล่าวว่า “พูดจาประหลาด ไม่ค่อยเหมือนโจร บางทีอาจจะโทรเจอสายพ่วงหรือสายซ้อนเข้าให้”

          เสวียเสวี่ยนชิงส่ายหัวดิก “อย่างไรซะก็ไม่ชอบมาพากล แต่นี่มันเรื่องของเธอ จัดการเอาเองละกัน”

          หล่อนพูดจบก็ควักไฟแช็กออกมาหมายจะจุดบุหรี่ ทว่าทำอย่างไรก็จุดไม่ติด ความรู้สึกหงุดหงิดร้อนรนเพิ่มพรวด หล่อนหมุนร่างบึ่งตรงไปยังห้องครัว บิดเปิดเตาแก๊สเพื่อขอยืมไฟ

          พอได้สูดควันเข้าไปในปอดลึกๆ เสวียเสวี่ยนชิงก็พิงเคาน์เตอร์ครัวกล่าวว่า “จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ หน้าที่ที่เธอผลักมาให้ฉันตอนเที่ยงคืนนั่น ลองเดาดูสิว่าผู้ก่อเหตุคือใคร?”

          จงอิงถอดถุงมือยางออก กลับไปนั่งไปบนโซฟา หยิบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดมวนนั้นขึ้นมาใหม่อีกครา “ไม่สู้เธอบอกฉันมาตรงๆ เลยดีกว่า”

          “สิงเสวียอี้”

          มือที่ควงมวนบุหรี่อย่างเชื่องช้าของจงอิงชะงักงัน

          “คนนี้เป็นน้าชายของจงยวี๋ใช่ไหม?” เสวียเสวี่ยนชิงพ่นควันบุหรี่ออกมาวงใหญ่ ทั้งยังถอนหายใจดังเฮือก “จงยวี๋อยู่ในรถคันเดียวกันกับเขา บาดเจ็บสาหัสต้องการใช้เลือด บ้านพวกเขาเลยเรียกเธอไป” หล่อนจบการคาดการณ์ของตนเอง มุมปากยกขึ้นเป็นแนวโค้งเย็นชาสายหนึ่ง “ถึงตอนจำเป็นค่อยนึกถึงเธอ โทษทีนะที่ฉันมองหาความจริงใจกับความเป็นห่วงเป็นใยไม่เจอเลยสักนิดเดียว”

          จงอิงวางมวนบุหรี่ลง ประสานสองมือเข้าด้วยกัน “อย่าพูดเรื่องนี้เลย”

          “งั้นลองคุยเรื่องอื่นก็ได้” เสวียเสวี่ยนชิงเคาะเถ้าบุหรี่ลงในอ่างล้างจาน “อยากได้ยินอะไรล่ะ?”

          “สภาพที่เกิดเหตุ”

           เสวียเสวี่ยนชิงดูดบุหรี่เข้าไปอีกคำหนึ่ง ขมวดคิ้วพลางตอบว่า “รถเสียหลัก เกิดการเฉี่ยวชนกับรถที่วิ่งอยู่ในอุโมงค์เดียวกันอีกสามคัน ท้ายที่สุดก็พุ่งชนเข้าใส่ผนังคอนกรีต ด้านหน้ารถถูกชนจนพังยับ สิงเสวียอี้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จงยวี๋ที่นั่งอยู่เบาะหลัง โชคดีเอาชีวิตรอดมาได้”

          “แค่นี้เองเหรอ?”

          “มีผู้ใหญ่อีกสองคนเสียชีวิต อีกสองคนบาดเจ็บเล็กน้อย” ในน้ำเสียงของเสวียเสวี่ยนชิงไม่เจืออารมณ์ใดใด แต่กลับหรี่ตาลงท่ามกลางควันบุหรี่ “การเสียชีวิตของสิงเสวียอี้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของการเสียชีวิตจากรถชนก็จริง แต่ว่ามีอีกอย่างหนึ่งที่เราหาพบ” จู่ๆ หล่อนก็หมุนร่างมารูดเปิดม่านหน้าต่างที่หนาหนักออก แสงแดดยามเช้าในฤดูร้อนกรูกันเข้ามา จงอิงเบือนหน้าหลบโดยอัตโนมัติ

          “ดูข่าวเอาเอง”

          เสวียเสวี่ยนชิงกล่าวพลางเลือกพาดหัวข่าวออกมา แล้วโยนมือถือไปให้

          จงอิงก้มหน้าไล่อ่าน ใจความสำคัญบางส่วนโดดเห็นชัดเจน---

          “อุบัติเหตุรถชน... คุณสิงผู้รับผิดชอบสถาบันวิจัยยาซินซี และคุณจงบุตรชายผู้บริหารระดับสูงของซินซีอยู่ในนั้นทั้งคู่ ในรถพบสิ่งของต้องสงสัยคล้ายยาเสพติด ทางบริษัทพยายามปิดข่าว ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ สตรีมีครรภ์หนึ่งคน และผู้ชายหนึ่งคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

          เนื้อหาลากไล่ลงด้านล่าง พบภาพประกอบต่อกันเป็นพืด มีสภาพรถที่ถูกชน มีภาพการช่วยชีวิตในที่เกิดเหตุ มีภาพครอบครัว และยังมีตัวเธอเองที่ปิดบังใบหน้าด้านข้างเอาไว้

          นิ้วโป้งของจงอิงลากไล่ไปบนภาพ พอเงยหน้าขึ้น ก็ประสานเข้ากับสายตาของเสวียเสวี่ยนชิงพอดี

          “เธอบังเป็นไหมน่ะ บังแต่หน้ามีประโยชน์อะไรยะ?” เสวียเสวี่ยนชิงบิดเปิดก๊อกน้ำ กดดับปลายบุหรี่ลงในอ่างล้างจาน “แค่หมายเลขตำรวจเป็นพืดบนอกนั่น อีกไม่กี่นาทีเธอก็จะถูกคนเขาแฉจนไม่เหลือซากแล้ว ตอนนี้สัจธรรมบนโลกคือ... ‘ยุ่งไปก็มากเรื่อง ไม่สู้สงบเสงี่ยมให้น้อยลงไปสักเรื่องจะดีกว่า… เธอพอจะเข้าใจกฎข้อนี้ไหม?”

          จงอิงกดเปิดส่วนแสดงข้อคิดเห็นบนหน้าจอมือถือ... บรรดาคอมเม้นท์ตามมาเป็นพรวน มีทั้งตั้งข้อสงสัยและการคาดคะเนไปตามเรื่อง เธอถามว่า “สาเหตุที่รถผู้ก่อเหตุเสียหลักคืออะไร?”

          “ความเป็นไปได้ที่เครื่องยนต์ขัดข้องมีน้อยมาก เก้าในสิบส่วนเกิดจากการกระทำของคน”

          ถามอีกว่า “เรื่องพบยาเสพติดนี่จริงหรือเท็จ?”

          “ในกระเป๋าของสิงเสวียอี้พบของต้องสงสัย เราส่งไปตรวจสอบแล้ว สำหรับเรื่องที่ว่าเขาเสพยาขณะขับรถหรือเปล่า ยังต้องรอรายงานผลแล็บต่ออีกขั้น” เสวียเสวี่ยนชิงชะงักไปครู่ก็กล่าวต่อว่า “ได้ยินข่าววงในบอกว่าบริษัทซินซี ในระยะนี้จะมียาตัวใหม่ออกวางในตลาด แต่ในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้ สถาบันวิจัยยาอย่างบริษัทซินซีกลับมีข่าวฉาวเรื่องการเสพยาระเบิดตูมออกมา ดูท่าต่อไปคงแย่แน่”

          จงอิงปิดหน้าเพจข่าว เสวียเสวี่ยนชิงคว้าแก้วใบหนึ่งมาเทน้ำอุ่นจนเต็ม

          จู่ๆ จงอิงก็เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนไปร้อนรนกะทันหัน “อันนั้นห้ามดื่มนะ!”

          เสวียเสวี่ยนชิงกลับเงยหน้าดื่มน้ำโดยไม่สนใจเธอ

          จงอิงลุกพรวดขึ้นมาทันควัน ตรงไปแย่งแก้วในมือของเพื่อน ทั้งยังคว้ากาน้ำมา เทน้ำที่อยู่ข้างในทั้งหมดลงไปในอ่าง

          “เธอบ้าไปแล้วเรอะ!” เสวียเสวี่ยนชิงตะคอกกลับ

          จงอิงไม่อธิบายและก็ไม่พูดมาก เปิดประตูตู้เย็นเอาเครื่องดื่มชาที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์กระป๋องหนึ่งมาให้หล่อนแทน กระทั่งยังดึงฝาให้ด้วย

          เพราะออกแรงบาดแผลที่ปริขึ้นมาใหม่จึงมีเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาอีกครั้ง เสวียเสวี่ยนชิงยามนี้ค่อยสังเกตเห็นฝ่ามือที่มีปลาสเตอร์ยาอยู่เต็ม

          จงอิงหดมือกลับ มองเวลาแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “สายแล้ว เธอยังต้องเข้าสถานีตำรวจเพื่อรายงานผลใช่ไหม คดีนี้ฉันจำเป็นต้องเลี่ยง ไงก็ฝากเธอด้วยนะ”

          เสวียเสวี่ยนชิงไร้คำพูดจะกล่าว หล่อนควักเอากระเป๋าสตางค์ออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ ยื่นส่งให้จงอิง ได้แต่เตือนว่า “อย่าทำหายอีกล่ะ”

          จงอิงรับคำ ส่งมือถือคืนให้เพื่อนแล้วเดินไปส่งถึงประตู

ถึง คุณจง

          ออกจากประตูตั้งท่าจะเดินเข้าไปในลิฟต์แล้ว จู่ๆ เสวียเสวี่ยนชิงก็หันหน้ากลับมาพูดว่า “จงอิง----” ทว่าหล่อนลองคิดๆ ดูแล้วก็...ช่างมันดีกว่า ท้ายสุดก็ได้แต่กำชับไปประโยคหนึ่งว่า “พักผ่อนให้มากๆ ล่ะ”

          จงอิงซึ่งยืนอยู่หน้าประตูผงกศีรษะหงึกๆ อย่างจริงจัง ส่งสายตามองจนเพื่อนลับตาไป หญิงสาวปิดประตูลง ดึงตู้ลิ้นชักอีกครั้งเพื่อหยิบซองซองหนึ่งออกมาจากข้างกล่องไม้ ด้านในซองมีสมุดเล่มบางเล่มหนึ่งกับกระดาษจดหมายอีกหนึ่งฉบับ

          เธอคลี่จดหมายออก ด้านบนเขียนว่า---

          “ถึง คุณจง:

          ขอประทานโทษเป็นอย่างสูงที่ผมเสียมารยาททิ้งจดหมายไว้ให้คุณ คิดว่ายามนี้ตัวคุณเองก็มีเรื่องบางเรื่องค้างคาใจอยู่เช่นกัน หากว่าคุณมีเวลาว่างอีกทั้งยังเห็นด้วยกับผม รบกวนรออยู่ในห้องต่ออีกสักเพลา พอสี่ทุ่มตรงเราคงได้พบหน้ากันอีกครั้ง ถึงตอนนั้นผมจะเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์พิศวงนี้ให้คุณฟัง

          หวังว่าคุณจะไม่ตื่นตระหนก ขอให้สุขภาพดีมีสุข คิดทำสิ่งใดสะดวกราบรื่นทุกประการ

          เชิ่งชิงลั่ง

          (เขียนเมื่อเช้าวันที่ยี่สิบสาม)”

 

          ภาษาโบราณเหลือเกิน...

          จงอิงวางกระดาษจดหมายลง เดินกลับไปยังโซฟาหยิบบุหรี่ที่เสวียเสวี่ยนชิงให้เธอไว้ขึ้นมาแล้วควานหาไฟแช็กจากในกล่องใส่ของจิปาถะ ในที่สุดก็จุดมันกลางห้องที่เต็มไปด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ

          ในโรงจอดรถใต้ตึก มีเสียงกระดิ่งสดใสดังแว่วมาให้ได้ยิน ตามด้วยเสียงเปิดประตู เสียงสนทนาของยาม ทั้งยังมีเสียงเบรกอย่างกะทันหันของรถประจำทางบนท้องถนน

          จงอิงนั่งสูบบุหรี่อยู่บนโซฟาอย่างเงียบงัน

          ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยเอื่อยอ้อยอิ่ง จู่ๆ เธอก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาดม ทั้งยังก้มหน้าลงไปสูดคอเสื้อ ยูนิฟอร์มผ้าโพลีเอสเตอร์แบบนี้ไม่ระบายอากาศ ดังนั้นจึงยากจะเลี่ยงไม่ให้มีกลิ่นเหงื่ออยู่บ้าง เสื้อของเธอยังมีกลิ่นคาวเลือดอีกเล็กน้อยที่ติดมาจากที่เกิดเหตุ จะมีมาเพิ่มอีกก็คือกลิ่นยาที่เธอมักพบเจออยู่เป็นประจำ

          เธอกลับไม่รู้สึกว่าจะเหม็นมากมายสักเท่าไหร่

          สูบบุหรี่เสร็จ จงอิงก็ก้มหน้าลงปลดตราและหมายเลขประจำตัวของตำรวจบนอกเสื้อ เข้าไปให้ห้องน้ำอาบน้ำ จากนั้นก็เอาเสื้อผ้าทั้งหมดโยนเข้าเครื่องซักผ้า

          เธอเปิดก๊อกฝักบัว เสียงน้ำที่ราวกับห่าฝนกระหน่ำ กลบเสียงหมุนถังซักจนมิด

          ไอน้ำระเหย เด็กหญิงข้างห้องที่มักจะลุกขึ้นมาฝึกเปียโนแต่เช้า เริ่มบรรเลงเพลง Donna Donna ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอจนหล่อนดีดจนหยุดพักแล้วจงอิงจึงค่อยปิดฝักบัว โลกทั้งใบสงบลงในพริบตา ถังซักเริ่มระบายน้ำออกอย่างรวดเร็ว

          เธอคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดตัวให้แห้ง เปลี่ยนเป็นเสื้อทีเชิ้ตสะอาดเอี่ยมกับกางเกงอยู่บ้าน เสร็จแล้วก็กลับไปในห้องครัวเอาล่วมยามาจัดการบาดแผลที่มือให้เรียบร้อย จากนั้นก็เข้าไปในห้องนอนเสียบชาร์จแบตให้มือถือ บนหน้าจอสีดำสนิทปรากฏ Logo หนึ่งสว่างวาบขึ้นมา

          เริ่มชาร์จแบตแล้ว... จงอิงคิด เธอล้มตัวลงนอนอย่างเหนื่อยล้า กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อที่ได้รับการคลายตัวต่างก็พากันแก่งแย่งฉกฉวยทุกวินาทีเพื่อพักผ่อน นาฬิกาตั้งโต๊ะในห้องรับแขกก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย ติ้กต๊อก ติ้กต๊อก เดินไปผลักไป... ผลักจนในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ร่วงลงไปยังแนวเส้นขอบฟ้า

          จงอิงตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงริงโทนมือถือ มีเบอร์โทรศัพท์ไม่คุ้นเคยดังขึ้น เธอไม่ได้รับสาย ปล่อยให้มันดังจนสายตัดไปเอง

          เวลานี้เธอเอาแต่นอนอยู่บนเตียง ท้องฟ้ามืดแล้ว ม่านหน้าต่างก็ยังไม่ได้เปิดออก ท้องฟ้ายามราตรีในเมืองแห่งนี้ถูกช่องหน้าต่างสิบหกช่องอันแสนจะคับแคบตัดแบ่งจนกลายเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ แสงที่สลัวเลือนรางสาดส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้มีทั้งส่วนที่มืดและสว่างสลับกันไปมาในห้อง

          จงอิงพลิกตัว หยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ที่มุมบนด้านขวาแสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ของเธอ 100% เต็มแล้ว หากแบตเตอรี่มือถือยังสามารถชาร์จตัวเองจาก 0 กลับมาเป็น 100 ได้ ถ้าอย่างนั้นคนเล่า?

          จงอิงไม่ได้กลืนอะไรลงท้องเกือบจะหนึ่งวันเต็ม หากจะรู้สึกหิวก็สมควร เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ระหว่างรออาหารมาส่ง เธอก็มองเบอร์โทรศัพท์ไม่คุ้นตาเมื่อสักครู่นั่นแล้วก็เริ่มต้นสืบหาว่าเป็นเบอร์ใคร

          ผลจากการสืบค้นข้อมูล พบว่าน่าจะเป็นคนในสายอาชีพสื่อที่ช่างเจ้ากี้เจ้าการคนหนึ่ง จงอิงโยนเขาเข้าไปในรายชื่อแบล็กลิสทันที

          อาหารมาส่งอย่างรวดเร็ว นับเป็นความสะดวกสบายในแบบของคนเมือง อาหารชุดหนึ่งมีปริมาณมากเกินพอ จงอิงกินไปได้เกือบครึ่งก็กินไม่ลงแล้ว เธอจึงเททิ้งลงถังขยะไปพร้อมกล่อง

          ตอนนี้สองทุ่มพอดี ยังเหลืออีกสองชั่วโมง

          เธอลุกขึ้นไปตากเสื้อผ้า แปรงฟัน เปิดทีวีดูไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย หนังที่เธอดูเป็นสารคดีเกี่ยวกับดินแดนแลปแลนด์* ในช่วงเดือนพฤษภาคม กล้องถ่ายทางอากาศกวาดผ่านไปทั่ว กวางที่ถูกเลี้ยงวิ่งตะบึงเป็นฝูงรวมตัวกันเป็นขบวนยาม มีคำอธิบายกล่าวว่า “หลังสิ้นสุดฤดูหนาวอันขาวโพลนและยาวนานถึงแปดเดือน ดินแดนแลปแลนด์แห่งนี้ ในที่สุดก็ต้อนรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ”

          ฤดูหนาวยาวนานขนาดนั้น จะเป็นสถานที่ที่เย็นเฉียบสักแค่ไหนกันนะ... เธอเองก็ชอบหน้าหนาวเสียด้วยสิ

          เวลานี้ยังห่างจากสี่ทุ่มอีกยี่สิบนาที จงอิงปิดโทรทัศน์ เอาถุงเก็บหลักฐานมาวางเรียงทีละชิ้น ทีละซองบนโต๊ะรับแขก ขณะเดียวกันก็วางเก้าอี้ไว้ฝั่งตรงข้ามตัวหนึ่ง

          เธอยังเปิดไฟตรงโถงทางเข้าเอาไว้ดวงหนึ่ง ส่วนดวงอื่นๆ นอกจากนั้นล้วนดับหมด

          ภายในห้องมืดลงอีกครั้ง เธอจุดบุหรี่มวนหนึ่งขึ้นมาสูบแล้วนั่งรออยู่ตรงหัวบันได

 

          ครั้นนาฬิกาตั้งโต๊ะภายในห้องร้องดัง แต๊งๆๆ สิบที บุหรี่ในมือของจงอิงก็ถูกสูบจนหมดมวน

          เธอได้ยินเสียงเปิดประตูอย่างแผ่วเบา ทว่าที่มาของเสียงนั้นกลับมาจากชั้นบน ตามมาติดๆ ก็คือเสียงฝีเท้าที่ก้าวลงมาชั้นล่าง เป็นลักษณะการเยื้องย่างที่หนักแน่นมั่นคง ทว่ากลับเคลื่อนไหวไม่มาก

          เปลือกตาที่หลุบอยู่ตลอดของเธอเลิกขึ้นอย่างรวดเร็ว จังหวะที่อีกฝ่ายเอื้อมมือมาแตะบ่าของเธอ จงอิงก็ตวัดแขนกลับคว้าแขนขวาของอีกฝ่ายเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ทำลายจุดศูนย์ถ่วงของผู้บุกรุกด้วยการคว่ำเขาลงจากบันได

          ไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งตัว จงอิงเอาสายรัด* แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมามัดไพล่หลังมือทั้งสองข้างของเขา

          “คุณจง พวกเรานั่งลงแล้วคุยกันดีๆ เถอะครับ” ผู้มาเยือนส่งเสียงวิงวอนอย่างสุภาพ ให้เธอคลายสายรัดออก

          “ไหนว่ามีอะไรจะพูด... พูดมา!” จงอิงกลับไม่คิดจะหยุดยั้งการสั่งสอนผู้บุกรุก เธอกดร่างอีกฝ่ายเอาไว้แน่น เน้นย้ำทีละคำว่า “บอกชื่อแซ่ อายุ บ้านเกิดและถิ่นที่อยู่”

          “ผมชื่อเชิ่งชิงลั่ง อายุสามสิบสอง เกิดที่เซี่ยงไฮ้ อาศัยอยู่ที่--” เขาชะงักไปเล็กน้อย ในที่สุดก็เค้นคำตอบออกมาอย่างยากเย็นทว่าสุภาพ “ที่นี่”

          “อยู่ที่นี่?”

          “ครับ...ที่นี่”

          ไร้เหตุผลสิ้นดี ทว่าคำพูดประโยคนี้ของจงอิงยังไม่ทันได้เอ่ยออกจากปาก จู่ๆ เธอก็คลายมือออก ความเจ็บปวดไร้ที่มาเข้าจู่โจมสติของเธออย่างกะทันหัน รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ลมหายใจของเธอกระชั้นถี่ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน จงอิงแทบจะสูญเสียการควบคุม เชิ่งชิงลั่งที่เพิ่งกระชากสายรัดออกแล้วลุกขึ้นยืนกลับถือวิสาสะเข้ามาพยุงเธอ

          “คุณจง คุณเป็นอะไรไปน่ะ?”จงอิงปวดหัวเสียจนสองตาแทบจะมองไม่เห็น ปลายนิ้วของเธอเผลอกดแน่นบริเวณขมับ ขบฟันแน่น กล้ามเนื้อทั้งร่างตึงเขม็งจนไม่สามารถอ้าปากส่งเสียงตอบได้แม้แต่คำเดียว

          เขาเห็นดังนั้น จึงถามย้ำอีกว่า “คุณมียาแก้ปวดไหม?”

          เมื่อไม่ได้รับคำตอบ เขาจึงถอยไปด้านหลังสองก้าว ดึงผ้าห่มบนโซฟาลงมาพันรอบร่างของจงอิง แล้วอุ้มเธอขึ้นไปวางโซฟาอย่างนุ่มนวล

          เชิ่งชิงลั่งจำได้ว่าในห้องครัวมีล่วมยาอยู่ใบหนึ่ง จึงรีบตรงไปยังห้องครัวและหยิบเอาล่วมยาออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบควานหายาแก้ปวด แล้วยื่นส่งไปให้จงอิงพร้อมกับแก้วน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะรับแขก

          จงอิงกระทั่งน้ำก็ไม่ต้องการ คว้ายาเม็ดจากในมือเขาได้ เธอก็กลืนลงคอทันที

          ท่ามกลางสภาพอากาศอบอ้าวของเดือนกรกฎา ยามที่นิ้วมือสั่นระริกของเธอแตะถูกอุ้งมือเขา เขากลับรู้สึกเย็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงเอาเสื้อคลุมตัวนอกจากบนเก้าอี้เอนนอนมาคลุมทับให้กับเธออีกชั้น จากนั้นก็ไม่กวนเธออีก

          อากาศเปลี่ยน

          ลมกลางคืนโหมกระหน่ำมากระแทกหน้าต่าง ส่งเสียงดังกึงกัง เชิ่งชิงลั่งเพิ่งจะปิดหน้าต่างสนิท ฟ้าแลบสายหนึ่งก็ฟาดลงมา

          หลังเสียงฟ้าร้องดังสนั่นผ่านไป ภายในห้องก็ได้ยินแต่เสียงนาฬิกาเดินกับเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของจงอิงเท่านั้น จากนั้นเม็ดฝนถี่ยิบก็กระหน่ำใส่หน้าต่างกระจก ทิวทัศน์ยามราตรีพลันรางเลือนไปในชั่วขณะ

          เชิ่งชิงลั่งปิดม่านหน้าต่าง เปิดไฟเพดานดวงหนึ่ง

          ตรงชั้นหนังสือแถวยาวติดหน้าต่างมีหนังสือเกี่ยวกับยารักษาโรควางเรียงอยู่ รวมไปถึงประกาศนียบัตรและถ้วยรางวัลหลากหลายประเภท ทุกชิ้นล้วนเป็นของจงอิง ข้างๆ ชั้นหนังสือเป็นกรอบรูปแบบโบราณขนาดมหึมาอันหนึ่ง ด้านในติดรูปถ่ายเต็มไปหมด

          นอกจากรูปถ่ายตอนเด็กสองสามใบแล้ว รูปที่เหลือของจงอิงมักจะถ่ายออกมาในรูปแบบเดียวกัน หญิงสาวมักจะยืนนิ่งและเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง สีหน้าไร้รอยยิ้ม ถัดจากกรอบรูปจะเจอไวท์บอร์ดอันโตติดกำแพงอยู่ บนนั้นมีกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ รวมถึง Autospy Pathology และรายงานจากการตรวจชันสูตรพลิกศพ* ที่มุมยังตั้งโมเดลโครงกระดูกเอาไว้ชิ้นหนึ่งด้วย ความปูดโปนตะปุ่มตะป่ำของโครงกระดูกแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาอยู่หลายส่วน

หลักฐานในที่เกิดเหตุ

          ครั้งแรกที่เขาเห็นของพวกนี้ ก็สรุปในใจไปแล้วว่าเจ้าของห้องต้องเป็นคนที่ดื้อรั้นดันทุรัง ต้องเป็นหญิงสาวที่ผอมแห้งเย็นชาคนหนึ่ง

          จู่ๆ เขาก็ถลันเข้าไปใกล้ชั้นหนังสือ เพราะมองเห็นเหรียญตราอันเล็กชิ้นหนึ่งวางอยู่ตรงมุมชั้นวางของ ตรงกลางพิมพ์ว่า CESA ด้านใต้เป็นภาษาอังกฤษแถวหนึ่งเขียนว่า Extreme Sports Associationสมาคมกีฬาผาดโผนรึ?

          เขาเดินกลับไปที่ห้องครัวอีกครั้ง เปิดก๊อกน้ำใส่เต็มหนึ่งกา คิดจะต้มน้ำร้อนเสียหน่อย พอเสียบปลั๊กไฟ น้ำในกาก็เดือดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เชิ่งชิงลั่งก็ได้กลิ่นเหม็นบูดจางๆ พอก้มลงมองในถังขยะที่ข้างเท้า ก็พบห่ออาหารเดลิเวอรี่ที่ฝาอ้าออก อาหารเริ่มเปลี่ยนสภาพแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงทำความสะอาดถังขยะไปด้วยเสียเลย หลังจากล้างแก้วน้ำเสร็จ เก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อย ฝนด้านนอกก็หยุดตก

          จงอิงตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนโซฟาในเวลาตีห้า--ห้าสิบ

          เธอฝันว่าตนเองนั่งรถเลื่อนอยู่ในดินแดนหิมะที่ขาวเวิ้งว้างของแลปแลนด์ กวางที่แสนเชื่องวิ่งราวกับเหินบิน ลากจนรถเลื่อนหลุดลอย เธอจึงถูกปล่อยทิ้งอยู่ที่เดิม ยากจะแยกแยะทิศทางในแดนหิมะได้ รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังจะแข็งตายไปทีละน้อย

          ตายแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

          จงอิงลุกขึ้นนั่ง พลันเห็นเชิ่งชิงลั่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะรับแขก แสงไฟสีเหลืองนวลส่องสว่างเหนือศีรษะของเขา

          สายตาเธอเบือนไปยังโต๊ะรับแขก ที่ด้านบนนอกจาก ‘หลักฐานในที่เกิดเหตุ’ ที่เธอวางเตรียมเอาไว้ ยังมีกระเป๋าเอกสารหนึ่งใบ กระเป๋าหนังอีกหนึ่ง และถ้วยรักษาอุณหภูมิอีกหนึ่งใบเพิ่มเข้ามา

          เธอโน้มร่างไปข้างหน้า หยิบแก้วน้ำมาหมุนเปิดฝา ไอร้อนบางเบาลอยกรุ่นและน้ำยังคงอุ่นอยู่

          เชิ่งชิงลั่งวางหนังสือในมือลง รอจนเธอดื่มน้ำเสร็จค่อยกล่าวว่า “หากว่าร่างกายของคุณยังพอไหว พวกเราก็คุยกันได้”

          แสงไฟส่องสะท้อนใบหน้า ทำให้เขามีบุคลิกที่อ่อนโยนและจริงจัง จงอิงเก็บความไม่เป็นมิตรไว้ ม้วนผ้าห่มคลุมบนหน้าตัก และพยักหน้าบอกให้เขาพูด

          เชิ่งชิงลั่งเปิดกระเป๋าเอกสาร หยิบเอาแผ่นกระดาษหนึ่งชุดออกมาคลี่เปิดต่อหน้าจงอิง

          ตรงด้านขวาสุดของแผ่นกระดาษมีอักษรจีนตัวเต็มเขียนไว้ว่า ‘สัญญาเช่าห้องชุด’ อักษรที่ใช้เขียนตัวเล็กเรียงเป็นแถวๆ ไปทางด้านซ้าย นี่ก็คือหลักฐานการทำสัญญา ของที่ระบุไว้ในสัญญาก็คือห้องหมายเลข 699 อันเป็นห้องชุดพร้อมชั้นลอยของเธอนั่นเอง วันทำสัญญาระบุไว้ว่าเป็นวันที่ 12 เดือนกรกฎาคม ปีหมินกว๋อที่ 21* 

          ปีหมินกว๋อที่ 21---ปี ค.ศ. 1932!

          บ้าไปแล้ว!

          จงอิงมองสัญญาฉบับนั้นด้วยอาการปากอ้าตาค้าง พูดไม่ออก... แต่เดี๋ยวก่อน อะพาร์ตเมนต์นี้นับตั้งแต่สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1931 เป็นต้นมาก็มีคนเช่าเข้าๆ ออกๆ อย่างไม่ขาดสาย สัญญาห้องชุดในมือของเขานับเป็นสัญญาที่ ‘พ้นช่วงระยะเวลามีผลบังคับใช้’ ไปแล้ว ดังนั้นสัญญาฉบับนี้นอกจะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหมาะกับการเก็บสะสมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีความหมายอื่นใดอีกนี่

          จงอิงอ่านอย่างละเอียด แล้วก็พูดไปตามความจริงว่า “เสียใจด้วยค่ะ ตอนนี้เป็นปี ค.ศ. 2015 เป็นยุคที่กฎหมายในยุคสาธารณรัฐไม่สามารถบังคับใช้ได้แล้ว... คุณเชิ่ง สัญญาฉบับนี้เป็นโมฆะค่ะ”

          “ในที่ของคุณจงบางทีมันอาจเป็นโมฆะ แต่ว่าในที่ของผมมันยังคงอยู่ในระยะเวลาที่มีผลบังคับใช้นี่ครับ” เชิ่งชิงลั่งแย้งแล้วควักเอาเอกสารอีกฉบับออกมา “นี่เป็นบันทึกการประชุมคณะเทศมนตรีแห่งเซี่ยงไฮ้** ฉบับเมื่อวานนี้”

          เขาหมุนเอกสารมาให้จงอิงดู นิ้วมือเลื่อนไปยังส่วนของวันที่---

          วันที่ 23 เดือนกรกฎาคม ปีหมินกว๋อที่ 26

          เขากล่าวพลางเงยหน้าขึ้น มองมายังจงอิง

          จงอิงนิ่วหน้า “จะให้ฉันเข้าใจเหรอว่า----” เธอผ่อนจังหวะพูดให้ช้าลงเพื่อขอคำยืนยัน “คุณมาจากวันที่ 23 เดือนกรกฎาคม ปีหมินกว๋อที่ 26?”

          “วันนั้นนับเป็น ‘เมื่อวาน’ ของผม... ใช่ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เขายอมรับอย่างไม่อ้อมค้อม

          ร่างของจงอิงที่เดิมเอนโน้มมาข้างหน้าเล็กน้อย ค่อยๆ เอนกลับไปด้านหลังอย่างไม่รู้ตัว

          เชิ่งชิงลั่งมองนาฬิกาข้อมือแวบหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าตนเองยังพอมีเวลา จึงกล่าวต่อ “ก่อนสี่ทุ่ม ผมยังทำงานอยู่ในห้องพักของตัวเอง แต่พอหลังจากสี่ทุ่ม รอบข้างทุกอย่างก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม” เขามองไปทุกทิศรอบด้าน “เปลี่ยนไปจนกลายมาเป็นแบบนี้”

          จงอิงไม่กล้าส่งเสียงออกมาสักแอะ

          “ความจริงแล้ว ตัวผมเองพูดเอง ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันยากจะเชื่อ แต่ผมก็... ยังแก้ไขอะไรไม่ได้”

          “คุณเริ่ม... ฉันหมายถึงห้องนี้เริ่ม... เป็นแบบนี้แต่เมื่อไร?”

          “12 กรกฎา”

          ถ้างั้นก็สิบกว่าวัน... ช่วงเวลานั้นจงอิงมีคดีใหญ่ให้ต้องสะสางสองคดีรวด เธอเลยพักอยู่ที่หอไม่ได้ว่างกลับมานอนที่นี่

          “หากว่าเป็นไปตามนี้ ทุกคืนตอนสี่ทุ่มคุณก็จะมาห้องฉัน?”

          “ห้องผม” เขาแก้

          “นั่นแหละๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น---” จงอิงเรียบเรียงความคิดแบบด่วนจี๋ “เช้ามืดวันที่ 23 กรกฎาคมทำไมคุณถึงไปโผล่อยู่ในรถแท็กซี่ได้ล่ะ?”

          ทุกคนมักจะหวาดหวั่นยามที่ต้องเผชิญหน้ากับการ ‘สอบสวน’ ของคุณหมอจง ทว่าชายหนุ่มผู้นี้กลับตอบอย่างสบายๆ ว่า “ปกติผมจะอยู่ห้องในตอนกลางคืน มีบางวันที่จะออกไปทำธุระข้างนอกบ้าง แต่ไม่ว่าร่างผมจะอยู่ที่ไหน หลังสี่ทุ่มผมจะต้องมาโผล่ในยุคของคุณตลอด โชคร้ายวันนั้นผมทำธุระอยู่นอกเมืองพอดี ตอนสี่ทุ่มตรงผมดันโผล่มาในยุคนี้ ตำแหน่งที่ผมมาถึงในตอนนั้นเหมือนว่าจะห่างจากห้องพักไปไกลพอสมควร หากเดินด้วยเท้าอาจจะช้าเกินไป ผมจึงต้องอาศัยพาหนะในการเดินทาง ขอร้องเรียนหน่อยเถอะ ยุคของคุณนี่แย่มาก เรียกรถไม่ง่ายเลย ผมเดินเท้าอยู่เป็นนาน ต้องควักเงินสดทั้งหมดในตัวออกมาต่อรอง ถึงจะเรียกรถได้หนึ่งคัน”

          ถ้างั้น รถคันนั้นก็คือรถแท็กซี่ที่เธอร่วมโดยสารไปด้วยเมื่อวานนี้ จงอิงอมยิ้มกับการใช้ภาษาแบบสุภาพบุรุษยุคเก่าของเขา “คุณจ่ายไปเท่าไร?”

          “สองร้อยห้าสิบหยวน” เขาถอนหายใจ “ผมจดเอาไว้ในสมุดแล้ว คุณไม่เห็นหรือ?”

          เธอย่อมต้องเห็นอย่างแน่นอน เธอเพียงแต่ต้องการตรวจสอบว่าเขาโกหกหรือไม่

          สมุดเล่มบางที่สอดมากับกระดาษจดหมายแผ่นนั้น ด้านในจดบันทึกเสียละเอียดยิบ เรื่องเล็กใหญ่เขาก็เขียนลงไปไม่พลาดสักเรื่อง นิสัยของคนโบราณเผยให้เห็นชัดเจนมาก

          เธอจำได้ว่าบันทึกบรรทัดแรกก็คือ ‘ขออนุญาตใช้พจนานุกรมซินฮวา* หนึ่งเล่มในชั้นหนังสือ คืนภายในวันนั้นเรียบร้อยแล้ว’

          บันทึกแถวใหม่ล่าสุดแถวหนึ่งคือ ‘หยิบยืมเงินสดของคุณจงไปสองร้อยห้าสิบหยวน เพื่อจ่ายค่ารถ ยังไม่ได้ชำระคืน’

          ทุกบันทึกล้วนใช้อักษรจีนตัวย่อในการเขียน อาจเป็นเพราะสังเกตมาก่อนหน้าแล้วว่าเธอคุ้นเคยกับอักษรแบบนี้เขาจึงตั้งใจจดบันทึกเพื่อให้เธออ่านเข้าใจ นับว่าเชิ่งชิงลั่งเป็นคนที่ช่างสังเกตและละเอียดอ่อนมากคนหนึ่ง

          มิน่า... เมื่อวานนี้ตอนอยู่บนแท็กซี่ เขาถึงกล่าวว่าเธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณเขา ก็แน่ล่ะ เงินที่จ่ายค่ารถไปเป็นของเธอเอง เขาต่างหากที่เอาไปใช้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

          เหมือนว่าเชิ่งชิงลั่งจะจับสังเกตสีหน้าของจงอิงได้ เขากล่าวเสริมว่า “ผมถือวิสาสะหยิบเงินของเจ้าของห้องไปใช้ แน่นอนว่าเป็นการกระทำที่เสียมารยาท คุณจงได้โปรดรับคำขอโทษจากผมด้วย หากว่ากลับยุคผมได้เมื่อไหร่ ผมจะรีบนำเงินมาชดใช้ให้ครับ”

          จงอิงกลอกตา กลั้นหัวเราะ เธอถามกลับไปประโยคหนึ่งว่า “สองร้อยห้าสิบ คุณนั่งแท็กซี่จากไหนถึงไหน ทำไมถึงแพงขนาดนั้นล่ะคะ นั่งเป็นชั่วโมงเลยเหรอ?”

          “ประมาณยี่สิบนาทีเห็นจะได้ ขอชื่นชมว่ารถยนต์สมัยนี้แล่นเร็วมาก”

          “วันหลังถ้านั่งอีก อย่าลืมบอกแท็กซี่ให้กดมิเตอร์ด้วยก็แล้วกัน” จงอิงกล่าวพลางหลุบตาลง เอาแก้วเก็บอุณหภูมิในมือวางกลับไปไว้บนโต๊ะรับแขก “มาครั้งแรกก็โดนฟันซะแล้ว... คุณรู้ไหมว่าสองร้อยห้าสิบหยวนเนี่ยเอาไปทำอะไรได้บ้าง?”

          “ใต้ตึกมีร้านโชห่วยร้านหนึ่งเปิดกิจการตลอดทั้งคืน มีป้ายราคาติดชัดเจน ผมเคยไปมาแล้ว” เขาตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ผมเปรียบเทียบค่าเงินกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ก็พอจะเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับมูลค่าของเงินตราที่ใช้กันโดยทั่วไปในยุคนี้” พูดจบก็หยิบเอาใบเสร็จแผ่นเล็กๆ ใบหนึ่งจากในซองเอกสารยื่นให้จงอิง ที่เขาซื้อคือนมสดราคา 3.8 หยวนกล่องหนึ่ง เขากล่าวต่อว่า “ค่ารถ 250 หยวน คำนวณจากระยะทางที่ขับแล้วอาจจะไม่สมเหตุสมผล ทว่าตอนนั้นผมไม่มีทางเลือกอื่น ก็ได้แต่จำยอม”

          เขาฉลาดเสียด้วย รู้จักเปรียบเทียบและคาดเดาสถานการณ์ออกมาอย่างมีเหตุมีผล ผู้ชายคนนี้โบราณก็จริงแต่ไม่ใช่หมูรอเชือดอย่างที่คิด จงอิงเงียบกริบอยู่เป็นนาน จึงค่อยพูดออกมาว่า “คุณยังเอากุญสำรองของฉันไปด้วย”

          “ผมจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย หากวันไหนผมโผล่มาตอนที่ทำธุระอยู่ด้านนอก ผมจะได้กลับเข้าห้องได้ ไม่อย่างนั้นถ้ากลับมาแล้วเจอว่าประตูห้องล็อกจากด้านใน ผมก็คงต้องเร่ร่อนหาที่ซุกหัวนอนใหม่แล้วครับ”

          “แล้วทำไมคุณถึงต้องล็อกประตูห้องชั้นลอยด้วยล่ะคะ?” จงอิงช้อนตามองเขา

          “เรื่องนี้ผมกำลังจะบอกอยู่เหมือนกัน” เขาหยิบกระเป๋าหนังบนโต๊ะมากางเปิด แล้วก็หมุนไปทางจงอิง

          ด้านในเต็มไปด้วยทรัพย์สินอันมีค่า แบ่งออกเป็นทองแท่ง ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ เหรียญอิ๋งหยวน* รวมถึงธนบัตรฝ่าบี้** ที่วางเรียงกันไว้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่ได้เห็นทำให้จงอิงถึงกับตาค้าง

ออกจากบ้าน

       เชิ่งชิงลั่งกล่าวเสียงเนิบ “ผมเพิ่งจะคิดได้ว่าเหรียญอิ๋งหยวนและธนบัตรฝ่าบี้ ยุคนี้คงจะไม่ได้ใช้กันแล้ว แต่ธนบัตรสหรัฐอาจยังพอมีอยู่บ้าง แต่ที่แน่ๆ ทองคำน่าจะยังคงจัดอยู่ในประเภทฮาร์ดเคอเรนซี่* เอาเป็นว่าที่ผมขนมา... น่าจะมีสักอย่างที่ชำระหนี้ทางกฎหมายให้คุณได้”

          เขาคิดรอบคอบขนาดนี้เชียวรึ!

          จงอิงถึงกับพูดไม่ออก

          เชิ่งชิงลั่งเห็นอีกฝ่ายไม่โต้แย้งจึงกล่าวต่อ “ห้องพักห้องนี้จัดอยู่ในประเภทสิ่งของโบราณ แน่นอนว่าย่อมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณจง ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่เพ้อฝันให้คุณจงขายมันให้ผม แต่ห้องด้านบนชั้นลอยดูท่าว่าจะว่างอยู่นี่ครับ หวังว่าคุณจงจะเมตตาให้ผมเช่า”คำพูดของเขาจริงใจมาก สายตาที่มองจงอิงก็น่าเชื่อถือ

          ระหว่างที่ท้องฟ้ากำลังจะสว่าง แสงสลัวพลันเข้าครอบคลุม เสียงสนทนาภายในห้องราวกับเป็นหนึ่งเสี้ยวส่วนของความฝัน

          เขากล่าวอีกว่า “หากยังคิดว่าผมไม่น่าไว้ใจ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้อยู่” เขาก้มหน้าลงมองดูนาฬิกาอีกรอบอย่างไม่รีบไม่ร้อน “แต่ว่าอีกเดี๋ยว ก็จะสามารถยืนยันได้ว่าคำพูดทั้งหมดของผมไม่ได้เหลวไหลเลื่อนเปื้อน”

          เข็มนาฬิกาชี้ตรงไปยังตีห้า—ห้าสิบเก้านาที—สี่สิบวินาที

          เขาเก็บกระเป๋าเอกสารเรียบร้อย นั่งนิ่งอย่างมั่นคงพลางเงยหน้าขึ้นมองเธอ “ทุกวันตอนหกโมงเช้า ผมก็จะหายไปจากยุคนี้ ผมรบกวนคุณแค่ตอนกลางคืนเท่านั้นแหละครับ”

          “ถ้างั้น... ถ้าหากฉันจะทำอย่างนี้ล่ะ?” สายตาของจงอิงเย็นเฉียบ โน้มร่างไปเบื้องหน้า

          แล้วคว้ามือเขาเอาไว้!

          ไอเย็นวูบหนึ่งถ่ายทอดมายังร่างเธอ เสียงนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบโบราณภายในห้องเดิน ติ้กต๊อกๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับคนที่อยู่ในสภาวะกระวนกระวาย

          ใบหน้าที่สุขุมมาโดยตลอดของเชิ่งชิงลั่งปรากฏความร้อนใจผุดขึ้นมาให้เห็น เขากัดฟันเตือนว่า “ยังมีเวลาอีกสามวินาที คุณปล่อยผมเถอะ”

          มีหรือเธอจะปล่อย!

 

          สิ่งที่จงอิงคว้าเอาไว้ได้ในนาทีสุดท้าย... คืออากาศ

          จังหวะนั้น เชิ่งชิงลั่งดึงมือออกแล้วก็หายวับไปในพริบตา

          ตรงข้ามโต๊ะรับแขกเหลือเพียงเก้าอี้หวายที่ว่างเปล่า เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาดังขึ้นมาหกครั้งอย่างเป็นจังหวะ

          เพราะต้องการสลัดให้หลุดจากการดึงรั้งของจงอิง เชิ่งชิงลั่งถึงกับยอมทิ้งทุกอย่าง เขาไม่หยิบอะไรติดตัวไปด้วยสักชิ้น ทั้งหีบหนังและกระเป๋าเอกสารยังคงวางทิ้งไว้บนโต๊ะรับแขก

          ไฟเพดานสีเหลืองนวลส่องสว่างท่ามกลางความเงียบ ภายในห้องมีเพียงร่างของจงอิงเท่านั้น หลายชั่วโมงที่ล่วงผ่าน ราวกับเป็นแค่ฝันตื่นหนึ่ง ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงแม้แต่น้อย

          จงอิงนั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนโซฟาพักใหญ่ จังหวะนั้นเธอเหลือบเห็นกระดุมแขนเสื้อตัวหนึ่งซึ่งทำจากโลหะ วางเด่นเป็นสง่าอยู่บนพรม เชิ่งชิงลั่งน่าจะทำตกไว้ เธอหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด สัมผัสของโลหะให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและมั่นคง ทว่าก็แจ่มชัดเหมือนจริงอย่างยิ่ง

          จงอิงไม่เชื่อว่าอาการประสาทหลอนจะให้ความรู้สึกเหมือนจริงได้ถึงขั้นนี้ อาจเป็นไปได้ว่าเธอเครียดจัด สภาพจิตใจจึงใกล้เคียงกับผู้ป่วยหนักแบบไม่รู้ตัว

          เธอโน้มกายข้างหน้า ลากกระเป๋าเอกสารที่อยู่บนโต๊ะรับแขกมามอง ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก็ปลดล็อกออก

          จากด้านใน... เธอพบซองเอกสารสองซอง กระเป๋าสตางค์หนึ่งใบ ปากกาลูกลื่นหนึ่งด้าม และสมุดจดร้อยสันด้วยเชือกถักอีกหนึ่งเล่ม

          ทุกอย่างเรียบง่ายใช้งานได้จริง ทั้งยังเรียบร้อยเป็นระเบียบ

          จงอิงเปิดซองเอกสารหนึ่งในนั้นออกมาอ่าน ด้านในเป็นเอกสาร ‘สัญญาซื้อขายและใช้ประโยชน์* ห้องชุด’ ที่เขาเพิ่งเก็บเข้าไปเมื่อครู่ หญิงสาวลองพลิกอ่านคร่าวๆ ก็พบใบประกาศนียบัตรใบหนึ่ง ตรงกลางใบประกาศมีตราสัญลักษณ์รูปดวงตะวันสีขาวที่ฝังอยู่กลางท้องฟ้าสี่เหลี่ยมสีฟ้า** ด้านบนตรงกลางพิมพ์รูป ดร.ซุนยัดเซ็น ผู้เปรียบเสมือนบิดาแห่งชาติ*** เอาไว้ ด้านขวาสุดมีอักษรจีนตัวเต็มเขียนไว้ว่า ‘หลักฐานแสดงการเป็นสมาชิกภาพของสมาคมทนายความแห่งเซี่ยงไฮ้’

          ตามมาด้วยอักษรหวัดบันทึกว่า ‘ใบสำคัญนี้ยืนยันว่า ทนายความเชิ่งชิงลั่ง เป็นสมาชิกของสมาคมนี้ นอกจากจะขึ้นทะเบียนอยู่ในรายชื่อสมาชิกแล้ว ยังสามารถยื่นเรื่องดำเนินคดีได้ในทุกชั้นศาล...’ จากนั้นก็เป็นหมายเลขประจำตัวสมาชิกตลอดจนข้อกำหนดของสมาคม ตรงตำแหน่งที่ลงนามรับรอง มีลายเซ็นของคณะกรรมการสมาคมทนายความแห่งเซี่ยงไฮ้ ทั้งยังมีตราประทับสำคัญเพื่อป้องกันการปลอมแปลงอีกด้วย

          จงอิงอ่านจบก็ใส่มันกลับเข้าไปในซองเอกสาร จากนั้นก็หยิบเอาสมุดจดบันทึกผูกเชือกขึ้นมาพลิกเปิดหน้าแรก ด้านบนติดตารางเวลาที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนเอาไว้ด้วย

          หัวกระดาษคือคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยตงหวู่ ด้านล่างพิมพ์คำขวัญประจำสถาบันเอาไว้ว่า ‘บ่มเพาะคุณธรรมแห่งฟ้าดิน ผดุงสิ้นความดีงามแห่งปวงชน’ เวลาที่ลงเรียนหลักสูตรนี้โดยมากเป็นช่วงพลบค่ำ ไม่แน่ว่าคุณทนายคนนั้นอาจจะเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยด้วย

หากดูจากที่เขาจดเอาไว้ หัวข้อการบรรยายในคลาสหน้าของเขาก็คือ ‘กฎหมายอาญาและกฎหมายเปรียบเทียบ’ อีกทั้งคืนวันเสาร์ยังเขาต้องเข้าร่วมการฝึกปฏิบัติการว่าความในศาล ในวิชาว่าความศาลจำลอง* ของคณะนิติศาสตร์อีกด้วย แต่ก็ยังไม่แน่หรอก เพราะด้านล่างเขามีดอกจันตัวเล็กๆ เขียนระบุเพิ่มเติมว่า ‘อาจจะต้องเข้าร่วม รอการยืนยันอีกที’

          พอพลิกด้านหลังของสมุดจด ก็พบกับบันทึกประจำวันที่ใช้ภาษาจีนบ้าง อังกฤษบ้างปะปนกัน ที่เจ๋งไปกว่านั้น มีอยู่หน้าหนึ่งที่เชิ่งชิงลั่งใช้ภาษาฝรั่งเศสจดบันทึกเต็มหน้ากระดาษด้วยลายมือแผ่วพลิ้ว ลื่นไหล มีทั้งเครื่องหมายกำกับเสียงอักซอง กร๊าฟ** อักซองเต กูว์*** เรียงกันเป็นตับนับไม่ถ้วน ทำเอาคนมองหูตาลายไปเลย มองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้มีความรู้ในระดับที่ไม่ธรรมดา

          จงอิงไม่ได้พลิกอ่านต่อเพราะจู่ๆ มือถือของเธอก็ดังขึ้น ที่แท้ก็เป็นเสียงนาฬิกาปลุก

          วันนี้เธอทำงานกะเช้า จำเป็นต้องล้างหน้าล้างตาออกจากบ้านเพื่อกลับไปยังหน่วย และรับช่วงการทำงานต่อจากเพื่อนร่วมงานผลัดกลางคืน

          ท่ามกลางเสียงเปียโนของแม่หนูน้อยห้องติดกัน เธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ไม่ลืมนำข้าวของส่วนตัวทั้งหมดของเชิ่งชิงลั่งล็อกใส่ตู้นิรภัย

          พอจัดการทุกอย่างเสร็จ ตอนออกจากบ้าน แม่หนูน้อยห้องติดกันก็เพิ่งบรรเลงเพลงวอลทซ์หนึ่งเพลงจบพอดี

 

          ขึ้นรถประจำทาง โหนรถใต้ดินต่อ

          การคมนาคมช่วงเช้าตรู่เบียดเสียดวุ่นวายเช่นเคย จงอิงถูกเบียดจนชิดขอบประตูด้านซ้าย จะยกมือสักนิดก็ยังลำบากยากเย็น

          พอถึงสถานีเชื่อมต่อต้องเปลี่ยนสาย คนกลุ่มหนึ่งก็พากันเฮโลออกไป และก็เบียดเสียดกันเข้ามาใหม่อีกกลุ่ม จงอิงปรับท่ายืน ควักมือถือออกมาอ่านข่าว สัญญาณบริเวณใต้ดินกลับไม่ได้ดังใจ ข่าวพร้อมรูปประกอบแม้แต่ข่าวเดียวก็ไม่สามารถโหลดขึ้นมาครบ มีเพียงส่วนแสดงความคิดเห็นประเด็นร้อนที่แขวนแปะเสียกลางเพจ

          “ยังสงสัยกันว่านี่จะเป็นทฤษฎีสมคบคิดหรือไม่” ข้อความดุเดือดคุกคามประโยคนี้ แทบจะโดดทะลุจอออกมากระแทกหน้าจงอิงได้เลย

          “เรื่องอุบัติเหตุเนี่ย ว่าที่คุณพ่อคุณแม่คู่นั้นน่าสงสารที่สุดเลยเชื่อป่ะ? แหม... ตั้งสองศพสามชีวิต เห็นแล้วโคตรสลดเลย ได้ยินว่าที่บ้านยังมีลูกคนโตที่เพิ่งจะครบหกขวบอีกคนด้วย ทั้งที่ควรเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีความสุขแท้ๆ ตอนนี้ทุกอย่างกลับชวดหมด ต่อให้ชดเชยด้วยเงินก็ไม่มีประโยชน์หรอก ผู้ก่อเหตุนี่เลวมาก ถามหน่อย แบ็คเขาเจ๋งนักเหรอ?”

          “จุดน่าสงสัยเพียบ ตาบอดไปแล้วหรือไง ถึงเชื่อว่าผู้ก่อเหตุไม่ได้เสพยา!”

          “ผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิจัยยา เฮอะ... บริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แท้ๆ กลับซุกยา พวกคุณยังจะกล้าใช้ยาของซินซีอีกเรอะ?”

          “ตำรวจทำไมไม่ประกาศผลการชันสูตรศพเสียทีล่ะ? หรือทีมนิติเวชที่ดูแลเคสนี้ กับบริษัทผลิตยาซินซีมีอะไรเกี่ยวข้องกัน? ใช่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังกันรึเปล่า?”

          “แนะนำให้ไปลองตรวจสอบตำรวจหญิงในรูปคนนั้นดู เธอดูไปแล้วผิดที่ผิดทางมาก กรุณาสังเกตดูสีบนอินทรธนู นี่เป็นตำรวจเฉพาะทางไม่ใช่เหรอ?”

          “...”

          จู่ๆ เสียง ‘ติ้งต่อง’ ก็ดังขึ้น บนหน้าจอส่วนบนสุดของมือถือ มีข้อความจากกลุ่มเพื่อนถูกส่งเข้ามาหนึ่งข้อความ จงอิงกดอ่าน ข้อความที่ส่งจากกลุ่มเพื่อนในกรุ๊ปนี้มีถึง 99+ แล้ว ข้อความสุดท้ายคือ ‘อาจารย์จงสู้ๆ พี่ชิงสู้ๆ ’ แล้วก็มีรูปของพวกเธอมาประกอบ มีการใช้เมจิกแดงวงชื่อของพวกเธอทั้งคู่เอาไว้ แถมยังแนบอีโมจิรูปประสานมือคารวะมาให้รูปหนึ่งด้วย

          พี่ชิงก็คือเสวียเสวี่ยนชิง นิติเวชหลักผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ส่วนตำรวจหญิงในรูปก็คือตัวจงอิงเอง แถบอินทรธนูบนบ่าของตำรวจเฉพาะทางอย่างเธอก็คือสีเทา

          ในหน้าสนทนากลุ่มมีข้อความใหม่โผล่ตามขึ้นมาทันทีหนึ่งข้อความ เป็นเสียงพูด ผู้ส่งก็คือเสวียเสวี่ยนชิง

          จงอิงเปิดขึ้นมาแนบข้างหู ท่ามกลางเสียงคำรามอึงอลของรถไฟใต้ดิน เธอได้ยินอย่างเลือนราง ทว่ากลับเข้าใจแจ่มแจ้งว่าอีกฝ่ายพูดอะไร “พวกเขาข้องใจว่าฉันไม่มืออาชีพพอ ข้องใจมันเรื่องของพวกเขา แต่ไม่ว่าใครก็ไม่มีคุณสมบัติมาสงสัยจริยธรรมในวิชาชีพของฉันเด็ดขาด”

          เสียงพูดจบไปแล้ว ลำโพงของมือถือยังคงแนบติดกับใบหูเช่นเดิม สายตาของจงอิงเบนไปยังประตูกระจกของรถไฟใต้ดิน ตัวรถไฟแล่นผ่านความมืดมิดอย่างรวดเร็วในที่สุดก็ถึงปลายทาง ด้านนอกประตูกระจกเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ

แต่ว่า.....

          ถึงสถานีแล้ว

          จงอิงออกจากรถไฟใต้ดินแล้วเคลื่อนตัวตามฝูงชนไป เธอหาเวลาจัดการข้าวเช้าในร้านสะดวกซื้อ พอถึงที่ทำงานเธอก็เจอเสี่ยวเจิ้ง จึงถามอีกฝ่ายว่าได้เจอกับเสวียเสวี่ยนชิงบ้างไหม

          เสี่ยวเจิ้งตอบเสียงเบา “เมื่อวานนี้คุณเสวียยุ่งจนหมดแรง วันนี้เลยลาหยุดครับ” พูดพลางก็นึกขึ้นมาได้ถึงข้อข้องใจที่หลายคนพาลในบนอินเทอร์เน็ต จึงบ่นต่อว่า “ผลวินิจฉัย มีที่ไหนทำปุ๊บได้ปั๊บเหมือนที่พวกเขาคิดกัน คดีนี้ซับซ้อนมาก พวกเรายุ่งตัวเป็นเกลียวแล้วยังจะต้องมาถูกคนสงสัยอีก ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย” ความที่ยังเยาว์วัยและเพิ่งก้าวเข้ามาในสายอาชีพนี้ ทำให้เสี่ยวเจิ้งหุนหันพลันแล่นกว่าใครเพื่อน

          จงอิงเปิดมือถือ คิดจะโทรศัพท์ไปหาเสวียเสวี่ยนชิงสักหน่อย

          ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายสุดก็ไม่ได้กดโทรออก

 

          ต่อให้ไม่ได้ออกภาคสนามก็ใช่จะว่าง

          เพราะยังมีงานเอกสารปริมาณมากให้ต้องจัดการอยู่ จงอิงนั่งเขียนรายงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ พอได้มีโอกาสได้นั่งก็นั่งแช่ยาวไปตลอดครึ่งเช้า ตอนบ่ายเธอไปศาลมารอบหนึ่ง พอเสร็จธุระกลับมาก็ได้เวลาเลิกงานพอดี

          รถของเธอเพิ่งจะเคลื่อนมาถึงหน้าประตูสถานีตำรวจ ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันมาก่อความวุ่นวายและตอนนี้กำลังมีเรื่องกับเจ้าที่ที่อยู่เวรช่วงนั้นพอดี คำพูดโต้ตอบระหว่างกันฟังแล้วเผ็ดร้อนจนน่ากลัว มีวี่แววว่าจะเกิดการชกต่อยกันในไม่ช้า

          ที่ยืนรออยู่ด้านนอกกลุ่มคน คือเด็กน้อยคนหนึ่ง สีหน้าของเด็กดูลนลานและหวาดกลัว

          จงอิงก้าวลงจากรถ

          “ผ่านไปตั้งสองวันแล้ว ทำไมข่าวสักนิดก็ยังไม่มีให้! ตรวจสอบ ตรวจสอบ จะตรวจสอบไปถึงเมื่อไรกัน? พวกคุณต้องให้คำตอบกับครอบครัวของพวกเราสักคำสิ! ไอ้คนก่อเหตุนั่นก็ตายไปแล้ว ให้พวกเราไปเอาเรื่องกับคนตายคงไม่ได้หรอกมั้ง!”

          “ขอโทษครับ สภาพจิตใจของพวกคุณ ผมพอเข้าใจได้ แต่ว่า.....”

          “เลี่ยงอีกแล้ว! ตำรวจจราจรที่ยืนอยู่เป็นโขยงนั่น ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน!” คนที่ตัดบทเจ้าหน้าที่อย่างกระโชกโฮกฮากเป็นสตรีวัยกลางคนคนหนึ่ง จู่ๆ หล่อนก็กระชากเด็กน้อยที่ด้านข้างเข้ามาร่วมวง น้ำเสียงยิ่งเอ่ยยิ่งแผดก้อง “ดูเด็กคนนี้สิ อายุน้อยแค่นี้ พ่อแม่ก็ประสบอุบัติเหตุตายไปหมดแล้ว พวกคุณอย่าเห็นแก่ตัวนักเลย ต้องรีบสรุปผลออกมา คืนความเป็นธรรมให้เด็กด้วย!”

          “จริงด้วย จริงด้วย”

          หล่อนเอาแต่พูดฉอดๆ ไม่หยุด บรรดาญาติๆ ของอีกสองครอบครัวด้านข้างก็ช่วยกันร้องรับเป็นลูกคู่ ทว่าพอเห็นจงอิงเดินเข้ามา หล่อนก็รีบถลันเข้ามาคว้าตัวจงอิงไว้ สายตาจับจ้องไปยังอินทรธนูสีเทาและหมายเลขประจำตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจบนอกเสื้อ “เธอเป็นตำรวจที่อยู่ที่โรงพยาบาลวันนั้นนี่? เธอน่าจะรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไร ใช่ไหม?”

          กลุ่มคนที่ช่วยขานรับเป็นลูกคู่อยู่ด้านข้าง ก็ถามขึ้นมาในเวลาเดียวกันว่า “นิติเวชที่ชันสูตรศพคนนั้นใช่เธอรึเปล่า?”

          จงอิงไม่มีอะไรจะกล่าว อีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับท่าทีของเธอ

          เพื่อนร่วมงานที่อยู่ประจำการตรงเข้ามาดึงเธอออกจากฝูงชนพร้อมกับห้ามปราม คนเป็นฝูงฉุดกระชากลากดึงกันไปมา ปลายหางตาของจงอิงจู่ๆ ก็เหลือบเห็นว่ามีใครบางคนกำลังถ่ายรูป เธอมุ่นคิ้ว กล่าวกับคนที่ดึงตัวเธอด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “กรุณาปล่อยมือด้วย”

          อีกฝ่ายขยุ้มเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ดูท่าการเกลี้ยกล่อมของเจ้าหน้าที่ประจำการคงไม่ได้ผล คำพูดของเขาถูกตัดบทอยู่ตลอดเวลา ทุกคนเอะอะโวยวายจนสถานการณ์โกลาหลไปหมด

          เด็กน้อยที่ก่อนหน้านี้ยืนอยู่นอกวงคนนั้นหายไปแล้ว

          ไม่ถูกสิ!

          ตอนที่จงอิงฉุกคิดขึ้นมาได้ก็สายไปเสียแล้ว ระหว่างที่พวกผู้ใหญ่ฉุดกระชากลากถูกันอยู่ ฝูงชนกรูเข้ามากระแทกเด็กน้อยที่ยืนมึนงงทำอะไรไม่ถูกจนล้มลงกับพื้นอย่างจัง คนที่เหยียบเด็กคนนั้นอย่างไม่ทันระวัง ร้องออกมาด้วยความตกใจ จงอิงสลัดตัวออกจากการดึงรั้งของผู้หญิงคนนั้นแล้วรีบเข้าไปประคองเด็ก

          ศีรษะทางด้านหลังของเด็กฟาดลงกับพื้น ตรงไหล่ถูกผู้ใหญ่ไม่รู้กี่คนเหยียบเข้าให้ เด็กน้อยที่เดิมก็สับสนอยู่แล้วตอนนี้กลับไม่ร้องสักแอะ ทว่าพอเรียกก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

          ทุกคนต่างก็พากันลนลาน กลุ่มคนกระจายตัวออก จงอิงคุกเข่าลงโน้มร่างเข้าใกล้เพื่อตรวจสภาพร่างกายของเด็ก ท้ายสุดก็ตะโกนออกมาว่า “เรียกรถพยาบาล”

          “ร้ายแรงไหม? ต้องโทรหา 1—2—0* หรือเปล่า......” สตรีวัยกลางคนที่เมื่อครู่ยังคงแผดเสียงอาละวาดยามนี้หวาดกลัวจนมือสั่น ลนลานหมายจะก้มลงไปอุ้มเด็กน้อย จงอิงขวางหล่อนเอาไว้ น้ำเสียงเรียบนิ่ง มีความเป็นมืออาชีพอยู่หลายส่วน “เป็นไปได้ว่ากระดูกหัก เราต้องระวังตอนขยับตัวเขา” เธอเงยหน้าขึ้นเรียกเจ้าหน้าที่ประจำการ “ไปเอาเปลหามมา”

          รอบข้างไร้สรรพเสียงในพริบตา

          ผ่านไปครู่หนึ่ง ตอนที่คนทั้งกลุ่มกำลังตกลงกันว่าจะส่งไปโรงพยาบาลไหนที่ใกล้ที่สุดดี สตรีวัยกลางคนคนนั้นจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า จะต้องไปส่งที่โรงพยาบาลที่ให้การช่วยเหลือฉุกเฉินกับอุบัติเหตุเมื่อวานนี้ ทั้งยังขอให้จงอิงไปพร้อมกันด้วย

          จงอิงตอบตกลง

 

          ในเมืองเริ่มเข้าสู่สภาพรถติด เพราะนี่คือยามค่ำของคืนวันศุกร์

          นั่งอยู่ภายในรถก็สามารถมองเห็นเงาอันใหญ่โตของดวงตะวันที่กำลังกดทับเส้นขอบฟ้า ท่ามกลางบรรยากาศยามโพล้เพล้ รถเก๋งติดพรืดเรียงกันเป็นแพราวกับสมรภูมิรบ

          จงอิงคอยเฝ้าดูอาการของเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด สภาพของตนเองก็เหนื่อยล้าไม่ต่างกัน เธออยากจะเปิดหน้าต่างรถเพื่อสูบบุหรี่สักมวน อยากบุหรี่จนมือสั่น ทว่าพอมองเด็กน้อยที่อยู่ด้านข้างแล้ว สุดท้ายก็ทิ้งความคิดนี้ไป

          ตอนไปถึงโรงพยาบาล เธอพาเด็กเข้ารักษาแผนกฉุกเฉิน สตรีวัยกลางคนจ่ายค่ารักษาไปก็บ่นไป สองสามคนที่ด้านข้างกำลังคุยถึงสถานการณ์ต่างๆ นานาที่พวกเขาคาดเดากันเอาเอง จากคำพูดของพวกเขา จงอิงถึงได้รู้ว่าหญิงวัยกลางคนคนนี้เป็นน้าสะใภ้ของเด็กน้อย และเด็กน้อยคนนี้ก็คือลูกชายคนโตของคู่สามีภรรยาที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุที่อุโมงค์ 7.23 คู่นั้น เด็กน้อยเพิ่งจะหกขวบเท่านั้น

          มือถือของจงอิงดังขึ้น

          เธอรับสาย เป็นเสียงของเชิ่งชิวฉือ “จงอิง คุณพ่อของคุณอีกสักครู่คงมาถึง คุณจะมาโรงพยาบาลสักหน่อยไหม?”

          จงอิงไม่ได้รีบร้อนตอบ เธอก้าวออกไปข้างนอก แล้วจึงกล่าวว่า “ฉันกำลังยุ่งอยู่”

          ทางด้านนั้นนิ่งเงียบไปหลายวินาที ท้ายสุดก็พูดว่า “งั้นทำธุระไปเถอะ ผมวางหูก่อนล่ะ?”

          “ค่ะ” จงอิงรอจนเขาวางหู ส่วนตัวเองยืนพิงกำแพงจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ

          ท้องฟ้ายามพลบค่ำมืดลงเรื่อยๆ เธอมองเห็นรถเก๋งที่คุ้นเคยคันหนึ่งแล่นเข้ามาในโรงพยาบาล แววตาจึงหม่นลงในพริบตา

          นั่นเป็นรถของบิดาเธอ

          จงอิงรออยู่ที่ห้องฉุกเฉินตลอด กว่าเด็กคนนั้นจะทำเรื่องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเรียบร้อยก็ใกล้จะสี่ทุ่ม เธอหิวจนไส้กิ่ว จึงข้ามไปกินร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องโรงพยาบาล สั่งสเต๊กเนื้อติดซี่โครงกับชุดกับบะหมี่เย็นมาซัดให้หายหิว แต่พอกินไปได้ครึ่งหนึ่ง พ่อของเธอก็โทรเข้ามา

          จงอิงรับสาย ทางด้านนั้นพูดว่า “ช่วยมาที่โรงพยาบาลหน่อย”

          จงอิงตอบรับ “ค่ะ” จบก็วางสาย กินบะหมี่เย็นที่ยังเหลืออยู่อีกครึ่งชามโต

          จงชิ่งหลิน--คุณพ่อของเธอเรียกเธอไปตอนนี้ คงไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากเขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงต้องการทำความเข้าใจกับเรื่องของอุบัติเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้น การโทรหาเธอที่เป็น ‘คนใน’ กลุ่มคณะปฏิบัติงาน นับว่าสะดวกที่สุดแล้ว

          ผลก็ไม่ได้เกินจากความคาดหมายของจงอิง ครั้นจงชิ่งหลินเห็นเธอ ประโยคแรกที่หลุดออกจากปากก็คือ “ของที่พบในรถของลุงสิง มันคืออะไรกันแน่?”

          จงอิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนี้ผลรายงานอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมาค่ะ”

          “อย่ามาตีสำนวนแบบนักการเมืองกับฉัน... ตรวจสอบกันแล้วรึยัง?”

          “ไม่ใช่คดีที่หนูรับผิดชอบ หนูไม่แน่ใจค่ะ”

          สองพ่อลูกยืนประจันหน้ากันอยู่ตรงสุดทางเดิน ไม่มีใครรู้เลยว่ามี ‘กล้องเลนส์ซูม’ ตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงบริเวณไม่ไกลนัก

          เลนส์กล้องหดวูบเข้าหากันอย่างรวดเร็ว มีเสียง ‘แชะ’ แผ่วเบาดังขึ้น จงอิงจับความเคลื่อนไหวได้รางๆ จึงหันกลับไปมอง แต่ในตอนนี้เอง จู่ๆ ห้องผู้ป่วยก็มีเสียงดัง

          จงยวี๋อาการทรุดหนักลงอีกครั้ง แพทย์ที่อยู่เวรรีบรุดมาช่วยชีวิต บรรดาญาติล้วนถูกกันอยู่ด้านนอก ได้แต่เฝ้าคอยด้วยใจระทึก

          เสียงนาฬิกาดังติ้กต๊อกๆ ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมันช่างทรมานนัก แม่ของจงยวี๋ไม่ได้หลับได้นอนมานานมากแล้ว สภาพของหล่อนอิดโรยอย่างยิ่ง เอาแต่นั่งนิ่งบนเก้าอี้ไม่พูดไม่จา จงชิ่งหลินนั่งเครื่องบินสิบกว่าชั่วโมงเพื่อรีบรุดกลับประเทศ พอมาถึงก็ตรงดิ่งมาโรงพยาบาลโดยไม่มีหยุดพัก เขาเองก็เหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจเช่นเดียวกัน

          จงอิงยืนพิงกำแพง ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ

          พวกเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จึงไม่มีใครหาเหตุผลปลีกตัวไปพักผ่อนก่อนได้

          ค่ำคืนนี้ จงอิงรู้สึกว่าตนเองใกล้จะพังทลายอยู่รอมร่อ การอดนอนอย่างทรมานเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานจนสีของท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยน แสงสว่างเลือนรางเผยออกมาให้เห็น อาการของจงยวี๋ดีขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดจงอิงก็เอ่ยปากขอตัวได้

          จังหวะการเต้นของหัวใจเธอยามนี้รัวเร็วแบบไร้เหตุผล ยิ่งเดินฝีเท้าก็ยิ่งเบาโหวง พอพ้นจากประตูโรงพยาบาลมาได้ บนถนนที่โล่งกว้างนี้ก็ไม่เห็นใครแม้แต่คนเดียว

          เป็นช่วงเวลาเช้ามืดที่เวิ้งว้างว่างเปล่า

          เธอข้ามถนนอย่างเหม่อลอย จู่ๆ แขนก็ถูกคนกระชากกลับไปด้านหลังอย่างแรงทำให้เสียการทรงตัว

          ร่างเธอหงายไปด้านหลัง

          จังหวะเดียวกันรถเก๋งที่แล่นสวนมาอย่างเร็วคันหนึ่ง ก็เฉียดผ่านหน้าเธอไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด!

          จงอิงได้สติขึ้นมาทันที เอี้ยวคอไปก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยใบหน้าหนึ่ง---

          เป็นเขา!

          “ทำไมคุณถึงมาที่นี่ได้?”

แตกต่างไปจากเดิม!

          คนที่คว้าแขนเธอไว้ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายก็คือเชิ่งชิงลั่ง สีหน้าเขาเองก็ดูตกตะลึงไม่ต่างจากเธอ ลมหายใจเขาถี่กระชั้น จังหวะที่เขาเตรียมจะเอ่ยปากตอบ...

          พริบตานั้น เมืองทั้งเมืองก็ต้อนรับการมาถึงของเวลาหกโมงเช้า

          โลกรอบกายจงอิงหมุนวนอย่างแรงวูบหนึ่ง และทุกอย่างก็แตกต่างไปจากเดิม!

 

          กริ้งกร๊าง กริ้งกร๊าง

          เสียงกริ่งรถจักรยานแบบโบราณคันหนึ่งบีบใส่ ก่อนจะขี่ผ่านหน้าจงอิงไปอย่างเรื่อยเฉื่อย

          หญิงสาวตะลึงตาค้าง หันขวับไปอีกทางก็เห็นหนูน้อยที่สวมกระโปรงผ้าไหมคนหนึ่งยืนกอดไหน้ำเต้าหู้อยู่ที่หัวมุมถนน กำลังมองมาอย่างตกตะลึงไม่ต่างจากเธอ

          แน่ล่ะ... คนสองคนที่จู่ๆ โผล่พรวดมายืนอยู่กลางถนนทำเอาแม่หนูตกใจจนมือไม้สั่น หล่อนเบือนหน้าหนี หันหลังวิ่งเข้าไปในร้านพลางร้องไห้จ้าและตะโกนไปด้วยว่า “แม่ขา คุณแม่ขา... ผีหลอก!”

          จงอิงที่เพิ่งจะตั้งสติได้ ก็หันไปประสานสายตากับเชิ่งชิงลั่ง เห็นได้ชัดว่าตัวเขาเองก็คาดไม่ถึงกับเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในเมื่อทุกอย่างกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว การที่มัวแต่ยืนอึ้งอยู่กลางถนนก็คงไม่ฉลาดนัก

          ท้องถนนยามนี้แม้จะยังเช้าอยู่มาก แต่ก็มีคนเดินไปเดินมาอยู่หลายคน จงอิงในชุดเครื่องแบบตำรวจนิติเวชในยุคปัจจุบันดูค่อนข้างประหลาดอยู่ไม่น้อย

          เชิ่งชิงลั่งกล่าวกับจงอิงเสียงเบา “มากับผม”

          จงอิงเห็นว่าเขาปล่อยมือออกจากเธอ ในชั่วพริบตาที่ยืนเคว้งคว้างอยู่ในโลกใบที่ไม่คุ้นเคยนี้ แม้แต่คำถามสักคำก็ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากจุดไหนดี เธอได้แต่เดินตามไปอย่างงุนงง

          ทั้งคู่เดินตัดผ่านท้องถนนที่จงอิงไม่คุ้นตาเอาเสียเลย ก้าวเดินเร็วๆ ราวสิบกว่านาทีแผ่นหลังของจงอิงก็เริ่มมีเหงื่อซึมออกมาบางๆ ในที่สุดเชิ่งชิงลั่งก็หยุดเดิน พอเธอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารแห่งหนึ่งที่คุ้นตาอย่างมาก

          แน่ล่ะนี่มันอะพาร์ตเมนต์ของเธอ!

          สิ่งที่เห็นตรงหน้าแตกต่างออกไปจากที่เคยรับรู้ กำแพงที่ ล้อมรอบตัวอาคารมีสีสันสดใสซึ่งก็น่าจะเป็นสีเก่าของกำแพงก่อนจะได้รับการซ่อมแซมและทาสีใหม่ ประตูด้านหน้าก็ไม่เหมือนเดิม มีเพียงตึกรูปทรงตัวแอลเท่านั้นที่ยังคงรูปแบบเดิมไว้

          เชิ่งชิงลั่งพาเธอก้าวเข้าไปด้านใน จงอิงพบกับทางเดินปูพรมที่โอ่โถง มีทางเชื่อมระหว่างทิศเหนือกับทิศใต้ เวลานี้ยังไม่มีผู้เช่าออกมาให้เห็นแม้แต่คนเดียว ไฟเพดานเป็นไฟแบบเดย์--ไลท์ที่ให้ความสว่างแบบสลัวๆ ให้ความรู้สึกที่หรูหราและเงียบสงบต่อสายตาของผู้มอง

          เชิ่งชิงลั่งหยุดฝีเท้า จงอิงเห็นเขาเดินไปเปิดกล่องจดหมาย หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดออกมา ทั้งยังเอาขวดแก้วที่บรรจุนมวัวจนเต็มติดมือมาหนึ่งขวดด้วย เขาทำทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนว่าทำแบบนี้มาแล้วหลายปีจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

          จู่ๆ ก็มีภาษาเซี่ยงไฮ้ดังขึ้นกะทันหันตรงเบื้องหน้า “คุณเชิ่ง กลับมาแล้วหรือ? จะให้เปิดใช้ลิฟต์ไหมครับ?”

          จงอิงถึงค่อยตระหนักว่าหลังเคาน์เตอร์สูงตรงล็อบบี้ มีชายวัยกลางคนร่างผอมเล็กคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาโผล่หน้าออกมาครึ่งศีรษะ ผมหวีจนมันปลาบ

          “ไม่ต้องครับ” เชิ่งชิงลั่งตอบปฏิเสธ เขายื่นมืออีกข้างออกมาทำทีคล้ายกุมข้อมือของจงอิงเอาไว้ แล้วหมุนตัวนำให้เธอเดินตาม จากนั้นก็ขึ้นบันไดทางฝั่งทิศใต้ ตรงไปยังชั้นบนสุด

          พอเปิดประตูออก เชิ่งชิงลั่งก็ขยับหลบแล้วกล่าวกับเธอเสียงเบา “เชิญ”

          จงอิงมองเขา มองเข้าไปในประตู แล้วค่อยกวาดตามองรอบด้านอีกครั้ง ความรู้สึกประหลาดใจหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้น จังหวะนั้นเอง เธอมองเห็นไฟส่องสว่างตรงทางเดินเข้าห้อง ไฟดวงนี้ยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นตา

          จำได้ว่าแต่ก่อนคุณยายชอบเล่าให้เธอฟังว่า ไฟตรงทางเดินดวงนี้ ‘เป็นของโบร่ำโบราณโดยแท้’ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเปลี่ยนเลย เก็บอนุรักษ์ไว้เป็นของเก่าของแก่ไว้ดูเล่นยังจะดีเสียกว่า ที่แท้ในเวลานี้มันก็ถูกนำมาใช้งานแล้ว เรียกว่าผ่านยุคผ่านสมัยมายาวนานมากจริงๆ

          เชิ่งชิงลั่งมองตามสายตาของเธอ แล้วเอ่ยว่า “ในยุคของคุณ ด้านในของอะพาร์ตเมนต์นี้แทบจะรื้อทิ้งทำใหม่หมด เหลือเพียงไฟหน้าประตูดวงนี้เท่านั้นที่ยังอนุรักษ์อยู่” เขาโอบกระดาษหนังสือพิมพ์และกุมขวดนมเอาไว้ด้วยมือเดียว เบือนสายตาออกจากไฟตรงโถงทางเดินห้อง แล้วมองมายังจงอิง “ไฟดวงนี้ส่องนำทางให้ผม และส่องนำทางให้คุณด้วย ประหลาดไหมล่ะ” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “เข้ามาก่อนไหมครับ”

          เขาเป็นชายหนุ่มที่สุภาพและมารยาทเป็นเลิศ แต่งตัวดีพูดจามีหลักการ ไม่น่าจะเป็นพวกชีกอไปได้ คิดได้ดังนั้นจงอิงก็ยอมก้าวเข้าไปในห้อง เชิ่งชิงลั่งวางนมกับหนังสือพิมพ์ไว้บนตู้ตรงโถงทางเดิน ก้มตัวลงหยิบรองเท้าคู่หนึ่งออกมาจากในตู้ ส่งถึงข้างเท้าของเธอ ส่วนตนเองก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะแล้วเช่นกัน

          ภายในห้องปูด้วยแผ่นไม้หน้าแคบ มีม่านสีเรียบบังหน้าต่างกระจกเอาไว้ ดังนั้นภายในจึงค่อนข้างมืด จงอิงเปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็ทิ้งตัวลงนั่งลงบนโซฟา เหงื่อที่แผ่นหลังเธอเริ่มแห้งจึงออกจะหนาวอยู่บ้างในห้องนั่งเล่นมีเพียงเสียงเดินของนาฬิกา บางจังหวะก็มีเสียงรถรางใต้ตึกดัง ‘กึงกังกึงกัง’ ขึ้นมาแวบหนึ่งแล้วก็หายไป เชิ่งชิงลั่งที่ยืนอยู่ด้านข้างจงอิงกล่าวว่า “ผมพลาดท่าพาคุณมายุคสมัยของผมอย่างไม่ตั้งใจ ต้องขออภัยอย่างสูง”

          ได้ฟังคำขอโทษของเขา ในใจของจงอิงกลับคิดว่าเป็นเธอต่างหากที่ควรจะขอบคุณเขาสักคำ อย่างไรเสียเขาก็กระชากตัวเธอไว้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นเธออาจจะถูกรถชนตายไปแล้วก็ได้

          แต่ก็เป็นเพียงแค่ความคิด ในความเป็นจริงเธอกลับไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่ประโยคเดียว เพราะใจของเธอเกิดข้อกังขาขึ้นมามากมาย

          ประการแรก เช้ามืดเมื่อวันก่อน ตัวเธอลองหยั่งเชิง ทำทีจะคว้ามือเขาเอาไว้แต่เขากลับสะบัดออก เห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้ ‘รู้ดีถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา’ อีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ว่าเช้าวันนี้ทำไมจู่ๆ เขาถึงได้แหกกฎของตัวเองเสียล่ะ? ความบังเอิญนี้ ดูไม่เข้ากับความระมัดระวังตัวและความมีเหตุมีผลของเขาเอาเสียเลย

          ดังนั้นเธอจึงถามว่า “ทำไมวันนี้คุณถึงมาปรากฏตัวตรงถนนหน้าโรงพยาบาลได้?”

          เชิ่งชิงลั่งถอนหายใจ “ก็ผมกำลังตามหาคุณอยู่”

          “หาฉัน?” จงอิงช้อนตาขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา

          “คุณจง... คุณเก็บข้าวของส่วนตัวของผมไปหรือเปล่า? ในนั้นมีเอกสารที่ผมต้องใช้ด่วนเสียด้วย ด้วยเหตุนี้ผมจึงจำเป็นต้องตามหาคุณให้พบ”

          “แล้วทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันอยู่โรงพยาบาล?”

          “เดิมทีก็ไม่รู้หรอก” เขาบอกตามตรง “ตอนแรกผมใช้โทรศัพท์ของห้องกดโทรหาหมายเลขของคุณ แต่โทรไม่ติด ก็เลยตัดสินใจออกไปหาด้วยตัวเอง ผมเดาว่าคุณน่าจะอยู่ในที่ทำงาน และจากข้าวของเครื่องใช้ในห้องพักผมว่าคุณน่าจะทำงานในสถานีตำรวจสักแห่งกระมัง พอคาดเดาได้ผมจึงลงไปหาซื้อแผนที่ของเมืองมาแผ่นหนึ่ง และขอยืมรถจักรยานที่วางทิ้งไว้ในห้องเก็บของของคุณ ขับออกจากอะพาร์ตเมนต์มาตอนเที่ยงคืน”

          เพียงคำพูดสั้นๆ ไม่กี่ประโยค จงอิงก็รับรู้อย่างลึกซึ้งถึงความสามารถในการขุดค้นข้อมูลอย่างชาญฉลาดของเชิ่งชิงลั่ง ผู้ชายคนนี้ฉลาดมาก สกิลในการเอาตัวรอดอยู่ในระดับอัจฉริยะเลยทีเดียว

          เธอไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมา ปล่อยให้เขากล่าวต่อ “จากนั้นล่ะคะ?”

          “แผนที่แผ่นนั้นน่าจะไม่ใช่ฉบับใหม่ล่าสุด ถนนเองก็วกๆ วนๆ ดีที่” เขาพลันกล่าวถึงร้านสะดวกซื้อขึ้นมา “ตลอดทางมีร้านค้าขนาดเล็กที่เปิดทำการตลอดทั้งคืนกระจายตัวอยู่มากมาย พนักงานส่วนใหญ่ยินดีที่จะบอกทางให้ผม พวกเขามีเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้กันคล่องมาก สามารถสืบค้นตำแหน่งของสถานที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว---”

          จงอิงควักมือถือออกมาจากในกระเป๋า แล้ววางไว้บนโต๊ะรับแขก “อันนี้ล่ะสิ?”

          “อันนั้นแหละ” เชิ่งชิงลั่งยอมรับ

          “มันเป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ เรียกว่ามือถือค่ะ หมายเลขเป็นพืดที่คุณกดโทรหาก็คือเบอร์มือถือของฉัน” จงอิงอธิบายให้อย่างใจดี

          “ตอนที่ผมไปถามทาง มีวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังใช้มือถืออยู่ เขายื่นมือถือส่งมาให้ผมค้นหาตำแหน่งด้วยตัวเอง และผม... เห็นคุณในมือถือด้วย”

          “เห็นฉัน?”

          “พูดให้ชัดคือ เห็นหมายเลขบนชุดเครื่องแบบของคุณครับ”

          ที่เขาพูดถึงก็คือหมายเลขประจำตัวตำรวจที่แปะอยู่ตรงอกซ้าย

          “คุณเห็นรูปในข่าวล่ะสิ?”

          “น่าจะใช่ ในข่าวนั้นมีรูปของโรงพยาบาล แล้วก็มีรูปของคุณกับผู้ชายอีกคนยืนอยู่ตรงสุดทางเดิน น่าจะกำลังสนทนากันอยู่ แต่ว่าใบหน้าของคุณถูกทำให้มัวไป”

          จงอิงขมวดคิ้วขึ้นมาทันที

          “วัยรุ่นคนนั้นบอกผมว่านี่เป็นข่าวเรียลไทม์ ผมได้ยินเขาเรียกว่า ‘เรียลไทม์’ ถ้าอย่างนั้นก็ความหมายว่าคุณน่าจะยังอยู่ที่โรงพยาบาล ผมเลยวกกลับไปโรงพยาบาล เสียดายว่าตอนที่ไปถึงฟ้ากำลังจะสว่างพอดี”

          จงอิงไม่สนใจเรื่องราวต่อจากนี้อีก เธอจับประเด็นหนึ่งก่อนหน้าเอาไว้แล้วถามว่า “พาดหัวข่าวนั่น คุณยังจำได้ไหมคะ?”

          เชิ่งชิงลั่งปิดตาลงหวนนึกอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ซีอีโอของซินซี กับหมอนิติเวชในคดีรถชนอุโมงค์ที่ 7.23 ที่เชื่อมโยงกับคดียาเสพติดของผู้บริหารระดับสูงของซินซี... มีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูกกัน” จงอิงเงยหน้าสูดลมหายใจแล้วค่อยๆ ปล่อยออก เพียงแค่พาดหัวข่าว เธอก็พยากรณ์ได้เลยว่าใต้ข่าวจะมีการคาดคะเนไปต่างๆ นานาในทางลบ จะมีการสร้างข่าวลือที่เสียหายและให้ร้ายกันอีกมาก เธอเกลียดเรื่องยุ่งยาก แต่เรื่องยุ่งยากกลับตามจิกชีวิตของเธอไม่ยอมปล่อย