หลุนต๋าพยักหน้าอย่างพอใจและโล่งอก โหยวซือไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายของตนเองแต่ฝ่ายเดียว ยังคิดเผื่อสิ่งมีชีวิตต่างมิติเหล่านั้นอีกด้วย หากโหยวซือดึงดันจะควบคุมอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ เช่นนั้น... เธอจะต่างอะไรกับคนของสมาพันธรัฐล่ะ?
ดีที่โหยวซือไม่ได้ถูกความอาฆาตแค้นบิดจนจิตวิปลาสไปเสียก่อน เธอไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง
โหยวซือยิ้มน้อยๆ “หลายปีมานี้โชคดีที่ได้คุณช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้มาถึงวันนี้แน่ ฉันให้เกียรติคุณเป็นคนตั้งชื่อโปรแกรมนี้ดีกว่า”
หลุนต๋าเป็นลูกศิษย์ของบิดาเธอ อายุมากกว่าเธอสิบห้าปี เขาเข้าห้องวิจัยร่วมกับบิดาของโหยวซือตั้งแต่อายุเพียงสิบสองปี นับเป็นหนุ่มน้อยอัจฉริยะคนหนึ่ง
ตั้งแต่เธอจำความได้ หลุนต๋าก็มักจะปรากฏตัวข้างกายเธอเสมอ คอยดูแลและสอนสั่งตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่
สำหรับเธอแล้ว หลุนต๋าเป็นทั้งครูและสหาย เขาคอยอุ้มชูเธอราวกับคนในครอบครัว เธอหวังว่าหลุนต๋าจะให้เกียรติตั้งชื่อโปรแกรมนี้ ซึ่งเป็นแหล่งรวมความหวังทั้งหมดทั้งมวลของเธอด้วยตัวเขาเอง
หลุนต๋าตะลึง มองผ่านหน้าจอไปยังสาวงามฝั่งตรงข้ามที่มีใบหน้าซีดขาว สองตาแดงก่ำ เรือนร่างโปร่งบางราวกับจะปลิว แต่ไม่ว่าโหยวซือจะดูเปราะบางเพียงใด ความมั่นใจที่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าของเธอกลับชัดเจน แน่วแน่ หลุนต๋ามองได้สักพักก็คลี่ยิ้ม
“ขอเรียกมันว่า ‘โปรแกรมเลี้ยงดูเทพธิดา’ ก็แล้วกัน”
“...” รอยยิ้มบนใบหน้าของโหยวซือแข็งค้างไปในพริบตา ทำไมฉันถึงลืมไปได้นะว่ารุ่นพี่หลุนต๋าเขาเชยแค่ไหน!
เธอลบคำสองคำทิ้งไปอย่างเงียบๆ ให้เหลือเพียงคำว่า ‘โปรแกรมเทพธิดา’
หลุนต๋าไม่ได้ว่าอะไร จู่ๆ คอมพิวเตอร์ในมือเขาก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมา เขาตวัดสายตามองแวบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็เอ่ยเตือนว่า “โหยวซือ พวกมันระบุพิกัดของคุณได้แล้ว น่าจะถึงในอีกสิบนาที คุณรีบไปเถอะ”
“ได้” โหยวซือวางปลายนิ้วเหนือปุ่ม ‘ยิง’ สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วกด
จอสี่ด้านดับทันที
ลำแสงพร่างพรายสายหนึ่งพุ่งทะลุท้องฟ้าไปด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็หายลับไปในความเวิ้งว้าง
โหยวซือมองไปยังทิศทางที่ลำแสงหายลับไปอย่างอาลัย พอรั้งสายตากลับมาอีกครั้ง ทุกความกังวลใจ ไม่แน่ใจ พลุ่งพล่านและคาดหวัง ก็ไม่มีให้เห็นอีก
เธอคว้าชุดอวกาศยับยู่ยี่ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมา แล้วพุ่งร่างออกจากยานอย่างไม่รีรอ
“โหยวซือ!”
เบื้องหลังมีเสียงเรียกแว่วมา โหยวซือหันหน้ากลับไป
หลุนต๋าจ้องเธอเขม็ง ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “มันจะสำเร็จ... แน่ใช่ไหม?”
ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ ทั้งสองคนประสานสายตาผ่านจอฉายภาพสามมิติ
โหยวซือส่งยิ้มเจิดจ้าออกมา ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “แน่อยู่แล้ว!”
เธอพุ่งเข้าไปในยานบินขนาดเล็กที่เตรียมรอไว้แล้ว กดปุ่มสตาร์ต ในขณะที่ยานบินขับเคลื่อนออกจากสถานีอวกาศ เธอก็จุดชนวนระเบิดที่ติดตั้งไว้ในสถานี
ท่ามกลางเสียงระเบิดครึกโครม สถานีอวกาศที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายปีแห่งนี้ก็แตกกระจายกลายเป็นขยะอวกาศไปอย่างสิ้นเชิง
ประกายเพลิงที่เผาไหม้อยู่ทางด้านหลัง เสียงระเบิดต่อเนื่องที่ดังไม่หยุด ทั้งหมดนั่น... โหยวซือไม่ได้หันกลับไปมองอีก เธอเร่งระดับความเร็วของยานบินลำเล็กแล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว สองตาเจิดจรัสราวกับแสงดาว
ที่เหลือก็แค่หาที่อำพรางตัว รอที่จะหวนกลับมาพร้อมปาฏิหาริย์!
ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดมิดที่สุด
สรรพเสียงเงียบสงัด ในบางคราวยังได้ยินเสียงซู่ซ่าของลมราตรีที่โบกพัดจนใบไม้ไหวเอน
ด้านหน้าของลานบ้าน มีประตูไม้สีแดงที่หนาหนักบานหนึ่ง ที่ตรงนั้น มีหญิงสูงวัยสองนางกำลังนั่งหันหลังพิงกันแล้วงีบหลับอยู่บนธรณีประตู
ด้านหลังลานบ้านเป็นศาลบรรพชนที่สร้างขึ้นมาจากก้อนอิฐสีเขียวอันล้ำค่า โถงทางเข้าสูงโปร่งดูโอ่อ่า ด้านหน้ามีประตูบานยาวสีแดงชาดตั้งเรียงรายกันอยู่สิบสองบาน แต่ละบานสูงสามจั้งและกว้างแปดจั้ง ส่วนปลายของชายคาบ้านออกแบบให้ตวัดโค้งอย่างมีศิลปะ ทั้งยังมีการแกะสลักรูปปั้นสัตว์มงคลให้นอนหมอบ มีชีวิตชีวาจนดูเสมือนจริง การตกแต่งอย่างประณีตนี้ทำให้ศาลบรรพชนที่เดิมควรเคร่งขรึม ชวนอึดอัด กลับกลายเป็นโอ่อ่าน่าเกรงขามขึ้นมาอีกหลายส่วน
โถงภายในดูกว้างขวาง บานประตูตั้งตรงข้ามกับกำแพงผืนใหญ่
หากมองจากบนลงล่าง ผู้มาเยือนจะสามารถนับป้ายวิญญาณได้ทั้งหมดห้าแถว รวมทั้งสิ้นหลายสิบป้าย แต่ละป้ายตั้งเรียงกันอย่างโดดเดี่ยวราวกับป้ายหลุมศพในสุสาน ดูมืดทะมึนชวนวังเวง ให้ความรู้สึกเหมือนกับมีดวงตาอยากรู้อยากเห็นคู่หนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นป้าย
ภายในห้องจุดตะเกียงน้ำมันไว้สองดวง เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ใครก็ตามที่อยู่ที่นี่ในยามค่ำคืนจะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง ขนลุกซู่ไปตามๆ กัน
ตรงใจกลางศาลบรรพชน ร่างเล็กๆ โปร่งบางร่างหนึ่งกำลังหมอบอยู่บนเบาะสานทรงกลม มองผิวเผินคาดว่าคงเป็นเด็กสาวอายุน้อย ภายใต้แสงเทียน ใบหน้าดวงเล็กขนาดเท่าฝ่ามือของเด็กสาวมีหยาดเหงื่อพราวระยับอยู่ประปราย ผิวหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากแตกระแหง ชัดเจนที่สุดก็คือเสียงลมหายใจอันหนักหน่วง และดังก้องเป็นพิเศษหากเทียบกับความวังเวงของศาลบรรพชนแห่งนี้ ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านอยู่พักใหญ่ เห็นได้ชัดว่ากำลังป่วย
นกกระจอกน้อยตัวหนึ่งบินผ่านเข้ามาทางประตูสีแดงที่เปิดแง้มเอาไว้ มันบินตรงไปยังร่างของเด็กสาวแล้วร่อนลงข้างกายนาง กรงเล็บเรียวเล็กกระโดดย่ำไปบนพื้นอยู่สองสามครั้ง ขยับเข้าใกล้ร่างของเด็กสาวอีกนิด จะงอยปากค่อยๆ อ้าออก คายของที่คาบมาลงบนอุ้งมือของเด็กสาว
แม้ว่า ‘ลั่วหลินจิง’ จะไข้ขึ้นจนทำให้รู้สึกมึนงง แต่น้ำหนักที่จู่ๆ ก็กดทับลงมากลางฝ่ามือกะทันหัน ทำให้นางได้สติขึ้นมาเล็กน้อย เด็กสาวเลิกหนังตาขึ้นอย่างยากเย็น พอเห็นของที่อยู่ในมือตนก็ตะลึงไปพักใหญ่
มันคือหมั่นโถวเย็นชืดชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง
ลั่วหลินจิงมองหมั่นโถวอย่างโง่งม ในใจทั้งสับสนและยินดี ก่อนหน้านี้นางหิวไส้จะขาด หิวเสียจนพึมพำออกมาว่า ‘ถ้าได้กินหมั่นโถวสักคำก็คงจะดี’ คิดไม่ถึงว่า...
นกกระจอกตัวน้อยเอียงคอ ดวงตาเท่าเม็ดถั่วเหลืองจ้องมองเด็กสาว เห็นนางกุมหมั่นโถวไว้แต่กลับไม่กิน นกน้อยก็ซุกหัวลงไปไซ้กับฝ่ามือนุ่มของเด็ก แล้วดุนหมั่นโถวไปมา
ลั่วหลินจิงขยับปลายนิ้วไล้เบาๆ ไปบนปีกของเจ้านกน้อย น้ำเสียงอ่อนล้าพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ขอบใจนะ...”
เพราะรู้สึกหิวมากนางจึงไร้ทางเลือก เด็กสาวตัดสินใจยัดหมั่นโถวเย็นชืดใส่ปาก จังหวะนั้นเอง ด้านนอกศาลบรรพชนก็มีแสงสว่างเจิดจ้า แสงสีเงินดุดันกรีดผ่านท้องฟ้ายามราตรีดั่งปลายกระบี่คมกริบ ที่ตามมาคือเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงบนหลังคาศาลบรรพชน ลั่วหลินจิงตกใจจนตะลึงค้าง หมั่นโถวที่เพิ่งยัดเข้าปากไปแทบจะร่วงลงมา
ฟ้าแลบและฟ้าร้องนี้ประหลาดนัก จู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไร้ที่มา เวลาจะหายก็หายไปอย่างกะทันหัน ลั่วหลินจิงรออยู่สักพัก หลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวใดๆ อีกนางก็ลอบมองไปนอกหน้าต่าง หญิงรับใช้วัยกลางคนสองคนที่เฝ้าอยู่ตรงลานด้านนอกยังคงหลับสนิท ไม่ตื่นมาเพราะเสียงสายฟ้า ทำราวกับว่าเสียงเมื่อครู่นางหลอนไปเองเสียอย่างนั้น
ลั่วหลินจิงเคี้ยวหมั่นโถวพลางมองไปด้านนอกอย่างนึกหวาด จังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นที่ข้างหู [ติ๊ง!]
[ตรวจพบโฮสต์ที่เหมาะสม ทำการออโต้ซิงค์อักษร ภาษาของท้องถิ่น และจะเริ่มทำการไบดิ้ง* ในอีกสิบวินาทีให้หลัง--โปรแกรมเทพธิดาเริ่มสตาร์ต]
[สิบ เก้า แปด... สอง หนึ่ง ติ๊ง! การผูกไอดีเป็นผลสำเร็จ ระบบเริ่มทำงาน]
เสียงนั่นก้องกังวานอยู่ทั้งไกลและใกล้ เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยฉกรรจ์ น้ำเสียงของเขาไพเราะสดใส น้ำคำอ่อนโยน ไม่มีจังหวะขึ้นสูงลงต่ำเหมือนบทสนทนาทั่วไป ลั่วหลินจิงคิดว่าตนคงจะเป็นไข้จนเลอะเลือนไปแล้ว สมองจึงมึนงง ทำให้เกิดอาการหูแว่วอย่างต่อเนื่อง ทว่าคำพูดทุกคำของเด็กหนุ่มกลับสะท้อนก้องอยู่ในหัว ชัดมากเสียด้วย หากจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคงไม่ทันแล้ว
ลั่วหลินจิงยันร่างลุกนั่งอย่างยากลำบาก แขนสองข้างยังคงสั่นเทา นางเหลือบมองป้ายวิญญาณบนกำแพงอย่างไม่รู้ตัว ใจเต้นระรัวหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
[สวัสดีครับโฮสต์ ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297 หลังจากเราเชื่อมต่อกันแล้ว ผมมีหน้าที่ช่วยเหลือให้โฮสต์ของผม กลายเป็นสุดยอดเทพธิดาที่ได้รับความเลื่อมใสจากผู้คน]
ลั่วหลินจิงสะท้านไปทั้งร่าง ใบหน้าที่เดิมก็แดงซ่านอยู่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นซีดขาว หนนี้เสียงพูดฟังชัดกว่าเมื่อครู่เสียอีก ราวกับกำลังผลิบานอยู่ในหัวสมองของนาง
“เจ้าเป็น... ใคร?” เสียงของเด็กสาวทั้งอ่อนแรงและสั่นสะท้านจนเกือบฟังไม่ได้ศัพท์ ลั่วหลินจิงพยายามเบิกตาให้กว้าง พิจารณารอบด้านอย่างระมัดระวัง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องอยู่บนสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวนอกเหนือจากนางในศาลบรรพชนแห่งนี้... เจ้านกกระจอกตัวน้อย
หรือว่า... หรือว่าเป็นนกน้อยตัวนี้ที่กำลังพูดกับข้า!
ลั่วหลินจิงจ้องเขม็งไปที่มัน มันเองก็มองนางกลับมาอย่างโง่งมเช่นกัน ระหว่างที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งคนหนึ่งนกกำลังมองประเมินกันอยู่ เสียงในหัวก็ดังขึ้นอีกหน
[ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297 โฮสต์ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องค้นหา ผมไร้ตัวตน ฝังอยู่กลางสมองของโฮสต์ ผมสามารถสื่อสารกับโฮสต์ได้โดยตรง]
ใบหน้าของลั่วหลินจิงยิ่งขาวซีดลงอีกหลายส่วน มือน้อยๆ ยกขึ้นลูบหัวตัวเอง ในใจยิ่งหวาดกลัวหนักขึ้นไปอีก
เจ้าของสิ่งนี้ ฝังอยู่ในหัวนาง?!