ตรวจสอบสถานะสินค้า

ติดต่อเกี่ยวกับซื้อหนังสือ-หนังสือจอง

บริษัท ห้องสมุดดอตคอม จำกัด

ที่อยู่ 99/191 หมู่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000

เวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์

08.00 น. - 17.00 น.

ช่องทางการติดต่อ

โทรศัพท์ 091-9124333, 091-9125333

เปลี่ยนเธอให้เป็นเทพ 女神养成计划

ผู้แต่ง เฉียนลู่
ผู้แปล ห้องสมุด
ประเภท
ประเภทหนังสือ (ทั่วไป) เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
หลบหน่อยแม่จะเดิน.... เมื่อครูฝึกอสูระดับเทวะถือกำเนิด แม้แต่สัตว์อสูรยังต้องศิโรราบ มนุษย์ที่ไหนจะกล้าแหยม!

บทนำ

Author: Qianlv

Chinese edition copyright Jiangsu Phoenix Literature and Art Publishing Co., Ltd.

Thai edition copyright Hongsamut.com Co., Ltd. ALL RIGHTS RESERVED

----------

สารบัญ

ระบบกาแล็กซี

          ปีจักรวาลที่ 3210 ระบบกาแล็กซี Y

          ที่นี่คือสถานีอวกาศขนาดเล็กที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปีแล้ว ภายในสถานีแห่งนี้ เดิมทีควรเป็นยานอวกาศที่ให้ความรู้สึกอึมครึม มืดมิดและวังเวง แต่ตอนนี้มันกลับมีแสงเรืองรองลอดออกมารำไร

          นั่นเป็นแสงสว่างที่เปล่งออกมาจากหน้าจอเสมือนจริง พวกมันมีทั้งหมดสี่จอ แต่ละจอลอยคว้างอยู่กลางอากาศล้อมรอบโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง บนหน้าจอมีข้อมูลจำนวนมากเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วระดับนั้นหากจ้องมองก็จะเห็นเป็นเส้นสีขาววูบผ่านจอไปเท่านั้น ดวงตาของมนุษย์ธรรมดามีหรือจะไล่ตามความเร็วระดับนั้นได้

          ใจกลางที่หน้าจอทั้งสี่ห้อมล้อมอยู่คือหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนตัวใหญ่ เรือนร่างโปร่งบางของเธอยิ่งทำให้มองคล้ายกับเจ้าตัวกำลังแทรกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเก้าอี้หนัง และเพราะว่าสวมเสื้อยืดคอกลมสีดำสนิท ความดำของเสื้อจึงขับให้ผิวขาวที่ขาวอยู่แล้วดูซีดลงไปอีก เรือนผมที่ไม่ยาวไม่สั้นของเธอทิ้งตัวลงมาประบ่า บางส่วนก็ปิดบังใบหน้าไปเสียกว่าครึ่ง ลำแสงที่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างพอจะส่องให้เห็นรูปโฉมอันงดงามของหญิงสาวได้รางๆ

          รอยคล้ำใต้ตาเริ่มมีให้เห็นบ้างแล้ว ริมฝีปากที่แห้งแตกขาวซีดกลบความงามเฉิดฉายของเจ้าตัวไปเสียหลายส่วน หากใครมาเห็นเธอในตอนนี้ คงจะกล่าวได้เพียงว่า หญิงสาวตรงหน้าดูเปราะบางและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ อาจมีเพียงนัยน์ตาแดงก่ำคู่นั้นเพียงคู่เดียวที่โชนแสงเจิดจรัส ราวกับสีสันทั้งมวลในชีวิตของเธอรวมตัวกันสถิตอยู่ในดวงตาคู่นี้

          และตาคู่นี้กำลังจ้องมองหน้าจออยู่อย่างตั้งใจ...

          “โหยวซือ พวกมันมาถึงอาณาเขตของกาแล็กซี Y แล้ว ตอนนี้พวกมันกำลังระดมสมองระบุพิกัดของคุณอยู่ ผมกลัวว่าระบบรักษาความปลอดภัยของเราอาจจะหลอกล่อพวกมันได้อีกไม่นาน คุณรีบไปจากสถานีอวกาศเถอะ”

          ภาพฉายสามมิติภาพหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้า เป็นภาพของชายหนุ่มที่หล่อเหลาทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เขาดูเหนื่อยล้าไม่ต่างกับหญิงสาวตรงหน้าสักเท่าไร

          ทั้งๆ ที่ถูกเตือนอย่างร้อนรน แต่หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าโหยวซือกลับไม่ขยับ สองตาของเธอจับจ้องอยู่ที่หน้าจอเท่านั้น เธอตอบกลับเพียงว่า “ช่วยฉันถ่วงเวลาอีกยี่สิบนาที”

          คิ้วพาดตรงของชายหนุ่มขมวดมุ่น “ให้ตาย... ยอมรับเถอะน่า ตอนนี้คุณไม่สามารถรักษา ‘เครื่องทะลุมิติ’ เอาไว้ได้แล้ว ตัดใจมอบมันให้กับสถาบันวิทยาศาสตร์ของสมาพันธรัฐเสียเถอะน่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ผมกลัวว่าคุณจะ...”

          “ไม่มีวัน!” โหยวซือตัดบทคำพูดของอีกฝ่าย “คิดจะบีบให้ฉันมอบเครื่องทะลุมิติออกไปน่ะเหรอ ไม่-มี-ทาง-เด็ด-ขาด! ต่อให้ต้องตายฉันก็จะทำลายมันทิ้ง ไม่ปล่อยให้ตกอยู่ในมือของสถาบันวิจัยแน่!”

          โหยวซือตะโกนออกมาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งคู่จับจ้องอยู่แต่หน้าจอ สองมือยิ่งทวีความเร็วแข่งกับตัวอักษรในนั้น เธอกัดฟันอย่างเคียดแค้น เส้นเลือดสีเขียวบนลำคอเต้นระส่ำทำให้ร่างที่บอบบางอยู่แล้ว สะท้านไหวอย่างน่ากลัว

          ชายหนุ่มออกจะทนไม่ไหวกับนิสัยดื้อรั้นของคนตรงหน้า ยังคงคิดจะกล่อมต่อ “โหยวซือ...”

          “หลุนต๋า คุณไม่ต้องพูดแล้ว! เพื่อเครื่องทะลุมิตินี่พวกมันถึงกับฆ่าพ่อฉัน ยิงรังสี γz ใส่หญิงตั้งครรภ์อย่างแม่ฉันเพื่อหวังจะทำลายล้างครอบครัวเรา คุณมองฉันสิ... ตอนปฏิสนธิ ฉันเคยได้รับการทำนายว่าเป็นอัจฉริยชนด้านพลังจิตระดับ 3S เลยนะ... แล้วตอนนี้ล่ะ? ตอนนี้ฉันกลับเป็นแค่ขยะไร้ค่าที่มีพลังจิตระดับ E เท่านั้น! ชีวิตฉันถูกคนพวกนั้นทำลายจนป่นปี้ แล้วทำไมถึงมาบอกให้ฉันยอมแพ้พวกมัน ต่อให้เป็นคนธรรมดาที่มีพลังจิตแค่ระดับ E ฉันก็ปลดพาสเวิร์ดที่พ่อทิ้งเอาไว้ได้ ฉันจะสานต่องานวิจัยเครื่องทะลุมิตินี่แล้วเอาคืนพวกมันบ้าง คอยดู!”

          เรื่องราวในอดีต แน่นอนว่าหลุนต๋ารู้ดี พูดตามตรงเขารู้ละเอียดยิ่งกว่าที่โหยวซือรู้เสียด้วยซ้ำ

          พ่อแม่ของโหยวซือเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับท็อปของสมาพันธรัฐ สามสิบปีก่อน... บิดาของเธอเคยทำการวิจัยเรื่องการทะลุมิติและบอกว่ามันมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ แต่น่าเสียดายไม่มีใครเห็นด้วยและสนับสนุนเขา เขาจึงรวบรวมเงินเพื่อสร้างห้องวิจัยขึ้นมาเองและทุ่มเทชีวิตให้กับงานนี้จนประสบผลสำเร็จ

          คนของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสมาพันธรัฐตระหนักดีถึงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในวิทยาการล้ำสมัยนี้ พวกเขาจึงเสนอความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับบิดาของโหยวซือ

          เดิมทีเขาตกลง แต่ภายหลังกลับค้นพบโดยบังเอิญว่าคนเหล่านั้นคิดจะฮุบผลงานนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว และไม่ใช่ครอบครองเพื่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ แต่พวกเขาต้องการใช้มันศึกษาวัฒนธรรมของสิ่งมีชีวิตในมิติอื่นแล้วฉกฉวยแย่งชิงแหล่งทรัพยากร!

          เขาไม่มีทางอนุญาตให้ผลงานของตนกลายเป็นเครื่องมือสนองความละโมบของคนบางกลุ่ม เขายืนยันว่าจะไม่ส่งมอบเครื่องทะลุมิติให้อีกฝ่าย แต่สุดท้ายความดื้อของเขาก็ทำให้ตนเองและครอบครัวต้องมีอันเป็นไป

          เพราะว่าหลุนต๋าเข้าใจถึงความโหดเหี้ยมของคนเหล่านั้น เขาเคยเห็นจุดจบที่น่าสลดมาแล้ว จึงยิ่งกังวลถึงความปลอดภัยของโหยวซือ หลุนต๋าคลึงหว่างคิ้วที่ปวดหนึบ ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เทคโนโลยีที่คุณมีอยู่ในมือตอนนี้ยังไม่ล้ำหน้าพอที่จะพาตัวคุณข้ามห้วงอวกาศหนีไปได้หรอกนะ ไม่ช้าก็เร็วคุณต้องถูกพวกมันจับตัวได้อยู่ดี ถึงตอนนั้นแม้แต่ชีวิตก็ยังรักษาเอาไว้ไม่อยู่ เรื่องการแก้แค้นคงไม่ต้องพูดถึง”

          โหยวซือเงยหน้าขึ้น ความบ้าคลั่งในดวงตาของเธอทำให้หลุนต๋านึกหวาด

          “ถึงเครื่องนี้จะส่งคนข้ามมิติไปไม่ได้แต่การส่งข้อมูลและวัตถุบางชนิดนั้นสามารถทำได้แล้ว อยากให้คุณเห็นจัง! ฉันเพิ่งเขียนโปรแกรมขึ้นมาได้ตัวหนึ่ง เอาไว้ใช้รวบรวมคลื่นพลังจิตให้จับตัวเป็นกลุ่มก้อน ฉันจะอาศัยเครื่องทะลุมิติส่งโปรแกรมที่ว่าไปยังโลกใบอื่น หาร่างสักร่างที่พอจะใช้งานได้แล้วฝังโปรแกรมไปกับร่างนั้น แค่นี้เจ้าของร่างก็จะกลายเป็นแหล่งรวบรวมพลังจิตส่งกลับมายังฉัน” เธอกล่าวอย่างตื่นเต้น “ลองคิดดูสิ พลังจิตที่ส่งมาจะมากมายสักแค่ไหน ยิ่งพลังที่มาจากจิตอันเลื่อมใสศรัทธา มันจะยิ่งบริสุทธิ์และแข็งแกร่งราวเกราะเพชร ขอเพียงร่างนั้นกลายเป็นที่เลื่อมใสของผู้คน ฉันก็จะได้รับการถ่ายโอนพลังจิตกลับมาอย่างอเนกอนันต์ ถึงตอนนั้นการฟื้นความสามารถระดับ 3S ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม ไม่ว่าใครก็จัดการฉันไม่ง่ายแล้ว”

          “ค่าพลังจิตสามารถถ่ายโอนได้ด้วยหรือ?!” หลุนต๋าส่งเสียงขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง เขารู้ว่าตลอดหลายปีมานี้โหยวซือทำการวิจัยอย่างลับๆ มาโดยตลอด แต่ไม่รู้ว่าเธอมีความคิดที่บ้าคลั่งแบบนี้แฝงอยู่... ถ่ายโอนพลังจิตเชียวนะ!

          ในจักรวาลนี้ วิธีเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายที่ดีและง่ายดายที่สุด ก็คือดื่มยาฟื้นฟูยีน เสียดายโหยวซือถูกรังสี γz ยิงใส่ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ส่งผลให้ยีนของเธอบกพร่อง ต่อให้มียาฟื้นฟูยีนระดับสูงก็ไม่อาจฟื้นฟูพลังจิตของเธอได้ หลุนต๋าคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเลือกบุกเบิกหนทางอื่น

          ไม่เลือกการฟื้นฟู แต่เลือกการถ่ายโอนโดยตรง!

          ไม่เคยมีใครทดลองวิธีนี้มาก่อน และก็ไม่มีใครสามารถทำการถ่ายโอนพลังจิตได้เช่นกัน

          เธอจะทำสำเร็จรึ?

          ถูกสายตาเคลือบแคลงของหลุนต๋าจ้องมองมา ทำให้โหยวซือแค่นหัวเราะ “เอาน่า ถ้ารวบรวมพลังจิตได้มากพอ ฉันหาวิธีได้อยู่แล้ว” พูดจบโหยวซือก็ไม่สนใจเขาอีก ก้มหน้าเขียนโปรแกรมต่ออย่างจดจ่อ

          หลุนต๋าถูกอีกฝ่ายทำให้ตกใจจนตาโต หากว่าสำเร็จ โหยวซือจะเป็นอัจฉริยบุคคลที่น่าทึ่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ

          หรือพูดให้ถูกก็คือ... เป็นอัจฉริยะสติเฟื่องตัวจริง!

          บรรยากาศในสถานีอวกาศเงียบสนิท มีเพียงโค้ดบนหน้าจอสี่ด้านที่เคลื่อนผ่านอย่างเร็วจี๋ สิบนาทีให้หลัง โหยวซือก็กระแทกปลายนิ้วลงบนปุ่มกดปุ่มสุดท้ายพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ “สำเร็จแล้ว! ดูสิหลุนต๋า!”

          หลุนต๋าตั้งสติได้ ก็เห็นโหยวซือลุกขึ้นยืนถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น เธอหมุนหน้าจอมาทางเขา

          บนหน้าจอเป็นเพียงโปรแกรมที่มีข้อมูลปริมาณมหาศาลไฟล์หนึ่ง ด้านบนมีคำแนะนำฟังก์ชันการใช้งานแบบง่ายๆ เอาไว้ ไม่มีคำอธิบายที่ละเอียดและการเข้ารหัสใดๆ หลุนต๋ามองไม่เห็นความพิสดารของมัน แต่ยังไม่กล้าดูแคลนเพราะรู้ว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นผลงานจากความพยายามตลอดสิบปีที่ผ่านมาของโหยวซือ

          รหัสของโปรแกรมรุ่นนี้คือ A3297

          เขาเลิกคิ้วแล้วเอ่ยถาม “ทำไมคุณถึงเลือกโปรแกรมซีรีส์ A เป็นโมเดลหลักล่ะ? ไม่รู้หรือว่าซีรีส์ S เป็นโปรแกรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุด มันสามารถช่วยให้ ‘โฮสต์’ ที่คุณหามาได้ ทำตามความต้องการของคุณอย่างสมบูรณ์แบบในเวลาอันสั้น”

          โหยวซืออมยิ้ม “ฉันรู้น่าว่าซีรีส์ S เจ๋งกว่า อัปเกรดก็เร็ว แต่ฉันไม่ค่อยอยากใช้มันเท่าไร อยากจะให้เกียรติโฮสต์ที่ฉันไปอาศัยใช้งานเขามากกว่า ไม่อยากชักเชิดเขาเหมือนหุ่นเพื่อประโยชน์ของตัวเองแต่ฝ่ายเดียว ฉันหวังผลประโยชน์แบบวิน—วินด้วยกันทั้งสองฝ่ายน่ะ ในเมื่อฉันได้รับพลังจิตกลับมา โฮสต์ก็สมควรได้รับโอกาสที่จะพัฒนาตนเองจนเข้มแข็งขึ้นมาอย่างแท้จริง... ซึ่งโปรแกรมซีรีส์ A ตัวนี้จะสนับสนุนพัฒนาการของโฮสต์ไปด้วย มันจะช่วยให้เขาเติบโตไปพร้อมๆ กับเรา เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าที่เราจากเขาไปแล้ว ชีวิตของเขาจะไม่เกิดผลกระทบมากเกินไปนัก”

ตั้งชื่อโปรแกรม

          หลุนต๋าพยักหน้าอย่างพอใจและโล่งอก โหยวซือไม่ได้ทำเพื่อเป้าหมายของตนเองแต่ฝ่ายเดียว ยังคิดเผื่อสิ่งมีชีวิตต่างมิติเหล่านั้นอีกด้วย หากโหยวซือดึงดันจะควบคุมอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ เช่นนั้น... เธอจะต่างอะไรกับคนของสมาพันธรัฐล่ะ?

          ดีที่โหยวซือไม่ได้ถูกความอาฆาตแค้นบิดจนจิตวิปลาสไปเสียก่อน เธอไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง

          โหยวซือยิ้มน้อยๆ “หลายปีมานี้โชคดีที่ได้คุณช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่ได้มาถึงวันนี้แน่ ฉันให้เกียรติคุณเป็นคนตั้งชื่อโปรแกรมนี้ดีกว่า”

          หลุนต๋าเป็นลูกศิษย์ของบิดาเธอ อายุมากกว่าเธอสิบห้าปี เขาเข้าห้องวิจัยร่วมกับบิดาของโหยวซือตั้งแต่อายุเพียงสิบสองปี นับเป็นหนุ่มน้อยอัจฉริยะคนหนึ่ง

          ตั้งแต่เธอจำความได้ หลุนต๋าก็มักจะปรากฏตัวข้างกายเธอเสมอ คอยดูแลและสอนสั่งตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่

          สำหรับเธอแล้ว หลุนต๋าเป็นทั้งครูและสหาย เขาคอยอุ้มชูเธอราวกับคนในครอบครัว เธอหวังว่าหลุนต๋าจะให้เกียรติตั้งชื่อโปรแกรมนี้ ซึ่งเป็นแหล่งรวมความหวังทั้งหมดทั้งมวลของเธอด้วยตัวเขาเอง

          หลุนต๋าตะลึง มองผ่านหน้าจอไปยังสาวงามฝั่งตรงข้ามที่มีใบหน้าซีดขาว สองตาแดงก่ำ เรือนร่างโปร่งบางราวกับจะปลิว แต่ไม่ว่าโหยวซือจะดูเปราะบางเพียงใด ความมั่นใจที่ฉายชัดออกมาทางสีหน้าของเธอกลับชัดเจน แน่วแน่ หลุนต๋ามองได้สักพักก็คลี่ยิ้ม

          “ขอเรียกมันว่า ‘โปรแกรมเลี้ยงดูเทพธิดา’ ก็แล้วกัน”

          “...” รอยยิ้มบนใบหน้าของโหยวซือแข็งค้างไปในพริบตา ทำไมฉันถึงลืมไปได้นะว่ารุ่นพี่หลุนต๋าเขาเชยแค่ไหน!

          เธอลบคำสองคำทิ้งไปอย่างเงียบๆ ให้เหลือเพียงคำว่า ‘โปรแกรมเทพธิดา’

          หลุนต๋าไม่ได้ว่าอะไร จู่ๆ คอมพิวเตอร์ในมือเขาก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมา เขาตวัดสายตามองแวบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็เอ่ยเตือนว่า “โหยวซือ พวกมันระบุพิกัดของคุณได้แล้ว น่าจะถึงในอีกสิบนาที คุณรีบไปเถอะ”

          “ได้” โหยวซือวางปลายนิ้วเหนือปุ่ม ‘ยิง’ สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วกด

          จอสี่ด้านดับทันที

          ลำแสงพร่างพรายสายหนึ่งพุ่งทะลุท้องฟ้าไปด้วยความเร็วสูง พริบตาเดียวก็หายลับไปในความเวิ้งว้าง

          โหยวซือมองไปยังทิศทางที่ลำแสงหายลับไปอย่างอาลัย พอรั้งสายตากลับมาอีกครั้ง ทุกความกังวลใจ ไม่แน่ใจ พลุ่งพล่านและคาดหวัง ก็ไม่มีให้เห็นอีก

          เธอคว้าชุดอวกาศยับยู่ยี่ที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมา แล้วพุ่งร่างออกจากยานอย่างไม่รีรอ

          “โหยวซือ!”

          เบื้องหลังมีเสียงเรียกแว่วมา โหยวซือหันหน้ากลับไป

          หลุนต๋าจ้องเธอเขม็ง ตะโกนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “มันจะสำเร็จ... แน่ใช่ไหม?”

          ความอบอุ่นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ ทั้งสองคนประสานสายตาผ่านจอฉายภาพสามมิติ

          โหยวซือส่งยิ้มเจิดจ้าออกมา ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “แน่อยู่แล้ว!”

          เธอพุ่งเข้าไปในยานบินขนาดเล็กที่เตรียมรอไว้แล้ว กดปุ่มสตาร์ต ในขณะที่ยานบินขับเคลื่อนออกจากสถานีอวกาศ เธอก็จุดชนวนระเบิดที่ติดตั้งไว้ในสถานี

          ท่ามกลางเสียงระเบิดครึกโครม สถานีอวกาศที่ถูกทิ้งร้างไว้หลายปีแห่งนี้ก็แตกกระจายกลายเป็นขยะอวกาศไปอย่างสิ้นเชิง

          ประกายเพลิงที่เผาไหม้อยู่ทางด้านหลัง เสียงระเบิดต่อเนื่องที่ดังไม่หยุด ทั้งหมดนั่น... โหยวซือไม่ได้หันกลับไปมองอีก เธอเร่งระดับความเร็วของยานบินลำเล็กแล้วเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว สองตาเจิดจรัสราวกับแสงดาว

          ที่เหลือก็แค่หาที่อำพรางตัว รอที่จะหวนกลับมาพร้อมปาฏิหาริย์!

          ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ท้องฟ้ามืดมิดที่สุด

          สรรพเสียงเงียบสงัด ในบางคราวยังได้ยินเสียงซู่ซ่าของลมราตรีที่โบกพัดจนใบไม้ไหวเอน

          ด้านหน้าของลานบ้าน มีประตูไม้สีแดงที่หนาหนักบานหนึ่ง ที่ตรงนั้น มีหญิงสูงวัยสองนางกำลังนั่งหันหลังพิงกันแล้วงีบหลับอยู่บนธรณีประตู

          ด้านหลังลานบ้านเป็นศาลบรรพชนที่สร้างขึ้นมาจากก้อนอิฐสีเขียวอันล้ำค่า โถงทางเข้าสูงโปร่งดูโอ่อ่า ด้านหน้ามีประตูบานยาวสีแดงชาดตั้งเรียงรายกันอยู่สิบสองบาน แต่ละบานสูงสามจั้งและกว้างแปดจั้ง ส่วนปลายของชายคาบ้านออกแบบให้ตวัดโค้งอย่างมีศิลปะ ทั้งยังมีการแกะสลักรูปปั้นสัตว์มงคลให้นอนหมอบ มีชีวิตชีวาจนดูเสมือนจริง การตกแต่งอย่างประณีตนี้ทำให้ศาลบรรพชนที่เดิมควรเคร่งขรึม ชวนอึดอัด กลับกลายเป็นโอ่อ่าน่าเกรงขามขึ้นมาอีกหลายส่วน

          โถงภายในดูกว้างขวาง บานประตูตั้งตรงข้ามกับกำแพงผืนใหญ่

          หากมองจากบนลงล่าง ผู้มาเยือนจะสามารถนับป้ายวิญญาณได้ทั้งหมดห้าแถว รวมทั้งสิ้นหลายสิบป้าย แต่ละป้ายตั้งเรียงกันอย่างโดดเดี่ยวราวกับป้ายหลุมศพในสุสาน ดูมืดทะมึนชวนวังเวง ให้ความรู้สึกเหมือนกับมีดวงตาอยากรู้อยากเห็นคู่หนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นป้าย

          ภายในห้องจุดตะเกียงน้ำมันไว้สองดวง เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ใครก็ตามที่อยู่ที่นี่ในยามค่ำคืนจะรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง ขนลุกซู่ไปตามๆ กัน

          ตรงใจกลางศาลบรรพชน ร่างเล็กๆ โปร่งบางร่างหนึ่งกำลังหมอบอยู่บนเบาะสานทรงกลม มองผิวเผินคาดว่าคงเป็นเด็กสาวอายุน้อย ภายใต้แสงเทียน ใบหน้าดวงเล็กขนาดเท่าฝ่ามือของเด็กสาวมีหยาดเหงื่อพราวระยับอยู่ประปราย ผิวหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากแตกระแหง ชัดเจนที่สุดก็คือเสียงลมหายใจอันหนักหน่วง และดังก้องเป็นพิเศษหากเทียบกับความวังเวงของศาลบรรพชนแห่งนี้ ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านอยู่พักใหญ่ เห็นได้ชัดว่ากำลังป่วย

          นกกระจอกน้อยตัวหนึ่งบินผ่านเข้ามาทางประตูสีแดงที่เปิดแง้มเอาไว้ มันบินตรงไปยังร่างของเด็กสาวแล้วร่อนลงข้างกายนาง กรงเล็บเรียวเล็กกระโดดย่ำไปบนพื้นอยู่สองสามครั้ง ขยับเข้าใกล้ร่างของเด็กสาวอีกนิด จะงอยปากค่อยๆ อ้าออก คายของที่คาบมาลงบนอุ้งมือของเด็กสาว

          แม้ว่า ‘ลั่วหลินจิง’ จะไข้ขึ้นจนทำให้รู้สึกมึนงง แต่น้ำหนักที่จู่ๆ ก็กดทับลงมากลางฝ่ามือกะทันหัน ทำให้นางได้สติขึ้นมาเล็กน้อย เด็กสาวเลิกหนังตาขึ้นอย่างยากเย็น พอเห็นของที่อยู่ในมือตนก็ตะลึงไปพักใหญ่

          มันคือหมั่นโถวเย็นชืดชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง

          ลั่วหลินจิงมองหมั่นโถวอย่างโง่งม ในใจทั้งสับสนและยินดี ก่อนหน้านี้นางหิวไส้จะขาด หิวเสียจนพึมพำออกมาว่า ‘ถ้าได้กินหมั่นโถวสักคำก็คงจะดี’ คิดไม่ถึงว่า...

          นกกระจอกตัวน้อยเอียงคอ ดวงตาเท่าเม็ดถั่วเหลืองจ้องมองเด็กสาว เห็นนางกุมหมั่นโถวไว้แต่กลับไม่กิน นกน้อยก็ซุกหัวลงไปไซ้กับฝ่ามือนุ่มของเด็ก แล้วดุนหมั่นโถวไปมา

          ลั่วหลินจิงขยับปลายนิ้วไล้เบาๆ ไปบนปีกของเจ้านกน้อย น้ำเสียงอ่อนล้าพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ขอบใจนะ...”

          เพราะรู้สึกหิวมากนางจึงไร้ทางเลือก เด็กสาวตัดสินใจยัดหมั่นโถวเย็นชืดใส่ปาก จังหวะนั้นเอง ด้านนอกศาลบรรพชนก็มีแสงสว่างเจิดจ้า แสงสีเงินดุดันกรีดผ่านท้องฟ้ายามราตรีดั่งปลายกระบี่คมกริบ ที่ตามมาคือเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงบนหลังคาศาลบรรพชน ลั่วหลินจิงตกใจจนตะลึงค้าง หมั่นโถวที่เพิ่งยัดเข้าปากไปแทบจะร่วงลงมา

          ฟ้าแลบและฟ้าร้องนี้ประหลาดนัก จู่ๆ มันก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไร้ที่มา เวลาจะหายก็หายไปอย่างกะทันหัน ลั่วหลินจิงรออยู่สักพัก หลังจากไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวใดๆ อีกนางก็ลอบมองไปนอกหน้าต่าง หญิงรับใช้วัยกลางคนสองคนที่เฝ้าอยู่ตรงลานด้านนอกยังคงหลับสนิท ไม่ตื่นมาเพราะเสียงสายฟ้า ทำราวกับว่าเสียงเมื่อครู่นางหลอนไปเองเสียอย่างนั้น

          ลั่วหลินจิงเคี้ยวหมั่นโถวพลางมองไปด้านนอกอย่างนึกหวาด จังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นที่ข้างหู [ติ๊ง!]

          [ตรวจพบโฮสต์ที่เหมาะสม ทำการออโต้ซิงค์อักษร ภาษาของท้องถิ่น และจะเริ่มทำการไบดิ้ง* ในอีกสิบวินาทีให้หลัง--โปรแกรมเทพธิดาเริ่มสตาร์ต]

          [สิบ เก้า แปด... สอง หนึ่ง ติ๊ง! การผูกไอดีเป็นผลสำเร็จ ระบบเริ่มทำงาน]

          เสียงนั่นก้องกังวานอยู่ทั้งไกลและใกล้ เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยฉกรรจ์ น้ำเสียงของเขาไพเราะสดใส น้ำคำอ่อนโยน ไม่มีจังหวะขึ้นสูงลงต่ำเหมือนบทสนทนาทั่วไป ลั่วหลินจิงคิดว่าตนคงจะเป็นไข้จนเลอะเลือนไปแล้ว สมองจึงมึนงง ทำให้เกิดอาการหูแว่วอย่างต่อเนื่อง ทว่าคำพูดทุกคำของเด็กหนุ่มกลับสะท้อนก้องอยู่ในหัว ชัดมากเสียด้วย หากจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคงไม่ทันแล้ว

          ลั่วหลินจิงยันร่างลุกนั่งอย่างยากลำบาก แขนสองข้างยังคงสั่นเทา นางเหลือบมองป้ายวิญญาณบนกำแพงอย่างไม่รู้ตัว ใจเต้นระรัวหวาดกลัวจนถึงขีดสุด

          [สวัสดีครับโฮสต์ ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297 หลังจากเราเชื่อมต่อกันแล้ว ผมมีหน้าที่ช่วยเหลือให้โฮสต์ของผม กลายเป็นสุดยอดเทพธิดาที่ได้รับความเลื่อมใสจากผู้คน]

          ลั่วหลินจิงสะท้านไปทั้งร่าง ใบหน้าที่เดิมก็แดงซ่านอยู่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นซีดขาว หนนี้เสียงพูดฟังชัดกว่าเมื่อครู่เสียอีก ราวกับกำลังผลิบานอยู่ในหัวสมองของนาง

          “เจ้าเป็น... ใคร?” เสียงของเด็กสาวทั้งอ่อนแรงและสั่นสะท้านจนเกือบฟังไม่ได้ศัพท์ ลั่วหลินจิงพยายามเบิกตาให้กว้าง พิจารณารอบด้านอย่างระมัดระวัง สุดท้ายสายตาก็จับจ้องอยู่บนสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวนอกเหนือจากนางในศาลบรรพชนแห่งนี้... เจ้านกกระจอกตัวน้อย

          หรือว่า... หรือว่าเป็นนกน้อยตัวนี้ที่กำลังพูดกับข้า!

          ลั่วหลินจิงจ้องเขม็งไปที่มัน มันเองก็มองนางกลับมาอย่างโง่งมเช่นกัน ระหว่างที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งคนหนึ่งนกกำลังมองประเมินกันอยู่ เสียงในหัวก็ดังขึ้นอีกหน

          [ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297 โฮสต์ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องค้นหา ผมไร้ตัวตน ฝังอยู่กลางสมองของโฮสต์ ผมสามารถสื่อสารกับโฮสต์ได้โดยตรง]

          ใบหน้าของลั่วหลินจิงยิ่งขาวซีดลงอีกหลายส่วน มือน้อยๆ ยกขึ้นลูบหัวตัวเอง ในใจยิ่งหวาดกลัวหนักขึ้นไปอีก

          เจ้าของสิ่งนี้ ฝังอยู่ในหัวนาง?!

ไพ่เด็ด

          ศาลบรรพชนว่ามืดแล้ว แต่ดวงตาของลั่วหลินจิงกลับมืดสนิทยิ่งกว่า มืดราวกับเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ไร้ก้น อุณหภูมิรอบข้างเหมือนดิ่งฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งในชั่วพริบตา นางคิดจะตะโกน คิดจะลุกขึ้นมาแล้วพุ่งตัวออกจากห้อง คิดจะสลัดความหวาดกลัวและความลังเลนี้ให้หลุดออกไป แต่แขนขาที่ไร้เรี่ยวแรงเดิมก็ไม่ฟังคำสั่งนางอยู่แล้ว พอคิดว่าเจ้าสิ่งนั้นฝังอยู่ในหัวของนาง ต่อให้นางวิ่งออกไปก็คงไร้ประโยชน์

          ลั่วหลินจิงกัดริมฝีปากล่าง ไม่ปล่อยให้ตนเองร้องไห้ออกมา พลันหวนนึกถึงความหมายในประโยคพูดของเสียงนั่นอย่างละเอียด สักพักจึงทดลอง ‘สนทนา’ กับเจ้าเสียงนั่น “เจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาอยู่ในหัวของข้าได้ แล้วเจ้าบอกว่าจะช่วยข้าทำอะไรนะ?”

          เสียงนั่นตอบกลับมาอย่างราบเรียบ สดใส [ผมเพิ่งทำการประเมินศักยภาพของสิ่งมีชีวิตในมิตินี้โดยภาพรวม พบว่าโฮสต์เช่นคุณเหมาะสมกับการฝังโปรแกรมมากที่สุด โฮสต์ครับ... จากนี้คุณต้องพยายามยกระดับระบบของผมนะฮะ แล้วผมจะช่วยเหลือโฮสต์ให้กลายเป็นเทพธิดาที่ได้รับความเลื่อมใสจากผู้คนให้ได้]

          ลั่วหลินจิงกะพริบตาปริบๆ มองไปยังป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เรียงรายอยู่ด้านหน้าแวบหนึ่ง แล้วตัดสินใจเอ่ยถาม “เทพ... เป็นเทพอย่างในวัดวาอารามแบบนั้นรึ?”

          [ไม่ใช่ครับ ผมไม่ใช่ภาพมายาที่ตั้งขึ้นมาอย่างเพ้อฝันเพื่อใช้ปลอบโยนทางจิตรูปแบบนั้น เทพธิดาที่ระบบกล่าวถึง คือวีรสตรีที่อาศัยความสามารถที่แท้จริงของตนทำประโยชน์ให้กับสังคม ทำให้ผู้คนเต็มอกเต็มใจที่จะเลื่อมใส และขอติดตามด้วยความศรัทธา]

          เลื่อมใส? ติดตาม? ศรัทธา? สมองของลั่วหลินจิงที่เดิมทีก็มึนงงอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งเละเป็นโจ๊กเข้าไปใหญ่ “ให้ข้า... เป็นเทพธิดา... คงไม่ไหวกระมัง”

          [ตัวของโฮสต์เอง เดิมทีก็มีไพ่เด็ดเต็มมืออยู่แล้ว ขอเพียงเปิดใจให้ผมเข้าไปร่วมพัฒนา โฮสต์จะกลายเป็นเทพธิดาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผมช่วยเถอะนะครับ]

          “ไพ่เด็ด?” ลั่วหลินจิงออกจะไม่ชินกับภาษาพูดที่อีกฝ่ายใช้ นี่เขากำลังพูดถึงนางอยู่หรือ? แม้ว่าเด็กอย่างนางจะเล่นไพ่ไม่เป็น แต่ก็เคยเห็นท่านย่ากับบรรดาบ่าวรับใช้เล่นไพ่กันมาบ้าง พอจะรู้ว่าหากมีไพ่เด็ดในมือก็สามารถเอาชนะได้โดยง่าย แต่คำนี้ใช้กับนางได้จริงๆ น่ะหรือ?

          นางเป็นเพียงบุตรสาวผู้ถือกำเนิดจากอนุภรรยา มารดาของนางเสียชีวิตไปนานแล้ว ซ้ำยังไม่เป็นที่รักของบิดา ท่านย่าก็ไม่ชมชอบ

ฮูหยินใหญ่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่พอใจนางไปเสียทุกเรื่อง เด็กสาวไร้ที่พึ่งเช่นนางจะมี ‘ไพ่เด็ด’ เต็มมือได้อย่างไร? นางเพียงภาวนาให้ตนมีชีวิตอยู่รอดต่อไปอย่างปลอดภัยในจวนก็พอใจแล้ว

          ระบบกลับไม่ได้อธิบายคำว่า ‘ไพ่เด็ด’ ที่ว่า น้ำเสียงเรียบเฉยแฝงความอ่อนโยนเปล่งขึ้นมาอีกครั้งในหัวของเด็กสาว [โฮสต์ครับ คุณต้องการตรวจสอบระบบปฏิบัติการหลักๆ ของคุณหรือไม่?]

          ลั่วหลินจิงไม่รู้ว่าอะไรคือ ‘ระบบปฏิบัติการ’ จึงเอ่ยถามอย่างไม่รู้ตัวไปว่า “ตรวจสอบอย่างไร?”

          พอประโยคคำถามหลุดออกไป จู่ๆ เบื้องหน้าสายตาก็มีแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดยาวสามฉื่อและกว้างสองฉื่อปรากฏขึ้นกลางอากาศ เจ้าแผ่นนี้มีลักษณะบางใสและมีแสงเรืองรองเปล่งออกมา บนแผ่นสี่เหลี่ยมนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรเรืองแสง

          ลั่วหลินจิงถึงกับขยี้ตา เจ้าแผ่นเปล่งแสงได้ที่นางเห็นไม่ได้หายไปไหน นางทั้งหวาดกลัวทั้งอยากรู้อยากเห็น จึงยื่นมือออกไปช้าๆ คิดจะสัมผัสสิ่งของประหลาดนี่สักหน่อย ทว่านางเพิ่งจะแตะขอบแผ่นโปร่งแสงนั่นมือก็ทะลุผ่านไปเสียแล้ว สัมผัสอะไรไม่ได้สักนิด

          ลั่วหลินจิงรีบหดมือกลับ จ้องไปยังมือน้อยของตนอยู่พักใหญ่ ดูไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้นไปมองตัวอักษรที่อยู่บนแผ่นโปร่งแสงนั้นอีกครั้ง

          ระบบปฏิบัติการ :

          ชื่อแซ่ :                              ลั่วหลินจิง

          อายุ :                      11 ปี

          สติปัญญา :               ระดับ B

          ความแข็งแกร่ง :         ระดับ F

          ความว่องไว :             ระดับ F

          พลังจิต :                   ระดับ B

          พรสวรรค์ :                สื่อสารกับสรรพสัตว์

          ถุงกำนัลสำหรับมือใหม่-- ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้น 1 หลอด + คะแนนจิตพิสัย* 10 แต้ม

 

          ตัวหนังสือบนแผ่นโปร่งแสงนั้น นางอ่านออกหมดก็จริงแต่กลับไม่ค่อยเข้าใจในความหมายโดยรวมของมัน เพียงคาดว่าข้อความเหล่านี้คงจะสอดคล้องกับสภาพร่างกายของตน

          เพราะอายุยังน้อย... เมื่อได้พบเห็นความพิสดารเช่นนี้ สิ่งที่บังเกิดในใจจึงกลายเป็นความใคร่รู้มากกว่าความหวาดกลัว ลั่วหลินจิงคิดจะเอื้อมมือไปสัมผัสตัวอักษรที่เปล่งแสงได้เหล่านั้นอีกครั้ง ทว่านางเคลื่อนไหวเร็วเกินไป ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วจึงทนรับไม่ไหว เกือบจะคะมำลงพื้น

          [โฮสต์ครับ ตอนนี้ความแข็งแกร่งทางร่างกายของคุณอยู่ที่ระดับ F เนื่องจากสภาวะหิวโหย เจ็บป่วย ขาดน้ำ ขอแนะนำให้โฮสต์รีบใช้ ‘ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้น’ ที่อยู่ในถุงกำนัลสำหรับมือใหม่ทันที]

          ลั่วหลินจิงคลึงสมองที่ยังมึนงง มองคำว่า ‘ถุงกำนัลสำหรับมือใหม่’ คำว่าถุงกำนัลนางยังพอจะเข้าใจได้ น่าจะหมายความว่าเป็นของขวัญที่มอบให้แก่นาง แต่ของขวัญที่ว่ากลับมีถึงสองอย่าง! แล้วมันใช้อย่างไร ใช้เพื่อประโยชน์อันใด นางกลับไม่รู้เลยสักนิด

          สองตาของลั่วหลินจิงจ้องมองตัวอักษรที่อยู่บนแผ่นโปร่งแสงที่สว่างไสวตรงหน้า นางกดน้ำเสียงให้เบาลงด้วยเกรงว่าคนที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน “ยาฟื้นฟูยีนคืออะไร แล้วคะแนนจิตพิสัยอีกล่ะ มันคืออะไรรึ?”

          [ยาฟื้นฟูยีนใช้เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างของยีนในร่างกายมนุษย์ สามารถยกระดับค่าความแข็งแกร่งของเซลล์ทุกด้านในร่างกายของโฮสต์ให้คงทนแข็งแกร่ง ส่วนคะแนนความเลื่อมใสกับคะแนนจิตพิสัย เป็นพลังงานหลักที่หล่อหลอมให้โปรแกรมเทพธิดาทำงานได้เป็นปกติ คะแนนความเลื่อมใสสามารถยกระดับระบบของผมได้ ส่วนคะแนนจิตพิสัยสามารถมอบความช่วยเหลือ หรือนำมาแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของระหว่างระบบของผมกับตัวของโฮสต์เองได้ ที่โฮสต์จะต้องทำเป็นลำดับต่อไปก็คือ เพิ่มระดับคะแนนจิตพิสัยและคะแนนความเลื่อมใสของตัวเองให้มากที่สุดครับ]

          ไข้ที่ขึ้นสูงต่อเนื่องทำให้หัวของนางปวดหนึบ ร่างกายสะบัดร้อนสะบัดหนาว ลั่วหลินจิงเข้าใจได้รางๆ ว่าคะแนนจิตพิสัยสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของ จึงถามกลับว่า “ตอนนี้ข้าทั้งหิวและกระหายน้ำ ข้าสามารถใช้คะแนนจิตพิสัยเปลี่ยนเป็นหมั่นโถวกับน้ำได้ไหม?”

          หลังจากเงียบไปชั่วครู่ เสียงนั้นก็ตอบกลับ [ไม่ได้ครับ]

          ดวงตาที่งดงามหม่นแสงลง ระบบจับค่าความผันผวนด้านอารมณ์ภายในใจของโฮสต์ได้อย่างฉับไว เพื่อไม่ให้โฮสต์ผิดหวังในระบบตั้งแต่ช่วงแรก จึงรีบอธิบายว่า [ผมเป็นแค่ระบบขั้นต้น ไม่สามารถนำวัตถุที่จับต้องได้ออกมาในโลกจริง ผมสามารถทำงานภายในร่างกายของโฮสต์ได้เท่านั้น แต่หลังจากที่คุณยกระดับระบบไปจนถึงขั้นกลางแล้ว คุณก็จะสามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของที่คุณต้องการได้จากห้างสรรพสินค้าภายในระบบ และสามารถนำสิ่งของเหล่านั้นมาใช้สอยในโลกแห่งความเป็นจริงได้ คะแนนจิตพิสัย 2 แต้มสามารถเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอิ่มท้อง

          เนื่องด้วยขณะนี้คะแนนจิตพิสัยของโฮสต์มีเพียง 10 แต้ม ผมจึงไม่แนะนำให้โฮสต์แลก โฮสต์สามารถใช้ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้นไปก่อน หลังจากสมรรถภาพทางร่างกายยกระดับขึ้นในทุกด้านแล้ว ก็ไม่รู้สึกหิวมากมายอีกแล้วครับ]

          พอกินเจ้าสิ่งที่เรียกว่ายาฟื้นฟูยีนก็จะไม่รู้สึกหิวแล้วอย่างนั้นรึ? ลั่วหลินจิงยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จึงถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นข้าจะต้องกินอย่างไร?”

          [โฮสต์เพียงแค่คิดว่า ‘ยืนยันการใช้’ แค่นั้นก็ใช้ได้แล้ว]

          “อืม” ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วหลินจิงก็ตัดสินใจลองดู อย่างไรเสียนางก็ไม่ต้องอ้าปาก แค่คิดในสมองก็พอแล้ว นางจ้องยาฟื้นฟูยีนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นมาในใจว่า ‘ยืนยันการใช้’

          จากนั้นเสียงที่น่าฟังเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น [ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้นเริ่มดึงไปใช้งาน ระหว่างการฟื้นฟูอาจเกิดความรู้สึกเจ็บปวดได้ ขอให้โฮสต์อดทน]

          สำเร็จจริงๆ ด้วย แบบนี้ก็นับว่ากินแล้วรึ?

          ในขณะที่ลั่วหลินจิงยังคงประหลาดใจอยู่นั้น จู่ๆ ในหัวก็รู้สึกเจ็บแปลบรุนแรงราวกับถูกคนเอาเข็มยาวเล่มหนึ่งแทงทะลุเข้ามาตรงขมับ

          “อา!” นางเจ็บจนกรีดร้องเสียงดัง ถลาล้มลงบนพื้น ความเจ็บปวดทำให้นางอยากจะร้องออกมาเต็มเสียงแต่กลับพบว่าตนเองเปล่งเสียงไม่ออก

          ลั่วหลินจิงเกิดอาการหูดับ สองตามองไม่เห็น สมองจับได้เพียงความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด

          ความรู้สึกบีบคั้นรุนแรงเริ่มจากสมองแล้วแผ่ขยายไปทั่วร่าง นางรับรู้ได้ว่ากระดูกทุกท่อนกำลังปวดหนึบ ทั่วทั้งร่างราวกับถูกโยนเข้าไปในเตาหลอม นางไม่เคยได้รับความทรมานเช่นนี้มาก่อนจึงได้แต่เสียใจที่ตนน่าจะสลบไปตั้งแต่แรก

          ตอนนี้ไม่เพียงไม่สลบ หัวสมองยังใสแจ๋ว ความรู้สึกเจ็บจึงคมชัดไปทุกอณู

          ช่วงที่นางคิดว่าตนเองเจ็บเจียนจะขาดใจ เสียงที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหูพลันดังขึ้นมาอีกครั้ง

          [การฟื้นฟูเสร็จสิ้น]

          พอประโยคนี้วาบผ่านในสมอง ความเจ็บปวดทางกายก็ลดลงฮวบฮาบราวกับกระแสน้ำที่ถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว นางค่อยๆ ฟื้นคืนการรับรู้ทางร่างกายอย่างช้าๆ คราวนี้รู้สึกว่าหลังผ่านพ้นความเจ็บปวดที่เรียกว่า ‘อยู่ไม่สู้ตาย’ นั่นไปแล้ว ร่างกายของนางพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน สมองไม่หนักอึ้งมึนงงทั้งยังแจ่มใสปลอดโปร่งไร้ที่เปรียบ ความรู้สึกอ่อนแรงเมื่อยล้าก็สลายหายไปสิ้น ตลอดทั้งร่างเต็มแน่นไปด้วยความมีชีวิตชีวาอันไร้ที่สิ้นสุด

          เพียงแต่... นางหิวหนักยิ่งกว่าเดิมน่ะสิ! หิวเหมือนกับจะกินวัวได้ทั้งตัว!

มันเรื่องอะไรกันแน่?

          ลั่วหลินจิงยืนขึ้น จ้องไปที่มือและเท้าของตนเองอย่างประหลาดใจแกมยินดี ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังแบบนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน นับเป็นเรื่องแปลกมหัศจรรย์เหลือพรรณนา นางมีคำถามมากมายคิดอยากจะสอบถาม เสียงในสมองพลันเอ่ยว่า

          [โฮสต์ครับ... มีคนมา!]

          ลั่วหลินจิงไม่ลังเลที่จะเชื่อคำเตือนของระบบ นางรีบฟุบกลับไปยังเบาะสานทรงกลมอย่างว่องไว แสร้งทำตัวมึนงงเลอะเลือนเหมือนก่อนหน้า แล้วหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง มองลอดบานประตูสีแดงที่เปิดแง้มอยู่ สังเกตสถานการณ์ด้านนอกอย่างเงียบเชียบ

          ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างที่พร่าเลือนร่างหนึ่งก็ปรากฏอยู่ด้านนอกของประตู คนผู้นั้นมีท่าทีลับๆ ล่อๆ อยู่พักใหญ่ก่อนจะตะแคงตัว เบียดร่างผ่านประตูเข้ามาโดยไม่กล้าแง้มบานประตูให้กว้างขึ้น

          แสงเทียนวิบวับสาดเงาร่างผู้มาเยือน นางเป็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งแบบบาง อายุราวต้นยี่สิบ รูปโฉมงดงามหยาดเยิ้ม นางสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มที่แทบจะกลืนไปกับสีของราตรีกาล เรือนผมดกดำถูกปิ่นไม้ตรึงอยู่ด้านหลังศีรษะ เสื้อผ้าที่เรียบง่าย การแต่งกายที่รัดกุม ยังไม่อาจปกปิดความงดงามตลอดเรือนร่างของนางเอาไว้ได้

          พอเห็นใบหน้าของผู้ที่มาใหม่อย่างชัดเจน มุมปากลั่วหลินจิงพลันโค้งขึ้นอย่างอ่อนหวาน เด็กสาวผุดลุกขึ้นมาแล้วเรียกขานเสียงเบาว่า “ท่านน้า! หลานอยู่นี่”

          สตรีนางนั้นถูกเด็กสาวที่จู่ๆ กระโดดผลุงขึ้นมาบนเบาะสานทำเอาสะดุ้ง นางรีบแตะนิ้วกับริมฝีปาก “ชู่”

          ลั่วหลินจิงพยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจ ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวอย่างว่าง่ายแล้วส่งยิ้มให้

          เยว่ฉีมองร่างของหลานสาวที่ยืนอยู่กลางศาลบรรพชนอันมืดมิดอย่างแสนสงสาร นางรีบก้าวเข้ามากอดเด็กสาวเอาไว้ เอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ้าไม่เป็นไรนะ... ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”

          ลั่วหลินจิงซุกอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของท่านน้า ตอบเสียงอ่อนว่า “ท่านน้าวางใจเถอะ หลานไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”

          “จริงรึ?” เยว่ฉีออกจะไม่เชื่ออยู่บ้าง สุขภาพของลั่วหลินจิงไม่ดีมาตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งวันนี้ยังตกน้ำและยังถูกขังไว้ในศาลบรรพชนอีกครึ่งค่อนวัน ต่อให้ไม่ไข้ขึ้นก็จะต้องอ่อนระโหยโรยแรงบ้างล่ะ

          เยว่ฉีดึงลั่วหลินจิงออกมาจากอ้อมแขน สำรวจทั่วทั้งร่างอย่างละเอียดและนึกประหลาดใจว่า ร่างของหลานสาวนางไม่เพียงไร้ริ้วรอยจากแผลถลอก แม้แต่สีหน้าก็ยังดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตาคู่นั้นแจ่มจรัสเป็นประกาย เจิดจ้าราวกับดวงดารา แต่งแต้มให้ใบหน้าดวงน้อยที่เดิมก็จิ้มลิ้มพริ้มเพราอยู่แล้วให้ดูน่าทึ่งขึ้นไปอีก

          เยว่ฉีจ้องลั่วหลินจิงตาไม่กะพริบ ลั่วหลินจิงออกจะอึดอัดขัดเขินอยู่บ้าง และก็ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายสถานการณ์ของตนอย่างไรดีจึงเลือกที่จะไม่พูด สายตาของนางกวาดผ่านห่อผ้าใบน้อยที่น้าสาวแบกอยู่ ดวงตาเป็นประกายวาบ เอ่ยปากอย่างรีบร้อนว่า “ท่านน้าเจ้าคะ ข้าหิวเหลือเกิน มีของกินมาด้วยหรือไม่?”

          เยว่ฉีได้สติ รีบหยิบอาหารที่ตนบรรจงห่อกระดาษน้ำมันเตรียมไว้อย่างดีออกมาจากถุงผ้า “มี มี เป็นของที่เจ้าชอบกินทั้งนั้น กินให้เต็มที่ไปเลยนะ”

          ลั่วหลินจิงรับห่อกระดาษน้ำมันด้วยสองมือ กลิ่นหอมของอาหารกระตุ้นเสียจนกระเพาะของนางหดเกร็ง เด็กสาวรีบคว้าขนมชิ้นหนึ่งยัดเข้าปากไป

          เยว่ฉีเบิกตามองหลานสาวที่กินอย่างตะกรุมตะกรามด้วยท่าทางประหนึ่งเห็นผี ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก

          ลั่วหลินจิงเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด สุขภาพไม่ดีแต่กำเนิด วันๆ กินอาหารราวกับแมวดม สองคำก็อิ่มแล้ว ต่อให้หิวโหยก็จะกินมากขึ้นไม่กี่คำเท่านั้น และเพราะกลัวว่านางจะไม่ยอมกินอะไร เยว่ฉีถึงได้พกอาหารหนึ่งห่อเต็มๆ นี้มาให้เลือก

          คิดไม่ถึงว่าหลานสาวกลับกินไม่เลือก หยิบได้ชิ้นไหนก็ส่งเข้าปากไปโดยไม่มองสักนิด เยว่ฉีไม่เคยเห็นลั่วหลินจิงมีท่าทางอย่างนี้มาก่อน นางกินเอา กินเอา แล้วก็กินราวกับเด็กสุขภาพดีที่มีความอยากอาหารอย่างเต็มเปี่ยม!

          ดวงตาของผู้เป็นน้าแดงระเรื่อ มองหลานสาวตัวน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อยคำแล้วคำเล่า กลัวว่านางจะติดคอจึงรีบเอาถุงน้ำใบน้อยยื่นส่งไปให้ “ข้าปีนข้ามกำแพงเข้ามาจากลานทางด้านหลัง ไม่สะดวกพกน้ำดื่มมามากมาย จึงมีอยู่แค่นี้ เจ้าดื่มน้ำสักนิดเถิด กินให้ช้าลงหน่อยเดี๋ยวจะติดคอเอา”

          “เจ้าค่ะ” ลั่วหลินจิงกินขนมเจ็ดแปดชนิดและซาลาเปาไส้เนื้อสองลูกที่เยว่ฉีนำมาจนเกลี้ยง หลังจากดื่มน้ำหมดไปทั้งถุงจึงค่อยมีความรู้สึกอิ่มขึ้นมาเจ็ดแปดส่วน

          พอไม่รู้สึกทรมานจากความหิว ลั่วหลินจิงเพิ่งรับรู้ว่าสภาพร่างกายของตนดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เวลานี้พอนึกถึงท่าทางมูมมามยามกินอาหารของตนเอง ก็เม้มปากอย่างขัดเขิน

          มุมปากของเด็กสาวยังมีเศษขนมติดอยู่ พอพยายามวางท่าเยี่ยงกุลสตรีจึงมองแล้วน่าขำ เยว่ฉีอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางถามหลานสาวว่า “ตกลงวันนี้... มันเรื่องอะไรกันแน่?”

          ลั่วหลินจิงหวนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันอย่างละเอียด ตอบเสียงเบาว่า “หลังจากตื่นนอนตอนกลางวัน ข้ารู้สึกปวดหัวอยู่บ้างเลยคิดจะไปเดินเล่นภายในสวน ตอนเดินไปใกล้สระบัวก็เห็นลั่วหลินหยู ลั่วสู่ และญาติสาวตระกูลจางกำลังเล่นสนุกกันอยู่ข้างสระ ข้ารู้ว่าลั่วหลินหยูไม่ชอบข้า เดิมไม่ได้คิดจะเข้าไปหรอกเจ้าค่ะ แต่พอหมุนตัวเดินกลับไปยังประตูสวน ลั่วหลินหยูก็เรียกให้ข้าไปหา ข้าเห็นสีหน้านางไม่สู้ดี ไม่กล้าล่วงเกินจึงทำตามคำสั่ง ไม่นึกว่าพอไปถึงจะถูกนางผลักจนล้ม และไม่รู้ว่าลั่วสู่มายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไร พอล้มลง เขาจึงพลอยโดนข้ากระแทกร่วงลงไปในสระบัวด้วยเจ้าค่ะ”  

          พอนึกถึงความรู้สึกยามที่น้ำเย็นเฉียบในสระกลืนกินลมหายใจของตน ลั่วหลินจิงพลันสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่ “ดีที่เวลานี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง น้ำในสระไม่ลึกนัก พวกสาวใช้รีบดึงพวกเราสองคนขึ้นมา พอฮูหยินใหญ่กับท่านย่าทราบข่าวก็รีบรุดมาเช่นกัน ตอนที่ท่านย่าถาม สาวใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นข้าที่นึกสนุก ทำตนเองร่วงลงไปในน้ำไม่พอยังจะลากลั่วสู่ลงน้ำตามไปด้วย ตอนนั้นข้าทั้งหนาวทั้งมึนงง ข้างกายไร้ซึ่งพยานเพราะไม่ได้พาสาวใช้ไปด้วยสักคน ท่านย่าจึงบันดาลโทสะขึ้นมา สั่งให้คนขังข้าไว้ในศาลบรรพชนเพื่อสำนึกผิดเจ้าค่ะ...”

          เยว่ฉีฟังเสียจนเพลิงโทสะลุกโชน ด่าทอเสียงดัง “ไหนเลยจะมีเหตุผลเช่นนี้ ลั่วหลินหยูช่างเหิมเกริมจริงๆ!”

          ลั่วหลินหยูเป็นบุตรสาวคนเดียวของจวนลั่วที่ถือกำเนิดจากลั่วฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอก นางจึงได้รับการพะเน้าพะนอสารพัดอย่างจากมารดาจนวางตัวเหิมเกริม ไม่เห็นหัวคนอื่น

          หากเหตุการณ์วันนี้เป็นการตกน้ำของลั่วหลินจิงเพียงฝ่ายเดียว ก็จะไม่มีใครแยแส เพียงแต่บอกว่านางไม่ระวังพลัดตกลงไปในน้ำเอง โทษคนอื่นไม่ได้ แต่เรื่องกลายมาเป็นว่าลั่วสู่เองก็ร่วงลงไปในน้ำด้วย ทั่วทั้งจวนลั่วจึงปั่นป่วนโกลาหล

          ลั่วสู่กับลั่วหลินจิงเป็นลูกหลานตระกูลลั่วเหมือนกัน ร่วงลงน้ำพร้อมกัน แต่ลั่วสู่กลับถูกอุ้มกลับเรือนอย่างเร็วรี่ มีการเรียนเชิญหมอสามสี่คนมาตรวจดูอาการ ส่วนลั่วหลินหยูเจ้าของเรื่องกลับนั่งรออยู่ในเรือนของตนราวกับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ มีเพียงลั่วหลินจิงคนเดียวที่ถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชน

          ตระกูลลั่วข่มเหงกันเกินไปแล้ว!

          พูดถึงบัญชีแค้นของพวกนางกับตระกูลลั่ว เพลิงโทสะในใจของเยว่ฉีก็โชติช่วง

          บรรพบุรุษตระกูลลั่วเดิมทีเป็นขุนนาง เคยได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์มาก่อน แต่ว่าความรุ่งโรจน์ที่ว่านี้ยาวนานเพียงห้ารุ่นเท่านั้น เมื่อมาถึงรุ่นของลั่วเฉิงเฟิ่ง... บิดาของลั่วหลินจิง สิ่งที่ยังหลงเหลือคงมีเพียงฐานันดรศักดิ์ ‘ป๋อโหว’ ที่มีแต่ชื่อทว่ากลับไร้อำนาจในมือ

          แต่โชคดีที่ ‘ฮูหยินผู้เฒ่าลั่ว’ ผู้เป็นมารดาเฝ้าดูแลจวนป๋อโหวที่ตกต่ำนี้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้นางจะให้กำเนิดลั่วเฉิงเฟิ่งบุตรโทนเพียงคนเดียว แต่กลับอบรมบุตรชายอย่างดี ลั่วเฉิงเฟิ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘ทั่นฮวาหลาง’* จากฮ่องเต้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ที่บ้านมีหน้ามีตาขึ้นมาอีกครั้ง

          ภรรยาคนแรกของลั่วเฉิงเฟิ่งเป็นคุณหนูรองซึ่งถือกำเนิดจากภรรยาเอกแห่งตระกูลฝู ยามนั้น ‘ฝูฮองเฮา’ เพิ่งสิ้นพระชนม์ไปได้ไม่นาน บุตรชายตระกูลฝูโดยมากมักสละชีพในสนามรบ จวนกั๋วกงที่ขาดผู้สืบทอดจึงเริ่มอยู่ในสภาพตกอับทีละน้อย แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น คุณหนูรองจวนกั๋วกงที่แต่งเข้าตระกูลลั่วก็ยังนับว่าเป็นพระญาติของอดีตฮองเฮา การแต่งงานของนางจึงกลายเป็นการลดฐานะของตัวเอง

          ฝีมือในการจัดการบ้านช่องของฮูหยินผู้เฒ่าลั่วนับว่ายอดเยี่ยม นางอนุญาตให้ลั่วป๋อโหวผู้เป็นบุตรชายมีภรรยาเอกเพียงแค่คนเดียว ไร้อนุภรรยา ชื่อเสียงของตระกูลลั่วจึงนับว่าดีงาม ลั่วเฉิงเฟิ่งมีผลงานโดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตไม่อาจประเมินได้ การแต่งงานกับตระกูลฝูครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการติดปีกให้แก่เขา

          หลังจากที่คุณหนูรองฝูแต่งเข้าตระกูลลั่ว นางก็เคารพนบนอบ ให้เกียรติเขาเป็นอย่างดี ช่วงเวลานั้นนับว่าเป็นคู่ครองที่น่าอิจฉาคู่หนึ่ง เพียงแต่คุณหนูรองฝูสุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากคลอดบุตรชายนามว่า ‘ลั่วจวิ้น’ แล้วสุขภาพของนางก็ย่ำแย่ลง ครั้นเห็นว่าตนจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน คุณหนูรองฝูจึงกัดฟันตัดสินใจรับอนุภรรยามาให้ลั่วเฉิงเฟิ่ง

          คนผู้นี้ก็คือเยว่ฮั่ว... พี่สาวของเยว่ฉี

แค้นใจยิ่งนัก

          ตระกูลเยว่เดิมเป็นตระกูลบัณฑิตที่มีการศึกษา เสียดายที่เยว่ฮูหยินไม่อาจให้กำเนิดบุตรชายได้ หลังจากผู้เฒ่าทั้งสองของตระกูลเยว่ทยอยลาโลก บรรดาญาติพี่น้องของบ้านสายรองก็มาแย่งชิงมรดกของบ้านสายหลัก เพื่อทรัพย์สินแล้ว พวกเขาจึงวางแผนส่งคุณหนูทั้งสองของบ้านสายหลักให้แต่งออกไปเป็นอนุภรรยาเสีย

          โชคดีที่เยว่ฮั่วไม่เต็มใจจะอยู่รวมกันกับบ้านสายรองอยู่แล้ว ตอนที่คุณหนูรองฝูมาหาถึงบ้าน เอ่ยปากว่าจะรับนางเข้าเป็นอนุภรรยาของตระกูลลั่ว นางจึงรับปาก แต่ก็มีข้อแม้คือจะต้องรับน้องสาวของนางเข้าตระกูลลั่วไปเลี้ยงดูพร้อมกันด้วย ทรัพย์สมบัติของบ้านสายหลักตระกูลเยว่ทั้งหมด ให้คุณหนูรองฝูช่วยปกป้องแล้วจัดการยกให้เป็นสินเดิมของน้องสาวในภายภาคหน้า คุณหนูรองฝูได้ยินก็รับปากอย่างแข็งขัน

          เพราะเป็นเช่นนี้ เยว่ฮั่วจึงถูกหามเข้าประตูใหญ่ตระกูลลั่วในฐานะเหลียงเชี่ย*

          อนุเยว่แต่งเข้าจวนมาได้ไม่ถึงสามเดือนคุณหนูรองฝูก็ลาโลก ตามกฎจารีตของแคว้นต้าโจว ผู้เป็นสามีจะต้องไว้ทุกข์** ให้กับภรรยาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม แต่ลั่วเฉิงเฟิ่งกลับไว้ทุกข์อยู่สามปีเต็มจึงค่อยแต่งภรรยาเอกคนใหม่เข้ามาในบ้าน ความซื่อสัตย์ในรักของเขาถูกเล่าขานเป็นตำนานที่ดีงามไปอยู่พักใหญ่

          ผู้ที่ลั่วเฉิงเฟิ่งแต่งเข้ามาให้เป็นฮูหยินใหญ่คนใหม่ ก็คือคุณหนูรองของ ‘จางต้าเหริน’ เจ้ากรมอาญา

          คุณหนูรองจางแต่งเข้าตระกูลลั่วได้เพียงเดือนเดียว เยว่ฮั่วก็ถูกตรวจพบว่าตั้งครรภ์มาได้สองเดือนแล้ว

          อนุเยว่มีนิสัยอ่อนโยน รูปโฉมงามพิสุทธิ์ รู้ตำรับตำราและเป็นสตรีที่มีเหตุมีผล นางอยู่เคียงข้างลั่วเฉิงเฟิ่งมาหลายปี แม้จะไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก แต่แน่นอนว่าความสัมพันธ์เยี่ยงสามีภรรยาย่อมไม่ตื้นเขิน ต่อให้ฮูหยินใหญ่คนใหม่เพิ่งจะแต่งเข้าประตูจวน แต่ลั่วเฉิงเฟิ่งก็มักจะค้างคืนในเรือนของอนุเยว่ตามเดิม

          สำหรับภรรยาเอกที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่แล้ว ไม่มีเรื่องใดจะทำให้ทุกข์ทรมานไปยิ่งกว่าการที่ในห้องของสามีมีอนุคนงามที่ตั้งครรภ์ ซ้ำยังได้รับความโปรดปรานเต็มเปี่ยม

          คุณหนูรองจาง ซึ่งบัดนี้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ‘ลั่วฮูหยิน’ รู้สึกแค้นใจยิ่งนัก ความแค้นนี้กระทั่งอนุเยว่เสียชีวิตจากการคลอดบุตรไปแล้ว ก็ยังไม่อาจคลี่คลาย นางระดมความเกลียดชังทั้งหมดมาลงกับเยว่ฉีและลั่วหลินจิง

          หลังจากอนุเยว่เสียชีวิตไปแล้ว เยว่ฉีผู้เป็นน้องสาวยังคงอาศัยอยู่ในจวนตระกูลลั่วคอยดูแลหลานสาวมาตลอด การแต่งงานของนาง แน่นอนว่าต้องไหว้วานให้ลั่วฮูหยิน ผู้เป็นฮูหยินใหญ่ของบ้านเป็นธุระให้ ในตอนที่เยว่ฉีอายุครบสิบหก ลั่วฮูหยินได้เลือกตระกูลหลี่ ซึ่งเป็นตระกูลพ่อค้าหลวงไว้ให้นาง ตามเหตุผลแล้ว เยว่ฉีเป็นเพียงน้องสาวของอนุภรรยาตระกูลลั่วเท่านั้น สามารถแต่งเข้าตระกูลหลี่ไปเป็นภรรยาเอกได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว เพียงแต่คุณชายสามตระกูลหลี่ผู้นี้ ยังไม่ทันแต่งภรรยาเอก ก็มีอนุภรรยาสามคน และมีหญิงรับใช้ในห้องหับถึงสี่คน ซ้ำยังใจคอโหดเหี้ยม ลือกันว่าในห้องของเขามีหญิงรับใช้เสียชีวิตไปหลายนางแล้ว

          เยว่ฉีที่มีแต่สินเดิม แต่ไร้ญาติมิตรคอยปกป้อง หากแต่งเข้าไปอาจต้องตายอย่างไร้สาเหตุอยู่ในเรือนชั้นในก็เป็นได้

          ตอนนั้นลั่วหลินจิงเพิ่งจะหกขวบ เพราะคลอดก่อนกำหนด นางจึงกระเสาะกระแสะสามวันดีสี่วันไข้ หากไม่ได้ท่านน้าคอยประคบประหงมดูแลแล้วละก็ เกรงว่าไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจจะเสียชีวิต ลั่วหลินจิงเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของพี่สาว ไม่ว่าอย่างไรเยว่ฉีก็จะต้องปกป้องหลานตัวน้อยอย่างสุดชีวิต

          คุณชายตระกูลหลี่ที่ลั่วฮูหยินเลือกให้นางก็ไม่ใช่คนดี หากแต่งไปแล้วชาตินี้ทั้งชาติของนางก็นับว่าจบสิ้น

          ในเมื่อเป็นแบบนั้น นางมีแต่ขอสู้ตายแล้ว!

          ตอนนั้นลั่วฮูหยินเพิ่งคลอดลั่วสู่ออกมา ความสนใจทั้งหมดจึงไปอยู่ที่ตัวของบุตรชาย เยว่ฉีก็เป็นคนใจเด็ดคนหนึ่ง นางเสาะหาโอกาส วางยาลั่วเฉิงเฟิ่งแล้วยอมหน้าด้านเอาตัวเข้าแลก หลับนอนกับพี่เขยเสียเลย

          พอเกิดเรื่องพรรค์นี้ภายใต้จมูก ลั่วฮูหยินย่อมไม่อาจทนรับได้ นางยืนกรานจะขับเยว่ฉีออกจากจวนท่าเดียว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเยว่ฉีกลับตั้งครรภ์ ในเมื่อท่อนไม้กลายเป็นเรือ* ไปเสียอย่างนี้ ลั่วฮูหยินจะอาละวาดอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ฮูหยินผู้เฒ่าลั่วจึงตัดสินใจรับเยว่ฉีเข้ามาเป็นอนุภรรยาในเรือนของลั่วเฉิงเฟิ่งอีกคน

          ลั่วฮูหยินไหนเลยจะยอมทน ต่อหน้าไม่อาจกระทำการใดๆ แต่ลับหลังก็กลั่นแกล้งไม่หยุดหย่อน เยว่ฉีกัดฟันฝ่าฟันคลื่นลมที่โหมกระหน่ำรอบด้าน ทั้งเลี้ยงดูลูกของพี่สาวทั้งยังคลอด ‘ลั่วเสวียน’ บุตรชายของตนออกมาได้อย่างปลอดภัย

          ไม่รู้จะนับเป็นโชคหรือนับเป็นเคราะห์ร้ายดี สุขภาพของทารกน้อยลั่วเสวียนแข็งแรงอย่างยิ่ง เพียงแต่บนหน้าผากข้างขวามีปานขนาดเท่าเม็ดถั่วป้ายอยู่ สมัยนั้นผู้ที่ใบหน้ามีตำหนิ จะนับว่าร่างกายพิกลพิการไม่สมประกอบ ไม่อาจสอบเข้ารับราชการได้ ต่อให้เด็กคนนี้อนาคตจะกลายเป็นผู้มีความสามารถ ทั้งยังมีตระกูลคอยหนุนหลัง แต่ก็เป็นได้สูงสุดแค่ขุนนางขั้นหก สรุปคืออนาคตทางราชการของลั่วเสวียนหมดสิ้นแล้ว

          ระหว่างที่บุตรของเยว่ฉีไร้ประโยชน์ บุตรที่ลั่วฮูหยินให้กำเนิดกลับงดงามแข็งแรง ดวงตาดำขลับปราดเปรียวคู่โต แฝงความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ คราวนี้ความอัดอั้นในอกของลั่วฮูหยินค่อยนับว่าคลายลงไปได้บ้าง ในที่สุดก็ไม่ไล่จี้โจมตีเยว่ฉีและเด็กน้อยทั้งสองอีก เยว่ฉีจึงใช้ชีวิตผ่านวันเวลาที่สงบสุขมาได้อีกหลายปี

          ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องราวบัดซบเหล่านี้ ในใจของเยว่ฉีก็เดือดดาลปวดร้าว แต่คนที่เป็นแก้วตาดวงใจยังยืนอยู่เบื้องหน้า นางไม่อยากแสดงอาการใดๆ ออกมาให้หลานสาวรู้สึกทุกข์ใจไปด้วย

          เยว่ฉีจ้องมองหลานสาวด้วยความสงสารสุดหัวใจ ลั่วหลินจิงปีนี้อายุสิบเอ็ดแล้วแท้ๆ ทั้งๆ ที่อายุมากกว่าลั่วหลินหยูถึงเจ็ดเดือนเต็ม แต่กลับเตี้ยกว่าฝ่ายนั้นเกือบครึ่งศีรษะ ซ้ำยังผอมบางราวกับเด็กอายุแปดเก้าขวบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเยว่ฉีมักถูกฝันร้ายทำให้ตกใจตื่นอยู่บ่อยๆ ในความฝัน... หลานสาวคนนี้ไม่ว่าเลี้ยงอย่างไรก็เลี้ยงไม่โต หากเผลอไม่ทันระวังก็อาจเสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ 

          ในใจนางอัดอั้นไปด้วยความโกรธ ความแค้น และความหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าปลดปล่อยออกมา กลัวจะทำให้หลานสาวตกใจ

          เยว่ฉีสูดหายใจลึกๆ ข่มความกลัดกลุ้มในอกลงแล้วบีบใบหน้าดวงน้อยที่นุ่มนิ่มของลั่วหลินจิงเบาๆ พลางเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกลัว น้าสืบข่าวมาแล้ว ลั่วสู่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ตกใจเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องนี้จะว่าไปแล้วเป็นความผิดของลั่วหลินหยู ไม่เกี่ยวกับเจ้าเสียด้วยซ้ำ เจ้ากินอิ่มแล้วก็นอนสักพักนะ พรุ่งนี้เช้าน้าจะไปชี้แจงเหตุผลกับท่านย่าของเจ้าเอง จะขอให้นางปล่อยเจ้าออกมา หากว่านางไม่ยอม น้าจะอาละวาดให้แตกกันไปข้างเลย คอยดูสิ”

          เยว่ฉี... แม้เป็นคนดีแต่กลับโผงผาง มีนิสัยเผ็ดร้อน กล้าหาญชาญชัยต่างจากพี่สาว พูดให้น่าฟังก็คือเป็นหญิงสาวใจเด็ด กล้าได้กล้าเสีย พูดให้น่าเกลียดก็คือพร้อมรบทุกเมื่อแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ว่ากับใครหน้าไหนนางก็ไม่เคยหวั่น หากว่าไม่ใช่คนเข้มแข็งแบบนี้ เกรงว่าหลายปีที่ผ่านมา นางอาจจะคุ้มครองหลานสาวที่เปราะบางอย่างลั่วหลินจิงไว้ไม่ได้ ยิ่งไม่อาจกระทำเรื่องวางยาพี่เขยแล้วเอาตัวเข้าแลกได้

          เพราะเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย หลายปีที่ผ่านมา... เพื่อปกป้องหลานสาวแล้วนางทำได้ทุกเรื่อง ทั้งเอะอะโวยวาย อาละวาดฟาดงวงฟาดงาก็ทำมาแล้วไม่ใช่เพียงครั้งสองครั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าดูแคลนนาง แต่ก็ไม่อาจจัดการอะไรได้ ทุบตีก็แล้ว ลงโทษก็แล้ว เยว่ฉีก็ยังหัวแข็งเช่นเดิม

          ฮูหยินผู้เฒ่าถึงขนาดสั่งมิให้นางเข้ามาคำนับเช้า คำนับเย็นเฉกเช่นสะใภ้ทั่วไป แทนที่อีกฝ่ายจะนึกน้อยใจ ที่ไหนแล้วเยว่ฉีกลับตีปีก ใช้ชีวิตอยู่กับหลานสาวขี้โรคและบุตรชายอัปลักษณ์ของนางต่ออย่างมีความสุข

          ลั่วหลินจิงคว้าแขนเสื้อของท่านน้าแล้วเขย่าเบาๆ “ท่านน้า เวลานี้ท่านย่ากับลั่วฮูหยินกำลังเดือดดาลอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปพูดเรื่องข้าเลยนะเจ้าคะ หากไปแล้วไม่แน่ว่าพวกนางอาจจะฉวยโอกาสลงโทษท่านก็ได้ รอสักพักเถอะ ผ่านไปอีกสองวัน รอให้พวกนางหายโกรธแล้วท่านค่อยไป”

          สาวใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้ล้วนเป็นคนของลั่วหลินหยู แน่นอนว่าย่อมต้องเข้าข้างคุณหนูใหญ่ของบ้าน หากท่านน้าของนางไปเอะอะอาละวาดในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ผลที่ได้รับอาจจะร้ายมากกว่าดี ลั่วหลินจิงไม่อยากให้ท่านน้าต้องถูกโบยเพราะนางอีกแล้ว

          ด้วยกลัวว่าน้าสาวจะไม่เชื่อ ลั่วหลินจิงจึงรีบร้อนลุกขึ้นวิ่งให้อีกฝ่ายดู “ท่านน้าดูสิ ข้าสบายดี รออยู่ในนี้ต่ออีกสองวันก็ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”

          เยว่ฉีมองเด็กสาวที่วิ่งรอบตนเองอย่างเบิกบานด้วยสายตาตื่นตะลึง ดวงตาอดแดงเรื่อขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยเห็นลั่วหลินจิงมีชีวิตชีวาขนาดนี้มาก่อน นางเหลือบมองไปยังป้ายวิญญาณไม้ที่เรียงรายอยู่บนกำแพงแวบหนึ่ง... หรือว่าบรรพบุรุษจะคุ้มครอง?

          แม้ว่าการที่เด็กสาวร่าเริงจะนับเป็นเรื่องดี แต่เยว่ฉีก็ยังกังวลว่าหลานตัวน้อยจะเหนื่อย จึงคว้ามือของนางไว้และลูบศีรษะเล็กๆ นั่นอย่างถนอม “ดีเด็ก เจ้าวางใจเถอะ อีกประเดี๋ยวก็จะได้ออกไปแล้ว ที่นี่ก็แค่มืดไปนิด หนาวไปหน่อยก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว น้าเองเคยคุกเข่าอยู่ที่นี่มาแล้วตั้งหลายครั้ง เห็นไหม... น้าก็ยังแข็งแรงดีอยู่”

โปรแกรมเทพธิดา

          ลั่วหลินจิงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี คุกเข่าในศาลบรรพชนไม่ใช่เรื่องที่มีหน้ามีตาอย่างใดเลย ท่านน้า... สีหน้ายินดีของท่านกำลังจะทำให้เหล่าบรรพบุรุษตระกูลลั่วกลั้นใจตาย... รู้หรือไม่?

          เยว่ฉียังคงปลอบประโลม “ป้ายพวกนั้นล้วนเป็นบรรพบุรุษของเจ้า พวกเขาจะไม่ทำให้หลานสาวตัวน้อยอย่างเจ้าต้องลำบากใจหรอก ยิ่งรู้ว่าเจ้าได้รับความอยุติธรรม พวกเขายังจะคุ้มครองเจ้าด้วยซ้ำไป ไม่ต้องกลัวนะ”

          ลั่วหลินจิงยิ้มน้อยๆ ประกายตาเจิดจ้า ผงกศีรษะรับอย่างว่าง่าย “หลานไม่กลัวแล้วเจ้าค่ะ”

          ครั้งนี้นางไม่ได้พูดปด นางไม่กลัวจริงๆ ไม่ใช่เพราะว่าป้ายบรรพบุรุษตระกูลลั่วที่มืดทะมึนน่าสะพรึงกลัวพวกนี้ แต่เป็นเพราะว่าเสียงที่ปรากฏขึ้นมาอย่างแปลกประหลาดภายในหัวนั่นต่างหาก เขาผู้นั้นมีวิธีการประหนึ่งเทพเซียน สามารถเปลี่ยนร่างกายของนางให้แข็งแรงได้ภายในพริบตา ซ้ำเขายังบอกว่าจะช่วยเหลือนางด้วย

          ลั่วหลินจิงยิ่งคิดยิ่งคึกคัก มุมปากจึงยกสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

          เยว่ฉีไหนเลยจะรู้ว่าหลานสาวของตนในสมองมีตัวประหลาดเล็กจ้อยตัวหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ พอเห็นหลานเชื่อฟังตนอย่างว่าง่าย ก็ทั้งปวดร้าวทั้งแช่มชื่น จึงโอบร่างนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอด ลูบแผ่นหลังเบาๆ อยู่พักใหญ่ถึงค่อยเอ่ยว่า “น้าต้องไปแล้ว เป็นเด็กดีว่าง่ายนะหลานรัก”

          ลั่วหลินจิงพยักหน้าตอบ เดินออกไปส่งท่านน้าจนถึงนอกประตูศาลบรรพชน เอ่ยเสียงเบาว่า “ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”

          “ได้เลย” เยว่ฉีบีบแก้มของหลานสาวแล้วค่อยๆ ย่องจากไปอย่างอาลัย

          ลั่วหลินจิงกะพริบตาปริบๆ นางค้นพบอย่างประหลาดใจว่าตนสามารถมองเห็นร่างของท่านน้าได้อย่างแจ่มชัดท่ามกลางราตรีอันมืดมิด แม้แต่สีหน้าของอีกฝ่ายขณะกำลังพลิกร่างข้ามกำแพงก็ยังมองเห็น สายตานางไม่เคยดีแบบนี้มาก่อน นี่คงเป็นฝีมือของชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘ระบบ’ กระมัง

          ลั่วหลินจิงรอจนกระทั่งท่านน้าพลิกร่างข้ามกำแพงไปได้อย่างปลอดภัย เงาร่างหายลับไปจากสายตาแล้ว จึงค่อยกุมหัวใจดวงน้อยที่เต้นระทึกเอาไว้ ถอยกลับเข้ามาในศาลบรรพชนอย่างเร็วรี่

          หลังจากปิดประตูอย่างแน่นหนาแล้ว ลั่วหลินจิงก็มองซ้ายแลขวา พอแน่ใจว่าไร้ผู้คนจึงค่อยกดน้ำเสียงลงต่ำถามเบาๆ ว่า “พี่ชาย... ยังอยู่ไหม?”

          [ระบบที่ผูกตัวเองเข้ากับโฮสต์เรียบร้อยแล้วจะไม่จากไปหรอกครับ คุณสามารถสนทนากับผมได้ทุกเมื่อ ต่อให้มีคนอยู่ คุณก็ไม่จำเป็นต้องเปิดปาก เพียงคิดคำพูดที่ต้องการเอาไว้ในหัว ผมจะตอบกลับเอง]

          พอได้ยินน้ำเสียงราบเรียบเสนาะหูอีกครั้ง ลั่วหลินจิงจึงไม่รู้สึกว่ารอบด้านน่ากลัวอีกต่อไป นางได้ยินเขากล่าวย้ำว่าจะไม่จากไปไหน ในใจจึงแอบยินดีอย่างเงียบๆ

          หากพวกเขาสองคนสามารถคุยเล่นกันอยู่ในห้วงความคิดโดยที่คนอื่นๆ ไม่ได้ยิน นี่จะเป็นความลับเล็กๆ อันแสนซุกซนระหว่างพวกเขา ลั่วหลินจิงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ราวกับได้รับของวิเศษที่ตกเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียวมาชิ้นหนึ่ง เด็กสาวหัวเราะอย่างโง่งม พยายามชวนคุยโดยไม่เปิดปาก [เจ้ามีชื่อไหม ข้าจะเรียกขานเจ้าว่าอะไรดีล่ะ?]

          [ผมคือโปรแกรมเทพธิดา A3297]

          “ยาวจัง...” ใบหน้าดวงน้อยของลั่วหลินจิงยู่เป็นซาลาเปา ชั่วขณะหนึ่งก็ลืมที่จะพูดในสมองเหมือนเมื่อครู่แล้วพึมพำออกมาเสียงเบาว่า “ข้าจะขอเรียกเจ้าว่า... เสี่ยวเฉิน* ได้หรือไม่?”

          ระบบนิ่งไปหลายอึดใจ ก่อนตอบกลับว่า [อืมฮึ]

          เขาตกลงแล้ว! ลั่วหลินจิงยิ้มกว้างกับตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่ก็นึกถึงแผ่นโปร่งใสที่เห็นก่อนหน้านี้ขึ้นมา จึงถามอย่างอยากรู้ “เสี่ยวเฉิน ข้าอยากจะขอดูแผ่นใสๆ ที่เกี่ยวกับตัวข้าแผ่นนั้นอีกได้หรือไม่”

          เขาไม่ได้ตอบ แต่เบื้องหน้าลั่วหลินจิงกลับมีจอแสดงผลโปร่งใสแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นมาในพริบตา

          ระบบปฏิบัติการ :

          ชื่อแซ่ :                              ลั่วหลินจิง

          อายุ :                      11 ปี

          สติปัญญา :               ระดับ B

          ความแข็งแกร่ง :         ระดับ D

          ความว่องไว :             ระดับ F

          พลังจิต :                   ระดับ B

          พรสวรรค์ :                สื่อสารกับสรรพสัตว์

          คะแนนจิตพิสัย :         10 แต้ม (ถุงกำนัลสำหรับมือใหม่)

          คะแนนความเลื่อมใส :   0

          รัศมีเทพธิดา :            0

          ครั้งก่อนเคยเห็นมาแล้ว ครั้งนี้ลั่วหลินจิงจึงไม่ได้ประหลาดใจอีก นางมองข้ามแสงเรืองรองที่งดงามเหล่านั้นไปแล้วเงยหน้าขึ้นน้อยๆ จดจ้องไปยังตัวหนังสือที่อยู่บนแผ่นโปร่งแสงอย่างตั้งใจ จากการมองอย่างละเอียดนางพบว่า ตัวหนังสือไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แค่สัญลักษณ์ด้านหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นางจ้องไปยังสัญลักษณ์เหล่านั้น มองอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็บ่นออกมาอย่างหดหู่

          “ตัวอักษรบนแผ่นใสข้าล้วนรู้จักหมด แต่ว่าสัญลักษณ์ประหลาดที่ตามมาด้านหลังตัวอักษร ข้าไม่เข้าใจความหมาย”

          แม้ว่าระบบจะซิงค์กับตัวอักษรของมิตินี้แล้ว แต่กลับไม่สามารถซิงค์กับพยัญชนะได้ หน้าจอประมวลผลจึงยังคงแสดงออกมาอยู่เช่นเดิม เสี่ยวเฉินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วทำการปรับแก้ระบบ หลังจากคำนวณใหม่ก็เอ่ยว่า [ผมได้ทำการเปลี่ยนเป็นระบบนับแบบ ‘สัดส่วน’ ให้กับโฮสต์ หนึ่งส่วนจะมีค่าน้อยที่สุด สิบส่วนคือค่าคะแนนเต็ม แบบนี้คุณสามารถเข้าใจได้หรือยังครับ?]

          ลั่วหลินจิงเกรงว่าเสี่ยวเฉินจะรู้สึกว่านางโง่เขลา จึงรีบพยักหน้าตอบ “ถ้าเป็นตัวเลข... ข้าเข้าใจ”

          ชั่วพริบตาต่อมา พยัญชนะบนจอแสดงผลพลันเกิดความเปลี่ยนแปลง

          ระบบปฏิบัติการ :

          ชื่อแซ่ :                              ลั่วหลินจิง

          อายุ :                      11 ปี

          สติปัญญา :               ระดับ 6

          ความแข็งแกร่ง :         ระดับ 4

          ความว่องไว :             ระดับ 2

          พลังจิต :                   ระดับ 7

          พรสวรรค์ :                สื่อสารกับสรรพสัตว์

          คะแนนจิตพิสัย :         10 แต้ม (ถุงกำนัลสำหรับมือใหม่)

          คะแนนความเลื่อมใส :   0

          รัศมีเทพธิดา :            0

          ลั่วหลินจิงจดจำตัวเลขหลายตัวเอาไว้ จำได้ว่าเสี่ยวเฉินเคยบอกว่าสิบส่วนเท่ากับคะแนนเต็ม จึงเอ่ยถามว่า “สิ่งที่ข้าจะต้องทำต่อไป คือพยายามทำให้พวกมันเปลี่ยนเป็นสิบส่วนให้หมด ใช่หรือไม่?”

          [ใช่ครับ ผมจะเตรียมวิธีการฝึกฝนมากมายให้กับคุณ จะช่วยให้คุณสามารถเลื่อนระดับได้เร็วที่สุด แต่ก็นะ... คิดจะให้เต็มสิบทั้งหมดทุกช่อง คุณยังต้องอาศัยยาฟื้นฟูยีนขั้นกลางและขั้นสูงร่วมด้วย ของพวกนี้ คุณต้องช่วยยกระดับความสามารถของระบบผมด้วย คุณถึงจะได้รับ]

          นางจำได้ว่าที่กินไปก่อนหน้านี้ยังเป็นแค่ยาฟื้นฟูยีนขั้นต้นเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ร่างกายนางเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมาได้ ถ้าเช่นนั้น ขั้นกลางและขั้นสูงจะต้องยิ่งยอดเยี่ยมเป็นแน่ ใบหน้าเล็กๆ ของลั่วหลินจิงตื่นเต้นจนแดงก่ำไปหมด นางรีบเอ่ยว่า “เลื่อนระดับอย่างไร?”

          [ต้องใช้คะแนนความเลื่อมใส คุณต้องพยายามทำให้สิ่งมีชีวิตเช่นคนหรือสัตว์เกิดความรู้สึกเคารพต่อตัวคุณ จนเกิดเป็นความเลื่อมใสขึ้นมาภายในใจของพวกเขา คุณต้องทำให้พวกเขาเคารพเลื่อมใสจนขอติดตามอย่างเต็มใจ จากนั้นก็จะได้รับคะแนนความเลื่อมใสตอบแทน]

          “เลื่อมใสศรัทธา ติดตามอย่างเต็มใจ...” จะเป็นไปได้รึ? ประโยคนี้ ลั่วหลินจิงไม่กล้าเอ่ยออกจากปาก เลือดในกายที่ก่อนหน้านี้ร้อนระอุถูกน้ำสาดซัดจนเย็นเฉียบ

          เพราะรับรู้ได้ว่าโฮสต์มีความไม่แน่ใจ ส่งผลให้ขีดความกระตือรือร้นกำลังถดถอยลง เสี่ยวเฉินจึงรีบเอ่ยว่า [คุณมีพรสวรรค์ที่คนอื่นไม่มี สามารถสื่อสารกับสรรพสัตว์ได้ ขอเพียงใช้พรสวรรค์นี้อย่างรอบคอบร่วมกับพลังจิต สรรพสัตว์ทั้งหลายจะศิโรราบต่อคุณ ปล่อยให้คุณควบคุมพวกเขาได้ตามแต่ใจ กระทั่งยอมกลายเป็นดวงตา ใบหู หรือแม้แต่อาวุธของคุณ ลองคิดดูให้ดีนะครับ พลังจิตขั้นสูงสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์รูปแบบนี้ แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็ยังสามารถส่งใจไปโน้มน้าวให้กลายมาเป็นพวกได้ มาเป็นมือเป็นเท้าให้คุณหยิบจับใช้สอยได้หมด]

          เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นของโฮสต์ เสี่ยวเฉินจึงเลือกใช้สำนวนโวหารเกินจริง แล้วจัดการวาดขนมเปี๊ยะ* เสียทั้งกลมทั้งใหญ่เอาไว้ล่อเด็ก หลังจากเอ่ยจบ เสี่ยวเฉินค่อยพบว่าใบหน้าของโฮสต์ตัวน้อยมีแต่ความมึนงง จ้องไปที่เบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยเหมือนเพิ่งอัพยามา ใบหน้าดวงน้อยกลายสภาพเป็น (⊙o⊙) แบบนี้ไปเสียแล้ว!      

          [...] เสี่ยวเฉิน

          จำได้ว่า ‘การล่อลวงผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ’ แบบนี้จะผิดกฎหมายของจักรวาลอยู่นะ เสี่ยวเฉินรีบตรวจสอบระบบของตนเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูท่าเจ้านายจะไม่ได้ติดตั้งโปรแกรม ‘กฎหมายอัตโนมัติ’ ไว้ในเครื่องเขา เสี่ยวเฉินกระแอมกระไอเลียนแบบมนุษย์ออกมาคำหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ [แน่นอนว่า ทั้งหมดอาจต้องพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ตอนนี้คุณอาจจะต้องเริ่มฝึกจาก... มัน... ตัวนั้นไปก่อน]

          มัน... ตัวไหน?

          ลั่วหลินจิงเพิ่งจะถูกเสี่ยวเฉินล่อหลอกเสียจนมึนงง ภายใต้การชักนำของเสี่ยวเฉิน นางเอี้ยวหน้าไปมองช้าๆ

          ใต้โต๊ะบูชา หัวเล็กๆ หัวหนึ่งซุกชิดข้างมุมโต๊ะ ดวงตาเล็กๆ คู่หนึ่งกำลังจับจ้องลั่วหลินจิงอย่างสนอกสนใจ

          เจ้านกกระจอกตัวน้อยยังไม่ได้จากไปไหน พอได้ยินเสียงคนก็ไปหลบอยู่ใต้โต๊ะบูชา ต่อมาลั่วหลินจิงปิดประตูลง มันจึงออกไปไม่ได้ เลยหลบพลางมองเด็กสาวตัวน้อยที่แปลกประหลาดคนนี้พูดกับตัวเอง

          สองสายตาประสานกัน...

          เจ้านกน้อยตกใจจนถอยไปข้างหลังหลายก้าว ปีกน้อยๆ คู่หนึ่งกางปกป้องทางด้านหน้าไว้อย่างแน่นหนา ดวงตาเหลือบซ้ายแลขวา คิดจะหาหนทางเผ่นแน่บ

          แววตาของเด็กสาวคนนี้ออกจะน่ากลัวอยู่บ้าง ทำเอานกตกใจจะตายแล้ว!

          ลั่วหลินจิงมองเจ้านกน้อยที่คึกคักเป็นพิเศษ กระโดดไปกระโดดมาอยู่ใต้โต๊ะบูชาตัวนั้นด้วยสองตาเป็นประกาย นางรู้สึกบรรลุในบัดดล

ครูฝึกอสูร

          จริงด้วย ทำไมนางถึงได้โง่ขนาดนี้นะ นางไม่มีทางทำให้ผู้คนชมชอบหรือเลื่อมใสในตัวนางได้ แต่สามารถทำให้สัตว์เล็กๆ มารักก็ได้นี่! นางจำได้ว่าตั้งแต่เด็กจนโตนางเป็นคนชอบคุยเล่นกับสัตว์ อาจเป็นเพราะนางเหงา ซ้ำยังรู้สึกไปเองว่าสัตว์เหล่านี้ปรารถนาดีกับตน พอนางผูกมิตรด้วย พวกมันก็ยิ่งเข้าหาเสียด้วยซ้ำ

          เสียดายที่ต่อมาท่านน้าเกิดพบเห็นเข้า หลังจากนั้นเยว่ฉีก็ห้ามมิให้ลั่วหลินจิงเล่นพิเรนทร์แบบนั้นอีก แต่ก่อนลั่วหลินจิงยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุ ทว่าหลังจากท่านน้าคลอดลั่วเสวียนออกมาแล้วมีปานบนหน้า บ้านใหญ่ก็ไม่มายุ่งกับพวกนางอีก ตอนนั้นนางถึงเข้าใจเจตนาของท่านน้า

          ในแคว้นต้าโจว มีคนประเภทหนึ่ง พวกเขาได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนอย่างยิ่งยวดเพราะสามารถบงการสรรพสัตว์ให้มาทำงานรับใช้ตนได้ ขณะเดียวกันก็รับรู้ได้ถึงทิศทางความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรและสัตว์วิเศษ จึงสามารถป้องกันไม่ให้พวกมันข้ามธารน้ำแข็งและป่าทึบ บุกเข้ามาในแคว้นต้าโจวและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั้งหลาย

          คนประเภทนี้ถูกเรียกว่า ‘ครูฝึกอสูร’

          ครูฝึกอสูรเดิมทีก็มีจำนวนน้อยนิด ยิ่งสตรียิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ หากลั่วฮูหยินพบความผิดปกตินี้เข้าตั้งแต่นางยังเล็ก เกรงว่านางคงไม่มีโอกาสมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้

          ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกับตอนนั้น นางอายุสิบเอ็ดปีแล้ว อีกทั้งยังมีเสี่ยวเฉินคอยให้ความช่วยเหลือ

          ลั่วหลินจิงกุมหัวใจดวงน้อยของตนเองที่เต้นระทึก เอ่ยถามอย่างกระอักกระอ่วนใจว่า “เสี่ยวเฉิน สตรีเช่นข้าจะเป็นครูฝึกอสูรได้หรือ?”

          เสี่ยวเฉินดูแคลนท่าทางขลาดกลัวของนาง ด้วยการตอบกลับอย่างเย่อหยิ่งยิ่ง [ได้สิครับ ครูฝึกอสูรในโลกของคุณต้องการระดับพลังจิตแค่สามหรือสี่เท่านั้น ต่อให้เป็นครูฝึกอสูรขั้นสูงสุด ก็ไม่เกินระดับแปด คำที่พวกเขาเรียกว่า ‘ควบคุมสัตว์’ จริงๆ ก็แค่ส่งพลังจิตเข้าไปในสมองส่วนหน้าของบรรดาสัตว์ แล้วออกคำสั่งกับพวกมัน แต่ผมคิดว่าทำแบบนั้นออกจะไร้สาระไปสักหน่อย ออกคำสั่งครั้งหนึ่งควบคุมได้เพียงแค่สองสามตัว ถ้าหากเจอกับสัตว์ร้ายกาจมาก ควบคุมไม่สำเร็จอาจจะโดนย้อนศรกลับมาทำร้ายตนเองอีก

          พลังจิตของคุณตอนนี้มีถึงระดับ 7 นับว่าสูงทีเดียวแต่อาจติดตรงที่ร่างกายคุณยังอ่อนแอและอายุยังน้อย ทั้งยังไม่มีคนคอยชี้แนะการใช้พลังจิตให้ คุณถึงไม่รับรู้ขีดความสามารถของตนเอง พรสวรรค์ของคุณคือสื่อสารกับสรรพสัตว์ คุณสามารถสื่อสารกับบรรดาสัตว์ผ่านการสนทนาได้ หากว่าผสานความสามารถนี้ร่วมกับการใช้พลังจิตด้วยแล้ว คุณจะสั่งการสัตว์ทั้งฝูงก็ยังได้ ความสามารถระดับ ‘อสุรจารย์’ เช่นคุณร้ายกาจกว่าครูฝึกอสูรระดับสูง ไม่รู้ตั้งกี่เท่า]

          ลั่วหลินจิงฟังเสี่ยวเฉินพล่ามยกยอนางอย่างเงียบๆ ในตอนนี้นางเริ่มจะเคยชินบ้างแล้ว สรุปคือในสายตาของเสี่ยวเฉิน อนาคตของนางรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง!

          ลั่วหลินจิงก็ดีใจอยู่หรอก ขอเพียงเสี่ยวเฉินรู้สึกว่านางมีประโยชน์ก็พอ เพราะนางชอบที่จะมีเขาอยู่เป็นเพื่อน นางยิ้มอย่างประจบ “เสี่ยวเฉิน ข้าจะพยายามทำให้บรรดาสัตว์ชอบพอข้า เลื่อมใสข้า แบบนี้ก็ช่วยเจ้ายกระดับได้แล้วเหมือนกัน ถูกต้องไหม?”

          เสี่ยวเฉินพบว่าจิตใต้สำนึกของโฮสต์ต่อต้าน หรือเรียกได้ว่าหวาดกลัวมนุษย์อยู่บ้าง ตอนที่เขาเอ่ยว่า ‘อยากให้นางได้รับคะแนนความเลื่อมใสจากมนุษย์’ นางก็ดูไร้ความมั่นใจโดยสิ้นเชิงและไม่เห็นสลักสำคัญที่จะร่วมมือกับเขา แต่พอเอ่ยถึงสิงสาราสัตว์ เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวผ่อนคลายลงไปมาก

          เสี่ยวเฉินไม่คิดเปิดโปงความในใจของนาง และเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายลำบากใจ จึงตอบไปว่า [ถูกต้องครับ ค่อยๆ พัฒนาไปทีละก้าว ทีละก้าว ผมจะช่วยคุณเอง]

          ในขณะที่ลั่วหลินจิงรู้สึกวางใจ อีกใจก็นึกร้อนวิชา อยากจะลองควบคุมสัตว์ดูสักตัว เอาเจ้านกน้อยตัวนี้แหละ!

          “เจ้านกน้อย ไม่ต้องกลัวนะ ข้าแค่อยากจะคุยด้วยเท่านั้น”

          ภายในศาลบรรพชนที่มืดสนิท ร่างเล็กของเด็กสาวเดินย่องไปหานกน้อยทีละก้าว ละก้าว ตื่นเต้นเสียจนใจสั่นไปหมด นางไม่รู้ว่าท่าทางของตนและสายตามุ่งมั่นแบบนี้ หากมองผ่านแสงเทียนแล้วจะดูพิลึกพิลั่นขนาดไหน แน่นอนว่านางย่อมไม่เข้าใจความหวาดกลัวของเจ้านกน้อยในเวลานี้

          นกน้อย “...”

          ร่างของเจ้านกน้อยถูกความหวาดกลัวผลักดันจนกระโดดขึ้นลงโหยงเหยง ไม่รู้ว่าตกใจจนงี่เง่าไปแล้วหรือไม่ มันขยับปีกอยู่หลายครั้ง แต่ก็บินหนีไม่ไหว

          ลั่วหลินจิงมองนกกระจอกที่กระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่งใต้โต๊ะบูชา ชั่วขณะหนึ่ง นางไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี ผ่านไปสักพักจึงค่อยนึกขึ้นมาได้ว่าตนอาจจะทำให้มันตกใจจึงรีบถอยหลังแล้วยกมุมปากขึ้นส่งยิ้มอ่อนหวานเป็นพิเศษ พยายามทำให้ตนเองดูไม่มีพิษภัย ในใจคิดว่าจะต้องปลอบเจ้านกให้ดีๆ ต้องทำให้มันชอบนาง

          หลังจากที่ลั่วหลินจิงยืนนิ่งไม่ขยับ เสี่ยวเฉินก็ตรวจพบว่าพลังจิตของลั่วหลินจิงเกิดความผันผวน เส้นพลังจิตที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งลอยไปยังหัวของนกกระจอกน้อยอย่างเชื่องช้า ทะลวงเข้าไปอย่างหยั่งเชิง ชั่วครู่ให้หลัง นกกระจอกที่ร้อนรนพลุ่งพล่านมาตลอดก็ค่อยๆ สงบลง

          เสี่ยวเฉินออกจะประหลาดใจอยู่บ้าง ในสถานการณ์ที่ไร้คนชี้แนะเช่นนี้นางกลับสามารถส่งเส้นพลังจิตออกไปได้ด้วยตนเอง อธิบายได้คำเดียวว่าเด็กหญิงตรงหน้าไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ แต่อาจเข้าขั้นอัจฉริยะ! อืม... โฮสต์ที่เขาเลือกนี่ไม่ธรรมดา!

          ลั่วหลินจิงมองเจ้านกกระจอกที่ยืนมองนางนิ่งๆ ดูไม่แตกตื่นเหมือนก่อนหน้า นางค่อยๆ เขยิบไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวอย่างระมัดระวัง นั่งยองๆ ลงแล้วเอ่ยกับมันว่า “สวัสดี... เจ้ามีนามว่าอะไร?”

          ดวงตาเล็กหยีของนกน้อยกะพริบปริบๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ มันก็รู้สึกว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก รอยยิ้มก็หวานหยด น้ำเสียงอ่อนหวานดูไพเราะน่าฟัง

          นกน้อยเอียงหัว เปล่งเสียงตอบกลับว่า “ชื่อของข้าคือ... หม่าเชว่*?”

          ลั่วหลินจิงเบิ่งตาโต เดิมทีเสียงที่ตอบกลับควรจะเป็นเสียงนกร้อง แต่พอแว่วเข้าหูนาง กลับเปลี่ยนเป็นคำพูดที่นางสามารถฟังเข้าใจได้ แม้ว่าเสียงตอบนี้จะแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในอากาศ แต่นางก็ได้ยินอย่างชัดเจน นกน้อยตัวนี้มีเสียงราวกับเด็กอายุสองสามขวบ

          นี่มันพิสดารเกินไปไหม!

          เจ้านกน้อยไม่รู้ว่าลั่วหลินจิงกำลังตกใจจนตาค้างเพราะคำพูดของตน มันยังคงวุ่นวายใจกับปัญหาเรื่องชื่อเสียงเรียงนาม มันนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เอ่ยแก้ “จะพูดให้ถูก... หม่าเชว่ก็ไม่นับว่าเป็นชื่อหรอกนะ... เฮ้อ เพื่อนข้าทุกคนก็ชื่อว่าหม่าเชว่กันทั้งนั้นแหละ... แท้จริงแล้วข้าไม่มีชื่อหรอก”

          เห็นหัวเล็กๆ ลู่ลงชวนน่าสงสาร ลั่วหลินจิงรีบเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่มีชื่อก็ตั้งเอาสักชื่อดีไหม แบบนั้นก็นับว่ามีแล้ว”

          “แต่ข้าไม่รู้จะตั้งว่าอะไรดีนี่ ข้าอยากจะงดงามเช่นเดียวกับบุปผชาติในลานกว้าง แบบนั้นทุกคนจะได้ชมชอบ อิจฉาข้า” เจ้านกน้อยไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังปลอบตนอยู่ ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของมันทำให้คนมองรู้สึกสงสาร

          บุปผชาติ? ดวงตากลมโตกลอกวนไปมารอบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจออกมาว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เรียกว่าฮวาเจียวก็แล้วกัน งดงามราวกับดอกไม้”

          [...] เสี่ยวเฉิน

          เสี่ยวเฉินอยากจะกระซิบนางกลับไปว่า ‘นี่คุณ การตั้งชื่อให้กับสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เรื่องผิด แต่ช่วยคิดถึงความไพเราะหน่อยจะได้ไหม? ตั้งชื่อว่าฮวาเจียว* ให้กับนกกระจอกตัวหนึ่งเนี่ยนะ... แหม มันคงจะดีใจตายแหละ!’

          “ฮวาเจียว?” จู่ๆ หัวเล็กๆ ก็แหงนเงยขึ้นมา เจ้านกกระจอกน้อยตีปีกอย่างดีใจ ร้องว่า “ดีสิ ดีสิ ฮวาเจียว ข้าชอบมาก” หลังจากวันนี้ไป มันก็จะเป็นนกกระจอกที่มีชื่อ แตกต่างจากเจ้างี่เง่าพวกนั้นแล้ว นกกระจอกน้อยยืดอกอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกว่าขนทุกเส้นบนร่างของตนขึ้นเงาวาววับมาทันที

          “เจ้าชอบหรือ งั้นดีเลย” เป็นครั้งแรกที่นางตั้งชื่อให้คน ไม่ใช่สิ... ให้นก แล้วได้รับคำชม ลั่วหลินจิงก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน

          เสี่ยวเฉินมองหนึ่งคน หนึ่งนก ที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเบิกบาน จู่ๆ พลันรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกิน

          [ติ๊ง ได้รับคะแนนจิตพิสัย 2 แต้ม จากฮวาเจียว]

          ในสมองมีเสียงกระดิ่งที่เสนาะใสแว่วมา ลั่วหลินจิงตะลึง ถามในใจว่า [เสี่ยวเฉิน นี่คืออะไร?]

          [นี่คือคะแนนจิตพิสัยที่นกกระจอกตัวนี้มอบให้คุณ นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีนะครับ ผมว่ามันชื่นชมคุณนะ อาจรู้สึกว่าคุณเป็นคนน่ารัก มันจะเริ่มชอบคุณอย่างช้าๆ จากนั้นก็จะเกิดความรู้สึกเลื่อมใส พอถึงขั้นนั้นคุณก็จะได้รับคะแนนความเลื่อมใสจากมันไปอีกต่อหนึ่ง]

          เพียงแค่นี้ก็ชื่นชมนาง รู้สึกว่านางน่ารักแล้วรึ?

          หลายปีมานี้ ลั่วหลินจิงได้รับแต่ความเหยียดหยามดูแคลนจากคนในจวนลั่ว พอรู้ว่านกตัวหนึ่งชื่นชมตน ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด สัตว์ตัวเล็กๆ คบหาง่ายกว่ามนุษย์มากมายนัก แล้วก็น่ารักมากกว่าด้วย รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วหลินจิงอ่อนโยนขึ้นอีกหลายส่วน นางยื่นนิ้วออกมาไล้ปีกที่กระเซิงเพราะกระโดดโลดเต้นของเจ้านกน้อย

          เจ้านกน้อยกางปีกให้นางลูบ ท่าทีเคลิบเคลิ้มเบาสบายนั่นชวนให้หัวเราะเสียเหลือเกิน

          เห็นมันอารมณ์ดี นางจึงเลียบๆ เคียงๆ ถาม “เสี่ยวฮวาเจียว ข้าขอความช่วยเหลือสักอย่างได้หรือไม่? แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าด้วยเมล็ดข้าวฟ่างหนึ่งกำมือทุกวันเลย”

รุ่งอรุณแห่งสารทฤดู

          “ได้สิ ข้ายังสามารถเรียกเพื่อนของข้ามาช่วยเจ้าได้อีกด้วยนะ” เจ้านกน้อยตอบตกลงอย่างง่ายดาย มันไม่สนใจข้าวฟ่างน้อยนิดนั่นหรอก เด็กสาวคนนี้ช่วยตั้งชื่อที่น่าฟังให้มัน มันต้องตอบแทนนาง เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว มันเป็นนกนิสัยดี รู้จักตอบแทนบุญคุณเหมือนกันนะ

          “ขอบใจจ้ะ ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยสืบข่าวว่าเจ้านายในเรือนใหญ่ทั้งหลายกำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะนายหญิงตระกูลลั่ว นางก็คือสตรีที่อาศัยอยู่ในเรือนหลังที่สวยที่สุดทางทิศใต้ของจวน ข้าอยากให้เจ้าจับตาดูว่าทุกๆ วันนางพูดอะไร ทำอะไรบ้าง แล้วช่วยมากระซิบเตือนข้าบ้าง ได้หรือไม่?”

          จำได้ว่าเสี่ยวเฉินเคยเปรยว่า สัตว์เล็กๆ เหล่านี้สามารถเป็นหูเป็นตาให้นางได้ ซึ่งก็เยี่ยมเลย เพราะนางไม่อยากถูกคนอื่นวางแผนเล่นงานอย่างไม่รู้ตัวเฉกเช่นเหตุการณ์ตกน้ำในวันนี้อีก

          เสี่ยวเฉินได้ยินคำพูดของลั่วหลินจิงก็รู้สึกพอใจเช่นกัน โฮสต์ของเขาเริ่มรู้จักใช้จุดเด่นของตนเองในการหลบเลี่ยงภยันตรายแล้ว นี่เป็นก้าวแรกของการพัฒนา

          “ตกลง หน้าห้องของนางมีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ข้ามักจะแวะไปพักผ่อนที่นั่นประจำ เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าจับตาดูนางเอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า” นกกระจอกน้อยถูกลูบขนเสียจนเคลิ้ม แทบจะตบอกรับประกันเลยทีเดียว

          ลั่วหลินจิงรู้สึกว่าจะงอยปากจิ๋วๆ ที่ร้องจิ๊บๆ ส่งเสียงไม่มีหยุดของมันช่างน่ารักนัก นางตอบกลับเสียงหวาน “ขอบใจนะฮวาเจียว”

          “ไม่ต้องเกรงใจ” เสี่ยวฮวาเจียวออกจะขัดเขินอยู่บ้าง มันเงยหน้าขึ้นมองไปยังด้านนอก “ข้าต้องกลับบ้านแล้วล่ะ”

          “อืม” ลั่วหลินจิงยื่นมือไปทางมัน เจ้านกกระจอกลังเลเพียงครู่ ก็กระโดดขึ้นมาบนฝ่ามือของนาง

          นางผลักประตูบานใหญ่สีแดงชาดที่หนาหนัก ยื่นมือออกไปทางรอยแง้มประตู เสี่ยวฮวาเจียวเอาหัวดุนดันข้อมือของนาง กระทืบเท้าทิ้งท้าย แล้วบินออกนอกลานไป

          ความรู้สึกที่กรงเล็บน้อยๆ เตะลงตรงกลางฝ่ามือชวนให้คันยิบๆ ลั่วหลินจิงคลึงฝ่ามือ รอยยิ้มตรงมุมปากไม่ว่าอย่างไรก็รั้งไว้ไม่อยู่

          ตอนนี้พ้นช่วงยามสามไปนานแล้ว เมฆดำก้าวเข้ามาบดบังแสงจันทรา ด้านนอกของลานมืดสนิท แต่ในใจนางกลับสว่างเจิดจ้า นางยกมือขึ้นลูบศีรษะของตนเบาๆ เอ่ยในใจเงียบๆ ว่า [ขอบใจนะ เสี่ยวเฉิน]

          [ไม่ต้องเกรงใจครับ] เสี่ยวเฉินยังคงมีน้ำเสียงโทนเฉกเช่นที่เป็นมา

          ลั่วหลินจิงอุ่นใจเป็นพิเศษ จิตใจที่ตื่นกลัวถูกความอบอุ่น ยินดี เคลื่อนเข้ามาแทนที่ทีละน้อย

 

          รุ่งอรุณแห่งสารทฤดู

          สายลมโชยเอื่อย ตะวันทอแสงอ่อนโยน บนต้นหวู่ถงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างกำแพงสวน นกเล็กๆ หลายสิบตัวกำลังชุมนุมกัน ส่งเสียงจิ๊บๆ ไม่หยุด บรรดาสาวใช้ที่กวาดใบไม้ร่วงได้ยินเข้า ก็อดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ถึงมีนกมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

          เด็กสาวที่งดงามนางหนึ่ง เดินนำสองสาวใช้และบ่าววัยกลางคนอีกคนผ่านลานขนาดเล็กเข้าไปในเรือนใหญ่ เจ้านกกระจอกที่เดิมทีกระโดดโลดเต้นร้องเสียงดัง จู่ๆ ก็นิ่งลงกะทันหัน มันจ้องมองคนกลุ่มนั้นอยู่สักพักก็กระพือปีกบินตามไป

          เจ้านกน้อยหยุดอยู่ข้างหน้าต่าง เอียงคอพลางแอบฟังความเคลื่อนไหวภายในห้อง ฟังไปสักพักก็กลัวว่าจะฟังพลาดจึงจิ้มจะงอยปากบนกระดาษหน้าต่างจนเป็นรูโหว่แล้วยื่นหัวเล็กๆ ของตนเข้าไป

          หัวอยู่ในห้อง แต่ปีกและขายังอยู่นอกขอบหน้าต่าง มันรู้สึกว่าตนเองพรางตัวได้ไม่เลว จุดที่เลือกสอดแนมก็หาได้เหมาะเจาะเพราะสามารถมองเห็นและฟังเสียงคนในห้องได้อย่างชัดเจน มันผงกหัวเล็กๆ หงึกๆ อย่างพออกพอใจแล้วตั้งใจแอบฟัง

          บนที่นั่งตำแหน่งประธานภายในเรือนใหญ่ มีสตรีแต่งกายหรูหรานางหนึ่งนั่งอยู่ สตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม ปักปิ่นทองคำหยกขาวไว้ในเรือนผม บนข้อมือสวมกำไลหยกสีเขียวสด บนร่างสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มเหลือบแดง แม้จะทำให้ดูสูงวัยอยู่บ้างแต่อีกนัยก็ทำให้นางดูเยือกเย็นและมีสง่าราศี

          ตรงที่นั่งด้านขวามือของนางมีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ นางสวมชุดหลิวเซียนฉวินสีชมพูอ่อนปักลายดอกเยว่ลี่ฮวาบนลำคอบอบบางแขวนจี้หยกหรูอี้สั่ว* เลี่ยมทอง ผมของนางถูกเกล้าอย่างประณีตเป็นมวยคู่และมีเครื่องประดับผมรูปผีเสื้อสีทองตัวน้อยประดับเอาไว้ด้วย ขับให้นางดูงดงามน่ารักเป็นนักหนา

          เด็กสาวนั่งก้มศีรษะอยู่ สีหน้าออกจะวิตกอยู่บ้าง บางคราวก็แอบช้อนตามองสตรีที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานเป็นระยะๆ

          เมื่อวานลั่วฮูหยินต้องอดตาหลับขับตานอน เฝ้าดูแลบุตรชายคนเล็กอยู่ตลอดทั้งคืน เวลานี้จึงมีสีหน้าอ่อนล้า นางจิบชาร้อนพลางเอ่ยเสียงเย็นว่า “พูดมา เมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

          ลั่วหลินหยูห่อไหล่ ใบหน้าก้มต่ำลงไปอีก “ข้าไม่ได้ตั้งใจ คนที่ข้าผลักลงน้ำเดิมทีคืออาจิ่ว คิดไม่ถึงว่าก่อนตก นางยังจะกล้าลากน้องเล็กลงไปด้วย นางจะต้องจงใจแน่!”

          “หุบปาก! เจ้าอยากจะจัดการนางอย่างไรแม่ไม่เคยห้าม แต่ทำไมไม่ดูแลน้องชายให้ดีๆ หากว่าสู่เอ๋อเกิดอะไรขึ้น ต่อไปพวกเราสองแม่ลูกยังจะพึ่งใครได้อีก?” เมื่อวาน ตอนที่สาวใช้มารายงานว่าสู่เอ๋อตกลงไปในสระ นางตกใจจนวิญญาณแทบหลุด บุตรสาวอายุก็ไม่น้อยแล้ว กลับทำตัวไม่รู้ความ เรื่องนี้เป็นอะไรที่ลั่วฮูหยินปวดหัวที่สุด

          ภายในจวนลั่วแห่งนี้ ดูผิวเผินนางคล้ายมีอำนาจในมือ มีแต่คนนับหน้าถือตา แต่แท้จริงกลับมิได้เป็นเช่นนั้น แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะ

ไว้วางใจยอมมอบจวนนี้ให้นางดูแล ทว่าส่วนที่สำคัญที่สุดยังคงอยู่ในมือของนังแก่นั่น ที่น่ากลัวก็คือ ฮูหยินใหญ่คนก่อนเสียชีวิตไปนานแล้วแต่บุตรชายของนางกลับยังมีสถานะเป็นทายาทอันดับหนึ่งของจวนลั่วอย่างถูกต้องชอบธรรม

          คุณชายใหญ่ลั่วจวิ้น นับเป็นชายหนุ่มที่มุมานะคนหนึ่ง เขาเพิ่งจะมีอายุสิบเจ็ดปี ทว่าสอบได้ตำแหน่งข้าราชการระดับมณฑลตั้งแต่อายุยังน้อย หากต่อไปสอบผ่านระดับประเทศอีกละก็ ช่วงที่ทำการคัดเลือกต่อหน้าพระพักตร์อาจได้รับพระเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ก็เป็นได้ ขอเพียงเขาสอบได้หนึ่งในสามอันดับแรกของระดับประเทศ ตำแหน่งประมุขตระกูลลั่วคนต่อไปคงตกอยู่ในมือเขาเป็นแน่

          แต่จะว่าไป... สู่เอ๋อบุตรชายคนเล็กของนางก็มุมานะไม่แพ้กัน ซ้ำยังโชคดีกว่าที่มีนางเป็นอีกหนึ่งแรงหนุน หากคิดจะช่วงชิงความเป็นหนึ่งกับลั่วจวิ้นก็ไม่แน่ว่าจะไม่ได้ เวลานี้พวกนางสองแม่ลูกคงต้องเกาะบุตรชายคนเล็กเป็นหลักพึ่งพิงแล้ว

          ลั่วหลินหยูถูกเลี้ยงดูพะเน้าพะนอมาอย่างดี ไม่เคยโดนมารดาตำหนิเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่รู้ถึงความกลัดกลุ้มใจของมารดา พอได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเถียงเสียงดังกลับไปทันที “เป็นลั่วหลินจิงที่ผลักน้องเล็กตกน้ำ ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย! ข้าเกลียดนาง เกลียดนาง!”

          ลั่วฮูหยินชี้หน้าบุตรสาวที่ยังไม่สำนึก ตวาดกลับ “เจ้าเป็นหยกทองคำ นางเป็นเพียงก้อนกรวด เทียบกันได้ที่ไหน เจ้าจะไปยุ่งกับนางทำไม!”

          เห็นว่าสองแม่ลูกตั้งท่าจะทะเลาะกันอยู่รอมร่อ ป้าจี้บ่าวคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังลั่วฮูหยินมาตลอด  จึงรีบก้าวเข้ามาเอ่ยปลอบ “คุณหนูเจ้าคะ... ท่านเลอค่าดั่งกิ่งทองคำใบไม้หยก อาจิ่วไหนเลยจะเทียบเคียงความสูงศักดิ์ของท่านได้แม้หนึ่งในหมื่นส่วน หากตอนนั้นท่านกับคุณชายน้อยมีอันตราย ฮูหยินจะเสียใจมากเพียงใด”

          ลั่วหลินจิงกำเนิดจากอนุภรรยาก็จริง แต่ก็เป็นถึงบุตรสาวคนโตของจวนลั่ว ตามกฎแล้วนางสมควรเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนแห่งนี้ ทว่าลั่วหลินหยูที่อายุน้อยกว่าลั่วหลินจิงเพียงไม่กี่เดือนไหนเลยจะยอมถูกผู้คนเรียกว่าคุณหนูรอง ด้วยเหตุนี้นางจึงร้องไห้โวยวายไม่หยุด

          ลั่วฮูหยินเดิมก็ไม่ชมชอบในตัวลั่วหลินจิงอยู่แล้ว จึงให้ท้ายบุตรสาวตน ใช้ฐานะฮูหยินใหญ่ในบ้านตั้งชื่อเล่นอีกชื่อให้กับลั่วหลินจิงเสียเลย

          เนื่องจากชื่อเต็มๆ ของนางคือ หลินจิง... คำว่า ‘จิง’ อีกนัยหนึ่งก็ใช้เรียกดอกของผักจิ่วไช่* ถ้าเช่นนั้น นางก็ชื่อเล่นว่าจิ่วไช่ไปเสียเลยสิ

          ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลั่วหลินจิงจึงมีอีกชื่อว่า ‘อาจิ่ว’ ไปโดยปริยาย

          ด้วยความที่ลั่วหลินจิงมีสุขภาพร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก เยว่ฉีเองก็เคยได้ยินมาว่าหากตั้งชื่อเล่นให้เด็กสักชื่อ เลือกที่ไม่สูงส่งมากนัก เทพเซียนก็จะเอ็นดูให้เด็กคนนั้นเลี้ยงง่าย แม้จะรู้ดีว่าชื่อเล่นนี้แฝงเจตนาเหยียดหยามดูแคลนแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง

          ภายใต้การยุยงส่งเสริมของลั่วฮูหยิน ทั่วทั้งจวนตั้งแต่นายยันบ่าวจึงเรียกลั่วหลินจิงว่า ‘อาจิ่ว’

          นับจากนั้นเป็นต้นมา คุณหนูของจวนลั่ว จึงมีเพียงลั่วหลินหยูที่เป็นกิ่งทองคำใบไม้หยก ส่วนลั่วหลินจิงที่เดิมควรเป็นคุณหนูใหญ่เลยกลายเป็นแค่ ‘อาจิ่ว’ ที่ฟังไม่เข้ากลุ่มกับบรรดาทายาทที่เหลือ

          “ข้าไม่สน!” ลั่วหลินหยูเอาแต่ใจจนเคยชิน ยามรั้นขึ้นมายังกล้าเถียงมารดาแท้ๆ ไหนเลยจะฟังคำทัดทานตักเตือนของบ่าวรับใช้คนหนึ่ง นางทำตาแดง ตะโกนว่า “ข้าเกลียดนาง! น้องหมิงซีเป็นญาติของเราแท้ๆ เมื่อวานกลับบอกว่าอาจิ่วหน้าตางดงามกว่าข้า ข้าเป็นถึงบุตรีฮูหยินใหญ่แห่งจวนลั่ว นางถือดีอะไรมาชิงดีชิงเด่นกับข้า เห็นหน้านางข้าก็โมโหแล้ว!”

          นับวันลั่วหลินจิงยิ่งเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นโฉมสะคราญเฉกเช่นมารดาและน้าสาว ต่อให้เรือนร่างยังแบบบางอยู่มาก แต่ความงามระดับนั้นไหนเลยจะปกปิดได้โดยง่าย กลัวเสียแต่ว่าอีกสองปีข้างหน้าจะปิดไม่มิดมากกว่า

ฝีดาษ...

          ป้าจี้เป็นอดีตแม่นมของคุณหนูรองจางจนกระทั่งนางก้าวขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่คนปัจจุบันของตระกูลลั่ว จึงไม่ต้องพูดถึงความจงรักภักดีที่ป้าจี้มีต่อเจ้านาย ครั้นเห็นท่าทางน้ำตาคลอปานจะหยาดหยดของคุณหนู ป้าจี้ก็รู้สึกสงสารจนอดกล่าวไม่ได้ว่า  “ฮูหยินเจ้าคะ ที่คุณหนูพูดมาก็มีเหตุผล ผ่านไปอีกสองปีทั้งคุณหนูและอาจิ่วก็จะถึงวัยสมควรต้องออกเรือน ถึงตอนนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าต้องไหว้วานท่านที่เป็นแม่ใหญ่ ให้พาสาวน้อยทั้งสองออกงานพร้อมกันแน่ อาจิ่วนั้นแม้ว่าสถานะภายในบ้านของนางจะสู้คุณหนูของเรามิได้ แต่ใบหน้านางเตะตาจนเกินไป เกรงว่า...”

          ป้าจี้ยังไม่ทันเอ่ยจบ ลั่วฮูหยินก็เข้าใจ

          สตรีในแคว้นต้าโจว ครั้นอายุครบสิบสองย่างสิบสามก็จะถูกมารดาพาออกไปข้างนอก ไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้านบ้าง เยี่ยมญาติบ้าง หากเป็นเด็กสาวจากตระกูลสูงก็จะมีการออกงานสังคม พบปะเยี่ยมเยียนบรรดาฮูหยินของจวนอื่น ที่ต้องทำแบบนี้ เหตุผลประการแรกก็เพื่อให้สาวน้อยทั้งหลายได้ไปเปิดหูเปิดตา รู้เห็นโลกกว้าง ประการที่สอง เพื่อให้ฮูหยินทั้งหลายได้มองหาศรีสะใภ้ที่เหมาะสมไว้ให้กับบุตรชายของตน เมื่อถึงวัยออกเรือนจะได้มาเยี่ยมเยียนสู่ขอหญิงสาวที่หมายตาได้ทันท่วงที

          ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวทั้งหลายจึงหมั้นหมายตั้งแต่อายุครบสิบหก หากแม่นางบ้านใดเลยสิบเจ็ดแล้วยังไร้วี่แวว ก็จะเป็นที่ครหาในหมู่ชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ การพบปะเยี่ยมเยียนบ้านอื่นๆ สำหรับหญิงสาวแล้วจึงเป็นเรื่องสำคัญ

          ต่อให้เป็นคนที่ไม่มัวเมาในอิสตรีเช่นลั่วเฉิงเฟิ่ง ยามที่เห็นอนุเยว่เป็นครั้งแรกยังถึงกับตะลึง

          เมื่อครั้งที่เขาปกป้องตนเองด้วยการประกาศว่าถูกเยว่ฉี น้องสาวของอนุเยว่วางยา จึงทำให้ตนกระทำเรื่องเหลวไหลลงไป แต่ใครๆ ก็รู้ว่าตบมือข้างเดียวไหนเลยจะสำเร็จ หากไม่ใช่ว่าเขามองใบหน้าของเยว่ฉีที่คล้ายคลึงกับพี่สาวถึงห้าหกส่วนแล้วเกิดความหวั่นไหว เรื่องวางยาแล้วใช้กำลังบังคับนั่น หญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างเยว่ฉีจะทำได้เพียงลำพังหรือ?

          เห็นได้ชัดว่าสำหรับบุรุษ ความสามารถ ชาติตระกูลของหญิงสาวแน่นอนว่าสำคัญ ทว่ารูปโฉมกลับเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

          เล็บของลั่วฮูหยินจิกลงบนที่เท้าแขนอย่างไม่รู้ตัว นางหลุบตาลงน้อยๆ ปิดบังประกายเย็นเยียบในดวงตาเอาไว้

          นางเคยเอาชนะอนุเยว่มาแล้วครั้งหนึ่ง หนนี้บุตรสาวของนางก็ต้องทำได้เช่นกัน

          เห็นสีหน้าของมารดาผ่อนคลายลง ลั่วหลินหยูก็ตรงเข้าไปออดอ้อน “ท่านแม่ ลูกไม่อยากเห็นหน้านางอีก ท่านช่วยลูกคิดหาวิธีหน่อยสิเจ้าคะ”

          พอมองเห็นนัยน์ตาวาววามคู่โตของบุตรสาวที่มองนางด้วยความรักใคร่เลื่อมใส ใจของลั่วฮูหยินยิ่งอ่อนยวบ นางเคาะหน้าผากของบุตรสาวเบาๆ เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนี่ ในเมื่อลูกสาวข้าไม่อยากจะเห็นหน้านาง ถ้าอย่างนั้นก็หาหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทสักแห่ง แล้วจัดการส่งนางไปอยู่ที่นั่นก็สิ้นเรื่อง”

          ในใจลั่วหลินหยูยินดียิ่ง แต่หวนคิดอีกที การเสือกไสเด็กสาวกำพร้าแม่ไปยังบ้านนอก หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ท่านแม่ย่อมต้องได้ชื่อว่าโหดร้ายทารุณต่อบุตรสาวของอนุภรรยาเป็นแน่ ลั่วหลินหยูขมวดคิ้วเรียวเล็ก เชิดปากน้อยๆ แค่นเสียงว่า “เกรงว่าท่านย่ากับท่านพ่อจะไม่เห็นด้วยสิเจ้าคะ”

          ลั่วฮูหยินบีบปลายคางบุตรสาวอย่างทะนุถนอม เปรยๆ อย่างไม่ใส่ใจว่า “หากว่านางไม่ทันระวัง ติดโรคฝีดาษเข้าเองล่ะ”

          “ฝีดาษ?!” ลั่วหลินหยูลุกนั่งตัวตรง สองมือกุมปากแน่น ใบหน้าดวงน้อยซีดเผือด

          นี่ถึงตายได้เลยนะ!

          ลั่วฮูหยินมองใบหน้าดวงน้อยที่ซีดขาวของบุตรสาวอย่างปลอบโยน อธิบายว่า “วางใจเถอะ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นแค่ยาที่จะทำให้นางตัวร้อน บนผิวหนังมีตุ่มบวมแดงขึ้นมาบ้างเท่านั้น ตอนที่หวางไต้ฟู* มาตรวจรักษา แม่จะให้เขาวินิจฉัยว่าอาจิ่วติดโรคฝีดาษ แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว จากนั้นแม่ค่อยเสนอให้ส่งนางไปพักรักษาตัวในชนบท บิดาและท่านย่าของเจ้าย่อมไม่อาจคัดค้าน หลังจากนางไปแล้ว ใครจะมาแยแสความเป็นความตายของบุตรสาวอนุภรรยาอีกเล่า ต่อให้ผ่านไปอีกหลายปี ท่านย่าของเจ้านึกถึงนางขึ้นมาได้ นางก็พ้นวัยออกเรือนไปนานแล้ว บุตรสาวของอนุภรรยาคนหนึ่ง... เติบโตที่บ้านนอก ทั้งไร้ความสามารถ ไร้การอบรม มีดีเพียงรูปโฉม จุดจบก็คงไม่ต่างกับมารดาของนางนั่นแหละ”

          ลั่วฮูหยินทำเช่นนี้ แน่นอนว่ามีเหตุผลอื่นแฝงอยู่ด้วย...

          เพราะเรื่องที่ถูกวางยา หลายปีที่ผ่านมาลั่วเฉิงเฟิ่งจึงพร่ำบอกใครต่อใครว่าเขาไม่ชอบหน้าเยว่ฉี แต่นางผู้เป็นภรรยารู้ดีว่าสามีมักไปค้างอ้างแรมที่ห้องของอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง เยว่ฉีรูปงามทั้งยังอายุน้อย นานวันเข้าเกรงว่านางอาจตั้งครรภ์บุตรอีกคนก็เป็นได้

          การส่งลั่วหลินจิงไปชนบทนับเป็นเรื่องดี เพราะเยว่ฉีจะต้องขอติดตามไปด้วยแน่!

          “วิธีนี้ดีนัก!” ลั่วหลินหยูหน้าตาแช่มชื่นขึ้นบ้าง ลักยิ้มเล็กๆ สองข้างแก้มยิ่งทำให้นางดูน่ารักไร้เดียงสา

          ลั่วฮูหยินส่ายหน้าไปมา เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “คราวนี้ดีใจแล้วสินะ”

          “เจ้าค่ะท่านแม่” ลั่วหลินหยูตอบอย่างแย้มยิ้ม

          ภายในห้องพูดคุยกันเสียครึกครื้น ไม่มีใครสังเกตเห็นหัวน้อยๆ ที่นิ่งค้างอยู่ที่รอยโหว่ของกระดาษหน้าต่าง เจ้านกน้อยแอบฟังอย่างตั้งใจ รอจนสองแม่ลูกชวนกันไปกินข้าวเช้า ร่างเล็กบนขอบหน้าต่างจึงค่อยขยับปีกบินไปทางศาลบรรพชน

 

          ท้องฟ้าเพิ่งสว่าง

          บ่าววัยกลางคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกประคองหมั่นโถวที่เพิ่งนึ่งเสร็จสองลูกเข้าไปในศาลบรรพชน พวกนางมองลั่วหลินจิงที่ฟุบอยู่บนเบาะสานด้วยสีหน้าสงบ นึกโล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ได้ป่วยเพราะถูกขังและให้อดอาหารมาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ ถึงแม้อาจิ่วจะมีความผิด แต่นางก็นับเป็นคุณหนูคนหนึ่งของตระกูลลั่ว หากนางเป็นอะไรขึ้นมา พวกบ่าวจะรับผิดชอบไหวรึ?

          บ่าววัยกลางคนจัดการปลุกลั่วหลินจิงแล้วทิ้งหมั่นโถวเอาไว้ ก่อนจะล่าถอยออกไป

          ครั้นเด็กสาวตื่นขึ้นมาเห็นหมั่นโถวร้อนกรุ่นสองลูกวางอยู่เบื้องหน้าก็ยิ้มกว้าง รอจนบ่าวคนนั้นออกไปแล้วนางก็คว้าหมั่นโถวขึ้นมากิน หมั่นโถวฟูนุ่มนึกว่าจะลูกใหญ่ ที่ไหนได้ กัดแค่สองสามคำก็หมดลูกเสียแล้ว

          ลั่วหลินจิงยังไม่ทันหายอยาก ร่างเล็กๆ ที่ปราดเปรียวร่างหนึ่งก็บินผ่านรอยแยกของประตูที่ถูกแง้มไว้เข้ามา เด็กสาวคิดจะทักทายมันเสียหน่อย กลับได้ยินมันร้องขึ้นมาว่า “ไม่ได้การแล้ว ไม่ได้การแล้ว พวกนางจะทำร้ายเจ้า!”

          ลั่วหลินจิงยื่นมือออกไปให้เจ้านกกระจอกเกาะ ถามเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ใครจะทำร้ายข้ากัน?”

          เจ้านกกระจอกตอบอย่างร้อนใจ “ผู้หญิงที่เจ้าให้ข้าไปเฝ้าดูนางน่ะสิ นางใจร้ายนัก! เช้าวันนี้...”

          หลังจากฟังเจ้านกน้อยบรรยายอย่างออกรสออกชาติ รอยยิ้มบนใบหน้าของลั่วหลินจิงก็จางลง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นซีดขาว

          “ฝีดาษ?” ลั่วหลินจิงทวนสองคำนี้อย่างโง่งม

          นกกระจอกน้อยคิดว่านางไม่เชื่อ จึงเอ่ยย้ำเสียงดังว่า “ก็ใช่น่ะสิ ฝีดาษ... ข้าฟังมาไม่ผิดแน่!”

          ลั่วหลินจิงรู้สึกเคว้งคว้างว่างเปล่าไปในชั่วพริบตา ลั่วฮูหยินแค้นนางขนาดนี้จริงรึ?

          หากว่าติดโรคร้ายอย่างฝีดาษเข้า เกรงว่าข้าวของอะไรก็คงไม่มีโอกาสได้จัดเก็บ ต้องถูกส่งออกนอกจวนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยสุขภาพของนางก่อนหน้า หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากระบบของเสี่ยวเฉิน เกรงว่ายาของลั่วฮูหยินอาจจะทำให้นางเสียชีวิตระหว่างทางก็เป็นได้

          ลั่วหลินจิงหัวเราะหยันตนเอง นัยน์ตาทั้งคู่ที่เดิมทีสุกสกาวราวดวงดาราถูกประกายเย็นชาย้อมจนหม่นลง นางช่างไร้เดียงสาเสียจริง คิดมาตลอดว่า... หากตนเองว่านอนสอนง่าย ไม่ตอแยผู้ใด อดทนสักหน่อย หัวอ่อนสักนิด ทุกอย่างจะดีขึ้นมาเอง สุดท้ายวันนี้กลับถูกความจริงตบหน้าเข้าอย่างจังไปหลายที

          การดำรงอยู่ของนาง สำหรับใครบางคนนับเป็นความผิดพลาด ต่อให้ตัวนางหมอบราบอยู่กับพื้น วางตัวต่ำต้อยด้อยค่า จมปลักอยู่ในผงธุลี คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่สงสารเห็นใจแม้สักเศษเสี้ยว มีแต่จะยิ่งออกแรงกระทืบให้นางร่วงลงไปในเหวลึก ต่อให้แสดงความอ่อนน้อมให้อีกฝ่ายเห็นก็คงไร้ประโยชน์ แล้วเหตุใดนางจะต้องทนอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกเขาอีกเล่า!

          พอเสี่ยวเฉินรับรู้ถึงความปั่นป่วนทางอารมณ์ของโฮสต์ เดิมทีคิดจะปลอบโยนนางว่าเขามียาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคบรรจุอยู่ในระบบ สำหรับเขาแล้ว คำว่าฝีดาษไม่ได้ร้ายแรงอะไรสักนิด แต่อีกใจกลับคิดว่าการบีบคั้นทางอารมณ์เช่นนี้จะยิ่งทำให้โฮสต์มีพัฒนาการทางด้านความคิด ทั้งยังรู้จักตื่นตัวต่อเหตุการณ์ นับเป็นเรื่องที่ดี เสี่ยวเฉินจึงรอดูท่าทีต่ออย่างเงียบงัน

          ความเงียบของลั่วหลินจิงทำให้เจ้านกน้อยนึกหวั่นใจ มันไซ้ฝ่ามือของลั่วหลินจิงอย่างระมัดระวัง

          ความเคลื่อนไหวกลางอุ้งมือเรียกสติของนางกลับคืน ลั่วหลินจิงสูดหายใจเข้าไปลึกๆ หลายครั้งและพยายามข่มความอึดอัดในอกเอาไว้ เอ่ยกับเจ้านกน้อยว่า “ขอบใจเจ้ามากนะเสี่ยวฮวาเจียว ขอโทษนะ ตอนนี้ข้ายังออกไปไม่ได้ รอข้าออกไปได้แล้วค่อยเอาข้าวฟ่างให้เจ้าดีไหม?”

          มันรับรู้ว่าสหายใหม่ของตนอารมณ์ไม่ค่อยดี เสี่ยวฮวาเจียวขยับปีกไปมา ตอบอย่างใจกว้างว่า “ไม่เป็นไร ไม่มีข้าวฟ่างก็ไม่เป็นไร เจ้าอย่าได้เศร้าใจไป ข้าไปจับตาดูพวกนางต่อนะ”

          ความเป็นห่วงเป็นใยที่บริสุทธิ์และจริงใจทำให้หัวใจของลั่วหลินจิงค่อยๆ อุ่นซ่านขึ้นมาอย่างช้าๆ ลั่วหลินจิงโน้มกายลงไปจุมพิตบนหัวเล็กๆ ของเจ้านกน้อย “ขอบใจนะเสี่ยวฮวาเจียว”

ข้าอยากจากไป!

          เสี่ยวฮวาเจียวขยับคอขยุกขยิกอย่างขัดเขิน ตะโกนตอบว่า “ไม่ต้องเกรงใจ” ก่อนจะบินออกจากศาลบรรพชนไป

          เมื่อเห็นว่าเจ้านกตัวน้อยบินจากไปไกลแล้ว นางจึงเดินกลับไปนั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่บนเบาะสาน สักพักก็เอ่ยถามเสียงต่ำว่า “เสี่ยวเฉิน ข้าควรทำอย่างไรดี?”

          [คุณคิดว่าอย่างไรล่ะ?]

          “ข้า... ข้าไม่รู้” ลั่วหลินจิงมองไปยังป้ายวิญญาณบรรพบุรุษอย่างเคว้งคว้าง รู้สึกว่าตนเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย ต่ำต้อยเสียจนน่าสมเพช

          [อยากอยู่ต่อหรือว่าอยากไปบ้านนอกล่ะ?]

          “ข้าอยากจากไป!” ไม่ทันได้ใคร่ครวญ สี่คำนี้ก็โพล่งออกจากปากเสียแล้ว ทว่า... พอนึกถึงท่านน้าและลั่วเสวียน ลั่วหลินจิงก็ลังเล หากนางจากไปแล้ว พวกเขาจะทำอย่างไร?

          เสี่ยวเฉินพอใจกับคำตอบของนาง จึงกล่าวต่อว่า [ผมเองก็อยากให้คุณไปจากที่นี่เหมือนกัน ถ้าอยู่ในนี้ต่อ คุณไม่มีอิสระในการเดินเข้าออกบ้าน ยิ่งถ้าถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ การติดต่อระหว่างคุณกับบรรดาสัตว์จะยิ่งยากขึ้นไปใหญ่ จะไม่เป็นผลดีต่อการรวบรวมคะแนนจิตพิสัยและคะแนนความเลื่อมใส และก็ไม่เป็นผลดีต่อการเรียนรู้และเติบโตของคุณด้วยเช่นกัน]

          “เสี่ยวเฉิน ท่านน้ากับลั่วเสวียนต้องอยู่ในจวนลั่วต่อ... ข้าไม่วางใจ” นางอยากจะไป อยากจะหนีไปจากกรงขังที่น่ากลัวหลังนี้ แต่ที่นี่ก็ยังมีคนที่นางตัดใจสลัดทิ้งไม่ได้

          [ตอนนี้ผมเป็นแค่ระบบขั้นต้น ไม่สามารถนำวัตถุที่จับต้องได้ออกมาในโลกจริง แต่ผมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับร่างของคุณได้ ขอแค่คุณแลกคะแนนจิตพิสัย 5 แต้มกับระบบ ระบบก็จะจำลองอาการของโรคฝีดาษออกมาบนตัวของคุณให้เอง ส่วนยาที่ลั่วฮูหยินเตรียมไว้ให้ คุณก็ให้ลั่วเสวียนกินแทน แบบนี้คุณสองคนก็จะติดโรคฝีดาษไปพร้อมๆ กัน สามารถไปจากที่นี่ด้วยกันได้แล้ว]

          ลั่วหลินจิงนั่งตัวตรงทันควัน สามารถพาท่านน้ากับลั่วเสวียนไปจากจวนลั่วได้ย่อมดียิ่ง ในใจของนางนั้นรู้สึกยินดีแต่ก็ยังมีอาการลังเลอยู่บ้าง “ยานั่นจะเป็นอันตรายต่อลั่วเสวียนหรือไม่?”

          [โดยปกติแล้วยาประเภทนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงนัก หลังจากได้ยาแล้ว คุณสามารถนำมาให้ระบบทำการสแกนเพื่อยืนยันองค์ประกอบของตัวยาก่อนก็ได้ หากพิษร้ายแรงเกินไป ระบบยังสามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของยาแก้พิษออกมาให้ได้ในภายหลัง]

          ลั่วหลินจิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แต่นางก็ยังคงส่ายหัวอยู่ดี “ขอข้าปรึกษากับท่านน้าก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ” เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตในภายภาคหน้าของท่านน้าและลั่วเสวียน นางไม่อาจตัดสินใจเองโดยพลการได้

          เสี่ยวเฉินเงียบงันไปครู่ ก่อนจะตอบว่า [ตกลง]

 

          ลั่วฮูหยินมีวิธีการจัดการกับลั่วหลินจิงแล้ว จึงไม่คิดจะกักขังนางต่อ

          หลังมื้อเช้า เยว่ฉีไม่ได้ฟังคำทัดทานของลั่วหลินจิง นางยังคงคิดจะไปเรียกร้องความเป็นธรรมที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ดี ครั้นไปถึงนางก็พบว่าลั่วฮูหยินเองก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน คิดว่าวันนี้ไม่แคล้วต้องมีการปะทะคารมกันบ้าง นางถลกแขนเสื้อเตรียมเอาไว้อย่างรู้งาน แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับมาขอร้องแทนอาจิ่ว

          ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาเยว่ฉีรับมือไม่ทัน นางไม่รู้ว่าควรเอ่ยเปิดโปงความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อวานดีหรือไม่ กลัวว่าหากพูดไปแล้วจะเป็นการยั่วให้ลั่วฮูหยินโมโห พาลก่อความวุ่นวายขึ้นมาอีกระลอก และจะทำให้หลานสาวของนางพลอยเดือดร้อนได้รับโทษต่อ สุดท้ายเยว่ฉีจึงเลือกที่จะหุบปาก

          ฮูหยินผู้เฒ่าคิดว่าลงโทษก็ทำไปแล้ว ลั่วสู่เองก็ไม่ได้บาดเจ็บใหญ่โต จึงรับปากว่าจะปล่อยลั่วหลินจิง

          เรื่องราวทั้งหมดคลี่คลายอย่างราบรื่นแบบนี้แต่เยว่ฉีกลับนึกกังขาอยู่ในใจ คิดอยู่พักใหญ่ก็ยังหาเหตุผลมาประกอบไม่ได้ จึงปล่อยไป เมื่อออกจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วนางก็รีบรุดไปยังศาลบรรพชนทันที มาถึงก็เห็นบ่าวรับใช้หลายคนกำลังประคองหลานสาวออกมา

          สีหน้าของลั่วหลินจิงยามนี้ซีดขาว ศีรษะลู่ลงน้อยๆ นางทิ้งน้ำหนักทั้งตัวไปบนร่างของบ่าวรับใช้  นางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินมาข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงในวันนี้ดูแตกต่างจากความมีชีวิตชีวาของเมื่อวานราวกับคนละคน เยว่ฉีตกใจ รีบตรงมาโอบหลานสาวไว้ เอ่ยถามอย่างร้อนใจว่า “อาจิ่ว เป็นอะไรไป?”

          ลั่วหลินจิงโน้มใบหน้าเข้าไปหาเยว่ฉี บีบข้อมืออีกฝ่ายแล้วตอบเบา ๆ ว่า “ท่านน้า ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

          แรงบีบบนข้อมือทำให้เยว่ฉีสงบลงในพริบตา เดาว่าอาจิ่วทำแบบนี้ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่ ต่อหน้าบ่าวรับใช้ นางเองก็ไม่อาจซักถาม เพียงรักษาสีหน้าสงสารเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว รีบกลับกันเถอะ น้าจะทำของอร่อยให้เจ้ากิน”

          เยว่ฉีประคองลั่วหลินจิงที่อ่อนแรงเดินจากไป บ่าวทั้งหลายกลับไม่คิดติดตาม พวกนางหมุนตัวกลับไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อรายงานความเคลื่อนไหว

          ลั่วหลินจิงไม่เหมือนกับลั่วหลินหยูที่มีเรือนเป็นของตัวเองตั้งแต่อายุแปดปี นางมีร่างกายอ่อนแอขี้โรค ทั้งยังเป็นบุตรสาวของอนุภรรยา จึงอาศัยอยู่ในเรือนหลังเดียวกันกับเยว่ฉีผู้เป็นน้า เรือนหลังน้อยของเยว่ฉีอยู่ทางทิศเหนือของจวนลั่ว ห่างจากศาลบรรพชนไม่ไกลนัก ด้วยตำแหน่งที่ตั้งซึ่งค่อนข้างเปลี่ยวและห่างไกล บ่าวรับใช้จึงไม่ค่อยจะย่างกรายมาที่นี่ บริเวณนี้จึงสงบเงียบและเป็นส่วนตัว

          ลั่วหลินจิงพิงซบอยู่ในอกของเยว่ฉี หลังจากสังเกตโดยรอบอย่างละเอียดแล้วว่าไม่มีใครตามมา จึงตัดสินใจเอ่ยเรื่องฝีดาษกับท่านน้า นางกระตุกแขนเสื้อเยว่ฉีเบาๆ “ท่านน้า ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องบอกท่าน”

          เยว่ฉีก้มหน้าลง ตอบว่า “เรื่องอะไรรึ? เจ้าว่ามาเถิด”

          ลั่วหลินจิงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เจ้านกน้อยบอกนางให้เยว่ฉีฟัง ฝีเท้าของเยว่ฉีชะงักค้าง มองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่เรื่องจริงรึ? เจ้าได้ยินมาจากใครกันแน่?”

          ลั่วหลินจิงคาดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเยว่ฉีจะต้องถาม แต่นางไม่อาจบอกไปตามตรงได้ว่านางพูดคุยกับนก! “เช้ามืดวันนี้ ข้านอนอยู่ในศาลบรรพชน แอบได้ยินป้าหลิวกับหัวหน้าสาวใช้ในเรือนของลั่วฮูหยินคุยกันอยู่นอกห้องเจ้าค่ะ”

          เดิมทีเยว่ฉีก็เชื่อลั่วหลินจิงอยู่แล้ว ประกอบกับยามนี้เพลิงโทสะกำลังลุกโชน จึงไม่ได้ขบคิดสักนิดว่าเหตุใดหลานสาวที่นอนอยู่ภายในศาลบรรพชน ถึงได้ยินเสียงที่ดังอยู่ด้านนอกประตูไปได้ นางทั้งเดือดดาลทั้งหวาดกลัว คว้าร่างของหลานสาวเข้ามากอดไว้แน่น

          ลั่วหลินจิงยื่นมือออกมาตบแผ่นหลังของท่านน้าเบาๆ คิดจะทำให้นางผ่อนคลายลงสักหน่อย จังหวะนั้นสร้อยข้อมือกระดิ่งทองคำที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อมาตลอดพลันกลิ้งออกมา เสียงกระดิ่งหวานใสดังกรุ๊งกริ๊ง เสียงนี้ราวกับฟาดอยู่กลางใจของเยว่ฉีก็ไม่ปาน นางน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

          มือที่สั่นเทาของเยว่ฉีลูบไล้ไปบนกระดิ่งทองคำเส้นบางของหลานสาว นี่เป็นเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวของอาจิ่ว เป็นของขวัญที่พี่สาวนางตั้งใจตระเตรียมไว้มอบให้บุตรสาวอันเป็นที่รัก เยว่ฉีกุมมือน้อยของเด็กสาวเอาไว้ในอุ้งมือ น้ำตาคลอพลางเอ่ยอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากใครกล้าแตะต้องเจ้า น้าขอสู้สุดชีวิต!”

          แววตาโกรธแค้นของน้าสาว ยิ่งส่งเสริมความคิดในใจของลั่วหลินจิงให้แน่วแน่กว่าเดิม “ท่านน้า ข้าอยากไปเจ้าค่ะ!”

          “เจ้าว่าอะไรนะ?” เยว่ฉีถามกลับอย่างตะลึง

          ลั่วหลินจิงเงยหน้าขึ้น มองสบตาเยว่ฉีอย่างสงบ “ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่... ท่านน้าลองคิดดูสิเจ้าคะ พวกเราอ่อนข้อให้คนเหล่านั้นตั้งเท่าไร ยิ่งวางตัวต่ำต้อยก็ยิ่งกลั่นแกล้งกันไม่หยุด ต่อให้คราวนี้เราหลบพ้นแล้วคราวหน้าเล่า? ย่อมต้องมีสักวันที่พวกเราพลาดพลั้งจนเป็นภัยแก่ตัว ท่านน้า... ข้าว่าพวกเราควรไปเสียจากที่นี่ นี่เป็นโอกาสอันดีที่สุดแล้วนะเจ้าคะ”

          ไม่ได้ดื่มน้ำมาเป็นเวลานาน เสียงของลั่วหลินจิงที่เดิมทีอ่อนโยนนุ่มนวลแปรเปลี่ยนเป็นแหบพร่าอยู่บ้าง น้ำเสียงเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เยว่ฉีได้สติคิดตาม “ถูกต้อง! เราควรไปจากนรกอเวจีที่กลืนกินชีวิตของเราเสียที มีน้าอยู่ อย่างไรเจ้าก็ต้องรอด!”

          ในมือของเยว่ฉียังมีกิจการตระกูลเยว่ที่พี่สาวทิ้งเอาไว้ให้ เดิมตั้งใจว่าจะเก็บไว้ให้อาจิ่วเป็นสินเดิม ตอนนี้ถึงคราวคับขันจำเป็นต้องเอามาใช้แก้ขัดไปก่อน จะว่าไปแล้วรายได้จากสามร้านค้าและที่ดินเกือบร้อยหมู่* ก็นับว่าไม่เลว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเก็บเงินบางส่วนไว้ให้หลานสาวรักษาตัว ส่วนที่เหลือก็เก็บหอมรอมริบ หากคิดจะไปจากตระกูลลั่ว ช่วงแรกๆ อาจลำบากบ้าง แต่อย่างไรก็ดีกว่าใช้ชีวิตที่เหลือด้วยการคอยดูสีหน้าผู้อื่น ซ้ำยังต้องถูกคนวางแผนคิดร้ายอยู่เนืองๆ

          ไป ต้องไปแน่! เพียงแต่... ถ้าพวกนางไปแล้ว ลั่วเสวียนจะทำอย่างไร?

          ภาพของเด็กน้อยที่มีร่างกายอ้วนท้วนวาบผ่านความคิดของนาง สีหน้าของเยว่ฉีจึงหม่นหมองลง “พวกเขาจะต้องไม่ปล่อยให้ข้าพาเสวียนเอ๋อไปด้วยแน่”

          ลั่วหลินจิงหัวเราะเบาๆ “ท่านน้าไม่ต้องกังวลไป ข้ามีวิธี หากข้ากับเสวียนเอ๋อป่วยด้วยโรคร้ายอย่างฝีดาษพร้อมๆ กัน ท่านย่าจะต้องไล่พวกเราสามคนออกไปทั้งหมดแน่”

          เยว่ฉีนึกถึงเรื่องที่ลั่วฮูหยินคิดจะวางยาอาจิ่วขึ้นมา จึงรีบเอ่ยว่า “เจ้ากับเสวียนเอ๋อยังเล็กด้วยกันทั้งคู่ ยานั่นจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพวกเจ้าหรือไม่?”

          ลั่วหลินจิงไม่อาจเล่าเกี่ยวกับเสี่ยวเฉิน ได้แต่เอ่ยปลอบน้าสาวว่า “วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้ากับเสวียนเอ๋อแบ่งกันดื่มคนละอึกสองอึก ให้อาการเจ็บป่วยแสดงออกมาบ้างจะได้ไม่เป็นที่ผิดสังเกต เสวียนเอ๋อสุขภาพแข็งแรงมาตั้งแต่เกิด เขาไม่เป็นอะไรแน่”